กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน DIF กับปรากฏการณ์การเพิ่มทุน (อีก) ครั้งสำคัญ

สวัสดีครับ ผมหมอนัทคลินิกกองทุนคนเดิมเองครับ ก่อนที่จะเริ่มบทความที่จะให้นักลงทุนและแฟนเพจได้อ่านกัน ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ถือหน่วยลงทุน ‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ Digital Telecommunications Infrastructure Fund (DIF)’ นะครับ เนื่องจากตอนนี้ทางกองทุน DIF นี้ได้เตรียมเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 4 (อีกแล้วววว) เพื่อเพิ่มศักยภาพ รับเทรนด์การขยายตัวของธุรกิจโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตที่มากขึ้นนั่นเองครับ

เปิดตัวมาก็เปิดเผยชื่อของกองทุนกันเลยทีเดียวครับ จริงๆ แล้ว บทความนี้เสมือนเป็นบทความแจ้งข่าวดีมากกว่าเป็นบทความอธิบายเรื่องการลงทุนครับ 5555+ เนื่องจากกองทุน DIF นี้ ผมได้เขียนถึงค่อนข้างจะบ่อย (ทุกครั้งที่มีการเพิ่มทุน)

ดังนั้น หากใครที่ยังไม่เคยรู้จัก หรืออยากทราบว่าครั้งที่แล้วที่มีการเพิ่มทุนนั้น ทางกองทุน DIF ได้อะไรเพิ่มเติมมา หรือว่าหลังจากเพิ่มทุนแล้ว ได้ประโยชน์อะไรกับนักลงทุนบ้าง สามารถตามเข้าไปอ่านได้ในบทความก่อนหน้านี้ครับ (ภาคที่แล้ว) (ลิงก์: http://bit.ly/2ZzJh9Y)

ซึ่งปัจจุบันกองทุน DIF เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และสิทธิการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิในเสาโทรคมนาคม 15,271 เสา เจ้าของกรรมสิทธิ์ สิทธิการเช่าระยะยาวและสิทธิการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิในใยแก้วนำแสงประมาณ 2.7 ล้านคอร์กิโลเมตร และกรรมสิทธิ์ในระบบบรอดแบนด์ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด 1.2 ล้านพอร์ต โดย ณ วันที่ 31 มี.ค. 2562 กองทุนฯ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 150,289.60 ล้านบาทครับ

ใครที่ถือกองทุนนี้อยู่ ผมถือว่าค่อนข้างจะโชคดีทีเดียวครับ เพราะว่าผลตอบแทนที่ผ่านมาก็ค่อนข้างจะสม่ำเสมอมากๆ ซึ่งมีการจ่ายปันผลทุกปีต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยปีละ 4 ครั้ง รวมทั้งหมด 21 ครั้งแล้วครับ คิดเป็นเงินปันผลที่จ่ายรวมประมาณ 5.0909 บาทต่อหน่วย ที่สำคัญ เงินปันผลจากกองทุนโครงสร้างพื้นฐานนั้นยังได้รับยกเว้นภาษีเงินปันผลให้ด้วยเป็นระยะเวลา 10 ปี (สำหรับนักลงทุนรายย่อย) นับตั้งแต่ปีที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุน

และแน่นอนว่าภายหลังการเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 4 กองทุน DIF เองก็จะสามารถจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่ลงทุนเพิ่มเติมโดยการให้เช่าระยะยาวแก่ผู้เช่าหลักคือกลุ่มทรู ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศ และยังคงมีโอกาสที่จะเติบโตมากขึ้นจากการที่อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยเองก็เพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ตามแนวโน้มการเติบโตของแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของออนไลน์และการใช้บริการอื่นๆ อีกมากมายครับ

คราวนี้เรามาดูกันว่าการเพิ่มทุนครั้งที่ 4 นี้ จะเกิดอะไรขึ้นครับ

กองทุน DIF จะมีลงทุนเพิ่มครั้งที่ 4 ในทรัพย์สินโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของ ‘กลุ่มทรู’ มูลค่าไม่เกิน 15,800 ล้านบาท โดยการเพิ่มทุนจดทะเบียนไม่เกิน 10,500 ล้านบาท และเสนอขายหน่วยลงทุนเพิ่มทุนใหม่ไม่เกิน 1,050 ล้านหน่วย ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมครับ

การเพิ่มทุนครั้งนี้ ทรัพย์สินที่จะเข้ามาในกองทุน DIF มีดังนี้ครับ

1. การลงทุนในกรรมสิทธิ์ในเสาโทรคมนาคมของ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมใช้ รวม 788 เสา และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมประเภท Passive อื่นที่เกี่ยวข้อง แบ่งเป็นเสาที่ตั้งอยู่บนพื้นดิน 749 เสาและเสาที่ตั้งอยู่บนดาดฟ้าจำนวนประมาณ 39 เสา โดยเสาดังกล่าวพร้อมใช้งานและส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นมาไม่เกิน 1 ปี

2. กรรมสิทธิ์ในใยแก้วนำแสง (Fiber Optic Cable หรือ FOC) ซึ่งปัจจุบันใช้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด ระยะทางประมาณ 1,795 กิโลเมตร (ประมาณ 107,694 คอร์กิโลเมตร) จาก TUC

3. กรรมสิทธิ์ใน FOC ซึ่งในปัจจุบันใช้รองรับเทคโนโลยีระบบ Fiber to the X (FTTx) ในธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตและบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลและในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด รวมระยะทางประมาณ 315 กิโลเมตร (หรือประมาณ 40,823 คอร์กิโลเมตร) และประมาณ 617 กิโลเมตร (หรือประมาณ 37,505 คอร์กิโลเมตร) ตามลำดับ จาก บริษัท เรียล มูฟ จำกัด (RMV)

4. กรรมสิทธิ์ใน FOC ซึ่งในปัจจุบันใช้รองรับเทคโนโลยีระบบ FTTx ในธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตและบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด รวมระยะทางประมาณ 2,797 กิโลเมตร (หรือ ประมาณ 109,704 คอร์กิโลเมตร) จากบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด (TICC)

จากตารางการเพิ่มทรัพย์สินเข้ามาตัวหนังสือสีแดงคือที่เพิ่มเติมเข้ามาครับ

โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่เพิ่มเติมเข้ามาในครั้งนี้ ส่วนใหญ่กองทุน DIF จะได้ผลประโยชน์ในการลงทุนโดยทันทีครับ ไม่ต้องรอนาน แต่ทั้งนี้ การเพิ่มทุนในครั้งก่อนก็มีทรัพย์สินที่รอเติบโตได้ในอนาคต จึงทำให้กองทุน DIF นี้มีโอกาสเติบโตได้อย่างมั่นคงครับ

ยิ่งในยุคที่มีการแข่งขันด้านการให้บริการใหม่ๆ ในยุคดิจิทัลที่กำลังจะย่างเข้าสู่ 5G ในอนาคต การเพิ่มทุนครั้งนี้ก็เพื่อรับมือกับปริมาณความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีนั่นเอง ซึ่งให้ผลประโยชน์มากมาย ดังนี้ครับ

(1) สามารถเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน

การลงทุนในทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมครั้งที่ 4 เป็นโอกาสที่กองทุน DIF จะเติบโตแบบก้าวกระโดดจากการขยายการลงทุน (Inorganic Growth) ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตของกองทุน ซึ่งเน้นแสวงหาโอกาสในการลงทุนในทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนและจัดหาผลประโยชน์ให้แก่กองทุนครับ

(2) กิจการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของกองทุน DIF นั้นครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ

การลงทุนเพิ่มเติมทำให้กองทุนมีทรัพย์สินที่ครบถ้วนและครอบคลุมพื้นที่ให้บริการทั่วประเทศมากขึ้น จากเสาโทรคมนาคมจำนวน 788 เสา และใยแก้วนำแสงหรือ FOC ที่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5,524 กิโลเมตร (หรือประมาณ 295,726 คอร์กิโลเมตร) ซึ่งจะทำให้ศักยภาพโดยรวมของกองทุนฯ เพิ่มมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ การมี FOC ที่รองรับเทคโนโลยี FTTx ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และพื้นที่ต่างจังหวัด เพิ่มขึ้นจากการลงทุนเพิ่มเติมในครั้งที่ 2 และ 3 ที่ผ่านมา ก็ทำให้กองทุน DIF เกิดความได้เปรียบทางกลยุทธ์ ทั้งด้านการกระจายตัวของทรัพย์สิน และความสามารถของทรัพย์สินในการรองรับเทคโนโลยีใหม่

(3) โอกาสในการจัดหาผลประโยชน์ที่มั่นคง จากความหลากหลายของธุรกิจโทรคมนาคม

มีการรวมการให้บริการในธุรกิจบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจบริการวงจรและโครงข่ายสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง ธุรกิจอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง (Wifi) อีกทั้งคาดว่ากองทุน DIF จะสามารถจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่ลงทุนเพิ่มเติม โดยการให้เช่าระยะยาวกับผู้เช่าหลักของกองทุน DIF คือกลุ่มทรู ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศไทย มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอครับ

ซึ่งผมคิดว่าด้วยผลตอบแทนที่ดีและสม่ำเสมอแบบนี้ หาได้ยากมากๆๆๆๆๆ ในยุคนี้ที่มีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง จากสภาวะเศรษฐกิจที่ขึ้นลงจากการเมืองและสงครามการค้า รวมถึงแนวโน้มธุรกิจที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากแพลตฟอร์มที่เกิดใหม่มากมายในยุคดิจิทัลนี้ครับ

แต่ว่ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานนั้น รายได้ที่เข้ามาในกองทุนจะเกิดจากการ “เช่า” หรือว่า “ใช้บริการ” ในอสังหาฯ หรือว่าทรัพย์สินนั้นๆ ซึ่งหากกองทุนบริหารจัดการได้อย่างดีและมีการเพิ่มทรัพย์สินที่มีคุณภาพเข้ามาในกองทุนอย่างต่อเนื่องนั่นก็หมายถึงความมั่นคงของผลตอบแทนในระยะยาวของเราไปด้วยครับ

ผมค่อนข้างมั่นใจว่า กองทุน DIF นี้มีศักยภาพมากพอ และมีโอกาสที่จะเพิ่มทรัพย์สินเข้ามาอีกในอนาคตครับ และข้อดีมากๆ ของการลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานก็คือ เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องใช้นั่นเองครับ ไม่ว่าจะเป็นเสาโทรคมนาคมหรือใยแก้วนำแสงสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ต ไฟฟ้า รถไฟฟ้า สนามบิน ท่อส่งน้ำมัน ฯลฯ นอกจากนี้ ธุรกิจยังสามารถปรับค่าบริการขึ้นได้ตามอัตราเงินเฟ้อ จึงไม่เสียโอกาสด้านการเติบโตอีกด้วย จึงเป็นที่มาของรายได้ที่สม่ำเสมอครับ

หากเราไปดูผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนอสังหาฯ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ REITs จะพบว่า การเติบโตของกองทุนกลุ่มนี้ไม่ธรรมดาครับ อยู่ที่ประมาณ 12%-15% ต่อปีเลยทีเดียว (จากผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีของกองทุนแบบ Fund of Property Fund เช่น M-PROP, CIMB-iPROP) ซึ่งให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในหุ้นไทย (วัดจากผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี) เสียอีกครับ

ที่สำคัญมากคือ ความเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข Drawdown หรือ SD ก็ต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นด้วยครับ ผมเชื่อว่าการลงทุนระยะยาวกับกองทุนประเภทนี้จะสร้างพอร์ตการลงทุนที่ดีและความเสี่ยงไม่สูงจนเกินไปครับ หากใครที่ยังไม่มีกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานไว้ในมือ ผมแนะนำว่าควรที่จะศึกษากองทุน DIF นี้อย่างจริงจังครับ

แต่ทุกครั้งก่อนการลงทุนในกองทุนอสังหาฯ REITs หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเอง เราก็ควรที่จะมีการกระจายความเสี่ยงด้วยเช่นกันครับ โดยอาจจะกระจายการลงทุนไปยังกองทุนหลายๆ กองที่มีความแตกต่างกัน เช่น ออฟฟิศ โรงแรม หรือห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อให้รายได้ที่จะเกิดขึ้นมีความมั่นคงและสม่ำเสมอมากขึ้นอีกครับ

ส่วนวันนี้ผมขอลาไปก่อน แล้วพบกันในการเพิ่มทุนครั้งหน้าอีกนะครับ 555+  สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

7 เรื่องทางการเงินที่คนส่วนใหญ่ มักเข้าใจผิด

7 เรื่องสำคัญที่คนมักเข้าใจผิดทางการเงิน แต่คนรวยอย่าง Warren Buffet หรือ Bill Gates ไม่เคยทำ มีอะไรบ้าง อยากเดินรอยตาม Buffett หรือ Gates ต้องดูครับ

1. พวกเขาจะไม่ยอมเสียเงินค่าธรรมเนียม

หลายคนปล่อยให้ตัวเองเสียค่าธรรมเนียม ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายชำระค่าบัตรเครดิตล่าช้า หรือจ่ายค่าสินค้า ค่าเรียน ค่าสัพเพเหระที่ถ้าคุณจ่ายช้าคุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับ

วิธีแก้ของพวกเขาคือ จ่ายเงินก่อนเวลาถึงกำหนดจ่ายจริง หรือจ่ายล่วงหน้าก่อนเวลาเดดไลน์มาถึง หรือตัดให้มีการาจ่ายโอนค่าต่างๆเหล่านี้โดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ คุณยังต้องระวังค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆที่คุณไม่ค่อยให้ความสนใจหรือสังเกตดูดีๆ บางครั้งมันจะซ่อนมาตามบิลรายเดือนที่คุณต้องจ่ายเป็นประจำ เมื่อคุณละเลย คุณอาจต้องจ่ายสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายโดยไม่รู้ตัว

2. พวกเขาจะไม่เพิกเฉยต่อคะแนนจากบัตรเครดิต

อย่างที่เราพอจะรับรู้กันไปบ้างแล้วว่า การชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำและจ่ายช้านั้น ทำให้คุณต้องมีภาระจากดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมาก แต่หากเรานำบัตรเครดิตมาซื้อสินค้าเป็นประจำ โดยเฉพาะใช้ประโยชน์จากมัน

เช่น การจ่ายผ่านบัตรเครดิตเพื่อซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลงตามโปรโมชั่นที่บัตรเครดิตร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าบางแห่ง หลายครั้งคุณจะพบว่ามันมีการสะสมคะแนน และคะแนนเหล่านี้เองที่ทำให้ท่านสามารถนำไปรับเครดิตเงินคืน หรือรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษได้

3. พวกเขาจะไม่ใช้จ่ายเงินแบบหุนหันพลันแล่น ไม่เร่งรีบในการใช้จ่าย

ในที่นี้เขาก็ยกตัวอย่างว่ามหาเศรษฐีหลายคนมีการใช้จ่ายเงินที่ค่อนข้างประหยัดมาก ไม่ว่าจะเป็น Bill Gates ที่สวมนาฬิการาคา 10 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณเรือนละ 320 บาท ขณะที่ Warren Buffett กินอาหารเช้าเหมือนเดิมทุกๆวันจาก McDonald ที่มีราคาไม่เกิน 3.17 เหรียญ หรือประมาณ 101.44 บาทเท่านั้น

เขาย้ำว่า “ผู้คนที่ร่ำรวย เขาไม่ได้รวยจากการใช้จ่ายเงินทั้งหมด เขารู้ว่าเมื่อไรควระมัดระวังการใช้จ่าย” สามสิ่งที่มีการทำวิจัยมาแล้วพบว่า พวกเขาจะระวังการใช้จ่ายแบบรวดเร็ว แบบไม่ยั้งคิด ที่นำไปสู่ความสูญเปล่าทางการเงิน เขาจะระวังการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือยมากเกินไป และเขาจะระวังในเรื่องหนี้

4. พวกเขาจะระวังการจ่ายเงินตามแผนการตลาด

แผนการตลาดประเภท ถ้าคุณรีบซื้อ รีบจ่าย ภายในเวลาที่กำหนด คุณจะได้ของแถมนั่น นี่ นู่น เป็นต้น สารพัดวิธีการใช้เงินของพวกเขาคือ เขาจะเปรียบเทียบราคาสินค้า เขาจะดูภาพรวมทั้งหมด และเอาคุณประโยชน์ของสินค้าที่ซื้อมาเปรียบเทียบกับราคา ว่ามันเหมาะสมกับเงินที่เขาต้องจ่ายไปหรือไม่

5. พวกเขาจะหวังผลระยะยาว มองการณ์ไกลมากกว่าคิดแต่ภาพภายหน้าระยะสั้นๆ

ตัวอย่างที่เขายก เช่น Eric Schmidt อดีต CEO แห่ง Google เคยกล่าวว่า เขาจะไม่ซื้อขายหุ้นโดยติดตามความเคลื่อนไหวตลาดแบบวันต่อวัน แต่เขาใช้วิธีดูระยะยายวของมัน

6. พวกเขาไม่มีแหล่งรายได้ทางเดียว

การมีแหล่งรายได้หลายทางจะทำให้คุณมีเงินเพิ่มมากขึ้นและแน่นอน ผู้คนที่ร่ำรวยทั้งหลายไม่เคยพึ่งพาแหล่งรายได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจต่างๆ เพิ่มเติม การมีงานฟรีแลนซ์ การรับเป็นครูติวเตอร์สอนวิชาที่ตนเองถนัด เป็นต้น

7. พวกเขาพยายามไม่เป็นเหมือนคนอื่น

ชีวิตใครก็ชีวิตมันนะครับ ไม่ได้หมายความว่าชีวิตเราต้องเป็นเหมือนใคร จงใช้ชีวิตที่เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดไปทุกๆ วันครับ อย่ารู้สึกอยากได้ อยากมี อยากเป็นในสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับชีวิตเราครับ ในส่วนนี้เขาก็ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ชีวิตและความสุขที่ทุกคนพบเจอเป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นเรื่องของปัจเจก เราไม่มีเหมือนเขา ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องทุกข์

Warren Buffett ไม่เคยมีโทรศัพท์ iPhone เป็นของตัวเองมาก่อน จนกระทั่งเขาได้รับมันมาเพราะคนให้เป็นของขวัญ แต่จนแล้วจนรอด เขาก็ยังไม่ใช้มัน (เขาให้สัมภาษณ์กับ CNBC ไว้อย่างนั้นครับ)

เพื่อนคุณ ญาติคุณ เพื่อนร่วมงานคุณ อาจจะมีสิ่งของที่จำเป็นต้องมีแบบ “ของมันต้องมี” แต่ไม่ได้หมายความว่า คุณจำเป็นต้องมีตามเขานะครับ

ทั้งหมดที่ว่ามานี่ ถ้าอันไหนมีประโยชน์ก็ลองหยิบไปใช้ดูนะครับ ถ้าชอบ ก็อย่าลืมบอกต่อ บอกให้คนที่คุณรักได้รับรู้ และแชร์ไอเดียกันดู

ที่มา :

CNBC

https://cnb.cx/2HQzpmJ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

การกลับมาอีกครั้งกับ กองทรัสต์ AIMIRT ที่คนสนใจกอง REITs ต้องติดใจ

สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน ขอต้อนรับเข้าสู่คลินิกกองทุนแห่งนี้ หากพูดถึงหนึ่งในรูปแบบการลงทุนที่ได้รับความนิยมมาทุกยุคทุกสมัยแล้วละก็ คงหนีไม่พ้นเรื่องของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือการลงทุนผ่านกอง REIT โดยเฉพาะ REIT ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคง และมีศักยภาพที่จะเติบโตไปพร้อมกับภาคส่วนอื่นๆ ไม่ว่าเรื่องของภาคการผลิต อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค การก่อสร้าง หรือโลจิสติกส์

ล่าสุดที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ ระบบ Cold Chain Logistic ครับ ที่มีความสำคัญมากๆ โดยเฉพาะประเทศไทยที่เป็นเมืองของกินที่อร่อยที่สุดในโลก ก็ถือว่าไม่เกินจริงเลยล่ะครับ

ดังนั้น การที่จะรักษาของให้ สด สะอาด และใหม่อยู่เสมอนั้น ระบบโกดังที่ออกแบบมา ก็ต้องเป็นระบบห้องเย็น รวมถึงรถยนต์ที่ใช้ขนส่งด้วยครับ

นอกจากนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ว่ามีแต่ของกิน เท่านั้นนะครับ ยังรวมถึง ยารักษาโรคบางอย่างอุปกรณ์ทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมายที่ต้องควบคุมอุณหภูมิครับ จึงไม่แปลกที่จะมีผู้ที่ดำเนินธุรกิจห้องเย็นเพิ่มมากขึ้นครับ และเป็นที่มาของ กอง REIT ที่ผมกำลังจะพูดถึงในวันนี้อีกครั้งครับ

ใช่ครับ ผมใช้คำว่า “อีกครั้ง” เนื่องจากว่ากองทุนนี้ ผมได้เคยพูดถึงไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้เองครับ ซึ่งกอง REIT กองนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก จากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนทั่วไป ที่อยากเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลที่เรียกว่า เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศเลยล่ะครับ

หากใครสนใจกอง AIMIRT นี้ 

สามารถอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้จาก Link นี้เลยครับ http://bit.ly/2H7uGLb

ก่อนจะไปอธิบายถึงรายละเอียดของกอง REIT นี้ว่ามีอะไรที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากครั้งที่แล้ว ผมขออนุญาตย้อนความสักเล็กน้อยนะครับ เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของกอง REIT นี้มากขึ้นครับ

กองทรัสต์ กองนี้มีชื่อเต็มว่า AIM Industrial Growth Freehold and Leasehold Real Estate Investment Trust ชื่อย่อคือ AIMIRT 

โดยกองทรัสต์นี้มีนโยบายในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรม ทั้งอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า อาคารคลังห้องเย็น หรืออาคารโรงงาน และทรัพย์สินอื่นใดที่อาจส่งเสริมการลงทุนของกองทรัสต์

ซึ่งในการลงทุนครั้งแรกของกองทรัสต์ ลงทุนในทรัพย์สินประเภทคลังสินค้า (Warehouse) ให้เช่าและยังมีห้องเย็น (Cold Storage) ให้เช่าอีกด้วยครับ โดยลงทุนเป็น Freehold 100% ครับ แถมมีอัตราการเช่า 100% เต็มอีกด้วยครับ

ซึ่งในครั้งนี้ที่ผมได้นำกอง REIT นี้กลับมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง เนื่องจากว่ากอง REIT นี้กำลังจะมีการเพิ่มทรัพย์สินเข้ามาในกองนั่นเองครับ เย้!!

แน่นอนว่าถ้าใครที่ได้ลงทุนไปก่อนหน้านี้ ผมขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ เนื่องจากการเพิ่มทรัพย์สินครั้งนี้ สิ่งที่นักลงทุนจะได้รับไปก็คือ โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เนื่องจากกองทรัสต์มีรายได้จากค่าเช่ามากขึ้น มีผู้เช่าที่หลากหลายมากขึ้น และมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีขึ้นด้วยครับ

เห็นแบบนี้แล้ว คงอยากทราบแล้วสินะครับ ว่าทรัพย์สินที่เพิ่มเข้ามาใหม่นั้นเป็นอย่างไรบ้าง และจะส่งผลอย่างไรกับกอง REIT กองนี้ครับ

ก่อนอื่น ผมคงเริ่มต้นที่ทรัพย์สินปัจจุบันของกอง REIT ก่อนนะครับ ซึ่งทรัพย์สินเดิมที่ทางกอง AIMIRT นี้มีอยู่ก็คือ 3 Cold Storages และอีก 6 Warehouses ซึ่งทำเลที่ตั้งของทรัพย์สินจะกระจายอยู่แถว สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา และ สมุทรปราการ ครับ

ส่วนทรัพย์สินใหม่ที่จะเพิ่มเติมเข้ามาในกองคือ 8 Warehouses, 1 Cold Storage และอีก 61 Tanks !! ครับ

ใช่ครับ มี Tank ที่เก็บสารเคมีเหลวเพิ่มเข้ามาในกอง REIT นี้ด้วยครับ โดยรายละเอียดทรัพย์สินที่ลงทุนเพิ่ม ประกอบด้วย

  1. 61 Tanks และ 3 Warehouses โครงการ SCC บนถนนสุขสวัสดิ์ จังหวัดสมุทรปราการ ของบริษัท สยามเฆมี จำกัด (มหาชน) 
  2. 4 Warehouses โครงการ TIP 8 บางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ของบริษัท ทิพย์โฮลดิ้ง จำกัด 
  3. 1 Warehouse โครงการ BIP จังหวัดปทุมธานี ของบริษัท สวนอุตสาหกรรมบางกะดี จำกัด 
  4. 1 Cold Storage โครงการ เจดับเบิ้ลยูดี แปซิฟิค (ส่วนขยายเพิ่มเติม) บนถนนสุวินทวงศ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ของบริษัท เจดับเบิ้ลยูดี แปซิฟิค จำกัด 

นอกจากนี้ เมื่อทรัพย์สินใหม่ที่เข้ามา มีผู้เช่าประจำอยู่แล้วก็ทำให้อัตราการเช่าของทรัพย์สินที่เข้ามาใหม่นั้นก็ยังคงเป็น 100% เช่นเดิมครับ ส่วนพื้นที่รวมก็จะเพิ่มมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้มีพื้นที่คลังสินค้า และห้องเย็นรวมประมาณ 58,559 ตารางเมตร เมื่อรวมกับพื้นที่ของทรัพย์สินใหม่อีก 68,727 ตารางเมตร และปริมาตรความจุ 85,380 กิโลลิตร ก็จะกลายเป็นพื้นที่คลังสินค้าและห้องเย็นรวม 127,286 ตารางเมตร และมีปริมาตรความจุ 85,380 กิโลลิตรเลยทีเดียวครับ

และจากเดิมที่มีแต่ Freehold 100% หรือกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของนั้น ภายหลังการลงทุนเพิ่มเติมรูปแบบการลงทุนจะเป็น Freehold 45% และ Leasehold 55% ครับ

แน่นอนว่าข้อดีของการรวมทรัพย์สินใหม่เข้ามา ไม่ได้มีแค่เรื่องขนาดของพื้นที่นะครับ แต่การได้ผู้เช่ารายใหม่ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ก็ทำให้การลงทุนในกอง AIMIRT นี้มีการกระจายความเสี่ยงที่มากขึ้นไปด้วยครับ

