เก็บเงินต่อยอดกับ SSF

สวัสดีครับนักลงทุน และ คนที่ติดตามเพจคลินิกกองทุนแห่งนี้ทุกท่านนะครับ ผมเชื่อว่าใครก็ตามที่อ่านบทความนี้ หรือ ติดตามเพจของผม ก็น่าจะเป็นคนที่สนใจเรื่องของการลงทุน การวางแผนทางการเงิน หรืออย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีความสนใจเรื่องการเงินอยู่แน่ ๆ ใช่ไหมละครับ

ซึ่งแน่นอนว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในชีวิต เพราะว่าทุกเป้าหมายในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือว่าเป็นเป้าหมายใหญ่ในชีวิตก็ล้วนแล้วแต่มีเงินมาเป็นส่วนประกอบทั้งสิ้นครับ

แต่เนื่องจากว่าเงินเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด (ถ้าใครมีเงินไม่จำกัด ผมก็อยากจะขอยืมเหมือนกันนะครับ) แต่ว่าเป้าหมายของเรามีอยู่ไม่จำกัด การบริหารจัดการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะว่าการบริหารเงินที่ดีนั้นจะช่วยให้เราได้เป้าหมายที่มีอยู่มากมายนั้นสามารถบรรลุได้อย่างที่ตั้งใจไว้

โดยถ้าเรามองไปที่พื้นฐานของการวางแผนการเงินที่สำคัญที่สุดก็คือ การทำบัญชีรายรับ รายจ่าย นั่นเองครับ เพราะว่าถ้าหากเราบริหารจัดการรายรับ รายจ่ายได้ดีนั้น จะทำให้เรามีเงินเหลือมากขึ้น และมีโอกาสนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนให้งอกเงยได้มากขึ้นในระยะยาว

ซึ่งการทำบัญชี รายรับ รายจ่าย นั้นมีประโยชน์มาก ๆ เพราะว่าจะทำให้เราเห็นว่าเราจะมีเงินเพียงพอใช้ในแต่ละเดือนหรือไม่ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มีอะไรบ้างที่สามารถลดลงได้บ้าง เราสามารถที่จะแบ่งเงินลงทุนต่อเดือนได้เท่าไหร่ โดยไม่กระทบต่อการใช้ประจำวันของเรา

หรือถ้าคนไหนที่มีหนี้สินอยู่ ก็สามารถพิจารณาว่าจะสามารถจ่ายหนี้ หรือแก้หนี้ที่มีอยู่ได้อย่างไร ก็สามารถดูได้จากการทำบัญชี รายรับ รายจ่ายที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการวางแผนการเงินนี่แหละครับ เมื่อทำบัญชีเสร็จ เราก็จะทราบแล้วว่า รายจ่ายส่วนไหนที่ไม่จำเป็น หรือรายจ่ายส่วนไหนที่จำเป็น

โดยส่วนใหญ่เวลาที่เราจะลดค่าใช้จ่ายลงนั้น มักจะเป็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยต่าง ๆ หรือ อะไรที่ไม่จำเป็นก็อาจจะชะลอการซื้อไปก่อน แต่ค่าใช้จ่ายที่ลดได้ยากมากก็คือ ค่าใช้จ่ายประจำ เช่นการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายด้านภาษี

และ ถ้าเราสามารถที่จะลดค่าใช้จ่ายประจำลงได้ จะทำให้เรามีภาระต่อเดือนลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะว่าค่าใช้จ่ายประจำเหล่านี้แหละครับ ที่ทำให้เงินของเราหายไปอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้นการลดภาระลงก็จะทำให้เรามีเงินเก็บมากขึ้น นั่นก็หมายความว่า เราสามารถนำเงินก้อนนี้ไปทำอย่างอื่นได้ ตอบเป้าหมายในชีวิตได้มากขึ้น เช่นบางคนก็อาจจะอยากไปเที่ยว เมื่อมีเงินเหลือมากขึ้นก็สามารถไปเที่ยวได้อย่างสบายใจมากขึ้น

โดยเฉพาะกับรายจ่ายประจำอย่าง “ภาษี” ที่ผู้มีรายได้จำเป็นต้องจ่ายให้กับภาครัฐ ฯ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นรายจ่ายที่สามารถควบคุมหรือ ปรับลดลงได้ และแถมยังมีเงินออมเพิ่มเติมให้กับเราได้อีกด้วยครับ

เนื่องจากค่าลดหย่อนภาษีบางประการนั้น เป็นสิ่งที่ภาครัฐ ฯ ได้ทำการส่งเสริมเรื่องการออม หรือการลงทุนเพื่อการเกษียณด้วย ยกตัวอย่างเช่นกองทุน SSF ที่สามารถนำยอดซื้อกองทุนนี้ไปลดหย่อนภาษีได้ถึง 30% ของรายได้ (แต่ได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท)

ซึ่งเงินก้อนนี้เราสามารถเลือกได้ว่าจะไปลงทุนกับกองทุนประเภทไหน ผมต้องบอกเลยครับว่าคุ้มมาก ๆ คุ้มกว่าการฝากเงินแน่นอน เพราะว่ากองทุน SSF ต่อให้เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดอย่างกองทุนตลาดเงินนั้น ก็ยังให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากออมทรัพย์ ถึงแม้ว่าความเสี่ยงจะสูงขึ้นกว่าเดิมก็ตามที แต่ความเสี่ยงนั้นไม่ได้สูงขึ้นกว่าการฝากเงินสักเท่าไหร่

และยิ่งในช่วงที่ภาวะดอกเบี้ยต่ำ ๆ แบบนี้การเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสักเท่าไหร่นัก การลงทุนจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างมาก แถมได้ลดภาษีลงอีกต่อหนึ่ง อย่างที่ผมได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ครับ

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว การลงทุนผ่าน SSF แบบไหนดีจึงจะมีความน่าสนใจ แน่นอนครับว่ามาคุยกับผมทั้งที ผมมีคำตอบให้กับทุกท่านแน่ ๆ ครับ

ก่อนอื่นเลย ผมคิดว่านักลงทุนอาจจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SSF เพิ่มเติมก่อนที่ผมจะอธิบายว่ากองทุน SSF ที่น่าสนใจ

กองทุน SSF นั้นจริง ๆ แล้วมีกองทุนที่ค่อนข้างจะหลากหลายครับ มีตั้งแต่เสี่ยงต่ำ เช่นกองทุนตราสารหนี้ กองทุนตลาดเงิน (เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นมาก ๆ) จนไปถึงกองทุนทีมีความเสี่ยงสูงอย่างกองทุนหุ้น กองทุนหุ้นต่างประเทศ หรือกองทุนสินทรัพย์ทางเลือก (เช่นทองคำ) เอาเป็นว่ามีกองทุนให้เราเลือกหลากหลายมาก ๆ เลยครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุนที่มีความน่าสนใจกันครับ โดยเริ่มจากกองทุนที่ลงทุนในประเทศไทยครับ นั่นก็คือ กองทุนบัวหลวงหุ้นไทย SSF, B-INCOMESSF และ บัวหลวงเจ็ดสิบสามสิบ SSF ครับ

หลายท่านอาจะเริ่มตาลาย ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมสรุปรายละเอียกของกองทุนได้ดังนี้ครับ

1. ขาลุยพร้อมชนความเสี่ยง

ต้องกองทุนบัวหลวงหุ้นไทย SSF ที่มีนโยบายการลงทุน กับสินทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย พูดง่าย ๆ คือ ลงทุนผ่านหุ้นไทย และ สินทรัพย์อื่น ๆ ที่อยู่ในกระดานหุ้นนั่นเองครับ และกองทุนนี้จะเน้นการกระจายความเสี่ยงของการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่มต่าง ๆ ครับ เพื่อให้เราได้ลงทุนในหุ้นที่เติบโตได้ในภาวะที่มีความผันผวนแบบนี้ครับ เพราะว่าหุ้นบางตัวก็เติบโตได้ในภาวะที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลง แต่หุ้นบางกลุ่มก็เติบโตตามตลาดหุ้นได้มากกว่า

ซึ่งหุ้น 5 อันดับแรกก็มีดังนี้ครับ

https://www.bblam.co.th/products/mutual-funds/super-savings-fund/beqssf/9345

จากหุ้น 5 ตัวแรกของกองทุน จะสังเกตว่าพอเห็นชื่อหุ้น ก็น่าจะทราบได้เลยทันทีนะครับ ว่าประกอบกิจการอะไรบ้าง เพราะว่าเป็นกิจการที่เราคุ้นเคยกันดีใช่ไหมครับ แต่การลงทุนในหุ้นย่อมมีความผันผวนนะครับ เศรษฐกิจมีขึ้นมีลง กำไรของหุ้นเองก็ขึ้นลงได้เช่นกันครับ ดังนั้นเทคนิคในการลงทุนก็คือ ต้องถือกองทุนให้ยาวมากขึ้น (แต่ถ้าจะลงทุนเป็น SSF อยู่แล้วก็ไม่มีปัญหาครับ)

ดังนั้นใครที่อยากจะให้เงินเติบโตไปพร้อม ๆ กับ กิจการแบบนี้ และชอบแนวคิดการลงทุนของกองทุนนี้ พร้อมกับอยากลดหย่อนภาษีไปด้วยละก็ กองทุนนี้ถือว่าน่าสนใจครับ

2. ชอบเติบโตแต่ขอผันผวนน้อยลงหน่อย 

ผมว่ากองทุนผสมบัวหลวง 70/30 SSF ที่มีนโบายการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีประมาณ 70% ในหุ้นที่หลากหลายเหมือนกับกองทุนบัวหลวงหุ้นไทย และมีแนวคิดกระจายความเสี่ยงด้วยตราสารหนี้ประมาณ 30% ที่จะทำให้ความผันผวนไม่สูง แต่ก็ยังมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในหุ้นไทยอยู่ ดังน้นถ้าใครชอบหุ้นไทย แต่ว่าก็ไม่อยากที่จะเสี่ยงสูงเต็มรูปแบบแล้วละก็ กองทุนบัวหลวง 70/30 SSF ถือว่าดีงามมากครับ

https://www.bblam.co.th/products/mutual-funds/super-savings-fund/bm70ssf/10239

3. ชอบความสม่ำเสมอ ลงทุนหลากหลายเน้นกระจายความเสี่ยง

กองทุน B-INCOMESSF ที่มีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น หุ้น ตราสารหนี้ อสังหา ฯ ทั้งในและต่างประเทศ โดยที่สัดส่วนการลงทุนเองก็สามารถปรับได้ตั้งแต่ 0-100 % ทุกสินทรัพย์ เพื่อเน้นการสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอให้กับนักลงทุนครับ

โดยที่กองทุนนี้อาจจะไปลงทุนในกองทุนรวมด้วยก็ได้นะครับ หรือที่เราเรียกว่า Fund of Fund (กองทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมอีกที) ทั้งนี้ก็เพราะว่า กองทุนต่างประเทศบางกองทุนนั้นมีศักยภาพในการเติบโตได้ มีการบริหารจัดการที่ดี และ มีลงทุนในหลายสินทรัพย์เพื่อกระจายความเสี่ยง ดังนั้นก็จะยิ่งทำให้ผลตอบแทนของเราจากกองทุนนี้ ยิ่งมีความผันผวนน้อยลงไปอีกครับ

https://www.bblam.co.th/products/mutual-funds/super-savings-fund/products/mutual-funds/9176/b-incomessf/b-incomessf/9179

ซึ่งการกระจายความเสี่ยงแบบนี้ ผมคิดว่าเหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงสูง ๆ ไม่ค่อยได้ แต่อยากลงทุนในระยะยาวแล้วได้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ ถึงแม้ว่าจะสูงผลตอบแทนในระยะยาวของหุ้นไม่ได้ก็ตาม แต่ถ้าใครรับความเสี่ยงได้ปานกลาง ผมว่ากองทุนเหมาะครับและ ได้ผลตอบแทนเป็นไปตามที่คาดหวังได้ไม่ยาก

แต่ทั้งนี้การลงทุนไม่ได้มีโอกาสแค่ในประเทศของเรานะครับ การลงทุนในหุ้นต่างประเทศเองก็ยังมีความน่าสนใจมาก ๆ ไม่แพ้การลงทุนในหุ้นไทยเลยครับ และในบางครั้งก็มีโอกาสเติบโตได้มาก และ ช่วยกระจายความเสี่ยงได้อย่างดีอีกด้วยครับ

