6 วิธีรับมือโควิด-19 รอบด้าน ให้ผ่านวิกฤติอย่างแข็งแกร่ง

สถานการณ์โควิดทั่วโลกที่น่าเป็นห่วง

สถานการณ์ล่าสุดในปัจจุบันของวิกฤติไวรัส โควิด-19 ทั่วโลกนั้น ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกพุ่งขึ้นสูงกว่า 27 ล้านคน มีผู้ติดเชื้อใหม่วันละกว่า 100,000 คน และเสียชีวิตนับพันคน เสียชีวิตสะสมประมาณ 900,000 คน

โดยในช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือนตัวเลขผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะในสหรัฐ, อินเดีย และยุโรป จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ มีผู้ติดเชื้ออยู่ในทุกวงการ ไว้เว้นแม้แต่ผู้ที่มีชื่อเสียง อย่างดารานักแสดง เช่น ทอม แฮงส์, ดเวย์น จอห์นสัน (เดอะร็อค) หรือ โรเบิร์ต แพททินสัน  รวมไปถึงนักกีฬาระดับโลกอย่าง เนย์มาร์, พอล ป็อกบา หรือ เคลิยัน เอ็มบ้าบเป้ ต่างก็ตกเป็นเหยื่อของโคโรน่า ไวรัสนี้กันทั่วหน้า

ไทยยังเอาอยู่เรื่องโควิดแต่ก็ประมาทไม่ได้

ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทย แม้ตัวเลขจะไม่หนักน่าเท่าที่สหรัฐ หรืออีกหลายๆประเทศ โดยล่าสุดมีตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมอยู่อันดับที่ 122 ของโลก ที่ 3,445 คน เสียชีวิต 58 คน และมีช่วงที่ไม่พบตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศนานถึง 100 วัน แต่เราก็ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ว่าประเทศเราปลอดภัยแล้ว 100% อย่างแน่นอน เนื่องจากมันก็ยังมีโอกาสที่มีผู้ติดเชื้อที่รอดพ้นการสำรวจไปได้ โดยที่เราไม่รู้  แถมตอนนี้ก็ยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการรองรับในการรักษาไวรัสออกมาอย่างเป็นทางการ และล่าสุดก็กลับมามีผู้ติดเชื้อในประเทศ 1 คน แล้วจนได้

หากเราไม่ระมัดระวัง ร่วมมือกันคุ้มครองตัวเองให้ดี ก็อาจมีสิทธิ์ที่ไทยเราจะกลับมามีผู้ติดเชื้อระลอกใหม่อีกครั้ง ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้ว ก็คงยิ่งกระทบต่อธุรกิจ รายได้ และเศรษฐกิจของประเทศให้บอบช้ำยิ่งขึ้นไปอีก

6 วิธีป้องกันไวรัสโควิดเพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิต

เพื่อให้พวกเราทุกคนผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่ง เราจึงควรมีวิธีดูแลตัวเองและหาวิธีเตรียมพร้อมรับมือให้กับชีวิตในทุกๆด้านไว้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพ การใช้ชีวิต และการเงิน ดังนี้

1. สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน 

รวมไปถึงการกำจัดหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี ด้วยการพับเก็บและมัดให้เรียบร้อย ใส่ถุงให้มิดชิดก่อนทิ้ง หากเป็นหน้ากากแบบซักได้ ก็หมั่นซักทำความสะอาดทุกๆ 5-7 วัน

2. รักษาความสะอาด

โดยใช้เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาด หรือหมั่นล้างมือเป็นประจำ ก่อนและหลังสัมผัสวัตถุภาชนะต่างๆ รวมถึงการใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหาร หรืออุปกรณ์ส่วนตัว ไม่ร่วมกับผู้อื่น

3. เตรียมแผนรองรับค่าใช้จ่าย หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

โดยการมี “เงินสำรองฉุกเฉิน” ที่เพียงพอ สำหรับสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน อาจจะต้องมีเงินออมสำรองไว้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายต่อเดือน ประมาณ 10-12 เดือน ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว หรือค่าใช้จ่ายหมุนเวียนของธุรกิจ นอกจากนั้น ก็ควรพิจารณาทำประกันสุขภาพ แบบที่คุ้มครองค่ารักษาให้ครอบคลุมกับค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะทั้งจากอุบัติเหตุ จากโรคทั่วไป หรือกระทั่งโรคร้ายแรง ไม่เพียงแต่จากการติดโควิด-19 เท่านั้น เพื่อไม่ให้รายจ่ายจากค่ารักษาที่ไม่คาดฝัน มากระทบจนซ้ำเติมวิกฤติที่เกิดขึ้นอยู่ได้

4. รักษาระยะห่างทางสังคม

ด้วยการทิ้งระยะห่างจากคนรอบข้าง 1-2 เมตร เพื่อให้ห่างจากระยะฟุ้งกระจายของเชื้อ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในที่ที่มีอากาศถ่ายเทน้อยร่วมกับผู้อื่น หรือกิจกรรมที่มีผู้คนแออัด

5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างภูมิต้านทานร่างกายให้แข็งแรง

6. มีแผนรองรับการขาดรายได้ หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

นอกเหนือจากเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว เราก็ควรเตรียมตัวเพื่อรองรับเรื่องของการขาดรายได้ ไว้อีกทางหนึ่งด้วย เช่น ในกรณีตกงาน ค่าจ้างหรือยอดขายตก ดังนั้น โดยการมองหาโอกาส และสร้างแหล่งรายได้เสริมไว้หลายทาง ไม่ว่าจะจากงานเสริม หรือจากการลงทุน นอกจากนี้ ก็ควรเตรียม “เงินชดเชยรายได้” เผื่อกรณีเจ็บป่วยแล้วต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ ด้วยการทำประกันแบบชดเชยรายได้เมื่อต้องนอนโรงพยาบาล

ออกแบบการป้องกันความเสี่ยงด้วยประกัน

การที่มีประกันการชดเชยรายได้แบบนี้ ที่เหมาะกับช่วงภาวะวิกฤติโควิดเป็นพิเศษ ก็เช่น ประกัน “Easy E-Covid-19” จาก FWD ที่จ่ายเงินชดเชยให้เมื่อต้องนอนโรงพยาบาลจากการเจ็บป่วยจาก โควิด-19 เท่านั้น ตั้งแต่วันละ 1,000-3,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 30 วัน รวมถึงมีความคุ้มครองชีวิตจากการเสียชีวิตทุกกรณีให้อีก 100,000-300,000 บาท จาก 3 แผนให้เลือก

โดยความคุ้มครองชีวิต จะคุ้มครองให้ทันทีที่ทำประกัน แต่สำหรับเงินชดเชยจากการรักษาโควิด-19  โดยต้องไม่ติดโควิด-19 มาก่อนทำประกัน และมีระยะเวลารอคอย 14 วัน นับตั้งแต่อนุมัติทำประกัน ถึงจะเริ่มคุ้มครอง ซึ่งจะมีระยะเวลาคุ้มครองทั้งสิ้น 114 วัน สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 20-60 ปี

ยกตัวอย่างเช่น เพศ ญ อายุ 35 มีอาชีพค้าขาย ทำประกัน Easy E-Covid-19 แผน 3 เกิดติดโควิด-19 ขึ้นมาแล้วต้องพักรักษาตัว 20 วัน ก็จะได้เงินชดเชยรายได้ทั้งสิ้นเท่ากับ 3,000 x 20 = 60,000 บาท เพื่อชดเชยการขาดรายได้จากการต้องหยุดทำงานในเดือนนั้น โดยจ่ายค่าเบี้ยเพียง 549 บาท เท่านั้น (ค่าเบี้ยจะแตกต่างกันตามเพศและอายุ)

จุดเด่นของประกันแบบนี้คือ คนที่มีโรคอื่นๆ (ที่ไม่ใช่โควิด-19) มาก่อน ก็สามารถทำประกันตัวนี้ได้ ค่าเบี้ยประกันก็ไม่แพง แค่หลักร้อย และสามารถประกันได้ง่ายทางออนไลน์

แค่คลิกเข้าไปที่ https://ifwd.fwd.co.th/easy-e-covid-19/product-detail

จึงเป็นประกันที่เหมาะเป็นพิเศษ สำหรับคนที่ทำอาชีพอิสระ ที่จะขาดรายได้หากต้องหยุดงาน รวมถึงคนที่มีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถทำประกันสุขภาพแบบทั่วไปได้ หรือแม้แต่คนที่มีประกันสุขภาพอยู่แล้ว แต่อยากซื้อเป็นความคุ้มครองเสริม เพื่อรองรับกรณีเจ็บป่วยจากโควิด-19 โดยเฉพาะ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

อย่าลืมว่า วิกฤติ โควิด-19 เป็นวิกฤติที่สามารถส่งผลกระทบกับชีวิตของเราได้ ไม่ว่าจะทั้งเรื่องสุขภาพ การงาน หรือการเงิน ดังนั้น เราจึงควรต้องวางแผนเพื่อป้องกันและรองรับความเสี่ยงทุกด้านไว้อย่างรัดกุม หากทุกคนในประเทศเราช่วยกัน ผมเชื่อว่า เราจะก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกันได้อย่างแข็งแกร่ง และปลอดภัยกันทุกคนได้ครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

Trinity Smart Wealth ลงทุนอย่างมืออาชีพ พร้อมสู้ทุกสภาวะการลงทุน

มีใครเป็นแบบนี้ไหมครับ? อยากเล่นหุ้น แต่เล่นไม่เป็น กลัวจะขาดทุน เลยไม่กล้าลองดูสักที หรือบางคนเล่นหุ้นอยู่แล้ว แต่ยังขาดประสบการณ์ เห็นเขาซื้อก็ซื้อด้วย เห็นเขาขายก็ขายด้วย จึงลงเอยที่ขาดทุนซะเป็นส่วนใหญ่

จริงๆ แล้วการเล่นหุ้นต้องหมั่นติดตาม และใช้ข้อมูลจำนวนมาก แต่นักลงทุนส่วนใหญ่มีแค่เงินทุน แต่ไม่มีเวลา จนสุดท้ายต้องขายทิ้งไปทั้งพอร์ตเลยก็มี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะเราต้องเสียโอกาสสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม

จากจุดนี้เอง ทำให้คุณชาญชัย กงทองลักษณ์ ได้ก่อตั้งบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ขึ้นมา เพราะอยากให้นักลงทุนได้เข้าถึงข้อมูลการลงทุนแบบมืออาชีพ เพื่อเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จ ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจว่า “เราจะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาด” โดยมีทีมนักวิเคราะห์ช่วยดูแลพอร์ตหุ้น ส่วนเราก็แค่ติดตามข่าวสารที่แจ้งมาเท่านั้นเอง เรียกได้ว่าสะดวกสบายสุดๆ ไปดูกันครับว่าบริษัทนี้จะช่วยให้การลงทุนของเราง่ายขึ้นได้อย่างไร

เรื่องหุ้นง่ายเหมือนปอกกล้วย 

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด มีทีมผู้เชี่ยวชาญที่อยู่กับข้อมูลข่าวสารเรื่องหุ้นมากที่สุด และทราบถึงข้อผิดพลาดของนักลงทุนโดยส่วนใหญ่ จึงนำมาปรับปรุง อุดช่องว่าง สร้างเป็นกระบวนการวิเคราะห์ที่แม่นยำในการซื้อ-ขายหุ้น ด้วยทีมนักวิเคราะห์มืออาชีพ แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ดังนี้

1. ทีมนักวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน

หน้าที่หลักคือการวิเคราะห์หุ้นพื้นฐานต่างๆ โดยนักวิเคราะห์แต่ละคนก็จะถูกมอบหมายให้ดูแลคนละ Sector

2. ทีมนักวิเคราะห์เชิงเทคนิค

ทีมนี้จะคอยจับจังหวะการซื้อขาย ด้วยการดูกราฟการลงทุน สภาพแวดล้อม และตัวชี้วัดต่างๆ

มีกระบวนการตัดสินใจซื้อ-ขายหุ้นอย่างไร?

ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ/ขายหุ้นแต่ละตัว ทั้ง 2 ทีมจะประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลกันว่าควรจะซื้อหุ้นตัวไหนที่ราคาเท่าไร และควรจะขายที่ราคาเท่าไร ซึ่งก็มีบางครั้งที่ข้อมูลเชิงพื้นฐานและเชิงเทคนิคขัดแย้งกันเอง เช่น กราฟหุ้นแสดงชัดเจนว่าควรซื้อ แต่สภาพแวดล้อมอาจยังไม่เหมาะสม ก็จะมีการหารือชั่งน้ำหนักกันว่าควรซื้อจริงๆ หรือไม่ โดยจะมีนักกลยุทธ์คอยดูภาพรวมของตลาดและสภาพแวดล้อมโลกเพื่อประกอบการตัดสินใจ นอกจากนี้ก็ยังมี ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้าน Business Model และ Fund Flow เป็นหัวเรือใหญ่คอยดูแลภาพรวมทั้งหมดอีกด้วย

จุดแข็งคือ “กำไรที่มากกว่าตลาด”

สิ่งที่พิสูจน์ว่าการวิเคราะห์ข้อมูลของทีมบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด มีความแม่นยำจริง ก็คือในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างผลกำไรในภาพรวมทั้งปีได้มากกว่าตลาดทั่วไป แต่บางครั้งการลงทุนในหุ้นก็ไม่สามารถคาดหวังได้ว่าจะต้องกำไร ดังนั้นหากเราขาดทุนก็จะมีการวิเคราะห์เพื่อ Cut Loss ให้ขาดทุนน้อยที่สุดนั่นเอง

รับข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา ตัดสินใจลงทุนได้ทันที

ทีมบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด จะช่วยดูแลพอร์ตและดำเนินการลงทุนทุกอย่างให้เบ็ดเสร็จเลยครับ แต่เราก็ยังมีส่วนร่วมในการตัดสินใจได้ ผ่านขั้นตอนดังนี้

1. ทีมนักวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน และทีมนักวิเคราะห์เชิงเทคนิค พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญเรื่องการลงทุน พิจารณาร่วมกันว่าหุ้นตัวใดควรซื้อ/ขาย

2. ส่งข่าวสารทาง SMS มายังมือถือของเรา แจ้งว่าจะซื้อ/ขายหุ้นตัวนี้ ในราคาเท่านี้ ซึ่งถ้าเราไม่ต้องการซื้อ/ขาย ก็สามารถพิมพ์ตอบกลับปฏิเสธไปได้เลย

3. หากมีการดำเนินการ ภายในวันนั้นก็จะมี SMS แจ้งผลอัพเดตพอร์ต ซึ่งเราสามารถเข้าไปเช็กได้เลยทันที

Trinity Smart Wealth ดูแลหุ้นอย่าง “มั่นคง” และ “ว่องไว”

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ให้บริการ Trinity Smart Wealth โดยมี 2 ลักษณะพอร์ตการลงทุน คือ  

1. พอร์ตมั่นคง 

เน้นลงทุนในหุ้นพื้นฐานที่ดี มีความเสี่ยงต่ำ เป็นการถือหุ้นในระยะยาว

2. พอร์ตว่องไว

เน้นลงทุนตามหลักวิเคราะห์ทางเทคนิค จับจังหวะการลงทุนว่าเมื่อไรควรซื้อหรือขาย

อยากเปิดบัญชีต้องทำอย่างไร?

วิธีการเปิดบัญชี Trinity Smart Wealth ก็ไม่ยากเลยครับ แค่ติดต่อเข้ามาก็เปิดบัญชีได้เลย โดยพอร์ตการลงทุนจะเริ่มต้นที่ 300,000 บาท จากนั้นก็แค่แจ้ง Risk Profile ว่าเรารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน และสอบว่าเรามีบุคลิกภาพที่จะลงทุนในหุ้นแบบไหน มั่นคงหรือว่องไว เพียงเท่านี้ก็เริ่มต้นลงทุนได้แล้วครับ ส่วนเรื่องเอกสารต่างๆ ก็ไม่ต้องเป็นห่วงเลย เพราะเจ้าหน้าที่จะช่วยดำเนินการให้ทั้งหมด

Trinity Smart Wealth เหมาะกับใคร?

1. คนที่มองหาผลตอบแทน หรืออยากลงทุนในหุ้น แต่กลัว ไม่มีเวลา และไม่มีความเชี่ยวชาญ

2. มีเงินพร้อมลงทุน 300,000 บาทขึ้นไป

3. คนที่ต้องการคำแนะนำและปรึกษาจากนักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อถือได้

4. สนใจหลักการลงทุนตามแนวคิดของ Trinity และคาดหวังผลกำไรที่สูงกว่าตลาด

ใครที่สนใจการลงทุนในหุ้น แต่ไม่มีเวลา ไม่แน่ใจว่าข้อมูลที่ตัวเองหามาได้จะถูกต้องหรือเปล่า ก็ควรหาบริษัทผู้เชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษาและช่วยตัดสินใจ จะได้ลดความเสี่ยงจากการขาดทุน และเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.trinityquicktrade.com หรือโทร 0-2088-9354, 0-2088-9355

สุดท้ายนี้คุณชาญชัย กงทองลักษณ์ ก็ฝากข้อคิดดีๆ ในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จเอาไว้ว่า

“ทุกการลงทุนย่อมมีคนที่ประสบความสำเร็จ แต่มันจะมีกฎ 80:20 นั่นคือ 20 เปอร์เซ็นต์เป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ส่วนอีก 80 เปอร์เซ็นต์นั้นยังไม่ประสบความสำเร็จ การลงทุนในหุ้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ทั้งการใช้ข้อมูลตัวเลข และต้องอาศัยจิตวิทยาด้วย ทั้ง 2 สิ่งต้องประกอบกันในจังหวะที่เหมาะสม ถ้ายึดมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากไปก็จะมีโอกาสล้มเหลว”

“นักลงทุนแต่ละคนเข้ามามุ่งหวังผลกำไร แต่จริงๆ แล้วการลงทุนที่ถูกต้องคือพยายามป้องกันเงินต้นของเราไว้ให้มากที่สุด แล้วค่อยรอจังหวะทำกำไร เพราะถ้าคิดถึงแต่กำไร จะทำให้เราไม่สามารถตัดสินใจ Cut Loss ได้ ทำให้ขาดทุนมากกว่าเดิม ต้องบริหารพอร์ตให้เป็น ไม่จำเป็นต้องได้กำไรในหุ้นทุกตัวที่ซื้อ ขอแค่ภาพรวมได้กำไร”

“สิ่งสำคัญคือต้องนิยามตัวเองว่า เราเป็นนักลงทุนแบบไหน เน้นระยะยาว หรือเน้นเก็งกำไร เพื่อกำหนดกรอบวิธีคิด แล้วค่อยเลือกโพรดักต์ให้เหมาะสมกับตัวเอง เมื่อไรที่ลงทุนได้ถูกจริตก็จะประสบความสำเร็จ”

4 เหตุผลที่นักลงทุนไม่ควรพลาด ในการเพิ่มทุนครั้งที่ 2 ของ “กองทรัสต์ HREIT”

สถานการณ์ตอนนี้ควรลงทุนอะไร? ใครอยากรู้มามุงกันตรงนี้เลยครับ ดูจากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ผันผวน นักลงทุนอย่างเราจึงควรกระจายความเสี่ยง มองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง ด้วยการขยายพอร์ตการลงทุน ซึ่งเซคเตอร์ของอสังหาริมทรัพย์ยังมาแรงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องใช้เงินทุนเยอะ วันนี้ aomMONEY จึงขอแนะนำการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบง่ายๆ ใช้เงินทุนน้อยลง ผ่านกองทรัสต์ “HREIT” นั่นเอง

HREIT คืออะไร?

“HREIT” ย่อมาจาก Hemaraj Leasehold Real Estate Investment Trust เป็นกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เหมราช ซึ่งลงทุนในอาคารโรงงานและคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า มีพื้นที่การลงทุนหลักอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมชั้นนำบนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC) และบางส่วนในจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขนส่งไปยังภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ

รายละเอียดทรัพย์สินที่จะลงทุนเพิ่มเติมจากการเพิ่มทุนครั้งที่ 2

โครงการที่ 1

WHA Chonburi Industrial Estate 1 (WHA CIE 1) ระยอง-ชลบุรี

ประเภทอาคาร : โรงงาน Attached Building

ผู้เช่า : In-Season Foods Limited (พื้นที่ให้เช่า 1,152 ตร.ม.), Kyowa (พื้นที่ให้เช่า 516 ตร.ม.), Boncafe (พื้นที่ให้เช่า 516 ตร.ม.) และ Jungheinrich (พื้นที่ให้เช่า 660 ตร.ม.)

ประเภทอาคาร : โรงงาน Detached Building

ผู้เช่า : Thai WP (พื้นที่ให้เช่า 3,360 ตร.ม.)

โครงการที่ 2

WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 1 (WHA ESIE 1) ระยอง-ชลบุรี

ประเภทอาคาร : โรงงาน Detached Building

ผู้เช่า : Ground Effect (พื้นที่ให้เช่า 3,372 ตร.ม.), Daya Kitchen Appliance (พื้นที่ให้เช่า 2,988 ตร.ม.), EUP Electric Vehicle (Thailand) (พื้นที่ให้เช่า 3,820 ตร.ม.), BNL (Thailand) (พื้นที่ให้เช่า 5,640 ตร.ม.), Hi-Tech Moulds and Plastics (พื้นที่ให้เช่า 4,240 ตร.ม.) และอาคารว่าง (พื้นที่ให้เช่า 3,260 ตร.ม.)

โครงการที่ 3

WHA Saraburi Industrial Land (WHA SIL) สระบุรี

ประเภทอาคาร : โรงงาน Attached Building

ผู้เช่า : Nittsu Shoji (Thailand) (พื้นที่ให้เช่า 5,040 ตร.ม. และ 4,662 ตร.ม.)

โครงการที่ 4

WHA Logistics Park 2 (WHA LP 2) ระยอง

ประเภทอาคาร : คลังสินค้า Warehouse Building

อาคารว่าง พื้นที่ให้เช่า : 5,124 ตร.ม.

โครงการที่ 5

WHA Logistics Park 4 (WHA LP 4) ระยอง

ประเภทอาคาร : คลังสินค้า Warehouse Building

ผู้เช่า : Misumi (Thailand) (พื้นที่ให้เช่า 3,777 ตร.ม.)

เราสามารถสรุปข้อมูลของทรัพย์สินที่จะลงทุนจากการเพิ่มทุนครั้งที่ 2 ได้ดังนี้

1. WHA Chonburi Industrial Estate 1 (WHA CIE 1)

โรงงานจำนวน 5 ยูนิต พื้นที่ให้เช่า 6,204 ตร.ม.

2. WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 1 (WHA ESIE 1)

โรงงานจำนวน 6 ยูนิต พื้นที่ให้เช่า 23,320 ตร.ม.

3. WHA Saraburi Industrial Land (WHA SIL)

โรงงานจำนวน 2 ยูนิต พื้นที่ให้เช่า 9,702 ตร.ม.

4. WHA Logistics Park 2 (WHA LP 2)

คลังสินค้าจำนวน 1 ยูนิต พื้นที่ให้เช่า 5,124 ตร.ม.

5. WHA Logistics Park 4 (WHA LP 4)

คลังสินค้าจำนวน 1 ยูนิต พื้นที่ให้เช่า 3,777 ตร.ม.

รวมทรัพย์สินที่จะลงทุนเพิ่มเติม

อาคารโรงงาน (Detached Building) พื้นที่ให้เช่ารวม 26,680 ตร.ม.

อาคารโรงงาน (Attached Building) พื้นที่ให้เช่ารวม 12,546 ตร.ม.

อาคารคลังสินค้า พื้นที่ให้เช่ารวม 8,901 ตร.ม.

ภาพรวมทรัพย์สินของกองทรัสต์ HREIT ภายหลังจากการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 3

พื้นที่ให้เช่า : แบ่งออกเป็น โรงงาน 270,210 ตร.ม. คลังสินค้า 110,422 ตร.ม. หลังคา 179,648 ตร.ม. (รวมพื้นที่อาคารให้เช่า 380,632 ตร.ม.)

