“ออมเงินเกษียณพร้อมลดหย่อนภาษี” กับกองทุน ASP-POWERRMF การลงทุนแห่งอนาคต และ กองทุน ASP-VIETRMF ประเทศแห่งการเติบโต

ตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 เศรษฐกิจทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบและเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในบางประเทศเริ่มฟื้นตัวกลับมาแล้ว แต่บางประเทศยังอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นตัว เมื่อเป็นแบบนั้นทำให้แต่ละประเทศมีการเติบโตที่ไม่เท่ากันอย่างแน่นอนครับ โดยหลังจากนี้ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมองหาการลงทุนอยู่ ก็อาจจะต้องเน้นลงทุนในประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตหรือมีธีมที่น่าสนใจและน่าจับตามองในอนาคตนั่นเองครับ

ซึ่งสิ่งที่นักลงทุนหลายคนเป็นกังวล ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ว่า ‘เราจะลงทุนยังไงให้รอดจากวิกฤตในครั้งนี้ไปได้?’ aomMONEY เลยจะมาแนะนำกองทุนที่น่าสนใจ นอกจากจะได้ลงทุนแล้ว เพื่อนๆ ยังได้ออมเงินเกษียณพร้อมนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

เพราะทาง บลจ.แอสเซท พลัส ได้ออก 2 กองทุน ที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคตอย่าง กองทุน  ASP-POWERRMF ที่เน้นลงทุนในธีมแห่งอนาคตอย่างพลังงานสะอาด และกองทุน ASP-VIETRMF ที่เน้นลงทุนในประเทศที่มีการเติบโตสูงอย่างประเทศเวียดนาม แต่ทั้ง 2 กองทุนจะน่าสนใจยังไง..เราไปดูกันเลยครับ

กองทุน ASP-POWERRMF

เป็นการลงทุนตั้งแต่ ‘ต้นน้ำ’ สู่ ‘ปลายน้ำ’ โดยจะเน้นลงทุนผ่าน 3 ธีมหลัก ได้แก่

1. Resources หรือ แหล่งกำเนิดพลังงาน

กองทุนจะเน้นลงทุนใน พลังงานสะอาดทั่วโลก เช่น บริษัทผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ โดยปัจจุบันพลังงานสะอาดมีอยู่อย่างมหาศาล ขณะที่ทั้งโลกใช้ไปเพียง 27% ทำให้พลังงานสะอาดมีโอกาสเติบโตขึ้นไปได้อีกครับ และภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ก็มีแนวโน้มเติบโตถึง 3 เท่ากันเลยทีเดียวครับ

2. Storages หรือ การจัดเก็บพลังงาน

ในช่วงที่ผ่านมาเทคโนโลยีการจัดเก็บพลังงานได้พัฒนามากขึ้น ส่งผลให้อุปกรณ์อย่างแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสามารถเก็บพลังงานได้มากขึ้น ซ่อมบำรุงรักษาง่าย ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดของเสียที่เกิดจากการเผาไหม้ สามารถใช้ช้ำได้ จึงนิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า โดยกองทุนนี้เลือกลงทุนกับผู้ผลิตและลงทุนในส่วนประกอบที่ใช้ในการผลิตที่มีโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคตครับ

3. Futuristic Mobility หรือ กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากพลังงาน

ความใส่ใจในสิ่งแวดล้อมและการผลักดันของภาครัฐสนับสนุนการเติบโตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ส่งผลให้เป้าหมายถัดไป คือการนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ทดแทนพลังงานน้ำมัน ทำให้การคมนาคมในอนาคต โดยยานยนต์ไฟฟ้า ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต กองทุนจึงเลือกลงทุนธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการใช้พลังงานแห่งอนาคต เช่น ผู้ผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมขับเคลื่อนยานยนต์แห่งอนาคตด้วยนั่นเองครับ

โดยจะแบ่งการลงทุนทั้ง 3 ธีมหลักตามสัดส่วนที่เท่าๆ กัน แต่ถ้าช่วงไหนที่ผู้จัดการกองทุนเห็นว่า ธีมใดธีมหนึ่งมีความน่าสนใจและราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นมากกว่า ก็จะเน้นบริหารเชิงรุก โดยแบ่งสัดส่วนการลงทุนไปในธีมที่มีแนวโน้มการเติบโต เพื่อเป็นการสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้กับนักลงทุนครับ

ETF และกองทุนที่ ASP-POWERRMF เลือกลงทุน

กองทุน BNP PARIBAS ENERGY TRANSITION

เป็นผู้นำด้านการลงทุนในกลุ่ม ESG ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2002 และเป็นหนึ่งในผู้จัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีบุคลากรที่เป็นทีมใหญ่และมีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะครับ

กองทุน Global X Lithium & Battery Tech ETF

เป็นเจ้าแห่งการลงทุนในธีม ETF และได้ออกกองทุนที่เป็นแบตเตอรี่ลิเธียมมานานหลายปีแล้ว ทำให้ปัจจุบันได้กลายมาเป็นกองทุนที่เน้นธีมแบตเตอรี่ลิเธียมโดยเฉพาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยครับ

กองทุน KraneShares Electric Vehicles & Future Mobility ETF

เป็นบริษัทจัดการกองทุนของประเทศจีนเพราะกลุ่มที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ในประเทศจีนเยอะ และมีการลงทุนในตลาด A-Shares ที่ต้องใช้โควต้าของนักลงทุนในประเทศจีนอยู่แล้ว เพื่อจะได้ลงทุนสะดวกขึ้นนั่นเองครับ

ในปัจจุบันผู้จัดการกองทุนได้ทำการเพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในธีมพลังงานสะอาด โดยได้เพิ่มสัดส่วนลงทุนในกองทุน Global X China Clean Energy ETF เข้าไปด้วย ซึ่งเน้นลงทุนในผู้ผลิตพลังงานสะอาดในประเทศจีนเป็นหลัก

กองทุน ASP-POWERRMF เหมาะกับใคร?

1. ผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศและสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุน ความผันผวนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้

2. ผู้ที่สามารถลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาวได้ โดยคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไป

3. ผู้ที่ต้องการวางแผนเกษียณ เพราะกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มีเงื่อนไขต้องลงทุนต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ถึงจะขายหน่วยลงทุนได้ เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีของผู้ที่ลงทุนครับ

กองทุนต่อไปที่จะแนะนำให้เพื่อนๆ รู้จักนั่นก็คือ “กองทุน ASP-VIETRMF” ที่ลงทุนในประเทศที่มีการเติบโตสูงอย่างประเทศเวียดนาม แต่จะมีความน่าสนใจยังไง aomMONEY ขออธิบายให้ฟัง ดังนี้ครับ

กองทุน ASP-VIETRMF

เป็นการลงทุนใน ‘ประเทศเวียดนาม’ โดยปีนี้ตลาดหุ้นเวียดนามถือว่าทำได้ดีเลยครับเพราะดัชนี VN30 ที่เป็นตัวแทนหุ้นกลุ่มใหญ่ๆ บวกขึ้นมาถึง 38% ถ้าเราลองเทียบกับประเทศในแถบอาเซียนจะเห็นว่าเวียดนามมีความโดดเด่นมากเลยทีเดียว เพราะบางประเทศยังติดลบอยู่หรือบวกขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น

และถ้าเราลองมองไปข้างหน้า ก็จะพบว่าตลาดหุ้นเวียดนามยังโตได้อีกอย่างน้อยๆ กำไรบริษัทจดทะเบียนเฉลี่ย 20% ต่อปี และที่สำคัญตลาดหุ้นเวียดนามถูกประเมินค่า P/E ในปี 2022 อยู่ที่ 12-13 เท่า ถือว่ายังถูกครับ เพราะถ้าเทียบกับประเทศในแถบอาเซียนแล้ว โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 15 เท่า แม้จะดูเหมือนว่าตลาดหุ้นเวียดนามจะขึ้นมาเยอะมากแล้ว แต่ในอนาคตก็ยังเป็นอะไรที่น่าสนใจอยู่ครับ

ทำไมประเทศเวียดนามถึงยังน่าสนใจ?

1. เศรษฐกิจประเทศเวียดนามขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง

แม้ที่ผ่านมาทั่วโลกจะเจอกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า GDP ประเทศเวียดนามจะขยายตัวได้ถึง 3.8% ถือว่าขยายตัวได้สูงที่สุดถ้าเทียบกับประเทศในแถบอาเซียนด้วยกัน และก่อนจะเกิดโควิด-19 เวียดนามก็เติบโตอย่างต่อเนื่องอยู่แล้วครับ

2. มีโครงสร้างประชากรที่ดี

ประเทศเวียดนามมีประชากรกว่า 98 ล้านคน โดยประชากรกว่า 60% อายุเฉลี่ยอยู่ในวัยทำงาน และค่าแรงในประเทศก็ถูก แถมมีอัตราการเกิดที่สูงขึ้นอีกด้วยครับ ซึ่งตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตในระยะยาว ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของชนชั้นกลางมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้คนมีกำลังซื้อมากขึ้น รวมถึงการใช้จ่าย และการบริโภคที่มากขึ้นตามด้วยครับ

3. มีการขยายตัวของชนชั้นกลาง

ประเทศเวียดนามมีแนวโน้มว่าจะเป็นประเทศที่มีการขยายตัวของชนชั้นกลางเร็วที่สุดในเอเชีย เพราะขณะนี้เวียดนามมีชนชั้นกลาง 13% ของประชากร และธนาคารโลก (World Bank) ก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า ภายในปี 2026 ครับ

4. ประเทศเวียดนามเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ ทำให้การส่งออกมีการเติบโต

ปัจจุบันเศรษฐกิจประเทศเวียดนามพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศถึง 70% ซึ่งในอนาคตอาจจะมีปัจจัยจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นด้วยครับ จากประชากรที่มีศักยภาพ ความรู้ และทักษะแรงงานฝีมือ เพราะค่าแรงภายในประเทศถือว่ายังไม่สูงมาก ทำให้เกิดการลงทุนทั้งจากภายในและจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ผลิตตั้งแต่สินค้าทั่วไปที่เน้นใช้แรงงาน ไปจนถึงสินค้า High-Tech อย่าง Intel, Apple, LG, Samsung จึงเป็นที่น่าจับตาว่า ขณะที่โลกเรากำลังเปลี่ยนเป็นโลกแห่งดิจิทัล เวียดนามจะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญครับ

5. ประเทศเวียดนามทำข้อตกลงกับการค้าทั่วโลก

ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลง FTA กับยุโรปและสหรัฐฯ รวมถึงเข้าร่วมตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP ที่จะทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มสมาชิก ถือว่าเป็นการสร้างความได้เปรียบให้กับประเทศเวียดนามเป็นอย่างมากเลยทีเดียวครับ

และทาง บลจ.แอสเซท พลัส ก็เห็นโอกาสในการเติบโตของประเทศเวียดนามในครั้งนี้ จึงได้เข้าไปลงทุน และแบ่งการลงทุนออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่

1. ลงทุนในประเทศเวียดนามโดยตรง 60%

จะมีการลงทุนในหุ้นและกองทุน ETF ที่จดทะเบียนในประเทศเวียดนาม โดยตลาดเวียดนามเป็นตลาดที่มีความพิเศษอย่างหนึ่งครับ เพราะจะกำหนด FOL Limit หรือ ข้อจำกัดในการลงทุนของต่างชาติ ที่จะกำหนดการซื้อหุ้นบางตัวไม่ให้ซื้อเกินกี่เปอร์เซ็นต์นั่นเองครับ

2. ลงทุนนอกประเทศเวียดนาม 40%

จะมีการลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศและ ETF เช่น JP Morgan Vietnam Opportunities Fund, Vietnam Equity (UCITS) Fund, Premier MSCI Vietnam ETF Fund กองทุนที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ ฮ่องกง เพื่อเข้ามาช่วยในเรื่องของสภาพคล่อง เพราะกองทุนดังกล่าวจะมีการไถ่ถอนที่ชัดเจน

และสัดส่วนการลงทุนของกองทุน ASP-VIETRMF ยังเป็นอุตสาหกรรมทั่วไป ได้แก่

1. ธุรกิจธนาคาร 31%

2. ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค 17%

3. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 15%

4. ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง 6%

โดยกองทุน ASP-VIETRMF มีผลการดำเนินงานย้อนหลัง YTD อยู่ที่ +45.61% เป็นผลตอบแทนย้อนหลังที่โดดเด่นเป็นอันดับที่ 2 ของอุตสาหกรรม RMF ทั้งหมดประมาณ 100-200 กองทุน

(ข้อมูล ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2564)

กองทุน ASP-VIETRMF เหมาะกับใคร?

1. ผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังประเทศเวียดนาม และสามารถรับความผันผวนของราคาที่กองทุนไปลงทุนได้ ซึ่งอาจจะเพิ่มสูงขึ้นหรือลดลงจนต่ำกว่ามูลค่าที่ลงทุนและทำให้ขาดทุนได้

2. ผู้ที่สามารถลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาวได้ โดยคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไป

3. ผู้ที่ต้องการวางแผนเกษียณ เพราะกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มีเงื่อนไขต้องลงทุนต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ถึงจะขายหน่วยลงทุนได้ เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีของผู้ที่ลงทุนครับ

สำหรับใครที่สนใจและไม่อยากพลาดโอกาสลงทุน ในธีมแห่งอนาคตและประเทศแห่งการเติบโต ทาง บลจ.แอสเซท พลัส ได้มีโปรโมชั่นมาฝากเพื่อนๆ ทุกคนครับ

ใครที่ซื้อหรือย้ายกองทุน LTF RMF และ SFF มาที่ บลจ.แอสเซท พลัส จะได้รับ CASHBACK ทันที 0.2%*

* เมื่อลงทุนสะสมสุทธิ 30,000 บาทขึ้นไป (ภายใน 30 .. 64 และถือครองถึง 31 มี.. 65)

แต่เท่านั้นยังไม่พอครับ! เพื่อตอบโจทย์ยุคเทคโนโลยีแบบนี้ เพื่อนๆ ทุกคนสามารถเปิดบัญชีกองทุนออนไลน์ของ บลจ.แอสเซท พลัส ได้ง่ายๆ ผ่านสมาร์ทโฟนของตัวเอง เพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ASP FUND

iOS: https://apps.apple.com/us/app/asp-fund/id1437969442

Android: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.assetfund.aspfund&hl=th&gl=US

ผู้ที่สนใจกองทุนของ บลจ.แอสเซท พลัส สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่  02-672-1111 หรือ www.assetfund.co.th

ผลดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน
มิได้เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ในกองทุนรวมดังกล่าวด้วย การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจในลักษณะของกองทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน ก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

ลดหย่อนภาษี 300,000 บาท ด้วยประกันอย่างไร ให้คุ้มค่าที่สุด

หลายคนคงเคยได้ยินว่า เราสามารถลดหย่อนภาษีด้วยประกันได้สูงสุด 300,000 บาท ซึ่งที่มาตรงนี้ มาจากเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีที่กฎหมายกำหนด นั่นคือ ประกันชีวิตตามจ่ายจริงสูงสุด 100,000 บาท (รวมประกันสุขภาพสูงสุด 25,000 บาท) และประกันบำนาญตามจ่ายจริงไม่เกิน 15% ของเงินได้สุทธิ สูงสุด 200,000 บาท นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขของประกันบำนาญนั้นครอบคลุมไปถึงเงื่อนไขของประกันชีวิต ดังนั้นใครที่ไม่ใช้สิทธิ์ 100,000บาท ของประกันชีวิต ก็จะสามารถซื้อประกันบำนาญลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 บาท เลยครับ

อ้อ… อีกเงื่อนไขนึงที่ต้องรู้ก็คือ ประกันบำนาญ เมื่อรวมกับกลุ่มเกษียณทั้งหมด ซึ่งได้แก่ กองทุนรวม SSF + กองทุนรวม RMF + กบข./กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน + กองทุนการออมแห่งชาติ ต้องมีจำนวนไม่เกิน 500,000 บาทด้วยนะครับ

แต่ถ้าหากใครที่กำลังสงสัยว่าประกันชีวิตของตัวเองเป็นแบบไหนกันแน่ ผมแนะนำให้สอบถามบริษัทประกันชีวิตของเราได้เลยครับ หรือจะดูจากใบเสร็จรับเงินค่าประกันที่เราจ่ายไปก็ได้ครับว่าเรามี “เบี้ยประกันชีวิต” ที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้จำนวนเท่าไหร่ครับ

หรือการซื้อตรงจากทางบริษัทประกันที่ไว้ใจได้เลยก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ อย่างเช่น บนเว็บไซต์กรุงเทพประกันชีวิต (งานขายก็มา ฮ่าๆ) เขามีประกันชีวิตออนไลน์ให้เราเลือกซื้อแบบครบวงจร จบในที่เดียว ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 บาท ต่อปี ตามรายละเอียดในตารางด้านล่างนี้ครับ

หมายเหตุ: [1] % ของจำนวนเงินเอาประกันภัย, [2] % ของเบี้ยประกันชีวิตที่ชำระแล้ว, [3] เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

โดยทางกรุงเทพประกันชีวิตมอบสิทธิพิเศษให้คุ้มยิ่งขึ้นไปอีก สำหรับคนที่ซื้อประกันออนไลน์บนเว็บไซต์ รับฟรีบัตรกำนัล Central มูลค่าสูงสุด 12,000 บาท! ตามเงื่อนไขดังนี้ครับ

หมายเหตุ : โปรโมชั่นพิเศษนี้ สำหรับลูกค้าที่ซื้อแบบประกัน บำนาญ 99 (ออนไลน์) หรือ บีแอลเอ สมาร์ทรีเทิร์น 10/5 หรือ บีแอลเอ แฮปปี้เซฟวิ่ง 126 (ออนไลน์) หรือ  กรุงเทพ 118 (ออนไลน์) ‘โดยนับจากจำนวนเบี้ยประกันภัยรวมของแบบประกันที่ร่วมรายการที่ซื้อภายใต้ชื่อผู้เอาประกันภัยเดียวกัน’ เฉพาะการซื้อและชำระเบี้ยประกันภัยปีแรก ระหว่างวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 – 31 ธันวาคม 2564 ผ่านช่องทางเว็บไซต์ประกันออนไลน์ของบริษัทเท่านั้น

โดยปกติแล้ว ประกันชีวิตยอดฮิตส่วนใหญ่ในใจคนลดหย่อนภาษีมักจะเป็น ประกันออมทรัพย์ หรือ ประกันแบบบำนาญ เพราะความคุ้มครองและผลประโยชน์เงินคืน เพื่อที่จะบริหารภาษีหรือต่อยอดแผนการเงินได้ สิ่งสำคัญคือควรเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการของเรา และอย่าลืมประเมินกระแสเงินสดที่ต้องจ่ายตลอดระยะเวลาชำระเบี้ยประกันด้วยนะครับ

ขออนุญาตยกตัวอย่างจากประกันของกรุงเทพประกันชีวิต สำหรับคนที่กระแสเงินสดไหว จัดการการเงินได้ดี และมองหาโอกาสในการรับคืนเงินที่แตกต่างกัน ก็สามารถพิจารณาตามนี้ได้ครับ

คนที่ต้องการประกันชีวิตแบบออมทรัพย์แบบได้เงินคืนไว ก็อาจจะเลือกใช้

บีแอลเอ สมาร์ทรีเทิร์น 10/5 เพราะจ่ายเบี้ย 5 ปี แต่ได้รับเงินก้อนคืน 100%* ตั้งแต่ปีที่ 7-9 โดยไม่ต้องรอนานถึง 10 ปีเหมือนกองทุน SSF

คนที่สนใจรับเงินบำนาญยาว ๆ สำหรับการเกษียณไปจนถึงอายุ 99 ปี ก็อาจจะชอบ บีแอลเอ บำนาญ99

ที่รับเงินบำนาญยาวที่สุดในตลาดออนไลน์ตอนนี้เลยครับ

แต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมพิจารณาประเด็นอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับสิ่งที่เราอยากได้ด้วยนะครับผม เพื่อให้เครื่องมือในการลดหย่อนภาษีของเรานั้นคุ้มค่าที่สุดครับ

ยกตัวอย่างเช่น นาย A อายุ 40 ปี มีงบในการลดหย่อนภาษีจำนวน 150,000 บาท ต้องการเงินก้อนคืนไว ๆ ภายใน 10 ปี และอยากได้ประกันบำนาญมาช่วยในการวางแผนเกษียณก็อาจจะพิจารณาในสัดส่วนที่เน้นน้ำหนักไปที่ประกันออมทรัพย์ บีแอลเอ สมาร์ทรีเทิร์น 10/5 และแบ่งบางส่วนมาใช้ประกันแบบบำนาญ บีแอลเอ บำนาญ 99 ในสัดส่วนที่เรามองว่าเหมาะสม เช่น 60/40 หรือ 70/30 หรือสัดส่วนอื่นๆ ตามความเหมาะสม แต่อย่าลืมดูจำนวนเงินขั้นต่ำในการซื้อประกันด้วยนะครับ สัดส่วนตรงนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป และต้องการเน้นในส่วนไหนเป็นพิเศษครับ

หรืออย่างนาย B อายุ 30 ปี ที่ปีนี้มีเงินได้พิเศษนอกเหนือจากงานประจำและต้องการลดหย่อนภาษี 100,000 บาท อาจจะเลือกซื้อประกันออมทรัพย์ บีแอลเอ สมาร์ทเซฟวิ่ง 10/1 จ่ายเบี้ยครั้งเดียว คุ้มครอง 10 ปี ได้รับเงินคืนทุกปีและรับเงินก้อนเมื่อครบกำหนดสัญญา เพื่อลดหย่อนส่วนเงินได้พิเศษของปีนี้ และเลือกซื้อ บีแอลเอ สมาร์ทรีเทิร์น 10/5 ในส่วนของเงินได้ประจำ ก็สามารถทำได้เช่นกันครับ

อย่างไรก็ดี ถ้าย้อนมาที่ชีวิตจริงที่ไม่ใช่ตัวอย่าง อย่าลืมด้วยนะครับว่า สิ่งที่เราเลือกมันต้องดูที่ความต้องการ และความเหมาะสมอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน บางคนอาจจะต้องใช้ประกันสุขภาพบางส่วน บางคนอาจจะชอบประกันตลอดชีพเพื่อมอบให้กับลูกหลาน หรือบางคนก็ต้องยอมจ่ายประกันแบบชั่วระยะเวลา เพราะว่าต้องการความคุ้มครองที่มากในช่วงหนึ่ง จึงอยากแนะนำให้ดูตัวที่เหมาะสมกับเราในทุกด้าน เพื่อให้ตอบโจทย์ที่เราต้องการมากที่สุดครับ

ดังนั้นสิ่งที่อยากฝากไว้คือ เลือกให้เหมาะสมกับสิ่งที่เราต้องการ จำนวนเงินที่จ่ายค่าเบี้ยไหว และความคุ้มค่าที่เรามองเห็น ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นแปลว่า เราใช้ประกันได้อย่างถูกวิธี และมีประโยชน์ที่มากกว่าการลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียว

หากใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถสอบถามได้ที่นี่เลยครับผม https://tinyurl.com/yumv4hez

บทความนี้เป็น Advertorial

อยากลงทุนระยะยาว ต้อง “หุ้นเมกะเทรนด์” กับ 4 คู่หูกองทุนจาก บลจ.กรุงศรี

ช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูงจนพอร์ตหลายคนติดลบไปตาม ๆ กัน ทำให้เริ่มไม่แน่ใจว่าการลงทุนในหุ้นจะยังให้ผลตอบแทนที่ดีหรือไม่?

