กลไกกลโกง ภัยร้ายออนไลน์พันล้านที่ทุกคนควรทราบก่อนตกเป็นเหยื่อ

เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่ 5 กันไปแล้วกับการใช้อินเทอร์เน็ต เพราะช่วยให้มนุษย์สะดวกสบายหลายอย่าง ทั้งใช้ในการสื่อสาร ส่งงาน หารายได้ และที่สำคัญคือใช้ทำธุรกรรมการเงิน แต่เหรียญมีสองด้าน บนความง่ายและรวดเร็ว ก็มีภัยแอบแฝงมาด้วย จึงมักได้ยินข่าวการหลอกลวงรูปแบบต่าง ๆ ทางออนไลน์อยู่บ่อยเสมอ

จากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เริ่มให้บริการแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com ตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 ที่ผ่านมา พบว่ามีการแจ้งความออนไลน์ตั้งแต่เปิดรับจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2565 ทั้งสิ้นกว่า 5 หมื่นคดี จากข้อมูลในเดือนสิงหาคมเดือนเดียวคิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 3.5 พันล้านบาท เจ้าหน้าที่ดำเนินการอายัดบัญชีที่กระทำความผิดกว่า 5 พันบัญชี

โดยประเภทคดีออนไลน์ ที่มีการแจ้งความมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ

• ซื้อสินค้าแต่ไม่ได้รับสินค้า (34.09%)

• หลอกให้ลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ (19.21%)

• หลอกให้ทำงานออนไลน์ (13.20%)

• หลอกให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน (12.48%)

• Call Center (ติดต่อมาข่มขู่ให้ตกใจ หวาดกลัว) (6.08%)

จะเห็นได้ว่ารูปแบบการหลอกลวงที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องใกล้ตัวพวกเราทั้งนั้นเลย 

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ถูกหลอกได้ มาดูกลวิธีของมิจฉาชีพกัน


ซื้อสินค้าแต่ไม่ได้รับสินค้า

เรื่องนี้ไม่ซับซ้อน ปัญหาคือเหยื่อโอนเงินไปแล้วแต่ไม่ได้สินค้า, สินค้าด้อยคุณภาพ หนักสุดคือสินค้าไม่ตรงปก สั่งมือถือได้ที่ลับมีดจนต้องกรี้ดเมื่อเปิดกล่องพัสดุ เป็นต้น

การป้องกัน

ปัญหานี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้า ถ้าสั่งซื้อผ่านแอปฯ ซื้อสินค้าออนไลน์ก็ดูรีวิวการตอบรับของลูกค้าคนอื่น หากซื้อผ่านเพจหรือร้านค้าทางโซเชียลมีเดียก็ควรเข้าไปในกลุ่มที่ขายสินค้าชนิดนั้นเพื่อให้สมาชิกในกลุ่มช่วยให้เครดิต หากซื้อโดยตรงก็พูดคุยสอบถาม ขอดูหลักฐานต่าง ๆ เช่น ใบจดทะเบียนพาณิชย์ เป็นต้น

หรือหากซื้อของผ่านเว็บไซต์ขายของออนไลน์ ควรขึ้นต้นด้วย https:// บวกกับไอคอนรูปแม่กุญแจด้านหน้า ซึ่งอุ่นใจได้ว่าสั่งซื้อสินค้าแล้วจะมีการเชื่อมต่อแบบ Secure Sockets Layer (SSL) รวมถึงค้นหาประวัติเว็บไซต์นั้น ๆ ใน Google เพิ่มเติมด้วย

หลอกให้ลงทุน

ปัญหาหลอกให้ลงทุนมีมาให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ ที่ดัง ๆ ล่าสุดก็เป็นคดี Forex-3D ที่รูปแบบก็จะเป็นเหมือนแชร์ลูกโซ่ที่หลอกให้เหยื่อมาร่วมลงทุนโดยสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนอื่น ๆ

การป้องกัน

จะป้องกันปัญหานี้ได้ ที่สำคัญที่สุดคือผู้ลงทุนจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการลงทุนนั้น เพราะหากฝากเงินให้คนอื่นลงทุนโดยไม่รู้ว่าการลงทุนเป็นอย่างไร มีความเสี่ยงสูงที่จะโดนหลอก

หากเป็นการลงทุนในหุ้นควรลงทุนผ่านบริษัทที่รับรองโดย ก.ล.ต. โดยตรวจสอบได้ที่ www.sec.or.th/licensecheck  หรือแอปพลิเคชัน SEC Check First ที่รวบรวมรายชื่อผู้ให้บริการในตลาดทุนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

ข้อสังเกตที่มิจฉาชีพหลอกให้ลงทุนมีเหมือนกันคือ 

• มักจะอ้างคนมีชื่อเสียง ผู้เชี่ยวชาญมาลงทุนด้วย

• อวดอ้างว่าตนเองร่ำรวย อยากแบ่งปัน 

• บอกว่าลงทุนน้อยให้ผลตอบแทนสูงแบบที่ไม่น่าจะเป็นไปได้

• โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว

• ไม่สามารถตรวจสอบบริษัทได้

หลอกให้ทำงานออนไลน์

กลโกงหลอกให้ทำงานจะมาในหลายรูปแบบ เช่น

• มิจฉาชีพจะติดต่อเหยื่อเพื่อเสนองานให้ทำ โดยรูปแบบการหลอกลวงมีหลายอย่างเช่น บอกว่าจะให้ทำงานออนไลน์ง่าย ๆ วันละหลายพันบาท เมื่ออยากทำเหยื่อจำเป็นจะต้องจ่ายค่าประกันหลายพันถึงหลายหมื่นบาทเพื่อมัดจำว่าจะทำงานครบกำหนดเวลา เมื่อโอนเงินแล้วมิจฉาชีพก็หายตัวไป 

• หลอกให้ทำงานด้วยการใช้บัญชีเหยื่อในการโอนถ่ายเงินจากการทุจริตต่าง ๆ โดยจ่าย 10-20% จากยอดโอนเข้า เช่นโอนเข้า 1 แสนบาท ก็หักไว้ 1 หมื่นบาทแล้วโอนไปบัญชีที่มิจฉาชีพแจ้ง โดนวิธีนี้เหยื่อจะรู้ตัวก็ตอนถูกเจ้าหน้าที่จับกุมหรือธนาคารอายัดบัญชีเพราะถือว่าอยู่ในขบวนการฟอกเงิน 

• ให้เหยื่อทำงานต่าง ๆ โดยคนร้ายจะปลอมตัวเป็นแพลตฟอร์มหรือบริษัทใหญ่ ว่าจ้างให้เหยื่อทำงานฝีมือแต่ต้องสั่งสินค้าหรือวัตถุดิบจากตนเอง เมื่อเหยื่อทำเสร็จให้ส่งกลับมาแล้วจะคืนเงินค่าสินค้าพร้อมค่าจ้าง แต่เมื่อเหยื่อโอนเงินค่าสินค้าก็จะหลบหนีไป

การป้องกัน

ปัญหานี้มักจะเกิดกับผู้ที่ต้องการทำงาน แต่การตกลงทำงานแล้วต้องจ่ายเงินประกันต่าง ๆ จำเป็นต้องหาข้อมูล ที่สำคัญ บริษัทที่รับเข้าทำงานควรมีหลักแหล่ง ติดตามได้ หรือหากเป็นกลโกงรูปแบบอื่นเช่นทำงานออนไลน์แล้วได้เงินง่าย อาจจะต้องพิจารณาว่างานนั้นเหมาะสมกับค่าจ้างที่จะได้รับหรือไม่ ถ้างานง่ายเงินดีแบบนั้น ทำไมไม่มีคนไปทำ เป็นต้น

หลอกให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน

ปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นปัญหาสำคัญ การเข้าถึงระบบการเงินถูกจำกัด ดังนั้นคนหาเช้ากินค่ำมีความจำเป็นต้องกู้เงินนอกระบบ ทำให้เกิดการหลอกลวงประเภทให้บริการกู้เงิน โดยเหล่ามิจฉาชีพจะทำการโฆษณาผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งซื้อโฆษณาเฟซบุ๊ก ส่งอีเมลหรือส่งข้อความเข้ามือถือโดยตรง บอกว่าให้บริการเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติเงินเร็ว ไม่ต้องซื้อสินค้า ไม่ตรวจสอบเครดิตบูโร

เมื่อเหยื่อติดต่อไปและขอกู้เงิน มิจฉาชีพจำแกล้งทำเป็นขอข้อมูล ก่อนสุดท้ายจะแจ้งเหยื่อว่าต้องมีการทำสัญญาและมีค่าธรรมเนียมดำเนินการ อาจให้จ่ายดอกเบี้ยก่อน หรือค่ามัดจำต่าง ๆ โดยจะแจ้งเลขบัญชีให้เหยื่อโอนเงินภายในเวลาที่กำหนด หลังจากนั้นจะโอนเงินกู้กลับไปให้เหยื่อ แน่นอนมิจฉาชีพจะหายเข้ากลีบเมฆเมื่อได้เงินไปแล้ว

การป้องกัน

กลโกงให้กู้เงินนั้นมักจะทำผ่านอีเมล โปรแกรมแชต หรือทางโทรศัพท์ จะไม่มีการมาเจอตัว แม้กระทั่งทำสัญญาก็จะทำผ่านช่องทางที่กล่าวมา ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ และการกู้เงินนั้นผู้กู้ต้องได้เงินก่อนเสมอ หากมีการให้โอนเงินไปก่อนเป็นไปได้ว่าอาจกำลังถูกหลอก

แก๊งคอลเซ็นเตอร์

ปัญหามหาชนที่โด่งดังและยังไม่สามารถจัดการได้ โดยมีรูปแบบการโทรมาแจ้งว่าเหยื่อเข้าไปเกี่ยวพันกันสิ่งผิดกฎหมาย พัวพันยาเสพติด พัสดุตกค้าง ติดต่อจากธนาคารดัง อนุมัติเงินต่าง ๆ สรรพากรตรวจสอบ (เชื่อว่าอนาคตจะมีการข่มขู่รูปแบบอื่นอีกมากมายตามมา) จนทำให้เหยื่อกลัว แล้วทำตามที่มิจฉาชีพบอก โดยสุดท้ายจะให้เหยื่อโอนเงินเพื่อนำไปตรวจสอบ แล้วตัดการติดต่อไป

การป้องกัน

หลัก ๆ แล้วเหยื่อที่ถูกหลอกเรื่องนี้มักเกิดจากการกลัวความผิดที่มิจฉาชีพนำมาข่มขู่ ดังนั้นการตั้งสติเป็นเรื่องสำคัญ ตั้งใจฟังว่ามิจฉาชีพพูดอะไร พยายามคิดว่าเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญหน่วยงานรัฐหรือองค์กรต่าง ๆ จะไม่ติดต่อโดยตรง ซึ่งหากมีการกล่าวอ้างแล้วพยายามให้โอนเงินไปให้ น่าจะเป็นการหลอกลวงร้อยเปอร์เซ็นต์

