“กองทุน LHGEQ” คุ้ม 3 ต่อ! ลดหย่อนภาษี-สร้างพอร์ตเกษียณ-ผลตอบแทนสม่ำเสมอ

ช่วงหลังจากนี้ เศรษฐกิจโลกจะกลับมาแข็งแกร่ง และเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนเอาชนะเงินเฟ้อได้ ซึ่ง “หุ้นโลก” ยังคงให้ผลตอบแทนระยะยาวสูงกว่าสินทรัพย์อื่น ๆ ดังนั้นใครที่ยังไม่มีอยู่ในพอร์ต ก็อาจลองพิจารณาดูได้ครับ

ถ้าใครอยากลงทุนในตลาดต่างประเทศ แต่ไม่มีเวลา การเลือกกองทุนดี ๆ ที่มีทีมงานบริหารเก่ง ๆ นั่นคือคำตอบครับ ซึ่งตอนนี้มีกองทุนหุ้นโลกตัวหนึ่งที่มาแรงมาก ๆ คือ “LHGEQ” จาก LHFund โดยจะลงทุนในหุ้นบริษัทที่คัดเลือกมาแล้วว่า มีแนวโน้มเติบโตได้ดี สร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ ชนะตลาดทั้งขาขึ้น-ขาลง และสามารถใช้วางแผนเกษียณได้ แถมยังนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย

กองทุนนี้จะสร้างความคุ้มค่าให้เราได้ถึง 3 ต่อ จนเรียกได้ว่า “แค่ลงทุนก็ได้กำไรแล้ว” เราลองมาดูรายละเอียดกันครับว่าเป็นอย่างไรบ้าง

กองทุน LHGEQ คืออะไร?

กองทุน LHGEQ คือกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ (Global Equity) ประเภท Feeder Fund บริหารงานโดยกองทุน T. Rowe Price Funds ที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปีในการเลือกเฟ้นหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดี ทั้งยังถูกจัดอันดับอยู่ในกองทุนชั้นนำ ได้รับ Morningstar Rating ถึง 5 ดาว สำหรับกองทุนประเภท EAA Fund Global Large-Cap Growth Equity

กองทุนนี้เน้นลงทุนในหน่วยลงทุน ของกองทุนรวมต่างประเทศ โดยลงทุนในกองทุนหลัก T. Rowe Price Funds SICAV-Global Focused Growth Equity Fund ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นต่างประเทศที่ชื่อเสียง และผลงานโดดเด่นที่สุดกองหนึ่งของโลก

จุดเด่นของกองทุน LHGEQ

1. กระจายการลงทุนไปทั่วโลก

ความโดดเด่นของ LHGEQ ที่มากกว่ากองทุน Global Equity อื่น ๆ คือมีการกระจายความเสี่ยงไปที่การลงทุนทั่วโลก ทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฟ้นหาหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูง รวมถึงบริษัทที่มีความได้เปรียบทางธุรกิจ มีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง ไม่จำกัดกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่เทน้ำหนักไปที่หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง

2. เลือกลงทุนเฉพาะรายบริษัท ไม่ใช่ทั้งเซคเตอร์

กองทุนนี้จะไม่ได้บอกว่า ต้องลงทุนประเทศใดกี่เปอร์เซ็นต์บ้าง หรือจะลงทุนในอุตสาหกรรมนี้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่จะลงทุนแบบ “Bottom Up” คือเลือกหุ้นเฉพาะรายบริษัท ที่วิเคราะห์แล้วว่ามีแนวโน้มเติบโตได้ดี และนี่ก็คือ 10 บริษัทระดับโลกที่อยู่ในพอร์ตของกองทุนนี้

1. Amazon สัดส่วน 4.4%

2. Charles Schwab สัดส่วน 3.9%

3. UnitedHealth Group สัดส่วน 3.8%

4. Facebook สัดส่วน 3.6%

5. London Stock Exchange สัดส่วน 3.5%

6. Alphabet สัดส่วน 3.2%

7. GE สัดส่วน 2.8%

8. T-Mobile US สัดส่วน 2.7%

9. Airbus สัดส่วน 2.7%

10. Ashtead สัดส่วน 2.4%

(Source: T. Rowe Price, Sep 2021)

3. สร้างผลตอบแทนชนะตลาด ไม่ว่าจะขาขึ้นหรือลง

ถ้าดูผลตอบแทนใน Year to date ในปีนี้ ก็จะพบว่ากองทุนนี้อาจจะเติบโตช้ากว่า Benchmark นิดหน่อย แต่ก็ทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี

แต่เมื่อดูผลตอบแทนระยะยาว จะพบว่ากองทุน LHGEQ เอาชนะ Benchmark ได้อย่างสม่ำเสมอ และชนะตลาดทั้งใน “ขาขึ้น” และ “ขาลง” จึงสอดคล้องกับการลงทุน SSF หรือ RMF ซึ่งเป็นการลงทุนในระยะยาว

กองทุน LHGEQ มีให้เลือก 3 สไตล์

1. LHGEQRMF : สำหรับวางแผนเกษียณ

กองทุนเปิด แอล เอช โกลบอล อิควิตี้ ชนิดเพื่อการเลี้ยงชีพ เหมาะกับคนที่ต้องการวางแผนเกษียณ ด้วยการลงทุนระยะยาว โดยสร้างวินัยอย่างสม่ำเสมอ

2. LHGEQ-ASSF : สำหรับออมเงินก้อน

กองทุนเปิด แอล เอช โกลบอล อิควิตี้ ชนิดเพื่อการออมและสะสมมูลค่า เหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาว มีแผนใช้เงินก้อนภายใน 10 ปี โดยได้รับผลตอบแทนแบบทบต้น

3. LHGEQ-DSSF : สำหรับสร้างเงินปันผล

กองทุนเปิด แอล เอช โกลบอล อิควิตี้ ชนิดเพื่อการออมและจ่ายเงินปันผล เหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาว โดยได้รับเงินปันผลสม่ำเสมอทุกปี

คุ้ม 3 ต่อ เมื่อซื้อกองทุน LHGEQ

ต่อที่ 1 ได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี

กองทุน SSF สามารถลดหย่อนภาษี ไม่เกิน 30% ของรายได้ สูงสุด 200,000 บาท โดยต้องถือครองเป็นเวลา 10 ปี แต่ไม่บังคับว่าต้องซื้อทุกปี

กองทุน RMF สามารถลดหย่อนภาษี ไม่เกิน 30% ของรายได้ สูงสุด 500,000 บาท โดยต้องถือครองอย่างน้อย 5 ปี และขายได้เมื่อมีอายุ 55 ปี ซึ่งบังคับว่าต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี

ต่อที่ 2 ได้ลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ

สำหรับกองทุน RMF เป็นเครื่องมือชั้นเลิศในการวางแผนเกษียณ ทำให้เรามีเงินก้อนใช้จ่ายในบั้นปลายชีวิต ซึ่งการลงทุน RMF ตั้งแต่วันนี้ ถือเป็นการสร้างวินัยการออมระยะยาว

ต่อที่ 3 ได้สร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ

กองทุนนี้มีการจัดพอร์ตโดยกระจายการลงทุนในหุ้นโลก แล้วปรับเปลี่ยนน้ำหนักในแต่ละภูมิภาค แต่ละบริษัท หรือแต่ละอุตสาหกรรม ตามแนวโน้มที่คาดว่าจะเติบโตในอนาคต

กองทุนลักษณะนี้จะไม่ได้มีความผันผวนสูงเท่ากับกองทุน Thematic Fund (การลงทุนในกระแส หรือแนวโน้มใดแนวโน้มหนึ่ง) แต่จะมีความสม่ำเสมอมากกว่า โดยจะเน้นการลงทุนแบบ Active Ratio คือเวทน้ำหนักในหุ้นแต่ละตัวที่แตกต่างจาก Benchmark เมื่อมองระยะยาวแล้วจึงสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และเอาชนะ Benchmark ได้

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่อยากลงทุนระยะยาว แต่ไม่มีเวลาติดตาม หรือคอยปรับพอร์ตสม่ำเสมอ LHGEQ ก็จะเป็นกองทุนที่ตอบโจทย์มาก ๆ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพคอยดูแลการลงทุนให้เรา ทั้งยังสร้างผลตอบแทนได้สม่ำเสมอเหนือตลาดในระยะยาว และยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

ใครที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ทุกสาขา และผู้สนับสนุนการขายที่ได้รับการแต่งตั้ง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 286 3484 หรือที่ www.lhfund.co.th

นอกจากนี้ยังมีช่องทางเปิดบัญชีออนไลน์ที่ LHFund Online Mobile Application โดยสามารถดาวน์โหลดได้ทั้ง iOS และ Android ครับ

***คำเตือน***

ทำความเข้าใจลักษณะกองทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงและผลการดำเนินงานของกองทุน ก่อนการตัดสินใจลงทุน

ผลการดำเนินงานในอดีต ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

บทความนี้เป็น Advertorial

ซื้อ “ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1” ที่ไหนดี?

คุณเคยเจอเหตุการณ์เหล่านี้ไหม? จอดรถยนต์ทิ้งไว้เฉย ๆ อยู่ ๆ ก็เกิดน้ำท่วมฉับพลัน หรือเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน อย่างกรณีที่เป็นประเด็นดัง คือรถหรูลัมโบร์กินี ถูกชนท้าย ประเมินค่าซ่อมแล้วสูงถึง 5 ล้านบาท แต่คู่กรณีที่เป็นรถกระบะนั้น ไม่มี ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 ทำให้ต้องรับผิดชอบค่าซ่อมเองเต็ม ๆ

หากคุณยังไม่เคยเจอเรื่องไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ ก็นับว่าโชคดีมาก แต่ลองนึกดูว่าถ้าวันหนึ่งมันเกิดขึ้น คุณพร้อมที่จะรับมือกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หรือไม่?

ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้ว รถทุกคันจะต้องมี “ประกันภัยรถยนต์ ภาคบังคับ” (พ.ร.บ.รถยนต์) หากเกิดอุบัติเหตุก็จะได้รับสิทธิ์คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล แต่ก็ยังไม่ได้คุ้มครองถึงความเสียหายอื่น ๆ จึงเกิดทางเลือกเสริมขึ้นมา อย่าง “ประกันภัยรถยนต์” ที่เราสามารถซื้อได้จากบริษัทต่าง ๆ แบ่งออกเป็น 5 ประเภทตามระดับความคุ้มครอง

ในที่นี้เราจะพูดถึง “ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1” เพราะให้ความคุ้มครองครอบคลุมกรณีต่าง ๆ มากที่สุด

ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 คุ้มครองอะไรบ้าง?

  • คุ้มครองรถยนต์ของเราและคู่กรณี ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายผิดก็ตาม
  • คุ้มครองชีวิตคนขับ คู่กรณี และบุคคลที่สามที่ได้รับผลกระทบ
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและชีวิตของผู้โดยสารในรถยนต์คันที่เอาประกันภัย คู่กรณี และบุคคลภายนอก
  • คุ้มครองค่าประกันตัวผู้ขับขี่
  • คุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหาย ถูกไฟไหม้ น้ำท่วม เสียหายจากภัยธรรมชาติ

ดังนั้นการซื้อ ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 คือการลงทุนที่คุ้มค่า ถ้ามีไว้รับรองว่าอุ่นใจได้แน่นอน ยิ่งถ้าซื้อกับโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ และพร้อมให้บริการเหมือนเพื่อนที่รู้ใจ อย่าง Lotus’s Money Plus” (โลตัส มันนี่ พลัส) ก็จะช่วยพลัสให้ทุกการขับขี่อุ่นใจ ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ทำไมถึงควรซื้อ ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 กับ Lotus’s Money Plus?