ซึ่งจากภาพจะเห็นได้ว่าทำเลที่ตั้งของทรัพย์สินที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่ก็มีการกระจายตัวที่ดีขึ้น ทุกโครงการล้วนตั้งอยู่บนทำเลศูนย์กลางการผลิตและการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ที่สำคัญของประเทศ มีความต้องการเช่าพื้นที่ในระดับสูง ก็ถือว่าเป็นการกระจายพื้นที่ของทรัพย์สินให้ครอบคลุมมากขึ้นไปอีกทางครับ กลุ่มลูกค้าที่เพิ่มเข้ามาในการเพิ่มทรัพย์สินนี้ มีผู้เช่าเป็นบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศเพิ่มเข้ามา อาทิ กลุ่มบริษัท ไทยออยล์ ปิโตรนาส เอสโซ่ และโตชิบา

ส่วนภาพรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมที่เข้ามาก็กระจายไปยังกลุ่มอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค การก่อสร้าง และเคมีภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงการคมนาคมและโลจิสติกส์ ซึ่งก็จะไม่ค่อยซ้ำกับกลุ่มลูกค้าเดิมสักเท่าไหร่ ก็เป็นการลดความเสี่ยงจากการมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่มาเช่าแบบกระจุกตัวในตอนแรกอีกด้วยครับ และช่วยสร้างโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีอีกด้วย

ซึ่งทรัพย์สินทั้ง 4 โครงการที่กองทรัพย์เข้าลงทุนเพิ่มเติมล้วนเป็นทรัพย์สินที่มีผู้เช่าเต็ม 100% อยู่แล้ว อย่างที่ได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้ครับ และยังมีสัญญาเช่าระยะยาวจากห้องเย็นโครงการ เจดับเบิ้ลยูดี แฟซิฟิค และโครงการแปซิฟิค ห้องเย็น รวมทั้งมีสัญญาเช่าระยะยาวเพิ่มเติมจากโครงการ SCC เพิ่มเข้ามา ซึ่งเป็นสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี ทำให้เราได้เก็บกินค่าเช่าได้อย่างสบายใจครับ

โดยการรวมทรัพย์สินใหม่เข้ามาในครั้งนี้มีการเพิ่มการกู้ยืมเข้ามาด้วย เพื่อให้ทางกอง AIMIRT นั้นใช้เงิน หรือต้นทุนในการซื้อสินทรัพย์ใหม่เข้ามาในกอง REIT นี้น้อยลงไปนั่นเองครับ ซึ่งก็จะคล้ายๆ กับการตั้งกอง AIMIRT ในครั้งแรก ที่มีมูลค่าทรัพย์สิน 2,140 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนของเงินกู้ยืมต่อทรัพย์สินรวมไม่เกิน 30% ครับ และการลงทุนเพิ่มครั้งนี้มูลค่าการลงทุนไม่เกิน 4,200 ล้านบาท ช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินภายหลังการลงทุนเพิ่มที่ไม่เกิน 6,340 ล้านบาท โดยสัดส่วนหนี้ต่อทรัพย์สินรวมจะอยู่ราวๆ 30% ครับ

นั่นก็จะทำให้คาดการณ์ประมาณการผลตอบแทนต่อหน่วย (DPU) เฉลี่ยในปีแรก (1 ก.ค. 2562 ถึง 30 มิ.ย. 2563) อยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 0.8640 – 0.8648 บาทต่อหน่วย กรณีที่กองทรัสต์เข้าลงทุนในทรัพย์สินที่กองทรัสต์จะเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ทั้ง 4 โครงการ ไม่เกิน 4,200 ล้านบาท โดยการออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์จำนวน 271,250,000 หน่วย ภายใต้สมมติฐานว่า กองทรัสต์ประมาณอัตราการจ่ายประโยชน์ผลตอบแทนร้อยละ 100 และออกหน่วยเพิ่มเติม 271,250,000 หน่วย ที่ราคา 11.20 – 11.50 บาทต่อหน่วย

โดยสรุป จุดเด่นภายหลังการลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้ส่งผลให้กอง REIT นี้มีจุดเด่นของทรัพย์สินที่กองทุนไปลงทุนมากมายเลยทีเดียวครับ ทั้งทำเลที่ตั้งที่ครอบคลุมมากขึ้น มีการกระจายตัวของอุตสาหกรรมผู้เช่าที่หลากหลายขึ้น ถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงได้อย่างดี แต่ทั้งนี้ก็ยังคงอัตราการเช่าของทรัพย์สินที่ดีไว้อีกด้วย แถมห้องเย็นและคลังสินค้าของโครงการ JWD และ SCC มีสัญญาเช่าระยะยาวกับผู้เช่า รวมถึงประมาณการผลตอบแทนต่อหน่วยที่สูงขึ้น และสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นจากขนาดกองทรัสต์ที่ใหญ่ขึ้นครับ

นักลงทุนจะเห็นได้ว่า การเพิ่มทรัพย์สินเข้ามาในกอง REIT นั้น หากเป็นทรัพย์สินที่ดี ก็จะทำให้ REIT มีศักยภาพในการสร้างรายได้จากค่าเช่าอย่างสม่ำเสมอ และยังช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตของกอง REIT เพิ่มขึ้นสูงมาก รวมถึงโอกาสที่จะทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอก็เพิ่มสูงมากขึ้นไปด้วยครับ

ซึ่งเราก็ต้องลุ้นกันต่อว่า สำหรับกอง AIMIRT นี้จะเพิ่มทรัพย์สินอีกในอนาคตหรือเปล่านะครับ แต่จากที่ทราบมาผมคิดว่ากอง AIMIRT นี้มีโอกาสที่จะมีภาค 3 เหมือนกับซีรีส์ดังๆ หรือหนังดังๆ อีกครับ เนื่องจากว่าภาคอุตสาหกรรมยังคงโตอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดลงแค่นี้ อีกทั้งประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางของการคมนาคม และโลจิสติกส์ที่สำคัญ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างเหนือ (จีน เมียนมา และ สปป.ลาว) และใต้ (มาเลเซีย และ สิงคโปร์) รวมถึงตะวันออก – ตะวันตก หรือที่เราเรียกว่า EEC อีกด้วยครับ

ดังนั้น ผมคิดว่าหากนักลงทุนท่านไหนที่สนใจลงทุนกับอสังหาฯ ภาคอุตสาหกรรม ทั้งระบบ Logistic + Warehouse + Cold Chain ทั้งหลายแล้วละก็ กอง AIMIRT นี้ถือว่าเป็นอีกกองทุนนึงที่ต้องเพิ่มลงไปในรายชื่อกอง REIT ที่น่าซื้อเลยล่ะครับ เพราะทรัพย์สินที่มีคุณภาพสูง ทำเลที่ตั้งซึ่งเรียกได้ว่า ตั้งอยู่บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ ผู้เช่าที่กระจายตัวอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม และยังมีอัตราการเช่าพื้นที่เต็ม 100% ต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ นักลงทุนเองก็ต้องเข้าใจ และศึกษาหาข้อมูลของกองนี้เพิ่มเติม เพื่อให้เราลงทุนแล้วสบายใจมากขึ้น มั่นใจมากขึ้นนะครับ

เนื่องจากการลงทุนที่ดีคือ “ต้องเข้าใจสินทรัพย์ที่ตนเองจะลงทุนด้วย” เพราะว่าการลงทุนที่เสี่ยงที่สุดคือ การไม่เข้าใจว่าเรากำลังลงทุนกับอะไรอยู่นั่นเองครับ

สุดท้ายก่อนจากกันไป ผมจะย้ำเสมอเรื่องของการลงทุนใน REIT หรือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐานว่า ควรที่จะมีการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่างๆ อย่างเหมาะสมครับ เช่นมีกอง REIT ที่เป็นห้างสรรพสินค้าบ้าง ออฟฟิศเช่าบ้าง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากที่สุดครับ

ผมคิดว่าวันนี้นักลงทุนทุกท่านน่าจะได้ข้อมูลที่ดีไปพอสมควร 

ไว้พบกันครั้งหน้านะครับ วันนี้ลาไปก่อนสวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

โสดแล้วไง! บริหารเงินให้รวยได้ก็แล้วกัน

ปลายปีที่ผ่านมามีการเปิดเผยงานวิจัยโดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนะครับ พบว่า คนครองตัวเป็นโสดมากขึ้น คนที่มีคู่สมรสก็มีบุตรน้อยลง ขณะเดียวกัน คนสูงอายุก็มีแนวโน้มจะอยู่ลำพังคนเดียวมากขึ้น

นอกจากนี้ ในข้อมูลยังพบอีกว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เป็นผู้สูงอายุนั้นเป็นโสดมากขึ้นและยังหย่าร้างในอัตราที่มากกว่าผู้ชายสูงอายุอีกด้วย แถมยังมีแนวโน้มว่า ยิ่งอายุเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งมีฐานะที่ยากจนมากขึ้น

ดังนั้น หากคุณหรือเพื่อนคุณหรือคนที่แวดล้อมมีแนวโน้มว่าจะครองตัวเป็นโสด เรามาบริหารเงินกันดีกว่าครับ โสดยังไง ให้อยู่ได้ และรวยด้วย

อันดับแรก แบ่งการบริหารเงินออกเป็น 3 กองก่อนนะครับ

  • กองแรก สำหรับเพื่อการใช้จ่ายทั่วไป 25% 
  • กองที่สอง สำหรับเตรียมไว้เผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉินครับ 25%
  • กองที่สาม อันนี้สำหรับอนาคตครับ เก็บไว้ เผื่อไว้สัก 50%

อันดับที่สอง จัดการหนี้ครับ

หนี้ ไปคำนวณกันดีๆ นะครับหนี้ของคุณไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่มาจากการผ่อนบ้าน หรือหนี้ที่มาจากการผ่อนบัตรเครดิต ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้นะครับ

อันดับที่สาม คนโสดๆ แบบเราควรจะอยู่อาศัยแบบไหนกันดีนะ หาที่พักที่เหมาะสมกับสถานภาพครับ อย่าติดหรูจนไม่มีเงินเหลือจะกินจะใช้นะครับ และก็อย่าติดดินจนรู้สึกว่าเดินเข้าซอยที่พักก็หายใจไม่ทั่วท้องแล้ว เพราะไม่ปลอดภัย 

ถ้าที่พักราคาไม่แพง แต่ต้องแลกกับความปลอดภัย ความมืด ความเปลี่ยว ซื้อความสบายใจหาที่พักที่เราอยู่แล้วเป็นสุขดีกว่านะครับ แต่อย่าให้ราคารุนแรงจนเดือดร้อนกระเป๋าตังค์มากไป

ถ้าต้องเลือกระหว่างบ้านกับคอนโด คุณควรจะพิจารณาคอนโดนะครับ เพราะมีระบบปลอดภัยที่สูงกว่าบ้าน และคำนวณดีๆนะครับ อย่าให้ราคาคอนโดสูงกว่ารายได้ 2 เท่าต่อปี

อันดับที่สี่ การออม การลงทุนระยะยาว

ถ้ามันดูแล้วจะมีแนวโน้มว่าคุณจะได้ใช้ชีวิตคนเดียวแบบยาวๆ ไปตลอดชีวิต โดยไม่น่าจะมีลูกหลานมาดูแลแล้วละก็ ควรลงทุนเพื่ออนาคต เช่นการออมผ่านการซื้อประกัน เช่น ประกันชีวิต เป็นต้น นะคร้าบบ

ใครโสดๆ มีไอเดียในการจัดการทางการเงินดีๆ แนะนำกันมาได้นะ 

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

aomMONEY เปิดรับนิสิต นักศึกษาฝึกงาน สนใจส่ง email มาสมัครพร้อม resume แนะนำตัวได้ที่ [email protected] ครับ อ่านรายละเอียดทุกตำแหน่งฝึกงานได้ที่นี่ https://bit.ly/2IZ6P2z 

“เด็กเซราะกราว” Youtuber ชื่อดัง จากนิเทศฯ ม.บูรพา สร้างชื่อด้วย MV Parody Blackpink

จะดีแค่ไหน ถ้าเราสามารถใช้สิ่งที่ชอบทำเงินและสร้างรายได้ตั้งแต่วัยเรียน? 

วันนี้เราลองมาทำความรู้จักและเรียนรู้แนวคิดของ “น้องต่อ สิทธิชัย รักพินิจ”นักศึกษาคณะนิเทศฯ มหาวิทยาลัยบูรพาเจ้าของเพจ “เด็กเซราะกราว” ผู้ทำ MV COVER ศิลปินเกาหลีชื่อดังอย่าง “Blackpink” จนประสบความสำเร็จ และมียอดวิวรวมกว่า 151 ล้านวิว ทาง Youtube จนชื่อเสียงโด่งดังไปถึงเกาหลี มีงานเข้ามากมายให้น้องได้ทำเป็นอาชีพเสริมระหว่างเรียน

และนี่คือเรื่องราวของเจ้าของแชลแนล “เด็กเซราะกราว”  ที่ทาง aomMONEY Inspired ได้นำมาทำเป็นบทความสัมภาษณ์มาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันครับ

แนะนำตัวเองให้ผู้อ่านรู้จักหน่อยครับ

น้องต่อ : สวัสดีครับ ผมชื่อ “ต่อ สิทธิชัย รักพินิจ” อายุ 20 ปี กำลังศึกษาอยู่ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ตอนนี้เป็นเจ้าของเพจเด็กเซราะกราว

ตอนนี้ที่บ้านทำอะไรอยู่ เล่าให้ฟังหน่อยครับ

น้องต่อ : พ่อแม่ตอนนี้ทำอาชีพค้าขาย บ้านอยู่ที่สระแก้วครับในคลิปเป็นบ้านผมเอง มีน้องสาว 1 คนครับ น้องกุ้งเต้นเป็น 1 ในสมาชิกของน้องๆในคลิป

จุดเริ่มต้นการทำ MV COVER เริ่มจากอะไร?

