ไม่หวั่นแม้วันที่ “น้องน้ำ” บุกบ้านหรือเข้ารถยนต์ เพราะมีประกันภัย

ในช่วงที่ผ่านมา เหตุการณ์น้ำท่วมในบ้านเราเกิดขึ้นบ่อยมากจนกลายเป็นภาพชินตา โดยเราสามารถเห็นได้จากทั้งทางโทรทัศน์ หรือสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นยากที่จะประเมินมูลค่า มีทั้งค่าใช้จ่ายที่เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น ค่าซ่อมรถ ซ่อมบ้าน อุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงที่มองไม่เห็นจากการหาที่อยู่ใหม่ชั่วคราว  ไปจนถึงการขาดโอกาสในการหารายได้ ซึ่งแม้ว่าเรื่องน้ำท่วมจะเป็นปัจจัยภายนอกที่อยู่เหนือการควบคุม แต่เราสามารถควบคุมปัจจัยภายในได้ด้วยการหาวิธีรับมือเพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จึงทำให้ประกันภัยกลายเป็น “ของมันต้องมี” !

วิธีบริหารความเสี่ยงด้วยการทำประกันภัย 

ประกันภัยที่มีไว้เพื่อบรรเทาความเสียหายของทรัพย์สินที่เป็นบ้าน และรถยนต์ จากเดิมที่เราจะต้องจ่ายค่าซ่อมแซมเอง 100% อาจจะเหลือเพียง 20 – 30% เท่านั้น ทำให้สามารถช่วยเราประหยัดรายจ่ายได้ วันนี้ aomMONEY และนายปกป้องขอพาทุกคนไปดูกันว่า เราจะซื้อประกันภัยบ้านและรถยนต์แบบไหนดี ที่จะคุ้มครองเราเรื่องน้ำท่วมได้ อ่านต่อกันได้เลยครับ

ประกันภัยบ้านแบบไหนคุ้มครองน้ำท่วม

รู้จัก ‘ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย

ให้ความคุ้มครองครอบคลุมความเสียหายของทรัพย์สินจากเรื่องน้ำท่วม จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 ตัวอาคาร

ให้ความคุ้มครองสิ่งปลูกสร้างของเรา รวมไปถึงส่วนต่อเติมอาคาร แต่ไม่รวมฐานราก  เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถวสำหรับอยู่อาศัย ห้องชุดสำหรับอยู่อาศัยในแฟลต อาคารชุด คอนโดมิเนียม 

ส่วนที่ 2 เฟอร์นิเจอร์

ประกันภัยตัวนี้ยังให้ความคุ้มครองทรัพย์สินที่อยู่ภายในสิ่งปลูกสร้างด้วย เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ภายในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เครื่องดนตรี เครื่องเสียง เครื่องครัว เครื่องนุ่งห่ม และทรัพย์สินอื่น ๆ 

แต่ก็มีทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในคุ้มครอง อย่างเช่น เงิน ทอง วัตถุโบราณ อัญมณี เอกสารทั่วไป ภาพเขียน หลักฐานทางการเงิน วัตถุระเบิด เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นต้นเพลิง

แม้จะชื่อว่า ‘ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย’ แต่ก็ให้ความคุ้มครองภัยอื่น ๆ ถึง 6 ประเภท ดังนี้

  1. ไฟไหม้ รวมถึงไฟไหม้ป่า พุ่มไม้ พงรก และการเผาป่าเพื่อปราบพื้นที่
  2. ฟ้าผ่า รวมถึงความเสียหายต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกิดจากการลัดวงจรจากฟ้าผ่า
  3. การระเบิดทุกชนิด ยกเว้นการระเบิดที่เกิดจากอาวุธ
  4. ภัยจากยานพาหนะ การเฉี่ยว การชนของยานพาหนะ รวมไปถึงสัตว์พาหนะ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น
  5. ภัยจากอากาศยาน วัตถุที่ตกจากอากาศยาน เข่น จรวดขับเคลื่อนด้วยตัวเอง หรือยานอวกาศ ยกเว้นจรวดที่เป็นอาวุธ
  6. ภัยเนื่องจากน้ำ (ไม่ใช่น้ำท่วมตามธรรมชาติ) เป็นอุบัติเหตุจากน้ำรั่ว น้ำล้นหรือไอน้ำจากท่อน้ำ ถังน้ำ ระบบทำความร้อน ระบบทำความเย็น ระบบปรับอากาศ เครื่องสูบน้ำ และรวมถึงน้ำฝนที่ไหลผ่านเข้าไปภายในอาคารจากการเสียหายของหลังคา หน้าต่าง ประตู วงกบประตูหน้าต่าง ช่องลม ช่องรับแสงสว่าง ท่อน้ำหรือรางน้ำ

และเสริมด้วยความคุ้มครอง 4 ภัยธรรมชาติ ดังนี้

  1. ภัยจากลมพายุ
  2. ภัยจากน้ำท่วม น้ำล้นหรือไหลออกจากทางน้ำปกติเป็นทางน้ำธรรมชาติ หรือทางน้ำที่สร้างขึ้น (ไม่รวมถึงรางน้ำบนหลังคา) ท่อน้ำสาธารณะแตก น้ำท่วมจากภายนอกของอาคารหรืออาคารที่เก็บทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้ รวมถึงน้ำท่วมอันเกิดจากลมพายุ น้ำป่า และโคลนถล่ม
  3. ภัยจากแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คลื่นใต้น้ำ สึนามิ เป็นน้ำท่วมที่เกิดจากภัยธรรมชาติ แต่ไม่คุ้มครองความเสียหายโดยตรงหรือโดยทางอ้อม ที่เกิดจากภัยแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดที่เกิดจากวัตถุใดๆ จากอวกาศ
  4. ภัยจากลูกเห็บ น้ำฝน น้ำค้างแข็ง หิมะ ทราย หรือ ฝุ่นละอองไหลผ่านเข้าไปในอาคารตามร่องแตกร้าวของอาคาร สิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายจากลูกเห็บโดยตรงเท่านั้น หรือน้ำจากเครื่องพรมน้ำหรือท่อน้ำอื่นๆ ที่เกิดเสียหายขึ้นเนื่องจากลูกเห็บโดยตรง

สรุปข้อมูลจาก www.oic.or.th/th/education/insurance/fire/for-housing

‘ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย’ เบี้ยประกันประมาณเท่าไหร่?

เบี้ยประกันที่อยู่อาศัยของแต่ละคนไม่เท่ากันต้องดูหลายปัจจัย เช่น

  • สถานที่ตั้งของที่อยู่อาศัย ถ้าอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมบ่อยๆ เบี้ยประกันจะสูงกว่า
  • ลักษณะของสิ่งปลูกสร้าง เช่น บ้านปูนทั้งหลัง บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ บ้านไม้ทั้งหลัง ทำให้เบี้ยประกันไม่เท่ากัน

ถ้าต้องการรู้ว่าที่อยู่อาศัยของเรามีเบี้ยประกันประมาณเท่าไหร่ ต้องไปกรอกรายละเอียดของที่อยู่อาศัย เช่น ขนาดพื้นที่ใช้สอย จำนวนชั้น ลักษณะสิ่งปลูกสร้าง พื้นที่ตั้ง ส่วนต่อเติม ฯลฯ ในเว็บไซต์ของบริษัทประกันภัย เพื่อดูเบี้ยประกันที่ครอบคลุมความต้องการของเราได้มากที่สุด หรือถ้าต้องการรู้ข้อมูลเบื้องต้นของตัวประกัน ก็สามารถดูตัวอย่างแบบประกันสำเร็จรูปนี้เป็นแนวทางได้เลยครับ  

ตัวอย่าง แบบประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย บริษัท XXX วงเงิน 2,000,000 บาท เบี้ยประกัน 3,800 บาท ได้รับความคุ้มครอง ดังนี้

จากภาพนี้มีความคุ้มครองภัยธรรมชาติรวมภัยน้ำท่วมแล้ว 20,000 บาท/ปี แต่เจ้าของบ้านมองว่ายังไม่เพียงพอ จึงขยายความคุ้มครองเพิ่มเติม ภัยน้ำท่วมอีก 200,000 บาท 

ถ้าน้ำท่วมบ้าน เราจะเคลมประกันอย่างไร?

1. ถ่ายรูประหว่างน้ำท่วมและหลังจากน้ำลดแล้ว เพื่อเก็บภาพความเสียหายส่งให้บริษัทประกัน 

2. แจ้งบริษัทประกันให้เร็วที่สุดว่าที่พักอาศัยตนเองน้ำท่วม พร้อมกับเตรียมหลักฐานและเอกสารต่างๆให้บริษัท ดังนี้

  • เอกสารแสดงความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน สำเนาโฉนดที่ดิน บัตรประชาชน กรมธรรม์
  • เอกสารเรียกร้องความเสียหาย แจ้งรายละเอียดของทรัพย์สินและมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น
  • นำหลักฐานภาพความเสียหายที่ถ่ายไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งภายในและนอกบ้านให้บริษัทประกัน
  • ถ้าเราทำประกันภัยบ้านหรือทรัพย์สินไว้กับบริษัทประกันภัยอื่นมากกว่า 1 บริษัท จะต้องแจ้งให้บริษัทฯ ทราบด้วย

ประกันภัยรถยนต์ชั้นไหนที่คุ้มครองน้ำท่วม มีวิธีเคลมอย่างไร

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ได้รับความคุ้มครองเรื่องน้ำท่วม

ส่วนประกันภัยรถยนต์ชั้น 2 , 2+ , 3 หรือ 3+ จะต้องซื้อเพิ่มเติมความคุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติ (ภัยน้ำท่วม) จึงจะได้รับความคุ้มครองเรื่องน้ำท่วม

ประเด็นการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจะขึ้นอยู่กับตัวผู้ขับรถยนต์เองด้วย หากจอดรถไว้เฉยๆ แล้ว ‘น้องน้ำ’ บุกมาท่วมรถยนต์ หรือขับรถระหว่างฝนตกหนักแล้วน้ำค่อย ๆ ท่วมรถยนต์ บริษัทประกันมองว่าเราไม่ได้ตั้งใจ แบบนี้บริษัทประกันรับผิดชอบ

แต่ถ้าเรากำลังขับรถ เห็นน้ำท่วมอยู่ข้างหน้าแล้วตั้งใจขับรถลุยน้ำ คิดว่าจะผ่านไปได้ สุดท้ายรถยนต์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถลุยน้ำผ่านไปได้หรือดับกลางทาง ทางบริษัทประกันจะไม่รับผิดชอบเพราะเกิดจากความประมาทของเราที่เอารถยนต์เข้าไปเสี่ยงภัยครับ

ระดับความคุ้มครอง

แบ่งออกเป็น 2 แบบ

แบบที่ 1 : ความเสียหายรุนแรง ไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ 

