หนึ่งในปัญหาที่กระทบสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมากในปัจจุบันคือ ปัญหาขยะจากอาหาร (Food Waste) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก เศษอาหารเหลือจากการกิน เศษผักผลไม้ที่ใช้ตกแต่ง อาหารที่หมดอายุ การจัดการอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมถึงขยะจากอาหารที่ขายไม่หมด

ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษในปี 2560 พบว่า คนไทยสร้างขยะประมาณ 1.3 กิโลกรัมต่อวัน คิดเป็น 17.6 ล้านตันต่อปี และ 64% ในนั้นคือ อาหาร

แต่รู้หรือไม่ว่า สินค้าคู่ครัวคนไทยมานานกว่า 50 ปี อย่างซอสหอยนางรมตราแม่ครัวนั้น มีต้นกำเนิดจากการไม่อยากทิ้งหอยนางรมเหลือให้กลายเป็นขยะ เรียกได้ว่าเป็นแนวคิด Zero Waste ที่มาก่อนกาลของซอสขวัญใจคนไทยเลยก็ว่าได้

แล้วจุดกำเนิดของเครื่องปรุงคู่ครัวนี้จะเป็นอย่างไร aomMONEY หยิบเรื่องราวที่น่าสนใจของซอสตัวนี้ มาแชร์ให้เพื่อนๆ ฟัง

🦪 จุดเริ่มต้น

จุดเริ่มต้นของซอสหอยนางรมที่เรารู้จักกันดีนั้น ต้องย้อนกลับไปในช่วงที่ครอบครัวของคุณพ่อสถิตย์และคุณแม่ง้วย กาญจนวิสิษฐผล ยังประกอบอาชีพที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ คุณย่า คือการเปิดร้านขายอาหารทะเลแห้ง และมีหอยนางรมสดที่ลูก ๆ ทั้ง 8 คนออกเรือช่วยกันหามาขายควบคู่กันไปด้วย

บางวันขายดีก็หมด บางวันขายไม่ดีก็มีของเหลือ ตามธรรมดาของธุรกิจ

คุณพ่อสถิตย์เลยพยายามคิดหาวิธีถนอมอาหารเพราะไม่ต้องการให้สินค้าที่หามานั้นกลายเป็นขยะเหลือทิ้ง โดยตอนแรกคิดว่า จะทำหอยนางรมให้เป็นเครื่องปรุงเหมือนซีอิ๊ว

จึงเริ่มทดลองนำไปดองแล้วกวน จากนั้นก็พัฒนาสูตรเรื่อยมาจนกระทั่งกลายเป็นซอสหอยนางรม ซึ่งถือว่านี่คือต้นตำรับตัวจริงเจ้าแรกของประเทศไทยนั่นเอง

คุณเศรษฐี กาญจนวิสิษฐผล ประธานกรรมการบริษัท ตราแม่ครัว จำกัด ผู้บริหารรุ่นที่ 2 เล่าในเว็บไซต์ของบริษัทว่า ตอนนั้นซอสหอยนางรมเป็นสินค้าที่ขายดีมาก อีกทั้งแถบชลบุรีมีร้านอาหารขนาดใหญ่ที่เป็นลูกค้าของครอบครัวอยู่เยอะ จึงทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว

ต่อมาก็เริ่มตั้งโรงงานขนาดเล็กโดยใช้ชื่อว่า “จิ้วฮวด” ซึ่งหมายถึง “เจริญทันทีทันใด” ขึ้นมาก่อน

🧑‍🍳 โลโกคลาสสิกข้างขวด

เชื่อว่าเพื่อนๆ คงเคยเห็นรูปภาพหญิงวัยกลางคนใส่เสื้อสีแดงผ้ากันเปื้อนสีขาวยืนผัดอาหารบนขวดซอสหอยนางรมตราแม่ครัวนี้แน่นอน

ผู้หญิงในรูปนั้นคือ คุณแม่ง้วยเอง ซึ่งโลโกสุดคลาสสิกนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2519 ซึ่งมีการผลิตซอสหอยนางรมออกขายอย่างเป็นทางการ

