ทำยังไงดี? ถ้าผลตอบแทนกองทุนที่เราเลือกไม่เป็นตามที่คิด

ในช่วงที่การลงทุนผันผวนอย่างต่อเนื่อง หลายคนเปิดดูพอร์ตตัวเองแล้วอาจจะรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ คล้ายว่าอากาศมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย แต่จริง ๆ แล้วมันคือความสงสัยว่า สิ่งที่เราเลือกไว้ก่อนหน้านี้ หรือแผนการลงทุนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ มันเป็นไปได้จริงหรือเปล่า หรือว่าเราจะเลือกกองทุนผิด ทำให้ชีวิตไม่เป็นไปตามที่คิดกันแน่

สำหรับใครที่เจอปัญหาแบบนี้ สิ่งหนึ่งที่อยากแนะนำ คือ ลองกลับมาตั้งหลักก่อนว่า สิ่งที่เราคิดนั้นมันเป็นไปตามคาดหรือเปล่า โดยเริ่มจากทีละขั้นตอนตามนี้ครับ

1. เช็คผลตอบแทนรวมของพอร์ตว่าเป็นไปตามเป้าหมายไหม

อันดับแรกที่สำคัญและทำให้ใจเราสงบลงได้ คือ การลงทุนของเรานั้นถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเป้าหมายแบบไหนบ้าง เช่น เป้าหมายเพื่อการเกษียณ การลงทุนระยะยาวในอีก 5-10 ปีข้างหน้า หรือเป้าหมายต่าง ๆ นานาที่เราวางแผนไว้ ถ้าหากมันยังตอบโจทย์เป้าหมายที่ได้ ผลตอบแทนโดยรวมสะสมที่ผ่านมาเป็นไปตามที่คิด แบบนี้อาจจะไม่ถือว่าเป็นปัญหา เพราะมันอาจจะเกิดขึ้นจากความผันผวนเพียงชั่วคราวก็ได้

แต่ถ้าหากดูแล้วมันไม่ตรงตามที่วางแผนไว้ หรือเป้าหมายมีการเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงความเสี่ยงที่รับได้เปลี่ยนตาม เมื่อเห็นตัวเลขผลตอบแทนรวมที่เกิดขึ้น แบบนี้คงต้องลงรายละเอียดเพิ่มเติมไปอีกสักหน่อยแล้วล่ะครับ

2. ลองเช็คลงรายละเอียดแต่ละกองทุนดูบ้าง

สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อก็คือในพอร์ตการลงทุนตามเป้าหมายของเรา มีกองทุนอะไรที่เราลงทุนอยู่บ้าง และกองทุนแต่ละกองนั้นสามารถทำผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายหรือเปล่า ซึ่งกองทุนที่เรามีนั้น ควรมีคุณสมบัติดังนี้

  • ผลตอบแทนชนะตลาดหรือดัชนีชี้วัด (Benchmark) ที่ใช้ในการเปรียบเทียบกับผลตอบแทนที่กองทุนได้รับ เช่น ถ้าหากดัชนีชี้วัดทำผลตอบแทนไปได้ 5% แต่กองทุนเราสามารถทำผลตอบแทนได้มากกว่า หรือใกล้เคียงกับ 5% ก็น่าจะถือว่าพอไหว หรือ ถ้าหากดัชนีชี้วัดติดลบไป 10% แต่กองทุนของเราติดลบได้น้อยกว่า แบบนี้ก็ถือว่าทำได้ดี แต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมก็คือ การเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัดแบบนี้จะใช้กับกองทุนที่มีการบริหารแบบ Active (มีเป้าหมายการลงทุนที่ต้องการเอาชนะดัชนีชี้วัด) แต่ถ้าหากเป็นกองทุนที่มีการบริหารแบบ Passive (ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนใกล้กับดัชนีชี้วัด) แบบนี้จะพิจารณาว่าผลตอบแทนของกองทุนเป็นไปตามดัชนีชี้วัดแทนครับ
  • ผลตอบแทนรวมชนะกองทุนในกลุ่มเดียวกัน หากเปรียบเทียบกับกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวกันแล้ว กองทุนดังกล่าวทำผลตอบแทนได้เป็นที่น่าพอใจหรือไม่ โดยดูจากข้อมูลเปรียบเทียบผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์ กับกองทุนกลุ่มเดียวกัน ซึ่งจะมีข้อมูลให้เปรียบเทียบทั้ง ผลตอบแทน (Return) และ ความผันผวน (Standard Deviation) และแบ่งเป็นแต่ละช่วง ให้เราได้เปรียบเทียบข้อมูลระยะยาว/ระยะสั้นได้ด้วย ซึ่งถ้าหากกองทุนของเราได้ค่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่น้อย ก็แปลว่าผลตอบแทนของเราดีกว่า เมื่อเทียบกับกองทุนในกลุ่มเดียวกัน และถ้ายิ่งได้ค่าเปอร์เซ็นต์ไทล์น้อยในด้านของความผันผวน ก็ยิ่งแสดงว่า ความเสี่ยงของกองทุนเราน้อยกว่าในกลุ่มคู่แข่งด้วย หรือสรุปง่าย ๆ ว่า ถ้าทั้งสองค่านี้อยู่ในกลุ่มต้น ๆ ก็แปลว่ากองทุนของเรานั้นใช้ได้ครับ

และนอกจากดูผลตอบแทน ความเสี่ยงแล้ว ก็อย่าลืมเช็คด้วยว่า กองทุนที่เราลงทุนนั้นมีนโยบายตามที่เราต้องการใช่หรือไม่ ทั้งสินทรัพย์ที่ลงทุน และนโยบายการลงทุนต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเราเลือกกองทุนได้ถูกต้องนั่นเองครับ

แต่ถ้ามาถึงตรงนี้แล้วปรากฎว่ากองทุนที่เราเลือกไว้ไม่เป็นดั่งใจ เราจะทำยังไงดี ? มาต่อที่ขั้นตอนนี้เลยครับ

3. ถ้าไม่พอใจ ต้องหาที่ไป (ต่อ) ให้กับเงินลงทุนของเรา

โดยทางเลือกในการลงทุนนั้นมีหลากหลาย เราสามารถเลือกได้ตั้งแต่ สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปที่กองทุนใหม่ ที่ตรงใจเราในเรื่องของนโยบายการลงทุน ผลตอบแทน และความเสี่ยง ซึ่งสำหรับกองทุนลดหย่อนภาษีที่เราเคยซื้อไว้ สามารถเลือกทางนี้ได้ทั้งหมดครับ ไม่ว่าจะเป็น LTF SSF และ RMF เราสามารถสับเปลี่ยนกองทุนได้ โดยการสับเปลี่ยนกองทุนนั้นจะไม่ถือเป็นการขาย และสามารถนับอายุต่อจากกองทุนเดิมได้อีกด้วยครับ

สำหรับบางคนอาจจะมองว่าให้โอกาสแก้ไขสักหน่อย เพราะการลงทุนต้องดูกันยาว ๆ แบบนี้ก็อาจจะหยุดซื้อกองทุนเก่าชั่วคราว แล้วไปซื้อกองทุนใหม่ เผื่อให้โอกาสกองทุนเก่าได้แก้ตัว ซึ่งถ้ากลับตัวได้ เราก็ยังไปต่อด้วยกันได้อยู่ เพราะเราก็ไม่รู้หรอกว่าในโลกของการลงทุน อะไรก็เกิดขึ้นได้

หรือสุดท้ายถ้าไม่ไหว และไม่ติดเงื่อนไขทางภาษี อาจจะเลือก ขายหน่วยลงทุนบางส่วนหรือทั้งหมดออกมา แล้วนำเงินไปลงทุนที่อื่น แต่ก็ต้องเช็คเป้าหมายดี ๆ ด้วยนะครับ ถ้าเป็นเงินลงทุนที่มีเป้าหมาย ก็ไม่ควรขายออกมาใช้จ่ายทันที เพราะเงินก้อนนี้ต้องเอาไปลงทุนต่อด้วยนะครับผม

ดังนั้น มาถึงตรงนี้ อาจจะต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า เป้าหมายการลงทุนของเราเป็นแบบไหน และมีทางไหนที่จะช่วยเราสบายใจและลงทุนต่อได้โดยไม่รู้สึกกังวล เพราะคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ

สุดท้ายนี้ ถ้าหากใครสนใจลงทุนในกองทุนรวม โดยเฉพาะกลุ่ม RMF เพื่อวางแผนภาษี ทาง KTAM มีกองทุนดี ๆ มาแนะนำให้ในช่วงนี้ครับ ซึ่งถ้าหากใครสนใจก็สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ. กรุงไทย โทร. 0-2686-6100 กด 9 ในเวลาทำการ ธนาคารกรุงไทยและผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน

หรือจะดูรายละเอียดกองทุนอื่น ๆ ที่ KTAM แนะนำได้ที่นี่เลยครับ https://www.ktam.co.th/fund-quick-rank.aspx

สรุปสุดท้ายก่อนจากกันไป สำหรับการซื้อกองทุนรวมทุกกอง ไม่ใช่ซื้อแล้วจบเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องดูแล บริหาร จัดการและตรวจสอบผลการลงทุนให้ดีด้วยคร้าบ และผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบการดำเนินงานของกองทุนรวมในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

คำเตือน : ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ: ความเสี่ยงทางตลาด (Market Risk)/ ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของผู้ออกตราสาร (Business Risk)/ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk)/ ความเสี่ยงของประเทศที่ลงทุน (Country Risk) เป็นต้น กองทุน KT-HEALTHC RMF และ กองทุน KT-WEQ RMF มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ในกรณีที่กองทุนไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุน หรือจะได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้/ ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

เพราะชีวิตสุขได้อีกเยอะ จากการใช้จ่ายได้มากขึ้น ด้วย ‘สินเชื่อชีวิตสุขสันต์’ เปลี่ยนสลากออกมสินให้เป็นเงินสด

ใครมีสลากออมสินแล้วบ้าง? เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่มีสลากออมสิน นอกจากการออมเงินเพื่อหวังดอกเบี้ยแล้ว ในแต่ละงวดเพื่อน ๆ ยังคงลุ้นการถูกรางวัลเพื่อเติมความสุขกันอยู่ด้วยใช่ไหมครับ ตอนนี้ทางธนาคารออมสินได้เปิดโอกาสให้เรามีความสุขกับการใช้จ่ายได้มากขึ้น โดยเราสามารถนำสลากออมสินมาเปลี่ยนเป็นเงินสดด้วย ‘สินเชื่อชีวิตสุขสันต์’ นั่นเอง

สินเชื่อชีวิตสุขสันต์คืออะไร?

เป็นสินเชื่อสำหรับลูกค้าธนาคารออมสินที่มีสลากออมสินพิเศษของธนาคาร และต้องการเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อมีความสุขในการใช้จ่ายตามความต้องการได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา, ค่าใช้จ่ายเพื่อการแต่งงาน หรือ ค่าใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว จะมีลักษณะคล้ายสินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไปที่เรารู้จัก แต่แตกต่างกันตรงที่ใช้ ‘สลากออมสินพิเศษ’ มาเป็นหลักประกันเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ โดยที่เรายังได้รับดอกเบี้ยเงินฝากและยังมีโอกาสลุ้นรางวัลได้เหมือนเดิมเลย

ก่อนที่เราจะไปดูโปรโมชันดี ๆ และเงื่อนไขจากสินเชื่อชีวิตสุขสันต์ เราจะขอมายกตัวอย่างให้ทุกคนได้เห็นภาพตรงกันก่อน ว่าการใช้จ่ายได้มากขึ้นกว่าเดิม จะทำให้เรามีความสุขได้อย่างไรกัน

ใช้จ่ายได้มากขึ้น จะทำให้มีความสุขได้อย่างไร

1. ท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวเป็นวิธีการพักผ่อนที่ใครหลาย ๆ คนชื่นชอบ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการไปเที่ยวแต่ละครั้งนั้นค่อนข้างจะใช้เงินจำนวนมาก โดยจะแตกต่างกันไปตามไลฟ์สไตล์ ซึ่งการที่เราเหนื่อยมาจากการทำงาน การดูแลตัวเองช่วงโควิด หรือการใช้ชีวิตด้านอื่น ๆ แบบนี้ การใช้เงินเก็บออกไปเที่ยวเติมความสุขนาน ๆ ทีก็ยังดีกว่าการที่ร่างกายและจิตใจไม่ได้ผ่อนคลาย แถมอาจจะเกิดผลเสียกับสุขภาพภายหลังได้อีก แต่หากเที่ยวไปกังวลไปว่าค่าใช้จ่ายจากเงินเก็บจะไม่เพียงพอ การเที่ยวครั้งนี้คงจะมีความสุขได้ไม่เต็มที่ ถ้าหากเรามีเงินก้อนสำหรับท่องเที่ยวที่สามารถช่วยให้เราใช้จ่ายได้มากขึ้น ก็อาจจะสุขใจตรงที่ไม่ต้องมานั่งกังวลก็ได้นะครับ

2. เรียนต่อ

ตอนเลือกเรียนปริญญาตรี หลาย ๆ คนอาจจะเลือกเรียนจากความต้องการของอาชีพก่อน หรือมีเหตุผลอื่น ๆ ที่ไม่ได้เรียนคณะที่ตัวเองอยากเรียน ตอนนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เราจะมาเรียนต่อเพื่อเติมเต็มความฝันในสิ่งที่เราอยากเรียนได้แล้ว แต่การเรียนต่อนั้น ต้องใช้เงินก้อนในการจ่ายค่าเทอมจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งหากเรายังทำงานหาเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำอยู่ ก็อาจจะทำให้เรากังวลใจว่าเงินที่หามาจะไม่พอใช้จ่าย ซึ่งการมีเงินก้อนจะช่วยทำให้เราจ่ายค่าเทอมได้เพียงพอ และยังช่วยเติมความสุขจากการเรียนได้อีก