การป้องกันเพิ่มเติม

1. เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้น้อยที่สุดในโลกโซเชียล เพราะข้อมูลเหล่านั้นอาจถูกจับจ้องโดยมิจฉาชีพ

2. การทำธุรกรรมต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นต้องโอนเงิน ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง หากเป็นการติดต่อจากหน่วยงานรัฐหรือองค์กรที่มีชื่อเสียง ก็ควรติดต่อโดยตรงเพื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ 

3. การได้รับข้อมูลที่บอกว่าจะมีทรัพย์สินหรือผลตอบแทนสูงมาให้ ควรตรวจสอบและพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเป็นจริงได้มากแค่ไหน

4. หน่วยงานรัฐ องค์กรต่าง ๆ หรือผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียและอีเมล จะไม่มีการติดต่อหาผู้ใช้เพื่อขอรหัสต่าง ๆ รวมถึงให้โอนเงินให้ หากมีการขอข้อมูลดังกล่าวให้คิดว่ากำลังถูกมิจฉาชีพหลอกลวง

5. ตรวจสอบเว็บไซต์ ร้านค้าออนไลน์ หมายเลขบัญชีในการโอนเงินซื้อสินค้าอย่างละเอียดก่อนทำการโอนเงิน

6. ติดตามข่าวกลโกงต่าง ๆ อยู่เสมอเพื่อไม่ให้โดนหลอก (aomMONEY ก็มีเตือนตลอดนะ)

ทำอย่างไรเมื่อตกเป็นเหยื่อ

1. หากมีการโอนเงินให้มิจฉาชีพ

ควรรีบติดต่อธนาคารเพื่อทำการระงับการโอน หากไม่สามารถระงับได้ ต้องรีบรวบรวมหลักฐานเพื่อแจ้งความดำเนินคดีที่โรงพักที่อยู่ในเขตของผู้แจ้งความ และต้องระบุด้วยว่า “ขอให้ดำเนินคดีจนถึงที่สุด”

เมื่อแจ้งความเรียบร้อยแล้วให้นำเลขบัญชีของมิจฉาชีพที่โกง ใบแจ้งความ และหลักฐานการโอนเงินไปยังธนาคารปลายทางของบัญชีมิจฉาชีพ จากนั้นให้ยื่นเรื่องขอคืนเงินหรืออายัดบัญชี เมื่อคนร้ายไม่สามารถใช้เงินในบัญชีได้ก็จะสามารถดำเนินคดีและมีโอกาสได้เงินคืนมากขึ้นด้วย

2. หากถูกนำบัญชีไปใช้ถ่ายโอนเงิน

ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่พร้อมหลักฐานต่าง ๆ เพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการติดตามมิจฉาชีพ

กลโกงการหลอกลวงนั้นพัฒนาอยู่เสมอ การรู้เท่าทันกลโกงจึงเป็นเรื่องจำเป็น และการป้องกันที่ดีที่สุดอีกอย่างคือ ตั้งสติเมื่อมีมิจฉาชีพเสนอทรัพย์สินหรือข่มขู่ รวมถึงเข้าใจพื้นฐานการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ และหากต้องทำการโอนเงินให้ใครก็ตาม ควรมีการตรวจสอบและพิจารณาอย่างถี่ถ้วนทุกครั้ง


อ้างอิง

ซีรีส์ภัยทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

https://www.youtube.com/watch?v=hvMCskNPcwk&t=9s.

ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน

https://www.1213.or.th/th/finfrauds/Pages/finfrauds.aspx

ดีอีเอส เปิดตัวเลขเหยื่อไซเบอร์

https://www.mdes.go.th/news/detail/5819-

รับฟังแต่สิ่งที่ “เห็นด้วย” ปิดกั้นทุกสิ่งที่ “เห็นต่าง” กับดักความลำเอียงทำลงทุนพลาด

เคยมั้ย…อยากลงทุนในหุ้นตัวหนึ่งมากๆ และมีความเชื่อส่วนตัวอยู่แล้วว่ามันน่าจะไปได้ดี แต่ๆๆ พอลงทุนไปแล้ว กลับเป็นหนังคนละม้วน ทั้งที่ก่อนลงทุน ก็ว่าศึกษามาดีแล้ว ดูข้อมูลมาดีแล้ว ทำไมถึงเป็นแบบนี้?

เรื่องนี้ อาจลองสำรวจตัวเองว่า ทุกครั้งที่หาข้อมูล สายตาของเรามักจับจ้องมองหาแต่ข้อมูลที่สนับสนุนความคิดว่า “สิ่งนี้น่าลงทุน” หรือไม่ แต่ไม่สนใจข้อมูลอีกด้านที่อาจจะกำลังบอกถึงความเสี่ยงของหุ้นตัวนั้นๆ อยู่ก็เป็นได้

บอกเลยว่า ความผิดพลาดในการลงทุนนี้ เกิดขึ้นจากอคติที่คิดเข้าข้าง หรือ ความลำเอียง ล้วนๆ นักจิตวิทยา เรียกอาการแบบนี้ว่า Confirmation Bias!!

แล้ว Confirmation Bias คืออะไร?

ว่ากันว่า Confirmation Bias เป็นศัพท์ทางจิตวิทยา หมายถึง การแสวงหา รับฟัง และตีความข้อมูลที่ได้มา เพื่อยืนยันความเชื่อ หรือ ความคิดเดิมที่มีอยู่ ให้ยิ่งเชื่อมากขึ้น

หลายปีก่อน ศ. John Donohue นักวิชาการด้านกฎหมายแห่ง Stanford University ได้ทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ทั้ง “ผู้ที่เห็นด้วย” และ “ผู้ที่ไม่เห็นด้วย” กับโทษประหารชีวิต โดยให้กลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 ฝ่าย อ่านงานวิจัยทางวิชาการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโทษประหารชีวิต กับจํานวนการฆาตกรรมในแต่ละรัฐของสหรัฐอเมริกา

งานวิจัยชิ้นแรก บอกถึงการสนับสนุนโทษประหารว่าเป็นวิธีป้องกันการฆาตกรรมที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ส่วนงานวิจัยอีกชิ้น บอกถึงการไม่สนับสนุนโทษประหารชีวิต เพราะเชื่อว่าไม่ได้ช่วยลดจํานวนผู้กระทําความผิด

หลังจากนั้น ลองสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง ทั้ง 2 ฝ่าย พบว่า “กลุ่มที่เห็นด้วย” มีมุมมองสอดคล้องกับงานวิจัยที่สนับสนุนการประหารชีวิต มากกว่า ส่วน “กลุ่มที่ไม่เห็นด้วย” ก็เห็นพ้องกับงานวิจัยที่ไม่สนับสนุนการประหารชีวิต มากกว่า

โดยทั้ง 2 กลุ่ม ให้เหตุผลตรงกันว่า งานวิจัยที่ตรงกับสิ่งที่ตนคิดนั้นมีคุณภาพและน่าเชื่อถือมากกว่างานวิจัยที่ขัดกับความเชื่อของตนเอง พอถามต่ออีกว่า มุมมองต่อโทษประหารชีวิตหลังอ่านงานวิจัยทั้งสองชิ้น ของพวกเขาเปลี่ยนไปหรือไม่ คําตอบ คือ “ไม่เปลี่ยน” ซ้ำร้าย ยิ่งเป็นการตอกย้ำสิ่งที่เชื่อให้หยั่งรากลึกลงไปอีก

ถ้าลองนำ Confirmation Bias มาวิเคราะห์พฤติกรรมของนักลงทุนในตลาดหุ้น หลายครั้งจะพบว่า หากนักลงทุนได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับหุ้นตัวหนึ่ง ก็มักจะมั่นใจว่าแนวโน้มของหุ้นตัวนั้นจะต้องเป็นบวก จึงมักจะหาเหตุผลมาโน้มน้าวใจตัวเองให้ซื้อหุ้นตัวนั้นมาถือครองสารพัด

แทนที่จะหาว่า “มีเหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้หุ้นตัวนี้ไม่น่าซื้อ” และมักจะมองข้ามข้อมูลอะไรก็ตามที่ต่อต้านความคิดด้านบวก จนอาจเผลอมองข้ามความจริงว่า ราคามันขึ้นมาเยอะแล้ว พอตัดสินใจเข้าซื้อ มันก็อาจจะติดดอยได้ง่ายๆ

อีกกรณี ถ้านักลงทุนไปได้ยินข่าวร้ายเกี่ยวกับหุ้นตัวหนึ่ง ก็มีแนวโน้มว่าอาจจะยึดติดกับข่าวนั้นๆ จึงพลาดโอกาสหาข้อมูลด้านดี เอาแต่โฟกัสแค่จุดแย่ ซึ่งการกระทำนี้อาจทำให้เราพลาดโอกาสในการซื้อและถือครองหุ้นนั้นๆ ก็ได้

แล้วเราจะแก้อาการ Confirmation Bias ยังไงดี?

วิธีการง่ายๆ คือ ต้องมีสติ ทุกครั้งก่อนปักใจเชื่ออะไร ต้องเปิดใจรับฟังข้อมูลให้ครบทุกด้าน ที่สำคัญ ต้องสนใจและใส่ใจข้อมูลที่ไม่ตรงกับความคิดความเชื่อของตนเองให้มาก และไม่ตั้งคำถามที่ตอกย้ำความเชื่อของตนเอง

ชาลส์ ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ เคยแนะนำวิธีแก้อคติแบบง่ายๆ ว่า เมื่อใดก็ตาม ที่เขาเจอแนวคิดที่ขัดแย้งกับตน เขาจะต้องรีบจดแนวคิดนั้นไว้ภายใน 30 นาที มิเช่นนั้น เขาจะเริ่มต่อต้านแนวคิดตรงข้ามราวกับร่างกายต่อต้านการปลูกถ่ายอวัยวะใหม่

ความลำเอียง หรือ อคติ ดังกล่าว อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากนำมาใช้กับการลงทุน คงไม่ใช่เรื่องดี แถมอาจทำให้พอร์ตการลงทุนติดลบ และนำไปสู่หายนะได้ในที่สุดก็เป็นได้

“เสียใจที่ไม่มี ดีกว่าเสียใจที่มี” : สถิติชี้ชัด ผู้หญิงโสดไม่มีลูก ‘รวยกว่า’ ผู้ชายโสดที่มีหรือไม่มีลูกก็ตาม

ฉันรักชีวิตของตัวเองแล้วก็รู้สึกเติมเต็มทุกอย่าง

นั่นคือคำกล่าวของ แอชลีย์ มาร์เรโน (Ashley Marreno) กับการสัมภาษณ์กับสื่อ Bloomberg เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2022 ที่ผ่านมา เธอเป็นผู้หญิงโสด อายุ 43 ปี ไม่มีสามี (หย่า) และไม่มีลูก เป็นตัวแทนขายของบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์