อย่างในช่วงที่ผ่านมาที่การลงทุนผ่านกองทุนหุ้นกลุ่ม เทคโนโลยี และ การลงทุนผ่านกองทุนหุ้นจีนที่มีการบริโภคของประชากรในประเทศสูงมากขึ้น ก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีมากได้ และ เติบโตอย่างรวดเร็วอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงที่มีการระบาดของโรค COVID-19 ก็ตามครับ

ซึ่งถ้าใครอยากให้เงินมีโอกาสที่จะเติบโตในระยะยาวได้ดี การกระจายไปยังต่างประเทศก็คือว่าเป็นคำตอบของคนในยุคนี้ครับ

ดังนั้นกองทุนที่เกี่ยวกับธุรกิจในอนาคตอย่าง B-FUTURESSF นั้นถือว่าเป็นพระเอกในช่วงนี้เลยครับ

เนื่องจากกองทุน B-FUTURESSF จะเน้นลงทุนในกองทุน หรือ หุ้น ที่ได้มีโอกาสเติบโตสูง โดยเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจที่เน้นนวัตกรรมใหม่ ๆ หรือ เทคโนโลยี รวมถึงธุรกิจที่เติบโตจากการบริโภคในอนาคตด้วยครับ นอกจากนี้ยังมีโอกาสการะจายไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศที่ไปลงทุนในกลุ่มธุรกิจใหม่ ๆ และเทคโนโลยีก็ได้ครับ

จากสินทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุนด้วย 5 อันดับแรก จะเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงการบริโภค และ เน้นไปในประเทศจีน รวมไปถึงกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง AI ด้วยครับ

ถือว่าน่าสนใจมาก ๆ เลยครับ ซึ่งกองทุนนี้อาจจะมีนโยบายไม่เหมือนกับกองทุน  B-INNOTECHRMF

ที่ออกมาก่อนหน้านี้นะครับ กองทุน B-INNOTECHRMF จะเน้นไปที่หุ้นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่คุ้นเคยกันอยู่ทุกวัน เช่น Microsoft, Amazon หรือ Google และเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยี รวมถึง AI ดังนั้นถ้าพูดถึงการเติบโตในระยะยาว ๆ แล้วกองทุน B-FUTURESSF น่าจะให้ผลตอบแทนที่แตกต่างไป เพราะมองกว้างกว่าที่ครอบคลุมเทรนด์อนาคต เพราะไม่ใช่เทคโนโลยี แต่รวมถึงสินค้าและบริการที่จะเกิดขึ้นรองรับ new economy แต่ก็แน่นอนว่าแลกมาด้วยความผันผวนที่มากกว่า ดังนั้นหากใครที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง กองทุน B-FUTURESSF นั้น ถือว่าเหมาะมาก ที่สำคัญอย่าลืมว่าไหน ๆ ก็ต้องลงทุนระยะยาวอยู่แล้วกองทุนนี้ก็ถือว่ามีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดี คุ้มความเสี่ยงแน่ ๆ ครับ

https://www.bblam.co.th/products/mutual-funds/super-savings-fund/b-futuressf/9188

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ การลดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างภาษีด้วยกองทุน SSF หลากหลายประเทศ และ ประเภท ก็น่าจะช่วยให้เงินของเรางอกเงยได้เป็นอย่างดี เพราะว่ามีการกระจายความเสี่ยงไปด้วย ที่สำคัญ เมื่อเราลดค่าใช้จ่าย และสามารถสร้างผลตอบแทน สร้างกระแสเงินสดใหักับตัวเองได้ เราก็จะสามารถทำตามเป้าหมายที่มีมากมายในชีวิตได้อย่างครบถ้วนครับ

คำเตือน : 

• การลงทุนมิใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อไถ่ถอน (ไม่คุ้มครองเงินต้น)

• ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ผลการดำเนินงาน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีระบุในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม RMF/SSF ก่อนตัดสินใจลงทุน

• กองทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศมิได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด ทั้งนี้อ ยู่ในดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน ดังนั้น ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในกองทุนดังกล่าว หรืออาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

สุดท้ายนี้ผมอยากให้ทุกท่านลงทุนได้อย่างมีความสุข และ บรรลุสิ่งที่ต้องการได้ดั่งใจ จากการวางแผนการเงินที่ดีนะครับ วันนี้ผมขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

Jitta x DCA การหาหุ้นดีราคาถูกเพื่อการออมหุ้นระยะยาว

ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ Jitta.com ซึ่งเป็น Platform การลงทุนที่เราสามารถค้นหาหุ้นดีราคาถูกมาลงทุนได้นะครับ เดี๋ยวนี้ใช้เทคโนโลยีมาช่วยจัดการเลย เหมาะสำหรับมือใหม่ที่กำลังเรียนรู้เรื่องการลงทุนด้วย เพราะเขาวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆมาให้เราพร้อมจัดอันดับใน Jitta Ranking สามารถนำไปวางแผนเพื่อออมหุ้นด้วยตัวเองได้เลย หรือหากใครที่ไม่ต้องการซื้อขายหุ้นเองก็สามารถใช้ Jitta Wealth ได้เช่นกันนะครับ

ในบทความนี้พี่ต้าร์ก็จะพามาดู How – To ในการใช้งานเพื่อให้นักออมหุ้นทุกคนได้เห็นประโยชน์ของ Platform นี้ครับ

หลักการลงทุนแบบ Jitta x DCA เป็นอย่างไร?

ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจ Concept ในการลงทุนก่อนนะครับว่า หากเราอยากประสบความสำเร็จในการลงทุนในระยะยาวได้จะต้องลงทุนในหุ้นที่มีคุณภาพดี เป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตในอนาคตและราคาต้องเพิ่มขึ้น สามารถขายทำกำไรให้มีเงินงอกเงยได้

ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นเว็บไซต์ Jitta.com จะนำข้อมูลมาจาก S&P Global ซึ่งมี 50,000 หุ้นทั่วโลก เป็นงบการเงินทั้ง 3 ประเภท โดยแต่ละงบการเงินใช้ข้อมูล 10 ปีย้อนหลัง ด้วยข้อมูลที่ใหญ่ขนาดนี้เราคงวิเคราะห์เองไม่ได้แน่ๆ Jitta.com ก็เลยใช้ระบบ AI กับ Big Data มาจัดการวิเคราะห์ ทั้งในแง่ของการเติบโตธุรกิจ ตัวเลขของงบการเงินหลายๆปีด้วยมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดและนำมาดูว่าราคาที่ซื้อขายในตลาดนั้นมีราคาถูกหรือแพงเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริง การลงทุนในรูปแบบนี้ซึ่งเป็นแนวทางที่ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ใช้ด้วยครับ

How To ในการใช้ Jitta มาออมหุ้นแบบ DCA

มาดูกันนะครับว่าเราจะใช้ Platform นี้ได้อย่างไร แบบ Step by Step กันเลยนะครับ เพื่อนๆสามารถเข้าไปใช้งานในเวปไซต์ Jitta.com เพื่อดูข้อมูลดังนี้นะครับ

Step ที่ 1 ใช้ Jitta.com หาหุ้นดีราคาถูก

เมื่อเราเข้ามาใน Jitta.com จะเห็นว่ามีรายการของหุ้นเรียงรายอยู่ โดยค่าเริ่มต้นนั้นจะจัดเรียงโดย Jitta Ranking ซึ่งเป็นการจัดอันดับหุ้นดีราคาถูกหรือราคาเหมาะสมในช่วงเวลานั้นโดยมีการคำนวณแล้วจัดเป็นอันดับความน่าสนใจในการลงทุนให้เรา โดยเรียงจากซ้ายไปขวาและจากบนลงล่างนะครับ 

ต้องอย่าลืมนะครับว่าระบบสามารถวิเคราะห์หุ้นได้อย่างละเอียดถึง 50,000 ตัวด้วยมาตรฐานเดียวกัน การจัดอันดับหุ้นดีที่น่าลงทุนจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มที่เรารู้จักอย่างในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ใน SET50 SET100 หรือหุ้นมีชื่อเสียงเท่านั้น หุ้นที่เราอาจจะไม่เคยรู้จักแล้วเป็นหุ้นเพชรในตมก็อาจจะโผล่เข้ามาอยู่ในอันดับให้เราเจอได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

เมื่อเราคลิกเข้ามาแล้ว Jitta.com จะมีข้อมูลเพิ่มเติมให้ว่า ทำไมถึงมองว่าหุ้นตัวนั้นๆ น่าลงทุน ซึ่งจะมีการสรุปด้วย Jitta Score และ Jitta Line นะครับ

1. Jitta Score (หุ้นคุณภาพดี)

จะเป็นตัวเลขที่ทางระบบคำนวณถึงความมั่นคงทางด้านการเงิน ความสามารถในการแข่งขัน การสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง อัตราการเติบโต ประสิทธิภาพในการบริหาร และความยั่งยืนของธุรกิจ โดยคำนวณจากงบการเงินย้อนหลังหลายๆ ปี บริษัทไหนที่รักษามาตรฐานการทำธุรกิจที่ดีได้เรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องก็จะมี Score ที่สูง ถือว่าเป็นกิจการชั้นยอดที่น่าลงทุนครับ จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่าหุ้นมี Jitta Score ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยนะครับ

2. Jitta Line (หุ้นราคาถูก)

จะเป็นเส้นที่บอกว่ามูลค่าที่เหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นๆ เป็นอย่างไร โดยใช้ศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสดและทรัพย์สินที่ในอดีตมาวิเคราะห์ เพื่อหาราคาที่เหมาะสม ณ ปัจจุบัน ซึ่งก็คือราคาที่ควรซื้อธุรกิจในวันนี้หากต้องการคืนทุนใน 10 ปี หากราคาปัจจุบันซื้อขายในตลาดต่ำกว่า มูลค่าที่ Jitta Line ประเมินออกมา แปลว่าเป็นหุ้นที่ยังราคาถูก มีความเสี่ยงขาดทุนน้อยกว่า (margin of safety) ด้วย

ภาพข้างล่างจะเป็นตัวอย่างหุ้นที่มีการจัดอันดับ 1 ของ Jitta Ranking ในวันที่ 14 สิงหาคม 2562 จะเห็นได้ว่า Jitta Line ประเมินมูลค่าประมาณ 12 บาทนิดๆ ซึ่งอยู่สูงกว่า ราคา 8.60 บาท ที่ซื้อขายในตลาดทรัพย์นะ อันนี้ล่ะคือหุ้นที่มีราคาถูกกว่าพื้นฐานที่ควรเป็น

นอกจากนี้แล้วหากเราต้องการดูรายละเอียดปลีกย่อยที่เป็นตัวเลขทางการเงินจริงๆ อย่างงบการเงินของบริษัทที่เราต้องการเข้าไปศึกษา ก็สามารถดูเพิ่มได้จากแท็บ FactSheet เช่นกันนะครับ

จะเห็นได้ว่าการเลือกหุ้นดีราคาถูกบน Jitta.com ง่ายมากๆ เขาจัดอันดับด้วย Jitta Ranking มาให้เลย ถ้าอยากดูหุ้นว่าดีหรือไม่ดีก็ดูด้วย Jitta Score พร้อมกับข้อมูลทางการเงินต่างๆ และถ้าจะเช็คว่าหุ้นราคาถูกไหมก็ดูที่ Jitta Line ประกอบครับ

Step ที่ 2 จัดพอร์ตการลงทุนในหุ้นกระจายความเสี่ยง

พอเรารู้ว่าหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นดีราคาถูก ก็ไม่ใช่ว่าจะลงทุนแบบทุ่มเงินไปหุ้นที่อยู่ในอันดับแรกทันทีนะครับ ต้องอย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยงที่เราคาดเดาอนาคตไม่ได้ พอเจอปัจจัยที่ส่งผลตอบความเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงต่างๆ แบบฉับพลันพื้นฐานก็เปลี่ยนในทันทีได้ เช่น โรงงานของบริษัทถูกไฟไหม้ ถูกก่อการร้าย หรืออาจจะเกิดความเสี่ยงของธุรกิจที่ต่อมา Jitta Ranking ประเมินความน่าสนใจใหม่แล้วแย่ลง พอมันเกิดความเสี่ยงขึ้นมาพอร์ตการลงทุนเราเสียหายได้

