“ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง” บทเรียนเมื่อต้องปิดกองทุนตราสารหนี้ถึง 4 กองทุน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา TMBAM Eastspring ได้ประกาศปิดกองทุนตราสารหนี้ จำนวน 4 กองทุน คือ

  • 1.กองทุนเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน (TMBUSB) 
  • 2.กองทุนเปิดทหารไทย ธนไพบูลย์ (TMBBABF) 
  • 3.กองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัส (TMBTHANAPLUS) 
  • 4.กองทุนเปิดทหารไทย ธนไพศาล (TMBBF)

เพื่อนๆ หลายคนก็มีคำถามมาหลังบ้าน aomMONEY มากมายครับ ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วคนที่ถืออยู่จะทำยังไงต่อดี แล้วกองทุนตราสารหนี้ตัวอื่นจะเป็นยังไง?

วันนี้ aomMONEY เลยอาสาสรุปจาก Live กองทุนไหนดีเทปพิเศษที่พี่นัท คลินิกกองทุน และพรี่หนอม TaxBugnoms ได้จัดขึ้นเฉพาะกิจ เพื่อตอบคำถามประเด็น “ปิดกองทุนตราสารหนี้” โดยสรุปเป็นบทความให้เพื่อนๆ อ่านกันง่ายๆ ครับ ดังนี้ครับ

สาเหตุที่ต้อง “ปิดกองทุนตราสารหนี้” ทั้ง 4 คืออะไร?

อย่างแรกเพื่อนๆ ต้องมาทำความเข้าใจพื้นฐานกันก่อนครับว่า “ค่า NAV ของกองทุนหรือมูลค่าของหน่วยลงทุนของกองทุนรวม” ของกองทุนตราสารหนี้ที่ “ขึ้น-ลง” ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ

  • 1. อัตราที่เป็นอัตราดอกเบี้ยกลาง ณ วันนั้น 
  • 2. เครดิตเรตติ้ง หรือ ความหน้าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้น
  • 3. ภาวะตลาดการซื้อขายของตราสารหนี้หรือความต้องการซื้อหรือขายตราสารหนี้ ณ ช่วงเวลานั้นๆ

ซึ่งข้อ 3 น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการปิดทั้ง 4 กองทุนครับ เนื่องด้วยผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้ความมั่นใจของนักลงทุนต่อบริษัทลดลง มีความกังวลว่าบริษัทอาจจะจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ถือตราสารหนี้ไม่ไหว อีกทั้งนักลงทุนหลายคนต้องการถือเงินสด เพราะมีสภาพคล่องที่สุด จึงเร่งขายออกมาเพื่อถือเงินสดไว้ หรือนำเงินไปซื้อสินทรัพย์อื่นต่อ

เพราะฉะนั้น TMBAM Eastspring ที่เป็นบริษัทจัดการกองทุน จึงมีความจำเป็นต้องปิดกองทุนทั้ง 2 กองทุน เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน ตามข้อกำหนดของประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และโครงการจัดการกองทุนรวมครับ

แต่ทั้ง 4 กองทุน ลงทุนในตราสารหนี้ที่ดูมีคุณภาพและทาง กลต. กับ ธปท. เอง ก็เพิ่งประกาศนโยบายช่วยเหลือ ทำไมยังต้องปิดกองทุนอีก?

ถ้าอ้างอิงจากตามประกาศของกลต.และ ธปท.ที่จะเข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องตราสารหนี้นั้น มีเกณฑ์ว่า “ต้องเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีคุณภาพและลงทุนในประเทศเท่านั้น” ซึ่งได้แก่ พันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้เอกชน A- ขึ้นไป ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 แต่ทั้ง 4 กองทุน แม้จะลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ แต่ไม่เข้าเงื่อนไขที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว เพราะมีการลงทุนทั้งในและนอกประเทศ โดยความเห็นส่วนตัวของ “หมอนัท คลินิกกองทุน” มองว่าจากแรงเทขาย ผู้จัดการกองทุนน่าจะคิดว่าการปิดกองในตอนนี้ จะได้รับผลกระทบเรื่องของราคาน้อยที่สุดครับ

แล้วคนที่ถือทั้ง 4 กองทุนนี้ จะต้องทำอย่างไร?

สำหรับเพื่อนๆ ที่ถือกองทุนที่ปิดไป โดยที่ยังไม่ได้ขายคืน ก็ให้กลับไปดูกระบวนการคืนเงินของ บลจ. ถ้าใครเป็นลูกค้าของบลจ. นั้น ๆ อยู่แล้ว ก็จะมี Email เข้ามาแจ้งในรายละเอียดส่วนนี้ ส่วนคำถามที่ว่าจะได้เงินคืนกลับมาเท่าไหร่ ต้องรอกระบวนการของ บลจ. ที่จะทยอยขายสินทรัพย์ในกองทุนออกมาซึ่งน่าจะมีกำหนดประมาณ 90 วัน และเงินที่ได้ก็อาจจะมากหรือน้อยกว่าเงินต้นที่ลงทุนไป ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินทรัพย์ครับ

มีข่าว “ปิดกองทุนรวมตราสารหนี้” แบบนี้ในอนาคตยังน่าลงทุนอยู่มั้ย?

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็น learning curve ใหม่ครับ เพราะแต่ก่อนเรามักจะบอกกันว่ากองทุนตราสารหนี้ มีความเสี่ยงน้อย ดั้งนั้นเราต้องมองมุมใหม่แล้วว่า ลงทุนตราสารหนี้ก็ต้องเลือกคุณภาพมากขึ้น กรองมากขึ้น เรายังลงทุนได้เหมือนเดิม

ส่วนใครที่มีกองทุนตราสารหนี้อยู่ตอนนี้ ก็อย่าเพิ่งตื่นตกใจและรีบเทขาย เพราะอาจจะทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ให้เช็กคุณภาพตราสารหนี้ที่ถืออยู่และทิศทางของกองในตอนนี้ เพราะหลายๆ กองทุนก็ยังบริหารจัดการได้ดีอยู่ครับ

คำแนะนำจากหมอนัท คลินิกกองทุน

ผมว่าช่วงวิกฤตเป็นช่วงที่ดีครับ เราได้เห็นแล้วว่า อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นเวลาลงทุนอย่ายึดติดแค่สถิติย้อนหลัง หรือคิดว่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้ว อนาคตจะไม่เกิดขึ้นอีก ปัจจุบันมันก็พิสูจน์แล้วว่าไม่จริงเสมอไป เวลาลงทุนพยายามมองไปข้างหน้าให้มากขึ้น มองความเสี่ยงให้มากขึ้น เน้นลงทุนกับสินทรัพย์คุณภาพครับ 

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/


ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก 

https://www.prachachat.net/prachachat-top-story/news-440309

“วิธีลงทะเบียน” รับเงินประกันการใช้น้ำประปา ผ่านเว็บไซต์/แอป/ไลน์ กปภ.

aomMONEY NEWS ทราบอัพเดตมาว่า “การประปาส่วนภูมิภาค” ได้ออกประกาศชี้แจ้งการเงินคืน “เงินประกันการใช้ประปา” โดยเริ่มลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 63 นี้ สำหรับผู้ใช้น้ำประเภทที่ 1 (ที่พักอาศัย)

เราสามารถตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนช่องทางไหนได้บ้าง?

1. เว็บไซต์ของ การประปาส่วนภูมิภาค หรือ กปภ. www.PWA.co.th

2. แอปพลิเคชั่น ชื่อ PWA1662 

3. ไลน์ออฟฟิเชียล @PWAThailand

วิธีการลงทะเบียน

1. กรอกข้อมูลผู้ใช้น้ำ (กรอกชื่อ-นามสกุล / หมายเลขผู้ใช้น้ำ / หมายเลขบัตรประชาชน) 

2. ทำตามขั้นตอนให้ครบถ้วน 

3. รอ SMS ตอบกลับ แจ้งผล 

4. รับเงินตามช่องทางที่ระบุ

การประปาส่วนภูมิภาคจะคืนเงินการใช้น้ำประปาให้เราเมื่อไหร่?

เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 63 เป็นต้นไปครับ โดยผ่านช่องทางดังนี้

1. ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ (เฉพาะบัญชีที่ผูกกัะบบัตรประชาชน) 

2. ผ่านบัญชีธนาคาร 

3. เคาน์เตอร์เซอร์วิส 

แล้วถ้าเราตรวจสอบสิทธิ์แล้วไม่ผ่านต้องทำยังไง?

ถ้าตรวจสอบสิทธิไม่ผ่าน ให้รอการติดต่อกลับจาก การประปาส่วนภูมิภาค สาขาที่เราใช้บริการครับ โดยทางการประปาส่วนภูมิภาคเขาย้ำมาว่า “งดการทางไปยังสาขา เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด-19” นะครับ 

และนี่คือ aomMONEY NEWS ที่บ.ก.นำมาอัพเดตเพื่อนๆ ในวันนี้ครับ อย่าลืมเก็บลิสต์ช่องทาง และตั้งปฏิทินเตือนการลงทะเบียนในวันที่ 15 เมษายน 63 นะครับ

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/


ขอบคุณข้อมูลจาก 

https://www.matichon.co.th/politics/news_2096870?fbclid=IwAR3Un-NoMmqk05eAWpy47R5HEBmRiKt3Kn8QCvDamf5GW6ddBKNX1PBZA6g

“กองทุนการออมแห่งชาติ” เก็บเงินเกษียณได้ แถมได้เงินสมทบจากรัฐ

ออมเงินกับกองทุนการออมแห่งชาติ #กอช 

รับเงินสมทบเพิ่มฟรี! จากรัฐ

ประเทศไทยของเรากำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ โดยในปี 63 นี้ คาดว่าจะมีผู้สูงอายุ (อายุเกิน 60 ปี) ประมาณ 13 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด และสิ่งที่น่ากังวล ก็คือ คนไทยกว่า 40% ยังคงไม่ได้เตรียมความพร้อมเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ “ทั้งด้านสุขภาพและความมั่นคงทางรายได้”

  • หมายความว่า นอกจากไม่ได้เตรียมความพร้อมด้านสุขภาพแล้ว
  • ยังอาจจะแก่ตัวกันไปแบบ “ไม่มีเงินเกษียณใช้”
  • และที่แย่กว่านั้น…คือ “บางคนแก่แบบมีหนี้ด้วยครับ” 

สำหรับพนักงานเอกชนหรือข้าราชการ อาจจะยังพอเอาตัวรอดจากเงินบำนาญสวัสดิการของรัฐ หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท รวมถึงประกันสังคมได้ แต่คนที่ทำอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และธุรกิจส่วนตัวนั้น จะไม่มีสวัสดิการตรงนี้ เหมือนข้าราชการหรือพนักงานออฟฟิศ แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปนะครับ เพราะวันนี้ aomMONEY จะมาแนะนำให้เพื่อนๆ รู้จักกับ #กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ #กอช. กองทุนออมเงินเกษียณ สำหรับคนมีอาชีพอิสระ ออมเงินเกษียณและยังได้รับเงินสมทบฟรี! จากรัฐฯ อีกด้วย

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) คืออะไร?

