“กองทุน” ที่จะเปลี่ยนเงินออม เป็นตัวช่วยลดหย่อนภาษี

โค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปีแบบนี้ต้องหาตัวช่วยมาลดหย่อนภาษีกันสักหน่อยแล้ว ตัวช่วยที่น่าสนใจตอนนี้คงจะหนีไม่พ้นการซื้อกองทุน ที่สามารถลดหย่อนภาษีและยังได้สะสมเงินเก็บไว้ใช้ในอนาคต เหมาะกับมือใหม่หัดลงทุน เพราะมีผู้จัดการกองทุนบริหารเงินลงทุนของเรา ซึ่งจะมีกองทุนอะไรบ้างไปดูกันเลย

กองทุนรวม SSF

คือ “กองทุนรวมเพื่อการออม” มีการลงทุนในระยะยาวเป็นเวลาอย่างน้อย 10ปี สามารถลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% หรือสูงสุด 200,000 บาท ของรายได้พึงประเมิน ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อ ไม่จำเป็นต้องลงต่อเนื่องทุกปี ซื้อปีไหนสามารถลดหย่อนได้ปีนั้น เมื่อนับรวมกับกองทุนลดหย่อนภาษีอื่น ๆ และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญต้องไม่เกิน 500,000 บาท

กองทุนรวม RMF

คือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ”

ต้องลงทุนใน RMF ต่อเนื่องทุกปี เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี จะขายคืนหน่วยลงทุนได้เมื่ออายุครบ 55 ปี บริบูรณ์ และต้องถือหน่วยลงทุนมาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก ยกเว้นกรณี ทุพพลภาพหรือเสียชีวิต สามารถลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% (ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 15%) ของเงินได้พึงประเมิน สามารถลดหย่อนได้ตั้งแต่ปี 2563-2567 โดยเมื่อนับรวมกับเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ซึ่งหากใครที่กำลังสนใจลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีกับกองทุน SSF และ RMF ควรศึกษาข้อมูลการลงทุนและคู่มือภาษีให้เข้าใจก่อนการตัดสินในลงทุนโดยเลือกผู้จัดการกองทุนที่มีความสามารถและประสบการณ์เพื่อเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดี

Aberdeen Standard Investment เป็นใคร

Aberdeen Standard Investments เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีนวัตกรรมการลงทุนที่ทันสมัยที่สุดในตลาด โดยมีผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนและโซลูชั่นให้กับลูกค้าทั่วโลก มูลค่า 562.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้มีศักยภาพทางด้านการลงทุนครอบคลุมอย่างกว้างขวาง

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทในกลุ่ม Aberdeen Standard Investments ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจการจัดการกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ LBDU

ทำไมต้องลงทุนกับกองทุน Aberdeen Standard Investments

Aberdeen Standard Investments มีกลยุทธ์จัดพอร์ตการลงทุนแบบการจัดการเชิงรุก (active investment) ใหญ่ที่สุดในอังกฤษและหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เน้นการเติบโตของมูลค่าหุ้นและผลตอบแทนสูงเป็นหลัก

Aberdeen Standard Investments มีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระดับโลก ที่สามารถจัดสรรเงินลงทุนในหลักทรัพย์ที่ได้ผ่านการวิเคราะห์ ทำให้ลดโอกาสในการขาดทุนได้ โดยผ่านหลักการทำงาน 3 ข้อ

1. บทวิเคราะห์ที่มีคุณภาพสูง

วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เพื่อความเข้าใจและการตัดสินใจลงทุนที่ดีที่สุด โดยไม่พึ่งพาทีมวิจัยจากภายนอกเพื่อความเที่ยงตรงของข้อมูล

2. ทีมทำงานร่วมกัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมากกว่า 1,000 คน ทำงานร่วมกันทั่วโลก พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกและการตัดสินใจ จึงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีกว่าและมั่นคงกว่า

3. ESG

การเข้าใจสิ่งแวดล้อม สังคม และปัจจัยด้านพื้นฐานของการลงทุนที่ดี โดยมุ่งหวังที่จะมอบผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในระยะยาวและลดความเสี่ยงไปพร้อม ๆ กัน 

กองทุนเปิด Aberdeen Standard Thai Equity Super Savings Fund (ABTESSF)

เป็นกองทุนเพื่อการออม กองทุนนี้จะลงทุนในตราสารทุนโดยมี net exposure ในตราสารดังกล่าวเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม และกองทุนจะลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65

มูลค่าการซื้อ ขั้นต่ำ 5,000 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/2JXv4kB

ผลตอบแทนกองทุนเปิด อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด ตราสารทุนไทย เพื่อการออม

 3 เดือน6 เดือน12 เดือน3 ปี5 ปี10 ปีตั้งแต่ต้นปีตั้งแต่จัดตั้งกองทุน
อัตราผลตอบแทนกองทุน-10.27% n/a n/a n/an/an/an/a -14.32% 
อัตราผลตอบแทนตัวชี้วัด (SET TRI)-9.50% n/a n/a n/an/an/a n/a -13.00% 
ความผันผวนของผลการดำเนินงาน 0.73% n/a n/a n/an/an/a n/a 0.82% 
ความผันผวนของตัวชี้วัด 0.77% n/a n/a n/an/an/a n/a 0.87% 

ที่มา: บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด ณ 30 ต.ค. 2563

ผลการดำเนินงานในอดีต หรือผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

เอกสารการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมฉบับนี้ได้จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน

ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม

กองทุนเปิด Aberdeen Standard Pacific Equity Fund (ABAPAC-RMF)

เป็นกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ โดยลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก ซึ่งเป็นกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ (สิงคโปร์) ชื่อ Aberdeen Standard Pacific Equity Fund กองทุนเดียว โดยมี net exposure เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดย Aberdeen Standard Pacific Equity Fund (กองทุน) จะลงทุนกระจายในกลุ่มหลักทรัพย์ของ Asia- Pacific Equities/เอเชีย แปซิฟิค เอคคิวตี้ แต่ไม่ครอบคลุมถึงตราสารแห่งทุนของญี่ปุ่น

มูลค่าการซื้อ : ขั้นต่ำ 5,000 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/2UobrUE

ผลตอบแทนกองทุนเปิด อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด เอเชีย แปซิฟิค เอคควิตี้ ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ

 3 เดือน6 เดือน12 เดือน3 ปี5 ปี10 ปีตั้งแต่ต้นปีตั้งแต่จัดตั้งกองทุน
อัตราผลตอบแทนกองทุน3.83% 18.24%14.44% 1.67% 4.34% n/a 9.43%4.80%
อัตราผลตอบแทนตัวชี้วัด*2.97% 16.77%15.88% 1.96% 6.53% n/a 9.02%7.48%
ความผันผวนของผลการดำเนินงาน 0.78%1.03% 21.43% 14.63%13.26%n/a 1.44%12.13%
ความผันผวนของตัวชี้วัด 0.76%1.03% 28.48%14.63%13.34%n/a 1.94% 12.60%

ที่มา: บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด ณ 30 ต.ค. 2563

*ตัวชี้วัด : MSCI AC Asia Pacific ex Japan TR

ผลการดำเนินงานในอดีต หรือผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

เอกสารการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมฉบับนี้ได้จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน

ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม

กองทุน ABAPAC-RMF มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน โดยปัจจุบันกองทุนไม่ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน การลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก

นอกจากนี้ยังมีกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ Aberdeen Standard Smart Income – RMF ที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หรือตราสารหนี้อื่น มีรอบระยะเวลาบัญชีประจำปี ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของมูลค่าสุทธิทรัพย์สินของกองทุน และกองทุน Aberdeen Standard Smart Capital -RMF เพื่อการเลี้ยงชีพ ลงทุนในหลักทรัพย์ และหรือทรัพย์สินอันเป็นหรือที่เกี่ยวข้องกับตราสารแห่งทุน มีรอบปีบัญชีประจำปีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

สนใจลงทุนลดหย่อนภาษี ติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวน โทร 02-352-3388

ข้อมูลการลงทุนเพิ่มเติม : https://bit.ly/36qkg6k

ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่าน LINE : https://bit.ly/3pm3sWG

เกษียณกับ RMF น่าลงทุน พร้อมต่อยอดเงินให้เติบโต

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้น ตลาดการลงทุนทั่วโลกก็กลับมาคึกคักกันอีกครั้ง หลังจากการเลือกตั้งในประเทศสหรัฐ ฯ ที่น่าจะเป็นที่แน่นอนแล้วว่า โจ ไบเดน ได้คะแนนเสียงที่มากกว่า และก้าวขึ้นสู่การเป็นว่าที่ประธานาธิบดีของสหรัฐ ฯ คนที่ 46 ทำให้ตลาดการลงทุนในช่วงนี้เองก็ปรับตัวสูงขึ้นรับข่าวการเปลี่ยนแปลงนี้

นอกจากนี้ตลาดหุ้นเองก็ตอบรับความสำเร็จการทดลองวัคซีน COVID-19 กับคนจริง ๆ ของบริษัทไฟเซอร์ และ โมเดอน่า ที่พบว่าช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้ และมีประสิทธิภาพถึง 90-95% เลยทีเดียว ถือว่าเป็นการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลกติดต่อกันในไม่กี่วัน

แต่การปรับตัวขึ้นแบบนี้ก็แน่นอนว่า ความเสี่ยงของการลงทุนก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเช่นกันครับ เราจะเริ่มเห็นแล้วว่าบางตลาดก็มีการปรับฐาน ปรับตัวลดลงมาบ้างหลังจากที่ขึ้นมาเพราะข่าวดีก่อนหน้านี้

ซึ่งถ้านักลงทุนมองว่าเป็นความเสี่ยง เพราะอาจจะคิดว่าตลาดหุ้นชั่วคราวเพราะข่าวดี แต่พอเจอตัวเลขทางเศรษฐกิจจริง ๆ ก็อาจจะปรับตัวลดลงไปได้อีก ซึ่งผมเองก็ได้รับคำถามเหล่านี้มาพอสมควรว่า จะรอเข้าลงทุนในตอนที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงมากกว่านี้ดีไหม หรือว่าเข้าลงทุนเลยจะดีกว่า

ผมคงต้องเรียนนักลงทุนท่านในเพจคลินิกกองทุนแห่งนี้ว่า สิ่งที่เราควรทำตอนนี้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องจะกลับไปลงทุน หรือว่ารอให้ตลาดหุ้นลงไปมากกว่านี้ แต่คำถามควรจะเป็นว่า

“เราจะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหนดี ?” มากกว่าครับ

ทั้งนี้ก็เพราะว่า หากเราเลือกสินทรัพย์ผิด ต่อให้ได้สินทรัพย์มาในราคาถูก แต่การเติบโตก็อาจจะไม่ดีอย่างที่คิดครับ ดังนั้นเราก็ควรจะได้ของดีราคาถูก เพื่อทำให้พอร์ตการลงทุนในระยะยาวของเราเป็นไปตามเป้าหมาย และ เกิดผลดีที่สุดกับเงินลงทุนของเราครับ

ถ้าหากเราเลือกหุ้น หรือ เลือกสินทรัพย์ที่ดีได้แล้ว ผมคิดว่าด้วยตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังผันผวนอยู่นี้ ก็ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะมากสำหรับการทยอยสะสมหุ้น หรือ สินทรัพย์ที่ดี เพราะว่ามีโอกาสที่เราจะได้สินทรัพย์ที่มีราคาไม่แพงได้มากกว่า การลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นชัดเจน

โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ตลาดหุ้นเริ่มได้รับอานิสงส์จากการที่หลาย ๆ ประเทศทั่วโลกกำลังทำ QE หรือ นโยบายทางการเงินเชิงปริมาณแบบผ่อนคลาย ที่เข้าไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงินอย่างมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าไป นั่นก็หมายความว่าในอนาคตก็มีโอกาสที่ราคาหุ้นทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นได้อีกครับ

