สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ใกล้สิ้นปีแบบนี้ สิ่งที่คลินิกกองทุนจะอัพเดทให้ทุกคน คงจะต้องเป็นเครื่องมือ LTF/RMF อย่างแน่นอนครับ ซึ่งหลายๆ ท่านก็ตั้งตารออยู่ใช่ไหมครับว่าจะมีกองทุนไหนที่น่าลงทุน หรือว่ามีเทคนิคอะไรดีๆ ในการซื้อกองทุนในช่วงนี้

ผมเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมาไม่นานนี้ มีบางบลจ. เองก็ทยอยออกกองทุนใหม่ๆ มาให้เลือกมากมายเลยทีเดียว ทำให้นักลงทุนเองก็ยังงงๆ กันอยู่ เพราะว่ามันมีหลายประเภท หลายแบบจนเลือกกันไม่ถูกเลยครับ ซึ่งแต่ละกองทุนก็จะมีความโดดเด่นไม่เหมือนกัน ความมีเสน่ห์ของแต่ละกองก็มีแรงดึงดูดให้เราเข้าไปลงทุนทั้งนั้นครับ

ปัญหาคือ เราจะเลือกกองทุน IPO อย่างไรให้สบายใจในการลงทุน รวมถึงได้ประโยชน์สูงสุดในเรื่องกระจายความเสี่ยง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี เพราะว่าปัญหาของกองทุน IPO ส่วนใหญ่คือ บางกองทุนไม่ได้มีผลตอบแทนย้อนหลังให้กับเราในการตัดสินใจที่จะลงทุนนั้นเอง

แต่วันนี้ผมมีคำตอบให้แก่นักลงทุนที่อยากจะลงทุนกับกองทุน IPO ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุน LTF/RMF ที่จะช่วยเราลดหย่อนภาษีได้ด้วยครับ เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัวเลย ซึ่งผมจะบอกเลยครับว่า

ถ้าเราเลือกกองทุนได้ดี ก็มีโอกาสจะได้กองทุนที่ทำผลตอบแทนที่ดีมากๆ ซึ่งจะทำให้มีเงินเก็บมากกว่าที่คิดไว้ในตอนแรก หรือว่ามีเงินเก็บเพื่อเกษียณได้รวดเร็วขึ้นไปอีกครับ

โดยประเด็นในการเลือกกองทุน IPO เพื่อการลงทุนนั้น เราคงต้องมองหลายอย่างครับ ถ้ากองทุนนั้นเป็นกองทุนต่างประเทศ แล้วมาเป็นกองทุน IPO ในไทยในรูปแบบของ Feeder Fund หรือว่า Fund of Fund อันนี้ไม่ยากในการหาข้อมูลเลยครับ เพราะว่าส่วนใหญ่จะมีข้อมูลย้อนหลังของกองทุนหลักมาอยู่แล้วว่า กองทุนทำผลงานได้ดีแค่ไหน กลยุทธ์ลงทุนเป็นอย่างไร ความเสี่ยงมากหรือน้อย หรือว่าจะเป็นกลุ่ม LTF/RMF ที่ใช้นโยบายของกองทุนเปิดที่มีอยู่แล้ว ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี เนื่องจากในกลุ่มกองทุนที่เป็นรูปแบบนี้จะทำให้เราได้โอกาสที่จะเลือกลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายตรงใจ แล้วได้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วย ซึ่งเราสามารถดูเอกสารผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนเปิดต้นแบบนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย 

หลักการที่สำคัญในการเลือกกองทุน IPO คือ

1. ต้องเข้าใจสไตล์ และแนวคิดการลงทุนของกองทุน

2. ต้องเป็นกองทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงิน เพื่อนำไปต่อยอดบริหารพอร์ตการลงทุนในกองทุนที่มีความหลากหลายมากขึ้น

ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผลตอบแทนที่คาดหวังนั้นจะดีหรือไม่ดี จะขึ้นอยู่กับแนวคิด และวิธีการลงทุนของผู้จัดการกองทุน และทีมงานครับ หากกองทุนไหนที่มีผลตอบแทนย้อนหลังดีๆ แล้วมีแนวคิดหรือวิธีการลงทุนที่แข็งแกร่งแล้วละก็ กองทุนนั้นก็มักจะทำผลตอบแทนได้ดีอย่างต่อเนื่องครับ