จริง ๆ แล้วในระยะยาว หุ้นก็ยังให้ผลตอบแทนได้ดีเสมอครับ เพียงแต่ต้องมีเทคนิคกันหน่อย นั่นก็คือการเลือกลงทุนใน “เมกะเทรนด์” เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคง และสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ

สิ่งที่น่าสนใจหลังจากนี้ คือการลงทุนเมกะเทรนด์ในต่างประเทศ เพราะโครงสร้างธุรกิจ อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่รุดหน้าไปไกล เห็นได้ชัดจากการฟื้นตัวหลังยุคโควิด ที่ตอนนี้ผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ และเดินหน้ากิจกรรมทางเศรษฐกิจกันแล้ว

แต่ถ้าใครไม่มีเวลาติดตามตลาด หรือยังจับจังหวะซื้อ-ขายหุ้นไม่ได้ การซื้อกองทุนก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะจะมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพมาคอยดูแลให้เรา ซึ่งในช่วงปลายปีแบบนี้หลายคนก็กำลังมองหากองทุนเพื่อช่วยลดหย่อนภาษีอย่าง SSF และ RMF อยู่พอดี

ตอนนี้ทาง บลจ.กรุงศรี ก็มี 4 คู่หูกองทุนที่น่าสนใจ มาในธีมการลงทุนต่างประเทศ ที่คัดเลือกหุ้นเมกะเทรนด์ที่มีการเติบโตสูง รับรองว่าถูกใจนักลงทุนระยะยาวแน่นอน จะมีกองทุนไหนบ้างไปดูกันเลย

1. กองทุน KFGGSSF / KFGGRMF

กองทุนนี้จะลงทุนผ่าน Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund ที่ได้รับการจัดอันดับ 5 ดาว*จาก Morningstar ซึ่งทาง Baillie Gifford มองว่า หุ้นส่วนใหญ่ที่อยู่ในตลาด อาจสร้างผลตอบแทนไม่แตกต่างจากค่าเฉลี่ยของตลาดมากนัก จึงเลือกมองหาหุ้นที่เป็น Fat Tail ที่มีอยู่น้อยมากในตลาดแต่สร้างผลตอบแทนได้สูง

*ที่มา Morningstar Rating: Baillie Gifford ณ 30 มิ.ย. 64

การจัดอันดับจาก Morningstar ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดอันดับของสมาคมบริษัทจัดการลงทุนแต่อย่างใด

กองทุนหลักมีการกระจายการลงทุนในหลากหลายธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตในอนาคต ซึ่งธีมใหญ่ ๆ ที่กองทุนเข้าไปลงทุน ก็อย่างเช่น Retail, E-Commerce, Software, Wealth, Media และ Health Care

ซึ่งกลยุทธ์ของกองทุนจะเน้นหุ้นของบริษัททั่วโลกที่มีการเติบโต (Growth) สูง แต่ไม่ใช่เติบโตสูงแค่ภายในปีเดียวหรือเพียงไตรมาสเดียว แต่เน้นภาพรวมระยะยาว 10 ปี ดังนั้นจึงเป็นเหมือนการรวบรวมหุ้นเติบโตสูงไว้ในกองทุนเดียว

จะเห็นได้ว่าผลการดำเนินงานของกองทุนหลักเรียกได้ว่าโดดเด่นมาก ในยามที่ตลาดหุ้นเป็นบวก กองทุนก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าดัชนีชี้วัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2563 ที่มีการระบาดของโควิด-19 หรือในช่วงนี้ตลาดหุ้นติดลบ กองทุนนี้ก็ขาดทุนน้อยกว่าดัชนีชี้วัด

2. กองทุน KFUSSSF / KFUSRMF

กองทุนนี้สไตล์จะใกล้เคียงกับ KFGG คือเน้นการลงทุนระยะยาว 10 ปีเหมือนกัน แต่จะเจาะการลงทุนในหุ้นของตลาดหุ้นอเมริกาซึ่งเป็นที่ยอมรับว่ามีคุณภาพสูง บริหารโดย Baillie Gifford แต่คนละทีมบริหาร ดังนั้นจึงมีมุมมองและธีมการลงทุนที่แตกต่างกัน

เห็นได้ว่าธีมการลงทุนของ KFUSSSF และ KFUSRMF จะเน้นมุมมองของเมกะเทรนด์ที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต ดังนี้

1. Future of Commerce : รูปแบบการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์

2. New Enterprise : ผู้เล่นรายใหม่ในธุรกิจต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

3. Battle for Our Attention : ผู้ให้บริการข้อมูล สื่อความบันเทิงต่าง ๆ

4. Evolution of Transportation : ความก้าวหน้าของเทคโนโลยียานพาหนะ

5. Capital Allocation : การจัดสรรเงินทุน

6. Digitization of Finance : ตลาดการเงินในยุคดิจิทัล

7. Innovative Healthcare : ความก้าวหน้าทางวิทยาการทางการแพทย์

8. Change in Education : ธุรกิจการศึกษาออนไลน์

กองทุน KFUSSSF และ KFUSRMF สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าดัชนี้ S&P 500 ของตลาดหุ้นอเมริกาซึ่งสะท้อนศักยภาพการเติบโตของกองทุนได้ดี  (ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต)

แม้ว่ากองทุน KFGG และกองทุน KFUS จะมีหุ้นซ้ำกันอยู่ 12 ตัว คิดเป็นน้ำหนักที่ซ้ำกัน 35% (หรือราว 1 ใน 3) แต่ก็ยังมีหุ้นอื่น ๆ อีก 65% ที่ไม่ซ้ำกัน สิ่งที่น่าสนใจก็คือหุ้นในส่วนที่แตกต่างกันนั้น สามารถสร้างผลการดำเนินงานได้ดีทั้ง 2 กองทุน

ดังนั้นการมีทั้งกองทุน KFGG และกองทุน KFUS อยู่ในพอร์ต จึงเหมือนได้หุ้นจากหลาย ๆ เซคเตอร์เข้ามาช่วยผสมและช่วยกระจายความเสี่ยง โดยที่ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงเช่นกัน

แต่ถ้าปีนี้ ต้องตัดสินใจเลือกกองทุนตัวใดตัวหนึ่งก่อน ก็อาจจะเลือก KFUS เพราะมีธีมการลงทุนในตลาดหุ้นอเมริกา ซึ่งกำลังเติบโตได้ดี ขณะที่ KFGG นั้นมีหุ้น Tech ของจีน ซึ่งตอนนี้อาจจะยังสร้างผลตอบแทนได้ไม่ดีนัก แต่ในอนาคตจะต้องกลับมามีผลการดำเนินงานที่ดีแน่นอน เพราะไม่ว่าอย่างไรเทคโนโลยีก็ยังเป็นเมกะเทรนด์ของการลงทุน

3. กองทุน KFCLIMASSF / KFCLIMARMF

KFCLIMASSF และ KFCLIMARMF เป็นกองทุนที่ลงทุนในบริษัทที่มีเทคโนโลยีลดการใช้พลังงาน ลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทั่วโลก แม้ว่าบางประเทศจะมีนโยบายด้านอื่น ๆ บางอย่างที่ขัดแย้งกัน แต่ในเรื่องของการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) นั้น เหล่าประเทศมหาอำนาจทั้งสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ ในยุโรป ต่างเห็นตรงกันทั้งหมด

ดังนั้น นโยบายเรื่อง Climate Change จึงเป็นเทรนด์ใหญ่ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็น “ธีมการลงทุนแห่งทศวรรษ”

เมื่อก่อนนี้ นโยบายเรื่อง Climate Change ยังเป็นเพียงการรณรงค์เท่านั้น แต่ปัจจุบันในหลาย ๆ ประเทศเริ่มเปลี่ยนเป็นกฎหมายบังคับใช้ ทำให้บริษัทที่ไม่ให้ความร่วมมืออาจต้องเจอกับ “Climate Wall” ถูกกีดกันทางการค้า ดังนั้นบริษัทต่าง ๆ จึงต้องนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาด/พลังงานทดแทน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กองทุนจะกระจายการลงทุนตามสัดส่วนดังภาพ โดยมุ่งเน้นในธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตามด้วยธุรกิจที่ปรับตัวเพื่อรับมือกับสภาพภูมิอากาศ และเมื่อมองสัดส่วนการลงทุนรายภูมิภาค ก็จะให้น้ำหนักกับประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับหนึ่งตามด้วยกลุ่มประเทศในยุโรป

แม้ว่าในช่วงปี 2018 กองทุนหลักจะอยู่ในช่วงติดลบ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างจีน-สหรัฐอเมริกา ตลาดจึงเกิดความกังวลทำให้หุ้นที่เคลื่อนไหวตามวัฏจักรเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรม, เทคโนโลยี และวัสดุ ปรับตัวลดลง แต่ปีต่อ ๆ มากองทุนหลักก็มีผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง

4. กองทุน KFINFRASSF / KFINFRARMF

กองทุนนี้จะลงทุนในหุ้นบริษัทธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่มีการเติบโตสูง โดยลงทุนผ่าน Credit Suisse การลงทุนในเซคเตอร์ Infrastructure มีข้อดีคือ ช่วยกระจายการลงทุนให้หลากหลายในยามที่ตลาดมีความผันผวนสูง และตัวธุรกิจก็มีความมั่นคง เพราะเป็นสิ่งพื้นฐานที่มนุษย์ทั่วโลกต้องใช้ในชีวิตประจำวัน

เชื่อว่าหลายคนยังไม่มีหุ้นโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในพอร์ตการลงทุน เพราะมองว่ามีโอกาสเติบโตไม่มาก แต่กองทุน KFINFRASSF / KFINFRARMF เล็งเห็นจุดนี้ จึงมีการผสมผสานระหว่างโครงสร้างพื้นฐานดั้งเดิม เช่น ท่าอากาศยาน ทางรถไฟ ท่าเรือ ฯลฯ กับโครงสร้างพื้นฐานแห่งโลกอนาคต เช่น เมืองอัจฉริยะ เครือข่ายการสื่อสาร คลื่นสัญญาณใหม่ พลังงานทดแทน ฯลฯ การลงทุนจึงได้ทั้งความมั่นคง และการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ผลตอบแทนภาพรวมเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก ถือว่าทำได้ดี แต่เมื่อมอง YTD ที่น้อยกว่านั้น เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เพราะการ Rotation ของตลาดหุ้นโลกที่กลุ่ม Tech กำลังมาแรง แต่ข้อดีของกองทุนนี้คือ “การปรับพอร์ตเร็ว” จากเดิมที่เลือกลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน Next Gen เป็นหลัก แต่เมื่อเกิดการ Rotation จึงปรับพอร์ตชั่วคราวสู่เซคเตอร์ Energy เช่น ท่อน้ำมัน ท่อก๊าซ และกลุ่ม Traditional เช่น ทางด่วน ท่าเรือ ฯลฯ

พูดง่าย ๆ คือการ Rotation ของตลาดหุ้นโลกดังกล่าว ทำให้ผลการดำเนินงานของกองทุนลดลง แต่กองทุนก็มีการปรับพอร์ตอย่างรวดเร็ว ทันสถานการณ์ ทำให้ยังรักษาผลตอบแทนสม่ำเสมอได้ เมื่อเทียบกับกองทุน Infrastructure ทั่วโลก ถือว่ากองทุน KFINFRASSF / KFINFRARMF นั้นอยู่ในอันดับต้น ๆ

กองทุน KFUS และ KFGG เหมาะกับใคร?