1. คัดสรรประกันภัยรถยนต์ชั้นนำ

Lotus’s Money Plus คัดเลือก ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 มาเพื่อลูกค้าคนพิเศษ จาก 4 บริษัทประกันภัยชั้นนำของไทย ได้แก่ สินมั่นคงประกันภัย, กรุงเทพประกันภัย, วิริยะประกันภัย และประกันภัยไทยวิวัฒน์ พร้อมบริการเปรียบเทียบเบี้ยประกันภัย รวมไว้ในที่เดียว ไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่ง

2. แบ่งจ่ายสบาย ๆ ไม่ต้องใช้เงินก้อน

ซื้อประกันรถยนต์ ชั้น 1 ได้ง่าย ๆ สำหรับลูกค้าใหม่ และลูกค้าที่ขาดต่ออายุกรมธรรม์มาแล้วอย่างน้อย 1 ปี กับ “โครงการบริการทดรองจ่าย” สามารถแบ่งจ่ายเงินสด ประกันภัยรถยนต์ 0% นาน 6 เดือน ไม่มีดอกเบี้ย ใน Lotus’s สาขาที่ร่วมรายการ หรือโปรโมชั่นผ่อนประกันภัยผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ 0%* นานสูงสุด 10 เดือน

3. สมัครและเช็คเบี้ยประกันรถยนต์ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว พลัสชีวิตดิจิทัล

ตอบรับชีวิตยุคดิจิทัล ด้วยการทำธุรกรรมและเช็คเบี้ยประกันภัยรถยนต์ได้ด้วยตัวเองง่าย ๆ ผ่านทางเว็บไซต์ https://insurance.lotussmoney.com/ นอกจากนี้การซื้อ ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 ที่ Lotus’s Money Plus ก็เหมือนมีเพื่อนแท้คอยให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม. เพราะสามารถติดต่อได้อย่างง่ายดายผ่านช่องทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Lotus’s Money Plus – โลตัส มันนี่ พลัส หรือโทร. 02 627 8888

4. เข้าถึงง่ายด้วยจุดบริการทั่วประเทศ

นอกจากช่องทางติดต่อออนไลน์ ก็ยังมีเคาน์เตอร์อยู่ในห้าง Lotus’s ทั่วประเทศกว่า 200 สาขา เปิดทุกวันไม่เว้นวันหยุด พร้อมให้บริการลูกค้าที่ต้องการรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ ด้วยความจริงใจ อบอุ่น และเป็นมิตร

เรียกได้ว่า Lotus’s Money Plus คือโบรกเกอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสมกับชีวิตยุคดิจิทัล ด้วยการซื้อ ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 แบบครบจบในที่เดียวผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีเพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้นที่จะทำได้

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 คือทางเลือกเสริมความคุ้มครองของคนมีรถยนต์ แต่หลายคนยังเสียดายค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายทิ้งไปทุกปี จึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วการซื้อประกันภัยรถยนต์ จะช่วยเสริมเกราะป้องกันให้กับรถคันโปรด หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เราก็สามารถเคลมค่าใช้จ่ายได้ตามวงเงิน ไม่ต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด

ซึ่งทาง Lotus’s Money Plus ก็มีประกันภัยรถยนต์ต่าง ๆ ให้เลือกหลากหลาย พร้อมด้วยบริการที่ตอบโจทย์ชีวิตสุดสมาร์ท

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3cefL20 หรือสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าและบริการ โทร.02 627 8888

รวมถึงช่องทางออนไลน์เฟซบุ๊กแฟนเพจ : @Lotussmoney
Instagram : @Lotussmoney
Youtube : Lotussmoney

บทความนี้เป็น Advertorial

มองหาโอกาสเติบโต พร้อมกระจายความเสี่ยง ไปกับกองทุน KT-WEQ RMF

หลังจากที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปทั่วโลก สถานการณ์ในหลายๆ ประเทศก็เริ่มฟื้นตัว บางประเทศเริ่มกลับมาดีขึ้นจนเศรษฐกิจสามารถปรับตัวไปต่อได้แล้ว ในขณะที่บางประเทศกำลังค่อยๆ ฟื้นตัว หรืออาจจะต่อสู้กับวิกฤตในครั้งนี้อยู่ ทำให้มีการเติบโตที่แตกต่างกัน และที่สำคัญจากปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจนี่เอง ทำให้นักลงทุนหลยคนเริ่มมองหาโอกาสใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ หรือ การลงทุนตามธีมต่างๆ กันมากขึ้นนั่นเอง

ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจในตอนนี้ มีเพียงไม่กี่อย่างครับ ได้แก่

1. ปัญหาสินค้าขาดแคลน

คือ คนมีเงินที่จะซื้อแต่กลับไม่มีสินค้าที่ต้องการ จากปัจจัยการหยุดชะงักของภาคการผลิตทำให้สินค้าไม่เพียงพอ หรือแม้มีสินค้า ก็อาจเกิดปัญหาความล่าช้าในการขนส่ง ทำให้ราคาของสินค้าที่มีอยู่ราคาสูงขึ้นจนนำไปสู่เงินเฟ้อ ที่คาดว่าอาจจะเป็นปัญหาที่ลากยาวนานไปถึงปีหน้าได้

2. ปัญหานโยบายของธนาคารกลาง

จากที่เคยพิมพ์เงินจนมีสภาพคล่องสูงๆ ตอนนี้สภาพคล่องอาจจะเริ่มลดลงแล้วครับ เพราะธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ด้วยการพิมพ์เงินและซื้อพันธบัตรน้อยลง แล้วเตรียมขึ้นดอกเบี้ยนั่นเอง

จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้นักลงทุนหลายคนมองหาการลงทุนที่สามารถกระจายความเสี่ยงได้ ไปพร้อมๆ กับโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดี วันนี้ aomMONEY ขอพาไปรู้จักกับ “กองทุน KTAM World Equity RMF (KT-WEQ RMF)” จาก บลจ.กรุงไทย ที่เน้นลงทุนในหุ้นทั่วโลก แถมได้สิทธิลดหย่อนภาษีอีกด้วย จะมีความน่าสนใจยังไง? เราไปทำความรู้จักกันเลยครับ

กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ อิควิตี้ เพื่อการเลี้ยงชีพ KTAM World Equity RMF (KT-WEQ RMF)

เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน AB Low Volatility Portfolio (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม ซึ่งกองทุนหลักมีวัตถุประสงคในการลงทุนในระยะยาว โดยการลงทนในตราสารทุน ที่มีปัจจัยพื้นฐาน มีความผันผวนตํ่า และมีความเสี่ยงในการปรับตัวลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตในระดับที่ตํ่า ผู้จัดการกองทุนจะทําการคัดเลือกหลักทรัพย์จากการจําลองพอร์ตการลงทุน เพื่อพิจารณาค่าความเสี่ยงและผลตอบแทนจากการลงทุนควบคู่ไปกับประสบการณ์การลงทุนในการบริหารจัดการการลงทุนเพื่อให้ได้พอร์ตการลงทุนที่มีความผันผวนที่ตํ่าควบคู่ไปกับคุณภาพหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดีในการลงทุน ซึ่งกองทุนจะเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ขอบริษัทที่อยู่ในประเทศพัฒนาแล้วเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม กองทุนไม่ได้จำกัดการลงทุนในประเทศใดประเทศหนงึ่ ซึ่งรวมถึงกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ด้วย

โดยแนวคิดการกระจายพอร์ตไปยังหุ้นทั่วโลก นับเป็นอีกทางเลือกที่ดูมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีมากกว่าสินทรัพย์อื่น เนื่องจากมีแนวโน้มการเติบโตตามเศรษฐกิจไปในทิศทางที่ดีทำให้หุ้นสามารถทำราคาได้สูงขึ้น

Low Volatility เลยเป็นแนวคิดสำคัญที่ทาง AB หรือ AllianceBernstein ได้ให้นิยามสั้นๆ ไว้ว่า เปรียบเสมือนการที่เรานั่งรถ คือเราอาจจะนั่งจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้หลายวิธี เพราะไม่ว่าจะขับด้วยความเร็วเท่าไหร่ หรือเลือกใช้เส้นทางไหน ยังไงเราก็ถึงจุดหมายเหมือนกัน แต่เส้นทางการลงทุนผ่านกองทุน KT-WEQ RMF อาจเรียกได้ว่า The Smoother Ride หรือ การขับขี่ที่เรียบง่ายและลื่นไหลมากกว่า เพราะแสดงถึงการที่กองทุนจะมีความผันผวนที่ถูกออกแบบมาให้ต่ำกว่าดัชนีนั่นเองครับ

โดยกองทุนหลัก AB Low Volatility Portfolio จะเลือกหุ้นกลุ่ม Defensive Stock ที่เน้นลงทุนใน 3 กลุ่ม ดังต่อไปนี้ครับ

1. หุ้นกลุ่ม Utilities หรือ สาธารณูปโภค

เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นยังไง คนก็ต้องใช้น้ำ ใช้ไฟ ใช้สาธารณูปโภคในการดำเนินชีวิต

2. หุ้นกลุ่ม Healthcare

โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว สวัสดิการด้านสุขภาพส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของภาครัฐ คนจะไม่ได้จ่ายเองทั้งหมด ดังนั้นไม่ว่าเศรษฐกิจจะไปในทิศทางไหน ความต้องการด้านสวัสดิการเหล่านี้ก็ยังคงต้องมีอยู่อย่างต่อเนื่องนั่นเอง

3. หุ้นกลุ่ม Consumer Staples

หรือ สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นพวกสินค้าอุปโภคบริโภคที่ผู้คนยังต้องจับจ่ายใช้งานตลอด

ดังนั้น 3 กลุ่มนี้ จึงเป็นกลุ่ม Defensive Stock ที่กองทุนเน้นลงทุน เพราะส่วนใหญ่คือของจำเป็นที่ยังไงก็ต้องซื้อ มีความต้องการในปริมาณสูง แล้วมักจะปรับราคาขึ้นตามเงินเฟ้อ ทำให้กลุ่ม Defensive Stock กลายเป็นแหล่งที่นักลงทุนเข้าไปลงทุน ผู้จัดการกองทุนเลยเน้นลงทุน และเน้นเรื่องความมั่นคงของธุรกิจที่มีความได้เปรียบด้วย

กองทุนจะเน้นเลือกหุ้นที่มีปรัชญาการลงทุนอยู่ 3 อย่าง

จะเลือกจากปัจจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ภายใต้แนวคิดของ QSP : Quality Stability Price หรือ มีคุณภาพ มีเสถียรภาพ ในราคาจับต้องได้ ซึ่งเป็นปรัชญาการลงทุนที่สำคัญของกองทุนเลยครับ เพราะคิดว่าน่าจะตอบโจทย์นักลงทุน ในเวลาที่หุ้นแพงแต่ก็ยังอยากซื้อ

1. คุณภาพสูง (Quality)

จะต้องมีผลการดำเนินงานที่ไม่ได้แกว่งตามภาวะเศรษฐกิจมากนัก และมีอัตรากำไรที่ค่อนข้างสูงพอสมควร แล้วกองทุนจะเลือกหุ้นโดยการใช้กระแสเงินสดที่ทำได้ เพราะถ้าดูจากผลการดำเนินงาน หรือกำไร อาจจะมีความชัดเจนที่น้อยกว่ากระแสเงินสด ที่ไม่สามารถตกแต่งได้

2. เสถียรภาพสูง (Stability)

คือ รูปแบบของกำไรที่ค่อนข้างคาดหวังได้ เมื่อเศรษฐกิจเป็นขาขึ้นก็อาจจะไม่ได้หวือหวามากนัก แต่เวลาที่เศรษฐกิจเป็นขาลง บริษัทจะสร้างผลการดำเนินงานที่ยังดีอยู่ ถึงแม้อาจจะไม่ได้ดีเท่าขาขึ้น แต่ถือว่ายังดีกว่าบริษัทที่ขึ้น-ลงตามภาวะเศรษฐกิจ

3. ราคาที่จับต้องได้ (Price)

ปกติของดีและของแพงมักจะอยู่ด้วยกัน แต่ทางกองทุนจะหลีกเลี่ยงการลงทุนที่มีความนิยมมากๆ เพราะการลงทุนที่มีนักลงทุนนิยมและหันมาลงทุนเยอะเกินไป ราคาอาจจะถูกตีกลับได้นั่นเอง

ผลตอบแทนของกองทุน KT-WEQ RMF เป็นยังไง?

ผลตอบแทนของกองทุน KT-WEQ RMF ถือว่าค่อนข้างสม่ำเสมอครับ แถมอัตราส่วนของส่วนที่ขาดทุนสะสมต่อเงินทุน (Drawdown) ก็ไม่ได้สูงด้วย และถ้าเพื่อนๆ ลองดูผลตอบแทนย้อนหลังประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าเฉลี่ยต่อปีอย่างต่ำ ปีละ 11.38% (ข้อมูล ณ 29 ตุลาคม 2564)

ซึ่งถ้าเพื่อนๆ คนไหนกำลังมองหาการลงทุนที่สามารถสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว สินทรัพย์ประเภทหุ้นทั่วโลก ที่มีการกระจายความเสี่ยง อย่างกองทุน KT-WEQ RMF ก็น่าจะตอบโจทย์

กองทุน KT-WEQ RMF เหมาะกับใคร?

1. นักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนได้

2. นักลงทุนที่สามารถรับความผันผวนของราคาหุ้นที่กองทุนไปลงทุน ซึ่งอาจจะปรับตัวสูงขึ้นหรือลดลงจนต่ำกว่ามูลค่าที่ลงทุน และทำให้ขาดทุนได้

3. นักลงทุนที่สามารถลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไป

4. เนื่องจากเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ผู้ลงทุนจะต้องลงทุนต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และจะไถ่ถอนได้ต่อเมื่ออายุ 55 ปีบริบูรณ์ เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี

5. นักลงทุนที่ต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หากปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากลงทุนใน กองทุน KT-WEQ RMF ตอนนี้ทาง บลจ.กรุงไทย ก็มีโปรโมชั่นพิเศษ ใครที่ถือบัตรเครดิต KTC สามารถซื้อกองทุน KTAM SSF/RMF ทุกกองทุนได้ทันที หรือจะใช้คะแนน KTC FOREVER ทุก 1,000 คะแนน แทนเงินลงทุน 100 บาทก็ได้เหมือนกันครับ

* ทั้งนี้ เงื่อนไขการรับชำระด้วยบัตรเครดิต เป็นไปตามที่ บลจ.กรุงไทยและบัตรเครดิต KTC กำหนด

และเพื่อนๆ ยังสามารถไปลงทุนทางออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชัน KTAM SMART TRADE ได้ง่าย สะดวก ปลอดภัย สามารถดาวน์โหลดได้ทันทีผ่านทุกระบบระบบปฏิบัติการ

iOS : https://apps.apple.com/us/app/ktam-smart-trade-mutual-fund/id1575360749

Android : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.nilecon.ktam&hl=th&gl=US

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและขอหนังสือชี้ชวนได้ที่ www.ktam.co.th

หรือ บลจ. กรุงไทย โทร. 0-2686-6100 กด 9 ในเวลาทำการ ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ และผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี)

***คำเตือน***

1. การลงทุนในหน่วยลงทุนไม่ใช่การฝากเงิน รวมทั้งไม่ได้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของสถาบันเงินฝาก จึงมีความเสี่ยงจากการลงทุนที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินคืนเต็มจำนวน

2. ผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ อิควิตี้ เพื่อการเลี้ยงชีพ จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน ดังนั้น ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนก่อนการลงทุน

3. กองทุนอาจพิจารณาลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่มีตัวแปรเป็นอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยง โดนขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

4. กองทุนหลักอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์หรือผลตอบแทน จึงมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนรวมอื่น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนสูงและสามารถรับความเสี่ยงได้สูงกว่าผู้ลงทุนทั่วไป

5. เนื่องจากกองทุนลงทุนในหน่วยลงทุนของต่างประเทศ ที่ลงทุนในตราสารทั่วโลก กองทุนจึงมีความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศ เช่น การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง ตลาดเงิน อัตราดอกเบี้ย และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายภาษีอากร เป็นต้น

6.  ผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

7. ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุน RMF และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน อนึ่ง ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุนที่กรมสรรพากรกำหนด และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฏากร

8. กองทุนมีปัจจัยความเสี่ยงที่สำคญ : ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุน และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ในกรณีที่กองทุนไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือจะได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

บทความนี้เป็น Advertorial

มองหากองทุนสิทธิลดหย่อนภาษีอยู่ใช่ไหม? 10 กองทุนเด่น ลดหย่อนภาษี SSF และ RMF จาก KTAM

ก่อนที่เราจะถามว่า SSF หรือ RMF กองทุนไหนดี กองไหนเด่นเหมาะสำหรับสิทธิลดหย่อนภาษี ผมคิดว่าคนที่ต้องการลดหย่อนภาษีด้วย SSF และ RMF มีอยู่ 3 เรื่องสำคัญที่ต้องรู้เพื่อให้การวางแผนลดหย่อนภาษีของเรามีประโยชน์ที่สุดครับ นั่นคือ

ข้อแรก เข้าใจเงื่อนไขในการวางแผนลดหย่อนภาษีที่ถูกต้อง

  • กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) สำหรับกองทุนนี้สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริงและสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท โดยกำหนดเงื่อนไขในการ
    • ไม่จำเป็นต้องซื้อติดต่อกันทุกปี
    • ต้องถือหน่วยลงทุนหลังจากซื้อไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี (เต็มปี)
  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) สำหรับกองทุนนี้สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริงและสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท โดยกำหนดเงื่อนไขดังนี้
  • ต้องซื้อติดต่อกันทุกปี (แต่ถ้าผิดเงื่อนไขสามารถผิดได้ 1 ปี)
  • ต้องถือหน่วยลงทุนหลังจากซื้อไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับจากวันซื้อครั้งแรก) และอายุครบ 55 ปี

โดยยอดรวมของ กองทุนรวม SSF + กองทุนรวม RMF + กบข./กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน + กองทุนการออมแห่งชาติ + ประกันชีวิตแบบบำนาญ และ เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทด้วยครับ

ข้อสอง จำนวนเงินที่เราสามารถลงทุนได้

หากพิจารณาเงื่อนไขในการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี พบว่าเราสามารถลงทุนได้สูงสุดถึง 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ในความเป็นจริงแล้ว แต่ละคนอาจจะมีภาระและความสามารถในการลงทุนต่างกัน ดังนั้นเราควรบริหารจัดการกระแสเงินสดให้ดีและเหมาะสมกับการวางแผนลดหย่อนภาษีของเรา เพราะถ้าหากไม่สามารถถือหน่วยลงทุนไว้ตามที่ครบกำหนดได้ อาจจะมีเรื่องของการคืนภาษีที่ลดหย่อนไว้ และ เงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) รวมถึงกำไรจากการขายที่ต้องนำมาเสียภาษีอีกด้วยครับ

ข้อสาม เลือกกองทุนให้เหมาะสมกับเป้าหมาย

ประเด็นสุดท้ายเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้การวางแผนลดหย่อนภาษี เพราะถ้าหากเราสามารถหากองทุนที่ตรงกับเป้าหมายที่ต้องการ และได้รับผลตอบแทนที่ดีด้วย น่าจะเป็นเรื่องที่ดีใช่ไหมครับ เพราะว่ามันทำให้เงินที่เราลงทุนไปเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น ซึ่งบางคนอาจจะลืมนึกถึงประเด็นนี้ไปครับ

ทีนี้กลับมาที่คำถามว่า แล้วเราควรเลือกกองทุนไหนดี? ตรงนี้อยากให้คิดต่อว่า สำหรับคนที่เลือกซื้อ SSF ลองมองเป้าหมายว่าตัวเองต้องการผลตอบแทนแค่ไหน และลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้มากเท่าไร ในขณะที่คนที่เลือก RMF อาจจะต้องมองระยะเวลาที่เหลืออยู่จากวันนี้ไปถึงวันที่เกษียณ ว่าเรายังเหลือเวลานานและลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงได้ไหมเช่นเดียวกัน

แต่ถ้ายังคิดอะไรไม่ออก หรืออยากดูรายชื่อกองทุนที่น่าสนใจประกอบการพิจารณา ทาง KTAM เขามีกองทุนที่น่าสนใจหลากหลายแนวมาให้ดูกันครับ เผื่อจะช่วยในการตัดสินใจง่ายขึ้น ดังนี้ครับ

สำหรับคนที่ต้องการลงทุนใน SSF โดยมีเป้าหมายอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ว่ารับความเสี่ยงได้แตกต่างกัน ลองดู  3 กองทุน SSF น่าสนใจ ลงทุนในสินทรัพย์และสัดส่วนที่แตกต่างกันที่ตารางด้านล่างนี้ครับ

ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ : ทั้ง 3 กองทุนดังกล่าวมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุน / KT-PIF-SSF มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ KT-PIF-SSF มีนโนบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ในกรณีที่กองทุนไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือจะได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

สำหรับคนที่ต้องการลงทุนใน RMF แต่อยากได้กองทุนที่มีผลตอบแทนสม่ำเสมอต่อเนื่อง แนะนำลองดู 3 กองทุน RMF ผลตอบแทนดี 5 ปีตามตารางด้านล่างนี้ครับ

ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ : ทั้ง 3 กองทุนดังกล่าวมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุน และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ ทั้ง 3 กองทุนมีนโนบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ในกรณีที่กองทุนไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือจะได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้/ เฉพาะ KT-HEALTHC RMF มีความเสี่ยงจากความผันผวนของมูลค่าหน่วยลงทุน

ส่วนคนที่ต้องการลงทุนใน RMF หุ้นไทยที่ผลตอบแทนมาแรงตั้งแต่ต้นปี ลองดูกองทุนในกลุ่มนี้ได้เช่นเดียวกันครับ

ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ : ทั้ง 4 กองทุนดังกล่าวมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุน

จากรายชื่อกองทุนที่ว่ามานี้ นักลงทุนอย่างเราสามารถจะเลือกผสมสัดส่วนได้ตามที่ชอบได้ เช่น นาย ก อยากได้กองทุนลงทุนในหุ้นทั่วโลก (KT-WEQ RMF) ควบคู่กับหุ้นไทยที่มีธรรมาภิบาลดีอย่าง KT-ESG RMF ก็ได้ เพื่อให้ผลตอบแทนได้กระจายความเสี่ยงไปในตลาดโลกและตลาดหุ้นไทย หรือถ้าอยากได้ SSF ก็อาจจะเพิ่มฝั่งของ  KT-PIF-SSF  ที่เน้นลงทุนในอสังหาเข้าไปด้วยก็ได้ (ตรงนี้คือตัวอย่างการตัดสินใจนะครับ ไม่ใช่การชี้นำให้เลือกตาม ฮ่าๆ)

และท้ายที่สุด ก็ต้องบอกกันตรง ๆ ว่า กองทุนลดหย่อนภาษีที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต่อให้คนอื่นว่ากองทุนไหนดีแค่ไหน สิ่งที่เราต้องใส่ใจคือเป้าหมายการลงทุน และการจัดการภาษีของเราครับ

ถ้าใครสนใจกองทุนทั้งหมดนี้ หรือ กองทุนอื่น ๆ ของทาง KTAM สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.กรุงไทย www.ktam.co.th หรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ผู้สนับสนุนการขาย หรือ บลจ.กรุงไทย โทร 02 686 6100 กด 9

รายละเอียดเพิ่มเติม :

SSF เป็นกองทุนที่ส่งเสริมการออมระยะยาวและ RMF เป็นกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ

สิ่งสำคัญที่นักลงทุนทุกท่านต้องทำความเข้าใจเป็นอย่างแรกเลย ก็คือ

  • ความเข้าใจในลักษณะสินค้า
  • เงื่อนไขผลตอบแทน
  • ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีรวมถึงการบริการ ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจลงทุน

หมายเหตุ :

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม/กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ หากลงทุนไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด อาจจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเสียเงินเพิ่ม

ส่วนนักลงทุนท่านไหนที่สนใจ เค้ามีให้ชำระผ่านบัตรเครดิต KTC หรือใช้คะแนน KTC FOREVER ทุกๆ 1,000 คะแนน แทนเงินลงทุน 100 บาท ได้ด้วยนะ โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่ บลจ. กรุงไทยและบัตรเครดิต KTC กำหนด และยังสามารถลงทุนออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น KTAM Smart Trade ง่าย สะดวก ปลอดภัย อีกด้วย

ดาวน์โหลดเลยวันนี้ :

iOS: https://bit.ly/KTAMST

Android: https://bit.ly/KTST

บทความนี้เป็น Advertorial

เลือก SSF แบบง่ายครบ จัดพอร์ตจบตามที่ต้องการ

ปลายปี 2564 แบบนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงหนึ่งในทางเลือกลดหย่อนภาษียอดฮิตอย่าง กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ที่เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนในระยะ 10 ปีข้างหน้า ตามวัตถุประสงค์ทางการเงินที่วางแผนไว้ และได้ส่วนลดภาษีกลับมาเป็นของแถมใช่ไหมล่ะครับ

แต่ปัญหาที่ตามมา ก็คือ แล้วเราจะเลือกกองทุนไหนดี เพราะมีหลายกองทุนให้เลือกมากมาย ถ้าหาอ่านตามแนวทางของหลาย ๆ คน ก็จะมีทั้งแนะนำให้จัดพอร์ตตามแนวทางต่าง ๆ  วางแผนลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงต่าง ๆ อย่างเหมาะสม

ผลตอบแทนก็สำคัญ สินทรัพย์ลงทุนก็ต้องดู พอร์ตการลงทุนก็ต้องมี ไป ๆ มา ๆ ก็เริ่มจะงงว่าควรต้องจัดการอย่างไร จัดพอร์ตไปแล้วจะถูกต้องไหม ต้องปรับปรุงอย่างไรถ้าไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ สุดท้ายเลยไม่รู้จะตัดสินใจแบบไหนดีถึงจะเหมาะสมกับเรากันแน่ ทำให้ใครหลายคนบ่นว่า “เฮ้อ รู้งี้ไม่เลือกกองนี้ดีกว่า แต่ว่าจะเปลี่ยนก็ไม่ทันแล้ว”

ถ้าจะให้แนะนำว่าควรทำอย่างไร ผมมองว่าเราต้องรู้จักอยู่ 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ เป้าหมายของตัวเอง และ ระดับความเสี่ยงที่เรารับได้

  • เป้าหมายของตัวเอง หมายถึง เป้าหมายการเงินที่เรามี ซึ่งแต่ละคนมีเป้าหมายแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น เกษียณ ซื้อบ้านใหม่ รถคันแรก เที่ยวรอบโลก ดูแลคนในครอบครัว เงินเริ่มต้นธุรกิจ โดยสิ่งที่เราต้องทำคือ ลิสต์ออกมาแล้วพิจารณาต่อว่า เป้าหมายไหน สามารถใช้กองทุน SSF ช่วยได้บ้างในอีก 10 ปีข้างหน้า
  • ระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ หมายถึง ระดับความเสี่ยงในการลงทุนที่เราเลือก เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งสัมพันธ์กับโอกาสรับผลตอบแทนที่เราต้องการ และ การยอมรับความเสี่ยงที่แตกต่างกันไปนั่นเอง

