‘ทำบัตรเครดิตสักใบดีไหม’ ตอบคำถามคาใจ เพราะอะไร? เราจึงควรมีบัตรเครดิตติดกระเป๋าไว้

ด้วยอายุที่มากขึ้น เราต่างมีภาระ ความรับผิดชอบมากขึ้นตาม แต่สภาวะเศรษฐกิจในยุคนี้ก็คอยกดดันให้เราต้องกุมขมับทุกครั้งที่จะใช้เงิน จนเริ่มวางแผนจัดการรายรับ รายจ่ายได้ยาก ดังนั้น ตัวช่วยบริหารการเงินที่ aomMONEY จะมาพูดถึงกันในวันนี้ คือ ‘บัตรเครดิต’ ที่เราคุ้นเคยกันดี จึงอยากพาทุกคนมาดูกันว่า ทำไม ? บัตรเครดิตจึงเปรียบเสมือนฮีโร่ ในวันที่โลกไม่ใจดีกับกระเป๋าเงินของเรามากนัก 

บัตรเครดิต ดีอย่างไร มีไว้สักใบจะโอเคไหม?

เพราะจริง ๆ แล้วบัตรเครดิตนั้นเป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยให้เราใช้จ่ายได้คล่องตัว และยืดหยุ่นมากขึ้น อีกทั้งยังมีสิทธิประโยชน์จากโปรโมชันมากมายที่ทำให้การใช้จ่ายของเราคุ้มค่าขึ้นไปอีก ทาง aomMONEY เลยอยากมาสรุปความพิเศษของบัตรเครดิตกันอีกสักครั้ง เผื่อใครที่กำลังสนใจอยากสมัครบัตรเครดิตใบแรก แต่ยังลังเลอยู่

  • 1. พกบัตรเครดิต ปลอดภัยกว่าพกเงินสด: เมื่อเราทำบัตรเครดิตหาย เราสามารถอายัดบัตรได้ทันที โดยเงินของเรายังอยู่ปลอดภัยเหมือนเดิม ต่างจากเวลาเราทำเงินสดหายอย่างสิ้นเชิง
  • 2. ใช้บัตรเครดิตท่องเที่ยวต่างประเทศยืดหยุ่นมากกว่า: เพราะเราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปกับการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน เราสามารถยื่นบัตรเครดิตให้ร้านค้าที่รองรับได้ทันที
  • 3. ได้สิทธิมากกว่าปกติ พร้อมรับโปรโมชั่นดีๆในการใช้จ่าย : ปกติแล้วบัตรเครดิตแต่ละใบจะมีโปรโมชันแตกต่างกันไป แต่ที่เหมือนกันคือเรา ซื้อสินค้า และบริการในราคาเท่าเดิม หรืออาจจะน้อยกว่าด้วยส่วนลดพิเศษ แต่ได้ของแถมกลับมา และนำคะแนนสะสมจากการใช้จ่ายไปแลกของรางวัลเพิ่มได้อีก

เติมเต็มไลฟ์สไตล์ทุกรูปแบบ ด้วยบัตรเครดิตจาก ‘ttb Credit Card

เป็นที่แน่นอนว่าเราทุกคนต่างมีรูปแบบไลฟ์สไตล์ ที่แตกต่างกัน ทำให้มี ‘เป้าหมายทางการเงิน’ ต่างกันออกไปด้วย ทาง ttb จึงได้ออกบัตรเครดิตหลากหลายเพื่อรองรับทุกรูปแบบไลฟ์สไตล์ ให้ทุกคนได้ใช้จ่ายอย่างสนุก และคุ้มค่ามากขึ้น โดย aomMONEY ได้รวบรวมข้อมูลสิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิต แต่ละใบมาให้เพื่อน ๆ เรียบร้อยแล้ว

ttb so fast บัตรเครดิตของนักสะสมแต้ม  พร้อมใช้จ่าย ง่าย คล่อง เร็ว! รูดเท่ากัน ได้คะแนนมากกว่า!

ขอเริ่มกันที่ใบแรกกับบัตรเครดิต ttb so fast ที่ตอบโจทย์สายเที่ยว สายกิน หรือสายชอปได้ครบจบในบัตรเดียว และสำหรับเพื่อน ๆ ที่เป็นนักสะสมแต้มจะต้องถูกใจกับบัตรใบนี้ เพราะรูดเท่ากัน ได้คะแนนมากกว่า ทุกการใช้จ่าย 10 บาท รับ 1 คะแนนนอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่ aomMONEY รวมมาให้ ดังนี้ครับ

  • ฟรีค่าธรรมเนียม ทั้งแรกเข้าและรายปี
  • สะสมคะแนนได้ง่าย จากหลายช่องทาง
  • ความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุจากการเดินทาง วงเงินคุ้มครองสูงสุด 6 ล้านบาท
  • ประกันชอปออนไลน์ ของผิดสเปก เสียหาย หรือสาบสูญระหว่างการขนส่ง ชดเชยให้สูงสุด 5,000 บาท/ครั้ง รวมสูงสุด 10,000 บาท/ปี
  • แบ่งจ่ายได้แบบ 0% 3 เดือน เพียงมียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน

ความพิเศษยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพื่อเอาใจนักล่าคะแนนทั้งหลาย เพียงสมัครบัตรเครดิต ttb so fast พร้อมสมัครใช้บริการแอปพลิเคชัน ttb touch และใช้จ่ายผ่านบัตร 5,000 บาทภายใน 30 วัน รับไปเลยอีก 10,000 แต้ม เอาไปแลกของรางวัล หรือสิทธิพิเศษอื่น ๆ กันได้แบบจัดเต็ม

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของบัตรเครดิต ‘ttb so fast’ ได้ที่นี่: https://www.ttbbank.com/cc/sofast/aom/apply

เดินทางทั่วโลก อุ่นใจ ด้วยบัตรเครดิต ‘ttb absolute’

ต้องบอกเลยว่าบัตรเครดิตใบนี้ ‘ครบ’ ทุกเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะชอปปิง หรือใช้จ่ายด้านอื่น ๆ ก็มีครบพร้อม ให้นักเดินทางใช้ช่วงเวลาอันแสนพิเศษได้คุ้มค่ายิ่งกว่า โดยบัตรใบนี้มีค่าธรรมเนียมการรูดนอกประเทศ ลดเหลือเพียง 1% จากปกติ 2.5% และยังรับสิทธิพิเศษเข้าห้องรับรองภายในสนามบินกว่า 1,000 แห่งทั่วโลก (Lounge Key) 2 ครั้งต่อปีปฏิทิน แต่การเดินทางย่อมต้องมาคู่กับความปลอดภัย บัตรเครดิต ttb absolute จึงมอบประกันเดินทางที่วงเงินสูงถึง 16 ล้านบาท ให้เราได้เดินทางกันแบบอุ่นใจ

พิเศษไปกว่านั้น หากสมัครบัตรเครดิต ttb absolute วันนี้ และสมัครใช้บริการแอปพลิเคชัน ttb touch รับคะแนนสะสม 15,000 คะแนน เพียงมียอดใช้จ่ายสะสม 20,000 บาทขึ้นไป ภายใน 30 วัน หลังจากบัตรเครดิตที่ได้รับการอนุมัติ สมัครบัตรเครดิต‘ttb absolute’ ได้ที่ลิงก์นี้เลย: https://www.ttbbank.com/cc/absolute/aom/apply

สายคุ้มค่าดูทางนี้ รับเครดิตเงินคืนทุกการใช้จ่าย แบบไม่ง้อโปร กับบัตรเครดิต ‘ttb so smart’

พอกันทีกับการต้องมานั่งรอกดโค้ดลดราคา หรือรอวันพิเศษให้ได้ส่วนลด เพราะบัตรเครดิต ‘ttb so smart ให้เงินคืน (Cashback) ทุกการใช้จ่าย 1% ไปเลย แถมยังเพิ่มความยืดหยุ่นด้วยการเลือกผ่อนชำระสินค้าได้เอง 0% 3 เดือน ทุกร้านค้า

หากเพื่อน ๆ สมัครบัตรเครดิต ttb so smart วันนี้ พร้อมสมัครใช้บริการแอปพลิเคชัน ttb touch รับเครดิตเงินคืนเพิ่ม 1,000 บาท เพียงมียอดใช้จ่ายสะสม 10,000 บาทขึ้นไป ภายใน 30 วันหลังจากบัตรเครดิตที่ได้รับการอนุมัติ

ศึกษารายละเอียดบัตรเครดิต ttb so smart หรือขั้นตอนการสมัครบัตรเครดิตได้ที่นี่เลย: https://www.ttbbank.com/cc/sosmart/aom/apply

‘ชิลล์ ๆ’ ทุกการใช้จ่าย สบายทุกเรื่องการใช้เงิน ด้วยบัตรเครดิต ‘ttb so chill’

‘ttb so chill’ บัตรเครดิตที่ทำให้ทุกเรื่องการใช้เงินเป็นเรื่อง ‘ชิลล์ ๆ’ จะเบิกเงินสดมาใช้ก็ชิลล์ หรือเปลี่ยนวงเงินที่เหลือในบัตรเป็นเงินแล้วโอนเข้าบัญชีก็ทำได้ เพราะไม่มีค่าธรรมเนียมการกดสดจากบัตร อยากจะรูดผ่อนสินค้าแล้วแบ่งจ่าย 0% 3 เดือน ก็ทำได้ไม่มีปัญหา

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของบัตรเครดิต ttb so chill: https://www.ttbbank.com/cc/sochill/aom/apply

จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะไลฟ์สไตล์แบบไหน ชอบชอปปิง หรือชอบเที่ยว ทาง ttb Credit Card พร้อมที่จะรองรับทุกรูปแบบการใช้ชีวิต เพราะทุกใบของบัตรเครดิต ttb ฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีทุกใบ ไม่ต้องโทรไปยกเลิกค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตรายปีให้ยุ่งยากเลย 

สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจอยากมีบัตรเครดิตจาก ttb สามารถศึกษารายละเอียดการสมัครได้ที่นี่เลย https://www.ttbbank.com/cc/sochill/aom/apply

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทุนรับผลตอบแทน 8.9% ไปกับ กอง WHAIR การลงทุนที่เติบโตควบคู่ไปกับ EEC

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล หรือที่เรียกชื่อย่อว่า WHAIR เป็นหนึ่งในการลงทุนที่น่าสนใจและน่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะกองทรัสต์นี้ลงทุนในสิทธิการเช่าโรงงานและคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่าในนิคมอุตสาหกรรม WHA Group ซึ่งทำให้มีความต้องการจากคลัสเตอร์อุตสาหกรรมภายในนิคมอุตสาหกรรม WHA หนึ่งในผู้นำธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทย และ ทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่ลงทุนตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ เขต EEC ที่รัฐบาลคาดหวังจะดึงเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ 