เธอก็รู้สึกว่าทางเลือกนี้ชีวิตก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่องอะไร นอกจากนั้นแล้วสถิติตัวเลขจากธนาคารกลางสหรัฐก็บอกเช่นกันว่า ผู้หญิงโสดไม่มีลูกนั้นโดยเฉลี่ยแล้ว ‘รวยกว่า’ ผู้หญิงโสดที่มีลูก (คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว) และทั้งผู้ชายโสดที่ทั้งมีและไม่มีลูกด้วย

มาร์เรโนบอกว่าทุกวันที่ทำงานก็ทำได้อย่างเต็มที่ เจอลูกค้า คนไข้ ก็เป็นความท้าทายของการทำงานมีความสุข ชีวิตส่วนตัวก็ถือว่าคล่องตัว มีสถานะการเงินที่เป็นอิสระ รายได้ดี ไม่มีภาระรับผิดชอบในการเป็นโสดและไม่มีลูก เดินทางได้บ่อย มีบ้านบนชายฝั่งนอกเมือง และอพาร์ตเมนต์ในเมืองสำหรับวันทำงานด้วย

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามมาร์เรโนก็ไม่ได้ปิดตายประตูสำหรับการมีลูกซะทีเดียว เธอพึ่งพาเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Egg Freezing” การแช่แข็งเก็บรักษาเซลล์ไข่ไว้ตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะช่วยเก็บรักษาเซลล์ไข่ไว้ใช้เพื่อเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ในเวลาที่พร้อม สำหรับผู้หญิงที่วางแผนมีลูกหลังจากวัย 35 ปี เธอกล่าวว่า

“ฉันรักเด็ก ๆ นะ รักลูกของเพื่อน ๆ ทุกคนเลย แต่ฉันไม่รู้ว่าจะรักชีวิตของตัวเองที่มีลูกรึเปล่า”


มาร์เรโนเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างหนึ่งของผู้หญิงในยุคนี้ที่เลือกจะชะลอการมีลูกหรือบางคนก็เลือกที่จะไม่มีเลย ส่วนใหญ่แล้วจะมีหน้าที่การงานที่มั่นคงและมีตำแหน่งที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของผู้หญิงในสมัยก่อน ทำให้เป็นกลุ่มที่มีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย

จากงานวิจัยของธนาคารกลาง St. Louis บอกว่าผู้หญิงโสดที่ไม่มีลูกนั้นมีความมั่งคั่งโดยเฉลี่ยแล้วราว ๆ 65,000 เหรียญ (ประมาณ 2.2 ล้านบาท) ส่วนผู้หญิงโสดที่มีลูก (คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว) มีความมั่งคั่งเฉลี่ยเพียง 7,000 เหรียญ (ประมาณ 240,000 บาท) แตกต่างกันเกือบสิบเท่าเลยทีเดียว

ส่วนผู้ชายโสดและไม่มีลูกนั้นก็มีความมั่งคั่งเฉลี่ยที่ 57,000 เหรียญ (ประมาณ 1.98 ล้านบาท) และน้อยกว่าชายโสดที่มีลูกเล็กน้อยที่ 59,000 เหรียญ (ประมาณ 2 ล้านบาท)

สถิติตรงนี้ชี้ให้เห็นประเด็นที่สำคัญบางอย่างของความแตกต่างระหว่างการมีลูกของผู้ชายและผู้หญิง ผู้หญิงที่มีลูกนั้นเสียโอกาสในการทำงานและสร้างรายได้มากกว่าผู้ชายค่อนข้างมาก นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่า “Motherhood Penalty” หรือ “โทษทัณฑ์จากความเป็นแม่”

การมีลูกนั้นจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อการทำงานหรือหางาน รายได้ลดลง จำนวนชั่วโมงการทำงานก็ทำได้ไม่เต็มที่ ต้องทำงานชั่วโมงที่ยืดหยุ่นและต้องดูแลลูก ๆ ด้วย เพราะมันเป็นบรรทัดฐานทางสังคมที่มองว่าแม่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลลูก และควรจะเสียสละความก้าวหน้าทางอาชีพเพื่อใช้เวลากับลูกที่บ้าน

ที่จริงแล้วเทรนด์ของการชะลอการมีลูกหรือการเป็นพ่อแม่นั้นเกิดขึ้นมาได้สักพักแล้ว ก่อน Covid-19 ระบาดด้วยซ้ำ แต่ด้วยโรคระบาดที่ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมย่ำแย่ ยิ่งทำให้มันเติบโตเร็วขึ้นไปอีก จากสถิติของสำนักวิจัยพิว (Pew Research Center) ในปี 2021 พบว่าชาวอเมริกันอายุระหว่าง 18-49 ปีที่ยังไม่มีลูกกว่า 44% จะไม่มีและคิดว่าจะไม่มีลูกในอนาคต ซึ่งสูงกว่าตอนปี 2018 ก่อนโควิดระบาดถึง 7%


สำหรับในประเทศไทยเองตัวเลขของครอบครัวที่ไม่มีบุตรก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน จากข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2006 ถึง 2018 พบว่า โครงสร้างของครัวเรือนที่ “ไร้บุตรหลาน” มีสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยในปี 2018 นั้นมีสัดส่วนสูงถึง 37.4 % ของครัวเรือนทั้งหมด เพิ่มจาก 26.1 %ในปี 2006 คิดเป็นอัตราการเติบโตที่สูงถึง 43.3 % และคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะยังสูงขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มของครอบครัวที่ผู้ชายหรือผู้หญิงโสดไม่มีครอบครัวและไม่มีลูก

โดยตอนนี้เราจะเห็นว่าครอบครัวส่วนใหญ่มีลูกกันช้าหรือมีน้อยลงกว่าเมื่อก่อน จากรายงานของสำนักข่าว BBC พบกว่าในปี 1950 ผู้หญิงคนหนึ่งมีลูกเฉลี่ย 4.7 คน แต่พอมาปี 2017 อัตรานี้ก็ลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่งเหลือประมาณ 2.4 คน และคาดว่าภายในปี 2100 หรือประมาณ 80 ปีต่อจากนี้จะเหลือแค่ 1.7 คน เท่านั้น

เหตุผลหลักเลยก็มาเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูกที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งปัจจัยสี่พื้นฐาน การบริโภคและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมทั้งยังค่าใช้จ่ายในการศึกษาจนถึงจบมหาวิทยาลัยที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยทางเพจ aomMONEY เคยรวบรวมข้อมูลไว้พบว่าเด็กหนึ่งคนตั้งแต่แรกเกิดจนถึงจบมหาวิทยาลัย (22 ปี) ต้องใช้เงินเฉลี่ยราว ๆ 2.5 ล้านบาท หรือถ้าใครส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ ต่อมหาวิทยาลัยนานาชาติ หรือไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ก็อาจจะสูงถึง 12.5 ล้านบาทเลยทีเดียว


เมลิสซา เคียร์นีย์ (Melissa Kearney) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Maryland เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมยังทำให้ชะลอและเลือกที่จะไม่มีลูกในเวลานี้ คนอเมริกันที่เป็นผู้ใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 เติบโตขึ้นมาพร้อมกับบรรทัดฐานที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการมีลูกและการทำงาน

“ดูเหมือนว่าลำดับความสำคัญของผู้คนเปลี่ยนไป”

เคียร์นีย์ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ Aspen Economic Strategy Group และคุณแม่ลูกสามกล่าวต่อว่า “ไม่ใช่ว่าคนจะชอบเด็กน้อยลง หรือมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นหรือใช้เวลาเยอะสำหรับการมีลูก แต่คนยุคนี้กับคนรุ่นก่อนเห็นความสำคัญของสองอย่างนี้แตกต่างกันมากกว่า”

หลังจากแต่งงานสี่ปีและหย่าร้างกับสามีเมื่อปี 2008 มาร์เรโนก็เป็นโสดไม่ได้มีครอบครัว หน้าที่การงานและการเงินก็ถือว่าแข็งแรง มีอิสระที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ อย่างการซื้ออพาร์ตเมนต์หรือซื้อบ้านก็ไม่ต้องกังวลว่าจะกระทบกับใครรึเปล่า หรือต้องเก็บเงินไว้สำหรับลูกเพื่อเข้าโรงเรียน

พี่สาวที่แก่กว่าเธอสองสามปีก็ไม่มีลูกเช่นเดียวกัน โดยในปีที่ผ่านมามาร์เรโนบอกว่าเธอเดินทางไปแล้วกว่า 10 ครั้ง ส่วนใหญ่ก็ไปกับเพื่อนที่สนิทกัน มีอยู่ราว ๆ ยี่สิบกว่าคน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้แต่งงานและไม่มีลูกเช่นกัน


แอนนา ดิกสัน (Anna Dickson) หนึ่งในเพื่อนของมาร์เรโนวัย 41 ปีที่เพิ่งไปเที่ยวด้วยกันมาบอกว่า “ฉันรู้สึกว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ทุกคนล้วนฉลาด มีความสามารถ จัดการชีวิตได้ดี และไม่มีลูก พวกเขาเป็นอิสระมาก” เธอเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ที่บริษัท Google ซึ่งตอนนี้ก็อาศัยอยู่กับแฟนที่คบกันมา 5 ปี แต่ก็ไม่มีลูก โดยเธอบอกว่า “แล้วฉันก็คิดว่า อยากเป็นแบบนั้นเหมือนกัน อยากได้แบบนั้นเลย”

แน่นอนว่าการไม่มีลูกนั้นเป็นทางเลือกที่มีข้อดีและข้อเสีย การมีครอบครัว สามี ภรรยา ลูก นั้นช่วยทำให้เกิดความอบอุ่นทางจิตใจ เป็นที่พักพิงเมื่อเจอปัญหาต่าง ๆ พอแก่ตัวมาก็ยังไม่เหงามาก ความสัมพันธ์ที่ดีนอกจากจะช่วยให้ความเครียดในชีวิตน้อยลงแล้ว ยังทำให้สุขภาพจิตใจของเราแข็งแรงขึ้นด้วย

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม การมีครอบครัวหรือมีลูกก็ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน ซึ่งในปัจจุบันทางเลือกของการใช้ชีวิตมีหลากหลาย และมันก็ควรเป็นทางเลือกที่ทุกคนสามารถตัดสินใจเองได้ ไม่ใช่การถูกบีบบังคับจากบรรทัดฐานทางสังคม

ดิกสันหรือมาร์เรโนเองชอบการเดินทางและอยากทำในส่ิงที่ตัวเองอยากทำเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่าการมีลูกจะทำให้การใช้ชีวิตแบบนี้เป็นเรื่องยาก โดยดิกสันบอกว่า “ฉันอยากจะเสียใจที่ไม่มีลูก ดีกว่าเสียใจที่มีลูก” มันคือทางเลือก และเป็นทางเลือกที่เหมาะกับชีวิตของเธอเอง

ส่วนมาร์เรโนแม้จะยังไม่ปิดโอกาสการมีลูกและแช่แข็งเก็บรักษาเซลล์ไข่ของตัวเองเอาไว้ก็พูดได้อย่างน่าสนใจว่า