รถยนต์ถูกน้ำท่วมจนไม่สามารถซ่อมให้กลับมาสภาพเดิมได้ หรือ ประเมินมูลค่าความเสียหายค่าซ่อมเกิน  70% ของมูลค่ารถยนต์ บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มตามทุนประกันที่ทำไว้

แบบที่ 2 : เสียหายเพียงบางส่วน

ถ้าประเมินว่ารถยนต์ซ่อมแซมแล้วสามารถกลับมาใช้งานได้ บริษัทประกันจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมให้

มาตรฐานค่าซ่อมรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วม

แบ่งเป็น 5 ระดับ

ระดับ A น้ำท่วมถึงพื้นรถยนต์

  • ประเมินค่าซ่อม 8,000-10,000 บาท 
  • มีรายการที่ต้องดำเนินการ 15 รายการ เช่น ตรวจสอบแบ็ตเตอรี่ (ถอดขั้ว/ตรวจสอบน้ำกลั่น/ไฟ-ชาร์จ) ทำความสะอาดตัวรถ ล้าง-อัด-ฉีด ขัดสี ถอดเบาะนั่ง หน้า-หลัง  ถอดคอนโซลกลาง (คันเกียร์) ถอดพรมในเก๋ง-ซักล้าง-ตาก-อบแห้ง ถอดคันเร่ง  (รถที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าและเซ็นเซอร์) ถอดลูกยางอุดรูพื้นรถและทำความสะอาด ล้างทำความสะอาดห้องเครื่อง-เป่าแห้ง ตรวจสอบทำความสะอาดระบบเบรก 4 ล้อ/ผ้าเบรก ทำความสะอาดสายไฟ-ปลั๊กไฟด้วยน้ำยาเคมีภัณฑ์ ตรวจสอบชุดท่อพักไอเสีย (แคทธาเรติค)

ระดับ B น้ำท่วมถึงเบาะนั่ง

  • ประเมินค่าซ่อม 15,000-20,000 บาท 
  • มีรายการที่ต้องดำเนินการ 26 รายการ เพิ่มเติมจาก 15 รายการในระดับ A คือ การถ่ายน้ำมันเครื่อง-เกียร์-เฟืองท้าย กรองน้ำมันเครื่อง-กรองอากาศ-กรองเบนซิน-กรองโซล่า ตรวจระบบจุดระเบิด หัวเทียน จานจ่าย หัวฉีด ตรวจสอบชุดเพลาขับ ถอดทำความสะอาดแผงประตูทั้ง 4 บาน ตรวจชุดสวิทซ์สตาร์ท-กล่องควบคุมไฟ- กล่องฟิวส์ ถอดทำความสะอาดไล่ความชื้นระบบเข็มขัดนิรภัย ถอดทำความสะอาดชุดมอเตอร์ยกกระจกไฟฟ้า ตรวจสอบทำความสะอาดเบาะ ถอดทำความสะอาด (ไดร์สตาร์ทและไดร์ชาร์จ) เพื่อไล่ความชื้น

ระดับ C น้ำท่วมถึงส่วนล่างของคอนโซลหน้า

  • ประเมินค่าซ่อม 25,000-30,000 บาท 
  • มีรายการที่ต้องดำเนินการ 39 รายการ เพิ่มเติมจาก ระดับ A และ B คือ ตรวจสอบชุดอีโมไรท์เซอร์/ระบบ GPS (ที่ติดมากับรุ่นรถ) ตรวจสอบไล่น้ำออกจากเครื่องยนต์ ท่อไอดี ห้องเผาไหม้ ตรวจสอบลูกปืนไดชาร์ท ลูกรอก ตรวจสอบทำความสะอาดระบบไฟส่องสว่าง (ไฟหน้า-ท้าย-เลี้ยว) ตรวจเช็คระบบขับเลี้ยวไฟฟ้า ถอดตรวจเช็คตู้แอร์ มอเตอร์   โบวเวอร์ เซ็นเซอร์ ถอดหน้าปัดเรือนไมล์ เกจ์ ถอดตรวจเช็คระบบไฟฟ้าและสายไฟขั้วต่างๆ ตรวจเช็คระบบเครื่องเสียง-วิทยุ-แอมป์-ลำโพง ตรวจเช็คระบบเบรก (ABS) ตรวจชุดหม้อลมเบรก/ แม่ปั้มบน-ล่าง ตรวจสอบลูกปืนล้อ-ลูกหมาก-ลูกยางต่างๆ ผ้าหลังคา/แมกกะไลท์

ระดับ D น้ำท่วมถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า

  • ประเมินค่าซ่อมเริ่มต้นที่ 30,000 บาทขึ้นไป 
  •  มีรายการที่ต้องดำเนินการ 40 รายการ เพิ่มเติมจาก ระดับ A – C มา 1 รายการ คือ ทำสี (กรณีสีรถได้รับความเสียหาย) ซึ่งในกรณีนี้ทางบริษัทผู้รับประกันภัยอาจพิจารณาคืนทุนประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัยก็ได้

ระดับ E รถยนต์จมน้ำทั้งคัน

  • ยากที่จะซ่อมแซมกลับมาได้เหมือนเดิม บริษัทประกันจะคืนทุนประกันภัยให้กับเจ้าของรถยนต์

สำหรับรถยนต์ที่ไม่ได้ทำประกันหรือทำประกันภัยแต่ยังไม่ครอบคลุม ก็สามารถดูรายการค่าใช้จ่ายมาตรฐานในการซ่อมรถยนต์นี้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้อู่ซ่อมรถยนต์เรียกค่าซ่อมเกินความเป็นจริง

วิธีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน กรณีรถยนต์ถูกน้ำท่วม

  • ถ่ายรูปขณะน้ำท่วมรถยนต์ว่าน้ำอยู่ระดับไหน หรือพยานยืนยันว่าน้ำท่วมรถ วัน เวลาและสถานที่เกิดเหตุ โดยเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุดไว้เป็นหลักฐาน
  • แจ้งบริษัทประกันให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ส่งหลักฐานรถที่ถูกน้ำท่วมเพื่อประเมินความเสียหาย
  • แจ้งความลงบันทึกประจำวันเพื่อเป็นหลักฐาน
  • เตรียมหลักฐานต่างๆ เพื่อเรียกร้องค่าสินไหม เช่น ใบขับขี่ บัตรประจำตัวประชาชน สำเนากรมธรรม์ประกันภัย และทะเบียนรถยนต์ ถ้ากรมธรรม์หายไปขณะน้ำท่วม สามารถติดต่อขอข้อมูลกรมธรรม์ได้ที่บริษัทประกันภัยหรือ คปภ.

สรุปว่

  • ในขณะที่ทรัพย์สินบ้านและรถยนต์ของเราได้รับความเสียหายจากเรื่องน้ำท่วม ประกันภัยเป็นเหมือนเกราะกันกระแทกที่จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้เราได้บางส่วน
  • ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ให้ความคุ้มครองเรื่องน้ำท่วม หากมองว่าวงเงินชดเชยไม่เพียงพอ สามารถซื้อวงเงินเพิ่มได้
  • ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองเรื่องน้ำท่วม ส่วนประกันรถยนต์ชั้นอื่นๆ เช่น 2, 2+, 3, 3+ จะต้องซื้อเพิ่มเติมความคุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติ (ภัยน้ำท่วม) จึงจะได้รับความคุ้มครองเรื่องน้ำท่วม

หากมีข้อสอบถามเพิ่มเติมหรือต้องการติดต่อหน่วยงานที่ดูแลด้านประกันภัย ติดต่อ สำนักงาน คปภ. 

>> FB : www.facebook.com/PROIC2012

>> เว็บไซต์ : www.oic.or.th

>> LINE @OICConnect

>> สายด่วน คปภ. 1186

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทุนธีมเปิดประเทศกับ BAREIT ประตูสู่เกาะสมุย แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย

ประเทศไทยเริ่มเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบในปีนี้ โดยมีการยกเลิกระบบ test and go ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และยกเลิกระบบ Thailand Pass ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากการเปิดประเทศตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 133,903 คน ในเดือนมกราคม 2565 เพิ่มขึ้นเป็น 521,410 ในเดือนพฤษภาคม 2565 และ คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 7-10 ล้านคนในช่วงปลายปีนี้ (ตัวเลขจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)

จากการฟื้นตัวของสถานการณ์การเดินทางระหว่างประเทศของประเทศไทยดังกล่าว จึงเป็นจังหวะเวลาในการลงทุนในธีมเปิดเมืองในหุ้นหรือกองอสังหาเองก็ตาม

ธุรกิจหนึ่งที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้เป็นอย่างดีตามการเปิดประเทศนี้ คือ ธุรกิจสนามบินเนื่องจากเป็นประตูสู่ประเทศไทย ซึ่งรวมถึงสนามบินในแหล่งท่องเที่ยว อย่างสนามบินสมุย ซึ่งเป็นประตูสู่เกาะสมุย หนึ่งในแหล่งเที่ยวยอดนิยมของประเทศไทย และในจังหวะที่สมุยมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สนามบินสมุยก็เปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้เข้าร่วมลงทุนในสนามบินแห่งนี้ด้วยเช่นกัน ผ่านกองทรัสต์ BAREIT

รายละเอียดของกองทรัสต์สนามบินสมุย

BAREIT หรือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์สนามบินการบินกรุงเทพ เป็นกองทรัสต์ที่ระดมทุนเพื่อลงทุนในสิทธิการเช่าสนามบินสมุย เป็นระยะเวลา 25 ปี

โดย บมจ. การบินกรุงเทพ หรือ BA ซึ่งเป็นเจ้าของสนามบินสมุย (และยังเป็นเจ้าของสนามบินสุโขทัยและสนามบินตราด) หากใครที่อยากลงทุนในสนามบินสมุย ก็แนะนำให้ซื้อหน่วยทรัสต์จากกองทรัสต์ BAREIT ที่ BA ได้นำทรัพย์สินเข้าระดมทุน และเปิดให้คนทั่วไปได้เข้าลงทุนได้

ทำไมต้องเป็นกองทรัสต์ BAREIT

แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางเที่ยวในประเทศ พุ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่ ในกรณีที่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศไม่กลับมาเร็วเหมือนที่คิดไว้ หรือมีการระบาดระลอกใหม่ที่อาจทำให้การท่องเที่ยวกระทบอีกครั้ง และหากรายได้ของกองทรัสต์ขึ้นอยู่กับรายได้ของสนามบินโดยตรง ผู้ถือหน่วยในกองทรัสต์ก็จะมีความเสี่ยงจากการที่ไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่หวังไว้ได้

ข้อดีของกองทรัสต์ BAREIT ก็คือ รายได้ของกองทรัสต์จะมาจากการปล่อยเช่าสนามบินสมุยให้กับบริษัทย่อยของ BA เป็นผู้บริหารสนามบิน ทำให้กองทรัสต์ได้รับค่าเช่าสนามบินที่เป็นรายได้ที่สม่ำเสมอตลอดระยะเวลา 25 ปี และค่าเช่านี้ก็จะปรับเพิ่มขึ้นทุกๆปี ปีละประมาณ 2%