มาถึงตรงนี้ หลายคนก็คงจะนึกภาพออกใช่ไหมครับ แต่มันก็ยังติดปัญหาตรงที่ ไม่รู้ว่ากองทุนที่เราเลือกนั้น มันจะถูกต้องตามที่คิดหรือเปล่า ttb จึงมีโซลูชันการลงทุนแบบสำเร็จรูปที่ชื่อว่า ttb smart port SSF ช่วยให้ทุกคนสามารถวางแผนลดหย่อนภาษีง่าย ๆ ตามสไตล์ที่เราต้องการ แถมยังคาดหวังผลตอบแทนที่ดีได้อีกด้วย เพราะมีมืออาชีพมาจัดการให้ทั้งหมด ไม่ว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหนทั้งในและต่างประเทศก็ได้หมด รวมถึงปรับพอร์ตให้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเหมาะกับคนที่รู้เป้าหมาย และความเสี่ยงของตัวเอง แต่อยากให้มีคนช่วยเลือกสินทรัพย์ที่ดีและจัดพอร์ตให้นั่นเองครับ

โดยในปัจจุบัน ttb smart port SSF มีให้เลือกถึง 5 รูปแบบตามระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนแต่ละคนต้องการ ซึ่งจะเน้นนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทที่แตกต่างกันไปตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ เริ่มตั้งแต่เสี่ยงน้อยไปจนถึงเสี่ยงมาก ตอบโจทย์ความต้องการผลตอบแทนของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม

5 รูปแบบกองทุน ที่คัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ความเสี่ยงที่ต่างกัน

ttb smart port 1 preserver SSF (tsp1-perserver-SSF)

ระดับความเสี่ยงผู้ลงทุน : 2  

ระดับความเสี่ยงกองทุน : 4 (ปานกลางค่อนข้างต่ำ)

นโยบายการลงทุน : เน้นลงทุนในตราสารหนี้ไม่ต่ำกว่า 80% ของ NAV

ttb smart port 2 nurturer SSF (tsp2-nurturer-SSF)

ระดับความเสี่ยงผู้ลงทุน : 3

ระดับความเสี่ยงกองทุน : 5 (ปานกลางค่อนข้างสูง)

นโยบายการลงทุน : ลงทุนในตราสารทุนไม่เกิน 40% ของ NAV

ttb smart port 3 balancer SSF (tsp3-balancer-SSF)

ระดับความเสี่ยงผู้ลงทุน : 3  

ระดับความเสี่ยงกองทุน : 5 (ปานกลางค่อนข้างสูง)

นโยบายการลงทุน : ลงทุนในตราสารทุนไม่เกิน 80% ของ NAV

ttb smart port 4 explorer SSF (tsp4-explorer-SSF)

ระดับความเสี่ยงผู้ลงทุน : 3  

ระดับความเสี่ยงกองทุน : 5 (ปานกลางค่อนข้างสูง)

นโยบายการลงทุน : ลงทุนในตราสารทุน 0 – 100% ของ NAV

ttb smart port 5 go-getter SSF (tsp5-gogetter-SSF)

ระดับความเสี่ยงผู้ลงทุน :

ระดับความเสี่ยงกองทุน : 6 (สูง)

นโยบายการลงทุน : ลงทุนในตราสารทุนไม่ต่ำกว่า 80% ของ NAV

โดยกองทุน ttb smart port SSF จะนำเงินลงทุนไปลงทุนในกองทุนหลัก คือ ttb smart port แบบปกติ 95-100% โดยกองทุนหลักที่ว่านี้มีการบริหารงานร่วมกันระหว่าง Amundi บริษัทจัดการกองทุนที่มีขนาดใหญ่ในยุโรป และ Thanachart Fund Eastspring ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน

มาถึงตรงนี้แล้ว ดูน่าสนใจสำหรับมือใหม่ใช่ไหมครับ เพราะสามารถลดหย่อนภาษีได้ตามที่คิด แถมมีโอกาสรับผลตอบแทนตามระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ ซึ่งตอนนี้ทาง ttb smart port SSF เค้ามีโปรโมชันมาฝากกันถึง 2 ต่อครับ

ต่อที่ 1 เพียงลงทุนในกองทุน SSF/RMF ทุก ๆ 50,000 บาท รับเงินลงทุนเพิ่มในกองทุน Money Market จำนวน 100 บาท (ตามบลจ.ที่ลงทุน) โดยสามารถชำระด้วยบัตรเครดิต ttb เพื่อซื้อกองทุน SSF/RMF ได้ทุกกอง ตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. 64 – 30 ธ.ค. 64

ต่อที่ 2 พิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต ttb ให้คะแนนสะสมของคุณ ต่อยอดความมั่งคั่งผ่านการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าใคร เพียงใช้คะแนนสะสม ttb rewards plus แลกรับเครดิตเงินคืนเมื่อซื้อกองทุนรวมกับ ttb

– บัตรเครดิต ttb reserve infinite และ ttb reserve signature

แลกคะแนน 10,000 คะแนน รับเครดิตเงินคืนเข้าบัญชีบัตรเครดิต 1,200 บาท

– บัตรเครดิต ttb absolute และบัตรเครดิต ttb so fast

แลกคะแนน 7,500 คะแนน รับเครดิตเงินคืนเข้าบัญชีบัตรเครดิต 600 บาท

สามารถขอรายละเอียดและแลกคะแนนสะสมผ่าน ttb reserve line 02-010-1428 สำหรับผู้ถือบัตรเครดิต ttb reserve และ ttb investment line โทร. 1428 กด #4 สำหรับผู้ถือบัตรเครดิต ttb ประเภทอื่น ๆ ที่มีคะแนนสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 64 – 30 ธ.ค. 64

หมายเหตุ : เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด ดูรายละเอียดโปรโมชันทั้ง 2 ต่อเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ttbbank.com/kol/taxsaving-2021

ถ้าหากใครสนใจซื้อกองทุน ttb smart port SSF เพื่อลดหย่อนภาษี สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

  • ทดลองวางแผนการลงทุน ที่ www.ttbbank.com/tsp
  • ลงทุนได้ด้วยตัวเอง ผ่านแอป ttb touch
  • ปรึกษาเรื่องการลงทุน ที่ ttb investment line โทร. 1428 กด #4 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 9:00 – 17:30 น. (ยกเว้นวันหยุดธนาคาร)
  • ขอรับหนังสือชี้ชวน และลงทุน ที่ ทีทีบี ทุกสาขา

หมายเหตุ :

• ข้อมูล บทความ บทวิเคราะห์และการคาดหมาย รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ ทำขึ้นบนพื้นฐานของแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุด ที่ได้รับมาและพิจารณาแล้วเห็นว่าน่าเชื่อถือ แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความถูกต้องความสมบูรณ์แท้จริงของข้อมูลดังกล่าว

ความเห็นที่แสดงไว้ในรายงานฉบับนี้ได้มาจากการพิจารณาโดยเหมาะสมและรอบคอบแล้ว และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด

รายงานฉบับนี้ไม่ถือว่าเป็นคำเสนอหรือคำชี้ชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์และจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเท่านั้น

ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือเป็นผลจากการใช้เนื้อหาหรือรายงานฉบับนี้ การนำไปซึ่งข้อมูล บทความ บทวิเคราะห์ และการคาดหมาย ทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ เป็นการนำไปใช้โดยผู้ใช้ยอมรับความเสี่ยงและเป็นดุลยพินิจของผู้ใช้แต่เพียงผู้เดียว

คำเตือน :

• ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยง รวมทั้งศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุน SSF และ RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน

• ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวน โดยเฉพาะนโยบายการลงทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

• ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องมิได้เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

• กองทุนรวมที่มีการลงทุนในต่างประเทศ และไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

• ผู้ลงทุนสามารถรับหนังสือชี้ชวน และลงทุนได้ที่ ทีทีบี ทุกสาขา

บทความนี้เป็น Advertorial

แอปดี กองทุนเด่น เน้นโอกาสเติบโต ต้องใช้ KTAM Smart Trade

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน พับกบ เอ้ย พบกับ !! ผม”หมอนัท”ประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้ครับ

เราพบกันแต่ละครั้งก็คงหนีไม่พ้น

เอาเรื่องราวดี ๆ ที่น่าสนใจในการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่จะมาเล่าให้ทุกท่านฟังแน่ ๆ ครับ

ช่วงเวลาแบบนี้ ในช่วงที่การลงทุนนั้นมีความผันผวนสูงมาก จากสถานการณ์ต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น COVID-19 ที่มีการกลายพันธุ์ทำให้เกิดการระบาดครั้งแล้ว ครั้งเล่า ในหลายประเทศ ถึงแม้ว่าจะมีการฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม

รวมไปถึงสถานการณ์การเข้ามาควบคุมดูแลป้องกันการผูกขาดระบบของ Paltform ต่าง ๆ ในประเทศจีน ของ 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง Tencent และ Alibaba รวมถึงเรื่องของการควบคุม Platform ระบบการกวดวิชา การศึกษา นอกจากนี้ยังไปถึงเรื่องของ Platform ด้านอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย

ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวไปคนละทิศ คนละทาง จากที่ก่อนหน้านี้หากใครลงทุนทั้งในสหรัฐ ฯ และ จีน ก็ต่างได้รับผลตอบแทนที่ดี ในส่วนของหุ้น หรือ กองทุนกลุ่มอุตสาหกรรมด้าน IT และ Healthcare เองก็ยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องอยู่ก็ตาม แต่ก็มีความผันผวนสูงมากระหว่างการลงทุน

เห็นไหมครับว่าการลงทุนเองก็มีความผันผวน แถมมีโอกาสขาดทุนได้ง่ายในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต หรือ หลังวิกฤตไปแล้ว เพราะว่าภาพของการลงทุนในระยะนี้ก็ยังไม่ชัดเจนสักเท่าไหร่ 

หลาย ๆ คนก็อาจจะเน้นการลงทุนระยะยาว ซึ่งถ้าหากใครเป็นคนกลุ่มนี้ผมก็พอเบาใจได้หน่อย แต่ผมเชื่อว่าหากตลาดหุ้นผันผวนในระยะสั้น หรือกลางผันผวนมาก ๆ ไปเรื่อย ๆ แบบนี้ก็ยากที่จะทำใจให้ลงทุนระยะยาวได้อย่างสบายใจครับ

ดังนั้นถ้าหากถามผมว่าเทคนิคในการลงทุนในช่วงเวลาแบบนี้คืออะไร ? ผมก็จะตอบว่า

“ให้มองระยะยาวให้มากขึ้น และ จัดพอร์ตให้มีสินทรัพย์ที่หลากหลายเพื่อคลายความกังวลระยะสั้น”

เพราะว่าการจัดพอร์ตจะช่วยให้ความผันผวนในการลงทุนของเรานั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัดแม้ว่าจะลงทุนผ่านช่วงเวลาวิกฤตก็ตามครับ

จะเห็นว่าการจัดพอร์ตที่ดี เมื่อผ่านวิกฤตก็จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าการไม่จัดพอร์ต และถึงแม้ว่าหลังวิกฤตผลตอบแทนอาจจะสูงสู้การลงทุนในหุ้นล้วน ๆ ไม่ได้ แต่ช่วยลดอาการตกใจ ซึ่งบางคนก็อาจจะทำการขายสินทรัพย์ออกมาก่อน ซึ่งก็จะมีโอกาสทำให้พลาดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาวไปนั่นเองครับ

และทั้งนี้เราไม่มีทางทราบเลยว่า สินทรัพย์ไหนจะเติบโตต่อ หรือจะแย่ลงกว่าเดิม ดังนั้นการลงทุนด้วยวิธีการจัดพอร์ต และกระจายไปหลาย ๆ สินทรัพย์น่าจะเป็นคำตอบที่ดีในช่วงเวลาแบบนี้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ

เมื่อเราทราบแล้วว่า การลงทุนในช่วงนี้ต้องการความหลากหลายของสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นทั้งใน และ ต่างประเทศ สินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ รวมไปถึงสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี เช่น การลงทุนใน Theme ที่กำลังเติบโตได้ เช่น กลุ่มเทคโนโลยี สุขภาพ โลจิสติกส์ หรือจะเป็นกลุ่มที่กำลังจะได้รายได้กลับเข้ามาภายหลังการระบาดของ COVID-19 เช่น กลุ่มท่องเที่ยว หรือ Enterainment ก็มีความน่าสนใจ

ซึ่งถ้าเรามีสินทรัพย์เหล่านี้อยู่ในพอร์ตแบบครบ ๆ ก็จะช่วยสร้างผลตอบแทน และ มีการกระจายความเสี่ยงไปพร้อม ๆ กันครับ

คราวนี้ปัญหาคือ เราจะหาสินทรัพย์ที่มีความหลากหลายได้อย่างไร ถ้าหากเป็นสมัยก่อนผมคิดว่าใช่ครับ แต่สมัยนี้ที่ระบบการซื้อขายกองทุนเปลี่ยนไปอย่างมาก เราสามารถที่จะเริ่มต้นลงทุนผ่านกองทุนรวมที่หลากหลาย และได้กองทุนที่ดี + ที่ถูกใจได้ไม่ยากครับ

