ทำความรู้จัก KCR1YA กองทุนรวมแบบผสม ที่ตลาดหุ้นขึ้นก็ได้ลุ้น ตลาดลงก็ปลอดภัย

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน พบกันอีกแล้วนะครับกับ ผม “หมอนัท” ในคลินิกกองทุนแห่งนี้ครับ หากใครที่ติดตามผมมาสักระยะก็พอจะทราบดีว่าผมจะเขียนบทความนำเสนอ และแนะนำกองทุนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุน บางครั้งก็เป็นกองทุนหน้าใหม่ และหลาย ๆ ครั้งก็เป็นกองทุนที่มีความน่าสนใจ และมีจุดเด่นเป็นของตนเองครับ แต่กองทุนที่ได้กล่าวมานั้นส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงอย่างกองทุนหุ้นครับ

ซึ่งพอเป็นแบบนี้ ก็เริ่มจะมีคำถามว่า ถ้าหากไม่อยากรับความเสี่ยงสูงมาก

แต่ใจนึงก็อยากลงทุนในหุ้น เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี จะพอมีทาง หรือว่ามีกองทุนไหนที่เป็นทางเลือกให้กับเราได้บ้าง ?

ผมคงต้องบอกนักลงทุนว่ามีโอกาสน้อยมาก หากเราอยากได้ผลตอบแทนที่ดี แต่ไม่ต้องเสี่ยงสูง ๆ ครับ เพราะว่าหากพูดถึงการลงทุนในกองทุนและมีความเสี่ยงต่ำ เราก็มักจะนึกถึงการลงทุนในกองทุนตลาดเงินกันเสียเป็นส่วนใหญ่ครับ แต่สำหรับตัวผลตอบแทนก็จะมากกว่าฝากออมทรัพย์ทั่วไป แต่จะใกล้เคียงกับเงินฝากประจำครับ

แต่ถ้าไปลงทุนในกองทุนหุ้นธรรมดา ก็มีโอกาสที่จะได้กำไร10-20% แต่ก็มีโอกาสขาดทุนได้สูงเช่นเดียวกันครับ ติดลบ 10-15% นี่เป็นเรื่องปกติสำหรับกองทุนหุ้นเลยครับ

แต่ในครั้งนี้ ผมจะพาไปดูกองทุนที่อีกกองทุนหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะซับซ้อน เข้าใจยากขึ้นมาอีกระดับกันครับ แต่ว่าถ้าเข้าใจแล้วละก็จะพบว่าเป็นกองทุนที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นใกล้เคียงกับการลงทุนในกองทุนหุ้นครับ และความเสี่ยงไม่สูงมาก สามารถลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวนมากๆ โดยเฉพาะในช่วงนี้ เราก็สามารถที่จะลงทุนได้อย่างสบายใจเลยละครับ แถมยังมีโอกาสลุ้นได้รับผลตอบแทนที่ดีอีกด้วยครับ

กองทุนที่ผมจะพูดถึงวันนี้ เป็นกองทุนที่เราเรียกว่ากองทุน Complex Return นั่นเองครับ กองทุนนี้ถึงจะมีชื่อที่ดูแล้ว ซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้มีความซับซ้อนแต่อย่างใด เพียงแค่เราต้องเข้าใจเรื่องวิธีการจ่ายผลตอบแทนของกองทุนเท่านั้นเองครับ หลาย ๆ ท่านคงอยากจะทราบแล้วใช่ไหมละครับว่า กองทุนประเภทนี้ทำงานอย่างไร มาครับ เดี๋ยวผมพาไปรู้จักกับกองทุน Complex Return กองทุนนี้กันครับ

กองทุน Complex Return ที่ผมนำมาเล่าเป็นตัวอย่างในวันนี้ของเราก็คือ

กองทุนเปิดเค Complex Return 1 ปี A (K Complex Return 1 Year A Fund) หรือ KCR1YA ของบลจ.กสิกรไทย ครับ

โดยกองทุนนี้จะมีอายุโครงการ: ประมาณ 1 ปี

ลงทุนขั้นต่ำ: 500 บาท

และมีระดับความเสี่ยง: 5 กองทุนรวมผสม (แบบ Complex Product) 

กองทุน KCR1YA นี้เป็นกองทุน Complex Return ซึ่งจะมีการลงทุนสองส่วนครับ คือ 

ส่วนที่ 1 จะลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ต่างประเทศ ที่ได้อันดับความน่าเชื่อที่อยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) โดยกองทุนจะป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน

ส่วนที่ 2 กองทุนลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเภทที่เราเรียกว่า Option โดยในส่วนของสัญญา Option นั้น อยู่ในรูปสกุลเงินบาท จึงไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนครับ

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ Option และกลไกการทำงาน

หลายคนคงมีคำถามว่าแล้วเจ้า Option คืออะไร และมีกลไก หรือทำงานเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าถ้าหากผมยกตัวอย่างแล้วละก็ นักลงทุนเองคงจะเห็นภาพชัดเจนกว่าแน่ ๆ ครับ

สมมติว่า ผมต้องการที่จะซื้อคอนโดสัก 1 ห้องที่เป็นคอนโดในฝัน ซึ่งมีราคา 5 ล้านบาทครับ แต่เนื่องจากคอนโดนี้ กว่าจะสร้างเสร็จก็ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3 เดือนเลยครับ ผมจึงเดินไปที่สำนักงานขายคอนโดดังกล่าว แล้วไปทำ “สัญญา” ที่จะซื้อคอนโดนี้ครับ โดยมีการวางมัดจำไว้ประมาณ 5 แสน (10% ของราคา) โดยสัญญาระบุไว้ว่า มารับคอนโดนี้อีกทีใน 3 เดือนข้างหน้า โดยราคาที่จะซื้อขายกันอยู่ที่ 5 ล้านครับ