เนื้อที่ที่ดิน : 352-2-93.99 ไร่

จำนวนสิ่งปลูกสร้าง : โรงงาน 121 ยูนิต, คลังสินค้า 25 ยูนิต

อัตราการเช่า : 92.51%

อายุเฉลี่ยทรัพย์สิน : 7.9 ปี

4 เหตุผลที่กองทรัสต์ HREIT ควรค่าแก่การลงทุน

1. ลงทุนในทำเลสุดปัง

เนื่องจาก 92% ของพื้นที่เช่าทั้งหมดที่กองทรัสต์ลงทุนในปัจจุบัน ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมชั้นนำบนพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดังนั้นกองทรัสต์จะได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนการลงทุนตามนโยบายของรัฐบาล รวมถึงการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ทำให้ผู้ประกอบการสนใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่มากขึ้น ส่งผลให้อัตราการเช่าอยู่ในระดับสูงและอัตราค่าเช่าของกองทรัสต์มีโอกาสปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นได้ในอนาคต

2. จ่ายผลตอบแทนที่สูงขึ้น

กองทรัสต์ HREIT มีประมาณการการจ่ายประโยชน์ตอบแทนและเงินลดทุนในปีแรกที่เข้าลงทุนที่สูงขึ้นอยู่ที่ 0.69 บาทต่อหน่วยทรัสต์

3. มีอัตราการเช่าพื้นที่สูง

อัตราการเช่าพื้นที่ (occupancy rate) ของกองทรัสต์อยู่ที่ระดับ 94% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับกองทรัสต์ที่ลงทุนในทรัพย์สินประเภทเดียวกัน

4. บริหารโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ

กองทรัสต์ HREIT บริหารทรัพย์สินด้วยทีมที่มีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในแวดวงอุตสาหกรรม โดยมี WHA Group เป็นผู้บริหารทรัพย์สิน ซึ่ง WHA Group เองเป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของประเทศ มีบทบาทสำคัญด้านโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน และบริการด้านดิจิทัล ทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นี่แหละครับวิธีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบง่ายๆ ไม่ต้องใช้เงินทุนสูง เพียงแค่ลงทุนผ่านกองทรัสต์ HREIT ก็มีทีมงานมืออาชีพช่วยบริหารสร้างผลตอบแทนให้เราแล้ว ใครที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ bit.ly/3j2N0X4 และ http://www.hemarajreit.com และต้องไม่พลาดการเปิดจำหน่ายหน่วยทรัสต์ในการเพิ่มทุนครั้งที่ 2 กาปฏิทินรอไว้เลย!

– เสนอขายให้กับผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิม (Preferential Public Offering) : 16-20 และ 23-26 พ.ย. 63

– เสนอขายให้กับบุคคลทั่วไป (Public Offering) : 16-20 และ 23-27 พ.ย. 63

*การจัดสรรขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการการจัดจำหน่าย

*เงื่อนไขการจัดจำหน่ายเป็นไปตามที่กำหนดในร่างหนังสือชี้ชวน

คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน

สอนดู Opportunity Day สำหรับลงทุนหุ้น

Opportunity Day คือขุมทรัพย์ในการลงทุน

Opportunity Day หรือวันบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน คือกิจกรรมที่ผู้บริหารจากบริษัทต่าง ๆ จะมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทของตนผ่านงานของตลาดหลักทรัพย์ กิจกรรมนี้ถือเป็นประโยชน์มาก ๆ เพราะทำให้ช่วยเข้าใจบริษัทได้อย่างรวดเร็ว และยังเข้าใจภาพในอนาคตของบริษัทผ่านการบอกเล่ากิจการของผู้บริหารได้อีกด้วย โดยปรกติในงานนี้ บริษัทจะแจกสไลด์ที่ใช้ในการนำเสนอด้วย แนะนำว่าให้พิมพ์ออกและจดจะช่วยให้ง่ายในการจดบันทึกมากกว่าการตามดูเพียงอย่างเดียว หรือจดบนกระดาษเพียงอย่างเดียว บางตัวเลขมีในสไลด์อยู่แล้ว เราสามารถจดเพิ่มขยายความได้เลย ไม่ต้องการจดอะไรซ้ำซ้อนกันอีก

ใครจะพิมพ์ออกมาก็แนะนำ HP Printer

ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า HP Printer เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการในการผลิตความรู้ชุดนี้ออกมา แต่ HP Printer ไม่ได้มีแค่ความใจดี เพราะ HP Printer เป็นผู้นำด้านระบบ Security , Productivity และ Sustainable อย่างที่เล่าไปแล้ว ย้ำอีกครั้งว่า HP Printer มี 3 จุดเด่นสำคัญ ดังนี้

ด้าน Security

ซึ่งหัวใจของ Security นี้ คือความปลอดภัยตั้งแต่ภายใน โดยที่ตัวเครื่องพิมพ์สามารถที่จะป้องกันตัวเองได้ โดยดูแลได้ทั้ง Bios บนเมนบอร์ดที่เปรียบเสมือนสมอง, หน่วยความจำของเครื่องที่รองรับไฟล์เอกสาร และFirmware ที่เป็นส่วนของการควบคุมการทำงาน ซึ่งถ้าทั้งสามส่วนนี้ปลอดภัยแล้ว จะไม่ใช่แค่เฉพาะแค่ตัวเครื่องพิมพ์เท่านั้น แต่จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงความปลอดภัยของระบบเครือข่ายภายในสำนักงานด้วย

ด้าน Productivity

เพราะเครื่องพิมพ์ HP Printer สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงานด้วยการสั่งพิมพ์งานจากนอกองค์กรได้โดยใช้เทคโนโลยี ePrint ที่สามารถส่งเอกสารไปถึงปลายทางได้โดยทันที ขอแค่ส่งอีเมลได้ แถมยังรองรับไฟล์หลากหลายรูปแบบ ส่งจากอีเมล์มายังเครื่องพิมพ์ และพิมพ์ออกมาเป็นเอกสารได้ทันที นอกจากความสะดวกรวดเร็วแล้วในการทำงานแล้ว ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย 

ด้าน Sustainable

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่องค์กรให้ความสำคัญกับการดูแลควบคู่กับสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อถึงรุ่นหลัง โดยภารกิจนี้สะท้อนออกมาจากการบริการหนึ่งของ HP MPS คือการนำตลับหมึกจากการใช้งานกลับมาทำลายอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันมลพิษ และนำบางส่วนที่ยังมีประโยชน์กลับมารีไซเคิล เพื่อลดการใช้ทรัพยาการของโลกนั่นเอง

มาดู Opportunity Day กันเถอะ

ความจริง Opportunity Day เป็นขุมทรัพย์ที่สำคัญมากในการลงทุน หากอยากจะเข้าใจหุ้นสักตัวหนึ่งให้เร็วที่สุด การดู Opportunity Day จะตอบโจทย์มากกว่าการไปอ่าน 56-1 หรืองบการเงินด้วยซ้ำ เพราะข้อมูลนี้จะถูกคัดกรองมาแล้วว่าสำคัญ และอัดให้จบภายใน 1 ชั่วโมง คุ้มค่ามาก ๆ หลายคนก็อาจจะฟังระหว่างขับรถหรือเดินทางก็ทำได้ แต่แนะนำให้ฟังตอนพร้อมจะจดมากกว่า เพราะบางทีก็มีเรื่องสำคัญ ๆ ให้สนใจ

1. พื้นฐานกิจการของบริษัท

โดยทั่วไป Opportunity Day มักเริ่มต้นจากการเล่าภาพพื้นฐานของบริษัทก่อน ตั้งแต่ประวัติ ลักษณะการประกอบกิจการ ละเอียดตามเท่าที่ผู้บริหารอย่างเล่า โดยทั่วไปเนื้อหาตรงนี้จะค่อนข้างดีมาก ผู้บริหารจะพยายามเล่าภาพกิจการให้ชัดเจนที่สุด โดยใช้เวลาน้อยที่สุด เราจึงมักจะได้ไอเดียว่าอะไรเป็นแก่นหลักของกิจการนี้

2. คำอธิบายงบการเงิน

โดยปรกติ Opportunity Day จะจัดหลังจากงบการเงินออกมา บริษัทจึงจะให้เวลาในการอธิบายงบการเงินค่อนข้างมาก โดยจะเล่าว่าไตรมาสล่าสุด ปีล่าสุดเกิดอะไรขึ้นกับกิจการ ทำไมงบการเงินถึงออกมาเป็นแบบนั้น หากเวลาเราอ่านงบไปแล้วเจอส่วนที่ไม่เข้าใจ รายได้หรือกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมากหรือลดลงอย่างมาก การมาตามดู Opportunity Day จะช่วยอย่างมากในการทำความเข้าใจกิจการ เพราะโดยทั่วไปผู้บริหารจะอธิบายตรงนี้ละเอียดมาก และเป็นส่วนสำคัญที่เราต้องสนใจ

3. ปัจจัยการเติบโตในอนาคต

นี่เป็นอีกหัวข้อสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต้องมาดู Opportunity Day เพราะใน 56-1 งบการเงิน หรือรายงานประจำปี มักจะพูดเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่งาน Opportunity Day จะค่อนข้างเปิดโอกาสให้ผู้บริหารเล่าวิสัยทัศน์ถึงการเติบโตในอนาคตมากกว่า ตรงนี้สำคัญมาก เพราะถือว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้เราได้เข้าใจการเติบโตในอนาคตของกิจการ ซึ่งจะสามารถนำไปต่อยอดในการใช้ประเมินมูลค่าหุ้นได้ด้วย

4. คำถามท้ายการนำเสนอ

ช่วงถามตอบเป็นอีกช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้เราได้ถามอย่างตรงประเด็นที่อยากถาม หากดูสดในห้องส่ง ควรเตรียมตัวตั้งคำถามไปอย่างดี เมื่อเปิดช่วงให้ถามให้รีบถาม เพราะถ้าชักช้าเวลาอาจจะหมดก่อนได้ แต่ถ้าดูจากทางบ้าน แนะนำให้ถามคำถามไว้ตั้งแต่ต้นการนำเสนอเลย คำถามจะได้อยู่ในอันดับแรก ๆ ถูกยกขึ้นมาตอบก่อนเวลาจะหมด

ส่วนหลักการตั้งคำถามไม่ต่างจากการไปเยี่ยมชมกิจการเลย เราควรตั้งคำถามในสิ่งที่ข้อมูลพื้นฐานหาได้ยากหรือไม่มี เจาะไปที่หัวใจสำคัญของกิจการ โดยเฉพาะแนวโน้มและการเติบโตในอนาคต หลีกเลี่ยงการถามคำถามพื้นฐานที่สามารถหาคำตอบได้เองและไม่มีประโยชน์ อย่ากังวลว่าคำถามจะลึกมากเกินไป ขอเพียงไม่ถามอะไรที่ผิดกฎของตลาดหลักทรัพย์ก็พอ ส่วนผู้บริหารจะตอบหรือไม่ตอบก็ให้เป็นดุลยพินิจของผู้บริหารเอง

จุดสำคัญในการดู Opportunity Day คือต่อมเอ๊ะ

เวลาเราดู Opportunity Day เราไม่ได้ดูเพื่อเก็บรายละเอียดทุกอย่าง แต่เราดูเพื่อที่จะหาจุดสำคัญที่อยู่ในการนำเสนอนั้น ๆ บางทีอาจจะเป็นแค่คำเดียว ประโยคเดียว ประเด็นเดียว ที่นำไปสู่เรื่องใหญ่ และต่อยอดได้มากในอนาคต แนะนำให้พิมพ์สไลด์ออกมา และจดเฉพาะสิ่งที่ไม่อยู่ในสไลด์ เราจะได้ไม่ต้องมาพะวงจดอะไรที่ซ้ำซากและให้ความสำคัญไปที่การฟังผู้บริหารแทน

อย่าลืม ถ้าจะพิมพ์อย่าลืมพิมพ์ด้วย HP Printer

ขอบคุณ HP Printer อีกครั้งที่ช่วยสนับสนุนลงทุนศาสตร์ให้ทำเนื้อหาข้อมูลเพื่อการลงทุนดี ๆ แบบนี้ออกมา หวังว่าจะได้มีโอกาสผลิตข้อมูลสาระดี ๆ แบบนี้ออกมาใหม่ ใครชอบก็อย่าลืมไปสนับสนุน HP Printer กัน

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปเรื่องการเงินแล้ว เราจะรู้ว่าควรเก็บเงินไว้ที่ไหน

ทุกครั้งที่เราไปโรงพยาบาล ต้องมีขั้นตอนชั่งน้ำหนัก วัดความดันแบบเบื้องต้นก่อนที่จะได้เข้าพบหมอ แต่ถ้าเราเป็นโรคที่ซับซ้อนก็อาจจะต้องใช้การตรวจที่ละเอียดมากขึ้น โดยใช้เครื่อง MRI , CT Scan , PET Scan เพื่อจะได้หาวิธีการรักษาต่อไป เรื่องการเงินก็เช่นกัน เราควรตรวจสุขภาพการเงินเบื้องต้นก่อนตัดสินใจว่าจะนำเงินไปเก็บไว้ที่ไหน 