ดังนั้นวันนี้ ผมจะมาเล่าให้ฟังถึงสินทรัพย์ที่น่าลงทุนในช่วงนี้กันครับ ผมมองว่าสินทรัพย์ที่ดีในการลงทุนนั้น ควรจะประกอบไปด้วย

1. เป็นสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาวได้ เป็นประเทศที่มีการเติบโตสูง หรือจะเป็นกลุ่มธุรกิจที่เป็นที่ต้องการของตลาด หรือมาทดแทนการทำธุรกิจแบบเดิม ๆ ก็ถือว่ามีความน่าสนใจ

2. เป็นสินทรัพย์ที่ราคาไม่แพง หรือว่ากำลังเป็นสินทรัพย์อยู่ในช่วงที่มีโอกาสฟื้นตัวได้จาก COVID-19

3. เป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนเริ่มให้ความสนใจ และ มี Fund Flow เข้าไปลงทุน

ดังนั้นเมื่อพิจารณารายละเอียดทั้งสามข้อนี้แล้ว ผมคิดว่าสินทรัพย์ที่น่าสนใจในช่วงนี้ก็ได้แก่ หุ้นไทยที่รอการฟื้นตัว หุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี และ หุ้นกลุ่มสุขภาพ รวมไปถึงสินทรัพย์อะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยุคใหม่ ๆ ทั่วโลก

ซึ่งราคาของสินทรัพย์เหล่านี้ถือแม้ว่าจะปรับตัวขึ้นไปสูงแล้วก็ตาม แต่ด้วยการเติบโตของรายได้ที่สูงมากก็ทำให้การลงทุนผ่านหุ้นเทคโนโลยียังคงมีความน่าสนใจอยู่ แต่ในส่วนของหุ้นกลุ่มสุขภาพ หรือว่า Healthcare นั้นยังปรับตัวขึ้นไม่สูงมากนัก และยังมีการเติบโตของรายได้ที่ดีอีกด้วยครับ เอาเป็นว่าเป็นตัวเลือกแรก ๆ ในสินทรัพย์ที่น่าสนใจเลยครับ

คราวนี้เรามาดูที่หุ้นไทยกันก่อนครับ ผมคิดว่าหุ้นไทยเองก็ยังคงมีความน่าสนใจ เนื่องจากเราทุกคนทราบดีว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่เน้นเรื่องของการท่องเที่ยว หากเรามีวัคซีนควบคุมโรค COVID-19 ได้แล้ว ต่างชาติก็น่าจะเริ่มกลับมาลงทุนในประเทศไทยอีกครั้ง

และผมคิดว่าประเทศไทยเองก็น่าจะฟื้นตัวได้บ้าง และ แน่นอนว่าตลาดการลงทุนก็ต้องกลับมาคึกคักอีกครั้งแน่ ๆ ครับ แต่ทั้งนี้นักลงทุนเองก็ต้องทำการบ้านให้หนักขึ้น เพื่อเฟ้นหากองทุนที่ดี ที่เลือกสินทรัพย์ในขณะฟื้นตัวได้ดีครับ และมีการกระจายการลงทุนที่เหมาะสมด้วย

นอกจากนี้หากนักลงทุนอยากจะลดความเสี่ยงลงอีกจริง ๆ ก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าจะช่วยลดอัตราการขาดทุนลงไปได้อีก เปรียบเสมือนกับมี Margin Of Safety อีกชั้นนึง ก็คือการลงทุนในสินทรัพย์ที่ผมได้เขียนมาทั้งหมดผ่านกองทุนที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษี เช่น RMF หรือ SSF ครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุนที่จะมาเป็นพระเอกในปีนี้ และปีหน้ากันครับ

ผมจะขอยกตัวอย่างกองทุนที่มีการปรับเปลี่ยนธีมการลงทุนให้เข้าสถานการณ์การลงทุนอยู่ทุก ๆ ปีก็คือ บัวหลวงทศพล RMF ที่มีสไลต์การลงทุนที่ไม่เหมือนใคร คือเน้นลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสเติบโตที่สุด 10 ตัว เท่านั้นครับ หมายความว่า ลงทุนในหุ้นเพียงไม่กี่ตัว แต่เป็นที่หุ้นที่เลือกมาแล้วว่ามีความน่าสนใจ และเติบโตได้นั่นเองครับ

โดยกองทุนนี้จะเน้นการคัดเลือกหุ้นที่มีโอกาสในปีนั้น ๆ หรือ เป็น ธีมการลงทุนที่ได้รับความนิยม มีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง พร้อมกับดูพื้นฐานของหุ้น และ ราคาหุ้นที่ลงทุนไม่แพง หรือมีมูลค่าที่เหมาะสมในการลงทุนครับ

แต่สำหรับ กองทุนบัวหลวงตราสารทุน RMF ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยเหมือนกัน แต่ก็มีแนวทางบริหารจัดการที่แตกต่างกัน คือ ลงทุนในหุ้นไทย และเน้นกระจายความเสี่ยง เลือกหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตได้ในระยะยาว อาจจะไม่ได้มีธีมที่ชัดเจนเหมือนกับกองทุนบัวหลวงทศพล RMF ดังนั้นกองทุนบัวหลวงตราสารทุน RMF จะมีการลงทุนที่กว้างกว่า กระจายกว่า ทำให้มีความผันผวนน้อยกว่า

ซึ่งก็ถ้าใครคิดว่าอยากจะลงทุนเพื่อรอตลาดหุ้นไทยฟื้น แล้วต้องการกระจายความเสี่ยง ผมคิดว่ากองทุนบัวหลวงตราสารทุน RMF น่าจะเหมาะมากครับ

ส่วนอีกทางนึงที่ผมคิดว่า ถ้าหากเราอยากจะการกระจายความเสี่ยงที่ดีขึ้น ก็ควรที่จะลงทุนทั้งใน และ ต่างประเทศด้วย เพื่อให้ความผันผวนต่าง ๆ ลดลงครับ เช่นลงทุนในหุ้นไทยแล้ว ก็คงต้องลงทุนในกองทุนหุ้นเทคโนโลยี และ กลุ่มสุขภาพไปพร้อม ๆ กันครับ

และต้องบอกกับนักลงทุนทุกท่านว่า ผมยังคิดว่าการเติบโตของหุ้นเทคโนโลยี และ หุ้นกลุ่มสุขภาพนั้นน่าจะมีโอกาสเติบโตได้เร็วพอสมควรเลยครับ เอาเป็นว่าระหว่างทางการลงทุนในหุ้นไทย เราก็สามารถลงทุนในต่างประเทศ เพื่อ Enjoy ผลตอบแทนไปก่อนอนได้ครับ

เพราะว่าในช่วงที่ COVID-19 ระบาดนั้น หลาย ๆ ท่านก็เข้ามามีส่วนในด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสั่งของออนไลน์ ประชุมออนไลน์ หรือแม้แต่เล่นเกมส์ออนไลน์กันมากขึ้น ทั้งนี้สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี แต่ก็เกิดขึ้นกับกลุ่มของสุขภาพด้วยเช่นกันครับ เราจะเริ่มเห็น TeleMed หรือการพูดคุยกับแพทย์แบบออนไลน์มีบทบาทมากขึ้นไปด้วยครับ

ก็ยิ่งจะเสริมให้ทุกคนเข้าถึงการรักษา และ ประหยัดต้นทุนในการดูแลสุขภาพไปได้มากเลยทีเดียวครับ และก็ทำให้บริษัทที่ได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้เติบโตขึ้นไปอย่างรวดเร็วครับ

ดังนั้นเรามาดูกองทุนที่น่าสนในกันครับนั่นก็คือ

กองทุน BCARERMF และ B-INNOTECHRMF

ต้องถือว่ากองทุน กองทุน BCARERMF และ B-INNOTECHRMF เป็นกองทุนคู่หูแห่งยุคเลยครับ เนื่องจากว่าเป็นกองทุนกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็น Mega Trend ของโลกใบนี้ เพราะว่ายุคนี้เป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายจากยุค Old Economy ไปเป็น New Economy อย่างแท้จริง ซึ่งการเปลี่ยนถ่ายยุคนั้น การลงทุนผ่านเทคโนโลยี และ การลงทุนด้านสุขภาพถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ครับ

แน่นอนครับว่ากองทุน  BCARERMF เป็นหนึ่งในกองทุนที่พลาดไม่ได้ เนื่องจากกองทุนนี้เป็นกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในกลุ่มสุขภาพ หรือ Healthcare นั่นเอง และกลุ่มนี้เป็นกลุ่มธุรกิจที่กำลังเติบโตได้ดี และเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ เช่นการรักษาโรคมะเร็งแบบใหม่ที่ไม่ได้ใช้ คีโม ในการรักษา หรือการรักษาโรคทางพันธุกรรมโดยการใช้การตัดต่อยีนเข้ามาช่วย และที่สำคัญการพัฒนาของวัคซีนโรค COVID-19 นี้ก็กระตุ้นให้คนมาสนใจลงทุนกันมากขึ้นครับ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีเลย

แต่การลงทุนระยะยาวกับ Healthcare ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีไปได้อีกไกล เนื่องจากยังคงมีโรคที่รักษาไม่หายที่ยังรอยาตัวใหม่ ๆ วัคซีนใหม่ ๆ หรือ แม้แต่อุปกรณ์แพทย์ดี ๆ ที่จะมาช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ให้หายขาดได้อีกมาก

ส่วนกองทุน B-INNOTECHRMF นั้นเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการใช้กันอย่างกว้างขว้าง ส่วนใหญ่เป็นผู้ให้บริการนวัตกรรมที่มีเราใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว เช่น Apple , Google , Microsoft เป็นต้นครับ

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า สินค้าของบริษัท IT เหล่านี้เป็นที่ต้องการของคนทั่วโลก และยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะว่าสินค้า IT นั้นจะช่วยทำให้การทำงานสะดวกมากขึ้น รวมไปถึงการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ง่ายมากขึ้น ก็ทำให้บริษัท หรือ องค์กรต่าง ๆ ก็พยายามปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทันสมัยมากขึ้น หรือที่เราเรียกว่า การทำ Tranformation องค์กร และธุรกิจ ก็ยิ่งกระตุ้นให้มีการใช้งาน หรือ ใช้สินค้า IT เหล่านี้มากขึ้นตามไปด้วยครับ

ซึ่งด้วยลักษณะของกองทุนทั้งสองประเภทนี้ ล้วนแล้วแต่เหมาะกับการทำเป็นกองทุน RMF อย่างมากครับ เนื่องจากเทคโนโลยี และ สุขภาพนั้น ผมคิดว่ายังมีโอกาสเติบโตได้อีกค่อนข้างไกล และ มาก เช่นตลาดสุขภาพนั้น ในอดีตมีการเติบโตประมาณ 3-4% เท่านั้น แต่ ณ ปัจจุบันด้วยที่คนทั้งโลกเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และ มีการดูแลสุขภาพมากขึ้น ทำให้การเติบโตในปี 2019 เป็นต้นไปนั้นมีโอกาสเติบโตประมาณ 5-6% เป็นอย่างน้อยครับ ซึ่งยิ่งลงทุนยาว ๆ ได้ ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีมากขึ้นไปอีกครับ เอาเป็นว่าได้เงินเกษียณที่ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

ถ้าสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูรายละเอียดกองทุน RMF ได้ที่เว็ปไซต์ www.bblam.co.th แถมทางกองทุนบัวหลวงยังฝากบอกมาด้วยครับว่า ช่วงนี้ใครที่ลงทุนกองทุนโดยซื้อผ่านบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ มีโอกาสรับโปรโมชั่นถึง 3 ต่อดังนี้

• ต่อที่ 1 เมื่อซื้อ SSF หรือ RMF ผ่านบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ และแลกใช้คะแนนสะสม Thank You Reward ทุก 1,000 คะแนน รับเครดิตเงินคืน 100 บาท