การลงทุนที่ดีนั้นจะต้องจัดพอร์ตและเลือกหุ้นหลายๆ ตัวตามหลักการใส่ไข่ไว้หลายๆ ตะกร้า เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนครับ  อาจจะเลือกหุ้นที่อยู่ใน 5-10 อันดับแรกของ Jitta Ranking มาลงทุน กระจายเงินลงแต่ละหุ้นเท่าๆ กัน แต่ทั้งนี้จะซื้อหุ้นกี่ตัวก็ตามก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณการลงทุนจากเงินเก็บและเงินออมในแต่ละเดือนของเรานะครับ 

Step ที่ 3 เปิดพอร์ตและลงทุนแบบ DCA

หลายคนจะคุ้นเคยวิธีการออมหุ้นแบบ DCA ไม่ว่าจะเป็นการใช้บัญชีออมหุ้นหรือการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นทั่วไปและตั้งซื้อโดยคำสั่ง DCA Order ใน Settrade Streaming ซึ่งจะเป็นการซื้อรายเดือนสะสมไปเรื่อยๆ

แต่การลงทุนด้วยแนวทาง Jitta x DCA นั้นเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ต่างออกไป โดยที่เราจะซื้อกันรายปีและมีการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนในทุกๆ ปีด้วย จริงๆการ DCA รายปีหลายคนก็ทำกันอยู่บ่อยๆนะครับ เช่น การซื้อ RMF ครั้งเดียวในเดือนธันวาคมก่อนที่เราจะลดหย่อนภาษีในต้นปีถัดไปเพราะฉะนั้นเราจะต้องส่งคำสั่งซื้อด้วยตัวเอง ไม่ยากครับ ใช้เวลาแค่ปีละครั้งด้วย

ส่วนตัวผมขอแนะนำให้เปิดบัญชี Cash Balance นะครับ เพื่อเราจะได้สะสมเงินไปแล้วเก็บมาซื้อหุ้นทีเดียวเลย

ขั้นตอนนี้เราจะต้องกำหนดดังนี้ครับ

  • กำหนดเงินลงทุนในการซื้อหุ้น ตรงนี้ตามงบประมาณของเราเลยนะครับ เช่น เราอาจจะสะสมเงินในแต่ละเดือนไว้ 20,000 บาท ซึ่งจะทำให้เรามีเงินในรอบปีนั้นๆ 240,000 บาท
  • กำหนดหุ้นที่เราจะ DCA ตรงนี้ง่ายมากๆเลยครับ สมมติเราจะลงทุนหุ้น 10 ตัวก็ดูตาม Jitta Ranking 1-10 ของวันลงทุนได้เลย เอาจำนวนเงินลงทุนหารด้วย 10 ก็จะเป็นจำนวนเงินที่ต้องซื้อหุ้นแต่ละตัว เพราะฉะนั้นเงินจะต้องเพียงพอต่อการซื้อหุ้นนะ
  • กำหนดวันที่เราจะซื้อรอบปี เช่น เราจะซื้อทุกวันที่ 15 มกราคม ของทุกปี ถ้าติดวันหยุดก็เลื่อนไป 1 วันนะครับ

อาจจะมีหลายคนสงสัยว่า เราสามารถ DCA เดือนละครั้งได้หรือไม่? คำตอบก็คือได้ครับ แต่เราจะต้องซื้อหุ้นตาม Jitta Ranking ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละเดือน จึงแนะนำให้ลงทุนเป็น DCA รายปีกันดีกว่านะครับ

Step ที่ 4 Review และปรับพอร์ตปีละครั้ง

ในการลงทุนแบบ Jitta x DCA นั้น ไม่ใช่ว่าเราจะดูข้อมูลเพียงครั้งเดียวและทยอยซื้อไปโดยไม่กลับมาดูมันอีกนะครับ ต้องมานั่ง Review กันด้วยนะ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เมื่อครบปีเราก็มาเช็คกับ Jitta.com ว่าหุ้นที่เรากำลังลงทุนอยู่เป็นอย่างไร ยังติดอันดับใน Jitta Ranking หรือไม่?

ถ้าหุ้นยังอยู่ในลำดับที่น่าสนใจในการลงทุน ยังเติบโตดีมีคุณภาพ แม้ราคาปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังถูกเมื่อเทียบกับพื้นฐาน เราก็ลงทุนต่อกันได้ครับ แต่ถ้าหากกิจการแย่ลง ความสามารถในการแข่งขันลด หรือมีหุ้นตัวอื่นที่น่าสนใจกว่า เราก็ปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนของเราด้วยการขายทำกำไรไปซื้อหุ้นใหม่ได้ครับ

เทคนิคในการปรับพอร์ตวิธีการหนึ่งคือการใช้ Rebalancing Port การลงทุนควบคู่ไปด้วย 

ดังนี้นะครับ

  • ให้เราสำรวจอันดับ Jitta Ranking ว่าหุ้นที่เราลงทุนอยู่นั้นมีความเปลี่ยนแปลงอันดับอย่างไรบ้าง เช่น เริ่มต้นเราลงทุนใน Jitta Ranking 10 อันดับแรก 
  • ในปีต่อมาหากหุ้นที่เรามีอยู่บางตัว ไม่ได้อยู่ใน Jitta Ranking 10 อันดับแรกแล้วก็พิจารณาขายหุ้นออกจากพอร์ตครับ 
  • หากหุ้นไหนมาใหม่ อยู่ใน Jitta Ranking 10 อันดับแรกเราก็พิจารณาซื้อแทนตัวเก่าได้ (แนะนำไม่ควรเกิน 30 ตัวต่อรอบการลงทุน)
  • Rebalance Port ให้หุ้นแต่ละตัวในพอร์ตมีมูลค่าใกล้เคียงกัน โดยขายส่วนเกินของหุ้นที่กำไรเกินสัดส่วนและซื้อเพิ่มในหุ้นที่สัดส่วนน้อยกว่าหุ้นอื่น ตามรูปข้างล่างนี้นะครับ

ถ้าเราใช้หลักการนี้ในการลงทุนด้วย Jitta x DCA จะช่วยทำให้เราลดความเสี่ยงในการลงทุนได้หลายชั้นมากๆ เลย จากเหตุผล ดังนี้

1. เราใช้ Jitta Ranking ในการเลือกหุ้นน่าลงทุน พื้นฐานดี ราคาถูก

2. เรามีการจัดพอร์ตหุ้น เลือกหุ้นหลายๆตัวเพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

3. เราใช้วิธีการออมหุ้นแบบ DCA เพื่อลดความเสี่ยงด้านเวลาและความผันผวน

4. เรามีการปรับพอร์ตการลงทุนเป็นระยะเพื่อสร้างประสิทธิภาพในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

แต่อย่างไรก็ตาม Jitta.com เป็นเพียง Platform ที่ช่วยให้ข้อมูลกับเราในการตัดสินใจที่ง่ายขึ้นเท่านั้น นักลงทุนจะต้องศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุน เข้าใจวิธีการและหลักการ รวมถึงการสร้างวินัยในการลงทุนถึงจะประสบความสำเร็จได้นะครับ

ไม่มีเวลา ไม่อยากลงทุนและจัดการพอร์ตเอง ใช้บริการ Jitta Wealth ดูไหม

สำหรับคนที่ไม่มีเวลาติดตามเรื่องการลงทุน แต่อยากให้ระบบที่ทำงานให้เงินงอกเงยด้วยหลักการนี้ เราก็สามารถใช้บริการกองทุนส่วนบุคคล บริหารจัดการโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด สตาร์ทอัพแรกของไทยที่ได้รับอนุญาตบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตามกฎหมาย

Jitta Wealth ใช้หลักการเดียวกับที่ผมเล่าให้ฟังด้านบนครับ คือการลงทุนในหุ้นดีราคาถูกที่ถูกจัดอันดับใน Jitta Ranking แต่เราไม่ต้องมาจัดการเอง 

ในวันที่เราเริ่มลงทุนระบบจะทำการซื้อและถือหุ้นไปเรื่อยๆ แต่จะมีเพิ่มมาเล็กน้อยคือ Jitta Wealth จะคอยรีวิวพอร์ตให้ทุกๆ 3 เดือน เพราะทดสอบมาแล้วว่าได้ผลตอบแทนดีกว่าปรับพอร์ตปีละครั้ง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการจัดอันดับใน Jitta Ranking ระบบจะขายหุ้นที่ไม่ติดอันดับแล้วออกไป ซื้อหุ้นที่ติดอันดับเข้ามาใหม่ และถือหุ้นที่ยังติดอันดับต่อ พร้อมปรับสัดส่วนหุ้นในพอร์ตให้เหมาะสม ส่วนเราก็รอดูการเติบโตของพอร์ตการลงทุนเราครับ

วิธีการการลงทุนมีดังนี้นะครับ

  • ลงทุนครั้งแรกในไทย 5 แสนบาท สหรัฐฯ 1 ล้านบาท และเวียดนาม 3 ล้านบาท
  • เพิ่มทุนครั้งต่อๆ ไปในไทยและสหรัฐฯ 1 แสนบาท ในส่วนของสหรัฐและเวียดนาม 3 แสนบาท

หากใครต้องการ DCA จะต้องโอนเงินเข้ามาในบัญชีที่ลงทุนตามระยะเวลาที่เราต้องการ (ระบบไม่ได้ตัดอัตโนมัติน้า) ทำได้ทั้งแบบรายเดือน รายไตรมาส รายครึ่งปี หรือรายปีก็ได้ครับ ไม่ต้องรอจังหวะตลาดตกด้วย เพราะตามสถิติเพิ่มทุนอย่างมีวินัย สม่ำเสมอโดยไม่สนใจจังหวะตลาดให้ผลตอบแทนระยะยาวสูงกว่ารอตลาดตก ง่ายไหม แค่โอนเงินเข้าไประบบก็จัดการให้ทุกอย่างเลย ลองไปดูสถิติในบทความนี้  “เวลาที่ดีที่สุดในการลงทุน” บนเว็บไซต์เพื่อการลงทุน Passive Way เพิ่มเติมได้นะครับ

ถ้าใครสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Jitta Wealth สามารถศึกษาข้อมูลได้ทางเวปไซต์ https://jittawealth.co/t/gm62 นะครับ ในเวปไซต์เขาจะแสดงผลตอบแทนย้อนหลังให้ดูด้วยนะครับ และที่สำคัญคือมีข้อมูลการเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมของกองทุนในแต่ละประเภทด้วยว่า Jitta Wealth คิดถูกกว่าที่อื่นอย่างไร

ถ้าต้องการรายละเอียดเจาะลึก ลงทะเบียน เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมทางอีเมลได้เลยครับ

อย่าลืมนะครับว่าการลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญในยุคดอกเบี้ยเงินฝากที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ แต่เราก็มี Jitta.com และ Jitta Wealth ที่เข้ามาช่วยทำให้ชีวิตการลงทุนของเราง่ายขึ้นและสร้างความมั่งคั่งให้กับเราได้ด้วยนะครับ เริ่มต้นกันเลยตั้งแต่วันนี้ ออมก่อน รวยก่อน ลงทุนก่อน มั่งคั่งก่อนครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

อสังหาฯ ยังน่าซื้อไหมในปีนี้

COVID-19 นับเป็นหนึ่งในวิกฤตครั้งใหญ่ที่แทบไม่มีใครรับมือได้ทัน เพราะนี่คือวิกฤตที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยทั่วไปอย่างปัจจัยทางเศรษฐกิจหรือการเมือง แต่มันคือวิกฤตที่มาจากโรคระบาด และต่อให้เตรียมพร้อมรับมือไว้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะสามารถรับมือได้ดีพอจนไม่ได้รับผลกระทบเลย

ทุกธุรกิจจึงได้รับผลกระทบที่มากน้อยต่างกัน โดยเฉพาะวงการอสังหาริมทรัพย์ เพราะ COVID-19 ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีรายได้ลดลง หรืออาจถึงขั้นโดนเลิกจ้าง และสินทรัพย์ใหญ่ๆ อย่างบ้านหรือคอนโดมิเนียมจึงถูกชะลอการซื้อออกไปก่อน