“ถ้าคุณจะไม่มีลูก ไม่ว่าจะเลือกหรือไม่เลือกก็ตาม มันไม่ควรเกี่ยวกับเรื่องความสุขของคุณ คุณสามารถมีความสุขได้เมื่อเลือกเดินทางนี้เช่นเดียวกัน”

===========

อ้างอิง

Bloomberg

St.Louis FED

Pew Research

เว็บไซต์จุฬาฯ

Love to Know

BBC

aomMONEY

#ผู้หญิงโสด #ประสบความสำเร็จ #ความสำเร็จในงาน #โสดแล้วดียังไง #เด็กเกิดน้อยลง #ทำไมคนถึงเลือกจะเป็นโสดมากขึ้น #โสดแล้วรวย #โสดแล้วรวยจริงไหม #MotherhoodPenalty #โทษทัณฑ์จากความเป็นแม่ #mother #ความเสียสละของแม่ #แม่เลี้ยงเดี่ยว #บรรทัดฐานของสังคม

ทำไม? ถึงกลัวการลงทุน แม้แต่เงินสลึงเดียวก็ไม่กล้ารู้จัก Loss Aversion อาการของคนหวงเงิน

รู้ทั้งรู้ว่าควรลงทุน แต่ใจก็ไม่กล้า เพราะกลัวขาดทุน กลัวการสูญเสีย นี่แหละคือหลุมพรางที่เรียกว่า “Loss Aversion”

ใช่คุณรึเปล่า? อยากมีรายได้เพิ่มแทบตาย แต่ก็ไม่กล้าลงทุน และต้องพลาดโอกาสมีเงินก้อนโตเพียงเพราะไม่อยากเสียเงินเก็บไป นี่แหละอาการ Loss Aversion ความไม่กล้าลงทุนของมนุษย์เงินเดือน…

Loss Aversion คืออะไร? Loss Aversion คือ พฤติกรรมของมนุษย์ที่มักหลีกเลี่ยง “การสูญเสีย” มากกว่า พยายามเสี่ยง “เพื่อที่จะได้อะไรมา”

Daniel Kahnman นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 2002 และ Amos Tversky ผู้ช่วยของเขา ได้ร่วมกันทำวิจัยในเรื่องนี้ เมื่อปี 1979 พบว่า “การสูญเสียทรงพลังกว่าการได้รับถึง 2 เท่า”

ยกตัวอย่างเช่น มีกล่องจับสลาก 2 กล่องให้เลือก และให้เลือกได้เพียงกล่องเดียว ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร?

– กล่องแรก ได้เงิน 10,000 บาทแน่นอน
– กล่องที่สอง อาจได้เงิน 20,000 บาท หรือ ไม่ได้อะไรเลย

คำตอบคือ คนส่วนใหญ่เลือกกล่องแรก…

Daniel และ Amos จึงให้คำนิยามทฤษฎีนี้ด้วยเหตุผลที่เรียบง่ายว่า “คนเราเกลียดการสูญเสีย มากกว่า ดีใจกับการได้รับมา”

Loss Aversion จึงมักถูกนำมาใช้อธิบายถึงสาเหตุที่หลายคนไม่กล้าลงทุน เพราะพวกเขากลัวขาดทุน และไม่อยากสูญเสียเงินไป อาการเหล่านี้ ส่งผลให้คนเราหวงเงินต้นมาก จนต้องหาวิธีมาปกป้อง ไม่ให้เสี่ยงต่อความเสียหาย บางคนเป็นหนัก ถึงขั้นไม่ยอมลงทุนเลยทีเดียว

นอกจากพฤติกรรม Loss Aversion แล้ว ยังมีเหตุผลเชิงจิตวิทยาอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังสาหตุที่ไม่กล้าลงทุนด้วย เช่น การติดกรอบความคิดแบบเดิมๆ, การลงทุนดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก, กลัวโดนหลอก, กลัวความล้มเหลว หรือแม้กระทั่งเคยลงทุนแล้ว แต่ขาดทุน หรือ มีประสบการณ์ไม่ดี บางคนก็จะเข็ดขยาด ไม่กล้าลงทุนอีกเลย ทำให้บางครั้งก็พลาดโอกาสไป

Loss Aversion รับมือยังไง? แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการปรับเปลี่ยนทัศนคติให้โฟกัสไปที่โอกาสสร้างผลตอบแทน มันต้องใช้เวลา และอาจต้องฝึกฝนกันสักหน่อย แต่ไม่ต้องกลัว #aomMONEY มีทริกง่ายๆ มานำเสนอ

1. เริ่มต้นทีละน้อย

ขั้นแรกของการเอาชนะความกลัวลงทุน คือ เริ่มต้นและลงมือทำ อาจไม่ต้องมาก แค่วันละ 100 บาท หรือ สัปดาห์ละ 1,000 บาท เอาตามงบที่มี พอได้กำไร ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น อย่าลืมว่า “กรุงโรม ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว” ดังนั้น พอร์ตการลงทุนก็เช่นกัน ต้องทยอยสะสม ลงทุนอย่างต่อเนื่อง สักวันก็จะถึงเป้าหมายได้

2. ลงทุนในสิ่งที่ชอบ

สำรวจตัวเองก่อนว่า มีความถนัด หรือ ชอบลงทุนในสินทรัพย์ใด รูปแบบไหน เป็นพิเศษมั้ย? ถ้ามี ควรเริ่มลงทุนในสิ่งที่ชอบก่อน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สามารถลงทุนได้ต่อเนื่อง เพราะถ้าเราได้อยู่กับสิ่งที่เราชอบ เราสนใจ เราจะอยู่กับมันได้นาน

3. เปิดใจหาความรู้เพิ่มเติม

มนุษย์มักกลัวในสิ่งที่เราไม่รู้ ไม่เข้าใจ ดังนั้น วิธีเอาชนะความกลัว คือ การเรียนรู้ ลองอ่านหนังสือ ดูยูทูป ฟังพอดแคสต์ หรือ สอบถามข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ และอาจดาวน์โหลดโปรแกรมจำลองการซื้อขายมาทดลองใช้ดูก่อนก็ได้ เชื่อเถอะว่า มันจะช่วยเพิ่มพูนความรู้ในการลงทุนให้กับคุณได้จริงๆ ไม่มากก็น้อย

4. ปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่

มุมมองและความคิดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ เราต้องคิดใหม่ว่า “การลงทุนไม่ใช่เรื่องเลวร้าย” แม้จะมีขาดทุนบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่มีนักลงทุนคนไหนในโลกที่ไม่เคยขาดทุน ถ้าศึกษามาดีแล้ว เชื่อเถอะว่าความสำเร็จอยู่ไม่ไกล และสุดท้ายต้องยอมรับว่า เราไม่สามารถทำงานหาเงินด้วยแรงงานไปตลอดชีวิตได้ แถมยังต้องกินต้องใช้อีก การลงทุนจึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ต้องถูกบรรจุให้อยู่ในแผนของชีวิตทุกคน

Nelson Mandela ประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของแอฟริกาใต้ และ เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ปี 1993 เคยกล่าวไว้ว่า “ฉันได้เรียนรู้ว่า ผู้กล้าไม่ใช่คนที่ไม่รู้สึกกลัว แต่เป็นคนที่เอาชนะความกลัวนั้นได้ต่างหาก”

ไม่แปลกหรอกที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ จะมีอาการ Loss Aversion เพราะกว่าจะหาเงินมาได้แต่ละบาทมันเหนื่อยมากจริงๆ แต่เชื่อเถอะ คุณเอาชนะมันได้ อย่าให้เหตุผลของความกลัวแค่ไม่กี่ข้อ มาจำกัดชีวิตที่ดีและโอกาสที่จะมีเงินก้อนโตในกระเป๋านะครับ

ทำไม? คนยอมจ่ายแพงในร้านหรู แต่กลับต่อราคาแม่ค้าในตลาด ต้นเหตุ ‘เงินหมด’ เพราะแคร์สายตาคน

เชื่อหรือไม่ว่า…พฤติกรรมการใช้จ่ายบางอย่างเพื่อภาพลักษณ์ทางสังคม ที่บ่อยจนเกินไป อาจบั่นทอนเงินในกระเป๋าของคุณแบบไม่รู้ตัว มาทำความเข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้ และหาทางปรับเปลี่ยนกันเถอะ

ใครเคยเป็นบ้าง? เวลาเข้าร้านหรูๆ มีสายตาคนจับจ้อง เรามักจะยอมจ่ายเงินแพงกว่าปกติได้
แต่พอไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครสนใจใครอย่างตลาดสด เรากลับต่อราคาเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกที่สุดซะงั้น

ลองมาดูกันดีกว่าว่าอะไรอยู่เบื้องหลังของพฤติกรรมเหล่านี้ โดย #aomMONEY ได้รวบรวมเหตุผลมาฝาก จะมีข้อไหนที่ตรงกับคุณบ้าง มาดูกันเลย

1. อยากสร้างความประทับใจให้คนอื่น

จากผลทดสอบทางเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม พบว่า บ่อยครั้งที่คนเรามีแนวโน้มที่จะพยายามสร้างความประทับใจให้กับผู้อื่น ดังนั้น การได้จ่ายเงินมากกว่า หรือ ใช้ของที่หรูหรา ก็เป็นวิธีหนึ่งในการสร้างความประทับใจเมื่อเราคิดว่า กำลังมีคนมองเราอยู่ แต่ในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวาย ไม่มีใครสนใจใคร เราก็มักจะกล้าแสดงความเป็นตัวเองออกมา และเอ่ยปากขอต่อรองราคานั่นเอง

2. ไม่ต้องการให้คนอื่นมองเราแย่

หลายครั้งพออยู่ในที่สาธารณะ เช่น ร้านอาหารสุดหรู หรือ ร้านคาเฟ่สุดฮิต เรามักจะให้ทิปกับเด็กเสิร์ฟโดยไม่รู้ตัว เพราะจิตใต้สำนึก สั่งว่า ถ้าเราไม่ให้จะถูกมองไม่ดี เราจึงยอมจ่ายเพื่อภาพลักษณ์ทางสังคม ถึงแม้ว่าบางครั้งเราอาจจะไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้นก็ตาม

3. รู้สึกผ่อนคลายในสถานที่หรูหรา

เคยสังเกตมั้ย ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ช็อปสินค้าแบรนด์เนม มักถูกออกแบบให้มีความหรูหราดูดี เพื่อทำให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำและเพลิดเพลินไปกับความไฮโซ จนลืมความกังวลเรื่องการใช้จ่ายเงินในอนาคต เผลออีกทีเงินก็แทบหมดกระเป๋าแล้ว