กอช. เป็นกองทุนการออมเพื่อการเกษียณ สำหรับกลุ่มคนมีอาชีพอิสระ ให้มีสิทธิ์ได้รับบำนาญตลอดชีพ หากมีการออมต่อเนื่องและยาวนาน ช่วยสร้างความมั่นใจว่า อย่างน้อยในวัยชราเราจะมีเงินใช้ครับ

ใครที่ออมเงินเกษียณกับ กอช. ได้บ้าง?

คนไทยทุกคนที่อายุ 15-60 ปีขึ้นไป จะเป็นฟรีแลนซ์ทั่วไป อาชีพค้าขาย เกษตรกร ขับรถรับจ้าง หรือว่ารับจ้าง ก็สามารถสมัครออมเงินกับ กอช. ได้ครับ ยกเว้น ข้าราชการประจำ (หรือสมาชิก กบข.) , ผู้มีสิทธิ์ประกันสังคม หรือประกันตน มาตรา 33, 39 และ 40 (ทางเลือก 2 และ 3 ครับ) และพนักงานบริษัท/องค์กร/รัฐวิสาหกิจ ที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)

ออมเงินกับ กอช. รับเงินสมทบฟรีจากรัฐด้วย!

คนที่ออมเงินกับ กอช. รัฐมีเงินสมทบให้ฟรีด้วยนะครับ 

แบ่งเป็น 3 ช่วงอายุ ดังนี้

ช่วงอายุ 15 -30 ปี

ส่งเงินสะสมขั้นต่ำ 1,200 บาท/ปี  สูงสุด 13,200 บาทต่อปี

รัฐสมทบ 50% ของเงินฝากสะสม แต่ไม่เกิน 600 บาท/ปี 

ช่วงอายุ 30-50 ปี

ส่งเงินสะสมขั้นต่ำ 1,200 บาท/ปี  สูงสุด 13,200 บาทต่อปี

รัฐสมทบ 80% ของเงินฝากสะสม แต่ไม่เกิน 960 บาท/ปี

ช่วงอายุ 50-60 ปี

ส่งเงินสะสมขั้นต่ำ 1,200 บาท/ปี  สูงสุด 13,200 บาทต่อปี

รัฐสมทบ 100% ของเงินฝากสะสม แต่ไม่เกิน 1,200 บาท/ปี

ออมเงินกับ กอช. รับบำนาญตลอดชีพ

รับบำนาญตลอดชีพขั้นต่ำ **840 บาท/เดือน – สูงสุด *7,380 บาท/เดือน

**เมื่อออมระยะสั้นเต็มจำนวน 13,200 บาท/ปี เป็นเวลา 10 ปี 

*เมื่อออมระยะยาวเต็มจำนวน 13,200 บาท ตั้งแต่อายุ 15-60 ปี

ออมเงินกับ กอช. มั่นคงด้วยรัฐบาลค้ำประกันผลตอบแทน

รัฐบาลค้ำประกันผลตอบแทนสำหรับสมาชิกที่ออมจนครบอายุ 60 ปี ในอัตราไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน เฉลี่ยจาก 7 ธนาคารด้วยนะครับ และที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ ออมเงินกับ #กอช. ใช้ลดหย่อนภาษีได้ด้วยเต็มจำนวนเงินสะสมครับ

ออมเงินกับ กอช. เราจะนำเงินออกมาใช้ได้ตอนไหน?

ตามที่บอกไปก่อนหน้าว่า กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. เกิดขึ้นมา เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีหลังเกษียณ สำหรับคนที่มีอาชีพอิสระ ดังนั้นเงินที่เราออมไว้ จะได้รับหลังจากเราอายุ 60 ปีครับ  หากเพื่อนๆ ออมปีละ 13,200 บาท เป็นเวลามากกว่าหรือเท่ากับ 10 ปี ก็จะได้รับบำนาญรายเดือนไปตลอดชีพครับ แต่ใครที่ออมปีละน้อยกว่า 13,200 บาท เป็นเวลาน้อยกว่า 10 ปีเพื่อนๆ ก็จะได้รับเงินเป็นรายเดือน จนกว่าเงินที่เราเก็บไว้จะหมดครับ

ถ้าอยากรู้ว่าออมเท่าไร จะได้บำนาญรายเดือนเท่าไร หรือจะได้รับบำนาญไหม สามารถเข้าไปลองคำนวนดูได้ที่ Link นี้เลยครับ https://pension.nsf.or.th/

  • กรณีฉุกเฉินต้องการนำเงินออกมาใช้ก่อน ทำได้นะครับ ด้วยการลาออกจาก กอช. แต่เงินที่เราได้รับจะได้เพียงเงินสะสมกับผลตอบแทนการลงทุนในส่วนของเงินเราเท่านั้นครับ
  • กรณีเสียชีวิตก่อน 60 ปี กอช. จะคืนเงินให้กับผู้รับผลประโยชน์หรือทายาทตามกฎหมาย รับเงินสะสม เงินสมทบ และผลตอบแทนการลงทุน เป็นเงินก้อนจ่ายครั้งเดียวเลยครับ

และนี่คือข้อมูลของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) อีกทางเลือกออมเงินเกษียณของคนมีอาชีพอิสระ ที่ บ.ก. aomMONEY นำมาฝากเพื่อนๆ ครับ ก่อนจะจากกัน ขอแนะนำเล็กน้อยนะครับว่า เพดานสูงสุดของการรับบำนาญตลอดชีพ จาก #กอช. คือ 7,380 บาท/เดือน ซึ่งในความเป็นจริง อาจจะยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในอนาคต เมื่อคิดรวมเงินเฟ้อนะครับ เพราะฉะนั้น aomMONEY ก็อยากจะแนะนำให้เราออมเงินและลงทุนเพิ่มกับช่องทางอื่นด้วยครับ เพื่อจะได้มีเงินเกษียณใช้อย่างเพียงพอ

หวังว่าเพื่อนๆ ที่อ่านบทความนี้จะเข้าสู่วัยเกษียณกันอย่างมีความสุข มีเงินใช้ไม่ขาดมือ มีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วยนะครับ

ขอบคุณครับ 

บ.ก.aomMONEY


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/


ขอบคุณข้อมูลจาก 

https://www.khaosod.co.th/economics/news_2133780

https://www.youtube.com/watch?v=lFpJqk_FFoU

https://www.youtube.com/watch?v=LAx0aVBQFUE&list=PLCK4nr5aa2l211KOO1WcjFwrd-Fv5oLwu&index=2

https://www.isranews.org/isranews-news/77916-news-779161.html

https://www.thaihealth.or.th/Content/47879-40%20%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1.html

“รวม 5 ช่องทางหารายได้เสริม” ระหว่างพักงานช่วงโควิด-19

ในสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังแย่ช่วงนี้ บางบริษัทเริ่มลดเวลาการทำงาน บางบริษัทเริ่มลดจำนวนพนักงาน หนักสุดก็ถึงขั้นที่ “ปิดบริษัท” แม้ว่ารัฐบาลเองจะออกนโยบายเข้ามาช่วยเหลือแล้ว แต่เราทุกคนเองก็ต้องปรับตัว เพื่อไปต่อให้ได้ในสถานการณ์แบบนี้นะครับ

“ตั้งสติและผ่านมันไปด้วยกันครับ” 

วันนี้ aomMONEY เลยอยากจะมาแนะนำช่องทางหารายได้เสริม ในช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาดแบบนี้  เพื่อเป็นไอเดียให้เพื่อนๆ หารายได้ไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในยามจำเป็นครับ

1. หารายได้เสริมด้วยการเป็นนักเขียน (บทความออนไลน์)  

อาชีพนี้น่าจะมีใครหลายคนอยากลองทำนะครับ aomMONEY ขอบอกว่ามันจะมี Group ใน FB ที่เขาตามหานักเขียน Freeland หลากหลายประเภทการเขียนครับ ตั้งแต่ไลฟ์สไตล์ ความสวยความงาม ไปถึงเรื่องการเงินการลงทุนก็มี บ.ก.ขอแนะนำว่า เพื่อนๆ ลองซ้อมเขียนในเรื่องที่ถนัด เก็บไว้เป็นตัวอย่างงานส่งให้ผู้จ้างงานดูก็ได้นะครับ

ที่สำคัญเลยสำหรับคนที่อยากทำอาชีพนักเขียนบทความออนไลน์เป็นอาชีพเสริม บ.ก.อยากให้ศึกษา “ความรู้เรื่อง SEO ที่เขียนอย่างไรให้ติดบนหน้า Google เพิ่มด้วยครับ”  ตัวบ.ก.เองรวมถึงน้อง ๆ ในทีมเขียนหลายคน ก็ไม่ได้จบหรือมีความรู้ด้านนี้มาก่อนครับ อาศัยการศึกษาด้วยตัวเองตัวเองล้วนๆ เลย ด้วย Google  

2. หารายได้เสริมด้วยการขายของออนไลน์

ตอนนี้ยิ่งสถานการณ์โควิด-19 ระบาดหนักมากขึ้น คนก็ยิ่งหันมาใช้บริการ Shopping Online กันมากขึ้น เราอาจจะลองหยิบจับของที่มีอยู่รอบตัวมาขายในเว็บขายของ หรือ Social Media อย่าง Facebook Line IG ดูกันไหมครับ ตัวอย่าง เช่น

สินค้ามือ 2

ลองหยิบเอาสิ่งของที่ไม่ได้ใช้ หรือเก็บจนลืม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าเก่าที่ยังสภาพดีอยู่ของเรา หนังสือ ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ถือว่าได้เป็นการเคลียร์ที่อยู่อาศัย สร้างสุขอนามัยของเราไปในตัวด้วยครับ (ดูแลความสะอาดหน่อยนะครับ ฆ่าเชื้อกันดีๆ นะครับ)