จากการอ้างอิงของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิเคราะห์ไว้ว่า หากสถานการณ์ COVID-19 ยังไม่ดีขึ้น อาจทำให้ตัวเลขคนตกงานในปี 2563 สูงถึง 2-3 ล้านคน จึงไม่แปลกเลยถ้าคนที่ยังมีงานทำอยู่จะชะลอการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินทรัพย์ใหญ่ๆ ออกไปก่อน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ (https://news.thaipbs.or.th/content/295146)

ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลทั้งปี 2563 ว่าจะหดตัวถึง 32.9% คิดเป็นการหดตัวที่สูงที่สุดในรอบ 11 ปี ทำให้บรรดาผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างพากันจัดโปรโมชั่นอย่างดุเดือดเพื่อหาลูกค้าให้ได้มากที่สุด จนบางโครงการเกิดการลดราคาถึง 40 – 50 % กันเลยทีเดียว (อ้างอิงจาก https://www.kaohoon.com/content/370495?fbclid=IwAR3HcQ7AzBlYT75_ROk34n7MUrh86eIHpeLdl7X9Bwh7xb1k5CK4jAGVLZ0)

ทว่าท่ามกลางวิกฤต COVID-19 ก็ยังมีความหวังให้พอมองเห็นอยู่บ้าง นั่นคือ ข่าวการผลิตวัคซีนป้องกัน COVID-19 ที่ได้รับการพัฒนาและทดสอบจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้ว ซึ่งเป็นความหวังที่คนทั่วโลกตั้งหน้าตั้งตารอมากที่สุดในปีนี้ 

แม้ผลกระทบจาก COVID-19 มันอาจรุนแรงเกินกว่าที่ใครคาดคิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกธุรกิจจะไม่สามารถปรับตัวได้เลย เช่น การปรับตัวของธุรกิจด้านอาหารจากร้านนั่งกินสู่บริการดิลิเวอรี่หรือธุรกิจโรงแรมที่ไร้นักท่องเที่ยวก็เปลี่ยนตัวเองให้เป็นที่พักเชิง Staycation พร้อมกับโปรโมชั่นราคาพิเศษ ให้กับคนไทยโดยเฉพาะเพื่อสร้างกระแสเงินสดเข้ามาหล่อเลี้ยงธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปให้ได้

ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ในช่วงกลางปียังมีหลายคนกังวลอยู่ว่าจะมีคนมาซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ลูกค้าส่วนหนึ่งที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้มีแต่คนไทยเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มชาวต่างชาติที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทย และต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อนำไปลงทุนต่อ ก็นับเป็นกลุ่มลูกค้าที่เป็นสัดส่วนใหญ่พอสมควรเมื่อเทียบกับจำนวนลูกค้าทั้งหมด

ล่าสุดทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าอสังหาริมทรัพย์น่าจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจของไทยในไตรมาส 3 จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็ยังมองว่าในปีหน้าภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะยังทรงๆ ตัวเมื่อเทียบกับปี 2563 แต่ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายไปกว่าเดิม (อ้างอิงจาก https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain.aspx?release=y&ref=M&id=Y2tia1dWMkJubjA9&fbclid=IwAR0oPtmnO3vk4gdC6SBtiWnhgHZEIuJOSSzJOZCuqHTj4HC-ukOgc3uMad0)

และไม่แน่ว่า จากทั้งข่าวพัฒนาวัคซีน COVID-19 และตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าเดิม หลังจากนี้น่าจะเป็นช่วงเวลาทองของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งสำหรับผู้ที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย และสำหรับผู้ที่มองหาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน

ในตอนนี้ ทาง Ananda หรือ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์ IDEO, UNIO, ELIO และอีกหลายแบรนด์ชั้นนำ ได้จัดแคมเปญสุดพิเศษส่งท้ายปีสำหรับคอนโดติดรถไฟฟ้ายังไงก็ไปต่อได้และเวลานี้เป็นเวลาที่ดีเนื่องจากมีโปรดีและได้เห็นโครงการจริงก่อนตัดสินใจซื้อ และโครงการของอนันดาก็มีมาให้เลือกในราคาลดสูงสุด 43% เหมาะสำหรับคนที่อยากเป็นเจ้าของอสังหาฯ หรือมองหาโอกาสในการลงทุนปล่อยเช่า หากใครสนใจสามารถศึกษาข้อมูลและดูโปรดีส่งท้ายปีได้ที่ https://anan.ly/364QBjR

ลงทุนศาสตร์

หมดตัวเพราะขับรถชนเสาไฟฟ้า ประกันภัยรถยนต์คุ้มครองได้ไหม?

หลายๆ ครั้งมักเห็นข่าวที่มีคนขับรถชนเสาไฟฟ้าอยู่เรื่อยๆ เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ แต่การขับรถชนเสาไฟฟ้าต่างจากอุบัติเหตุทั่วไปตรงที่แค่ซ่อมรถหรือรักษาอาการบาดเจ็บ แล้วมันไม่จบน่ะสิครับ เสาไฟฟ้าแต่ละต้นมีเจ้าของนะครับ ถือว่าเป็นสมบัติของทางราชการ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายด้วย แล้วต้องจ่ายเท่าไร? ถ้ามีประกันรถยนต์จะคุ้มครองได้ไหม? ไปหาคำตอบกันครับ

ทำอย่างไรถ้าขับรถชนเสาไฟฟ้า?

การขับรถชนเสาไฟฟ้า ถือเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี ซึ่งเสาไฟฟ้าถือเป็นทรัพย์สินของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือการไฟฟ้านครหลวง (เฉพาะในกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ) หากได้รับความเสียหาย เราจะต้องชดใช้ให้กับหน่วยงานดังกล่าว มูลค่าก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น

  • เสาไฟฟ้าแรงต่ำ ราคาประมาณต้นละ 10,000-30,000 บาท
  • เสาไฟฟ้าแรงกลาง ราคาประมาณต้นละ 30,000-100,000 บาท

โดยราคานี้ เฉพาะค่ารื้อถอนเสาไฟฟ้าต้นเก่าและค่าติดตั้งต้นเสาไฟฟ้าต้นใหม่เท่านั้น ยังไม่รวมค่าอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น หม้อแปลง อุปกรณ์ตัดตอนระบบไฟฟ้าอัตโนมัติ สายสื่อสาร ฯลฯ รวมๆ แล้วอาจมีมูลค่าตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านบาท และถ้าอยู่ในพื้นที่ห่างไกลก็ต้องเสียค่าขนส่งเพิ่มเติมด้วยครับ (ขอบคุณข้อมูลจากคุณประยุทธ พิดเชิด ช่างเทคนิค 6 การไฟฟ้านครหลวง)

ประกันภัยรถยนต์คุ้มครองไหม?

1. กรณีมีประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ

ถ้าเราขับรถชนเสาไฟ้า แต่มีประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ อย่างน้อยก็อุ่นใจได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากจะมีความคุ้มครอง ทรัพย์สิน บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหาย โดยทางบริษัทประกันภัยจะจ่าย “ภายใต้วงเงินตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์” ทำให้ผู้เอาประกันภัยมีวงเงินการันตีที่จะชดใช้ให้บุคคลภายนอก ตามเงื่อนไขที่ระบุอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์นั้นๆ

2.กรณีมี พ.ร.บ. แต่ไม่มีประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ

พ.ร.บ.รถยนต์ คือการทำประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับตามกฎหมาย ซึ่งจะคุ้มครองการรักษาพยาบาลของบุคคลที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถของเรา แต่ไม่ครอบคลุมถึงความเสียหายของรถยนต์ และทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย ดังนั้น พ.ร.บ.รถยนต์ จึงไม่คุ้มครองกรณีขับชนเสาไฟฟ้า

แย่แล้ว…ถ้ามีเงินไม่พอจ่ายต้องทำอย่างไร?

หากตัวเลขค่าเสียหายสูงลิบจนเกินวงเงินประกันภัย แล้วเรามีเงินไม่พอจ่าย ก็สามารถขอรับคำปรึกษา ขอผ่อนชำระ หรือขอลดหนี้ได้ที่แผนกไกล่เกลี่ยและประนอมหนี้ของการไฟฟ้าฯ แต่ห้ามหนีความผิดเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะถูกดำเนินคดี ต้องชำระค่าเสียหายตามที่ศาลกำหนด โดยไม่สามารถต่อรองได้อีก ทีนี้ถ้าเรามีเงินไม่พอจ่ายก็อาจถูกฟ้องล้มละลายได้เลย

แต่ถ้าเราขับรถชนเสาไฟฟ้า เพราะความมึนเมา หรือทำผิดกฎจราจร ก็จะถูกแจ้งข้อหาเพิ่ม และถ้ามีคนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ก็จะมีความผิดทางอาญา ต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือจำคุกอีกด้วย ดังนั้นเราต้องขับขี่รถยนต์ด้วยความไม่ประมาท และปฏิบัติตามกฎจราจรด้วยนะครับ

เห็นหรือยังครับว่า ประกันภัยรถยนต์เป็นสิ่งจำเป็นมากๆ เพราะอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด และอาจทำให้เราหมดเนื้อหมดตัวได้เลยทีเดียว ดังนั้นอย่ารอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ไข แต่ควรทำประกันภัยรถยนต์ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ยิ่งเป็นประกันชั้น 1 ยิ่งดี เพื่อความคุ้มครองที่ครอบคลุม

สนใจคลิก เช็กเบี้ยประกันภัยรถยนต์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เคาน์เตอร์เทสโก้ โลตัส มันนี่ เซอร์วิสเซส หรือโทร. 02-627-8888 หรือส่งข้อความไปที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ @tescolotusmoney ได้เลยครับ

SA คอนโดแบบโรงแรมกำลังจะเข้าตลาดหุ้น

ในยุคปัจจุบัน การซื้อคอนโดมิเนียมคุณภาพดีสักแห่ง นอกเหนือจากเรื่องของราคาที่คุ้มค่าและทำเลที่ยอดเยี่ยมแล้ว อีกจุดหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญแต่มักถูกละเลยไปเสมอก็คือ บริการต่างๆ ที่เราได้รับหลังจากซื้อคอนโดนั้น

ถ้าหากลองพิจารณาอย่างถ้วนถี่ บริการที่เราจะได้รับในฐานะผู้อยู่อาศัยนั้นอาจมีความสำคัญไม่แพ้ราคาที่จ่ายไปเลย เพราะคอนโดมิเนียมที่เราซื้อคือสิ่งที่เราจะต้องอยู่อาศัยกับมันไปอีกหลายปี หากได้คอนโดมิเนียมที่ราคาถูก ทำเลดี แต่การบริการหรือส่วนกลางต่างๆ ไม่เหมาะสม อาจทำให้การอยู่อาศัยไม่ได้เป็นการพักผ่อนหย่อนใจอย่างที่ควรจะเป็น รวมถึงกระแสการบอกต่อที่อาจไม่ดีเท่าที่ควร

ด้วยความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบายคุ้มค่ากับราคาที่จ่าย จึงมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งพยายามตอบสนองลูกค้าด้วยบริการต่างๆ มากมาย แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีคอนโดมิเนียมสักแห่งที่สามารถทำให้ผู้อยู่อาศัยได้รับความสะดวกสบายเท่ากับโรงแรมล่ะ?

