3 เรื่องที่ต้องรู้เตรียมเงินค่าเทอมให้ลูก

การเลือกโรงเรียนเหมือนการเลือกสังคมให้ลูก พ่อแม่แต่ละคนวางแผนไว้แล้วว่าต้องการให้ลูกเข้าโรงเรียนอะไร ถ้าต้องการให้ลูกเลือกโรงเรียนเอง เราก็มีความพร้อมเพราะเตรียมเงินไว้หมดแล้ว มีแนวคิดและวิธีเก็บเงินอย่างไร อ่านได้ที่บทความนี้เลยจ้า

เริ่มต้นจาก…

1. ค้นหาข้อมูล

ดูว่าโรงเรียนของลูกมีค่าเทอมเท่าไหร่ จากผู้ปกครองที่รู้จักหรือในเว็บไซด์ประกาศของโรงเรียน

2. ค่าเทอมในอนาคต

เรารู้อยู่แล้วว่าค่าเทอมแพงขึ้นทุกปี แต่ละโรงเรียนแพงขึ้นไม่เท่ากัน เราเก็บเงินเพื่อดักรอค่าเทอมที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ในตัวอย่างนี้แพงขึ้นปีละ 5% ใช้เครื่องคิดเลขการเงินคำนวณแล้วจะรู้ว่าค่าเทอมในอนาคตจะกลายเป็นเท่าไหร่ ไปจนถึงลูกเรียนจบจะต้องใช้งบประมาณกี่บาท

ในตัวอย่างนี้ถ้าให้ลูกเรียนประถม มัธยมและปริญญาตรี ค่าเทอมประมาณนี้ ถ้าหักเงินที่เตรียมไว้แล้ว เราจะต้องจ่ายเงินค่าเทอมประมาณ 1,249,256 บาท ถ้าลูกสอบชิงทุนได้เรียนฟรี พ่อแม่ประหยัดรายจ่าย เงินที่เราเตรียมไว้ก็เป็นของขวัญให้ลูกในวันที่เรียนจบก็ได้จ้า

เราวางแผนว่าอีก 6 ปีจะต้องจ่ายเงินให้ลูกเข้าเรียน ป.1 จากข้อมูลที่ได้มารู้ว่าตอนนี้ค่าเทอมปีละ 50,000 บาท พอเวลาผ่านไปอีก 6 ปี แพงขึ้นปีละ 5% แปลว่าเราจะต้องจ่ายเงินค่าเทอมประมาณ 67,005 บาท 

3. เลือกวิธีเก็บเงิน

ตอนเรียนปริญญาโทที่จุฬาฯ พ่อของอภินิหารเงินออมเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง จากเดิมที่ครอบครัวได้รับเงินบำนาญก็กลายเป็นบำเหน็จก้อนเดียวจบ เราขอแบ่งเงินมาก้อนหนึ่งเป็นค่าเทอม ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆก็หารายได้มาใช้จ่ายเอง

จากเรื่องนี้ทำให้รู้ว่าถ้าพ่อหรือแม่เสียชีวิต ลูกก็จะไม่มีเงินเรียนหนังสือ แต่ถ้าครอบครัวไหนมีประกันชีวิตที่ทุนประกันสูงเท่ากับหรือมากกว่าค่าเทอมของลูก มันเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่มั่นใจได้ว่า ถ้าอายุสั้นก็มีเงินก้อนนี้มาดูแลลูกและจ่ายเป็นค่าเทอมให้ลูกเรียนจบตามที่ต้องการแน่นอน

ในตัวอย่างนี้คำนวณค่าเทอมตั้งแต่ลูกเรียนประถมถึงปริญญาตรี เมื่อรวมเงินเฟ้อแล้วใช้เงินทั้งหมดประมาณ 1,840,000 บาท แบ่งวิธีเก็บเงินออกเป็น 2 แบบ

แบบที่ 1 เราเก็บเงินสะสม

ระยะสั้น

ถ้าอีก 1-5 ปีข้างหน้าที่ลูกกำลังจะไปเรียน ควรสะสมเงินที่ความเสี่ยงต่ำ เน้นเงินต้นอยู่ครบ เช่น ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ฝากประจำ กองทุนรวมตลาดเงิน

ระยะยาว

มากกว่า 5 ปีขึ้นไป แบ่งเก็บที่ความเสี่ยงปานกลางถึงสูง เพื่อให้เงินช่วยทำงานแทนเรา มีเงินจ่ายค่าเทอมมากขึ้น เช่น กองทุนรวมผสม กองทุนรวมหุ้น ขาย LTF , SSF ที่ครบกำหนดแล้วมาจ่ายค่าเทอมให้ลูก

แบบที่ 2 เงินก้อนสุดท้ายดูแลลูก

ประกันชีวิตเป็นทางออกฉุกเฉินในวันที่พ่อแม่อายุสั้นกว่าที่คิด จะได้มีเงินก้อนนี้ดูแลลูกได้ ความคุ้มครองชีวิตควรพอๆกับค่าเทอมที่ต้องใช้ในอนาคต ในตัวอย่างนี้ใช้เงินค่าเทอมทั้งหมดตลอด 20 ปี รวมเงินเฟ้อประมาณ 1,813,000 บาท เราก็เลือกประกันชีวิตความคุ้มครองที่ใกล้เคียงกับค่าเทอมของลูก เช่น

แบบชั่วระยะเวลา

20 ปี จ่ายเบี้ย 20 ปีๆละ 4,489 บาท ความคุ้มครองชีวิต 1,840,000 บาท ครอบครัวได้รับเงินกรณีเสียชีวิต

แบบประกันควบการลงทุน

ระยะเวลา 99 ปี จ่ายเบี้ยประกัน 10 ปีๆละ 12,000 บาท  ความคุ้มครองชีวิต 1,840,000 บาท ได้รับเงิน 4 แบบ

  • ถ้าทุพพลภาพ เราและครอบครัวได้รับเงินก้อน 1,840,000 บาท มีเงินดูแลตัวเองและจ่ายค่าเทอมลูกได้
  • ถ้าทุพพลภาพแล้วเสียชีวิต ครอบครัวได้รับเงินประกัน 1,840,000 บาทและเงินจากการลงทุนในกองทุนรวม
  • เสียชีวิต ครอบครัวได้รับเงินประกัน 1,840,000 บาทและเงินจากการลงทุนในกองทุนรวม
  • ถอนเงินก้อน ลูกเรียนจบถอนเงินก้อนจากกองทุนรวมมาให้ลูกได้