3. ซื้อรถยนต์

ใครที่เบื่อกับการต้องยืนรอรถสาธารณะเป็นเวลานาน หรือกลับดึก ๆ แล้วไม่มีรถเข้าบ้าน ต้องเสียเงินมากกว่าเดิมในการขึ้นรถแท็กซี่ การออกเงินซื้อรถยนต์ใหม่สักคัน ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ นอกจากนี้ รถยนต์เป็นยานพาหนะที่สามารถพาเราขับเคลื่อนไปเจอกับความสุขจากสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้ และหากนำรถยนต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็จะเป็นช่องทางการหารายได้ที่ดีเช่นกัน แต่การผ่อนรถยนต์นั้นก็ต้องใช้เงินพอสมควร ซึ่งหากเดือนไหนเรามีเงินไม่เพียงพอ การมีเงินจากส่วนอื่น ๆ มาช่วยให้เราจ่ายค่าผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายของเดือนนั้นที่เกินได้ เราก็จะลดความกังวลและมีความสุขได้เช่นกัน

จากที่กล่าวไปข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งเท่านั้น หากใครที่มีแผนเติมความสุขในชีวิตที่เหมาะกับตัวเองแล้วก็ลุยกันได้เลย แต่หากต้องการใช้จ่ายได้มากขึ้น และในมือมีสลากออมสินพิเศษอยู่ เราขอแนะนำโปรโมชันสุดคุ้มจาก ‘สินเชื่อชีวิตสุขสันต์’ ซึ่งจะคุ้มอย่างไรไปดูกันเลย

โปรโมชันจากสินเชื่อชีวิตสุขสันต์

  • สุขที่ 1 : กู้ได้สูงสุด 95% ของมูลค่าสลากออมสิน
  • สุขที่ 2 : วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาท
  • สุขที่ 3 : ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี
  • สุขที่ 4 : พิเศษ อัตราดอกเบี้ยปีแรก* ลดลง 0.50% ต่อปี

เงื่อนไขของสินเชื่อเพิ่มเติม

สลากออมสินพิเศษสามารถเป็นของผู้กู้หรือบุคคลอื่นได้ แต่อายุสลากต้องไม่น้อยกว่า 1 วัน จะใช้สลากทั้งฉบับ หรือหลายฉบับรวมกัน แต่ต้องไม่น้อยกว่า 10,000 บาท ต่อการกู้แต่ละครั้ง

ซึ่งจริง ๆ แล้วความสุขที่แท้จริงจากการที่เราใช้จ่ายได้มากขึ้น อาจจะเป็นเพียงการได้เงินมาช่วยลดความกังวลกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เรายังไม่พร้อมจ่ายตอนนี้ก็ได้ ซึ่งหากเป็นแบบนั้นสินเชื่อชีวิตสุขสันต์ที่สามารถนำสลากออมสินพิเศษมาเปลี่ยนเป็นเงินสดให้เราใช้จ่ายได้มากขึ้น ก็อาจจะทำให้มีความสุขจากการลดความกังวลได้เหมือนกัน แต่หากใครที่สนใจโปรโมชันนี้ต้องรีบหน่อยนะ เพราะใกล้จะหมดเขตแล้ว รีบเลย!

สนใจสามารถติดต่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2565

https://www.gsb.or.th/promotions/sooksan-loan/

บทความนี้เป็น Advertorial

SME D Coach ตัวช่วยผู้ประกอบการ SME ให้คำปรึกษาด้านเงินทุนและธุรกิจครบวงจร

ยุคนี้ใคร ๆ ก็อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ SME กันทั้งนั้น เพราะการเป็นเจ้าของธุรกิจตัวเอง สามารถทำงานได้อย่างอิสระและไม่ต้องอยู่ภายใต้ธุรกิจใด ซึ่งไม่ว่าใคร ๆ ก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้ หากมีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจดีพอ และมีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีก่อนการทำธุรกิจนั้น ๆ ซึ่งหากใครที่อยากทำธุรกิจ SME แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี วันนี้เราได้รวบรวม 5 ข้อต้องรู้ก่อนเริ่มทำ SME จะต้องเตรียมพร้อมอะไรบ้าง เพื่อให้ธุรกิจเติบโตและไปได้ไกลกว่านี้มาฝากกัน

ก่อนอื่นเราขออธิบายธุรกิจ SME เบื้องต้นก่อนว่าคืออะไร โดยธุรกิจ SME นั้นเป็นธุรกิจที่มีขนาดเล็กหรือขนาดกลาง ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนที่สูงและพนักงานจำนวนมากก็สามารถสร้างธุรกิจนี้ขึ้นมาได้ โดยธุรกิจ SME จะทำครอบคลุมกิจการ 3 กลุ่มใหญ่  ได้แก่ ด้านการผลิตสินค้า, ด้านการนำเข้า-ส่งออก, ด้านการให้บริการ แต่ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านไหนเราก็ต้องมีการเตรียมพร้อมก่อนทำธุรกิจเสียก่อน ซึ่งจะต้องเตรียมพร้อมอะไรบ้าง เราไปดูกันเลย

5 ข้อต้องรู้ ก่อนเริ่มทำ SME ต้องเตรียมพร้อมอะไรบ้าง

1. กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายหลักและรองที่ชัดเจน จะทำให้รู้ว่าเราทำสินค้าอะไรขึ้นมาและทำมาเพื่อใคร ซึ่งจะช่วยการวางแผนตลาดในการขายสินค้าและบริการ ให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด นอกจากนี้ การกำหนดกลุ่มเป้าหมายยังช่วยพัฒนาสินค้าและบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยต่อยอดให้ธุรกิจเติบโตได้มากขึ้นนั่นเอง 

2. เตรียมพร้อมเรื่องการเงิน

แม้ว่าธุรกิจ SME จะไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมากนัก แต่การวางแผนและเตรียมความพร้อมด้านการเงินที่ดีจะช่วยลดปัญหาในการดำเนินธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ โดยเราจะต้องวางแผนก่อนว่าธุรกิจของเราจะต้องใช้เงินทุนเท่าไหร่ และจะนำเงินทุนมาจากไหนได้บ้าง แต่ที่สำคัญคือเราไม่ควรนำ “เงินออม” มาใช้ลงทุน เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงสูง แม้ว่าธุรกิจจะมีโอกาสเติบโต แต่ความไม่แน่นอนเกิดได้เสมอ เช่น การแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจต่าง ๆ มากมาย โดยที่เราไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เราจะต้องมีการวางแผนเงินที่จะนำมาลงทุนให้ดี เพราะหากเกิดอะไรขึ้นเราก็จะยังมีเงินออมไว้ใช้ยามฉุกเฉินได้

3. การวางแผนการตลาด

เราจะต้องเขียนแผนการตลาดให้ละเอียดและชัดเจนมากที่สุด เพื่อจะช่วยให้เรารู้ขั้นตอนต่อไปว่าต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้ธุรกิจของเราดำเนินต่อไปได้อย่างเติบโต และช่วยลดข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้ โดยเราจะต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเราคือใคร, รู้รายละเอียดผลิตภัณฑ์ของเราทั้งข้อดีและข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์ และศึกษาพฤติกรรมการซื้อขายของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อใช้เปรียบเทียบกับบริษัทที่เป็นคู่แข่งได้

4. ศึกษาเรื่องธุรกิจ SME แบบรอบด้าน

การทำธุรกิจของตัวเองการมีความรู้รอบด้านถือเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางธุรกิจ กฎระเบียบ มาตรฐานการผลิต การเขียนแผนธุรกิจ รวมถึงเรื่องนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ทันสมัย ล้วนเป็นเรื่องที่เราควรต้องศึกษา เพื่อให้เราดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น และยังช่วยลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากธุรกิจ SME ได้ในอนาคต

5. หาที่ปรึกษาด้านเงินทุนและธุรกิจที่ไว้ใจได้

หากเราไม่ได้มีความรู้ในเรื่องของธุรกิจ SME ทั้งการเงิน การตลาด และกฎหมายต่าง ๆ มากมายนัก ก็ไม่ต้องกังวลไป เรายังสามารถดำเนินธุรกิจได้ด้วยการหาที่ปรึกษาธุรกิจที่ไว้ใจได้ และจะยิ่งดีมาก ๆ หากเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ตรง

หากใครที่ทำธุรกิจหรือกำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจ SME อยู่ และต้องการที่ปรึกษาด้านธุรกิจ เราขอแนะนำ ‘SME D coach’ โค้ชผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงินและธุรกิจ จาก ‘SME D Care Center’ ศูนย์บริการให้คําปรึกษาครบวงจร โดยมีโค้ชจาก ‘SME D bank’ ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทยและโค้ชจากหน่วยงานพันธมิตร เข้ามาให้คำปรึกษาและช่วยพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจ SME สู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ซึ่งก่อนที่เราจะไปดูว่าโค้ชแต่ละท่านเป็นใคร และมีหัวข้อที่ให้คำปรึกษาอะไรบ้าง เราขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ SME D bank  กันก่อนนะครับ

‘SME D Bank’ หรือ ‘ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย’ (ธพว.) เป็นสถาบันการเงินของรัฐที่ให้บริการทางการเงินกับ SME ไทย โดยมีนโยบายช่วยเหลือและสนับสนุนให้ SME เข้าถึง ‘ความรู้คู่เงินทุน’ ทั้งด้านการเงิน, ด้านร่วมลงทุน และด้านพัฒนาผู้ประกอบการ เช่น การเติมองค์ความรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะให้กับผู้ประกอบการทั้งด้านออนไลน์และออฟไลน์ เป็นต้น

ทางธพว. จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ประมาณ 30 หน่วยงาน เพื่อดำเนินโครงการ ‘SME D Coach’ ซึ่งเป็นบริการให้คำปรึกษาและแนะนำธุรกิจอย่างครบวงจร จากทีมโค้ชมืออาชีพที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญ จากทั้งฝั่งวิชาการและฝั่งผู้มีประสบการณ์จริง เพื่อมาช่วยให้ผู้ประกอบการ SME มองเห็นจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง และนำความรู้ที่ได้ไปปรับตัวให้ทันกับความการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ธุรกิจพัฒนาและยกระดับให้ธุรกิจเติบโตขึ้นไปอีกขั้น

โดย SME D Coach จะให้คำปรึกษาตั้งแต่เราอยากจะเริ่มต้นธุรกิจใหม่หรือให้คำปรึกษาเชิงลึกเฉพาะด้าน ซึ่งจะให้คําปรึกษามีทั้งหมด 7 ด้าน ที่เจาะลึก ครอบคลุม ครบด้าน ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ประยุกต์ใช้ได้จริง โดยสามารถเลือกได้ทั้งวิธีรับคำปรึกษาผ่านสำนักงานใหญ่ ธพว. หรือ Online, เลือกขอรับคำปรึกษาแบบตัวต่อตัวหรือเป็นกลุ่ม หรือเลือกช่วงเวลา เลือกโค้ช และหัวข้อที่ต้องการรับคำปรึกษาก็ได้เช่นกัน  

ตัวอย่าง โค้ชจาก ‘SME D coach’

  • โค้ชโซอี้ (ภญ.โสภา พิมพ์สิริพานิชย์) เป็นออนไลน์ Embassordor Ticktok for Business 2021 และผู้เชี่ยวชาญด้านFacebook สอนเรื่องกลยุทธ์การตลาด
  • โค้ชราชิต (คุณราชิต ไชยรัตน) เป็นกรรมการในคณะกรรมการวิชาชีพบัญชีด้านการทําบัญชี สอนเรื่องบัญชีออนไลน์ AccRevo
  • โค้ชวิศรุต (คุณวิศรุต กริ่มทุ่งทอง) รองนายกสมาคมการค้าผู้ประกอบการเทคโนโลยีดิจิตอล สอนเรื่องการสร้างแบรนด์ และเทคโนโลยีดิจิตอล
  • โค้ชซ้ง คุณอภิวัฒน์ หวังมีชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท บนกองเงินกอง ทอง โซลูชัน จํากัด บริหารการเงิน บัญชีและภาษี

นี่เป็นตัวอย่างของโค้ชและเนื้อหาที่โค้ชจะสอนเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น บอกเลยว่าน่าสนใจแถมยังครอบคลุมรอบด้านใช่ไหมครับ ซึ่งหากใครที่สนใจให้ SME D coach เป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ เราก็มีโปรโมชันดี ๆ มาฝากกัน

โปรโมชัน

จองสิทธิและสมัครสมาชิก  SME Plus เพื่อรับคำปรึกษากับ SME D Coach

100 ท่านแรกรับ voucher มูลค่า 100 บาท และ Gift set ถุงผ้าพร้อม หน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์

อย่างไรก็ตาม การเตรียมพร้อมที่ดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง การทำธุรกิจทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยง แม้ว่าการเตรียมพร้อมนี้จะไม่ได้  การันตรีผลประกอบการที่แน่นอน แต่ก็อาจจะช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้กับเราได้ โดยเฉพาะเรื่องเงินทุนและการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ยิ่งถ้าได้มีที่ปรึกษาดี ๆ อย่าง SME D Coach ก็อาจจะช่วยเราอุ่นใจมากขึ้น และธุรกิจก็อาจจะเติบโตและไปได้ไกลได้มากขึ้นครับ

สนใจดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : Call Center 1357

LineOA: @smedevelopmentbank

Facebook:  smedevelopmentbank

บทความนี้เป็น Advertorial

5 กลยุทธ์หลักในการเติบโต ที่ทำให้ไทยประกันชีวิตเป็นหุ้น IPO ที่น่าลงทุน

ในปัจจุบันนี้ประกันชีวิตคือสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราทุกคน เนื่องจากเป็นเครื่องมือช่วยในการป้องกันความเสี่ยงที่สร้างผลกระทบทางการเงิน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างไม่คาดฝัน ตัวอย่างเช่น หากเราต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร แต่ยังมีครอบครัวที่ต้องดูแล ประกันชีวิตที่ทำไว้ก็จะมอบเงินตามทุนประกันให้กับคนที่อยู่ข้างหลัง เพื่อให้เขาสามารถดำรงชีวิตได้ต่อไป

ประกันชีวิตมีข้อดีอยู่มากมาย เช่น สร้างหลักประกันทางการเงินให้กับตัวเราเองและครอบครัวหรือใช้ในการวางแผนทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการออมเพื่ออนาคต การวางแผนภาษี หรือการวางแผนส่งต่อเป็นมรดก

บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (“TLI”) เป็นบริษัทประกันชีวิตที่ดูแลคนไทยมายาวนานกว่า 80 ปี ได้เตรียมความพร้อมในการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจประกันชีวิต การเสนอขาย IPO ในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่ควรพลาด โดย TLI มีกลยุทธ์หลัก 5 ประการเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น ดังนี้

1. TLI พร้อมขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเพื่อการดูแลลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

TLI ตั้งเป้าที่จะเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยได้มีการพัฒนาเครื่องมือและนวัตกรรมต่าง ๆ ผ่านโลกดิจิทัลแบบครบวงจร โดยมุ่งเน้นไปในเรื่องการสร้างประสิทธิภาพในการขาย เช่น ชุดแอปพลิเคชัน MDA Plus ที่ช่วยสนับสนุนการขาย การให้บริการหลังการขาย การสรรหาทีม การบริหารทีมงานให้กับตัวแทนไทยประกันชีวิต เพื่อให้สามารถขยายตลาดและบริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ TLI ยังพัฒนาแอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ลูกค้า ในการตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ หรือทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้ทุกที่ด้วยตัวเอง

2. TLI มุ่งมั่นในการรักษาความเป็นผู้นำของธุรกิจประกันชีวิต โดยมีเครือข่ายและช่องทางจัดจำหน่ายที่หลากหลายและแข็งแกร่ง

TLI มีการวางกลยุทธ์ในการสร้างตัวแทนประกันชีวิตที่มีคุณภาพเพื่อให้บริการลูกค้า โดยเน้นเป้าหมายการสร้างทีมงานคนรุ่นใหม่ การจับมือพันธมิตรธุรกิจที่หลากหลายเพื่อขยายเครือข่ายการเข้าถึงผู้บริโภค นอกจากนี้ยังมีการสร้างช่องทางออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ และปัจจุบัน TLI ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล เช่น ผลิตภัณฑ์ด้านการออม ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตประเภทควบการลงทุนแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (Universal Life) และยูนิตลิงค์ (Unit Linked) ผลิตภัณฑ์คุ้มครองสุขภาพเพิ่มเติม

3. TLI มุ่งพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า

TLI มุ่งเน้นในการพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้ลูกค้าตลอดเวลา เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตประเภทควบการลงทุน (Investment-linked) ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบมีส่วนร่วมในเงินปันผล (Participating Product) รูปแบบใหม่ และผลิตภัณฑ์สำหรับคนที่ใส่ใจในสุขภาพทุกช่วงวัย เพื่อสร้างรายได้และผลกำไร รวมถึงเพิ่มการดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าผ่านบริการใหม่ ๆ เช่น บริการความเห็นที่สองทางการแพทย์ (Medical Second Opinion หรือ MSO)  บริการด้านค่ารักษาพยาบาลให้ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศโดยลูกค้าไม่ต้องสำรองจ่าย บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ทุกที่ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม นอกจากนี้ TLI จะมีการจับมือกับเครือข่ายพันธมิตรและโรงพยาบาลต่าง ๆ รวมถึงจัดกิจกรรม เพื่อกระตุ้นยอดขายให้กับ TLI อย่างสม่ำเสมอ

4. TLI มุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าผ่านการสร้างสรรค์บริการที่แตกต่าง

TLI มีกลยุทธ์ในการสร้างประสบการณ์ดี ๆ ให้กับลูกค้า ผ่านการพัฒนานวัตกรรมการบริการใหม่ๆ การดูแลจากพนักงานและตัวแทนประกันชีวิต รวมถึงการมอบสิทธิพิเศษเพิ่มเติมให้กับลูกค้า “ไทยประกันชีวิต Privilege” ซึ่งลูกค้าจะได้รับสิทธิในบริการด้านสุขภาพ การพักผ่อน การเดินทาง และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ รวมถึงการได้รับแพ็คเก็จเสริม เช่น การตรวจสุขภาพ การเสริมทักษะด้วยหลักสูตรออนไลน์ โดยวัตถุประสงค์ของโครงการนี้เพื่อเพิ่มความภักดีของลูกค้า ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้ผลิตภัณฑ์ของ TLI ในอนาคต

5. TLI มองหาโอกาสใหม่ ๆ ผ่านการขยายธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

นอกจากตลาดภายในประเทศแล้ว TLI ยังได้เล็งเห็นโอกาสในการพัฒนาตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ประเทศเมียนมา ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา ซึ่งใน 3 ประเทศนี้เป็นตลาดที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตสูง

ในปัจจุบัน TLI ได้มีการลงทุนในประเทศเมียนมา ผ่านการลงทุนในบริษัท CB Life Insurance โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 สัดส่วนการถือหุ้นของ TLI ใน CB Life Insurance อยู่ที่ร้อยละ 35 ทั้งนี้ TLI จะหาโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังประเทศลาวและกัมพูชาในลำดับถัดไป

โดยสรุปแล้วการลงทุนใน IPO ของบริษัทไทยประกันชีวิตนั้น คือการลงทุนในบริษัทที่มั่นคงและมีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต TLI มีแผนเสนอขายหุ้นสามัญไม่เกิน 2,207,309,200 หุ้น หรือไม่เกินร้อยละ 19.3 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของ TLI ประกอบไปด้วย 1) หุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนไม่เกิน 850,000,000 หรือไม่เกินร้อยละ 7.4 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของ TLI 2) หุ้นสามัญเดิมโดยบริษัท วี.ซี. สมบัติ จำกัด จำนวนไม่เกิน 1,218,815,600 หรือไม่เกินร้อยละ 10.6 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของ TLI และ3) หุ้นสามัญเดิมโดย Her Sing (H.K.) Limited จำนวนไม่เกิน 138,493,600 หุ้น ไม่เกินร้อยละ 1.2 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของ TLI ทั้งนี้ อาจพิจารณาเสนอขายหุ้นส่วนเกินจำนวนไม่เกิน 320,578,000 หุ้น หรือไม่เกินร้อยละ 14.5 ของหุ้นสามัญที่เสนอขายในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ในการระดมทุน ได้แก่

  1. เสริมศักยภาพการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) และการส่งเสริมการตลาด เพื่อการให้บริการอย่างครบวงจร
  2. เสริมสร้างความแข็งแกร่งของช่องทางจัดจำหน่ายผ่านทางพันธมิตร
  3. เสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านเงินทุน สำหรับเงินทุนหมุนเวียนและวัตถุประสงค์อื่นๆ รองรับวิสัยทัศน์การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน

สนใจศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-354-2424-5 หรือ E-mail: [email protected]

——————————————————————————————————–

Disclaimer: โฆษณาฉบับนี้มิใช่การเสนอขายหลักทรัพย์ การเสนอขายหลักทรัพย์จะกระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และแบบแสดงรายการข้อมูลฯ และหนังสือชี้ชวนมีผลใช้บังคับแล้ว ข้อมูลนี้ถูกเผยแพร่ให้แก่ผู้ลงทุนในประเทศไทยเท่านั้น การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

รู้จักธนาคารยูโอบีกับตราสารด้อยสิทธิ เพื่อนับเป็นเงินกองทุน

ธนาคาร นับเป็นหนึ่งในธุรกิจที่การบริหารหนี้สินและเงินทุนให้มีความเหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง อาจจะสำคัญมากที่สุดเมื่อเทียบกับหลาย ๆ  ธุรกิจด้วยซ้ำไป เพราะธนาคารดำเนินธุรกิจอยู่ได้ด้วยการรับฝากเงินและปล่อยกู้ต่อ เงินทุกบาทที่มีถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเงินเพื่อสร้างผลตอบแทนให้สูงที่สุด แทบทุกธนาคารจึงมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ในระดับที่ 5-10 เท่า หรือบางแห่งอาจมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายการประกอบธุรกิจของแต่ละแห่ง

แต่เพราะสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่สูง หากธนาคารประสบปัญหาอะไรบางอย่าง เช่น ลูกหนี้จำนวนมากเกิดผิดนัดชำระหนี้ หรือผู้ฝากเงินต้องการถอนเงินพร้อมกัน ธนาคารก็อาจประสบปัญหาได้หากมีการสำรองเงินสดหรือสินทรัพย์เทียบเท่าเงินสดน้อยเกินไป ด้วยเหตุนี้ ธนาคารจึงจำเป็นต้องมีเบาะกันกระแทกเพื่อรองรับหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรือที่เรียกว่าเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อให้เงินก้อนนี้สามารถเป็นเงินที่รับผลขาดทุนได้บางส่วนหรือทั้งหมดหากธนาคารมีเหตุให้ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้

ตามปกติแล้วธนาคารทุกแห่งจะต้องดำรงอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงไว้อย่างน้อย 11% (รวมเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อสำรองไว้ยามฉุกเฉิน) ตามหลักเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ซึ่งเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงนี้จะเป็นเหมือนเบาะรองรับหากธนาคารประสบปัญหาจนไม่อาจดำเนินกิจการได้ปกติ โดยเงินกองทุนที่กล่าวถึงนี้ จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ เงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1 Capital) ซึ่งรวมถึงส่วนของเจ้าของด้วย และเงินกองทุนชั้นที่ 2 (Tier 2 Capital)

วิธีการทำงานของอัตราเงินส่วนกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หากเกิดเหตุการณ์วิกฤตที่กระทบต่อธนาคาร (trigger events) ทำให้ธนาคารมีผลขาดทุนก้อนใหญ่ จนทำให้อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงลดลงต่ำ จนส่งผลให้ความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจของธนาคารเพิ่มขึ้นอย่างมากจนอาจไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ธนาคารจะสามารถตัดตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ซึ่งก็คือตราสารด้อยสิทธิ และตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ให้เป็นหนี้สูญได้ โดยตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 จะสามารถตัดเป็นหนี้สูญได้ในอัตราร้อยละที่น้อยกว่าตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 อธิบายง่าย ๆ คือ ถ้าลงทุนในตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1  ก็จะมีความเสี่ยงในการรองรับผลขาดทุนของธนาคารมากกว่าการถือตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 นั่นเอง

ดังนั้น ยิ่งธนาคารไหนที่มีอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่สูง ย่อมสื่อถึงความระแวดระวังในการทำธุรกิจ และด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกเพิ่งฟื้นตัวจาก COVID-19 เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจึงยิ่งทวีความสำคัญมากกว่าปกติเพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์เชิงลบอะไรก็ตามที่อาจเกิดขึ้นได้

ล่าสุด ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย มีแผนออกตราสารเงินกองทุนประเภทด้อยสิทธิเพื่อนับเป็นเงินกองทุนประเภทที่ 2 อายุ 10 ปี ตามหลักเกณฑ์ Basel III เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเงินกองทุนและรองรับการเติบโตทางธุรกิจตามแผนของธนาคาร  นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุนอีกด้วย โดยตราสารที่ออกในครั้งนี้เป็นตราสารเงินกองทุนประเภทด้อยสิทธิมีอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.07% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือน โดยธนาคารมีสิทธิไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด ณ วันกำหนดชำระดอกเบี้ยใด ๆ หลังครบกำหนดปีที่ 5 และมีข้อกำหนดให้สามารถตัดเป็นหนี้สูญ (ทั้งจำนวนหรือบางส่วน) เมื่อทางการตัดสินใจจะเข้าช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ออกตราสารเงินกองทุน

ซึ่งการพิจารณาลงทุนกับธนาคารยูโอบีก็มีความน่าสนใจไม่น้อยใน 3 ประเด็นด้วยกัน

หนึ่ง ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธนาคารยูโอบี ประเทศสิงคโปร์ และดำเนินธุรกิจในไทยมาเป็นเวลามากกว่า 20 ปี เป็นธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาคที่มีรากฐานที่มั่นคงในประเทศไทย ที่นำความเชี่ยวชาญทางการเงินระดับภูมิภาคมาต่อยอดเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจ โดยเปิดตัว TMRW by UOB ครั้งแรกของบริการธนาคารผ่านมือถือรูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อเจเนอเรชันยุคดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน ขับเคลื่อนด้วยพลัง AI เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกตามรูปแบบธุรกรรมของลูกค้าแต่ละราย ช่วยให้ลูกค้าเลือกใช้จ่ายและออมเงินบนพื้นฐานของข้อมูลทางการเงินของตน พร้อมด้วยช่องทางแบบ omni-channel ที่ครอบคลุม เพื่อให้ลูกค้าทำธุรกรรมทางการเงินได้แบบไร้รอยต่อ

นอกจากนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว โดยสนับสนุนให้ลูกค้าธุรกิจเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบผ่านสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และโซลูชันที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยธุรกิจสามารถเริ่มต้นสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจได้แบบครบวงจร อาทิ โครงการ U-Solar และโครงการ U-Energy ที่เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาดและระบบประหยัดพลังงานกับลูกค้า พร้อมสินเชื่อที่ช่วยให้การสร้างความยั่งยืนเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน

ในส่วนของทิศทางการเติบโต ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการรักษางบดุลที่แข็งแกร่ง เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญในการให้การสนับสนุนแก่ลูกค้าธนาคารในทุกช่วงวัฏจักรของเศรษฐกิจ โดยมีวัฒนธรรมการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เข้มแข็งและการดำเนินงานอย่างรอบคอบ ทั้งยังให้ความสำคัญกับบุคลากร โดยเปิดโอกาสให้พนักงานจัดการความสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้ ธนาคารยังได้เตรียมเปิดอาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่สูง 30 ชั้นบนถนนสุขุมวิท ซึ่งสามารถรองรับพนักงานได้กว่า 2,000 คน และตอบสนองรูปแบบการทำงานที่คล่องตัวของธนาคารเพื่อส่งมอบบริการให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรื่องน่าสนใจลำดับที่สองก็คือ แม้จะไม่ได้เป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ในแง่ของผลการดำเนินงาน รวมถึงความมั่นคง เรียกได้ว่าเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตด้วยความแข็งแกร่ง โดยได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือภายในประเทศระยะยาวสูงสุด ‘AAA(tha)’ โดยฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2565

งบแสดงฐานะการเงินของธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564

สินทรัพย์ 725,407 ล้านบาท

หนี้สิน 656,436 ล้านบาท

ส่วนของเจ้าของ 68,971 ล้านบาท

งบกำไรขาดทุนของธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) งวดวันที่ 31 ธันวาคม 2564

รายได้ 16,413 ล้านบาท

ค่าใช้จ่าย 11,772 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 4,641 ล้านบาท

เรื่องน่าสนใจลำดับที่สามคือ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารยูโอบีได้ทำข้อตกลงเพื่อเข้าซื้อกิจการลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ป ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ซึ่งธุรกิจลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ปมีฐานลูกค้ากว่า 2.4 ล้านราย ทำให้กลุ่มธนาคารยูโอบีมีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก และเป็นโอกาสสร้างการเติบโตใหม่ ๆ  เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

ในแวดวงการลงทุนนั้น คุณลักษณะของกิจการที่ดีไม่ได้มาจากการเติบโตที่สูงเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมาพร้อมความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อให้กิจการนั้นสามารถเติบโตไปได้อย่างมั่นคงอีกด้วย ธนาคารยูโอบีก็มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากแผนการขยายธุรกิจดังกล่าว ดังนั้น การออกตราสารเงินกองทุนของธนาคาร นอกจากจะเป็นการเสริมความแข็งแรงให้กับธนาคารตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ยังเป็นการรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคตอีกด้วย

ตราสารด้อยสิทธิเพื่อนับเป็นเงินกองทุนประเภทที่ 2 ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 1/2565 ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2575 ซึ่งผู้ออกตราสารเงินกองทุนมีสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนด ณ วันกำหนดชำระดอกเบี้ยใดๆ หลังจากครบ 5 ปีนับจากวันออกตราสาร และมีข้อกำหนดให้สามารถตัดเป็นหนี้สูญ (ทั้งจำนวนหรือบางส่วน) เมื่อทางการตัดสินใจจะเข้าช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ออกตราสารเงินกองทุน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.07% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน อันดับความน่าเชื่อถือของตราสารเงินกองทุนที่ระดับ ‘AA(tha)’ โดยบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2565 เสนอขายหน่วยละ 1,000 บาท จองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาทสำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่ เปิดจองซื้อวันที่ 27 พฤษภาคม – 6 มิถุนายน 2565 (ในวันและเวลาทำการ)

โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSDE01.aspx?TransID=412687

หรือติดต่อสถาบันการเงินทั้ง 3 แห่งนี้

ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) โทร. 0-2093-4900 หรือ 0-2343-4900

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (ยกเว้นสาขาไมโคร) โทร. 0-2645-5555 หรือ 1333

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 0-2888-8888 กด 819

คำเตือน :

การลงทุนในตราสารด้อยสิทธิเพื่อนับเป็นเงินกองทุนประเภทที่ 2  มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อน ซึ่งมีความแตกต่างจากการลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนทั่วไป แม้ว่าผู้ลงทุนจะเคยมีประสบการณ์ในการลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนมาก่อน   ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ความเสี่ยง เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

6 ทริค ประหยัดค่าใช้จ่ายช่วงเงินเฟ้อ น้ำมันแพง ได้เป็นพันต่อเดือน เพียงเปลี่ยนมาใช้บัตรเครดิต ttb so fast

สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันยังคงเจอกับปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้ราคาน้ำมัน ราคาอาหาร และราคาสินค้าต่าง ๆ ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนวัยทำงานแบบเราจะต้องหาทางลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่เท่านั้นยังไม่พอเรายังควรหาวิธีการประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้มากขึ้นด้วย วันนี้ aomMONEY จึงมี 6 ทริคประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นพันต่อเดือน เหนือกว่าด้วยสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิต ttb so fast สุดคุ้ม มาฝากเพื่อน ๆ กันครับ

แต่ก่อนอื่น ต้องบอกอย่างนี้นะครับ การประหยัดเงินได้เป็นพันต่อเดือนนั้น อาจจะเกิดจากการใช้สิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตในครั้งเดียว หรือหลาย ๆ ครั้งรวมกันก็ได้ ตามโปรโมชันของร้านและพฤติกรรมการใช้บัตรของเราครับ ยิ่งใช้มากเท่าไหร่ยิ่งคุ้มเท่านั้น ซึ่งจะใช้อย่างไรให้คุ้มค่าและช่วยให้ประหยัดได้ไปดูกันเลยครับ

6 ทริค ประหยัดค่าใช้จ่ายที่เหนือกว่า ด้วยบัตรเครดิต ttb so fast

1. รับคะแนนเร็วทุกการใช้จ่าย

วัยทำงานอย่างเรามีเรื่องให้ใช้จ่ายอยู่ตลอดเวลา การมีบัตรเครดิตดี ๆ สักหนึ่งใบ อย่างบัตรเครดิต ttb so fast ที่ได้คะแนนเร็วทุกครั้งที่ใช้จ่าย จะทำให้ได้รับคะแนนเร็วขึ้น และนำคะแนนนั้นไปแลกเป็นส่วนลดซื้อของ หรือนำไปแลกเป็น Cashback แทนเพื่อนำมาใช้สำหรับจ่ายรายเดือนของเดือนนั้นได้อีก

โดยการใช้จ่ายทุก 10 บาท ก็ได้ 1 คะแนนแล้ว เพื่อน ๆ ลองคิดดูนะครับว่าจะคุ้มขนาดไหน หากเราซื้ออาหารวันละ 200 บาท แต่ได้ 20 คะแนน ถ้าเราซื้อ 30 ครั้ง เราจะได้ 600 คะแนน สะดวกมากเพราะไม่ต้องจำว่าร้านไหนที่ให้คะแนนบ้างเพราะว่าได้คะแนนจากทุกร้าน ลืมการสะสมคะแนนแบบเก่าไปได้เลย ที่ต้องซื้อสินค้ามากกว่า 20 บาท เพื่อที่จะได้ 1 คะแนน แถมยังจำกัดร้านที่จะได้คะแนนอีก ทำให้การเก็บคะแนนก็จะนานและและได้น้อยกว่านี้ ซึ่งกว่าคะแนนจะพอแลกส่วนลดต่าง ๆ ได้ ก็อาจจะช่วยประหยัดรายจ่ายเดือนนั้นไม่ทันแล้วก็ได้นะครับ

2. แลกคะแนนรับ Cashback สูง 20% เมื่อช้อปออนไลน์กับโปรเสาร์ช้อปไม่ง้อโค้ด

ใช้คะแนนสะสมที่ได้มาอย่างง่ายและเร็ว แลก cashback สูง 20% เมื่อช้อปออนไลน์ทุกวันเสาร์ ทุกร้าน ทั้งช้อปปิ้ง จองโรงแรม จองตั๋วเครื่องบินออนไลน์ได้หมดเลย โดยไม่ต้องง้อโค้ดจากร้านค้า ซึ่งการที่ ttb so fast ให้ cashback 20% เท่ากับว่า หากเราซื้อสินค้าออนไลน์ 5,000 บาท เราจะได้เงินคืนสูงสุด 1,000 บาท ซึ่งถือว่าเยอะมาก ๆ ทำให้ช่วยเราประหยัดหรือมีเงินเหลือไปซื้อสินค้าอื่น ๆ ได้อีกมากมายเลย นอกจากนี้ สินค้าออนไลน์ยังมีราคาถูกกว่าหน้าร้านทั่วไป ทำให้การช้อปครั้งนี้คุ้มค่าและประหยัดสุด ๆ

3. เติมน้ำมันได้ Cashback 3% ที่ Esso

คนวัยทำงานแบบเรา หลาย ๆ คนนำรถไปทำงานเองอาจจะประหยัดมากกว่าการจ่ายเงินให้กับรถโดยสารสาธารณะหลาย ๆ ต่อ ถึงแม้ว่าตอนนี้น้ำมันจะปรับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง แต่หลาย ๆ คนก็ยังเลือกใช้รถยนตร์ส่วนตัวอยู่เพื่อแลกกับความสะดวกสบายและความคล่องตัวต่าง ๆ ทำให้จำเป็นที่จะต้องเติมน้ำมันต่อไป ซึ่งถ้าเรามีบัตร ttb so fast จะช่วยให้เราประหยัดเงินมากขึ้นได้จากการเติมน้ำมันที่ Esso เพราะจะได้รับ Cashback 3% เลยทีเดียว

4. แบ่งจ่ายได้ทุกร้าน 0% 3 เดือน

การทำงานประจำที่มีรายได้เพียงทางเดียวในสถานการณ์เงินเฟ้อแบบนี้ หากมีเรื่องที่จำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมา การเลือกแบ่งจ่าย 0% จะสามารถทำให้หมุนเงินในเดือนนั้นได้คล่องขึ้น โดยที่เราไม่ต้องสนใจว่า การใช้จ่ายของเราจะมีโปรร้านค้า 0% ร่วมหรือไม่ เพราะเราสามารถทำรายการได้เองทุกยอดใช้จ่ายที่ต้องการ โดยรายการที่ทำแบ่งจ่ายต้องมียอดตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไปต่อเซลล์สลิป และวิธีการทำก็ง่ายแค่ทำรายการแบ่งจ่ายผ่านแอป ttb touch

5. ฟรีค่าธรรมเนียม

ช่วยให้เราประหยัดได้มากขึ้น โดยเราไม่ต้องคอยโทรไปขอ waive เพื่อขอให้ธนาคารยกเลิกค่าธรรมเนียมให้ หรือไม่ต้องกังวลว่ายอดใช้จ่ายของเราจะถึงตามที่กำหนดแล้วหรือยัง เพื่อให้ได้ฟรีค่าธรรมเนียม ดังนั้น การฟรีค่าธรรมเนียมจึงเป็นการช่วยให้เราประหยัดได้จริง ๆ นั่นเอง

6. โปรโมชันสมัครบัตร รับ 15,000 คะแนน

เพียงสมัครบัตรผ่านแอปฯ ttb touch และมียอดใช้จ่ายสะสมตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป ภายใน 30 วัน ที่ได้รับอนุมัติ ก็จะได้ 15,000 คะแนน โดยสามารถนำไปใช้แลก Cashback ได้สูงสุด 3,000 บาท กับโปรเสาร์ช้อปไม่ง้อโค้ด ซึ่งเหมาะมาก ๆ กับเศรษฐกิจที่ของกำลังแพงแบบนี้ แต่ได้เงินคืนสูงมาก ถือว่าคุ้มสุด ๆ

อย่างไรก็ตาม แม้บัตรเครดิต ttb so fast จะคุ้มค่าช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่าย และเหมาะสำหรับนักสะสมคะแนน แลกรางวัล ขนาดไหน เพื่อน ๆ ก็ต้องอย่าลืมมีวินัยทางการเงิน จ่ายบัตรเครดิตตรงเวลากันด้วยนะครับ แต่หากใครพร้อมแล้วกับการมีตัวช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายดี ๆ แบบนี้ บัตรเครดิต ttb so fast ถือเป็นตัวช่วยที่ดีเลยครับ แล้วมาผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันนะครับ

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมกันได้เลยที่ https://www.ttbbank.com/cc/sfaomoneyweb