นั่นคือสิ่งที่ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) กำลังจะทำ ผู้นำด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร ทาวน์โฮม และโฮมออฟฟิศ ซึ่งกำลังจะก้าวสู่การเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเร็วๆ นี้

บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ SA ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งแนวราบและแนวสูง โดยเริ่มจัดตั้งบริษัทฯ ในปี 2553 เปิดตัวอสังหาริมทรัพย์และจำหน่ายไปแล้วกว่า 20 โครงการ ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมทั้งแบบ High Rise และ Low Rise จำนวน 16 โครงการ และโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบ ทั้งทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ และบ้านจัดสรร จำนวน 4 โครงการ มูลค่ารวมกันถึงกว่า 46,000 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) ตัวอย่างแบรนด์ที่ SA เป็นคนทำก็ได้แก่ The Collection, Siamese Exclusive, Blossom เป็นต้น

ในตลอดสิบปีที่ผ่านมา บริษัทฯ พยายามชูแนวคิด “Asset of Life สร้างกำไรให้กับทุกการใช้ชีวิต” นั่นคือไม่ว่ากลุ่มลูกค้าจะเป็นใคร ต้องการซื้อเพื่อเช่าอยู่เองหรือปล่อยเช่าต่อ จะต้องได้รับการตอบสนองต่อความต้องการอย่างดีที่สุด โดยเฉพาะแนวคิดการสร้างที่อยู่อาศัยแบบ Branded Residence หรือก็คือการนำบริการแบบโรงแรมระดับโลกมาใช้กับที่อยู่อาศัย เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายมากที่สุด

ในการทำที่อยู่อาศัยแบบ Branded Residence บริษัทฯ ได้ว่าจ้าง Hotel Operator ที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศมาสองรายด้วยกัน คือ Green Land และ Kew Green เพื่อเปลี่ยนที่อยู่อาศัยให้กลายเป็นการพักผ่อนในแบบโรงแรม นั่นแปลว่าผู้อยู่อาศัยจะได้รับการบริการที่ไม่แพ้โรงแรมเลยทีเดียว และเป็นสิ่งที่ยังไม่เห็นบ่อยนักในตลาดที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่

ปัจจุบัน SA จะมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจอยู่ 3 ประเภทหลัก

1) ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อจำหน่าย

ปัจจุบันเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ โดยพัฒนาทั้งอสังหาริมทรัพย์ในแนวสูงและแนวราบ และพยายามนำเอานวัตกรรมต่างๆ มาประยุกต์ใช้กับอสังหาริมทรัพย์ที่พัฒนาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่สูงขึ้น เช่น ระบบหมุนเวียนอากาศในห้องพัก หรือบริการที่จอดรถอัตโนมัติ

เพื่อสร้างความแตกต่างจากบริษัทคู่แข่ง SA จึงได้นำแนวคิด Branded Residence หรือการอยู่อาศัยที่เทียบเท่าโรงแรมมาประยุกต์ใช้กับอสังหาริมทรัพย์ของตนเองด้วย เพื่อให้บริการลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสบายในแบบมาตรฐานของโรงแรม เช่น บริการอาหารและเครื่องดื่มในห้องพัก บริการทำความสะอาด หรือบริการซักรีด เป็นต้น

2) ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า

เป็นการแบ่งพื้นที่บางส่วนของโครงการอสังหาริมทรัพย์มาปล่อยเช่าให้กับผู้ประกอบการที่สนใจ โดย SA อาจได้รับรายได้ทั้งในแบบของค่าเช่าหรือส่วนแบ่งกำไร นอกจากนี้ในอนาคต SA กำลังก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์แบบ Mixed – Use เพื่อเพิ่มรายได้ในสัดส่วนนี้ด้วย

3) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้บริการ SA

จะแบ่งห้องพักหรืออสังหาริมทรัพย์ส่วนหนึ่งมาเพื่อปล่อยเช่าโดยเฉพาะ เปรียบเสมือน SA ดำเนินธุรกิจเป็นเจ้าของโรงแรมเองโดยตรง นอกจากจะทำรายได้ให้กับบริษัทฯ แล้ว ยังเป็นแผนการส่วนหนึ่งในการพัฒนาบริการของตนเองเพื่อดูแลลูกค้าที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์ SA ด้วยเช่นกัน

แม้จะเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อตั้งมาเพียง 10 ปี แต่ SA ได้บริหารและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มาแล้วมูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท และมีรายได้ในปีล่าสุดมากกว่า 3 พันล้านบาทเลยทีเดียว

จริงอยู่ว่า ทุกวันนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ประกอบกับในช่วงปีนี้ที่ COVID-19 ทำให้ประชาชนชะลอการใช้จ่ายรวมถึงการซื้อสินทรัพย์ชิ้นใหญ่ด้วย แน่นอนว่าอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นหนึ่งในนั้น SA จึงอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอยู่บ้างเพียงในระยะสั้น

สำหรับผลประกอบการในช่วงปี 2560 – 2562 และงวด 9 เดือนสิ้นสุด 30 กันยายน 2563 บริษัทฯ มีรายได้ จำนวน 1,480.1 ล้านบาท 2,084.3 ล้านบาท  3,525.2 ล้านบาทและ 2,060.6 ล้านบาท ตามลำดับ โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ และมีการโอนกรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าที่เข้าซื้อทรัพย์สินในโครงการ

ส่วนกำไรสุทธิและอัตรากำไรสุทธิในปี 2560 – 2562 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่จำนวน 51.5 ล้านบาท 163.4 ล้านบาทและ 502.6 ล้านบาทโดยมีอัตรากำไรสุทธิเท่ากับร้อยละ 4.4 ร้อยละ 7.3 และร้อยละ 17.5 ตามลำดับโดยอัตรากำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการบริหารจัดการต้นทุนการก่อสร้างของโครงการใหม่ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการทำกำไรของโครงการใหม่ ๆ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ รวมไปถึงการออกแบบพื้นที่ของโครงการที่วางโครงสร้างไว้ให้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุด

อย่างไรก็ตาม ด้วยกลยุทธ์การสร้างและพัฒนาที่อยู่อาศัยในแบบ Branded Residence จึงเปรียบเสมือนเป็นจุดขายอันแข็งแกร่งของบริษัทฯ เพราะต้องไม่ลืมว่า วิถีชีวิตของคนในปัจจุบันไม่ได้ต้องการเพียงแต่อสังหาริมทรัพย์หรือคอนโดมิเนียมที่สวย น่าอยู่ ราคาถูก และทำเลดี แต่บริการและความสะดวกสบายในระหว่างการอยู่อาศัยก็ไม่แพ้กัน มันคงจะดีไม่น้อยถ้าลูกค้าสามารถอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมของตัวเองแต่ได้รับความสะดวกไม่แพ้โรงแรมชั้นนำ

และเมื่อมีจุดเด่นที่สามารถสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้แล้ว ก็มีโอกาสไม่น้อยที่ลูกค้าที่กำลังตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะอยู่อาศัยเอง ปล่อยเช่า หรือต้องการเช่าระยะสั้น จะต้องเห็นถึงจุดเด่นของ SA ในเรื่องความสะดวกสบายที่มากกว่าอสังหาริมทรัพย์ทั่ว ๆ ไป เป็นการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้น

SA กำลังอยู่ในขั้นตอนจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้น IPO นี้ไปใช้กับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตและเป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ ต่อไป โดย SA จะทำการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนไม่เกิน 150,000,000 หุ้น คิดเป็นประมาณร้อยละ 13.5 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://investor.siameseasset.co.th/th

บทความนี้เป็น Advertorial

วางแผนเกษียณง่ายๆ ด้วย RMF แก่แต่เก๋า ไม่เป็นภาระลูกหลาน

เมื่อก่อนนี้ คำว่า “สังคมผู้สูงอายุ” ยังดูเป็นเรื่องไกลตัวเรามาก แต่ตอนนี้ “ความแก่” เริ่มใกล้เข้ามาทุกที ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ปี 2020 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กว่า 11,136,059 คน คิดเป็น 16.73% ของประชากรทั้งหมด และในปี 2021เราจะเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” หรืออย่างในประเทศญี่ปุ่น ก็มีการปรับนโยบายให้เข้ากับสังคมผู้สูงอายุ ด้วยการขยายอายุเกษียณของพนักงาน จาก 65 ปี เป็น 80 ปี นั่นแปลว่าถ้าเราอายุ 80 ก็อาจจะยังต้องทำงานอยู่

เคยคิดภาพตัวเองตอนแก่มั้ยครับ? ถึงตอนนั้นเราจะทำอะไรอยู่ อาจจะไปเที่ยวรอบโลก พักผ่อนอยู่กับบ้าน ออกกำลังกายเบาๆ แต่ทั้งหมดนี้จะทำไม่ได้เลยครับ ถ้าเราไม่ได้ “วางแผนเกษียณ” เตรียมเงินไว้ให้เพียงพอ แทนที่จะได้ทำในสิ่งที่ต้องการ กลับต้องรบกวนลูกหลาน เป็นภาระให้พวกเขาแน่ๆ

ถ้าไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เราต้องวางแผนเกษียณตั้งแต่วันนี้เลยครับ ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไรยิ่งดี ซึ่งเครื่องมือที่จะทำให้เราวางแผนได้ง่ายขึ้น ก็คือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” หรือ RMF (Retirement Mutual Fund)

วางแผนเกษียณด้วย RMF แล้วดีอย่างไร?

1. มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ภาคเอกชน หุ้น ฯลฯ ซึ่งเราสามารถสลับกองทุน RMF ได้ตามความต้องการ ถ้าต้องการความมั่นคงก็เลือกสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ ถ้าต้องการผลตอบแทนสูงก็เลือกสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง

2. ต้องลงทุนต่อเนื่อง 5 ปีขึ้นไป และจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ ทำให้เมื่อถึงเวลาเกษียณก็จะมีเงินก้อนใหญ่รออยู่

3. สามารถนำมาลดหย่อนภาษี 30% ของรายได้ สูงสุด 500,000 บาท

4. คนที่ประกอบอาชีพอิสระ หรือพนักงานในบริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยิ่งควรซื้อ RMF เพราะจะได้มีสวัสดิการออมเงินเพื่อวัยเกษียณ

ถ้าอยากซื้อ RMF ให้ครบทุกโอกาสลงทุน ต้อง กองทุนบัวหลวง

บลจ.บัวหลวง เห็นความสำคัญของพอร์ต RMF ที่เป็นการลงทุนระยะยาว จึงเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง มีความยืดหยุ่นที่สามารถปรับการลงทุนให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ และมีการกระจายความเสี่ยง ซึ่งมีอยู่ 4 กองทุนที่น่าสนใจครับ

1. กองทุนบัวหลวงทศพล RMF

เน้นลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสเติบโตที่สุด 10 ตัว โดยเป็นธีมการลงทุนที่ได้รับความนิยม พร้อมกับดูพื้นฐานและการเติบโตของหุ้น

ตัวอย่างหุ้นที่เลือกลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก

– หุ้นสามัญ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

– หุ้นสามัญ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)

– หุ้นสามัญ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)

– หุ้นสามัญ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)

– หุ้นสามัญ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

2. กองทุนบัวหลวงตราสารทุน RMF

อีกหนึ่งกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทย แต่เน้นกระจายความเสี่ยงด้วยขอบเขตการลงทุนที่กว้างกว่ากองทุนบัวหลวงทศพล RMF โดยเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว

ตัวอย่างหุ้นที่เลือกลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก

– หุ้นสามัญบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 

– หุ้นสามัญบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 

– หุ้นสามัญบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) 

– หุ้นสามัญบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) 

– พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย

3. กองทุนบัวหลวงเฟล็กซิเบิ้ลฟันด์ RMF

เน้นการลงทุนอย่างรอบคอบ ไม่เสี่ยงจนเกินไป ด้วยการผสมผสานการลงทุน ทั้งหุ้น ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ตราสารหนี้ และเงินฝาก ตั้งแต่ร้อยละ 0 ถึงร้อยละ 100 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

4. กองทุนบัวหลวงมันนี่มาร์เก็ต RMF

เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในตัวตราสารและหรือผู้ออก ระยะยาว 3 อันดับแรก ระยะสั้น 2 อันดับแรก ในระดับ National และหรือ International Scale และลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ สถาบันการเงิน เอกชน และหรือเงินฝากทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังได้เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนในต่างประเทศ (ไม่เกิน 40% ของ NAV)

“แผนเกษียณ” เป็นเป้าหมายสำคัญในชีวิตที่ทุกคนต้องมี ถ้าอยากใช้ชีวิตสบายๆ หลังเกษียณ ต้องเริ่มวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้นะครับ ใครที่สนใจกองทุน RMF ของบัวหลวง สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.bblam.co.th หรือโทร. 0-2618-1111

***คำเตือน***

1. การลงทุนมิใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อไถ่ถอน (ไม่คุ้มครองเงินต้น)

2. ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ผลการดำเนินงาน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน

3. กองทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศมิได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด ทั้งนี้อยู่ในดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน ดังนั้น ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในกองทุนดังกล่าว หรืออาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

อยากลดหย่อนภาษีด้วยกลุ่มนวัตกรรมและเทคโนโลยี ลองดูกองทุนประหยัดภาษีกลุ่มนี้กันไหม?