คนที่ต้องการผลตอบแทนสูง ฉีกออกจากตลาดมาก ๆ แต่ด้วยความที่ลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตสูง จึงมีความผันผวนสูงเช่นกัน แต่ก็สามารถทดแทนได้ด้วยการถือครองระยะยาว

กองทุน KFCLIMA เหมาะกับใคร?

คนที่ไม่ต้องการรับความผันผวนมาก แต่ก็ยังต้องการผลตอบแทนที่เอาชนะตลาดได้พอสมควร

กองทุน KFINFRA เหมาะกับใคร?

คนที่ต้องการกระจายพอร์ตการลงทุน เน้นความมั่นคง สม่ำเสมอ และให้ความสนใจกับการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานแห่งโลกอนาคต

ปกติแล้วช่วงไตรมาส 4 จะเป็นช่วงที่ดีที่สุดของตลาดหุ้น แต่ปีนี้สถานการณ์ยังไม่แน่นอน เพราะมีข่าวด้านลบพอสมควร ทั้งเรื่องความผันผวน เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยนโยบาย ฯลฯ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปัจจัยระยะสั้นชั่วคราวเท่านั้น หากใครต้องการลงทุนระยะยาว นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการลงทุน

ซึ่งความผันผวนในตลาดหุ้น สามารถทดแทนได้ด้วยการลงทุนระยะยาวใน “เมกะเทรนด์” โดยกองทุน SSF และ RMF จาก บลจ.กรุงศรี ก็ตอบโจทย์นี้ ด้วยการคัดเลือกหุ้นบริษัทเติบโตดีจากทั่วโลก มาให้ลงทุนผ่านกองทุนที่ลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งเราจะต้องถือครองไม่ต่ำกว่า 10 ปีอยู่แล้ว หากเราเลือกธีมการลงทุนได้ถูกต้องแม่นยำ ก็จะได้รับผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจ

ผู้ที่สนใจสามารถขอข้อมูลหนังสือชี้ชวนได้ที่สำนักงานของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โทร. 02-657-5757 หรือเว็บไซต์ www.krungsriasset.com หรือ ติดต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

SSF เป็นกองทุนเพื่อส่งเสริมการออม และ RMF เป็นกองทุนที่ส่งเสริมการลงทุนระยะยาวเพื่อเกษียณอายุ

ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน

  • KFUSRMF, KFUSSSF  มีนโยบายลงทุนใน Baillie Gifford Worldwide US Equity Growth Fund (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ความเสี่ยงระดับ 6: เสี่ยงสูง และกองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน / กองทุนลงทุนกระจุกตัวในทวีปอเมริกาเหนือ ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย
  • KFCLIMASSF, KFCLIMARMF มีนโยบายลงทุนใน DWS Invest ESG Climate Tech (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ความเสี่ยงระดับ 6: เสี่ยงสูง และกองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน
  • KFINFRASSF, KFINFRARMF มีนโยบายลงทุนใน Credit Suisse (Lux) Infrastructure Equity Fund โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ความเสี่ยงระดับ 6: เสี่ยงสูง และกองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน
  • KFGGSSF, KFGGRMF มีนโยบายลงทุนใน  Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ความเสี่ยงระดับ 6: เสี่ยงสูง และกองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน
  • KFCLIMASSF / KFCLIMARMF / KFUSSSF / KFUSRMF มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้    ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไร/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

บทความนี้เป็น Advertorial

เปิดบัญชีและซื้อกองทุนรวมผ่านโมบายแบงก์กิ้ง จากธนาคารกรุงเทพ ได้แล้ววันนี้ พร้อมรับฟรี Starbucks e-Coupon มูลค่า 100 บาท/ท่าน*

หากพูดถึงเครื่องมือทางการลงทุนที่คนรู้จักไม่แพ้หุ้น ก็หนีไม่พ้น “กองทุนรวม” ที่หลายคนอาจมีประสบการณ์การลงทุนในเครื่องมือนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย  แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในการลงทุนกองทุนก็คือบริการที่สะดวกสบายบนช่องทางออนไลน์ที่รวดเร็วทันเหตุการณ์ต่อยุคสมัยและทันใจสำหรับนักลงทุน

ลงทุนศาสตร์อยากจะบอกว่าตอนนี้ โมบายแบงก์กิ้ง จากธนาคารกรุงเทพ ได้ยกระดับฟีเจอร์ใหม่ให้สามารถเปิดบัญชีและซื้อกองทุนรวมผ่านแอปได้แล้วนะ!

หลายคนคงสงสัยว่าโมบายแบงก์กิ้งของธนาคารกรุงเทพครั้งนี้มีฟีเจอร์อะไรที่เพิ่มเข้ามาใหม่เกี่ยวกับการซื้อขายกองทุนรวมบ้างเราลองมาดูกันครับ

1) เราสามารถเปิดบัญชีและซื้อขายกองทุนของ บลจ.บัวหลวง และของ บลจ.บางกอกแคปปิตอล ได้ด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชันได้แบบ 100% เลย  ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมแบบปกติหรือกองทุนรวมเพื่อการประหยัดภาษี (SSF และ RMF) รวมถึงการซื้อกองทุนเสนอขายครั้งแรก (IPO)

2) เราสามารถตั้งค่าการซื้อกองทุนรวมทุก ๆ เดือนโดยอัตโนมัติได้ แบบ Dollar Cost Average หรือ DCA โดยระบบจะหักเงินออกจากบัญชีเงินฝาก เพื่อไปซื้อกองทุนรวมที่เราเลือกไว้ทุกเดือนนั่นเอง วิธีนี้จะช่วยให้เราสามารถซื้อกองทุนได้อย่างสม่ำเสมอทุกเดือน โดยไม่ต้องกดสั่งซื้อเอง แถมยังเป็นการสร้างวินัยในการลงทุนไปในตัวด้วยนะ

3) เราสามารถเข้าดูผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปี ในแต่ละกองทุนรวมของ บลจ.บัวหลวง และของ บลจ.บางกอกแคปปิตอลได้ รวมถึงหนังสือชี้ชวนของกองทุนก็สามารถดูได้เลย ผ่านโมบายแบงก์กิ้ง จากธนาคารกรุงเทพ เรียกได้ว่าสามารถดูข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา

4) แถมตอนนี้มีโปรโมชันพิเศษ รับฟรี! Starbucks e-Coupon มูลค่า 100 บาท/ท่านสำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีและซื้อกองทุนรวมผ่านแอปพลิเคชัน ระหว่างวันที่ 7 ก.ค. 64 – 30 ธ.ค.64 อีกด้วยนะครับ

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้นับได้ว่าเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพราะการซื้อกองทุนในแบบเดิม ๆ ต้องใช้เวลาและเอกสารมากมายกว่าที่จะสามารถลงทุนได้ รวมถึงความเสี่ยงที่มากขึ้นจากการเดินทางไปพบเจอผู้คนในช่วงยุคของ COVID-19 ด้วย ยิ่งเข้าสู่ช่วงสิ้นปีแบบนี้ ใครที่กำลังวางแผนภาษีอยู่และต้องการซื้อกองทุนรวม SSF หรือ RMF เพื่อประหยัดภาษี ก็สามารถทำได้โดยง่ายด้วยตัวเองผ่านโมบายแบงก์กิ้ง จากธนาคารกรุงเทพ ได้เลย

แอปคู่ใจ ให้ชีวิตง่ายขึ้น จัดการเรื่องเงินได้ครบ จบ ในแอปเดียวไปแล้วจริงๆ  

บทความนี้เป็น Advertorial

วิธีบริหารสุขภาพจิตพร้อมแบบทดสอบที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น

เนื่องด้วย วันที่ 10 ตุลาคม เป็นวันสุขภาพจิตโลก อัศวินจึงอยากชวนเพื่อนๆ ทุกคนที่กำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องเงิน มาหาทางบริหารสุขภาพจิตไปพร้อมกับบททดสอบที่อัศวินได้เตรียมไว้ให้เพื่อนๆ ได้ลองมาสำรวจอารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมต่างๆ พร้อมกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อสุขภาพจิตของเราเพื่อให้ชีวิตของเรานั้นดีขึ้นไม่มากก็น้อยครับ

ก่อนอื่นเลย อัศวินอยากจะเล่าให้ฟังว่าปัญหาสุขภาพจิตนั้นเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยนะ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ และสิ่งแวดล้อมที่เราใช้ชีวิตอยู่ ล้วนส่งเสริมให้เราเกิดความเครียดและปัญหาสุขภาพจิตได้ ทีนี้หลายคนอาจสงสัยว่า เราจะสามารถสังเกตอาการเหล่านี้ได้อย่างไร งั้นลองมาเช็คอาการเบื้องต้นกัน

ร่างกายเริ่มผิดปกติ

หากวันหนึ่งที่เราตื่นขึ้นมาทำงานด้วยอาการเท้าชา หัวใจสั่นผิดปกติ หายใจลำบาก ร่างกายกำลังฟ้องเราว่า ภาพรวมของสุขภาพจิตของเรานั้นกำลังเข้าสู่โหมดความเครียด ซึ่งทำให้ประสาทต่างๆ ในร่างกายถูกเร่งเร้าให้ทำงานมากกว่าปกติ และหากเป็นอยู่บ่อยครั้ง อาจนำมาสู่โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ ก็เป็นได้

เริ่มมองตัวเองในแง่ร้าย

อาการนี้บ่งบอกถึงสภาพจิตใจที่เริ่มผิดปกติ ในกรณีที่เราเริ่มมองตัวเองในแง่ร้ายเกินไปอยู่บ่อยครั้ง และมีความคิดไม่ดีต่อคนรอบข้าง เริ่มวิตกกังวลอยู่บ่อยครั้ง และมีการย้ำคิดย้ำทำบ่อยๆ จนควบคุมความคิดตัวเองไม่ค่อยได้ นี่คือสัญญาณอันตรายว่าสุขภาพจิตของเรากำลังเจอปัญหาเสียแล้ว 

เริ่มรู้สึกเซื่องซึม

อาการในข้อนี้คือสิ่งที่สะท้อนถึงปัญหาทางอารมณ์ของคนที่กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต นอกจากอาการที่เซื่องซึมมากกว่าปกติ อัศวินอยากให้สังเกตว่า หากมีอาการวิตกกังวล หวาดกลัว เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ เพลีย และเหนื่อยง่าย นั่นหมายถึงเราอาจมีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ด้วย

เมื่อแนวโน้มสุขภาพจิตของเราส่งสัญญาณไปในทางที่ไม่ดี ดังนั้น เราจึงต้องมีกลวิธีเช็คสุขภาพจิตกับโรคซึมเศร้า ให้เราได้รู้ว่า ภาวะด้านจิตใจของเรานั้นอยู่ในระดับไหน เพื่อให้เราได้รู้เท่าทันและป้องกันความเสี่ยงกับชีวิตเอาไว้ก่อนย่อมดีกว่า โดยวิธีเช็คสุขภาพจิตกับโรคซึมเศร้านี้ จะเป็นการให้ระดับคะแนนกับประเด็นคำถามที่ถูกออกแบบมาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้เป็นอย่างดี และจะมีระบบคำนวณระดับคะแนนพร้อมแบ่งเกณฑ์ว่าเราอยู่ในเกณฑ์ไหนนั่นเอง เช่น 

