ไขข้อสงสัย!! รถยนต์ไฟฟ้า EV ต้องทำ ‘ประกันภัยภาคบังคับ’ หรือไม่?

เราเติมน้ำมันครั้งล่าสุดกันกี่บาท แล้วเติม 1 ครั้งอยู่ได้กันกี่วันบ้าง? ตอนนี้ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินที่มาจากการทำงานหมดไปกับการเติมน้ำมัน ซึ่งรถเราอาจจะเก่าทำให้กินน้ำมัน ไม่ประหยัดเหมือนรถรุ่นใหม่ ๆ แถมช่วงนี้โรงเรียนเปิดเทอม พนักงานออฟฟิศก็ไม่ WFH กันแล้ว ทำให้คนกลับมาใช้รถใช้ถนนกันมากขึ้น ก่อให้เกิดปัญหารถติดต้องเสียค่าน้ำมันเยอะขึ้นไปอีก เมื่อเราต้องการจะประหยัดจากค่าใช้จ่ายส่วนนี้ การเลือกซื้อรถยนต์คันใหม่อย่างรถยนต์ไฟฟ้า EV จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่แม้ทุกคนจะรู้กันดีอยู่แล้วว่ารถยนต์ไฟฟ้า EV นั้นช่วยเราประหยัดได้ขนาดไหน ก็ยังไม่สามารถตัดสินใจซื้อได้เลย เพราะไม่รู้ว่ารถยนต์ไฟฟ้า EV ต้องทำ ‘ประกันภัยภาคบังคับ’ หรือไม่? เราจึงมีคำตอบมาฝากกัน

แต่ก่อนที่เราจะไปดูคำตอบว่า รถยนต์ไฟฟ้า EV ต้องทำประกันภัยภาคบังคับหรือไม่นั้น เราขอพาทุกคนไปดูวิธีประหยัดน้ำมันอื่น ๆ กันก่อน ซึ่งจะมีวิธีไหนบ้างไปดูเลย

2 วิธีประหยัดน้ำมัน ในยุคน้ำมันแพง

1. รถยนต์คันเดิมก็ประหยัดได้

รถยนต์ที่เราใช้อยู่หากไม่มีระบบประหยัดน้ำมัน เราก็ยังพอมีทางประหยัดน้ำมันได้ ด้วยการ ‘ปรับพฤติกรรม’ ในการใช้งานรถยนต์ เช่น ไม่ขนสัมภาระจำนวนมากหรือหนักเกินไป เพื่อไม่ให้ต้องใช้กำลังจากเครื่องยนต์เท่าเดิมในการลากตัวถังที่หนัก หรือการดูแลยางรถให้มีความดันลมยางที่เหมาะสมอยู่เสมอ เพราะหากความดันลมยางต่ำจะสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 2% เลยทีเดียว นอกจากนี้ เรายังควรใช้เกรดน้ำมันเครื่องตามที่แนะนำ เพื่อเพิ่มระยะทางต่อการใช้เชื้อเพลิงได้ 1-2% และที่สำคัญที่สุดในการขับขี่รถยนต์ เราควรจะขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม. เพื่อจะช่วยประหยัดน้ำมันได้ 25% เลยทีเดียว

2. ใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% เพื่อการประหยัดได้มากกว่าไปเลย

สำหรับใครที่คิดว่าการประหยัดน้ำมันด้วยวิธีการปรับพฤติกรรมนั้นยุ่งยาก หรือประหยัดน้ำมันได้น้อยเกินไป ก็สามารถพิจารณาซื้อรถยนต์ไฟฟ้า EV กันได้เลย แต่สำหรับใครที่รอคำตอบว่า รถยนต์ไฟฟ้า EV ต้องทำประกันภัยภาคบังคับหรือไม่ ก่อนอื่นเราขอพาทุกคนไปรู้จักประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) กันก่อน

ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.)

มีบทบาทช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยจากรถทางด้านความเสียหายต่อชีวิตและร่างกาย กรณีบาดเจ็บ ทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และเสียชีวิตเท่านั้น โดยจะคุ้มครองไม่ว่าจะเป็นคนขับรถ ผู้โดยสาร หรือคนเดินเท้าบนท้องถนนทั่วไป

สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้า EV จะต้องทำประกันภัยภาคบังคับหรือไม่ คำตอบคือ ‘ต้องทำ’ เพราะกฎหมายบังคับไว้ หากเข้าข่ายว่ารถนั้นเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ หรือกำลังไฟฟ้า รวมถึงพลังงานอื่น ถือว่าเป็นรถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งเราจะได้รับความคุ้มครองอะไรบ้างจากประกันภัยภาคบังคับนั้นไปดูกันเลย

ความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.)

1. จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น

โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด บริษัทจะชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัย/ทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัย ภายใน 7 วัน นับแต่บริษัทได้รับคำร้องขอค่าเสียหาย ดังนี้

  • ค่ารักษาพยาบาล จากการบาดเจ็บ (ตามจริง) ไม่เกิน 30,000 บาท
  • การเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร ได้รับค่าสินไหมทดแทน 35,000 บาท (ตาบอด หูหนวก, เป็นใบ้หรือเสียความสามารถในการพูด หรือลิ้นขาด, สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์, เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว, เสียอวัยวะอื่นใด, จิตพิการอย่างติดตัว) 

2. ค่าเสียหายส่วนที่เกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้น สำหรับผู้ประสบภัย

จะได้รับภายหลังจากการพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิด ดังนี้

  • ค่ารักษาพยาบาล จากการบาดเจ็บตามจริงไม่เกิน 80,000 บาท
  • เสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ได้รับค่าสินไหมทดแทน 500,000 บาท
  • สูญเสียอวัยวะ ตา มือ แขน ขา เท้า (2 ข้าง หรือ 2 ส่วนขึ้นไป) ได้รับค่าสินไหมทดแทน 500,000บาท
  • สูญเสียอวัยวะในร่างกาย 1 ส่วน (มือหนึ่งข้างตั้งแต่ข้อมือ หรือแขนหนึ่งข้าง หรือเท้าหนึ่งข้างตั้งแต่ข้อเท้า หรือขาหนึ่งข้าง หรือตาบอดหนึ่งข้าง) กรณีใดกรณีหนึ่ง จ่ายค่าสินไหมทดแทน 250,000 บาท
  • สูญเสียอวัยวะอื่นใด ที่กระทบต่อการดำรงชีวิตอย่างปกติสุขของผู้ประสบภัย (การสูญเสีย ม้าม ปอด ตับ ไต ฟันแท้ทั้งซี่ตั้งแต่ 5 ซี่ ขึ้นไป หรือกรณีกะโหลกศีรษะถูกทำให้เสียหาย เป็นเหตุให้ต้องใช้กะโหลกเทียม เป็นต้น) จ่ายค่าสินไหมทดแทน 250,000 บาท
  • หูหนวก เป็นใบ้ หรือเสียความสามารถในการพูด หรือลิ้นขาด สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์ จิตพิการอย่างติดตัว 
    (โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือนอย่างติดตัว) จ่ายค่าสินไหมทดแทน 250,000 บาท
  • สูญเสียนิ้ว ตั้งแต่ข้อนิ้วขึ้นไป นิ้วเดียว หรือหลายนิ้ว จ่ายค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาท
  • ค่าชดเชยรายวัน 200 บาทต่อวัน กรณีนอนโรงพยาบาลเป็นคนไข้ใน ตามจริงสูงสุดรวมไม่เกิน 20 วัน 

สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้า EV ก็ได้คำตอบกันไปแล้วว่า เราจะต้องทำประกันภัยภาคบังคับตามที่กฏหมายกำหนด ส่วนประกันภัยอื่น ๆ อย่าง ‘ประกันภัยภาคสมัครใจ’ แม้จะไม่ได้มีกฎหมายกำหนดไว้ แต่ผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างเราก็สามารถใช้ประกันภัยภาคสมัครใจนี้เพิ่มความอุ่นใจมากขึ้นได้ ซึ่งประกันภัยภาคสมัครใจนี้มีหลากหลายประเภท และหลากหลายความคุ้มครอง เราได้รวบรวมข้อมูลประกันภัยภาคสมัครใจนี้มาให้ลองพิจารณากัน

ประกันภัยภาคสมัครใจ

คนที่เจ้าของรถยนต์ทั่วไปหรือรถยนต์ไฟฟ้า EV จะเลือกซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้เช่นกัน เนื่องจากกฏหมายไม่ได้บังคับ โดยปัจจุบันการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจที่เป็นมาตรฐานแบ่งความคุ้มครองได้เป็น 5 ประเภท ได้แก่

ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 (Comprehensive)

ให้ความคุ้มครองความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก รวมถึงผู้โดยสารในรถยนต์คันเอาประกันภัย, คุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก, คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์, คุ้มครองการสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์

ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 (Third Party Liability, Fire and Theft)

ให้ความคุ้มครองความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก รวมถึงผู้โดยสารในรถยนต์คันเอาประกันภัย, คุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก, คุ้มครองการสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์

ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3 (Third Party Liability)

ให้ความคุ้มครองความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก รวมถึงผู้โดยสารในรถยนต์คันเอาประกันภัย, คุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก

ประกันภัยรถยนต์ประเภท 4 (Third Party Property Damage Only)

ให้ความคุ้มครองต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น โดยคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก 100,000 บาทต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง

ประกันภัยรถยนต์ประเภท 5

มี 2 แบบ คือ

1. แบบประกัน 2 พลัส (2+)

โดยจะให้ความคุ้มครองรับผิดชอบต่อความเสียหายเช่นเดียวกับประกันภัยประเภท 2 แต่เพิ่มความรับผิดต่อความเสียหายต่อตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย กรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบกและต้องมีคู่กรณี

2. แบบประกัน 3 พลัส (3+)

ให้ความคุ้มครองรับผิดชอบต่อความเสียหายเช่นเดียวกับประกันภัยประเภท 3 แต่เพิ่มความรับผิดต่อความเสียหายต่อตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย กรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบกและต้องมีคู่กรณี

การทำ ‘ประกันภัย’ จะช่วยให้เรามั่นใจเมื่ออยู่บนท้องถนนมากขึ้น ดังนั้น เราห้ามละเลยการทำประกันภัยเด็ดขาด!! โดยเฉพาะการประกันภัยภาคบังคับ โดยประกันภัยที่เราเลือกต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน คปภ. 