ของที่มีอยู่ในชุมชนบ้านเกิด

หลายคนที่เลือกกลับบ้านต่างจังหวัด อาจจะดูสินค้าจากในชุมชนของเราเอามาขายออนไลน์ และถ้าใครมีความสามรถทางด้านภาษาก็อาจจะลองขายในเว็บที่ชาวต่างชาติใช้บริการก็เป็นอีกทางเลือดหนึ่งครับ

สินค้า Handmade/สินค้าตามกระแส

เห็นเพื่อนๆ หลายคนพอเห็นหน้ากากอนามัยราคาสูงและเริ่มหายาก เขาก็ไปซื้อผ้ามาเย็บหน้ากากขายออนไลน์ก็เรียกว่าขายได้ดีนะครับ ตัวอย่างวิธีการเย็บก็สามารถหาดูได้จาก Youtube เลยครับ

3. หารายได้เสริมด้วยการเป็น นักรีวิว และ Influencer

แม้ว่าห้างจะปิดแต่ธุรกิจยังคงต้องดำเนินต่อไป คงหยุดการขายไม่ได้ เพราะรายจ่ายทั้งค่าเช่าที่ เงินเดือนพนักงานยังคงรออยู่ ซึ่งอาจจะมีการทำในเรื่องการตลาดออนไลน์มากขึ้น และแนะนอนครับการตลาดทางออนไลน์ต้องมาทั้งยิง Ads รีวิว ซึ่งตอนนี้เองก็มีบริษัทที่ให้เราสมัครเป็น Micro and Nono Influencer เกิดขึ้นมาครับ

ใครอยากเป็นสายรีวิวตอนนี้มีเวลาแล้ว ลองหาข้อมูลบริษัทเหล่านี้จากใน Google แล้วลองไปสมัครดูไม่ได้มีค่าใช้จ่ายครับ หรือใครอยากลองเปิดเพจ เปิดช่อง youtube เป็นของตัวเองช่วงนี้มีเวลาว่างเพิ่มขึ้นแล้วลองทำดูก็ได้ครับ ถือว่าได้ทำตามสิ่งที่ตัวเองอย่างทำด้วย เผื่อจบสถานการณ์โควิด-19 aomMONEY อาจจะได้รู้จัก Influencer คนใหม่ที่เป็นคุณนะครับ 🙂

4. หารายได้เสริมด้วยเกษตรพอเพียง

ใครที่กลับบ้านต่างจังหวัด แล้วพอมีที่ดินลองปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงปลาในบ่อ ก็ได้นะครับอาจจะลงทุนไม่เยอะมากมีอะไรก็ยิบจับมาประยุคใช้เอาไปก่อน แต่อาจต้องลงแรงเยอะหน่อย แล้วก็เริ่มขายจากคนรอบบ้าน จะไลน์ไปถาม แล้วค่อยนำไปส่ง เพื่อลดการติดต่อพบปะ หรือขายใน Facebook ให้กับเพื่อน ๆ ที่รู้จักไม่ไกลจากที่เราอยู่มาก อย่างน้อยถ้าไม่มีรายได้เข้ามา แต่เราก็จะมีสิ่งที่เราเลี้ยง ที่เราปลูกมาทานครับ

หรือใครอยู่คอนโด บ.ก.เห็นเพื่อนปลูกผักสลัดแบบใช้น้ำ ก็ลงทุนไม่เยอะมากนะครับ แล้วเขาก็ทำสลัด/สลัดโรล ขายให้คนในคอนโด เวลาไปส่งก็แค่ไปวางไว้ในจุดดร็อปต่างที่นัดกันไว้ครับ นี่อาจจะเป็นเวลาโชว์ฝีมือเชฟกระทะเหล็กของเพื่อนๆ แล้ว!!

5. หารายได้เสริมด้วยการสอนออนไลน์

ด้วยแพลตฟอร์มที่ส่งเสริมการเรียนออนไลน์นั้นมีมากขึ้น ทำให้การเรียนออนไลน์ในช่วงปีที่ผ่านมาค่อนข้างโตขึ้นครับ ยิ่งช่วงนี้สถาบันการสอนต่างๆ ถูกปิด แต่คนมีเวลาว่างกันมากขึ้น บางคนก็ใช้เวลาว่างตรงนี้อัพเกรดความรู้ของตัวเองครับ เราอาจจะลองเอาความรู้ที่เรามีในเนื้องาน หรือสิ่งที่เราถนัดและสนใจมาเปิดคอร์สสอนทางออนไลน์ดูครับ ตัวอย่าง แพลตฟอร์มการสอนออนไลน์ที่น่าสนใจก็อย่างเช่น Fulture Skill

และนี่ 5 ช่องทางหารายได้เสริม ระหว่างพักงานช่วง โควิด-19 ที่บ.ก.aomMONEY นำมาฝากเพื่อนๆ ครับ ช่วงนี้สถานการณ์อาจจะไม่สู้ดี แต่อยากให้ทุกคนเข้มแข็งและก้าวผ่านมันไปด้วยกันครับ และขอฝากไว้อีกสักนิดก่อนจากกันว่าเรื่องบ้างเรื่องที่เราไม่รู้มาก่อน ไม่เคยเรียน แต่เราศึกษามันได้นะครับ

ในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้รู้ว่าทุกคนเครียดครับ แต่อยากให้ผ่านไปด้วยกันครับ aomMONEYขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ และจะพยายามนำเสนอคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่านให้ได้มากที่สุด

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY


ติดตามเรื่องการเงินการลงทุน จาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

Update! 15 มาตรการ “แก้ปัญหาเศรษฐกิจ จาก โควิด-19 ระยะที่ 2”

จากมาตรการดูและเยียวยาทางด้านการเงิน ระยะที่ 1 อาทิ ลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ลดค่าน้ำค่าไฟ คืนเงินค่าประกันไฟ ที่ได้ประกาศเมื่อไม่นานมานี้ วันนี้เมื่อช่วงเวลาประมาณบ่าย 2 ได้มีการออกมาแถลงข่าวมาตราการดูแลและเยียวยาทางด้านการเงิน ในระยะที่ 2 ออกแล้วครับ รวมทั้งหมด 15 ข้อ จะมีอะไรกันบ้าง aomMONEY สรุปมาแล้วตามนี้ครับ

มาตรการช่วยเหลือและเยียวยาทางการเงินสำหรับ “แรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19”

แบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลักดังนี้ครับ

เพิ่มสภาพคล่อง

1. สนับสนุนเงินคนละ 5,000 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 3 เดือน กับผู้ที่อยู่นอกประกันสังคม รวมถึงมาตรา 40 แต่ไม่รวมเกษตรกร จำนวน 3 ล้านรายเพื่อให้ประชนมีรายได้ที่จะใช้จ่ายประทันชีวิตที่มีปัญหาในขณะนี้ โดยสามารถแจ้งความประสงค์ได้ 2 ทางคือ ทางระบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ เราไม่ทิ้งกัน .com หรือไปติดต่อที่สาขาธนาคารออมสิน ธกส. และกรุงไทย โดยใช้ระยะเวลาประมาณ T+5 (ประมาณ 5 วันหลังจากวันที่ทำเรื่องเสร็จ) โดยจะส่งเงินตรงเข้าบัญชีพร้อมเพย์หรือบัญชีธนาคารครับที่ทำการลงทะเบียนไว้ครับ เริ่มเดือนเมษายน 63 นะครับ

2. สินเชื่อฉุกเฉิน ไม่ต้องมีหลักประกัน 10,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0.1% ต่อเดือน วงเงิน 40,000 ลบ. (ถ้าหารตามสัดส่วนคาดว่าน่าจะช่วยเหลือได้ประมาณ 4 ล้านรายครับ)

3. สินเชื่อพิเศษ แบบมีหลักประกัน 50,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยอ 0.35% ต่อเดือน วงเงิน 20,000 ลบ.

*โดยสินเชื่อในข้อ 2 และ 3 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในกรณีที่วงเงินข้อ 1 ไม่เพียงพอและป้องกันการไปเป็นหนี้นอกระบบ

4. สนง. ธนานุเคราะห์รับจำนำดอกเบี้ยต่ำ ในอัตราไม่เกิน 0.125% ต่อเดือน วงเงิน 2,000 ล้านบาท

ลดภาระ

5. ยืดการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปถึงสิงหาคม 63 จากที่รอบแรกขยายเวลาเสียภาษีไปถึงมิถุนายน 63

6. หักลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพเพิ่มขึ้น จาก 15,000 บาท เป็น 25,000 บาท

7. ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับ “ค่าเสี่ยงภัย” ให้บุคคลากรทางการแพทย์ ไม่ใช่แค่แพทย์พยาบาลเท่านั้นแต่ยังรวมถึง นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักเทคนิคการแพทย์ที่ตรวจสอบเชื้อ COVID-19 เจ้าหนี้ที่สนับสนุนแม้แต่พนักงานขับรถที่รับตัวส่งผู้ป่วยทางรัฐบาลจะยกเว้นให้

เพิ่มทักษะ

8. ฝีกอบรบมีเงินใช้ เพิ่มทักษณะอาชีพ หรือจัดกิจกรรมเพื่อสังคมรวมถึงนักศึกษาที่ยังหางานไม่ได้ ผ่านภาคีเครือข่าย เช่น มูลนิธิโครงการอันเนื่องมากจาพระราชดำริ กิงทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เป็นต้น

มาตรการช่วยเหลือและเยียวยาทางการเงินสำหรับ “ผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากไวรัส COVID-19”

แบ่งออกเป็น 2 หัวข้อหลักดังนี้ครับ

เพิ่มสภาพคล่อง

9. สินเชื่อรายย่อยไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ย 3% 2 ปีแรก วงเงิน 10,000 ลบ. โดย ธพว. เฉพาะเพื่อใหักับรายย่อยที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยงและที่เกี่ยวข้อง

ลดภาระ

10. ยืดการเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคล

  • ภ.ง.ด. 50 จากเดิมพฤษภาคม ขยายเวลาถึง 31 สิงหาคม 63
  • ภ.ง.ด. 51 จากเดิมสิงหาคม ขยายเวลาถึง 30 กันยายน 63

11. ยืดการเสียภาษีสรรพากร เช่น VAT ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอื่น ๆ ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยยื่นแบบชำระภาษีทุกประเภทไป 1 เดือน

12. ยืดการเสียภาษีสรรพสามิตให้กิจการสถานบริการ ออกไป 3 เดือน (ให้เสียภาษี 15 กรกฏาคม 63)

13. ยืดการเสียภาษีสรรพสามิตให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยเลื่อนการยื่นแบบชำระภาษีจากภายในวันที่ 10 เป็น 15 ของเดือนถัดไป

14. ยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและรักษา COVID-19 เป็นเวลา 6 เดือน (ถึงเดือนกันยายน 63)

15. ยกเว้นภาษีและลดค่าธรรมเนียมจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (Non-Bank เช่น สถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อส่วนบุคคล เช่าซื้อ Leasing) ตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 63 ซึ่งเป็นมาตรการที่เข้ามาช่วยประชาชน โดยสนับสนุนให้ Non-Bank ช่วยยื่ดเวลาชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้กลไกทางภาษีในข้อนี้

สำหรับใครที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 มาตราการในระยะ 2 นี้คงจะช่วยได้อีกระดับหนึ่งเลยนะครับ ซึ่งมาตรการต่าง ๆ ก็ยังไม่จบเพียงเท่านี้นะครับ ยังจะมาอีกเรื่อย ๆ เพราะกระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์พี่น้องอยู่อย่างต่อเนื่องครับ อย่างไรเราก็คอยติดตามข่าวเรื่อยๆ นะครับ

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY


ติดตามเรื่องการเงินการลงทุน จาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“วิธีลงทะเบียน” รับเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้า ผ่านเว็บไซต์ กฟภ.