4. รู้สึกยินดีที่จะจ่ายเพื่อความพอใจของตัวเอง

โดยธรรมชาติของมนุษย์ ถ้าเราเลือกได้ เรามักจะตัดสินใจเลือกสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุขเสมอ อีกทั้งในทางเศรษฐศาสตร์ บอกไว้ชัดเจนว่า คนเราต้องการความพึงพอใจสูงสุดบนเงื่อนไขที่มี ยิ่งถ้าราคาที่ต้องจ่าย ไม่ได้เกินกำลัง เรามักยินดีจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับความพอใจและความสุขได้

มาถึงตรงนี้ มีข้อไหนที่ตรงกับคุณบ้างไหมครับ ถ้าไม่ ก็ไม่แปลกนะครับ เพราะการศึกษาทางจิตวิทยาเชิงพฤติกรรมสมัยใหม่จำนวนมาก ได้เปิดเผยแล้วว่า จริงๆ มนุษย์ไม่ได้ทำทุกอย่างด้วยเหตุผลเสมอไป มีผู้บริโภคจำนวนมากที่ซื้อสินค้าแบบฟุ่มเฟือย โดยไม่สอดคล้องกับฐานะทางการเงินที่จะสามารถซื้อได้

อีกทั้งงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ Gerald Zaltman จาก Harvard University ที่ศึกษาพฤติกรรมและสิ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค ผ่านหนังสือ “How Customers Think: Essential Insights into the Mind of the Market” ชี้ชัดว่า 95% ของการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคมาจาก “จิตใต้สำนึก” ส่วนอีก 5% มาจากเรื่องของ “เหตุผล“

สุดท้ายแล้ว การใช้เงินเพื่อรักษาภาพลักษณ์ หรือ เพื่อสนองความพึงพอใจของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาห้ามปรามกันนะครับ แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราวางแผนการใช้จ่ายไม่ดี ใช้จ่ายเกินกำลัง และเกินความจำเป็น พฤติกรรมเหล่านี้ก็อาจทำให้เงินในกระเป๋าของคุณหมดโดยไม่รู้ตัวได้ อาจจะลองปรับเปลี่ยนวิธีคิด เริ่มวางแผนก่อนใช้จ่าย เปลี่ยนค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยใช้ฟุ่มเฟือย เป็นเงินออม และนำไปลงทุนคุณอาจจะได้เห็นเงินก้อนใหญ่ให้ชื่นใจก็ได้นะครับ

Ji-hyeon Kwak หญิงสาววัย 24 ปี ชาวเกาหลีใต้ เก็บเงิน 100 ล้านวอนใน 4 ปี ใช้เงินซื้ออาหารเดือนละ ประมาณ 230 บาทจนซื้ออพาร์ทเมนต์หลังแรกของตัวเองได้สำเร็จ

“เม็ดฝุ่นรวมกันเป็นภูเขา”

สุภาษิตเกาหลีหนึ่งที่มักถูกใช้เพื่อกระตุ้นให้คนรู้จักเก็บเล็กผสมน้อยเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง

แต่ต้องยอมรับว่าในยุคสมัยปัจจุบันมันเป็นเรื่องที่ยากไม่น้อย สภาวะทางสังคมที่ไม่เอื้ออำนวยและไร้ซึ่งความหวัง

ราคาบ้านที่แพงจนคนที่มีเงินเดือนขั้นต่ำแทบไม่มีโอกาสเอื้อมถึง ฝากเงินในธนาคารก็ดอกเบี้ยต่ำจนสู้อัตราเงินเฟ้อไม่ได้ ไหนจะเต็มไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจ การแข่งขันทางสังคม โลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ

เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจที่แนวทางการใช้ชีวิตแบบ YOLO (You Only Live Once) ที่เชื่อว่าใช้ชีวิตให้คุ้ม สุดเหวี่ยง เพราะเรามีชีวิตเดียว มีเงินก็ใช้ซื้อความสุขตอนนี้ไปเลย จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

เม็ดฝุ่นก็ปล่อยให้เป็นเม็ดฝุ่นไป จากสถิติของเว็บไซต์ statista บอกว่าในช่วงปี 2020 – 2022 ประมาณ 80-90% ของ Luxury Shoppers หรือผู้บริโภคสินค้าราคาแพงนั้นมีอายุระหว่าง 18-39 ปี จากช่วงอายุที่เคยเป็นช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว ตอนนี้กลายเป็นช่วงที่ใช้เงินหนักที่สุดของชีวิตแทน

รายการ “Life Talent” ของช่อง SBS TV ในประเทศเกาหลีใต้ที่ออกอากาศช่วงวันที่ 1 พฤษภาคม 2022 ได้เปิดเผยชีวิตของผู้เข้าร่วมรายการคนหนึ่งชื่อว่า จี ฮยอน กว็อก (Ji-hyeon Kwak) หญิงสาววัย 24 ปี ที่มีรายได้จากงานประจำของรัฐและงานพิเศษนอกเวลารวมกันแล้วเพียง 2,000,000 วอน (ราว ๆ 53,500 บาท)

ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่ 1,914,440 วอน (ราว ๆ 51,200 บาท) เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยสำหรับคนทั่วไปที่มีรายรับเท่า ๆ กันเมื่อหักค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันทั้งที่พักอาศัย อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรคและการเดินทาง เงินจำนวนนี้แทบจะไม่เหลือเก็บเลยด้วยซ้ำ

จี ฮยอน เป็นพนักงานของรัฐคนหนึ่งที่ทำงานหนักมาโดยตลอดสี่ปี เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 19 ปีและรู้สึกว่าถ้าอยากจะมีบ้านของตัวเองก็ต้องเริ่มเก็บเงินให้เร็วที่สุด นั่นคือสิ่งที่ที่ทำให้เธอแตกต่างจากเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันคนอื่น ๆ คือเงินในบัญชีธนาคารที่มีมากกว่า 105 ล้านวอนหรือเกือบราว ๆ 3 ล้านบาท

ในรายการ Life Talent เธอโชว์ยอดเงินนี้ให้ทุกคนดูจนกลายเป็นเรื่องที่ฮือฮาตกใจว่าทำไมพนักงานรัฐที่มีเงินเดือนขั้นต่ำถึงเก็บเงินได้เยอะขนาดนี้ นอกจากนั้นแล้วเธอยังบอกอีกว่าตอนนี้ตัดสินใจซื้ออพาร์ทเม้นท์หลังแรกไปแล้ว ซึ่งสำหรับเด็กวัย 24 ปี ถือเป็นสิ่งที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก

แล้วจียอนทำได้ยังไงกันล่ะ?

เธอเล่าว่าเงินที่เหลือนั้นมาจากส่วนของอาหารที่เธอเลือกกินเป็นหลัก โดยปกติแล้วจะใช้เงินค่าอาหารและเครื่องดื่มเพียงแค่ 8,400 วอน (หรือประมาณ 230 บาท) ต่อเดือนเท่านั้น หลายคนอาจคิดว่าแค่ค่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังไม่พอเลย มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะใช้เงินน้อยขนาดนี้เพื่อซื้ออาหาร

เธอใช้เทคนิคการตัดเก็บสะสมคูปอง สะสมแต้มและระบบลดแลกแจกแถมจากหนังสือพิมพ์และแอพฯต่าง ๆ จนทำให้ได้สินค้าและอาหารมาโดยแทบไม่ต้องควักเงินจ่าย หรือถ้าจ่ายก็จ่ายน้อยมาก ๆ เพราะฉะนั้นเงินค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารเลยถูกมาก ๆ และที่สำคัญคืออาหารก็ครบหลักหมวดหมู่ทางโภชนาการด้วย

ยกตัวอย่างใบเสร็จเวลาไปซื้อของมักจะมีคูปองท้ายใบเสร็จ เธอก็จะสแกนเพื่อเก็บเอาไว้ บางทีก็ได้ 100-200 วอน ซึ่งพอสะสมไปเรื่อย ๆ ก็สามารถแลกเป็นสินค้าต่าง ๆ ได้ คนส่วนใหญ่จะเอาทิ้งเพราะเสียเวลาและต้องใส่ข้อมูลส่วนตัวด้วย สำหรับหลาย ๆ คนมองว่าเป็นเพียงเม็ดฝุ่น แต่สำหรับ จี ฮยอนนั้นทุกวอนมีค่าและเธอก็รู้ว่าภูเขาที่เกิดจากเม็ดฝุ่นกำลังก่อตัวอย่างช้า ๆ

นอกจากการตัดและสะสมคูปองแต้มต่าง ๆ แล้วยังไม่พอ เธอยังพยายามลดค่าใช้จ่ายเรื่องอื่น ๆ ด้วย ทุกวันเธอจะเดินไปกลับที่ทำงานวันละ 2 ชั่วโมงเพื่อประหยัดค่าโดยสารสาธารณะ ดื่มน้ำก๊อก (น้ำก๊อกเกาหลีสะอาดมากพอที่จะดื่มได้ครับ) และชาที่ต้มเองที่บ้าน เลือกกินอาหารที่ราคาไม่แพง หรือถ้าเกิดมีการชิงโชครางวัลได้เป็นสินค้าอย่างน้ำเปล่าเป็นแพ็คเธอก็จะเอาไปขายออนไลน์เก็บเงินเข้ากระเป๋า ส่วนพวกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายต่าง ๆ ก็ซื้อให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น บางทีถ้าอาหารที่โรงอาหารที่ทำงานเหลือเธอก็ขอกลับมากินที่บ้านด้วย

จี ฮยอน แชร์ว่าเหตุผลที่ทำให้เธอตัดสินใจทำแบบนี้ตั้งแต่ยังเด็กก็เพราะสถานการณ์ของทางบ้านไม่ค่อยดี คุณพ่ออารมณ์แปรปรวน ส่วนคุณแม่ก็ติดสุรา เมื่อโตพอที่จะทำอะไรได้จึงพยายามทำงานให้หนัก เก็บเงินแล้วอยากจะย้ายออกไปอยู่ด้วยตัวเองอย่างมีอิสระให้เร็วที่สุด หลังจากนั้นมาเธอก็เก็บเงินทุกวอนที่ทำได้เลย

เธอนำความสามารถและทักษะในการประหยัดเงินเหล่านี้ไปถ่ายทอดเป็นวิดีโอบนช่องยูทูบและอินสตาแกรมเพื่อเป็นกำลังใจให้กับคนอื่น ๆ ที่อยากเก็บเงินด้วย

หลังจากที่เรื่องราวของเธอถูกเผยแพร่ทาง SBS ส่วนใหญ่แล้วคนจะเข้ามาชื่นชมความพยายามและความมุ่งมั่นของเธอที่ทำมาตลอด 4 ปีจนถึงตอนนี้ แต่ก็มีบางส่วนออกมาตำหนิบอกว่าเธอกำลังสูญเสียช่วงเวลาที่สำคัญของชีวิตไปและควรมีความสุขกับชีวิตบ้าง แต่จี ฮยอน ให้สัมภาษณ์ว่า

“ฉันเริ่มทำงานตอนอายุ 19 ปี และยังทำจนถึงตอนนี้ เก็บเงินได้ 100 ล้านวอนในสี่ปี โดยทำงานเสริมไปด้วย เก็บเงิน และอดทนอย่างหนัก แต่ไม่รู้สึกเสียดายเลย”

