สุนทรียศาสตร์แห่งการลดทอน แนวคิด ‘สร้างสิ่งของให้เป็นสิ่งของ’ จาก Muji เพราะการขายผลิตภัณฑ์ที่เรียบง่ายอย่างเดียวไม่สามารถเอาชนะใครได้

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ของ มูจิ (Muji) คืออะไร?
เชื่อว่าหนึ่งในคำตอบที่เราน่าจะได้ยินกันบ่อยๆ คือ ‘ความเรียบง่าย’
แต่แค่ความเรียบง่ายอย่างเดียวมันเพียงพอที่จะทำให้มูจิกลายเป็นบริษัทที่มีรายได้หลักแสนล้านบาทและ (ปี 2023 140,000 ล้านบาท) ผลิตภัณฑ์ของมูจิกลายเป็นตัวเลือกในการซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันของลูกค้าจริงๆ เหรอ?
ทาดามิตสึ มัตสึอิ อดีตประธานกรรมการบริษัท เรียวฮิน เคอิคะคุ (Ryohin Keikaku) เจ้าของแบรนด์มูจิ (ที่ทำงานกับมูจิมา 23 ปี) เขียนเล่าไว้ในหนังสือ “เพราะไม่มีอะไรจึงมีอะไร” เอาไว้ว่ามูจิไม่ใช่แบรนด์ ‘มินิมัลลิซึ่ม’ แต่ต้อง ‘เรียกว่ามีพื้นฐานจากสุนทรียศาสตร์ที่เน้นความเรียบง่ายจะถูกต้องกว่า’
โดยเขาบอกว่า “เราไม่ได้ตัดสิ่งที่ล้นเกินทิ้งแล้วทำให้เหลือน้อยที่สุด แต่เราพยายามเข้าถึงวัสดุเดิมและการใช้งานของมันจริงๆ เพื่อให้ออกมาเรียบที่สุด กล่าวคือไม่ใช่แค่ทำให้เรียบง่าย แต่เป็นความเรียบง่ายบนพื้นฐานปรัชญาของเรา”
เพราะสินค้าที่ดูเรียบง่าย จืดชืด ไม่รู้สึกถึงแนวคิดมีขายเกลื่อนตลาด แต่สินค้าที่เรียบง่ายแบบมูจิ มันไม่ใช่แค่เรียบง่ายเพียงอย่างเดียว
รากของวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างหนึ่งคือสุนทรียศาสตร์แห่งการลดทอน
ยกตัวอย่างอาหารญี่ปุ่นเองก็ได้ที่ให้ความสำคัญกับรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบในการทำอาหาร ‘ซาชิมิ’ ก็มีเพียงโชยุกับวาซาบิ เทมปุระก็เพียงนำวัตถุดิบไปทอด หรืออย่างทาคิอาวาเซะ (Takiawase - อาหารประเภทต้มพวกผักและปลา) ก็จะต้มวัตถุดิบแยกกัน แล้วค่อยนำมาจัดใส่จานเดียว น้ำซุปก็จะมาจากวัตถุดิบเพียงอย่างเดียวหรือสองอย่าง เพื่อดึงรสชาติออกมาให้โดดเด่นที่สุด
นอกจากเรื่องอาหารแล้ว เรายังสามารถสังเกตเห็นสุนทรียศาสตร์แห่งการลดทอนแบบเดียวกันนี้ที่ฝังอยู่ในศิลปะแห่งการชงชาและเซนของญี่ปุ่นได้เช่นเดียวกัน ซึ่งมัตสึอิเล่าว่า เซจิ ทซึซึมิ (Seiji Tsutsumi - ประธานห้างสรรพสินค้าเซบู (Seibu) ผู้ก่อตั้งมูจิในปี 1980) และ ทานากะ อิคโค (Tanaka Ikko - ประธานฝ่ายศิลปะคนแรกของบริษัท) ต่างได้รับอิทธิพลจากค่านิยมเรื่องการชงชาและเซนมาจนกลายเป็นพื้นฐานทางจิตวิญญาณของมูจิด้วย
ผลิตภัณฑ์ของมูจิจึงถูกสร้างขึ้นมาโดยเน้นการใช้งานเป็นหลัก สร้างผลิตภัณฑ์แบบ “สร้างสิ่งของให้เป็นสิ่งของ” ที่เรียบง่าย โดยโฟกัสให้เหลือแค่สิ่งที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น
มัตสึอิยกตัวอย่าง ‘เสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายธรรมชาติ’ ที่มีตั้งแต่สมัยก่อตั้งว่า “ไม่ย้อมสี ไม่มีลวดลาย ไม่รีด แม้แต่หีบห่อก็ไม่มี หากแกะป้ายราคาออก แทบไม่รู้เลยว่าเป็นสินค้าแบรนด์ไหน ทำให้ต้องวัดกันที่คุณค่าพื้นฐานของเสื้อเชิ้ตสีขาวตรงที่ใส่สบาย ซับน้ำ แห้งเร็วเป็นหลัก นี่เป็นจุดเริ่มของแบรนด์เรา”
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมสินค้าที่เรียบง่ายอย่างเดียวนั้นขายชนะคู่แข่งไม่ได้ แต่มันต้องเกิดจากการวิเคราะห์ ครุ่นคิด ทบทวนว่าสิ่งของพื้นฐานที่เราใช้กันทุกวันจริงๆ ใหม่อีกครั้งว่าประโยชน์ใช้สอยของมันคืออะไร วัตถุประสงค์อันแท้จริงของการมีอยู่ของสินค้านี้คืออะไร เป็นการลดทอนแล้วประกอบขึ้นมาใหม่เท่าที่จำเป็นจริงๆ ปรับปรุงให้มันดูเรียบง่ายที่สุด
‘น้อยแต่มาก’ อาจจะเป็นนิยามที่เหมาะสม
มัตสึอิบอกว่า “แฟนของมูจิมองว่า การใช้สินค้ามูจิก็เหมือนการประกาศความเป็นตัวตน ในขณะเดียวกันก็เหมือนเป็นการแสดงจุดยืนของตัวเองด้วย” ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่เป็นวิถีชีวิต ซึ่งนั่นเป็นจุดแข็งที่แบรนด์อื่นลอกเลียนแบบไม่ได้ง่ายๆ ถึงแม้จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดูเรียบง่ายเหมือนกัน (ในราคาที่ถูกกว่า) ออกมาแข่งก็ตาม
เป็นความเรียบง่าย ใช้งานได้อย่างมีคุณภาพ วัดกันที่ตัวสินค้า ซึ่งปรัชญาแบบนี้สะท้อนอยู่ในวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ไม่มากก็น้อย เป็นค่านิยมร่วม ทำให้กลุ่มเป้าหมายลูกค้าของมูจิค่อนข้างชัดเจน เป็นที่รักของคนมากมายและขยายไปได้กว่า 1,111 สาขาใน 32 ประเทศทั่วโลก
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