นั่นหมายความว่า ผลตอบแทนของผู้ถือกองทรัสต์จะไม่ได้อิงกับรายได้ของสนามบินโดยตรง แต่ได้จากค่าเช่าที่กำหนดไว้ตามสัญญาเช่าแล้ว ดังนั้น ไม่ว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาเท่ากับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดเร็วหรือช้าแค่ไหนก็ตาม ผู้ถือกองทรัสต์ก็จะยังได้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ  

จุดเด่นของ BAREIT

จุดเด่นข้อแรกสุดของ BAREIT คือผลตอบแทน โดยกองทรัสต์ BAREIT มีประมาณการอัตราผลตอบแทนต่อหน่วยในปีแรก ประมาณ 8.09 -8.95%* ต่อปี นับว่าไม่น้อยเลยเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบัน และยังมีนโยบายจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุนถึงปีละ 4 ครั้ง

*อ้างอิงประมาณการอัตราเงินจ่ายประโยชน์ตอบแทนของกองทรัสต์สำหรับช่วงเวลาประมาณการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2565 ถึง 31 กรกฎาคม 2566 สำหรับช่วงมูลค่าทรัพย์สินที่กองทรัสต์จะเข้าลงทุน ซึ่งแสดงไว้ในหนังสือชี้ชวน

ประการต่อมา BAREIT และสนามบินสมุย บริหารจัดการโดยทีมงานของ BA ซึ่งมีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในธุรกิจสายการบิน สนามบิน และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้มั่นใจได้ว่าการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้กอง BAREIT จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ประการที่สาม ศักยภาพในการสร้างรายได้ของสนามบินสมุย เพื่อมาชำระค่าเช่านั้น มีศักยภาพสูง เพราะสนามบินนี้ BA ได้ถูกพัฒนาและปรับปรุงมาตลอด และยกระดับขึ้นเป็นสนามบินนานาชาติ ที่สามารถเชื่อมต่อและมีเที่ยวบินที่บินตรงไปยังเมืองหลักๆในภูมิภาคอีกหลายเมือง เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง กัวลาลัมเปอร์ รวมทั้งBAยังขยายเครือข่ายการบินกับสายการบินอื่นให้ครอบคลุมเส้นทางการบินได้กว้างขวางยิ่งขึ้น สนามบินนี้มีสัญญาเช่ากับกองทรัสต์ BAREIT เป็นเวลา 25 ปี จึงทำให้กองทรัสต์มีรายได้ที่เข้ามาต่อเนื่องจนครบกำหนดอายุสัญญา

ประการสุดท้าย คือ BA ยังมีโครงการสนามบิน อีกสองแห่งที่ยังเป็นเจ้าของและบริหารงานอยู่ นั่นคือสนามบินสุโขทัย สนามบินตราด  ซึ่งเป็นสนามบินที่ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง และมีผู้ใช้บริการต่อเนื่อง กองทรัสต์ BAREIT จะได้รับสิทธิในการปฏิเสธก่อน หมายความว่า หาก BA ต้องการนำทรัพย์สินสนามบินเข้ากองทรัสต์อีก กองทรัสต์ BAREIT จะได้รับสิทธิในการพิจารณาก่อนว่าจะลงทุนในทรัพย์สินนั้นหรือไม่ นั่นเท่ากับว่า หากในอนาคตกองทรัสต์ BAREIT จะมีทรัพย์สินภายใต้กองทรัสต์เพิ่มขึ้น ก็จะมีโอกาสที่รายได้จากค่าเช่าจะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ด้วยจุดเด่นข้างต้น กอง BAREIT จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ เพื่อรับผลตอบแทนสม่ำเสมอ ในธีมเปิดเมือง รับการเปิดประเทศของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ที่สนใจจองซื้อกองทรัสต์ BAREIT สามารถจองซื้อ ได้ตั้งแต่วันที่ 22-26 สิงหาคม 2565 ในราคาเสนอขายหน่วยทรัสต์ที่ 10 บาท ผ่านทาง ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงไทย, บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

สามารถศึกษารายละเอียดกอง BAREIT เข้าอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=420284&lang=th

บทความนี้เป็น Advertorial

ผู้หญิงขับรถ ควรซื้อ “ประกันภัยรถยนต์” ที่ไหนดี?

สาว ๆ ยุคนี้สตรองมากขึ้น ไม่ว่าจะกิน เที่ยว ช้อปคนเดียว หรือแฮงเอาต์กับแก๊งเพื่อนสาว ดังนั้น “รถยนต์” จึงเป็นเหมือนคู่หูคู่ใจพาเราไปทุกที่ และแน่นอนว่าด้วยความละเอียดรอบคอบ ทำให้เราไม่ลืมมองหา ประกันภัยรถยนต์ ดี ๆ ไว้เพื่อความอุ่นใจ

แต่รู้หรือไม่ว่า? ประกันภัยรถยนต์ มักจะคำนวณราคาเบี้ยจากความเสี่ยงอุบัติเหตุในการใช้รถยนต์ ซึ่งจริง ๆ แล้วผู้ชายมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากกว่าผู้หญิงเสียอีก

  • ศูนย์รวบรวมข้อมูลอุบัติเหตุบนทางหลวงของสหรัฐอเมริกา (National Highway Traffic Safety Administration : NHTSA) พบว่าในปี 2020 จำนวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยผู้ขับขี่เพศหญิงคือ 4.4 ล้านครั้งต่อปี ขณะที่เพศชายอยู่ที่ 6.1 ล้านครั้งต่อปี
  • สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาระบบขนส่งที่ปลอดภัยแห่งรัฐมิชิแกน (University of Michigan’s Transportation Research Institute : UMTRI) เปิดเผยว่าเพศหญิงมีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ 105.7 ล้านคน ขณะที่เพศชายอยู่ที่ 104.3 ล้านคน
  • หน่วยงานดูแลระบบทางหลวง สังกัดกระทรวงคมนาคมของสหรัฐฯ (Federal Highway Administration : FHWA) พบว่าเพศหญิงมีระยะไมล์สะสมเฉลี่ย 10,142 ไมล์ต่อปี ขณะที่เพศชายอยู่ที่ 16,550 ไมล์ต่อปี

(อ้างอิง https://www.trafficsafetystore.com/blog/who-causes-accidents/)

ดังนั้น…จะดีกว่าไหม? ถ้าเราสามารถซื้อ ประกันภัยรถยนต์ สำหรับผู้หญิง ได้ในราคาที่เหมาะสม คุ้มค่า ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ และรถยนต์หลากหลายประเภท

  • สาวโสดลุย ๆ เน้นรถยนต์อีโค่ ประหยัดน้ำมัน คล่องตัว
  • หัวหน้างานสุดสตรอง ต้องเดินทางบ่อย เน้นรถยนต์สมรรถนะสูง
  • คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ต้องไปรับ-ส่งลูกที่โรงเรียน เน้นรถยนต์ครอบครัว

ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วย “ประกันภัยรถยนต์ Ladies insure” ประกันที่เข้าใจผู้หญิงเป็นอย่างดี จึงออกแบบแพ็กเกจได้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ในราคาเบี้ยประกันที่เหมาะสม พร้อมดูแลทุกการเดินทางบนท้องถนน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงสายไหนก็สวยเลือกได้

ผู้หญิงสายมั่น

คล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง มีรถคู่ใจไปไหนไปกัน ขับเองคนเดียว ปลอดภัย 100% มองหา ประกันภัยรถยนต์ ราคาคุ้มค่า

เหมาะกับ : ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 ค่าเบี้ยไม่ถึง 10,000 บาท อุบัติเหตุชนทุกกรณี ถ้าชื่อผู้ขับขี่ตรงกับชื่อผู้เอาประกันภัย อนุโลมไม่เก็บค่าเสียหายส่วนแรก

ผู้หญิงสายชัวร์

ชอบความอุ่นใจ เน้นซื้อของตุนไว้ก่อน เพราะมีแล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าต้องใช้แต่ไม่มี มองหา ประกันภัยรถยนต์ ความคุ้มครองครบจัดเต็ม ตัวเดียวจบทุกปัญหา

เหมาะกับ : ประกันภัยรถยนต์ พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. อาทิ เปลี่ยนยางอะไหล่ จัมป์แบตเตอรี่ เติมน้ำมันสำรองฟรี / คุ้มครองทรัพย์สินจากการโจรกรรม / คุ้มครองภัยก่อการร้าย ฯลฯ

ผู้หญิงสายชิลล์

เพื่อนเยอะ ชอบเที่ยวเป็นแก๊ง หรือมีครอบครัวใหญ่ ใช้รถคันเดียวกันขับหลายคน มองหา ประกันภัยรถยนต์ ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเสียหายส่วนแรก

เหมาะกับ : ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 แบบไม่มีค่าความเสียหายส่วนแรก

ทำไมต้องซื้อ ประกันภัยรถยนต์ Ladies insure?

1. ราคาประหยัด มีงบไม่ถึง 10,000 บาท ก็ซื้อประกันภัยชั้น 1 ได้ เริ่มต้นเพียง 7,000 บาท*

2. บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. เคียงข้างคุณทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นบริการให้คำปรึกษาเรื่องรถยนต์ บริการรถยก/ลากรถ บริการนำกุญแจสำรองมาที่เกิดเหตุ บริการนำส่งน้ำมันกรณีน้ำมันหมดฉุกเฉิน เป็นต้น

3. คุ้มครองทรัพย์สินส่วนบุคคลในรถยนต์จากการโจรกรรม

4. ไม่มีค่าความเสียหายส่วนแรกให้กังวลใจ เมื่อเกิดเหตุลักษณะตรงตามเงื่อนไข

5. รุ่นรถที่เข้าร่วมมากถึง 17 ยี่ห้อ และมากถึง 89 รุ่นย่อย ครอบคลุมทั้งประเภทรถเก๋ง รถกระบะ 2 และ 4 ประตู รถ SUV รวมถึงทั้งรถญี่ปุ่นและรถยุโรป (MINI, LEXUS, VOLVO)

6. สามารถผ่อนชำระค่าเบี้ยประกันภัยผ่านบัตรเครดิต ที่เข้าร่วมรายการ และแบ่งชำระเงินสด 0% นาน 6 เดือน ตามเงื่อนไขที่กำหนด

(ลักษณะความคุ้มครองขึ้นอยู่กับเงื่อนไขแต่ละบริษัทประกันภัย)

อุ่นใจด้วยพาร์ตเนอร์จาก 4 บริษัทชื่อดัง

ประกันภัยรถยนต์ LADIES insure มีพาร์ตเนอร์จาก 4 ประกันภัยชั้นนำของเมืองไทย ได้แก่ ประกันภัยไทยวิวัฒน์ เมืองไทยประกันภัย แอลเอ็มจีประกันภัย และสินมั่นคงประกันภัย ซึ่งมีความคุ้มครองที่ครอบคลุม ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงไลฟ์สไตล์แบบไหน ก็สามารถเลือกแผน ประกันภัยรถยนต์ ได้ตามต้องการ

