ถ้าอยากลดหย่อนภาษีด้วย SSF EXTRA อย่าลืมดูด้วยว่าลงทุนหุ้นแบบไหน? ตรงใจหรือเปล่า?

ผ่านวันที่ 1 เมษายน มาไม่นาน แต่เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นกองทุน SSF ประเภทใหม่ออกมาแล้วใช่ไหมครับ นั่นคือ SSF EXTRA ซึ่งเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีพิเศษในช่วงเวลานี้

สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น พร้อมกับลดหย่อนภาษีไปด้วยกัน เอาล่ะครับ เรามาเช็คเงื่อนไขกันอีกสักทีหนึ่งดีกว่า ว่ากองทุน SSF EXTRA ประเภทนี้มีเงื่อนไขแบบไหน เหมาะกับใครบ้าง

• ซื้อได้สูงสุด 200,000 บาท โดยไม่มีเงื่อนไข % ของรายได้

• ต้องถือครองไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี

• เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 65% ของสินทรัพย์สุทธิ

• ซื้อได้ตั้งแต่ 1 เม.ย. – 30 มิ.ย. 2563

ถ้าลองมองเงื่อนไขนี้จะเห็นว่ามี 2 ปัจจัยที่สำคัญต่อผลตอบแทนที่เราได้รับ นั่นคือ ลงทุนในหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 65% และต้องลงทุนภายในช่วงเวลาที่จำกัด คือ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2563 

นั่นแปลว่าเราต้องลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายการบริหารจัดการที่ดี เชื่อถือได้ รวมถึงมีการคัดเลือกหุ้นอย่างเหมาะสมในช่วงเวลานี้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่จำกัด ซื้อแล้วต้องถือครองไปเลย 10 ปีเต็ม แล้วค่อยมาเห็นกันอีกที เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนระยะยาวอย่างแท้จริง

ไหนๆ เมื่อพูดถึงการเลือกหุ้นสำหรับกองทุน SSF EXTRA แล้ว ก็ขอมาแนะนำกองทุนที่น่าสนใจกันสักหน่อย เพราะตอนนี้ทาง บลจ.กสิกรไทย เขากำลังเปิดตัวกองทุนใหม่ K SUPERSTAR SSFX หรือ กองทุนเปิดเค ซูเปอร์สตาร์ เพื่อการออมพิเศษ

โดยกองทุนนี้เลือกใช้ผู้จัดการกองทุนทีมเดียวกันกับ K-STAR-A(R) ที่ติดอันดับ 5 ดาวของ Morningstar (ข้อมูล ณ วันที่ 23 มีนาคม 2563) กันเลยทีเดียว และกสิกรไทยเองก็เพิ่งคว้ารางวัลบลจ.ยอดเยี่ยมประเภทหุ้นไทย จาก Morningstar Awards 2020 มาด้วย

โดยกองทุน K SUPERSTAR SSFX มีนโยบายลงทุนเหมือนกันกับ K-STAR โดยเน้นลงทุนในหุ้นไทยชั้นนำพื้นฐานดีที่มีศักยภาพ มีกระแสเงินสดที่มั่นคง และสามารถเติบโตได้แม้ในสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ผ่านกลยุทธ์การบริหารจัดการแบบจับจังหวะการลงทุน “Tactical Trade” ที่ผู้จัดการกองทุนจะคอยจับจังหวะซื้อขายหุ้น จึงสามารถทำกำไรได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

อีกทั้งกองทุน K-STAR เมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัด (SET TRI) ยังสามารถทำผลการดำเนินงานได้ดีกว่าอย่างสม่ำเสมอแม้ในทุกวิกฤตทางการเงิน

แต่อย่างไรก็ดี มีความแตกต่างตรงที่ K SUPERSTAR SSFX สามารถให้น้ำหนักหุ้นไทยถึง 80% เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่มากกว่า นอกจากนั้นกองทุน K SUPERSTAR SSFX ยังมีนโยบายการจ่ายปันผลอีกด้วย โดยจ่ายได้มากที่สุดปีละ 4 ครั้ง ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการกระแสเงินสดจากการลงทุนในระหว่างที่ต้องถือกองทุนระยะยาว

ดังนั้น ลองพิจารณาตัวเองดูครับว่า ตัวเราต้องการลงทุนระยะยาว 10 ปีในหุ้นไทยหรือเปล่า และต้องการกองทุน SSF EXTRA แบบไหนมาเคียงคู่ นโยบายการลงทุนที่เน้นคัดสรรหุ้นแค่ไหน ผู้จัดการกองทุนมีแนวโน้มบริหารอย่างไร ดังนั้นถ้าใครมองว่าหุ้นไทยช่วงนี้เป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน และถือครองได้ยาวตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และเห็นแล้วว่ามีเงินสดเพียงพอกับการซื้อเพื่อลดหย่อนภาษี ถ้าสามารถหาคำตอบตรงนี้ให้ตัวเองได้ ก็เหลือเพียงแค่เลือกกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่ตรงกับใจเราก็พอแล้วล่ะครับ

อย่าลืมนะครับ อาจจะซื้อครบ 200,000 บาทเต็มสิทธิ์ หรือทยอยซื้อก็ได้ ขึ้นกับฐานรายได้ที่ต้องจ่ายภาษีและลงทุนตามจำนวนเงินที่บริหารจัดการไว้ และคิดว่าเหมาะสมกับการลงทุนเพื่อเป้าหมายของเรา เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะลงทุนในกองทุน SSF EXTRA แล้วล่ะครับผม

แต่เดี๋ยวก่อน สำหรับคนที่สนใจลงทุนในกองทุน K SUPERSTAR SSFX ตอนนี้มีโปรโมชั่นพิเศษ เมื่อลงทุนทุก 50,000 บาท รับไปเลย Cash Back 100 บาททันที โดยรับสูงสุด 400 บาท (เฉพาะช่วงเวลาวันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2563 นี้เท่านั้น) แม้ตอนนี้ใครจะ Work From Home ก็ซื้อได้ง่ายผ่านแอป K PLUS หรือ K-My Funds คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/2WTfVFj

คำเตือน

– ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

– ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต 

– ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม

#KAsset #KSUPERSTARSSFX #คำตอบที่ใช่ของการลงทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

โควิด-19 อาจทำคนไทย “ตกงานถึง 6.5 ล้านคน!”

aomMONEY ทราบอัพเดตมาจากสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (ECONTHAI) ว่า “หลังจากที่ไวรัสโควิด-19 ได้ระบาดในไทยเป็นระยะเวลามานานกว่า 2 เดือน ตอนนี้ได้เริ่มส่งผลกระทบรุนแรงต่อการจ้างงาน โดยคาดการว่าในมีนาคม – เมษายน จะมีคนตกงานไม่น้อยกว่า 6.5 ล้านคน จากปกติสถิติคนว่างจองสำนักงานสถิติแห่งชาติสูงสุดไม่เกิน 5 แสนคน”

โดยตัวเลข 6.5 ล้านคน นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยกล่าวว่า  “มาจากแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 2.75 ล้านคน ลูกจ้างที่ถูกปิดกิจการโดยคำสั่งรัฐ เช่น ลูกจ้า่งในร้านค้า ร้านอาหาร ในห้างประมาณ 1 ล้านคน ร้านค้ารายย่อย 8.4 แสคน แผงลอย 9 หมื่นคน ร้านนวดแผนโบราณ ร้านเสริมสวย 3.7 แสนคน ร้านอาหาร 2.1 แสนคน แรงงานในอุตสาหกรรมรถยนต์อีหลายแสนคน รวมไปถึงแรงงานเด็กจบใหม่ 5 แสนคน และคนงานตกงานสะสมอีก 4 แสนคน”

ทั้งนี้ เราก็คงต้องรอดูกันครับว่าสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยเราจะจบลงอย่างไร หากสามารถจบได้ไว การฟื้นตัวก็น่าจะทำได้เร็ว แต่ถ้าหากลากนานไปมากกว่านี้ ก็อาจจะฟื้นตัวลำบากมากขึ้น

aomMONEY ขอเอาใจช่วยและเป็นกำลังใจเพื่อนๆ ทุกคน 

และจะคอยอัพเดตมาตรการช่วยเหลือเพื่อนๆ ให้ได้มากที่สุดครับ

มาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก “โควิด-19” เฉพาะผู้ประกันตนมาตรา 33 (ลูกจ้างหรือพนักงานเอกชน)

สำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ในสถานการณ์ กรณีนายจ้างไม่ให้มาทำงานเนื่องจากสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ให้กักตัว 14 วัน และเนื่องจากกรณีหน่วยงานภาครัฐมีคำสั่งให้หยุดกิจการชั่วคราว ทำให้เพื่อนๆ หลายคนได้รับผลกระทบไม่สามารถทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง ตรงนี้สามารถรับเงินชดเชยได้ที่ช่องทางเว็บไซต์ “ประกันสังคมเท่านั้น” นะครับ

โดยเพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่บทความนี้ที่ aomMONEY เคยเขียนไว้เลยครับว่าต้องเข้าไปลงทะเบียนอย่างไร https://bit.ly/2Rl9WFY

  • เป็นสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเฉพาะผู้ประกันตนมาตรา 33 เท่านั้น  โดย นิยามของ “ผู้ประกันตน มาตรา 33 คือ ลูกจ้างผู้ทำงานให้กับนายจ้างที่อยู่ในสถานประกอบการ หรือพนักงานเอกชน”
  • การสมัครสมาชิกเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคมมิใช่การลงทะเบียนมาตรการเยียวยา 5,000 บาท (3) เดือน

มาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก “โควิด-19” สำหรับเพื่อนๆ แรงงาน ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระ ผู้ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33

สามารถเข้าไปลงทะเบียนเพื่อรับเงินช่วยเหลือ จากมาตรการเยียวยา 5,000 บาท (3 เดือน) ได้ครับที่ https://www.xn--12cl1ck0bl6hdu9iyb9bp.com/

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/


ขอบคุณข้อมูลจาก 

https://www.matichon.co.th/bullet-news-today/news_2news93

ตอบ 10 ข้อสงสัย “การขอรับเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้า”

สำหรับเพื่อนๆ ชาว aomMONEY ที่ยังมีคำถามสงสัยเกี่ยวกับ “การขอรับเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้า” วันนี้ aomMONEY ได้รวบรวมคำถาม-คำตอบเกี่ยวกับประเด็นนี้มาฝากเพื่อนๆ แล้วครับ มาเริ่มกันที่คำถามแรกเลยครับ

1. วิธีลงทะเบียนรับเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้าผ่านเว็บไซต์ กฟภ. ทำอย่างไร?

สามารถทำตามได้ในบทความนี้เลยครับ https://bit.ly/2V7Mhtr

2. ถ้าเราลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะได้รับเงินคืนเมื่อไร?

ระบบจะแจ้งให้ทราบทางหมายเลขโทรศัพท์ที่ได้ระบุไว้ ดังนี้

  • 1. PEA คืนเงินประกัน xx,xxx.00 บาท วันที่ dd/mm/yy บัญชีพร้อมเพย์
  • 2. PEA คืนเงินประกัน xx,xxx.00 บาท วันที่dd/mm/yy บัญชี 123xxxxxxxx1234
  • 3. PEA คืนเงินประกัน xx,xxx.00 บาท รหัส XXXXXX ที่ 7-11

3. เราจะตรวจสอบสถานะการคืนเงินได้อย่างไร?

เพื่อนๆ สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่ “เว็บไซต์การไฟฟ้า” https://dmsxupload.pea.co.th/cdp/ โดยกรอกข้อมูลที่ “หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้า” และ “หมายเลขประจำตัวบัตรประชาชน” และกดตรวจสอบสถานะได้เลยครับผม

4. ถ้าเจ้าของเงินประกันเสียชีวิตไปก่อนแล้ว จะขอคืนเงินประกันได้อย่างไร?

คำตอบตามนี้ครับ

  • 1. ผู้จัดการมรดก โดยต้องมีบัตรประชาชน คำสั่งศาลแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก ซึ่งเมื่อได้รับเงินคืนไปแล้วต้องนำไปจัดสรรให้แก่ทายาทตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
  • 2. ทายาทตามกฎหมาย เช่น บิดา มารดา สามี ภรรยา บุตรทุกคน โดยใช้หนังสือแสดงความยินยอมให้ทายาทหรือบุคคลในครอบครัว เป็นผู้ยื่นขอเงินคืนพร้อมเอกสารตามที่กำหนดไว้

5. สามารถให้ สามี บุตร ภรรยา หรือลูกรับเงินประกันแทนได้หรือไม่?

ได้ครับ เฉพาะกรณีที่เลือกรับเป็นเงินสดที่ สนง.กฟฟ. โดยต้องทำการมอบฉันทะ หรือมอบอำนาจให้รับเงินมาแสดงด้วย ซึ่งหนังสือมอบอำนาจ ไม่ต้องติดอากรแสตมป์ ก็สามารถใช้ได้

6. ถ้าที่บ้านมีมิเตอร์หลายลูกสามารถขอรับเงินประกันคืนได้ทั้งหมดหรือไม่?