ถ้าเราอายุยืนมีแรงทำงานสะสมเงินส่งลูกเรียนจบได้ แล้วปิดความเสี่ยงเรื่องอายุสั้นด้วยประกันชีวิต ตอนนี้น่าจะได้แนวคิดวิธีคำนวณเงินค่าเทอมที่จะต้องเตรียมให้ลูกในระยะกลางและยาวแล้วนะคะ อ่านแล้วไม่จำเป็นต้องทำตามเหมือนเป๊ะเพราะแต่ละครอบครัวแตกต่างกัน ควรนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้กับแผนการเงินของตัวเองนะคะ

————

PR : Workshop และ E-book

=> จองเวลา Workshop วิธีจัดการเงินขั้นเทพ @เชียงใหม่ https://bit.ly/2POuvcv

=> E-book “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” สรุปเคล็ดลับวิธีจัดการเงินแบบไม่ต้องคลำทางเอง อ่านแล้วทำ workshop ครบทุกเรื่อง รับรองว่าจัดการเงินดีขึ้นแน่นอน

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3107277445976518/?type=3&theater

เพจอภินิหารเงินออม

แนวทางสอนลูกใช้เงิน

ถ้าต้องการให้ลูกเติบโตขึ้นมากลายเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบตัวเองได้ ลดโอกาสสร้างหนี้ที่เกินความจำเป็น เราควรสอนให้ลูกรู้จักวิธีใช้เงินจาก “เงินค่าขนม” เพราะเวลาลูกเรียนจบแล้วก็ต้องทำงาน อาจจะได้รับเงินรายเดือนจากงานประจำหรือรับเงินก้อนจากฟรีแลนซ์ ลูกจะได้รู้ว่าควรจัดการเงินอย่างไร

พ่อแม่ไม่สามารถดูแลลูกได้ตลอดชีวิต จึงต้องปลูกฝังแนวความคิดเพื่อให้ลูกคิดเองเป็น โดยเฉพาะเรื่องการเงินที่เป็นหนึ่งปัญหาสำคัญในครอบครัว แม้ว่าเด็กปัจจุบันจะเรียนรู้เองได้จากโลกออนไลน์ แต่ก็ยังไม่สามารถกรองเองได้ว่าอันไหนจริงหรือหลอกลวง พ่อแม่ควรใช้จังหวะนี้เป็นที่ปรึกษาของลูกนะคะ

แนวทางสอนลูกใช้เงิน

การแบ่งใช้เงิน

ถ้าลูกสามารถบวกลบคูณหารเลขได้แล้ว ควรให้เงินค่าขนมรายสัปดาห์ เพื่อให้เขาเรียนรู้วิธีแบ่งเงินให้มีใช้ 5 วัน หากเป็นระดับมหาวิทยาลัยก็แบ่งจ่ายรายเดือน

การจดบัญชีรายรับรายจ่าย

ถ้าลูกใช้เงินหมดก่อนครบ 5 วันแล้วจะขอเงินเพิ่ม ควรตกลงกันไว้ว่าจะต้องเอาบัญชีรายจ่ายมาให้ดูว่าหมดเงินไปกับอะไร บางโรงเรียนให้ผู้ปกครองเติมเงินเข้าไปในบัตรประจำตัวนักเรียนเพื่อให้เด็กสแกนจ่ายเงินซื้อของในโรงเรียน พ่อแม่ก็จะมีข้อมูลว่าลูกใช้เงินอย่างไร

ตัดสินใจก่อนจ่ายเงิน

เด็กหลายคนไม่กินข้าวกลางวันที่โรงเรียนจัดให้ แต่เงินหมดไปกับค่าขนม ถ้าพ่อแม่รู้ข้อมูลนี้จากบัญชีรายจ่ายที่ลูกจดมาให้ ก็จะอธิบายให้ลูกฟังได้ว่าถ้ากินข้าวกลางวันอิ่มแล้ว ก็จะกินขนมน้อยลง มีเงินเหลือมาหยอดกระปุกออมสินมากขึ้น เก็บไว้ซื้อของที่อยากได้ 

ออมก่อนใช้จ่าย

ลูกได้เงินค่าขนมมาแล้วก่อนไปโรงเรียนแบ่งไปหยอดกระปุกออมสิน …… บาท ส่วนที่เหลือค่อยเอาไปซื้อขนมที่ชอบ พอกลับมาตอนเย็นมีเงินเหลือก็ใส่กระปุกออมสินเพิ่มได้ ส่วนพ่อแม่ก็อาจจะใช้วิธีจูงให้ว่าจะช่วยสมทบเงินออมให้ด้วย

บัญชีธนาคารออนไลน์

นอกจากพาลูกไปเปิดบัญชีธนาคารฝากเงินแล้ว ควรสอนวิธีการใช้งานบัญชีธนาคารออนไลน์ด้วย เพื่อให้ลูกติดตามเงินฝากเติบโตได้บนมือถือ รวมถึงอธิบายข้อดีและข้อควรระวังว่ามีอะไรบ้าง เช่น

  • แอพธนาคารที่ถูกต้องตามกฎหมายหน้าตาเป็นอย่างไร 
  • ห้ามส่งข้อมูลส่วนตัวหรือส่ง SMS ตอบให้คนที่ไม่รู้จักเพราะจะถูกล้วงข้อมูล 
  • หากเกิดบัญชีธนาคารปัญหาควรติดต่อเบอร์โทรหรือส่ง inbox ในช่องทางไหน

ทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดของอภินิหารเงินออมที่ได้จากประสบการณ์ส่วนตัวที่แม่สอนมาและสังเกตจากคนรอบข้าง มันไม่ใช่สูตรสำเร็จเพราะแต่ละครอบครัวมีวิธีสอนลูกแตกต่างกัน ควรนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับครอบครัวของตัวเองนะคะ

————

PR : Workshop และ E-book

=> จองเวลา Workshop วิธีจัดการเงินขั้นเทพ @เชียงใหม่ https://bit.ly/2POuvcv

=> E-book “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” สรุปเคล็ดลับวิธีจัดการเงินแบบไม่ต้องคลำทางเอง อ่านแล้วทำ workshop ครบทุกเรื่อง รับรองว่าจัดการเงินดีขึ้นแน่นอน https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3107277445976518/?type=3&theater

#อภินิหารเงินออม

เราควรมีทุนประกันชีวิตเท่าไหร่?