ส่วนการจัดพอร์ตการลงทุนก็จะเป็นตัวช่วยให้เราได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้นครับเนื่องจากสินทรัพย์แต่ละอย่างไม่ว่าจะเป็น หุ้น ตราสารหนี้ อสังหาฯ ทองคำ หุ้นต่างประเทศ ฯลฯ ส่วนใหญ่จะขึ้นลงคนละทิศทาง ทำให้ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ปรับตัวลดลงมากจนเกินที่เราจะรับความเสี่ยงได้ ถ้าใครที่จัดพอร์ตและลงทุนระยะยาวมากๆ ก็จะเห็นว่า ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นนั้นมักจะบรรลุเป้าหมายการลงทุนได้ครับ

คราวนี้เรามาดูตัวอย่างกองทุนออกใหม่กันบ้าง ซึ่งครั้งนี้ผมหยิบเอา 5 กองทุน จาก บลจ. กรุงศรี เพื่อมาดูกันว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง หลังจากที่ผมได้เห็นข้อมูลกองทุนที่ออกมาใหม่นั้น ผมคิดออกทันทีว่า ผู้จัดการกองทุนและทีมงานที่ออกกองทุนใหม่ๆ เหล่านี้มาเพื่อช่วยในการจัดพอร์ตลงทุนระยะยาวโดยเฉพาะเลยครับ และทุกกองทุนก็เป็นกองทุนเปิดที่มีผลงานให้เห็นมาก่อนแล้ว ทางบริษัทนำมาเปิดเป็น LTF/RMF กองทุนใหม่ เพิ่มทางเลือกน่าสนใจให้ผู้ลงทุน เรามาดูกันครับ

กองทุน KFLTFSTARD และ กองทุน KFSTARRMF

เราเรียกได้ว่าเป็นกองทุนหุ้นคู่หูประหยัดภาษีครับ เพราะว่าทั้ง 2 กองทุนนี้จะมีนโยบายและกลยุทธ์การลงทุนเหมือนกันต่างกันเพียงแค่ลักษณะภายนอกที่กองทุนหนึ่งเป็น RMF และอีกกองทุนเป็น LTF ที่มี นโยบายจ่ายเงินปันผลอยู่ด้วยครับ

ส่วนจุดเด่นของทั้ง 2 กองทุนก็คือการที่มีสไตล์การลงทุนแบบเปิดกว้างมากๆ คือ ลงทุนได้ทั้งหุ้นเล็ก หุ้นกลาง หุ้นใหญ่ หุ้นเน้นเติบโต และหุ้นปันผล เรียกได้ว่ากลั่นหุ้นดีๆ มาจากทุกแบบครับ ซึ่งหุ้นที่คัดมานั้น ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่หุ้นราคาไม่แพง แต่ว่ามีการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในตลาดหุ้นไทย และมีการปรับพอร์ตยืดหยุ่น ขึ้นกับว่าภาวะตลาดในแต่ละช่วงเหมาะกับหุ้นแบบไหนครับ นั่นหมายความว่า แม้ระยะสั้นตลาดหุ้นจะผันผวน แต่เราจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาวจากการบริหารพอร์ตที่ดีครับ

กองทุนเปิดที่นโยบายเหมือนกันนี้คือ KFTSTAR-D ที่เพิ่งเปิดตัวไปได้ 6 เดือน ผลตอบแทนน่าสนใจทีเดียวครับ

กองทุน KFHAPPYRMF

กองทุนถัดไป เรามาดูกองทุนที่ออกแบบมาเพื่อคนที่รับความเสี่ยงได้ไม่สูงมากนัก หรือว่าคนที่ใกล้จะเกษียณครับ โดยกองทุน KFHAPPYRMF (ใครเป็นคนคิดเนี่ย ชื่อดูชิลจริงๆ) จะเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างตราสารหนี้ภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะในไทยเท่านั้นครับ โดยจะลงทุนในส่วนนี้สูงถึง 75% และส่วนที่เหลืออีกไม่เกิน 25% นั้นจะไปลงทุนในหุ้น กอง REITs กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนอสังหาฯ โดยสัดส่วนการลงทุนในแต่ละช่วงจะปรับได้ตั้งแต่ 0-25% ตามมุมมองของผู้จัดการกองทุนครับ