ปัจจุบันทรัพย์สินในกองทรัสต์ WHAIR ลงทุนในสิทธิการเช่า 30 ปีและมีสิทธิต่ออายุสัญญาเช่าอีก 30 ปี โดยอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยองและสระบุรี โดยลงทุนในทรัพย์สินประเภทโรงงานและคลังสินค้าสำเร็จรูป 3 แบบดังนี้

  • อาคารโรงงานประเภท Detached building 36 ยูนิต พื้นที่รวม 168,658 ตารางเมตร
  • อาคารโรงงานประเภท Attached building 85 ยูนิต พื้นที่รวม 101,552 ตารางเมตร
  • อาคารคลังสินค้า 25 ยูนิต พื้นที่รวม 110,422 ตารางเมตร

นิคมอุตสาหกรรมของ WHA Group นั้นมีความโดดเด่นและน่าสนใจเพราะมีระบบสาธารณูปโภคที่เพียบพร้อมไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบน้ำเพื่ออุตสาหกรรม ระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นจุดแข็งของตัวธุรกิจที่เพิ่มความสามารถในการรองรับผู้ประกอบการประเภทโรงงานอุตสาหกรรมทั้งในไทยและต่างประเทศได้ในมาตรฐานสากล ปัจจุบัน WHA Group เป็นผู้นำในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมโดยมีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 40% ภายใต้ทีมงานผู้บริหารที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี

อีกหนึ่งในจุดเด่นในการลงทุนที่นักลงทุนจะพลาดไม่ได้เลยนั้นคือ ในปัจจุบันรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ EEC ที่จะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆเพื่อให้เกิด New S-Curve ของประเทศตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งจะมีเม็ดเงินลงทุนทั้งจากรัฐบาลไทยและการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้พื้นที่นี้มีศักยภาพทั้งในแง่การขนส่ง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงกับศูนย์กลางเศรษฐกิจในประเทศอื่น ๆ 

มีการคาดการณ์ว่าในปีพ.ศ. 2566 – 2567 จะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC ประมาณ 7-9% ทำให้เพิ่มโอกาสในการเติบโตของ WHAIR ได้อย่างก้าวกระโดดอีกด้วย เพราะทรัพย์สินของกองทรัสต์กว่า 90% อยู่ในเขตอุตสาหกรรมแห่งนี้

ผลการดำเนินงานของ WHAIR นั้นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 91% แม้ในช่วงที่ประเทศไทยมีวิกฤติโควิดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อัตราการเช่าก็ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่มั่นคง ทั้งนี้ประมาณการผลตอบแทนของกองทรัสต์ WHAIR อยู่ที่ 0.64 บาทต่อหน่วย อ้างอิงจากงบกำไรขาดทุนและการจ่ายประโยชน์ตอบแทนตามสถานการณ์สมมติสำหรับปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 สอบทานโดยผู้สอบบัญชี ซึ่งคิดเป็นประมาณอัตราผลตอบแทนที่ 8.9% (คำนวณจากราคาสูงสุดที่เสนอขายหน่วยทรัสต์เท่ากับ 7.2 บาทต่อหน่วย)

กองทรัสต์ WHAIR มีแผนการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 4 โดยมีทรัพย์สินที่จะลงทุนเพิ่ม 14 ยูนิต บนพื้นที่ 48,168 ตารางเมตรในจังหวัด ระยอง ชลบุรี และปราจีนบุรี  ซึ่งประกอบด้วย

  • อาคารโรงงานประเภท Detached building 3 ยูนิต พื้นที่รวม 11,168 ตารางเมตร
  • อาคารโรงงานประเภท Attached building 4 ยูนิต พื้นที่รวม 5,124 ตารางเมตร
  • อาคารคลังสินค้า 7 ยูนิต พื้นที่รวม 31,894 ตารางเมตร

จากข้อมูลข้างต้น กองทรัสต์ WHAIR จึงเป็นการลงทุนผลตอบแทนดี ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนในระยะยาว โดยเติบโตควบคู่ไปกับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมที่แข็งแรงของ WHA Group และลงทุนสอดรับกับการสนับสนุนของทางภาครัฐบาลและภาคเอกชน ไปกับเขตนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC และพื้นที่อุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศไทย

สำหรับการเสนอขายและการจองซื้อหน่วยทรัสต์สำหรับนักลงทุนรายย่อย/1,2 ผู้ถือหน่วยเดิมที่มีสิทธิในการจองซื้อระหว่างวันที่ 2, 6-9 ธ.ค. 2565 และประชาชนทั่วไปสามารถจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 14 – 16 ธ.ค. 2565 ผ่านช่องทาง K-My Invest (https://www.kasikornbank.com/kmyinvest) และสาขาของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ธนาคารกสิกรไทย โทร 02-888-8888 ต่อ 819

หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.sec.or.th และ www.wha-ir.com

หมายเหตุ :
/1 การจัดสรรขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการการจัดจำหน่าย เงื่อนไขการจัดจำหน่ายเป็นไปตามที่กำหนดในร่างหนังสือชี้ชวน

/2  ผู้จัดจำหน่ายหน่วยทรัสต์ขอสงวนสิทธิที่จะปฏิเสธการจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมใน กรณีที่ผู้จองซื้อเป็นสัญชาติอื่นใดที่มิใช่สัญชาติไทย อย่างไรก็ดี รายชื่อสัญชาติของผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมที่ไม่ได้รับการเสนอขายหน่วยทรัสต์จะถูกประกาศผ่านเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก่อนวันจองซื้อหน่วยทรัสต์

คำเตือน: ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

รู้งี้ โอนยอดหนี้นานแล้ว ปิดหนี้ไว ดอกเบี้ยลดไปเกือบครึ่ง

ในชีวิตของเราหลาย ๆ ครั้ง อาจมีความจำเป็นจะต้องใช้สินเชื่อในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการใช้สินเชื่อส่วนบุคคลที่อนุมัติเงินก้อน ให้เรานำไปใช้จ่ายในเรื่องต่าง ๆ ที่ต้องการได้ บางคนอาจจะถือบัตรกดเงินสดที่สามารถเดินไปที่ตู้ ATM เพื่อนำเงินสด มาใช้จ่ายในชีวิตในช่วงที่ต้องการเงินสด หรือบางคนอาจจะใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้าและผ่อนชำระ ตามความต้องการของเรา 

อย่างไรก็ตามเมื่อเราได้ใช้บริการสินเชื่อต่าง ๆ ย่อมมีภาระทางการเงินที่ตามมานั่น คือ การจ่ายดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรกดเงินสด อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 25%ต่อปีและบัตรเครดิตอัตราดอกเบี้ย 16% ต่อปี แน่นอนว่าหลาย ๆ คนคงไม่ได้ใช้บริการสินเชื่อแค่ที่เดียว เช่น บางคนมีสินเชื่อส่วนบุคคลและใช้บัตรเครดิต 3-4 ใบ เพื่อรูดใช้จ่ายตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง รวมถึงยังมีบัตรกดเงินสดที่นำมาใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน อยู่หลาย ๆ ครั้ง ทำให้เมื่อถึงเวลาที่ต้องชำระหนี้ก็รู้สึกว่ามีความยุ่งยาก ไม่รู้ว่าจะต้องชำระอันไหนก่อน แถมรู้สึกว่าอัตราดอกเบี้ย ของสินเชื่อบางชนิดนี้ มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เมื่อนำมารวมกันจึงกังวลว่า จะกลายเป็นปัญหาหนี้สะสมระยะยาวในอนาคตและอยากจะหาทางออกที่มีอัตราดอกเบี้ยลดลงมากกว่านี้ เพื่อที่จะลดภาระทางการเงินในได้

บริการโอนยอดหนี้ จึงเป็นบริการที่ตอบโจทย์ทุก ๆ คนที่กำลังประสบปัญหาการจัดการหนี้ เพราะสามารถรวมหนี้จากหลาย ๆ ที่ให้มาอยู่ในที่เดียว ช่วยลดภาระการจ่ายดอกเบี้ย ได้ดอกเบี้ยที่ถูกลง ทำให้เราวางแผนและบริหารจัดการหนี้สินได้ง่ายขึ้น เลยอยากแนะนำเพื่อน ๆ ให้มารู้จักกับ บริการโอนยอดหนี้ ของทาง ttb ที่สามารถโอนยอดหนี้มาผ่อนต่อกับบัตรกดเงินสด ttb flash ดอกเบี้ยน้อยน่ารักสามารถช่วยเรารวบรวมหนี้ได้ และผ่อนจ่ายได้ในที่เดียวด้วยอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 13% ต่อปีเท่านั้น ทำให้เราสามารถ จัดการหนี้ได้ง่ายขึ้น ช่วยลดภาระทางการเงินได้มากขึ้นอีกด้วย 

ตัวอย่างเช่นในตารางข้างล่างนี้ หากเราเป็นหนี้จำนวน 100,000 บาท และต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 25% ต่อปีแบบลดต้นลดดอก โดยที่มีการจ่ายขั้นต่ำอยู่ในทุก ๆ เดือน จะทำให้เรามีภาระดอกเบี้ยอยู่ที่ 23,697 บาท ในขณะที่ หากเรารวมหนี้มาไว้ที่เดียวกับ บริการโอนยอดหนี้ ของทาง ttb และจ่ายดอกเบี้ย ในอัตรา 13% ต่อปี เราจะจ่ายดอกเบี้ยเพียงแค่ 11,693 บาทเท่านั้น หรือลดดอกไปได้ถึง 12,004 บาท เรียกได้ว่าลดดอกเบี้ยไปเกือบครึ่งหนึ่งเลย

อัตราดอกเบี้ย25%20%16%13%
ดอกเบี้ยจ่ายต่อปี23,69718,54614,58011,693

จุดเด่นที่ทำให้เราต้องมาใช้บริการโอนหนี้กับทาง ttb flash คือ

  • ประหยัดดอกเบี้ย เริ่มต้นที่ 13% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยคงที่จนกว่าจะจ่ายครบหรือสูงสุด 99 เดือน ลดภาระหนี้ต่อเดือน ทำให้เราสามารถใช้เงินจำนวนเท่าเดิมปิดหนี้ได้เร็วขึ้น สะดวกในการจัดการเพราะสามารถนำหนี้ที่มีอยู่มารวมไว้ในที่เดียว
  • ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน
  • สมัครได้ง่าย ๆ ผ่านเว็บไซต์ ttb แจ้งผลการอนุมัติไว

สนใจสมัคร บริการโอนยอดหนี้มาผ่อนต่อที่บัตรกดเงินสด ttb flash อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.ttbbank.com/fc/aommoney-nov