25 มี.ค.นี้ เริ่มลงทะเบียน “รับเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้า” ผ่านเว็บไซต์ กฟภ. ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปที่การไฟฟ้านะครับ

เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยที่ในตอนนี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน รวมเป็นจำนวนกว่าเกือบพันคนแล้ว ทำให้มีมาตรการปิดสถานที่เสี่ยงการติดเชื้อเป็นการชั่วคราวในกรุงเทพ

เพื่อนๆ หลายคนกำลังเดือดร้อนกับรายจ่ายที่มีทุกวัน

แต่รายรับเป็นศูนย์เนื่องจากการหยุดงาน

ตอนนี้รัฐบาลจึงมีมาตรการ “รับเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้า”  เพื่อช่วยเหลือผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ครับ โดย aomMONEY อาสาสรุปให้อ่านกันง่ายๆ แบบนี้

ใครมีสิทธิ์ขอคืนเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้า?

เจ้าของเงินประกันใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 (บ้านอยู่อาศัย) และประเภทที่ 2 (ธุรกิจขนาดเล็ก) โดยสามารถขอรับคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าที่วางไว้ตามขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าหรือตามจำนวนเงินที่วางไว้กับการไฟฟ้าครับ

ได้เงินคืนเท่าไหร่?

ขึ้นอยู่กับแต่ละรายที่วางเงินประกันการใช้ไฟฟ้าไว้กับการไฟฟ้าฯ มีตั้งแต่

  •  ขนาดมิเตอร์ 5(15) แอมป์ ได้เงินประกันคืน 300 บาท
  • ขนาดมิเตอร์ 15(45) แอมป์ ได้เงินประกันคืน 2,000 บาท
  • ขนาดมิเตอร์ 30(100) แอมป์ ได้เงินประกันคืน 4,000 บาท
  • และขนาดมิเตอร์ 15(45) 3 เฟส ได้เงินประกันคืน แอมป์ 6,000 บาท

คำแนะนำจาก aomMONEY

ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนการขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า ได้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 63 ผ่านเว็บไซต์ของการไฟฟ้าโดยตรง https://dmsxupload.pea.co.th/cdp/ ไม่จำเป็นจะต้องไปที่การไฟฟ้าด้วยตัวเองนะครับ ทำออนไลน์ดีกว่า เสี่ยงโควิด-19 ครับ

วิธีลงทะเบียนรับเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้า

1. เข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ของการไฟฟ้ากลางได้เลยครับ https://dmsxupload.pea.co.th/cdp/ หรือ Search Google ว่า การไฟฟ้า ขึ้นที่เว็บไซต์แรกเลยครับ)

2. ใส่ข้อมูลส่วนตัวให้ครบตามช่องที่กำหนด ได้แก่

  • ชื่อ-นามสกุล ของผู้ใช้ไฟฟ้า
  • หมายเลขบัตรประชาชนของผู้ใช้ไฟฟ้า
  • หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งสามารถดูได้จากบิลค่าไฟ

3. กรอกช่องเบอร์โทรติดต่อ ควรใช้เบอร์โทรศัพท์สำหรับการแจ้งผลยืนยันการลงทะเบียน

4. เมื่อมาถึงหน้า ช่องทางการรับเงิน” ให้เลือกช่องทางที่ต้องการ เช่น บัญชีพร้อมเพย์, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ผ่านบัญชีธนาคาร หรือ ติดต่อรับที่สำนักงานฯ

5. รอรับ SMS ยืนยันผลการลงทะเบียนและแจ้งผลการคืนเงิน

ทั้งนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะจ่ายเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้าคืนตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป

เพื่อนๆ อย่าลืมลงทะเบียน “รับเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้า” ผ่านเว็บไซต์ กฟภ กันนะครับ เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ทาง aomMONEY ขอเป็นกำลังใจและจะพยายามแจ้งข่าวสารให้เพื่อนๆในการผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปได้ครับ

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/


ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_2072183

https://www.prachachat.net/economy/news-434236

https://www.newtv.co.th/news/50967

เจาะลึก “แมนูไลฟ์ ฟินชัวรันส์” ประกันสุขภาพที่ให้คุณฟินกว่าประกันสุขภาพทั่วไป

สถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาด้านสุขภาพเริ่มทวีความเสี่ยงสูงขึ้น ไม่ว่าจะจากโรคระบาดต่างๆ โดยเฉพาะจากเชื้อไวรัส COVID-19 แพร่ระบาดกันอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ รวมถึงโรคร้ายแรงอื่นๆ อย่างโรคหัวใจ หรือโรคมะเร็ง ที่มีปัจจัยเสี่ยงจากมลภาวะทางกาศอย่างฝุ่น PM2.5 เป็นตัวเร่งการสะสม อีกทั้งยังมีโอกาสบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ aomMONEY มองว่าเราทุกคนควรใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังในการคอยดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงเหล่านั้น รวมไปถึงการวางแผนรับมือกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำนวนมาก ที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยแบบไม่คาดฝัน

“ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษา” เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

แนวทางหนึ่งในการรับมือกับค่ารักษาพยาบาลได้อย่างอุ่นใจ คือการทำประกันสุขภาพ เพื่อให้บริษัทประกันมารับผิดชอบค่ารักษาแทนเรา ซึ่งถ้าจะให้ดี ก็ควรเป็นแบบที่มีวงเงินคุ้มครองค่ารักษาก้อนใหญ่ หรือที่เรียกว่าแบบ “เหมาจ่ายค่ารักษา” นั่นเอง

เนื่องจากแบบนี้มีข้อดีตรงที่ ไม่จำกัดวงเงินค่ารักษาพยาบาลในแต่ละรายการหลักๆ ทำให้มีโอกาสครอบคลุมค่ารักษามากกว่าแบบทั่วไป จึงเหมาะสำหรับทำไว้เพื่อคุ้มครองกรณีเจ็บป่วยทุกกรณี ตั้งแต่เจ็บป่วยเล็กน้อยไปจนถึงเป็นโรคติดต่อ โรคร้ายแรงต่างๆ หรือแม้แต่ไวรัส COVID-19 ก็คุ้มครอง

“ประกันสุขภาพ แมนูไลฟ์ ฟินชัวรันส์” ในมุมมองของ aomMONEY

aomMONEY เล่าถึงประกันสุขภาพเหมาจ่ายแบบใหม่ตัวนึงแล้วกันครับ นั่นก็คือ “แมนูไลฟ์ ฟินชัวรันส์” ซึ่งเป็นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาแบบใหม่ มีความน่าสนใจตรงที่มีวงเงินความคุ้มครองสูงกว่า และมีรายการค่ารักษาในวงเงินเหมาจ่าย มากกว่าแบบประกันสุขภาพเหมาจ่ายทั่วไป และคุ้มครองทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก

และนี่คือ รายละเอียดความคุ้มครองของ “ประกันสุขภาพ แมนูไลฟ์ ฟินชัวรันส์” เมื่อเทียบกับประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายอื่นๆ ตามข้อมูลด้านล่างครับ

จุดเด่นและข้อจำกัดของประกันสุขภาพแมนูไลฟ์ ฟินชัวรัส์ ในมุมมอง aomMONEY

1. วงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาที่สูงกว่าและครอบคลุมกว่า โดยแผนเริ่มต้นมีความคุ้มครองสูงสุดต่อปีถึง 3 ล้านบาท ถึงแผนสูงสุดที่ 10 ล้านบาทต่อปี

2. วงเงินค่าห้องและค่าอาหาร เริ่มต้นที่ 5,000 บาท ถึง 9,000 บาทต่อวัน ส่วนค่าบริการพยาบาลและค่าธรรมเนียมโรงพยาบาล สามารถเบิกได้จากวงเงินเหมาจ่ายต่อปีได้เลย

3. ค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ กรณีเป็นผู้ป่วยในสามารถเบิกได้ตามค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริงได้ทุกรายการ โดยไม่เกินวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาต่อปี ขณะที่ประกันสุขภาพเหมาจ่ายทั่วไป ถูกกำหนดวงเงินบางรายการ เช่น ค่าแพทย์ตรวจเยี่ยมไข้ 

4. ค่าเคมีบำบัด ค่ารังสีบำบัด และค่าล้างไต (กรณีทำคีโมเมื่อเป็นมะเร็ง หรือต้องฟอกไต) เมื่อไม่ต้องนอนโรงพยาบาล สามารถเบิกได้ตามค่ารักษาจริง ไม่เกินวงเงินเหมาจ่ายต่อปี ขณะที่ประกันสุขภาพเหมาจ่ายทั่วไป มีกำหนดวงเงินเอาไว้

5. คุ้มครองค่ารักษาอื่นๆ ที่ประกันสุขภาพเหมาจ่ายทั่วไปไม่คุ้มครอง ได้แก่ ค่ารักษาผู้ป่วยนอกกรณีทั่วไป (OPD) ที่มีวงเงินให้เลือกได้สูงสุดถึง 50,000 บาท สามารถใช้รักษาได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งในปีตามวงเงินที่เลือก 

ข้อจำกัดอย่างหนึ่ง ของแมนูไลฟ์ ฟินชัวรันส์ 

1. ค่าเบี้ยประกันสุขภาพเริ่มต้น อาจจะสูงกว่าแผนขั้นต่ำของประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายทั่วไป

2. มีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตทุกกรณีน้อยกว่าประกันสุขภาพเหมาจ่ายทั่วไป เนื่องด้วยเน้นในส่วนความค้มครองสุขภาพมากกว่าประกันชีวิต

แมนูไลฟ์ ฟินชัวรันส์ จึงเป็นแบบประกันสุขภาพเหมาจ่ายค่ารักษา ที่ให้เพื่อนๆ ฟินกว่าประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายทั่วไป เพราะให้วงเงินค่ารักษาที่ครอบคลุมในทุกกรณี

ครอบคลุมการเจ็บป่วยจากโรคติดต่อร้ายแรงอย่างเช่นการติดเชื้อไวรัส COVID-19 อีกด้วย

นอกจากนั้น ยังมีส่วนลดเบี้ยประกันต่อเนื่อง หากไม่มีเคลม และสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือสมัครทำประกันได้ง่ายทางออนไลน์ เพียงเข้าไปที่ https://www.manulife.co.th/finsurance/ พร้อมกรอกรายละเอียด และตอบคำถามสุขภาพ ก็สามารถทำประกันได้ทันที

ก่อนทำประกัน ผู้ทำประกันควรศึกษาเงื่อนไขและข้อยกเว้นในการทำประกันให้เข้าใจนะครับ เช่น การมีระยะเวลารอคอยสำหรับโรคทั่วไป 30 วัน และโรคเฉพาะ 120 วัน การไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อนการทำประกัน และโรคยกเว้นอื่นๆ  โดยสามารถศึกษารายละเอียดเงื่อนไขในจากในเว็บไซต์ https://www.manulife.co.th/finsurance/  เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจทำประกันสุขภาพได้ตามที่เราต้องการ อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ในครั้งหน้า aomMONEY จะนำเรื่องราวดีๆ และมีประโยชน์เรื่องไหนมาฝากเพื่อนๆ อีก โปรดติดตามครับ

“ส่อง 10 ประกันโควิด-19” เจ้าไหนคุ้มสำหรับมนุษย์เงินเดือน?

ท่ามกลางสถานการณ์ที่รุนแรงอย่างต่อเนื่องสำหรับโควิด-19 โดยในไทยเองนั้นก็กำลังเข้าสู่ระดับ 3 ในแง่ของการแพร่ระบาด ขณะนี้ทุกคนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการหาความคุ้มครอง ซึ่งการซื้อประกันถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามากที่สุด ยิ่งหลากหลายค่ายบริษัทประกันต่างพากันออกผลิตภัณฑ์ “ประกันโควิด-19” เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการโดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ เพราะมีราคาไม่สูงให้ความคุ้มครองด้วยเงินประกันที่สมเหตุสมผล วันนี้ aomMONEY จึงได้รวบรวมประกันโควิด-19 หลากหลายค่ายมาเล่าเล่าให้เพื่อนๆ ฟังครับ 

โดย 

  • เน้นที่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนด้วยเงินเริ่มต้นที่ไม่สูง 
  • ให้ความคุ้มครองที่คุ้มค่า 
  • และสามารถทำได้แล้วตั้งแต่วันนี้

1. สินทรัพย์ประกันภัย 99 บาท ก็สู้โควิดได้แล้ว

สำหรับค่ายสินทรัพย์ประกันภัย มาพร้อมกับ 4 แผนความคุ้มครอง โดยแต่ละแผนให้ความคุ้มครองที่ต่างกันตามเบี้ยประกันที่จ่าย โดยแผนที่ 1 เริ่มต้นเพียง 99 บาท สามารถรับผลประโยชน์กรณีตรวจเจอเชื้อไวรัสเป็นครั้งแรกด้วยเงิน 15,000 บาท ซึ่งสามารถรับผลประโยชน์ได้สูงสุดได้ถึง 100,000 บาท เมื่อจ่ายเบี้ยประกันภัยในแผนที่ 4 ที่ราคา 499 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/3dfksI5

2. กรุงเทพประกันภัยก็เริ่มต้นที่ 99 บาท

สำหรับค่ายนี้ มีแผนความคุ้มครองให้เลือก 5 แผน แบ่งเป็น เบี้ยประกัน 99,299,499,799 และ 999 บาทต่อปี ให้ความคุ้มครองการติดเชื้อไวรัสโคโรนาเมื่อตรวจเจอ โดยรับทั้นทีตั้งแต่ 20,000 บาทไปจนถึงสูงสุดที่ 2,000,000 บาท เมื่อคุณเลือกแผนประกันในราคา 999 บาท โดยครอบคลุมทั้ง การเจ็บป่วย การรักษาพยาบาล และการเสียชีวิต

ข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/33z2KuH

3. สินมั่นคงประกันภัย เริ่มที่ 250 บาท

โดยค่ายนี้มี 2 แผนให้เลือก คือ จ่ายเบี้ยประกันภัยที่ราคา 250 บาท และ 450 บาท โดยจะได้รับเงินคุ้มครองตั้งแต่ 50,000 – 100,000 บาท เมื่อตรวจเจอไวรัสโคโรน่า หรือ เจอ จ่าย จบ นั้นเอง

ข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/3a623eP

4. ไทยพาณิชย์ โดย เทเวศประกันภัย

ค่ายนี้ถือว่ามีราคาเริ่มต้นที่น่าสนใจ  แผน A คือ คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล และรับเงินก้อนจากการเจ็บป่วยด้วยภาวะโคม่า ซึ่ง แผน A นี เริ่มต้นเบี้ยประกันที่ 150 บาท จนถึง 850 บาท มีค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ที่สำคัญมีวงเงินคุ้มครองกรณีเจ็บป่วยด้วยภาวะโคม่าหรือเสียชีวิต ตั้งแต่ 100,000 – 1,000,000 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/2x96GWQ

5. กสิกรไทย โดย เมืองไทยประกันชีวิต

เบี้ยประกันเริ่มต้นตั้งแต่ 290 – 957 บาท หรือมี 3 แผนให้เลือกนั้นเอง มีวงเงินคุ้มครองเมื่อตรวจพบเชื้อที่ 30,000 – 1,000,000 บาท ทั้งนี้กรณีเสียชีวิตมีวงเงินคุ้มครองสูงถึง 1,000,000 บาท ที่สำคัญมีเงินชดเชยรายได้จากการรักษาตัวในโรงพยาบาลเริ่มตั้งแต่ 300 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.kasikornbank.com/th/promotion

6. ทิพยประกันภัย เริ่มที่ 150 บาท

ค่ายนี้ มีเบี้ยประกันเริ่มต้นที่ 150 – 850 บาท แบ่งออกเป็น 4 แผน โดยให้วงเงินคุ้มครอง 10,000 – 100,000 บาท มีค่าชดเชยการเจ็บป่วยระยะสุดท้าย 100,000 – 1,000,000 บาท 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/3b7qMPO

7. วิริยะประกันภัย เริ่มต้นที่ 299 บาท

โดยค่ายนี้ มีเบี้ยประกันเริ่มต้นที่ 299 – 599 บาท ให้วงเงินคุ้มครองเมื่อตรวจพบเชื้อตั้งแต่ 30,000 – 100,000 บาท พร้อมทั้งมีเงินชดเชยกรณีนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อ 300 บาท/วัน สูงสุดนาน 14 วัน ที่สำคัญกรณีเสียชีวิตยังมีเงินคุ้มครองอีก 100,000 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/2Ul0FOF

8. เมืองไทยประกันภัย

 ค่ายนี้ออกแบบประกันภัยออกเป็น 2 แผน ค่าเบี้ยประกันเริ่มต้นสูงกว่าค่ายอื่นๆ ที่ 600 บาท ไปจนถึง 1,200 บาท ขณะที่ความคุ้มครองนั้นเมื่อตรวจพบเชื้อมีวงเงินเริ่มต้นที่ 30,000 บาท หากเลือกเบี้ยประกันราคา 1,200 บาทนั้นมีค่ารักษาพยาบาลให้ 100,000 บาท ด้านวงเงินคุ้มครองกรณีโคม่าหรือเสียชีวิตเริ่มต้น 1,500,000 ที่สำคัญมีเงินชดเชยจากการรักษาตัวในโรงพยาบาลสูงถึง 1,000 – 2,000 บาท/วัน

ข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/2QxQ023

9. ไทยไพบูลย์ประกันภัย

มาพร้อมสโลแกน แค่เป็นก็จ่าย โดยค่ายนี้มีเบี้ยประกันเริ่มต้นเพียง 199 บาท โดยให้วงเงินคุ้มครองเมื่อตรวจพบเชื้อ 50,000 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/2WsamNV

10. JP Insurance หรือ เจพี ประกันภัย

มาด้วยสโลแกน เจอปุ๊ป จ่ายปั๊ป มี 2 แผนให้ทุกคนเลือก โดยเบี้ยประกันเริ่มต้น 270 – 470 บาท โดยวงเงินคุ้มครองสูงสุดเมื่อตรวจพบเจอเชื้อไวรัสโคโรนา 50,000 – 100,000 บาท โดยครอบคลุมไปถึง การเสียชีวิตด้วยวงเงิน 100,000 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/2WwapbA

จากตัวอย่างดังกล่าวที่นำเสนอมาจะเห็นได้ว่าแต่ละค่ายมีราคาเริ่มต้นที่ไม่สูง โดยถูกสุดเพียง 99 บาทก็สามารถสร้างความอุ่นใจได้แล้ว อย่างไรก็ดีหากสังเกตดูจะเห็นได้ว่า ประกันโควิด-19 หลักให้ความคุ้มครอง 2 ด้าน คือ ค่ารักษาพยาบาล และ คุ้มครองเมื่อตรวจพบเจอโรค หรือ เจอ จ่าย จบ

แล้วจะเลือกแบบไหนถึงเหมาะสมกับเรา?

aomMONEY มองว่า หากคุณเป็นคนไม่มีประกันสุขภาพอยู่แล้ว การซื้อประกันที่มีความคุ้มครองในเรื่องค่ารักษาพยาบาลและมีเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตถือว่าเหมาะสมเพราะอย่างน้อยได้เงินก้อน แต่ทว่าคนที่มีประกันสุขภาพอยู่แล้ว การทำประกันเมื่อตรวจเจอโรค ถือว่าเป็นทางเลือกที่ลงตัวดี

ฉะนั้นแล้ว การมีประกันโควิด-19 ไว้นอกจากอุ่นใจยังทำให้เรารู้สึกได้รับการคุ้มครอง ถือเป็นการลงทุนระยะสั้นที่คุ้มค่า และสามารถทำได้แล้วตั้งแต่วันนี้ สุดท้าย aomMONEY ยังเน้นย้ำเสมอว่า เราอยากให้ทุกคนมีสุขภาพการเงินและสุขภาพกายที่ดีครับ

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“วิธีคำนวณดอกเบี้ย” เมื่อคุณกดเงินสดจากบัตรเครดิต

คนที่มีบัตรเครดิตอยู่ในมือและใช้บัตรเครดิตเป็นประจำ น่าจะรู้กันอยู่นะครับว่าวิธีง่ายๆ ที่จะใช้บัตรฯ ให้คุ้มค่าที่สุดและไม่สร้างหนี้เลย ก็คือ “จ่ายเต็มจำนวนทุกครั้ง-จ่ายตรงเวลา-และถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็อย่ากดเงินสดจากบัตรเครดิต”

หลายคนสงสัยว่า…ทำไมถึงไม่ควรกดเงินสดออกจากบัตรเครดิต?