ถ้าพูดถึงในยุคโควิดแบบนี้ แล้วมีคำถามตามมาว่า ควรลงทุนอะไรดี? ซึ่งหนึ่งในตลาดที่หลายคนสนใจ คือ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ รวมถึงเทรนด์สุขภาพที่มาแรงในตอนนี้

และยิ่งถ้าใครติดตามข่าวในช่วงนี้ จะเห็นว่าเมื่อมีแนวโน้มที่วัคซีนโควิดจะสำเร็จ หุ้นในกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นกันแบบยกใหญ่ เพราะแนวโน้มสดใสที่กำลังจะตามมา

คำถามที่น่าสนใจ คือ เราสามารถใช้ประโยชน์จากส่วนนี้มาวางแผนภาษีไปด้วยกันได้ไหม ?

กองทุน RMF และ SSF ในกลุ่มนวัตกรรมและเทคโนโลยี

อาจเป็นอีกหนึ่งในตัวช่วยที่ดีในการวางแผนภาษีของเรา

สำหรับใครหลายคนที่วางแผนลดหย่อนภาษีในช่วงนี้ และสนใจในทิศทางการเติบโตขึ้นหุ้นนวัตกรรมและเทคโนโลยี ก็สามารถวางแผนควบคู่กันไปได้ ด้วยกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) เพื่อเป็นการลงทุนในระยะยาว ซึ่งทั้งสองกองทุนประหยัดภาษีนี้เป็นการลงทุนในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายเกษียณหรือในอีก 10 ปีข้างหน้าก็ตาม ซึ่งเทรนด์ของโลกนั้นก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ในอนาคต ย่อมจะเติบโตขึ้นจนเราคาดไม่ถึง

เพื่อให้เห็นภาพ ผมขออนุญาตขายของพร้อมอธิบาย โดยนำข้อมูลกองทุนจากทาง กองทุนบัวหลวงที่เลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มเหล่านี้ ทั้งหมด 3 กองทุน มาเปรียบเทียบกันให้ดูครับ

โดยข้อมูลทั้ง 3 กองทุนนี้ถ้าเรามาพิจารณาเพิ่มเติม จะเห็นว่าเป็นกองทุนที่ลงทุนในกองทุนหลักต่างประเทศทั้งหมด โดยเราจะมาลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมของแต่ละตัวกันครับว่า มีความแตกต่างกันแบบไหนยังไงบ้าง

• B-INNOTECHRMF

ลงทุนในกองทุนหลัก Fidelity Funds – Global Technology Fund ซึ่งกองทุนนี้มีความเชี่ยวชาญในการบริหารหุ้นกลุ่มโกลบอลเทคโนโลยีมากว่า 20 ปี และมีนโยบายลงทุนในตราสารทุนของบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกที่คาดว่าจะสามารถเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของเราในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็นพวก Machine Learning, AI, ยานยนต์ไฟฟ้าต่างๆ ไปจนถึงธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ รวมถึงเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคอีกมากมาย 

• BCARERMF

ลงทุนในกองทุนหลัก คือ Wellington Global Health Care Equity Fund ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทในอุตสาหกรรม Health Care ทั่วโลก โดยเน้นการลงทุนในหมวดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น หมวดเภสัชกรรมทั่วไป (Major Pharmaceuticals) หมวดเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และ เภสัชกรรมเฉพาะทาง (Specialty Pharmaceuticals) หมวดผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ (Medical Products) และหมวดบริการด้านสุขภาพ (Health Services) ซึ่งถือได้ว่าครอบคลุมทุกกลุ่มการแพทย์เป็นหลัก และน่าจะได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากภาวะในตอนนี้ 

• B-FUTURESSF

สำหรับกองทุนนี้จะไม่ได้ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขยายมุมมองไปที่ธุรกิจที่สามารถปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยี หรือ นวัตกรรมต่างๆ มาปรับใช้เพื่อให้สามารถตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่เน้นสะดวก สบาย และสนุก เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ด้วย โดยจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน B-FUTURE ที่ลงทุนหุ้นในกลุ่ม FinTech และกองทุนหลัก 2 กองทุนได้แก่

Allianz Global Investors – Global Artificial Intelligence

กองทุนนี้จะเน้นลงทุนใน AI แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักคือ ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure) แอปพลิเคชันที่ต้องใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Application) และธุรกิจที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์พัฒนาด้านการผลิตหรือการให้บริการ (AI-enabled Industries)

Fidelity Funds – China Consumer Fund

กองทุนนี้เน้นลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ของจีน หรือที่เรียกกันว่า New China ซึ่งนับว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก ทั้งในแง่ของการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ล้ำสมัย เครือข่ายที่กว้างใหญ่ และจำนวนผู้บริโภคที่มีอยู่มหาศาล

คำถามที่ต้องถาม คือ เราวางแผนพอร์ตการลงทุนอย่างไร?

ถ้าให้แนะนำตรง ๆ จากกลุ่มอุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยี ผมคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจัดการได้ คือ การจัดพอร์ตลงทุนให้เหมาะสม กระจายไปในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตามความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ เพราะผลตอบแทนที่ได้รับนั้นก็มีความเสี่ยงเป็นองค์ประกอบตามมาเช่นเดียวกัน

สำหรับคนที่ลงทุนในหุ้นไทยเป็นหลัก แต่ยังไม่มีหุ้นในกลุ่มนี้ การแบ่งน้ำหนักการลงทุนบางส่วนมาบ้างก็อาจทำให้เรามีโอกาสรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นตามเทรนด์ และถือว่าเป็นการกระจายความเสียงนอกจากลงทุนแต่หุ้นไทยเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น คำถามว่าเราวางแผนพอร์ตการลงทุนแบบไหน อาจจะต้องสะท้อนกลับไปที่เป้าหมาย ผลตอบแทน และความเสี่ยงที่ชัดเจน รวมถึงเกณฑ์ในการประหยัดภาษีที่เหมาะสมของตัวเองด้วยว่า เราต้องการแบบไหน ดังนั้นตอบตัวเองให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนครับ

สุดท้ายนี้ ผมขอย้ำอีกทีว่า สิ่งที่สำคัญ คือ การวางแผนจัดพอร์ตควบคู่กับการลดหย่อนภาษี และเข้าใจสินทรัพย์ที่เราลงทุน จะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีที่สุดนั่นเองครับ

และถ้าหากใครสนใจกองทุนกลุ่มนี้ สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.bblam.co.th แถมทางกองทุนบัวหลวงยังฝากบอกมาด้วยครับว่า ช่วงนี้ใครที่ลงทุนกองทุนโดยซื้อผ่านบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ มีโอกาสรับโปรโมชั่นถึง 3 ต่อดังนี้

• ต่อที่ 1 เมื่อซื้อ SSF หรือ RMF ผ่านบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ และแลกใช้คะแนนสะสม Thank You Reward ทุก 1,000 คะแนน รับเครดิตเงินคืน 100 บาท

• ต่อที่ 2 สำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีใหม่กองทุน SSF หรือ RMF  และแลกใช้คะแนนสะสม Thank You Reward เพื่อซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนบัวหลวงที่เปิดบัญชีใหม่ มีสิทธิ์รับ Starbuck e-Coupon มูลค่า 100 บาท (จำกัดมูลค่าสูงสุด 100 บาท/ท่าน และจำกัด 1,000 สิทธิ์ต่อเดือน)

• ต่อที่ 3 สำหรับลูกค้าที่ลงทุน SSF หรือ RMF ครบ 5 ครั้งขึ้นไป และมียอดเงินลงทุนรวมกัน 150,000 บาทขึ้นไป ระหว่างวันที่ 2 ม.ค. 63 – 30 ธ.ค. 63 รับ Starbuck e-Coupon มูลค่า 300 บาท/ท่าน

คำเตือน : 

• การลงทุนมิใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อไถ่ถอน (ไม่คุ้มครองเงินต้น)

• ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ผลการดำเนินงาน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีระบุในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน

• กองทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศมิได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด ทั้งนี้อ ยู่ในดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน ดังนั้น ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในกองทุนดังกล่าว หรืออาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

บทความนี้เป็น Advertorial

ซื้อประกันลดหย่อนภาษีปลายปี เลือกแบบไหนดี ให้คุ้มที่สุด

หลายคนที่กำลังวางแผนลดหย่อนภาษีในปีนี้ อาจจะกำลังมองหาประกันมาเป็นตัวช่วย แต่ก็ติดตรงที่ว่าไม่รู้ว่าจะซื้อประกันแบบไหน เลือกอย่างไรดี และต้องมีเทคนิคอะไรบ้าง วันนี้ผมจะมาสรุป 3 ข้อสำหรับสำหรับการซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษีให้พิจารณากันครับ

ข้อแรก ประกันต้องตรงตามวัตถุประสงค์

เงื่อนไขสำคัญอันดับแรกเลย คือ วัตถุประสงค์ในการซื้อประกันของเรา เราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ว่าเราต้องการประกันแบบไหน เพื่อใช้ทำอะไรบ้าง เพราะบางทีแล้วประกันที่เราต้องการส่วนนึงก็ไม่ใช่ประกันที่ลดหย่อนภาษีได้ เช่น ประกันรถยนต์ แต่เราต้องซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับทรัพย์สินของเรา

แต่ถ้ามองในมุมของประกันลดหย่อนภาษีแล้ว บางคนอาจจะต้องการทั้งป้องกันความเสี่ยงและได้รับเงินคืน ก็อาจจะมองหาประกันสะสมทรัพย์ หรือ ประกันแบบบำนาญ ส่วนบางคนที่ต้องการความคุ้มครองที่มากกว่าเพราะกลัวคนรุ่นหลังจะลำบาก ก็อาจจะต้องพิจารณาเรื่องประกันชั่วระยะเวลา หรือประกันตลอดชีพแทน แต่สำหรับคนที่อยากเน้นเรื่องความคุ้มครองสุขภาพต้องมาก่อน ก็ต้องย้อนมามองหาประกันสุขภาพนั่นเองครับ 

หลังจากนั้นค่อยมาดูเงื่อนไขต่อว่า ประกันแต่ละตัว ถ้าจะเอาสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีแล้ว กฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขอะไรไว้บ้าง  เอาเป็นว่าเรามาดูรายการค่าลดหย่อนภาษีที่ผมเคยสรุปไว้ทั้งหมดกันก่อนครับ จะได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น

จากตารางจะเห็นว่าในส่วนของประกันสุขภาพมีการปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งเดิมลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท กลายเป็น 25,000 บาท แต่อย่างไรก็ดี เมื่อรวมประกันชีวิตแล้วก็จะได้สิทธิสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทนั่นเองครับ

จากภาพรวมตรงนี้ ผมขอแนะนำเพิ่มเติมว่า ถ้าเลือกประกันได้แล้ว เราควรพิจารณาอีกประเด็นที่สำคัญประกอบกัน นั่นคือ เงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีครับ 

ข้อสอง เช็คเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษี

เมื่อเราตัดสินใจได้แล้วว่าเราจะซื้อประกันแบบไหนยังไงบ้าง สิ่งที่เราต้องตามต่อ คือ เงื่อนไขในการลดหย่อนภาษี ซึ่งประกันแต่ละประเภทนั้นมีเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีแตกต่างกันออกไป โดยผมเคยสรุปไว้ในแฟนเพจ ตามนี้ครับ 

https://www.facebook.com/TaxBugnoms/posts/4541306319228082

จะเห็นว่านอกจากเรื่องของวัตถุประสงค์แล้ว เงื่อนไขทางภาษีจะมาเป็นตัวช่วยที่ทำให้ประกันที่เราเลือกซื้อคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นเพราะช่วยประหยัดภาษีที่เราต้องจ่ายได้ หรืออาจจะมองว่าการลดหย่อนภาษีเหมือนเป็นส่วนลดจากการซื้อประกันก็ได้เช่นเดียวกันครับ (แต่ลดได้ตามอัตราภาษีที่เราต้องเสียนะครับผม)

ประเด็นสำคัญ คือ เราต้องปฎิบัติตามเงื่อนไขได้อย่างถูกต้อง เพราะถ้าหากทำผิดเงื่อนไขแล้ว เราต้องคืนภาษีที่ใช้สิทธิลดหย่อน และอาจจะเสียเงินเพิ่ม (หรือดอกเบี้ย) อีกต่อหนึ่งด้วยครับ