ต้องบอกว่านี่เป็นจุดเด่นสำหรับใครหลายคนที่อยากได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอบนความผันผวนที่ไม่มากจนเกินไป เพื่อให้เงินสะสมเติบโตครับ เนื่องจากว่าตราสารหนี้จะมีรายได้ที่สม่ำเสมอ รวมถึงกอง REITs และโครงสร้างพื้นฐานเองก็จะให้ผลตอบแทนที่เกิดจากค่าเช่า หรือการใช้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้น แน่นอนว่าส่วนใหญ่จะเป็นกิจการที่ให้กระแสเงินสดได้อย่างดีเลยครับ ถือเป็นผลตอบแทนที่ค่อยๆ สะสมเพิ่มพูนไปในกองทุน ถือว่าโดนใจผมมากๆ เพราะว่าผมเองก็เป็นแฟนพันธุ์แท้กองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทยเหมือนกันครับ

กองทุน KFGTECHRMF

ส่วนกองทุนถัดมา ผมจะเรียกว่าเป็นกองทุนที่เป็นหัวหอกในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาวครับ เนื่องจากเป็นกองทุนที่ไปลงทุนกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตสูงอย่างกลุ่ม Technology ครับ นั่นก็คือกองทุน KFGTECHRMF

โดยกองทุนนี้จะไปลงทุนต่อในกองทุน T-Rowe Price Fund SICAV- Global Technology Equity Fund ครับ ซึ่งกองทุนนี้มีการบริหารงานที่น่าสนใจ คือ เน้นเลือกหุ้นเทคโนโลยีที่เป็น New Technology เช่น AI, Cloud Technology เป็นต้น 

เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องของการใช้ Big Data มาทำ AI (Artificial Intelligent) หรือ Machine Learning เพื่อให้ระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น แม่นยำมากขึ้น และที่สำคัญระบบพวกนี้สามารถพัฒนาได้เองอย่างต่อเนื่องอีกด้วยครับ

แน่นอนว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีข้อมูลมากมายมหาศาลเท่านั้น จึงจะทำเรื่องพวกนี้ได้ ในยุค 4.0 เป็นยุคทองของข้อมูลครับ ใครมีข้อมูลก็เปรียบเสมือนมีเหมืองทองคำอยู่ในมือเลยละครับ

ส่วนบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จะมีข้อมูลมากมายขนาดนี้ คงหนีไม่พ้นบริษัทที่เราคุ้นเคยกันดี คงไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก Alphabet เจ้าของ Google นั่นเองครับ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของหุ้นที่กองทุนถืออยู่ และยังเป็นหุ้นที่มีโอกาสจะเติบโตได้อีกมากในอนาคต 

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กองทุนสร้างผลตอบแทนได้ดีครับ เอาชนะทั้งเกณฑ์มาตรฐาน หรือว่า Benchmark และยังเอาชนะกองทุนอื่นๆ ที่อยู่กลุ่มเดียวกันได้อีกด้วยครับ

กองทุน KFCHINARMF

ส่วนกองทุนสุดท้ายที่ผมจะพูดถึง เป็นกองทุนในกลุ่มประเทศที่ผมชอบ และยังเขียนบทความถึงอยู่บ่อยๆ นั่นก็คือ กองทุนหุ้นในกลุ่มประเทศจีนที่มีชื่อว่า กองทุน KFCHINARMFผมคิดว่ากองทุนมีจุดน่าสนใจอยู่หลายๆ จุดครับ เช่น มีการกระจายการลงทุนที่นอกเหนือจากจีน อาทิ ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งเราเรียกกลุ่มประเทศเหล่านี้ว่า “Greater China” นั่นเองครับ

แน่นอนว่าเรื่องผลตอบแทนของกองทุนหลักเองคงไม่ต้องพูดถึงให้ยืดยาว เพราะกองทุนนี้สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนชนะ Benchmark อยู่อย่างสม่ำเสมอเลยครับ

เหตุที่กองทุนนี้มีความน่าสนใจ เนื่องมาจากการพัฒนาของกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศจีนที่เติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี อุปโภค บริโภค การบริการต่างๆ และยังมีแนวคิดการพัฒนาประเทศในระยะยาวของจีน ที่ดูแล้วมีความเป็นไปได้สูงมาก รวมถึงการขยายตัวของประชากร ที่ถึงแม้ว่าจะดูลดลงไปบ้างก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าประเทศจีนมีการบริโภคสินค้าที่มากขึ้น จากฐานกลุ่มคนชนชั้นกลาง และกลุ่มเศรษฐี  ที่มีมากขึ้นครับ