จากข่าวเรื่องทายาทกระทิงแดงที่กำลังโด่งดังอยู่ตอนนี้ มีความรู้การเงินที่สำคัญแทรกอยู่ด้วยว่าตัวเราควรทำประกันชีวิตเท่าไหร่ 

ค่าเสียโอกาส

แม้ว่าชีวิตของเราไม่สามารถตีราคาได้ แต่ถ้าวันหนึ่งเราต้องกลายเป็นผู้เสียหายแล้วต้องการได้รับเงินเยียวยา จึงต้องมีแนวคิดว่าควรเรียกค่าเสียหายจากคนที่ทำให้เราบาดเจ็บเท่าไหร่ เช่น เราเกิดอุบัติเหตุนอนป่วยไปทำงานไม่ได้ 1 เดือน เสียเวลาในการหาเงินไปวันละกี่บาท ค่ารักษาพยาบาลจนกว่าจะหายป่วย ค่าเสียขวัญ ฯลฯ

รวมทั้งหมดแล้วเป็นจำนวนเงินที่เราควรจะได้รับ สมมติว่าเป็นเงิน 500,000 บาท เราจะได้รับเงินหรือไม่ขึ้นอยู่กับคู่กรณี

  • ถ้าคนที่ทำให้เราบาดเจ็บเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัว มันก็ยากที่เราจะได้รับเงินเยียวยา 500,000 บาท แต่เรามีทางออกแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ด้วยประกันสังคมและเบิกกับประกันสุขภาพ ทำให้เราได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลและเงินที่ได้รับจากการนอนโรงพยาบาล 30 วัน จ่ายให้ญาติเดินทางให้ญาติที่มาดูแล 
  • ถ้าคนที่ทำให้เราบาดเจ็บเป็นเจ้าของธุรกิจมีฐานะร่ำรวยและมีความรับผิดชอบ เขาก็จะดูแลเราเป็นอย่างดี อาจจะให้เงินค่าเสียเวลามากกว่าที่เราต้องการก็ได้

มันเป็นค่าเสียโอกาสที่เราไม่ได้รับเงินช่วงเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล แต่การเสียชีวิตทำให้เราเสียโอกาสสร้างรายได้ไปตลอดชีวิต เราสามารถปกป้องรายได้ในอนาคตส่วนนี้ได้ เริ่มจาก…

1. ตลอดชีวิตเราสร้างรายได้ให้ครอบครัวเท่าไหร่ (คำนวณทุนประกันชีวิต)

จากข่าวนี้เราจะเห็นวิธีการคำนวณเงินเยียวยาที่มาจาก “ความสามารถในการหารายได้”  ซึ่งตรงกับแนวคิดการคำนวณทุนประกันชีวิตที่เรียกว่า Human Life Value Approach ทำให้รู้ว่าช่วงเวลาที่เหลืออยู่ เราสามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวเท่าไหร่ จึงนำตัวเลขนี้มาเป็นทุนประกันชีวิต เพื่อสร้างความมั่นใจว่าครอบครัวมีรายได้จากเราแน่นอน

ตัวอย่าง ตอนนี้เราเป็นสาวสวยอายุ 30 มีรายได้เดือนละ 35,000 บาท ทำงานไปเรื่อยๆถึงอายุ 60 ควรมีทุนประกันชีวิตเท่าไหร่

  • ตั้งแต่อายุ 30 – 60 มีเวลาทำงานรวม 30 ปีหรือ 360 เดือน
  • สมมติเงินเดือนคงที่ 35,000 บาท เวลา 360 เดือน เรามีรายได้ให้ครอบครัวอย่างน้อย 35,000 x 360 = 12,600,000 บาท (ยังไม่รวมรายได้ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต)
  • ถ้าอายุ 31 เสียชีวิต เงิน 12,600,000 บาทที่ครอบครัวจะได้รับก็หายไปด้วย ดังนั้น เราควรซื้อทุนประกันไว้ที่ 12,600,000 บาท 

2. เลือกประกันชีวิตที่ตอบโจทย์

เป้าหมาย คือ การคุ้มครองความสามารถในการหารายได้ 12,600,000 บาท อีก 30 ปีข้างหน้า เป็นค่าเสียโอกาสที่เราทำงานไม่ได้ตลอดชีวิต ถ้าอายุยืนเราหารายได้มากกว่านี้ แต่ถ้าอายุสั้น เรามีเงินก้อนดูแลครอบครัวแน่นอน ประกันชีวิตที่เหมาะสมควรเน้นทุนประกันสูง คือ

แบบชั่วระยะเวลา

เบี้ยประกันปีละ 30,988 บาท จ่าย 20 ปี คุ้มครอง 20 ปี สิ่งที่เราจะได้รับ

  • การเสียชีวิตภายใน 20 ปี มีเงินก้อนดูแลครอบครัว 12,700,000 บาท 
  • ไม่มีมูลค่าเงินสด ปีที่ 21 เงินมีค่าเท่ากับ 0 บาท

แบบควบการลงทุน

เบี้ยประกันปีละ 50,400 บาท จ่าย 20 ปี คุ้มครองตลอดชีวิตถึง 99 สิ่งที่เราจะได้รับ

  •  กรณีทุพพลภาพ มีเงินดูแลตัวเอง 12,600,000 บาท
  •  การเสียชีวิตได้รับ 12,600,000 + เงินจากการขายกองทุนรวม
  •  ทุพพลภาพหลายปีแล้วเสียชีวิต มีเงินจากส่วนทุพพลภาพมาดูแลตัวเอง 12,600,000 บาท + เสียชีวิต 12,600,000 + เงินจากการขายกองทุนรวม
  •  จำเป็นเรื่องเงินถอนเบี้ยประกันออกมาใช้ได้ (ต้องจ่ายเบี้ยประกันมาแล้ว 10 ปี)

ไม่แนะนำ!!

ประกันแบบสะสมทรัพย์ แบบบำนาญ แบบตลอดชีพ เพราะทุนประกันเท่ากัน แต่เบี้ยประกันจ่ายมากกว่าปีละ 200,000 บาท (เบี้ยประกันจะแตกต่างกันตามอายุ เพศ ทุนประกันนะคะ)

ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น เงินออมทรัพย์ สลากออมสิน หุ้น กองทุน ทองคำ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ฯลฯ มีลักษณะและตอบโจทย์เป้าหมายการเงินที่แตกต่างกัน เหมือนการเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะกับสถานที่ที่จะไปว่าไปงานศพ งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่นั้นควรแต่งตัวอย่างไร เรื่องนี้เป็นการสร้างความมั่นใจว่าครอบครัวมีรายได้แน่นอน จึงต้องใช้ “ประกันชีวิต” ที่ใช้เงินหลักหมื่น เพื่อสร้างความคุ้มครองหลักล้าน

ยิ่งเรามีความรู้การเงินกว้างเท่าไหร่ 

ก็จะมีทางเลือกให้ตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

————

PR : Workshop และ E-book

=> จองเวลา Workshop วิธีจัดการเงินขั้นเทพ @เชียงใหม่ https://bit.ly/2POuvcv

=> E-book “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” สรุปเคล็ดลับวิธีจัดการเงินแบบไม่ต้องคลำทางเอง อ่านแล้วทำ workshop ครบทุกเรื่อง รับรองว่าจัดการเงินดีขึ้นแน่นอน https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3107277445976518/?type=3&theater

เพจอภินิหารเงินออม

อยากเช็คข้อมูลบริจาค E-Donation ต้องทำยังไง?