แต่ต่อมาระหว่าง 3 เดือนที่เรารอคอยคอนโดนี้ เกิดมีเหตุการณ์ที่ทำให้คอนโดนี้มีมูลค่าเพิ่ม เช่น วัสดุที่ใช้นั้นคัดมาแล้วอย่างดี ทำเลดีมากติดรถไฟฟ้า โรงพยาบาล มีส่วนกลางที่หรูหรามาก และมีจำนวนจำกัด ซึ่งราคาตลาดอาจจะพุ่งไปถึง 7 ล้านได้ ภายในช่วง 3 เดือน ดังนั้น หากเราไปที่สำนักงานขายอีกครั้ง และเราใช้สิทธิ์ตามสัญญานี้ เราก็ยังซื้อคอนโดได้ในราคา 5 ล้าน แล้วเราก็ขายคอนโดออกไปในวันนั้นเลย แน่นอนว่าเราจะได้กำไร 2 ล้านทันทีครับ

แต่ถ้าหากไม่เป็นอย่างนั้น ระหว่าง 3 เดือนที่เรารอคอยคอนโดนี้ เกิดมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันคือ มีคนงานเสียชีวิตในคอนโด (ผีหลอกแน่นอน) หรือมีข่าวลือไม่ดีออกมา เช่น วัสดุที่ใช้เป็นของไม่ดี ส่วนกลางก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผมเชื่อว่าราคาตลาดของคอนโดนี้จะต้องลดลงอย่างแน่นอนครับ อาจจะเหลือ 3 ล้านก็ได้ครับ ดังนั้น ถ้าหากเราไปที่สำนักงานขายเมื่อครบเวลา 3 เดือน และเราใช้สิทธิ์ตามสัญญานี้ เราจะต้องซื้อคอนโดในราคา 5 ล้าน ซึ่งจะทำให้เราขาดทุนทันที 2 ล้านครับ

แต่ทว่า !! ใครจะทำแบบนั้นกันละครับ !! ที่เราทำก็แค่ “ทิ้งสัญญา หรือใบจองคอนโด” ที่เราทำไว้กับทาง สำนักงานขายแค่นั้นเองครับ เพราะว่าเรายอมที่จะเสียเงิน 5 แสน ดีกว่า เสียเงิน 2 ล้านนั่นเองครับ

ที่เราเรียกสัญญาทางการเงินนี้ว่า “Option” เพราะมันเป็นสัญญาที่เราเลือกได้ครับว่า เราจะใช้สิทธิ์ หรือไม่ใช้สิทธิ์ครับ ถ้าเราได้ประโยชน์ เราก็ใช้สิทธิ์ แต่ถ้าเราเสียประโยชน์ เราก็จะเสียแค่เงินส่วนน้อย แต่เราไม่ได้ขาดทุนเงินทั้งหมดที่มีครับ เราเสียเพียงแค่ เงินวางมัดจำที่เราเรียกว่า “Premium” หรือจะเรียกว่า “มูลค่าของ Option” ก็ได้เหมือนกันครับ

พอผมอธิบายถึงตรงนี้ หากผู้ลงทุนเข้าใจแล้วละก็ รับรองเลยว่าการทำความใจในกองทุน KCR1YA จะเป็นเรื่องง่ายของนักลงทุนแล้วละครับ

โดยกองทุน  KCR1YA นี้จะเอาเงินจากนักลงทุนไปเพื่อลงทุนกับ

1. เงินฝากหรือตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ประมาณ 98% 

2. ส่วนที่เหลือจะนำไปซื้อ Option หรือ จ่ายเป็นค่า Premium อีกประมาณ 2% นั่นเองครับ

เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ1 ปี เงินส่วนที่กองทุนนำไปลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ ก็จะได้รับดอกเบี้ย ทำให้เงินทุนงอกเงยจาก 98% เป็น 100% เท่ากับเงินต้นที่เราเริ่มลงทุนไปนั่นเองครับ*

* ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินต้นและผลตอบแทนตามที่คาดหมายไว้ หากผู้ออกตราสารหรือธนาคารที่กองทุนลงทุนไม่สามารถชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้ (กองทุนจะลงทุนในตราสารหนี้และ/หรือเงินฝากทั้งในและต่างประเทศ ที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) ประมาณ 98% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน)

และเงินส่วนที่เหลือ ประมาณ 2% กองทุนจะลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ประเภทสัญญาออปชั่น (Options) เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมจากดัชนีตลาดหุ้นไทย (ดัชนี SET50)** ครับ

ซึ่งในการลงทุนกับ Option นี้ ต่อให้เราลงทุนผิดพลาดอย่างไรก็ตาม อย่างมากเงินก้อน 2% ตรงนี้ก็หายไปเท่านั้นเองครับ ไม่กระทบต่อเงินต้นของเรา* (คือได้เงินต้นคืนจากการลงทุนในตราสารหนี้จากข้อที่ 1 ครับ)

คราวนี้เรามาดูเงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนจากการลงทุนในสัญญาออปชั่นกันครับ

การลงทุนจะเป็นสัญญา Option กับดัชนีอ้างอิงคือ ดัชนี SET50 (SET50 Index) ครับ โดยที่ใช้วันที่เริ่มโครงการของกองทุนเป็นจุดเริ่มต้นของจุดที่ใช้ในการประเมินผลตอบแทนของกองทุนครับโดยการลงทุนในสัญญาออปชั่น กำหนดเงื่อนไขอัตราการมีส่วนร่วม (Participation Rate) ไว้ว่า จะจ่าย 50% ของผลตอบแทนที่ได้รับจากการปรับตัวขึ้นของ SET50 ภายใต้กรอบมากกว่า 0% แต่ไม่เกิน 12%

ตัวอย่างเช่น ถ้าหาก SET50 ของวันที่เริ่มอยู่ที่ 1000 จุด เราจะได้รับผลตอบแทนจากสัญญา Option แบ่งออกเป็น 4 กรณีดังนี้ครับ