  1. เบื่อไม่อยากทำอะไร
  2. นอนหลับยาก
  3. เบื่ออาหาร
  4. รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง
  5. คิดทำร้ายตัวเอง

โดยหากใครอยากรู้ว่าเรามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่นั้น อัศวินอยากให้ทุกคนลองเข้าไปเช็คให้คะแนนตัวเองกับประเด็นคำถามต่างๆ จากชุดคำถามของทางมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ตามลิงก์นี้เลยนะครับ https://bit.ly/2VYzkXB

หากใครได้ลองทำแล้วอยู่ในเกณฑ์ปกติอัศวินก็ยินดีด้วยนะ แต่หากใครอยู่ในเกณฑ์ที่เสี่ยงในระยะเริ่มต้น อัศวินอยากจะบอกว่าไม่ต้องกังวลใจไป เพราะเราสามารถค่อยๆ เยียวยารักษาและแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตเพื่อทำให้จิตใจและร่างกายของเราดีขึ้นจากวิธีเหล่านี้

หาผู้รับฟังที่ดี

ความเครียด ความวิตกกังวล สามารถแก้ไขได้ด้วยการเจอผู้รับฟังที่ดี ซึ่งผู้รับฟังที่ดีก็อาจอยู่รอบๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว หรือเพื่อนที่เราสนิทและไว้ใจต่อการบอกความลับ และความกังวลใจให้พวกเขาได้รับฟัง ซึ่งทำให้เรารู้สึกไม่โดดเดี่ยวที่จะแก้ไขปัญหาที่ค้างคาใจอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้นั่นเอง

ออกกำลังกายให้ผ่อนคลาย

เรื่องของสุขภาพจิตไม่ได้ต้องแก้ไขที่จิตใจอย่างเดียว แต่เราสามารถแก้ไขได้จากการออกกำลังกายในสไตล์ที่เราชื่นชอบ เช่น การวิ่ง การเล่นโยคะ หรือการไปหากีฬาที่เล่นเป็นทีม เพื่อพบปะผู้คน นอกจากจะทำให้เกิดความรู้สึกที่ผ่อนคลายทั้งกล้ามเนื้อและจิตใจแล้ว เรายังได้เจอสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ต่อการรักษาความรู้สึกได้ด้วยเช่นกัน 

งานอดิเรกจะเยียวยาความหมายของชีวิต

ข้อสุดท้ายของการเยียวยาที่อัศวินอยากแนะนำ คือข้อมูลคำแนะนำจากแพทย์ นั่นคือการหางานอดิเรกที่น่าสนใจมาทำ เพื่อช่วยให้จิตใจเกิดสมาธิและจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้ดีขึ้น แถมงานอดิเรกบางงานยังอาจเป็นงานที่ช่วยเยียวยาจิตใจ และเพิ่มความหมายของการมีชีวิตอยู่ให้เราได้ด้วยเช่นกัน

ท้ายที่สุดแล้ว อัศวินอยากจะบอกว่าการบริหารสุขภาพจิตนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิตเรา การปล่อยให้ตัวเองเครียดนั้นย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจและการกระทำในด้านอื่นๆ ดังนั้น หากเกิดอาการเครียดจนจิตตก ก็อย่าลืมปรึกษาคนใกล้ตัว หาเวลาออกกำลังกาย และหางานอดิเรกทำ แต่หากไม่ไหวจริงๆ ก็สามารถโทรไปปรึกษาเรื่องสุขภาพจิตได้ที่ 1323 ได้เหมือนกัน และหากอาการไม่ดีก็ควรไปพบแพทย์ที่เชี่ยวชาญในด้านนี้เลยดีกว่า

แม้เราจะรู้ทั้งสาเหตุและวิธีแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตแล้ว แต่จะดีกว่านี้หากเรามีการวางแผนความเสี่ยงด้วยการลงทุนในประกัน iLink ประกันชีวิตควบการลงทุน จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ที่สามารถสร้างความอุ่นใจได้ด้วยสัญญาเพิ่มเติมแบบ UDR  ให้คุณเลือกเพิ่มความคุ้มครองได้ดั่งใจ หลากหลายตามไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวคุณ พร้อมประโยชน์ที่เหนือกว่าด้วย

  • การันตีความคุ้มครองต่อเนื่อง 5 ปีแรก แม้มูลค่ารับซื้อหน่วยลงทุนจะไม่เพียงพอ
  • จำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุด 280 เท่า*
  • ให้ผลประโยชน์สูงสุด 3 ต่อ กรณีเสียชีวิต  
  • แนบสัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรงได้ ความคุ้มครองสูงสุด 200%

สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/ilink-cs-21

อ้างอิง :

แบบทดสอบโรคซึมเศร้า https://bit.ly/2VYzkXB

วิธีเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดี https://bit.ly/3lHxvam

รู้จัก “Lotus’s Money Plus” เชื่อมต่อชีวิตยุคดิจิทัล พลัสความคุ้มบัตรเครดิต บัตรสินเชื่อ และประกันภัย

เมื่อ Lotus’s ห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตสัญชาติไทย เปลี่ยนมือกลับสู่เจ้าของ CP และปรับโครงสร้างธุรกิจ จึงเกิดการปรับโฉมครั้งใหญ่ กับอีกหนึ่งบริการด้านการเงิน ซึ่งนั่นก็ทำให้ “Lotus’s Money Plus” (โลตัส มันนี่ พลัส) ผู้นำบริการด้านการเงิน ประกันภัยรถยนต์ และ บัตรเครดิตโลตัส ก็ปรับโฉมให้ตอบโจทย์ยุคดิจิทัลด้วยเช่นกัน มาดูกันว่า Lotus’s Money Plus จะช่วยให้ชีวิตเราสมาร์ทขึ้นได้อย่างไร?

Lotus’s Money Plus ให้ความคุ้มค่า + พลัสทุกวันให้ยิ้มได้

บริการทางการเงินของ Lotus’s Money Plus หลัก ๆ แล้วจะเป็น บัตรเครดิตโลตัส  บัตรสินเชื่อโลตัส ประกันภัยรถยนต์ และประกันสุขภาพ พอปรับโฉมแบรนด์ใหม่แล้ว บอกเลยว่าทุกอย่างง่ายเพียงปลายนิ้ว

ถ้าเราอยากจะมี บัตรเครดิตโลตัส สักใบ ก็เพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน UCHOOSE แล้วสมัครได้ด้วยตัวเองใน 3 สเต็ป ซึ่งปลอดภัยด้วยระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล นอกจากนี้ยังสามารถเช็คยอด, จ่ายบิล, ขอสินเชื่อเงินสดโอนเข้าบัญชี ทำเองได้สบาย ๆ ผ่านแอปฯ

Lotus’s Money Plus มอบสิทธิประโยชน์ที่เราเรียกว่า Value + ที่ให้ลูกค้า บัตรเครดิตโลตัส เมื่อช้อปที่โลตัสทุกวัน แค่หยิบบัตรมาใช้ก็ได้รับคูปองเงินสดคลับการ์ด 3.5% ไปเลย ทำให้ทุกวันการันตีได้เลยว่าประสบการณ์ความคุ้มให้ จะพลัสความสุข+ ขึ้นเมื่อช้อปที่ Lotus’s มากไปกว่าได้เงินคืน ยังพลัสความสุขการช้อปเลือกผ่อน 0% นาน 3 เดือน ก็ยังได้ แถมผ่อนได้ทุกชิ้นทั้งห้างอีกด้วย

ความสุขยังพลัสไม่จบ เมื่อเติมน้ำมันที่ Esso รับเครดิตเงินคืนทันที 3% ความปังที่หลายๆ เพจรีวิว คือ ไม่มีขั้นต่ำ ไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ต้องรอโปรโมชั่น ใช้เมื่อไหร่ก็ได้คืน

นอกจากนี้ก็มีโปรโมชั่นผ่อนสินค้า ผ่อนประกัน และการจับมือกับพันธมิตรต่าง ๆ ทั้งร้านอาหารชื่อดัง โรงแรมหรู โรงพยาบาล ฯลฯ ซึ่งบัตรเครดิตโลตัส เป็นหนึ่งในบัตรเครดิตในเครือธนาคารกรุงศรี การันตีเลยว่าสิทธิประโยชน์ดีๆ “พลัสชีวิตให้คุ้มไม่สิ้นสุด” จริงๆ

ในส่วนของ บัตรสินเชื่อโลตัส ก็ช่วยพลัสชีวิตการเงินให้ไม่สะดุด ปลดล็อคความเป็นไปได้ไม่ว่าจะเป็นกดเงินสดฉุกเฉินได้ทุกตู้ ATM หรือสามารถขอ สินเชื่อเงินสดโอนเข้าบัญชี ได้เลย นอกจากนั้นยังใช้ผ่อนสินค้าที่ห้างโลตัสได้เช่นกัน  

มาที่อีกสินค้าไฮไลท์ ประกันภัยรถยนต์ Lotus’s Money Plus ถือว่าเป็นโบรกเกอร์ประกันภัยรถยนต์แห่งแรก ที่ให้บริการออนไลน์แบบครบวงจร (The 1 st Online End-to-End) ที่สามารถ เช็คเบี้ยประกันรถยนต์ , เปรียบเทียบกรมธรรม์, ซื้อประกันภัยรถยนต์ออนไลน์ และผ่อนประกันภัยรถยนต์ ได้ง่าย ๆ ผ่านทางเว็บไซต์ ครบจบในที่เดียว ลองไปซื้อหากันได้เลย ซื้อประกันรถยนต์โลตัส นอกจากช่องทางออนไลน์ ยังมีช่องทางสาขาสำหรับคนที่มองหาประกันภัยรถยนต์ สามารถแวะเวียนไปพูดคุยขอคำปรึกษาได้ที่เคาน์เตอร์โลตัสมันนี่พลัส ที่โลตัส 200+ สาขาทั่วประเทศ

อีกส่วนประกันที่จำเป็นกับเราทุกช่วงวัย Lotus’s Money Plus ให้บริการที่ครอบคลุม ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต ประกันเดินทาง ประกันที่อยู่อาศัย หรือ ประกันโควิด19 และประกันประเภทอื่นๆ ซึ่ง ความหลากหลายที่รวมมาให้ครบทุกเรื่องประกัน ในมุมคนซื้อคือสะดวกมากมาย ช้อปครบจบทุกเรื่องประกัน

สินค้าด้านการเงินและประกันแน่นขนาดนี้ การดูแลลูกค้าพลัสขึ้นยังไงบ้าง

Lotus’s Money Plus มีช่องทางติดต่อที่เข้าถึงง่ายตามเทรนด์ Facebook, LINE, Youtube, Website, Email, Call Center จึงสามารถติดตามข่าวสารได้อย่างใกล้ชิด ถ้ามีข้อสงสัยเร่งด่วนในช่วงดึก ก็มีเทคโนโลยี AI Chatbot คอยตอบคำถามตลอด 24 ชม. นอกจากนั้นทาง Lotus’s Money Plus ยังพัฒนาเทคโนโลยี Voice Authentication หรือ ระบบยืนยันตัวตนด้วยเสียง เพิ่มความสะดวกโดยไม่ต้องจำข้อมูลให้วุ่นวาย เรียกได้ว่าความสุขทุกเรื่องการเงิน Lotus’s Money Plus ช่วยพลัสให้เชื่อมต่อกันได้ไม่มีสะดุด

และนี่ก็คือการเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ของ Lotus’s Money Plus ที่อัพลุคสมาร์ท ทันสมัยมากขึ้น สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของเราในโลกดิจิทัล แต่ขณะเดียวกันก็ยังเปี่ยมด้วยบริการที่อบอุ่น และจริงใจ เหมือนเพื่อนแท้คนหนึ่งเช่นเดิม