ข้อสุดท้าย มองหาโปรโมชั่นที่โดนใจ ตอบโจทย์ให้ค่าเบี้ยประกันลดลง 

นอกจากการตรงตามวัตถุประสงค์และการลดหย่อนภาษีแล้ว สิ่งทีเราควรมองหา (โดยเฉพาะในยุคนี้) คือ การหาส่วนลดพิเศษ หรือ โปรโมชั่นเพิ่มเติมต่าง ๆ จากการซื้อประกัน รวมถึงตัวช่วยในการบริหารจัดการการเงินอย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้รับประโยชน์คุ้มค่าที่สุด เช่น โปรโมชั่นการซื้อผ่านบัตรเครดิต ส่วนลดที่มี (กรณีเลือกผ่อนชำระ) หรือ วิธีการประหยัดแบบต่าง ๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเงินในกระเป๋าและสภาพคล่องของเราให้มากที่สุดครับ 

และนี่คือเคล็ดลับดี ๆ ที่นำมาฝากกันทั้ง 3 ข้อครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนที่กำลังเลือกซื้อประกันลดหย่อนภาษีในตอนนี้อยู่นะครับผม

เอาล่ะครับ นอกจากเกร็ดความรู้และเทคนิคที่ผมนำมาฝากกันในบทความนี้ ผมยังมีโปรโมชั่นดีๆ มาฝากกันเพิ่มเติมด้วยครับผม (ขายของหน่อยจ้า ช่วงนี้งานต้องมาแล้วนะ)

แนะนำโปรโมชั่น ประกันมีคืน

บัตรเครดิต เทสโก้ โลตัส วีซ่า ทุกประเภท

สำหรับคนที่สนใจตัวช่วยในการประหยัดเงินหรือได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มอย่างที่ว่ามา ทางบัตรเครดิต เทสโก้ โลตัส เขาฝากมาบอกครับว่า ในกรณีที่ซื้อประกัน กับนายหน้า ตัวแทน บริษัทประกันภัยทุกที่ ผ่านบัตรเครดิตเทสโก้ โลตัส วีซ่าสามารถรับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 5,200 บาท/เดือน กันเลยทีเดียว  โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. รับเงินคืน สูงสุด 2,000 บาท

กรณีชำระเบี้ยประกันประเภทใดก็ได้ / เซลล์สลิป (จำกัดการรับเครดิตเงินคืนรายการรูดเต็มจำนวนสูงสุด 2,000 บาท / บัญชีบัตรหลัก / เดือน)

สำหรับตรงนี้ ผมอธิบายเพิ่มเติมครับว่า การรับเงินคืนจากการซื้อประกันเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีเลยครับ ถ้าหากเราสามารถมองหาโปรโมชั่นบัตรเครดิตที่ได้รับเครดิตเงินคืนจากซื้อได้ มันเท่ากับว่าเราจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการประหยัดค่าเบี้ยประกันไปด้วยเพราะเป็นการจ่ายเงินน้อยลงนั่นเอง โดยการได้เงินคืน 2,000 บาทจากการซื้อประกันในยุคนี้ก็ถือว่าเยอะอยู่นะครับผม

2. รับเครดิตเงินคืนเพิ่ม 1 เท่า

เมื่อเปลี่ยนยอดรูดประกันเต็มจำนวนตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป เป็นรายการผ่อนชำระรายเดือน (จำกัดการรับเครดิตเงินคืนเพิ่มจากการเปลี่ยนเป็นรายการผ่อนชำระรายเดือนสูงสุด 2,000 บาท / บัญชีบัตรหลัก / เดือน)

ประเด็นเพิ่มเติมตรงนี้ที่โปรโมชั่นให้มา จะเหมาะสำหรับผู้ที่บริหารจัดการเงินตัวเองในช่วงรัดตัวแบบนี้ ซึ่งแน่นอนว่าโควิดทำให้ใครหลายคนต้องบริหารจัดการเงินกันใหม่ ดังนั้นถ้าการแบ่งจ่ายช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้ มีกระแสเงินสดมากขึ้นเพียงพอในช่วงนี้ รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากประกันยังคงอยู่ ถ้าใครมองแล้วว่าตัวเองไม่ไหว ตรงนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถบรรเทาภาระเราได้เหมือนกันครับ โดยสิทธิพิเศษที่ได้รับเพิ่มเติมเข้ามาก็คือ เราจะได้รับเครดิตเงินคืนเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่า เป็นจำนวนสูงสุดถึง 2,000 บาทไปด้วยครับ

3. พิเศษ!! รับเพิ่มเครดิตเงินคืน 1,200 บาท

เมื่อสะสมยอดชำระเบี้ยประกันครบ 350,000 บาทขึ้นไป / เดือน  (จำกัดรับเครดิตเงินคืนเพิ่ม 1,200 บาท / บัญชีบัตรหลัก / เดือน และไม่เกิน 3,600 บาท / บัญชีบัตรหลัก ตลอดรายการ)

สำหรับโปรโมชั่นนี้ ต้องบอกเลยว่า สนับสนุนการร่วมมือร่วมใจในการบริหารจัดการการเงินของคนในครอบครัวของเราได้อีกด้วยครับ เพราะไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นเบี้ยประกันของเราเพียงคนเดียว แต่เราสามารถรวมกันจ่ายบี้ยประกันเพื่อรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้อีกด้วย เพื่อให้ได้เครดิตเงินคืนที่มากขึ้นอีกต่อหนึ่งนั่นเองครับ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่ช่วยให้เราได้เงินคืนเพิ่มขึ้นเช่นกันครับ ฮ่าๆ

โดยต้องลงทะเบียนภายในวันที่ทำรายการ โดยลงทะเบียนฟรี ผ่าน U CHOOSE (พิมพ์หน้าค้นหาโปรฯ TPK4)  หรือ SMS พิมพ์ TPK4 (วรรค) หมายเลขบัตร 16 หลัก ส่งไปที่ 081-250-7777 รอรับข้อความยืนยันจากระบบ (ค่าบริการขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์

สนใจประกันลดหย่อนภาษีสุดคุ้ม คลิก https://bit.ly/2JIXZJh

บทความนี้เป็น Advertorial

“ฝนตก น้ำท่วม รถพัง” เคลมประกันรถยนต์ได้ไหม?

ใครว่าประเทศไทยมี 3 ฤดู  ไม่จริ๊ง! คนไทยรู้ กรมอุตุรู้ ประเทศไทยมีอยู่ 2 ฤดูหลักๆ ถ้าไม่ร้อนมาก ก็ฝนตกหนักมาก ยิ่งช่วงนี้พายุมรสุมเข้ามารัวๆ ฝนตกหนักเก่งขนาดนี้ ข้อดีของการมีรถยนต์ส่วนตัวคือเดินทางสะดวก หลบฝนอยู่ในรถแอร์เย็นสบาย ซึ่งฝนตกอย่างเดียวยังพอว่าครับ แต่ถ้าน้ำท่วมจนเข้ารถนี่สิ…งานเข้าแน่นอน ดังนั้นถ้ามี “ประกันรถยนต์” ไว้ก็อุ่นใจได้แน่นอน วันนี้ aomMONEY จะมาอธิบายให้ฟังครับว่า ทำไมคนที่มีรถจึงควรทำประกันรถยนต์ไว้เพื่อรองรับความเสี่ยง

ประกันรถยนต์คืออะไร?

“ประกันรถยนต์” คือ การคุ้มครองความสูญเสียหรือเสียหายจากการใช้รถที่เกิดกับชีวิตหรือทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่โดยสารอยู่ในรถ หรือบุคคลภายนอกก็ตาม โดยจะชดเชยค่าสินไหมทดแทนตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ของผู้เอาประกันภัย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. ประกันรถยนต์ภาคบังคับ 

เรียกอีกอย่างว่า พ.ร.บ.รถยนต์ โดยจะคุ้มครองการรักษาพยาบาลคนที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถของเรา ทุกครั้งที่ต่อทะเบียนรถยนต์ก็จะต้องแสดงตัว พ.ร.บ.นี้ด้วย

2. ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ

นอกจากประกันรถยนต์ภาคบังคับแล้ว เราก็จะมีประกันรถยนต์ที่สามารถเลือกความคุ้มครองได้ตามต้องการ โดยจะครอบคลุมเรื่องค่าใช้จ่ายซ่อมแซมรถ ค่ารักษาพยาบาล รวมถึงกรณีรถหาย แบ่งออกเป็น 5 ประเภท

  • ประกันรถยนต์ชั้น 1 คือประกันรถยนต์ที่มีความครอบคลุมมากที่สุด คุ้มครองทั้งตัวรถและชีวิตของผู้ขับ คู่กรณี และบุคคลที่สามที่ได้รับผลกระทบ ฝนตก น้ำท่วม ก็คุ้มครอง 
  • ประกันรถยนต์ชั้น 2 คุ้มครองความเสียหายของรถทุกคันที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกรณีรถหายหรือไฟไหม้ หรือน้ำท่วม 
  • ประกันรถยนต์ชั้น 3 คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของคนขับ ผู้โดยสารในรถคันนั้น รวมถึงความเสียหายของทรัพย์สินและชีวิตคู่กรณีและบุคคลภายนอก 
  • ประกันรถยนต์ชั้น 3+ คุ้มครองเหมือนประกันรถยนต์ชั้น 3 เพิ่มเติมคือความคุ้มครองรถของผู้เอาประกัน เฉพาะการเกิดอุบัติเหตุแบบมีคู่กรณี
  • ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คุ้มครองเหมือนประกันรถยนต์ชั้น 3+ เพิ่มเติมความคุ้มครองกรณีที่รถหาย หรือเกิดไฟไหม้

ถ้ารถเสียเพราะน้ำท่วม ประกันรถยนต์จะจ่ายไหม?

คำตอบคือ ประกันรถยนต์ชั้น 1 จะคุ้มครองกรณีน้ำท่วมรถยนต์ หรือถ้ามีงบจำกัดก็อาจเลือกประกันรถยนต์ชั้น 2+ หรือ 3+ ของบางบริษัท ที่เพิ่มความคุ้มครองเรื่องน้ำท่วมโดยเฉพาะ

กรณีที่ประกันรถยนต์จ่าย

เราขับรถอยู่ท่ามกลางฝนตกหนัก แล้วน้ำก็ค่อยๆ สูงขึ้น จนทำให้น้ำท่วมรถ หรือจอดรถไว้หน้าบ้าน แล้วคืนนั้นฝนตกหนัก ตอนเช้ารถยนต์จมน้ำท่วมได้รับความเสียหาย แบบนี้ส่งเรื่องเคลมได้เลยครับ

กรณีที่ประกันรถยนต์ไม่จ่าย

รถยนต์เสียหายจากน้ำท่วม โดยเกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่ เช่น เห็นอยู่แล้วว่าถนนข้างหน้าน้ำท่วมหนัก หรือมีการติดป้ายแจ้งเตือน แต่ก็ยังขับรถลุยน้ำไป แล้วอยู่ๆ เครื่องดับกลางทาง แบบนี้ประกันไม่จ่ายนะครับ เพราะถือว่าเรานำรถยนต์ไปในพื้นที่เสี่ยงภัยเอง

ประกันรถยนต์คุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างไร?

1. สูญเสียโดยสิ้นเชิง

พบในกรณีที่น้ำท่วมมิดคัน หรือท่วมสูงเกินคอนโซลหน้า ทำให้ห้องโดยสารเสียหาย ประเมินแล้วพบว่าซ่อมแล้วไม่คุ้ม แบบนี้บริษัทประกันมักจะจ่าย 70-80% ของทุนประกันรถยนต์หรือมูลค่ารถยนต์

2. เสียหายบางส่วน 

ถ้าประเมินแล้วพบว่า สามารถซ่อมแซมเพื่อนำกลับมาใช้ได้ บริษัทประกันรถยนต์จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

ขั้นตอนการส่งเคลมประกัน

1. ถ่ายรูปรถในขณะที่ถูกน้ำท่วม โดยเน้นรายละเอียดให้เห็นทะเบียนรถ 

2. โทรไปสอบถามบริษัทประกันรถยนต์ เพื่อตรวจสอบรายละเอียดการเคลม แจ้งประสานงานเรื่องรถยกหรือรถลาก

3. นัดหมายกับบริษัทประกันรถยนต์ เพื่อตรวจสอบความเสียหาย 

4. รอรับรถยนต์หลังจากที่ถูกนำไปซ่อมแซมจากอู่

ซื้อประกันรถยนต์ตัวไหนดี ที่คุ้มครองน้ำท่วม?