สรุปเรื่องการเงินในหน้าเดียว

ภาพข้างบนนี้เราจะเห็นภาพรวมเรื่องการเงินของเราว่ามีสถานะเป็นอย่างไร เริ่มจาก…

=> กระแสเงินสด (หัวตารางสีฟ้า)

จากรายได้และรายจ่าย ถ้าติดลบก็ต้องรีบแก้ไขเพื่อให้มีเงินเหลือ แต่ถ้าเป็นบวกมีรายได้มากกว่ารายจ่าย ค่อยมาเลือกว่าจะเก็บเงินไว้ที่ไหน

=> สถานะการเงิน (หัวตารางสีส้ม)

จากทรัพย์สินและหนี้สิน ว่ามีความมั่งคั่งเป็นอย่างไร เงินของเราควรอยู่ในทรัพย์สินลงทุนมากกว่าทรัพย์สินส่วนตัว เพื่อเก็บไว้ใช้ตอนเกษียณ

=> วิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (หัวตารางสีแดง)

ทำให้รู้ว่าตอนนี้เรามีสภาพคล่อง หนี้สินและการออมเป็นอย่างไร จากการคำนวณ 8 เรื่องนี้ ถ้าอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้(ช่องกลาง) จะดีมากๆ

เรียงลำดับเรื่องที่ให้ความสำคัญ

เรามีความต้องการใช้เงินไม่จำกัด ในขณะที่เรามีรายได้จำกัด ทำให้ต้องเรียงลำดับว่าเรื่องอะไรที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 , 2 , 3 , … เช่น

=> วางแผนการลงทุน

=> วางแผนการศึกษาบุตร

=> วางแผนเกษียณ

=> ค่ารักษาและโรคร้ายแรง

=> วางแผนลดหย่อนภาษี

=> เป้าหมายระยะสั้น

เพื่อให้เป้าหมายชัดเจนขึ้น เราควรใส่จำนวนเงินไปด้วยว่าแต่ละเป้าหมายจะใช้เงินเท่าไหร่ เช่น 

  • อีก 2 ปีจะต้องใช้เงินดาวน์รถ 200,000 บาท 
  • หลังเกษียณอยากมีเงินดูแลตัวเอง 10,000,000 บาท
  • ต้องการสร้างความมั่นใจให้ครอบครัว 10,000,000 บาท 
  • มีเงินรายปีใช้หลังเกษียณแน่นอนปีละ 100,000 กว่าบาท (เบี้ยประกันบำนาญประมาณ 100,000 บาท ได้รับทุนประกันคุ้มครองชีวิต 1,000,000 กว่าบาท) 

สุดท้าย!!

เราถึงมาเลือกว่าเงินที่เหลือในแต่ละเดือนนั้น ควรแบ่งไปเพื่อเป้าหมายอะไรบ้าง ตามการจัดอันดับความสำคัญ โดยเลือกสินค้าการเงินให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่จะต้องใช้เงิน เช่น เป้าหมายระยะสั้น เงินฉุกเฉิน เงินดาวน์รถ ควรเก็บไว้ที่ความเสี่ยงต่ำ อย่างเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ในขณะที่เป้าหมายระยะยาวเพื่อเกษียณ ควรเก็บไว้ในที่ที่ถอนออกยาก เพื่อจะได้มีเงินอยู่ถึงเกษียณ อย่างประกันบำนาญ RMF

—–

ความรู้เพิ่มเติม : สำหรับคนที่ต้องการรู้ว่าสถานะการเงินของเราเป็นอย่างไร ดูตัวอย่างการใส่่ข้อมูลและวิธีการคำนวณได้ใน 3 ภาพนี้นะคะ

กระแสเงินสด : รายได้และค่าใช้จ่าย

สถานะการเงิน : ทรัพย์สินและหนี้สิน

วิเคราะห์ 8 อัตราส่วนทางการเงิน รู้จุดแข็งและจุดอ่อนเรื่องการเงินของเรา

การคำนวณจากโปรแกรมวางแผนการเงิน Wealth me (https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/3230359313668330)

ทั้งหมดนี้หากเราไม่ถนัดกรอกข้อมูลและคำนวณเอง สามารถใช้บริการที่ปรึกษาการเงินหรือนักวางแผนการเงินได้นะคะ เพราะทุกครั้งก่อนให้คำแนะนำจะต้องตรวจสุขภาพการเงินของเรา เพื่อดูว่าอัตราส่วนการเงินว่ามีจุดแข็งและจุดอ่อนอะไรบ้าง ก่อนที่จะแนะนำว่าควรเลือกเก็บเงินไว้ที่ไหน เก็บเดือนละเท่าไหร่ ทำให้ได้รับแนวทางจัดการเงินที่ตอบโจทย์กับเป้าหมายการเงินของเราได้มากที่สุดนั่นเองจ้า

————

PR : 

=> หนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ สารบัญในลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/3eeO33Q

=> คอร์สการเงินติวส่วนตัว , Workshop ที่เชียงใหม่กับแบบออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า https://bit.ly/3dCv58z

=> คอร์สสอนเขียนเรื่องการเงิน สร้างรายได้จากการเขียน https://bit.ly/3j7HBPc

เพจอภินิหารเงินออม

สอนไป Company Visit สำหรับลงทุนหุ้น

Company Visit คืออีกการเข้าถึงแหล่งข้อมูลหุ้น

Company Visit หรือการเยี่ยมชมกิจการ คือกิจกรรมที่นักลงทุนรวมตัวกันเพื่อเข้าไปศึกษากิจการที่เปิดรับ โดยทั่วไปจะประกอบด้วยการเยี่ยมชมภาพรวมของกิจการก่อน ตรงนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะกิจการด้วยว่าเป็นกิจการประเภทไหน ให้เยี่ยมชมได้มากเพียงใด หลังจากนั้นมักจะต่อด้วยการเข้าพบผู้บริหารหรือฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ นักลงทุนต้องเตรียมตัวก่อนไปเยี่ยมชมกิจการเสมอ โดยเฉพาะข้อมูลพื้นฐานบริษัทและคำถามที่จะเตรียมไปถาม ตรงนี้แนะนำว่าให้พิมพ์ไปเป็นกระดาษจะดูดีกว่า เพราะเวลาประชุม หากเรานั่งก้มดูโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตอาจจะเป็นภาพที่เหมือนไม่สนใจนัก การพิมพ์ใส่กระดาษไปและใช้ปากกาจดจะดูเรียบร้อยกว่า

ใครจะพิมพ์ออกมาก็แนะนำ HP Printer

ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า HP Printer เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการในการผลิตความรู้ชุดนี้ออกมา แต่ HP Printer ไม่ได้มีแค่ความใจดี เพราะ HP Printer เป็นผู้นำด้านระบบ Sustainable ที่เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่องค์กรให้ความสำคัญกับการดูแลควบคู่กับสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อถึงรุ่นหลัง โดยภารกิจนี้สะท้อนออกมาจากการบริการหนึ่งของ HP MPS คือการนำตลับหมึกจากการใช้งานกลับมาทำลายอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันมลพิษ และนำบางส่วนที่ยังมีประโยชน์กลับมารีไซเคิล เพื่อลดการใช้ทรัพยาการของโลกนั่นเอง

มาเริ่มเตรียมตัวไป Company Visit กันดีกว่า

การไปเยี่ยมชมกิจการถือว่าเป็นงานที่นักลงทุนจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมและครบถ้วน เพราะไม่ใช่โอกาสง่ายนักที่จะได้เยี่ยมชมกิจการที่สนใจ ผู้บริหารบางคน หรือสถานที่ในกิจการบางอย่างก็ไม่ได้เปิดให้ดูได้โดยง่าย และในอีกข้อหนึ่ง ตัวเราเองในฐานะนักลงทุนก็เสียแรงเสียเวลาไปแล้วก็ควรจะใช้เวลาให้คุ้มค่ากับการไป การเตรียมตัวให้พร้อมจะเป็นสิ่งที่ช่วยตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

1. ก่อนไปเยี่ยมชมกิจการ

นักลงทุนสามารถเยี่ยมชมกิจการได้จากหลายช่องทาง บางองค์กรหรือบางกลุ่มนักลงทุนก็มีการจัดกิจกรรมไปเยี่ยมชมกิจการเป็นเรื่องปรกติอยู่บ่อย ๆ หากเรารู้จักหรือเป็นสมาชิกองค์กร เราก็สามารถไปเข้าร่วมได้ แต่ถ้าไม่รู้จักใครเลย เราก็สามารถรวมกลุ่มเพื่อนนักลงทุนสัก 5 – 10 คนและติดต่อไปที่บริษัทโดยตรงเพื่อขอเข้าเยี่ยมชมกิจการ บางบริษัทอาจจะเปิดรับ บางบริษัทอาจจะไม่เปิดรับ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทไป

หลังจากที่ได้กำหนดการการเยี่ยมชมกิจการที่แน่นอนแล้ว สิ่งที่เราควรทำก่อนไปเยี่ยมชมกิจการคือการศึกษาข้อมูลบริษัทโดยละเอียด ตั้งแต่อ่านแบบ 56-1 อ่านงบการเงินล่าสุด และดู Opportunity Day ไปให้พร้อม ข้อมูลพื้นฐานที่บริษัทเปิดเผยอยู่แล้ว เราไม่ควรจะไปถามผู้บริหารอีก เพราะนอกจากจะทำให้เสียเวลาไปฟรี ๆ แล้ว จะยังทำให้เราดูเหมือนไม่สนใจจะตั้งคำถามจริง ๆ อีกด้วย การตั้งคำถามที่แสดงว่าเรารู้ข้อมูลพื้นฐานอย่างดีจะช่วยให้ผู้บริหารรู้สึกว่าเราเตรียมตัวมา และมีแนวโน้มจะตอบคำถามเชิงลึกได้ง่ายกว่าการไม่เตรียมตัวอะไรไป

2. ระหว่างไปเยี่ยมชมกิจการ

ระหว่างการเยี่ยมชมกิจการ เราควรสอบถามทางบริษัทให้ชัดเจนว่าตรงไหนถ่ายรูปได้ ตรงไหนถ่ายรูปไม่ได้ หากตรงไหนถ่ายรูปได้ก็ควรจะถ่ายเก็บไว้ เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบเผื่อศึกษาในภายหลัง แต่ถ้าถ่ายรูปไม่ได้ เราอาจจะจดบันทึกเป็นสิ่งที่น่าสนใจระหว่างการเยี่ยมชมแทนว่าเจออะไรบ้าง และแต่ละจุดมีประเด็นที่น่าสนใจอย่างไร

ระหว่างการพูดคุยกับผู้บริหารหรือฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ เน้นย้ำว่าควรสอบถามแต่เรื่องที่ต่อยอดไปจากความรู้เดิมที่เผยแพร่กับสาธารณชนทั่วไปอยู่แล้ว และหลีกเลี่ยงการตั้งคำถามที่ผิดกฎของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เช่น ตัวเลขกำไร หรือราคาหุ้น เราควรจะมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่จับต้องได้และเป็นประโยชน์ เช่น แนวโน้มการเติบโต ตรงนี้สามารถถามละเอียดได้เต็มที่ เราจะได้ไปพิจารณาต่อได้ว่าแนวโน้มการเติบโตของบริษัทหนักแน่นและน่าเชื่อถือเพียงใด

3. หลังไปเยี่ยมชมกิจการ

หลังจากที่ไปเยี่ยมชมกิจการเสร็จแล้ว เราควรสรุปประเด็นสำคัญที่ได้จากการไปเยี่ยมชมกิจการเสมอ และหากเป็นไปได้ ควรจะนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการประเมินมูลค่าหุ้นโดยทันที เพื่อที่จะทำให้เข้าใจกิจการมากขึ้น และนำไปสู่โอกาสในการลงทุนได้ต่อไป

หรือหากข้อมูลที่ได้มาจากกิจการยังไม่ชัดเจนมากนัก เราอาจจะทำรายการสำหรับศึกษาและหาข้อมูลต่อเพื่อไปใช้ในการทำงานต่อ แต่โดยสำคัญคืออย่าทิ้งข้อมูลไว้เฉย ๆ เพราะจะทำให้เราเสียโอกาสและเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ อย่างน้อยก็ควรจะประเมินมูลค่าหุ้นล่าสุดดูสักครั้งประกอบการตัดสินใจ