• ต่อที่ 2 สำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีใหม่กองทุน SSF หรือ RMF  และแลกใช้คะแนนสะสม Thank You Reward เพื่อซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนบัวหลวงที่เปิดบัญชีใหม่ มีสิทธิ์รับ Starbuck e-Coupon มูลค่า 100 บาท (จำกัดมูลค่าสูงสุด 100 บาท/ท่าน และจำกัด 1,000 สิทธิ์ต่อเดือน)

• ต่อที่ 3 สำหรับลูกค้าที่ลงทุน SSF หรือ RMF ครบ 5 ครั้งขึ้นไป และมียอดเงินลงทุนรวมกัน 150,000 บาทขึ้นไป ระหว่างวันที่ 2 ม.ค. 63 – 30 ธ.ค. 63 รับ Starbuck e-Coupon มูลค่า 300 บาท/ท่าน

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ นักลงทุนท่าน ผมคิดว่าหลังจากที่ได้อ่านบทความนี้ นักลงทุนในกองทุนทุกท่านน่าจะพอได้ไอเดียในการลงทุน และการปรับพอร์ตการลงทุนของตนเองแล้วใช่ไหมครับ

แต่อย่างที่ผมได้บอกไว้ตอนต้น การลงทุนที่ดีนอกจากจะลงทุนในช่วงที่มีความผันผวนเพราะว่ามีโอกาสได้ราคาสินทรัพย์ที่ไม่แพง แต่เราก็ยังคงต้องมีการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่าง ๆ กัน เพื่อให้ช่วยลดความเสี่ยงลง เพราะว่าเราเองก็ไม่มีทางทราบได้เลยว่าความเสี่ยง ความผันผวนจะมาเมื่อไหร่ แต่ถ้าเราเข้าใจความผันผวนเป็นอย่างดี กระจายความเสี่ยงไปกองทุนต่างประเภทกัน หรือต่างประเทศกัน ก็น่าจะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้

และสุดท้ายนี้การลงทุนผ่าน RMF ก็ถือว่ามีความคุ้มค่าทั้งในเรื่องการลดหย่อนภาษี และ แหล่งเงินเกษียณที่ดีให้กับเราครับ

ส่วนวันนี้ผมคงต้องลาไปก่อน แล้วพบกันครั้งหน้าครับ สวัสดีครับ

คำเตือน : 

•    การลงทุนมิใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อไถ่ถอน (ไม่คุ้มครองเงินต้น)

•    ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ผลการดำเนินงาน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีระบุในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน

•    กองทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศมิได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด ทั้งนี้อ ยู่ในดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน ดังนั้น ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในกองทุนดังกล่าว หรืออาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

บทความนี้เป็น Advertorial

แยกซื้อประกันบำนาญ 2 เล่ม เป็นได้ทั้งบำเหน็จและเงินบำนาญ

“ประกันบำนาญ” เหมาะสำหรับคนที่ต้องการมีเงินใช้หลังเกษียณแน่นอนและได้รับลดหย่อนภาษี ตอนนี้เรารู้แล้วว่าซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท อีกแนวทางหนึ่งที่เราสามารถสร้างทางเลือกให้ตัวเองมากขึ้นด้วยการแบ่งทำ 2 เล่มกรมธรรม์

ตัวอย่าง ผู้หญิงอายุ 48 ปี ต้องการลดหย่อนภาษีด้วยประกันบำนาญปีละ 150,000 บาท (เพศและอายุทำให้เบี้ยประกันไม่เท่ากัน) จ่ายเบี้ยถึงอายุ 59 รวม 12 ปีและรับเงินบำนาญตั้งแต่อายุ 60 – 85 เราวางแผนไว้ 2 แบบ คือ แผน A และ แผน B

แผน A : ซื้อประกันบำนาญ 1 เล่ม

  • จ่ายเบี้ยประกันปีละ 150,001.42 บาท 
  • รับเงินบำนาญตั้งแต่อายุ 60 – 85 ปีละ 104,265 บาท

แผน B : ซื้อประกันบำนาญเหมือนกัน 2 เล่ม

  • เล่มที่ 1 จ่ายเบี้ยประกันปีละ 75,001.44 บาท
    • รับเงินบำนาญตั้งแต่อายุ 60 – 85 ปีละ 52,133 บาท
  • เล่มที่ 2 จ่ายเบี้ยประกันปีละ 75,001.44 บาท
    • รับเงินบำนาญตั้งแต่อายุ 60 – 85 ปีละ 52,133 บาท

ถ้ารวมทั้งสองเล่มจะเห็นว่า เราจ่ายเบี้ยประกันรายปีเท่ากันและได้รับเงินบำนาญเท่ากัน ไม่แตกต่างกับแผน A ที่ซื้อเล่มเดียว ในขณะที่การแบ่งเป็น 2 เล่มจะสร้างความยืดหยุ่นให้ตัวเองได้มากกว่า เช่น สมมติตอนที่เราอายุ 59 คนในครอบครัวเดือดร้อน จำเป็นต้องใช้เงินก้อน การแยกเล่มทำให้เราจะจัดการเงินได้ง่ายขึ้น 

เริ่มจาก…

1. ใช้แผน B คือ ปิดประกันเล่มที่ 1 เพื่อรับเงินก้อนกลายเป็นเงินบำเหน็จ นำเงินมาใช้สร้างสภาพคล่อง ซึ่งเงินก้อนนี้อาจจะน้อยกว่าเบี้ยประกันที่จ่ายไป (ควรคำนวณมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ก่อนตัดสินใจ) แต่ถ้าเรามีประกันบำนาญเล่มเดียวตามแผน A ถ้าปิดประกันแล้วเงินบำนาญของเราก็จะหายไปทั้งหมด

ที่มา : หนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ

2. หลังจากปิดเล่มที่ 1 รับเงินก้อน มาใช้แล้วก็ยังอุ่นใจเพราะยังมีเล่มที่ 2 มีเงินใช้หลังเกษียณตั้งแต่ อายุ 60 – 85 ปี เป็นเงินบำนาญรายปีๆละ 52,133 บาท

ข้อควรระวัง คือ

=> ประกันบำนาญแต่ละบริษัทอาจจะมีเงิ่อนไขแตกต่างกัน อ่านให้ละเอียดหรือสอบถามตัวแทนประกันให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ

=> เงื่อนไขประกันบำนาญจะต้องได้รับเงินหลังเกษียณ แต่การยกเลิกได้รับเงินก้อนก่อนเวลา ทำให้เราต้องไปยื่นปรับปรุงภาษีย้อนหลังที่สรรพากร เพื่อคำนวณภาษีใหม่อีกครั้ง หากมีภาษีที่ต้องเสียเพิ่มจะต้องจ่ายค่าปรับ 1.5% ต่อเดือน

อ่านจบแล้วลองนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้กับแผนเกษียณของตัวเองนะจ๊ะ

————

PR :

=> หนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ สารบัญในลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/3eeO33Q

=> จองคอร์สการเงินติวส่วนตัว , Workshop ที่เชียงใหม่กับแบบออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า https://bit.ly/3dCv58z

=> คอร์สสอนเขียนเรื่องการเงิน สร้างรายได้จากการเขียน https://bit.ly/3j7HBPc

เพจอภินิหารเงินออม

จบทุกความเสี่ยงสุขภาพกับ KKPGEN Global Health Solution

ว่ากันว่าสมการของความมั่งคั่ง คือการหาเงินเก่ง เก็บเงินอยู่ บริหารเงินเป็น ใครก็ตามที่สามารถสร้างสมการนี้ได้ครบ ก็เรียกได้ว่าเป็นผู้มีความมั่นคงทางการเงินในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

แต่ในโลกแห่งความจริงนั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สามารถเกิดขึ้นได้แบบไม่คาดฝันและพร้อมจะพรากความมั่งคั่งไปจากเราได้ทุกเมื่อ บ้างก็ควบคุมได้ บ้างก็ควบคุมไม่ได้ หนึ่งในนั้นก็คือ “ความเจ็บป่วย” ปัจจัยอันยากจะควบคุมแต่ทุกคนล้วนต้องเผชิญกับมัน และในบางครั้งความเจ็บป่วยนี้เองที่เป็นสิ่งลดทอนความมั่งคั่งไปอย่างน่ากลัว

หลายคนอาจบอกว่าเรื่องนี้แก้ได้ไม่ยากเพียงแค่ซื้อประกันชีวิต แต่รู้หรือไม่ว่า จริง ๆ แล้วประกันชีวิตอาจไม่ได้คุ้มครองเรื่องความเจ็บป่วย ประกันชีวิตส่วนใหญ่จะคุ้มครองเฉพาะในกรณีเสียชีวิตเท่านั้น หากมีการเจ็บป่วยหนักก่อนที่จะเสียชีวิต แน่นอนว่าค่ารักษาพยาบาลคือสิ่งที่คนที่ใกล้ตัวของเราต้องจ่ายเอง และถ้าต้องจ่ายค่ารักษาเป็นหลักหลายล้านบาท บางครั้งค่ารักษาอาจเป็นฝันร้ายที่น่ากลัวกว่าตัวความเจ็บป่วยเองเสียอีก

แต่ฝันร้ายนี้จะถูกบรรเทาลงได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ประกันสุขภาพ” ประกันที่ถูกออกแบบมาเพื่อดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลโดยเฉพาะและ KKPGEN Global Health Solution จากธนาคารเกียรตินาคินภัทร ก็เป็นประกันสุขภาพตัวล่าสุดที่น่าจับตาไม่น้อย

KKPGEN Global Health Solution คือประกันสุขภาพระดับพรีเมี่ยมที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) และบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ Generali เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความคุ้มครองสูงโดยเฉพาะ

เพราะประกันสุขภาพส่วนใหญ่ วงเงินความคุ้มครองอาจไม่ได้สูงพอจนผู้เอาประกันจะรู้สึกสบายใจได้ และอย่างที่ทุกคนรู้ ค่ารักษาพยาบาลรวมถึงยาต่าง ๆ มีราคาแพงขึ้นทุกปี บางครั้งค่ายาเพียงอย่างเดียวอาจสูงถึงหลักหลายแสนบาท หรือการผ่าตัดแต่ละครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายถึงหลักล้านบาท ประกันสุขภาพที่คิดว่ามีเพียงพอแล้ว ก็อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป ไม่มีใครที่อยากจ่ายค่ารักษาส่วนที่เกินมาแน่ ๆ

แต่ KKPGEN Global Health Solution คือประกันสุขภาพที่ให้วงเงินคุ้มครองค่ารักษาสูงสุดถึง 100 ล้านบาท เรียกได้ว่าวงเงินความคุ้มครองนั้นเพียงพอที่จะจ่ายค่ารักษาโดยที่ไม่เดือดร้อนตัวเองและคนรอบข้างได้แบบสบายๆ นอกจากนั้น ยังให้ความคุ้มครองการรักษาโรคต่างๆ ที่หลากหลายมากกว่าประกันสุขภาพแบบทั่วไป

ในกรณีส่วนใหญ่ ประกันสุขภาพอาจมีข้อจำกัดว่าจะให้ความคุ้มครองเฉพาะโรคบางอย่างหรือบางระยะ ทั้งที่ในความจริงนั้นคนเรามีโอกาสป่วยเป็นโรคอะไรก็ได้ มันคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ที่ประกันสุขภาพที่เราคิดว่าครอบคลุมกลับไม่สามารถรักษาโรคบางอย่างที่เราเป็นได้

แต่ประกันสุขภาพตัวนี้ให้ความคุ้มครองทั้งโรคทั่วไป จนถึงโรคเฉพาะทางอย่างเช่น โรคมะเร็ง โรคเรื้อรังต่าง ๆ รวมไปถึงโรคระบาดใหม่ การรักษาโดยแพทย์ทางเลือก ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพอื่นที่ไม่ใช่ความเจ็บป่วยและบริการเพิ่มเติม