หากมีข้อสอบถามเพิ่มเติมหรือต้องการติดต่อหน่วยงานที่ดูแลด้านประกันภัย ติดต่อ สำนักงาน คปภ. 

>> เว็บไซต์ : www.oic.or.th

>> LINE @OICConnect

>> สายด่วนประกันภัย 1186

บทความนี้เป็น Advertorial

ใกล้สิ้นปีแล้ว ซื้อประกันแบบไหน ถึงได้ลดหย่อนภาษีบ้าง?

ใกล้ถึงเวลาสิ้นปีกันอีกครั้ง หลาย ๆ คนคงเริ่มคิดถึงเรื่องภาษีกันบ้างแล้ว วันนี้พี่ปกป้องจะมาเล่าเรื่อง การลดหย่อนภาษีด้วยประกันภัยอย่างง่าย ๆ ให้ฟังว่าทำไมการทำประกันภัยถึงลดหย่อนภาษีได้ และสรุปให้ฟังว่าการทำประกันภัยแบบไหนที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้บ้าง

แต่ก่อนอื่นเลย เราต้องรู้กันก่อนว่าการลดหย่อนภาษีนั้นคืออะไร?

การลดหย่อนภาษีคืออะไร?

การลดหย่อนภาษี หรือชื่อเต็มการลดหย่อนภาษีเงินได้คือ รายการของสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่กฎหมายอนุญาตให้เราสามารถนำมาหักลบกับรายได้ต่อปีของเรา เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้เราสามารถจ่ายภาษีน้อยลง โดยการลดหย่อนภาษีนั้นมีหลากหลายรายการ ทั้งกลุ่มการลดหย่อนส่วนบุคคลและครอบครัว เช่นการมีบุตร หรือกลุ่มการบริจาค โดยกลุ่มการลดหย่อนภาษีด้วยการทำประกันภัย ถือเป็นหนึ่งในรายการลดหย่อนภาษีที่สำคัญ ซึ่งพี่ปกป้องจะมาแนะนำกันในวันนี้

ทำไมการทำประกันภัยถึงลดหย่อนภาษีได้ และ ทำไมรัฐถึงอยากให้เราทำประกันภัย?

โดยเหตุผลที่ทำให้การทำประกันภัยนั้นเอามาลดหย่อนภาษีได้ ก็เพราะรัฐบาลนั้นอยากจูงใจให้ประชาชนหันมาทำประกันภัยกันให้มากขึ้นนั้นเอง เพราะการทำประกันภัยนั้นมีข้อดีหลายประการทั้งต่อตัวผู้ทำประกันภัย และสังคมในภาพรวม โดยมีเหตุผลสำคัญ 2 ข้อคือ

  • 1. การทำประกันนั้นช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความั่นคงให้กับประชาชนในประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของสังคมและลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐที่อาจจะเกิดขึ้น ดังนั้นรัฐบาลจึงสนับสนุนและจูงใจให้คนที่พอมีกำลังจ่าย ทำประกันภัยเพื่อลดความเสี่ยงในชีวิตของตนเองและครอบครัว ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อสังคมในภาพรวม
  • 2. นอกจากนี้ธุรกิจประกันภัยยังมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจ เพราะมีส่วนช่วยให้มีการระดมทุนเพื่อนำมาใช้ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยบริษัทประกันภัยจะนำเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยไปลงทุนในแหล่งเงินอื่น ๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนกลับคืนมา วิธีดังกล่าวช่วยให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศมีเสถียรภาพ

แล้วประกันภัย ชนิดไหนที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้บ้าง?

1. ประกันชีวิต

สำหรับประกันชีวิตทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ แบบตลอดชีพ แบบชั่วระยะเวลา ก็สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยประกันชีวิตที่เราจะนำมาลดหย่อนภาษีได้ต้องเป็นประกันชีวิตของบริษัทในประเทศไทยที่มีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป ในส่วนของประกันชีวิตควบการลงทุนยูนิตลิงค์ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้เฉพาะค่าใช้จ่าย และค่าธรรมเนียมของกรมธรรม์ เท่านั้น ทั้งนี้ สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท เช่นกัน

2. ประกันสุขภาพ

สำหรับประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงทุกรูปแบบสามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท

3. ประกันบำนาญ

สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 15% ของรายได้ และ ไม่เกิน 200,000 บาท และ เมื่อนำไปรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและ RMF แล้วจะต้องไม่เกิน 500,000 บาท

4. ประกันสุขภาพสำหรับบิดามารดา

สำหรับการซื้อประกันสุขภาพให้บิดามารดารัฐบาลให้สิทธิในการลดหย่อนภาษีได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท (โดยบิดามารดาต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี)

เพื่อน ๆ คงได้รู้กันแล้วว่าประกันภัยมีประเภทไหนบ้างที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ สำหรับใครที่มีความสนใจหรือกำลังอยากเลือกซื้อประกันภัย พี่ปกป้องขอแนะนำให้ไปงาน Thailand InsurTech Fair 2022 มหกรรมการประกันภัยสุดยิ่งใหญ่แห่งปีที่รวบรวมหลากหลายผลิตภัณฑ์ประกันภัยจากหลายบริษัทชั้นนำไว้ในที่เดียว เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้หากรมธรรม์โดนใจที่ลดราคากว่า 30% พร้อมทั้งเวทีสัมมนาให้ความรู้ด้านประกันภัยจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากรอบโลก ที่มีให้รับชมได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ งานนี้มีทั้ง แบบ Online และ On Site ตั้งแต่วันที่ 7 – 9 ตุลาคมนี้ ใครสะดวกแบบไหนสามารถเลือกได้เลย ผู้ที่สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.tif2022.com/

สำหรับข้อมูลประกันภัยด้านอื่น ๆ สามารถสอบเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน คปภ. 

>> FB : www.facebook.com/PROIC2012

>> เว็บไซต์ : www.oic.or.th

>> Line @OICConnect

>> สายด่วนประกันภัย 1186

บทความนี้เป็น Advertorial

รู้ยัง? LMTs เครื่องมือบริหารความเสี่ยงสภาพคล่องกองทุนรวม

ปัจจุบัน การลงทุนผ่านกองทุนรวมคือหนึ่งในทางเลือกหลักที่คนนึกถึงไม่แพ้การลงทุนผ่านช่องทางอื่น ด้วยข้อได้เปรียบคือกองทุนรวมนั้นมีมืออาชีพที่คอยบริหารจัดการให้ ด้วยค่าธรรมเนียมเล็กน้อยในการบริหาร ทำให้ตลาดของกองทุนรวมเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลล่าสุดของ บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) ได้เปิดเผยว่า ตัวเลขเม็ดเงินในอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย (เฉพาะกองทุนเปิด) ในไตรมาส 1 ปี 2565 เป็นตัวเลขที่สูงถึง 4.1 ล้านล้านบาท นั่นสะท้อนให้เห็นว่า คนไทยให้ความสนใจกับการลงทุนไม่น้อยเลย

การที่มีคนสนใจลงทุนมากขึ้นย่อมเป็นสัญญาณที่ดี แต่ในขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลย่อมต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นจากขนาดตลาดที่ใหญ่ขึ้นด้วย หนึ่งในนั้นคือความเสี่ยงเกี่ยวกับเรื่องของสภาพคล่อง หากอยู่ดี ๆ วันหนึ่งมีสถานการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นในตลาดการลงทุน จนส่งผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุนขายกองทุนมากกว่าปกติ หากไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่ดี ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาสภาพคล่องได้

ด้วยเหตุนี้เอง บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุนจึงได้มีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงสภาพคล่องกองทุนรวมขึ้นมา ในชื่อ Liquidity Management Tools (LMTs) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนในกองทุนรวม และลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

LMTs คืออะไร?

LMTs หรือ Liquidity Management Tools เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงสภาพคล่องของกองทุนรวมที่จะถูกนำมาใช้ในวันที่กองทุนใดกองทุนหนึ่งเกิดปริมาณการซื้อขายสูงเกินกว่าปกติไปมาก หรือวันที่ตลาดโดยรวมมีความผันผวนรุนแรง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาด้านสภาพคล่องตามมา

ตัวอย่างเช่น ในช่วงวิกฤต COVID-19 ที่ตลาดหุ้นร่วงหนักในช่วงแรก ๆ ราคาหุ้นที่ลดลงย่อมส่งผลให้กองทุนรวมที่ถือหุ้นอยู่ มีมูลค่าหน่วยลงทุนลดลงตามไปด้วย เมื่อราคาหน่วยลงทุนลดลงมากเข้า ประกอบกับความไม่แน่นอนในสถานการณ์โรคระบาด จึงไม่แปลกถ้าผู้ถือหน่วยลงทุนจะมีความกังวลและตัดสินใจขายกองทุนออกมาเพื่อเก็บเงินสดไว้ก่อน แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว การที่ผู้ถือหน่วยลงทุนส่งคำสั่งขายในปริมาณมาก จะยิ่งเป็นการเร่งให้กองทุนจำเป็นต้องขายหลักทรัพย์ที่ถืออยู่ไว้ด้วย อาจเป็นการกดดันให้ตลาดหุ้นร่วงเพิ่มเติมได้อีก และเมื่อราคาหุ้นลดต่ำลง ราคาหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่ถือหุ้นอยู่ ก็จะมีราคาหน่วยลงทุนลดลงต่อไปอีก กลายเป็นวัฏจักรเช่นนี้ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ

ในช่วงเวลาปกติ กองทุนรวมทุกแห่งจะมีสภาพคล่องบางส่วนเตรียมไว้เพื่อรองรับการขายหน่วยลงทุนอยู่แล้ว แต่ในสถานการณ์ที่เกิดได้ยากมาก ๆ อย่างเช่นช่วงวิกฤตโรคระบาด จำเป็นต้องมีเครื่องมือเสริมเพื่อรับมือกับเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะ LMTs จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเบาะรองรับและป้องกันความเสี่ยงให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนอีกชั้นหนึ่ง นอกเหนือไปจากนี้ยังมีกระบวนการอื่น ๆ อาทิ กระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ การวางนโยบายในการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง การวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงของตลาดการลงทุน เพื่อพิจารณาระดับของสภาพคล่องกองทุนรวมที่เหมาะสม ผู้ถือหน่วยลงทุนจึงมั่นใจได้ว่าความเสี่ยงในเรื่องดังกล่าวมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยดูแลอย่างใกล้ชิดและมีเครื่องไม้เครื่องมือที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพ

LMTs ทำงานอย่างไร

LMTs เป็นเครื่องมือที่ใช้บริหารจัดการกับความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกองทุนรวมโดยเฉพาะ การใช้งานของแต่ละเครื่องมือขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์ที่ผิดปกติ โดย LMTs สามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่คือ กลุ่มส่งผ่านต้นทุนให้กับผู้ทำธุรกรรมในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และกลุ่มลดหรือชะลอแรงซื้อขาย

กลุ่มส่งผ่านต้นทุน (Pass on Transaction Costs)

คือเครื่องมือที่ผู้ทำธุรกรรมเกินปริมาณหรือระยะเวลาที่กำหนดในช่วงเวลาดังกล่าวจะต้องเป็นคนรับภาระค่าใช้จ่าย โดยเครื่องมือในกลุ่มนี้จะประกอบด้วย 3 เครื่องมือย่อย

1) การคิดค่าธรรมเนียมผู้ถือหน่วยลงทุนที่ขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออก เกินปริมาณ และ/หรือ ระยะเวลา (Liquidity Fee) เป็นเครื่องมือที่ให้ บลจ. สามารถเก็บค่าธรรมเนียมกับผู้ถือหน่วยลงทุนที่ขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออกเกินกว่าที่กำหนด หรือก่อนระยะเวลาที่กำหนดได้ เช่น ปกติอาจเก็บค่าธรรมเนียมการขายคืนที่ 1% แต่หากมีการขายคืนเป็นปริมาณที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ซึ่งจะไม่เกินอัตราสูงสุดที่กำหนดไว้ เพราะหากมีการขายในปริมาณมากพร้อมกัน กองทุนรวมเองก็จำเป็นต้องเร่งขายหลักทรัพย์ที่ถืออยู่จำนวนมาก จนอาจขายได้ราคาต่ำกว่าที่ควร การเก็บค่าธรรมเนียมตรงนี้จึงช่วยสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนรายอื่นที่ไม่ได้ขายหน่วยลงทุนในช่วงเวลาดังกล่าว

2) การปรับ NAV ต่อหน่วยลงทุนให้สะท้อนต้นทุนการปรับพอร์ตของกองทุนรวม (Swing Pricing) เป็นเครื่องมือที่ให้ บลจ. สามารถปรับราคาหน่วยลงทุนให้เพิ่มหรือหักออกด้วย Swing Factor ได้ ในกรณีที่สินทรัพย์ที่ต้องเร่งขายนั้นมีสภาพคล่องต่ำมาก หรืออาจต้องขายสินทรัพย์ก่อนที่จะถึงระยะเวลาครบกำหนดที่ขายได้

3) การเก็บค่าธรรมเนียมจากฝั่งผู้ซื้อหรือฝั่งผู้ขายเพื่อให้สะท้อนต้นทุนในการปรับพอร์ตของกองทุนรวม (Anti-Dilution Levies หรือADLs) บลจ. สามารถคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเพื่อให้สะท้อนต้นทุนการปรับพอร์ตในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนผิดปกติหรือสภาพคล่องผิดปกติได้

กลุ่มลดหรือชะลอแรงซื้อขาย (Restrict access to investor capital)

คือเครื่องมือในกลุ่มที่จำกัดปริมาณการซื้อขายของผู้ถือหน่วยลงทุน ด้วยการกำหนดระยะเวลา หรือปริมาณการขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออกล่วงหน้า แยกสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำออกจากสินทรัพย์อื่นของกองทุนรวม จนถึงเครื่องมือเพื่อระงับการซื้อขายกองทุนชั่วคราว เครื่องมือในกลุ่มนี้จะถูกใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างสูงและใช้ตามลำดับของความเข้มงวดของสถานการณ์ เนื่องจากส่งผลต่ออิสระในการซื้อขายหน่วยลงทุนของผู้ถือกองทุนโดยตรง เครื่องมือในกลุ่มนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 เครื่องมือย่อย

4) การกำหนดจำนวนวัน ให้ผู้ถือหน่วยลงทุนส่งคำสั่งเพื่อทำรายการล่วงหน้า (Notice Period) เป็นการกำหนดระยะเวลาให้ผู้ถือหน่วยลงทุนที่ต้องการขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออกเกินปริมาณที่กำหนด ต้องส่งคำสั่งล่วงหน้าให้กับ บลจ.

5) การจำกัดปริมาณการขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออก (Redemption Gate) เป็นการจำกัดปริมาณสูงสุดที่ผู้ถือหน่วยลงทุนจะสามารถขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออกได้ในช่วงเวลาที่กำหนด และกองทุนจะใช้เครื่องมือนี้ได้ไม่เกินระยะเวลาที่กำหนดไว้

6) การแยกทรัพย์สินของกองทุนรวมที่ติดปัญหาด้านสภาพคล่องออกจากทรัพย์สินโดยรวมของกองทุนรวม (Side Pocket) เป็นเครื่องมือที่ใช้แยกสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำ หรือติดปัญหาด้านสภาพคล่อง ออกจากทรัพย์สินรวมของกองทุน เพื่อให้มูลค่าหน่วยลงทุนสะท้อนมูลค่าสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องเท่านั้น โดยเมื่อทรัพย์สินนี้ได้รับการชำระหนี้จากผู้ออกตราสารหรือสามารถขายคืนได้ กองทุนรวมก็จะทำการชำระเงินคืนให้ผู้ถือหน่วยลงทุน

7) การระงับการซื้อขายหน่วยลงทุนชั่วคราว (Suspension of Dealings) เป็นเครื่องมือสุดท้ายที่จะใช้เฉพาะในช่วงที่เหตุการณ์ผิดปกติรุนแรงจนกระทบต่อผลประโยชน์โดยรวมของผู้ถือหน่วยลงทุน ซึ่งการใช้เครื่องมือนี้จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขการควบคุมและข้อบังคับตามประกาศของสำนักงาน ก.ล.ต.

ประโยชน์ที่ผู้ลงทุนจะได้จากเครื่องมือ LMTs

เครื่องมือทั้งหมดที่กล่าวมาจะถูกใช้ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่อย่างที่กล่าวไปว่า ตามปกติแล้วกองทุนรวมเองจะมีการเตรียมสภาพคล่องไว้บางส่วนเพื่อรองรับเหตุการณ์ผิดปกติอยู่แล้ว เครื่องมือ LMTs จึงเป็นเหมือนเครื่องมือเสริมที่จะใช้งานก็ต่อเมื่อสถานการณ์รุนแรงผิดปกติหรือมูลค่าธุรกรรมสูงเกินปกติเท่านั้น

สำหรับคนที่จะทำธุรกรรมกองทุนรวมด้วยปริมาณหรือระยะเวลาแบบปกติทั่ว ๆ ไป ในช่วงที่มีการใช้เครื่องมือ LMTs อยู่นั้น ส่วนใหญ่ก็ยังสามารถทำธุรกรรมได้ตามปกติ (ยกเว้นการใช้เครื่องมือข้อ 7 ซึ่งมีโอกาสใช้น้อยมาก) เพียงแต่อาจใช้ระยะเวลาในการซื้อขายหรือสับเปลี่ยนเพิ่มขึ้น หรือมีต้นทุนค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นบ้าง ในทางกลับกัน หากไม่มีเครื่องมือ LMTs เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่ตลาดหรือสภาพคล่องผิดปกติ ผลกระทบจากแรงซื้อขายที่มากเกินไป อาจทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนเจอกับผลขาดทุนมากกว่าที่ควรจะเป็น

เครื่องมือทั้งหมดนี้ ก็เพื่อผลประโยชน์ในระยะยาวของผู้ถือหน่วยลงทุนทุกคนที่เข้ามาลงทุนกับกองทุนรวมเพื่อให้ลงทุนในกองทุนรวมอย่างสบายใจมากขึ้น

ศึกษาข้อมูล LMTs เพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3RnBQhp

บทความนี้เป็น Advertorial

ลดหย่อนภาษีในแต่ละปี ต้องมองที่ความยั่งยืนระยะยาว

สิ่งหนึ่งที่ผมได้ยินเสมอตอนช่วงปลายปี คือ “เข้าสู่ช่วงลดหย่อนภาษีประจำปีอีกแล้ว คงต้องวางแผนลดหย่อนภาษี” ซึ่งแน่นอนว่าตัวเลือกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น คือ กองทุนที่ตอบโจทย์เป้าหมายการเงินของเรา อย่างกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และ กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ที่แต่ละคนเลือกใช้เพื่อวางแผนลดภาษีไปพร้อมกับเป้าหมายการเงินที่มี

แต่นอกเหนือจากการลดหย่อนภาษี สิ่งที่จะช่วยให้เราเลือกตอบโจทย์ได้ชัดเจนกว่าเก่า นั่นคือ เราต้องรู้ว่า เรามีเป้าหมายอย่างไร และควรเลือกกองทุนแบบไหนเพื่อให้สอดคล้องกับการประหยัดภาษีที่ได้รับ

ยกตัวอย่างเช่น การเลือกใช้กองทุน RMF เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายในวัยเกษียณ (อายุ 55 ปีขึ้นไป) หรือมองว่าสิ่งที่เราจะได้ประโยชน์จาก RMF อาจจะไม่ใช่จบแค่เป้าหมายเกษียณ แต่เป็นการเตรียมเงินไว้ในอนาคตอีกหลายสิบปีข้างหน้า เพื่อตอบโจทย์การใช้จ่ายด้านอื่น อย่างการวางแผนเก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ให้ลูกหลาน  หรือ ทำตามความฝันอื่น ๆ ในยามที่เราไม่ได้ทำงาน ก็ไม่ผิดอะไร หากระยะเวลาที่เลือกใช้ เป้าหมาย และความเสี่ยงนั้นตอบโจทย์ที่เราต้องการ

เช่นเดียวกับ กองทุน SSF ที่ใช้ตอบคำถามถึงเป้าหมายการเงินในอีก 10 ปีข้างหน้า ว่าเรามีเป้าหมายอะไรที่อยากคว้ามาให้ได้บ้าง ถ้าเป็นวัยทำงาน อาจจะเป็นการดาวน์บ้านในฝัน เก็บเงินไปปั้นธุรกิจ หรือ เตรียมวางแผนชีวิตในวัยกลางคน หรือ ใช้สำหรับเป้าหมายตามใจ ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่เราต้องคิดและเข้าใจเงื่อนไขกับสิ่งที่เราเลือกลงทุน