อย่าลืมว่าทุกคนมีความจำเป็นในการใช้เงินเสมอ การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร แต่เมื่อเรากำลังเป็นหนี้ก็ต้องหาวิธีการปลดหนี้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมกับตัวเราให้ได้ดีที่สุด และได้ประโยชน์ต่อชีวิตเราได้มากที่สุดเช่นกัน

บทความนี้เป็น Advertorial

เปิดโอกาสการลงทุนกับ 3 ธุรกิจ ของ ALPHAX พร้อมไขข้อสงสัย ร้านทองที่ใหญ่ที่สุดในสปป.ลาว และบริษัท มะหะทุน เช่าสินเชื่อ มหาชน เชื่อมโยงกันยังไง

นักลงทุนหลายคนคงจะรู้จักและร่วมลงทุน ALPHAX กันมาบ้างแล้ว แต่ยังมีหลายคนสงสัยว่า ALPHAX, ร้านทองที่ใหญ่ที่สุดในสปป.ลาว และ บริษัท มะหะทุน เช่าสินเชื่อ มหาชน นั้น มีความเชื่อมโยงกันอย่างไรบ้าง แล้วเพราะอะไรถึงทำให้บริษัท มะหะทุน เช่าสินเชื่อ มหาชน ถึงโตขึ้น? วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยนี้กัน

โดยก่อนที่เราจะไปไขข้อสงสัยต่าง ๆ กัน เราขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ ALPHAX และธุรกิจของบริษัทว่ามีอะไรบ้างกันก่อน โดย ALPHAX หรือบริษัท อัลฟ่า ดิวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งจนเติบโตและเป็นผู้นำในทุกธุรกิจ ซึ่งมีธุรกิจหลักของบริษัทฯ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 

3 ธุรกิจของ ALPHAX

1. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

เป็นผู้นำด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมในโครงการ และให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของทุกคนในครอบครัว ปัจจุบันลุยโครงการบ้านหรูแนวราบ The Valor Ramintra

2. ธุรกิจสารสกัดกัญชงและช่อดอกกัญชาเกรดพรีเมี่ยม

โดยเป็นผู้คุมการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ อย่างครบวงจรผ่านบริษัท อัลฟ่า ไบโอเทค จำกัด ล่าสุด บริษัทได้ขยายธุรกิจใหม่ ‘ช่อดอกกัญชาเกรดพรีเมี่ยม’ ภายใต้แบรนด์ “CRAFT ORIGINAL” ซึ่ง ALPHAX เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เจ้าแรกของประเทศไทยที่เปิด Flagship Store ขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างไร้ที่ติ

3. ธุรกิจเช่าสินเชื่อ

ALPHAX ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท มะหะทุน เช่าสินเชื่อ มหาชน ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลาว เป็นผู้นำเบอร์ 1 ด้านธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อจักรยานยนต์ ครองส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในนครเวียงจันทน์ ทั้งยังมีสาขาที่แขวงสะหวันนะเขต และคำม่วน

โดยธุรกิจเช่าสินเชื่อของ ALPHAX นั้น ดำเนินกิจการมานานและสร้างผลตอบแทนเป็นอย่างดี ทาง ALPHAX จึงประกาศบิ๊กดีลส่งท้ายปี 65 ร่วมจับมือกับ Mr.Chanthavong Phamisith CEO ‘ร้านทองคําภูวง’ ร้านทองที่ใหญ่ที่สุดในสปป.ลาว เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา เพื่อขยายธุรกิจสินเชื่อประเภททองคำแท่งและทองรูปพรรณ ลุยการปล่อยกู้ซื้อทองคําในลาว ชูจุดเด่นพิจารณาสินเชื่อผ่านระบบออนไลน์อนุมัติภายใน 90 นาที ผ่าน ‘มะหะทุนเช่า สินเชื่อ’

ซึ่งอาจจะทำให้หลายคนสงสัยกันว่าทั้ง ALPHAX, ร้านทองที่ใหญ่ที่สุดในสปป.ลาว จะเกี่ยวกับบริษัท มะหะทุน เช่าสินเชื่อ มหาชน อย่างไร เราไปไขข้อสงสัยนี้กัน

โดยจริง ๆ แล้วผู้ที่จับมือกับคำภูวงร้านทองที่ใหญ่ที่สุดในสปป.ลาวโดยตรงคือ บริษัท มะหะทุน เช่าสินเชื่อ มหาชน (MHTL) ที่ประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ รถมือสอง และเครื่องจักรกลการเกษตร  ซึ่งมีบริษัท ALPHAX หรือ บริษัทอัลฟ่า ดิวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือเรียกได้ว่าเป็นบริษัทลูก ทำให้ธุรกิจทั้งหมดจึงเชื่อมโยงกันนั่นเอง

นอกจากนี้ การที่ ALPHAX ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท มะหะทุน เช่าสินเชื่อ มหาชน และเป็นผู้นำตลาดรายแรกในสปป.ลาว ดําเนินธุรกิจในลาวมายาวนาน ทําให้เข้าใจในพฤติกรรมลูกค้า และสามารถคุมความเสี่ยงในการปล่อยกู้ได้ ทำให้บริษัท มะหะทุน สินเชื่อ มหาชน ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นของ สปป.ลาว สามารถเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ หนุนรายได้-ทำกําไรโตก้าวกระโดด ทาง ALPHAX จึงคาดการณ์ว่าในช่วง 2 เดือนแรก จะมียอดปล่อยสินเชื่อราว 20 ล้านบาท และวางเป้าหมายไว้ว่าจะขยับเป็น 300 ล้านบาท ภายในปี 2566 

อย่างไรก็ตาม นอกจากเราจะได้ไขข้อสงสัยว่า ALPHAX, คำภูวง และบริษัท มะหะทุน เช่าสินเชื่อ มหาชน ว่ามีความเชื่อมโยงกันอย่างไรบ้างแล้ว ยังได้รู้ว่า ALPHAX มีธุรกิจอะไรบ้าง และธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้อย่างไร อาจจะทำให้ใครรู้จักและอยากที่จะลงทุนกับ ALPHAX มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลการลงทุนอย่างละเอียดและรอบด้านด้วยนะครับ

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนกับธุรกิจของ ALPHAX สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมตามลิงก์นี้ได้เลย www.alphadivisions.com

บทความนี้เป็น Advertorial

Jaymart ธุรกิจที่ไม่ได้โดดเด่นเพียงธุรกิจมือถือ

หากเอ่ยถึงบริษัท Jaymart Group นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มาสักพักจะต้องรู้จักหุ้น JMART อย่างแน่นอน ในฐานะของหนึ่งในหุ้นขนาดใหญ่ ใน SET50 ที่ทำธุรกิจร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและมีมูลค่ากิจการกว่า 6 หมื่นล้านบาท หรือสำหรับคนทั่วไป Jaymart ก็คือหนึ่งในร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือชั้นนำที่มีสาขามากมายกว่า 300 สาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะมองมุมไหน สิ่งที่ทำให้คนนึกถึง Jaymart ก็คือธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เพราะนี่คือธุรกิจที่เห็นได้ชัดที่สุดของบริษัท ผ่านสาขาร้านค้าของ Jaymart ที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่าง ๆ มากมาย

ธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องนี้นับได้ว่าเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ตามความต้องการใช้โทรศัพท์มือถือของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นในทุกปี เพราะทุกวันนี้ โทรศัพท์มือถือเปรียบได้กับปัจจัยที่ 5 ที่คนไม่อาจขาดได้ในชีวิตประจำวัน ผลประกอบการของ Jaymart จึงเติบโตขึ้นตามไปด้วย ยิ่งมีโทรศัพท์รุ่นใหม่ออกมา หรือมีอุปกรณ์เสริมที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ธุรกิจของ Jaymart ก็ยิ่งได้ประโยชน์

แต่ถ้าดูจากงบการเงินไตรมาสล่าสุดของ Jaymart Group รู้หรือไม่ว่ารายได้ของบริษัทกว่า 1 ใน 3 ไม่ได้มาจากธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ อ้างอิงจากคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ ในงบการเงินรอบ 6 เดือนเมื่อมิถุนายนปี 2565 จากรายได้รวม 6,784 ล้านบาท คิดเป็นรายได้จากธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเป็นเงิน 4,618 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 2,166 ล้านบาท มาจาก “ธุรกิจอื่น”

จริงอยู่ว่า ธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถืออาจคิดเป็นสัดส่วนสูงที่สุดของรายได้รวมของทั้งบริษัท Jaymart Group  แต่สัดส่วนรายได้ 1 ใน 3 ซึ่งมาจากธุรกิจอื่นก็นับว่าไม่น้อยเลย และหากนับรวมมูลค่าอาณาจักรทางธุรกิจทั้งหมดของ Jaymart Group แล้ว อาจมีมูลค่ารวมกันกว่า 2 แสนล้านบาท  Jaymart Group จึงไม่ใช่เพียงบริษัทที่ขายโทรศัพท์มือถือเท่านั้น เหมือนกับ Iceberg ที่คุณอาจมองเห็นเพียงแค่ยอดด้านบน แต่แท้จริงแล้วมีภูเขาขนาดมหึมาที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ ที่ภาพยนตร์โฆษณาของ Jaymart Group ตัวล่าสุดได้สื่อสารออกมาอย่างเข้าถึง insight ของคนที่มองไปยังธุรกิจของตัวเค้าเอง ครั้งนี้ เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ Jaymart Groupให้มากขึ้นกัน

บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) (ตัวย่อหุ้น JMART) แท้จริงแล้วเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่เข้าไปถือหุ้นในบริษัทอื่นที่มีศักยภาพ ทั้งธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการเงิน และเทคโนโลยี โดยมีแกนธุรกิจหลักของบริษัทคือการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ สินค้าไอที และสินค้าที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของบริษัทอื่นที่ Jaymart Group เข้าไปลงทุนหรือเป็นบริษัทในเครือ ถ้าให้แบ่งออกเป็นหมวดหมู่อย่างง่าย จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ บริษัทในเครือที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์, บริษัทในเครือที่เป็นบริษัทจำกัดยังไม่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์, และบริษัทที่ Jaymart เข้าไปลงทุนถือหุ้นอยู่

1) บริษัทในเครือที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์

ตัวบริษัท Jaymart เองมีบริษัทในเครือถึง 4 แห่งที่มีขนาดใหญ่จนสามารถจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นได้ โดย 4 บริษัทนี้คือ Jaymart (JMART) ที่เป็น โฮลดิ้งคอมพานี ถือหุ้นในธุรกิจที่มีศักยภาพต่างๆ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เช่น JMT Network Services (JMT), JAS Asset (J), และ SINGER