สำหรับ จี ฮยอน เม็ดฝุ่นของเธอกำลังรวมกันเป็นภูเขาแล้ว และที่สำคัญเรื่องราวของเธอก็ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่อีกมากมายด้วย เธอกล่าวต่อว่า

“ช่วงที่ผ่านมานั้นยากลำบากมาก ๆ แต่ชีวิตของฉันจะสดใสขึ้นในอนาคต”

เชื่อว่าทุกคนก็คิดแบบเดียวกัน

===========

อ้างอิง :

Statista

YouTube

Korea Joongang Daily

National Geographic Facebook Page

News NPR

YouTube

ปีของเขา! นอกจากแชมป์บอลโลกปี 2022 Lionel Messi ยังเป็นนักกีฬาที่รายได้มากที่สุดในโลกถึง 4500 ล้านบาท

จบไปแล้วครับกับศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์

ถ้าใครติดตามเกมก็คงเห็นตรงกันว่าเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดและเข้มข้น หลังจากที่ครึ่งแรกผ่านไปคิดว่าจะเป็นงานง่าย ๆ สำหรับอาร์เจนตินา แต่ครึ่งหลังหนังคนละม้วนฝรั่งเศสกลับมาแล้วสู้จนต้องไปตัดสินกันในการต่อเวลาพิเศษและดวลจุดโทษ สุดท้ายอาร์เจนตินาก็ได้แชมป์ของปีนี้มาครองอย่างสมศักดิ์ศรี

ลิโอเนล เมสซี่ (Lionel Messi) กัปตันของอาร์เจนตินาและชายผู้ถูกขนามนามว่า G.O.A.T (Greartest Of All Time) แห่งวงการฟุตบอลได้ขึ้นไปชูถ้วยรางวัลที่เขารอคอยมาแสนนาน ทำให้ประเทศอาร์เจนตินาได้แชมป์เป็นสมัยที่ 3 เป็นรองแค่บราซิล (5 สมัย) เยอรมัน (4 สมัย) และ อิตาลี (4 สมัย) เพียงเท่านั้น

มาดูสถิติของเขาสักนิดหนึ่ง

– เมสซี่คว้ารางวัลบัลลงดอร์ในฐานะนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกเป็นครั้งที่ 7 ในปี 2021 โดยนำหน้าคู่แข่งอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด (Cristiano Ronaldo) ถึง 2 ครั้ง

– ฤดูกาล 2008–09 เขาพาบาร์เซโลนาคว้าแชมป์รายการใหญ่ 3 รายการในปีเดียวกัน และคว้ารางวัลบาลงดอร์สมัยแรกในวัย 22 ปีในปีนั้น ก่อนจะคว้ารางวัลนี้ได้อีกสามสมัยติดต่อกัน ทำสถิติผู้เล่นคนแรกที่คว้าบาลงดอร์สี่สมัยติดต่อกัน

– ในเดือนสิงหาคมปี 2021 เขาย้ายไปปารีส แซงต์-แชร์กแมงจากสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา 2021 ที่ถือว่าเป็นทีมฟุตบอลอาชีพแห่งเดียวที่เขาเคยเล่นให้ตั้งแต่อายุ 17 ปี

– หลังจากที่อาร์เจนตินารอคอยมา 36 ปีสำหรับแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่สาม ในที่สุดปีนี้เมสซี่ก็สามารถนำทีมคว้าชัยชนะการแข่งขันฟุตบอลรายการใหญ่ที่สุดมาให้กับประเทศของเขาได้สำเร็จ

และถึงแม้ว่าปีนี้จากการคาดการณ์ของนิตยสาร Forbes จะบอกว่าเขาน่าจะได้ค่าจ้างที่น้อยลงตอนที่เซ็นสัญญาย้ายทีมมาอยู่กับปารีส แซงต์-แชร์กแมงถึง 22 ล้านเหรียญ แต่ด้วยรายได้นอกสนามอย่างโฆษณาและค่าตัวต่าง ๆ จนทำให้ขึ้นแท่นมายืนเป็นอันดับหนึ่งของนักกีฬาที่มีรายได้มากที่สุดแห่งปี 2022 อีกด้วย ถือว่าปีนี้เป็นปีที่ดีของเขาอีกปีหนึ่งเลย

โดย 10 นักกีฬาที่รายได้มากที่สุดในโลกของปี 2022 ที่จัดอันดับโดย Forbes คือ

1. ลิโอเนล เมสซี่ (Lionel Messi)

รายได้ : 130 ล้านเหรียญ (ในสนาม : 75 ล้านเหรียญ, นอกสนาม : 55 ล้านเหรียญ)

ประเภท : ฟุตบอล

2. เลอบรอน เจมส์ (LeBron James)

รายได้ : 121.2 ล้านเหรียญ​ (ในสนาม : 41.2 ล้านเหรียญ, นอกสนาม : 80 ล้านเหรียญ)

ประเภท : บาสเกตบอล

3. คริสเตียโน โรนัลโด (Cristiano Ronaldo)

รายได้ : 115 ล้านเหรียญ​ (ในสนาม : 60 ล้านเหรียญ, นอกสนาม : 55 ล้านเหรียญ)

ประเภท : ฟุตบอล

4. เนย์มาร์ (Neymar)

รายได้ : 95 ล้านเหรียญ​ (ในสนาม : 70 ล้านเหรียญ, นอกสนาม : 25 ล้านเหรียญ)

ประเภท : ฟุตบอล

5. สตีเฟน เคอร์รี (Stephen Curry)

รายได้ : 92.8 ล้านเหรียญ​ (ในสนาม : 45.8 ล้านเหรียญ, นอกสนาม : 47 ล้านเหรียญ)

ประเภท : บาสเกตบอล

6. เควิน ดูแรนท์ (Kevin Durant)

รายได้ : 92.1 ล้านเหรียญ​ (ในสนาม : 42.1 ล้านเหรียญ, นอกสนาม : 50 ล้านเหรียญ)

ประเภท : บาสเกตบอล

7. โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ (Roger Federer)

รายได้ : 90.7 ล้านเหรียญ​ (ในสนาม : 0.7 ล้านเหรียญ, นอกสนาม : 90 ล้านเหรียญ)

ประเภท : เทนนิส

8. ซาอุล อัลบาเรซ (Canelo Álvarez)

รายได้ : 90 ล้านเหรียญ​ (ในสนาม : 85 ล้านเหรียญ, นอกสนาม : 5 ล้านเหรียญ)

ประเภท : ชกมวย

9. ทอม เบรดี้ (Tom Brady)

รายได้ : 83.9 ล้านเหรียญ​ (ในสนาม : 85 ล้านเหรียญ, นอกสนาม : 5 ล้านเหรียญ)

ประเภท : อเมริกันฟุตบอล

10. ยานนิส อันเททูคุมโป (Giannis Antetokounmpo)

รายได้ : 80.9 ล้านเหรียญ​ (ในสนาม : 39.9 ล้านเหรียญ, นอกสนาม : 41 ล้านเหรียญ)

ประเภท : บาสเกตบอล

Forbes กล่าวว่า ‘ในสนาม’ รวมตั้งแต่เงินรางวัล ค่าจ้าง และโบนัส นับตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2021 – 1 มิถุนายน 2022 และ ‘นอกสนาม’ คือเงินที่ได้จากสปอนเซอร์ ค่าโชว์ตัว ของที่ระลึกและลิขสิทธิ์ต่าง ๆ รวมถึงผลตอบแทนที่เป็นเงินสดจากธุรกิจที่นักกีฬาดำเนินการอยู่และการขายหุ้นต่าง ๆ แต่ไม่รวมรายได้จากการลงทุนอย่างดอกเบี้ยหรือเงินปันผล

อ้างอิง

Forbes

Cambridge

Forbes

3 เหตุผลดี ๆ ที่ควรซื้อประกันออมทรัพย์ แฮปปี้มีเงินใช้

สำหรับคนที่วางแผนลดหย่อนภาษีประจำปี เชื่อว่าหนึ่งในตัวเลือกลดหย่อนภาษียอดฮิต คือ การทำประกัน ไม่ว่าจะเป็น ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และ ประกันแบบบำนาญ ที่มีให้เลือกตามความต้องการและเป้าหมายการเงินที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม คำถามที่เกิดขึ้นบ่อย มักจะเกิดกับ ประกันชีวิตที่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ เนื่องจากมีมากมายหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น ประกันตลอดชีพ ออมทรัพย์ ชั่วระยะเวลา หรือประกันควบการลงทุน ซึ่งเราต้องรู้ว่าเราต้องการความคุ้มครองมากแค่ไหน และต้องการเงินคืนระหว่างสัญญา หรือรับเงินก้อนเมื่อครบกำหนดสัญญาหรือไม่

ซึ่งแน่นอนครับว่า หลายคนนั้นมักจะเลือกประกันออมทรัพย์ (หรือประกันแบบสะสมทรัพย์) ที่ได้ทั้งความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต มีเงินคืนระหว่างสัญญา และรับเงินก้อนเมื่อครบกำหนดสัญญาตามระยะเวลาเอาประกันภัยที่เลือกซื้อ

เนื่องด้วยประกันกลุ่มนี้ตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการสะสมเงินเพื่อเป้าหมายในช่วงเวลาหนึ่งด้วย แต่ก็ต้องบอกว่า เดี๋ยวนี้ประกันออมทรัพย์ที่ให้เลือกซื้อนั้น ก็มีหลากหลายแบบเช่นเดียวกัน ต่อให้ตัดสินใจเลือกประกันออมทรัพย์แล้ว หลายคนก็ยังสงสัยต่อว่า แล้วควรเลือกซื้อแผนไหน? แผนไหนคุ้ม? แล้วเราสามารถดูจุดเด่นของประกันที่เราสนใจได้ที่ไหน?

เราจึงขอแนะนำ 3 เหตุผลดีๆ ที่ควร ซื้อประกันออมทรัพย์ ไทยประกันชีวิต แฮปปี้มีเงินใช้ ที่จะมาตอบโจทย์ข้อสงสัยดังกล่าวให้พิจารณากันครับ นั่นคือ

ข้อแรก แบบประกันนี้ชำระเบี้ยฯ สั้น 5 ปี คุ้มครองยาว 15 ปีและรับเงินคืน 3% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันครบรอบปีกรมธรรม์ที่  2,4,6,8,10,12 และ 14

ข้อสอง เมื่อครบกำหนดสัญญา 15 ปี รับเงินคืน 500% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย (รวมเงินคืนตลอดสัญญา 521% ของจำนวนเงิน เอาประกันภัย)

ข้อสาม ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท ต่อปี* (ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่จ่ายค่าเบี้ยประกัน)  

* ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด นอกจากนี้ทุกคนยังสามารถดูรายละเอียดและผลประโยชน์เพิ่มเติมด้วยตัวเอง บนหน้าเว็บไซต์ :  https://bit.ly/tli_sa-happy_tbn หรือสามารถกรอกข้อมูลทิ้งไว้เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ เพื่ออธิบายข้อสงสัยต่าง ๆ

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ลองดูตัวอย่างนี้กัน สมมติว่า ถ้าหากเราตัดสินใจซื้อประกันตัวนี้ โดยจ่ายเบี้ยประกันภัยจำนวน 23,125 บาทต่อปี** สิทธิ์ที่เราได้รับนั้นจะมีอะไรบ้าง ?