ผู้หญิงยุคใหม่ เน้นความสตรอง และเก่งเรื่องการวางแผน ซึ่งการเลือกซื้อ ประกันภัยรถยนต์ สำหรับผู้หญิง จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจเพราะมีผู้ช่วยส่วนตัวตลอด 24 ชม. ทีนี้ล่ะ…ถึงไหนถึงกัน จะไปเที่ยวไกลแค่ไหนก็ไม่หวั่น แต่อย่าลืมว่า “ขับขี่ปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ” คือสิ่งสำคัญที่สุด

สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โลตัส มันนี่ พลัส (Lotus’s Money Plus) เว็บไซต์ คลิกเลย 
หรือ โทร. 02 627 8888 รวมถึงช่องทางออนไลน์

Facebook Fanpage : @Lotussmoney
Instagram : @Lotussmoney
Youtube : Lotussmoney

บทความนี้เป็น Advertorial

สัญญาประกันภัยสุขภาพมาตรฐานใหม่

หลังจากภาวะการแพร่ระบาดของ Covid -19 เริ่มดีขึ้นไม่ทันไร ก็มีโรคใหม่เข้ามาสร้างความวิตกอย่างต่อเนื่อง ผู้คนไม่น้อยจึงหันหน้าหา ‘ประกันสุขภาพ’ กันมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจในสุขภาพ แต่ในที่ผ่านมา ประกันภัยสุขภาพ ก็มีปัญหาเรื่องการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ หรือปัญหาการปฏิเสธการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยก็เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน อีกทั้งตัวประกันภัยเองยังมีมากมาย และมีมาตรฐานความคุ้มครองที่แตกต่างกันออกไป

ด้วยปัญหามากมายที่เกิดขึ้น ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ก็ไม่นิ่งนอนใจ ได้ออกคำสั่งให้มีการกำหนดกรอบมาตรฐานของข้อความสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพที่เสนอขายโดยบริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัยให้อยู่ในแนวเดียวกัน อีกทั้งมีเงื่อนไขความคุ้มครองสอดคล้องกับเทคโนโลยี วิธีการรักษาทางการแพทย์ รวมไปถึงวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐในเรื่องการปฏิรูประบบสาธารณสุข โดยคำสั่งที่ออกไปจะแบ่งออกเป็น 2 ฉบับ ดังนี้

  • คำสั่งนายทะเบียนที่ 14/2564 เรื่อง หลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบแบบ และข้อความสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพ ประเภทสามัญ แบบมาตรฐาน สำหรับบริษัทประกันชีวิต 
  • คำสั่งนายทะเบียนที่ 15/2564 เรื่อง หลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบแบบและข้อความกรมธรรม์ประกันภัยสุขภาพส่วนบุคคลแบบมาตรฐาน สำหรับบริษัทประกันวินาศภัย 

สำหรับคำสั่งทั้ง 2 ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป ทั้งนี้ยังได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมจ่าย (Copayment) โดย aomMONEY และ นายปกป้องขอสรุปสาระสำคัญของคำสั่งนายทะเบียนทั้ง 2 ฉบับมาให้ดังนี้ครับ

  1. กำหนดคำนิยามใหม่ให้ครอบคุลมวิวัฒนาการทางการแพทย์ยุคนี้มากขึ้น เช่น การผ่าตัดใหญ่ การผ่าตัดเล็ก การผ่าตัดใหญ่ที่ไม่ต้องเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน (Day surgery) เป็นต้น
  2. กำหนดผลประโยชน์ ‘ผลประโยชน์กรณีผู้ป่วยใน’ ออกเป็นหมวดมาตรฐาน 13 หมวด ได้แก่ 
    2.1 หมวดที่ 1 ค่าห้องและค่าอาหาร 
    2.2 หมวดที่ 2 ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
    2.3 หมวดที่ 3 ค่าผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม 
    2.4 หมวดที่ 4 ค่ารักษาพยาบาลโดยการผ่าตัดและหัตถการ 
    2.5 หมวดที่ 5 การผ่าตัดใหญ่ที่ไม่ต้องเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน และผลประโยชน์กรณีไม่ต้องเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน 
    2.6 หมวดที่ 6 ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องโดยตรงก่อนและหลังการพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน
    2.7 หมวดที่ 7 ค่ารักษาพยาบาลการบาดเจ็บ กรณีผู้ป่วยนอก ของการเกิดอุบัติเหตุ 
    2.8 หมวดที่ 8 ค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟู หลังการเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน 
    2.9 หมวดที่ 9 ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อการบำบัดรักษาโรคไตวายเรื้อรัง 
    2.10 หมวดที่ 10 ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อบำบัดรักษาโรคมะเร็ง โดยรังสีรักษา 
    2.11 หมวดที่ 11 ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อการบำบัดรักษาโรคมะเร็ง โดยเคมีบำบัด 
    2.12 หมวดที่ 12 ค่าบริการรถพยาบาลฉุกเฉิน 
    2.13 หมวดที่ 13 ค่ารักษาพยาบาล โดยหารผ่าตัดเล็ก
  1. กำหนดเงื่อนไขการต่ออายุกรณีครบรอบปีกรมธรรม์ (Renewal) ต้องต่ออายุขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 69 ปี พร้อมทั้งอาจจะพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ให้สามารถนำเงื่อนไขมีค่าใช้จ่ายร่วม (Copayment) รวมกันสูงสุดไม่เกิน 50% และการให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยจากการมีค่าใช้จ่ายร่วม รวมกันสูงสุดไม่เกิน 50%
  2. กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทไม่สามารถปฏิเสธการต่ออายุกรณีครบรอบปีกรมธรรม์ได้ ยกเว้น 3 กรณีเท่านั้น ได้แก่ 
    4.1 กรณีผู้เอาประกันภัยไม่แถลงข้อความจริงตามใบคำขอเอาประกันภัย
    4.2 กรณีผู้เอาประกันภัยเรียกร้องผลประโยชน์โดยไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์
    4.3 กรณีผู้เอาประกันภัยเรียกร้องผลประโยชน์ค่าชดเชยรายวันรวมกันทุกบริษัทเกินกว่ารายได้ที่แท้จริง
  1. กำหนดหลักเกณฑ์การปรับเบี้ยประกันภัย โดยพิจารณาจากอายุ ชั้นอาชีพของแต่ละบุคคล และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้น หรือจากประสบการณ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยรวมของพอร์ตโฟลิโอ
  2. กำหนดให้ส่วนลดประวัติดี (ถ้ามี) กรณีไม่เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเล็กน้อย สูงสุด 30%

คปภ. มุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การปรับปรุง ‘แบบประกันสุขภาพ’ ในครั้งนี้ จะทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้น โดย aomMONEY และนายปกป้อง ขอสรุปข้อดีของการปรับปรุง ‘แบบประกันสุขภาพ’ ครั้งนี้ไว้แบบนี้ครับ

  1. เราสามารถวิเคราะห์และเปรียบเทียบผลประโยชน์และเบี้ยประกันภัยก่อนตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
  2. มีความชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อลดข้อร้องเรียนเรื่องการถูกยกเลิกการไม่ต่ออายุสัญญาประกันภัยสุขภาพ
  3. เกิดความชัดเจนในหลักเกณฑ์ของการปรับเพิ่มหรือลดเบี้ยประกันภัย มีแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกันของทั้งภาคธุรกิจประกันภัย และสอดคล้องกับวิวัฒนาการทางการแพทย์และสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน

ด้วยสัญญาประกันภัยสุขภาพมาตรฐานใหม่ที่ได้ประกาศใช้นี้ การประกันภัยสุขภาพจะกลายมาเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงให้กับเราทุกคนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เราสามารถเชื่อมั่นได้ว่าในยามที่เราเจ็บป่วย หรือเมื่อเราแก่ตัวไปก็ยังคงมีหลักประกันภัยสุขภาพที่มั่นคง

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ คปภ. www.oic.or.th และเลือกทำกับตัวแทนหรือนายหน้าที่น่าเชื่อถือ ให้ข้อมูลที่ครบถ้วน และให้คำปรึกษาหรือตอบทุกคำถามที่สงสัยได้ เพื่อช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการทำประกันของเรา โดยเราสามารถตรวจสอบใบอนุญาตของตัวแทนหรือนายหน้า รวมทั้งสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE @OICConnect

บทความนี้เป็น Advertorial

4 วิธีเลือก ทำเลคอนโด ปล่อยเช่ายังไงให้ได้กำไร แถมตอบโจทย์ผู้เช่า

การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง แม้แต่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นก่อนที่เราจะลงทุน ถ้าหากไม่มีการศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน นอกจากการลงทุนครั้งนี้จะไม่ได้ผลกำไรแล้ว ยังอาจเสี่ยงขาดทุนได้อีกด้วย สำหรับใครที่กำลังสนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ การศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการ ‘เลือกทำเล’ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก วันนี้เรามีเทคนิควิธีเลือกทำเลคอนโดยังไง เพื่อจะปล่อยเช่าแล้วได้กำไร แถมตอบโจทย์ผู้เช่า มาฝากกันครับ

โดยคอนโดที่เราจะลงทุนซื้อมาปล่อยเช่านั้น หากต้องการให้ได้ผลกำไรที่ดี ไม่ว่าจะปล่อยเช่าตอนไหนก็มีคนมาเช่า ทำให้มีรายรับอย่างสม่ำเสมอ จึงต้องเลือกทำเลคอนโดที่ตอบโจทย์ผู้เช่าในหลาย ๆ เรื่อง โดยจะมีเรื่องอะไรบ้างไปอ่านกันเลย

4 วิธีเลือก ทำเลคอนโด ปล่อยเช่ายังไงให้ได้กำไร แถมตอบโจทย์ผู้เช่า

1. เลือกโครงการที่เดินทางสะดวก

โครงการที่ใกล้กับขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือใกล้กับถนนใหญ่ จะทำให้การเดินทางเข้าเมืองหรือออกนอกเมืองสะดวกมากขึ้น แถมไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางอีกด้วย ซึ่งการเดินทางที่สะดวกนี้จะช่วยตอบโจทย์ผู้เช่าทั้งคนทำงานและนักศึกษาที่ต้องเดินทางทุกวัน แถมทำเลที่เดินทางสะดวกแบบนี้จะมีโอกาสปรับราคาสูงขึ้นได้ในอนาคต ทำให้ผู้ลงทุนมีโอกาสได้กำไรมากขึ้นด้วยนั่นเอง