สิ่งสำคัญคือถามในสิ่งที่ควรถา

ผู้บริหารก็มีความเป็นมนุษย์เหมือนเรานี่แหละ หากเราตั้งคำถามได้ดี แสดงถึงความสนใจใส่ใจ ผู้บริหารย่อมเอนเอียงที่จะเล่าภาพกิจการหรือแนวโน้มการเติบโตที่อยู่ในใจให้เราฟังได้มากกว่าปรกติ แต่ถ้าตรงกันข้าม ผู้บริหารก็อาจจะแค่ตอบไปตามหน้าที่ให้มันจบ ๆ ไปเท่านั้นเอง เน้นอีกครั้งว่าถ้าจะเตรียมข้อมูลไป พิมพ์เป็นกระดาษไปจะดูดีกว่าในการเยี่ยมชมกิจการ

อย่าลืม ถ้าจะพิมพ์อย่าลืมพิมพ์ด้วย HP Printer

ขอบคุณ HP Printer อีกครั้งที่ช่วยสนับสนุนลงทุนศาสตร์ให้ทำเนื้อหาข้อมูลเพื่อการลงทุนดี ๆ แบบนี้ออกมา ใครคิดว่าข้อมูลการลงทุนแบบนี้ดีก็อย่าลืมไปอุดหนุน หรือไม่ก็ช่วยกันแชร์ข้อมูลกันออกไปเยอะ ๆ

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

สอนอ่านงบการเงินอย่างง่าย สำหรับลงทุนหุ้น

งบการเงินคือหัวใจของธุรกิจ

งบการเงินเรียกได้ว่าเป็นภาษาสากลในทางธุรกิจก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นบริษัทสัญชาติไหน ทำธุรกิจอะไร แปลกประหลาดสักเพียงไหน แต่หลักการในการทำงบการเงินก็เป็นสากลและมีมาตรฐานเดียวกัน งบการเงินจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการลงทุนในหุ้น เพราะเราสามารถเข้าใจพื้นฐานทางการเงินของกิจการได้อย่างรวดเร็ว ลงทุนศาสตร์แนะนำให้พิมพ์เป็นกระดาษออกมาเพื่อที่จะขีดเขียนและสรุปได้โดยง่าย

ใครจะพิมพ์ออกมาก็แนะนำ HP Printer

ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า HP Printer เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการในการผลิตความรู้ชุดนี้ออกมา แต่ HP Printer ไม่ได้มีแค่ความใจดี เพราะ HP Printer เป็นผู้นำด้านระบบ Productivity เพราะเครื่องพิมพ์ HP Printer สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงานด้วยการสั่งพิมพ์งานจากนอกองค์กรได้โดยใช้เทคโนโลยี ePrint ที่สามารถส่งเอกสารไปถึงปลายทางได้โดยทันที ขอแค่ส่งอีเมลได้ แถมยังรองรับไฟล์หลากหลายรูปแบบ ส่งจากอีเมล์มายังเครื่องพิมพ์ และพิมพ์ออกมาเป็นเอกสารได้ทันที นอกจากความสะดวกรวดเร็วแล้วในการทำงานแล้ว ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

มาเริ่มต้นอ่านงบการเงินกัน

งบการเงินหลัก ๆ มีด้วยกัน 6 ประเภท ได้แก่ งบแสดงฐานะทางการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบกระแสเงินสด งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น หมายเหตุประกอบงบการเงิน และความคิดเห็นของผู้สอบบัญชี โดยในระดับพื้นฐาน เราจะมุ่งเน้นไปที่ 3 งบหลักที่ใช้ในการทำความเข้าใจกิจการเบื้องต้น ได้แก่ งบแสดงฐานะทางการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ และงบกระแสเงินสด

1. งบแสดงฐานะทางการเงิน

งบแสดงฐานะทางการเงินเหมือนกับการเปิดดูกระเป๋าเงินของกิจการว่า ณ จุดเวลานี้ บริษัทมีสินทรัพย์อะไรบ้าง หนี้สินอะไรบ้าง งบแสดงฐานะทางการเงินในสมัยก่อนจะเรียกว่างบดุล เพราะงบการเงินชนิดนี้ต้องดุลกันระหว่าง 2 ฝั่ง คือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น

หลักการดูงบแสดงฐานะทางการเงินที่สำคัญคือการดูสถานะหนี้สิน

หลักใหญ่ใจความที่เราสนใจงบแสดงฐานะทางการเงิน คือ สภาพคล่อง ความสามารถในการชำระหนี้ ความแข็งแกร่งของกิจการในแง่มุมต่าง ๆ พื้นฐานที่สุดของงบแสดงฐานะทางการเงินจึงเป็นการดูโครงสร้างหนี้ว่าเหมาะสมหรือไม่ โดยปรกติเรามักจะนิยมดูผ่านอัตราส่วนทางการเงิน D/E Ratio หรืออัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น คำนวณโดยนำหนี้สินรวมมาหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นรวม โดยทั่วไปเลขอัตราส่วนนี้ควรจะไม่มากกว่า 1.5 เท่า ยกเว้นบางกรณี เช่น ธุรกิจการเงินจะมีตัวเลข DE สูงโดยธรรมชาติ หากเราเจอบริษัทไหนที่มีสัดส่วนหนี้สินนี้เยอะ ๆ เราต้องไปลงลึกดูต่อว่าทำไม ยังน่าลงทุนอยู่ไหม แต่ถ้าตัวเลขนี้น้อย ในเบื้องต้นเราก็อาจจะมองได้ว่าผ่านเกณฑ์

2. งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ

งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จเหมือนกับการดูรายรับรายจ่ายของบริษัทว่า ภายในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ของกิจการ เช่น 3 เดือน หรือ 1 ปี บริษัททำธุรกิจได้กำไรไหม แนวโน้มความสามารถในการทำกำไรเป็นอย่างไร สมการหลักของงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ คือ กำไร = รายได้ – ค่าใช้จ่าย

เราสนใจความสามารถในการทำกำไรและการเติบโต

ก่อนอื่นเราต้องดูความสามารถในการทำกำไรก่อน หลัก ๆ เราจะดู 2 ตัว คือ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin ; GPM) คำนวณจากกำไรขั้นต้นหารด้วยรายได้ และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin ; NPM) คำนวณจากกำไรสุทธิหารด้วยรายได้ เบื้องต้นเลยคือบริษัทควรจะมีกำไร ดังนั้น GPM และ NPM ควรเป็นบวก แต่จะมากน้อยอย่างไรเราต้องเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม และบริษัทที่มีลักษณะใกล้เคียง โดยพื้นฐานหาก Margin สูงก็บ่งบอกถึงความสามารถในการแข่งขันที่มาก

ส่วนเรื่องของการเติบโต เราจะดูเปรียบเทียบกันแต่ละช่วงเวลาว่า รายได้มีแนวโน้มเติบโตไหม กำไรมีแนวโน้มเติบโตไหม ในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านมา บริษัทที่ดีควรจะมีรายได้และกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ในบางบริษัทอาจจะมีการสะดุดไปบ้าง เราก็ต้องไปค้นหาคำตอบว่ารายได้และกำไรสะดุดเพราะอะไร และมีแนวโน้มจะกลับมาได้ไหม

3. งบกระแสเงินสด

งบกระแสเงินสดเป็นงบที่มุ่งเน้นการดูกระแสเงินสดของกิจการโดยเฉพาะว่า กิจการมีการไหลเข้าไหลออกของเงินสดอย่างไรบ้าง โดยกระแสเงินสดของกิจการจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Cash Flow from Operation ; CFO) กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน (Cash Flow from Investing ; CFI) และกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน (Cash Flow from Financing)

กระแสเงินสดควรจะเป็น บวก , ลบ , ลบ

CFO ของกิจการควรจะเป็นบวก เพราะแสดงว่ากิจการทำธุรกิจและได้เงินสดไหลเข้ามา CFI ของกิจการควรจะเป็นลบ เพราะแสดงว่าธุรกิจมีการนำเงินไปลงทุนเพิ่ม และสุดท้าย CFI ควรจะเป็นลบ เพราะบริษัทควรจะจ่ายเงินสดคืนให้ผู้ถือหุ้นทุกปี

ภาพรวมของการอ่านงบการเงินอย่างง่ายมีภาพรวมดังนี้

ใครถนัดขีดเขียนก็สามารถพิมพ์งบการเงินออกมาขีด มาโยง มาสรุปได้ตามใจชอบ หรือจะทำการเลือกตัวเลขและทำการจดบันทึกไว้อ่านในภายหลังก็สามารถทำได้เหมือนกัน

อย่าลืม ถ้าจะพิมพ์อย่าลืมพิมพ์ด้วย HP Printer

ขอบคุณ HP Printer อีกครั้งที่ช่วยสนับสนุนลงทุนศาสตร์ให้ทำเนื้อหาข้อมูลเพื่อการลงทุนดี ๆ แบบนี้ออกมา ใครจะพิมพ์งบการเงินปึกหนาก็อย่าลืมเรียกหากัน

ลงทุนศาสตร์

สอนอ่านแบบ 56-1 สำหรับลงทุนหุ้น

แบบ 56-1 คือแหล่งข้อมูลที่สำคัญในการลงทุนหุ้น

แบบ 56-1 หรือแบบสรุปลักษณะการดำเนินธุรกิจของกิจการ คือ แบบที่บริษัทจะเขียนอธิบายข้อมูลของบริษัทตัวเองอย่างละเอียดตามที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด โดยตรงเนื้อหาสำคัญจะอยู่ตรงแบบลักษณะการประกอบธุรกิจ ตรงนี้หากใครสะดวก ลงทุนศาสตร์แนะนำให้พิมพ์เป็นกระดาษออกมาเพื่อที่จะขีดเขียนและสรุปได้โดยง่าย

ใครจะพิมพ์ออกมาก็แนะนำ HP Printer

ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า HP Printer เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการในการผลิตความรู้ชุดนี้ออกมา แต่ HP Printer ไม่ได้มีแค่ความใจดี เพราะ HP Printer เป็นผู้นำด้านระบบ Security ที่ดีด้วย ซึ่งหัวใจของ Security นี้ คือความปลอดภัยตั้งแต่ภายใน โดยที่ตัวเครื่องพิมพ์สามารถที่จะป้องกันตัวเองได้ โดยดูแลได้ทั้ง Bios บนเมนบอร์ดที่เปรียบเสมือนสมอง, หน่วยความจำของเครื่องที่รองรับไฟล์เอกสาร และFirmware ที่เป็นส่วนของการควบคุมการทำงาน ซึ่งถ้าทั้งสามส่วนนี้ปลอดภัยแล้ว จะไม่ใช่แค่เฉพาะแค่ตัวเครื่องพิมพ์เท่านั้น แต่จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงความปลอดภัยของระบบเครือข่ายภายในสำนักงานด้วย

นอกจากนี้ยังสามารถเลือกลักษณะการพิมพ์ จำนวนการพิมพ์ ลักษณะความปลอดภัยเพื่อปรับใช้ให้เข้ากับแต่ละองค์กรได้อย่าง HP MPS หรือความปลอดภัยของ HP JetAdvantage Pull Print ที่พนักงานในองค์กรจะต้องทำการยืนยันตัวตนก่อนเพื่อให้เอกสารออกจากเครื่องพิมพ์ด้วยบัตรพนักงาน QR Code หรือหรือโทรศัพท์มือถือ โดยระบบความปลอดภัยเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการพิมพ์เอกสารไม่ให้บุคคลที่อยู่นอกแผนกหรือบุคคลอื่นมาข้องเกี่ยวกับเอกสารที่เป็นความลับได้

มาเริ่มต้นอ่านแบบ 56-1 กัน

ก่อนอื่นแนะนำให้เราสร้างหลักขึ้นมาในใจก่อนว่าเรากำลังมองหา “อะไร” ในแบบ 56-1 ไม่ใช่แค่อ่านไปเรื่อย ๆ ตามที่แบบเขียน บางบริษัทเขียนละเอียด บางบริษัทเขียนน้อยมาก เราจำเป็นจะต้องหาข้อมูลสำคัญมาเข้าใจธุรกิจให้ได้โดยยึดหลักเดียวกันทุกบริษัทเพื่อให้เห็นภาพเดียวกัน โดยหลักที่ผมแนะนำให้ยึดและใช้ให้เป็นประโยชน์ คือ Business Model Canvas ใครสนใจสามารถหาข้อมูลได้เพิ่มเติม หรือจะลองไล่เรียงหัวข้อคำถามไปตามหัวข้อด้านล่างนี้ก็ได้