ตอนนั้นมีการตั้งโรงงานที่ใหญ่ขึ้น จำเป็นต้องจำหน่ายผ่านตัวแทน ครอบครัวกาญจนวิสิษฐผล จึงคิดว่า ต้องมีตราสัญลักษณ์ที่ชัดเจน เพื่อให้ลูกค้าจดจำได้

หลังช่วยกันคิดอยู่นาน จึงตกลงกันที่จะใช้รูปของแม่ง้วยที่กำลังทำอาหารขายอยู่หน้าร้าน สวมเสื้อสีแดง ทับด้วยผ้ากันเปื้อนขาว เพื่อสื่อให้เห็นจุดมุ่งหมายของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการเป็นเครื่องปรุงสำหรับแม่ครัวไทย จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่อยู่คู่บ้านเรามาจนมาถึงปัจจุบัน

จนกระทั่งปี 2525 ครอบครัวกาญจนวิสิษฐผล จึงตัดสินใจเปิดบริษัทจิ้วฮวด จำกัด และบริษัทชลบุรี ตราแม่ครัว ฉลากทองจำกัด ภายใต้ชื่อผลิตภันฑ์ตราแม่ครัว ตราฉลากทอง และตราแม่ครัวฉลากทอง รวมทั้งได้ขยายกิจการเปิดโรงงานทำน้ำปลาและซีอิ๊วขาวและเครื่องปรุงต่างๆ ขึ้นมา และกลายเป็นสินค้าที่ขาดไม่ได้ในบ้านเรา

💵 ยอดขาย

เห็นเป็นขวดเล็ก ๆ ถุงน้อยๆ แบบนี้ ต้องบอกว่ายอดขายเครื่องปรุงรสเหล่านี้ ไม่เล็กนะ

มูลค่าตลาดซอสและเครื่องปรุงปี 2565 รวมกันมากกว่า 53,500 ล้านบาท โดย 2 ใน 3 ของเครื่องปรุงที่ผลิตได้นั้น ใช้บริโภคภายในประเทศ และไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรุงเป็นอันดับ 6 ของโลก สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 33,500 ล้านบาท (910 ล้านดอลลาร์)

ในส่วนรายได้ของบริษัทจิ้วฮวด จำกัด, บริษัทตราแม่ครัว จำกัด และบริษัท ชลบุรีตราแม่ครัว ฉลากทอง จำกัด มีดังนี้

2561 รายได้รวมกันอยู่ที่ 4,472 ล้านบาท กำไรสุทธิ 113 ล้านบาท

2562 รายได้รวมกันอยู่ที่ 4,813 ล้านบาท กำไรสุทธิ 130 ล้านบาท

2563 รายได้รวมกันอยู่ที่ 4,954 ล้านบาท กำไรสุทธิ 134 ล้านบาท

2564 รายได้รวมกันอยู่ที่ 5,883 ล้านบาท กำไรสุทธิ 163 ล้านบาท

2565 รายได้รวมกันอยู่ที่ 5,335 ล้านบาท กำไรสุทธิ 160 ล้านบาท

2566 รายได้รวมกันอยู่ที่ 5,588 ล้านบาท กำไรสุทธิ 154 ล้านบาท

*ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

จะเห็นได้ว่า การดัดแปลงหรือใช้ประโยชน์จากอาหารหรือสิ่งของเหลือใช้นั้น นอกจากจะช่วยให้ประหยัด ไม่ก่อให้เกิดขยะ รักษาสภาพแวดล้อมแล้ว อาจจะสร้างรายได้ให้เราได้ด้วย ไม่แน่นะ อาจจะปัง สร้างรายได้จนกลายเป็นสินค้าเปลี่ยนชีวิตเลยก็ได้

สุดท้ายนี้ เพื่อนๆ เคยสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากของเหลือให้กลายเป็นของสุดคูลอะไรได้บ้าง อย่าลืมเอามาอวดกันนะครับ ^^

เรียบเรียงโดย อติพงษ์ ศรนารา