บทความนี้เป็น Advertorial

สินเชื่อบุคคลซิตี้ ช่วยตอบโจทย์ทุกเป้าหมายในชีวิตด้วยวงเงินสูงสุดถึง 5 เท่า

หลาย ๆ คนอาจจะเคยเจอสถานการณ์ที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วนกันมาบ้าง เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เมื่อฉุกเฉินและไม่ทันตั้งตัวทำให้เราไม่สามารถรอคอยเงินจากการออมที่ต้องใช้เวลานานได้ ตัวอย่างเช่น บ้านได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ต้องซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน แต่เราไม่มีเงินสำรองในการซ่อมบ้าน หรือ การหมุนเงินในธุรกิจไม่ทัน จึงต้องเตรียมเงินไว้เสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถปล่อยไว้ได้ และจะหันไปพึ่งพาใครก็เป็นเรื่องยาก ทำให้หลาย ๆ คนมีความจำเป็นจะต้องกู้เงินเพื่อมาแก้ปัญหาเหล่านี้ สินเชื่อส่วนบุคคลจึงเป็นสิ่งที่เข้ามาตอบโจทย์และช่วยเราแก้ปัญหาชีวิตเมื่อจำเป็นต้องใช้เงินได้ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับสินเชื่อส่วนบุคคลซิตี้ ที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถผ่านอุปสรรคทางการเงินต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นกันครับ

สินเชื่อบุคคลซิตี้ มีจุดเด่นในการให้บริการ ดังนี้

1. วงเงินสูงสุดถึง 2 ล้านบาท หรือ 5 เท่าของรายได้ การได้วงเงินสูงนั้นทำให้เราสามารถนำเงินไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่าง ๆ อย่างเพียงพอและไม่จำเป็นจะต้องหาเงินกู้จากหลาย ๆ ที่ให้ยุ่งยาก

2. สินเชื่อบุคคลซิตี้ ดอกเบี้ยพิเศษต่ำสุด 9.99%* ต่อปี ตลอดอายุสัญญา ทำให้เราลดต้นทุนทางการเงินจากดอกเบี้ยที่ถูกลงได้

3. แบ่งชำระคืนได้นานสูงสุด 60 เดือน ทำให้ผ่อนต่อเดือนสบายขึ้น ไม่เป็นภาระทางการเงินที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับรายได้ของตนเอง

4. ได้เงินไว ไม่ต้องมีคนหรือทรัพย์สินค้ำประกัน สามารถสมัครใช้บริการได้เลยผ่านทางระบบออนไลน์ ผ่านทางเว็บไซต์ซิตี้ได้เลย

5. สินเชื่อบุคคลซิตี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การซื้อบ้าน ตกแต่ง ต่อเติม ซ่อมแซม บ้าน และยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องการศึกษา เสริมสภาพคล่อมทางการเงิน หรือการดูแลสุขภาพให้ชีวิต แข็งแรงได้อีกด้วย

นอกจากนี้สินเชื่อบุคคลซิตี้ยังมีบริการรวมหนี้ไว้ในที่เดียว

ซึ่งการรวมหนี้นั้นทำให้เราได้รับประโยชน์ทั้งในเรื่องการผ่อนชำระที่น้อยลงต่อเดือน และหมดความกังวลเรื่องลืมจ่ายหลายที่ไปได้เลย เพราะเหลือที่ต้องชำระหนี้เพียงแห่งเดียว ตัวอย่างเช่น หากเราผ่อนชำระบัตรเครดิตอยู่ 2 ใบ จากการใช้จ่ายซื้อสินค้า รวมภาระหนี้ของบัตรเครดิตทั้ง 2 ใบเป็นจำนวนเงิน 150,000 บาท และต้องผ่อนชำระ 15,000 บาทต่อเดือน เราสามารถนำหนี้มารวมกันไว้ที่เดียวได้ ภายใต้สินเชื่อบุคคลซิตี้ โดยที่สามารถผ่อนชำระได้ยาวขึ้นถึง 60 เดือน ทำให้เราเสียดอกเบี้ยในแต่ละเดือนน้อยลง ส่งผลให้ยอดการผ่อนต่อเดือนของเราลดลงตามไปด้วย การเงินก็จะมีสภาพคล่องมากขึ้น มาดูกันว่าผู้ที่จะสมัครสินเชื่อบุคคลซิตี้ ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

คุณสมบัติของผู้สมัคร มีดังนี้

  • สำหรับพนักงานบริษัทจะต้องมีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไปและมีอายุงานตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป
  • สำหรับเจ้าของกิจการจะต้องมีการจดทะเบียนบริษัทและดำเนินธุรกิจประเภทเดียวกันไม่ต่ำกว่า 1 ปี
  • สำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน จะได้รับวงเงินสินเชื่อสูงสุด 2 เท่าของรายได้ต่อเดือน และสำหรับผู้ที่มีรายได้ ตั้งแต่ 30,000 บาทต่อเดือน จะได้รับวงเงินสินเชื่อสูงสุด 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน

สำหรับผู้ที่สนใจสินเชื่อบุคคลซิตี้สามารถสมัครได้ง่าย ๆ ผ่านทางออนไลน์ ได้ที่ https://bit.ly/3MstOl5

โดยเตรียมเอกสารประกอบการสมัคร ได้แก่

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาสลิปเงินเดือนย้อนหลัง 2 เดือน
  • สำเนาสมุดบัญชีธนาคารหน้าแรกและรายการย้อนหลัง 6 เดือน
  • หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ต่ำกว่า 1 ปีหากเป็นเจ้าของกิจการ

โดยสรุปแล้วสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือทางการเงินที่อำนวยความสะดวกในการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน
ในยามจำเป็น นอกจากนี้เรายังสามารถนำหนี้จากหลาย ๆ ที่มารวมไว้ในที่เดียวเพื่อให้ผ่อนชำระได้อย่างสะดวกขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามแม้สินเชื่อส่วนบุคคลจะมีประโยชน์แต่เราก็ควรระมัดระวังในเรื่องการใช้เงิน โดยใช้เงินกู้ตามความจำเป็น ไม่ใช้เงินเกินตัวและควรบริหารเงินทั้งรายรับรายจ่ายและเงินออมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เรามีชีวิตทางการเงินที่ดีในทุก ๆ วันต่อไปด้วยครับ

บริษัท ซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรโมชั่นสำหรับลูกค้าใหม่เท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 30 มิ.ย. 65 เท่านั้น

บทความนี้เป็น Advertorial

ยุคนี้ข้าวของแพง! ควรทำบัตรเครดิต ธนาคารไหนดี? ให้กินเที่ยวช้อปคุ้ม ๆ

บัตรเครดิต คือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีประโยชน์ หากเราใช้อย่างมีวินัย จ่ายเต็มจำนวน ตรงเวลาทุกงวด แถมยังได้สิทธิประโยชน์คุ้ม ๆ ช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย แล้วจะ ทำบัตรเครดิต ของที่ไหนดี ? ชนิดที่ว่าใบเดียวคุ้มค่า ใช้กิน เที่ยว ช้อปปิ้งได้ทั่วโลก และได้สิทธิประโยชน์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากที่สุด

ถ้าลองหาข้อมูล เปรียบเทียบบัตรเครดิต 2022 แล้วยังไม่ได้คำตอบที่ตรงใจ วันนี้เรามีเทคนิคเลือกบัตรเครดิตดี ๆ มาฝาก

เทคนิคเลือกให้คุ้มค่า ทำบัตรเครดิต ของที่ไหนดี ?

เลือกจากไลฟ์สไตล์

ชีวิตประจำวันของคนยุคนี้ ชื่นชอบการช้อปปิ้งเป็นงานอดิเรก รวมถึงต้องซื้อของจำเป็นเข้าบ้าน จึงควรเลือกบัตรที่ได้ส่วนลดในห้างหรือซูเปอร์มาเก็ตหรือสามารถผ่อน 0%* ยิ่งรูดยิ่งใช้ยิ่งได้เงินคืน ถ้าเป็นสายกิน ก็ควรเลือกบัตรเครดิตที่มีส่วนลดร้านอาหาร ถ้าสายเที่ยวก็ควรเลือกบัตรที่มีสิทธิประโยชน์ คุ้มค่าสุด ๆ เดินทางด้วยเครื่องบิน รวมถึงจองโรงแรมที่พักบ่อย ๆ ก็เลือกบัตรที่มีโปรโมชั่นส่วนลดจุก ๆ หรือสะสมไมล์ เป็นต้น

ต้องช่วยลดค่าครองชีพ

ค่าครองชีพหลักของคนยุคนี้ หลัก ๆ คือค่าเดินทาง ยิ่งยุคนี้น้ำมันแพงสุด ๆ ดังนั้นการมองหาบัตรเครดิตที่มีสิทธิประโยชน์ดี ๆ ในการเติมน้ำมัน ที่ได้เครดิตเงินคืนง่ายๆ ไม่มีกำหนดการใช้ขั้นต่ำ ต้องได้เครดิตเงินคืนแบบไม่ต้องแลกคะแนน ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระ ลดค่าครองชีพไปได้มาก

ดูสิทธิประโยชน์ โปรโมชั่น ร้านค้าพันธมิตร

บัตรเครดิตที่มีสิทธิประโยชน์ หรือโปรโมชั่นหลากหลาย จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น ซึ่งสิทธิประโยชน์ที่มักพบในบัตรเครดิต เช่น เครดิตเงินคืน คะแนนสะสม ผ่อน 0%* ยิ่งรูดยิ่งใช้ยิ่งได้คืน คูปองเงินสด โปรโมชั่นส่วนลดจากร้านค้าพันธมิตรหรือซูเปอร์มาร์เก็ตมากมาย ยิ่งถ้าบัตรใบนั้น ๆ สามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้ทั่วโลก แสดงว่าบัตรนั้นมีพาวเวอร์สูงมาก ๆ ครับ

ดูวงเงินใช้จ่าย และอัตราดอกเบี้ย

โดยทั่วไปแล้ว บัตรเครดิตมักจะให้วงเงิน 2-5 เท่าจากรายได้ของผู้สมัครบัตร ซึ่งหลายคนก็ต้องการวงเงินสูง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมทุกการใช้จ่าย และไม่ต้องเผชิญปัญหาวงเงินเต็ม

ทำบัตรเครดิต ธนาคารไหนดี ?

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคืออัตราดอกเบี้ย ซึ่งตอนนี้เฉลี่ยอยู่ที่ราว 15-25% แต่ถ้าเราจ่ายเต็มจำนวน ตรงเวลาทุกงวด ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลส่วนนี้มากนัก

สมัครบัตรเครดิตง่าย อยู่ที่บ้านก็ทำได้

วัยรุ่นหรือวัยไหน ๆ ในยุคดิจิทัลอย่างเรา เมื่อใช้อินเทอร์เน็ตหาข้อมูล เปรียบเทียบบัตรเครดิต 2022 แล้ว ก็สามารถ สมัครบัตรเครดิตออนไลน์ ได้ทันที และอนุมัติง่าย รู้ผลไว ไม่ต้องใช้เอกสารเยอะ ไม่ต้องไปสาขา

วันนี้ aomMONEY ขอแนะนำบัตรเครดิตที่ตอบโจทย์ยุคนี้ แถมยังเก่งในเรื่องความคุ้มค่าในการซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือยิ่งเติมน้ำมัน ก็ยิ่งได้เครดิตเงินคืนสูงสุด 3%* ไม่มีเงื่อนไขให้ยุ่งยาก ซึ่งก็คือ “บัตรเครดิตโลตัส” นั่นเอง เรามาดูกันว่าบัตรนี้ดีต่อใจ ใช้แล้วพลัสความคุ้มค่าได้ยังไงบ้าง

หลายคนอาจจะเคยเห็น แต่ยังไม่รู้ว่า บัตรเครดิตโลตัส เป็นของธนาคารอะไร ? สำหรับบัตรเครดิตโลตัสคือบัตรเครดิตในเครือกรุงศรี เป็นพันธมิตรกับห้างโลตัส ซึ่งมีการออกแบบผลิตภัณฑ์มาเพื่อตอบรับทุกไลฟ์สไตล์การจับจ่าย ด้วย 2 บัตรเครดิตหลัก ดังนี้

บัตรเครดิตโลตัส แพลทินัม

พลัสอิสระของการใช้ชีวิต อัปเกรดชีวิตได้ง่าย ๆ คุ้มค่าทุกการใช้จ่ายที่โลตัสทุกสาขา ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าไม่ว่าจะกิน เที่ยว ช้อปปิ้ง เติมน้ำมัน รวมถึงการเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ทุกที่ทั่วโลก

บัตรสินเชื่อพรีเมียร์ สมัครง่าย กดเงินสด

บัตรสินเชื่อ บัตรผ่อนสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการเลือกผ่อนชำระสินค้าที่แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า แผนกเฟอร์นิเจอร์ และแผนกที่นอน ห้างโลตัส ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษพร้อมกับสิทธิประโยชน์ในการเบิกใช้สินเชื่อเงินสด บัตรกดเงินสด เพื่อเพิ่มความคล่องตัวทางการเงิน สมัครได้ที่เคาน์เตอร์โลตัส มันนี่ พลัส ทุกสาขา หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website : www.lotussmoney.com

พลัส! สิทธิประโยชน์คุ้ม ๆ แค่ใช้บัตรเครดิตโลตัส

ช้อปคุ้มที่สุดที่โลตัส

รับความคุ้มคืนสูงสุด 5%* สำหรับบัตรเครดิตโลตัส แพลทินัม บียอนด์ จากยอดใช้จ่ายที่โลตัส, โลตัส โกเฟรช ทุกสาขา และโลตัส ช้อปออนไลน์ เมื่อชำระด้วยบัตรเครดิตโลตัส คู่กับหมายเลขสมาชิกมายโลตัส

ผ่อน 0%* 3 เดือน ทุกชิ้นทั้งห้างโลตัส

รูดก่อนเลือกผ่อนทีหลัง ผ่อนจัดให้ 0%* นาน 3 เดือน ที่โลตัส ทุกสาขา และโลตัส ช้อปออนไลน์ ผ่าน UCHOOSE หรือ โทร.1712

ผ่อน 0%* เครื่องใช้ไฟฟ้า

ผ่อน 0%* นานสูงสุด 10 เดือน ณ แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่โลตัส เฉพาะสินค้าและสาขาที่ร่วมรายการ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2565-31 ธ.ค. 2565

เติมน้ำมัน รับเครดิตเงินคืน

รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 3%* สำหรับบัตรเครดิตโลตัส แพลทินัม เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ ทั่วประเทศ โดยไม่กำหนดยอดใช้จ่ายขั้นต่ำ ไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ต้องแลกคะแนน ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2565-31 ธ.ค. 2569

ชอปปิ้งทั่วโลก รับคูปองเงินสด

รับความคุ้มคืน 0.5%* จากยอดใช้จ่าย เมื่อช้อปปิ้งทุกที่ทั่วโลก อาทิ รายการใช้จ่ายปกติ รายการชำระเบี้ยประกันชีวิต (ยกเว้นยอดซื้อประกัน AIA) รายการหักบัญชีอัตโนมัติ รายการซื้อสินค้าออนไลน์ รายการใช้จ่ายต่างประเทศ ฯลฯ

เบิกถอนเงินสดที่ ATM หรือ UCHOOSE

ต้องการเงินสดฉุกเฉิน สามารถใช้วงเงินบัตรเครดิตได้สูงสุด 100% ของวงเงินบัตรเครดิต โดยใช้เบิกถอนได้ที่แอปฯ UCHOOSE ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่ตู้ ATM ต่าง ๆ

สมัครบัตรเครดิตโลตัส ต้องมี คุณสมบัติ อะไรบ้าง ?