1. ในระหว่างระยะเวลา 1 ปี มีวันใดวันหนึ่งที่ SET50 ขึ้นไปบวกมากกว่า 12% (1120 จุด)
 เราก็จะได้ผลตอบแทนชดเชยเท่ากับ 2% ครับ

2. เมื่อครบ 1 ปี ถ้าวันพิจารณาดัชนีอ้างอิง SET50 ขึ้นไปบวกมากกว่า 12% (มากกว่า 1120 จุด)
 เราก็จะได้ผลตอบแทนชดเชยเท่ากับ 2% เช่นกันครับ

3. แต่ถ้าหากเมื่อครบ 1ปี ณ วันพิจารณาดัชนีอ้างอิง SET50 ปรับขึ้นไม่ถึง 12% และปรับลงไม่ต่ำกว่าดัชนีเริ่มต้น (1000 จุด) ทางกองทุนก็จะคำนวนผลตอบแทนดังนี้ครับ

ผลตอบแทน = 50% x ของค่าการเปลี่ยนแปลงของดัชนีอ้างอิง

พูดง่าย ๆ ก็คือ ได้ผลตอบแทน 50% จากดัชนีราคา SET50 ที่เปลี่ยนแปลงไปจากวันแรกครับ !!

เช่น ถ้าหากดัชนี SET50  ขึ้นไป 10% หรือ SET50 อยู่ที่ 1100  ก็จะได้ผลตอบแทน 5%

โดยผลตอบแทนสูงสุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ 6%** หาก SET50 ขึ้นไป 12% นั่นเองครับ

4. สุดท้ายครับ ถ้าหากครบ 1 ปี SET50 ต่ำกว่าระดับดัชนีวันเริ่มต้น (1000 จุด) จะไม่ได้รับผลตอบแทน แต่เราจะได้เงินต้นคืนไปครับ

ถ้าหากเราดูลักษณะการจ่ายผลตอบแทน หรือวาดภาพการจ่ายผลตอบแทนออกมา ก็จะเห็นได้ว่า มีลักษณะคล้ายกับ “ครีบปลาฉลาม” กองทุนรูปแบบนี้ก็เลยถูกเรียกว่าเป็นรูปแบบ “Shark Fin” ครับ

ดังนั้น การตัดสินใจว่า ควรลงทุนกับกองทุนนี้หรือไม่นั้น อย่างแรกเลยครับ เราต้องเข้าใจก่อนว่ากองทุนนี้มีการคิดผลตอบแทนเป็นอย่างไร จากนั้นก็ต้องดูภาวะของตลาดหุ้นด้วยครับ ว่ามีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้นไปเกิน 12% หรือไม่ครับ

ถ้าหากดูแนวโน้มแล้วว่า ดัชนี SET50 ของตลาดหุ้นไทย ในช่วงหลังจากนี้ไปอีก 1 ปีข้างหน้านั้นน่าจะปรับตัวขึ้น แต่โอกาสที่จะปรับตัวขึ้นไปเกิน 12% นั้นมีน้อย กองทุนนี้เองก็ถือว่าน่าลงทุนครับ เพราะว่ามีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดี  ในทางกลับกัน หากดัชนี SET50 ปรับตัวลดลง เราก็เองไม่ต้องไปวิตกกังวลนะครับ เนื่องจากกองทุนนี้ลงทุนในสัญญา Option ดังนั้น เราแทบจะไม่มีโอกาสขาดทุนเงินต้นเลยครับ

ผมคิดว่าการลงทุนกับกองทุนนี้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ลงทุนที่อยากลงทุนในหุ้น เนื่องจาก โอกาสขาดทุนน้อย โดยถ้าหากลงทุนแล้วผิดพลาดอย่างน้อย ๆ เงินต้นก็ไม่หายไปไหน หรือ ถ้าดัชนีไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ บางกรณีก็ยังได้ผลตอบแทนอยู่ที่ 2% ก็ถือว่าคุ้มค่า เนื่องจากผลตอบแทนจากการฝากเงินในออมทรัพย์เองก็ยังได้น้อยกว่าการลงทุนในกองทุนนี้เลยครับ และที่สำคัญมีโอกาสลุ้นรับผลตอบแทนที่ดีหากดัชนีหุ้น SET50 ปรับตัวเป็นไปตามที่เราคาดไว้คือ ไม่เกิน 12% ขึ้นไประหว่างที่เราลงทุนครับ

ถ้าหากเราดูจาก ข้อมูลดัชนี SET 50 Index (SET50 Index) ที่สัญญาออปชั่นใช้อ้างอิง

ซึ่ง ดัชนี SET50 เป็นดัชนีราคาหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดทำขึ้นเพื่อใช้แสดงระดับและความ เคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญ 50 ตัวที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูง การซื้อขายมีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ และมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยผ่านเกณฑ์ที่กำหนด เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2538 ผู้ลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th

ผลตอบแทนย้อนหลังเดือนมิถุนายน 2562*** เป็นดังนี้ครับ

  • ย้อนหลัง 10 ปี ประมาณ 10.34% ต่อปี
  • ย้อนหลัง 3 ปี ประมาณ 8.12% ต่อปี
  • ย้อนหลัง 1 ปี ประมาณ 9.43% ต่อปี
  • ผลการดำเนินงาน YTD ตั้งแต่ต้นปี ประมาณ 10.14%

***ข้อมูลจาก Monthly Report ของดัชนี SET50 เดือนมิถุนายน 2562 จัดทำโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เราจะเห็นว่า ผลตอบแทน SET50 Index นั้น ส่วนใหญ่โอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้นเกิน 12% อาจจะมีไม่มากครับ เห็นแบบนี้แล้ว ก็น่าลุ้นอยู่เหมือนกันนะครับ คราวนี้คงต้องไปลุ้นว่าในระหว่างปีดัชนี SET50 จะมีความผันผวนมากน้อยแค่ไหนครับ (อันนี้ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากผู้จำหน่ายกองทุนนะครับ)