บก.อาสาเล่าให้ฟังเองครับ

ขอเกริ่นก่อนนะครับว่านี่เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวบก. เมื่อปีที่แล้ว ประมาณวันที่ 10 ธันวาปี 62 ช่วงนั้นงานเยอะมาก บก.มึนๆ + รีบๆ ก็เดินไปกดเงินที่ตู้ ATM ของแบงก์หนึ่งในห้างครับ ด้วยความที่รีบและในกระเป๋าพกบัตรฯ เยอะ 

บก.ดันหยิบบัตรเครดิตออกมากดเงินแทนบัตร ATM ครับ

ความเซอร์ไพรส์ คือ มันไม่แจ้งเตือนอะไรเลยครับ ว่าบัตรเครดิตที่ใส่เข้าตู้ไม่ใช่บัตร ATM เพราะมันกดเงินได้ปกติเหมือนกดบัตร ATM ทั่วไปเลย *บัตรเครดิตของบก.มีทั้งวงเงินเครดิตและวงเงินสินเชื่อที่กดเงินสดและผ่อนได้ครับ

รู้ตัวอีกที ก็คือ ตอนที่เงินออกมาแล้ว 2,000 บาท และบัตรเครดิตเด้งคืนออกมาแทนนั่นแหละครับ  ตอนนั้นเลยรีบค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมครับ เพื่อคำนวณว่าจะเสียดอกเบี้ยอะไรยังไงบ้าง 

อธิบายเกี่ยวกับบัตรเครดิตใบนี้ก่อนนะครับ

  • บัตเครดิตใบนี้ใช้รูดค่าใช้จ่ายไปรวมๆ แล้ว = 15,000 บาท
  • กดเงินสดออกมาอีก = 2,000 บาท

คราวนี้เรามาหาคำตอบกันครับว่าจะเสียดอกเบี้ยอะไรยังไงบ้าง

วิธีคิดอัตราดอกเบี้ยการกดเงินสดออกจากบัตรเครดิต คือ

1. ค่าธรรมเนียมกดเงินสดจากตู้

สูตร ค่าธรรมเนียมกดเงินสดจากตู้ = จำนวนเงินสดที่กดออกมา x 3%

เพราะฉะนั้น : ค่าธรรมเนียมกดเงินสดจากตู้ = 2,000 x 3% = 60 บาท 

ทั้งนี้ขึ้นกับ Rate ของแต่ละที่โดยส่วนใหญ่คิด 3% ของยอดเงินที่กดครับ ตอนนั้นขอ งบ.ก.เสียไป 40 บาท เพราะเป็นตู้ที่มีสัญลักษณ์ ATMPlus ครับ 

2. ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่อวัน

สูตร ดอกเบี้ยแต่ละวัน (บาท) = จำนวนเงินสดที่กดออกมา x (ดอกเบี้ยบัตรเครดิต +  ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต) / 365

เพราะฉะนั้น : ดอกเบี้ยแต่ละวัน (บาท) =  2,000 x (15% + 13%) / 365 = 1.53 บาท

โดยนับจำนวนวันตั้งแต่วันที่กดออก – วันที่คืนเงิน 

เช่น กดมา 90 วัน ก็จ่าย 1.53 x 90 = 137.7 บาท

***เขาคิดดอกเบี้ยเฉลี่ยรายวันตามเงินต้นนะครับ ถ้ายอดกดเงินสดเยอะ มันก็แพงขึ้นครับ เช่น กด 100,000 บาท คำนวณแล้ว ดอกเบี้ยตกวันละ 76.71

สรุป คือ บ.ก.จะมีค่าใช้จ่ายตามนี้ครับ

  1. เงินต้น 2,000 บาท 
  2. ค่าธรรมเนียมกดเงินสดจากตู้ 40 บาท 
  3. ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่อวัน ตกวันละ 1.53  บาท

ต้องการปิดยอดทั้งหมดต้องทำอย่างไร?

บ.ก.ปรึกษากับ Call Center และได้คำแนะนำมาว่าให้จ่ายปิดยอดบัตรเครดิตที่รูดมาทั้งหมด – ปัจจุบัน โดยมีรายการดังนี้ครับ

ยอดรูดบัตรเครดิต 15,000 บาท + จำนวนเงินสดที่กดออกไป 2,000 บาท + ค่าธรรมเนียมตู้กด 40 บาท = 17,040 บาท

โชคดีครับที่เวลาใช้บัตรเครดิตทุกครั้ง บ.ก.จะหักเงินตามจำนวนที่รูดเก็บไว้ที่บัญชีออมทรัพย์ทุกครั้ง บ.ก.จึงสามารถจ่ายปิดยอดทั้งหมดได้ทันที ไม่ต้องรอวันที่เงินเดือนออกครับ *จริงๆ คนใช้บัตรเครดิตควรทำแบบนี้นะครับ ใช้เท่าไหร่-หักเก็บไว้เลย

สุดท้ายแล้วอยากฝากว่าบัตรเครดิตเป็นแค่เครื่องมือทางการเงินที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้เราครับ อยากให้มองว่าจริงๆ เจ้าบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด ก็เป็นฮีโร่ในวันที่เราจำเป็นต้องใช้เงินสดจริงๆ มันขึ้นอยู่กับวินัยของผู้ใช้แล้วครับว่าจะใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือใช้ให้เกิดโทษกับตัวเอง

ขอบคุณครับ

บก.aomMONEY


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุน

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“หรั่งพระนคร” อดีตนักโทษห้องขัง สู่ผู้รังสรรค์กีต้าร์ทำมือแบรนด์ “Be Light Guitar”

“เพราะชีวิตและเส้นทางของคนเรานั้นต่างกัน” แม้ทางเลือกชีวิตคนเรานั้นจะมีไม่เท่ากัน แต่ทุกคนสามารถเลือกเส้นทางชีวิตที่ดีให้กับตัวเองได้ พบกับเรื่องราวชีวิตอดีตนักโทษห้องขังกว่า 15 ปี “หรั่งพระนคร” หรือ“อัครินทร์ ปูรี” เจ้าของแบรนด์กีต้าร์แฮนด์เมด “Be Light Guitar” ที่จะมาเล่าเส้นทางชีวิตโลกอีกใบของคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในสถานพิจ คุกทหาร และเรือนจำ จนก้าวมาเป็นเจ้าของแบรนด์กีต้าร์ทำมืออย่าง Be Light Guitar ที่มีรายได้ถึงหลักหมื่นต่อเดือน 

จุดเปลี่ยนชีวิตของเขา และบทเรียนที่ได้เรียนรู้มีอะไรบ้าง ติดตามอ่านได้ในบทสัมภาษณ์นี้ของคอลัมน์ aomMONEY INSPIRED ครับ

แนะนำตัวเอง

หรั่งพระนคร : ผมหรั่ง อัครินทร์ ปูรี ตอนนี้ผมอายุ 36 ปี เป็นช่างทำกีต้าร์ เจ้าของแบรนด์ BE LIGHT GUITAR รายได้เฉลี่ยแต่ละปีไม่แน่ใจนะครับ แต่ละเดือนจะอยู่ราวๆ 14,000 – 15,000 บาทครับ

ชีวิตในวัยเด็ก

หรั่งพระนคร : ชีวิตตอนเด็กของผมเนี่ย ผมอายุได้ประมาณ 6 ขวบ คุณแม่ผมก็เสียชีวิต ความอ่อนโยนที่คอยเชื่อมระหว่างแม่กับคุณพ่อในการเลี้ยงลูก สำหรับผมมันไม่มี คุณพ่อผมเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ สอนพิเศษคุณพ่อผมก็ต้องทำงานหนัก ทำงานหาเงินเลี้ยงลูก เอาตัวเองเป็นทั้งคุณพ่อคุณแม่ งั้นในแต่ละวันคุณพ่อจะพบแต่ความเครียด 

ฐานะทางบ้านเรามันไม่ค่อยดี เราไม่มีบ้านเป็นของตัวเองก็จะใช้วิธีการเช่าอะพาร์ตเมนต์อยู่ ผมมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน เป็นลูกชายคนเดียว ผมอยู่กับพี่สาวคนกลาง พี่สาวคนโตเนี่ย ก็ต้องถูกส่งไปอยู่กับทางญาติฝ่ายคุณแม่และน้องสาวคนเล็กเนี่ยก็ยกไปเป็นลูกบุญธรรมของครอบครัวหนึ่ง

ชีวิตมันเปลี่ยนตรงนี้แหละ พอแม่เสียปุ๊บเนี่ย คุณพ่อผมเกิดความเสียใจมาก คุณพ่อผมเนี่ยก็ใช้วิธีการย้อมใจโดยการดื่มเหล้า และทุกครั้งที่คุณพ่อผมดื่มเหล้าเนี่ยเหมือนพฤติกรรมแกเปลี่ยน แกกลายเป็นบุคคลที่ชอบใช้ความรุนแรงกับลูก คือเวลาพูดอะไรแล้วผมกับพี่สาวไม่ฟังเนี่ย แกก็จะใช้วิธีการตี ไม่เหมือนกับตอนที่แกไม่ได้ดื่มเหล้าเนี่ย แกจะเป็นคุณพ่อที่น่ารักมาก