ติดตาม Lotus’s Money Plus ได้ที่ Facebook : @lotussmoney

หรือถ้าต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับสินค้าและบริการ สามารถโทร.1712

หรือคลิกดู ช่องทางติดต่อโลตัสมันนี่ อื่นๆ ได้เลย

บทความนี้เป็น Advertorial

5 จุดเด่นที่เราควรลงทุนในการเพิ่มทุนของกองทรัสต์ WHART

ประเทศไทยนั้นถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของการผลิตและกระจายสินค้าที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งในแต่ละปีมีการนำเข้าและส่งออกสินค้าจำนวนมาก จึงทำให้ความต้องการในพื้นที่ให้เช่าประเภทคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และโรงงานมีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ในอนาคตประเทศไทยก็จะมีการผลักดันเขตเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า EEC ซึ่งจะทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์ของประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด

กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART) เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจด้านนี้จึงได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศไทย ส่งผลให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ กองทรัสต์ WHART จะมีการเพิ่มทุนครั้งที่ 6 เพื่อเข้าลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติมมูลค่าไม่เกิน 5.55 พันล้านบาท เป็นกองทรัสต์ที่น่าเก็บสะสมเข้าพอร์ตด้วยจุดเด่นดังนี้

1. ผู้นำในการให้บริการคลังสินค้าระดับโลก

WHART เป็นกองทรัสต์ที่เข้าลงทุนในทรัพย์สินประเภทคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และโรงงานที่บริหารโดยกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และนิคมอุตสาหกรรมระดับประเทศ ซึ่งในปัจจุบันทรัพย์สินภายใต้การลงทุนของกองทรัสต์มีพื้นที่ให้เช่ารวมเกือบ 1.4 ล้านตารางเมตร และการเพิ่มทุนครั้งที่ 6 นั้นจะทำให้มีพื้นที่ถึงกว่า 1.5 ล้านตารางเมตร ในส่วนของพื้นที่ให้เช่าปัจจุบันนั้นมีทั้งสิ้น 31 โครงการในเขต ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของประเทศ เช่น บางนา-ตราด, จังหวัดชลบุรี-ระยอง, จังหวัดพระนครศรีอยุธยา-สระบุรี และจังหวัดสมุทรสาคร  หากใครที่เคยเดินทางด้วยทางด่วนถนนบางนา-ตราด อาจจะเคยคุ้นๆตากับป้ายโครงการ WHA Mega Logistics Center และถ้าได้สังเกตในบริเวณนั้น จะพบว่ามีพื้นที่คลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งหลายโครงการนั้นเป็นโครงการที่ WHART ลงทุนอยู่ โดยภายหลังการเข้าลงทุนเพิ่มเติม กองทรัสต์ WHART จะมีมูลค่าทรัพย์สินรวม 48,000 ล้านบาท นับว่าเป็นกองทรัสต์ประเภทอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ลูกค้ามีสัญญาเช่าระยะยาว

โดยธรรมชาติของธุรกิจการผลิตที่ต้องมีการลงทุนเช่าโรงงานและการเช่าคลังสินค้านั้น มักจะเป็นการลงทุนระยาวเพราะใช้เงินลงทุนสูงและต้องการความแน่นอนในการทำธุรกิจ ซึ่งภายหลังการเพิ่มทุนครั้งนี้ กองทรัสต์ WHART จะมีลูกค้ามากกว่า 58% เช่าคลังสินค้าประเภท Built-to-suit หรือเป็นคลังสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อลูกค้าเฉพาะรายตามความต้องการในการดำเนินธุรกิจ จึงทำให้ลูกค้ามีแนวโน้มเช่าระยะยาวมากยิ่งขึ้น

ในปัจจุบันอายุสัญญาเช่าเฉลี่ยของ WHART คือ 3.0 ปี และเนื่องจากอายุสัญญาเช่าเฉลี่ยของผู้เช่าทรัพย์สินที่ WHART จะลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้ยาวถึง 10.7 ปี จึงทำให้อายุสัญญาเช่าเฉลี่ยโดยรวมของกองทรัสต์ภายหลังการเพิ่มทุนนั้นปรับขึ้นจาก 3.0 ปี เป็น 3.5 ปี จึงทำให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่ากองทรัสต์นี้จะได้รับรายได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

อัตราการเช่าเฉลี่ยสูง

อัตราการเช่าเฉลี่ยของ WHART นั้นอยู่ที่ประมาณ 90% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก นั่นหมายความว่าลูกค้ามีความพึงพอใจในการให้บริการ มีระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจ ทรัพย์สินที่ให้เช่านั้นเป็นที่ต้องการของลูกค้าและอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพในการเติบโต

อัตราการเช่าเฉลี่ยที่สูงนั้นจะทำให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่า ทรัพย์สินที่กองทรัสต์ลงทุนไปนั้นจะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า เมื่อสร้างคลังสินค้ามา ก็จะมีลูกค้ามาเช่าพื้นที่และทำธุรกิจ ทั้งหมดนี้จะเป็นการสร้างรายได้ที่มั่นคงและสามารถสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ โดยมีประมาณการการจ่ายประโยชน์ตอบแทนต่อหน่วยเพิ่มขึ้นจาก 0.79 เป็น 0.80 บาทต่อหน่วยภายหลังการเพิ่มทุนครั้งนี้

ผู้เช่าอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต

WHART มีผู้เช่าจากบริษัทขนาดใหญ่หลากหลายสัญชาติรวมไปถึงลูกค้าระดับโลกในอุตสาหกรรมที่เติบโตสูง ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรม E-Commerce หรือการซื้อขายออนไลน์ มีผู้เช่าพื้นที่อยู่เช่น JD Central, Shopee Xpress และ Alibaba นอกจากนี้ยังมีลูกค้าในกลุ่ม FMCG กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น Unilever, KAO Commercial และกลุ่ม Logistics Service Provider (3PL) เช่น Kerry Express, Hitachi Transport, APL logistics เป็นต้น การที่ผู้เช่าอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตและมีความหลากหลาย จะช่วยให้ธุรกิจมีผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นไปพร้อมๆ กับการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสมอีกด้วย

ผลกระทบจาก Covid-19 น้อย

ในช่วงปี 2563 – 2564 นั้น โลกเราเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19 ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและส่งผลกระทบต่อกำไรและรายได้ในการทำธุรกิจเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าหากมองผลตอบแทนของ WHART ย้อนหลังไป 3 ปีจะเห็นได้ว่ากองทรัสต์ WHART ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาดในครั้งนี้

ปี 2562 จ่ายผลตอบแทนที่ 0.7624 บาทต่อหน่วย

ปี 2563 จ่ายผลตอบแทนที่ 0.7578 บาทต่อหน่วย

ปี 2564 (งวด 6 เดือน) จ่ายผลตอบแทนที่ 0.3830 บาทต่อหน่วย

การระดมทุนครั้งที่ 6

ในการเพิ่มทุนครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการเข้าลงทุนในทรัพย์สินไม่เกิน 5.55 พันล้านบาท รวมทั้งหมด 3 โครงการ มีพื้นที่เช่ารวมทั้งสิ้น 184,329 ตรม. ได้แก่

  1. โครงการ WHA Mega Logistic Center (วังน้อย 62)
  2. โครงการWHA Mega Logistics Center (ถนนบางนา-ตราด กม. 23 โปรเจค 3)
  3. โครงการ WHA E-Commerce Park

จุดเด่นของการระดมทุนในครั้งที่ 6 นั้นคือผู้เช่ารายใหญ่ได้แก่ บริษัท อาลีบาบา สมาร์ท ฮับ (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท ช้อปปี้ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ทีดี ตะวันแดง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตที่สูงมาก นอกจากนี้สัญญาเช่าเฉลี่ยที่เหลืออยู่ถึง 10.7 ปี จะช่วยให้รายได้ของ WHART มีความมั่นคงในระยะยาว

WHART มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งราคาซื้อขายของหน่วยทรัสต์นั้นอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด จึงเหมาะสมกับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาได้ หากสนใจลงทุนในการเพิ่มทุนครั้งนี้สามารถดำเนินการได้ดังนี้

  • ผู้ถือหน่วยเดิมที่มีสิทธิ สามารถจองซื้อหน่วยทรัสต์ได้ระหว่างวันที่ 8-12 พฤศจิกายน 2564
  • ประชาชนทั่วไป สามารถจองซื้อหน่วยทรัสต์ได้ระหว่างวันที่ 16-19 พฤศจิกายน 2564
  • จองซื้อได้ 2 ช่องทางได้แก่

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมในการจองซื้อได้ที่ธนาคารกสิกรไทย โทร 02-888-8888 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.sec.or.th และ www.whareit.com

บทความนี้เป็น Advertorial

“บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส” บัตรเดียวที่จะบวกความสุขรอบตัวของชาวออฟฟิศให้พิเศษยิ่งขึ้น

จากวิกฤตสถานการณ์ในช่วงนี้ ชาวออฟฟิศก็ต้องปรับรูปแบบการทำงานให้เป็น Work From Home กันมากขึ้น ในช่วงแรกเพื่อนๆ ก็ยังตื่นตัวกับงานของตัวเองอยู่ แต่พอเราต้องอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ เวลางานกับเวลาส่วนตัวจะเริ่มรวมเข้าด้วยกัน ทำให้หลายคนต้องเจอกับ ‘ภาวะหมดไฟในการทำงาน’ (Burnout Syndrome) ซึ่งสาเหตุก็มาจากงานที่ทำ สภาพแวดล้อม และความเครียดที่เราต้องเจอนั่นเองครับ

แต่ภาวะหมดไฟในการทำงานมันไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรนะครับ เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อนเพื่อนๆ คงออกไปเที่ยวหาแรงบันดาลใจเติมไฟให้ตัวเองกันแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เราไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตอย่างที่เคยเป็นได้ ส่งผลให้ความสุขในชีวิตหล่นหายไปด้วย และถ้าปล่อยไว้แบบนี้จะต้องส่งผลต่ออนาคตของเราด้วยแน่นอนครับ

เราจึงขอแนะนำให้รู้จักกับไอเทมสุดพิเศษที่จะมาสร้างความสุขให้กับชาวออฟฟิศยุค WFH แบบนี้!

นั่นก็คือ บัตรกดเงินสด บัตรเดียวที่จะบวกความสุขรอบตัวให้พิเศษมากขึ้น

บัตรกดเงินสดจะบวกความสุขรอบตัวให้พิเศษมากขึ้นได้ยังไง?

บวกความสุขเข้ากับความจำเป็นของชีวิต

ในช่วงที่วิกฤตเช่นนี้ เมื่อไหร่ที่เพื่อนๆ มีความจำเป็นต้องใช้เงิน ไม่ว่าจะนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือจ่ายค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย เราก็สามารถกดเงินเพื่อสำรองจ่ายไปก่อนได้ครับ เพราะปัจจุบันเราใช้ บัตรกดเงินสด ได้ทันทีผ่านตู้ ATM ทั่วประเทศ

บวกความสุขเล็กๆ ให้กับตัวเองและครอบครัว

นอกจากเราจะใช้จ่ายเพื่อความจำเป็นแล้ว เรายังใช้ บัตรกดเงินสดใช้จ่ายเพื่อความสุขเล็กๆ ให้กับตัวเองและครอบครัวได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเครื่องครัวใหม่ให้แม่ ซื้อรองเท้าออกกำลังกายคู่เก่งให้พ่อ หรือซื้อของเล่นชิ้นโปรดให้น้อง เท่านี้ก็เติมความสุขได้แบบง่ายๆ แล้วครับ

บวกความสุขให้กับชีวิตการทำงานของเรา

เมื่อเราต้องปรับตัวให้เข้ากับการทำงานยุค Work From Home ก็อาจจะนำเงินไปใช้กับสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เพื่อให้การทำงานสะดวกสบายยิ่งขึ้น และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับงานเราด้วยครับ

อยากมีบัตรกดเงินสดไว้สร้างความสุข…ต้องทำอย่างไรบ้าง?