ได้ทั้งหมดครับ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามแนวทางการคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า ที่กฟภ.กำหนด

7. บ้านพักข้าราชการสามารถขอรับคืนเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้าได้หรือไม่?

ได้ครับ แต่ว่าต้องมีเอกสารประกอบ ตามนี้ครับ

  • 1. หนังสือขอรับคืนเงินประกันจากหน่วยงาน ลงนามโดยหัวหน้าหน่วยงาน
  • 2. ใบเสร็จรับเงินประกันการใช้ไฟฟ้า (ถ้ามี)
  • 3. หน้าสมุดเงินฝากธนาคารที่มีเลขที่บัญชีและชื่อเจ้าของบัญชี กรณีต้องการให้โอนเงิน (ชื่อบัญชีเดียวกับชื่อหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ เท่านั้น)

8. การขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า สามารถโอนผ่านบัญชีธนาคารหรือว่าผ่านพร้อมเพย์ธนาคารไหนได้บ้าง?

  • 1. กรณีเลือกโอนผ่านพร้อมเพย์ : รองรับได้ทุกธนาคารครับ 
  • 2. กรณีเลือกโอนผ่านบัญชีเงินฝากธนาคาร : เปิดรองรับ 5 แห่ง คือ 

– ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ : 3 แห่งนี้ไม่ต้องแนบหน้าสมุดบัญชีเพิ่ม

– ธนาคารทหารไทย และธนาคารอิสลาม : 2 ธนาคารนี้ ต้องแนบหน้าสมุดบัญชีเงินฝากเพิ่มเติมด้วย

9. กรณีบ้านเช่าที่มีหลายห้อง ผู้เช่าขอคืนเงินประกัน ได้หรือไม่?

บ้านเช่ามีหลายห้อง หากมีการติดตั้งมิเตอร์แยกและวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้าไว้ของแต่ละห้อง เจ้าของเงินประกันขอคืนเงินประกันได้ แต่หากผู้เช่าต้องการขอคืนเอง จะต้องมีหนังสือการโอนสิทธิให้รับเงินประกันคืนจากเจ้าของเงินประกันมาประกอบเพิ่มเติมด้วย

10. ถ้าเราไม่ขอเงินประกันการใช้ไฟฟ้าคืนได้หรือไม่ ถ้าไม่คืนจะไ้ดรับสิทธิอะไรหรือไม่ และมีการหมดระยะเวลาของเงินคืนหรือไม่?

ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ขอรับเงินประกันคืนได้ โดยผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้รับผลประโยชน์จากเงินประกันสะสมไปทุกๆ ปี จนครบ 5 ปี แล้ว กฟภ. จะนำเงินผลประโยชน์จำนวนที่สะสมไว้คืนให้โดยนำไปหักชำระเป็นค่าไฟฟ้า ซึ่งเงินประกันการใช้ไฟฟ้า จะขอคืนเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีกำหนดระยะเวลาของการขอเงินคืน

อ้างอิงข้อมูลจาก FAQ-การขอรับเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้า

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“ลดค่าน้ำ-ค่าไฟ 3 เดือน” สำหรับผู้ใช้ทุกประเภท ตั้งแต่เมษา-มิถุนา 63

วันนี้ aomMONEY NEWS มีข่าวมาอัพเดตครับ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบ “มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานสำหรับประชาชน”

มาตรการเกี่ยวกับไฟฟ้า

  • 1. ลดค่าไฟ ร้อยละ 3 ให้แก่ผู้ใช้ทุกประเภท : ตั้งแต่เดือนเมษายน 63 – มิถุนายน 63 เป็นระยะเวลา 3 เดือน
  • 2. ขยายเวลาการชำระค่าไฟฟ้ากิจการเฉพาะอย่าง : ธุรกิจโรงแรมและกิจการให้เช่าพักอาศัย ไม่คิดดอกเบี้ยตลอดระยะเวลาการผ่อนผัน โดยไม่มีการงดจ่ายไฟ ผ่อนผันได้ไม่เกิน 6 เดือนของแต่ละรอบบิล
  • 3. มาตรการคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าให้บ้านที่อยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก : ดูรายละเอียดวิธีลงทะเบียนรับเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้า ผ่านเว็บไซต์ กฟภ. ได้ที่ https://bit.ly/2V7Mhtr

มาตรการเกี่ยวกับการประปา

  • 1. ลดค่าน้ำ ร้อยละ 3 ของผู้ใช้ทุกประเภท : ตั้งแต่เดือนเมษายน 63 – มิถุนายน 63 เป็นระยะเวลา 3 เดือน
  • 2. มาตรการขยายระยะเวลาการชำระค่าน้ำประปา สำหรับผู้ใช้น้ำที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจโรงแรมและกิจการให้เช่าพักอาศัย โดยไม่คิดดอกเบี้ย สามารถผ่อนชำระได้ไม่เกิน 6 เดือนของแต่ละรอบใบแจ้งค่าน้ำประปาของเดือนเมษายน 63 – พฤษภาคม 63
  • 3. มาตรการคืนเงินประกันการใช้น้ำ สำหรับผู้ใช้น้ำประเภทที่ 1 (ที่พักอาศัย) : ดูรายละเอียดวิธีลงทะเบียนรับเงินประกันการใช้น้ำประปาผ่านเว็บไซต์/แอป/ไลน์ กปภ. ได้ที่ https://bit.ly/34htn7z


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/


ขอบคุณข้อมูลจาก 

https://www.sanook.com/news/8056194/

https://www.tnnthailand.com/content/32322

รวมมาตรการ “พักชำระหนี้บ้าน” จาก 9 ธนาคารดัง กรณี COVID-19

ธ.ออมสิน

พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือน 

ไม่ต้องลงทะเบียน

ธ.ทหารไทย

พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือน 

ลงทะเบียนที่ https://www.tmbbank.com/page/view/loan-covid19.html

ธ.กรุงเทพ

พักชำระเงินต้น จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 3 เดือน

ลงทะเบียนที่ https://www.bangkokbank.com/th-TH/COVID19-Update

ธ.ไทยพาณิชย์

พักชำระเงินต้น จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 4 เดือน

ติดต่อรับมาตรการช่วยเหลือได้ที่ 0-2777-7777

ธ.กรุงไทย

พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือน 

ลงทะเบียนที่ https://krungthai.com/th/personal/loan/personal-loan//419

ธ.กสิกรไทย

1. พักชำระเงินต้น-จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 12 เดือน

2. ลดยอดผ่อนต่องวด 50% 12 เดือน 

ลงทะเบียนที่ LINE @ : @KBankLive โดย พิมพ์ @help ลงในไลน์แอด

ธ.กรุงศรีอยุธยา

1. พักชำระเงินต้น-จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 12 เดือน

2. ลดจำนวนเงินผ่อนชำระค่างวด 12 เดือน

3. พักชำระหนี้เงินผ่อนชำระค่างวด 6 เดือน

ลงทะเบียนที่ https://www.krungsri.com/bank/th/Contact/coronavirus-covid-19-contact.html?utm_source=home

ธอส.