2. เลือกโครงการใกล้ห้าง ใกล้แหล่งของกิน

ไม่ว่าผู้เช่าจะเป็นวัยทำงานหรือนักศึกษา อาหารก็ยังเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเลือกพักอาศัย หากเราเลือกโครงการใกล้ห้าง ใกล้แหล่งของกิน ผู้เช่าจะรู้สึกผ่อนคลายสบายใจจากการได้เลือกซื้อของ หรือแม้ว่าผู้เช่าจะใช้บริการเดลิเวอรี่ก็สะดวกแถมไม่ต้องรออาหารมาส่งนานจนเกินไป เมื่อผู้เช่ารู้สึกสบายใจทำให้มีโอกาสเช่าต่อเนื่องมากขึ้น ซึ่งส่วนนี้จะช่วยนักลงทุนลดความเสี่ยงเรื่องการขาดทุนจากห้องเช่าที่ปล่อยว่างนาน ๆ ได้

3. เลือกโครงการขนาดห้องพอดี

คนเช่าคอนโดส่วนใหญ่จะอยู่คนเดียว หรืออยู่ไม่เกิน 2 คน จึงมักจะเลือกห้องขนาดพอดี ไม่เล็กหรือไม่ใหญ่จนเกินไป นอกจากนี้ ขนาดห้องที่พอดีอยู่กันเพียงไม่กี่คน จะช่วยลดปัญหาความเสื่อมโทรมของห้อง ทำให้เราสามารถลดค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงห้องเมื่อผู้เช่ารายเดิมย้ายออกได้อีกด้วย

4. ราคาไม่แพงจนเกินไป

หากนักลงทุนได้คอนโดราคาไม่สูงมากนัก การปล่อยเช่าก็อาจจะได้กำไรมากขึ้น แต่หากเราปล่อยเช่าในราคาไม่แพง ก็จะทำให้ตัดสินใจเช่าได้ง่ายและอยู่ได้นานขึ้นอีกด้วย

สำหรับใครที่กำลังมองหาทำเลคอนโดดี ๆ ในการลงทุนปล่อยเช่า เราขอแนะนำ Aspire Ratchayothin

โครงการตั้งอยู่ในทำเล ‘พหลโยธิน’ ทำเลทองที่ตอบโจทย์ผู้เช่าและผู้ปล่อยเช่าอย่างมาก ซึ่งจะตอบโจทย์ผู้เช่าและผู้ลงทุนอย่างไร เราไปอ่านกันเลย

1. เดินทางสะดวก

โครงการนี้อยู่ห่างจาก จาก BTS รัชโยธิน เพียง 350 เมตร ช่วยให้คนวัยทำงานหรือนักศึกษาเดินทางได้สะดวกสบายมากขึ้น แถมโครงการนี้ยังอยู่ซอยพหลโยธิน35 เข้าจากถนนใหญ่พหลโยธินเพียง 250 เมตร และยังเป็นทางลัดไปออก ถ.วิภาวดีรังสิต, ถ.รัชดาภิเษก และ ถ.งามวงศ์วาน ได้อีกด้วย 

2. รายล้อมไปด้วย ห้าง ร้านค้า ร้านอาหาร หลายแห่ง ตอบโจทย์ได้กับทุกไลฟ์สไตล์

โครงการใกล้กับเซ็นทรัลลาดพร้าว, ห้างเมเจอร์รัชโยธิน, โรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์, ศูนย์การค้าอเวนิว รัชโยธิน, SCB Park Plaza, ตลาดอมรพันธ์, ตลาดเสนาฯ, โลตัส  , community mall อื่น ๆ อีกมากมาย และยังมี 7-11 อยู่ติดกับทางเข้าโครงการ สะดวกสบายมากๆ  ไม่ว่าจะชอบเดินตลาดหรือเดินห้างก็มีหมด ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้เช่าแน่นอน

3. ขนาดห้องกำลังพอดี ราคาไม่แพง

Studio 25 ตารางเมตร เริ่ม 2.19 ล้าน

ห้องขนาดกำลังพอดี เปิดประตูเข้ามาจะเจอกับโซนครัวก่อน ถัดจากนั้นจะเป็นส่วนของมุมนั่งเล่น และเตียงนอน ซึ่งห้องขนาดนี้กับทำเลที่ได้ถือว่าราคาดีมาก ๆ เหมาะอย่างยิ่งกับนักศึกษา หรือคนทำงานที่อยู่คนเดียว และไม่ได้ทำอาหารเป็นหลัก

1 bedroom 28 ตารางเมตร เริ่ม 2.39 ล้าน

ห้องตัวอย่างมีทั้งแบบ walk in closet และแบบครัวติดอากาศให้เลือกดู ซึ่งเป็นห้องที่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะนักศึกษาหรือคนทำงานที่ต้องการอยู่กับเพื่อน แล้วมีห้องแต่งตัวแยกออกมา หรือคนที่ชอบทำอาหารและไม่อยากให้กลิ่นติดห้องนั่นเอง

โดยการเลือกคอนโดทำเลทองนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้คอนโดสามารถสร้างผลกำไรจากการปล่อยเช่าในอนาคตได้สูงมากขึ้น ทั้งนี้ ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จะทำให้เราได้ผลกำไรจากการปล่อยเช่าได้อีก ผู้ลงทุนจึงควรมีการวางแผนทางการเงิน และศึกษารายละเอียดอย่างดีก่อนการตัดสินใจลงทุน สำหรับใครที่สนใจโครงการ Aspire Ratchayothin สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรับโปรโมชันสุดพิเศษได้ก่อนใครที่ https://bit.ly/3yLSxMP

สำหรับการติดต่อขอเข้าไปชมห้องตัวอย่าง หรือติดต่อสำนักงานขาย สามารถดูจากรายละเอียดด้านล่างนี้ได้เลยครับ

  • สนใจซื้อติดต่อและเยี่ยมชมห้องตัวอย่าง ติดต่อสำนักงานขาย Aspire รัชโยธิน ตั้งอยู่ตรงข้ามอาคาร Unilever House ลง MRT สถานี พระราม 9 ทางออก 3  พิกัด : https://goo.gl/maps/xzNLR7xa6jNdrSQc6
  • ไปดูสถานที่ตั้งโครงการได้ที่ซอยพหลโยธิน 35 เพียง 250 ม. จากถนนใหญ่
    พิกัด : https://goo.gl/maps/xmLBtLJfauAYNttU8

#Aspire #AspireRatchayothin

บทความนี้เป็น Advertorial

ออมเงินแบบแฮปปี้ ได้ลุ้นเงินล้านทุกเดือน กับสลากออมสิน 2 ปี

สถานการณ์โควิดในช่วงที่ผ่านมา ทำให้หลายคนเห็นความสำคัญเรื่องการออมเงินมากขึ้น นอกจากสร้างความอุ่นใจและความมั่นคงให้กับชีวิตในระยะยาวแล้ว เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจำเป็นต้องใช้เงิน ก็สามารถนำเงินออมมาใช้จ่ายได้ แต่เราจะเก็บเงินออมไว้ที่ไหนดีล่ะ  เพราะตอนนี้มีผลิตภัณฑ์การเงินให้เลือกเยอะมาก เรามาลองดูคร่าวๆก่อนว่ามีอะไรบ้าง มีลักษณะผลตอบแทน จุดเด่นและข้อควรระวังแตกต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างของผลตอบแทน

แม้ว่าการลงทุนทำให้เงินเติบโต แต่บางครั้งมันก็ยากต่อการทำความเข้าใจ เพราะมีความซับซ้อน ในขณะที่บางคนกังวลเรื่องความเสี่ยงที่เงินต้นจะลดลง อีกหนึ่งทางเลือกที่ง่าย แฮปปี้สำหรับทุกคน รวมถึงคนที่ชอบลุ้นรางวัล นั่นก็คือ “สลากออมสิน”

ฝากสลากออมสิน 2 ปี ได้ผลประโยชน์ 2 ต่อ

ตอบโจทย์นักออมเงินที่ต้องการให้เงินต้นอยู่ครบ ได้ลุ้นรางวัลทุกเดือน พอครบกำหนด 2 ปี ได้รับเงินก้อนพร้อมดอกเบี้ย ถ้าถูกรางวัลสลากออมสินของบุคคลธรรมดาไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย เรียกได้ว่ารับประโยชน์หลายต่อกันเลยทีเดียว มีอะไรบ้าง เรามาดูกันเลยจ้า

ต่อที่ 1 ลุ้นรางวัลที่ 1 มูลค่า 5,000,000 บาท ทุกเดือน พร้อมรางวัลอื่น ๆ อีกกว่า 30 รางวัล

เงินรางวัลทั้งหมดจะโอนเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอน ในวันถัดจากวันที่ออกรางวัล

ต่อที่ 2 ฝากสลากออมสิน 2 ปี (แบบใบสลากหรือดิจิทัล) ตั้งแต่ 2 ก.ค. 65 – 30 ก.ย. 65

ลุ้นเพิ่มรางวัลพิเศษ 1,000,000 บาท จำนวน 24 รางวัล มูลค่ารวม 24,000,000 บาท 

ออกรางวัลพิเศษจำนวน 3 ครั้ง

>> ครั้งที่ 1 วันที่ 1 ส.ค. 65 จำนวน 6 รางวัล รวมมูลค่า 6,000,000 บาท

>> ครั้งที่ 2 วันที่ 1 ก.ย. 65 จำนวน 8 รางวัล รวมมูลค่า 8,000,000 บาท

>> ครั้งที่ 3 วันที่ 1 ต.ค. 65 จำนวน 10 รางวัล รวมมูลค่า 10,000,000 บาท

รับเงินคืน

ครบกำหนด 2 ปีรับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย 0.05% ต่อปี เช่น ซื้อสลาก 100 บาท ครบ 2 ปี ได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย 100.10 บาท เข้าบัญชีเงินฝากที่เป็นบัญชีคู่โอน

หมายเหตุ กรณีฝากไม่ครบ 2 ปี

  • ฝากไม่ครบ 3 เดือน หักส่วนลด 2 บาทต่อหน่วย
  • ฝากไม่ครบ 2 ปีไม่ได้รับดอกเบี้ย

ฝากสลากออมสิน ต้องทำอย่างไร

แบบใบสลาก

  • ฝากได้ที่เคาน์เตอร์ธนาคารออมสินทุกสาขา
  • ผู้มีสิทธิฝาก คือ บุคคลธรรมดา อายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป นิติบุคคลทุกประเภท
  • หน่วยละ 100 บาท

แบบสลากดิจิทัล

  • ฝากได้ที่แอป MyMo ของธนาคารออมสิน
  • ผู้มีสิทธิฝาก คือ บุคคลธรรมดา อายุตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป
  • หน่วยละ 100 บาท (ฝากขั้นต่ำ 1,000 บาท)

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

https://rebrand.ly/d5jzl6w

บทความนี้เป็น Advertorial

‘Hampton Residence Thonglor’ การลงทุนอสังหาฯ เพื่อปล่อยเช่าพร้อมผู้เช่า

ในช่วงที่ผ่านมาการซื้ออสังหาฯ เพื่อปล่อยเช่า เป็นหนึ่งในวิธีการลงทุนที่ได้ประโยชน์หลายแบบ เช่น ทำให้มีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอ นำอสังหาฯมาค้ำประกันการกู้เงินเพื่อนำเงินก้อนมาต่อยอดธุรกิจ หรือว่านำไปขายต่อก็ได้รับกำไรจากการขาย ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นถ้าอยู่ในช่วงสภาวะปกติ