JMT Network Services (ตัวย่อหุ้น JMT) เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจรับบริหารหนี้ โดยมีบริการหลัก ๆ คือ การบริหารหนี้สินด้อยคุณภาพ ผ่านการรับโอนหรือซื้อหนี้จากบริษัทอื่นแล้วเอามาบริหารจัดเก็บหนี้, บริการเร่งรัดหนี้สิน ติดตามหนี้ให้กับบริษัทหรือสถาบันการเงิน โดย Jaymart Group ถือหุ้นอยู่ในบริษัทนี้ทั้งสิ้น 53.4% และตัวบริษัท JMT มีมูลค่ากิจการประมาณ 9 หมื่นล้านบาท

Jas Asset (ตัวย่อหุ้น J) ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และบริการพื้นที่เช่าในศูนย์การค้าต่าง ๆ โดยโครงการอสังหาริมทรัพย์ซึ่งบริษัทดูแลอยู่ก็อย่างเช่น คอมมูนิตี้มอลล์ The Jas รามอินทรา, The Jas วังหิน, Jas Green Village คู้บอน, บริหารพื้นที่เช่าสำหรับร้านมือถือภายใต้แบรนด์ IT Junction ที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น Big C นอกจากนั้น Jas Asset กำลังขยายธุรกิจไปสู่สถานดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรในชื่อ SENERA Senior Wellness อีกด้วย โดย Jaymart ถือหุ้นอยู่ในบริษัทนี้ทั้งสิ้น 65.5% และตัวบริษัท J มีมูลค่ากิจการประมาณ 4 พันล้านบาท

SINGER (ตัวย่อหุ้น SINGER) จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน, เครื่องมือและอุปกรณ์ในเชิงพาณิชย์, ตู้เติมเงินโทรศัพท์มือถือออนไลน์, ตู้เติมน้ำมันแบบหยอดเหรียญ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ผ่านระบบสินเชื่อเช่าซื้อ โดย Jaymart Group ถือหุ้นอยู่ในบริษัทนี้ทั้งสิ้น 25.5% และตัวบริษัท SINGER มีมูลค่ากิจการประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

2) บริษัทในเครือที่เป็นบริษัทจำกัดยังไม่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

บริษัทในกลุ่มนี้คือบริษัทในเครือของ Jaymart Group ที่เข้าไปถือหุ้นเกือบ 100% หรือเข้าไปถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้เป็นบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ตัวอย่างบริษัทในกลุ่มนี้จะประกอบไปด้วย

Jaymart Mobile ดำเนินธุรกิจจำหน่ายมือถือ อุปกรณ์เสริม อุปกรณ์ไอที คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นธุรกิจแกนหลักของ Jaymart Group โดยปัจจุบันมีมากว่า 300 สาขาทั่วประเทศ โดย Jaymart ถือหุ้น 100%

KB J Capital ดำเนินธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลในประเทศไทย เป็นการร่วมทุนกับบริษัท KB Kookmin Card หนึ่งในบริษัทบัตรเครดิตที่ใหญ่ที่สุดจากประเทศเกาหลีใต้ โดยเจมาร์ทถือหุ้นอยู่ร้อยละ 49.9

SG Capital ดำเนินธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท SINGER ซึ่งกำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 65 นี้

Beans and Brown ธุรกิจร้านกาแฟ Specialty Coffee แบรนด์ Casa Lapin

J Ventures พัฒนาซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มด้านฟินเทค โดยมีการระดมทุนแบบ ICO ด้วย JFIN Tokenปัจจุบันกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มฟินเทคเพื่อการปล่อยกู้, บล็อกเชน, และแพลตฟอร์มสำหรับอีคอมเมอร์ซ ปัจจุบันมี Blockchain เป็นของตนเองชื่อ JFIN Chain

JGS Synergy Power เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นโดยร่วมทุนกับ บริษัท กันกุล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (GUNKUL) และ บริษัท ซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) (SINGER) ทำธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้ากลุ่มพลังงานทดแทน และโซล่าร์ รูฟท้อป

3) บริษัทที่ Jaymart เข้าไปถือหุ้นอยู่

บริษัทในกลุ่มนี้จะมีทั้งบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้วและบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ ที่ Jaymart เข้าไปลงทุนเพราะมองเห็นอนาคตที่สามารถทำโครงการร่วมกันได้ โดยบริษัทในกลุ่มนี้ประกอบด้วย JAYDEE Group, PRTR Recruitment (กำลังจะเข้าไปถือหุ้น), บริษัท เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) (ตัวย่อหุ้น NINE), JK AMC (บริษัทที่ JMT เข้าไปร่วมทุนกับ KBANK), และ บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) (ตัวย่อหุ้น BRR)

จากข้อมูลทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าJaymartGroup ไม่ได้จำกัดตัวเองให้อยู่กับธุรกิจหลักอย่างการขายโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว ธุรกิจในเครือของบริษัทมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่การจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ, บริหารจัดการหนี้, พัฒนาอสังหาริมทรัพย์, เทคโนโลยี และอื่น ๆ ซึ่งธุรกิจทั้งหมดนี้ช่วยสร้างผลกำไรให้กับ Jaymart Group ในแต่ละปีนับพันล้านเลยทีเดียว

งบการเงิน Jaymart

ปี 2563

รายได้ 11,715 ล้านบาท

ค่าใช้จ่าย 10,917 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 798 ล้านบาท

ปี 2564

รายได้ 12,336 ล้านบาท

ค่าใช้จ่าย 9,868 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 2,468 ล้านบาท

งวด 6 เดือนปี 2565

รายได้ 6,784 ล้านบาท

ค่าใช้จ่าย 5,744 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 715 ล้านบาท

แม้ธุรกิจในเครือของแต่ละบริษัทจะดูแตกต่างกันมากแต่นี่คือสิ่งที่สอดคล้องกับแนวคิดการทำงานของ JaymartGroupที่วางไว้ตั้งแต่แรกว่าต้องการเข้าถึงการใช้ชีวิตของผู้คนในทุกด้าน ด้วยหลักการทำงานที่เริ่มด้วย “ใจ”

คำว่า “ใจ” ในที่นี้ หมายถึงการที่ Jaymart Group ต้องการนำใจของตัวเอง ไปใส่ไว้ในทุกอณูของธุรกิจมากที่สุดและหลากหลายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยหลักการทำงาน 4 ข้อคือ ทำด้วยใจ, ให้ใจ, สร้างสรรค์ด้วยใจ, และพลังใจ เพราะ Jaymart เชื่อว่า แนวคิดดังกล่าวไม่เพียงแต่จะสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้เท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาชีวิตทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน คู่ค้า และที่สำคัญคือลูกค้า ให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด หากมีธุรกิจใดที่ Jaymart เล็งเห็นโอกาสและสามารถต่อยอดไปได้ บริษัทก็พร้อมจะเข้าลงทุนและต่อยอดให้เติบโตขึ้นไปอีก

ด้วยการทำงานแบบ “ใจ” นี้เอง จึงทำให้ Jaymart Group มีธุรกิจในเครือที่หลากหลายเพื่อตอบสนองลูกค้าในทุกมิติให้ได้มากที่สุด ในมุมของธุรกิจแล้ว บริษัทใดก็ตามที่ให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้าเป็นที่ตั้ง และนำเสนอสินค้าและบริการที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าได้มากพอ ธุรกิจนั้นย่อมมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีกว่า เพราะไม่พึ่งพารายได้จากธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมากเกินไป และถ้ามองในมุมของผู้บริโภค ธุรกิจนั้นก็มีโอกาสไปอยู่ใน “ใจ” ของผู้บริโภคได้มากขึ้น มีธุรกิจอยู่รอบตัวที่พร้อมจะให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเต็มที่ และสุดท้ายก็จะย้อนกลับมาเป็นรายได้และผลกำไรที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตไปได้อย่างมั่นคงมากขึ้นไปอีก

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Jaymart Group จึงมีอาณาจักรธุรกิจแสนล้านมาจนถึงทุกวันนี้ได้

บทความนี้เป็น Advertorial

เปิด 5 วิธี การเลือกการลงทุนกลุ่ม ‘Defensive Investment’ รับมือทุกสถานการณ์ในโลกการลงทุน

ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันที่เราต้องเจอกับปัจจัยกดดันต่าง ๆ มากมายที่ทำให้สถานการณ์การลงทุนในตอนนี้ไม่สู้ดีนัก แต่ไม่ใช่ว่าเราจะหมดหนทางในการลงทุนไปเลย เพราะในวันนี้ aomMONEY อยากพาทุกคนไปรู้จักกับ ‘การลงทุนในกลุ่ม Defensive’ ที่มีความสามารถในการต้านทานความผันผวนของตลาดลงทุนในช่วงนี้ และพร้อมเติบโตขึ้นอยู่เสมอไม่ว่าตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้น หรือขาลงก็ตาม

รู้จักหุ้น ‘Defensive’ กลุ่มการลงทุนที่เติบโตขึ้นได้แม้มีปัจจัยลบรายล้อม

สำหรับหุ้นที่จะจัดอยู่ในกลุ่ม Defensive ได้ จะต้องเป็นหุ้นที่มีความทนทานในทุกสภาพตลาด แม้การเติบโตด้านผลตอบแทนจะไม่ได้พุ่งสูงมาก แต่ด้วยการเติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอในทุกสถานการณ์ ทำให้การลงทุนกลุ่มนี้เป็นที่นิยมเมื่อสถานการณ์การลงทุนเริ่มไม่สวยนัก โดยมักจะเป็นหุ้นของกลุ่มบริษัทที่มีความต้องการในสินค้า และบริการอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มการแพทย์ หรือกลุ่มพลังงาน ที่ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะเป็นอย่างไร ก็ยังมีฐานลูกค้า และฐานกำไรที่มั่นคงในระยะยาว 

แล้วหุ้นแบบไหนที่เข้าข่าย ‘Defensive Stock’?