ดังนั้น หากจะลงทุนระยะยาวกับประเทศจีนแล้วละก็ กองทุนนี้เป็นอีกกองทุนที่น่าสนใจมาก ทั้งในแง่ของแนวโน้มการเติบโต และการกระจายความเสี่ยงได้ดี เพราะว่าไปลงทุนในหลายๆ ประเทศในกลุ่ม Greater China ครับ

ถึงตรงนี้ผมคิดว่ากองทุนที่ออกมาใหม่ของ บลจ. กรุงศรี นั้นเรียกได้ว่าสามารถเอามาจัดเป็นพอร์ตเพื่อลงทุนระยะยาวได้เลย เพราะว่าครบทั้ง หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ อสังหาฯ ตราสารหนี้ และยังมีกองทุนกลุ่มอุตสาหกรรมอีกด้วยครับ

โดยกองทุนที่มีความเสี่ยงปานกลางอย่างกองทุน KFHAPPYRMF ก็ถือว่ามีไว้เพื่อกระจายความเสี่ยงโดยมุ่งเน้นผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ส่วนกองทุนหุ้นไทย KFSTARRMFหรือว่าจะเป็น KFLTFSTARD ก็จะช่วยสร้างโอกาสของผลตอบแทนที่ดีในรูปแบบกองทุนหุ้น และยังมีกองทุนหุ้นจีน KFCHINARMF กับกองเทคโนโลยี KFGTECHRMFที่เป็นหัวหอกในการเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาวให้กับเราได้ครับ

ข้อสำคัญอีกอย่างคือ อย่าลืมแบ่งสัดส่วนกองทุนในแต่ละประเภทให้ดีนะครับ จะได้ไม่เป็นการทุ่มเงินลงทุนในกองทุนใดกองทุนหนึ่ง จนทำให้เราเสียเป้าหมายการลงทุนระยะยาวไป

เอาเป็นว่าสามารถกระจายการลงทุนไปยังกองทุนที่เน้นการเติบโต ที่อยู่ในกลุ่มที่กำลังจะออก IPO มาด้วย สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.krungsriasset.com/th/News/Promotion/20888.html ซึ่งกองทุนทั้งหมดนี้จะเริ่มทำการเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 3 – 10 ตุลาคมนี้ ผู้ที่สนใจหรือนักลงทุนท่านใดมีบัตรเครดิตในเครือ บลจ. กรุงศรี ก็สามารถนำไปใช้ลงทุนได้เช่นกันนะครับ เรียกได้ว่าสะดวกทุกช่องทางการลงทุนจริงๆ

ก่อนจะจากกัน ผมมีข้อมูล 6 ข้อที่เราควรจะตรวจสอบก่อนการลงทุนในกองทุน IPO มาฝากกัน ซึ่งกองทุนไหนที่เพิ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกจริงๆ อันนี้คงต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมกันให้เยอะๆ นะครับ

1. เลือกกองทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมาย:

ในเรื่องการลงทุนหลายๆ ครั้ง เรามักจะเลือกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด แต่จริงๆ แล้ว สิ่งแรกที่นักลงทุนควรจะเลือก หรือว่าตัดสินใจเพื่อที่จะลงทุนก็คือเรื่องของ “ความเสี่ยง”เพราะว่าจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบการลงทุนของเราครับ เช่น หากเป็นเป้าหมายระยะกลางๆ 3 ปีหรือคนไหนที่ลงทุนแล้วไม่ชอบความเสี่ยงสูงๆ แล้วละก็ ต่อให้มีกองทุนหุ้น IPO ออกมาโดยให้ผลตอบแทนคาดหวังเยอะๆ ถึง 10-12% ต่อปีก็ตาม เราก็อาจจะไม่เลือกลงทุนก็ได้ เพราะว่าอย่างกองทุนหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง ก็มีโอกาสที่จะขาดทุนได้มากเช่นเดียวกัน ซึ่งต้องลงทุนอย่างน้อยๆ 5-7 ปี ขึ้นไปครับ

2. ผลตอบแทนคาดหวังของกองทุนเป็นไปตามที่เราต้องการหรือไม่: 