เราขอพาไปรู้จักกับ “บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส” บัตรเดียวที่จะบวกความสุขรอบตัวและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของชาวออฟฟิศอย่างเราๆ ให้พิเศษมากขึ้น เพียงแค่เพื่อนๆ มีคุณสมบัติ ดังนี้

1. เป็นพนักงานที่มีรายได้ประจำ ตั้งแต่ 7,000 บาทขึ้นไป และมีอายุงานตั้งแต่ 1 เดือน

2. เป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 20-55 ปี

  • สมัครออนไลน์ได้ง่ายๆ พนักงานมารับเอกสารถึงที่ สะดวกสุดๆ
  • ได้รับวงเงินไม่เกิน 5 เท่าของรายได้
  • คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกตามยอดที่ใช้จริง ไม่ใช้ก็ไม่เสียดอกเบี้ยครับ
  • สามารถใช้ผ่อนชำระสินค้าได้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ
  • ตรวจ สั่ง จ่าย ทำได้สะดวก ครบทุกฟังก์ชั่นการใช้งานผ่าน Umay+ Mobile Application
  • เลือกจ่ายได้ตามอิสระ โดยกำหนดชำระขั้นต่ำที่ 3% แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 200 บาทนะครับ

พิเศษยิ่งขึ้น! สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจ “บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส” สามารถสมัครได้แล้ววันนี้ พร้อมโปรโมชั่นกดเงินสดดอกเบี้ย 0% นาน 30 วัน*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

สมัครออนไลน์: www.umayplus.com/cashcard/applyform

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปอาชีพเสริมมาแรงในปี 2021 ที่ช่วยเสริมรายได้ให้เติบโต

อีกไม่นานปี 2021 ก็จะผ่านพ้นไปแล้ว อัศวินคิดว่าปีนี้มีอะไรหลายๆอย่างทำให้เราได้เรียนรู้และปรับตัวมากมายเลยนะครับ อย่างที่ทุกคนทราบดีว่า Covid-19 ไม่ได้แค่สร้างผลกระทบในเรื่องการใช้ชีวิตและความเสี่ยงสุขภาพของเรา แต่ยังสร้างผลกระทบต่อรายได้ของหลายๆอาชีพ การปรับตัวและหาอาชีพเสริมก็จะเข้ามาช่วยให้เรามีรายได้ที่มากขึ้นได้ด้วย ก็เหมือนที่หลายๆคนบอกล่ะครับว่าสมัยนี้เรามีรายได้ทางเดียวไม่ได้แล้ว ต้องมีรายได้หลาย ๆ ทาง หากตกงานจะได้มีรายได้จากทางอื่นรองรับ อัศวินก็เลยอยากจะมาเล่าให้เพื่อนๆฟังว่า ในปีนี้มีอาชีพเสริมอะไรที่กำลังมาแรงบ้าง

1. การขับรถส่งอาหาร

จากมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ออกมาเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ Covid-19 ทำให้เราต้องใช้ชีวิตอยู่บ้านเป็นหลัก จะออกไปกินข้าวข้างนอกก็ออกไปไม่ได้เพราะร้านอาหารก็ไม่ได้เปิดให้นั่งแบบเต็มที่เหมือนก่อน และเราเองก็คงไม่อยากจะออกไปไหนด้วยใช่ไหมครับ เพราะกลัวความเสี่ยงต่อสุขภาพของเรา ถ้าอยากทานอาหารในร้านที่เราชอบ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการสั่งผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ให้คนมาส่งที่บ้าน เพราะฉะนั้นแล้วอาชีพเสริมนี้จึงกลายเป็นที่นิยม สามารถสร้างเป็นรายได้เสริมสำหรับคนที่มีเวลาว่างได้

อัศวินเคยขับรถผ่านร้านอาหารเจ้าดังๆนะแบบว่าโอ้โห เห็นพี่ ๆ คนขับรถส่งอาหารนั่งรอกันเพียบ ใครที่กำลังมองอาชีพเสริมและสามารถขับรถมอเตอร์ไซค์ได้ก็ลองหาโอกาสกันดูนะครับ อย่างไรก็ตามใครที่ทำอาชีพเสริมขับรถส่งอาหารก็ต้องระวังสุขภาพของตัวเองมากๆนะครับ ใส่หน้ากากป้องกันตลอดเวลา อย่าลืมล้างมือบ่อย ๆ และขับขี่อย่างปลอดภัยเสมอครับ

2. ขายของออนไลน์

อีกอาชีพเสริมยอดฮิตเลยสำหรับคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่บ้าน เราก็สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ เป็นสินค้าแล้วขายผ่านทางออนไลน์ได้ ยิ่งช่วงนี้ลูกค้าเขาก็ระวังสุขภาพ ไม่ได้ออกไปไหนเช่นกัน จึงเป็นโอกาสดีในการทำธุรกิจเสริมนะครับ

อัศวินเห็นเพื่อนบางคนเขาทำขนมเก่งมาก ก็ทำขนมเป็นแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาขายทางออนไลน์ และคอยพัฒนาสูตรใหม่ๆให้กับลูกค้า ขยายรายการสินค้ามากขึ้นเรื่อยๆ เช่น เค้กช็อกโกแลต ขนมสอดไส้ต่างๆ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากฝีมือเราล้วน ๆ ใครก็เลียนแบบไม่ได้อีกด้วย บางคนลูกค้าเยอะมากจนสามารถสร้างอาชีพเสริมให้เกิดรายได้เป็นกอบเป็นกำเลยนะ ถ้าเพื่อน ๆ อยากเริ่มต้น ลองค้นหาตัวเองดูว่าอะไรที่เราทำได้ดี อะไรคือสิ่งที่เรามีฝีมือ ก็สามารถสร้างเป็นสินค้าเพื่อขายได้เช่นเดียวกัน

3. สอนหนังสือทางออนไลน์

อย่าลืมนะครับว่าในช่วงที่ Covid-19 ระบาด ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ได้รับผลกระทบเท่านั้น เด็ก ๆ นี่ยิ่งได้รับผลกระทบหนักเข้าไปใหญ่เลย เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่กลัวลูก ๆ ป่วยและมีปัญหาเรื่องสุขภาพ เลยไม่ให้ออกไปไหน บางทีในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เด็ก ๆ ก็ต้องอยู่บ้านว่าง ๆ นั่งเล่นอินเตอร์เน็ต เล่นเกมส์ แชทคุยกับเพื่อน แน่นอนว่าพ่อแม่หลาย ๆ คนก็คงอยากจะลองหากิจกรรมอื่นๆให้ลูกได้ทำบ้าง โดยเฉพาะกิจกรรมที่เสริมสร้างความรู้ คอร์สออนไลน์ต่าง ๆ ที่ฝึกทักษะให้กับเด็กก็เป็นที่ต้องการเช่นกัน

อาชีพนี้จึงกลายเป็นอาชีพเสริมยอดฮิต ซึ่งหากใครมีความรู้และสามารถพัฒนาหลักสูตรใหม่ ๆ ที่ไม่ได้ถูกสอนในโรงเรียนได้ เช่น หลักสูตรการจัดการเงิน สอนน้อง ๆ เขียนโค้ดดิ้ง ฝึกทักษะต่างประเทศให้น้องๆ สามารถนำเสนอพ่อแม่ผู้ปกครองจนกลายเป็นอาชีพเสริมได้นะครับ

4. เป็นฟรีแลนซ์รับจ้างทำงาน

แม้ว่าในช่วงนี้จะมีหลายองค์กรตัดค่าใช้จ่ายและลดจำนวนพนักงานลง แต่ธุรกิจก็ยังต้องดำเนินการต่อ เพียงแต่อาจจะปรับรูปแบบไป เช่น บางบริษัทไม่สามารถจัดกิจกรรมทั่วไปได้โดยเฉพาะงานที่มีการรวมกลุ่มของคนเยอะ ๆ จนกลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูกค้า จึงต้องออกแบบกิจกรรมออนไลน์แทน ซึ่งถ้าบริษัทไม่มีบุคลากรภายในที่ทำได้ ก็จะเป็นโอกาสของคนทำงานฟรีแลนซ์แทน

ฉะนั้นแล้วหากใครมีฝีมือในการเขียนคอนเทนต์ต่าง ๆ สามารถตัดต่อคลิปวีดิโอ ออกแบบกราฟิกสวย ๆ หรือพัฒนาระบบออนไลน์ต่าง ๆ ได้ก็จะเป็นโอกาสในการทำอาชีพเสริมที่มีรายได้เยี่ยมยอดเลยทีเดียว ได้ทำงานที่บ้าน ไม่เจอความเสี่ยงเรื่องสุขภาพในการออกไปข้างนอกด้วย ใครอยากเริ่มอาชีพเสริมนี้อย่าลืมสร้างผลงานเก็บไว้ เผื่อมีใครสนใจจะได้นำเสนอได้เลยทันที

จากที่อัศวินเล่ามาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ในช่วงปี 2021 ก็ยังมีอาชีพเสริมที่น่าสนใจและสามารถสร้างรายได้ให้กับหลาย ๆ คนได้อีกด้วยนะครับ สิ่งที่เราจะต้องลองคิดกันก็คือ สินค้าและบริการที่คนต้องการคืออะไร เรามีทักษะหรือสามารถพัฒนาทักษะเพื่อให้กลายเป็นอาชีพเสริมได้ไหม และสิ่งที่สำคัญก็คือเมื่อเรามีรายได้แล้ว ต้องบริหารจัดการให้ดี แบ่งเงินไว้ใช้จ่ายให้เหมาะสม แบ่งเงินไว้ออมและลงทุนรวมถึงการพัฒนาตัวเองด้วยนะครับ นอกจากนี้อย่าลืมสร้างความสัมพันธ์ดี ๆ กับลูกค้าและคนที่เราร่วมงานด้วย จะได้สร้างรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคตครับผม

แม้การหารายได้จะเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต แต่การดูแลสุขภาพก็เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเช่นเดียวกัน iLink แบบประกันชีวิตควบการลงทุนจากกรุงไทย-แอกซ่าประกันชีวิต สร้างความอุ่นใจได้มากกว่า ด้วยสัญญาเพิ่มเติม UDR ให้คุณเลือกเพิ่มความคุ้มครองได้ดั่งใจ หลากหลายตามไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวคุณ พร้อมประโยชน์ที่เหนือกว่าด้วย

  • การันตีความคุ้มครองต่อเนื่อง 5 ปีแรกแม้มูลค่ารับซื้อหน่วยลงทุนจะไม่เพียงพอ
  • จำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุด 280 เท่า*
  • ให้ผลประโยชน์สูงสุด 3 ต่อ กรณีเสียชีวิต
  • แนบสัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรงได้ ความคุ้มครองสูงสุด 200%

สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/ilink-cs-21

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทุนต่างประเทศด้วยกลยุทธ์ที่เหนือชั้นกับ StashAway