ถ้าหากพูดถึงเรื่องการเปิดบัญชีแล้วละก็ ในอดตีเราต้องไปเดินเปิดบัญชีตามธนาคารเอง อยากได้กองทุนต่าง บลจ. กัน ก็ต้องเดินทางไปหลาย ๆ ธนาคารสักหน่อยครับ แถมตอนเลือกกองทุนแต่ละที่ ก็ต้องใช้เวลากว่าจะเปิดบัญชี กว่าจะเลือกกองทุนที่เหมาะกับเรา วางแผนว่าจะลงทุนเท่าไหร่ดี เอาเป็นว่าหมดเวลาไปหลายชั่วโมงเลยครับ แถมยังจะเสี่ยงเรื่องของสุขภาพด้วย จากที่ต้องไปต่อคิว และเสียอารมณ์เนื่องจากคนข้างหน้าใช้เวลาทำธุรกรรมนานกว่าปกติ

ดังนั้นในยุคนี้ ในยุคที่การลงทุนผ่านกองทุนรวมเองก็สามารถที่จะทำผ่านออนไลน์ หรือผ่าน Application บนมือถือได้อย่างสะดวก จึงมีความน่าสนใจ และมีความสำคัญมากขึ้น และ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันดีกว่าการที่เราต้องเดินไปเปิดบัญชีเพื่อลงทุนด้วยตัวเองครับ 

ยิ่งไปกว่านั้นด้วยตัวเลือกกองทุนที่มากมาย หากเราต้องมานั่งดูทีละกองทุนว่ากองทุนไหนดี ดูข้อมูลสรุปการลงทุนของเราว่าได้กำไร หรือว่าขาดทุนอยู่เท่าไหร่ หรือแม้แต่การซื้อกองทุนในช่วงที่น่าลงทุน หรือหาจังหวะในการขายกองทุนก็มีความสำคัญไม่แพ้กันกับการเปิดบัญชี

ถ้าหากเราไม่มี App ก็อาจจะเสียเวลาเป็นวัน ๆ ในการทำธุรกรรมเหล่านี้ครับ ซึ่งการอ่านข้อมูล และการทำธุรกรรมใน App นั้น ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัยเลยคร้าบ

คราวนี้ครับ ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Appplication การลงทุนผ่านกองทุนรวมอีก App นึง ซึ่งผมต้องบอกว่า การลงทุนผ่านกองทุนรวมในยุคสมัยนี้ได้กลายเป็นเรื่องง่ายมาก ๆ และที่สำคัญมีโอกาสที่จะได้ลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และ เป็นสินทรัพย์ที่เติบโตได้จากทั่วโลกครับ

เรามารู้จักพระเอกของเราในครังนี้กันครับ นั่นก็คือ  KTAM Smart Trade Application ซื้อกองทุนได้หลากหลาย ไม่ติดกรอบ ไปถึงเป้าหมายได้ดั่งใจ

ซึ่ง Application นี้ค่อนข้างจะสะดวกมากครับ เพราะว่ารองรับทั้งระบบปฏิบัติการ iOS, Android หรือจะใช้ผ่านเวปไซต์ก็ได้เช่นกันครับ

นอกจากนี้ก็ยังซื้อขายกองทุนได้อย่างง่าย ๆ กดไม่กี่ครั้งก็ได้กองทุนตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนต่างประเทศ หรือ กองทุนสินทรัพย์ทางเลือก รวมถึงกองทุนหุ้นไทยก็ไม่พลาดโอกาสในการลงทุนครับ ที่สำคัญคือมีการติดตามพอร์ตการลงทุน เพื่อให้เราตัดสินใจได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลา

แน่นอนว่าระบบได้ทำการคัดเลือกกองทุนชั้นนำ หลากหลายสินทรัพย์จากทั่วโลก เพื่อให้ตอบโจทย์ทุกเป้าหมายกาลงทุน จะสร้างพอร์ตเสี่ยงสูง เสี่ยงกลาง หรือเสี่ยงต่ำก็ทำได้ไม่ยากแล้วครับ

โดยสรุปง่าย ๆ ครับ ว่าแค่เปิด App ขึ้นมาก็ได้สร้างพอร์ตลงทุนกับสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ที่สำคัญที่สุดคือ ปลอดภัย ด้วยระบบยืนยันตัวตน 2 ชั้น (Two-Factor Authentication) ด้วยครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุนที่น่าสนใจ รวมถึงกองทุนเด่น ๆ Performance ดี ๆจาก KTAM กันครับ

1. กองทุนแรกคงหนีไม่พ้น กองทุน KT-EURO ที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างดี เนื่องจากกลุ่มประเทศยุโรปมีนวัตกรรมใหม่ ๆ หรือ นวัตกรรมทางการแพทย์ ไม่แพ้สหรัฐ ฯ หรือจีน และหลังจากที่ COVID-19 กำลังจะผ่านพ้นไปนั้น ก็มีโอกาสเติบโตอีกมาก ปัจจุบันเองก็ยังคงฟื้นตัวช้ากว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอื่น ๆ นั่นก็หมายความว่า ยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกรอบอยู่นั้นเองครับ ซึ่งผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าทำได้ดีมากทีเดียวครับ

ข้อมูลจาก www.ktam.co.th ณ วันที่ 30 ก.ค. 2564

https://www.ktam.co.th/fif-fund-detail-performance.aspx?IdF=20

2. กองทุนที่สอง ก็คือ กองทุน KT-INDIA-A ที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาวได้ไม่แพ้การลงทุนในประเทศจีนแน่ ๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่าโครงสร้างประชากร ที่ยังมีประชากรในวัยแรงงาน และวัยเด็กที่มากกว่าผู้สูงอายุอยู่มาก 

ซึ่งด้วยลักษณะโครงสร้างประชากรแบบนี้จะเอื้ออำนวยให้อินเดียมีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาวจากการบริโภคที่มากขึ้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จะขยายตัว และเผลอ ๆ จะมีโอกาสโตได้มากกว่าประเทศจีนอีกด้วยนะครับ เพราะว่าเทคโนโลยีของประเทศอินเดียเองก็ไม่น้อยหน้า บริษัทด้าน IT Service ของอินเดียก็ขึ้นชื่อระดับโลกเช่นกัน

ซึ่งผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมานั้นก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้นตามเศรษฐกิจ และ GDP โดยรวมของประเทศครับ แต่ผมเชื่อว่า ระยะยาวอาจจะได้เห็นการก้าวกระโดดของอินเดียขึ้นมาก็เป็นไปได้ครับ

ข้อมูลจาก www.ktam.co.th ณ วันที่ 30 ก.ค. 2564

https://www.ktam.co.th/fif-fund-detail-performance.aspx?IdF=30

พอมาถึงตรงนี้หลาย ๆ ท่านน่าจะอยากเริ่มต้นลงทุนกับกองทุนที่น่าสนใจกันแล้ว คราวนี้เรามาดูวิธีการเข้า App การใช้งาน และ วิธีการเปิดบัญชีกันอย่างง่าย ๆ กันนะครับ

– เริ่มแรกเลยการสมัครเข้าใช้งานก็เรียกได้ว่าง่ายเพียงปลายนิ้วจริงๆ ครับ เพียงแค่เราระบุหมายเลขผู้ถือหน่วย  และข้อมูลส่วนตัวลงไปเน้นย้ำว่า กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนด้วยนะครับ สำคัญมากๆเลย

– ต่อมาก็ค้นหากองทุน ระบบจะแสดงข้อมูลกองทุนให้เราได้ทราบ  และที่ผมชอบมากๆคือ เราสามารถบันทึกกองทุนที่ชื่นชอบ หรือ พวกเมนูกองทุนที่แนะนำไว้ได้อีกด้วย 

– อีกทั้งยังแสดงพอร์ตการลงทุนและข้อมูลการลงทุน มูลค่าคงเหลือ ผลตอบแทนเฉลี่ยต่างๆ มากมาย ให้เราได้ทราบแบบครบถ้วน 

– KTAM Smart Trade สามารถแสดงรายการย้อนหลังแบบ Timeline ให้เราเข้าใจได้ง่ายๆ  ไม่ต้องคอยไล่หาข้อมูลวุ่ยวาย เพราะเค้าเรียง Timeline  มาให้เราแล้ว 

– ในส่วนของการทำรายการ ซื้อ ขาย สับเปลี่ยน หน่วยลงทุน ก็ทำได้สบายๆ ไม่ยุ่งยาก ฟังก์ชั่นไม่ซับซ้อน

– รวมถึงยังประเมินความเสี่ยง Risk Profile ได้ด้วยนะครับ 

ครบครัน ครบเครื่อง แถมทันสมัยขนาดนี้ ต้องหาโหลดเป็นแอปพลิเคชันประจำมือถือกันแล้วหล่ะครับ 

รายละเอียดขั้นตอนการสมัครและเริ่มใช้งานคลิก

https://www.ktam.co.th/ktam-edutainment-detail.aspx?ktam_id=42

โหลดเลยที่ IOS และ Android

IOS : https://bit.ly/KTAMST

Android : https://bit.ly/KTST

จากขั้นตอนต่าง ๆ เราจะเห็นได้ว่าการเปิดบัญชีนั้นง่ายมากครับ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ดังนั้นเริ่มต้นลงทุนวันนี้ ก็จะมีโอกาสที่เงินของเราจะงอกเงยและเติบโตได้ทันทีครับ

สุดท้ายนี้ก่อนจะจากกันไป ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนของชีวิต ไม่ว่าจะมีวิกฤตแบบใดเกิดขึ้น เราก็ยังสามารถลงทุนได้ หากมีการวางแผน และกระจายการลงทุนเป็นอย่างดีแล้ว 

ซึ่งแน่นอนว่าการมีเครื่องมือที่ดีเป็นตัวช่วยอย่าง KTAM Smart Trade Application ที่มีทุกอย่างอยู่ครบ (เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว) ก็ทำให้เรานั้นสะดวกมากขึ้น ไม่ต้องใช้เวลานาน แบ่งเวลาไปดูแลคนรอบข้างได้มากขึ้น แต่ก็ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างสำคัญกับชีวิตเพราะว่าการลงทุนที่ดี จะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดี และนำเราไปสู่เป้าหมายของชีวิตได้ในที่สุดครับ แล้วเราจะรออะไรละครับ !!

มาดาวน์โหลด KTAM Smart Trade Application  กันเถอะคร้าบบบ 

เริ่มต้นลงทุนกันได้แล้ววววว

บทความนี้เป็น Advertorial

ลดหย่อนภาษีด้วยประกันต้องรู้จักการวางแผนความมั่งคั่งก่อน

ในช่วงปลายปีเพื่อนๆก็คงกำลังคิดกันอยู่ใช่ไหมครับว่าจะซื้ออะไรเพื่อเอาไปลดหย่อนภาษีกันดี บางคนก็อยากจะซื้อประกัน บางคนก็อยากจะซื้อกองทุนรวม RMF และ SSF ที่อัศวินพบเห็นบ่อยๆก็คือพอคิดว่าจะซื้ออะไรกันแล้วก็ซื้อกันทันทีเพราะกลัวซื้อไม่ทันก่อนกำหนด แต่สิ่งที่ขาดไปก็คือการวางแผนการเงินและการวางแผนภาษี

ผลที่ตามมาก็คือบางคนซื้อแต่กองทุนรวม RMF SSF เพราะอยากให้เงินงอกเงยและลืมนึกถึงการป้องกันความเสี่ยงเรื่องชีวิตและสุขภาพ พอป่วยที ค่ารักษาพยาบาลแพงกว่าเงินที่ได้จากการลงทุนอีก หรือบางคนรู้ว่าประกันช่วยลดหย่อนภาษีได้ ก็เลยซื้อประกันเยอะมากจนเกินความจำเป็น ไม่ได้มีโอกาสแบ่งเงินไปใช้ลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งเพราะฉะนั้นแล้วก่อนที่เราจะลดหย่อนภาษีเราก็ควรจะวางแผนการสร้างความมั่งคั่งกันก่อนนะครับ อัศวินขอแนะนำหลักการดังนี้

1. สร้าง: บริหารรายรับรายจ่าย

ในแต่ละเดือนเมื่อเราได้รับรายได้มาแล้ว เราจะต้องแบ่งนะครับว่าส่วนไหนจะเอาไว้เก็บออม ส่วนไหนที่เราจะนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แน่นอนว่าหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ “ภาษี” ที่เราจะต้องจ่ายให้กับรัฐบาล

อัศวินขอแนะนำว่าเราควรจะต้องคำนวณกันดีๆนะครับว่าในปีนั้นเราจะต้องเสียภาษีทั้งหมดเท่าไหร่ หลังจากนั้นเราก็สามารถวางแผนภาษีกันได้ โดยคำนวณดูว่าเงินออมที่เราเก็บไว้ในแต่ละเดือนควรจะนำไปลดหย่อนภาษีอย่างไรเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดครับ

ตัวอย่างเช่น หากเรามีรายได้ทั้งปีที่ 400,000 บาท และมีเงินออมทั้งปีอยู่ที่ 40,000 บาท และเรามีภาระทางภาษีที่ต้องจ่าย 4,500 บาท ก็ลองวางแผนดูว่าจะนำเงินออม 40,000 ไปวางแผนในการลดหย่อนภาษี เช่น การซื้อประกันชีวิต ประกันบำนาญและประกันสุขภาพให้เราจ่ายได้น้อยลงจาก 4,500 บาท 