สามารถสมัครได้ง่าย ๆ เลยครับ ขอเพียงแค่มีหมายเลขโทรศัพท์ที่ทำงาน และมือถือที่ติดต่อได้ และมีคุณสมบัติดังนี้

บัตรแพลทินัม รีวอร์ด

– พนักงานบริษัท รายได้ 15,000 บาทขึ้นไป

– เจ้าของธุรกิจส่วนตัว ดำเนินกิจการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปี มีรายได้ประจำต่อเดือน หรือมีเงินหมุนเวียน 150,000 บาทขึ้นไป

บัตรแพลทินัม บียอนด์

– พนักงานบริษัท รายได้ 30,000 บาทขึ้นไป

– เจ้าของธุรกิจส่วนตัว ดำเนินกิจการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปี มีรายได้ประจำต่อเดือน หรือมีเงินหมุนเวียน 300,000 บาทขึ้นไป

นอกจากนี้ สำหรับคนที่มีบัตรเครดิตในเครือกรุงศรีอยู่แล้ว ก็ยิ่งสมัครบัตรเครดิตโลตัสได้สะดวกง่ายดาย และรวดเร็วขึ้น รีบพลัสความคุ้มค่าได้ก่อนใคร

สำหรับคำถามในตอนต้นที่ว่า ทำบัตรเครดิต ที่ไหนดี? จนถึงตอนนี้เพื่อน ๆ ก็คงได้คำตอบกันแล้วนะครับ ซึ่งไม่ว่าเราจะมีไลฟ์สไตล์แบบไหน บัตรเครดิตโลตัส ตอบโจทย์ทุกการใช้จ่าย แถมยังได้สิทธิประโยชน์ พลัสความสุขทุกความคุ้มค่าไปอีกขั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต รับความคุ้มคืน 5%* และยิ่งเติมน้ำมัน ก็ยิ่งได้เครดิตเงินคืนสูงสุด 3%*

ใครที่สนใจ สามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ คลิกเลย website : www.lotussmoney.com

หรือ สมัครที่เคาน์เตอร์โลตัส มันนี่ พลัส ทั้งหมด 222 สาขาทั่วประเทศไทย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1712

#โลตัสมันนี่พลัส #lotussmoney #lotussmoneyplus #พลัสความสุขทุกความคุ้มค่า

บทความนี้เป็น Advertorial

Aspire Erawan Prime ให้คุณเป็นเจ้าของคอนโดทำเลดี ๆ ในราคาที่จับต้องได้

เพื่อน ๆ เห็นด้วยไหมครับว่าการซื้อคอนโดนั้น เป็นหนึ่งในการลงทุนครั้งใหญ่ของชีวิต เพราะต้องใช้เงินเยอะมากและผ่อนกันหลายปี เวลาที่เราจะซื้อคอนโดแต่ละทีก็ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าคุณภาพที่เราจะได้รับนั้นคุ้มค่าสมราคา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย คอนโดอยู่ในทำเลที่มีการเดินทางที่สะดวก มีความคุ้มค่าในเรื่องของราคา ตลอดจนสามารถสร้างคุณภาพชีวิตและตรงกับ Lifestyle ของเรา แต่ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนหนึ่งที่กำลังเช่าห้องอยู่และคิดว่าไม่อยากจ่ายค่าเช่าไปตลอดทุก ๆ เดือน ลองมาเปลี่ยนแนวคิดให้เราจ่ายค่าผ่อนคอนโดในจำนวนที่ใกล้เคียงกับค่าเช่าดีไหมครับ ?

โครงการ Aspire Erawan Prime เป็นหนึ่งในคอนโดบนถนนสุขุมวิท อยู่ติดกับ BTS สถานีช้างเอราวัณ สะดวกในการเดินทางเข้าเมือง ใช้เวลาเดินทางไปยังสถานีอโศกเพียง 30 นาทีเท่านั้น หรือหากใครขับรถก็สามารถขึ้นทางด่วนบางพลี-สุขสวัสดิ์ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) เพื่อเดินทางได้รอบกรุงเทพได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นด้วยทำเลดังกล่าวจึงเหมาะสมกับคนวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชนหรือเจ้าของกิจการด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 2.05 ล้านบาท* ราคานี้มาพร้อมโปรโมชั่นที่ให้ฟรีทั้งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและค่าส่วนกลาง เรียกได้ว่าแค่ยกกระเป๋ามาก็พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที โดยสามารถผ่อนเริ่มต้นได้ที่ 3,990 บาท* ต่อเดือนเท่านั้น

คอนโดนี้มีจุดเด่นหลายอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีความแตกต่างกับที่อื่น เพราะเน้นรายละเอียดเรื่องต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย ดังนี้

Smart living

Aspire Erawan Prime มีระบบ Application ให้เราสั่งงานต่าง ๆ ได้ผ่านมือถือเพียงเครื่องเดียว เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อรักษาความปลอดภัย เช่น เวลาใครมาเยี่ยมเราก็ใช้ App ลงทะเบียนให้เขาได้เลย ระบบจะเก็บข้อมูลผ่าน CCTV เอาไว้ด้วย และถ้าเราไม่สะดวกจะให้คนเข้ามาติดต่อก็สามารถตั้งค่าปฏิเสธผู้ที่จะเข้ามาติดต่อได้อีกด้วย นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ Application ในการจองพื้นที่ส่วนกลางในการทำกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนได้ด้วย เช่น ใช้งาน Co-working Cafe, ห้องประชุม, และห้องชมภาพยนต์ รวมถึงการขอความช่วยเหลือ รปภ. ตำรวจ และบริการจากพาร์ทเนอร์มืออาชีพ

New Standard Hygiene

ในช่วงที่ผ่านมาทุกคนก็คงเห็นแล้วว่า เราต้องแผชิญกับสถานการณ์ Covid-19 ทำให้เรื่องการดูแลความสะอาดและปลอดเชื้อโรคกลายมาเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตประจำวัน ทางคอนโดจึงมีการออกแบบให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจและไม่ต้องกังวลเรื่องเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบอาคารให้อากาศมีการหมุนเวียนถ่ายเท ใช้สีพิเศษที่ลดการสะสมของเชื้อโรค มีการฟอกอากาศด้วยอนุภาคไฟฟ้าในพื้นที่ส่วนกลาง นอกจากนี้ยังมีการใช้ประตูอัตโนมัติเพื่อลดการสัมผัส มีแอลกอฮอล์ให้ล้างมือและมีกระจกกั้นในพื้นที่ส่วนกลางเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการติดเชื้อเวลาที่ใช้พื้นที่ใกล้ ๆ กัน

พื้นที่ส่วนกลางกว่า 30 จุด

เคยสังเกตไหมว่าโดยปกติคอนโดนทั่วไปนั้นจะมีพื้นที่ส่วนกลางที่เน้นในเรื่องของห้องประชุม ห้องออกกำลังกายและสระว่ายน้ำ แต่สำหรับ Aspire Erawan Prime จะมีการเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางให้สามารถทำกิจกรรมอีกหลายอย่าง เรียกได้ว่ามีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริงทุกตารางเมตร เช่น เพิ่มจุดที่สามารถมาพูดคุยสังสรรค์ได้ มีจุดชมวิวพระอาทิตย์ตก สนามเด็กเล่น ที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง รวมทั้งหมด 30 จุด ซึ่งมีการดีไซน์เพื่อตอบโจทย์ Lifestyle ของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ

ลงทุนในย่าน BTS ช้างเอราวัณดีอย่างไร

ในย่านนี้เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของถนนสุขุมวิทที่ขยับออกมานอกเมือง เรียกว่า Late Sukumvit ซึ่งหากใครที่เคยพลาดการลงทุนในย่าน อ่อนนุช อุดมสุข บางนา ที่ราคาปรับตัวขึ้นไปแล้ว ก็สามารถมาลงทุนในโครงการนี้ได้ โครงการนี้มีแนวโน้มที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นได้ในอนาคต เนื่องจากโครงการอยู่ติดแนวรถไฟฟ้า BTS เชื่อมต่อเข้าไปกลางใจเมืองกรุงเทพได้และสามารถเดินทางไปยังจังหวัดสมุทรปราการได้ไม่ยาก ในละแวกนี้ในปัจจุบันยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่มากเท่าละแวกสำโรง จึงเป็นจุดที่จะมีการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในอนาคตเมื่อมีคนมาอาศัยอยู่มากขึ้น เช่น ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอล แหล่งรวมความบันเทิง

การลงทุนในคอนโดที่มีศักยภาพก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเก็บเงิน เพื่อสร้างความมั่งคั่ง เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ 2 รูปแบบ ได้แก่

  1. กำไรส่วนต่างจากการลงทุน: เมื่อเราลงทุนในคอนโดแล้ว ในเวลาต่อมาบริเวณพื้นที่โดยรอบมีการพัฒนามากขึ้น ทำให้กลายเป็นทำเลที่มีคนต้องการ ราคาคอนโดก็จะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทำให้เราสร้างผลกำไรในการลงทุนได้
  2. ค่าเช่าที่พัก: เราสามารถนำห้องพักไปปล่อยเช่าให้กับผู้เช่าได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเราจะได้ผลตอบแทนในรูปแบบกระแสเงินสดรายเดือน หรือที่เราเรียกกันว่า Passive income นั่นเอง

โครงการ Aspire Erawan Prime พร้อมจัดเต็มครบทุกฟังก์ชันการใช้งานด้วย 1 ห้องนอนใหญ่ราคาเริ่มต้นเพียง 2.05 ล้านบาท และสามารถผ่อนเริ่มต้นได้ที่ 3,990 บาท* ต่อเดือนเท่านั้น แน่นอนว่าราคานี้เป็นราคาที่จับต้องได้สำหรับผู้ที่ต้องการหาคอนโดที่ทันสมัยติดรถไฟฟ้า หากใครมีเงินเก็บเพื่อจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โครงการนี้ก็จะตอบโจทย์การลงทุนระยะยาวได้

โดยสรุปแล้วแม้การซื้อคอนโดจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้ามาคิดดี ๆ แล้วหากเราซื้อคอนโดที่เหมาะสมกับกำลังทรัพย์ของตัวเองก็อาจจะคุ้มค่ากว่าการที่เราเช่าห้องอยู่อาศัยโดยที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของก็ได้ ตัวอย่างเช่น หากเราต้องจ่ายค่าเช่าห้องเดือนละ 3,990 บาทอยู่ทุกเดือนอยู่แล้ว ก็สามารถนำเงินจำนวนเท่ากันนี้ มาผ่อนเป็นเจ้าของคอนโดแทนได้ สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของคอนโด Aspire Erawan Prime สามารถเป็นเจ้าของได้ตั้งแต่วันนี้ ติดต่อ Aspire เอราวัณ ไพร์ม ได้ที่ https://bit.ly/3P2ifCv

บทความนี้เป็น Advertorial

เจาะลึกกองทุนอสังหา ฯ UGREF-UI หรือ กองทุน United Global Real Estate Fund Selection-Not for Retail investors

ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย

กองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น

กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อน

กองทุนนี้ไม่ถูกจำกัดความเสี่ยงด้านการลงทุนเช่นเดียวกับกองทุนรวมทั่วไป

กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่รับผลขาดทุนระดับสูงได้เท่านั้น

ทำไมน่าลงทุนในช่วงเงินเฟ้อสูง?