แต่ตอนนี้สถานการณ์ปัจจุบันได้เปลี่ยนไป เนื่องจากเศรษฐกิจเงินเฟ้อส่งผลให้ราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งแพงขึ้น ราคาวัสดุก่อสร้างแพงขึ้น 10 – 20% รวมถึงค่าแรง ฯลฯ สุดท้ายส่งผลให้ราคาอสังหาฯ เพิ่มขึ้นตาม นักลงทุนที่กำลังมองหาอสังหาฯ เพื่อปล่อยเช่าก็ต้องคิดหนัก เพราะกังวลว่าจะหาผู้เช่าได้ไหม และยังมีปัญหาอื่น ๆ ที่อาจจะตามมาอีกได้ ยกตัวอย่างเช่น

ปัญหาของการปล่อยเช่าอสังหาฯ

  • หาผู้เช่ายาก กว่าจะได้ผู้เช่ามาแต่ละคนใช้เวลานาน
  • รายได้ค่าเช่าไม่แน่นอน เพราะบางครั้งไม่มีผู้เช่าติดต่อกันหลายเดือน
  • การดูแลผู้เช่า ตั้งแต่การทำเอกสารการเช่าไปจนถึงการเข้าพักแล้วเพราะผู้เช่าแต่ละรายมีความต้องการแตกต่างกัน
  • การตกแต่งห้อง ค่าบำรุงรักษาห้องพักให้ดูดีอยู่ตลอดเวลามีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง

เราสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการลงทุนในรูปแบบ ‘Investment Property’ ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกันมากนัก วันนี้เรามาลองดูกันว่าการลงทุนรูปแบบนี้คืออะไร และมีความน่าสนใจตรงไหนบ้าง มาดูกันเลย

Investment Property คืออะไร

บริษัท พาร์ค ลักชัวรี่ จำกัด ในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คิดค้นโปรแกรม Investment Property เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนอสังหาฯ สร้างรายได้จากการปล่อยเช่า พร้อมผู้เช่า ภายใต้ชื่อโปรแกรมการลงทุน ‘Hampton Residence Thonglor’ ทำให้เจ้าของห้องชุดมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอจากค่าเช่าระยะเวลา 20 ปี ในรูปแบบของ Service Residence ปล่อยเช่าคอนโดแบบที่มาพร้อมผู้เช่าและบริการดูแลผู้เช่ามาตรฐานเทียบเท่ากับโรงแรม 5 ดาว

แนะนำโครงการ Hampton Residence Thonglor ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

สถานที่ตั้งโครงการ

ตั้งอยู่ในแหล่งงานใจกลางเมือง ย่านธุรกิจ เดินทางสะดวกใกล้จุดขึ้นลงทางด่วน ใกล้ถนนสายสำคัญหลายแห่ง บริเวณรอบ ๆ มีซูปเปอร์มาร์เก็ต โรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาล ร้านอาหาร ฯลฯ ทำให้ตอบโจทย์เกือบทุกไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น

ผู้เช่าเป็นใคร?

โดยผู้เช่าจะเป็นนักธุรกิจหรือพนักงานบริษัทต่างชาติที่ส่งพนักงานมาทำงานสาขาในประเทศไทย (Expat) โดยบริษัทจะมีสวัสดิการค่าที่พักให้พนักงาน มีระยะเวลาการเช่าที่แน่นอน เรียกง่าย ๆ ว่า พนักงานผู้เข้าพักอาศัยไม่ได้จ่ายเงิน แต่บริษัทที่ทำงานของพนักงานเป็นผู้จ่ายค่าที่พักและบริษัทยังหักเป็นค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายผู้เช่าจะแตกต่างกับผู้เช่าคอนโดทั่วไป

บริการของ Hampton Residence Thonglor

การปล่อยเช่าคอนโดที่ทำให้ผู้เช่าได้รับการดูแลด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการ ระดับมาตรฐานโรงแรม 5 ดาว เช่น

  • Lady in Red Exclusive service : พนักงานต้อนรับที่มีความสามารถทางการสื่อสารหลากหลายภาษา เพื่อตอบสนองในการให้บริการกับผู้เช่าชาวต่างชาติ
  • Personal Assistant : ผู้ช่วยพิเศษส่วนตัว ดูแลทุกเรื่องตามความต้องการของผู้เช่าห้องพักตลอด 24 ชั่วโมง เช่น จัดการเรื่องตั๋วเครื่องบิน บริการหารถเช่า บริการจองสนามกอล์ฟ แนะนำและจองร้านอาหารที่น่าสนใจ บริการเรียกรถแท็กซี่ เป็นต้น
  • Room Service : เป็นบริการที่จะมาช่วยดูแลความเรียบร้อยในด้านต่าง ๆ เช่น การทำความสะอาดห้องพัก การบริการอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อให้ผู้เช่าได้รับความสะดวกสบาย

สนใจเข้าร่วมโครงการต้องทำอย่างไร?

จากในรูปด้านบนเราจะเห็นผู้เกี่ยวข้อง 3 ส่วน คือ

1. คอนโด

Hampton Residence Thonglor อยู่ใจกลางเมืองทองหล่อ มีห้องพักจำนวน 190 ห้อง แบ่งเป็น 2 แพ็กเกจ คือ

  • แพ็กเกจ Gold ขนาดห้อง 32.5 ตารางเมตร
  • แพ็กเกจ Platinum ขนาดห้อง 45 ตารางเมตร 

2. นักลงทุน

ซื้อคอนโดเป็นเจ้าของห้องชุดและเข้าโปรแกรมลงทุนของ Hampton ในรูปแบบของ Mutual Agreement  

3. โปรแกรมการลงทุนของ Hampton

ให้การดูแลเกี่ยวกับการปล่อยเช่า ตั้งแต่การตกแต่งห้องพัก ค่าพนักงานดูแลห้องพัก จัดหาผู้เช่า จัดเก็บค่าเช่า การรักษามิตเตอร์น้ำไฟ การปรับปรุงซ่อมแซมภายในยูนิต การลงคะแนนเสียงนิติบุคคลอาคารชุด รวมถึงการนำรายได้จากการเช่ามาให้เจ้าของห้องชุด ระยะเวลา 20 ปี เป็นลักษณะของ No Risk – No Loss

Mutual Agreement คือ ทั้งห้องที่มีคนเช่าและไม่มีคนเช่า ตกลงที่จะเฉลี่ยรายได้และค่าใช้จ่ายร่วมกัน เรียกง่าย ๆ ว่า แม้ห้องของเราไม่มีผู้เช่าก็ยังมีรายได้ ทาง Hampton จะเป็นผู้ดูแลแล้วแบ่งเงินปันผลคืนเจ้าของห้องชุดตามสัดส่วนการลงทุน (ค่าส่วนกลางตามกฎหมายอาคารชุด เจ้าของห้องชุดเป็นผู้รับผิดชอบ)

No Risk – No Loss คือ เจ้าของห้องไม่ต้องลงทุนเพิ่ม เพราะ Hampton จะดูแลตั้งแต่การตกแต่ง อุปกรณ์เพื่อการเช่า รวมถึงค่าใช้จ่ายเรื่องการดูแลห้องและค่าพนักงาน ทั้งหมดนี้ Hampton จะรับภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงส่วนนี้ไว้เอง โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะรวมอยู่ในค่าเช่าห้องเรียบร้อยแล้ว

เจ้าของห้องชุดได้รับผลตอบแทน 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 ราคาอสังหาฯ ใจกลางเมืองมีราคาเพิ่มขึ้น (Capital gain) ส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลานได้

ส่วนที่ 2 มีรายได้สม่ำเสมอจากการปล่อยเช่า จากโปรแกรมการลงทุนของ Hampton

>> เจ้าของห้องชุดจะได้รับเงินปันผลทุกไตรมาส (ปีละ 4 ครั้ง)

เรื่องผลตอบแทนมีรายละเอียดค่อนข้างมาก นักลงทุนควรสอบถามทางโครงการว่าถ้าซื้อห้องราคา 9.89 ล้านบาท ระยะเวลา 20 ปี หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ในสถานการณ์ดีที่สุดและเลวร้ายที่สุด (ในกรณีที่ผู้เช่าเต็มและไม่เต็ม) คาดว่าจะมีรายได้เข้ามาสุทธิประมาณเดือนละเท่าไหร่ ถ้ารวมกับกำไรจากการขายห้องชุดน่าจะได้รับประมาณเท่าไหร่ ข้อมูลทั้งหมดนี้จะทำให้เราเห็นแนวโน้มและสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ

Hampton Residence Thonglor เหมาะกับใคร?

  • เจ้าของอสังหาฯ ที่มีเงินเย็นมากกว่า 10,000,000 บาทขึ้นไป ต้องการลงทุนอสังหาฯ และต้องการได้รับค่าเช่าที่สม่ำเสมอแบบไม่ต้องกังวลเรื่องผู้เช่า เป็นระยะเวลา 10 – 20 ปี โดยเมื่อเวลาผ่านไปสามารถนำไปเป็นมรดกให้ลูกหลานได้อีกด้วย
  • นักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุน ซึ่งอสังหาฯ เป็นหนึ่งในสินทรัพย์การลงทุนที่นักลงทุนควรต้องมีในพอร์ต

สำหรับผู้ที่สนใจโปรแกรมการลงทุน สามารถอ่านข้อมูลเบื้องต้นได้ที่ https://bit.ly/3nHCx83  และลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษได้ที่ https://bit.ly/3v10z23

หรือติดต่อขอเข้าชมโครงการเพื่อซึมซับบรรยากาศจริงได้ที่เบอร์ 02-0300-000

บทความนี้เป็น Advertorial

ทางเลือกช่วยให้เงินงอกเงย ด้วย ttb smart port

ทุกวันนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 0.50% นั่นแปลว่า หากเรามีเงินเก็บ 100,000 บาท สิ้นปีเราจะได้รับดอกเบี้ยเพียง 500 บาทเท่านั้น

เงินฝากนับได้ว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกของการลงทุนที่ทุกคนรู้จักกันมากที่สุด เพราะเข้าใจได้ง่าย และมีความเสี่ยงที่ต่ำมากๆ แต่จุดอ่อนของการฝากเงินก็คือผลตอบแทนน้อย อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นทางเลือกที่คนให้ความนิยมมากที่สุดอยู่ดี เพราะถ้าไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อหวังผลตอบแทนสูงขึ้น ก็ต้องแลกกับ “ความเสี่ยง” ที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว รวมถึงต้องใช้เวลาศึกษามากขึ้นด้วย เงินออมของคนมากมายจึงถูกจำกัดให้อยู่แค่ในบัญชีเงินฝากเท่านั้น