พี่ครับ ผมจะเช็คข้อมูลบริจาค E-donation ได้จากไหนบ้าง?

คำตอบ คือ เช็คได้ที่บริการชื่อว่า MyTAXAccount ครับผม ซึ่งเป็นระบบในการตรวจสอบข้อมูลสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี โดยสามารถคลิกที่ลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยครับผม

https://mytaxaccount.rd.go.th/MyTaxAccount/MainPage.jsp

เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว เราจะกรอกข้อมูลของเรา (เหมือนกับข้อมูลยื่นแบบแสดงรายการภาษี) โดยประกอบด้วย

1. เลขประจำตัวบัตรประชาชน
2. รหัสผ่าน (ที่ใช้ยื่นแบบผ่านเน็ต)
3. เลขหลังบัตรประชาชน

เมื่อเข้าสู่ระบบได้ เราจะรู้ข้อมูลลดหย่อนภาษีต่อไปนี้

1. ยอดบริจาค e-Donation
2. ข้อมูลประกันสุขภาพ
3. กบข. (ข้าราชการ)
4. ประกันสังคม (อัพเดท) 

โดยเราสามารถใช้ข้อมูลนี้ยื่นแบบภาษีได้เลย เพราะถือว่าเป็นข้อมูลที่เชื่อมกับระบบกรมสรรพากรจ้า ซึ่งถ้าหากข้อมูลตรงกัน เราจะไม่ถูกขอเอกสารเพื่อทำการตรวจสอบครับ 

สำหรับใครที่ไม่แน่ใจ ดูรูปในโพสนี้ที่เพจ TAXBugnoms ประกอบได้เลยครับผม

สุดท้ายนี้ ถ้าใครชอบบทความแบบนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

ปีนี้มีอดใช้สิทธิอัตราภาษี SMEs เพราะมีรายได้เกิน แต่ถ้าปีหน้ารายได้ลด กลับมาใช้อัตรา SMEs ได้ไหม?

ปีนี้มีรายได้เกิน 30 ล้านบาท ทำให้ไม่ได้สิทธิลดอัตราภาษี SMEs แต่ถ้าปีหน้ารายได้ลดลง แบบนี้จะกลับมาใช้สิทธินี้ได้หรือเปล่า?

คำถามเต็ม ๆ มีอยู่ว่า ปี 2562 บริษัทมีรายได้เกิน 30 ล้านบาท ทำให้ต้องเสียภาษีนิติบุคคลในอัตรา 20% แต่ถ้าปีถัดไปหรือปีอื่นรายได้ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ยังคงต้องเสียภาษีอัตรา 20% เหมือนเดิม หรือมีเงื่อนไขอื่น ที่สามารถกลับไปใช้อัตราภาษี SMEs ได้ไหม

คำตอบแบบสั้น ๆ เข้าใจง่าย คือ หลุดแล้วหลุดเลยไม่ได้กลับมาใหม่ จงทำใจแล้วเสียภาษี 20% ตลอดไปครับ เพราะว่ากฎหมายถือว่า กิจการเติบโตไปแล้ว ไม่สามารถย้อนเวลากลับมาได้ อารมณ์เหมือนคนที่เคยเป็นเศรษฐีก็ไม่สามารถบอกว่าตัวเองไม่เคยเป็นเศรษฐีได้ยังไงอย่างนั้น (ผ่าง)

“มาตรา ๖ ให้ลดอัตราภาษีเงินได้ตาม (ก) ของ (๒) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แห่งบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด ๓ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บในอัตราดังต่อไปนี้ ทั้งนี้ เฉพาะบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกินห้าล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสามสิบล้านบาท

อ้างอิง – พระราชกฤษฎีกา 530 เรื่อง ลดอัตราภาษีเงินได้ และปรับปรุงการลดอัตราและยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล บางกรณี

จากข้อกฎหมายจะเห็นว่า ต้องมีทั้งสองเงื่อนไขประกอบกัน นั่นคือ ทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาท และ รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี และต้องไม่มีรอบบัญชีไหนที่มีทุนชำระแล้วในวันสิ้นรอบ เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ในรอบบัญชีนั้นเกิน 30 ล้านบาท ถึงจะสามารถใช้สิทธิลดอัตราภาษีได้อย่างถูกต้อง โดยเงื่อนไขของการลดอัตราภาษีนั้นเป็นดังนี้ครับ

มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของมาตรา๖แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๕๓๐) พ.ศ. ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(๑) กำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่เกินหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทแต่ไม่เกินหนึ่งล้านบาทให้คงจัดเก็บในอัตราร้อยละสิบห้าของกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕แ ต่ไม่เกินวันที่ ๓๑ ธันวาคมพ.ศ. ๒๕๕๕ กำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่เกินสามแสนบาทแต่ไม่เกินหนึ่งล้านบาทให้คงจัดเก็บในอัตราร้อยละสิบห้าของกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่๑มกราคมพ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นต้นไป”

มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา๗แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่๕๓๐) พ.ศ. ๒๕๕๔และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๗ ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน๓หมวด๓ในลักษณะ๒แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินห้าล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสามสิบล้านบาทสำหรับกำไรสุทธิดังต่อไปนี้                              

(๑) กำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกินหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทแรกสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่๑มกราคมพ.ศ. ๒๕๕๕แต่ไม่เกินวันที่๓๑ธันวาคมพ.ศ. ๒๕๕๕

(๒) กำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกินสามแสนบาทแรกสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคมพ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นต้นไป”

อ้างอิง พระราชกฤษฎีกา 564 เรื่อง การลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร เรื่อง การลดอัตราและยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 530

หรือถ้าให้สรุปง่ายๆ คือ กำไรสุทธิของธุรกิจที่เป็น SMEs ตามเงื่อนไขที่ว่ามาจะเสียภาษีดังนี้ครับ

กำไรสุทธิ อัตราภาษี
ไม่เกิน 300,000 บาท     ยกเว้น
เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท 15%
เกิน 3,000,000 บาท ขึ้นไป   20%

ดังนั้นใครมีรายได้และทุนที่เข้าเงื่อนไข SMEs อย่าลืมใส่ใจเรื่องนี้ด้วยนะครับ

สุดท้ายนี้ ถ้าใครชอบบทความแบบนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

ค่าธรรมเนียมธนาคารที่ไม่มีใบเสร็จ (ตัดบัญชี) แบบนี้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ไหม?