น้องต่อ : ชอบ MV ครับ โดยเฉพาะ Video เราเป็นคนตามพวกศิลปินไรงี้ เราก็จะดูตลอด เราเป็นคนชอบฟังเพลงชอบเต้นอะไรแบบนี้เราก็เลยดูบ่อยๆ ชอบเต้นมาตั้งแต่เด็กๆ ที่จำได้ก็ตั้งแต่อนุบาลเลยครับ วันเด็กมันจะมีโชว์ เราก็จะเข้าตลอด เราชอบของต่างประเทศ เราชอบของเกาหลีเพราะมันมีลูกเล่นเยอะ ดูแล้วมันสนุกอยากทำตาม มุมกล้องสีสันในการตกแต่งของเขามันจะดูหลากหลายดีครับ

https://youtube.com/watch?v=6bC390Q9T0M%3Fwmode%3Dopaque

เริ่มทำคลิปตอนอายุเท่าไหร่?

น้องต่อ : เริ่มทำคลิปตอนอายุ 17 เพิ่งขึ้น ม.6 ครับ เราอัดเล่นเฉยๆ ทำทางโทรศัพท์อัดลง แล้วก็อัพลงไปแค่นั้นเอง.

เคยเลือกครูศิลป์แต่มาเรียนนิเทศฯ ทำอย่างไรให้พ่อแม่ยอมรับ?

น้องต่อ : ใช้การแสดงให้เห็นมากกว่า อย่างเนี่ยพ่อแม่เขารู้ว่าเราทำคลิป แรกๆเขาจะแบบถ่ายอะไร เขาจะยังไม่ค่อยรู้ แต่พอหลังๆมามันออกข่าว คนต่างจังหวัดเขาจะดูโทรทัศน์มากกว่าใช่ไหมครับ เขาก็เห็นเรามีคนติดตาม คนมาพูดมาบอก จนเขาเห็นเขาเข้าใจก็สนับสนุนเราเต็มที่เลย ให้เข้านิเทศศาสตร์ได้เลย

ทำไมต้องเป็น “เด็กเซราะกราว?”

น้องต่อ : ตอนที่เราตั้งไม่ได้คิดอะไรเยอะ มันมีคนที่เขาติดตามเรา เขาแบบสร้างเพจให้หน่อยได้ไหมจะได้ติดตามง่ายๆ ช่วงนั้นมันมีชื่อเด็กเซราะกราวที่เป็นกระแสอยู่ และแถวๆบ้านของผมเขาจะพูดภาษาเขมรกันด้วย แบบเออคำนี้มันเก๋ดี แล้วก็มีกระแสอยู่ในช่วงนั้นเราก็เลยตั้ง ความหมายของมันก็คือเด็กบ้านนอกใช่ไหมครับถ้าแปลเป็นไทย มันก็เข้ากับ Concept ของเราและน้องๆด้วย

ทำไมถึงทำคลิป Playing with fire ของ Blackpink เป็นเพลงแรก

น้องต่อ : ตอนนั้นเพลงนั้นออกมาใหม่ เป็นเพลงล่าสุดของ Blackpink เราก็เลยเลือกเพลงนั้น

https://youtube.com/watch?v=SzDPY_LnSMc%3Fwmode%3Dopaque

กระแสตอบรับของคลิปแรกเป็นยังไงบ้าง?

น้องต่อ : กระแสค่อนข้างดีครับเพราะมันออกแนวตลกๆ หน่อยใช่ไหมครับ รู้สึกว้าวกับเด็กที่เป็นนักแสดง และความเป๊ะของแต่ละ Shot ที่มันเหมือนของเขาเลย

VDO 1 ตัวมีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง?

น้องต่อ : นั่งดูครับ ดูเพราะว่าเราชอบ นั่งดูแล้วมันก็จำไปเรื่อยๆ เราจะดูแค่ว่าอันไหนยาก อันไหนยากที่สุดก็จะลงรายละเอียดจุดนั้น เพราะซีนรายละเอียดทั่วไปที่ตั้งกล้องปกติได้เราก็เน้นหน้างานเอา เราก็แค่คิดว่าจะให้น้องใส่ชุดยังไง และคิดคร่าวๆว่าใช้ตรงไหนดี เน้นรอบบ้านเพราะเราต้อง save ตัวน้องด้วย ดูแลน้องง่ายด้วย น้องๆยังเด็กกันอยู่

อุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายทำมีอะไรบ้าง?

น้องต่อ : มีกล้อง DSLR ครับ กับขาตั้งกล้อง 2 อย่างแค่นั้น ไม่เคยจัดแสง เน้นแสงอาทิตย์เอา

VDO 1 ตัว ใช้เวลาทำนานเท่าไหร่?

น้องต่อ : ถ้าเป็นช่วงน้องปิดเทอมก็อาจจะใช้เวลาสัก 3 อาทิตย์ ถึง 1 เดือน อย่างคลิปล่าสุดเราทำตอนน้องเปิดเทอมก็ใช้เวลา 1 เดือนครึ่ง เราถ่ายเฉพาะตอนที่น้องเลิกเรียนและตอนที่น้องว่างครับ บางวันก็เรียกน้องมาคนเดียวหรือสองคน เราไม่ได้เรียกน้องมาตลอดอยู่แล้ว เวลาที่เราใช้ในการตัดต่อก็ 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง

เด็กๆ MV 4 คน เราคัดเลือกมาจากไหน?

น้องต่อ : เราไม่ได้มีการ Cast ไม่ได้มีการเลือกอะไรเยอะ เลือกจากการที่เขาเป็นน้องของเราและสนิทกัน เป็นน้องสาวที่มาเล่นบ้านเราบ่อยมากครับ แล้วก็อัดคลิปลงเล่นๆเฉยๆ มันมีที่มาเพราะเราทำคลิปเรื่อยๆอยู่แล้ว เราก็เลือกน้องเพราะว่าน้องกับเราสนิทกัน อยากทำคลิปเล่นๆ ตามประสาพี่น้องเฉยๆ ครับ

รายได้จากคลิปใน Youtube เป็นยังไง?

น้องต่อ : คลิป Blackpink มันเป็นเพลงที่มีลิขสิทธิ์อยู่แล้ว เราไม่ได้รายได้ในส่วนนั้นเลย ก็คือเราอัพโหลดลงไปได้แต่ว่าทาง Youtube จะตัดไม่ให้เราสร้างรายได้โดยอัตโนมัติเลย เราลงไปแบบนี้คนเขาก็จะเห็นฝีมือเราในการตัดต่อ การถ่ายทำ ฝีมือของน้องอย่างนี้ แล้วก็จะมีงานติดต่อมาจากภายนอกมากกว่า เป็นการให้เราตัดต่อให้ ให้เราโปรโมทให้อย่างนี้ครับ

งานอะไรบ้างที่ติดต่อมา?

น้องต่อ : เขาก็จะติดต่อเข้ามาในรูปของมีคลิปอยู่แล้วแต่ให้เราตัดต่อให้ หรือบางที่ก็ใช้ Production ของเราทั้งหมดเลยเป็นน้องของเราแสดงเลยช่วยโปรโมทสินค้าของเขา เยอะมากๆครับผม 10-20 ตัวได้หลังจากที่ปล่อยคลิปออกไป

แผนอนาคตตัวเองและน้องๆ

น้องต่อ : ก็อยากจะมีคนงานเป็นของตัวเอง อยากจะมีเพลงของน้องๆ ให้น้องๆ เป็นคนร้องเอง จะมีงาน Cover กับงานที่เป็นของตัวเองเสริมเข้ามาด้วย อยากจะมีทีมที่ใหญ่กว่าเดิม อยากจะพัฒนาไปเรื่อยๆ อยากจะทำต่อไปเรื่อยๆ เราอยากทำเพลงไทยแบบ Pop อาจจะเป็นลูกทุ่งก็ได้เพราะเป็นตัวเหมือนเด็กเซราะกราวด้วย ก็อยากลองหลายแนวแต่เราก็อยากให้แปลกใหม่ไม่เหมือนกับที่มีในสังคมไทยครับ ถ้าน้องชอบนะครับเราก็อยากให้น้องไปในทางนั้นด้วย ตอนนี้ก็เหมือนเราปูพื้นมาให้น้องระดับหนึ่งแล้วด้วย ถ้าน้องได้ไปก็อาจจะมีโอกาสไปได้ไกล

ตอนนี้มีคนทำเพจเยอะมาก คิดว่าจะทำยังไงให้อยู่รอดในวงการได้

น้องต่อ : เราก็พยายามเรียนรู้กับสื่อใหม่ๆตลอด เพราะว่าเดี๋ยวนี้อะไรๆมันก็เร็วไปหมด อะไรที่มันเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เราก็ต้องปรับไปเรื่อยๆ แล้วก็พยายามพัฒนา Content ของเราไม่ให้น่าเบื่อ ก็ต้องอยู่กับสื่อใหม่ๆ ให้เป็นครับ เมื่อก่อนคนก็อาจจะอยากดังก็ต้องโทรทัศน์ แต่เดี๋ยวนี้ช่องทางมันมีมากกว่าเดิมแล้ว เราก็สามารถอัพคลิปของเราลงไปทาง Youtube ได้ เผยแพร่ผลงานของเราออกไป ใช้สื่อนั้นเป็นช่องทางในการเผยแพร่ผลงานความสามารถของตัวเอง

ฝากถึงคนที่อยากลองทำอะไรแบบ “เด็กเซราะกราว” 

น้องต่อ : อย่างผมเอง พูดเลยตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้รู้เยอะอะไรขนาดนั้น ทำแบบมั่วๆไป เรียนรู้ตลอดเวลา เริ่มมาจากที่เราไม่รู้อะไรเลย เราก็แค่เล่น Youtube ใช้โทรศัพท์อัดก่อน อยากให้คนที่อยากลองทำก็ลองเริ่มจากจุดที่ตัวเองมีอยู่ก่อน ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์พร้อม เริ่มจากโทรศัพท์ของเราเอง ลองทำดูก่อนครับผม อย่างผมก็ทำไปไม่รู้ว่ามันจะดังไหม ก็ทำไปแค่เล่นๆ แต่พอมันดังขึ้นมาเราก็พัฒนามาเรื่อยๆ อยากให้ลองทำก่อนครับไม่จำเป็นต้องพร้อม เริ่มจากจุดที่เรามี

และนี่คือเรื่องราวของ “น้องต่อ สิทธิชัย รักพินิจ” เจ้าของแชลแนล “เด็กเซราะกราว” ที่มียอดวิวสูงถึง 151 ล้านวิว เรื่องราวของน้องต่อได้พิสูจน์แล้วนะครับว่าการที่เรายังเป็นนักเรียนนักศึกษาไม่ใช่อุปสรรคในการหารายได้เลยนะครับ ทุกอย่างเริ่มต้นได้จากการใช้เวลาว่างของตัวเอง ใช้พื้นฐานที่ตัวเองมี ใช้ความชอบเป็น Passion ในการทำงาน ที่สำคัญขอแค่มีความมุ่งมั่น ใส่พลังลงไปในการทำงาน แค่นี้สิ่งที่เรามุ่งหวังก็จะประสบผลแน่นอนครับ

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนอ่านบทความของเราแล้วชื่นชอบ ก็อย่าลืมกดแชร์เป็นกำลังใจให้ทีมงานนะครับ ส่วนใครที่อยากดูสัมภาษณ์แบบ VDO สามารถคลิกเข้าไปชมได้ที่ด้านล่างนี้ 

https://youtube.com/watch?v=fu2eIEvp9oM%3Fwmode%3Dopaque

ช่องทางติดตาม aomMONEY INSPIRED

Facebook : คลิก

Youtube : คลิก

Twitter : คลิก

Instagram : คลิก

บทความโดย

ปราณ สุวรรณฑัต (ผู้เขียน)

รฐาพัชร์ ตุลยพิทักษ์ (บรรณาธิการ)

ทีมงาน aomMONEY INSPIRED

Index Living Mall กำลังจะเข้าตลาดหุ้น

บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM กำลังจะจดทะเบียนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใครที่สนใจการลงทุนในหุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นค้าปลีกของตกแต่งบ้านครบวงจรและคอมมูนิตี้มอลล์กระชับวงล้อมกันเข้ามา ต่อไปพวกเราจะสามารถร่วมลงทุนใน Index Living Mall กันได้แล้ว

ILM ประกอบธุรกิจร้านค้าปลีกของตกแต่งบ้านครบวงจร สินค้าภายในร้านไล่ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ของใช้ภายในบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้า เรียกได้ว่าครบเรื่องบ้านในร้านเดียว โดยสินค้าที่จำหน่ายมีทั้งแบบแบรนด์ตนเองและแบรนด์อื่น รวมไปถึงยังมีช่องทางงานโครงการ ร้านค้าปลีกของตกแต่งบ้านในต่างประเทศผ่านระบบแฟรนไชส์ ตัวแทนจำหน่าย รวมถึงช่องทางออนไลน์อีกด้วย