เช่น การตรวจสุขภาพประจำปี ค่าใช้จ่ายสำหรับการคลอดบุตร ค่าชดเชยรายวัน การรับวัคซีน การดูแลหลังออกจากโรงพยาบาล เช่น ค่าพยาบาลพิเศษ การรักษาด้านสายตาซึ่งรวมถึงการทำเลสิก (Lasik) ค่าคอนแทคเลนส์ (Contact Lens) ค่าตรวจสายตา ทันตกรรม ซึ่งรวมถึงการจัดฟัน ค่าห้องสำหรับคนในครอบครัวที่มาดูแล ค่าปรึกษานักโภชนาการ ค่าปลูกถ่ายอวัยวะซึ่งรวมค่าใช้จ่ายสำหรับผู้บริจาค เป็นต้น

ความพิเศษของผลิตภัณฑ์ตัวนี้ ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะผู้เอาประกันยังสามารถเลือกรับความคุ้มครองได้ทั่วโลกอีกด้วย

เพราะทุกวันนี้ วิธีการรักษาโรคไม่ได้ถูกจำกัดให้อยู่แค่ในประเทศไทย บางประเทศอาจจะมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ดีกว่า เช่นประเทศสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ หากเป็นประกันสุขภาพทั่วไปย่อมไม่สามารถเลือกการรักษาเฉพาะทางเหล่านั้นได้สะดวกนัก

แต่ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ สามารถทำได้ เพื่อให้ลูกค้าได้รับการรักษาที่ดีที่สุดผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลชั้นนำทั่วโลก อย่างโรงพยาบาล John Hopkins Hospital, โรงพยาบาล Mayo Clinic, โรงพยาบาล Massachusetts General Hospital ในสหรัฐอเมริกา และ โรงพยาบาล The University Hospital of Zurich ในสวิตเซอร์แลนด์ ที่สำคัญคือไม่ต้องสำรองจ่ายก่อนเลยแม้แต่น้อย

นั่นแปลว่า ลูกค้า แทบไม่ต้องกังวลกับค่ารักษาหรือการหาแนวทางการรักษาที่ดีที่สุดแม้จะอยู่ที่ใดก็ตามบนโลก ไม่ว่าจะเป็นการพำนักอยู่ในประเทศไทย เดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำธุรกิจหรือเยี่ยมลูกหลาน KKPGEN Global Health Solution ก็พร้อมจะดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุดเสมอ

แม้เรื่องของประกันสุขภาพจะเป็นสิ่งที่หลายคนยังไม่เห็นความจำเป็นเท่าใดนัก เพราะความเจ็บป่วยไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อย หรือบางคนอาจคิดว่าการจ่ายเงินไปกับประกันเหล่านี้เป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองเสียอีก เพราะจ่ายไปก็ไม่ได้ใช้ และคิดว่าเอาเงินไปลงทุนหรือไปทำอย่างอื่นน่าจะดีกว่าเอาเงินมาจ่ายให้กับสิ่งที่ไม่เห็นผลลัพธ์แบบชัด ๆ

แต่ต้องไม่ลืมว่า เรื่องของประกันสุขภาพคือสิ่งที่เราจ่ายเพื่อป้องกันตัวเองจากโรคภัยต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นแบบชัดเจนอยู่แล้ว มันอาจดูเหมือนเป็นการลงทุนที่ยากจะเห็นผลลัพธ์ แต่ประกันสุขภาพนั้นไม่ใช่การลงทุน มันคือการป้องกันตัวเองเพื่อรักษาความมั่งคั่งไม่ให้สูญหายไปเสียมากกว่า

และเมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาจริง ๆ เราอาจจะเสียดายก็ได้ที่ไม่ได้เลือกป้องกันความเสี่ยงตัวเองในเวลาที่สามารถป้องกันได้เสียแต่แรก และประกันสุขภาพ KKPGEN Global Health Solution ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกเพื่อให้ทุกคนได้ปกป้องความมั่งคั่งและชีวิตของตนเองตั้งแต่ตอนนี้

สำหรับผู้ที่สนใจ KKPGEN Global Health Solution สามารถสมัครใช้บริการได้ตั้งแต่อายุหนึ่งเดือนถึง 75 ปี และยังสามารถต่ออายุได้ถึง 98 ปี ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่ https://bit.ly/2CLnvu4 หรือติดต่อที่ธนาคารเกียรตินาคินภัทรทุกสาขา หรือ โทร. 02 165 5555

รับประกันภัยโดย บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

หมายเหตุ: ข้อมูลชื่อรพ. เครือข่าย ณ เดือนพ.ย.63 ทั้งนี้รายชื่อรพ.เครือข่ายอาจมีการเปลี่ยนแปลง

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

RMF ลดภาษีเน้น ๆ เต็ม ๆ สบาย ๆ กับเรื่องการลงทุน

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ในช่วงปลายปีแบบนี้เวลาเข้ามาอ่านบทความของคลินิกกองทุนคงหนีไม่พ้นเรื่องของ “กองทุนลดหย่อนภาษี” อย่างแน่นอน แต่ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนครับว่า นอกจากกองทุนลดหย่อนภาษีที่น่าสนใจแล้ว ปีนี้เราสามารถที่จะลดหย่อนภาษีได้ทางไหนบ้างครับ

ถ้าหากเราจะต้องวางแผนภาษีแล้ว ผมคิดว่าส่วนแรกที่เราควรทราบคือ สิทธิค่าลดหย่อนที่เกี่ยวกับครอบครัวของเราโดยตรง เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว (60,000 บาท) ค่าลดหย่อบุตร(30,000) และ คู่สมรส (60,000) รวมไปถึง ค่าลดหย่อนบิดา มารดา (คนละ 30,000 บาท) ซึ่งแน่นอนว่า แต่ละครอบครัว ก็จะมีความแตกต่างกันไป บางครอบครัวที่มีลูกเยอะหน่อย ก็อาจจะลดหย่อนในส่วนนี้ได้ค่อนข้างมาก

ส่วนในปีนี้มีอะไรที่น่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากภาครัฐ ฯ ต้องการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีความคึกคักมากขึ้น โดยออกโครงการ “ช้อปดีมีคืน” ที่เราสามารถซื้อสินค้า และ บริการต่าง ๆ ได้หลากหลาย โดยนำค่าสินค้า และบริการเหล่านั้นมาเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ถึง 30,000 บาทเลยทีเดียวครับ

โดยสินค้า และบริการที่สามารถนำมาลดหย่อนได้ก็ค่อนข้างหลากหลายครับ แต่จะมีบางส่วนที่ยกเว้นไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้เช่น สุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบต่าง ๆ ทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ อาหารสด ค่าบริการของสถานพยาบาล ซึ่งสินค้า และ บริการเหล่านี้ไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่มนั่นเองครับ หรือจะให้พูดง่าย ๆ ก็คือ ซื้ออะไรก็ได้ขอให้มีภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่อยู่ในกลุ่มยกเว้น และขอใบกำกับภาษีมาเพื่อเป็นหลักฐาน ก็สามารถนำมาลดหย่อนได้แล้วนั่นเองครับ

นอกจากนี้ก็ยังมีค่าลดหย่อนอีกจิปาถะ เช่น ดอกเบี้ยบ้าน (100,000 บาท) การบริจาคให้กับโรงเรียน และ การศึกษา รวมถึง ประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพ อีกด้วยครับ

จะสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า การลดหย่อนภาษีส่วนใหญ่จะเป็นการจ่ายเงินออกไป เพื่อรับบริการ และ สินค้าที่ต้องการ ซึ่งจะเป็น “รายจ่าย” ของเรา เสียเป็นส่วนใหญ่ครับ

แต่ในส่วนของประกันบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข และ กองทุนที่นำไปลดหย่อนภาษีได้อย่าง SSF และ RMF นั้นจะแตกต่างออกไปคือ ทุกครั้งที่เราจ่ายเงินไปเพื่อซื้อกองทุนนั้น สุดท้ายเราจะได้เงินก้อนนั้นกลับมา และ แถมมาด้วยซึ่งผลตอบแทนเพิ่มเติม อีกด้วยนั่นเองครับ แถมกลุ่มนี้ทั้งกลุ่มสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ถึง 500,000 บาทเลยทีเดียวครับ

ดังนั้นถ้าหากพูดการลดหย่อนภาษีที่คุ้มค่านั้น ผมมักจะนึกถึงการลดหย่อนด้วยกองทุน SSF และ RMF เป็นอันดับต้น ๆ เลยครับ ซึ่งในครั้งนี้ผมจะขอพูดถึงความดีงามของกองทุน RMF ก่อน แล้วในครั้งถัด ๆ ไปผมจะมาเล่าถึงกองทุน SSF กันอีกครั้งนะครับ

เสน่ห์ของกองทุน RMF ที่นอกเหนือจากการลดหย่อนภาษีได้ในสัดส่วนที่สูงมาก (ซื้อได้ 30% ของรายได้ และไม่เกิน 500,000 บาท) ก็คือ เป็นกองทุนที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการเกษียณโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นกองทุนที่ต้องถือยาว แต่เมื่อครบกำหนด ครบเงื่อนไขคือ ถือครองมากกว่า 5 ปี และ ต้องซื้อต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 55 ปี ก็จะสามารถขายกองทุนออกมาได้พร้อม ๆ กันทั้งหมดทุกก้อนที่เราซื้อไปก่อนหน้านี้ครับ ซึ่งถ้าหากเราทำตามเงื่อนไขของกองทุนอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้เรามีเงินเกษียณได้อย่างแน่นอนครับ

นั่นก็หมายความว่า ถ้าใครที่ต้องการลงทุนเพื่อการเกษียณแล้วละก็ กองทุนนี้เหมาะมากครับ และที่สำคัญ มีกองทุนมากมายหลายแบบให้เราเลือกลงทุนได้ ตั้งแต่กองทุนเสี่ยงต่ำมากกกกก จนไปถึงกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงมากกกกกครับ

แต่เราจะเหมาะกับกองทุนแบบไหนกันละ ?

เมื่อ RMF มีตัวเลือกมากมายขนาดนี้ ใครอยากทราบแล้ว ตามมาเลยครับ ผมมีคำตอบให้

ซึ่งถ้าใครที่อยากลงทุนเพื่อให้มีเงินเก็บเกษียณแบบชัวร์ ๆ ปลอดภัยและ ไม่รั่วไหลไปไหน เน้นลดหย่อนภาษีเป็นหลัก ถึงแม้ว่าอาจจะได้ผลตอบแทนน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร ผมขอแนะนำว่าให้ลองมองหากองทุน RMF ที่เป็นกองทุนประเภท กองทุนตลาดเงิน หรือ Money Market Fund ที่ส่วนใหญ่จะลงทุนใน เงินฝากดอกเบี้ยสูง และ ตั๋วเงินคลังที่ค่อนข้างจะมีอายุของตราสารสั้น ๆ (เหมือนมีคนมาขอกู้เงินระยะสั้น ๆ เดี๋ยวเดียวก็ได้เงินคืนแล้วนั่นเองครับ) 

ยกตัวอย่างเช่น กองทุนเปิดบัวหลวงมันนี่มาร์เก็ตเพื่อการเลี้ยงชีพ (MM-RMF) ที่มีนโยบายการลงทุนที่ปลอดภัยมาก เพราะว่าเน้นลงทุนในพันธบัตรภาครัฐ ฯ และตราสารหนี้ที่มี Rating A ขึ้นไป แต่เฉลี่ยแล้วตราสารหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม AAA เลยทีเดียวครับ

แต่ถึงแม้ว่าจะมีความผันผวนต่ำมาก และ มีความปลอดภัยสูง แต่ผลตอบแทนของกองทุนก็ไม่ได้น้อยขนาดเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปนะครับ แต่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับเงินฝากประจำเลยทีเดียวครับ และอย่าลืมนะครับว่าเรายังสามารถเอาเงินก้อนนี้ไปลดหย่อนภาษีได้อีกครับ