แต่มาถึงตรงนี้ คำถามที่มีคือ ในช่วงการลงทุนผันผวนแบบนี้ เราเลือกกองทุนแบบไหนดี เพื่อให้เป้าหมายการเงินที่มีนั้นไม่ผิดพลาด ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก เพราะสิ่งที่เราต้องตอบให้ได้ คือ

1. เราเข้าใจสินทรัพย์ที่เลือกลงทุนแค่ไหน มองอนาคตไว้อย่างไรบ้าง? เนื่องจากกองทุนในทุกวันนี้มีให้เลือกมากมาย ทั้งหลากหลายสินทรัพย์ที่ลงทุน ต่างประเทศ เทคโนโลยี สุขภาพ มีมากมายแตกต่างกัน ดังนั้นการทำความเข้าใจในพื้นฐานของสินทรัพย์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่เราต้องเข้าใจ

2. เรามองเห็นโอกาสแบบไหน และรับความเสี่ยงได้เท่าไร เมื่อเข้าใจแล้ว สิ่งที่ต้องคิดให้ชัดต่อคือ แล้วโอกาสที่เราเห็นจากสินทรัพย์นั้นมันเป็นอย่างไร ซึ่งต้องมองกันไปที่ข้างหน้า ไม่ใช่แค่กำไรดี หรือ ขาดทุนหนักในตอนนี้ เพราะยิ่งสินทรัพย์ที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูง ก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น

3. อย่าลืมว่า ลงทุนเพื่อเป้าหมายระยะยาว ไม่ใช่แค่วันนี้ หรือ ไม่กี่ปี อย่างน้อยที่สุดก็ 10 ปี (สำหรับ SSF) หรือไปจนถึงอายุ 55 ปี (สำหรับ RMF) ดังนั้นไม่ใช่ลงทุนแล้วปล่อยทิ้ง ต้องคอยดูกันต่อ บริหารกันต่อไป ความน่าเชื่อถือของกองทุนและสินทรัพย์ที่เลือกลงทุนถือว่าสำคัญมากไม่แพ้กันอย่างที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันกองทุนส่วนใหญ่จะมีรูปแบบ Theme การลงทุนชัดเจนอยู่แล้ว เหลือแค่เราต้องเลือกและทำความเข้าใจว่า เราอยากได้กองทุนแบบไหนนั่นแหละ

แต่สำหรับใครที่ยังคิดไม่ออก ลองพิจารณาดู Theme การลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจในอนาคตจากทาง KTAM กันบ้าง ซึ่งมีทั้งหมด 4 กองทุน ดังนี้

Theme การลงทุนชื่อกองทุนสินทรัพย์ที่ลงทุนเหมาะสำหรับระดับความเสี่ยงของกองทุน
สุขภาพKT-HEALTHC RMFเน้นลงทุนใน Janus Henderson Global Life Sciences Fund (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีอย่างน้อย 80% ซึ่งกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีความเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์กับการดำเนินชีวิต ซึ่งเกี่ยวกับการรักษาหรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีการแพทย์ และคาดหวังการเติบโตจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ในระยะยาว7
ประเทศจีนKT-Ashares RMFเน้นลงทุนใน Allianz Global Investor Fund – Allianz China A-Shares (กองทุนหลัก) โดยกองทุนหลักจะลงทุนอย่างน้อย 70% ในตลาดหุ้น A-Shares ของจีนและตลาดอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีนผู้ที่สนใจลงทุนในหุ้นของประเทศจีน โดยคาดหวังจากการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในระยะยาว ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงปรับฐาน ถือเป็นโอกาสในการสะสมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุน6
เอเชียและตลาดเกิดใหม่KT-ASIAG-SSFเน้นลงทุนใน JPMorgan Funds – Asia Growth Fund (กองทุนหลัก) โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนอย่างน้อย 67% ในหุ้นของบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ในภูมิลำเนาหรือดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักในภูมิภาคเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น) รวมถึงตลาดเกิดใหม่ผู้ที่สนใจตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมญี่ปุ่น) โดยคาดหวังการเติบโตในภูมิภาคเอเชียที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 6
เวียดนามKT-VIETNAM-SSFเน้นลงทุนโดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีอย่างน้อย 80%ในหุ้นที่จดทะเบียน และ/หรือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหรือมีรายได้หลัก และ/หรือที่ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามผู้ที่สนใจตลาดเวียดนามที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต ซึ่งมีปัจจัยบวก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายภาครัฐที่ผ่อนคลาย การเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ และระดับราคาหุ้นที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา6

แน่นอนว่าในช่วงที่ผ่านมา สภาพเศรษฐกิจ โรคระบาด หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ก่อให้เกิดความผันผวน แต่ถ้าหากเรามองเป้าหมายระยะยาว และวางแผนสะสมกองทุนได้ตลอดทั้งปี ด้วยวิธี DCA (Dollar Cost Averaging : การลงทุนแบบทยอยลงทุนเป็นงวดๆ ด้วยจำนวนเงินเท่าๆ กัน) และติดตามผลตอบแทนจากการลงทุนไป ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่สะดวก เพื่อเป้าหมายระยะยาวที่เราต้องการ สำหรับคนที่มีชีวิตหลายด้านต้องรับผิดชอบแบบเรา ๆ

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญ คือ เป้าหมายการเงินที่เรามี และ การเลือกสินทรัพย์ที่ลงทุนร่วมกับการจัดพอร์ตให้เหมาะสมกับที่เราต้องการ และผลของความผันผวนของผลตอบแทนนี่แหละ จะเป็นสิ่งที่บอกว่า เราเข้าใจสินทรัพย์ลงทุนมากแค่ไหน อย่าลืมเช็คความต้องการ ความเสี่ยง และเป้าหมายของตัวเองให้ดี ในทุกๆ ปีที่เราวางแผนลดหย่อนภาษีผ่านกองทุนเหล่านี้ เพื่อให้ตอบโจทย์ที่เหมาะสมกับชีวิตเรา

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ทุกวันทำการได้ที่ บลจ.กรุงไทย โทร. 0-2686-6100 กด 9 หรือธนาคารกรุงไทยและผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี) หรือศึกษารายละเอียดได้ที่ www.ktam.co.th สนใจเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชั่น KTAM Smart Trade ได้ที่ คลิก

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุนที่สำคัญ : ความเสี่ยงทางตลาด ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของผู้ออกตราสาร ความเสี่ยงจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร ความเสี่ยงของประเทศที่ลงทุน และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ในกรณีที่กองทุนไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/ หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

บทความนี้เป็น Advertorial

ยุคนี้ต้องประหยัด! บัตรเครดิตโลตัส เติมน้ำมัน Esso (เอสโซ่) ได้เครดิตเงินคืนสูงสุด 3%*

เราอยู่ในยุคที่ต้องสู้ชีวิต แต่ชีวิตดันสู้กลับ! ทั้งปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพต่าง ๆ แพงขึ้น ไม่ว่าจะค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ โดยเฉพาะคนที่มีรถยนต์ ยิ่งต้องปวดหัวกับราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นลงรายวัน แต่ต่อไปนี้เราจะประหยัดได้มากขึ้น เพียงแค่มีตัวช่วยดี ๆ อย่าง บัตรเครดิตเติมน้ำมัน

เมื่อพูดถึง บัตรเครดิตเติมน้ำมัน ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ซึ่งต้องการความสะดวกสบาย หลายคนต้องนึกถึงบัตรเครดิตโลตัส (Lotus’s Money Plus) แน่นอน เพราะไม่ใช่แค่สิทธิประโยชน์เมื่อช้อปปิ้งที่โลตัสเท่านั้น แต่ยังมีโปรโมชั่นคุ้มจุก ๆ สำหรับคนที่เติมน้ำมัน Esso อีกด้วย

ซึ่งทางบัตรเครดิตโลตัส เค้าเป็นพาร์ตเนอร์กับปั๊มน้ำมัน Esso ที่มีสาขามากกว่า 779 แห่งทั่วประเทศไทย (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2565) ดังนั้นไม่ว่าเราจะเดินทางไปที่ไหน เพียงแค่พกบัตรเครดิตโลตัส ก็มั่นใจว่าเติมน้ำมัน Esso คุ้มและเซฟเงินในกระเป๋าแน่นอน!

สิทธิประโยชน์เมื่อใช้ บัตรเครดิตโลตัส เติมน้ำมัน Esso ทั้งลูกค้าใหม่ และลูกค้าปัจจุบัน

  • ปัจจุบัน ลูกค้าบัตรเครดิตโลตัสทุกท่าน สามารถรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 3%* เมื่อเติมน้ำมันที่ปั๊ม Esso ได้ตลอดทั้งปี โดยที่ไม่ต้องลงทะเบียน
  • รับเครดิตเงินคืนจากยอดเติมน้ำมัน 1-1,000 บาท/เซลล์สลิป และได้สูงสุดถึง 6 ครั้ง ต่อรอบบัญชีบัตรหลัก
  • และสุดพิเศษ สำหรับลูกค้าสมัครบัตรฯ ใหม่ รับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 15%* ทั้งบัตรเครดิตแพลทินัม บียอนด์ และบัตรเครดิตแพลทินัม รีวอร์ด เมื่อใช้ บัตรเครดิตเติมน้ำมัน ที่ปั๊ม Esso ภายใน 45 วันนับจากวันที่บัตรได้รับการอนุมัติ ไม่มีกำหนดยอดใช้จ่ายขั้นต่ำ (จำกัดการรับเครดิตเงินคืนพิเศษเพิ่มเติมจากยอดใช้จ่ายตามเงื่อนไขไม่เกิน 1,000 บาท/เซลล์สลิป และไม่เกิน 6 ครั้งต่อ 45 วันนับจากวันที่บัตรอนุมัติ)
  • ไม่ต้องแลกคะแนนสะสม