1. พักชำระเงินต้น-จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 3 เดือน

2. พักชำระเงินต้น-จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 1 ปี

3. พักชำระเงินต้น-จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย พร้อมลดดอกเบี้ยเหลือ 3.90% ต่อปี  6 เดือน

ลงทะเบียนที่ https://apiplatform.ghbank.co.th/covidnpl หรือ แอป  GHB ALL

ธ.ทิสโก้

1. พักชำระเงินต้น-จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 3 เดือน

2. พิจารณาลดดอกเบี้ยให้ตามสถานการณ์ของแต่ละราย 3 เดือน

ลงทะเบียนที่ https://www.tisco.co.th/th/fi-support.html

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

เข้าใจสินเชื่อและวิธีเพิ่มสภาพคล่องด้วยเงินกู้ SCB

สภาพคล่องคือเรื่องสำคัญ

นักลงทุนที่เชี่ยวชาญย่อมรู้ดีว่า ในทางปฏิบัติแล้ว สภาพคล่อง หรืออีกนัยหนึ่ง เงินที่หมุนเวียนอยู่ในกระเป๋าเงินนั้นสำคัญยิ่งกว่า ผลสรุปรายรับรายจ่ายของบุคคล หรือผลกำไรขาดทุนของบริษัทเสียอีก บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมากพิสูจน์ให้เห็นว่า บริษัทขาดทุนอาจมีชีวิตคงทนอยู่ได้เป็นสิบปี แต่บริษัทที่ขาดสภาพคล่องหรือเงินสดอาจจะถึงกาลมรณะได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน

ช่วงที่ชีวิตหรือธุรกิจสะดุด เงินสดสำหรับหมุนจึงสำคัญที่สุด

แน่นอนว่าไม่ว่าจะในฐานะบุคคลหรือองค์กร เราต่างก็มีโอกาสขาดแคลนสภาพคล่องด้วยกันทั้งนั้น การได้เงินมาเติมในช่วงเวลาสำคัญอาจจะหมายถึงยาช่วยชีวิตที่พลิกฟื้นวิกฤตให้กลับมาเป็นโอกาสได้ เงินมาหมุนอาจจะหมายถึงเงินจ่ายค่าข้าวค่าเดินทางในวันนี้ เงินมาหมุนอาจจะหมายถึงค่าแรงพนักงานค่าวัตถุดิบซื้อของมาผลิตรอบใหม่ สินเชื่อจึงกลายเป็นอาวุธที่สำคัญมากในยามคับขัน

สินเชื่อ SCB คืออีกหนึ่งทางเลือกที่จะมาแนะนำให้รู้จัก

สินเชื่อ SCB ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีจุดเด่นหลายด้าน โดยเฉพาะการเข้าถึงได้ง่าย ปัจจุบัน เงินกู้ SCB หลายผลิตภัณฑ์เปิดให้สมัครขอสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY ได้ วงเงินที่ให้ค่อนข้างสูง เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการเงินไปหมุนในช่วงฉุกเฉิน รวมไปถึง SMEs ต่าง ๆ ที่จะช่วยเติมสภาพคล่องในยามจำเป็นของธุรกิจได้

หลายคนอาจจะเคยมีปัญหากู้ไม่ผ่าน ขอสินเชื่อไม่ได้

ความจริงแล้วการขอสินเชื่อไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด แต่ต้องมีองค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีข้อสำคัญที่หลายจุดที่ควรรู้ ประเด็นเหล่านี้สำคัญสำหรับคนที่ต้องการขอเงินกู้ให้ผ่านฉลุย การเตรียมการไว้ก่อนล่วงหน้าดีมาก เพราะจะทำให้ไม่เสียเวลาฟรีขณะรออนุมัติ

3 ข้อเตรียมพร้อมก่อนขอสินเชื่อ

1) เอกสารต้องพร้อม

ผู้ขอกู้สามารถเข้าไปดูรายชื่อเอกสารที่ต้องเตรียมในเว็บไซต์ของธนาคารได้เลย https://www.scb.co.th/th/personal-banking/loans/personal-loans/speedy-cash.html ตรงนี้ต้องอ่านเงื่อนไขโดยละเอียด โดยเฉพาะเอกสารแสดงรายได้สำหรับบุคคลธรรมดา และเอกสารแสดงเงินหมุนในธุรกิจ จุดนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้หลายคนเกิดปัญหาตอนขอกู้

2) กู้ให้ถูกประเภทเงินกู้

ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้หลายคนกู้ไม่ผ่านคือการขอกู้ไม่ตรงเงื่อนไขหรือวัตถุประสงค์ของเงินกู้ ตัวอย่างที่เห็นบ่อยคือสินเชื่อบ้านเพื่ออยู่อาศัย หลายคนกู้ซื้อบ้านซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อลงทุนปล่อยเช่า มีอสังหาริมทรัพย์ในมือเป็นสิบหลัง แบบนี้อาจจะขอกู้เพื่ออยู่อาศัยยาก อาจต้องหันไปกู้เพื่อธุรกิจแทน ส่วนกรณี Speedy Cash จะตรงกันข้าม เพราะไม่ได้ดูวัตถุประสงค์การกู้ แต่สุดท้ายผู้กู้ก็ต้องคิดรอบคอบให้ดีก่อนตัดสินใจ

3) พิจารณาความสามารถในการผ่อนให้พร้อม

อีกประเด็นหลักที่ทำให้คนส่วนมากกู้ไม่ผ่านคือรายได้ไม่เพียงพอต่อภาระจ่ายหนี้ โดยทั่วไป แผนกพิจารณาสินเชื่อจะปล่อยกู้ให้ผู้ขอกู้ที่มีภาระจ่ายหนี้ไม่เกิน 40 – 60% ของรายได้ เช่น หากพนักงานเงินเดือนมีรายได้เดือนละ 50,000 บาท แต่ไปขอกู้หนี้ที่ต้องผ่านชำระเดือนละ 30,000 บาท แบบนี้จะขอกู้ผ่านยาก เพราะภาระหนี้ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรายได้