นอกจากนี้อาจจะมีบางท่านที่ชอบลงทุนในกองทุน RMF ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ในช่วงที่ตลาดผันผวนอยากหาที่พักเงินก้อนนี้ไว้ก่อน โดยที่ไม่ต้องขายออกมา และทำผิดกฏของ RMF ที่ต้องถือไปจนถึงอายุ 55 ปี ตามที่ผมได้บอกไว้ข้างต้นแล้วละก็ เราสามารถที่จะสับเปลี่ยนกองทุน RMF เสี่ยงสูงมาที่กองทุน MM-RMF กองทุนนี้ก็ได้นะครับ และเมื่อตลาดเป็นใจอีกครั้ง เราก็สามารถที่จะสับเปลี่ยนกลับไปกองทุน RMF ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้อีกครับ

ดังนั้นหากใครที่ใกล้ ๆ จะเกษียณแล้วต้องการลงทุนแล้วเน้นความมั่นคง หรือ เป็นที่พักเงิน รวมถึงเน้นประโยชน์ทางภาษีเป็นหลักแล้วละก็ ผมคิดว่ากองทุนเปิดบัวหลวงมันนี่มาร์เก็ตเพื่อการเลี้ยงชีพ (MM-RMF) นี้น่าจะเหมาะมากครับ

แต่ถ้าใครที่อยากได้ผลตอบแทนที่ดีกว่านี้ อาจจะลงทุนในกองทุนที่เสี่ยงสูงขึ้นอีกนิด เช่น RMF ที่เป็นกองทุนผสมก็สามารถทำได้ครับ

เนื่องจากกองทุนผสม นั้นจะมีผู้จัดการกองทุนที่คอยดูแล และ ผสมสัดส่วนหุ้น กับตราสารหนี้ หรือ ตราสารอื่น ๆ ให้กับเรา เรียกได้ว่า ซื้อกองทุนเดียว ได้ครบทุกสินทรัพย์ พร้อมกับมืออาชีพคอยบริหารจัดการให้ครับ

ดังนั้นหากใครที่ต้องการลงทุนระยะยาว และ ไม่ต้องการบริหารการลงทุนเอง หรือซื้อกองทุน RMF หลาย ๆ กองทุนมาผสมกันให้ปวดหัวแล้วละก็ กองทุนผสมน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีมากครับ

ยกตัวอย่างเช่นกองทุน กองทุนเปิดบัวหลวงเฟล็กซิเบิ้ลเพื่อการเลี้ยงชีพ (BFLRMF) ที่เน้นการลงทุนแบบผสมผสาน มีผู้จัดการกองทุนฝีมือดีคอยดูแลการลงทุนใหักับเราครับ โดยที่จะเน้นลงทุนในหุ้น และ ตราสารหนี้ และสามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างอิสระคือ ถ้าในภาวะที่เกิดวิกฤตขึ้นกองทุนก็สามารถปรับพอร์ตหุ้นลดลงได้ถึง 0% หรือ เน้นลงทุนตราสารหนี้ล้วน ๆ ได้เลย

แต่ในทางกลับกัน หากช่วงไหนที่ตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่ดีมาก ๆ กองทุนก็อาจจะเน้นลงทุนในหุ้นมากขึ้นได้ถึง 100% ของสินทรัพย์ในกองทุนได้เลยครับ

เอาเป็นว่าเราไม่ต้องไปจับจังหวะเอง ลงทุนเองให้เหนื่อย ทางกองทุนจะคอยดูแลเรื่องการลงทุนให้เราไปตลอดครับ

โดยพอร์ตปัจจุบันนั้น (18 สิงหาคม 2563) นั้นจะเน้นการถือครองหุ้นอยู่ที่ประมาณ 73% ครับ ที่เหลือจะเป็นสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ ซึ่งดูแล้วผู้จัดการกองทุนน่าจะมองว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะฟื้นตัวได้ และ เติบโตได้ในระยะยาว ซึ่งแน่นอนว่าหลังวิกฤต COVID-19 นี้ หากกลุ่มท่องเที่ยวของบ้านเรากลับมาได้ ก็น่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในหุ้นครับ

ดังนั้นหากใครที่ไม่มีเวลาในการดูพอร์ตการลงทุนของตัวเอง ไม่อยากลงทุนใน RMF หลาย ๆ กองทุนกลัวบริหารจัดการไม่ได้ อีกทั้งมีระยะเวลาการลงทุนที่ค่อนข้างนาน และอยากลุ้นผลตอบแทนที่ดี พร้อมกับความเสี่ยงไม่สูงจนเกินไปเพราะว่ามีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลการลงทุนให้ รวมถึงได้ลดหย่อนภาษีไปด้วยระหว่างทาง ผมคิดว่า กองทุน กองทุนเปิดบัวหลวงเฟล็กซิเบิ้ลเพื่อการเลี้ยงชีพ (BFLRMF) ตอบโจทย์มาก ๆ ครับ ที่สำคัญหากใครมีบัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพอยู่แล้ว ก็สามารถซื้อกองทุนผ่านบัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นครับ และเข้าสู่ช่วงปลายปีแบบนี้ ผมมีโปรโมชั่น ลงทุน RMF SSF รับสิทธิ์ 3 ต่อ มาบอกด้วยนะครับ

• ต่อที่ 1 เมื่อซื้อ SSF หรือ RMF ผ่านบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ และแลกใช้คะแนนสะสม Thank You Reward ทุก 1,000 คะแนน รับเครดิตเงินคืน 100 บาท

• ต่อที่ 2 สำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีใหม่กองทุน SSF หรือ RMF  และแลกใช้คะแนนสะสม Thank You Reward เพื่อซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนบัวหลวงที่เปิดบัญชีใหม่ มีสิทธิ์รับ Starbuck e-Coupon มูลค่า 100 บาท (จำกัดมูลค่าสูงสุด 100 บาท/ท่าน และจำกัด 1,000 สิทธิ์ต่อเดือน)

• ต่อที่ 3 สำหรับลูกค้าที่ลงทุน SSF หรือ RMF ครบ 5 ครั้งขึ้นไป และมียอดเงินลงทุนรวมกัน 150,000 บาทขึ้นไป ระหว่างวันที่ 2 ม.ค. 63 – 30 ธ.ค. 63 รับ Starbuck e-Coupon มูลค่า 300 บาท/ท่าน

สุดท้ายนี้ครับ ผมคิดว่าหากเราต้องการจะลงทุนผ่าน RMF เพื่อเก็บเงินเกษียณของตนเอง และได้สิทธิลดหย่อนภาษีไปด้วยอีกทาง การเลือกกองทุนให้เหมาะกับแนวคิดการลงทุน อายุ รวมไปถึง ผลตอบแทนคาดหวังของเรา เป็นสิ่งที่ไม่ได้ยากเลยหากเรามีเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจนว่าจะลงทุนไปเพื่ออะไร 

ทั้งนี้ก็เพราะว่ากองทุน RMF มีประเภทให้เราเลือกได้หลากหลายมาก ๆ ครบทุกแบบที่ต้องการ ซึ่งถ้าหากนักลงทุนอยากทราบรายละเอียดกองทุนไหนไม่ว่าจะเป็นกองทุน กองทุนเปิดบัวหลวงมันนี่มาร์เก็ตเพื่อการเลี้ยงชีพ (MM-RMF) หรือ กองทุนเปิดบัวหลวงเฟล็กซิเบิ้ลเพื่อการเลี้ยงชีพ (BFLRMF) หรือว่าจะเป็นกองทุนอื่น ๆ กองทุนแบบไหน ๆ ทางกองทุนบัวหลวงเค้า ก็มีบริการให้ครับ สามารถดูรายละเอียดข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ www.bblam.co.th

ผมคิดว่านักลงทุนน่าจะได้กองทุนที่น่าสนใจ และ พร้อมกับได้ลดหย่อนภาษีตามที่ต้องการกันแล้วนะครับ วันนี้ผมคงต้องลาไปก่อน แล้วพบกันครั้งหน้า กับกองทุนที่น่าสนใจใหม่ ๆ ที่ผมจะมาเล่าให้ฟังกันอีกครับสวัสดีครับ 

คำเตือน

• การลงทุนมิใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อไถ่ถอน (ไม่คุ้มครองเงินต้น)

• ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ผลการดำเนินงาน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน

• กองทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศมิได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด ทั้งนี้อยู่ในดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน ดังนั้น ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในกองทุนดังกล่าว หรืออาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

บทความนี้เป็น Advertorial

ทุกเป้าหมายในชีวิตต้องใช้เงิน! “กองทุน SSF” เริ่มต้นวันนี้ เพื่อเงินก้อนวันหน้า

เคยคิดมั้ยครับว่าอีก 10 ปีข้างหน้าเราจะทำอะไรอยู่? บางคนก็คงไปเรียนต่อ บางคนก็ลงทุนทำธุรกิจ บางคนก็คงจะซื้อบ้านสักหลัง แต่หลายคนยังนึกภาพตัวเองไม่ออก ซึ่งก็ไม่เป็นไรครับ แต่เคยคิดมั้ยว่าถ้าวันหนึ่งเกิดปิ๊งไอเดีย อยากลงมือทำอะไรสักอย่างขึ้นมา เรามีเงินพร้อมซัพพอร์ตหรือยัง?

เพราะมีเงินแต่ยังไม่มีแพลน ดีกว่ามีแพลน แต่ไม่มีเงิน ดังนั้นเตรียมตัวให้พร้อมไว้ดีกว่าครับ ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ก็ลงมือทำตามความฝันได้เลย ไม่ต้องรอ หรือไปกู้หนี้ยืมสิน มาเริ่มออมเงินกันเถอะ!

ออมเงินอย่างไรให้ตอบโจทย์ 10 ปีข้างหน้า?

จะใช้วิธีเบสิกอย่างการฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำก็ได้ครับ แต่ว่าผลตอบแทนค่อนข้างน้อย และนำไปลดหย่อนภาษีไม่ได้อีกต่างหาก aomMONEY เลยอยากแนะนำการออมเงินด้วย “กองทุน SSF” เพราะมีข้อดีหลายอย่างทีเดียว

กองทุน SSF คืออะไร?