**กรณีผู้เอาประกันภัยทุกเพศทุกอายุ เลือกซื้อความคุ้มครองแผน 2 จำนวนเงินเอาประกันภัย 25,000 บาท ชำระเบี้ยประกันรายปี

  • เงินคืนระหว่างสัญญา ณ วันครบรอบปีกรมธรรม์ที่ 2,4,6,8,10,12 และ 14 ครั้งละ 750 บาท (รวม 5,250 บาท)
  • เมื่อครบกำหนดสัญญาในปีที่ 15 รับเงินก้อนคืนคิดเป็น 500% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย คิดเป็นจำนวนเงิน 125,000 บาท รวมได้รับเงินตลอดสัญญา 130,250 บาท
  • ผลประโยชน์ความคุ้มครองกรณีผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต :
    • รับ 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เป็นจำนวนเงิน 25,000 บาท กรณีเสียชีวิตภายในปีกรมธรรม์ที่ 1
    • รับ 200% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท กรณีเสียชีวิตภายในปีกรมธรรม์ที่ 2
    • รับ 300% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เป็นจำนวนเงิน 75,000 บาท กรณีเสียชีวิตภายในปีกรมธรรม์ที่ 3
    • รับ 400% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท กรณีเสียชีวิตภายในปีกรมธรรม์ที่ 4
    • รับ 500% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เป็นจำนวนเงิน 125,000 บาท กรณีเสียชีวิตตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ 5-15
  • และเบี้ยประกันภัยที่เราจ่ายไปจำนวน 25,000 บาทต่อปีสามารถใช้สิทธ์ลดหย่อนภาษีได้ทุกปีที่ชำระ (ติดต่อกัน 5 ปี) 

สุดท้ายแล้ว หากใครสนใจซื้อประกันออมทรัพย์ แฮปปี้มีเงินใช้ มีคำแนะนำสั้นๆ คือ อย่าลืมทำความเข้าใจผลตอบแทนและความคุ้มครองที่จะได้รับตลอดอายุกรมธรรม์ให้เข้าใจ ซื้อได้ทันที แบบนี้มีทั้งความสะดวก และสามารถใช้ชีวิตแบบสบายๆ ได้เลย 

สำหรับผู้ที่สนใจดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ … https://bit.ly/tli-happy-tbn

คำเตือน

  • ข้อมูลนี้เป็นเพียงการสรุปเงื่อนไขและความคุ้มครองโดยสังเขป บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขความคุ้มครอง โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การพิจารณารับประกันของบริษัทฯ ทั้งนี้ เงื่อนไขและความคุ้มครองอย่างสมบูรณ์ จะถูกระบุอยู่ในกรมธรรม์ที่ท่านซื้อไว้เท่านั้น 
  • ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดของกรมธรรม์ประกันภัยก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

บทความนี้เป็น Advertorial

ต้องการเงินด่วน จะพึ่ง บัตรกดเงินสด หรือ สินเชื่อส่วนบุคคลดี? aomMONEY สรุปให้ ในวันที่เงินไม่คล่องมือ ควรหันไปหาใครดี

ในช่วงนี้ หลาย ๆ คนเศรษฐกิจติดขัดอย่างต่อเนื่อง หลายคนจึงจำเป็นต้องมองหา ‘เงินด่วน’ เพื่อมาเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้ตัวเอง โดยตัว ‘สินเชื่อส่วนบุคคล’ มักจะถูกนึกถึงเป็นอันดับแรก ๆ

ในวันนี้ aomMONEY มีช่องทางการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินมานำเสนอ นั่นคือ ‘บัตรสินเชื่อ’ หรือเรียกติดปากกันว่า บัตรกดเงินสด ที่มีความง่าย และรวดเร็ว สมชื่อ ‘เงินด่วน’ ซึ่ง aomMONEY ขอสรุปความแตกต่างของสินเชื่อทั้งสองประเภทเอาไว้แบบนี้ครับ

บัตรกดเงินสด VS สินเชื่อส่วนบุคคล แบบไหนเหมาะกับเรา ในวันที่เงินไม่คล่องมือ

ความยุ่งยากในขั้นตอนการขอสินเชื่อ

การขอสินเชื่อส่วนบุคคลนั้นใช้เอกสารค่อนข้างเยอะ เพื่อยืนยันว่าผู้ขอมีความสามารถในการชำระหนี้ และบางครั้งอาจมีขอผู้ค้ำประกัน หรือหลักทรัพย์ค้ำประกันด้วย ส่วนบัตรกดเงินสดนั้นใช้เอกสารน้อยกว่า และไม่ต้องมีการค้ำประกันโดยบุคคล หรือหลักทรัพย์ใด ๆ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการอนุมัติ

ในกรณีของสินเชื่อส่วนบุคคลนั้น หลักทรัพย์ที่เรานำไปค้ำประกันนั้นมีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อด้วย ส่วนบัตรกดเงินสดจะใช้เพียงเอกสารยืนยันตัวตน และหลักฐานการรับเงินเดือน โดยวงเงินของบัตรกดเงินสดจะอิงจากฐานเงินเดือนของผู้สมัครเป็นหลัก

ความต่อเนื่องของวงเงิน

สำหรับบัตรกดเงินสด เมื่อสมัครแล้วสามารถใช้วงเงินจากบัตรในการรับสินเชื่อเงินด่วนช่องทางต่าง ๆ เช่น ตู้ ATM หรือจุดรับบริการตามที่เงื่อนไขกำหนด ได้ทันที ที่สำคัญเราสามารถใช้วงเงินด่วนนี้ได้ตลอดระยะเวลาที่ถือบัตร ในขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลต้องทำเรื่องขอเป็นรายครั้งไป

ด้วยทั้งหมดนี้ เพื่อน ๆ จะเห็นได้ว่าบัตรกดเงินสดนั้นมีข้อได้เปรียบอยู่หลายประการ ทั้งเรื่องความง่ายในการสมัคร และความสะดวกในการรับเงินมาใช้ได้ทุกเมื่อ วันนี้ aomMONEY จึงอยากพูดถึงตัวบัตรสินเชื่อโลตัส พรีเมียร์ ที่รวมทุกข้อดีของบัตรกดเงินสด เช่น สมัครง่าย อนุมัติเร็ว และไม่ต้องมีการค้ำประกัน เพิ่มเติมด้วยสิทธิประโยชน์พิเศษต่าง ๆ ที่มีให้เฉพาะผู้ถือบัตรเท่านั้น โดย aomMONEY ได้สรุปรายละเอียดมาให้แบบนี้

รวมคุณประโยชน์ของ ‘บัตรสินเชื่อโลตัส พรีเมียร์’ ตัวช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในทุกสถานการณ์

1. สมัครง่าย ที่เคาน์เตอร์ โลตัส มันนี่ พลัส กว่า 200 สาขาทั่วประเทศ อนุมัติไวใน 1 ชั่วโมง  รับบัตรเลย ไม่ต้องใช้เอกสารเยอะ เพียงแค่มีคุณสมบัติดังนี้

สำหรับพนักงานประจำ

  • บุคคลธรรมดาอายุ 20 – 55 ปี
  • รายได้ประจำต่อเดือนเริ่มต้น 12,000 บาท

สำหรับธุรกิจส่วนตัว

  • เจ้าของกิจการอายุ 20 – 55 ปี
  • มีเงินหมุนเวียนในบัญชีเงินฝากของกิจการต่อเดือน ตั้งแต่ 240,000 บาท ขึ้นไป
  • ดำเนินกิจการมาไม่ต่ำกว่า 1 ปี

เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการพิจารณา มีดังนี้

– สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

– สลิปเงินเดือน หรือหนังสือรับรองเงินเดือน

– สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน (ควรเป็นบัญชีเงินเดือน หรือบัญชีที่แสดงความเคลื่อนไหวของกิจการ)

– สำหรับธุรกิจส่วนตัว ต้องใช้สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท / หจก. / ใบจดทะเบียนการค้า หรือสำเนาบัญชีย้อนหลัง 12 เดือน

2. ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ หรือผู้ค้ำประกัน

3. วงเงินบัตรกดเงินสดสูงสุด 300,000 บาท*

4. รับเงินง่าย ด้วยช่องทางหลากหลาย

ใช้บัตรกดเงินสดได้จากตู้ ATM ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเบิกเงินสดง่าย ๆ ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน UCHOOSE บนสมาร์ตโฟน

5. ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินสูงสุดไม่เกิน 25% ต่อปี

เมื่อพูดถึงเรื่องดอกเบี้ย เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนอาจจะยังสงสัยอยู่ว่าการคิดดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสด เขาคิดกันอย่างไร วันนี้ aomMONEY มีสูตรคำนวณง่าย ๆ มาให้ พร้อมยกตัวอย่างการคิดให้ดูกันครับ

สมมติว่า เพื่อน ๆ รับสินเชื่อเงินด่วนจากบัตรกดเงินสดมา 10,000 บาท โดยกำหนดให้ เหลือเวลาอีก 10 วัน ก่อนจะถึงวันกำหนดชำระ 

สำหรับตัวบัตรสินเชื่อโลตัส พรีเมียร์ จะมีการคิดอัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินรวมกันแล้วจะไม่เกิน 25% ต่อปี ทำให้เพื่อน ๆ สามารถคิดคำนวณได้ง่าย ๆ ด้วยสูตรนี้เลย

เงินต้นคงเหลือ x 25% x จำนวนวันก่อนถึงวันชำระในแต่ละรอบบัญชี ÷ 365 วัน

แบบนี้เราจะคำนวณได้ว่า 10,000 บาท x 25% x 10 ÷ 365 = 68.49 บาท 

ซึ่งเมื่อรวมกับเงินต้น จะเป็นดังนี้ 10,000 บาท + 68.49 = 10,068.49 บาท นี่คือจำนวนเงินที่เราต้องจ่ายคืนเมื่อถึงวันกำหนดชำระครับ

6. บัตรกดเงินสดที่ให้เราผ่อนชำระขั้นต่ำ เริ่มต้นเพียง 5% ของยอดชำระในแต่ละเดือน

แต่บัตรสินเชื่อโลตัส พรีเมียร์ ให้เราสามารถผ่อนชำระขั้นต่ำได้ ในกรณีที่ได้ยกตัวอย่างการการขอเงินด่วนไปในข้อที่แล้ว สมมติว่าเพื่อน ๆ เลือกจ่ายขั้นต่ำ 5% จะอยู่ที่ 503.42 บาท เป็นต้น

7. ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า และค่าธรรมเนียมรายปี 

นอกจากนี้ อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า ผู้ถือบัตรสินเชื่อโลตัส พรีเมียร์ จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมด้วย มาดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง

สิทธิประโยชน์ตลอดปีพิเศษจากบัตรสินเชื่อโลตัส พรีเมียร์

1. ผ่อนชำระเครื่องใช้ไฟฟ้า 0% ต่อเดือน สูงสุด 12 เดือน เฉพาะสินค้า และโลตัสสาขาที่ร่วมรายการ

2. ผ่อนชำระเบี้ยประกันภัย 0% นานสูงสุด 10 เดือน

เพื่อน ๆ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดของบัตรสินเชื่อโลตัส พรีเมียร์ เพิ่มเติมพร้อมสมัครทางออนไลน์ได้ง่าย ๆ คลิกเลย

อย่างไรก็ตามนอกจากบัตรกดเงินสดแล้ว ผลิตภัณฑ์สินเชื่อในตอนนี้นั้นมีมากมาย หลายประเภท สิ่งที่เราต้องทำคือศึกษารายละเอียด เงื่อนไขของผลิตภัณฑ์แต่ละตัวให้ละเอียด นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนการตัดสินใจขอเงินด่วน คือต้องเลือกช่องทางสินเชื่อให้เหมาะกับความจำเป็นในการใช้เงินของเรา รวมถึงต้องดูความเหมาะสมในการชำระหนี้ของเราด้วย

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทุนในตราสารหนี้ดีไหม หุ้นแบบไหนเหมาะกับสถานการณ์ ตอบคำถามด้วยกองทุน UGISRMF และ UGQG-SSF

ในช่วงที่ต้นทุนสินค้า และ บริการต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ด้านพลังงานที่ขาดแคลนซึ่งเกิดจากการทำสงครามระหว่างรัสเซีย และยูเครน รวมไปถึงความต้องการสินค้าที่มากขึ้นหลังจากช่วงโควิด จึงก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อในทุก ๆ ภูมิภาคทั่วโลก ส่งผลให้แต่ละประเทศเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้น
ตาม ๆ กันมา ซึ่งการที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วแบบนี้ ก็มีโอกาสก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้

หลายคนคงมีคำถามว่าเราควรลงทุนแบบไหนดี ต้องบอกกันตรง ๆ ว่าแนวโน้มอนาคตการลงทุนที่เราจะต้องลงทุนนั้น จะต้องเน้นไปที่คุณภาพมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี ไม่ผันผวนมากในช่วงเศรษฐกิจถดถอย และมองไปที่การลงทุนระยะยาว โดยได้รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ และคาดหวังถึงผลตอบแทนที่ดีหลังเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว

เอาล่ะครับ… วันนี้มีกองทุนที่น่าสนใจมาฝาก 2 กองทุนด้วยกัน นั่นคือ UGISRMF และ UGQG-SSF จากทาง UOBAM ซึ่งแต่ละกองทุนนั้นมีรายละเอียดและความน่าสนใจดังนี้ครับ

เริ่มที่กองทุนแรกก่อน กองทุน UGISRMF หรือ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นกองทุน RMF ที่ลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก โดยลงทุนผ่านกองทุนหลักคือ PIMCO GIS Income Fund (Class I) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนหลักบริหารจัดการโดย PIMCO ที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ได้รับความไว้วางใจเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

สำหรับกองทุนนี้มีความเสี่ยงของกองทุนอยู่ที่ระดับ 5 เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง และต้องการต้องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนไปยังตราสารหนี้ทั่วโลก

กลยุทธ์ในการบริหารของกองทุนหลักจะเป็นเชิงรุก (Active) เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ โดยมุ่งเน้นการเลือกสินทรัพย์ในกลุ่มผลตอบแทนสูง (High-yield) ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เพื่อเพิ่มผลตอบแทน แต่ไม่ต้องกลัวไปครับ เพราะกองทุนหลักจะเน้นคัดเลือกตราสารหนี้อย่างเข้มงวด ทั้งคุณภาพที่ดี และมีความสามารถในการชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอ 

โดยในพอร์ตการลงทุนของกองทุนหลักจะมีทั้งตราสารหนี้ชั้นดี, Mortgage-Backed Securities (MBS) หรือ ตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง และยังมีตราสารหนี้ประเภท High Yield Bond (HYB) ร่วมด้วย ซึ่งทางกองทุนหลักลดความเสี่ยงจากความผันผวนและเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอจากการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากอายุตราสารหนี้ด้วยการทำ Short Duration 

นอกจากนั้นการลงทุนกว่า 60% ของพอร์ตเป็นตราสารหนี้ประเภท MBS ที่ให้ผลตอบแทนแบบดอกเบี้ยลอยตัว (เมื่อราคาดอกเบี้ยขึ้น ตราสารหนี้ดังกล่าวจะได้รับผลตอบแทนมากขึ้นตามไปด้วย) 

สำหรับใครที่กังวลเรื่องความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนก็สบายใจได้เลยครับ เพราะกองทุน UGISRMF มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนอีกด้วย และถ้ามองไปถึงภาพรวมการลงทุนกับสภาวะเศรษฐกิจในตอนนี้แล้ว กองทุน UGISRMF ยังมีความน่าสนใจในมุมมองต่อไปนี้ครับ

1. ทิศทางการเติบโตของภาพรวมเศรษฐกิจโลก ถ้าดอกเบี้ยขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดแล้ว ตราสารหนี้จะถือเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนมากที่สุดในช่วง Cycle ของเศรษฐกิจ เนื่องจากก่อนหน้านี้กองทุนตราสารหนี้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย และถ้าดอกเบี้ยเริ่มกลายเป็นขาลง ตราสารหนี้จะได้รับประโยชน์ทั้ง 2 ต่อ ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาด และกำไรจากการลงทุนในตราสารหนี้ด้วย

2. มีโอกาสในการฟื้นตัวและให้ผลตอบแทนมากขึ้นจากการชะลอตัวของเงินเฟ้อ เนื่องจากการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในหลาย ๆ ประเทศ เพื่อลดเงินเฟ้อ และจะเห็นได้ว่าหลายประเทศเริ่มควบคุมเงินเฟ้อได้ ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ดีในการเริ่มสะสมกองทุนตราสารหนี้

3. ตลาดการลงทุนในแทบทุกสินทรัพย์มีทิศทางเป็นขาลงมาโดยตลอด สำหรับนักลงทุนที่ตั้งใจอยากจะลงทุนในช่วงนี้ก็ถือเป็นโอกาสที่จะได้เลือกซื้อกองทุนที่ปรับราคาลงมาจนอยู่ในระดับต่ำและมีความเสี่ยงที่จะลงไปต่ำกว่านี้ได้ค่อนข้างน้อย และมีโอกาสที่จะเติบโตได้ในระยะยาว

ดังนั้น กองทุน UGISRMF เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกท่านที่ต้องการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์อย่างตราสารหนี้ เพื่อให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว รวมถึงสามารถยังใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ด้วย

ทีนี้.. มาที่อีกกองทุนที่น่าสนใจ คือ UGQG-SSF หรือ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ควอลิตี้ โกรท ฟันด์ ชนิดเพื่อการออม ครับ เป็นกองทุน SSF ที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว ที่เน้นลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนหลัก United Global Quality Growth Fund (Class USD Acc) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

สำหรับกองทุนนี้มีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 6 นั่นคือ เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงค่อนข้างสูง ต้องการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นทั่วโลกแต่ไม่อยากรับความผันผวนมาก รวมถึงต้องการการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ 

ซึ่งนโยบายการลงทุนของกองทุนหลัก จะเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ผ่านการคัดสรรแล้วว่าเป็นบริษัทชั้นนำที่มีการเติบโตของส่วนแบ่งทางการตลาด มีโอกาสในการขยายธุรกิจ มีโอกาสในการเติบโตที่ดีในระยะยาว สามารถสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นในระดับที่ดีและสม่ำเสมอ

หรือพูดง่าย ๆ ว่า เน้นลงทุนในหุ้นที่มีคุณภาพ เติบโตได้ มูลค่าหุ้นไม่แพง โดยเฉพาะหุ้นที่มีเงินสด (Free Cash Flow) สูง เพื่อให้มีความปลอดภัยในช่วงเศรษฐกิจถดถอย และเลือกลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีคุณภาพ มีความมั่นคงทางการเงิน มีแนวโน้ม Growth ที่ดี ในกลุ่มเทคโนโลยี การเงิน และสุขภาพ ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและพัฒนาสินค้าที่จำเป็นในยุคนี้เป็นหลัก เช่น Amazon Apple และ Microsoft โดยจะมีการปรับพอร์ตตามสภาวะเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม

สำหรับการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนนั้น จะป้องกันตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ที่บริหารโดย UOB Asset Management Ltd (Singapore)  โดยจะดูจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สภาวะของตลาดการเงินในขณะนั้น รวมถึงทิศทางแนวโน้มของค่าเงินรวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อราคาหุ้นมาพิจารณาในการปรับสัดส่วนการลงทุน

หากถามว่าทำไมกองทุนนี้ถึงน่าสนใจ คำตอบคงหนีไม่พ้น ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาเยอะในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นจังหวะดีที่ควรทยอยสะสม  ยิ่งเป็นกองทุนที่มีการเลือกหุ้นที่ดีและมีความมั่นคงทางการเงินมาให้แล้ว หากหุ้นเริ่มกลับมาฟื้นตัว น่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุนได้เช่นกัน และที่สำคัญกองทุนนี้ยังสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ด้วย ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการสะสมกองทุนในช่วงนี้ครับ

สรุปสุดท้าย ทั้ง 2 กองทุนนี้ ไม่ว่าจะเป็น UGISRMF และ UGQG-SSF นั้นเหมาะกับใคร

  1. เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดหย่อนภาษี เพราะกองทุนทั้งสองกองทุนนี้ สามารถใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีได้
  2. คนที่ต้องการลงทุนในตราสารหนี้เพื่อกระจายความเสี่ยง (UGISRMF) หรือต้องการลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่มีความแข็งแกร่งและโอกาสเติบโตได้ในอนาคต (UGQG-SSF)
  3. คนที่ต้องการจับจังหวะการลงทุน เพราะช่วงนี้เริ่มเป็นช่วงที่ดีที่จะกลับมาทยอยซื้อได้อีกครั้ง (โดยเฉพาะการซื้อแบบ DCA)

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  

สำหรับใครสนใจกองทุนรวม SSF/RMF จาก UOBAM  

สามารถเข้าไปที่ www.uobam.co.th

หรือโทร. 0 2786 2222 

หรือเปิดบัญชีลงทุนผ่านแอป UOBAM Invest

คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะกองทุน นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานกองทุนก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุในคู่มือการลงทุนดังกล่าวด้วย

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save