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การลงทุนในต่างประเทศทุกวันนี้เป็นตัวเลือกที่นักลงทุนไทยให้ความสนใจกันมาก เพราะการเข้าไปลงทุนในตลาดต่างประเทศย่อมหมายถึงโอกาสที่จะได้ลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และบางครั้งในบางตลาดก็อาจมีประสิทธิภาพมากกว่าเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวย ตลาดต่างประเทศจึงเปรียบได้กับหน้าต่างแห่งโอกาสที่ทำให้นักลงทุนสามารถกระจายสินทรัพย์อย่างเหมาะสมได้

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในต่างประเทศโดยตรงก็ยังมีข้อจำกัดสำหรับคนส่วนใหญ่อยู่ โดยเฉพาะปัจจัยหลัก 2 เรื่อง อันได้แก่เงินทุนเริ่มต้น และการติดตามข้อมูลข่าวสารเพื่อจัดสรรพอร์ตและบริหารการลงทุนอย่างเหมาะสมอยู่เสมอ

ในเรื่องเงินทุนเริ่มต้น โดยส่วนใหญ่แล้วการลงทุนในต่างประเทศโดยตรงอาจจะต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นนับแสนบาท เพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะไม่คุ้มกับค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่าย (ค่าธรรมเนียมอาจจะมีขั้นต่ำ 300 บาทต่อหุ้น 1 ตัว หากลงทุนด้วยเงิน 10,000 บาท ค่าธรรมเนียมจะคิดเป็นสัดส่วนถึง 3% ของเงินทุน) ส่วนการติดตามข้อมูลเพื่อจัดสรรพอร์ตการลงทุน ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถติดตามและบริหารพอร์ตการลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอ ลำพังเพียงแค่หาสินทรัพย์ที่จะลงทุนในรอบแรกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นการที่จะปรับพอร์ตให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปจึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า

แต่ในตอนนี้ ข้อจำกัดทั้งหมดที่กล่าวมากำลังจะหมดไป ด้วยการมาถึงของ StashAway บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนส่วนบุคคล ที่เปิดโอกาสให้คนไทยได้ไปลงทุนในต่างประเทศได้อย่างง่ายดาย

โดย StashAway บริหารพอร์ตให้กับนักลงทุนผ่านการลงทุนใน ETF (Exchange traded fund) ของสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลก

StashAway คือแพลตฟอร์มบริหารการลงทุน (digital wealth management) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์ และยังได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลอีก 5 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง และ Dubai International Financial Centre ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดย StashAway บริหารพอร์ตให้กับนักลงทุนผ่านการลงทุนใน ETF (Exchange traded fund) ของสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลก

โดยล่าสุดได้เข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทยแล้วตั้งแต่วันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา แน่นอนว่าในประเทศไทยเองก็มีหลายบริษัทที่ให้บริการลงทุนในต่างประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้ StashAway แตกต่างจากคนอื่น ๆ ก็คือ ค่าธรรมเนียมที่ต่ำเพียง 0.2% – 0.8% ซึ่งเป็น All-Inclusive fee ที่รวมค่าธรรมเนียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ ค่าโอนเงินระหว่างประเทศ ค่าธรรมเนียมรับฝากสินทรัพย์ และผู้ลงทุนสามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเท่าไหร่ก็ได้ แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความแตกต่างและการเติบโตของ StashAway เท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่ทำให้ StashAway เติบโตได้เร็วคือ

1. กลยุทธ์การลงทุนที่มีความละเอียดซับซ้อนระดับมาตรฐานสากล

2. Customer Experience ที่ดี ที่ให้ความสำคัญในการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

3.การเน้นให้ความรู้ทางการเงินและการลงทุนช่วยให้คนลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพได้ด้วยวิธีที่ไม่ซับซ้อน

4. สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างต่อเนื่องแม้ต้องเผชิญกับวิกฤติ

ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้ StashAway มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่ถึง 4 ปีนับตั้งแต่เริ่มให้บริการ ซึ่งเร็วกว่าแพลตฟอร์มบริหารการลงทุนรายใหญ่ของโลกได้เคยทำไว้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อ StashAway ได้เป็นอย่างดี

StashAway กับมาตรฐานการลงทุนใน ETF และการบริหารพอร์ตที่มีคุณภาพ

อันดับแรก นักลงทุนที่เลือกลงทุนผ่าน StashAway จะต้องเลือกระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยมีระดับความเสี่ยงให้เลือกมากถึง 12 ระดับ ตั้งแต่ 6.5% ถึง 36% ซึ่งเรียกว่า StashAway Risk Index (SRI) หากนักลงทุนเลือก SRI ที่ 14% มีความหมายว่านักลงทุนจะมีโอกาสเพียง 1% ที่จะขาดทุนเกิน 14% ในแต่ละปี ดังนั้น นักลงทุนจึงสามารถกำหนดระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมด้วยตัวเองได้อย่างแท้จริง

จากนั้น StashAway จะจัดพอร์ตการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนเลือกไว้ โดยนำเงินไปกระจายการลงทุนผ่าน ETF ประเภทต่าง ๆด้วยการลงทุนอัตโนมัติที่มีกลยุทธ์ในการลงทุนที่ชัดเจน ที่เรียกว่า Economic Regime-based Asset Allocation หรือ ERAA™ ซึ่งเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่นำทฤษฎี Modern Portfolio Theory (MPT) ของ Harry Markowitz ที่ได้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ มาพัฒนาขึ้นอีกขั้นเพื่อให้ครอบคลุมถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทน ความผันผวน และความสัมพันธ์ของสินทรัพย์

ERAA™ เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยในการตัดสินใจว่าจะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ไหนบ้าง โดยพิจารณาจากสภาวะเศรษฐกิจ ณ ตอนนั้นและเน้นการมองภาพระยะยาวเป็นหลัก เช่น หากกลยุทธ์นี้ประเมินว่ากลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กำลังเติบโต ก็จะจัดสรรเงินทุนส่วนใหญ่ไปลงทุนใน ETF ของกลุ่มประเทศเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันก็คัดเลือกกลุ่ม ETF ในหลายๆ ตลาดที่เมื่อนำมารวมกันในพอร์ตแล้วจะช่วยกระจายการลงทุนและปรับระดับความเสี่ยงให้เหมาะสมต่อนักลงทุนแต่ละคนด้วย

หลักการทำงานคร่าว ๆ ของ ERAA™ จะทำงานโดยให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องนี้เป็นสำคัญ ได้แก่

1. ภาวะเศรษฐกิจ (Economic Regimes)

เป็นการปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ให้เหมาะกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป เพื่อรักษาระดับความเสี่ยงของพอร์ตให้เป็นไปตามที่กำหนดและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้มากที่สุด เพราะสภาวะเศรษฐกิจที่แตกต่างกันย่อมมีสินทรัพย์ที่โดดเด่นในแต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกัน เช่น หุ้นขนาดเล็ก (small cap) อาจจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจเติบโต (growth) แต่ถ้าในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจไม่สู้ดีนัก หรือเศรษฐกิจถดถอย (recession) กลุ่มหุ้นที่มีความมั่นคงสูง (defensive stock) หรือพันธบัตรรัฐบาล (government bond) อาจเป็นตัวเลือกการลงทุนที่ปลอดภัยกว่า และทาง StashAway จะนำเงินไปกระจายลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ในสัดส่วนที่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ ณ ตอนนั้นมากที่สุด

หรือถ้าช่วงไหนภาวะเศรษฐกิจผันผวนมาก ยากที่จะคาดการณ์ได้ว่าภาพรวมทางเศรษฐกิจจะไปทางไหนต่อ  StashAway ยังมีกลยุทธ์การลงทุนแบบที่ทนทานต่อทุกสภาวะทางเศรษฐกิจ (all-weather portfolios) เพื่อช่วยลดความผันผวนให้พอร์ตโฟลิโอ ด้วยรูปแบบการลงทุนที่หลากหลายเพื่อให้เหมาะกับภาพเศรษฐกิจที่ไม่ชัดเจนในหลายรูปแบบ เช่น เศรษฐกิจเติบโต (growth) ชัด แต่เงินเฟ้อ (inflation) ไม่ชัด  StashAway ก็จะมีกลยุทธ์ All-weather แบบหนึ่ง หรือถ้าทั้งการเติบโตและเงินเฟ้อไม่ชัด ก็จะมีกลยุทธ์ All-weather อีกแบบหนึ่งปรับตามสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เพื่อลดความผันผวนและสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับนักลงทุนนั่นเอง

2. กลไกป้องกันความเสี่ยง (Risk Shield)

ตรวจจับสัญญาณความผิดปกติของตลาดที่อาจนำไปสู่การปรับตัวลงอย่างรุนแรงได้ โดยกลยุทธ์ ERAA™ จะอัปเดตข้อมูลทุกวันเพื่อช่วยให้ StashAway ปรับกลยุทธ์ให้สามารถรับมือกับความผิดปกติของตลาดได้ทันเวลา

3. ช่องว่างของมูลค่า (Valuation Gaps)

อ่านมาถึงข้อนี้หลายคนอาจคิดว่า Valuation Gap นั้นจะค้นหาสินทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่คุ้มค่าแก่การลงทุนมากที่สุดอย่างเดียว แต่สำหรับ StashAway ไม่ได้แค่ทำมาเพื่อหาสินทรัพย์ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า (undervalued) อย่างเดียวเท่านั้น แต่ทำมาเพื่อตรวจจับสินทรัพย์ที่ราคาสูงกว่ามูลค่า (overvalued) จนอาจเกิดฟองสบู่ได้ด้วย ก็เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการเปิดรับความเสี่ยง (exposure) ในสินทรัพย์ที่ Overvalued เกินไปนั่นเอง

จากวิธีการทำงานของ StashAway นั่นเท่ากับว่านักลงทุนไม่จำเป็นต้องเฝ้าติดตามตลาดหรือบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนด้วยตัวเอง เพราะ StashAway ได้เข้ามาทำหน้าที่นี้แทนนักลงทุนเรียบร้อยไม่ว่าจะเป็นด้านของ Re-Optimization หรือการปรับพอร์ต เมื่อ ERAA™พบว่าควรมีการปรับพอร์ตให้เหมาะกับแต่ละสภาวะเศรษฐกิจเพื่อรักษาระดับความเสี่ยงและหาโอกาสสร้างผลตอบแทนอยู่เสมอ และการ Rebalancing หรือการรักษาน้ำหนักพอร์ตการลงทุนให้คงที่แม่นยำอยู่เสมอ หากสินทรัพย์ไหนมีสัดส่วนสูงหรือต่ำเกินไปในพอร์ต ก็จะมีการซื้อขายให้น้ำหนักกลับมาที่เดิมครับ โดยที่การ Rebalancing นี้มีหลักการเหมือนการลงทุนอัตโนมัติหรือ Private Wealth ทั่วไป แต่สิ่งที่ StashAway พิเศษกว่าก็คือจะมีการปรับพอร์ตให้กับลูกค้าทุกวัน ทำให้พอร์ตการลงทุนของลูกค้าที่มาลงทุนกับบริษัทมีความยืดหยุ่นมากกว่า ในขณะที่หากเป็นบริการ wealth management ทั่วไปอาจจะไม่ได้มีการปรับพอร์ตโฟลิโอรวดเร็วนัก และที่ดีกว่านั้นคือทั้งการ Re-Optimization และ Rebalancing ไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมเลย

เปรียบได้กับการที่นักลงทุนเสมือนมีผู้จัดการกองทุนส่วนตัวด้วยค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการที่ต่ำมาก

สำหรับนักลงทุนที่สนใจ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.stashaway.co.th หรือสอบถามทีมดูแลได้ [1] ทาง Line Official Account ที่ @stashaway, หรือทางอีเมลที่ [email protected] หรือหากใครต้องการลงทุน ก็สามารถเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชั่นของ StashAway ได้เลย

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save