1. โครงสร้างรายได้

บริษัทนี้มีโครงสร้างรายได้อย่างไร มีรายได้มาจากทางไหนบ้าง แบ่งได้กี่ประเภท กี่ลักษณะ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะจะนำไปใช้ในการวิเคราะห์กิจการได้ต่อ โดยเฉพาะวิเคราะห์การเติบโต และแนวโน้มของธุรกิจในอนาคต

2. โครงสร้างค่าใช้จ่าย

บริษัทมีโครงสร้างค่าใช้จ่ายอย่างไร ค่าใช้จ่ายไหนสำคัญ ต้นทุนไหนสำคัญ ตรงนี้ก็สำคัญเช่นกัน เพราะนำไปใช้ในการทำนายงบในอนาคตได้ ว่ากำไรในอนาคตมีแนวโน้มมากน้อยอย่างไร

3. คุณค่าหลัก

บริษัททำธุรกิจอะไรเป็นสำคัญ และธุรกิจนั้นส่งมอบคุณค่าอะไรให้กับผู้บริโภค อะไรเป็นเครื่องมัดใจให้ผู้บริโภคต้องใช้สินค้าและบริการของบริษัท

4. ช่องทาง

บริษัทมีช่องทางในการทำธุรกิจหรือติดต่อกับลูกค้าอย่างไรบ้าง ส่งมอบสินค้าและบริการอย่างไร ช่องทางตรงนี้จะบอกถึงความสนิทแนบแน่น ไปจนถึงความสามารถในการต่อรองด้วย

5. ลูกค้า

บริษัทมีลูกค้าคือใคร ตรงนี้เราต้องพยายามหาข้อมูลให้ลึกและละเอียดที่สุด ยิ่งรู้ไปถึงรายได้ ที่อยู่กว้าง ๆ ลักษณะรสนิยม อาชีพ เชื้อชาติ ยิ่งรู้เท่าไหร่จะยิ่งดี เพราะเราจะยิ่งเข้าใจได้ว่าลูกค้าแบบไหนจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจแบบไหน และจะไปส่งผลต่อรายได้บริษัทอย่างไร

6. ความสัมพันธ์กับลูกค้า

บริษัทมีความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างไรบ้าง มีช่องทางการสร้างความสนิทสนมอย่างไร มีแคมเปญอย่างไร และลูกค้ามีความภักดีต่อบริษัทมากแค่ไหน ตรงนี้สามารถบอกถึงความมั่นคงของรายได้ และแนวโน้มรายได้ในอนาคต

7. กิจกรรมหลัก

บริษัทมีกิจกรรมหลักคืออะไร ทำธุรกิจอย่างไร มีขั้นตอนในการทำธุรกิจอย่างไรบ้าง ลักษณะกิจกรรมเป็นแบบไหน ผลิตหรือบริการ ตรงนี้จะเจาะเข้าไปในลักษณะการประกอบธุรกิจของบริษัท ยิ่งเราเข้าใจมาก เราจะยิ่งเห็นภาพว่าปัจจัยอะไรบ้างส่งผลต่อบริษัท  

8. ทรัพยากรหลัก

บริษัทมีทรัพยากรหลักคืออะไรและสัมพันธ์กับภาพรวมขององค์กรอย่างไร ทรัพยากรหลักเป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อนของบริษัท บริษัทป้องกันความเสี่ยงจากการสูญเสียทรัพยากรอย่างไร หรือบริษัทใช้ประโยชน์อย่างไรจากทรัพยากรที่มี

9. พาร์ทเนอร์หลัก

บริษัทมีพาร์ทเนอร์สำคัญคือใคร ส่งผลอย่างไรต่อธุรกิจบ้าง ทั้งในแง่ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัทพันธมิตร คู่ค้าสำคัญ ลูกค้าสำคัญ ตรงนี้จะทำให้เห็นภาพธุรกิจชัดขึ้น และตอบโจทย์บางอย่างได้ โดยเฉพาะความสามารถในการแข่งขันที่มาจากการสนับสนุนของพาร์ทเนอร์

สรุป 56-1 ให้ได้ 9 ประเด็นหลักตามนี้

ไม่ว่า 56-1 ที่อ่านจะเป็นธุรกิจอะไร ทำมาหากินแบบไหน เขียนละเอียดหรือไม่ละเอียดอย่างไร เราก็ต้องตอบคำถาม 9 ข้อนี้อย่างชัดเจนในใจให้ได้ ในกรณีที่แบบ 56-1 ที่ได้รับมาไม่ได้มีใจความละเอียดมากเพียงพอ เราก็จำเป็นต้องไปเสาะหาแหล่งข้อมูลอื่นต่อ เพื่อช่วยให้เข้าใจภาพรวมของกิจการมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องจุดแข็งจุดอ่อนของกิจการ

สำคัญคือสร้างแบบแผนในการอ่านให้ดี

อย่าอ่าน 56-1 แบบอ่านไปเรื่อย ๆ แต่อ่านแบบมีหลักการว่าเราต้องการรู้อะไร อะไรที่ไม่ได้สำคัญก็ตัดทิ้งไปเสีย เราจะใช้เวลาในการอ่านแบบ 56-1 น้อยลง และได้เนื้อหาที่เป็นประโยชน์มากขึ้น นอกจากนี้การอ่านด้วยการใช้โครงสร้างแบบเดียวกันจะช่วยทำให้เราเปรียบเทียบกิจการกับกิจการง่ายขึ้นอีกด้วย เพราะมีหลักหรือหัวข้อให้เปรียบเทียบ

ใครที่ถนัดขีดเส้นหรือจดบันทึก

การพิมพ์แบบ 56-1 ออกมาก็เป็นทางเลือกที่ดี เราอาจจะทำการจดบันทึกหรือทำการสรุป Business Model Canvas ลงไว้ในกระดาษและเย็บรวมเป็นเล่มเพื่อกลับมาอ่านย้อนหลัง หรือเพิ่มเติมข้อมูลย้อนหลังก็ได้

อย่าลืม ถ้าจะพิมพ์อย่าลืมพิมพ์ด้วย HP Printer

ขอบคุณ HP Printer อีกครั้งที่ช่วยสนับสนุนลงทุนศาสตร์ให้ทำเนื้อหาข้อมูลเพื่อการลงทุนดี ๆ แบบนี้ออกมา พูดไปนะ กระดาษที่พิมพ์ออกมาเขียนสรุปเรื่องนี้ก็พิมพ์ออกมาจาก HP Printer เหมือนกัน

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

เปิดตัว บลจ. AIA ขึ้นแท่นอันดับต้นๆของไทย

พูดถึง AIA ทุกคนก็คงจะคิดถึงประกันชีวิต

หากจะพูดถึงตลาดประกันชีวิตในประเทศไทย ข้อหนึ่งที่ต้องยอมรับเลย คือ AIA ได้บุกเบิกตลาดนี้มายาวนาน และสร้างชื่อเสียงจนได้รับการยอมรับจากคนไทยจำนวนมาก ตั้งแต่ยุคที่ประกันชีวิตยังเป็นทางเลือกของคนส่วนใหญ่ จนปัจจุบัน เทรนด์การวางแผนการเงินเฟื่องฟูเป็นอย่างมาก คนส่วนใหญ่ต้องมีกรมธรรม์ถือไว้อย่างต่ำสักคนละฉบับสองฉบับ และ AIA เป็นแบรนด์ในดวงใจของตลาดนี้มายาวนาน

1 ใน 3 ของกรมธรรม์ประกันชีวิตในประเทศไทยเป็นของ AIA

AIA ครองส่วนแบ่งตลาดประกันชีวิตของประเทศไทยไว้ด้วยการบริหารงานที่พิสูจน์ฝีมือให้เห็นกันมาอย่างยาวนาน เมื่อเวลาผ่านไป กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มุ่งเน้นการคุ้มครองชีวิตเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว คนรุ่นใหม่ต้องการลงทุนมากขึ้น แน่นอนว่า AIA กระโดดลงมาจับตลาดนี้โดยเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน หรือ Unit Linked ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง AIA จึงก้าวต่อไปด้วยการเปิดตัว บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) หรือ AIAIMT เพื่อตอกย้ำความจริงจังในตลาดการบริหารการลงทุน

AIAIMT เกิดขึ้นในบริษัทการเงินระดับโลก

กลุ่มบริษัท AIA เป็นกลุ่มบริษัทประกันชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประสบการณ์ด้านการลงทุนที่แข็งแกร่งใน 18 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก โดยมีทีมบริหารการลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า 150 คนจากทั่วทุกภูมิภาคของโลก เมื่อขยับตัวมาเปิดตัว บลจ. นั่นย่อมหมายถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่สั่งสมต่อเนื่องยาวนานก็จะถ่ายทอดมายัง AIAIMT ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นน้องใหม่ในตลาด แต่ไม่ใหม่สำหรับประสบการณ์การบริหารเงินลงทุน

AIAIMT มีผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี

AIA มีผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการบริหารการลงทุนทั้งในระดับประเทศและระดับสากลมามากกว่า 30 ปี และเมื่อ AIA ผันมาทำ บลจ. ด้วยตนเอง นั่นหมายถึงการไม่ได้เริ่มต้นจาก 0 แต่เป็นการต่อยอดจากความรู้ความเชี่ยวชาญยาวนานกว่า 30 ปีที่มี AIAIMT ก่อตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร กว่า 8 แสนล้านบาท และจะขึ้นแท่นเป็น บลจ. ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทยทันที

AIAIMT เน้นบริหารสินทรัพย์ภายใต้เครือ AIA

AIAIMT มุ่งเน้นการบริหารจัดการสินทรัพย์ของเอไอเอ ประเทศไทย และเงินลงทุนในกองทุนรวมจากกรมธรรม์ประกันชีวิตควบการลงทุนหรือ Unit Linked ของเอไอเอเอง ตรงนี้ลูกค้าดั้งเดิมของ AIA ย่อมได้รับประโยชน์แน่ เพราะนั่นจะหมายถึงตัวเลือกการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น ตอบสนองโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุนได้มากขึ้น ภายใต้การบริหารที่เชื่อถือได้สไตล์ AIA

AIAIMT จะยึดหลักยั่งยืนและ ESG

บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) มุ่งเน้นนโยบายการลงทุนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Investment) และการประกอบธุรกิจโดยยึดหลัก ESG (Environmental, Social and Governance) ที่คำนึงถึงการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล เช่นเดียวกับ AIA การยึดหลักการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงทุกบริบทที่เกี่ยวข้อง ย่อมนำมาซึ่งความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจอย่างที่ AIA พิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดมาได้อย่างยาวนาน

AIAIMT จะมีจุดเด่นด้านความเป็นสากล

เมื่อ AIA มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก การเปิดตัว AIAIMT ย่อมหมายถึงการนำองค์ความรู้จากทั่วโลกมาใช้พัฒนาศักยภาพด้านการลงทุนบริหารสินทรัพย์เช่นกัน เราจะได้เห็นการร่วมมือผ่านเครือข่ายการเงินระดับโลกอย่าง BlackRock, Wellington Management และ Baillie Gifford ซึ่ง AIAIMT ก็ย้ำและให้ความมั่นใจเสมอว่า บริษัทจะนำเงินลงทุนของลูกค้าไปลงทุนด้วยความใส่ใจ เสมือนเป็นเงินลงทุนของเราเอง

การลงทุนคือการจัดสรรวางแผนให้เหมาะสม

อย่างพื้นฐานเริ่มต้น การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้และตราสารทุนถือว่าเป็นพื้นฐานสำหรับมือใหม่ กองทุนรวมตราสารหนี้ จะลงทุนใน พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ตั๋วเงินคลัง และตั๋วแลกเงิน มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ มีกำหนดได้รับดอกเบี้ยแน่นอนชัดเจน ผลตอบแทนมักจะน้อยกว่า แต่มีความผันผวนน้อยกว่า

