“รู้ทั้งรู้ว่าน่าจะเป็นเหยื่อการตลาด รออีกนิดอาจหาดีลที่ดีกว่านี้ได้” : แต่บางทีมันก็อาจจะไม่ได้คุ้มค่า

ผมเพิ่งกดจองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นช่วงปลายเดือนตุลาคม 2023
เดินทาง 3 คน บินตรงจากเชียงใหม่ไปโอซาการวมกระเป๋าหนัก 25 กิโลฯสองใบ ไปกลับรวมกันแล้วประมาณ 4 หมื่น เป็นสายการบินราคาประหยัดแห่งหนึ่งครับ
เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นเร็วมาก ช่วงบ่ายวันนั้นผมนั่งกดมือถือดูเล่น ๆ ว่าค่าตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นราคาประมาณเท่าไหร่ เพราะช่วงก่อนราคาแพงมาก จำได้ว่าสามคนน่าจะมีเกือบ 6-7 หมื่นได้ หลังจากกดเล่นไปเรื่อย ๆ ก็เจอช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ราคารวมกระเป๋าแล้วราว ๆ เกือบ 4 หมื่น
ที่สำคัญคือสายการบินมีออปชั่น ‘hold’ ซึ่ง สายการบินจะทำการจองตั๋วราคานี้เอาไว้จนถึงสองทุ่ม ผมก็กดให้ ‘hold’ ไว้ก่อน...รู้สึกว่ามันเป็นดีลที่ ‘โอเค’ นะ เป็นราคาที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้
หลังจากนั้นก็กลับไปทำงานตามปกติครับ จนกระทั่งถึงทุ่มครึ่ง ก็นึกขึ้นได้ว่ามีตั๋วตรงนี้อยู่ มีเวลาอีก 30 นาที
ระหว่างที่กำลังตัดสินใจว่าจะกดดีรึเปล่า ก็ไปลองหาตั๋วสายการบินอื่น ๆ ในวันใกล้ ๆ กัน (ของสายการบินเดียวกันก็เช็ค) ดูแล้วจะแพงกว่าราคาที่จองไว้ทั้งหมดเลย ตัวเลขนาฬิกากะพริบเตือนเหลือเวลาอีกไม่กี่นาที สุดท้ายผมก็กดจอง
ใช่ครับ...ผมรู้ตัวเลยว่าตกเป็นเหยื่อการตลาดที่เรียกว่า “Scarcity Marketing” หรือ กลยุทธ์การตลาดแบบขาดแคลน เป็นเทคนิคทางการตลาดที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ถ้าพลาดโอกาสนี้ไปมันน่าเสียดาย” มากเลยนะ คล้ายกับพวก Limited Edition หรือ “2 ชิ้นสุดท้ายในสต็อก” นั่นแหละครับ แต่อันนี้จะแถมมาด้วยการมีเวลามาบีบอีกต่างหาก
แต่แน่นอน เราเป็นมนุษย์ที่ตัดสินใจด้วยอารมณ์และพยายามหาเหตุผลมารองรับการกระทำของตัวเองเสมอ ส่วนตัวสำหรับผมเองก็รู้สึกว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดี เพราะนี่เป็นเมืองที่อยากไป ประเทศที่อยากไป และช่วงเวลาที่อยากไป ในราคาที่รับได้ แถมยังไม่ต้องต่อเครื่องด้วย (ใครอยู่ต่างจังหวัดจะทราบดีว่าการต้องไปต่อเครื่องที่กรุงเทพฯเหนื่อยขนาดไหน)
จริงอยู่ ถ้ารออีกหน่อยอาจจะหาดีลที่ดีกว่านี้ได้ แต่ต้องมานั่งหาอยู่ตลอดเวลาแทนที่จะใช้เวลาเพื่อทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์มากกว่านี้ แล้วถ้าได้ดีลที่ดีกว่านี้จะดีกว่านี้สักเท่าไหร่ อย่างมากก็ 5 - 6 พันบาท นั่นคือราคาที่เคยเห็นและมันจองได้ยากมาก ๆ ด้วย ต้องจังหวะได้และรอช่วงโปรฯที่มีแต่คนแย่งชิงกันเท่านั้น
ผมคิดถึงคำพูดหนึ่งของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) เกี่ยวกับจังหวะในการเข้าซื้อหุ้นของว่า
“มันดีกว่ามากที่จะซื้อบริษัทที่ยอดเยี่ยมในราคาที่เหมาะสม มากกว่าซื้อบริษัทที่โอเคในราคาที่ยอดเยี่ยม”
ถ้าผมรอผมอาจจะได้ดีลที่ดีกว่านี้ ราคาตอนนั้นมันอาจจะยอดเยี่ยม ถูกกว่านี้หลายพัน แต่ไม่ได้ไปเมืองที่อยากไป อาจจะต้องต่อเครื่อง อาจจะช่วงเวลาของปีที่ไปอยากไปเท่าไหร่สักเท่าไหร่
แต่ตอนนี้ ผมเจอตั๋วเครื่องบินที่ยอดเยี่ยม ทั้งเวลา สถานที่ และ ความสะดวกสบาย ในราคาที่เหมาะสม
แม้รู้ทั้งรู้ว่าน่าจะเป็นเหยื่อการตลาดก็ตามที
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