เชื่อว่าหลายคนคงจะเริ่มตั้งคำถามกันแล้วว่า แล้วหุ้นตัวไหนบ้างที่เข้าข่าย ‘Defensive’ วันนี้ aomMONEY ได้สรุปแนวทางการคัดเลือกหุ้นกลุ่มนี้แบบเข้าใจง่ายมากให้ดังนี้ครับ

1. เลือกจากขนาด

ไม่ควรเลือกหลักทรัพย์หรือกองทุนที่มีขนาดเล็กเกินไป เพราะอาจมีความผันผวนจากปริมาณซื้อขายในตลาดรอง ทำให้ผลตอบแทนไม่เป็นที่น่าพอใจนัก และอาจจะไม่มีความแข็งแรงพอเมื่อต้องเป็นเสาหลักของพอร์ตการลงทุน โดยเราจึงอาจพิจารณาปัจจัยนี้จากมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization)

2. ความผันผวนต่ำ

นับเป็นเอกลักษณ์ของหุ้นกลุ่มนี้เลยก็ว่าได้ เพราะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ความผันผวนของราคาก็จะต่ำกว่าหุ้นกลุ่มอื่น หรือ เรียกได้ว่าความผันผวนต่ำกว่าดัชนีราคาหุ้นของตลาดหลักทรัพย์ฯ นั่นเอง

3. ภาระหนี้น้อย

เป็นอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญที่สามารถบอกเราได้ว่าหุ้นกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่ำจริงหรือไม่ โดยควรเลือกหุ้นที่มีปริมาณหนี้สินไม่สูงกว่าทุน หรือมีอัตราส่วน D/E ต่ำกว่า 1

4. ผลประกอบการในอดีตดี และโตขึ้นสม่ำเสมอ

เป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงความสามารถของบริษัทในการบริหารจัดการให้เกิดกำไรอยู่เสมอ ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์แบบไหน

5. ราคาไม่แพง

นักลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนในระยะยาวจากการลงทุนมักจะมองหาหุ้นที่มี Margin of Safety สูง ๆ โดยพิจารณาจากราคาหุ้นที่ยังไม่แพงเกินไปเพื่อเป็นพื้นที่ให้ได้เติบโตในอนาคต

เมื่อดูจากแนวทางนี้จะทำให้เราสามารถคัดเลือกหุ้นกลุ่ม Defensive Stock ได้ง่ายขึ้น แต่ในวันนี้ aomMONEY มีการลงทุนกลุ่ม Defensive ที่น่าสนใจมาแนะนำกัน นั่นคือ ‘กองทรัสต์ WHART’ ที่มีพื้นฐานธุรกิจแข็งแรงพอจะต้านทานสถานการณ์การเงินในปัจจุบันได้ และเติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมออีกด้วย 

ชวนรู้จัก ‘กองทรัสต์ WHART’ ทางเลือกการลงทุนกลุ่ม Defensive เพราะอะไรกองนี้จึงน่าสนใจ?

กองทรัสต์ WHART คือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และทรัพย์สินประเภทคลังสินค้า รวมไปถึงโรงงานระดับพรีเมี่ยมมาตรฐานระดับสากล ในรูปแบบ Built-to-Suit และ Ready-Built บนทำเลยุทธศาสตร์ของประเทศไทย เช่น บางนา-ตราด EEC วังน้อย และสมุทรสาคร โดย WHART เป็น ผู้นำ REIT ในกลุ่มคลังสินค้า รวมไปถึงโรงงานที่มีมูลค่าทรัพย์สินรวมมากที่สุด อยู่ที่ 47,905.54 ล้านบาท โดย aomMONEY ขอสรุปจุดเด่นของกองทรัสต์ WHART มาให้แบบนี้ครับ

1. มีขนาดกองใหญ่ที่สุด

เมื่อเทียบกับกอง REIT ประเภทอุตสาหกรรมคลังสินค้า และโรงงานในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

2. ทรัพย์สินที่เข้าลงทุนตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์โลจิสติกส์สำคัญของประเทศไทย

บนพื้นที่ทำเลทองอย่าง บางนาตราด อยุธยา-สระบุรี  EEC และสมุทรสาคร ทำให้สามารถปล่อยเช่าทรัพย์สิน และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเช่าเฉลี่ยล่าสุดของกองทรัสต์WHART อยู่ที่ประมาณร้อยละ 92%

3. ผู้เช่าของกองทรัสต์ WHART อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่แข็งแรง และมีโอกาสเติบโตได้สูง

นอกจากนี้ยังมีผู้เช่าจากหลากหลายประเทศ และหลากหลายธุรกิจ เช่น กลุ่ม E-commerce กลุ่มโลจิสติกส์ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

4. มีสัญญาเช่าคลังสินค้าระยะยาว

โดยมีอายุสัญญาเช่าคงเหลือเฉลี่ยเท่ากับ 3.40 ปี สร้างความมั่นคงทางด้านการจัดหารายได้ของกองทรัสต์อย่างต่อเนื่อง

5. กอง WHART มีการจ่ายผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่อง

นับตั้งแต่จัดตั้งกอง กองทรัสต์ WHART ถือเป็นกองทรัสต์ที่มีการจ่ายประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยอย่างสม่ำเสมอ แม้ในช่วงของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็ไม่ได้จ่ายประโยชน์ตอบแทนลดลง

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่ากอง WHART มีคาแรคเตอร์ที่สอดคล้องกับการลงทุนประเภท Defensive กล่าวคือ 

  • กองมีขนาดใหญ่: โดยเป็นกองทรัสต์ขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มคลังสินค้าและโรงงาน
  • ความผันผวนต่ำ: จากธุรกิจที่มีกลุ่มผู้เช่ามั่นคง ทรัพย์สินอยู่ในทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์
  • ภาระหนี้น้อย: โดยกอง WHART มีหนี้สินในสัดส่วนเพียง 25.61เมื่อเทียบกับขนาดทรัพย์สิน
  • ผลประกอบการดี เติบโตสม่ำเสมอ: กอง WHART มีการจ่ายปันผลจากผลประกอบการอย่างต่อเนื่อง และมีการเติบโตของทรัพย์สินเกือบทุกปี
  • ราคาไม่แพง: ราคากอง WHART ในปัจจุบันถือว่าสามารถลงทุนได้ในราคาที่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับราคาซื้อขายในช่วงที่ผ่านมา โดยหากเทียบบนราคาตลาดปัจจุบันที่ประมาณ 10 บาท เงินปันผลที่ได้อยู่ในอัตราประมาณ 7.5% เลยทีเดียว 

‘กองทรัสต์ WHART’ เตรียมลงทุนเพิ่มใน 5 พื้นที่ เสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว

ในตอนนี้ทางกองทรัสต์ WHART เตรียมลงทุนเพิ่มเติมอีก 5 โครงการ บนทำเลยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ด้านการขนส่งของประเทศไทย ได้แก่ โซนบางนา-ตราด วังน้อย และ EEC ซึ่งภายหลังการลงทุน สัญญาเฉลี่ยของกองทุนจะยาวขึ้นไปอีก เป็น 3.55 ปี ด้วยปัจจจัยด้านความแข็งแกร่ง และระยะสัญญาที่ยาวขึ้น ทำให้ประมาณการผลตอบแทนหลังการลงทุนเพิ่มขึ้นจาก 0.78 บาทต่อหน่วย เป็น 0.80 บาทต่อหน่วย (อ้างอิงจากงบกำไรขาดทุนและการจ่ายประโยชน์ ตอบแทนตามสถานการณ์สมมติ สำหรับปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีแล้ว)

จากปัจจัยข้างต้น จะเห็นว่า กองทรัสต์ WHART เป็นหนึ่งในการลงทุนในรูปแบบ Defensive Investment ที่น่าสนใจ  และทนทานทุกภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งน่าจะช่วยกระจายความเสี่ยงการลงทุนให้กับพอร์ตการลงทุนของเราได้เป็นอย่างดี  

อยากลงทุนกับ ‘กองทรัสต์ WHART’ ติดตามรายละเอียดได้ที่นี่

1. ผู้ถือหน่วยเดิมที่มีสิทธิ สามารถจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 7-11 พฤศจิกายน 2565 

2. ประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นบุคคลตามดุลพินิจของผู้จัดจำหน่ายหน่วยทรัสต์ สามารถจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 15-18 พฤศจิกายน 2565 

โดยผู้ถือหน่วยเดิมที่มีสิทธิ์จะจองซื้อที่ราคาเสนอขายสูงสุดที่  10 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะมีการคืนส่วนต่างหากราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่า และในส่วนของประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นบุคคลตามดุลพินิจของผู้จัดจำหน่ายหน่วยทรัสต์จะจองซื้อที่ราคาเสนอขายสุดท้าย โดยราคาเสนอขายสุดท้ายกำหนดโดยกระบวนการ bookbuilding 

นักลงทุนที่สนใจสามารถจองซื้อผ่านทางเว็บไซต์ K-My Invest (www.kasikornbank.com/kmyinvest) และสาขาของธนาคารกสิกรไทย

หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ K-Contact Center 02-888-8888 กด 819

อย่างไรก็ดีการลงทุนมีความเสี่ยง เพื่อน ๆ สามารถศึกษาข้อมูลของ WHART รวมถึงความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุนในกองทรัสต์ได้ในเว็บไซต์ www.whareit.com

หรือ https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=441017&lang=th

คำเตือน: ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

ประกันลดหย่อนภาษีช่วยเราเซฟเงินได้แค่ไหน และจะซื้ออย่างไรให้คุ้ม? ในยุคที่การเงินต้อง ‘รัดเข็มขัด’ ให้แน่นกว่าเดิม

ปัจจุบันด้วยสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น เงินเฟ้อ ทำให้เราต้อง ‘รัดเข็มขัด’ การเงินกันมากขึ้น โดยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีแบบนี้ เรียกได้ว่าเป็นฤดูกาลสำคัญ ที่ทุกคนกำลังมองหาตัวช่วยต่าง ๆ ในการลดหย่อนภาษี ในวันนี้ aomMONEY จึงอยากชวนทุกคนให้รู้จักกับการซื้อ ‘ประกันลดหย่อนภาษี’ ที่ไม่ได้แค่ทำให้เรามีเงินเหลือเก็บเยอะขึ้น แต่ยังช่วยให้เพิ่มความมั่นคงในชีวิตอีกด้วย

โดยประกันลดหย่อนภาษี ที่ aomMONEY จะขอมาเล่าให้เพื่อน ๆ ได้ฟังกันในวันนี้ คือ ประกันชีวิต และประกันสุขภาพ ในปัจจุบันการซื้อประกันลดหย่อนภาษี สามารถทำได้หลายช่องทาง แต่ในวันนี้ aomMONEY มีวิธีการซื้อประกันทั้งสองให้คุ้มค่ามากกว่าเดิมมากระซิบบอกกัน นั่นคือการรูดซื้อผ่าน ‘บัตรเครดิตโลตัส’ แต่ทำไมจึงคุ้มค่ากว่า ? มาหาคำตอบได้ในบทความนี้เลย!

เปิดตาราง ‘รูปแบบการลดหย่อนภาษี’ เราสามารถทำอย่างไรได้บ้าง?