ร้านค้าปลีกของ ILM ไม่ได้มีแค่ Index Living Mall โดยแบ่งออกเป็น 4 แบรนด์หลัก ได้แก่ Index Living Mall, Trend Design, MOMENTOUS และ BoConcept

Index Living Mall คือแบรนด์เรือธงของบริษัทฯ เจาะกลุ่มตลาด Mass ถึง Premium Mass ชูจุดเด่นเป็นร้านที่ตอบทุกโจทย์เรื่องบ้าน มาครบจบในร้านเดียว เน้นสินค้าเรียบง่าย ปรับแต่งได้ตามความต้องการ คุ้มค่าและหลากหลาย สินค้าภายในร้านมีมากกว่า 33,000 SKUs จำนวน 36 สาขา มากที่สุดในทุกแบรนด์

ในขณะที่ Trend Design, MOMENTOUS และ BoConcept  จะขยับกลุ่มเป้าหมายมาเป็น Premium Mass, Premium ไปจนถึง Ultra Premium เจาะตลาดที่หรูหราขึ้นมากกว่า Index Living Mall โดยเน้นสินค้าคุณภาพสูง สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ SKU รวมต่อร้านประมาณ 200 – 300 SKUs เน้นลูกค้าที่มีรายได้ค่อนข้างสูงถึงสูง จำนวนสาขาอยู่ที่ 4, 3 และ 2 สาขา ตามลำดับ

ล่าสุด ILM ยังมีการเปิดแบรนด์ใหม่ คือ Younique

Younique เป็นร้านเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านรูปแบบใหม่ เน้นสินค้าสั่งตัดตามใจลูกค้า ฟังก์ชันหลากหลาย ผลิตในเวลาอันรวดเร็ว และอยู่ภายใต้งบประมาณที่วางไว้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสไตล์ที่เข้ากับเทรนด์ผู้บริโภคในปัจจุบันและน่าสนใจทีเดียว

นอกจากธุรกิจค้าปลีกของตกแต่งบ้าน ILM ยังมีธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์อีกด้วย

หลายคนที่เคยเดิน Index Living Mall คงจะจำภาพได้ว่าลักษณะของ Index Living Mall ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นศูนย์การค้าหรือ Community Mall ตรงนี้เองที่ทำให้ ILM มีรายได้อีกส่วนหนึ่งมาจากการให้เช่าและให้บริการพื้นที่เช่า

ILM มีพื้นที่ให้เช่าภายใต้แบรนด์ The Walk, Little Walk และ Index Mall รวม 9 แห่ง โดยการมีพื้นที่ให้เช่านี้ถือเป็นจุดเด่นในการสร้างโอกาสที่คนจะเข้ามาที่ร้านค้ามากขึ้น เพราะการมีร้านอาหาร ธนาคารพาณิชย์ รวมไปถึงร้านค้าประเภทอื่นๆ จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้มีความครบครันมากขึ้น และสร้างโอกาสที่จะทำให้ผู้บริโภคอยู่ในพื้นที่ได้ยาวนานกว่าการมีแต่ร้านขายของตกแต่งบ้านเพียงอย่างเดียว

รายได้จากการขายส่วนใหญ่มาจากหน้าร้านค้าปลีกของบริษัทฯ

สัดส่วนรายได้จากการค้าปลีกผ่านหน้าร้านสูงถึง 81.6% ของรายได้จากการขาย ตัวเลขถือว่าสูงและโดดเด่นมาก ในขณะที่รายได้จากงานโครงการกินสัดส่วนประมาณ 13.7% ซึ่งถือว่าไม่มากนัก หากนักลงทุนกังวลเรื่องความสม่ำเสมอของรายได้ที่อาจจะไม่ค่อยแน่นอนจากงานโครงการ ตรงนี้ก็ไม่น่าห่วง

ส่วนรายได้จากการให้เช่าและให้บริการพื้นที่ให้เช่าก็มีสัดส่วนที่ไม่มาก แต่ก็ไม่แปลกเมื่อเทียบกับภาพรวมธุรกิจที่ไปเน้นในเรื่องการค้าปลีกของตกแต่งบ้านครบวงจรเป็นหลัก และมีธุรกิจให้เช่าและให้บริการพื้นที่ให้เช่าเป็นตัวช่วยในการดึงแทรฟฟิกเข้ามาเพิ่มโอกาสในการขาย

ILM มีทุนจดทะเบียน 2,525.0 ล้านบาท ซึ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 505.0 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (PAR) หุ้นละ 5.00 บาท ซึ่งเป็นทุนชำระแล้วจำนวน 2,000.0 ล้านบาท ซึ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 400 ล้านหุ้น ทั้งนี้บริษัทจะออกขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไป (IPO) มีจำนวนไม่เกิน 105.0 ล้านหุ้นหรือคิดเป็นร้อยละ 20.79 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทหลัง IPO

โดยบริษัทจะระดมเงินทุนไปใช้ในการขยายสาขาร้าน Index Living Mall ขยายสินค้าเฟอร์นิเจอร์สั่งตัด Younique ขยายร้านค้าเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็ก โครงการติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของโรงงานและโครงการอื่นๆ รวมถึงชำระคืนเงินกู้ยืมแก่สถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน

หลังจากเพิ่มทุน กลุ่มครอบครัวปัทมสัตยาสนธิ ผู้เป็นทีมงานบริหารหลักจะถือหุ้น 72.6% หลัง IPO ส่วนกลุ่มครอบครัวอุดมมหันติสุขจะถือหุ้น 5.7% หลัง IPO ในขณะที่สัดส่วนของประชาชนทั่วไปที่เสนอขายหุ้นใหม่ให้ร่วมลงทุนด้วยจะอยู่ที่ 20.8%

ILM จะกลายมาเป็นหุ้นค้าปลีกของตกแต่งบ้านครบวงจรและคอมมูนิตี้มอลล์ตัวใหม่ในตลาดหุ้นไทย

นักลงทุนที่ชอบหุ้นกลุ่มค้าปลีกก็น่าจะได้มีหุ้นใหม่อีกตัวให้วิเคราะห์และติดตาม ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่าบทความนี้เขียนขึ้นเพื่ออธิบายภาพธุรกิจให้นักลงทุนเข้าใจหุ้นได้โดยง่าย ไม่ได้มีเจตนาแนะนำการซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์แต่อย่างใด

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 15 กรกฎาคม 2562

คัดมาเน้นๆเก็งเลขเด็ดจากสำนักดังและเหตุการณ์เด่นที่เกิดขึ้นในรอบเดือน

1. เลขเด็ดจาก 5 สำนักดัง

    ในช่วงที่ผ่านมาสำนักดังๆต่างๆเก็งเลขเด็ดประจำงวดวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ไว้ว่ายังไงบ้าง เราคัดมาเน้นๆกับ 5 สำนักดัง หลวงพ่อปากแดง เจ้าแม่ตะเคียนทอง เณรน้อย คำชะโนด และอาจารย์หนู

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 15 กรกฎาคม 2562

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 15 กรกฎาคม 2562

2. ทำนายเลขเด็ดจากความฝัน

 มาดูกันว่าความฝันจากเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงวันอาสาฬหบูชาแบบนี้จะนำมาสู่เลขอะไรกันบ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 15 กรกฎาคม 2562

3. เก็งเลขเด็ดจากเหตุการณืเด่นในช่วงที่ผ่านมา

    ในงวดวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 นี้ มาดูกันว่าเหตุการณ์ในวันเข้าพรรษาแบบนี้นั้น จะนำมาตีเป็นเลขเด็ดอะไรได้บ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 15 กรกฎาคม 2562

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง ช่วงหยุดยาวแบบนี้อย่าลืมกลับไปหาครอบครัว พักผ่อนกันให้เต็มที่ ส่วนใครที่นับถือศาสนาพุทธถ้ามีโอกาสก็อย่าลืมออกไปเข้าวัดเข้าวากันด้วยนะ

ไปให้ไกลกว่าเรื่องการลงทุนกับ TMB Eastspring Global Core Equity Fund

ตลาดหุ้นไทยมีขนาดเพียง 0.78% ของตลาดหุ้นโลก

จากสถิติมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของตลาดหุ้นทั่วโลกพบว่า ณ สิ้นปี 2018 ตลาดหุ้นไทย (รวมทั้ง SET และ mai) มีมูลค่ารวมประมาณ 500,741 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ภาพรวมตลาดโลกมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 64,606,905 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าตลาดหุ้นไทยเทียบกับตลาดหุ้นโลกจึงมีมูลค่าเพียง 0.78% เท่านั้น ถือว่าน้อยมาก และอาจจะน้อยกว่าตัวเลขที่ผู้ลงทุนไทยหลายคนคาดเดา

พฤติกรรม Home Bias คือการเลือกลงทุนในกิจการใกล้ตัว หรือในประเทศของตนเอง ทำให้ผู้ลงทุนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบลงทุนหุ้นต่างประเทศนัก

แต่ถ้ามองในมุมมหภาค การกระจายความเสี่ยงไปลงทุนที่ต่างประเทศถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่หุ้นไทยกำลังผันผวน เมื่อถอยออกมาหนึ่งก้าว เราจะเห็นว่าตลาดหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว มีขนาดและเสถียรภาพสูงกว่าไทย หลายคนอาจจะชอบไอเดียการลงทุนในต่างประเทศ แต่ไม่มีเวลาศึกษา ไม่มีความรู้เพียงพอ ตัวเลือกที่ดีมาก คือ การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ เราจะได้พอร์ตการลงทุนที่ผู้เชี่ยวชาญเลือกให้ และยังได้กระจายความเสี่ยงไปตามเจตนาที่เราต้องการ

TMB-ES-GCORE คือ กองทุนหุ้นต่างประเทศที่กำลังจะ IPO ของ TMBAM Eastspring

TMB-ES-GCORE หรือ กองทุนเปิดทีเอ็มบี อีสท์สปริง Global Core Equity เป็นกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศที่นำเงินไปลงทุนต่อในกองทุนหลักเพียงกองเดียว คือ Goldman Sachs Global CORE?  Equity Portfolio ซึ่งเป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนหุ้นในทั่วโลก

Goldman Sachs Global CORE?  Equity Portfolio คือ กองทุนที่นำ AI มาประยุกต์ใช้ในการเลือกหุ้น

Goldman Sachs Global CORE?  Equity Portfolio ซึ่งเป็นกองทุนแม่ของ TMB-ES-GCORE นอกจากการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเชิงคุณภาพแล้ว ยังมีการนำ Big Data มาประยุกต์ใช้กับ Machine learning และการศึกษาอารมณ์ตลาด นี่คือจุดที่น่าสนใจมาก เพราะการจะเลือกลงทุนในหุ้นที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกนั้น หมายถึงการประเมินหุ้นที่มีอยู่ในตะกร้ามากกว่า 13,000 บริษัท การใช้ปัญญาประดิษฐ์จึงช่วยกรองข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

กระบวนการลงทุนจะคัดกรองหุ้นจากปัจจัยใดบ้าง?

หากลงในรายละเอียดแล้วพบว่ากระบวนการลงทุนของกองทุนนี้มีขั้นตอนที่สำคัญ 4 ข้อ เพื่อพิจารณาและประเมินผลตอบแทนของหุ้นแต่ละบริษัทผ่าน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 

(1) บริษัทที่มีโมเดลทางธุรกิจที่ดี เช่น คุณภาพงบการเงิน คุณภาพผู้บริหาร บริษัทอยู่ในประเทศที่มีการเติบโตได้ดี 

(2) ราคาหุ้นที่เหมาะสม เช่น ธุรกิจคุณภาพสูงในราคาที่เหมาะสมจะนำไปสู่ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในระยะยาว 

(3) เทรนด์ของตลาดโลก เช่น บริษัทอยู่ในเมกะเทรนด์หรือธีมการลงทุนของโลก 

(4) ความคิดเห็นของผู้เล่นในตลาดรายอื่นๆ หรือที่เรียกว่า อารมณ์ตลาด เช่น พฤติกรรมราคาและการซื้อขาย บทวิเคราะห์และความเห็นของผู้เล่นคนอื่นในตลาด

บทบาทของการใช้ Big data และ Machine learning หรือปัญญาประดิษฐ์ จะเป็นตัวเสริมอยู่ในทุกขั้นตอน

ผลตอบแทนของ Goldman Sachs Global CORE?  Equity Portfolio ในหน่วยลงทุนชนิด Class I (Acc.) (closed) (USD) เทียบกับ MSCI World ก็ถือว่าน่าสนใจ

เมื่อดูผลตอบแทนย้อนหลังของ Goldman Sachs Global CORE?  Equity Portfolio เทียบกับดัชนีอย่าง MSCI World พบว่า ผลตอบแทนแบบ Rolling Return ย้อนหลัง 3 ปีอยู่ในระดับ 6 – 16% ต่อปี ในขณะที่หากดูเทียบแยกรายปีจะพบว่าอาจจะมีบางปีที่ผลตอบแทนน้อยกว่าตลาดบ้าง เมื่อเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมแล้วผลตอบแทนถือว่าดูดี 

แต่อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานในอดีตไม่สามารถยืนยันถึงผลการดำเนินการในอนาคตได้ ผู้ลงทุนควรดูเป็นข้อมูลเชิงเปรียบเทียบและแนวทาง แต่ไม่สามารถการันตีผลตอบแทนได้ อย่างที่ผู้ลงทุนทุกคนคงทราบดี (กองทุนที่ TMBAM Eastspring ลงทุนจะลงทุนในหน่วยลงทุนชนิด Class I Shares (Acc.) (Snap) ซึ่งมีนโยบายการลงทุนแบบเดียวกัน แต่เวลาปิดเพื่อคำนวณหน่วยลงทุนแตกต่างกันจากข้อจำกัดด้าน Time Zone ของประเทศที่เข้าไปลงทุน ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้รับในระยะยาวอาจแตกต่างกันได้บ้าง)

3 หุ้นหลักที่ถือมากที่สุดในพอร์ต (ณ วันที่ 30 เมษายน 2019) Admin

ลองค้นข้อมูลแล้วพบว่า

1) Apple, Inc.

บริษัทผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีจำพวกโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ไอทีอื่น ที่หลายคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว

จุดเด่นคือแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก สินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง บริษัทมีสาวกที่จงรักภักดีต่อแบรนด์อยู่มากมาย ด้านงบการเงินก็ถือว่าแข็งแกร่งมาก บริษัทผู้ผลิตสินค้าฮาร์ดแวร์ แต่สามารถทำอัตรากำไรสุทธิได้สูงถึง 22.4% ถือว่าแทบจะไม่มีให้เห็นได้เลยในธุรกิจระดับโลก ROE หรือผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงถึง 49.4% (อ้างอิง: inc.com)

2) Amazon.com, Inc.

บริษัทซอฟท์แวร์เจ้าของ e-commerce ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้เขย่าวงการการค้าปลีกของสหรัฐอเมริกาให้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ และนอกจากธุรกิจค้าปลีกออนไลน์แล้ว Amazon ก็ยังมีบริการด้านไอทีอื่นอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น Amazon Web Services (AWS) ที่เป็นธุรกิจคลาวน์คอมพิวติ้งที่กำลังมาแรงและเป็นดาวดวงใหม่ของเครือบริษัท หรือ Amazon Prime ธุรกิจสตรีมมิ่งวิดีโอคล้าย Netflix ที่พอ Amazon ขยับมาทำก็เล่นเอาผู้เล่นหน้าเก่าหนาวๆ ร้อนๆ ไปทั้งวงการ

ด้านงบการเงินก็เรียกได้ว่าเติบโตอย่างงดงามมาก รายได้เติบโตย้อนหลังต่อเนื่องกัน 10 ปี กำไรสุทธิในช่วงปีหลังๆ ก็ค่อนข้างนิ่ง อย่างปี 2018 กำไรสุทธิก็เติบโตถึง 232.11% ขึ้นมาแตะที่ระดับหมื่นล้านเหรียญ หรือตีเป็นเงินไทยก็เทียบเท่ากับทำกำไรได้สามแสนกว่าล้านบาทภายในปีเดียว แบรนด์ Amazon ก็ถือว่ายอดเยี่ยม ขึ้นแท่นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกไปเป็นที่เรียบร้อย (อ้างอิง: jitta.com)

3) Citigroup, Inc.

บริษัทด้านธุรกิจการเงินที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก เจาะกลุ่มตลาดทั้งผู้บริโภครายย่อยและลูกค้าสถาบัน ทำธุรกิจการเงินแบบครบวงจรด้วยจำนวนสาขามากกว่า 2,400 สาขาทั่วโลก ประวัติศาสตร์การก่อตั้งยาวนานมากกว่า 200 ปี 

ด้านงบการเงินถือว่าดูดีด้วยอัตราการทำกำไรกว่า 27.5% บนธุรกิจที่มั่นคงด้วยฐานขนาดใหญ่ จุดเด่นอีกอย่างที่ชัดเจนของหุ้นกลุ่มการเงินคือ Relative Valuation ที่ไม่แพงนักเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น อย่าง Citigroup เองก็เทรดกันอยู่ที่ระดับ PE 9.85 เท่า ซึ่งถือว่าช่วยเสริมภาพของพอร์ตฟอลิโอให้ดูมีความน่าสนใจในเชิงมูลค่าหุ้นขึ้นมาก (อ้างอิง: finviz.com)

หากใครสนใจกระจายความเสี่ยงไปลงทุนหุ้นต่างประเทศ  TMB Eastspring Global Core Equity Fund ก็ถือว่าเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่อยากจะฝากไว้พิจารณา ด้วยกระบวนการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ผสมผสานการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยและความเชี่ยวชาญของผู้จัดการกองทุนเองด้วย ทำให้กองทุนนี้มีความน่าสนใจขึ้นมากเลยทีเดียว

ผู้ลงทุนที่สนใจรายละเอียดสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดกองทุนด้านอื่นเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2YDHXmm

คำเตือน

– กองทุนนี้ไม่เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนนี้ในระยะอันใกล้ หรือไม่สามารถรับความเสี่ยงจากการลดลงของเงินต้นจากการลงทุนในหุ้น

– ผลการดำเนินงานในอดีต ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

– ขอรับหนังสือชี้ชวนกองทุนได้ที่ธนาคาร TMB ทุกสาขา หรือโทร 1725 หรือ www.tmbameastspring.com

– ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

วางแผนการลงทุนเพื่อชีวิตที่ใช่กับ NOMURA iWEALTH

สวัสดีผู้อ่านทุกคนครับ กลับมาพบกับหมอนัท คลินิกกองทุนคนเดิมนะครับ ก่อนอื่นต้องขออภัยที่ช่วงหลังไม่ค่อยได้มาเขียนเล่าถึงเรื่องราวการลงทุนต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ฟังเท่าไหร่ เพราะงานรัดตัวจนเวลาส่วนตัวแทบจะไม่มีเลย แต่ถึงแม้ว่างานจะรัดตัวมากแค่ไหน ถ้าเพื่อนๆ นัดรวมตัวกันเมื่อไหร่ ผมก็ไม่เคยพลาดเลยครับ เพราะทุกครั้งที่ได้เจอกันก็มักจะมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอยู่เสมอ เหมือนเราได้กลับมาเติมพลังให้ตัวเองอีกครั้ง คุณผู้อ่านคิดเหมือนผมไหมครับ

การที่เราไม่ได้พบกันนานๆ หัวข้อสนทนาที่เกิดขึ้นคงหนีไม่พ้นการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เรื่องราวของแต่ละคน การใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ ตอนนี้สบายดีไหม กำลังทำอะไรอยู่ ลูกสาว / ลูกชายเป็นอย่างไรกันบ้าง หรือมีแพลนกำลังจะทำอะไรรึเปล่า ซึ่งนอกจากคำถามเหล่านี้แล้ว หลายคนเข้ามาปรึกษาผมเกี่ยวกับเรื่องของการวางแผนการลงทุนด้วยนะครับ แหมมม ก็ตอนนี้ผมผันตัวเองมาเป็นผู้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนแล้วนี่ครับ

จากการคุยกับเพื่อนๆ หลายคนที่เข้ามาปรึกษาผมเกี่ยวกับเรื่องการลงทุน ผมพบว่าปัญหาของพวกเขาส่วนใหญ่ก็คือ พวกเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นลงทุนยังไง ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนมาก่อน มองว่าเรื่องของการลงทุนเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และหลายๆ คนก็ยุ่งจนไม่มีเวลา แต่ถ้าถามว่าทำไมพวกเขาอยากลงทุน นั่นเพราะเขาอยากมีเงินครับ เงินนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ตามที่เราต้องการ พวกเขาจึงพยายามหาวิธีที่จะหาเงินโดยไม่ต้องลงแรง พูดง่ายๆ ก็คือให้เงินทำงานแทนเรานี่แหละครับ

ที่นี้หลายคนอาจแย้งว่าเงินไม่ใช่คำตอบของชีวิต ซึ่งผมก็ไม่เถียงนะครับว่าสิ่งที่เขาคิดเป็นเรื่องไม่จริง เพราะหลายครั้งเราก็มีความสุขจากการใช้ชีวิตแบบพอเพียงได้เช่นกัน  แต่เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะบอกว่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการซื้อความสุขบางอย่างให้กับเรา

ยกตัวอย่างเพื่อนผมคนนึง อยากจะมีรถยนต์ในฝันสักคัน แต่ราคาก็สูงพอๆ กับความฝันเลยล่ะครับ ถ้าจะเก็บเงินด้วยการฝากประจำเพียงอย่างเดียว กว่าจะได้ซื้อรถยนต์ในฝัน ตอนนั้นอาจจะไม่มีแรงขับรถแล้วก็ได้ หรืออีกคนนึงมีแพลนว่าจะแต่งงานในอีก 2 ปีข้างหน้า แต่สมัยนี้ค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงานก็มากมายเหลือเกินครับ ผมจึงอดถามเพื่อนไม่ได้ว่าเขาเตรียมตัวพร้อมแล้วหรือยัง ซึ่งคำตอบที่ผมได้รับก็ทำผมอึ้งไปพักใหญ่เหมือนกัน เพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ แบบนี้ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ จะแต่งงานทั้งทีต้องเตรียมตัวและวางแผนล่วงหน้ากันเป็นปีสองปีเลย ซึ่งผมในฐานะเพื่อนจะไม่ช่วยแนะนำเพื่อนได้อย่างไร จริงไหมครับ?

แต่ถ้าจะให้ช่วยเหลือเรื่องเงิน ผมว่าก็คงไม่สะดวกเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกนะครับ แต่ผมถือคติที่ว่า เราไม่ควรให้ปลาแก่เขา แต่เราควรจะให้เบ็ดตกปลาและสอนให้เขารู้จักวิธีตกปลาจะดีกว่าครับ ผมจึงลองแนะนำวิธีการวางแผนการลงทุนเบื้องต้นให้เขาไป ในใจก็หวังว่าน่าจะเป็นแนวทางที่ช่วยให้เขาบรรลุเป้าหมายของเขาได้

พอกลับมาลองนั่งนึกดู แม้ว่าคนส่วนใหญ่ที่ต้องการลงทุนจะมีปัญหาที่แตกต่างและหลากหลาย ไม่ว่าจะขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุน การไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นลงทุนยังไง ไม่มีเวลา หรือแม้แต่ไม่รู้ว่าจะลงทุนอะไรดี แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าทุกคนมีเหมือนกันนั่นคือทุกคนมีความฝัน มีเป้าหมายและต้องการไปถึงซึ่งเป้าหมายนั้นๆ ครับ

พูดมาถึงตรงนี้ก็พอจะทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าเมื่อหลายวันก่อนผมมีโอกาสทดลองใช้โปรแกรมนึงที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการลงทุนโดยเอาเป้าหมายของเราเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อออกแบบแผนการลงทุนที่เหมาะสมและนำไปสู่การบรรลุซึ่งเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ ซึ่งน่าสนใจมากทีเดียวครับ เพราะคนเราต่างก็มีเป้าหมาย มีความฝัน ที่อยากไปให้ถึงความสำเร็จ แต่ไม่รู้หรอกว่าจะทำอย่างไรให้เป้าหมายนั้นเป็นจริงได้ ซึ่งโปรแกรมที่ผมกำลังจะพูดถึง สามารถช่วยวางแผนการลงทุนเพื่อเราได้ครับคุณผู้อ่านทุกท่าน

และโปรแกรมที่ผมกำลังจะพูดถึง นั่นคือโปรแกรม NOMURA iWEALTH ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถคลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ https://nomuraiwealth.nomuradirect.com/ เพื่อเข้าไปทดลองใช้โปรแกรมนี้ได้เลยนะครับ ทางเจ้าของโปรแกรมเขาใจดีให้เราสามารถทดลองใช้โปรแกรมได้ก่อนโดยไม่ต้องเป็นลูกค้าของเขา นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากครับ โปรแกรม NOMURA iWEALTH นี้ถูกออกแบบ สร้างสรรค์ และคิดค้นโดย บล. โนมูระ พัฒนสิน ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ครบวงจร ทั้งยังเป็นโบรกเกอร์อันดับหนึ่งจากประเทศญี่ปุ่นด้วย ซึ่งจากการที่ผมได้ทดลองใช้โปรแกรมนี้แล้ว ต้องบอกเลยนะครับว่าโปรแกรมนี้ออกแบบมาจากความต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายชีวิตของเราทุกคนจริงๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปกว่านี้ งั้นเรามาลองทำความรู้จักและเรียนรู้โปรแกรม NOMURA iWEALTH กันครับพอเราเข้าไปในเว็ปไซต์ https://nomuraiwealth.nomuradirect.com/ เราก็จะพบว่าเราสามารถเลือกเป้าหมายทางการเงินได้มากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินดาวน์บ้าน, ดาวน์รถยนต์, เก็บเงินแต่งงาน, สร้างครอบครัว, ไป Honeymoon ในฝัน, เรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ตั้งใจ หรือแม้แต่การวางแผนเป้าหมายระยะยาวอย่างการวางแผนเพื่อการเกษียณก็มีให้เลือกครับ อะไรจะครอบคลุมขนาดนี้ มีให้ครบตามความต้องการของเราเลย

(มากกว่า 15 เป้าหมายทางการเงิน ที่คุณสามารถเลือกได้เอง ให้ตรงกับความต้องการของคุณมากที่สุด)

เมื่อเราเลือกเป้าหมายเสร็จเรียบร้อย และตอบคำถามเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย เพียงเท่านี้เราก็จะได้แผนการลงทุนเสมือนมีผู้จัดการกองทุนส่วนตัวอยู่เคียงข้าง ทีนี้เป้าหมายที่วางไว้จะสำเร็จหรือไม่ก็อยู่ที่เราแล้วครับ แค่ขั้นตอนง่ายๆ แบบนี้ผมว่าสามารถตอบโจทย์ของใครหลายคนที่มีปัญหาว่าการลงทุนเป็นเรื่องยาก และไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงได้ดีทีเดียวครับ

(โอ้โหหหห เพียงเลือกเป้าหมายและตอบคำถามนิดหน่อย แค่นี้ก็รู้แล้วว่าจะบรรลุเป้าหมายของเรารึเปล่า)

นอกจากนี้ NOMURA iWEALTH ยังใช้ข้อมูลทางสถิติที่หลากหลาย มีการจำลองสถานการณ์และสภาวะตลาดมากกว่า 6 ล้านรูปแบบ เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นกับผลการลงทุนของเรา เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับเราก่อนที่จะลงทุนด้วยครับ

ถ้าใครที่เงินไม่พอ หรือแผนไม่ถึงเป้าหมายก็อย่าเพิ่งกังวลนะครับ เพราะ NOMURA iWEALTH มีคำแนะนำให้เราด้วยว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ไปถึงเป้าหมายนั้นได้ จะว่ากันง่ายๆ ก็คือไม่ทิ้งเราไว้กลางทาง NOMURA iWEALTH จะสรรหาวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะต้องออมรายเดือนเพิ่ม ต้องมีเงินลงทุนเพิ่ม หรือว่ายืดระยะเวลาลงทุนออกไปแทนครับ เพื่อให้แผนการลงทุนที่วางไว้เป็นไปตามเป้าหมาย

(ถ้าแผนไม่บรรลุเป้าหมาย ก็สามารถปรับแผนการลงทุนได้โดยเลือกจากคำแนะนำอัตโนมัติของ NOMURA iWEALTH)

(แต่ถ้าอยากจะปรับแผนใหม่เอง ก็สามารถตั้งค่าเองได้ตามใจ เจ๋งมากๆ )

(ถ้าเรามีวินัย ออมรายเดือนได้ตามแผนแบบนี้ เงินล้านที่ตั้งใจไว้ต้องเป็นจริงได้แน่นอน)

เมื่อปรับแผนลงทุนของเราเองจนบรรลุเป้าหมาย และสอดคล้องกับเงินที่เราเก็บได้แล้ว เราก็สามารถไปดูพอร์ตลงทุนที่ระบบแนะนำได้เลยครับ ซึ่งพอร์ตลงทุนที่ NOMURA iWEALTH แนะนำนั้น จะคัดสรรกองทุนที่เหมาะสมที่สุดมาลงทุนให้กับเรา เพราะที่ NOMURA สามารถซื้อกองทุนได้ครบทุก บลจ.อยู่แล้ว ไม่ต้องนั่งคิดว่าจะเลือกกองทุนไหนดี แล้วกองทุนที่เลือกนั้นเป็นกองทุนที่มาจาก บลจ. ไหนให้ปวดหัว ให้ NOMURA iWEALTHช่วยเลือกให้ดีกว่า เพราะกองทุนที่เหมาะสม NOMURA iWEALTH จะคัดสรรมาไว้บนพอร์ตของคุณแน่นอน

(พอร์ตลงทุนที่ NOMURA iWEALTH แนะนำคัดสรรจากกองทุนที่เหมาะสมที่สุด จากหลากหลายบลจ.)

นอกจาก NOMURA iWEALTH ที่คอยแนะนำแผนการลงทุนให้เราแล้ว สำหรับคนที่ไม่มีเวลาในการติดตามผลการลงทุน ก็ไม่ต้องกังวลนะครับ เพราะ NOMURA iWEALTH ยังมีระบบแจ้งเตือน และให้คำแนะนำในการปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกปัจจุบันเสมอๆ ด้วย เราสามารถอ่านสรุปเนื้อหา เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนหรือโลกมีการเปลี่ยนแปลง แค่คลิ๊กเดียวเราก็สามารถกดปรับพอร์ตได้ทันที เสมือนว่าเรามีผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยติดตามผลการลงทุน สรุปสถานการณ์ และแจ้งเตือนให้เราทราบครับ

(NOMURA iWEALTH จะแจ้งเตือนปรับพอร์ตให้เข้ากับสถานการณ์ลงทุนเสมอ)

คุณผู้อ่านครับ ของแบบนี้ท่านต้องทดลองเล่นด้วยตัวท่านเองจะดีที่สุดนะครับ เพราะที่ผมเล่าให้ฟังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโปรแกรม NOMURA iWEALTH เท่านั้น เพราะยังมีฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่สนใจเรื่องการลงทุน หรือผู้ที่ต้องการที่ปรึกษาในการวางแผนการลงทุน ซึ่งผมอยากให้ทุกท่านลองเข้าไปสัมผัส หรือทดลองใช้โปรแกรมนี้ด้วยตัวท่านเอง ท่านจะได้รู้ว่าโปรแกรม NOMURA iWEALTH นี้ทำอะไรได้มากกว่าแค่โปรแกรมช่วยวางแผนการลงทุนครับ

ก่อนจะจากกันไป แม้ว่าเรามีแผนการลงทุนดีแค่ไหน แต่หากปราศจากความมีวินัยในการลงทุนแล้ว ยังไงก็คงไปไม่ถึงเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้นะครับ ผมจึงอยากขอแนะนำให้นักลงทุนตั้งใจกับตัวเอง ว่าจะต้องเก็บเงินไปลงทุนทุกๆ เดือน (หรือ DCA) ให้ได้ตามที่วางแผนไว้ พวกเราจะได้ไปถึงเป้าหมายทางการเงินกันทุกๆ คน อย่างที่เราได้ตั้งใจเอาไว้ครับ

ผมอยากให้ทุกคนคิดไว้เสมอว่าการลงทุนในยุคนี้ไม่ได้ยากเลยครับ เพราะว่าเรามีระบบช่วยอำนวยความสะดวกมากมายที่ช่วยเราวางแผนลงทุน ไม่ต้องมานั่งคิดว่ากองทุนไหนดี กองทุนไหนเด่น เปิดพอร์ตที่ไหน เลือกกองยังไง ให้เสียเวลา ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะ และเมื่อประกอบกับวินัยการออมที่ดีของเราแล้ว ความมั่งคั่งก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วคร้าบบ

สำหรับครั้งนี้ผม หมอนัท คลินิกกองทุน ขอลาทุกท่านไปก่อน และขอให้ทุกๆ ท่านโชคดีในการลงทุนครับ 

บทความนี้เป็น Advertorial 

“Praxis Gameplay” บอร์ดเกมการเงินที่จะช่วยพลิกชีวิตแก้ปัญหาหนี้สินคนไทย

“ใครๆก็สามารถรอบรู้เรื่องการเงินได้ (Now Everyone Can Master Money)

สิ่งหนึ่งที่ Praxis Gameplay ให้ได้ก็คือ ความมั่นใจ 

และการตระหนักถึงความสำคัญในการวางแผนบริหารการเงิน

ว่าตัวคุณเองสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตทางการเงิน 

รวมถึงการบริหารความเสี่ยงในชีวิตจริงได้ดียิ่งขึ้น”

บทสัมภาษณ์หนึ่ง จาก คุณณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัท Praxis ประเทศไทย


กลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ของ aomMONEY INSPIRED นะครับ ในครั้งนี้ทีมงานจะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับ “บอร์ดเกมสอนวางแผนการเงิน” ที่ทางทีมงานได้มีโอกาสไปเปิดประสบการณ์ทดลองเล่นจริงมาด้วยตัวเองครับ เอ่ยมาแค่นี้ก็อยากรู้แล้วใช่มั้ยครับว่า

เจ้าบอร์ดเกมส์ที่สอนวางแผนการเงินมันหน้าตาเป็นยังไงนะ?

แล้วเป็นเกมส์ที่เกี่ยวกับการเงินแบบนี้จะสนุกเหรอ?   

มันจะช่วยเปลี่ยนชีวิตและทัศนคติทางด้านการเงินของเราได้จริงมั้ย?

ก่อนอื่น..ผมอยากให้ทุกคนลองคิดตามดูก่อนครับว่า ตั้งแต่วันที่เริ่มทำงาน จนถึงวันเกษียณ เพื่อนๆ คิดว่าตัวเองมีเงินใช้เพียงพอในบั้นปลายแล้วหรือยัง? ในตอนนั้นคุณจะใช้ชีวิตบั้นปลายแบบสุขสบาย หรือจะต้องทำงานหาเงินและใช้หนี้ไปด้วย  และถ้าเราไม่อยากมีชีวิตบั้นปลายแบบนั้น เราจะต้องทำยังไงกัน คำตอบเรื่องนี้ง่ายมากครับ นั่นก็คือ “เราจำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านการเงินนั่นเอง” 

“Praxis Gameplay” คือ บอร์ดเกมที่จำลองสถานการณ์การวางแผนการเงินที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสิงคโปร์ และในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักเจ้าบอร์ดเกมตัวนี้ผ่าน “คุณณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒิ”  CEO ของบริษัท Praxis ประเทศไทย รวมถึงปัญหาเรื่องการเงินของคนไทย ที่หลายคนอาจยังมองข้ามกันอยู่ ถ้าพร้อมแล้ว มาอ่านกันได้เลยครับ

แนะนำตัว

ณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒิ : ผมชื่อณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒินะครับ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัท Praxis ประเทศไทย บอร์ดเกมที่สอนให้ทุกคนรู้จักวางแผนการเงิน

ประวัติการศึกษาและการทำงาน 

ณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒิ : เริ่มในเรื่องของการศึกษาก่อนนะครับ เรียนจบที่อเมริกา ทั้งการศึกษาในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทและก็เข้ามาทำงานในแวดวงการบริการทางการเงินทางด้านประกันภัยและการบริการทางการเงินในด้านอื่นๆอีกมาก รวมๆแล้วมีประสบการณ์การทำงานมากว่า 20 ปีครับ

มุมมองสถานการณ์ด้านการเงินของคนไทย

ณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒิ : จะเห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่จะมีความรอบรู้ทางด้านการเงินยังไม่เพียงพอ เกิดช่องว่างทางด้านความรู้ทางการเงินค่อนข้างใหญ่ พอได้เงินเดือนมา สิ่งแรกที่คนเรามักจะทำเลยก็คือ การใช้จ่ายตามใจตนเองในสิ่งที่ไม่จำเป็น ลืมคำนึงถึงเรื่องสำคัญอื่นๆ ก่อน อย่างเช่น การเก็บออมหรือการลงทุน ซึ่งที่จริงแล้วการวางแผนการเงินหรือการบริหารการเงินมันต้องวางแผนอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การเก็บออม การใช้จ่าย การหามา และการต่อยอด นั่นคือสิ่งที่เรามองเห็นในปัจจุบันนี้ครับ

ปัญหาการเงินคนไทยที่น่าเป็นห่วงที่สุด

ณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒิ : ความเข้าใจในการบริหารความเสี่ยง วางแผนการเงินผิดพลาด ขาดความรอบรู้ทางการเงินที่เพียงพอ ทำให้มีการสร้างหนี้สินค่อนข้างเยอะครับ และส่วนหนึ่งพอรู้ตัวว่ามีหนี้สินเยอะ เกินกว่าจะชดใช้แล้ว ก็เริ่มมีการก่ออาชญากรรมเกิดขึ้น ในส่วนนี้เป็นสิ่งที่พวกเราเป็นห่วง 

มุมมองการแก้ปัญหาเรื่องการเงินคนไทย

ณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒิ : ก็ต้องเริ่มจากจุดเริ่มต้นเลยครับ คือการศึกษาและการเลี้ยงดูของครอบครัว ตอนนี้ยังไม่เห็นมีโรงเรียนไหนหรือว่าหลักสูตรไหนที่จะสอนภาพรวมของการวางแผนทางการเงินด้านต่างๆให้กับพวกเขา ดังนั้น Praxis Gameplay ก็จะเข้ามาช่วยตรงนี้ได้ เพราะถ้านักเรียนที่เรียนปีสุดท้าย ได้มีโอกาสมาสัมผัสเกมของเรา ในด้านการวางแผนการเงิน ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มทำงาน ก็จะช่วยพวกเขาในการบริหารเงินตั้งแต่วันที่เขาเริ่มทำงาน ไปจนถึงวันเกษียนได้ เป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเอง ครอบครัว และประเทศชาติด้วยครับ

รู้จัก Praxis Gameplay

ณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒิ : Praxis Gameplay คือบอร์ดเกมที่จะให้ทุกคนสามารถเรียนรู้เรื่องการเงินผ่านการเล่นเกม โดยมีทั้งการออม การออมเพื่อเกษียณอายุ การประกันภัย การกู้หนี้สินและรวมไปถึงเรื่องการลงทุนเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งของเราในอนาคตนั่นเองครับ โดยเป้าหมายของเกมคือต้องการให้ผู้เล่นที่ได้เข้ามาเล่นเกมนี้มีความรอบรู้ทางการเงิน ได้ตระหนักความสำคัญของการวางแผนชีวิตก่อนถึงวัยเกษียณ และรวมถึงการวางแผนต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องของเงิน

วิธีเล่น Praxis Gameplay

ณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒิ : Praxis Gameplay  มีวิธีการเล่นจะคล้ายๆ กับเกมเศรษฐีที่พวกเราคุ้นเคยกัน แต่เกมนี้จะมีรายละเอียดที่ลึกกว่าและสนุกกว่ามาก ตัวเกมสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสม สำหรับแต่ละกลุ่มผู้เล่น ตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้อีกด้วย

วิธีเล่นจะเริ่มจากแบ่งคนออกเป็น 2 ฝ่าย นั่นก็คือ

  1. GameMaster ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลเกมทั้งหมด เขาจะไม่ได้เข้ามารวมเล่นบอร์ดเกมกับเรา แต่จะเป็นคนบอกและอธิบายถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นรวมถึงเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นในระหว่างเกมที่เราเล่น 
  2. ผู้เล่นบอร์ดเกมปกติเกมหนึ่งจะมีผู้เล่นประมาณ 4-6 คน โดยเริ่มแรก ผู้เล่นจะได้รับเงินจำนวนหนึ่ง สมุดที่เอาไว้บันทึกการใช้เงินต่างๆของเรา ใช้ลูกเต๋า 2 ลูกในการเดินแต่ละครั้ง ในกระดานแต่ละช่องจะมีสัญลักษณ์ต่างๆ ให้ผู้เล่นได้บริหารและวางแผนการเงินในด้านต่างๆ อย่างเช่น การออม การทำประกัน การออมเพื่อการเกษียณ และการลงทุน เป็นต้น 

หลังจากที่เล่นเกมนี้ผู้เล่นก็จะเกิดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการเงินมากขึ้น เกมนี้จึงเหมาะกับผู้เล่นทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยครับ

จุดเริ่มต้นของ Praxis Gameplay

ณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒิ : ต้นกำเนิดของ Praxis Gameplay เริ่มต้นมาจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว เริ่มต้นโดยคนสองคนที่มีความรู้เรื่องการเงิน เรียนจบปริญญาโททางด้านการเงินจากต่างประเทศ เกิดความมั่นใจในความรู้พอสมควร ก็เลยนำเงินไปลงทุนในหุ้นแต่สุดท้ายก็ขาดทุนอย่างหนัก จนวันหนึ่งเขาก็กลุ้มใจและก็กลับมานั่งคิด ว่าจะสอนคนรุ่นหลังยังไง ขนาดคนที่มีความมั่นใจในระดับความรู้ของตัวเขาเองยังพลาดพลั้งได้ถึงขนาดนี้ พวกเขาก็เลยคิดเกมนี้ขึ้นมา และนำเสนอให้กับองค์กรการศึกษา ก็ได้มีโรงเรียนหนึ่งที่ให้โอกาสพวกเขาได้ไปจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ทางการเงิน หลังจากที่เด็กนักเรียนได้เล่น Praxis Gameplay ก็ได้รับความรู้ต่างๆทางด้านการเงินมากขึ้น ทำให้ทางด้านการศึกษานำ Praxis Gameplay ไปใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มการศึกษาของประเทศสิงคโปร์ และหลังจากนั้นก็มีการขยายไปในมุมขององค์กรทั่วไป ในเรื่องของสุขภาวะทางการเงิน (Financial Wellness) เป็นการวางแผนทางการเงินในช่วงวัยทำงาน ขยายไปในมุมของธุรกิจการประกันภัย และสุดท้ายก็ขยายมาถึงประเทศไทย ในตอนนี้เราก็จัดกิจกรรมให้ภาคธุรกิจประกันชีวิต และกำลังจะขยายไปในภาคการศึกษามากขึ้นครับ

https://youtube.com/watch?v=cOYGjdE9av4%3Fwmode%3Dopaque

เสน่ห์ของ Praxis Gameplay ที่แตกต่างจากบอร์ดเกมการเงินอื่น

ณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒิ : โดยปกติแล้วบอร์ดเกมการเงินส่วนใหญ่จะเน้นเฉพาะด้านอย่าง “เกมเศรษฐี” จะเน้นเฉพาะด้าน Passive Income และการลงทุนซื้ออสังหาฯเป็นหลัก และอีกสิ่งที่หนึ่งของบอร์ดเกมทั่วๆไปไม่มีนั่นก็คือ GameMaster (ผู้ดูแลเกม) พวกเขาก็จะมีหน้าที่ดำเนินเกมไปจนจบเกม มันเป็นอรรถรส เกมจะแสดงในมุมมองตั้งแต่แรกเริ่มของการทำงานไปจนถึงวันเกษียณอายุ จำลองเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นจริงให้มาอยู่ในรูปแบบของบอร์ดเกม เขาจะได้การเรียนรู้ว่าสิ่งที่เขาทำผิดพลาดมันคืออะไรและนำไปปรับใช้ในชีวิตจริง นี่คือเสน่ห์ของ Praxis Gameplay ครับ

มีแนวโน้มว่าจะทำในรูปแบบ Application บน Smartphone ไหม?

ณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒิ : ยุคนี้มันก็เป็นยุค 4.0 แต่ในมุมของบอร์ดเกม ที่เราไม่อยากจะพัฒนาไปในเส้นทางนั้นในตอนนี้เพราะว่าเรายังเชื่อมั่นว่าการเล่นเกมโดยการใช้ประสาทสัมผัส การมองเห็น การฟัง การสัมผัส มันคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุดเป็นอันดับแรก การที่เรานำ Digital มาใช้ในการเล่นเกม สิ่งที่เราขาดไปก็คือการแชร์ประสบการณ์กัน เราก็จะไม่เห็นว่าคนอื่นคิดอย่างไร วางแผนแบบไหน แต่ในขณะที่บอร์ดเกมเรายังคงเห็นเสมอ ทั้งสีหน้าท่าทาง ลักษณะความคิดของเขาในการวางแผนแต่ละครั้งเป็นอย่างไร สิ่งนี้คือสิ่งที่บอร์ดเกมให้เพราะว่ามีเรื่องของการปฏิสัมพันธ์ การแลกเปลี่ยน การวางแผนร่วมกัน แต่ในอนาคต เราก็กำลังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่จะผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีกับบอร์ดเกมเข้าด้วยกัน แต่เราก็ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าของการเรียนรู้ผ่านประสามสัมผัสของจริงอยู่ดีครับ

ผลตอบรับจากคนที่เล่น Praxis Gameplay

ณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒิ : สิ่งที่เราภาคภูมิใจมาก คือได้ฟังมุมมองของเด็กนักเรียนที่ถ่ายทอดความเข้าใจด้านการบริหารการเงิน หลังเรียนรู้ผ่านกิจกรรม Praxis Gameplay  มันน่าทึ่งมาก ที่พวกเค้าเข้าใจได้อย่างง่ายดาย จากเด็กนักเรียนที่ไม่รู้ว่าการลงทุนในหุ้น คืออะไร การประกัน คืออะไร  สถานการณ์ต่างๆ และ Business Cycle ที่มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละ ระยะธุรกิจเกมจะบอกเราว่ามันมีความผูกพันกันยังไงกับราคาหุ้น ช่วงไหนจะเป็นจังหวะในการซื้อขายหุ้น หรือ การงานอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนวงจรธุรกิจ สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เตือนพวกเขาให้เกิดการเรียนรู้ นั่นคือสิ่งที่ Praxis Thailand ได้เห็นและภูมิในภายหลังจากจัดกิจกรรมให้กับทางโรงเรียน

ส่วนในองค์กรธุรกิจทั่วไป จะเป็นเรื่องของความสำคัญของการประกันภัย หรือในมุมขององค์กรที่ขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ตัวเกมทำให้คนเล่นได้รับความรู้ว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยดูแลความเสี่ยงในชีวิตนั้น ไม่ได้มีแค่อย่างเดียว หรือการวางแผนทางการเงิน ไม่ใช่การวางแผนการเงินในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเดียว สุดท้ายผู้เล่นก็จะรู้ว่าอะไรเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าและควรให้ความสำคัญที่สุดในตอนนั้นและก็ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เขายังขาดไป มันคืออะไร ผู้เล่นสามารถบอกกับตัวเองได้และเริ่มนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงครับ

อนาคตเส้นทาง The Praxis  เกี่ยวกับเรื่องเกมการเงิน

ณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒิ : ในอนาคตเราจะมีการสร้างเกมต่างๆออกมาในรูปแบบ Digital มากขึ้นและเราก็จะเจาะลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น เพื่อที่ต้องการให้ผู้เล่นสะท้อนให้เห็นความสมจริงมากที่สุด อาจจะเป็นในเชิงภาพรวมหรือเฉพาะด้านของแต่ละสายอาชีพ

ยกตัวอย่าง ในมุมของเด็ก เราก็จะเน้นไปที่การสอนเด็กโดยเฉพาะ อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องของการวางแผนการเงินเพียงอย่างเดียวแต่เราจะเอาเรื่องอื่นๆที่เป็นภาพรวมของเด็กที่เกี่ยวข้องกับเงินใส่ไว้ในเกมด้วย อย่างประเทศสิงคโปร์ก็จะสอนเด็กให้รู้จักการบริหารเงิน ว่าเงินคืออะไรตั้งแต่ยังเด็ก เพราะฉะนั้น Praxis Gameplay ก็จะมาช่วยตรงนี้ ให้เด็กเรียนรู้การบริหารเงินเบื้องต้นมันเป็นยังไง แทนที่พวกเขาจะเอาเงินไปซื้อของเล่น เขาอาจจะนำเงินไปใช้อย่างอื่นที่เกิดประโยชน์กับพวกเขามากขึ้นในอนาคต

ก่อนที่เราจะจากกันไป อยากจะฝากอะไรถึงผู้อ่าน

ณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒิ : อย่างที่ผมได้บอกไปเสมอถึงสโลแกนของ Praxis Gameplay ที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “ใครๆ ก็สามารถรอบรู้เรื่องการเงินได้ (Now Everyone Can Master Money)” ความรู้ทางการเงินไม่ได้เป็นเพียงแค่ความรู้ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ควรเป็นของทุกคน

สิ่งหนึ่งที่ Praxis Gameplay ให้ได้ก็คือ ความมั่นใจ และการตระหนักถึงความสำคัญในการวางแผนบริหารการเงิน ว่าตัวคุณเองสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตทางการเงิน รวมถึงการบริหารความเสี่ยงในชีวิตจริงได้ดียิ่งขึ้น ผมหวังว่าคุณทุกคนที่ได้ทดลองประสบการณ์ Praxis Gameplay จะประสบความสำเร็จในการวางแผนการเงิน สำหรับใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์ การเรียนรู้ที่ไม่ซ้ำใคร  ติดต่อเราเข้ามาได้

และนี่คือบทสัมภาษณ์จากคุณณรงค์ฤทธิ์ คมสัตยพงค์วุฒิ กับ Praxis Gameplay บอร์ดเกมสอนวางแผนการเงินที่ทางทีมงาน aomMONEY INSPIRED นำมาเล่าเป็นความรู้ให้เพื่อนๆ อ่านกันนะครับ ต้องบอกเลยว่าหลังจากที่ได้ทดลองเล่นเกมนี้จริงๆ สนุกมากกว่าที่คิดไว้มากครับ ลักษณะคล้ายๆ กับการเล่นเกมเศรษฐี แต่สนุกและต้องใช้ความคิดมากกว่ามากๆ ที่สำคัญทำให้ตระหนักรู้ถึงเรื่องความเสี่ยง การบริหารการเงิน การจัดการด้านการลงทุนเพิ่มขึ้นมากๆ โดยที่ไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดเลยครับ

ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ ว่าเกมที่สนุก มีประโยชน์ และมีความรู้ขนาดนี้ จะเกิดจากเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ จากคนสองคนที่ลงทุนในหุ้น และขาดทุนหนัก จนกลับมาตระหนักคิดว่าอยากจะให้ความรู้เรื่องการลงทุนกับคนอื่นอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้ใครเดินทางพลาดตาม

สุดท้ายแล้วผมอยากฝากกับผู้อ่านว่า แม้ “ความรู้ทางด้านการเงิน” จะไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่เป็นสิ่งที่เราเลือกที่จะไขว้คว้าหามาเรียนรู้ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน การดู หรือแม้กระทั่งการเล่นเกม เพราะฉะนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเพื่อนๆ เองแล้วล่ะครับว่า พร้อมแล้วหรือยังที่จะหาความรู้ทางด้านการเงินการลงทุนให้กับตัวเอง เพื่อชีวิตสุขภาพทางการเงินที่สดใสครับ 

ติดตามข่าวสารกิจกรรมของ The Praxis Company (Thailand) ได้ทาง 

Facebook The Praxis Company (TH) : https://www.facebook.com/PraxisThailand/

Linkedin Praxis : https://www.linkedin.com/company/the-praxis-company/

และเว็บไซต์ www.thepraxis.co

และฝากเพื่อนๆ ติดตามเคมเปญ  Exploring Praxis Gameplay! ได้ทาง Facebook เร็วๆนี้ สำหรับใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ผ่าน Gamification ห้ามพลาดนะครับ !

ภาณุพงศ์ โพธิ์เอี่ยม  (ผู้เขียน)

รฐาพัชร์ ตุลยพิทักษ์ (บรรณาธิการ

ทีมงาน aomMONEY INSPIRED

ขอบคุณสถานที่ JustCo Co-Working Space

อาคาร เอไอเอ สาทร ทาวเวอร์

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save