สวัสดีคร้าบบบบบ กลับมาพบกันกับผม หมอนัทคลินิกกองทุนเองครับ การลงทุนในปีนี้ถือเป็นปีที่การลงทุนเริ่มมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกปี (อยากให้มีปีที่จะไม่ผันผวนบ้าง) เพราะว่าเป็นปีที่เราจะเริ่มเห็นความแตกต่างกันของการดำเนินนโยบายทางการเงินที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ ประเทศสหรัฐ ฯ มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้น แต่สำหรับประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นว่ายังคงมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำซึ่งสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง หรือในประเทศจีนที่ยังคงแก้ไขปัญหา COVID-19 ไม่ได้นั้น ก็มีโอกาสที่จะเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น

ที่เราเห็นว่านโยบายของอัตราดอกเบี้ยแต่ละประเทศนั้นเริ่มมีแนวทางไม่เหมือนกัน เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่กำลังเร่งตัวสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะประเทศที่มีการฟื้นตัวจาก COVID-19 ได้ดี ที่กลับมามีความต้องการใช้บริการ หรือสินค้ามากขึ้น แต่บริการหรือสินค้าที่ผลิตมานั้นยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น และซ้ำรอย ยังมีการสู้รบระหว่างรัสเซีย และ ยูเครน ทำให้ราคาพลังงานซึ่งเป็นส่วนหลักเงินเฟ้อของโลก ยิ่งปรับตัวสูงขึ้นไปอีก แต่ละประเทศต่างเริ่มที่จะขึ้นดอกเบี้ย เพื่อหยุดยั้งเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น แต่บางประเทศเองก็ยังไม่สามารถทำได้เพราะว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี หากเร่งขึ้นดอกเบี้ยไป ก็อาจจะทำให้เศรษฐกิจแย่ลงไปอีก

อย่างประเทศไทยเองยังคงไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยตามสหรัฐ ฯ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยไม่แข็งแรงเท่าที่ควร แต่ถ้าจะยื้อไม่ขึ้นดอกเบี้ยแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ในระยะยาว ก็อาจจะทำให้เงินเฟ้อยิ่งเพิ่มมากขึ้น และอาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศไทยย่ำแย่กว่าเดิมก็เป็นไปได้

นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีก หากการขึ้นดอกเบี้ยของประเทศสหรัฐ ฯ ไม่สามารถหยุดเงินเฟ้อได้ การขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงไปก็อาจจะทำให้เศรษฐกิจไม่โต เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยทำให้ผู้ประกอบการไม่อยากลงทุนเพิ่มเติม อัตราการจ้างงานในระยะยาวก็จะค่อย ๆ ลดลง เข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจถดถอย

ณ จุดนี้ทำให้ใครก็ตามที่ลงทุนอยู่นั้นอาจจะต้องกุมขมับ เพราะดูแล้วแนวโน้มผลตอบแทนของแต่ละสินทรัพย์อาจจะเริ่มไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ ที่เริ่มแย่ลงเพราะดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น หรือ แม้แต่การฝากธนาคารก็ได้อัตราดอกเบี้ยที่ดูแล้วยังน้อยนิดมาก ยิ่งไปกว่านั้นบางคนที่ลงทุนในหุ้น ยังต้องเจอกับภาวะความผันผวนของตลาดโลกอีก เนื่องจากกระแสเงิน (Fund Flow) ที่หมุนไปหมุนมา เดี๋ยวมาเดี๋ยวไปในประเทศไทย หรือ ภูมิภาคตลาดเกิดใหม่

กลับไปที่ตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงหุ้นในกลุ่มต่าง ๆ ที่เคยร้อนแรง เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ต่างเริ่มปรับตัวลดลง ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าเงินนั้นจะแสวงหาที่ที่ได้ผลตอบแทนสูง ๆ ดังนั้นในช่วงนี้ ถ้าใครที่ลงทุนในหุ้น แต่ไม่สามารถติดตามการลงทุนได้ละก็ อาจจะพลาดโอกาสในการลงทุน หรือ ขาดทุนได้ง่าย ๆ เลยครับ

แล้วช่วงนี้ลงทุนอะไรดี??

ช่วงนี้สินทรัพย์ที่พอจะลงทุนได้บ้าง จะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ผันผวนไปตามเงินเฟ้อ หรือ ปรับตัวสูงขึ้นตามเงินเฟ้อไปได้ ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา เราจึงเห็นนักลงทุนในประเทศไทยหลาย ๆ คน โยกย้ายเงิน “หนี” ออกมาจากตลาดหุ้นที่กำลังผันผวนเข้าไปที่ตราสารหนี้ที่อ้างอิงกับดัชนีเงินเฟ้อบ้าง บางคนพยายามหาสินทรัพย์ที่คุ้นเคยเช่น ทองคำ หรือ เพชร หรือสินค้าการลงทุนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สินทรัพย์ลงทุนตามปกติ (สินทรัพย์ทางเลือก)

หรืออาจจะไปเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดได้ดี ที่เน้นรายได้สม่ำเสมอแม้จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย เช่น ถ้าหากนักลงทุนยังคงชอบลงทุนในหุ้น ก็อาจจะมีการปรับไปลงทุนในหุ้นกลุ่ม สุขภาพ หรือ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไฟฟ้า ประปา หรือพวกการบริการขั้นพื้นฐาน สินค้าจำเป็น ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ หรือที่เราเรียกว่าการทำ Sector Roatation

และปัจจุบันที่นักลงทุนนิยมลงทุนมากขึ้น คือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และ กอง REITs (Real estate investment Trust) ที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอ มีเงินปันผลประมาณปีละ 5-8% ต่อปี (Source : FTSE Global Nariet 6.7% ต่อปี ข้อมูล 10 ปีย้อนหลัง 31/1/2012 – 2022) เพราะว่ารายได้จากการลงทุนในกองทุนนั้นมาจาก ค่าเช่า และ ค่าบริการ ที่เกิดขึ้นจากอสังหาริมทรัพย์ เช่น ถ้าอสังหาริมทรัพย์ในกองทุนเป็น ห้างสรรพสินค้า รายได้คือ ค่าเช่าพื้นที่ในห้างเพื่อการค้าขายเป็นต้น

แน่นอนว่า ต่อให้เศษฐกิจไม่ดีก็ยังคงมีคนมาเช่าเพื่อที่จะขายของอยู่ดี หรือ ถ้าอยู่ไม่ได้ ขายไม่ดี ทางห้าง ฯ เองก็มีการให้ผู้เช่ารายใหม่เข้ามาเพื่อดำเนินธุรกิจแทน นอกจากนี้ในระยะยาวค่าเช่าก็สามารถปรับให้สูงขึ้นเพื่อชนะเงินเฟ้อได้อีกด้วย

หรือว่าถ้าหากเราต้องการที่จะลงทุนผ่านอสังหาริมทรัพย์โดยตรงเลย ก็สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งการลงทุนตรงในอสังหาริมทรัพย์ จะช่วยทำให้พอร์ตการลงทุนของเราไม่ผันผวนมากนัก เพราะว่าเราจะได้ค่าเช่าเป็นกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอนั่นเองครับ ดังนั้นในภาวะตลาดที่ไม่ค่อยสดใสแบบนี้จึงทำให้นักลงทุนเข้ามาซื้อ และลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรง หรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และกอง REITs มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามารู้จักกองทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่จะเป็นพระเอกของเราในครั้งนี้กันครับ

กองทุน UGREF-UI หรือ กองทุน United Global Real Estate Fund Selection – Not For Retail Investors

ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย
กองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น
กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อน
กองทุนนี้ไม่ถูกจำกัดความเสี่ยงด้านการลงทุนเช่นเดียวกับกองทุนรวมทั่วไป
กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่รับผลขาดทุนระดับสูงได้เท่านั้น

ซึ่งลงทุนผ่านกองทุน UBS (LUX) Real Estate Funds Selection-Global (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนหลักมีนโยบายการกระจายการลงทุนไปในตลาดอสังหาริมทรัพย์หลักๆ ทั่วโลก รวมถึงตลาดเอเชียแปซิฟิค (ออสเตรเลีย และญี่ปุ่นเป็นหลัก) ยุโรป และอเมริกาเหนือ โดยหลักแล้วเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการพาณิชย์ โลจิสติกส์ ที่อยู่อาศัย รวมถึงธุรกิจด้านบริการดูแลรักษาสุขภาพ และคลังสินค้า กองทุน UGREF-UI มีระดับความเสี่ยง 8+ เสี่ยงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ

กองทุน UGREF-UI นี้ ถือว่าเป็นกองทุนแรกในไทย ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรงผ่านกองทุนรวมหรือพูดง่าย ๆ ว่ากำเงินที่ได้จากนักลงทุนเอาไปซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยตรง เช่น ตึกอาคาร โกดัง ศูนย์ฯ การค้า การแพทย์ทั้งหลาย ไม่ได้ลงทุนในรูปแบบของ REITs หรือ Property Fund แต่อย่างใดครับ

โดยกองทุน UBS (LUX) Real Estate Funds Selection-Global (กองทุนหลัก) จะกระจายพอร์ตการลงทุนไปสินทรัพย์ทั่วโลก และเป็นการลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ผ่าน 54 กองทุนรวม ซึ่งกองทุนรวมเหล่านั้น จะเข้าลงทุนอสังหาริมทรัพย์โดยตรง (เข้าไปซื้อโดยตรง ไม่ได้ลงทุนผ่าน REITs ใด ๆ) มากกว่า 8,120 อสังหาริมทรัพย์เลยทีเดียว

ความน่าสนใจของกองทุนนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่เป็นการลงทุนโดยตรงกับอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่ความน่าสนใจคือ เป็นกองทุนที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอ

ในอดีตตลอด 13 ปีที่ผ่านมา ​​กองทุน UBS (LUX) Real Estate Funds Selection-Global I-12 acc EUR สามารถสร้างอัตราผลตอบแทนย้อนหลังเฉลี่ย 5-7 % ต่อปี โดยมีความผันผวนอยู่เพียงแค่ 2.51% เท่านั้น (ที่มา UBS Asset Management, 31 December 21 & 31 March 22) โดยที่กองทุน UBS (LUX) Real Estate Funds Selection-Global I-12 acc EUR นี้ จัดตั้งในวันที่ 30 มิถุนายน 2008 ซึ่งมี Track record ยาวกว่ากองทุนหลัก ซึ่งได้แก่ UBS (LUX) Real Estate Funds Selection-Global I-96 acc EUR (กองทุนหลัก) จัดตั้งในวันที่ 31 August 2016 ดังนั้นผลการดำเนินงานของ UBS (LUX) Real Estate Funds Selection-Global I-12 acc EUR จึงอาจไมได้สะท้อนถึงผลการดำเนินงานทั้งหมดของกองทุนหลัก (ที่มา UBS Asset Management ณ วัน 31 ธ.ค. 2564)

อัตราผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน UBS (LUX) Real Estate Funds Selection-Global I-12 acc EUR

กองทุน UBS (LUX) Real Estate Funds Selection-Global I-12 acc EUR

จัดตั้งในวันที่ 30 มิถุนายน 2008 ซึ่งมี Track record ยาวกว่ากองทุนหลัก ซึ่งได้แก่ UBS (LUX) Real Estate Funds Selection-Global I-96 acc EUR (กองทุนหลัก) จัดตั้งในวันที่ 31 August 2016 ดังนั้นผลการดำเนินงานของ UBS (LUX) Real Estate Funds Selection-Global I-12 acc EUR จึงอาจไมได้สะท้อนถึงผลการดำเนินงานทั้งหมดของกองทุนหลัก

เพราะว่าความหลากหลายของสินทรัพย์นั้นมีหลายประเภท และมีลักษณะเฉพาะที่ไม่มีใครเหมือน เช่น ศูนย์การแพทย์ ฯ ที่ทำให้มีรายได้ต่อเนื่องได้ แม้ว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (แน่นอนว่าไม่สบายก็ยังต้องไปหาหมอ) หรือ กลุ่มโกดังที่มีความต้องการสูงขึ้น เพื่อขนส่งสินค้าที่มีความจำเป็น

ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางต่าง ๆ ถึง 17 แห่ง และด้วยผู้เช่าที่มีทั้งบริษัทเอกชน แล ภาครัฐ ฯ ทำให้มีการกระจายผู้เช่าอย่างดี รวมถึงมีการเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามสังคมผู้สูงอายุที่กำลังใกล้เข้ามา โดยอัตราการเติบโตของรายได้ประมาณ 2.7 % ต่อปี (ที่มา UBS Asset Management, Real Estate & Private Markets (REPM), November 2021)  ที่สำคัญมาก ๆ คือ แนวโน้มของความผันผวนที่เกิดจากตลาดหุ้น หรือจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้นน้อยมาก (ราคาของอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทางเดียวกับตลาดหุ้นมากนัก)

อีกตัวอย่างคือ เป็นกลุ่มโกดังสินค้า หรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่สหรัฐ ฯ โดยมีอัตราผลตอบแทนประมาณ 10-12% ต่อปี (แบ่งเป็นสัดส่วนจากกระแสเงินสดประมาณ 4.0-4.5% ต่อปี) (ที่มา UBS Asset Management, Real Estate & Private Markets (REPM), 30 June 2021)

โดย Location นั้นกระจายไปทั่วสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เช่าหลากหลาย เน้นไปที่ระบบขนส่ง และ Supply Chain เป็นหลัก จะไม่ใช่การเก็บของแบบนาน ๆ แต่เน้นสินค้าที่จะต้องจัดส่งบ่อย ๆ แบบของใช้ในชีวิตประจำวันนั่นเองครับ

โดยการลงทุนในกองทุน ที่มีสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนแบบกระแสเงินสดให้กับเราได้แบบสม่ำเสมอ ก็น่าจะทำให้พอร์ตเราอยู่รอดปลอดภัยในช่วงเศรษฐกิจถดถอยได้ครับ