จ่ายค่าธรรมเนียมธนาคาร (ตัดบัญชี) แต่ไม่ได้ขอใบเสร็จจากธนาคารซักที เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ไหม ? เหตุผลเพราะอะไร ?

คำถามนี้น่าสนใจในประเด็นที่ว่า เป็นรายจ่ายของธุรกิจแน่ ๆ และตัดจากบัญชีธนาคารของเราโดยตรง (เพราะธนาคารเรียกเก็บ) เช่น ค่าธรรมเนียมธนาคารที่คิดเป็นรายปี และค่าใช้จ่ายแบบนี้บางทีเราก็ลืมขอใบเสร็จจากทางธนาคาร ดังนั้นจะสามารถใช้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่

คำตอบ ในมุมของผม คือ ได้ครับ เพราะว่าเหตุผลสั้น ๆ 2 ข้อ ดังนี้

ข้อแรก ค่าใช้จ่ายนี้เป็นรายจ่ายเกี่ยวกับธุรกิจไม่ใช่ส่วนตัว เพราะค่าธรรมเนียมธนาคาร (ชื่อบัญชีบริษัท) ย่อมแปลว่าเป็นรายจ่ายของธุรกิจไม่ต้องสงสัย เพราะบริษัทใช้บัญชีนี้ในการรับจ่ายเงินแน่นอน และมีข้อมูลการบันทึกทุกอย่างที่ถูกต้องให้สามารถพิสูจน์ได้

   (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ
   (14) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ

อ้างอิงจากมาตรา 65 ตรีแห่งประมวลรัษฏากร

ข้อสอง รายจ่ายนี้สามารถพิสูจน์ผู้รับได้ชัดเจนไม่ต้องสงสัย หลายคนมักจะสับสนเรื่องหลักฐานว่าต้องมีตามข้อกฎหมายแต่ความเป็นจริงแล้วกฎหมายใช้คำว่า “พิสูจน์ผู้รับ” เป็นหลัก

(18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ

ซึ่งกรณีนี้รู้แน่ชัดว่า ผู้รับเงิน คือ “ธนาคาร” การจ่ายแบบนี้ไม่ได้โอนให้ใครฟรี ๆ รหัสบัญชีก็ชัด แถมรายการที่ระบุไว้ก็เด่นเป็นสง่าว่าตัดบัญชีแน่นอนแบบนี้ก็ย่อมเชื่อถือได้ว่าไม่ใช่รายการเท็จที่กิจการสร้างขึ้นมาเอง

ในกรณีการบันทึกบัญชี ถ้าจะให้เสร็จสวยงามกว่านั้นเราอาจจะทำใบบันทึกบัญชี (ใบสำคัญจ่าย) เพื่อใช้ลงหลักฐานรายการนี้ได้อย่างชัดเจนก็พอครับ หรือถ้าคิดว่าไม่เสียเวลา ก็ติดต่อธนาคารขอใบเสร็จรับเงินเพิ่มเติมก็ได้ เพื่อให้สามารถเป็นรายจ่ายได้อย่างถูกต้อง

ดังนั้นจะทำให้เราเข้าใจประเด็นนอกเหนือจากนี้ว่า การพิสูจน์ผู้รับ = รู้ว่าใครเป็นคนรับ คือ สิ่งสำคัญของการเป็นรายจ่ายทางภาษีนั่นเองครับผม 

สุดท้ายนี้ ถ้าใครชอบบทความแบบนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

ทำประกัน OPD ให้พนักงาน ต้องทำให้ทุกคนไหม? เลือกทำให้แค่บางคนได้หรือเปล่า?

ทำประกันให้พนักงานแค่บางคนได้ไหม
หรือว่าต้องทำให้ทุกคนถึงจะเป็นรายจ่ายได้

คำถามเต็ม ๆ คือ หนูอยากสอบถามว่า ถ้าบริษัททำประกันให้พนักงาน สามารถยกเว้นพนักงานบางตำแหน่งได้ไหมคะ หรือต้องทำให้ทุกคนทุกตำแหน่ง (หมายถึงประกัน OPD)

อันดับแรก ขอให้ทำความเข้าใจก่อนว่า ประกันที่สามารถเป็นสวัสดิการพนักงานได้ โดยไม่ต้องถือเป็นรายได้ของพนักงาน คือ ประกันกลุ่มที่มีกำหนดเวลาไม่เกิน 1 ปี โดยได้รับยกเว้นตามข้อ 2 (77) กฎกระทรวงฉบับที่ 126 และสามารถถือเป็นรายจ่ายทางภาษีของบริษัทได้โดยไม่ต้องห้ามตามกฎหมายด้วยครับผม

(77) เงินได้เท่าที่นายจ้างจ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัยที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักร สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มที่มีกำหนดเวลาไม่เกินหนึ่งปี เฉพาะในส่วนที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสำหรับ

(ก) ลูกจ้าง สามี ภริยา บุพการีหรือผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของลูกจ้าง ทั้งนี้ เฉพาะการรักษาพยาบาลในประเทศไทย

(ข) ลูกจ้าง ในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ ในขณะที่ปฏิบัติการตามหน้าที่ในต่างประเทศเป็นครั้งคราว

ทั้งนี้ สำหรับเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2549 เป็นต้นไป ”

ข้อ 2 (77) กฎกระทรวงฉบับที่ 126 

สำหรับคำถามในกรณีนี้ คือ มีการเลือกปฎิบัติ ถ้าให้ตอบแบบเคร่งครัดก็ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถเป็นรายจ่ายได้ เพราะว่าเป็นการเลือกปฎิบัติไม่ใช่การให้แบบกลุ่มตามที่่ตกลงกันไว้นั่นเองครับ ซึ่งแนวทางข้อหารือของกรมสรรพากรส่วนใหญ่มักจะมีคำว่า “ประกันกลุ่ม” หรือ “พนักงานทุกคนเป็นการทั่วไปตามระเบียบสวัสดิการพนักงานของบริษัท” ดังนั้นอาจจะต้องระวังในส่วนนี้ครับ

ดังนั้นสรุปในกรณีนี้ (มุมมองผม) มองว่าควรทำแบบไม่เลือกปฎิบัติให้กับพนักงานทุกคน ซึ่งจะเป็นผลดีและไม่มีปัญหาเรื่องนี้ในภายหลังครับ (ในกรณีที่ต้องการให้อยู่ในรูปแบบของประกันกลุ่มที่ไม่ต้องถือเป็นเงินได้ของพนักงาน)

แต่อย่างไรก็ดี ในการเลือกปฎิบัติแบบนี้ ยังสามารถถือเป็นรายจ่ายของบริษัทได้นะครับ เพียงแต่ว่าต้องถือเป็นรายได้ของพนักงานเท่านั้นเองครับผม

สุดท้ายนี้ ถ้าใครชอบบทความแบบนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ เกิน 20,000 บาท จะต้องเสียภาษีใช่ไหม

ถามหน่อยครับ ถ้าได้ดอกเบี้ยออมทรัพย์ เกิน 20,000 บาท ควรทำยังไงดี?