2. ปกป้อง: วางแผนป้องกันความเสี่ยง

การป้องกันความเสี่ยงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆในชีวิตเรา อัศวินเชื่อว่าไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เราจะยังคงทำงานได้เหมือนเดิมหรือเปล่า เราอาจจะเจ็บป่วย เกิดอุบัติเหตุจนต้องเข้าโรงพยาบาลก็เป็นได้ ซึ่งหากความเสี่ยงพวกนี้เกิดขึ้นจริงๆ สิ่งที่จะตามมาก็คือค่าใช้จ่ายที่มหาศาลและเราอาจจะต้องนำเงินเก็บทั้งชีวิตมารักษาตัวเองในเวลานั้นก็ได้นะครับ หรือในบั้นปลายชีวิตเราเองก็ไม่รู้ว่าจะหารายได้อย่างไร ก็อาจะต้องวางแผนเพื่อสร้างหลักประกันเป็นเงินบำนาญไว้ตั้งแต่ตอนนี้

การซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันบำนาญก็จะเข้ามาช่วยคุ้มครองความเสี่ยงตรงนี้ เพราะฉะนั้นแล้วก่อนซื้อประกันอย่าลืมประเมินดูนะครับว่าหากเราป่วยขึ้นมาจะเกิดผลกระทบอะไรบ้างและเราควรจะมีทุนประกันเท่าไหร่ที่เหมาะสมกับตัวเรา และประกันในรูปแบบไหนที่เราจะได้ประโยชน์ในการนำไปลดหย่อนภาษีครับ

3. เพิ่มพูน: วางแผนการลงทุนต่อยอด

เมื่อเราป้องกันความเสี่ยงในชีวิตเราแล้วและยังมีเงินออมเหลืออยู่ อัศวินว่าเพื่อนๆหลายคนก็คงพยายามหาการลงทุนที่ต่อยอดให้งอกเงยใช่ไหมครับ เพราะสมัยนี้ถ้าเราเอาเงินไปฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำในธนาคารก็พบว่าผลตอบแทนช่างน้อยเหลือเกิน

เราสามารถต่อยอดเงินทองให้งอกเงยได้ เช่น การซื้อประกันชีวิต ประกันบำนาญที่สร้างเงินออมระยะยาว นอกจากนี้การลงทุนในกองทุนรวมก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของหลายๆคนเพราะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า แถมยังมีผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ดูแลอีกด้วยหากเพื่อนๆต้องการได้ประโยชน์ทั้งในแง่การต่อยอดการลงทุนให้งอกเงยและประโยชน์ทางภาษี การต่อยอดการออมด้วยประกันชีวิตและการลงทุนใน RMF และ SSF ก็เป็นทางเลือกดีให้กับเพื่อนๆทุกคนเลยครับ

4. ส่งต่อ: วางแผนเพื่อให้ลูกหลานมีความมั่งคั่งเมื่อเราจากไป

การวางแผนความมั่งคั่งนั้นไม่ได้วางแผนเพื่อตัวเราเพียงคนเดียว แต่เราควรวางแผนเผื่อคนที่อยู่ข้างหลังเราด้วย โดยเฉพาะคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่เราต้องดูแลอยู่ คู่ครองที่เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันตลอดจนลูกๆเราที่จะต้องเติบโตขึ้นทุกวันเราอาจจะต้องเก็บเงินและสร้างหลักประกันต่างๆเอาไว้ให้เขา เผื่อวันใดที่เราไม่อยู่แล้ว เขาจะได้รับมรดกจากเราและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขครับ

นอกจากการเก็บเงินและซื้อทรัพย์สินเอาไว้ให้คนในครอบครัวของเราแล้ว อัศวินคิดว่าการซื้อประกันเพื่อสร้างหลักประกันก็เป็นอีกวิธีที่เราจะสร้างเป็นมรดกให้กับลูกหลานเราได้เช่นกันนะครับ แถมเรายังสามารถใช้ในการลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

อย่าลืมนะครับว่าก่อนที่เราจะซื้อสินค้าทางการเงินเพื่อการลดหย่อนภาษี เราควรจะต้องวางแผนความมั่งคั่งให้กับชีวิตเราเป็นอันดับแรกก่อน เราจะได้รู้ว่าเรามีภาษีที่เราจะต้องจ่ายเท่าไหร่ เรามีเงินออมมากแค่ไหน แล้วลองเอาเงินออมมาจัดการเพื่อปิดความเสี่ยงต่างๆด้วยการซื้อประกัน และต่อยอดความมั่งคั่งด้วยการซื้อ RMF และ SSF วางแผนแบบนี้ได้ทั้งแผนการเงินที่ดีและได้ภาษีคืนด้วยนะครับ ลองนำวิธีการนี้ไปใช้กันนะครับ

และสุดท้ายนี้ การเตรียมความพร้อมป้องกันความเสี่ยงในเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพก็ไม่ควรมองข้ามนะครับ เพราะทุกวันนี้เราต้องเผชิญกับโรคต่างๆที่ไม่อาจคาดคิด เราจึงควรมีประกันสุขภาพติดตัวไว้ เริ่มต้นวางแผนได้เลยตั้งแต่วันนี้! เพื่อความอุ่นใจและดูแลเรายามเจ็บป่วยด้วย iHealthy Ultra จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต มาตรฐานใหม่ของการวางแผนเรื่องสุขภาพ เพราะเป็นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ที่มีแผนความคุ้มครองที่ให้วงเงินสูงสุดถึง 100 ล้านบาทต่อปี จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนรับมือกับค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพที่ยากเกินจะคาดเดา แต่ไม่ยากเกินจะรับมือ และยังสามารถนำไปใช้ในการลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็ปไซต์ https://ktaxa.live/iHealthyUltra-cs

บทความนี้เป็น Advertorial

กระจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลก พร้อมเติบโตในทุกมิติ กับ “กองทุน LHGEQ”

ตั้งแต่เกิดโควิด-19 สภาพแวดล้อมของการลงทุนก็ค่อนข้างผันผวน เศรษฐกิจก็ฝืดเคือง ถึงแม้ในปัจจุบันสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นบ้างแล้วแต่เงินเฟ้อก็เริ่มปรับตัวสูงขึ้น แถมแต่ละประเทศยังฟื้นตัวไม่พร้อมกันอีก ทำให้นักลงทุนอย่างเราต้องคอยปรับตัวและปรับพอร์ตการลงทุนของตัวเองอยู่เสมอ

นั่นจึงทำให้เกิดการลงทุนในธีมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเฮลแคร์ เทคโนโลยี หรือเน้นลงทุนในประเทศที่มีการเติบโตสูง ซึ่งทำให้หลายคนมองว่า ถ้าต้องไปลงทุนตามธีมหรือเปลี่ยนประเทศลงทุนกันบ่อยๆ คงจะไม่ไหว เพราะตอนนี้ก็มีการลงทุนให้เลือกเต็มไปหมดเลย

และสำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังมองหากองทุนผลการดำเนินงานดี มีการกระจายการลงทุนไปในหุ้นทั่วโลกและตอบโจทย์เรื่องออมเงินเพื่อการเกษียณ แถมได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีด้วย aomMONEY ขอพาไปรู้จักกับ กองทุน LHGEQ จาก บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ออกมาหลายรูปแบบให้นักลงทุนได้เลือกสรรเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น SSF ชนิดสะสมมูลค่า, SSF ชนิดปันผล หรือ RMF กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ ซึ่งจะมีความน่าสนใจยังไง เราไปดูกันเลย!

กองทุน LHGEQ

เป็นกองทุนรวมประเภท Feeder Fund หรือ การนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองเดียวนั่นก็คือ กองทุน T. Rowe Price Funds SICAV Global Focused Growth Equity Fund ที่มีการตั้งทีมเพื่อเข้ามาลงทุนและบริหารจัดการโดยเฉพาะครับ

นอกจากนี้ ยังมีทีมนักวิเคราะห์ที่ได้ไปศึกษาข้อมูลของแต่ละบริษัท เพื่อดูว่าบริษัทมีอนาคต มีธุรกิจที่จะเติบโตไปได้ และมี Return on Capital หรืออัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินลงทุนที่ดีด้วย

ทำไมกองทุน T. Rowe Price Funds ถึงน่าสนใจ?

ถ้าเพื่อนๆ ลองดูผลการดำเนินงานระยะยาว เราจะเห็นได้ว่า ผลตอบแทนมีความสม่ำเสมอและสามารถชนะดัชนีชี้วัดได้ นี่จึงเป็นสิ่งที่กองทุนต้องการเพราะมันส่งผลดีต่อนักลงทุนทุกคนนั่นเองครับ

กองทุน LHGEQ มีกลยุทธ์การลงทุนยังไง?

กองทุน LHGEQ จะลงทุนแบบ Bottom Up หรือ การเลือกรายหุ้นว่าอยากจะลงทุนในหุ้นตัวไหน เช่น ในอนาคต Facebook มีโอกาสได้ประโยชน์จากการที่โฆษณากลับเข้ามาเป็น Digital Advertising หรือเครื่องมือที่ใช้ในการทำโฆษณาออนไลน์ต่างๆ ซึ่งในอนาคตอาจจะเปลี่ยนไปเป็น Visual Advertising กองทุนก็จะเลือกลงทุนในหุ้นตัวนี้ครับ

โดยหุ้นแต่ละตัวที่เลือกมาจะต้องมีแนวโน้มผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ก็คือจะดูผลตอบแทนจากการลงทุนว่าบริษัทใช้เงินลงทุนไปแล้ว สามารถทำผลตอบแทนจากการลงทุนได้เท่าไหร่ ถ้าลงทุนแล้วดีทางทีมวิเคราะห์กว่า 200 คนก็จะนำมาเปรียบเทียบ จะศึกษารายละเอียดแต่ละหุ้นแล้วดูว่าอนาคตของบริษัทมีการคาดการณ์กำไรเพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้ามีก็จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่จะนำมาเก็บไว้ใน Portfolio

สามารถใช้กองทุน LHGEQ จัดพอร์ตได้ยังไงบ้าง?

เพื่อนๆ สามารถใช้เป็น Core Portfolio หรือการลงทุนส่วนหลักได้ครับ เพราะว่าไม่ได้มีการลงทุนตามธีมต่างๆ ที่เป็นกระแส แต่จะลงทุนในหุ้นทั่วโลกและปรับน้ำหนักตามภูมิภาค บริษัท หรืออุตสาหกรรม ที่ทางกองทุนมองว่ามีโอกาสเติบโตได้ดีในอนาคต เพื่อให้นักลงทุนสามารถลงทุนกันได้ยาวๆ เลยครับ

โดยกองทุน LHGEQ ไม่ได้ผันผวนสูงเท่าการลงทุนตามธีมต่างๆ ที่เป็นลักษณะของ Thematic ซึ่งกองลักษณะดังกล่าวนั้น ถ้าเราลงถูกจังหวะตลาดก็อาจจะทำกำไรได้สูงแต่ขณะเดียวกันถ้าจังหวะที่ตลาดหมุนเงินไปยังกลุ่มอื่นก็อาจทำให้ผลตอบแทนปรับตัวลงอย่างมากได้เช่นกัน  แต่สำหรับ LHGEQ ที่มีการกระจายความเสี่ยงในหลายอุตสาหกรรมและหลายประเทศทั่วโลกถ้าดูในแง่ความเสี่ยงต่อผลตอบแทนถือว่าทำได้สม่ำเสมอและมีความผันผวนที่ต่ำกว่า

ผลตอบแทนของกองทุน LHGEQ เป็นยังไง?

ถ้าเพื่อนๆ ลองดู Year to Date (YTD) จะเห็นว่าผลตอบแทนน้อยกว่าดัชนีชี้วัด แต่ก็ถือว่ายังทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดีทีเดียวครับ เพราะถ้าลองดูผลตอบแทนที่ยาวออกไปอีกในระยะ 1-10 ปี เราจะเห็นว่า กองทุนสามารถทำผลงานชนะดัชนีชี้วัดได้อย่างสม่ำเสมอเลยครับ แสดงถึงผลตอบแทนระยะยาวที่โดดเด่นมาก และเหมาะสำหรับเป็นกองทุนลดหย่อนภาษีที่มีเงื่อนไขการถือครองที่ค่อนข้างยาว

และถ้าเราลองมาดูที่ Performance ของกองทุน เมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัดตอนที่เป็นขาขึ้นและขาลง มีจุดหนึ่งที่น่าสนใจนั่นคือ ตอนที่ดัชนีชี้วัดเป็นขาขึ้นแล้วมีผู้จัดการกองทุนเข้ามา ผู้จัดการกองทุนสามารถเอาชนะได้ในเปอร์เซ็นต์ที่ค่อนข้างสูงเลยครับ เช่น ถ้าดัชนีชี้วัดขึ้น 100% กองทุนก็จะขึ้นเกิน 100%

แต่ในทางกลับกัน กองทุนไม่ได้ทำได้ดีแค่ตอนขาขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อเป็นขาลงก็สามารถป้องกันความเสี่ยงได้เหมือนกัน โดยสามารถเอาชนะดัชนีชี้วัดเมื่อเป็นขาลงด้วยการลงได้น้อยกว่าครับ

อนาคตการลงทุนของกองทุน LHGEQ จะเป็นอย่างไร?