จะเห็นได้ว่า บัตรเครดิตโลตัส ค่อนข้างตอบโจทย์สำหรับคนที่ใช้รถ ทั้งไปทำงาน หรือไปเที่ยวพักผ่อน เพราะเมื่อ เติมน้ำมันที่ Esso ก็จะได้รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 3%* ยาว ๆ ตลอดปี โดยไม่มีเงื่อนไขซับซ้อน รับคืนตั้งแต่บาทแรก ไม่ต้องหา Code สำหรับลงทะเบียน และที่สำคัญคือไม่ต้องใช้คะแนนสะสมมาเพื่อแลกเป็นเครดิตเงินคืน ดังนั้นการมีบัตรเครดิตโลตัส จึงคุ้มค่า 2 ต่อ ตอบโจทย์ทั้งด้านการเดินทาง และด้านไลฟ์สไตล์

และโปรฯ สุดพิเศษสำหรับลูกค้าสมัครบัตรเครดิตใหม่ รับเครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 15%* ภายใน 45 วันนับจากวันที่บัตรอนุมัติ 

ขณะที่บัตรเครดิตหลาย ๆ ที่ มักจะมีเงื่อนไขหลายอย่าง เช่น กำหนดยอดรูดขั้นต่ำ ต้องลงทะเบียนก่อนทำการรูด เป็นโปรโมชั่นระยะสั้น ๆ หรือมอบ % Cashback ที่สูง แต่ก็ต้องใช้คะแนนสะสมของเรามาแลกเปลี่ยน ซึ่งหลายท่านอาจจะมีคะแนนคงเหลือไม่พอ หรือมีแพลนที่จะนำไปแลกเป็นของรางวัลอย่างอื่น ๆ 

สรุปคือ ถ้าอยากประหยัดค่าใช้จ่ายสู้พิษเงินเฟ้อ แค่พกบัตรเครดิตโลตัสติดกระเป๋าไว้ซักใบ รับรองว่าคุณจะเติมน้ำมันที่ปั๊มEsso ได้อย่างคุ้มค่า และชีวิตคุณจะง่าย และสะดวกสบายขึ้นแน่นอน #เติมน้ำมันEsso ต้องเติมด้วยบัตรโลตัส

สนใจสมัครบัตรเครดิตโลตัส คลิกเลย! https://bit.ly/3r87TGB หรือโทร. 02 627 8888
รวมถึงช่องทางออนไลน์
Facebook Fanpage : @Lotussmoney
Instagram : @Lotussmoney
Youtube : Lotussmoney

บทความนี้เป็น Advertorial

‘XT ห้วยขวาง’ อีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างรายได้จากการลงทุนอสังหาริมทรัพย์

เราทำงานเพื่อสร้างรายได้ ส่วนหนึ่งนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน อีกส่วนหนึ่งนำไปลงทุนต่อยอด ทำให้เงินเติบโตสร้างรายได้กลับมาให้เราอย่างต่อเนื่องหรือที่หลายคนเรียกว่า “ให้เงินทำงาน” บทความนี้มีแนวทางสร้างรายได้สม่ำเสมอจากการลงทุนอสังหาริมทรัพย์มาฝากกัน น่าสนใจอย่างไรลองมาดูกันครับ

การลงทุนอสังหาฯ ควรเลือกอย่างไรและได้ผลตอบแทนอย่างไร

‘อสังหาริมทรัพย์’ เป็นการลงทุนระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่มีเงินเย็น เพราะต้องเก็บทรัพย์สินไว้หลายปีเพื่อรอราคาเพิ่มขึ้นขายต่อแล้วมีกำไร ในระหว่างรอก็มีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอจากการปล่อยเช่า

3 เรื่องที่ควรดูเพื่อเลือกคอนโดปล่อยเช่าและหาผู้เช่าง่าย

  1. ทำเล : ทำเลดี อาจจะใกล้แหล่งงาน แหล่งของกิน อยู่ใกล้ห้างสรรพสินค้า การเดินทางสะดวก เช่น ใกล้ MRT BTS จุดขึ้นลงทางด่วน มีรถสาธารณะ ฯลฯ
  2. พื้นที่ส่วนกลาง : สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ เพื่อให้ผู้เช่ารู้สึกว่าการอยู่คอนโดมีกิจกรรมให้ทำตลอดเวลา หากจำเป็นต้อง Work from Home ทำงานที่ห้อง เราสามารถออกมาพักผ่อนหรือออกมาหาแรงบันดาลใจในพื้นที่ส่วนกลางของคอนโดได้
  3. ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ : ชื่อเสียงของผู้พัฒนาอสังหาฯ สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้หาผู้เช่าง่ายและถ้าต้องการขายคอนโดมีโอกาสหาคนซื้อต่อง่าย

วิธีการคำนวณผลตอบแทนการปล่อยเช่า (เหมาะสำหรับนักลงทุนที่กู้เงินซื้อคอนโด)

ตัวอย่าง ซื้อคอนโดราคา 3,900,000 บาท 

>> ค่าจอง 100,000 บาท 

>> เงินดาวน์ 200,000 บาท 

>> ค่าตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ 100,000 บาท

>> ผ่อนเดือนละ 18,000 บาท (หรือปีละ 216,000 บาท 

>> ปล่อยเช่าเดือนละ 20,000 บาท (หรือปีละ 240,000 บาท)

>> ค่าส่วนกลางปีละ 18,000 บาท

คำตอบ คือ ได้รับผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า 1.50% ต่อปี

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแนวทางในการคิดผลตอบแทนเบื้องต้น เพราะในสถานการณ์จริงอาจจะมีผู้เช่าอยู่ไม่ครบทั้งปีก็ได้ ทำให้ผู้ปล่อยเช่าจะต้องกันเงินสำรองไว้บางส่วนประมาณ 3 – 6 เดือน ในระหว่างห้องว่าง เพื่อจ่ายค่าผ่อนคอนโด
ค่าส่วนกลาง ฯลฯ

ขายคอนโดได้ราคาประมาณเท่าไหร่

นักลงทุนแต่ละคนมีกลยุทธ์แตกต่างกัน บางคนต้องการซื้อคอนโดเก็บไว้ปล่อยเช่านาน ๆ และเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน ในขณะที่บางคนต้องการซื้อไว้ชั่วคราวและขายต่อเพื่อนำเงินไปทำเป้าหมายอื่นต่อไป สำหรับนักลงทุนที่ต้องการขาย จะตั้งราคาประมาณเท่าไหร่ สามารถดูแบบคร่าว ๆ ได้จากการคำนวณเครื่องคิดเลขทางการเงินตัวอย่าง ซื้อคอนโดมาราคา 3,9000,000 บาท ย่านนี้ราคาอสังหาฯ เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 4% อีก 5 ปีต่อมา ถ้ามีคนมาขอซื้อต่อ เราควรตั้งราคาขายมากกว่า 4,745,000 บาท

คอนโดจัดเต็มพื้นที่ส่วนกลางผสมกับทำเลดี มีชัยไปกว่าครึ่งด้วย ‘XT ห้วยขวาง’

นักลงทุนที่กำลังมองหาคอนโดเพื่อปล่อยเช่า เน้นกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่วัยทำงานที่ต้องการชีวิตแบบ Work Life Balance ได้ในที่แห่งเดียวต้อง ‘XT ห้วยขวาง’ ตอบโจทย์ความสะดวกสบายทั้งใกล้แหล่งชอปปิง ที่กิน ที่เที่ยว แถมเดินทางสะดวกเพราะอยู่ใกล้รถไฟฟ้า MRT รวมถึงจัดเต็มพื้นที่ส่วนกลางกว่า 4 ไร่ เพื่อดูแลสุขภาพหรือใช้พักผ่อนและออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่

รายละเอียด เอ็กซ์ที ห้วยขวาง

ในโครงการมีห้องหลายขนาดและมีให้เลือกหลายรูปแบบ นักลงทุนใช้เวลาตกแต่งห้องไม่เกิน 1 สัปดาห์ก็สามารถถ่ายรูปห้องเพื่อหาผู้เช่าได้ หากนักลงทุนไม่ถนัดเรื่องการแต่งห้องคอนโดสามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาช่วยจัดการห้องได้ ว่าควรใช้เฟอร์นิเจอร์อะไร โทนสีแบบไหน จัดวางอย่างไร เพื่อให้ห้องน่าอยู่ ดึงดูดผู้เช่าช่วยในการตัดสินใจให้เร็วขึ้นได้

  • พื้นที่โครงการมีประมาณ 6 ไร่  มีจำนวน 2 อาคาร
    • ตึก A ความสูง 43 ชั้น มีจำนวน 1,192 ยูนิต
    • ตึก B ความสูง 13 ชั้น มีจำนวน 212 ยูนิต
    • รวม 2 ตึกมีจำนวน 1,404 ยูนิต
  • ที่จอดรถมีจำนวน 41% จอดรถไฟฟ้า (EV) 4 ที่ จอดรถจักรยาน อยู่ที่ชั้น 1 – 5 โดยเชื่อมทั้งอาคาร A และ B เข้าด้วยกัน รวมถึงมีที่ล้างรถอีกด้วย

ที่ตั้งคอนโด : ที่อยู่ 298 ถ.รัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง กทม. 10310

บริการหลังการขายจาก Sansiri ที่ทำให้นักลงทุนดูแลผู้เช่าได้ง่ายมากขึ้น

การให้บริการหลังการขายแบบออนไลน์ ทำให้นักลงทุนดูแลผู้เช่าได้ง่ายมากขึ้น เพราะผู้เช่าสามารถแจ้งความต้องการผ่านทางแอปฯ ได้ทันที โดยที่นักลงทุนไม่ต้องมานั่งกังวลหรือเข้าไปดูหน้างานเอง

6 บริการดูแลหลังการขายจาก Sansiri

ถ้านักลงทุนสนใจเข้ามาดูโครงการ ต้องทำอย่างไร 

นักลงทุนสามารถสัมผัสประสบการณ์จริงเข้าชมโครงการได้ 3 รูปแบบ

แบบที่ 1 แบบเบื้องต้นชมห้องตัวอย่างช่องทางออนไลน์เห็นบรรยากาศ 360 องศา

แบบที่ 2 SANSIRI VIRTUAL TOUR ชมโครงการ ONLINE แบบ PRIVATE TOUR

เลือกช่วงเวลาที่นักลงทุนสะดวก พร้อมพบพนักงานพาชมโครงการและตอบทุกคำถามที่เราสงสัย เหมือนได้เข้ามาชมโครงการจริงด้วยตัวเอง

แบบที่ 3 ลงทะเบียนเข้าชมโครงการเพื่อสัมผัสประสบการณ์จริง

เมื่อนักลงทุนเลือกชมแบบออนไลน์แล้ว ควรมาดูสถานที่จริงเพื่อซึมซับบรรยากาศได้มากกว่า