นิยามของ “SSF” หรือ “กองทุนรวมเพื่อการออม” (Super Saving Fund) คือ กองทุนรวมระยะกลาง-ระยะยาว ที่นำเงินของเราไปลงทุนในสินทรัพย์ โดยมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแล เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนด เราก็จะได้เงินก้อนพร้อมผลตอบแทนกลับคืน นอกจากนี้การซื้อกองทุนก็นำไปลดหย่อนภาษีเพื่อแบ่งเบาค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

จุดเด่นของกองทุน SSF

  • 1.ลงทุนในสินทรัพย์ไหนก็ได้ จึงสามารถจัดพอร์ตลงทุนได้หลากหลาย ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูง
  • 2.ไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่อง ปีไหนติดขัด ไม่สะดวก ก็พักไว้ก่อนได้
  • 3.ต้องถือกองทุนเป็นเวลา 10 ปี จึงช่วยสร้างวินัยการออมได้ดี ต่างจากการฝากเงินในบัญชีที่ถอนได้ทุกเมื่อ
  • 4.สิทธิลดหย่อนภาษีในปีที่ซื้อสูงสุด 30% ของเงินได้สุทธิ หรือไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อนับรวมกับสิทธิอื่นๆ อย่างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน กบข. กองทุน RMF ประกันบำนาญ จะลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี 

แนะนำกองทุน SSF ที่น่าสนใจ

1. กองทุนผสมบัวหลวง 70/30 เพื่อการออม (BM70SSF)

– จำกัดความเสี่ยง ลงทุนหุ้นไม่เกิน 70%

– มีโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีจากหุ้นของบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดี

– กลยุทธ์การลงทุนมุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management) 

– ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ตามเงื่อนไขของสรรพากร

– จ่ายเงินปันผลเมื่อกองทุนมีกำไรสะสม และจะต้องไม่ทำให้กองทุนมีผลขาดทุนสะสมในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการจ่ายเงินปันผลนั้น โดยบริษัทจัดการจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลตามหลักเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

1) เงินปันผลหรือดอกเบี้ยรับที่ได้รับจากทรัพย์สินของกองทุนรวม

2) ไม่เกิน 30% ของกำไรสะสมดังกล่าว หรือกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่จะจ่ายเงินปันผลนั้น แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า

2. กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นไทยเพื่อการออม (BEQSSF)

– สร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากหุ้นไทย

– มีโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีจากหุ้นของบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดี

– กลยุทธ์การลงทุนมุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

– ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ตามเงื่อนไขของสรรพากร

– ไม่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผล

3. กองทุนเปิดบัวหลวงอินคัมเพื่อการออม (B-INCOMESSF)

– ลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพดีหลายประเภท เพื่อกระจายความเสี่ยง

– เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนในต่างประเทศ ไม่เกิน 79% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV)

– ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ตามเงื่อนไขของสรรพากร

– ไม่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผล

4. กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นฟิวเจอร์เพื่อการออม (B-FUTURESSF)

– ลงทุนในธุรกิจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่

– ลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากเทรนด์ใหม่ในอนาคต

– กระจายการลงทุนไปต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

– ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ตามเงื่อนไขของสรรพากร

– จ่ายเงินปันผลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือตามที่บริษัทจัดการเห็นสมควร โดยจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลตามหลักเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้

1) เงินปันผลหรือดอกเบี้ยรับที่ได้รับจากทรัพย์สินของกองทุนรวม

2) ไม่เกิน 30% ของกำไรสะสมดังกล่าว หรือกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่จะจ่ายเงินปันผลนั้น แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทำให้กองทุน SSF เป็นตัวช่วยออมเงินที่น่าสนใจสำหรับคนที่มีแผนจะใช้เงินก้อนในอีก 10 ปีข้างหน้า นอกจากจะได้ออมเงินแล้ว ยังพ่วงด้วยสิทธิประโยชน์ด้านภาษี เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยครับ ใครที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับกองทุน SSF ของกองทุนบัวหลวงได้ที่ www.bblam.co.th หรือโทร. 0-2674-6488 กด 8

***คำเตือน***

1. การลงทุนมิใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อไถ่ถอน (ไม่คุ้มครองเงินต้น) 

2. ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ผลการดำเนินงาน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม SSF เงื่อนไขการลงทุน และผลกระทบกรณีผิดเงื่อนไขการลงทุน หรือผู้ลงทุนสามารถสอบถามข้อมูลจากผู้แนะนำการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

3. กองทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศมิได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ทั้งนี้อยู่ในดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน ดังนั้นผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในกองทุนดังกล่าว หรืออาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

การประหยัดภาษีที่ดี ต้องมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีด้วย

หากพูดถึงตัวเลือกในการลดหย่อนภาษีที่ฮอตฮิตในปี 2563 นี้ คงหนีไม่พ้น 3 ตัวเลือกสำคัญ นั่นคือ กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และประกันแบบต่าง ๆ พร้อมกับคำถามว่า ซื้อตัวไหนดีที่สุดกันนะ

แต่ก่อนที่เราจะไปฟังแนวคิดว่าเลือกตัวไหนดีที่สุด เรามาดูกันที่เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีของแต่ละตัวกันก่อนดีกว่าครับ

เริ่มต้นที่กลุ่มกองทุนที่ใช้ลดหย่อนภาษี โดยคู่แรกเราจะมาดูกันที่ SSF กับ RMF ว่าแต่ละตัวมีเงื่อนไขลดหย่อนภาษีอย่างไรบ้าง ?

ทีนี้มาดูกันต่อที่เงื่อนไขของกลุ่มประกันกันบ้างครับ โดยปี 2563 นี้มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นเป็น 25,000 บาท ซึ่งเงื่อนไขทั้งหมดมีรายละเอียดดังนี้ครับ

เราควรเลือกแบบไหนดี?

จากข้อมูลทั้งหมดนั้น เราจะแบ่งออกเป็น 2 มุมมอง คือ ลงทุนเพื่อเป้าหมายที่ต้องการผ่านกองทุนรวมลดหย่อนภาษี กับ การป้องกันความเสี่ยงผ่านประกันในรูปแบบต่างๆ ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ไม่แตกต่างกัน แต่มันแตกต่างกันที่วัตถุประสงค์ในการเลือกใช้เพื่อตอบโจทย์ที่เราต้องการมากกว่า

ซึ่งเทคนิคในการเลือกประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษีนั้น อาจจะพิจารณาได้ง่ายกว่าจากความคุ้มครองที่เราต้องการ หรือ จำนวนเงิน (ก้อน) ที่ได้รับเมื่อครบกำหนดตามเป้าหมาย (กรณีประกันแบบสะสมทรัพย์หรือประกันแบบบำนาญ)

แต่ในส่วนของกองทุนรวมเพื่อการลดหย่อนภาษีอย่าง SSF หรือ RMF นั้น เราควรยึดหลักการสำคัญ นั่นคือ นอกจากการลดหย่อนภาษีแล้ว ควรจะมีกำไรหรือผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนด้วย ดังนั้น การเลือกกองทุนที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะในระยะยาวแล้ว มูลค่าของกองทุนนั้นจะแตกต่างกันไปตามสินทรัพย์ที่เราเลือก และความเสี่ยงที่เรารับได้นั่นเอง

กองทุนแบบไหนเหมาะกับเรา?

ก่อนที่จะถามคำถามนี้ เราควรถามกลับไปว่า แล้วเรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน กับ คาดหวังผลตอบแทนได้สักเท่าไรกัน ซึ่งคำตอบนั้นอาจจะช่วยให้เราเลือกต่อได้ว่า เราพร้อมจะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหนกันแน่

จากตารางข้างต้น เป็นกองทุนลดหย่อนภาษีของ บลจ. กสิกรไทยที่ได้แบ่งกองทุนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้แตกต่างกันไป โดยได้แนะนำ SSF และ RMF ให้นักลงทุนเลือกลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

ถ้าหากเราเข้าไปดูที่รายละเอียดของกองทุนแต่ละตัว เราจะพบว่าปีนี้ทาง บลจ. กสิกรไทย คัดเลือกการลงทุนในหุ้นต่างประเทศมาเปิดโอกาสให้นักลงทุนที่สนใจได้ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นนอกจากหุ้นไทยกันบ้าง

ทีนี้เราลองมาดูรายละเอียดกันต่อครับว่า กองทุนในกลุ่มนี้มีความน่าสนใจอย่างไร แล้วทำไมทาง บลจ. กสิกรไทย เขาถึงคัดเลือกมาให้เราลงทุนกัน

ก่อนอื่นต้องบอกว่า กองทุน K-CHANGE-RMF และ K-CHANGE-SSF นั้นคือกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน นั่นคือ หุ้นนวัตกรรมเด่นทั่วโลกที่สร้างผลเชิงบวกต่อสังคม ใน 4 ด้าน ได้แก่ โอกาสทางการศึกษา  สิ่งแวดล้อม  สุขภาพและคุณภาพชีวิต รวมถึงการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งการลงทุนในหุ้น 4 กลุ่มนี้มีแนวคิดว่า  หากบริษัทที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคม บริษัทนั้นก็จะมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดการเจริญเติบโตในแง่ผลประกอบการ การทำงานและรายได้ของบริษัท โดยบริษัทที่น่าสนใจที่ K-CHANGE ทั้ง SSF และ RMF ลงทุน เช่น

  • Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มขยายไปยังกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปมากขึ้นเรื่อย ๆ และในเวลาเดียวกัน Tesla ก็พัฒนาการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทใหม่ ๆ เช่น รถบรรทุและรถบัส เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังหลากหลายกลุ่มมากขึ้น
  • Moderna บริษัทชั้นนำในธุรกิจการแพทย์ที่พัฒนาวัคซีน ยา และการรักษาโรคที่หลากหลาย เช่น มะเร็ง หลอดเลือดหัวใจ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่าวัคซีคของ Moderna   มีประสิทธิภาพป้องกันโควิด-19 ได้ถึง 94.5% ด้วย

กองทุน K-CHANGE-SSF และ K-CHANGE-RMF นั้นลงทุนผ่านกองทุนหลัก Baillie Gifford Positive Change Fund – Class B accumulation (GBP) ซึ่งเป็นบริษัทจัดการลงทุนสัญชาติสก็อตแลนด์ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 100 ปี  มีความโดดเด่นในการลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูง  ซึ่งกองทุนหลักนี้ยังมีผลงานโดดเด่น จนได้รับ 5 ดาว Morningstar (ข้อมูล ณ วันที่ 21 ต.ค.63) นอกจากนี้ ตัวกองทุน K-CHANGE-SSF เองก็เป็นกองทุน Best Seller ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่ม SSF อีกด้วย ตามข้อมูลของ Morningstar ณ วันที่ 26 ต.ค. 63

ดังนั้นถ้าหากเราตอบคำถามได้ว่า เรารับความเสี่ยงในการลงทุนได้สูง และเชื่อว่าหุ้นต่างประเทศในกลุ่มนี้สามารถสร้างผลตอบแทนที่กลับมาให้กับเราได้ สิ่งที่เราต้องคิดต่อก็แค่ว่า จะเลือกกองทุนกลุ่มนี้มาอยู่ในพอร์ตไหน ระหว่าง RMF (เพื่อเกษียณ) และ SSF (อนาคตข้างหน้าอีก 10 ปี) เพื่อให้พอร์ตการลงทุนของเรามีโอกาสได้รับผลตอบแทนตามที่ตั้งใจไว้

แต่ถ้าหากเราบอกตัวเองว่า เรารับความเสี่ยงได้แบบกลางๆ และอยากกระจายไปลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย การเลือกกองทุนอย่าง K-GINCOME-SSF ที่ลงทุนผ่านกองทุนหลัก JPMorgan Investment Funds – Global Income Fund, Class A (mth)-EUR โดยมีการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลกที่มีความเสี่ยงสูงและต่ำผสมกัน ทั้งหุ้น กองทุนตราสารหนี้ REIT กองทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ มากกว่า 2,500 ตัวทั่วโลก โดยมีจุดประสงค์ให้มีความผันผวนต่ำกว่าหุ้นและยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าตราสารหนี้ นอกจากนี้ ผู้ลงทุนใน K-GINCOME-SSF ยังมีโอกาสได้รับเงินปันผลระหว่างลงทุนด้วย

หรือถ้าหากมองว่าจะจัดพอร์ตร่วมกันกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ ก็อาจจะเลือกผสมผสานจัดพอร์ตกับกองทุน RMF ที่ลงทุนในตราสารหนี้อย่าง K FIXED INCOME RMF (KFIRMF) ที่ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและภาคเอกชน และเงินฝากในประเทศ เพื่อให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรารับได้ก็เป็นอีกทางหนึ่งครับ

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ระยะเวลาการลงทุนที่เหลืออยู่ โดยเฉพาะคนที่เหลือเวลาอีกไม่นานจะถึงเป้าหมาย (หรือเกษียณ) การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ดังนั้นอย่าลืมพิจารณาประเด็นนี้ด้วยนะครับ

สรุป

จากทั้งหมดของบทความนี้ สิ่งที่ผมอยากจะสรุปให้ทุกคนทบทวนอีกครั้ง คือ

1. เราต้องเข้าใจว่าการลดหย่อนภาษีเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่เป้าหมายหลักของการลงทุน

2. เราต้องเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะกับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้รับ 