สำหรับ Master Fund ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมครับ เพราะเลือกจากบริษัทที่มีแนวโน้มในผลการดำเนินธุรกิจที่ดีขึ้น มีผลตอบแทนการลงทุนและอัตราส่วนผลตอบแทนกับความเสี่ยงที่ดีด้วย

และในอนาคต Master Fund ถูกคาดการณ์มาว่า ใน 3 ปีจะเติบโตประมาณ 24% ซึ่งเป็นตัวที่บอกว่าจะมีการเติบโตในอนาคต เช่น ถ้ารายได้โตแล้วตลาดอยากให้ P/E เท่าเดิม ประเมินมูลค่าเท่าเดิม ตัวราคาก็ควรจะเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย เพราะถ้ารายได้โตขึ้นแต่ราคาหุ้นไม่ขึ้นเลย มันก็คงจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ครับ

กองทุน LHGEQ เหมาะกับใคร?

1. LHGEQ-ASSF (ชนิดสะสมมูลค่า) เหมาะสำหรับนักลงทุนประเภทบุคคลธรรมดา เพราะเปิดโอกาสให้นักลงทุนรับรายได้จากส่วนต่างของการลงทุน และสะสมผลประโยชน์จากการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

2. LHGEQ-DSSF (ชนิดปันผล) เหมาะสำหรับนักลงทุนประเภทบุคคลธรรมดา เพราะเปิดโอกาสให้นักลงทุนรับรายได้สม่ำเสมอจากเงินปันผลระหว่างถือครอง

3. LHGEQ-RMF เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนแบบผูกผันระยะยาวเพื่อการเลี้ยงชีพหลังเกษียณอายุ และเนื่องจากเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ผู้ลงทุนจะต้องลงทุนต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และจะไถ่ถอนได้ต่อเมื่ออายุ 55 ปีบริบูรณ์ เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี

4. เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการใช้เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

5. เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มุ่งหวังผลตอบแทนจากการลงทุนในต่างประเทศ ที่เน้นลงทุนในหุ้นหลากหลายที่มีศักยภาพในการเติบโตของรายได้ที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยและมีการเติบโตแบบยั่งยืน

6. เหมาะสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความผันผวนของราคาที่กองทุนลงทุนได้ เพราะอาจจะปรับตัวสูงขึ้นหรือลดลงจนต่ำกว่ามูลค่าการลงทุนและทำให้ขาดทุนได้

7. เหมาะสำหรับนักลงทุนที่สามารถลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาวจากการลงทุนในตราสารทุนต่างประเทศ

8. เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ เพราะกองทุนนี้จะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจการลงทุนในหุ้นทั่วโลกและต้องการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและขอหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือผู้สนับสนุนการขาย หรือ โทรไปที่ 02-286-3484 หรือ www.lhfund.co.th

***คำเตือน***

1. การลงทุนในหน่วยลงทุนไม่ใช่การฝากเงิน รวมทั้งไม่ได้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของสถาบันเงินฝาก จึงมีความเสี่ยงจากการลงทุนที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินคืนเต็มจำนวน

2. เนื่องจากกองทุนลงทุนในหน่วยลงทุนของต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งทางกองทุนทำการป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

3. กองทุนต่างประเทศอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร ซึ่งอาจจะมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนรวมอื่น เหมาะสำหรับผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง

4. กองทุนมีการลงทุนในต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสภาวะตลาด ซึ่งอาจจะส่งผลต่อมูลค่าหน่วยลงทุนและสภาพคล่อง

5. กองทุนหลักที่กองทุนรวมไปลงทุนมีสัดส่วนการลงทุนกระจุกตัว ดังนั้น ผู้ลงทุนควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนของตัวเองด้วย

บทความนี้เป็น Advertorial

ทันทุกสถานการณ์การลงทุนด้วย KFCORE

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ในช่วงปี 2019-2021 ที่ผ่านมานี้ การระบาดของ COVID-19 ได้เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบของเราไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจ และการลงทุนทั่วโลก เนื่องจากการระบาดของโรค COIVD-19 นั้น ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก สหรัฐ ฯ จึงได้ตัดสินใจทำ QE อีกครั้ง และ เป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดแบบไม่มีลิมิตวงเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ COVID-19 ได้มีการระบาดอย่างรุนแรง

แต่พอสถานการณ์ COVID-19 ในสหรัฐ ฯ เองก็เริ่มดีขึ้น เนื่องจากมีการเร่งฉีดวัคซีน และ มีนโยบายการควบคุมโรคที่ดีมากขึ้น ก็ทำให้คนในสหรัฐ ฯ รวมไปถึงประเทศอื่น ๆ ก็เริ่มที่จะกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้แล้ว ราคาสินค้าต่าง ๆ ก็เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคารถยนต์มือสอง ราคาบ้านมือสอง รวมไปถึงสินค้าอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มที่ดีมากขึ้น ดังนั้นจึงทำให้เกิด ภาวะเงินเฟ้อ  เริ่มปรับตัวสูงมากขึ้น ซึ่งมากขึ้นเกินกว่าในระดับที่ทางธนาคารกลางสหรัฐ ฯ หรือ FED ได้คาดการณ์ไว้ในตอนแรก

เมื่อทุกอย่างเริ่มกลับมาเป็นปกติ และมีเงินเฟ้อที่มากขึ้น ก็ทำให้ทาง FED เริ่มมีมุมมองที่จะปรับลดปริมาณ QE ลง รวมถึงมีแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกด้วยครับ

ในส่วนของการลงทุน เราก็จะเห็นได้ว่าหุ้นในสหรัฐ ฯ เองก็ได้ประโยชน์จากการทำ QE มาก่อนหน้า ทำให้ราคาหุ้นโดยเฉพาะใน S&P500 นั้น ทำ All Time High หลายรอบในช่วงที่เกิด COVID-19 ขึ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่ม Healthcare ที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ราคาหุ้นถือว่าปรับตัวขึ้นสูงมาก และมีราคาที่แพง รวมไปถึงตราสารหนี้ด้วย

คราวนี้เรามาดูในฝั่งของประเทศจีนกันบ้าง ซึ่งจีนนั้นเป็นประเทศแรกที่พบการระบาดของโรค COVID-19 แต่ก็เป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่ควบคุม COVID-19 ได้เช่นกัน ทำให้กลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เร็ว

แต่มาเจอแรงกดดันจากรัฐบาลจีนที่ออกนโยบายควบคุมเศรษฐกิจ และมาตรการต่างๆ ที่เข้มงวดมากขึ้นทำให้ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนตกลงมาเยอะพอสมควร  ซึ่งมาตรการต่างๆ ที่รัฐออกมานี้ จะช่วยควบคุมเศรษฐกิจไม่ให้ร้อนแรงจนเกินไป รวมถึงการเข้ามาดูแลการผูกขาดทางการค้าของ Platform ต่าง ๆ ในประเทศอีกด้วย ทำให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวผันผวนในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี แต่ถึงกระนั้นแนวโน้มการเติบโตระยะยาวก็ยังคงมีอยู่

ในส่วนของกลุ่มประเทศยุโรปเอง ถึงแม้ว่าแนวโน้มการฟื้นตัวเริ่มมีให้เราเห็นได้บ้าง แต่ก็ยังคงเป็นไปอย่างช้า ๆ เนื่องจากมีหลายประเทศในกลุ่มที่ยังฉีดวัคซีนได้ไม่ครบ หรือไม่ทั่วถึง ทำให้เศรษฐกิจที่ฟื้นนั้นก็ยังตามหลังประเทศอื่น ๆ อยู่อีกมาก แต่ก็ทำให้มีโอกาสในการลงทุน เนื่องจากตัวดัชนีหุ้นเองยังไม่สูงมากนัก และมีโอกาสเติบโตขึ้นได้อีก รวมถึงแนวโน้มของเงินเฟ้อเองก็เริ่มมีให้เห็นในรอบหลาย ๆ ปีอีกด้วยครับ

โดยสรุปแล้ว ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังมีภาวะเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างมาก ตามการควบคุมโรค และอัตราการฉีดวัคซีนนั่นเองครับ

การฟื้นตัวในการดำเนินเศรษฐกิจของแต่ละประเทศก็มีความไม่แน่นอนสูงมากขึ้น บางประเทศราคาสินทรัพย์ก็เริ่มที่จะไม่ปรับตัวสูงขึ้นตามเงินเฟ้อสักเท่าไหร่ หรืออาจจะเพิ่งเริ่มมีเงินเฟ้อเกิดขึ้น จึงเป็นจุดที่น่าจะมีความผันผวนเกิดขึ้นได้มาก โดยเฉพาะกับเรื่องอัตราดอกเบี้ย ที่มีผลกระทบต่อตราสารหนี้ และ หุ้นอย่างมากครับ

ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ การบริหารความเสี่ยง และ หาสินทรัพย์ลงทุนที่เติบโตได้ในช่วงเวลาแบบนี้ กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการทำ Asset Allocation และต้องปรับพอร์ตให้ทันต่อสถานการณ์การลงทุน หรือที่เราเรียกกันว่า Tactical Asset Allocation นั่นเองครับ โดยสินทรัพย์ที่น่าสนใจในช่วงเวลาแบบนี้ก็อาจจะเป็น ตราสารหนี้ที่ปรับดอกเบี้ยขึ้นลงตามเงินเฟ้อได้ หรือ อาจจะเป็นอสังหาฯ ที่เริ่มฟื้นตัว และได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สม่ำเสมอ หรือาจจะเป็นหุ้นในกลุ่มที่เป็น Platform ใหม่ ๆ มีโอกาสเติบโตได้สูง 

แต่ถ้าเราเองอาจจะมีเวลาไม่มากในการปรับพอร์ตตามสถานการณ์แล้วละก็ การลงทุนในกองทุนผสม ที่มีสินทรัพย์หลากหลายกระจายความเสี่ยงไปพร้อมๆ กัน โดยมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลและปรับสัดส่วนการลงทุน ให้เราอย่างทันท่วงที ตามสถานการณ์ทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้นวันนี้ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกองทุนผสม ที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างดีและมีผู้จัดการกองทุนระดับโลก คอยปรับสัดส่วนการลงทุนให้กับเรา ด้วยกลยุทธ์ที่เรียกว่า Tactical Asset Allocation ครับ นั่นก็คือ

กองทุน KFCORE

กองทุนนี้เป็นกองทุนแบบ Fund of Funds (กองทุนรวมที่กระจายลงทุนในกองทุนรวมอีกที) ที่มีนโยบายการลงทุนในกองทุนรวม และ กองทุน ETF มากกว่า 2 กองทุนขึ้นไป โดยกองทุนนี้ได้มอบหมายให้ BlackRock ทำหน้าที่เป็นผู้รับดำเนินการงานการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน (outsource) ทั้งนี้ BlackRock นับเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการอยู่ที่ 9.4 Trillion USD หรือ ประมาณ 30 ล้านล้านบาท โดยมีทั้งกองทุนรวม และ กองทุน ETFs ให้เลือกมากกกว่า 2,000 กว่ากองทุนอีกด้วยครับ

กองทุน KFCORE นี้จัดตั้งขึ้นสำหรับลูกค้ากรุงศรี เพื่อให้ทาง BlackRock บริหารให้โดยเฉพาะ โดยเน้นการปรับพอร์ตอย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ตลาด ผ่านการคัดเลือกกองทุน ETF และ กองทุนรวมที่ดีที่สุดมารวมกัน จึงครอบคลุมทั้งสินทรัพย์เสี่ยง ที่มีโอกาสผลตอบแทนสูงอย่างหุ้น และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีในแต่ละช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป  ภายใต้ระดับความเสี่ยงและความผันผวนไม่มากจนเกินไป

เป้าหมายที่ชัดเจนของกองทุนอยู่ที่การสร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ ซึ่งมาจากส่วนแรกคือการกระจายความเสี่ยงให้กับผู้ลงทุน เนื่องจากกองทุนของ BlackRock เองมีสินทรัพย์ลงทุนที่หลากหลายทั่วโลก อีกส่วนหนึ่งคือฝีมือการบริหารของ  BlackRockที่มีการปรับพอร์ตรวดเร็ว ทำให้กองทุนมีความยืดหยุ่น สร้างผลตอบแทนที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ 

โดยในเดือน ส.ค. BlackRock ได้บริหาร KFCORE โดยลงทุนแบบ Fund of Funds อยู่ประมาณ 18 กองทุนย่อย มีทั้งกองทุนรวม และกองทุน ETF ดังนั้นสินทรัพย์จะถูกกระจายออกไปอีกมากมาย เพราะว่า 1 กองทุน ETF ก็มีสินทรัพย์ที่กระจายความเสี่ยงอยู่มากมายแล้วนั่นเองครับ