โดนสังคมบูลลี่ตั้งแต่ ป.1

หรั่งพระนคร : ตอนที่เข้าไปเรียนโรงเรียน ป.1 คือพ่อเราไม่ได้มีเงินมากพอที่จะส่งให้เราไปเรียนโรงเรียนเอกชนดีๆ ผมกับพี่สาวก็เข้าไปเรียนโรงเรียนวัด เรา 2 คนเป็นลูกครึ่งมันทำให้เหมือนกลายเป็นตัวประหลาด ก็ถูกกลุ่มเพื่อนในห้องเรียนล้อ ล้อเป็นปีๆ จนพอขึ้น ป.2 เราทนไม่ได้แล้ว ใครมารังแกเรากับพี่สาว เราก็จะต่อยเขา 

“ด้วยความเป็นเด็กก็เข้าใจว่าไอ้ความรุนแรงเนี่ยมันคือคำตอบ มันสามารถยุติสิ่งที่เราไม่ชอบได้”

ติดคุกครั้งแรกตอนอายุ 15

หรั่งพระนคร : ตอน ม.3 เทอมแรกเนี่ย มันมียาบ้าระบาดหนักในโรงเรียน ตอนนั้นปี 2542 เหมือนผมก็ลองเสพกับเพื่อนเสพเป็นแฟชั่นครับ พอเราลองเสพเสร็จ มันก็ทำให้ผมติดยา

มันมีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปเสพยาที่บ้านร้างหลังหนึ่ง เสพเสร็จก็กลับบ้านไม่มีอะไร แต่เพื่อนๆ ในกลุ่มผมเนี่ยเขานำเด็กผู้หญิงไปกระทำชำเรา จะไปข่มขืนอะไรแบบนี้ พอผ่านไป 2 วันตำรวจจับกลุ่มพวกนี้ได้หมดเลย แล้วผมก็ถูกซัดทอดว่ามีส่วนร่วมในนั้น แต่ว่าเราไม่ได้สนใจจะไปข่มขืนผู้หญิงหรืออะไร เราเพียงแค่เสพยาหลังเลิกเรียน ก็เลยถูกจับติดคุกเด็กครั้งแรกตอนอายุ 15 ปี

ชีวิตในสถานพินิจ

หรั่งพระนคร : คือเข้าสถานพินิจตอนถูกจับกลัวมากเลย เราเป็นคนใหม่เข้าไปเนี่ยเราก็จะถูกรังแกโดนข่มด้วยภาษาที่แบบรุนแรง เฮ้ย! มึงหลบไปสิ บ้านมึงอยู่ไหน เขาใช้ความเป็นหัวโจกข่มเรา มีแต่เด็กที่คุยเรื่องเลวๆ ใส่กัน

ติดมาได้ประมาณเดือนหนึ่ง คุณพ่อก็หาเงินมาประกันตัว พอออกมาจริงๆ มันก็รู้สึกกลัวนะ แต่พอออกมาปุ๊บ กลุ่มเพื่อนนักเรียนที่รู้จักเราก่อนเราถูกจับเข้าไปเนี่ย กลับยิ่งยอมรับเราอีก ยิ่งยกยอให้เราเป็นเหมือนแบบอย่างในด้านนี้ มันก็ทำให้เราถลำลึกก็กลับไปเสพยาเหมือนเดิม ก็มาเข้าเฉพาะสถานพินิจก็ 7 ครั้ง

ไปเกณฑ์ทหารเพื่อหวังจะเลิกยา

หรั่งพระนคร : ผมอายุ 18 ปีแล้วเนี่ย คุณพ่อกับพี่สาวก็เลยขอร้องบอก หรั่งไปเป็นทหารได้ไหม เขาคาดหวังว่าถ้าผมอยู่ไปอยู่ในกฎเกณฑ์ อยู่ในระเบียบวินัยในกรมทหารเนี่ย มันน่าจะช่วยให้ผมเลิกยาเสพติดได้ เราสงสารคุณพ่อ เราก็เลยรู้สึกว่า เออ ไปให้คุณพ่อหน่อย

พอผมเข้าไปสมัครปี 2544 เนี่ย โชคร้ายคือ คุณพ่อเนี่ยเสียเลยคุณพ่อตรอมใจตาย ดื่มเหล้ามากแล้วก็เสียชีวิต พอหลังจากฝึกผมก็เลิกยาเสพติดไม่ได้ ก็ไปหากลุ่มเพื่อนทหารเหมือนกันที่เสพยา สุดท้ายเราก็ไปติดยาอยู่กับเขาจนมาถูกจับติดคุกทหารอีก 1 ปี 6 เดือน

โดนคดีชิงทรัพย์ติดคุก 10 ปี

หรั่งพระนคร : พอผมพ้นโทษจากคุกทหารมา พี่สาวก็ถามผมว่า เนี่ยติดคุกมาขนาดนี้แล้ว พ่อก็เสียแล้วอยากเลิกยาเสพติดไหม ในใจลึกๆ เราอยากเลิก แต่เราไม่กล้าพูดเพราะในใจเรารู้ว่าเราเลิกมันไม่ได้ ด้วยกำลังตัวเองเราเลิกไม่ได้สักที สุดท้ายผมต้องกลับไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนเหมือนเดิม แล้วไปทำคดีชิงทรัพย์ถูกตำรวจจับศาลตัดสิน 10 ปี เหตุผลก็คือผมไม่มีเงินซื้อยาเสพติด

ชีวิตอีกโลกหนึ่งข้างในคุก

หรั่งพระนคร : ความรู้สึกข้างในกับข้างนอกมันต่างกัน คือในคุกก็เป็นอีกหนึ่งโลก เนื่องจากเราใช้ชีวิตในเรือนจำมันนานรอบนี้ศาลตัดสินผม 10 ปี เราซึมซับพฤติกรรมด้านลบเยอะเรียนรู้วิถีเกเรในเรือนจำเพื่อให้เราไม่ถูกรังแกและทำให้เราได้อยู่สบาย มันก็ทำให้ผมเกเรมากเข้า มากเข้าจนผมรู้สึกว่าในคุกก็เป็นอีกโลกหนึ่งเหมือนกัน

คุกมีไว้ขังคนจน จริงไหม

หรั่งพระนคร :  ไม่ครับ ผมมีเพื่อนมากมายที่มีเงินมหาศาลเลย มีเงินเยอะคนรวยสุดท้ายก็ทำผิด คือความผิดถูก มันขึ้นอยู่กับจิตวิญญาณของเขา ถามว่าคนรวยติดในคุกก็เยอะแยะ งั้นโอกาสของ 2 กลุ่มนี้มีเท่ากัน งั้นคนทั้ง 2 กลุ่มนี้ถ้าเขามีศีลธรรม เขาจะปฏิเสธความไม่ดี

จากนักโทษสู่หัวโจกใหญ่

หรั่งพระนคร : ก็เริ่มเกเรพอมีอิทธิพลบ้าง สร้างปัญหาให้กับเจ้าหน้าที่ ถูกย้ายไปแดนอื่น ถูกตีขังซอย ช่วงนั้นไม่กลัวตายเลยต่อให้มีเรื่องกันหรือเจ้าหน้าที่ตีหนักแค่ไหน แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งปี 2552 ผมถูกสถาปนาให้ขึ้นไปอยู่ตำแหน่งสูงสุด เขาเรียกว่าหัวเรือพระนคร หรือเรียกว่าหัวหน้าแก๊งเลย ตอนนั้นเป็นตำแหน่งที่สูงสุดแล้ว คือในแดนนั้น แดน 4 ที่ผมอยู่ ปี 2552 เนี่ย คนในแดนประมาณ 1,000 กว่าคน คือยอมรับผมหมดแล้ว 

ตำแหน่งนี้พอเราได้มาเนี่ยความกลัวมาเลยครับ กลัวตาย.. กลัวถูกทำร้าย กลัวทุกอย่าง กลัวจนเกิดความหวาดระแวงทุกสิ่งเลย เพราะก่อนหน้านี้เราเคยเห็นเพื่อนเราทุกคนที่มาอยู่จุดแบบนี้จบไม่สวยเลยสักคน พอมาถึงเราก็เหมือนรอคอยวันจุดจบของเราว่ามันจะแค่เป็นวันไหนเท่านั้นเอง ถ้าโชคดีเราก็ตาย แต่ถ้าโชคร้ายในคุก เราจะพิการ

อยู่ในเรือนจำก็ต้องบริหารเงิน

หรั่งพระนคร : ในเรือนจำเนี่ยถามว่าบริหารเงินไหม สมัยยุคของผมมันฝากเงินได้ ใช้ได้วันละ 200 บาท เราไม่มีญาติคนไหนมาฝากได้ครบทุกเดือน นอกจากคนรวยจริงๆ ที่จะมาฝากเดือนละ 6 พันบาท งั้นเราก็จะใช้วิธีการแบบเรามีลูกบ้าน เงินของลูกบ้านทั้งหมดก็จะเป็นเงินของเรา เราก็จะมีวิธีจัดการว่าคนนี้จะได้เงินใช้เท่าไหร่ ต้องเหลือเงินไปซื้อข้าวเท่าไหร่อย่างนี้ครับ

ส่วนข้างนอกมันมีสิ่งของที่ตอบสนองความต้องการเราได้ไม่ว่าโทรศัพท์แพงๆ กางเกง เสื้อ รองเท้า งั้นการบริหารเงินข้างนอกน่าจะยากกว่า คือสิ่งเดียวที่ยึดไว้เลย คือความพอเพียง

สิ่งเดียวที่ยังห่วงคือ พี่สาว

หรั่งพระนคร : ผมมีพี่สาวคนเดียวที่คอยมาเยี่ยม เขามาทำหน้าที่แทนคุณพ่อ คุณแม่ คอยส่งเสียโดยการส่งจดหมายหาผมพี่สาวผมทำแบบนี้ตลอดโดยไม่เคยทิ้งผมเลย จนพอผมได้รับโอกาสพบญาติครั้งสุดท้าย ในใจผมกะจะลาเขาแล้ว ผมจะบอกเขาว่าพี่ครับพี่ไปจากชีวิตผมเลย น้องคนนี้กลับตัวไม่ได้ ผมกำลังดึงพี่สาวมาติดคุกด้วย เวลาพี่สาวผมมีโอกาสเจอผู้ชายดีๆ หรือมีโอกาสได้หน้าที่การงานที่จะต้องห่างจากน้อง ก็ไปไม่ได้เพราะเขามัวแต่ห่วงน้องคนนี้

แต่วันนั้นพี่สาวผมพูดเรื่องพระเจ้า พี่สาวบอกว่าแววตาของผมเนี่ยเหมือนคนสิ้นหวัง หน้าตามันดูแบบเคร่งเครียด พี่สาวเลยบอกว่ามีโอกาสลองเข้าไปทางศาสนาไหม พอดีพี่เชื่อพระเจ้าเป็นคริสเตียนแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อเพราะว่าพี่สาวเป็นคนพูด และเขาไม่เคยโกหกเราเลย