ส่วนใครอยากสมัครง่ายไม่ยุ่งยาก แนะนำเงินกู้ SCB

ปัจจุบันธนาคารไทยพาณิชย์มีการเปิดให้กู้เงิน SCB โดยมีวิธีการสมัครไม่วุ่นวาย ไม่ต้องมีหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน วงเงินที่ให้ค่อนข้างสูง เข้าถึงง่าย โดยเงินกู้ SCB ที่แนะนำ ได้แก่ สินเชื่อ SCB speedy cash และสินเชื่อ SCB speedy loan

สินเชื่อ SCB speedy cash คือเงินหมุนฉุกเฉิน

สินเชื่อ SCB speedy cash คือเงินสดฉุกเฉินจากไทยพาณิชย์ ผู้สนใจสามารถขอกู้ได้โดยไม่ต้องมีบัญชีกับธนาคาร ไม่ต้องมีหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน เบิกด่วนได้จากตู้ ATM ทั่วประเทศ ไม่มีค่าธรรมเนียมการเบิกถอน และดอกเบี้ยจะเริ่มต้นนับเมื่อมีการเบิกเงินออกมาแล้ว การสมัครก็ทำได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY

ถ้าใครที่มีความจำเป็นเรื่องเงินหมุนฉุกเฉินอาจต้องรีบตัดสินใจ เพราะตอนนี้มีโปรโมชันดอกเบี้ย 0% 3 เดือนแรกใกล้หมดแล้ว แต่ก็ยังมีโปรโมชันออกมาอยู่เรื่อยๆ ถ้าใครสนใจสามารถติดตามโปรโมชันสินเชื่อได้ที่ scb.co.th

เงื่อนไขคือลูกค้าที่สมัครสินเชื่อนี้ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน SCB EASY ภายในวันที่ 1 เม.ย. 63 – 30 มิ.ย. 63 จะได้รับเงื่อนไขดอกเบี้ย 0% 3 เดือนแรก รอบบัญชีที่ 3 ต้องมียอดคงค้างอย่างต่ำ 10,000 บาทขึ้นไป ไม่มีการผิดนัดชำระ รายการหลังจากนั้นจะคิดดอกเบี้ยตามปรกติ วงเงินสูงสุดจะอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท หรือไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน

สินเชื่อ SCB speedy loan คือสินเชื่อส่วนบุคคล

สินเชื่อ SCB speedy loan คือสินเชื่อสำหรับคนที่มีแผนจะนำเงินไปเพิ่มสภาพคล่อง ไม่ว่าจะในชีวิตส่วนตัวหรือการทำธุรกิจ ไม่ต้องมีหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน วงเงินอนุมัติสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน และไม่เกิน 2 ล้านบาท

การชำระคืนสินเชื่อจะทยอยผ่อนชำระเป็นรายเดือน

วงเงิน 20,000 – 30,000 บาท ผ่อนได้สูงสุด 24 เดือน วงเงิน 30,001 – 99,999 บาท ผ่านได้สูงสุด 60 เดือน และวงเงิน 100,000 – 2,000,000 บาท ผ่อนได้สูงสุด 72 เดือน จุดเด่นคืออัตราดอกเบี้ยเป็นแบบลดต้นลดดอก เหมาะกับธุรกิจต่าง ๆ หากได้เงินมาเร็วก็โปะได้ก่อน แต่เวลาผ่อนชำระขั้นต่ำคือ 12 เดือน

SCB speedy cash กับ SCB speedy loan แตกต่างกันอย่างไร

SCB speedy cash เหมาะสำหรับการกู้เพื่อใช้เป็นเหตุผลส่วนตัวมากกว่า เพราะมีความยืนหยุ่นในการผ่อนชำระสูง แบ่งจ่ายขั้นต่ำได้ ไม่มีกรอบกำหนด ส่วน SCB speedy loan จะเหมาะกับธุรกิจมากกว่า เพราะมีแบบแผนการผ่อนชำระที่ชัดเจน และสามารถจ่ายลดต้นลดดอกได้

หากใครสนใจสามารถเข้าไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ธนาคารไทยพาณิชย์ได้

หรือจะเข้าไปดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ scb.co.th , แอปพลิเคชัน SCB EASY หรือจะโทรสอบถามโดยตรง 02-7777777 ก็ได้เช่นกัน

สิ่งสำคัญคือใช้เท่าที่จำเป็นให้มากที่สุด

ดอกเบี้ยจากเงินกู้เสริมสภาพคล่องเหล่านี้มีลักษณะดอกเบี้ยที่สูง ดังนั้น เหมาะกับการใช้ยามจำเป็นหรือฉุกเฉินเท่านั้น หากผ่านช่วงเวลาคับขันแล้วก็ควรจะปิดยอดเงินกู้โดยเร็ว เพราะจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายได้ อย่าลืม ใช้ในยามจำเป็นเท่านั้นพอ

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

“ธนาคารออมสินช่วยลูกค้าเงินกู้” พักชำระเงินต้น-ดอกเบี้ย 3 เดือน ไม่ต้องลงทะเบียน

ตอนนี้ aomMONEY NEWS ทางธนาคารออมสินได้ประกาศพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้ของธนาคาร เป็นเวลา 3 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 63 ครับ สำหรับลูกค้าสินเชื่อปกติ หรือ ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน โดยไม่ต้องลงทะเบียนใดใดครับ ส่วนบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ลดอัตราจ่ายขั้นต่ำเหลือ 5%

มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 63 เป็นต้นไป 

ทั้งนี้ หลังจากครบระยะ การพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยแล้ว ให้ลูกค้าชำระงวดค้างเดิมก่อนเข้ามาตรการ (ถ้ามี) แล้วจึงผ่อนชำระตามเงื่อนไขเดิม แต่หากไม่สามารถชำระได้ สามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้หรือเลือกเข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ที่ธนาคารฯ ได้ประกาศไปแล้วก่อนหน้าได้เลย ซึ่งเป็นมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยครับ 

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/


ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.gsb.or.th/news-events/press-releases/2563/Mar/GSBPR32.aspx?fbclid=IwAR3OEKe2AnSLVwhwLnNlDcMhH6gyjYyX9MYj_-NWp9uyDxtVMgrvhw9nC68