ส่วนการปรับพอร์ตของกองทุนที่เราเรียกว่าเป็น Tactical Asset Allocation จะเน้นการปรับพอร์ตอย่างรวดเร็วเพื่อหาโอกาสในแต่ละสถานการณ์ โดยให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงมหภาค และใช้มุมมองการลงทุนระยะสั้นประมาณ 3 เดือน – 1 ปี ยกตัวอย่างการปรับพอร์ตที่รวดเร็วทันกับสถานการณ์  เช่น ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลดลง  ทางกองทุน KFCORE ได้มีการปรับลด duration ของตราสารหนี้จาก 11 ปี ให้เหลือ 5 ปีภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น  และในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมากองทุน KFCORE มีการปรับพอร์ตโดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจาก 31 เป็น 39 % จากมุมมองภาพเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น

จึงไม่แปลกเลย ถ้าจะนำกองทุนนี้ไปเป็นหัวใจหลักของการลงทุนในพอร์ตของเรา คือสามารถลงทุนได้ ในสัดส่วนที่เยอะ หรือที่เรียกว่าเป็น Core Portfolio นั่นเองครับ ซึ่งการทำแบบนี้ ก็จะลดความผันผวนให้กับการลงทุนของเราได้ครับ

กระบวนการวิเคราะห์สินทรัพย์เพื่อการลงทุนค่อนข้างน่าสนใจมากครับ เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) แบบ Natural Language Processing หรือ NLP เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ ตัดคำ ตีความ ในงานวิจัยต่างๆ เช่น คำพูด แถลงการณ์ของ FED เพื่อหาแนวโน้มของการออกนโยบายต่อจากนี้ ทำให้เกิดความแม่นยำในการปรับพอร์ต การลงทุนมากขึ้นอีกด้วยครับ ถือว่าน่าสนใจมาก ๆ ครับ

ด้วยวิธีการบริหารงานแบบให้เทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบนี้ ก็ทำให้นักลงทุนสถาบัน เช่น แบงค์ชาติในต่างประเทศ หรือธนาคารระดับโลกซึ่งจริง ๆ แล้วก็สามารถลงทุนเองได้ แต่ก็นำเงินมาลงทุนกับ BlackRock ในการบริหารจัดการ แบบนี้ด้วย

โดยสรุปแล้ว ผมคิดว่ากองทุนนี้เป็นอีก 1 กองทุนที่นักลงทุนเองก็น่าจะเอามาทำเป็น Core Port ด้วยลักษณะที่เป็น Multi Asset Class ที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดี และมีการปรับพอร์ตที่เร็วทันกับสถานการณ์ ในปัจจุบัน ที่มีความผันผวนเกิดขึ้นทั่วโลกจากเศรษฐกิจที่เติบโตไม่เหมือนกัน

KFCORE จัดตั้งเมื่อปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งถ้าดูการเติบโตของ NAV ถึงแม้จะมีช่วงลดลงบ้างจากการที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของอเมริกาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลดลง แต่ผู้จัดการกองทุนก็ได้มีการปรับพอร์ตการลงทุนอย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ตลาด จนทำให้มีการเติบโตที่น่าสนใจสำหรับกองทุนผสมแบบนี้

ในส่วนของค่าธรรมเนียมเอง จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย หรือ Front-End-fee ที่ 1.5% ค่าธรรมเนียมการจัดการ1.33 % และ Total expense ratio หรือ TER อยู่ที่  1.54% ต่อปี ผมต้องบอกว่าถือว่าถูกมากเนื่องจากค่าธรรมเนียมนี้ ได้รวมค่าธรรมเนียมของทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาแล้วด้วยครับ ซึ่งน่าจะเกิดจากการที่หยิบกองทุน ETFs มาบริหารจัดการจึงทำให้ค่าธรรมเนียมทั้งหมดนั้นถูกกว่ากองทุนผสมแบบทั่วไป นั่นเองครับ

โดยสรุปผมคิดว่า กองทุน KFCORE นี้ เป็นกองทุนที่นักลงทุนสามารถลงทุนได้อย่างสบายใจ กองทุนหนี่งเลย และไม่ต้องคิดมากเวลาที่จะใส่เงินลงทุนในกองทุนนี้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกองทุนนี้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี ปรับพอร์ตอย่างรวดเร็ว ค่าธรรมเนียมไม่แพง จึงสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนแบบนี้ได้

เมื่อมีกองทุนนี้เป็น Core Port การลงทุนของเราแล้ว นักลงทุนเองก็ยังสามารถไปคัดเลือกกองทุนอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่นกองทุนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่าง กองทุนเทคโนโลยี กองทุนกลุ่ม Healthcare ก็สามารถทำได้อย่างสบายใจ เพราะว่าอย่างน้อย ๆ ก็ได้ความสม่ำเสมอจากกองทุน KFCORE ที่ลงทุนไปแล้วมาช่วยเพิ่มความมั่นใจครับ 

ก่อนจากกันไป ผมต้องบอกนักลงทุนทุกท่านว่าโดยปกติแล้วเวลาผมแนะนำการลงทุนให้กับนักลงทุนทั่วไป ผมจะเน้นไปที่การจัดพอร์ตที่มีสินทรัพย์ที่หลากหลาย เพื่อกระจายความเสี่ยง เพื่อให้เงินของเรานั้นไปถึงเป้าหมาย ได้อย่างปลอดภัย

แต่การลงทุนด้วยการจัดพอร์ตให้เหมาะกับเรา และเป้าหมายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องใช้กองทุน ที่หลากหลายพอ และก็ต้องมีการแบ่งเงินไปลงทุนในกองทุนที่มีโอกาสในการเติบโตมากขึ้นไปอีกทางด้วย ทำให้วุ่นวายพอสมควรครับ 

ซึ่งการลงทุนผ่านกองทุน KFCOREนี้ จึงเป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยให้นักลงทุนต้องไม่สับสนวุ่นวาย กับการจัดพอร์ตการลงทุน และสร้างความสบายใจให้กับเราได้ตลอดการลงทุนครับ

กองทุนนี้เป็นเอกสิทธิ์สำหรับลูกค้ากลุ่มกรุงศรีเท่านั้น ดังนั้นใครที่กำลังมองหากองทุนหลักในพอร์ตที่จะลงทุนยาวๆ อย่างมั่นใจ และสนใจ KFCORE สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โทร. 02-657-5757 หรือเว็บไซต์ www.krungsriasset.com หรือ ติดต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา https://bit.ly/3nvApBE

วันนี้ผมคงต้องลาไปก่อน ครั้งหน้าพบกันผมจะนำกองทุนที่น่าสนใจแบบนี้มาพูดคุยให้ฟังกันอีกแน่นอนครับ ขอให้โชคดีกับการลงทุนนะครับ สวัสดีครับ

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า  เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจลงทุน

KFCORE ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวม ETF ต่างประเทศที่ลงทุนในตราสารทุน เงินฝากธนาคาร ตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน สินค้าโภคภัณฑ์ ทรัพย์สินทางเลือก กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ REITs และ Infra funds ต่างประเทศ I ระดับความเสี่ยง: 5 – เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง I กองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

รู้จักกับกองทุน ASP-SME, ASP-SME-LTF และ ASP-SME-SSF หุ้นกลางและเล็กมีจุดเด่นอะไร?

โดยปกติเวลาพูดถึงกองทุนหุ้นไทย ส่วนใหญ่แล้วเราจะนึกถึงหุ้นใหญ่เป็นหลัก ซึ่งจากภาวะในตอนนี้ หลายคนก็อาจจะบอกว่า ย้ายไปลงทุนในต่างประเทศดีกว่าไหม แต่ถ้ามองกลับไป หุ้นไทยที่น่าสนใจอย่างหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กก็ยังมีให้เลือกอยู่

วันนี้เรามาดูสรุปกองทุนที่น่าสนใจอย่างกองทุนเปิด แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ ASP-SME ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีให้เลือกลงทุนหลากหลายทั้งกองทุนรวมปกติ ไปจนถึงกองทุนลดหย่อนภาษีอย่าง ASP-SMELTF-T ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ จนมาถึงกองทุน ASP-SME-SSF ที่ออกมารับสิทธิ์ประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีในช่วงปัจจุบัน

นอกจากนั้นกองทุน ASP-SMELTF-T และ ASP-SME ยังได้รับ Morning Star 5 ดาว และกองทุนยอดเยี่ยมจากทาง Money and Banking ประเภทกองทุนหุ้นไทยและกองทุนรวมหุ้นระยะยาวอีกด้วย ซึ่งถือว่าน่าสนใจมาก ๆ สำหรับคนที่สนใจลงทุนหุ้นไทยในกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กแบบนี้ จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง เรามาดูกันเลยดีกว่าครับ

โดย นโยบายการลงทุนของกองทุนในซีรีส์นี้ จะเน้นลงในหุ้นของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งรวมถึงหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ/หรือตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และ/หรือหุ้นที่อยู่ระหว่าง IPO เพื่อจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นั่นเองครับ

อันดับแรก ต้องเข้าใจก่อนว่า หุ้นขนาดเล็กหรือหุ้นขนาดกลางที่ว่านี้ หมายถึงหุ้นที่มี Market Cap (มูลค่าตามราคาตลาดโดยรวมของหลักทรัพย์จดทะเบียน) ต่ำกว่า 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าขนาดไม่น้อยตามชื่อกันเลยทีเดียว

โดย ภาพรวมของการเลือกหุ้นมาลงทุนของกองทุน จะเน้นลงทุนโดยมาจากขั้นตอนการวิเคราะห์คัดเลือกบริษัทในเชิงลึกของทีมบริหารกองทุน เน้นที่การวิเคราะห์ที่ตัวบริษัทมากกว่าการมองภาพรวมของอุตสาหกรรม (Bottom-Up Analysis) เพื่อตรวจสอบว่าหุ้นที่จะลงทุนมีความสามารถในการทำกำไรและการแข่งขันเป็นอย่างไร หรือพูดง่าย ๆ คือ คัดเลือกหุ้นคุณภาพดีเป็นรายตัว

ส่วน การบริหารพอร์ตในการลงทุน (Investment Process) ทาง ASP เชื่อในทีมที่มี Passion (ความกระตือรือร้นในงานที่ทำ),  Professional (ความเชี่ยวชาญในการทำงาน) และ Discipline (วินัยในการซื้อและขายหุ้น)  ซึ่งกองทุนมีกลยุทธ์ในการคัดเลือกหุ้นที่ดีของทาง ASP และเน้นที่การซื้อและถือครอง (Buy and Hold) มากกว่าการซื้อขายอย่างรวดเร็ว (Trading)

ซึ่งถ้าหากพิจารณาจาก ผลตอบแทนที่ผ่านมา จะเห็นว่ากลุ่มกองทุน ASP-SME สามารถทำผลตอบแทนได้ดีเมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัด แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนหุ้นขนาดกลางเล็กจะมีความผันผวนด้านราคาสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ ใครที่สนใจจะลงทุนกับ ASP-SME ต้องสามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนด้านราคาได้ เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว แต่หากมองในอีกทางหนึ่ง กองทุนนี้อาจจะเหมาะสมกับการลงทุนระยะยาวเพื่อใช้ในการลดหย่อนภาษีอย่าง SSF ที่ต้องมีระยะเวลาการถือครอง 10 ปีขึ้นไป หรือในอีกมุมหนึ่ง สำหรับคนที่ต้องการสับเปลี่ยนกองทุน LTF บางส่วนมาเพื่อรับโอกาสในการลงทุนทำให้สามารถสร้างผลตอบแทนตามที่ต้องการก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจครับ

ส่วนของเศรษฐกิจไทยในอนาคต ทาง ASP มองว่าในปีหน้าการท่องเที่ยวคงจะกลับมา และจะเกิดการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น และทุกอย่างน่าจะค่อยๆ ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ในอีกปีสองปีข้างหน้า (หากไม่มีการกลายพันธุ์ของโควิด) ดังนั้นหุ้นไทยก็ถือเป็นโอกาสอีกทางหนึ่ง

นอกจากนั้น สิ่งที่น่าสนใจของหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลาง คือ การทีมีโอกาสที่จะเติบโตได้ไว และมีศักยภาพในการเติบโตซึ่งบางครั้งอาจจะมากกว่าหุ้นใหญ่ ในมุมของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ หรือ การขยายกิจการ ซึ่งหากทำได้สำเร็จขึ้นมา ก็ถือว่าผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนก็ย่อมจะมีโอกาสตามไปด้วย แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าหากรับความเสี่ยงของการลงทุนได้ ก็ถือว่าเป็นโอกาสในการลงทุนของนักลงทุนเช่นเดียวกัน ซึ่งทาง ASP เองมีมุมมองที่เน้นความสม่ำเสมอของผลตอบแทนเพื่อการลงทุนในระยะยาวให้กับนักลงทุนอีกด้วย

สุดท้ายแล้ว สำหรับใครที่สนใจกองทุนนี้ทั้งส่วนของการลดหย่อนภาษี ทาง ASP มีโปรโมชั่นสำหรับคนที่ลงทุนในกองทุน ASP หรือสับเปลี่ยนกองทุนมาที่ ASP รับ Cashback  0.2% ทันที โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บลจ. แอสเซท พลัส หรือ www.assetfund.co.th หรือดาวน์โหลด App ASP FUND ได้ทั้ง IOS และ android  สามารถโทรสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-672-1111 ครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save