คำถามเต็มๆ คือ รบกวนสอบถามหน่อยครับ เกี่ยวกับภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก ในกรณีเราได้รับดอกเบี้ยเกิน 20,000 บาทต่อปี แปลว่าเราต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ไม่ว่าจะยินยอม หรือไม่ยินยอมส่งข้อมูลให้สรรพากร ถูกต้องไหมครับ

คำตอบแรก คือ เข้าใจถูกแล้วครับ การที่ ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร เป็นเรื่องที่ต้องแยกคุยกับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ครับ นั่นคือ การส่งข้อมูลให้สรรพากรมีอยู่ 2 กรณี คือ

1. เข้าเกณฑ์รายการธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ที่เป็นเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดให้ส่งข้อมูลให้กับสรรพากร เช่น มีเงินเข้าบัญชีถึง 3,000 ครั้งในระหว่างปี หรือ 400 ครั้งและมียอดเงินรวม 2 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งสามารถดูเพิ่มเติมได้ในคลิปด้านล่างนี้ครับ 

2. ส่งในกรณีของ ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ ซึ่งเป็นข้อมูลการคำนวณดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารมีหน้าที่ส่งให้กับสรรพากร โดยผู้เป็นเจ้าของบัญชีมีสิทธิปฎิเสธการส่งข้อมูลได้ โดยการแจ้งความประสงค์ที่ธนาคาร 

ถ้ามองในมุมของดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ที่ถามมา ก็มักจะมีคำถามต่อ คือ แล้วการยินยอม และไม่ยินยอม ให้ธนาคารส่งข้อมูลดอกเบี้ยไปให้ทางกรมสรรพากร มีความแตกต่าง และข้อดีข้อเสีย ยังไงบ้าง?

คำตอบแบ่งออกเป็น 2 กรณีดังนี้ครับ 

1. กรณีปกติ คือ ดอกเบี้ยไม่ถึง 20,000 บาทต่อปี เราจะได้รับสิทธิไม่เสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% หากยอมให้ส่งข้อมูลตามปกติ แต่ถ้าไม่ยินยอมให้ส่งข้อมูล ก็จะถูกหักภาษีไว้ 15% ทันที โดยไม่ได้รับสิทธิยกเว้นดอกเบี้ยในส่วนนี้ครับ 

2. แต่ถ้ากรณีที่มีดอกเบี้ยเกิน 20,000 บาทต่อปี การส่งหรือไม่ส่งก็จะถูกหักภาษี 15% อยู่ดี เพราะเป็นจำนวนเงินที่ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้อีกต่อไป

กรณีผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากตามข้อ ๒ จากทุกธนาคารรวมกัน มีจำนวนทั้งสิ้นเกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ตลอดปีภาษีนั้น ให้แจ้งแก่ธนาคารผู้จ่ายดอกเบี้ยดังกล่าว เพื่อหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งตามมาตรา ๕๐ (๒) และมาตรา ๕๒ แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่ธนาคารผู้จ่ายดอกเบี้ยแต่ละแห่งได้จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวมีจำนวนรวมกันทั้งสิ้นเกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ตลอดปีภาษีนั้นให้ธนาคารผู้จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากนั้นหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งตามมาตรา ๕๐ (๒) และมาตรา ๕๒ แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อ 5 ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้(ฉบับที่ 55)

โดยสรุปแล้ว ความเห็นของพรี่หนอมที่มีต่อกรณีนี้คือ การถูกหรือไม่ถูกส่งข้อมูลในกรณีนี้ ไม่ได้มีผลอะไรครับ เพราะการถูกส่งมันคือการส่งวิธีคำนวณดอกเบี้ยเท่านั้น ซึ่งต่อให้ไม่ส่ง กรมสรรพากรก็รู้รายได้ส่วนนี้จากยอดภาษีที่เราถูกหักไว้อยู่ดีครับ แต่ถ้ารู้สึกไม่สบายใจที่จะถูกส่งข้อมูลการคำนวณ ก็ให้แจ้งทางธนาคารว่าไม่ต้องการให้ส่งข้อมูลส่วนนี้ครับ (อันนี้เป็นเรื่องของความต้องการส่วนบุคคลมากกว่า) แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแม้ว่าดอกเบี้ยจะไม่ถึง 20,000 บาทต่อปีนะครับ

ดังนั้น เลือกทางที่สบายใจดีกว่าครับ แต่บอกได้แค่ว่า สุดท้ายแล้วถ้าหากสรรพากรสงสัย ยังไงก็มีวิธีการตรวจสอบเราได้อยู่ดี เพราะอำนาจตามกฎหมายมีไว้ตั้งแต่แรกนั่นเองครับ

สุดท้ายนี้ ถ้าใครชอบบทความแบบนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม  

[แชร์ประสบการณ์] 3 ขั้นตอนก่อนตัดสินใจว่าเราควรเก็บเงินไว้ที่ไหน

เมื่อแต่ละคนมีรายได้ ไลฟ์สไตล์ ความรับผิดชอบภายในครอบครัวและมีเป้าหมายการใช้เงินที่แตกต่างกัน จึงใช้วิธีจัดการเงินไม่เหมือนกัน ก่อนหน้านี้อภินิหารเงินออมเขียนบทความหรือโพสต์หน้าเพจเป็นแนวคิดทางการเงินไปเยอะมาก หลังจากนี้จะพยายามหาตัวอย่างจริงเพื่ออธิบายให้เห็นภาพว่าแต่ละแนวคิด นำมาใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างไร

คุณพี่ในตัวอย่างนี้อนุญาตให้นำเรื่องราวมาเผยแพร่ได้ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้อ่านเห็นภาพชัดเจนและเข้าใจวิธีจัดการเงินได้ดีมากขึ้น คุณพี่ท่านนี้มาสมัครเรียนคอร์สการเงินส่วนตัวกับอภินิหารเงินออมที่เชียงใหม่ เป้าหมายเพื่ออยากรู้ว่าตัวเองควรจัดการเงินอย่างไร เราเริ่มต้นกันที่…