“ว่างงานจากโควิด-19” รับเงินชดเชยจากเว็บประกันสังคมเท่านั้น

สำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ในสถานการณ์ กรณีนายจ้างไม่ให้มาทำงานเนื่องจากสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ให้กักตัว 14 วัน และเนื่องจากกรณีหน่วยงานภาครัฐมีคำสั่งให้หยุดกิจการชั่วคราว ทำให้เพื่อนๆ หลายคนได้รับผลกระทบไม่สามารถทำงานได้และไม่ได้รับค่าจ้าง ด้วยมาตรการช่วยเหลือที่ออกมามากมาย และเกรงว่าเพื่อนๆ หลายคนจะสับสน

aomMONEY NEWS เลยขออัพเดตให้เพื่อนๆ ทราบกันอีกครั้งว่า สำหรับคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รับเงินชดเชยได้ที่ช่องทางเว็บไซต์ “ประกันสังคม” เท่านั้นนะครับ

รายละเอียดดังนี้ 

สำหรับลูกจ้างเพื่อรับเงินชดเชย จากกรณีโควิด-19

กรณีว่างงาน สำหรับผู้ประกันตน (ไม่ต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงาน) 

ลงทะเบียนที่ https://www.sso.go.th/eform_news/sso-covid19-benefit1.html

คำแนะนำจาก aomMONEY

  • เป็นสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเฉพาะผู้ประกันตนมาตรา 33 เท่านั้น โดย นิยามของ “ผู้ประกันตน มาตรา 33 คือ ลูกจ้างผู้ทำงานให้กับนายจ้างที่อยู่ในสถานประกอบการ หรือพนักงานเอกชน”
  • เพื่อน ๆ ควรใส่ Email ในช่องตอบกลับด้วยนะครับ เพราะทางสำนักงานประกันสังคม จะส่ง Email ยืนยันการได้รับคำร้องให้ในภายหลัง
  • ในกรณีที่เพื่อนๆ หยุดงานเนื่องจากหน่วยงานภาครัฐ/นายจ้างสั่งปิดกิจการชั่วคราว หรือหยุดเนื่องจากต้องกักตัวอันเกิดจากโรคระบาด ทางสำนักงานประกันสังคมจะต้องรอเอกสารยืนยันจากนายจ้างเพื่อยืนยันความถูกต้องด้วยนะครับ จึงอาจจะส่งผลให้ การส่งเงินให้ผู้ประกันตน ล่าช้าได้
  • การสมัครสมาชิกเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th มิใช่การลงทะเบียนมาตรการเยียวยา 5,000 บาท (3) เดือน

สำหรับนายจ้าง เพื่อยืนยันการหยุดงานของลูกจ้าง จากกรณีโควิด-19

เมื่อนายจ้างยืนยันการหยุดงาน ลูกจ้างของท่านจะได้รับเงินชดเชยกรณีว่างงานอันเนื่องจากเหตุสุดวิสัยลงทะเบียนที่ https://www.sso.go.th/eform_news/sso-covid19-benefit3.html

สำหรับผู้ประกันตนที่ถูกเลิกจ้างหรือลาออกจากงานซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ต้องลงทะเบียนเพื่อขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานและรายงานตัวผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเดือนละ 1 ครั้ง ได้ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน เพียงใช้เลขบัตรประชาชนในการเข้าสู่ระบบ ทางเว็บไซต์ http://empui.doe.go.th/auth/index

  1.  เมื่อเพื่อนๆ กรอกข้อมูลจากบัตรประชาชน พร้อมกรอกเลขหลังบัตรประชาชน (laser Code) ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน แล้วจะได้รหัสผ่านเพื่อใช้งานระบบฯ 
  2. เมื่อลงทะเบียนเข้าสู่ระบบเสร็จสิ้นแล้ว ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส.2-01/7) e-form บนเว็บไซต์ www.sso.go.th

หากมีคำถามหรืออยากสอบถามเพิ่มเติม บ.ก.แนะนำให้ไปที่ให้เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ 

  • เว็บไซต์สำนักงาน “ประกันสังคม” www.sso.go.th
  • ผ่านช่องทาง e-mail : [email protected]
  • Web board. Live chat และทาง Facebook ของสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน Facebook.com/ssofanpage
  •  หรือโทร 1506 (ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง)

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/


ขอบคุณข้อมูลจาก

https://empui.doe.go.th/auth/index

https://www.sso.go.th/wpr/

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/873262

https://bit.ly/3bOELKZ

“วิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้” หรือว่าจะซ้ำรอยต้มยำกุ้งปี 40?

จากสถานการณ์เศรษฐกิจไม่สู้ดีในตอนนี้จาก “วิกฤตโควิด-19” อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คาดการณ์ว่า GDP ประเทศใน 63 มีโอกาสติดลบสูงถึง -5.3% ทำให้หลายคนนึกหวนไปถึงวิกฤตเศรษฐกิจของไทยปี 40 หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อของ “วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง” และกลัวว่ามันจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม วันนี้ บ.ก.aomMONEY เลยขอหยิบประเด็นนี้มาพูดคุยกันครับ

ย้อนรอยวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น?