ข้อนี้ผมขอพูดง่ายๆ ว่า เราคงต้องดูว่ากองทุนที่ลงทุนไปนั้น ทำให้เราบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ เช่น หากเป้าหมายเราต้องการผลตอบแทนที่ 7% แต่เลือกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนคาดหวังประมาณ 6% ก็คงไม่บรรลุเป้าหมายการลงทุนของเราแน่ๆ กองทุนที่ออกมานั้น เราคงต้องมองข้ามไปครับ

3. ผู้บริหารจัดการกองทุนเคยบริหารกองทุนไหนมาก่อน และผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนที่ เคยบริหารเป็นอย่างไรบ้าง: 

ส่วนใหญ่แล้วกองทุนที่ออกมาใหม่นั้น ก็ไม่ได้มีระบบจัดการใหม่ทั้งหมดนะครับ โดยเฉพาะผู้จัดการกองทุน ดังนั้นกองทุนใหม่ๆ นั้น ก็มักจะถูกบริหารงานด้วยผู้จัดการกองทุนคนเดิม หรือว่าทีมงานที่มีคุณภาพชุดเดิม ที่อยู่ใน บลจ. นั่นเองครับ ถ้าหากเราเคยลงทุนใน บลจ. นั้นๆ อยู่แล้ว ก็น่าจะดูผลตอบแทน และคุณภาพของกองทุนเดิมประกอบได้ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อาจะมีส่วนแตกต่างกันไปได้บ้างตามแนวคิดการลงทุนซึ่งจะอยู่ในข้อถัดไปเลยครับ

4. สไตล์การลงทุน และแนวคิดการลงทุนของกองทุนนี้เป็นอย่างไร:

จากข้อที่แล้ว สำหรับกองทุนที่ออกมาใหม่นั้น มักจะมีทีมงานบริหารกองทุนที่เหมือนกับกองทุนที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ แต่ว่ากองทุนใหม่ๆ เหล่านั้น บลจ. ก็อาจจะสร้างความแตกต่าง และปรับปรุงในส่วนกลยุทธ์การลงทุนรายกองทุนที่ไม่เหมือนกันแทนครับ เช่น บางกองทุนเน้นลงทุนในหุ้นเล็ก บางกองทุนเน้นลงทุนในกลุ่ม Healthcare เป็นหลัก หรือว่าบางกองทุนมีกลยุทธ์เลือกหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งเราก็คงต้องศึกษา และหาข้อมูลเพิ่มเติมครับว่า แต่ละกองทุนมีสไตล์การลงทุนเป็นอย่างไร เพื่อให้ได้กองทุนที่เราชอบจริงๆ

5. ค่าธรรมเนียมมีความเหมาะสมกับผลตอบแทนที่จะได้รับ:

ข้อนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการลงทุนครับ เนื่องจากค่าธรรมเนียมถือว่าเป็นต้นทุนสำคัญในการลงทุนระยะยาวของนักลงทุน ดังนั้น หากกองทุน IPO ที่เราเลือกมาทำผลตอบแทนได้ไม่ค่อยดี แถมยังมีค่าธรรมเนียมที่แพงอีก อันนี้คงต้องปรับเปลี่ยน และหากองทุนใหม่ที่ให้ผลตอบแทนที่ดี เพื่อความคุ้มค่าต่อค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปครับ

6. ต้องมีการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม อย่าลงทุนด้วยเงินทั้งหมดในกองทุน IPO ที่เพิ่งเปิดมา: 

ข้อนี้ถือว่าเป็นข้อสำคัญอีกข้อหนึ่ง เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่จะไม่ได้มองภาพรวมของการลงทุนเท่าไหร่นัก แต่กลับจะเน้นการลงทุนเป็นรายกองทุนไป โดยมักจะถามว่า กองทุนไหนดี กองทุนไหนน่าลงทุนในช่วงนี้ ซึ่งถ้านักลงทุนเองอยากจะลงทุนระยะยาวแล้วประสบความสำเร็จละก็ ผมแนะนำให้นักลงทุนควรกระจายการลงทุนอย่างถูกต้องร่วมด้วยครับ

สุดท้ายผมคิดว่านักลงทุนในกองทุนเอง ก็น่าจะได้ความรู้ไปกันพอสมควรแล้ว ไว้พบกันครั้งหน้านะครับ วันนี้ลาไปก่อน ขอให้โชคดีในการลงทุนกับกองทุนรวมนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial