‘แม้จะช้า แต่ไม่มีคำว่าสาย’ 5 บทเรียนจากคุณพ่อที่เริ่มสร้างความมั่งคั่งหลักร้อยล้านบาทด้วยตัวเองในช่วงวัย 50

หนึ่งในคำแนะนำเพื่อให้เรามีความมั่งคั่งในชีวิตที่ถูกพูดถึงอยู่ตลอดคือ “เริ่มให้เร็ว”
เพราะการเริ่มสร้างความมั่งคั่งให้เร็ว ตั้งแต่อายุยังน้อยเพิ่มโอกาสในการทดลองทำอะไรหลายๆ อย่าง ลดความสาหัสของความผิดพลาดเมื่อมองในระยะยาว และที่สำคัญคือถ้าเริ่มเร็วก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะแค่ต้องมีความสม่ำเสมอไปเรื่อยๆ
แต่เราทุกคนทราบดีว่าชีวิตไม่เคยเกิดขึ้นเป็นเส้นตรง บางครั้งกว่าชีวิตจะตั้งหลักได้อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว บางคน 40,50 หรือ 60 ไปแล้วก็มี แล้วแบบนี้มันสายเกินไปแล้วรึเปล่าที่จะมีความมั่งคั่งในบั้นปลายชีวิต?
ก็อาจจะไม่เสมอไปครับ
ซารีนา ชู (Sarina Chiu) เจ้าของธุรกิจ Dear Cooper แบรนด์เสื้อผ้าสำหรับน้องหมาดัชชุนในแคนาดาได้เขียนเล่าบทเรียนเรื่องราวชีวิตและการสร้างความมั่งคั่งของคุณพ่อวัย 80 กว่าของเธอไว้อย่างน่าสนใจบนเว็บไซต์ Medium
เขาเริ่มต้นจากเด็กที่ไม่มีอะไรเลย เป็นลูกคนโตในครอบครัวพี่น้องสี่คนในฮ่องกง ตอนเป็นเด็กต้องไปขายอาหารที่ท่าเรือกับคุณยายเพื่อหาเงินเลี้ยงปากท้อง ไม่มีแม้รองเท้าจะใส่ด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้ในวัยเกษียณแปดสิบกว่า เขาเป็นเศรษฐีที่มีทรัพย์สินหลักร้อยล้านบาทจากอสังหาริมทรัพย์ที่ตัวเองเป็นเจ้าของ สร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ไม่ได้ถูกหวย ไม่ได้มรดก ที่สำคัญคือการสร้างความมั่งคั่งในชีวิตไม่ได้เริ่มต้นจริงๆจังๆ จนอายุปาเข้าไป 50 กว่าแล้วด้วยซ้ำ
นี่คือบทเรียนที่ชูได้เรียนรู้ 5 ข้อจากคุณพ่อของเธอ
1. อย่ายึดติดและเชื่อว่ายังมีโอกาสเสมอ
ชูบอกว่า คติประจำใจของพ่อคือ “ถ้าเงินแก้ปัญหาได้ แสดงว่านั่นไม่ใช่ปัญหา”
เขาจะมองภาพใหญ่ไว้ก่อนเสมอ ให้คุณค่ากับเวลาและสุขภาพจิตใจของตัวเอง ถ้าสามารถใช้เงินแล้วสามารถทำให้ตัวเองมีเวลาว่างมากขึ้นเพื่อไปทำอย่างอื่นที่สร้างมูลค่ามากกว่า เขาก็จะใช้ ถ้าใช้เงินแล้วเครียดน้อยลง ก็จะใช้ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่แล้วจะไม่กังวลกับเรื่องเล็กน้อย
เมื่อไหร่ก็ตามที่ลงทุนแล้วไม่ได้ผลตามที่คิด ยอมตัดขาดทุนทันที ไม่ยึดติดกับสิ่งที่ผ่านไปในอดีต ไม่ลากภาระเหล่านั้นไปด้วย ไม่มานั่งเสียใจหรือขอพรให้เทพเจ้ายกกราฟหุ้นที่ซื้อขึ้น ไม่มีเลย “พ่อของฉันเชื่อว่าเงินมีอยู่ทุกที่” ชูกล่าว
แทนที่จะมัวแต่นั่งเสียดาย เขาเรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาดและใช้มันเพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นในครั้งถัดไป
2. สะสมสินทรัพย์
เทคนิคการสร้างความมั่งคั่งของพ่อที่ชูเห็นก็คือการซื้อและขายสินทรัพย์ที่มีมูลค่า อย่างพวกธุรกิจหรืออสังหาฯ
ของฟุ่มเฟือยอย่างพวกแกดเจ็ตแพงๆ เสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูหรา ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเป็นสิ่งที่พ่อของชูอยากจะเสียเงินซื้อเลย
หลังจากขายธุรกิจแรกที่ฮ่องกง เขามีเงินก้อนหนึ่งที่เพียงจะย้ายครอบครัวไปแคนาดา มันเป็นความเสี่ยงที่ต้องใช้เงินตรงนั้นเกือบทั้งหมด แต่เขาก็เชื่อว่าที่นั่นจะมีอนาคตที่ดีกว่ารออยู่
ชูบอกว่า “กลยุทธ์ของพ่อนั้นเรียบง่ายมาก : หาเงิน ลงทุนในสินทรัพย์ และก็ขาย”
3. เสี่ยงกับความเสี่ยงที่คำนวณเอาไว้แล้ว
การทำงานแบบ 9 โมง - 5 โมง สามารถทำให้คุณมีความมั่งคั่งได้ไหม? ได้ครับ แต่อาจจะยากหน่อย
คนที่มั่งคั่งส่วนใหญ่จะยอมเสี่ยงเล็กน้อยกับความเสี่ยงที่คำนวณเอาไว้แล้วว่าจะสามารถรับมือกับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้หากผิดพลาด แต่ถ้าสำเร็จโอกาสในการได้ผลตอบแทนจะสูงกว่ามาก
“พ่อเป็นคนที่ยอมเสี่ยงกับความเสี่ยงที่คำนวณเอาไว้แล้ว บางครั้งเขาล้มเหลวและมันก็เจ็บปวด แต่เขาก็ไม่ปล่อยให้ความกลัวฉุดรั้งเขาไว้ในการลองและดันตัวเองออกนอกคอมฟอร์ตโซน”
การย้ายครอบครัวไปแคนาดาเป็นหนึ่งในความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง แต่เขาก็เชื่อว่ามันจะดีต่อครอบครัว แม้ว่าการย้ายบ้านครั้งนั้นจะเหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ เงินแทบไม่เหลือติดตัวเลย
4. ความอับอายคือแรงผลักดัน
ตอนที่ย้ายออกมาจากฮ่องกง พ่อของชูแทบไม่มีเงินเหลือติดตัว จึงต้องขอให้น้องคนหนึ่งช่วย แต่กลายเป็นว่าน้องคนนั้นเอาเรื่องของเขาไปพูดให้พี่น้องคนอื่นๆ ฟัง และทุกคนก็ลงขันเอาเงินมาให้เขายืม
พอมาถึงแคนาดาไม่นาน พี่น้องทุกคนก็คอยจิกเขาว่าเรื่องเงินอยู่เป็นประจำ สำหรับพ่อของชูนี่เป็นเรื่องที่น่าอายมากๆ เป็นพี่ชายคนโตแต่ต้องไปยืมเงินน้อง ไม่ใช่แค่คนเดียวแต่ทุกคนในครอบครัวเลย
ความรู้สึกนี้กลายเป็นแรงขับเคลื่อน ต้องหาเงินมาจ่ายคืนให้ได้โดยเร็วที่สุด
เขาร่วมเงินกับเพื่อนอีกสองสามคนแล้วเริ่มทำธุรกิจร้านตัดผม พอร้านถึงเวลาปิดเขาก็กลับมาที่บ้านแล้วรับลูกค้าที่บ้านต่อเพื่อหารายได้เสริม นอกจากนั้นก็ลงทุนในตลาดหุ้น ทุกครั้งที่ได้เงินมาก็จะเอาแบ่งเงินไปลงทุนและพยายามโปะหนี้บ้านให้หมดโดยเร็วที่สุด
ช่วงหนึ่งอสังหาฯ ในแคนาดาบูมมาก ราคาบ้านพุ่งสูง พ่อของชูเห็นโอกาสนี้ขายบ้าน แล้วย้ายไปอยู่ทาวเฮาส์ที่ขนาดเล็กแล้วเอาเงินที่เหลือจากการขายบ้านจ่ายหนี้คืนน้องๆ ทุกคนทั้งหมดเลย ตอนนั้นคือเขาอยู่ในช่วงวัย 50 กว่าๆแล้ว
ชูบอกว่า “ถ้าคุณคิดว่ามันสายเกินไปแล้วที่จะเป็นเศรษฐีเงินล้าน ลองคิดดูอีกครั้ง”
5. ทำงานหนัก
มันอาจจะดูซ้ำซาก แต่มันคือเรื่องจริง
พ่อของชูเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่เด็ก สู้ชีวิต สู้งาน ไม่อิดออด
ไม่ต้องตื่นมานั่งสมาธิ ไม่ต้องมีการอาบน้ำเย็นตอนตีห้า ไม่ต้องมีรูทีนเพื่อสร้างความมีประสิทธิภาพในชีวิต
“เขาแค่ตื่นแล้วก็ลุกไปทำงาน” ชูบอก
ตอนที่มาถึงแคนาดาแรกๆ พ่อของชูต้องขับรถไปทำงานที่โทรอนโตเพราะเมืองนี้มีประชากรชาวจีนอยู่ค่อนข้างเยอะ หาเงินได้เยอะกว่า แต่เมืองที่ครอบครัวของเขาอยู่คือมอนทรีออล ห่างออกไปประมาณ 6 ชั่วโมงเพราะค่าใช้จ่ายมันถูกกว่าและเพื่อนของพ่อก็ปล่อยห้องให้เช่าในราคาที่ถูกมากๆ
พ่อของชูจะขับรถไปทำงานในเมืองโทรอนโตทุกวันอาทิตย์ ทำงานเกินวันละ 10+ ชั่วโมงต่อวัน เก็บเงิน แล้วพอวันเสาร์ตอนเช้าก็ขับรถกลับมาหาครอบครัวที่บ้านที่มอนทรีออล ชูเล่าว่าตอนนั้นพวกเขาไม่มีเงินแม้จะซื้อเตียงหรือเฟอร์นิเจอร์ด้วยซ้ำ นอนในถุงนอนและเวลาทานข้าวก็นั่งล้อมวงกันบนพื้น
สุดท้ายแล้วบทเรียนของเรื่องนี้อาจจะไม่ได้อยู่ที่เทคนิคการสร้างความมั่งคั่งของคุณพ่อของชูให้มีทรัพย์สินหลักร้อยล้านบาท แต่เป็นแนวคิดของเขาที่ไม่ยอมแพ้ ไม่ยึดติด มองหาโอกาส ลองเสี่ยงเท่าที่ทำได้เพื่ออนาคตที่ดีกว่า
แม้จะเกิดมาพร้อมกับความลำบาก ครอบครัวไม่ได้มีอะไร ตอนมาที่แคนาดาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่มีธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาล แค่ทำงานหนัก หาเงิน ลงทุนในสินทรัพย์ และก็ขายเมื่อมันมีราคาที่สูงขึ้น วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนตอนนี้สามารถเกษียณแบบเศรษฐีเงินล้านได้แล้ว
เพราะการสร้างความมั่งคั่งแม้จะเริ่มช้าสักหน่อย แต่ไม่มีคำว่าสายเกินไป, มาเริ่มลงมือกันเถอะครับ
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