ก่อนจะไปดูเรื่องประกันลดหย่อนภาษี เรามาดูกันก่อนว่า ช่องทางการลดหย่อนภาษี ปี 2565 นั้นมีอะไรบ้าง โดย aomMONEY ได้ทำตารางสรุปมาให้แบบนี้ครับ

1. สิทธิลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว

ค่าลดหย่อน เงินภาษีที่ลดหย่อนได้
ค่าลดหย่อนส่วนตัว60,000 บาท
ค่าลดหย่อนคู่สมรส60,000 บาท
ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตรไม่เกิน 60,000 บาท
ค่าลดหย่อนภาษีบุตร– บุตรตามกฎหมาย: ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท ไม่จำกัดคน
– บุตรบุญธรรม คนละ 30,000 บาท สูงสุด 3 คน
– บุตรคนที่ 2 ขึ้นไป ที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป ลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท
– บุตรอายุไม่เกิน 20 ปี 
– บุตรที่อายุ 20 – 25 แต่กำลังศึกษาอยู่
– บุตรอายุเกินเกณฑ์ แต่จัดเป็น ‘บุคคลไร้ความสามารถ’
 ค่าลดหย่อนสำหรับเลี้ยงดูบิดามารดาของตนเองและของคู่สมรส– บิดามารดาของตนเอง: ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท 
– บิดามารดาของคู่สมรส: ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท
ค่าลดหย่อนภาษีกรณีอุปการะผู้พิการหรือบุคคลทุพพลภาพลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท

2. สิทธิลดหย่อนจากเงินบริจาค

ค่าลดหย่อน เงินภาษีที่ลดหย่อนได้
เงินบริจาคทั่วไปสูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อนภาษี
เงินบริจาคเพื่อการศึกษา พัฒนาสังคม และประโยชน์สาธารณะลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อนภาษี
เงินบริจาคพรรคการเมืองไม่เกิน 10,000 บาท

3. สิทธิลดหย่อนจากการออม และลงทุน

ค่าลดหย่อน เงินภาษีที่ลดหย่อนได้
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่เมื่อรวมกับสิทธิลดหย่อนเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ แล้วต้องไม่- เกิน 500,000 บาท
กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)ลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท แต่เมื่อรวมกับสิทธิลดหย่อนเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท (5 ปี)
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) / กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (กบข.) / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่เมื่อรวมกับสิทธิลดหย่อนเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 13,200 บาท
แต่เมื่อรวมกับสิทธิลดหย่อนเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
เงินลงทุนธุรกิจ Social Enterprise (วิสาหกิจเพื่อสังคม)ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

4. สิทธิลดหย่อนจากเบี้ยประกัน

ค่าลดหย่อน เงินภาษีที่ลดหย่อนได้
เงินประกันสังคม ไม่เกิน 7,200 บาท หรือตามจำนวนเงินสมทบจริง
ประกันชีวิตแบบทั่วไป / แบบสะสมทรัพย์ไม่เกิน 100,000 บาทตามจำนวนที่จ่ายจริง
ประกันชีวิตแบบบำนาญสูงสุดที่ 15% ของรายได้ แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท
และรวมกับประกันชีวิตแบบทั่วไปได้ (สูงสุดเมื่อรวมที่ 300,000 บาท)
ประกันสุขภาพซื้อให้ตัวเอง: ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี
ซื้อให้พ่อแม่: ไม่เกิน 15,000 บาทต่อปี

5. สิทธิลดหย่อนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์

ค่าลดหย่อนเงินภาษีที่ลดหย่อนได้
ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยไม่เกิน 100,000 บาท

6. สิทธิลดหย่อนกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ

ค่าลดหย่อน เงินภาษีที่ลดหย่อนได้
   โครงการช้อปดีมีคืน 2565ไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการในประเทศ
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2565 ตามที่จ่ายจริง
– สินค้าและบริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 
– สินค้า OTOP 
– สินค้าหมวดหนังสือ (รวมถึง E-Book)

ซื้อประกันลดหย่อนภาษี ด้วย ‘ประกันชีวิต’ เซฟเงินให้เราได้มากแค่ไหน?

สำหรับประกันลดหย่อนภาษีประเภทนี้ จะแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ ประกันชีวิตแบบทั่วไป และประกันชีวิตแบบบำนาญ โดยอาจนับเป็นหนึ่งใน ‘สิทธิลดหย่อนจากเบี้ยประกัน’ ได้เช่นกัน

ประกันชีวิตแบบ ‘ทั่วไป’ และประกันชีวิตแบบ ‘สะสมทรัพย์’

สามารถลดหย่อนภาษีให้เราได้สูงสุดถึง 100,000 บาทตามจำนวนที่จ่ายจริง และเมื่อรวมกับเงินฝากแบบมีประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นประกันที่คุ้มครองนานกว่า 10 ปีขึ้นไป และต้องทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทยเท่านั้นครับ

ประกันชีวิตแบบ ‘บำนาญ’

ประกันประเภทนี้สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดที่ 15% ของรายได้ แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท และสามารถนำไปรวมกับประกันชีวิตแบบทั่วไปได้ ทำให้เราสามารถลดหย่อนได้สูงถึง 300,000 บาทเลยทีเดียว เมื่อรวมกับ RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ,กบข. ,กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน และกองทุนการออมแห่งชาติ ต้องไม่เกิน 500,000 บาทครับ

ประกันลดหย่อนภาษี อย่าง ‘ประกันสุขภาพ’ ช่วยเราเก็บเงินได้มากแค่ไหน?

โดยประกันลดหย่อนภาษี ประเภท ‘ประกันสุขภาพ’ นั้นมีอยู่หลายแบบที่สามารถนำมาลดหย่อนได้ เช่น ประกันอุบัติเหตุ ประกันภัยโรคร้ายแรง ประกันภัยการดูแลระยะยาว รวมไปถึงประกันอุบัติเหตุที่คุ้มครองสุขภาพ เป็นต้น แต่ประกันลดหย่อนภาษีประเภทนี้ จะมีความแตกต่างของจำนวนเงินที่ลดหย่อนได้ จาก 2 กรณี คือ

ประกันสุขภาพที่เราซื้อให้ ‘ตัวเอง’

โดยประกันสุขภาพที่เข้าข่ายเงื่อนไข สามารถนำเบี้ยประกันมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากในอดีตที่ลดหย่อนได้เพียง 15,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับประกันชีวิต และประกันแบบสะสมทรัพย์ ต้องไม่เกิน 100,000 บาท

ประกันสุขภาพที่เราซื้อให้ ‘พ่อแม่’

สามารถนำเบี้ยประกันมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาทต่อปี และหากมีพี่น้อง ต้องนำ 15,000 บาทนี้ไปหารเฉลี่ยเป็นค่าลดหย่อนที่เท่ากันทุกคน และบิดามารดาต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่จำเป็นต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป

เห็นตัวเลขการลดหย่อนแบบนี้แล้ว จึงไม่แปลกเลยว่าทำไมการซื้อประกันลดหย่อนภาษี อย่างประกันชีวิต และประกันสุขภาพจึงเป็นที่นิยมกันมาก เพราะช่วยเพิ่มทั้งเงินในกระเป๋า และความมั่นคงในชีวิตไปพร้อมกัน 

ซื้อประกันลดหย่อนภาษี ให้คุ้มค่ากว่าเดิม ด้วย ‘บัตรเครดิตโลตัส’

แต่ตอนนี้เชื่อว่าเพื่อน ๆ คงอยากทราบแล้วว่า การซื้อประกันลดหย่อนภาษี ด้วย ‘บัตรเครดิตโลตัส’ นั้นคุ้มค่ากว่าอย่างไร aomMONEY ขออธิบายแบบนี้ครับ

สำหรับ ‘บัตรเครดิตโลตัส’ คือบัตรที่ทำให้เราสามารถรูดซื้อประกัน หรือ จ่ายเบี้ยประกัน ได้อย่างยืดหยุ่น เพราะเราสามารถ ‘ผ่อนชำระ’ ได้ ซึ่งทำให้เราวางแผนบริหารการเงินของเราในระยะยาวได้อย่างไม่มีสะดุด นอกจากนี้ เมื่อเรารูดซื้อประกันลดหย่อนภาษี หรือ จ่ายเบี้ยประกันรายปีผ่านบัตรเครดิตโลตัส ยังได้รับเครดิตเงินคืน (Cashback) เพิ่มเติมด้วย เรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นของบัตรใบนี้เลยทีเดียว เพราะทำให้เรามีเงินเหลือมากขึ้นโดยไม่เสียอะไรเลยนั่นเอง

และในตอนนี้ทาง โลตัสมันนี่พลัส ก็มีโปรโมชันของบัตรเครดิตโลตัสมาแนะนำกัน คลิกเลย ตามนี้เลยครับ

จะเห็นได้ว่าการซื้อประกันลดหย่อนภาษี อย่าง ประกันชีวิต และประกันสุขภาพ ไม่เพียงแต่เพิ่มเงินในกระเป๋าของเรา แต่ยังช่วยเพิ่มความมั่นคงในชีวิตให้เราอีกด้วย หรือเป็น ‘การออมเงินเพื่ออนาคต’ นั่นเอง นอกจากนี้การที่เราสามารถซื้อประกันได้อย่างยืดหยุ่นกว่าเดิม ทั้งสามารถผ่อนได้ และได้รับเงินคืนอีกต่างหาก เรียกได้ว่ายิ่งทำให้การวางแผนทางการเงินของเราคุ้มค่ามากขึ้น

บทความนี้เป็น Advertorial

เมื่อ ‘การลงทุน’ กลายเป็นช่องทางการบริหารเงินแห่งยุค แล้ว ‘การออมเงิน’ ยังจำเป็นอยู่ไหม ?