3. เราต้องเลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับช่วงระยะเวลาที่เราต้องการใช้เงินด้วย 

ถ้าหากเราหาคำตอบทั้งสามข้อนี้ได้ การลงทุนเพื่อทั้งหมดนั้นจะช่วยให้เราประหยัดภาษีได้ดี และมีผลตอบแทนที่ดีในการลงทุนได้จริง เหมือนที่เขียนไว้ในหัวข้อของบทความนี้นั่นเองครับ

สำหรับใครที่สนใจกองทุนประหยัดภาษีของกสิกรไทยก็สามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://kbank.co/3lwAwc7

คำเตือน

– ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้ยืนยันถึงอนาคต

– ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน

– ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

– สนใจลงทุนและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารกสิกรไทย และผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

อนาคตข้างหน้าเราสร้างได้ เพียงแค่เริ่มลงทุนให้เป็น ด้วยเครื่องมือลดหย่อนภาษี

ในยุคที่ของมันต้องมี และเต็มไปด้วยเทศกาลลดราคาที่มากมายเต็มไปหมด มักจะทำให้หลายคนสนุกกับการจับจ่ายใช้สอยจนลืมไปว่า เรายังมีเป้าหมายการเงินที่ต้องทำอยู่อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเก็บเงินเพื่อใช้จ่ายในอนาคต ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ไปจนถึงวางแผนสร้างครอบครัว และดูแลตัวเองด้วยการเกษียณ

แน่นอนว่าถ้าพูดแบบนี้ ใครหลายคนต้องทำหน้าเซ็งขึ้นมา แต่เดี๋ยวก่อนครับ ผมอยากให้ลองคิดว่า สิ่งที่เราควรทำไม่ใช่ทุ่มเททำตามเป้าหมายเต็มที่จนหลงลืมความสุขไป แต่ลองใช้วิธีปรับสมดุล แบ่งเงินส่วนหนึ่งที่เราใช้จ่ายไปนั้น มาลงทุนไว้สำหรับชีวิตในอนาคตบ้าง น่าจะดีไม่น้อย เพราะถึงวันที่เราต้องการก็จะได้มีใช้ไม่ลำบาก

หนทางที่ง่ายและชัดเจนที่สุดในวัยที่มีรายได้   คือ กองทุนลดหย่อนภาษี

ทุกครั้งที่ได้บรรยายเรื่องการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผมมักจะพูดประโยคแบบนี้เสมอ เพราะในวัยทำงานสร้างรายได้ สิ่งที่เราสร้างได้ด้วยตัวเอง คือ วินัยในการจัดการการเงิน โดยเฉพาะกองทุนลดหย่อนภาษีประเภทต่าง ๆ ที่ถูกออกแบบมาให้เราวางแผนลดหย่อนภาษีพร้อมกับลงทุนตามเป้าหมายไปด้วย 

ยกตัวอย่างเช่น กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ที่เพิ่งออกมาใหม่ในปี 2563 ถึงแม้ว่าจะมีเงื่อนไขในการถือครองที่ยาวนานคือ 10 ปีเต็ม แต่ส่วนตัวแล้วผมว่ากองทุนนี้ถูกออกแบบมาสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งทำงานมาได้สักพัก และต้องการเก็บเงินเพื่อเป้าหมายในอีก 10 ปีข้างหน้า แยกออกจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่สอดคล้องเป้าหมายในการเกษียณมากกว่า

ยกตัวอย่างเช่น นาย B เป็นคนรุ่นใหม่วัยทำงานที่มีเป้าหมายที่จะเก็บเงินเพื่อดาวน์และผ่อนบ้านในอีก 10 ปีข้างหน้า นาย B อาจจะเลือกกองทุน SSF มาช่วยวางแผนในการทำตามเป้าหมาย โดยทยอยสะสมไปเรื่อยๆ ในระหว่างที่มีรายได้ เพื่อแบ่งเบาภาระในตอนนั้นที่ต้องมีการจ่ายเงินอย่างต่อเนื่อง

หรือบางคนอาจจะเลือกกองทุน SSF เพื่อเก็บเงินก้อนไว้ใช้ในแต่ละปี (ทยอยสะสมทุกปี) เพื่อให้ช่วยค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้าที่วางไว้ก็ทำได้เช่นเดียวกัน

จะเห็นว่าสิ่งสำคัญของเรื่องนี้คือการสร้างวินัยในการจัดการการเงินของเรานั่นเอง ว่าสามารถทำได้ไหม ซึ่งถ้าใครทำได้แล้ว ผมอยากฝากอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการเลือกสินทรัพย์เพื่อลงทุนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้

ถ้าจะลงทุน ต้องเลือกลงทุนในกองทุนแบบไหนดี

การลงทุนที่ดี นอกจากมีวินัยแล้ว สิ่งที่ได้คือผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่เลือกลงทุน โดยสอดคล้องกับความเสี่ยงของเรา สำหรับคนที่กำลังมองหาว่ากองทุนแบบไหนดี ทาง บลจ. บัวหลวงมีกองทุนดี ๆ มานำเสนอให้พิจารณากันครับ

จะเห็นว่ากองทุนแต่ละตัวนั้นถูกออกแบบมาสำหรับการลงทุนในสินทรัพย์คนละแบบ โดยมีทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงมีการจัดพอร์ตการลงทุนที่แตกต่างกันไป ดังนั้นถ้าใครมีคำถามว่า แล้วลงทุนว่ากองทุนไหนเหมาะกับเรานั้น ผมอยากแนะนำสั้นๆ ตามนี้ครับ

1. เราเข้าใจสินทรัพย์ที่ลงทุนไหม?

สำหรับผู้เริ่มต้น ผมอยากแนะนำเพิ่มเติมให้ศึกษากองทุนแต่ละตัวว่ามีนโยบายการลงทุนแบบไหน ยังไงดีรวมถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจากหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปก่อน

2. เราวางแผนการลงทุนอย่างไร?

สินทรัพย์แต่ละประเภทแตกต่างกัน โดยเฉพาะความเสี่ยง ดังนั้นการกระจายหรือมีแผนการลงทุนของเราต้องเหมาะสม (จัดพอร์ต) โดยควรกำหนดสัดส่วนการลงทุนตามความเสี่ยงที่เรายอมรับได้

3. เรามีเงินแค่ไหน?

การลงทุนที่ดีต้องอาศัยระยะเวลา และวินัยที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวัยที่สร้างรายได้ ดังนั้นอย่าลืมมองหากระแสเงินสดที่จะช่วยให้เราลงทุนได้อย่างต่อเนื่องด้วยนะครับ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเลือกกองทุนที่ดีเพื่ออนาคต ต้องเริ่มการมองเห็นเป้าหมาย แล้วเริ่มต้นลงทุนให้เป็น และถ้าได้สิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีด้วยก็ยิ่งดี เพราะเหมือนช่วยประหยัดให้เราได้อีกต่อหนึ่งไปพร้อมๆ กัน 

ถ้าสนใจข้อมูลเพิ่มเติม ดูรายละเอียดได้ที่เว็ปไซต์ www.bblam.co.th แถมทางกองทุนบัวหลวงยังฝากบอกมาด้วยครับว่า ช่วงนี้ใครที่ลงทุนกองทุนโดยซื้อผ่านบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ มีโอกาสรับโปรโมชั่นถึง 3 ต่อดังนี้

• ต่อที่ 1 เมื่อซื้อ SSF หรือ RMF ผ่านบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ และแลกใช้คะแนนสะสม Thank You Reward ทุก 1,000 คะแนน รับเครดิตเงินคืน 100 บาท

• ต่อที่ 2 สำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีใหม่กองทุน SSF หรือ RMF  และแลกใช้คะแนนสะสม Thank You Reward เพื่อซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนบัวหลวงที่เปิดบัญชีใหม่ มีสิทธิ์รับ Starbuck e-Coupon มูลค่า 100 บาท (จำกัดมูลค่าสูงสุด 100 บาท/ท่าน และจำกัด 1,000 สิทธิ์ต่อเดือน)

• ต่อที่ 3 สำหรับลูกค้าที่ลงทุน SSF หรือ RMF ครบ 5 ครั้งขึ้นไป และมียอดเงินลงทุนรวมกัน 150,000 บาทขึ้นไป ระหว่างวันที่ 2 ม.ค. 63 – 30 ธ.ค. 63 รับ Starbuck e-Coupon มูลค่า 300 บาท/ท่าน

บทความนี้เป็น Advertorial

สินค้าการเงินอย่างเดียวที่ปกป้องอนาคตของลูกได้ คือ ประกันชีวิต

พ่อแม่ต้องการเห็นลูกเติบโต เรียนจบแล้วมีงานทำที่สามารถเลี้ยงดูแลตัวเองได้ แต่กว่าจะเดินทางถึงวันนั้นใช้เวลายาวนาน 10 – 20 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจว่าลูกมีเงินเรียนจบตามที่วางแผนไว้แน่นอน พ่อแม่ควรวางแผนการเงินเรื่องของลูกอย่างไร

แชร์ประสบการณ์ที่ผ่านมา

คุณพ่อของปา (ผู้เขียนบทความนี้) เป็นคนแข็งแรงมาก แต่สุดท้ายเสียชีวิตจากโรคมะเร็งที่เพิ่งตรวจเจอและเสียชีวิตในอีก 3 เดือนต่อมา ตอนนั้นปากำลังเรียน MBA ที่จุฬาฯ พ่อเป็นคนจ่ายค่าเทอม

เมื่อพ่อเสียชีวิต ครอบครัวได้รับเงินมาก้อนหนึ่ง ปาขอแบ่งบางส่วนเพื่อมาเป็นค่าเทอม ส่วนเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันช่วงเรียนโทจะทำงานหาเงินเอง เพราะชีวิตอะไรก็เกิดขึ้นได้ ปาจึงมองว่าหากครอบครัววางแผนเผื่ออายุยืนแล้ว ควรวางแผนสำรองเผื่ออายุสั้นด้วยนะจ๊ะ

วางแผนล่วงหน้า

เรารู้แล้วว่าชีวิตมีแต่ความไม่แน่นอน อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ การวางแผนเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ สินค้าการเงินอย่างเดียวที่พ่อแม่สามารถปกป้องอนาคตของลูกได้ คือ การซื้อประกันชีวิตให้เพียงพอกับเงินที่ต้องการใช้ ในงบประมาณที่เหมาะสมกับสภาพคล่องของตัวเอง  เริ่มจากประมาณค่าใช้จ่ายว่าในอนาคตจะควรเตรียมเงินเพื่อลูกเท่าไหร่ เช่น

=> ค่าเทอมของลูกตั้งแต่ตอนนี้จนเรียนจบปริญญาตรี โท เอก

ทำให้เห็นภาพรวมค่าเทอมว่าควรใช้เงินประมาณเท่าไหร่ หากลูกสามารถสอบชิงทุนได้ พ่อแม่ไม่ต้องจ่ายค่าเทอม เงินก้อนนี้จะกลายเป็นเงินขวัญถุงให้ลูกก็ได้

วิธีการคำนวณค่าเทอมของลูกอยู่ในลิงค์นี้นะคะ https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/2961978843839713

=> ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูก ใช้เงินประมาณเท่าไหร่

คิดเป็นตัวเลขคร่าวๆออกมาก็ได้นะคะ

สุดท้ายนำเงินค่าเทอมและเงินค่าเลี้ยงดูมารวมกันเพื่อดูปริมาณเงินทั้งหมดที่เราคาดว่าจะต้องจ่ายดูแลลูก ให้ตัวเลขนี้เป็นทุนประกันของพ่อแม่นะคะ