โดยเฉพาะที่ภาวะตลาดยังคงขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่ไปไหน เนื่องจากปัจจัยที่เข้ามาในช่วงนี้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า หรือค่าเงิน ถ้าหากนักลงทุนคนไหนที่ลงทุนในหุ้นอยู่แล้วไม่ค่อยแน่ใจว่าตลาดหุ้นจะไปในทิศทางใด กองทุนนี้ก็เป็นคำตอบที่น่าสนใจเหมือนกันนะครับ โดยที่กองทุนนี้อาจจะเป็นแหล่งพักเงินที่ได้ผลตอบแทนระหว่างที่รอทิศทางของตลาดหุ้นที่แน่ชัดก็ได้ครับ

ผมมักจะได้ยินคำกล่าวว่า นักลงทุนส่วนใหญ่จะ Stay Calm , Stay Invest อยู่เสมอ ๆ ในสมัยก่อนผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นักว่า ทำไมต้องลงทุนอยู่เรื่อยๆ ถ้าเราเห็นความไม่แน่นอน เราก็ควรถอยไม่ใช่เหรอ แต่เมื่อไม่นานมานี้เอง ผมก็เข้าใจแล้วว่า ถ้าหากเรามีเครื่องมือการลงทุนที่หลากหลาย เราก็สามารถนำมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง สามารถหาผลตอบแทนได้อยู่ตลอดเวลานั่นเองครับ

ด้วยสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบัน ผมเชื่อว่ากองทุน KCR1YA ของบลจ.กสิกรไทย จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้ลงทุนได้  Stay Calm , Stay Invest อยู่ตลอดเวลา และมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี ช่วยกระจายความเสี่ยงของเงินในกระเป๋า โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้อยากลงทุนเสี่ยงสูงมาก ๆ ยอมรับความเสี่ยงได้กลาง ๆ แต่ต้องการลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่ดีครับ

ส่วนวันนี้ผมต้องลาไปก่อน สวัสดีครับทุกคน

ปล . วัน IPO คือวันที่ 30 ก.ค – 5 ส.ค. เปิดเสนอขายครั้งเดียวเท่านั้นนะครับ เริ่มลงทุนเพียง 500 บาท สนใจลงทุนและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารกสิกรไทย คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่…https://bit.ly/32McBwx

หมายเหตุ

*ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินต้นและผลตอบแทนตามที่คาดหมายไว้ หากผู้ออกตราสารหรือธนาคารที่กองทุนลงทุนไม่สามารถชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้ 

**การจ่ายผลตอบแทนเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด

คำเตือนสำคัญ

  • ผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนในช่วงเวลา 1 ปีได้ ดังนั้น หากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก
  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ผลการดำเนินงานในอดีต ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยัน ถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
  • การนำเสนอข้อมูลดังกล่าวมิใช่การให้คำแนะนำการลงทุน และผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิ์ ไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียในทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลดังกล่าว

      #KCR1YA #KAsset #คำตอบที่ใช่ของการลงทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

แบ่งการออมตามช่วงวัย เก็บออมไว้ รวยก่อนแก่

ธนาคารโลก (World Bank) เพิ่งออกมาเตือนว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) เร็วที่สุดในโลก

36% ของประชากรโลกที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก อย่างเช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาจมีความเสี่ยง #แก่ก่อนรวย หมายความว่า แก่ก่อนที่จะรวยซะอีก ลำบากนะครับ แก่แล้วยังไม่รวยสักที อย่างน้อยก็ควรมีเงินพอเหลือใช้ให้แบบอยู่ได้น่าจะดีกว่า

และอีกประมาณ 25 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรผู้ใหญ่วัยทำงานในประเทศเกาหลีใต้จะลดลงมากกว่า 15% จากปัจจุบัน ส่วนประเทศไทย จีน ญี่ปุ่น จะมีประชากรผู้ใหญ่วัยทำงานลดลงมากกว่า 10% (อ่านเพิ่มที่นี่ https://www.thairath.co.th/content/546975)

หลายคนยังมีความเข้าใจผิดคิดว่าเรื่องการเกษียณเป็นเรื่องที่ไกลตัวและเป็นเรื่องของคนที่อายุมากเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้ว การวางแผนเกษียณ ต้องอาศัยการวางแผนในระยะยาวโดยเริ่มต้นตั้งแต่วัยทำงาน

ตัวอย่าง สมมติอัตราผลตอบแทนจากเงินออมและเงินลงทุนเฉลี่ยเท่ากับ 5% ต่อปี หากคุณตั้งใจจะมีเงินเก็บ 1 ล้านบาท สำหรับไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี

ถ้าคุณเริ่มต้นออมเงินตั้งแต่อายุ 31 ปี คุณจะต้องออมเงินเดือนละ 1,250 บาท

แต่ถ้าคุณเริ่มออมเงินตอนอายุ 51 ปี คุณจะต้องออมเงินเดือนละ 6,300 บาท จึงจะสามารถมีเงินเก็บครบ 1 ล้านบาทตามที่ต้องการได้

เห็นไหมครับว่า ยิ่งออมเงินช้าภาระการออมเงินต่อเดือนจะยิ่งลำบากมากขึ้น คุณสามารถใช้เครื่องมือจากเว็บไซต์นี้เพื่อเป็นการคำนวณผลลัพธ์ที่ได้จากจำนวนเงินที่ออมต่อเดือนครับ http://bit.ly/2WhacoY

ทาง กลต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ได้มีเครื่องมือที่ช่วยในการคำนวณว่า ควรมีเงินออมเท่าไร ถึงจะเพียงพอไว้ใช้ในยามเกษียณได้