บทความนี้เป็น Advertorial

BTG เบทาโกรบริษัทชั้นนำด้านอาหาร กำลังจะเข้าตลาดหุ้น

อาหาร คือหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มนุษย์ทุกคนต้องบริโภค ไม่ว่าเศรษฐกิจจะขึ้นหรือลงอย่างไร คนก็ยังต้องบริโภคอาหาร นี่คือสินค้าที่มนุษย์ขาดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าการประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้จะเป็นเรื่องง่าย เพราะทุกวันนี้มีบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารมากมาย แต่มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่เติบโตขึ้นจนกลายเป็นผู้นำในกลุ่มธุรกิจนี้

การที่บริษัทสักแห่งจะกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมใด ๆ ได้มาจากหลายสาเหตุ เช่น ราคาที่ถูกกว่า การออกแบบสินค้าที่ดูดีกว่า แต่สำหรับกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร “คุณภาพและความปลอดภัย” นับเป็นหนึ่งในเกณฑ์ชี้วัดสำคัญที่ผู้บริโภคเลือก ดังนั้น บริษัทใดก็ตามที่สามารถนำเสนอคุณภาพสินค้าที่ดีกว่าให้กับผู้บริโภคได้ในราคาที่เหมาะสม และใช้เรื่องของคุณภาพกับความปลอดภัยเป็นตัวสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าได้ บริษัทนั้นย่อมมีศักยภาพเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ได้

นั่นคือสิ่งที่เบทาโกรทำมาตลอด 55 ปี จนกลายเป็นหนึ่งในผู้นำของกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารแบบครบวงจร และกำลังเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ภาพรวมธุรกิจเบทาโกร

บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG เป็นบริษัทอาหารชั้นนำระดับสากล ในฐานะผู้นำนวัตกรรมอาหารคุณภาพและปลอดภัยที่มีประสบการณ์มากกว่า 55 ปี ประกอบธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และอาหารแบบครบวงจร 

เบทาโกร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2510 ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้ประชาชนมีทางเลือก สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยได้มากขึ้น ในราคาที่เป็นธรรม ปัจจุบันเบทาโกรเป็นเจ้าของแบรนด์คุณภาพชั้นนำมากมาย ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์เนื้อสดและแปรรูป  S-Pure และ BETAGRO ผลิตภัณฑ์ไส้กรอกเกรด     พรีเมียมตรา ITOHAM (แบรนด์ภายใต้การร่วมค้ากับพันธมิตรต่างประเทศ) ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ เช่น Betagro, Balance และ Master ผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์และสารเสริมสำหรับสัตว์ เช่น Better Pharma และ Nexgen นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง เช่น Perfecta, DOG n joy และ CAT n joy

ที่ผ่านมา ในธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร เป็นอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงไม่แพ้อุตสาหกรรมอื่น แต่ด้วยกลยุทธ์ของบริษัทที่มีเป้าหมายเป็นผู้ประกอบการแบบครบวงจรในอุตสาหกรรมนี้ โดยผลิตและจำหน่ายสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และมีช่องทางจัดจำหน่ายที่หลากหลาย และครอบคลุมกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งในประเทศและต่างประเทศจึงทำให้เบทาโกรเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดครึ่งศตวรรษ พร้อมทั้งศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต 

กลุ่มธุรกิจและโครงสร้างรายได้ ของธุรกิจ 4 กลุ่ม

เบทาโกรประกอบไปด้วยธุรกิจหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่

1. ธุรกิจกลุ่มเกษตร ประกอบด้วยการผลิตอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์และสารเสริมสำหรับสัตว์ อุปกรณ์และเครื่องมือฟาร์มที่หลากหลาย และการให้บริการห้องปฏิบัติการ

2. กลุ่มธุรกิจอาหารและโปรตีน ผลิตและจำหน่ายเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ และผลิตภัณฑ์ปลาแก่ลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ การแปรรูปเนื้อสัตว์ปรุงสุก ผลิตภัณฑ์พร้อมปรุง ผลิตภัณฑ์กึ่งปรุงสุก ผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน ผลิตภัณฑ์พลอยได้ และโปรตีนทางเลือก รวมถึงการทำฟาร์มเชิงพาณิชย์

3. กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ ประกอบด้วยการประกอบธุรกิจในกัมพูชา ลาว และเมียนมา เพื่อผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อาหารสัตว์ การเพาะพันธุ์สัตว์ ผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์และสารเสริมสำหรับสัตว์ อุปกรณ์ฟาร์มและผลิตภัณฑ์อาหาร รวมถึงสุกร สัตว์ปีก ไข่ไก่ และเนื้อสัตว์แปรรูปและอาหารแปรรูป

4. กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง ประกอบด้วยการผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยง ขนมขบเคี้ยวสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง

สัดส่วนรายได้ของเบทาโกร แบ่งตามกลุ่มธุรกิจ รอบ 6 เดือนแรกปี พ.ศ. 2565 (ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565)

1) กลุ่มธุรกิจเกษตร (24.6%) 

2) กลุ่มธุรกิจอาหารและโปรตีน (68.4%) 

3) กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ (5.2%) 

4) กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง (1.8%) 

ผลการดำเนินงานในอดีตของเบทาโกร

ปี 2562

รายได้ 75,188.4 ล้านบาท 
กำไรสุทธิ 1,267.5 ล้านบาท 

ปี 2563

รายได้ 80,631.5 ล้านบาท 
กำไรสุทธิ 2,341.0 ล้านบาท 

ปี 2564

รายได้ 86,743.7 ล้านบาท 
กำไรสุทธิ 839.0 ล้านบาท 

งวด 6 เดือน ปี 2565

รายได้ 54,193.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.1% จาก 6 เดือน/2564 
กำไรสุทธิ 3,892.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 233.1% จาก 6 เดือน/2564 และคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 7.2% 

จากงบการเงินของเบทาโกรล่าสุด จะเห็นได้ว่าบริษัทมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี โดยในช่วงปี 2562-2564 เบทาโกรสามารถสร้างการเติบโตของรายได้ ที่ 7.4% ต่อปี แม้แต่ในช่วงปีที่เกิดวิกฤต COVID-19 ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะสามารถประคับประคองตัวเองไปได้ พร้อมทั้งเติบโตขึ้นด้วยแบบเบทาโกร 

วัตถุประสงค์ในการระดมทุนครั้งนี้

จากที่ BTG ชี้แจงในหนังสือชี้ชวนของตลาดหลักทรัพย์ เบทาโกรจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นเพื่อนำเงินทุนไปใช้ต่อด้วยวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ ใช้ในการขยายธุรกิจ ปรับโครงสร้างเงินทุน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในอนาคต

สำหรับวัตถุประสงค์ในการขยายธุรกิจนั้น แม้ว่า BTG จะมีรายได้ในปีที่ผ่านมาร่วม 8 หมื่นล้านบาท แต่ BTG ก็ยังเสาะหาโอกาสเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องผ่านการขยายธุรกิจ สำหรับแผนการต่อจากนี้ของ BTG ก็คือ จะนำเงินทุนส่วนหนึ่งที่ได้จากการระดมทุนที่ได้จากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ ใช้เป็นเงินทุนในการเข้าซื้อและ/หรือก่อสร้าง ฟาร์มและโรงงานแห่งใหม่ โรงชำแหละสัตว์ โรงงานแปรรูปอาหารและเนื้อสัตว์ รวมถึงการผลิตไข่ไก่และโปรตีนทางเลือกในประเทศ

โดยยังมีแผนที่จะเข้าไปลงทุนทำโรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์ม และโรงชำแหละสัตว์ในประเทศกัมพูชา ประเทศลาว และประเทศเมียนมา การลงทุนในโรงงานอาหารสัตว์เลี้ยงและขนมขบเคี้ยวสำหรับสัตว์เลี้ยง การลงทุนในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Facilities) ตลอดจนการลงทุนเพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงการจัดการและดำเนินธุรกิจ และการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการจัดการและดำเนินธุรกิจ  รวมไปถึงการลงทุนในกิจการร่วมค้า

สำหรับท่านที่สนใจเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตที่ยั่งยืนไปกับเบทาโกร สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

https://market.sec.or.th/public/idisc/th/Product/Filing/CS-0000001302/XX-00000000-00000000-00000000-00000000-00000000-00000000

บทความนี้เป็น Advertorial

มันนี่ ฟิต เวลท์ตี้ 11/5 ประกันออมทรัพย์ออมสั้น มีเงินคืนทุกปี ลดหย่อนภาษีได้ สมัครเองง่าย ๆ ทางออนไลน์

ท่ามกลางภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง จนทำให้มูลค่าสินทรัพย์ลงทุนต่าง ๆ ลดลงอย่างมาก ดังนั้นหากใครที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อใช้ลดหย่อนภาษีในปีนี้ ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะสามารถช่วยลดหย่อนภาษีได้แล้ว ยังเป็นเครื่องมือการออมที่ช่วยให้เราสามารถออมเงินระยะยาวได้อย่างอุ่นใจ มีความปลอดภัย จากผลตอบแทนที่แน่นอน ไม่ต้องกังวลกับภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงอย่างเช่นในปีนี้ และสิ่งที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับผลิตภัณฑ์มากขึ้น คือเป็นแบบประกันที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ และสามารถสมัครทำประกันได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องเตรียมเอกสาร หรือกรอกเอกสารให้ยุ่งยาก

ซึ่งตอนนี้ทางไทยประกันชีวิต ได้ออกแบบประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ตัวใหม่ ที่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกข้อดังกล่าว ในชื่อ “มันนี่ ฟิต เวลท์ตี้ 11/5” ประกันสะสมทรัพย์ที่มีจุดเด่นอยู่ที่มีเงินคืนสูง จ่ายเบี้ยฯ สั้นเพียง 5 ปี มีเงินคืนระหว่างสัญญาทุกปี ครบสัญญาได้เงินคืนก้อนใหญ่ และสามารถสมัครทำประกันได้ง่าย ๆ ทางออนไลน์แค่เพียงปลายนิ้ว ซึ่งมีรายละเอียดข้อมูลแบบประกัน ดังนี้ 

ชื่อแบบประกัน : “มันนี่ ฟิต เวลท์ตี้ 11/5”