ตัวอย่าง แม่อายุ 30 เราคำนวณว่าตั้งแต่ลูกเกิดจนกระทั่งเรียนจบปริญญา 

>> ค่าเทอมรวมเงินเฟ้อ 6 – 10% 

>> คาดว่าจะต้องเตรียมค่าเทอมไว้ประมาณ 2,000,000 บาท 

>> ส่วนค่าเลี้ยงดูจนกว่าจะทำงานเลี้ยงดูตัวเองได้ประมาณ 1,000,000 บาท

แปลว่า พ่อหรือแม่ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่หารายได้มาดูแลครอบครัว ควรมีทุนประกันชีวิตประมาณ 3,000,000 บาท เรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตมี 2 แบบ คือ

แบบที่ 1 เราอายุสั้นกว่าที่คิดไว้

นอกจากเงินที่เราสะสมไว้กับเงินฝากออมทรัพย์ กองทุน หุ้น ทองคำ ฯลฯ แล้วยังอุ่นใจที่มีเงินก้อนจากประกันชีวิต 3,000,000 บาท เพื่อจ่ายเป็นค่าเทอมให้ลูกเรียนจบและมีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 

แบบที่ 2 เราอายุยืน

เราจะได้เห็นวันที่ลูกประสบความสำเร็จ ส่วนประกันชีวิตเล่มนี้ เลือกได้ว่าจะปิดเพื่อรับเงินก้อนเป็นของขวัญในวันที่ลูกเรียนจบ(ควรคำนวนมูลค่าเงินสดว่าจุดคุ้มทุนอยู่ที่อายุเท่าไหร่) หรือจะเปลี่ยนเป็นเงินเกษียณของเราเองก็ได้จ้า

เปรียบเทียบแบบประกันของแต่ละบริษัท

จากโจทย์แรกที่เราต้องการความคุ้มครองชีวิตเพื่อสร้างความมั่นใจให้ครอบครัว 3,000,000 บาท เราต้องไปตามหาว่าแบบประกันชีวิตของบริษัทประกันอะไรที่มีทุนประกันเท่ากันและเบี้ยประกันเหมาะสมกับสภาพคล่องของเรา

สำหรับคนที่ติดตามเพจอภินิหารเงินออมมานานก็จะรู้แล้วว่าประกันชีวิตที่เน้นความคุ้มครองสูงมี 3 แบบ คือ แบบเทอม (ชั่วระยะเวลา) , แบบตลอดชีพ , แบบควบการลงทุนเน้นทุนประกันสูง เราก็ติดต่อตัวแทนหลายบริษัทเพื่อขอข้อมูลเปรียบเทียบเบี้ยประกัน

เพศและอายุจะทำให้เบี้ยประกันแตกต่างกัน สมมติว่าเรารวบรวมจากหลายๆบริษัท แล้วเปรียบเทียบจนกระทั่งเหลือ 3 แบบ เช่น เพศหญิง อายุ 30

=> บริษัท A ประกันชีวิตแบบเทอม (ชั่วระยะเวลา) จ่าย 15 ปี เบี้ยประกันปีละ 9,XXX บาท

=> บริษัท B ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ จ่าย 20 ปี เบี้ยประกันปีละ 48,XXX บาท

=> บริษัท C ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน จ่าย 10 ปี เบี้ยประกันปีละ 12,XXX บาท

เลือกเบี้ยประกันที่เหมาะสมกับสภาพคล่องของเรา

ควรดูรายจ่ายของตัวเองก่อนว่าสามารถจ่ายไหวที่เท่าไหร่ เลือกจ่ายได้ว่าต้องการจ่ายแบบรายเดือน , จ่ายราย 3 เดือน , จ่ายราย 6 เดือนหรือจ่ายรายปี เมื่อเลือกได้แล้วค่อยตัดสินใจซื้อประกันชีวิตนะจ๊ะ

ตึกสูงยังต้องสร้างเส้นทางหนีไฟ 

ชีวิตของเราก็ต้องวางแผนสำรองด้วยนะจ๊ะ

————

PR : 

=> หนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ สารบัญในลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/3eeO33Q

=> คอร์สการเงินติวส่วนตัว , Workshop ที่เชียงใหม่กับแบบออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า https://bit.ly/3dCv58z

=> คอร์สสอนเขียนเรื่องการเงิน สร้างรายได้จากการเขียน https://bit.ly/3j7HBPc

เพจอภินิหารเงินออม

กระจายความเสี่ยงได้ทั่วโลกแบบ Active กับ TMB Thanachart Eastspring Active Bond Plus Fund (TMB-T-ES-APlus)

ตราสารหนี้ หนึ่งในสินทรัพย์ทางเลือกที่หลาย ๆ คนหันมาให้ความสนใจกันช่วงหลังนอกเหนือจากหุ้น ถึงแม้หุ้นจะเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า มีโอกาสที่จะได้ทั้งกำไรจากส่วนต่างราคาหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ รวมถึงกำไรจากเงินปันผลด้วย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหุ้นนั้นมีความเสี่ยงแฝงอยู่สูง ราคาหุ้นที่สามารถขึ้นไปหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ ก็มีโอกาสลดลงเกินครึ่งได้เช่นกัน

ตราสารหนี้จึงเป็นคำตอบสำหรับนักลงทุนหลายคน ผลตอบแทนอาจน้อยลงหน่อย แต่ก็ยังให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก แถมมีความเสี่ยงด้านราคาที่ผันผวนน้อยกว่าหุ้น

แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว ตราสารหนี้มักถูกจำกัดไว้สำหรับนักลงทุนที่มีเงินทุนสูงประมาณหนึ่ง นับว่าโชคดีที่ช่วงหลัง ๆ มีกองทุนตราสารหนี้มากมายเป็นทางเลือกให้กับคนทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่ทุกกองที่จะตอบโจทย์ เพราะกองทุนตราสารหนี้บางกองอาจจำกัดการลงทุนอยู่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ทำให้นักลงทุนเสียโอกาสมหาศาลในการหาผลตอบแทนที่ดีกว่า ผ่านการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ

แต่กองทุน TMB Thanachart Eastspring Active Bond Plus Fund จะเข้ามาช่วยทลายข้อจำกัดนั้นให้หมดไป

กองทุน TMB Thanachart Eastspring Active Bond Plus Fund หรือ TMB-T-ES-APlus เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นโดย Thanachart Fund Eastspring ชนิดไม่จ่ายเงินปันผล โดยเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ลงทุนในต่างประเทศ ผ่านการลงทุนกับกองทุนอื่นอีกต่อหนึ่ง (feeder fund) กองทุนที่ TMB-T-ES-APlus เข้าไปลงทุนก็คือกองทุนที่มีชื่อว่า Eastspring Investments – Capital Reserve Fund (กองทุนหลัก)

นโยบายของกองทุน Eastspring Investments – Capital Reserve Fund คือเน้นสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าตลาดเงิน โดยลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลกทั้งที่ออกโดยรัฐบาล (พันธบัตร) หรือออกโดยภาคเอกชน (หุ้นกู้) โดยไม่ได้จำกัดว่าต้องลงทุนแต่ละสินทรัพย์ในสัดส่วนเท่าใด แต่จะไม่เกิน 40% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของกองทุน

ในขณะที่กองทุนหลักอาจมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่งเกินกว่า 30% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ โดยอาจลงทุนในสินทรัพย์สหรัฐได้สูงถึง 100% และกองทุนอาจลงทุนในสินทรัพย์ในสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ถึง 40% ผ่านตลาดตราสารหนี้ในประเทศคือ China interbank bond market และ/หรือ China Hong Kong Bond Connect โดยรวมถึงสามารถลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลท้องถิ่นได้ไม่เกิน 30% ทำให้เป็นการเปิดโอกาสให้กองทุนสามารถแสวงหาผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนได้

นอกจากนั้น กองทุน Eastspring Investments – Capital Reserve Fund ยังสามารถลงทุนในตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้ (ต่ำกว่า BBB- โดย S&P หรืออันดับเทียบเท่าโดย Moody’s หรือ Fitch หรือเทียบเท่าตามความเห็นของผู้จัดการกองทุน) เพราะตามธรรมชาติของตราสารหนี้แล้ว ยิ่งการจัดอันดับอยู่ในเกณฑ์น้อยเท่าไหร่ ย่อมหมายถึงผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่แน่นอนว่าก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม กองทุนจะสามารถลงทุนในตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับต่ำกว่าเกรด BBB- ได้ไม่เกิน 20% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ เพื่อไม่ให้ผลการดำเนินงานในภาพรวมเสี่ยงเกินไป

จุดเด่นที่สำคัญของกองทุนนี้อีกประการก็คือ ผู้จัดการกองทุนจะปรับพอร์ตโฟลิโอให้เข้ากับสภาวะของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไปเสมอ

เพราะในแต่ละช่วงเวลาของเศรษฐกิจ ตราสารหนี้ที่เหมาะสมกับช่วงเวลานั้น ๆ ย่อมต่างกันออกไป บางจังหวะหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนอาจเป็นการลงทุนที่เหมาะสมกว่า บางจังหวะการฝากเงินในธนาคารเฉย ๆ อาจเหมาะสมกว่า หรือบางจังหวะการเข้าไปซื้อตราสารหนี้ในประเทศจีนอาจเหมาะสมกว่า ผู้จัดการกองทุนของ Eastspring Investments – Capital Reserve Fund จะคอยปรับสัดส่วนที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงเฝ้าสังเกตโอกาสในตลาดตราสารหนี้ทั่วทุกมุมโลกด้วย

หากนักลงทุนเข้าซื้อตราสารหนี้โดยตรง เราอาจไม่มีเวลามากพอที่จะติดตามข่าวสารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงโอกาสในตราสารหนี้ประเทศอื่น ๆ ที่มีอยู่รอบโลก แต่การเข้าลงทุนใน TMB-T-ES-APlus ที่ลงทุนใน Eastspring Investments – Capital Reserve Fund อีกต่อหนึ่ง อาจเปรียบได้กับการมีมืออาชีพมาคอยจัดสรรพอร์ตโฟลิโอให้นักลงทุนโดยเฉพาะ

สำหรับวิธีการเลือกตราสารหนี้ของ Eastspring Investments – Capital Reserve Fund ทีมผู้จัดการกองทุนจะใช้วิธีทั้งการวิเคราะห์ในเชิงปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยทางเทคนิค และมีการวิเคราะห์จากบนลงล่าง (วิเคราะห์เศรษฐกิจภาพรวม แล้วค่อยมาดูสินทรัพย์เป็นรายตัว) และการวิเคราะห์แบบล่างขึ้นบน (วิเคราะห์สินทรัพย์เป็นรายตัวก่อน แล้วค่อยดูเศรษฐกิจภาพรวม) เพื่อค้นหาโอกาสในการลงทุนที่ดีที่สุด เพราะบางจังหวะเศรษฐกิจในภาพรวมอาจไม่ดีนัก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีตราสารหนี้ที่เหมาะสมให้เข้าไปลงทุน

อีกทั้งทีมผู้จัดการกองทุนของ Eastspring Investments – Capital Reserve Fund ต่างก็มีประสบการณ์ทำงานในสายการลงทุนนับสิบปี จึงอุ่นใจได้ว่าผู้ถือหน่วยลงทุนของ TMB-T-ES-APlus ที่เข้ามาลงทุนในกองทุน Eastspring Investments – Capital Reserve Fund นี้อีกต่อ จะมีเงินลงทุนที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และสามารถผ่านพ้นสภาวะตลาดการเงินอันผันผวนได้

สำหรับผู้ที่สนใจ กองทุน TMB-T-ES-APlus เปิดขาย IPO วันนี้-20 พฤศจิกายน 2563 ใครที่สนใจกองทุนรวมตราสารหนี้ที่สามารถลงทุนได้ในตราสารหนี้ทั่วโลก สามารถติดต่อได้ที่บลจ.ธนชาต และทีเอ็มบีธนชาตทุกสาขา โทร 0-2126-8399

  • ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
  • กองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

การลงทุนในกองทุนมิใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงของการลงทุนผู้ลงทุนอาจจะได้รับเงินลงทุนคืนมากกว่าหรือน้อยกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save