สรุป Features เด่น ๆ ของกองทุน UGREF-UI

ในส่วนนี้หลายท่านอาจจะสงสัยว่าการลงทุนผ่านอสังหาริมทรัพย์ด้วยการกู้เงินด้วยมันเป็นอย่างไรกันแน่ หลายท่านอาจจะงง ผมจะอธิบายอย่างนี้ครับ เหมือนกับว่าเราไม่ต้องลงเงินไป 100 บาท เพื่อที่จะซื้อของ แต่เราจะลงทุนเพียง 80 บาทเท่านั้น และกู้เงินมา 20 บาทครับ จากนั้นเมื่อเราเอาของ 100 บาทไปขายได้ในราคา 120 บาทได้กำไรมา 20 บาท แต่ต้นทุนเรามีเพียง 80 บาท จะเห็นได้ว่าแทนที่จะได้กำไร 20 % กำไรที่ได้ทั้งหมดเพิ่มเป็น 25 % ทันทีครับ

1. ผู้บริหารกองทุนหลัก คือ UBS Fund Management (Luxembourg) S.A. ที่มีประสบการณ์เรื่องอสังหา ฯ มาไม่น้อยกว่า 75 ปี จำนวนพนักงานที่ทำด้านอสังหาริมทรัพย์แบบนี้โดยเฉพาะประมาณ 500 คนจากทั่วโลก

2. กระจายพอร์ตการลงทุนไปสินทรัพย์ทั่วโลก และเป็นการลงทุนกับอสังหาฯ ผ่าน 54 กองทุนรวม ซึ่งกองทุนรวมเหล่านั้นจะเข้าลงทุนอสังหาริมทรัพย์โดยตรง (เข้าไปซื้อโดยตรง ไม่ได้ลงทุนผ่าน REITs ใดๆ) มากกว่า 8,120 อสังหาริมทรัพย์ ทำให้ความผันผวนของราคาสินทรัพย์ค่อนข้างจะต่ำมาก ๆ

3. UBS (LUX) Real Estate Funds Selection-Global I-12 acc EUR สามารถสร้าง ผลตอบแทนสม่ำเสมอมาหลายปีต่อกัน อยู่ที่ประมาณ 5-7% ต่อปี (ที่มา: UBS Asset Management, 31 March 22) กองทุน UBS (LUX) Real Estate Funds Selection-Global I-12 acc EURจัดตั้งในวันที่ 30 มิถุนายน 2008 ซึ่งมี Track record ยาวกว่ากองทุนหลัก ซึ่งได้แก่ UBS (LUX) Real Estate Funds Selection-Global I-96 acc EUR (กองทุนหลัก) จัดตั้งในวันที่ 31 August 2016 ดังนั้นผลการดำเนินงานของ UBS (LUX) Real Estate Funds Selection-Global I-12 acc EUR จึงอาจไมได้สะท้อนถึงผลการดำเนินงานทั้งหมดของกองทุนหลัก (ที่มา UBS Asset Management ณ วัน 31 ธ.ค. 2564)

อัตราผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน UBS (LUX) Real Estate Funds Selection-Global I-12 acc EUR

4. เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีรายได้สม่ำเสมอ จากความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ศูนย์การแพทย์ โกดังสินค้า(ของจำเป็น) หรือหอพักทั่วโลก ที่อยู่อาศัยที่มีอัตราการเช่าสูงมาก โดยรวมอัตราการเช่าทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 93.7% เลยทีเดียว (ที่มา: UBS Asset Management, 31 December 21)

5. โอกาสที่จะสามารถขึ้นค่าเช่าได้ตามเงินเฟ้อ (ในระยะยาว)

6. อัตราการกู้ยืมเพื่อการลงทุนค่อนข้างต่ำ ประมาณ 24% ของสินทรัพย์ทั้งหมด (กองทุนตั้ง limit ไว้ 40%) ทำให้ความเสี่ยงไม่ได้สูงมากเกินไป

แต่อย่าลืมว่ากู้เงินมา ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยด้วย แต่ว่าดอกเบี้ยจากการกู้นั้นเป็นดอกเบี้ยที่ค่อนข้างตํ่า เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่กู้ได้ก็จะเป็นอัตราดอกเบี้ยการกู้ของลูกค้าชั้นดี ซึ่งคิดแล้วกำไรที่ได้หักดอกเบี้ยแล้วก็น่าจะได้มากขึ้นอยู่ดีครับ และถ้าผ่านจุดที่หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยได้หมดลงแล้ว ผลกำไรก็จะมากขึ้นไปด้วย  ดังนั้นกู้ยืมนั้น ดูเหมือนจะเป็นความเสี่ยง แต่ถ้ามองดีๆ การกู้ยืมนี่แหละครับ ที่เป็นโอกาสในการทำผลตอบแทนที่สูงขึ้น

สรุปความน่าสนใจ

ผมคิดว่ากองทุนนี้ ถือว่าออกมาได้ตรงเวลา ตรงใจ และตรงกับความต้องการของนักลงทุนมาก ๆ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ได้ประโยชน์หลายด้าน คือ มีกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอจากค่าเช่าที่มีความเฉพาะตัวในการสร้างรายได้ กระจายความเสี่ยงได้ดี มีสินทรัพย์ที่เข้าไปลงทุนหลากหลาย ทำให้ความผันผวนไม่สูง และ เป็นสินทรัพย์ที่น่าจะช่วยพยุงผลตอบแทนได้ดีในช่วงเงินเฟ้อสูงที่มีโอกาสจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอนาคต

ผมคิดว่าถ้าหากเรานำกองทุนนี้มาผสมเข้าไปในพอร์ต เราจะได้พอร์ตที่มีความผันผวนน้อยลง และมีโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่ม เนื่องจากสามารถช่วยเรื่องผลตอบแทนที่หายไปจากตราสารหนี้ได้ค่อนข้างดีทีเดียวครับ

การลงทุนในช่วงนี้ อาจจะต้องเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่นักลงทุนส่วนใหญ่อาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยสักเท่าไหร่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้มาทดแทนสินทรัพย์หลัก ๆ ที่ไม่อาจสร้างผลตอบแทนได้ แต่การลงทุนผ่านอสังหาริมทรัพย์นั้น ผมมองว่าไม่ว่าจะภาวะไหนของการลงทุนก็ควรที่จะมีติดพอร์ตไว้เสมอ และเน้นลงทุนระยะยาว “กองทุน UGREF-UI” นี้ก็เช่นกันครับ เป็นกองทุนที่ควรมีไว้ในพอร์ตอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

ขอให้นักลงทุนโชคดีกับการลงทุนในทุก ๆ ช่วงเวลานะครับ จัดพอร์ตให้ดีแล้วพบกันนะครับ สวัสดีครับ

คําเตือน :

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะกองทุน นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงและผลการดำเนินงานของกองทุนก่อนการตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ขายก่อนทำการลงทุนหรือศึกษารายละเอียดจากเอกสารประกอบการขายกองทุน  กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่รับผลขาดทุนระดับสูงได้เท่านั้น กองทุนป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ

คําเตือนที่สําคัญของกองทุน :

1. กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนเฉพาะเจาะจงในหมวดอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ จึงอาจมีความเสี่ยงและ ความผันผวนของราคาสูงกว่ากองทุนรวมทั่วไปที่มีการกระจายการลงทุนในหลายอุตสาหกรรม ดังนั้น ผู้ลงทุน ควรศึกษาข้อมูลของหมวดอุตสาหกรรมดังกล่าวเพื่อประกอบการตัดสินในลงทุนด้วย

2. กองทุนมีความเสี่ยงจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจมีสภาพคล่องตํ่า ความเสี่ยงจากการลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์นอกจากนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของกองทุน กองทุนหลักและ กองทุนเป้าหมายที่กองทุนหลักลงทุน เช่น ผลกระทบจากเศรษฐกิจ สภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออํานวย และความ เสี่ยงที่เกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ โครงสร้างทางการเงิน สิทธิในการเป็นเจ้าของ การดําเนินงาน และการขา ยอสังหาฯ เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมา ทั้งมูลค่าและรายได้จากอสังหาฯ นั้นค่อนข้างผันผวน การลงทุนของกองทุน เป้าหมายจึงอาจได้รับผลกระทบด้วย จากปัจจัยทางสภาวะเศรษฐกิจทั้งระดับจุลภาคและมหภาค สภาวะตลาด อสังหาฯ ในประเทศ อุปทานและความนิยมของอสังหาฯ ในย่านใดย่านหนึ่ง ฐานะทางการเงินของผู้เช่า ผู้ซื้อ หรือผู้ขาย การผันผวนของอัตราดอกเบี้ย อัตราภาษีอสังหาฯ ค่าใช้จ่ายในการดําเนินการอื่นๆ และการขาดเงิน สนับสนุน  ราคาพลังงานและการขาดแคลนของวัสดุ การเปลี่ยนแปลงของถนนหรือเครือข่ายการคมนาคม ขนส่งทางราง ภัยธรรมชาติและเหตุสุดวิสัย ความเสี่ยงจากการไม่ได้ประกันหรือการไม่รับประกัน กฎระเบียบ ของทางการ (เช่น การใช้ที่ดินและข้อจํากัดในการแบ่งโซน การรักษาสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยในการ ทํางาน) เป็นต้น หลายๆ ปัจจัยที่กล่าวถึงนี้อาจมีผลกระทบทางลบต่อมูลค่าของอสังหาฯ และรายได้ที่ได้รับ จากอสังหาฯ ดังนั้น มูลค่าการลงทุนในอสังหาฯ ที่กองทุนหลักลงทุนผ่านกองทุนเป้าหมายอาจจะลดลงอย่าง มีนัยสําคัญหากเกิดเหตุการณ์ที่ทําให้ตลาดอสังหาฯ ได้รับผลกระทบอย่างกะทันหัน และส่งผลกระทบต่อ มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุน UGREF-UI ด้วย

3. กองทุนหลักมีการจํากัดการไถ่ถอนหน่วยลงทุนของกองทุนหลักต่อรอบการเปิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ประมาณ 1 เดือน) ไว้ไม่เกินร้อยละ 5 (ต่อวัน) ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนหลัก ทั้งนี้ เมื่อกองทุนหลัก มีการใช้เงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น บริษัทจัดการจะพิจารณาดําเนินการให้สอดคล้องกับกองทุนหลัก ดังนั้น ผู้ ถือหน่วยลงทุนอาจไม่ได้รับการจัดสรรหน่วยลงทุนและมูลค่าหน่วยลงทุนในวันที่ส่งคําสั่งขายคืนหรือคําสั่ง การสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนนั้น รวมทั้งอาจไม่ได้รับเงินค่าขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนภายในระยะเวลาที่กําหนดไว้

4. กองทุนรวมมีการแบ่งชนิดของหน่วยลงทุนเป็น ชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ และชนิดรับซื้อคืนหน่วย ลงทุนอัตโนมัติ โดยผู้ถือหน่วยลงทุนไม่สามารถสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนระหว่างชนิดหน่วยลงทุนได้ ทั้งนี้ บริษัทจัดการอาจเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัท จัดการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสําคัญ และจะแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบทาง เว็บไซต์ของบริษัทจัดการ และบริษัทจัดการจะแยกคํานวณมูลค่าหน่วยลงทุนของหน่วยลงทุนแต่ละชนิด ซึ่งอาจจะมีมูลค่าเท่ากันหรือแตกต่างกันได้

5. กองทุนไทยและกองทุนหลักอาจมีการลงทุนหรือมีไว้ซึ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ บริหารงาน (Efficient Portfolio Management) ทําให้กองทุนรวมมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนรวมที่ ลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงโดยตรงเนื่องจากใช้เงินลงทุนจํานวนที่น้อยกว่าจึงมีกําไร/ขาดทุนสูงกว่าการ ลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงโดยตรง จึงเหมาะสมกับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้โดยคํานึงถึงประสบการณ์การ ลงทุนวัตถุประสงค์การลงทุนและฐานะการเงินของผู้ลงทุนเอง

6. กองทุนมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงด้านการเมือง เศรษฐกิจสังคม สภาวะตลาด สภาพคล่อง อัตราแลกเปลี่ยน กฎหมาย และ/หรือข้อจํากัดของประเทศที่กองทุนเข้าไปลงทุน ซึ่งอาจจะส่งผลต่อมูลค่าหน่วยลงทุน และ/หรือสภาพคล่องของกองทุน

7. เนื่องจากกองทุนนี้ลงทุนในต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงที่ทางการของต่างประเทศอาจออกมาตรการในภาวะที่ เกิดวิกฤตการณ์ที่ไม่ปกติ ทําให้กองทุนไม่สามารถนําเงินกลับเข้ามาในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่ได้ รับเงินคืนตามระยะเวลาที่กําหนด

8. กองทุนรวมอาจมีการกระจุกตัวของการถือหน่วยลงทุนของบุคคลใดเกิน 1 ใน 3 ของจํานวนหน่วยลงทุน ทั้งหมด ดังนั้นหากผู้ถือหน่วยลงทุนดังกล่าวไถ่ถอนหน่วยลงทุนอาจมีความเสี่ยงให้กองทุนต้องเลิกกองทุน รวมได้โดย ผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ของบริษัทจัดการ www.uobam.co.th

9. กองทุนรวมลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย

10. กองทุนเป้าหมาย (Target funds) อาจมีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุนหลัก เช่น depositary banks and central administrative agent, management/advisory fee และ issuing/redemption charge ทําให้ผู้ลงทุนของกองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล เรียล เอสเตท ฟันด์ ซีเลคชั่น ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (UGREF-UI) อาจโดนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวซํ้าซ้อน (triple layer of fees) 11. กองทุนหลักอาจลงทุนในหน่วย Private equity จึงอาจมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องมากกว่าการลงทุนใน สินทรัพย์ที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save