ในขณะที่กองทุนรวมตราสารทุน จะลงทุนในหุ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นเล็ก หุ้นใหญ่ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ มีสถานะเป็นเจ้าของบริษัท มูลค่าของหุ้นผันแปรไปตามผลประกอบการ กำไรและกระแสเงินสดของกิจการ ผลตอบแทนมักจะมากกว่า แต่ความผันผวนสูงกว่าเช่นกัน

ใครที่รับความเสี่ยงได้มาก การลงทุนในกองทุนรวมตราสารทุนเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะในระยะยาวมักสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า ส่วนใครรับความเสี่ยงไม่ได้มาก การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้จะดูเหมาะสมกว่า เพราะความผันผวนน้อย อย่างไรก็ตาม เราสามารถเลือกจัดพอร์ตผสมผสานระหว่างกองทุนรวม 2 ประเภทได้ เพื่อสร้างพอร์ตที่เหมาะสมกับตัวเอง ซึ่ง AIAIMT ก็ได้ออก 5 กองทุนใหม่ ที่ลงทุนศาสตร์สรุปมาให้ว่ากองทุนแต่ละกองเป็นแบบไหน และเหมาะสมกับใครบ้าง ไปอ่านกันครับ

กองทุนเปิด เอไอเอ เอ็นแฮนซ์ เซท 50

กองทุนเปิด เอไอเอ เอ็นแฮนซ์ เซท 50 มีความน่าสนใจคือ มีการลงทุนในดัชนี SET 50 ตามที่ชื่อกองทุนระบุไว้ โดยมีการลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนนั่นเอง  แถมกองทุนนี้ยังมีแนวคิดปรับพอร์ตกองเพื่อลดความเสี่ยงด้วยกลวิธีต่างๆ เช่น การจัดการเงินสดให้มีผลตอบแทนแบบหุ้นโดยการใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Cash Equitization) แต่อย่างไรก็ตาม กองทุนนี้จะไม่มีนโยบาย ลงทุนในตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่า ตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และหลักทรัพย์ของบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 

คนที่เหมาะสมสำหรับกองทุนนี้ คือ เป็นคนที่เน้นหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในตลาด รับความเสี่ยงได้สูง เพราะอย่าลืมว่าเสน่ห์ของกองนี้คือการคัดหุ้นที่อยู่ใน SET 50 มาลงทุนอยู่ในกองทุนเลยทีเดียว แถมยังมีกลยุทธ์อย่างการจัดการเงินสด และนโยบายปิดความเสี่ยงอื่นๆ ตามมาอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นกองทุนยืนหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากให้พอร์ตการลงทุนเติบโตครับ

กองทุนเปิด เอไอเอ ไทย อิควิตี้ 

กองทุนเปิด เอไอเอ ไทยอิควิตี้ นี้จะมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายกับเอนแฮนซ์ เซท 50 เพียงแต่ว่ากองนี้จะมีนโยบายการลงทุนโฟกัสไปที่ SET 100 หรือ หุ้นที่อยู่ 100 อันดับแรกของตลาดนั่นเอง แม้หลายคนอ่านแล้วอาจจะคิดว่ามันเยอะเกินไปไหม แต่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของการกระจายความเสี่ยงออกไปตามอุตสาหกรรมการลงทุนในหุ้น 100 ตัวแรกเช่นกัน ซึ่งก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่สนใจหุ้นใน 100 อันดับแรกของตลาดครับ

คนที่เหมาะสมกับการลงทุนกองนี้ มองว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความสนใจตลาดหุ้นไทยและสนใจในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ไม่ให้เกิดการกระจุกตัวมากจนเกินไป ต้องการกระจายความเสี่ยงที่ลดลงมาจาก SET 50 เดิม คาดหวังอัตราผลตอบแทนที่สูง และเน้นการเติบโตอย่างสม่ำเสมออยู่นั่นเองครับ 

กองทุนเปิด เอไอเอ ไทย อิควิตี้ ดิสคัฟเวอรี่

กองทุนเปิด เอไอเอ ไทย อิควิตี้ ดิสคัฟเวอรี่ เป็นอีกกองที่มีความน่าสนใจไม่แพ้ 2 กองก่อนหน้านี้ เพราะว่ากองทุนนี้มีนโยบายการลงทุนไปยังบริษัทพื้นฐานดี และที่สำคัญยังลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (Market for Alternative Investment) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดไฮไลท์ที่สำคัญของกองนี้ เพราะตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอมีความน่าสนใจในอัตราการเติบโตที่สูงจากบริษัทที่อยู่ในตลาดใหญ่ ดังนั้น หากกองทุนเลือกบริษัทที่น่าสนใจทั้งสองตลาดก็สามารถสร้างอัตราผลตอบแทนและการเติบโตได้อย่างน่าติดตามเลยทีเดียว

คนที่เหมาะสมกับกองนี้ เป็นคนที่รับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว เป็นคนที่มองหาโอกาสในการสร้างพอร์ตให้เกิดการเติบโตทั้งจากตลาดหลักและทางเลือก แต่ก็ควรหมั่นศึกษารายละเอียดของตลาดทางเลือกและปัจจัยที่จะเข้ามากระทบต่อการลงทุนของเราให้มากขึ้นครับ ซึ่งถือว่ากองนี้เป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังมองหาอะไรใหม่ๆ นอกเหนือจากตลาดเดิมที่คุ้นเคย 

กองทุนเปิด เอไอเอ อินคัม ฟันด์ 

กองทุนเปิด เอไอเอ อินคัม ฟันด์ เป็นกองทุนที่ไมได้มีความเสี่ยงสูงเหมือน 3 ก่อนทุนก่อนหน้านี้ เนื่องจากเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้นั่นเอง ซึ่งตอกย้ำด้วยคุณภาพจากการคัดเลือกตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ (Investment Grade) และยังมีกลยุทธ์ที่เน้นการเติบโตจากการลงทุนเพิ่มในต่างประเทศ ได้ยินแบบนี้หลายคนอาจกังวลเรื่องของความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งจุดนี้กองทุนได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงต่ออัตราแลกเปลี่ยนด้วยเช่นกัน ดังนั้น สบายใจได้ครับ

คนที่เหมาะสมกับกองนี้ เป็นคนที่มองหาโอกาสการลงทุนที่มีความเสี่ยงไม่สูงมากนัก แต่ก็ยังคาดหวังกับผลตอบแทนที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

กองทุนเอไอเอ ตราสารหนี้ ระยะสั้น 

ความพิเศษของกองทุนเอไอเอ ตราสารหนี้ ระยะสั้น คือกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Investment Grade) มากถึงร้อยละ 80 และไฮไลท์อยู่ตรงที่เป็นกองทุนตราสารหนี้ที่เฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักเพียง 1 ปี ที่กองทุนลงทุน ซึ่งนับว่าเป็นอีกกองที่มีลักษณะที่แตกต่างจากกองตราสารหนี้ทั่วไปครับ

คนที่เหมาะกับกองนี้ เป็นคนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ และต้องการมองหาที่พักเงินหรือกระจายความเสี่ยงไปยังกองทุนตราสารหนี้นั่นเอง

นอกจากความน่าสนใจของทั้ง 5 กองทุนแล้ว AIAIMT ยังมีการบริหารการลงทุนจากผู้จัดการมืออาชีพจาก บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) แล้ว ทีมงานของเอไอเอก็จะสามารถช่วยเราจะพอร์ตให้เหมาะสม ทั้งในด้านกองทุนเพื่อการลงทุน และกรมธรรม์เพื่อจัดการความเสี่ยงด้วย และนอกจากประกันชีวิตและ ก็ยังมีประกันยูนิต ลิงค์ของเอไอเอ ที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการทั้งความคุ้มครองและการลงทุนควบคู่ไปด้วย 

หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วมีความน่าสนใจ สามารถลงทุนในกองทุนรวมของบลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) ผ่านประกันชีวิตควบการลงทุนของเอไอเอ (AIA Unit Linked) ซึ่งรายละเอียดของประกันชีวิตควบการลงทุน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ AIA Call Center 1581 หรือเว็บไซต์ของ เอไอเอ หรือศึกษาข้อมูลกองทุนรวมเพิ่มเติมได้ที่ www.aiaim.co.th

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

พร้อมกว่า ได้เปรียบกว่า ลงทุนทั่วโลกกับ ETF

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน…

เนื่องจากวันก่อนผมได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ (เผ่า) CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta และมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ETF อยู่ค่อนข้างมาก วันนี้เลยมีโอกาสมาเล่าให้กับทางผู้ติดตามเพจคลินิกกองทุนแห่งนี้ครับ

ในช่วงที่เศรษฐกิจทั่วโลกมีความผันผวนจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสหรัฐฯ สงครามการค้า ราคาน้ำมันที่ผันผวน และCOVID-19 การเลือกลงทุนในประเทศไทยอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดี เนื่องยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยเฉพาะหุ้นตัวใหญ่ในตลาด เช่น การท่องเที่ยว และบริษัทน้ำมัน รวมถึงกลุ่มการเงิน

ดังนั้นหากอยากลงทุนในประเทศไทย อาจจะต้องทำการบ้านมากขึ้น เพื่อให้ได้หุ้นที่มีคุณภาพ แต่ก็ถือว่ายากมากในการลงทุนต่างจากสมัยก่อน

แต่ในทางกลับกันในต่างประเทศหุ้นของประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐ และ จีน กลับทำผลตอบแทนได้ดีกว่ามาก เติบโตได้มาก เพราะว่ามีหุ้นหลายตัวที่ไม่ได้รับผลกระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อย หรือพูดง่าย ๆ ว่ากลุ่มธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ นั้น ทำธุรกิจได้ดีกว่าหุ้นที่ทำธุรกิจแบบเดิม ๆ นั่นเองครับ

ซึ่งที่ตลาดต่างประเทศเติบโตได้ดี ส่วนหนึ่งก็มาจากแนวทางการทำธุรกิจที่มีรายได้ต่อเนื่อง อย่างพวก Google , ZOOM, Netflix etc.. ที่มีแนวทางการเก็บค่าบริการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องจากผู้ใช้บริการ และที่สำคัญเลิกใช้บริการค่อนข้างยาก เพราะว่าเกือบจะเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจของ SME หรือ บุคคลทั่วไปนั่นเอง

ดังนั้นการกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังต่างประเทศ น่าจะเป็นคำตอบมากกว่าการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจะต้องทำการบ้านมากกว่าการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงเสียอีก

ซึ่งกองทุนที่น่าสนใจมาก ๆ และช่วยเรากระจายความเสี่ยงได้ดีมาก ๆ เลยก็คือ กองทุน ETF ที่มีความหลากหลายของสินทรัพย์ และ ยังมีสภาพคล่องที่ดีอีกด้วยครับ

แล้วอะไรคือ “ETF”

ETF ย่อมาจาก Exchange Traded Fund หรือ กองทุนที่สามารถซื้อขายในตลาดหุ้นได้

เสมือนหุ้น 1 ตัวนั่นเองครับ และที่สำคัญแถบจะเป็น Real time ไม่เหมือนกับกองทุนทั่วไปที่จะต้องรอราคา NAV ณ สิ้นวันที่ซื้อ ไม่สามารถเก็งกำไร หรือว่าจับจังหวะได้ดีเท่ากับการลงทุนใน ETF ครับ

นอกจากนี้สินทรัพย์ของ ETF นั้นจะมีมากกว่ากองทุนธรรมดาทั่วไป เช่น กองทุนหุ้นปกติจะมีหุ้นประมาณ 10-50 ตัว แต่สำหรับ ETF จะเน้นลงทุนตามดัชนีตลาดหุ้น หรือ ดัชนีของสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่ไปลงทุน เช่น ถ้าหากเป็นกองทุน ETF หุ้นสหรัฐ ฯ ก็อาจจะมีหุ้นประมาณ 750 ตัว พูดง่าย ๆ ว่าเงินที่เราลงทุนไปนั้นจะกระจายไปลงทุนในหุ้นถึง 750 ตัวเลยทีเดียวครับ

ซึ่งพอเป็นแบบนี้ก็ทำให้ความเสี่ยงถูกกระจายไปหลาย ๆ กลุ่มอุตสาหกรรม หรือถ้าอยากที่จะลงทุนแบบเน้นลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมก็สามารถทำได้นะครับ เพราะว่า ETF มีให้เราเลือกได้มากมายเลยทีเดียวครับ ไม่ว่าจะเป็น Healthcare, Technology, Property/REITs หรือจะลงทุนเป็นประเทศต่าง ๆ เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม ก็มีให้เราเลือกลงทุนได้เช่นกันครับ