คำถามคือ จะเป็นไปได้ไหมที่เงินออมของเรา จะมีทางเลือกในการทำให้เงินงอกเงยมากขึ้น เลือกความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตัวเองได้ และไม่ว่าใครก็สามารถลงทุนได้ในสภาวะตลาดที่ผันผวน แม้จะไม่มีเวลาติดตามการลงทุนเลย

ขอเชิญพบกับ ttb smart port ทางเลือกในการลงทุนแบบใหม่ ที่ง่าย และเหมาะกับคนทุกสไตล์

ttb smart port คืออะไร

ttb smart port คือบริการจัดพอร์ตลงทุนในกองทุนรวมแบบครบวงจร เพื่อให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น และเลือกแผนการลงทุนที่ตอบโจทย์เป้าหมายของตัวเองได้มากที่สุด โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลพอร์ตการลงทุนให้อย่างใกล้ชิด

โดยทั่วไปแล้ว การจัดพอร์ตการลงทุนและออกแบบแผนการลงทุนให้เหมาะสมกับเป้าหมายตัวเองนั้น ต้องใช้เวลาในการหาข้อมูล รวมถึงบริการจัดพอร์ตดังกล่าวมักจะมีไว้ให้บริการสำหรับลูกค้ารายใหญ่เป็นหลัก แต่ทุกวันนี้ ด้วยนวัตกรรมทางการเงินของ ttb ทำให้บุคคลทั่วไปที่สนใจก็สามารถใช้บริการ ttb smart port นี้ได้อย่างง่ายดาย เสมือนว่ามีผู้เชี่ยวชาญเรื่องการวางแผนการเงินและการลงทุนส่วนตัวก็ว่าได้

เช่น สมมติเรามีเป้าหมายว่าอยากจะมีเงินก้อนสัก 500,000 บาทไว้ลงทุนทำธุรกิจในอีก 3 ปีข้างหน้า เพียงแค่เราเข้าไปที่เว็บไซต์ www.ttbbank.com/tsp แล้วกดลองตั้งเป้าหมายทางการเงิน กรอกข้อมูลที่จำเป็น แล้วเลือกระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โปรแกรมก็จะคำนวณให้อัตโนมัติ ว่าเราต้องลงทุนด้วยเงินต้นเท่าไหร่ ลงทุนเพิ่มอีกเดือนละเท่าไหร่ เท่านี้เราก็จะได้ “แผนการลงทุน” เบื้องต้นมาแล้ว ที่ทำให้เรารู้ได้ว่าต้องวางแผนการลงทุนประมาณไหน ลงทุนเท่าไหร่ และต้องลงทุนในกองทุนไหน

ttb smart port แต่ละแบบ

โดยประเภทของกองทุนที่เราลงทุนได้ ก็จะขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่เราเลือกว่ายอมรับได้มากน้อยแค่ไหน ปัจจุบัน ttb smart port จะมีรูปแบบกองทุนให้เลือกอยู่ทั้งหมด 5 แบบ (และแต่ละแบบจะมีทั้งกองทุนแบบปกติและกองทุนเพื่อการลดหย่อนภาษี) ประกอบด้วย

1. tsp1-preserver

เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนต่อในกองทุนรวมอื่นทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นไปที่การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้

2. tsp2-nurturer

เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนต่อในกองทุนรวมอื่นทั้งในและต่างประเทศ โดยเป็นกองทุนผสม เน้นไปที่การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ และลงทุนในกองทุนตราสารทุนเล็กน้อย (ในเดือนเมษายนปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 19% ของมูลค่ากองทุนรวมทั้งหมด)

3. tsp3-balancer

เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนต่อในกองทุนรวมอื่นทั้งในและต่างประเทศ โดยเป็นกองทุนผสม ที่ลงทุนทั้งในกองทุนรวมตราสารหนี้ และกองทุนตราสารทุน ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน (ในเดือนเมษายนปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 49% ของมูลค่ากองทุนรวมทั้งหมด)

4. tsp4-explorer

เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนต่อในกองทุนรวมอื่นทั้งในและต่างประเทศ โดยเป็นกองทุนผสม ลงทุนทั้งในกองทุนรวมตราสารหนี้ และกองทุนตราสารทุน แต่จะเน้นการลงทุนในกองทุนตราสารทุนมากขึ้น (ในเดือนเมษายนปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 67% ของมูลค่ากองทุนรวมทั้งหมด)

5. tsp5-gogetter

เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนต่อในกองทุนรวมอื่นทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นไปที่กองทุนตราสารทุน

กองทุน ttb smart port ทั้ง 5 แบบนั้นมีการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละอย่างที่ต่างกันออกไป ตั้งแต่ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ล้วนๆ ไปจนถึงลงทุนในกองทุนตราสารทุนล้วนๆ เช่นกัน และแต่ละแบบก็จะมีความเสี่ยงกองทุนที่ต่างกันออกไปด้วย ยิ่งลงทุนในตราสารหนี้มากๆ ระดับความเสี่ยงก็น้อยกว่า ยิ่งลงทุนในตราสารทุนมากๆ ระดับความเสี่ยงก็จะสูงขึ้น แต่ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนมากขึ้น

จุดเด่นของ ttb smart port

จะเห็นได้ว่า ผู้ลงทุนสามารถเลือกประเภทกองทุนให้สอดคล้องกับแผนที่วางไว้ได้อย่างง่ายดาย ในหน้าเว็บของ ttb smart port เราสามารถปรับตัวเลขการคำนวณได้ตามความเหมาะสม จากตัวอย่างเดิมที่เราต้องการเก็บเงิน 500,000 บาทในระยะเวลา 3 ปี หากเราเลือกยอมรับความเสี่ยงได้สูง เงินที่ต้องเก็บเพื่อลงทุนต่อเดือนก็จะน้อย แต่ก็อาจต้องรับความเสี่ยงสูงเกินไป เราก็เลือกเปลี่ยนแผนเพื่อรับความเสี่ยงที่ต่ำลงมาอีกนิดหน่อย อาจต้องเก็บเงินต่อเดือนมากขึ้น แต่ก็รับความเสี่ยงน้อยลง แบบนี้เป็นต้น และทั้งหมดนี้เราสามารถวางแผนได้เองอย่างง่ายดายผ่านมือถือ นี่คือจุดเด่นประการแรกของ ttb smart port

ประการที่สอง เราไม่จำเป็นต้องจับจังหวะลงทุนอะไรเลย เพราะโปรแกรมวางแผนลงทุนของ ttb smart port จะอยู่บนแนวคิดของการทยอยซื้อสะสมทุกเดือน (DCA) เป็นหลัก หากเราต้องมาคอยจับจังหวะลงทุนเอง ยิ่งช่วงที่ภาวะตลาดผันผวนสูง การจับจังหวะมากไปอาจยิ่งทำให้เราต้องซื้อในราคาที่แพงกว่าเดิม การลงทุนแบบ DCA จึงทำให้ลดความเสี่ยงในการต้องมาจับจังหวะลงทุนไปได้ไม่น้อย

ประการที่สาม กองทุนของ ttb smart port บริหารจัดการโดยมืออาชีพจาก Amundi Asset Management บริษัทจัดการสินทรัพย์อันดับหนึ่งในยุโรป และ Thanachart Fund Eastspring ผู้เชี่ยวชาญแนวหน้าของเอเชียที่มีความชำนาญในตลาดทุนไทยมากกว่า 25 ปี ที่จะคอยดูแลและปรับพอร์ตการลงทุนให้เราอย่างสม่ำเสมอตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป

ประการที่สี่ ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า ยิ่งกองทุนรวมมีค่าธรรมเนียมแรกเข้าน้อยเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

และประการสุดท้าย บริการทั้งหมดนี้ของ ttb smart port สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ด้วยเงินเพียง 1 บาทเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนก่อนแต่อย่างใด นับว่าเป็นข้อดีที่สำคัญมาก เพราะการวางแผนการเงินและการลงทุนที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเริ่มต้นด้วยเงินมากน้อยแค่ไหน ความสำคัญอยู่ที่เราได้เริ่มแล้วหรือยัง การที่เงินลงทุนขั้นต่ำน้อยนับเป็นโอกาสให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงทางเลือกในการทำให้เงินออมเติบโตได้

หากใครสนใจ สามารถทดลองวางแผนลงทุนด้วยตัวเองได้ฟรีที่ www.ttbbank.com/tsp และหากเลือกแผนการลงทุนที่ใช่ได้แล้ว ก็สามารถเริ่มลงทุนได้เลยผ่านแอป ttb touch หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ttb investment line โทร.1428 กด #4 ทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 9:00 – 17:30 น. (ยกเว้นวันหยุดธนาคาร) และ ทีทีบี ทุกสาขา

เพิ่มทางเลือกให้กับเงินออมของคุณได้แล้วตั้งแต่วันนี้ อย่าลืม ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่เงินมากหรือน้อย อยู่ที่ว่าเราได้เริ่มแล้วหรือยัง

บทความนี้เป็น Advertorial

SME D Coach เปลี่ยนธุรกิจให้ทันโลกในยุค New Normal กับที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ในยุคปัจจุบันนี้เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในการทำธุรกิจมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวเพื่อที่จะพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำให้ผู้ประกอบการต้องหันมาเรียนรู้การใช้ช่องทาง Online เพื่อประชาสัมพันธ์การขายสินค้ากันมากขึ้น รวมถึงต้องเรียนรู้วิธีการส่งสินค้าเพื่อให้ไปถึงลูกค้าด้วย ซึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ นั้นกลายเป็นทักษะที่สำคัญของผู้ประกอบการ จึงจะต้องมีการ Upskill และ Reskill ให้กับผู้ประกอบการขนาด SME กันมากขึ้น

SME D Coach เป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจ จัดขึ้นโดยธนาคารธนาคารพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อยหรือที่เรารู้จักกันในนาม ธพว. (SME D Bank) ซึ่งได้รวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่สำคัญไว้เพื่อเพิ่มศักยภาพและความแข็งแกร่งในการประกอบกิจการ ผ่านศูนย์บริการให้คำปรึกษาธุรกิจครบวงจร หรือ SME D Coach ซึ่งสามารถเข้าไปใช้บริการต่าง ๆ ได้ดังนี้

1.  เรียนรู้เทคนิคในการประกอบกิจการกับ Coach และผู้เชี่ยวชาญ

เราสามารถปรึกษาโค้ชผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ได้ ทั้งในเรื่องของการเงินและการทำธุรกิจ เช่น ปรึกษา Coach ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ธุรกิจได้รับเงินทุนเพื่อประกอบกิจการ ทั้งการฟื้นฟูกิจการและการต่อยอดให้ธุรกิจให้เติบโตได้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้าน Online marketing ที่มีเทคนิคต่าง ๆ ในการใช้ Facebook และ TikTok ในการทำธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการทำบัญชี ภาษี การตลาด ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเติบโตไปอีกขั้นได้