3 ขั้นตอนก่อนตัดสินใจว่าเราควรเก็บเงินไว้ที่ไหน

ขั้นตอนที่ 1 ต้องการเก็บเงินไปเพื่ออะไร

แนวคิดการเงิน

ถ้าเป้าหมายการเงินชัดเจน อะไรๆก็ชัดเจน ทำให้เรารู้ว่าแต่ละเดือนควรเก็บเงินอย่างไร เพื่อไปให้ถึงแต่ละเป้าหมายตามที่คิดไว้

  • เราต้องการใช้เงินไปกับเรื่องอะไรบ้าง 
  • จำนวนเงินเท่าไหร่และจะใช้เงินแต่ละก้อนตอนไหน อีกกี่วัน อีกกี่เดือนหรืออีกกี่ปี 
  • เรียงลำดับความสำคัญ 1 , 2 , 3 , … เพื่อจะได้รู้ว่าควรทำอะไรให้เสร็จก่อนหลัง

อ่านถึงตรงนี้อาจจะเห็นว่าทำง่ายๆ แต่ความจริงแล้วก็ต้องใช้เวลานึกนานมากกว่าจะเขียนเสร็จ เพราะส่วนใหญ่รู้ว่าต้องการใช้เงินทำอะไร แต่ไม่เคยรวมตัวเลขว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่และมีบางเรื่องที่มองข้ามไป เช่น การจ้างคนมาดูแลพ่อแม่ ค่าเทอมที่ต้องรวมเงินเฟ้อ  

ตัวอย่าง

คุณพี่ท่านนี้เป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว มีลูก 1 คน อายุ 4 ขวบ จึงทุ่มเทกับลูกเยอะมาก รวมถึงวางแผนป้องกันความเสี่ยง โดยการซื้อประกันชีวิตความคุ้มครองรวมกันมากกว่า 10 ล้านบาท ถ้าอายุยืนหาเงินมาเลี้ยงดูลูกได้ แต่ถ้าโชคร้ายอายุสั้นจะมีเงินก้อนจากประกันชีวิตมาดูแลลูกไปจนกระทั่งเรียนจบ เป้าหมายการเงินของเขา คือ

  1. เงินฉุกเฉินเพิ่มขึ้น xxx,xxx บาท เก็บให้เร็วที่สุด
  2. ค่าเทอมของลูก x,xxx,xxx บาท เก็บแบบรายปี
  3. สร้างธุรกิจ xxx,xxx บาท อีก 2 ปีข้างหน้า
  4. เงินเกษียณของตัวเอง xx,xxx,xxx บาท อีก 20 ปีข้างหน้า

ขั้นตอนที่ 2 เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน

แนวคิดการเงิน

การตรวจสุขภาพการเงิน โดยใช้ตัวเลขในงบการเงินส่วนบุคคล คือ รายได้ รายจ่าย ทรัพย์สินและหนี้สิน มาคำนวณอัตราส่วนทางการเงิน ทำให้รู้ว่าตอนนี้เรามีจุดแข็งและจุดอ่อนการเงินอะไรบ้าง ทั้งเรื่องสภาพคล่อง หนี้สิน การออมและการลงทุน รวมถึงเรื่องประกันชีวิตและประกันสุขภาพ

ตัวอย่าง

แม้ว่างานของคุณพี่จะยุ่งแค่ไหน แต่ก็ยังแบ่งเวลาทำการบ้านสรุปข้อมูลการเงินที่จะต้องใช้ในการวางแผนการเงินมาให้ทางอีเมล์ คือ

  • รายได้ รายจ่าย 
  • ทรัพย์สิน หนี้สิน 
  • สรุปกรมธรรม์ประกันชีวิต

มีบางตัวเลขที่ยังไม่ชัดเจน ก็ต้องนัดคุยกันอีกครั้งเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม เขาบอกว่าก่อนหน้านี้ทำประกันชีวิตหลายเล่ม แต่ไม่รู้ว่ามีความคุ้มครองอะไรบ้าง การสรุปกรมธรรม์เองทำให้เขารู้ว่าประกันแต่ละเล่มซื้อมาเพื่อปิดความเสี่ยงเรื่องอะไร เช่น

  • ถ้าป่วยโรคร้ายแรง เคลมกับบริษัท A 
  • ถ้าเป็นอุบัติเหตุทั่วไป เคลมกับบริษัท B 
  • ถ้าเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล เคลมกับบริษัท C
  • ถ้าทุพพลภาพหรือเสียชีวิต เคลมกับบริษัท D 

แม้ว่าคุณพี่ท่านนี้จะมีประกันสังคมและสวัสดิการจากบริษัท แต่ก็ยังจัดเต็มเรื่องประกันชีวิตและประกันสุขภาพโรคร้ายแรง เพราะเขาต้องการความมั่นใจว่าครอบครัวไม่ต้องมาเดือดร้อนเรื่องค่ารักษาแน่นอน นับว่าเป็นคนที่วางแผนรักษาความมั่งคั่งให้ครอบครัวดีมากๆ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้อัตราส่วนทางการเงิน พบว่า…

  • จุดแข็ง คือ สภาพคล่อง หนี้สิน อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • จุดอ่อน คือ เรื่องการลงทุน ที่มีน้อยเกินไป

ขั้นตอนที่ 3 ตอนนี้ควรจัดการเงินอย่างไร เก็บเงินไว้ที่ไหน

แนวคิดการเงิน

ควรเลือกที่เก็บเงินให้เหมาะสมกับเป้าหมายการเงิน เหมือนกับการเลือกสวมเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสถานที่ที่จะไป เราควรเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์การเงินแต่ละแบบคืออะไร ใช้งานแตกต่างกันอย่างไร เพื่อจะได้เลือกให้เหมาะสมกับเป้าหมายอะไรในระยะสั้น กลางและยาว

ตัวอย่าง

จากเป้าหมายการเงินและการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน คุณพี่ท่านนี้ควร…

  • รักษาระดับเรื่องของสภาพคล่องและหนี้สินที่ดีนี้ไว้ 
  • เก็บเงินลงทุนเพื่อเกษียณพร้อมกับวางแผนภาษีด้วย RMF และประกันบำนาญ
  • เปิดบัญชีกองทุนรวมเพื่อ DCA เก็บเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณ 

หลังจากวางแผนแล้วสิ่งสำคัญ คือ ควรทบทวนแผนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เผื่อชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงอะไรสามารถปรับเปลี่ยนแผนได้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์

แนะนำบทความที่ควรอ่านเพิ่มเติม

วิธีการสรุปกรมธรรม์

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.640806552623632/3027980123906251/?type=3&theater