บ.ก.ขอเล่าเป็น Timeline ให้เข้าใจง่ายๆ แบบนี้นะครับ

  1. ตอนนั้นค่าเงินของญี่ปุ่นแข็ง ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตมาที่ประเทศไทย เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกกว่าทั้งค่าเงิน ค่าจ้างแรงงาน ทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตใหม่ และเศรษฐกิจเกิดการเติบโตอย่างรวดเร็ว
  2. พอประเทศเราร่ำรวยขึ้น รัฐบาลก็เล็งเห็นโอกาสที่อยากให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค จึงมีนโยบายเปิด “เสรีทางการเงิน” ให้ธนาคารพาณิชย์เปิดบริการ “วิเทศธนกิจ” หรือ BIBF ในการกู้เงินจากต่างประเทศมาปล่อยกู้ในประเทศ เพราะการกู้ต่างประเทศตอนนั้นดอกเบี้ยถูกกว่า ทำให้เราเข้าถึงเงินทุนจากต่างประเทศได้ง่ายขึ้น
  3. ตอนนั้นไทยก็มีอัตราแรกเปลี่ยนเป็นแบบคงที่จากนโยบาย “ตรึงอัตราแลกเปลี่ยน” เพราะพอเศรษฐกิจไทยดีทำให้ค่าเงินเราแข็ง การส่งสินค้าออกก็อาจเกิดการชะลอตัว ดังนั้นจึงมีการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ แต่การจะรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยน่ะสิครับ เพราะถ้าเงินไทยแข็งค่าขึ้น จาก 25 บาทแลกได้ 1 ดอลลาร์ เป็น 20 บาทแลกได้ 1 ดอลลาร์ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องเอาเงินมาอุดในส่วนต่างครับ ในทางกลับกันถ้าเงินดอลลาร์แข็งค่าธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องเอาเงินไปอุดเช่นกัน
  4. และด้วยความที่ในตอนนั้น เรากู้เงินกันง่ายมาก แถมการกู้เงินจากต่างประเทศก็ดอกเบี้ยถูก ทำให้คนแห่กันกู้เงินจากต่างประเทศ เอามาทำธุรกิจ เอาไปเก็งกำไร เช่น กู้เงินมาเล่นหุ้น กู้เงินมาซื้ออสังหาฯ อย่างบ้าน คอนโด เพื่อขายต่อเก็งกำไร ทำให้ราคาพุ่งสูงเกินกว่ามูลค่าจริง และภาวะที่สินค้ามีราคาแพงกว่าความเป็นจริงนี่แหละครับ ทำให้ประเทศเราเข้าสู่ “ภาวะฟองสบู่” 
  5. ต่อมาพี่จีนได้ทำการลดค่าเงินลง ทำให้ส่งออกสินค้าที่เหมือนกับเรา แต่ดันได้ในราคาที่ถูกกว่า จนไทยส่งออกได้น้อยลง ตลาดอสังหาฯ ก็เริ่มชะลอตัว โครงการใหม่เริ่มขายไม่ออก ความเชื่อมั่นในประเทศเราก็ลดลง เพราะเจ้าหนี้ไม่มั่นใจว่าประเทศเราจะมีเงินคืนเขามั้ย นักลงทุนต่างชาติจึงเริ่มถอนเงินลงทุนออก ทำให้เงินค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 
  6. ธนาคารแห่งประเทศไทยเราก็สู้ครับ พยายามเอาเงินสำรองที่มีไปอุด จนอุดต่อไม่ไหว ซึ่งเงินสำรองในตอนนั้นจาก 40,000 ล้านดอลลาร์ ใช้อุดจนเหลือแค่ 2,500 ล้านดอลลาร์อ่ะครับ 
  7. พล.อ.ชวลิต นายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้นจึงทำการยกเลิกการตรึงอัตราแลกเปลี่ยน “ลอยตัวค่าเงินบาท” หลังจากลอยค่าเงินบาทให้เป็นราคาตามจริง ก็กลายเป็นแบบนี้ครับ จากเดิมอัตราแลกเปลี่ยน คือ  25 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ กลายเป็น 56 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ เท่ากับว่า คนที่กู้เงินมาจากต่างประเทศมาลงทุนอสังหาฯ มาเล่นหุ้นต่างๆ นานา มีหนี้เพื่มขึ้นเป็น 2 เท่า ทำให้ตอนนั้นเกิดหนี้เสีย หรือ NPL พุ่งสูงถึง 47% เลยล่ะครับ 
  8. ด้วยเหตุนี้จึงเกิดผลกระทบต่อๆ กันไปยังธุรกิจต่างๆ ครับ ธุรกิจอสังหาบ้าน คอนโด ที่เคยราคาสูงขึ้นมาก ๆ ก็เกิดฟองสบู่แตกขายไม่ได้ นักลงทุนเองก็เจ๊ง ธุรกิจก็ต้องเลิกกิจการ คนงานก็ถูกเลิกจ้าง สถาบันการเงินต้องปิดตัวลงหลายแห่งเพราะลูกหนี้ไม่มีเงินคืน เป็นที่มาของคำว่า “เศรษฐกิจพังในช่วงนั้น” เรียกได้ว่ารสชาติเผ็ดร้อนสมกับชื่อ “ต้มยำกุ้ง” และคงไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นอีก

แล้ว “วิกฤตโควิด-19” จะทำเศรษฐกิจพังซ้ำรอยปี 40 มั้ย?

สำหรับคำถามนี้ บ.ก.ได้ไปพูดคุยกับกูรูออมมันนี่ทั้งสองท่านอย่างพี่ปิ่น เจ้าของเพจ เรื่องเงิน เข้าใจง่าย by ดร.ปิ่น กูรูคนสวย และ ปั้นเงิน นายปั้นเงิน กูรูเพื่อนซี้สุดหล่อของ บ.ก. และขอสรุปให้เพื่อนๆ อ่านกันตามนี้ครับ

นายปั้นเงิน : ผมมองว่ามันคนละกรณีนะ เป็นวิกฤตคนละแบบ วิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 มีเหตุการณ์ฟองสบู่แตกผสมอยู่ด้วย ความเสียหายเป็นวงกว้าง แต่ปีนี้มันพังแบบซบเซา ล้มกันหมด วิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 เหมือนฟ้าผ่าคนมีเงิน กลุ่มนายทุน ทำให้ครั้งนั้นเสียหายหนัก ส่วนปีนี้เศรษฐกิจซบเซาอยู่แล้ว GDP ประเทศก็ไม่ได้โตอะไรมากมาย สำหรับผมมองว่า ปี 40 เหมือนฟ้าผ่า แต่ปีนี้คือเศรษฐกิจต้มกบครับ

ดร.ปิ่น : ขออธิบายเพิ่มแบบนี้แล้วกันค่ะ ตอนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 ธุรกิจในเมืองล่ม เพราะเรากู้เงินกันมากเกินไป แต่ตอนนั้นเรามีภาคการเกษตรเป็นตัวหนุน คนตกงานจาก กทม. ยังสามารถกลับไปทำงานที่ชนบทได้

แต่ในตอนนี้แตกต่างกัน เพราะก่อนที่เชื้อโควิด-19 จะแพร่ระบาดไปทั่วแบบนี้ GDP ของประเทศไทยเองก็ไม่ได้โตมาก อย่างปี 62 ที่ผ่านมา GDP ประเทศเราโตแค่ 2.4% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีเลย สาเหตุสำคัญเป็นเพราะประเทศเราพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวมากเกินไป พอการค้าโลกชะลอตัวลง แถมเงินบาทยังแข็งค่าในช่วงปีที่แล้วอีก การส่งออกของประเทศเราก็เลยลำบากค่ะ ที่สำคัญ คือ ครั้งนี้ภาคเกษตรไม่สามารถเป็นตัวหนุนได้เหมือนครั้งที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 เพราะในปีนี้เกษตรกรก็กำลังเจอปัญหาภัยแล้งที่แย่ที่สุดในรอบ 40 ปี