ประเภทแบบประกัน : ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

ระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย : 5 ปี

ระยะเวลาเอาประกันภัย : 11 ปี

ผลประโยชน์เงินคืนกรณีผู้เอาประกันภัยมีชีวิต : 

  • มีเงินคืนให้ 3% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1-5
  • มีเงินคืนให้ 6% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 6-10 
  • มีเงินครบกำหนดสัญญาคืนให้ 515% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย 
  • ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 11 ผลประโยชน์รวมตลอดสัญญา 560% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย

กรณีที่จำนวนเงิน 1.005 เท่าของเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตที่ได้ชำระให้แก่บริษัทฯ มาแล้วทั้งหมด

ทั้งนี้ ไม่รวมเบี้ยประกันภัยสัญญาเพิ่มเติม (ถ้ามี) หักด้วยผลประโยชน์เงินคืน ณ สิ้นปีกรมธรรม์ตามที่ได้จ่ายให้กับผู้เอาประกันภัยแล้ว มี จำนวนเงินมากกว่าเงินครบกำหนดสัญญาข้างต้น บริษัทฯ จะจ่ายเงินครบกำหนดสัญญาเท่ากับจำนวนที่มากกว่าให้แก่ ผู้เอาประกันภัย

ผลประโยชน์ความคุ้มครองกรณีผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต : 

  • รับ 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย กรณีเสียชีวิตภายในปีกรมธรรมที่ 1
  • รับ 200% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย กรณีเสียชีวิตภายในปีกรมธรรมที่ 2
  • รับ 300% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย กรณีเสียชีวิตภายในปีกรมธรรมที่ 3
  • รับ 400% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย กรณีเสียชีวิตภายในปีกรมธรรมที่ 4
  • รับ 500% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย กรณีเสียชีวิตตั้งแต่ปีกรมธรรมที่ 5-11

กรณีที่เงินค่าเวนคืนกรมธรรม์หรือจำนวนเงิน 1.005 เท่าของเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตที่ได้ชำระให้แก่บริษัทฯ มาแล้วทั้งหมด ทั้งนี้ไม่รวมเบี้ยประกันภัยสัญญาเพิ่มเติม (ถ้ามี) หักด้วยผลประโยชน์เงินคืน ณ สิ้นปีกรมธรรม์ตามที่ได้ จ่ายให้กับผู้เอาประกันภัยแล้ว มีจำนวนเงินมากกว่าความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตข้างต้น บริษัทฯ จะจ่ายความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตเท่ากับจำนวนที่มากกว่าให้แก่ผู้รับประโยชน์

อายุรับประกัน : 1 เดือน – 65 ปี

จำนวนเงินเอาประกันภัยขั้นต่ำ : 30,000 บาท

อัตราเบี้ยประกันภัยรายปี : 989 บาท ต่อจำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000 บาท (อัตราเบี้ยประกันภัยเท่ากันทั้งเพศชาย และเพศหญิง ทุกช่วงอายุ)

ตัวอย่างของผลประโยชน์

กรณีผู้เอาประกันภัยเพศหญิง อายุ 35 ปี เลือกซื้อความคุ้มครองแผน 2 จำนวนเงินเอาประกันภัย 50,000 บาท เบี้ยประกันภัยรายปี 49,450 บาท

  • ได้รับเงินคืนปีละ 1,500 บาท ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1-5 
  • ได้รับเงินคืนปีละ 3,000 บาท ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 6-10
  • ได้รับเงินคืนครบกำหนดสัญญา 257,500 บาท ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 11 
  • รวมผลตอบแทน ตลอดสัญญาที่ได้รับ 280,000 บาท

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด

** ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดของกรมธรรม์ประกันภัยก่อนตัดสินใจทำประกันภัย

ในส่วนของขั้นตอนการทำประกันก็ง่ายแสนง่าย เพียงเข้าไปที่ https://bit.ly/3wWesQ3 พิมพ์ชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด เลือกเพศ ใส่เบอร์โทรศัพท์และอีเมล แล้วกด ‘คำนวณเบี้ย’ จะมีแผนต่าง ๆ ของแบบประกันนี้ให้เลือก หลังจากเลือกแผนแล้ว กด ‘ซื้อประกันออนไลน์’ แล้วเข้าไปกรอกข้อมูลส่วนตัวให้ครบถ้วน จากนั้นเลือกช่องทางการชำระเงินให้เรียบร้อย เท่านี้ก็สามารถทำประกันออนไลน์ เพื่อลดหย่อนภาษีด้วยตัวเองได้อย่างง่าย ๆ เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

หากใครกำลังมองหาเครื่องมือลดหย่อนภาษีในปีนี้ “มันนี่ ฟิต เวลท์ตี้ 11/5” ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เหมาะกับคนที่ต้องการลดหย่อนภาษีโดยการออมระยะยาวที่ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลกับภาวะตลาด จ่ายเบี้ยฯ สั้น เพียง 5 ปี และรับเงินคืนทุกปี แถมยังซื้อได้ง่าย ๆ ทางช่องทางออนไลน์ แล้วรับความคุ้มครองในทันที โดยเบี้ยประกันภัยนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี

สำหรับผู้ที่สนใจก็สามารถคลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของประกันออมทรัพย์ มันนี่ ฟิต เวลท์ตี้ 11/5 ได้เลย

บทความนี้เป็น Advertorial

ไทยออยล์ ความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นและการเติบโตครั้งใหม่

เมื่อกิจการสักแห่งต้องการเงินทุนมาเพื่อขยายธุรกิจ ปกติแล้วจะสามารถหาเงินทุนได้จาก 3 แหล่งหลัก ๆ คือ เงินจากภายในกิจการ, กู้เงินจากสถาบันการเงินและการเพิ่มทุน

หากเป็นกิจการในตลาดหลักทรัพย์ฯ การขยายกิจการด้วยเงินทุนจาก 2 ช่องทางแรก อาจไม่ได้ส่งผลอะไรต่อราคาหุ้นมากนัก แต่หากบริษัทใดประกาศเพิ่มทุน ก็มักจะเป็นที่จับตามองและเป็นที่สนใจของสาธารณะ ถึงแผนการลงทุน วัตถุประสงค์ในการใช้เงินเพิ่มทุน ตลอดจนสัดส่วนของหุ้นเพิ่มทุนต่าง ๆ ซึ่งเหล่านี้ก็จะสะท้อนออกมาในราคาหุ้นที่ตอบสนองต่อข่าวการเพิ่มทุนในช่วงเวลาดังกล่าวนั่นเอง หากบริษัทหนึ่งมีกำไรต่อปีที่ 100 ล้านบาท และมีหุ้นจดทะเบียนอยู่ 100 ล้านหุ้น จะคิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 1 บาท ถ้าบริษัทนั้นเพิ่มทุนเป็น 200 ล้านหุ้น โดยที่มีกำไรเท่าเดิม กำไรต่อหุ้นจะลดลงมาเหลือ 0.50 บาท เนื่องจากมีตัวหารเพิ่มขึ้นนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หากบริษัทนำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนไปใช้ขยายธุรกิจได้อย่างเหมาะสม และคุ้มค่าต่อเงินทุนมากพอ ในระยะยาวแล้ว กำไรของบริษัทก็จะเติบโตตามธุรกิจ และสุดท้ายผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นและผลประโยชน์ก็จะตกอยู่ที่ผู้ถือหุ้นเช่นเดิม

และในวันนี้ มีบริษัทจดทะเบียนอีกแห่งในตลาดหลักทรัพย์ที่กำลังจะเปิดจองหุ้นเพิ่มทุนให้กับสาธารณะแล้ว นั่นคือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เป็นบริษัทผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565 TOP มีกําลังการกลั่นน้ำมันดิบและวัตถุดิบอื่น ๆ ประมาณ 275,000 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณร้อยละ 22.1 ของกําลังการกลั่นทั้งหมดในประเทศไทยเลยทีเดียว

ธุรกิจหลักของ ไทยออยล์ แบ่งออกได้เป็น 8 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน, ธุรกิจปิโตรเคมี, ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน, ธุรกิจไฟฟ้า,ธุรกิจสารทําละลาย, ธุรกิจพลังงานทดแทน, ธุรกิจโอเลฟิน, ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด,และธุรกิจอื่น ๆ เรียกได้ว่าเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและปิโตรเลียมแบบครบวงจร

แต่ถึงแม้ ไทยออยล์ จะวางโครงสร้างธุรกิจไว้ได้อย่างรอบด้านแล้ว แต่เพราะธุรกิจคือโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไทยออยล์ จึงปรับตัวตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา จากข้อมูลในหนังสือชี้ชวนที่ ไทยออยล์ นำส่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2565 ได้ร่วมลงทุนใน JSKem Private Limited (JSKEM) ซึ่งเป็นบริษัทจัดหาและจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์และสารทำละลายในประเทศสิงคโปร์ รวมถึงมีมติอนุมัติการขายหุ้น GPSC ซึ่งประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าเพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับการลงทุนต่อยอดธุรกิจโดยการลงทุนในหุ้นของ PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) ซึ่งเป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีชั้นนำรายใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย เพื่อต่อยอดธุรกิจและขยายตลาดเข้าสู่ธุรกิจปลายน้ำมากขึ้น เพราะสินค้าปลายน้ำเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงกว่า และสามารถนำพาธุรกิจของ ไทยออยล์ ให้มีศักยภาพการเติบโตได้ดีกว่าเดิม

โครงสร้างทางการเงินของไทยออยล์เป็นอย่างไร

ต่อไปนี้คืองบแสดงฐานะทางการเงินและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จของ TOP งวด 6 เดือนแรกของปี 2565

งบแสดงฐานะทางการเงิน

สินทรัพย์รวม 443,278 ล้านบาท

หนี้สินรวม 292,665 ล้านบาท

ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ 148,158 ล้านบาท

หนี้สินสุทธิ 132,409 ล้านบาท

งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ (6 เดือนแรก ของปี 2565)

รายได้จากการขาย 258,397 ล้านบาท

EBITDA 35,357 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 32,510 ล้านบาท