พร้อมทั้งให้คำแนะนำเบื้องต้นกรณีที่ผู้ใช้งานมีเงินไม่พอยามเกษียณอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจมากๆเลยครับ (สามารถเข้าไปใช้เครื่องมือได้ที่นี่ http://bit.ly/2wQKbCR)

ปัจจุบันภาครัฐได้มีการส่งเสริมการออม 2 รูป แบบ คือ การออมภาคบังคับ ประกอบด้วย กองทุนประกันสังคมและกองทุบบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และ การออมภาคสมัครใจ ได้แก่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ กองทุนรวมระยะยาว เป็นต้น ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าครับว่า การออมในแต่ละช่วงวัย มีขั้นตอนที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

ช่วงวัยเริ่มทำงาน อายุ 21-30 ปี

จะเป็นช่วงที่รายรับค่อนข้างจำกัด ซึ่งการออมที่ดีควรออมเงินประมาณ 1 ใน 4 ของรายได้แต่ละเดือน เพราะค่าใช้จ่ายหรือภาระหนี้สินของคนวัยนี้ไม่ค่อยสูงนัก

การวางแผนการเงินควรบริหารรายจ่ายและรายได้ให้เพียงพอ มีการตั้งเป้าหมายในการออม

ช่วงวัยเริ่มสร้างครอบครัว อายุ 31-40 ปี

เป็นวัยที่เริ่มเพิ่มมีความก้าวหน้าในการทำงานและสร้างฐานะให้กับตนเอง เช่น ซื้อบ้าน ผ่อนรถ ทำให้ภาระหนี้สินเริ่มสูงขึ้นตามมาเช่นกัน

สำหรับการออมเงินควรแบ่งไว้สำหรับการลงทุน 50 % หรือแบ่งลงทุนในหลักทรัพย์ 50% ซึ่งเงินที่ลงทุนควรนำไปลงทุนในหุ้นที่มีปันผลมากแต่ความเสี่ยงน้อย หรือนำไปลงทุนในธุรกิจส่วนตัวเพื่อเพิ่มรายได้หลายๆช่องทาง

ช่วงวัยการงานมั่นคง อายุ 41-50 ปี

เป็นช่วงที่รายได้ต่อเดือนค่อนข้างสูง การเก็บออมจะแตกต่างจากช่วงต้นๆ เพราะเริ่มมีภาระมากขึ้น

ช่วงวัยนี้ควรแบ่งเงินออมไม่ต่ำกว่า 30% ของรายได้หรือนำไปลงทุนในหุ้น 30% และลงทุนในนตราสารหนี้ 40% ที่มีอัตราการเสี่ยงต่ำที่สุด

ช่วงเข้าสู่วัยเกษียณ อายุ 50-60 ปี

ควรเน้นการนำเงินส่วนใหญ่ไปกับการออมประมาณ 70% เป็นวัยที่ไม่ควรทำธุรกิจที่มีความเสี่ยง หากคิดจะลงทุนก็ควรลงทุนซื้อหุ้นในระยะยาวไม่เกิน 30%

ช่วงวัยหลังเกษียณ อายุมากกว่า 61 ปีขึ้นไป

ควรออมให้น้อยลงเหลือเพียง 25% ของรายได้และลงทุนในหุ้นอีก 20% การลงทุนของคนวัยเกษียณ ควรคำนึงถึงการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและมีโอกาสที่จะได้รับเงินต้นกลับคืนมาสูงเป็นส่วนใหญ่ เพราะมีโอกาสที่จะทำให้เงินก้อนสุดท้ายในชีวิตลดลงและอาจไม่เพียงพอกับการใช้ในบั้นปลายชีวิต ทั้งนี้การลงทุนควรคำนึงถึงผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ด้วยเสมอ

อย่าปล่อยให้ความไม่รู้ทางการเงิน มาทำให้ชีวิตหลังวัยเกษียณของคุณต้องลำบากนะครับ การเริ่มต้นวางแผนเกษียณยิ่งเริ่มไว ยิ่งดีต่อตัวคุณเอง นั่นก็คือช่วงอายุ 21-30 ปี

ยิ่งเริ่มออมในช่วงอายุน้อยๆ ช่วงเริ่มต้นของวัยทำงาน จะทำให้ภาระการออมของคุณนั้นลดลง และทำให้คุณสามารถมีเงินเก็บหลังเกษียณมากขึ้น

ดังคำกล่าวที่ว่า “ออมก่อนรวยกว่า” การวางแผนการเงินจึงไม่ใช่เพียงแค่การตั้งเป้าหมายอีกต่อไป แต่ต้องเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้

ที่มา

ศคง. ธนาคารแห่งประเทศไทย

https://www.1213.or.th/th/moneymgt/retire/Pages/retire.aspx

Allianz Ayudhya

https://www.azay.co.th/th/insurance/article/archives/life-saving-plan/

SET

http://bit.ly/2WwuFen

aomMONEY เปิดรับนิสิต นักศึกษาฝึกงาน สนใจส่ง email มาสมัครพร้อม resume แนะนำตัวได้ที่ [email protected] ครับ อ่านรายละเอียดทุกตำแหน่งฝึกงานได้ที่นี่ https://bit.ly/2IZ6P2z

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH
กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

เปิดโครงการ BANYAN TREE RESIDENCES RIVERSIDE BANGKOK ทำไมแพงแต่คุ้มค่า?

คอนโดมิเนียมแบบไหนที่ให้ประสบการณ์เหมือนนอนโรงแรมหรูได้ทุกวัน?

วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับคอนโดมิเนียมพิเศษที่เรียกกันในชื่อ Branded Residences ที่จะสร้างประสบการณ์ให้เราเหมือนได้ตีตั๋วเข้าไปพักในโรงแรม เพราะ Branded Residences คือโครงการที่อยู่อาศัยที่มีการร่วมมือกับแบรนด์โรงแรมเพื่อยกระดับการใช้ชีวิตของลูกบ้านให้เทียบเท่ากับการเข้าพักในโรงแรม โดยแบรนด์โรงแรมที่คอนโดมิเนียมจับมือด้วยจะเข้ามาสร้างประสบการณ์ให้ลูกบ้านสำหรับการพักอาศัย ตั้งแต่ส่วนงานบริหารอาคาร สิทธิประโยชน์ด้านงานบริการ การจัดการพื้นที่ส่วนกลาง ไล่ตั้งแต่แผนกต้อนรับไปจนถึงหน้าประตูห้องพัก ทุกอย่างจะถูกจัดสรรราวกับเรากำลังเข้าพักอยู่ในโรงแรมแบรนด์นั้นๆ เลย

“Banyan Tree Residences Riverside Bangkok” คือหนึ่งใน Branded Residences ชั้นนำในประเทศไทย 

ก่อนอื่นต้องเล่าก่อนว่าแบรนด์ Banyan Tree นั้นมีประวัติในการเป็นผู้บริหารโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เพื่อพักอาศัยมาเป็นเวลากว่า 30 ปี ผู้ก่อตั้งแบรนด์เริ่มต้นจากการซื้อที่ดินบริเวณเหมืองดีบุกในจังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย ก่อนจะเริ่มฟื้นฟูสภาพพื้นที่ที่เสื่อมโทรมไปด้วยการทำอุตสาหกรรมหนัก Banyan Tree ปลูกต้นไม้กว่า 7,000 ต้น จนพื้นที่รกร้างว่างเปล่ากลายเป็นโรงแรมที่ให้ประสบการณ์สุดหรู และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์โรงแรมที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบัน

นอกจากแบรนด์ Banyan Tree ที่เป็นที่คงคุ้นหูกันอยู่แล้ว ยังมีอีกหลายแบรนด์ชื่อดังที่อยู่ในเครือเดียวกันอีกด้วย ไล่ตั้งแต่ Banyan Tree , Angsana , Cassia และ Dhawa จากวันนั้นจนวันนี้ Banyan Tree เติบโตกลายเป็นแบรนด์ที่มีโรงแรมในเครือมากกว่า 40 แห่ง สปามากกว่า 60 แห่ง รีเทลแกลลอรีมากกว่า 70 แห่ง รวมไปถึงสนามกอล์ฟอีก 3 แห่ง ทั้งหมดนี้กระจายอยู่ใน 28 ประเทศทั่วโลก และนอกจากชื่อเสียงด้านโรงแรมที่แข็งแกร่งระดับแนวหน้าแล้ว Banyan Tree ก็ยังมีโครงการคอนโดมิเนียมในเครือธุรกิจด้วย

โครงการ บันยันทรี เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ คือ โครงการคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมที่พัฒนาโดย NVD หรือ บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครือสิงห์เอสเตท ซึ่งมีผลงานด้านอสังหาริมทรัพย์มากมายทั้งแนวราบและแนวดิ่ง โดยโครงการ บันยันทรี เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ ถือว่าเป็นโครงการพิเศษก็ว่าได้ เนื่องจากได้ The Banyan Tree Group มาเป็นพาร์ทเนอร์ในรูปแบบ Branded Residences ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์เหมือนได้พักโรงแรมหรูในทุกวัน

บันยันทรี เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่แพงที่สุดในประเทศไทย คำถามคืออะไรทำให้โครงการนี้แพง และโครงการนี้ถือว่าแพงแบบสมเหตุสมผลไหม?

1. ทำเลห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาเพียง 16 เมตร

ถ้าลอนดอนมีแม่น้ำเธมส์ ฮ่องกงมีอ่าววิคตอเรีย กรุงเทพมหานครก็คงจะมีโค้งน้ำเจ้าพระยาเป็นแลนด์มาร์ก เจ้าพระยาถือเป็นเสน่ห์ของเมืองหลวงด้วยความเป็นธรรมชาติที่มีกลิ่นอายของวิถีชีวิตมาอย่างยาวนาน หากถามว่าตรงจุดไหนของประเทศไทยที่มีคอนโดไปตั้งแล้วควรจะมีราคาแพง แม่น้ำเจ้าพระยาย่อมต้องอยู่ในรายชื่อทำเลเหล่านั้น

บันยันทรี เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ ตั้งอยู่บนโค้งน้ำเจ้าพระยาย่านโรงแรม 5 ดาว ทุกห้องพักห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาเพียง 16 เมตร ในจุดโค้งน้ำเดียวกันกับ Icon Siam ขีดเส้นใต้ว่าทิวทัศน์โค้งน้ำเจ้าพระยาที่ดีที่สุดนี่สามารถมองเห็นได้จากระเบียงห้องทุกห้อง เราสามารถนอนดูวิวที่ขึ้นหิ้งภาพที่ดีที่สุดของกรุงเทพได้ทุกวัน ที่สำคัญยังได้รับรางวัล Asia Property Award 2019–2020 การันตีถึง 2 รางวัล ในสาขา Residential High-Rise Architecture และResidential High-Rise Development ซึ่งเป็นการการันตีถึงความโดดเด่นในเรื่องงานสถาปัตยกรรมและดีไซน์ของโครงการคอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ ลักชัวรี่ ที่ตั้งอยู่บนที่ดินโค้งน้ำเจ้าพระยาที่สวยที่สุด

2. กรรมสิทธิ์บนที่ดินแบบ Freehold ถือได้ตลอดไป

บนทำเลทองมากๆ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มักทำสัญญาเช่ากับเจ้าของพื้นที่เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย ประเด็นดังกล่าวทำให้ผู้ซื้อคอนโดมิเนียมไม่ได้ถือครองกรรมสิทธิ์บนที่ดินในระยะยาว เมื่อเวลาผ่านไปจนครบกำหนดสัญญา อาจมีประเด็นเรื่องการต่อสัญญาให้เป็นที่กังวลใจ