คราวนี้เมื่อเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อีก ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวจึงได้รับผลกระทบ พอเชื้อลุกลามมากขึ้น ก็ส่งผลให้ร้านต่างๆ ต้องปิดหรือหยุดให้บริการ การผลิตและกิจกรรมต่างๆ ต้องหยุดชะงัก

ความแตกต่างของทั้งสองวิกฤตอีกข้อ คือ โควิด-19 ครั้งนี้เป็นวิกฤตโลก เศรษฐกิจทั่วโลกมีปัญหา เพราะเชื้อโควิด-19 ระบาดไปทั่ว โดยเฉพาะในฝั่งอเมริกาและฝั่งยุโรป การค้าและการผลิตโลกก็พลอยหยุดชะงักไปด้วย แต่สิ่งที่แย่กว่าตอนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 คือ ตอนนี้คนรายได้น้อยกำลังได้รับผลกระทบมากที่สุด ไหนจะเรื่องการขาดรายได้ ไหนจะต้องเรื่องระวังสุขภาพของตัวเอง หน้ากากอนามัยก็หายาก แม้แต่ไข่ไก่ก็ยังแพง

ถ้าจะให้สรุปความแตกต่างให้เข้าใจง่ายๆ วิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 เป็นเหมือนฟ้าผ่า แต่ตอนนี้เศรษฐกิจบ้านเราเป็นเหมือนการต้มกบ มีโควิด-19 เป็นตัวเร่งไฟ กว่าจะรู้ตัวอีกที กบก็สุกตายคาหม้อ  แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้น คือ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 หรือวิกฤตโควิด-19 กลุ่มคนทำงานและกลุ่มแรงงาน ก็คือ กลุ่มคนที่ลำบากที่สุด และปัญหาที่จะตามมาหลังโควิด-19 จบก็คือ คนจะผิดนัดชำระหนี้กันมหาศาล เพราะไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาจ่ายทั้งต้นทั้งดอก อย่างที่ประเทศจีนกำลังเจอปัญหาอยู่ในตอนนี้

แล้วเราจะผ่านช่วงนี้ไปได้อย่างไรล่ะ?

บ.ก.ว่าคงไม่มีใครตอบได้หรอกครับว่า “วิกฤตโควิด-19” จะอยู่กับเราไปนานเท่าไหร่ และต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนในการฟื้นตัว แต่สิ่งที่ aomMONEY อยากจะแนะนำในช่วงนี้เลยก็คือ  3 เรื่องนี้ครับ

1. ควบคุมค่าใช้จ่าย

ไม่ว่าวันนี้เราจะมีงานทำอยู่ ถูกลดเงินเดือน หรือตกงาน แนะนำว่าให้ลดค่าใช้จ่ายลงและวางแผนการเงินสำหรับช่วงนี้ใหม่ครับ ตัดรายจ่ายไม่จำเป็น และอาจจะหางานเสริมที่ทำได้ในช่วงนี้ บ.ก.เคยเขียนบทความแนะนำงานเสริมที่ทำได้ในช่วงโควิด-19 ในบทความนี้ครับ ลองอ่านดูได้ https://bit.ly/2Jrnc7v

2. เช็คสิทธิ์มาตราการช่วยเหลือของภาครัฐ

อย่างการพักชำระหนี้ ค่าน้ำ ค่าไฟ ประกัน หรือถ้าตกงานก็สามารถรับเงินชดเชยจากประกันสังคมได้ ใช้สิทธิให้ครบครับ มันเป็นสิทธิของเรา

3. รักษาสุขภาพทั้งกายและใจของเราไว้ให้ดี

นาทีนี้คงไม่มีอะไรสำคัญมากว่าสุขภาพ เพราะถ้าป่วยในช่วงนี้นอกจากเรื่องค่ารักษาที่ต้องจ่าย ยังมีเรื่องของการขาดรายได้หรือโอกาสอีกด้วย เพราะฉะนั้นดูแลตัวเองให้ดีครับ เชื่อรัฐเถอะครับกับการ Social Distancing

สุดท้ายไม่ว่าวิกฤตครั้งนี้จะอยู่กับเราอีกนานแค่ไหน ขอให้ทุกคนมีสติ อย่ายอมแพ้ aomMONEY ขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องชาวไทยทุกคนผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY


ขอบคุณกูรูทั้งสองท่าน


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

? Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

? กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/


ขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.fleth.co.th/th/news-and-promotions-th/article-main-th/544-544https://www.moneybuffalo.in.th/%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88/gdp-%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B3

https://www.prachachat.net/finance/news-426856

อัพเดต! มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้บัตรเครดิต “จ่ายขั้นต่ำแค่ 5%”

เริ่ม 1 เมษา 63 นี้! มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้บัตรเครดิตจ่ายขั้นต่ำ “จาก 10% เหลือ 5%”

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ล่าสุด aomMONEY NEWS ทราบอัพเดตมาว่า ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประสานงานและหารือร่วมกันกับธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ให้บริการทางการเงินอื่นผ่านสมาคมและชมรมต่าง ๆ รวม 9 แห่ง* ตกลงร่วมกันที่จะกำหนดมาตรการขั้นต่ำเพื่อช่วยเหลือ “ลูกหนี้บัตรเครดิต”  ซึ่งยังไม่เป็นหนี้ค้างชำระเกินกว่า 90 วัน (NPL) หรือเป็นคนใช้บัตรเครดิตที่ไม่มีหนี้เสียหรือติดแบล็คลิสต์นั่นเองครับ

รายละเอียด คือลูกหนี้ประเภทสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อหมุนเวียน จะได้รับการลดผ่อนอัตราชำระขั้นต่ำ หรือ การจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต

  • จากจ่ายขั้นต่ำ 10% เหลือ 5% ในปี 63-64
  • จากจ่ายขั้นต่ำ 10% เหลือ 8% ในปี 65
  • และกลับมาเป็นจ่ายขั้นต่ำ 10% ในปี 66

เริ่มตั้งแต่ 1 เมษายน 63 นี้!

นอกจากนี้ลูกหนี้สามารถแปลงหนี้เป็นสินเชื่อระยะยาวที่ดอกเบี้ยต่ำลงได้ครับ และที่สำคัญลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการนี้ จะยังคงมีประวัติการชำระหนี้เป็นลูกหนี้ปกติ ในฐานข้อมูลเครดิตบูโร แต่ลูกหนี้ยังคงมีภาระการจ่ายชำระคืนหนี้ตามเงื่อนไขที่ตกลงกับผู้ให้บริการทางการเงินนะครับ

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/


ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.bot.or.th/…/Pressan…/Press/2020/Pages/n1763.aspx.

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save