2.  เรียนรู้การทำธุรกิจผ่านทาง e-learning

มีคอร์สออนไลน์อีกมากมายที่จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เพื่อให้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ เช่น Online learning และ Experience learning ซึ่งสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ตลอด 24 ชั่วโมง เรียกได้ว่าจะเรียนเมื่อไหร่ก็ได้

3. ให้คำปรึกษาด้านธุรกิจทั้ง  6 ด้านที่เชื่อมโยงพันธมิตรต่าง ๆ

มาดูกันว่า SME D Coach นั้นได้ร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการให้คำปรึกษาอย่างไรบ้าง

  • การตลาด และ Business Matching เพื่อเตรียมให้นำสินค้าของเราเข้าสู่ตลาดโลก โดยร่วมให้คำปรึกษาในการนำสินค้าไปขายในต่างประเทศกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมการค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น
  • มาตรฐานและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้คำปรึกษาในการกำหนดมาตรฐานของสินค้าต่าง ๆ ให้มีคุณภาพ โดยร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สถาบันอาหาร กรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
  • เทคโนโลยีนวัตกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้ในการเปลี่ยนธุรกิจให้ทันสมัยและเข้าสู่ระบบดิจิทัล กับพันธมิตรโครงการได้แก่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นต้น
  • บัญชีการเงิน การเขียนแผนธุรกิจ เพื่อให้ได้เรียนรู้การทำธุรกิจที่ดี สามารถบริหารจัดการเงินที่อยู่ในบริษัทให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยร่วมกับ บ.บนกองทุนกองทอง และ Accrevo
  • การผลิต โดยร่วมกับ KX Knowledge และ ISMED เพื่อให้ความรู้ด้านนวัตกรรมต่าง ๆ ทางการผลิต
  • ด้านสนับสนุนและบ่มเพาะเตรียมพร้อมเข้าสู่แหล่งเงินทุน

โดยสรุป โครงการ SME D Coach จะเข้ามาพัฒนาทักษะของผู้ประกอบการในด้านต่าง ๆ ทั้งเรื่องความรู้ทางการเงินและความรู้ในการทำธุรกิจ โดยที่สามารถเรียนรู้ได้ผ่านระบบ e-Learning ตลอด 24 ชั่วโมง หรือจะเลือกปรึกษา Coach ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ได้เลย ทั้งนี้หากผู้ประกอบการต้องการยกระดับธุรกิจเพื่อส่งออก สร้างมาตรฐานทางการผลิต ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการจัดการและการผลิต รวมถึงการจัดทำแผนธุรกิจ ทางโครงการก็มีหน่วยงานพันธมิตรคอยให้การสนับสนุนเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ผู้ประกอบการได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก ในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างมีศักยภาพและยั่งยืนในระยะยาว

โดยรูปแบบการรับคำปรึกษาสามารถทำได้ทั้ง online และ onsite สำหรับ onsite มาได้ที่ สำนักงานใหญ่ ธพว. อาคาร SME Bank Tower ติดสถานีรถไฟฟ้าอารีย์

ตอนนี้ทางโครงการมี Promotion พิเศษ เพียงจองสิทธิและสมัครสมาชิก  SME Plus เพื่อรับคำปรึกษากับ SME D Coach 100 ท่านแรก จะได้รับ voucher มูลค่า 100 บาท และ Gift set ถุงผ้าพร้อมแมสและเจลแอลกอฮอล์ด้วยนะครับจองสิทธิ์รับคำปรึกษาได้ที่ https://wdev.smebank.co.th/smedcoach/

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่

● Call Center 1357

● LineOA: @smedevelopmentbank

● Facebook: smedevelopmentbank

บทความนี้เป็น Advertorial

GSB เปิดตัว ‘ออมสินเมตาเวิร์ส’ อีกก้าวของธนาคารออมสินเพื่อสังคมในโลกดิจิทัล

ธนาคารออมสินนอกจากจะเป็นธนาคารที่อยู่คู่กับการออมเงินของคนไทยมาโดยตลอดแล้ว ธนาคารออมสินยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ เพราะเราเชื่อว่าการก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจะช่วยให้เราสามารถเสริมสร้างความสุขและความมั่นคงของประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งเทคโนโลยีโลกเสมือนหรือ Metaverse ก็เป็นอีกหนึ่งในเทรนด์การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่สำคัญ

โดยเทคโนโลยีโลกเสมือนหรือ Metaverse คือประสบการณ์จำลองเสมือนจริงที่ถูกสร้างขึ้นภายในโลกดิจิทัล ด้วยการสร้างโลกใบใหม่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าไว้ด้วยกันผ่านระบบดิจิทัลที่จะเปิดโอกาสให้เรามีประสบการณ์ต่าง ๆ อย่างเช่น การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ การท่องเที่ยว หรือแม้แต่การพูดคุยกัน โดยที่ไม่ต้องลุกออกไปจากบ้านเลย นอกจากเทคโนโลยีโลกเสมือนจะสามารถพาเราไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างอิสระผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มันยังเปิดโอกาสให้เรามีประสบการณ์ผ่านมุมมองใหม่ ๆ ที่อาจจะทำไม่ได้ในโลกจริงด้วย

เพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว GSB จึงเปิดตัว ‘ออมสินเมตาเวิร์ส’ โลกดิจิทัลเสมือนจริงที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ทุกคนได้สัมผัสกับความสนุกตื่นเต้นไปพร้อม ๆ กับเรื่องราวที่แสดงอัตลักษณ์ของธนาคารออมสิน นั่นก็คือ ‘กระปุกออมสิน’ และถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่ง ‘การออมเงิน’ ที่ทุกคนรับรู้ นอกจากนี้การออกแบบกระปุกออมสินแต่ละใบยังเป็นการผสมผสานทั้งศิลปะและเรื่องราวในแต่ละยุคสมัยเข้าไว้ด้วยกัน

ออมสินเมตาเวิร์ส จึงได้นำกระปุกออมสินมาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะแบบ Digital Art ทั้งจากกระปุกออมสินรุ่นก่อนในอดีต รวมถึงกระปุกรุ่นใหม่ที่ออกแบบโดยศิลปินที่มีชื่อเสียงด้าน Digital Art เพื่อให้ผู้คนเข้าไปในออมสินเมตาเวิร์สและเลือกชมได้อย่างละเอียด ซึ่งถ้าใครชื่นชอบยังสามารถสะสมผลงานดังกล่าวเป็นของตนเองได้อีกด้วย

โดยในออมสินเมตาเวิร์ส นั้นจะประกอบไปด้วยห้องสำหรับกิจกรรมต่างๆทั้งหมด 3 ห้อง ได้แก่

1. ห้อง GSB’S KRAPOOK HISTORY

ห้องพิพิธภัณฑ์กระปุกออมสิน 3 มิติ ซึ่งจะจัดแสดงกระปุกออมสินรุ่นหายากในรูปแบบ 3 มิติ ที่เตรียมมาให้ทุกท่านได้ทราบถึงเรื่องราวความเป็นมาและวัตถุประสงค์ในการจัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสพิเศษต่างๆ รวมถึงสามารถเลือกดูศิลปะลวดลายบนกระปุกได้ครบทุกมุมมองแบบ 360 องศา

2. ห้อง KRAPOOK x ARTIST

ห้องแสดงผลงานกระปุกออมสิน Digital Art ลวดลายพิเศษ ที่ออกแบบโดยศิลปินชื่อดังด้าน Digital Art ทั้งหมด 6 ท่าน ได้แก่

1. ชื่อผลงาน : Grow goal go!

โดย ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล ศิลปินผู้สร้างสรรค์ลายเส้นสไตล์ Hand Craft ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ที่ได้ร่วมงานทั้งแบรนด์ระดับประเทศ และแบรนด์ระดับโลก

2. ชื่อผลงาน : Cryptonians in Thai Society

โดย BitToon หรือ คุณเทอร์โบ เพจการ์ตูนที่สร้างสีสันทันสถานการณ์โลกคริปโต

3. ชื่อผลงาน : ไหลมาเทมา

โดย ป็อด โมเดิร์นด็อก หรือ ธนชัย อุชชิน ศิลปินคุณภาพที่โลดแล่นอยู่ในวงการดนตรีมาเกือบ 30 ปี กับอีกบทบาทในฐานะศิลปินด้านงานศิลปะ

4. ชื่อผลงาน : ออมสุขออมสิน

โดย ไตรภัค สุภวัฒนา หรือ PUCK ผู้เป็นเจ้าของคาแรคเตอร์ “Sawreal Rabbit” นักเขียนการ์ตูนอิสระมือเก๋า ที่อยู่ในวงการมาอย่างยาวนานมากกว่า 14 ปี

5. ชื่อผลงาน : COME PLAY!

โดย ตุ๊ ณัชพล ตุ๊เสงี่ยม ศิลปินไทยซึ่งมีผลงานที่มีเอกลักษณ์ใช้สีสันฉูดฉาดอันทรงพลัง

6. ชื่อผลงาน : Playground

โดย วีระชัย ดวงพลา หรือ เดอะดวง นักวาดการ์ตูน และภาพประกอบที่มีผลงานเป็นที่รู้จักอยู่มากมาย

3. ห้อง KRAPOOK GIFT

สำหรับกิจกรรมและสิทธิพิเศษต่างๆของธนาคาร ที่เตรียมไว้ให้ทุกท่านได้รับของรางวัลสุดพิเศษกันตลอดทั้งปี ได้แก่ กิจกรรมจองสิทธิกระปุกออมสินคอลเลกชันพิเศษที่ออกแบบโดยศิลปินที่มีชื่อเสียงด้าน Digital Art ที่เปิดให้จองสิทธิได้ที่ GSB Metaverse ที่เดียวเท่านั้น โดยสามารถเข้าผ่านเว็บไซต์ https://metaverse.gsb.or.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และกิจกรรมนี้จะจัดขึ้นตลอดทั้งปี สามารถติดตามเงื่อนไขและรายละเอียดของกระปุกออมสินที่จะเปิดให้จองสิทธิได้ผ่านช่องทาง www.gsb.or.th หรือ Facebook : GSB Society

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ถือว่าเป็นอีกก้าวของธนาคารออมสินที่พร้อมจะยกระดับสู่องค์กรดิจิทัล เพราะเราเชื่อว่าการก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงจะช่วยขยายโอกาสการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในทุกกลุ่มลูกค้า และผลักดันให้ภาพลักษณ์ธนาคารออมสินในวันนี้ ก้าวสู่การเป็น Digital Banking

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามกิจกรรมเพิ่มเติม และเข้าสู่ออมสินเมตาเวิร์ส ได้เลย โดยสามารถใช้งานผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ PC หรือ laptop เท่านั้น

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center 1115

ติดตามข้อมูลออมสินเมตาเวิร์ส ได้ที่ www.gsb.or.th หรือ Facebook : GSB Society

#ออมสินเมตาเวิร์ส

#GSBMetaverse

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save