แต่ผู้ซื้อโครงการ บันยันทรี เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ จะได้กรรมสิทธิ์แบบ Freehold คือได้ถือครองโฉนดเป็นชื่อของตนเองเลย แน่นอนว่าพื้นที่ริมแม่น้ำแบบนี้ไม่ได้มีให้หาซื้อกันได้ง่ายๆ นัก

3. การบริหารงานแบบ Branded Residences

อย่างที่เกริ่นไปตั้งแต่ต้นแล้วว่าบันยันทรี เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ ได้แบรนด์โรงแรมสุดหรูอย่าง Banyan Tree มาจับมือเพื่อสร้างประสบการณ์ด้านการพักอาศัยให้กับลูกบ้านทุกคน ไล่ตั้งแต่ล็อบบี้วิวแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณพักผ่อนหย่อนใจริมแม่น้ำ ห้องรับประทานอาหาร ห้องประชุม ห้องฟิตเนส ห้องซาวน่า สปา เรือรับส่ง สถานที่ความอำนวยระดับโรงแรมหรู แถมทุกบริเวณยังขีดเส้นใต้ไว้ด้วยคำว่า RIVERSIDE ที่จะให้ลูกบ้านทุกคนดูวิวโค้งน้ำเจ้าพระยากันอย่างจุใจ

ผังโครงการก็เรียกว่าสวยถูกใจมาก โดยทุกห้องจะเรียงอยู่บนตึกรูปครึ่งวงกลมที่หันระเบียงเข้าหาแม่น้ำเจ้าพระยา ยูนิตที่จัดสรรก็มีให้เลือกตั้งแต่ 1 ห้องนอน ไปจนถึง 4 ห้องนอนและเพนเฮาส์ เริ่มต้นยูนิต 1 ห้องนอนที่ 69.40 ตารางเมตร ไปจนถึงขนาดใหญ่สุดคือเพนเฮาส์ที่ 838.70 ตารางเมตร แถมยังจำกัดจำนวนยูนิตต่อชั้นไว้ที่ไม่เกิน 4 ยูนิต ได้ใจสำหรับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัวไปเต็มๆ

ถ้ามองในมุมนักลงทุนหละ เราจะได้อะไรจากการซื้อโครงการนี้?

สิ่งสำคัญที่สุด คือ หากมองในมุมของการเข้าพักอาศัยแล้ว บันยันทรี เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ ให้บรรยากาศการเข้าพักเหมือนโรงแรมระดับพรีเมียม ซึ่งแน่นอนว่าการครอบครองเป็นเจ้าของคอนโดระดับนี้ไว้เองย่อมให้ความคุ้มค่ามากกว่าการเข้าพักรายคืน มองในมุมของคนที่ชอบประสบการณ์แบบหรูหราแล้ว โครงการระดับนี้ถือว่าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มาก 

ส่วนจะปล่อยเช่าต่อได้ไหม คำตอบคือทำได้ กลุ่มเป้าหมายอาจจะเน้นไปที่กลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยซึ่งมักจะมีรายได้สูง หรือจะปล่อยเช่ารายปีหรือรายเดือนแบบ Vacation Club ก็น่าสนใจ อย่าลืมว่าจุดเด่นของบันยันทรี เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ อยู่ที่ประสบการณ์การเข้าพักแบบโรงแรมกับวิวสุดหรู ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดแข็งในการปล่อยเช่าสินทรัพย์

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากเช่นกัน คือ ทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นอีกหนึ่งทำเลที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของ Icon Siam ที่สร้างแทรฟฟิกได้ปริมาณมหาศาล ในอนาคตพื้นที่บริเวณนี้ย่อมพัฒนาขึ้นมากและก็น่าจะแพงขึ้นมากด้วยเช่นกัน ยิ่งรถไฟฟ้าสายสีทองสร้างเสร็จ เราคงจะยิ่งเห็นภาพชัด

การถือครองพื้นที่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว ถึงแม้ว่าความเป็นเมืองของกรุงเทพจะขยายและเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่โค้งน้ำเจ้าพระยานั้นไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนได้ ยิ่งทำเลที่ใกล้แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของประเทศอย่าง Icon Siam ยิ่งกินขาด ทุกปัจจัยให้ภาพแนวโน้มที่ดีต่อการเติบโตของราคาในระยะยาว

ใครที่กำลังมองหาที่พักอาศัยระดับพรีเมียม

ใครที่กำลังมองหาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน

หรือแม้กระทั่งใครที่กำลังอยากเข้าไปดูคอนโดสวยๆ เป็นแรงบันดาลใจดีๆ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมและใส่รายละเอียดเพื่อติดต่อกลับได้เลยสำหรับคนที่อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Nirvana.bz/BTRR-Investerest

ส่วนตัวชอบ Floor Plan ของที่นี่มาก สวยดี ตึกเป็นรูปครึ่งวงกลมด้วย ลองเข้าไปดูเล่นๆ ก่อนก็ได้ ใครที่หลงรักวิวริมแม่น้ำนี่อาจจะใจละลายได้เลยนะ ทำเลของเขาดีจริงๆ

แต่ยังไม่จบนะ ! สำหรับคนที่สนใจโครงการบันยันทรี เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ และอยากเห็นภาพไปพร้อม ๆ กัน ลงทุนศาสตร์และทางทีมงาน aomMONEY เก็บภาพจริงจากโครงการมาฝากให้ดูด้วย มาดูไปพร้อมกันชนิดเหมือนเดินเข้ามาโครงการด้วยตนเองกันเลย

เริ่มจากข้างหน้าโครงการกันเลย

บรรยากาศด้านหน้าดูร่มเรื่อนไปด้วยต้นไม้สีข้างทั้ง 2 ข้างทาง ตัวตึกก็สวยโดดเด่น

บริเวณด้านหลังโครงการมีท่าเรือส่วนตัวอำนวยความสะดวก คอยรับส่งลูกบ้าน ไป-กลับ ท่าเรือสะพานตากสิน และ ICONSIAM