ในยุคที่การลงทุนเป็นช่องทางใหม่ของการบริหารจัดการเงิน ทำให้มุมมองต่อการฝากเงินไว้กับธนาคารของผู้คนจึงมีเปลี่ยนไปบ้างตามกาลเวลา สำหรับปัจจุบันการลงทุนได้รับความนิยมมากขึ้น การฝากเงินยังจำเป็นอยู่ไหม ? aomMONEY จะพาไปหาคำตอบกันครับ

เพราะอะไร ? การฝากเงินถึงยังจำเป็น แม้จะอยู่ในยุคแห่งการลงทุน

แม้เราจะอยู่ในยุคที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนหันมาลงทุนกันหมด วันนี้ aomMONEY ได้รวบรวมเหตุผลที่ชี้ว่าการฝากเงินนั้นยังคงจำเป็นอยู่ โดยสามารถสรุปได้แบบนี้ครับ

1. แหล่งเงินทุนสำรอง หรือเงินทุนฉุกเฉิน

ยิ่งเป็นในยุคที่การลงทุนมีความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว หากเราลงทุนไปโดยไม่มีการเตรียมพร้อมไว้เลย จะเป็นอันตรายต่อการเงินของเราอย่างมาก ดังนั้น การมีเงินก้อนเป็นเงินทุนสำรองจะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการเงิน และแบ่งสัดส่วนการใช้จ่ายได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นที่พักเงินสำหรับการรอลงทุนในกองทุนในจังหวะที่เหมาะสมได้ด้วย

2. สร้างเครดิตที่ดีให้ตัวเราเอง

มีคนไม่น้อยเลยที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ทำให้การขอสินเชื่อกลายเป็นเรื่องทั่วไปแล้วในยุคนี้ การฝากเงินเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอ และมีเงินทุนสำรองจำนวนหนึ่ง เป็นตัวช่วยทำให้ธนาคาร หรือสถาบันการเงินเห็นถึงความสามารถในการบริหารเงินของเรา ซึ่งจะเพิ่มความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือให้สถาบันการเงินว่าเรามีความสามารถในการชำระหนี้ได้

3. หนึ่งในช่องทางการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ

เชื่อว่าเพื่อน ๆ ที่ได้ติดตามสถานการณ์โลกแห่งการลงทุนวันนี้ จะเห็นได้ว่ามีความน่าเป็นห่วงอยู่หลายปัจจัย เช่น ภาวะเงินเฟ้อ สงคราม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED ทำให้การลงทุนผันผวนแรงกว่าปกติ จนนักลงทุนหลายคนโดยเฉพาะมือใหม่อาจจะจับทางได้ยากกว่าเดิม แต่ในทางกลับกันการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้นตามด้วย และสามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความเสี่ยงอันดุเดือดในตลาดการลงทุนวันนี้ไปได้บ้าง

ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้เห็นว่า การฝากเงินนั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คิด และยิ่งมีประโยชน์มากขึ้นอีกในยุคที่การลงทุนเริ่มมีปัจจัยอื่นมากดดันไม่น้อยเลย โดยวันนี้ aomMONEY มีช่องทางการฝากเงินที่ทำให้เพื่อน ๆ ได้ออมเงินแบบคุ้มค่าขึ้นไปอีก เลยมากระซิบบอกกัน นั่นคือการฝากเงินกับ ‘เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7’ จากธนาคารออมสิน มาทำความรู้จักกันครับ

รู้จัก ‘เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7’ จากธนาคารออมสิน ฝากสั้นเพียงเจ็ดเดือน เทียบเท่าเงินฝากประจำ

เรียกได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์การออมจากธนาคารออมสิน ที่ให้ทุกคนฝากสั้นเพียงเจ็ดเดือน อัตราดอกเบี้ยเทียบเท่าเงินฝากประจำ และสำหรับบุคคลธรรมดาไม่เสียภาษีเงินได้อีกด้วย โดย ‘เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7’ มีรายละเอียด และเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ ดังนี้ครับ

  1. เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท
  2. ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท (บุคคลธรรมดา และนิติบุคคลทุกประเภท ไม่จำกัดวงเงินรับฝากต่อราย)
  3. ผลตอบแทนร้อยละ 0.65 ต่อปี และจ่ายดอกเบี้ยเมื่อฝากครบ 7 เดือน

เมื่อทราบรายละเอียดกันไปแล้ว aomMONEY ขอสรุปความพิเศษของ ‘เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7’ จากธนาคารออมสินมาไว้แบบนี้ครับ

  1. ถอนเท่าไหร่ก็ได้
  2. คิดดอกเบี้ยเป็นรายวันจากยอดเงินฝาก ไม่เสียภาษีดอกเบี้ย
  3. อัตราดอกเบี้ยสูงเทียบเท่ากับเงินฝากประจำ
  4. ไม่เสียภาษีเงินได้ สำหรับบุคคลธรรมดา

โดยเพื่อน ๆ สามารถฝากเงินกับ ‘เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7’ ได้ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2565 ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

เพราะไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน ‘การออม’ ก็ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างรากฐานความมั่นคงทางการเงินให้กับเรา แม้ในวันนี้เราจะมีรูปแบบการลงทุนต่าง ๆ ที่ให้ทั้งผลตอบแทนควบคู่กับความเสี่ยง แต่หนึ่งในวิธีการสร้างเงินก้อนก่อนจะนำไปลงทุน หรือบริหารวางแผนใด ๆ ก็คือ การออมเงินนี่เอง และในวันนี้ด้วย ‘เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7’ จากธนาคารออมสิน เราจึงสามารถฝากเงินได้อย่างสบายใจ และทำให้การออมเงินของเราคุ้มค่าขึ้นไปอีก 

หรือหากเพื่อน ๆ ต้องการศึกษาข้อมูลของ ‘เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ  7’ เพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียด และเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ที่ : https://bit.ly/3s0sywN

บทความนี้เป็น Advertorial

ทรูเปิดขายหุ้นกู้ 4 ชุด ชูดอกเบี้ย 3.50-5.05% ต่อปี ก่อนตัดสินใจซื้อต้องรู้!! หุ้นกู้ Vs หุ้น ต่างกันอย่างไร

ในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนแบบนี้ นักลงทุนหลายคนอาจจะกำลังมองหาแหล่งลงทุนใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงกันอยู่ ‘หุ้นกู้’ จึงเป็นการลงทุนที่นักลงทุนหลายคนให้ความสนใจ ซึ่งหุ้นกู้จะดีและน่าลงทุนอย่างไร ก่อนที่เราจะไปลงทุนต้องรู้ก่อนว่าหุ้นกู้และหุ้นมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อจะแน่ใจได้ว่าการลงทุนนี้เหมาะกับเราจริง ๆ 

โดยหุ้นกู้และหุ้นนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่หลาย ๆ คนยังคงสับสนกันอยู่ ซึ่ง ‘หุ้น’ หรือ ‘หุ้นสามัญ’ เป็นตราสารทุนที่ผู้ถือหุ้นมีสถานะเป็นเจ้าของร่วมในบริษัท ผลตอบแทนของหุ้นจึงขึ้นกับผลประกอบการของบริษัท และยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา ทำให้อาจจะได้กำไรหรือขาดทุนก็ได้ ส่วน ‘หุ้นกู้’ เป็นตราสารหนี้ที่ผู้ถือหุ้นกู้มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้ จะได้ผลตอบแทนคงที่ตามงวดระยะเวลาการจ่ายดอกเบี้ยตลอดอายุของหุ้นกู้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้

ซึ่งเมื่อเรารู้แล้วว่าหุ้นกู้และหุ้นต่างกันอย่างไร สำหรับคนที่คิดว่าการลงทุนด้วยหุ้นกู้แบบนี้ตรงกับเป้าหมายการลงทุนของเรา แต่ก่อนที่จะลงทุนเราขอพาทุกคนไปดูข้อดีของหุ้นกู้เพิ่มเติมกันก่อน

ข้อดีของหุ้นกู้

1. มักจะเสนออัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล

หุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัทเอกชนมีความเสี่ยงในด้านการผิดนัดชำระหนี้มากกว่าพันธบัตรรัฐบาล จึงให้ผลตอบแทนส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นนี้เป็นการชดเชยให้กับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง  

2. สามารถเป็นแหล่งรายได้ประจำ

หุ้นกู้จะจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ ให้กับนักลงทุน ทำให้เราสามารถมีแหล่งรายได้ประจำได้ โดยที่เงินต้นของการลงทุนนั้นจะจ่ายเงินคืนเมื่อครบกำหนดของอายุหุ้นกู้

3. กระจายความเสี่ยงของการลงทุน

สำหรับการลงทุนเราจำเป็นที่จะต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความหลากหลาย เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนกันอยู่แล้ว หุ้นกู้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่จะช่วยให้เรากระจายความเสี่ยงได้ นอกจากนี้ นักลงทุนยังสามารถลงทุนหุ้นกู้ในหลาย ๆ ประเภทธุรกิจเพื่อกระจายความเสี่ยงได้เช่นกัน

4. สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้

สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรองได้ โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันครบกำหนดอายุ ซึ่งสภาพคล่องในการซื้อขายอาจจะแตกต่างกันไปตามขนาดและเงื่อนไขของแต่ละหุ้นกู้

สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเกิดความสนใจและกำลังมองหาโอกาสการลงทุนในหุ้นกู้ สิ่งที่สำคัญที่เราต้องมองหาคือบริษัทที่มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือ ซึ่งตอนนี้บริษัทที่มีความน่าเชื่อถืออย่างทรูก็ได้เปิดขายหุ้นกู้ 4 ชุดดังนี้

หุ้นกู้ 4 ชุดที่ TRUE เตรียมเสนอขาย

  • หุ้นกู้ชุดที่ 1 : อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.50% ต่อปี
  • หุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 4 ปี ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้** อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.35% ต่อปี
  • หุ้นกู้ชุดที่ 3 อายุ 5 ปี ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้** อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.90% ต่อปี
  • หุ้นกู้ชุดที่ 4 อายุ 5 ปี 9 เดือน ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้** อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.05% ต่อปี

**สำหรับหุ้นกู้ชุดที่ 2–4 ผู้ออกหุ้นกู้ มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน แต่ต้องไถ่ถอนหลังจากที่หุ้นกู้มีอายุครบ 1 ปีขึ้นไปถึงจะไถ่ถอนก่อนกำหนดได้ ซึ่งข้อดีคือเราจะได้ดอกเบี้ยที่สูงในระยะเวลาที่สั้นลง โดยเฉพาะหุ้นกู้ที่มีอายุยาว ๆ และมีการไถ่ถอนก่อนกำหนด เช่น หุ้นกู้อายุ 5 ปี ถ้า TRUE ไถ่ถอนก่อนกำหนดในอีก 1 ปีข้างหน้า ก็เท่ากับเราจะได้รับดอกเบี้ย 4.90% ในระยะเวลาแค่ 1 ปี เท่านั้น

ซึ่งจากข้อมูลทำให้หุ้นกู้ทรูดูน่าสนใจมาก ๆ เลยใช่ไหมครับ โดยทรูคาดว่าจะเปิดขายหุ้นกู้ระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2565 นี้แล้ว โดยผู้ลงทุนที่สนใจสามารถจองซื้อหุ้นกู้ทั้ง 4 รุ่นได้ที่สาขาและช่องทางตามที่ธนาคารผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้อย่างธนาคารกรุงเทพ, กสิกรไทย, ไทยพาณิชย์, ซีไอเอ็มบี ไทย, ทหารไทยธนชาต และบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร ได้ตามแต่ละรายกำหนด นอกจากนี้ ผู้ลงทุนทั่วไปยังสามารถจองซื้อหุ้นกู้ TRUE ทั้ง 4 รุ่นได้ทางแอปพลิเคชันทรูมันนี่ วอลเล็ท ได้เลย โดยมีมูลค่าจองซื้อ ขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหุ้นกู้จะมีข้อดีที่น่าสนใจและบริษัททรูจะได้รับความน่าเชื่อถือขนาดไหน นักลงทุนก็ต้องเข้าใจว่าทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุนหุ้นกู้เราควรศึกษาข้อมูลอย่างดีเสียก่อน ซึ่งใครที่กำลังสนใจจะซื้อหุ้นกู้ TRUE สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทตามลิงก์นี้ได้เลย https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSDE01.aspx?TransID=473670&SD=0711256509112565