ผมก็กลับไปแล้วก็อธิษฐานกับพระเจ้า ถ้าพระเจ้าองค์นี้มีอยู่จริงช่วยทำให้ผมได้พ้นโทษได้ไหม ทำให้ผมเกิดศรัทธาได้ไหม และอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นหลังจากวันที่ผมอธิษฐานผ่านไป 1 ปี ผมได้รับพระราชทานอภัยโทษ

“สิ่งหนึ่งที่มันช่วยเยียวยาผมก็คือกลุ่มพี่น้องคริสเตียนแล้วก็หลักคำสอน มันช่วยเหมือนเยียวยาสภาพจิตใจให้เรามีศีลธรรมมากยิ่งขึ้นหลังจากนั้นกระบวนการความคิดผมเริ่มเปลี่ยน”

ชีวิตหลังพ้นโทษ

หรั่งพระนคร : ตอนที่ออกมาแล้วยากมากครับ ผมก็ไม่เคยคิดเรื่องข้างนอกเลย ไม่เคยวางแผนชีวิตว่าพ้นโทษมาเราจะไปสมัครงานที่ไหน แต่พี่สาวเนี่ยก็ช่วยพาผมไปอยู่ที่มูลนิธิหนึ่ง ชื่อมูลนิธิบ้านพระพร มูลนิธินี้เขาช่วยเหลือกลุ่มนักโทษที่พ้นโทษมา เพื่อปรับปรุงทัศนคติ สอนเรื่องราวของพระเจ้าและจัดหาอาชีพให้

การปรับตัวเข้ากับสังคม

หรั่งพระนคร : ปรับไม่ได้เลยครับ คือจากที่ว่าเขาคุยกับเราดีๆ พอเราบอกเราเคยเป็นอดีตนักโทษ เราเคยใช้ชีวิตในเรือนจำนะครับ ผมสัมผัสได้ว่าหลายๆ คนไม่ได้ต้อนรับผม จนผมเริ่มไม่กล้าที่จะบอกแล้ว เฮ้ย เราจะพูดดีรึเปล่า “มันกลายเป็นผมเริ่มติดคุกในใจแล้ว”

จนวันหนึ่งพี่สาวบอกให้ลองอธิษฐานกับพระเจ้า พออธิษฐานเสร็จผมรู้สึกว่าผมจะพูด เราเป็นอดีตนักโทษวันนี้เรากลับใจได้แล้ว ผมก็ตัดสินใจยืนหยัดที่จะพูดแบบนี้ จนได้มีโอกาสออกรายการทีวี

เริ่มมาทำกีต้าร์ได้ยังไง

หรั่งพระนคร : ในขณะที่ผมมาอยู่มูลนิธิมีพี่คนหนึ่งชื่อคุณแหลม เขาก็เป็นช่างทำกีต้าร์แฮนด์เมด คือเวลาเขามาเห็นผมในมูลนิธิเขาก็เหมือนแบบอยากจะให้โอกาสอดีตนักโทษได้สร้างอาชีพ คือผมไม่มีความรู้เลยผมรู้แค่ว่ามันคือกีต้าร์พอเขาหยิบกีต้าร์ขึ้นมาอธิบายขั้นตอนในการทำ ในใจผมปฏิเสธไปแล้วว่าไม่เอา แต่เหมือนแกมองแววตาผมออกแกก็พยายามบอกผมว่าลองดู “ลองดูไม่ได้ไม่เป็นไรแต่ต้องลองทำดูก่อน”

สิ่งหนึ่งที่ผมตัดสินใจเรียนเลย คือผมเป็นคนชอบงานศิลปะก็เลยตัดสินใจไปเรียนกับแก ในช่วง 6 เดือนแรกนี่เรียนยากมาก ตอนที่ได้เริ่มทำเป็นอาชีพก็คือ ผมใช้เวลา 7 ปี 6 เดือน มันทำให้เราได้มองสองมือตัวเองว่ากีต้าร์ตัวแรกของเรา เฮ้ย! เราทำแล้วมีคนยอมรับและมีคนซื้อเรา มันเลยทำให้เราเกิดความภาคภูมิใจ เพราะสองมือเราไม่เคยทำสิ่งดีๆ เลย หลังจากนั้นมาเราก็เลยอยากทำเป็นอาชีพ

หลังจากนั้น 4 ปี ผมตัดสินใจออกจากมูลนิธิ ผมมาเจออาจารย์ท่านหนึ่งชื่อคุณวิรุฬ ทรงบัณฑิต หรือครูนิด แกทำกีต้าร์เป็นอาชีพ แล้วก็มารู้ว่าแกเป็นอาจารย์ของพี่แหลมอีกทีหนึ่งเราก็มีโอกาสพูดคุยกัน เขาก็พยายามผลักดันบอกหรั่งมันทำเป็นอาชีพได้ ผมก็เลยตัดสินใจไปอยู่ช็อปของเขาเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน เขาก็ให้สถานที่ผมไปเรียนรู้อยู่กับเขาจนสามารถทำกีต้าร์เลี้ยงดูตัวเองได้จริง หลังจากวันนั้นผมเพิ่งจะมีช็อปตรงนี้เป็นของตัวเองประมาณ 1 ปี มันค่อนข้างยากมากครับ

ความภาคภูมิใจในชีวิต

หรั่งพระนคร : ก็เมื่อก่อนเราต้องการการยอมรับ เราทำสิ่งผิดแล้วเราก็ถลำลึก แต่พอมาวันนี้เรากลับเนื้อกลับตัวมีอาชีพสุจริตและทำสิ่งที่มันถูกต้องและมีคนยอมรับ มันเป็นพลังใจที่จะรักษาชีวิตของผมไว้ แล้วอีกอย่างผมเป็นวิทยากรเข้าเรือนจำ ทุกวันนี้นักโทษหลายๆ คนที่เป็นเพื่อนผมเนี่ย เขามองเราเหมือนเป็นรุ่นพี่เป็นแบบอย่างที่จะสามารถหยิบยื่นโอกาสให้กับเขาได้ เป็นความภาคภูมิใจในชีวิต ถ้าพี่สาวไม่มาเยี่ยมผมตอนนั้น ผมน่าจะตายในคุกไปแล้วครับ

เรือนจำและการศึกษา

หรั่งพระนคร :  เรือนจำมันคือสถานที่ลงโทษ ถ้าเราจะช่วยเหลือนักโทษในเรือนจำ มันต้องเปลี่ยนให้เป็นการพัฒนาเป็นโรงเรียนสอน เพราะมนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในตัวอยู่แล้ว แต่วันนี้เขาแค่ทำผิด คนทุกคนทำผิดได้ ในยุคสมัยผมที่ผมสามารถเรียนจบ กศน. ม.6 มาได้เพราะมันมี กศน. เข้าไปสอนในเรือนจำ ขณะเกเรเนี่ยผมก็ยังเรียนงั้นผมว่าการศึกษาเนี่ยเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในเรือนจำ

ฝากถึงคนที่ยังกลับตัวไม่ได้

หรั่งพระนคร : ผมอยากจะฝากข้อคิดสำหรับคนที่อยู่ในคุก ถ้าคุณพ้นโทษมาแล้วเนี่ย เวลาคุณจะทำสิ่งใดหรือจะทำผิดซ้ำอีก ให้คุณนึกถึงความลำบากที่คุณเคยอยู่ในเรือนจำ คุณจะได้ไม่ต้องทำสิ่งนั้น และกลับมาอยู่ที่เดิม เวลาได้โอกาสออกมาแล้วเนี่ยจงรักษามันไว้ให้ดี

ส่วนคนทั่วไปที่กำลังเดินเส้นทางแบบนี้ ผมยังไม่เห็นใครสักคนหนึ่งเป็นนักเลงประสบความสำเร็จ สุดท้ายไม่ตายก็ติดคุก เชื่อผมครับทำสิ่งที่ดีอาจจะช้าหน่อยแต่มีคนยอมรับแน่นอน จงรักษาสิ่งที่ดีไว้ครับ

ฝากถึงสังคมในวันนี้

หรั่งพระนคร : ผมขอฝากถึงสังคมอย่างนี้ครับ คือผมไม่เคยพูดเลยนะว่าให้สังคมเราช่วยนักโทษทุกคนที่อยู่ในเรือนจำ แต่ผมขอโอกาสให้กับคนที่เขาพร้อมจะพิสูจน์ตัวเอง มีนักโทษมากมายที่ออกมาและพร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเอง ให้โอกาสกับเขาได้พิสูจน์ อยากให้สังคมให้โอกาสเขาอย่าเพิ่งปิดกั้นเขา สิ่งเดียวที่ผมขอครับ

นี่คือประสบการณ์ชีวิตของโลกอีกใบหนึ่งของ “อัครินทร์ ปูรี” หรือ “คุณหรั่ง” เจ้าของแบรนด์กีต้าร์แฮนเมด “Be Light Guitar” จากอดีตนักโทษที่ครั้งหนึ่งเคยพลั้งพลาดไป แต่วันนี้เขากลายเป็นคนใหม่ที่มีอาชีพสุจริตบนความเรียบง่าย ชีวิตครอบครัวของคุณหรั่งที่ผ่านมาอาจไม่ได้มีพร้อมเหมือนคนอื่น แต่ทีมงงานเชื่อว่าทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า “กำลังใจจากครอบครัวเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีวันนี้ได้”

ทางทีมงานคาดหวังว่าเรื่องราวและแง่คิดดี ๆ ของคุณหรั่ง จะส่งต่อไปถึงกับผู้อ่านทุกท่าน และเพื่อนๆ ที่กำลังหลงทางอยู่ในวันนี้ อยากให้อ่านบทความนี้ ลองทบทวนชีวิตที่ผ่านมา และเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทีมงานเป็นกำลังใจให้เสมอครับ 

วัชรินทร ศิระวัฒนานนท์ (ผู้เขียน)

รฐาพัชร์ ตุลยพิทักษ์ (บรรณาธิการ)

ทีมงาน aomMONEY Inspired

“ผมเป็นอดีตนักโทษ นั่นคือผม 

ส่วนคนทั่วไปที่กำลังเดินเส้นทางแบบนี้ ผมบอกเลยว่ามันจบไม่สวย 

ผมยังไม่เห็นใครสักคนหนึ่งเป็นนักเลงประสบความสำเร็จ สุดท้ายไม่ตายก็ติดคุก”

– อัครินทร์ ปูรี –

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save