คราวนี้ก็มาถึง ETF ที่น่าสนใจ และไม่ได้เป็น ETF ทั่ว ๆ ไปที่มีการกระจายความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าเราเลือกได้ดีก็มีโอกาสเติบโตได้มากกว่า ซึ่งพี่เผ่าก็ได้ให้มุมมองต่อการลงทุนดังนี้ครับ

หากพูดถึงการลงทุนในยุคนี้ที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับนักลงทุน และคิดว่ายังคงเป็นสิ่งที่นักลงทุนสามารถลงทุนได้ เติบโตได้ก็ดีคือ “เทคโนโลยี” ที่มีรายได้หลากหลายทางมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งนี้ก็เพราะว่าเทคโนโลยีนั้นเข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดิม ๆ เกือบหมดแล้วนั่นเองครับ

นอกจากนี้ทางพี่เผ่ายังมองว่า Sub-Sector ETF บางตัวก็ยังคงมีความน่าสนใจ  เช่น E-commerce, Game – Esport,  ระบบ Cloud Comptuing, healthcare, AI etc. โดยเฉพาะผลตอบแทนต่อปีที่ค่อนข้างจะสูง และมีความน่าสนใจเนื่องจากบางธุรกิจเพิ่งจะเริ่มเติบโตด้วยซ้ำ ถือว่ามีโอกาสในการลงทุนอยู่อีกมากมากเลยทีเดียว

โดยถ้าหากเราลงทุนใน ETF กลุ่มนี้ก็อาจจะไม่ต้องไปมองหาหุ้นรายบริษัท เพราะว่ามีโอกาสผิดพลาดได้เช่นกัน ซึ่งถ้าเรามั่นใจว่ากลุ่มธุรกิจนี้ไปต่อได้ นักลงทุนเองก็ควรที่จะซื้อผ่าน ETF จะดีกว่า ง่ายกว่า สะดวกกว่า และความเสี่ยงต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นรายตัว

ที่สำคัญค่าธรรมเนียมกองทุน ETF นั้นก็ถูกกว่าการลงทุนในกองทุนรวมธรรมดาอีกด้วย

ซึ่งการลงทุนผ่าน ETF ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นก็ค่อนข้างจะไปด้วยกันกับ Core Value ของ Jitta Wealth ก็คือ ทำให้นักลงทุนเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายมากขึ้น ลงทุนได้ดี และ ค่าธรรมเนียมไม่แพงอีกด้วย

ดังนั้น Jitta Wealth จึงเอา ETF ที่ถือว่าเป็นสินค้าทางการเงินที่น่าสนใจ มาจัดเป็นพอร์ตการลงทุนให้กับนักลงทุน โดยมีการลงทุนอยู่ 2 รูปแบบหลัก ๆ เพื่อให้นักลงทุนได้เลือกลงทุนตามความเสี่ยง และ แนวทางการลงทุนของตนเอง คือ

1. Global ETF

Jitta Wealth Global ETF ก็คือ การนำกองทุน ETF ทั่วโลกมาจัดเป็นพอร์ตการลงทุนให้กับเรา โดยจะมีสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น ETF หุ้น และ ETF ตราสารหนี้ มาผสมกันด้วยสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้เราได้ผลตอบแทนที่ดี บนความเสี่ยงที่ต่ำที่สุด ซึ่งก็จะมีให้เราเลือกได้ 3 รูปแบบคือ

1.1 พอร์ตเติบโต

ที่เน้นการลงทุนระยะยาว ๆ และคาดหวังผลตอบแทนสูง ๆ ประมาณ 8% ต่อปี

1.2 พอร์ตสมดุล

เป็นพอร์ตที่มีความเสี่ยงกลาง ๆ มี ETF หุ้นทั่วโลกอยู่ที่ 50% และ คาดการณ์ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 6% ต่อปี

1.3 พอร์ตพอเพียง

ที่เน้นผลตอบแทนไม่สูงอยู่ที่ประมาณ 4% ต่อปี แต่ช่วยในเรื่องของผลตอบแทนที่ค่อนข้างจะสม่ำเสมอแทน เพราะว่ามีสัดส่วน ETF หุ้นเพียงแค่ 20% ที่เหลือเป็น ETF ตราสารหนี้ที่จะสร้างผลตอบแทนได้มั่นคงกว่า

โดยนักลงทุนเองก็สามารถเลือกได้นะครับ ว่าจะอยากได้แบบไหน ใครที่ไม่มีเวลาดูพอร์ต หรือจัดพอร์ตเอง วิธีนี้ถือว่าน่าสนใจมากครับ และยังได้ลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่มีโอกาสเติบโตได้อย่างที่พี่เผ่าเล่าไว้ในตอนแรกครับ

2. Thematic ETF

นอกจากจะมีการจัดพอร์ตให้แล้ว ทาง Jitta Wealth ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้เลือกลงทุนกับ ETF กลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อเน้นสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน โดยมีธีมที่น่าสนใจที่ทาง Jitta Wealth ได้เลือกมาให้แล้ว เหมือนให้นักลงทุนได้ออกแบบได้ดั่งใจที่ต้องการ แต่ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะได้ ETF ที่ไม่มีคุณภาพ เพราะว่าได้ผ่านการเลือกมาให้แล้วนั่นเองครับ

ยกตัวอย่างเช่น ETF ธุรกิจกัญชา ซึ่งน่าจะมีแนวโน้มการเติบโตที่สูง เนื่องจากสามารถนำมารักษาโรคบางอย่างได้ดี น่าจะเติบโตเหมือนกับกลุ่ม Healthcare แต่ถ้าราคาของหุ้นในกลุ่มยังไม่เห็นแนวโน้มที่ดี หรือ แนวโน้มของธุรกิจยังไม่ดีพอ ทางทีมงานก็อาจจะยังไม่ได้นำมาบรรจุลงใน List ให้เลือกครับ ดังนั้นเวลาเลือกธีมต่าง ๆ ก็อยากให้สบายใจ เพราะว่าทีมงานทำการบ้านมาให้แล้วนั่นเองครับ

ซึ่งทาง Jitta Wealth จะมี Theme มาให้เลือก 10 Theme ที่ส่วนใหญ่จะเป็น ประเทศที่มีการเติบโตสูง เช่น ประเทศจีน และ อินเดีย และก็ยังมี Sector หรือ Sub-Sector ที่มีความน่าสนใจ เช่น E-sport และ Fin-Tech รวมไปถึงระบบ Cloud และ E-Commerce ด้วยครับ

Theme ที่ทาง Jitta Wealth มีให้เลือกลงทุน ได้แก่

1. หุ้นจีน 

2. หุ้นเมกา 

3. หุ้นอินเดีย 

4. Health Care 

5. Tech 

6. Fintech 

7. Game E-sport 

8. Cloud Technology 

9. AI/Robotic 

10. E Commerce 

Theme เหล่านี้ มีความน่าสนใจมาก ๆ เลย ครับ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเกมส์ ที่กำลังมาแรง และอย่าคิดว่าธุรกิจเกมส์จะขายเกมส์อย่างเดียวนะครับ มีการจัดงานเแข่งที่มี Sponser มาให้เงินมากมาย ค่าตัวนักกีฬาก็เริ่มสูงมากขึ้น อุปกรณ์คอมต่าง ๆ ก็นิยมใช้กันมากขึ้น หรือแม้แต่ของในเกมส์ก็ต้องมีการซื้อขาย เพื่อให้ผู้เล่นดูดี หรือ เก่งขึ้นในเกมส์อีกด้วยครับ ซึ่งในตลาดนี้ก็ยังเติบโตไม่เต็มที่นะครับ มีโอกาสไปต่อได้อีก ดังนั้นจะการลงทุนตั้งแต่วันนี้ก็ยังมีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนได้อีกครับ

Condition :

  • สามารถเลือกขั้นต่ำ 1 Theme สูงสุด 5 Theme
  • เปิดขั้นต่ำ 100,000 บาท / ลงทุนครั้งถัดไป ครั้งละ 10,000 บาท
  • สามารถเลือก Theme ที่สนใจและจัด Port เองได้ถ้าหากต้องการเปลี่ยนก็แจ้งทางทีมงานได้เลย
  • Jitta Wealth จะคิดค่าบริหารจัดการ 0.5% ซึ่งถูกมาก ถ้าเทียบกับกองทุน FIF

หลังจากที่เลือกธีมที่ชอบแล้ว ทางระบบก็จะจัดการลงทุนให้ ธีมละเท่าๆ กันในพอร์ตครับ หรือที่เรียกว่า Equal Weight และทีมงานก็ยังมีบริการอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อดูแลนักลงทุนด้วยครับ เช่น การทำ Rebalacing ที่มีประโยชน์มากสำหรับนักลงทุน  โดยไม่ว่าจะเป็น Global ETF หรือ Thematic ETF ก็ตาม

การปรับพอร์ตลงทุน (Rebalancing Portfolio) นั้นมีหลักการง่ายมากครับ แค่ใช้วิธีการที่เรียกว่า “ซื้อของถูกเข้า ขายของแพงออก” นั่นหมายความว่า สินทรัพย์ของกองทุนไหนที่ราคา NAV ขึ้นมาสูงก็ให้ขายออก หรือสินทรัพย์ไหนของกองทุนไหนที่ราคา NAV ลดต่ำลงก็ซื้อเพิ่ม เพื่อให้คงสภาพสัดส่วนเดิมไว้

เช่น พอร์ตปกติของผมเป็น ETF หุ้น 80% ETF ตราสารหนี้ 20%ต่อมาสิ้นปี ETF หุ้นลดลง พอร์ตลงทุนของผมหน้าตาเปลี่ยนเป็น ETF หุ้น 74 % ETF ตราสารหนี้ 25% ผมก็ขาย ETF ตราสารหนี้บางส่วน และ ซื้อETF หุ้นเข้ามาเพิ่ม ให้กลายเป็น ETF หุ้น  80% และ ETF ตราสารหนี้ 20%เหมือนเดิม

ซึ่ง Jitta Wealth จะทำการ Rebalancing ให้ตามช่วงเวลา และอัตราผลตอบแทนของพอร์ตที่เกิน 5% ขึ้นไป ก็เพื่อที่จะทำให้ความเสี่ยงของพอร์ตที่เราลงทุนไม่สูงเกินไป

แน่นอนว่า Jitta Wealth นั้นทำให้การลงทุนผ่าน ETF เป็นเรื่องง่ายมากขึ้นกว่าเดิม เพราะว่า

วิธีการลงทุนผ่าน ETF แบบเดิม ๆ เช่น เปิดพอร์ตเอง หรือ ลงผ่านกองทุน นั้นล้วนมีข้อจำกัด เช่น ค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างสูง (สำหรับการลงทุนผ่านกองทุนรวมปกติ) และ มีขั้นต่ำในการลงทุนแพง (สำหรับการเปิดพอร์ตไปลงทุนเองผ่านโบรคเกอร์ที่มีแผนก Off-shore)

สุดท้ายนี้ผมต้องบอกว่า ผมเองก็เป็นคนนึงที่ชอบการลงทุนผ่าน ETF เช่นกันครับ แต่ปกติแล้วจะทำการซื้อขายเองผ่านโบรคเกอร์เป็นหลัก แต่ต้องบอกว่าพอเห็นที่ Jitta Wealth ทำแล้ว ผมเองก็เริ่มคิดแล้วว่า จะลงทุนเองให้เหนื่อยทำไม ถ้ามีคนเลือกให้ และค่าธรรมเนียมเองก็ไม่แพง ทำการซื้อขายผ่าน App ได้ด้วยถือว่าสะดวกมาก ๆ ครับ สงสัยคงต้องแบ่งเงินไปลงทุนบางแล้วละครับ

ถ้านักลงทุนท่านไหนที่อยากลงทุนใน ETF ที่เราเลือกได้ว่าจะลงทุนในธีมแบบไหน หรืออยากได้บริการดี ๆ มีคนทำพอร์ตการลงทุนให้ ไม่ต้องมาดูเองทั้งหมด ผมคิดว่า Jitta Wealth เองก็ถือว่าเป็นทางออกง่าย ๆ ทางนึงเลยครับ

แหม่ หน้ากระดาษหมดแล้วครับ ไว้คราวหน้าจะกลับมาเล่าถึงกองทุนที่น่าสนใจกันอีก แล้วพบกันใหม่ วันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีคร้าบบบ

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save