บทความนี้เป็น Advertorial

บทเรียนจากไฟไหม้ผับดัง : ‘ประกันอัคคีภัย-ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก’ เรื่องที่ประชาชนควรรู้ และผู้ประกอบการต้องทำ

จากกรณีไฟไหม้สถานบันเทิงที่เป็นข่าวดัง ทำให้ทั้งลูกค้าและเจ้าของกิจการ ตระหนักเรื่องความปลอดภัยในธุรกิจสถานบริการมากขึ้น ซึ่งหลายคนอาจยังไม่ทราบว่าประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครอง และมีหน่วยงานที่สนับสนุนมาโดยตลอด 

แต่บางครั้งเรื่องประกันภัยก็ถูกมองข้าม คิดว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น จึงเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะเราสามารถคุ้มครองความเสี่ยงได้ตั้งแต่แรก ด้วยการทำ ‘ประกันภัย’ ให้กับสถานประกอบการ 

วันนี้นายปกป้องจะพาทุกคนไปดูกันว่ามีเรื่องอะไรที่เราควรรู้บ้าง และถ้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจ หากทำประกันภัยแล้วจะดีอย่างไรครับ

ประเทศไทยมี พ.ร.บ.สถานบริการ มาตั้งแต่ พ.ศ.2509 หรือเมื่อ 56 ปีก่อน ในสมัยที่จอมพลถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งด้วยบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ตัวกฎหมายนี้จึงมีการปรับปรุง แก้ไข เพิ่มเติม ให้มีความทันสมัยด้วยเช่นกัน

โดยปัจจุบันระบุนิยามของสถานบริการไว้ดังนี้

“สถานบริการ” หมายความว่า สถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในทางการค้า ดังต่อไปนี้

1. สถานเต้นรํา รําวง หรือรองเง็ง เป็นปกติธุระประเภทที่มีและประเภทที่ไม่มีคู่บริการ

2. สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจําหน่ายและบริการ โดยมีผู้บําเรอสําหรับปรนนิบัติลูกค้า

3. สถานอาบน้ำ นวด หรืออบตัว ซึ่งมีผู้บริการให้แก่ลูกค้า แต่ไม่รวมถึง

– สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล

– สถานประกอบการเพื่อสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ หรือสถานที่อื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง

4. สถานที่ที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจําหน่ายหรือให้บริการ โดยมีรูปแบบอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

– มีดนตรี การแสดงดนตรี หรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิงและยินยอม หรือปล่อยปละละเลยให้นักร้อง นักแสดง หรือพนักงานอื่นใดนั่งกับลูกค้า

– มีการจัดอุปกรณ์การร้องเพลงประกอบดนตรีให้แก่ลูกค้า โดยจัดให้มีผู้บริการขับร้องเพลงกับลูกค้า หรือยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้พนักงานอื่นใดนั่งกับลูกค้า

– มีการเต้นหรือยินยอมให้มีการเต้น หรือจัดให้มีการแสดงเต้น เช่น การเต้นบนเวที หรือการเต้นบริเวณโต๊ะอาหารหรือเครื่องดื่ม

– มีลักษณะของสถานที่ การจัดแสงหรือเสียง หรืออุปกรณ์อื่นใดตามที่กําหนดในกฎกระทรวง

5. สถานที่ที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจําหน่าย โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง ซึ่งปิดทําการหลังเวลา 24.00 น.

6. สถานที่อื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง

โดยสถานบริการ ต้องมีทางถ่ายเทอากาศสะดวก ไม่อยู่ใกล้วัด สถานที่สําหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา โรงเรียนหรือสถานศึกษา โรงพยาบาล สถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน สโมสรเยาวชน หรือหอพักตามกฎหมายว่าด้วยหอพัก ไม่อยู่ในย่านที่ประชาชนอยู่อาศัย ในขนาดที่เห็นได้ว่าจะก่อความเดือดร้อนรําคาญแก่สถานที่ดังกล่าว

และห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตตั้งสถานบริการย้าย แก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือต่อเติมสถานบริการ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากพนักงานเจ้าหน้าที่

รูปแบบสถานบริการที่กฎหมาย “บังคับ” ให้ทำประกันภัย

ตามกฎกระทรวง กำหนดอาคารที่ต้องทำประกันภัยความรับผิดตามกฎหมาย พ.ศ.2564 ระบุไว้ว่า สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 200 ตารางเมตรขึ้นไป เจ้าของอาคารหรือผู้ครอบครองอาคาร จะต้องจัดให้มีการประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก

โดยให้มีจำนวนเงินเอาประกันภัย ดังต่อไปนี้

  1. กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพจํานวนไม่ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อคน และค่ารักษาพยาบาลไม่ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อคน รวมกันแล้วไม่ต่ำกว่า 5,000,000 บาทต่อครั้ง
  2. 2.ความเสียหายต่อทรัพย์สินจำนวนไม่ต่ำกว่า 500,000 บาทต่อครั้ง

ประกันวินาศภัยที่เกี่ยวข้องกับสถานบริการ ที่ผู้ประกอบการควรทำ

1. ประกันอัคคีภัย

ประกันอัคคีภัย

คือการประกันภัยที่คุ้มครองทรัพย์สินจากไฟไหม้ ฟ้าผ่า และการระเบิดของแก๊สที่ใช้หุงต้มหรือให้แสงสว่างเพื่อการอยู่อาศัย

ประกันอัคคีภัยและภัยพิบัติสำหรับที่อยู่อาศัย

คือการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองไฟไหม้ ฟ้าผ่า ภัยระเบิด ภัยจากยวดยานพาหนะ ภัยจากอากาศยาน ภัยเนื่องจากน้ำ ภัยพิบัติ (น้ำท่วม ลมพายุ หรือแผ่นดินไหว) ซึ่งต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด

2. ประกันภัยรับผิดต่อบุคคลภายนอก

ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก

คุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายและค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี อันเกิดจากความประมาทของผู้ประกอบการ เช่น การประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่, การประกันภัยความรับผิดของนายจ้าง, การประกันภัยความรับผิดเนื่องจากมลภาวะ และการประกันภัยความรับผิดจากผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

โดยเงินเอาประกันทั้งหมดที่ผู้เอาประกันจะต้องรับผิดตามกฎหมาย เพื่อจ่ายค่าชดเชยต่อไปนี้

ค่าชดเชยเกี่ยวข้องกับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย (รวมถึงการเจ็บป่วย) ของบุคคลภายนอก

การสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เป็นของบุคคลภายนอก

ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเกี่ยวกับการดำเนินการด้านกฎหมาย

ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีของผู้เอาประกันภัย ที่ได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรโดยบริษัทผู้รับประกันภัย

ถึงกฎหมายไม่บังคับ แต่ทำประกันไว้ ดีกว่าไม่มี

หากสถานประกอบการของเราตรงตามนิยามของ พ.ร.บ.สถานบริการฯ ก็ต้องทำประกันภัยตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีสถานประกอบการหลายแห่งไม่ได้ปฏิบัติตาม แต่กลับจดทะเบียนในรูปแบบร้านอาหารแทน ทำให้เกิดความเสี่ยงทั้งในแง่ความปลอดภัย และในแง่ความคุ้มครองทางธุรกิจอีกด้วย

ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ว่าเราจะมีสถานประกอบการรูปแบบใด จะเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.สถานบริการฯ หรือไม่ก็ตาม ก็สามารถทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงได้เช่นกัน โดยมีข้อดีดังนี้

1. ​ให้ความคุ้มครองต่อทรัพย์สิน

หากเกิดความเสียหาย ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินชดใช้ค่าเสียหาย และนำไปจัดหาสินทรัพย์ใหม่ทดแทนได้​ ​

2. ช่วยให้เกิดความมั่นคงในการประกอบธุรกิจ​​

หากเกิดความเสียหาย ธุรกิจก็จะไม่สะดุดเรื่องการเงิน เพราะได้รับค่าชดเชยจากบริษัทประกันภัย  

3. ช่วยลดภาระของสังคมและรัฐบาล

หากเกิดความเสียหาย ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินค่าสินไหมทดแทน ไม่ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว จนเกิดภาวะพึ่งพิงรัฐบาล

4. ช่วยระดมทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ​

บริษัทประกันภัยจะกันเงินสำรองไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อเตรียมสำหรับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น และจะนำไปลงทุนซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ จึงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

บทบาทหน้าที่ของ คปภ. ในเรื่องประกันภัยสถานบริการ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ ‘คปภ.’ คือหน่วยงานที่สนับสนุนและส่งเสริมให้คนไทยเห็นความสำคัญของการทำประกันภัยมาโดยตลอด สำหรับกรณีสถานบริการก็เช่นกันครับ โดยมีบทบาทหน้าที่ ดังนี้

  1. ช่วยสร้างความตระหนักรู้ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเล็งเห็นถึงความสำคัญของการทำประกันภัย
  2. ช่วยสร้างความตระหนักรู้ ให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภค ในการเลือกสถานบริการที่ทำประกันภัย
  3. กรณีเกิดเหตุทาง คปภ. จะเร่งช่วยเหลือด้านประกันภัยในทุก ๆ ด้าน โดยทำงานบูรณาการร่วมกับสมาคมประกันชีวิตไทย และสมาคมประกันวินาศภัยไทย

อย่างเช่นกรณีไฟไหม้สถานบันเทิงที่เป็นข่าวดัง ทาง คปภ. ก็ได้ลงพื้นที่ ตั้งศูนย์เฉพาะกิจช่วยเหลือด้านประกันภัย อำนวยความสะดวก ติดตามการจ่ายค่าสินไหมทดแทน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัยและครอบครัว อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

ทั้งหมดนี้ทางผู้ประกอบการคงจะเห็นกันแล้วว่า หากทำประกันภัย ก็จะช่วยคุ้มครองความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และช่วยสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจสถานบริการ ส่วนประชาชนในฐานะผู้บริโภค ควรเลือกใช้บริการ ณ สถานบริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีประกันภัยคุ้มครอง เพื่อความอุ่นใจต่อชีวิตและทรัพย์สินของเรานะครับ

สามารถติดตามข่าวสารความรู้เรื่องประกันภัย ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน คปภ. www.oic.or.th หรือสายด่วนประกันภัย 1186 หรือสำนักงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งทาง คปภ. มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้บริการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save