ปัจจุบันมีประกันรถยนต์ให้เลือกหลายบริษัท ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของแต่ละคน ซึ่งที่ aomMONEY ขอแนะนำคือ ประกันภัยรถยนต์ จาก “เทสโก้ โลตัส โบรคเกอร์ประกันภัย” เพราะเป็นศูนย์รวมที่สามารถให้คำแนะนำประกันรถยนต์แต่ละประเภทได้เหมาะสมตามความต้องการ รับรองว่าเราจะได้ประกันรถยนต์ที่คุ้มค่าและมีคุณภาพแน่นอน

3 เหตุผลที่ aomMONEY แนะนำ “เทสโก้ โลตัส มันนี่ เซอร์วิสเซส”

1. เป็นศูนย์รวมประกันรถยนต์ชั้นนำ

เทสโก้ โลตัส มันนี่ เซอร์วิสเซส คัดสรรบริษัทประกันภัยรถยนต์ชั้นนำมาให้แล้ว อาทิ วิริยะประกันภัย สินมั่นคงประกันภัย ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ฯลฯ พร้อมคำแนะนำในการเลือกให้เหมาะกับความต้องการของเรา ไม่ต้องไปงมหาข้อมูลเองจากหลายๆ บริษัท

2. มีจุดบริการทั่วประเทศ 

ไม่ต้องวิ่งหาสาขาต่างๆ ให้วุ่นวาย เพราะห้างเทสโก้โลตัสก็มีอยู่แล้วทั่วประเทศ เราแค่เดินเข้าไปหาพนักงานที่จุดบริการเคาน์เตอร์เทสโก้โลตัส มันนี่ เซอร์วิสเซส ที่มีกว่า 215 สาขาในห้างเทสโก้ โลตัส ได้เลย แถมยังเปิดให้บริการไม่มีวันหยุดอีกต่างหาก หรือถ้าไม่สะดวกไปที่สาขา ก็ยังมีเว็บไซต์และศูนย์บริการลูกค้าคอยดูแลเรา

3. เช็กเบี้ยประกันรถยนต์ออนไลน์ด้วยตัวเอง 24 ชม. 

สะดวก ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยการ เช็กเบี้ยประกันรถยนต์ออนไลน์ ได้ง่ายๆ ตลอด 24 ชม. มีการเปรียบเทียบเบี้ยประกันจากบริษัทประกันชั้นนำ เราจะได้รู้ราคา รู้ความคุ้มครองก่อนใคร ซึ่งข้อดีของราคาประกันภัยรถยนต์ เทสโก้ โลตัส มันนี่ เซอร์วิสเซส คือจะไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก ทำให้ราคาที่แสดงเป็นราคาสุทธิที่จ่ายจริง ไม่ซ่อนเงื่อนไขให้วุ่นวาย

4. ราคาสบายกระเป๋า แบ่งจ่ายได้ 0% นานสูงสุด 10 เดือน

ซื้อประกันรถยนต์กับเทสโก้ โลตัส มันนี่ เซอร์วิสเซส มีแต่ความสบายใจ เพราะราคาเหมาะสม ไม่มีเงื่อนไขแอบแฝง และไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันเป็นเงินก้อนใหญ่ เพราะสามารถ ผ่อนประกันรถ ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการได้ 0% นานสูงสุด 10 เดือน

สภาพดินฟ้าอากาศบ้านเราเอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะฝนตกน้ำท่วมเมื่อไร การเลือกประกันรถยนต์ดีๆ ที่ให้ความคุ้มครองแบบครอบคลุม ราคาไม่แพง มาพร้อมเงื่อนไขจริงใจ ไม่หมกเม็ด ก็จะทำให้เราอุ่นใจได้แน่นอน

เพราะรถยนต์ก็ต้องการความคุ้มครองไม่ต่างจากชีวิตของเรา ดังนั้นใครที่มีรถก็ควรทำประกันรถยนต์ไว้นะครับ สนใจเช็กเบี้ยประกันรถยนต์ได้ที่ insurance.tescolotusmoney.com สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่จุดบริการเคาน์เตอร์เทสโก้ โลตัส มันนี่ เซอร์วิสเซส หรือโทร. 02-627-8888 หรือส่งข้อความไปที่เฟสบุคแฟนเพจ @tescolotusmoney จะมีทีมงานตอบกลับทันทีเลยครับ

รวมเหตุผลที่นักลงทุนต้องดาวน์โหลด “Streaming for Fund” แอปพลิเคชันจัดการกองทุนจาก Settrade

นอกเหนือจากการลงทุนในหุ้น การซื้อกองทุนต่างๆ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ชีวิตเราต้องทำอะไรหลายอย่าง พอถึงเวลาซื้อขายแต่ละครั้ง บอกเลยครับว่างง! แต่ข้อดีของเทคโนโลยีสมัยนี้คือสามารถทำทุกอย่างได้ผ่านมือถือ แค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันก็จัดการได้ชิลล์ๆ แล้ว

แต่เราก็ยังหนีไม่พ้นความวุ่นวายอยู่ดี ถ้าเรามีสัก 10 กองทุนที่เปิดบัญชีตรงกับหลายๆ บลจ. มันก็คือความบันเทิงดีๆ นี่เอง ทีนี้งงหนักกว่าเดิมอีก จะดีกว่ามั้ยถ้าเราสามารถจัดการหลายๆ กองทุนได้ในแอปฯ เดียว? คำตอบคือทำได้ครับ ผ่านแอปฯ ที่ชื่อว่า “Streaming for Fund” นั่นเอง

Streaming for Fund คืออะไร?

Streaming for Fund คือแอปพลิเคชันที่ใช้ในการซื้อขายกองทุนรวม เช็กสถานะคำสั่งซื้อ ติดตามพอร์ต และดูข้อมูลของกองทุนรวมเพื่อประกอบการตัดสินใจได้ภายในแอปฯ เดียว โดยมีกองทุนจาก บลจ.ชั้นนำให้เลือกหลากหลาย เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่มีหลายกองทุน และต้องการลดความยุ่งยากในการจัดการ ซึ่งแอปฯ นี้ถูกพัฒนาโดย Settrade ผู้พัฒนาแอปฯ Streaming ที่ชาวหุ้นรู้จักกันดี จึงมั่นใจได้ในความปลอดภัย

ทำไมถึงต้องดาวน์โหลด “Streaming for Fund”?

1. ล็อกอินครั้งเดียวซื้อได้หลายกองทุน 

ไม่ต้องเปิดบัญชีกองทุนใหม่

คนที่มีหลายกองทุนน่าจะเข้าใจปัญหานี้ดี ต้องเข้าแอปฯ นั้น ออกแอปฯ นี้ วุ่นวายสารพัด หรือถ้าอยากซื้อกองทุนอื่นๆ ใน บลจ. ใหม่ ก็ต้องไปกรอกเอกสารเปิดบัญชีใหม่อีก

แต่ถ้าใช้ Streaming for Fund เพียงแค่สมัครบัญชีผู้ใช้ ล็อกอินเพียงครั้งเดียว ก็สามารถจัดการได้หลายกองทุน ไม่ต้องโหลดหลายแอปฯ ให้ยุ่งยาก และถ้าอยากซื้อกองทุนอื่นๆ ก็กดซื้อผ่านแอปฯ ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องไปเปิดบัญชีใหม่ ถ้าใครใช้งานแอปฯ Streaming ที่ซื้อขายหุ้นและอนุพันธ์อยู่แล้ว เพียงแค่ไปเปิดบัญชีกองทุนเพิ่ม ก็ใช้บัญชีเดียวกันนี้ล็อกอินได้เลย

เห็นภาพรวมของพอร์ตกองทุนทั้งหมด

ปกติแล้วถ้าอยากรู้ว่ากองทุนที่เราถืออยู่จะได้กำไรหรือขาดทุน ถ้าไม่ได้ใช้งานผ่านแอปฯ ของ บลจ. ก็ต้องถือสมุดบัญชีไปอัพเดตที่ธนาคาร แต่ถ้ามีแอปฯ Streaming for fund เราจะเห็นภาพรวมของพอร์ตกองทุนทั้งหมด นอกจากการซื้อขายแล้ว ก็ยังสับเปลี่ยนกองทุน ตรวจสอบข้อมูลพอร์ต หรือค้นหาข้อมูลกองทุนต่างๆ ผ่านแอปฯ นี้ได้อีกด้วย

2. Selling Agent ที่ให้บริการซื้อขายกองทุนผ่านแอปฯ Streaming for Fund

ลงทุนกองทุนรวม ง่ายและสะดวกกว่าที่เคย ผ่าน Streaming for Fund

เพราะปัจจุบัน Streaming for Fund ได้รวบรวมกองทุนจาก 21 บลจ. ชั้นนำไว้ให้เลือกกัน โดยสามารถเลือกเปิดบัญชีกับ Selling Agent: บล. (Broker) หรือ บลจ.ที่มีกองทุนที่เราสนใจตามรายชื่อด้านล่างได้เลย (รายละเอียดเพิ่มเติม https://bit.ly/3oRGVRg)

  1. BLS (บล.บัวหลวง)
  2. TISCO (บล.ทิสโก้)
  3. DBSV (บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส)
  4. GLOBLEX (บล. โกลเบล็ก)
  5. KGI (บล.  เคจีไอ)
  6. KS (บล. กสิกรไทย)
  7. KSS (บล.กรุงศรี)
  8. KTBST (บล.เคทีบี)
  9. MBKET (บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง)
  10. SBITO (บล.เอสบีไอ ไทย ออนไลน์)
  11. TNS (บล. ธนชาต)
  12. YUANTA (บล. หยวนต้า)
  13. MPAM (บลจ. เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์)
  14. SCBAM (บลจ. ไทยพาณิชย์)
  15. TALISAM (บลจ. ทาลิส)
  16. IAM (บลจ. อินโนเทค)
  17. We Asset (บลจ. วี)

ตั้งเวลา DCA ได้

สาย DCA ถูกใจสิ่งนี้ เพราะ Streaming for Fund สามารถตั้งค่าให้มีคำสั่ง DCA ได้ด้วย โดยเลือกความถี่ในการลงทุนได้ 2 แบบ คือรายเดือน (วันที่ 1-31) และรายสัปดาห์ (วันจันทร์-ศุกร์) กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดได้สูงสุด 1 ปี จากนั้นแอปฯ ก็จะส่งคำสั่งซื้อให้โดยหักบัญชีธนาคารอัตโนมัติครับ ซึ่งปีหน้าจากแหล่งข่าว วงในของผู้พัฒนา Streaming for Fund อาจจะมีการเพิ่มระยะเวลาในการตั้งคำสั่งของ DCA ได้มากกว่า 1 ปี ให้กับนักลงทุนอีกด้วย

3. “Fund Information” ช่วยวิเคราะห์ภาพรวมกองทุน

ฟีเจอร์สุดเจ๋งของแอปฯ Streaming for fund โดยจะแสดงอันดับกองทุนที่มี Performance ดี พร้อมรายละเอียดผลตอบแทนย้อนหลัง หนังสือชี้ชวน และข้อมูลกองทุน เช่น ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อกองทุนในครั้งแรก/ครั้งถัดไป มูลค่าขั้นต่ำในการขาย มูลค่าคงเหลือขั้นต่ำ นโยบายการจ่ายปันผล ฯลฯ

4. ช่วยคัดเลือกกองทุน SSF/RMF ที่เหมาะกับการลดหย่อนภาษี

มนุษย์เงินเดือนที่ออมเงินผ่านกองทุน SSF หรือ RMF และต้องการสิทธิลดหย่อนภาษี ตัวแอปฯ Streaming for Fund ก็จะช่วยคัดเลือกกองทุนที่น่าสนใจจาก บลจ.ต่างๆ มาให้เราเลือกซื้อกันครับ

ถ้าเพื่อนๆ กำลังมองหาผู้ช่วยเรื่องกองทุนรวม แอปฯ “Streaming for Fund” ก็ตอบโจทย์ได้ดี ยิ่งถ้ามีกองทุนหลายๆ ตัวบอกเลยว่าประหยัดเวลาไปได้เยอะทีเดียว ด้วยฟีเจอร์หลักต่างๆ ที่ aomMONEY เล่าให้ฟัง รับรองว่าการจัดการกองทุนจะกลายเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้ว

ดาวน์โหลด “Streaming for Fund” ได้ที่

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save