วางแผนจัดการเงิน เราทำเองได้ง่ายมากๆ

https://www.facebook.com/pg/miracleofsaving/photos/?tab=album&album_id=3051559021548361

————

PR : คอร์สการเงินและ E-book

=> จองเวลา Workshop วิธีจัดการเงินขั้นเทพ @เชียงใหม่ https://bit.ly/2POuvcv

=> ขาย E-book “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” สรุปเคล็ดลับวิธีจัดการเงินแบบไม่ต้องคลำทางเอง อ่านแล้วทำ workshop ครบทุกเรื่อง รับรองว่าจัดการเงินดีขึ้นแน่นอนวิธีการสั่ง E-book และหนังสือเล่มในลิงค์นี้นะคะ https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3107277445976518/?type=3&theater

เพจอภินิหารเงินออม

ราคาทองขึ้นไม่หยุด เราจะขายเลยดีมั้ย

ตอนนี้ราคาทองคำทะลุ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาทองแท่งของไทยเกือบ 30,000 บาท ส่วนค่าเงินบาทอยู่ที่ 30.99 เป็นแนวโน้มแข็งค่า ถ้าค่าเงินบาทอ่อนค่ากว่านี้ เราน่าจะเห็นราคาทองสูงขึ้นอีก ตอนนี้ใครมีทองคำเก็บไว้ก็คงคิดอยู่ว่าจะขายเลยดีมั้ย

แนวทางการตัดสินใจ

เรามองในมุมของนักลงทุนเท่านั้น ผู้อ่านควรฟังนักวิเคราะห์ทองคำเพื่อดูปัจจัยพื้นฐานก่อนตัดสินใจอีกครั้งนะคะ

1. ดูกราฟ : ขายตอนหลุดแนวโน้ม

ราคาขึ้นหรือลงเหมือนกระแสน้ำ ถ้ามองภาพใหญ่มันจะมาเป็นแนวโน้ม การเล่นตามแนวโน้มจะสบายใจกว่าการสวนทาง แนวคิดนี้เราไม่ได้ขายที่จุดสูงสุด เพราะไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน

ถ้าราคายังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ควรปล่อยให้กำไรไปต่อ ใช้จังหวะนี้ปรับพอร์ตลงทุน ทยอยขายล็อกกำไรเป็นระยะๆ แต่ถ้าเห็นสัญญาณหลุดแนวโน้มขาขึ้น ก็ต้องมาดูว่าเราเป็นนักลงทุนแบบไหน ระยะยาวหรือระยะสั้น

  • นักลงทุนระยะยาว : ถ้าต้นทุนต่ำซื้อมาตั้งแต่ 20,000 บาทแล้วต้องการลงทุนระยะยาว ก็เก็บไว้ใช้หลังเกษียณได้ 
  • นักเก็งกำไรระยะสั้น : ซื้อๆขายๆ ตลอดเวลา ถ้าหลุดแนวโน้มแล้วอีกหลายปีจะกลับมาอาจจะทำให้เสียรอบการเก็งกำไร ถ้าดูกราฟแล้วหลุดแนวโน้มควรขายทั้งหมด

เราจะเห็นว่าปี 2006 ราคาทองคำเพิ่มจาก 400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จุดสูงสุดที่ปี 2011 ที่ 1,920 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

จากนั้นก็หลายเป็นแนวโน้มขาลง ตั้งแต่ 2013 แล้วราคากลับขึ้นมาอีกครั้ง 2019

ถ้าเรามองว่าประวัติศาสตร์ซ้ำรอย คิดว่าภาพเดิมจะกลับมาอีกครั้ง ราคาทองยังพีคขึ้นเรื่อยๆ แปลว่า ตอนนี้เราควรปล่อยให้กำไรทำงานต่อไป ปรับสัดส่วนการลงทุนโดยขายบางส่วนล็อกกำไรเป็นระยะๆ 

2. ใช้ความรู้สึก

ความมั่นใจทำให้ฟองสบู่แตก หลายปีที่แล้วอภินิหารเงินออมทำอาชีพเป็นผู้แนะนำการลงทุนหุ้น เป็นช่วงที่ราคาทองคำพาหลายคนไปนั่งหนาวบนยอดดอยที่ 27,000 บาท เห็นลูกค้าที่เป็นนักลงทุนจากมีเงินล้านก็กลายเป็นหนี้เพียงชั่วข้ามคืน

บรรยากาศร้านทองตอนนั้น เราจะเห็นคนเข้าไปต่อคิวซื้อทองคำ บางร้านขายทองหมดจนทางร้านต้องให้จ่ายเงินวางไว้ก่อนแล้วมารับทองทีหลัง บทวิเคราะห์จากหลายโบรกเกอร์มองเป็นทิศทางเดียวกันว่าราคาทองคำต้องไปต่อ สุดท้ายราคาทองคำก็ลงมาต่ำกว่า 1,200  ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนทองไทยราคาต่ำกว่า 20,000 บาท (ภาพข้างบนกราฟแท่งสีแดง)

ความรู้สึกของเราตอนนี้เริ่มใกล้เคียงกับเวลานั้น ตอนนี้เริ่มเห็นหลายโบรกเกอร์ปรับเป้าหมายราคาทองให้สูงขึ้น แต่นักลงทุนยังอยู่ฝั่งขาย ถ้าวันหนึ่งเราเห็นภาพคนมาต่อคิวซื้อทองอีกครั้ง มันก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่ต้องระมัดระวังการลงทุน

เราซื้อกองทุนรวมทองคำจึงแบ่งขายง่าย ส่วนใครที่ซื้อเป็นทองแท่งหรือรูปพรรณ ต้องขายทั้งหมดทีเดียว อาจจะใช้แนวคิดข้างบนประกอบการตัดสินใจก็ได้นะคะ

เงินออมของเราจะไปต่อที่ไหนขึ้นอยู่กับการวางแผนของเรานะคะ

———-

PR : คอร์สการเงินและ E-book

=> คอร์สการเงินที่เชียงใหม่ “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” ครั้งต่อไปจัดวันเสาร์ที่ 15 ส.ค. เวลา 9.00 – 14.00 น. อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/rpp.640628979308056/3099088920128704/?type=3&theater

=> ขาย E-book “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” สรุปเคล็ดลับวิธีจัดการเงินแบบไม่ต้องคลำทางเอง อ่านแล้วทำ workshop ครบทุกเรื่อง รับรองว่าจัดการเงินดีขึ้นแน่นอนวิธีการสั่ง E-book และหนังสือเล่มในลิงค์นี้นะคะ

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3107277445976518/?type=3&theater

เพจอภินิหารเงินออม

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save