จากงบการเงิน 6 เดือนแรกของปี 2565 จะสังเกตเห็นได้ว่า ในส่วนของงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จของ ไทยออยล์ถือว่ายังเป็นกิจการที่มีความสามารถในการทำกำไรได้ดี ในส่วนของงบแสดงฐานะทางการเงิน จะเห็นว่าหนี้สินสุทธิต่ำกว่าส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ หรือคิดเป็นอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Debt to Equity Ratio) ประมาณ 0.9 เท่า ซึ่งนับว่าเป็นพัฒนาการที่ดีหากเทียบกับปีก่อน ๆ ที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ สูงกว่า 1 เท่า โดยอัตราส่วนที่ลดลงบางส่วนเกิดจากแผนจัดหาเงินทุนสำหรับการปรับโครงสร้างทางการเงินระยะยาวของบริษัทฯ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวมีผลต่อการกู้เงินจากสถาบันการเงิน รวมถึงสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Ratings) การลดปริมาณหนี้ลง หรือเพิ่มส่วนของผู้ถือหุ้นให้มากขึ้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ ไทยออยล์ เป็นบริษัทที่มีความพร้อมต่อศักยภาพการเติบโตในอนาคต และมีความแข็งแกร่งทางการเงินควบคู่กันไปด้วย

เหตุผลที่ ไทยออยล์ ต้องเพิ่มทุน

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2565 ผู้ถือหุ้น TOP ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ อนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียน โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนเป็นจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 275,120,000 หุ้น จากเดิมที่มีหุ้นสามัญจดทะเบียนอยู่ทั้งหมด 2,040,027,873 หุ้น โดยหุ้นสามัญที่ออกใหม่นี้ จะเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป และผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น เป็นจำนวนไม่เกิน 239,235,000 หุ้น และอาจมีการพิจารณาจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) จำนวนไม่เกิน 15% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดที่เสนอขายครั้งนี้ โดยวัตถุประสงค์หลักของการเพิ่มทุนในครั้งนี้ก็คือ

1) ชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นบางส่วน เพื่อรองรับการลงทุนของบริษัทในธุรกรรมการซื้อหุ้นใน PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) ผู้ผลิตปิโตรเคมีชั้นนำรายใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซียและเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนอื่น ๆ ที่สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่านี้ในอนาคต

2) สร้างความแข็งแกร่งทางการเงินโดย ไทยออยล์ ต้องการลดระดับหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นให้ลดลงจนอยู่ในระดับที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 เท่า หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือมีหนี้สินเท่ากับส่วนของผู้ถือหุ้น

3) รักษาอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิต (Credit Rating) ให้อยู่ในระดับที่น่าลงทุน (Investment grade) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่บริษัทฯ มีสัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง

การเพิ่มทุนครั้งนี้ นอกจากจะช่วยให้ฐานะทางการเงินของไทยออยล์ มีความมั่นคงแข็งแกร่งมากขึ้นแล้ว แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เป้าหมายของไทยออยล์ในระยะยาวคือต้องการเข้าไปสู่ตลาดของธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง อย่างเช่นการเข้าไปลงทุนใน PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) ผู้ผลิตปิโตรเคมีชั้นนำรายใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย ที่เป็นการเข้าไปลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีสายโอเลฟิน ซึ่งช่วยสร้างโอกาสในการผลิตสินค้าขั้นปลายน้ำมากขึ้น, ธุรกิจไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้นตามเทรนด์ของโลกที่เปลี่ยนไป และการเสาะหาธุรกิจใหม่ ๆ ที่เป็น New S-Curve เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโต โดยวัตถุประสงค์ของการเพิ่มทุนทั้งสามข้อที่กล่าวมานั้นก็สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของ ไทยออยล์ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าการเติบโต อาจเป็นเรื่องของความมั่นคงแข็งแกร่งพอที่จะอยู่รอดให้ถึงวันที่การเติบโตนั้นเริ่มผลิดอกออกผล เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว การเติบโตอาจไม่มีประโยชน์เลย หากมาพร้อมความเสี่ยงที่บริษัทนั้น ๆ ต้องประสบปัญหาทางการเงิน หรือหนี้สินที่สูงไปจนส่งผลให้การเติบโตเป็นไปอย่างยากลำบาก หากมองอีกมุม การเพิ่มทุนของ ไทยออยล์ครั้งนี้ ก็อาจเป็นสัญญาณที่ดีว่าบริษัทกำลังเตรียมรากฐานให้แน่นพอเพื่อการขยายธุรกิจใหม่ ๆ ในอนาคต

สำหรับนักลงทุนที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ในงาน Retail investors roadshow ซึ่งไทยออยล์จะจัด Facebook live ในวันพุธที่ 7 ก.ย. 65 เวลา 15.00-16.30 ผ่านเพจ Thaioil https://www.facebook.com/ThaiOilPCL/ และ SCB Securities https://wwww.facebook.com/scbsecurities.thailand/

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทุนเพื่ออนาคต และดูแลคนที่อยู่ข้างหลังไปพร้อมๆ กัน ด้วยแบบประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked)

ปัจจุบัน นี้มีการลงทุนอยู่หลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบต่างก็มี ความเสี่ยงจากการลงทุนและความผันผวนที่แตกต่างกันไปซึ่งวันนี้ผมนายปกป้องจึงอยากจะมาแนะนำทางเลือกการลงทุนแบบใหม่ ที่หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นเคยกัน นั่นคือ ‘ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked)’ ที่จะเปิดโอกาสให้เราได้ลงทุนเพื่ออนาคต และดูแลคนที่อยู่ข้างหลัง ไปพร้อม ๆ กัน

ยูนิตลิงค์คืออะไร?

ยูนิตลิงค์ คือ รูปแบบประกันชีวิตที่เป็นลูกผสม ระหว่างประกันชีวิตทั่วไปแบบที่เราคุ้นเคย กับ การลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งจะเข้าใจยูนิตลิงค์ ได้มากขึ้นหากเราเข้าใจ ความแตกต่างระหว่าง ยูนิตลิงค์ กับ ประกับชีวิตแบบทั่ว ๆ ไป

ยูนิตลิงค์ต่างจากประกันชีวิตแบบทั่วไปอย่างไร?

โดยปกติเวลาที่เราจ่ายเบี้ยประกันไปให้บริษัทประกันชีวิต บริษัทจะนำเบี้ยนั้นไปแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

  • ส่วนที่ 1 เป็นส่วนความคุ้มครองตามที่กรมธรรม์ประกันชีวิตกำหนด
  • ส่วนที่ 2 เป็นส่วนของค่าดำเนินการต่างๆ ที่บริษัทเรียกเก็บ 
  • ส่วนที่ 3 เป็นส่วนของการลงทุนเพื่อให้สามารถจ่ายเงินคืนได้ตามสัญญาและ ส่วนที่ลงทุนได้เกินออกมาจากที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตก็จะเป็นกำไรของบริษัท

ดังนั้น โดยปกติ บริษัทประกันชีวิตจะมีการนำเงินของเราไปลงทุนส่วนหนึ่งอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามการลงทุนดังกล่าว ส่วนใหญ่ก็เป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น การลงทุนใน ตราสารหนี้ หรือ พันธบัตรรัฐบาล เพราะโดยทั่วไปกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบทั่วไปจะมีการการันตีกับลูกค้าไว้ล่วงหน้าแล้วว่า จะได้ผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนเท่าไร อย่างแน่นอนตายตัว ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนกรณีเสียชีวิต ผลตอบแทนกรณีมีชีวิตระหว่างสัญญา หรือผลตอบแทนกรณีมีชีวิตจนสิ้นสุดสัญญา

จุดนี้เอง เป็นจุดที่ทำให้ยูนิตลิงค์แตกต่างออกไป

เพราะยูนิตลิงค์นั้น เปิดโอกาสให้เรา สามารถเลือกเอาเงินก้อนในส่วนที่ 3 นั้นไปลงทุนใน กองทุนรวมประเภทต่าง ๆ ได้อย่างหยืดหยุ่น ตามความต้องการของเราเอง ที่ถึงแม้จะมีความเสี่ยงมากขึ้น แต่ก็มีโอกาสที่จะทำให้เราได้รับผลตอบแทน ที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีข้อดีอีกหลายประการ 

ข้อดีของประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked)

  1. มีความยืดหยุ่นสูง เปลี่ยนแปลงตามจังหวะชีวิตของแต่ละคน เพราะเราสามารถปรับเปลี่ยน เพิ่ม / ลด ทุนประกันชีวิต และเบี้ยประกันภัยที่จะชำระได้เอง หรือจะหยุดพักการชำระเบี้ยประกันภัย ก็สามารถทำได้เช่นกัน   
  2. สะดวกสบายรวดเดียวจบ (one-stop-service) ช่วยให้เราประหยัดเวลาและพลังงาน สามารถเลือกลงทุนได้หลากหลายกองทุนโดยไม่จำเป็นต้องทำธุรกรรมหลายที่ แถมยังสามารถวางแผนทางการเงินควบคู่กับความคุ้มครองได้ในกรมธรรม์เดียว
  3. เราสามารถถอนเงินจากกรมธรรม์บางส่วนออกมาได้ โดยยังได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่มูลค่าบัญชีกรมธรรม์ที่คงเหลือ เพียงพอในการหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายใต้กรมธรรม์

แบบประกัน Unit Linked นั้นเหมาะสมกับใครบ้าง?

แบบประกัน Unit Linked นั้นเหมาะกับคนที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนในระดับหนึ่ง และต้องเป็นคนพร้อมที่จะรับความเสี่ยงได้ด้วย เพราะแน่นอนว่า ยังไงซะการลงทุนก็คือการลงทุน มันจึงมีความเสี่ยงที่มาพร้อมกับโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นเสมอ

นายปกป้องจึงแนะนำว่าหากเพื่อน ๆ คนไหนที่ยังไม่พร้อมที่จะแบกรับความเสี่ยง ก็ยังมีการประกันชีวิตรูปแบบอื่น ๆ ให้เราเลือกทำได้อยู่อีกมาก แต่สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาว และ พร้อมแบกรับความเสี่ยง ที่มาพร้อมกับโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น ผมก็แนะนำให้ลองพิจารณาแบบประกันชีวิตควบการลงทุน ยูนิตลิงค์ไว้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในการลงทุนพร้อมกับเป็นการบริหารความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่งดูนะครับ

หากมีข้อสอบถามเพิ่มเติม ติดต่อสำนักงาน คปภ. ได้เลยที่

>> เว็บไซต์ : www.oic.or.th

>> Line @OICConnect

>> สายด่วนประกันภัย 1186

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save