ห้องตัวอย่าง : ขนาด 3 ห้องนอน

โซนเอนกประสงค์กว้างและโปร่ง ทั้งวัสดุที่ใช้และการตกแต่งหรูหราสมราคา ที่สำคัญสามารถชมวิวโค้งน้ำเจ้าพระยาได้เต็มๆ ตาทั้ง 2 ฝั่งของหน้าต่างห้อง

 บริเวณโต๊ะกินข้าวเมื่อมองออกไปจะเห็นวิวแม่น้ำได้บรรยากาศสุดๆ โซนทำครัวแบบ Island สวยงาม ด้านหลังครัวเป็นโซนซักล้าง และมีห้องแม่บ้านใกล้ๆกัน

Walk-In Closet มุมโปรดของใครหลายๆคน

ห้องนอนทั้ง 3 ห้องสามารถมองเห็นวิวได้ทั้งหมด และจัดพื้นที่การใช้สอยได้ดีเยี่ยม

ห้องน้ำดีไซน์สวยหรูตระการตา ใช้วัสดุพรีเมี่ยม ไม่แพ้ข้างนอกเลย

มาดู 2 ห้องนอนกันบ้าง

โซนห้องครัวมีพื้นที่เล็กกว่า 3 ห้องนอนพอประมาณ แต่เพียงพอต่อการใช้สอย และด้านหลังประตูจะเป็นห้องแม่บ้าน

แบบ 2 ห้องนอน ก็ยังมี Walk-in Closet

ห้องนอนเล็กตกแต่งแบบเตียง 2 ชั้น แบบนี้ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกๆมากกว่า 1 คน แบบนี้ เป็นไอเดียที่ดีเลย

แม้จะเป็น 2 ห้องนอน แต่ขนาดห้องน้ำก็ยังกว้างขวาง และยังคงตกแต่งได้หรูหราสุดๆ

แบบ 1 ห้องนอน

เปิดเข้ามาจะเจอพื้นที่เอนกประสงค์แบบนี้ 

โซนห้องครัวที่เข้ามุมเห็นแบบนี้แต่พื้นที่ใช้สอยดีมาก ตู้บริเวณครัวใช้งานจริงได้ทุกตู้

ห้องนอนขนาดกำลังดีเหมาะสำหรับคนโสด หรือคู่แต่งงานที่ยังไม่มีลูก มองออกไปที่ระเบียงก็จะเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา และมีห้องน้ำในตัว

ก่อนจะจากกันไป Banyan Tree Residences เรียนเชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์ “Top of Life Experience” ในงานเปิดตัวโครงการคอนโดซุปเปอร์ลักซ์ชัวรี่ที่วิวสวยที่สุด ริมโคงน้ำเจ้าพระยา วันเสาร์ ที่ 3 สิงหาคมนี้ วันเดียวเท่านั้น

สัมผัส Top of Life Collection ของสะสมล้ำค่าที่ควรจะต้องครอบครอง อาทิ Top of Living กับ “Chao Phraya Suite” ห้องสวีทวิวโค้งน้ำ 270 องศา ที่เห็นวิวเมืองแห่งอารยธรรมริมโค้งน้ำ ที่สวยที่สุด,

Top of River กับ เรือ Yacht สุดหรูที่จอดอยู่ที่ Private Jetty ของโครงการ, Top of Car กับ Luxury Car เช่น ROLLS-ROYCE & ASTON MARTIN บนที่จอดรถกว่า 200% ของโครงการ รวมถึง Top of Lifestyle นาฬิกาและกระเป๋าที่เป็น Rare Collection

อีกทั้งในงานจะมีข้อเสนอที่พิเศษที่สุด “Banyan Tree Ready to Live In Package” ให้ลูกค้าได้ใช้ชีวิตอย่างเหนือระดับได้ทุกวัน พร้อมบรรยากาศแห่งการพักผ่อน ในทำเลใจกลางเมือง

ทั้งนี้ลูกค้าสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงานได้ที่ Nirvana.bz/BTRR-Investerest หรือโทร 097-081-2972

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

หลักคิด 12 ข้อจากมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก

เคล็ดลับการมีชีวิตที่มีความสุขและประสบความสำเร็จแบบระยะยาวคืออะไร ? 12 ข้อนี้เป็นสุนทรพจน์สะท้อนวิธีคิดของ Jeff Bezos ซึ่งเขาเคยไปกล่าวในงานจบการศึกษาของมหาวิทยาลัย Princeton และเคยพูดย้ำซ้ำๆ ในหลายที่ที่เขาได้ไปเยือน

ใจความหลักของเรื่องที่เขาพูดก็คือ “เราจะเป็นในสิ่งที่เราเลือก” เขาพยายามจะเน้นย้ำความแตกต่างระหว่างพรสวรรค์ที่เรามีกับสิ่งที่เราเลือก ความเฉลียวฉลาดอาจจะเป็นสิ่งที่เราเรียกว่าพรสวรรค์ แต่ความใจดี ความปรารถนาดีและเอื้ออารีต่อผู้อื่นคือหนทางที่เราเลือก

พูดง่ายๆ คือ มันไม่สำคัญหรอกว่าสุดท้ายแล้วตัวเลขในบัญชีธนาคารของคุณจะเหลือยอดอยู่ที่เท่าไร แต่มันขึ้นอยู่กับทางเลือกที่เราสร้างเม็ดเงินเหล่านั้นขึ้นมาต่างหาก

เหมือนตอนที่เขาเริ่มต้นธุรกิจด้วยการสร้างร้านหนังสือออนไลน์ เขาบอกว่ามันเป็นหนทางที่เสี่ยงที่เขาตัดสินใจเช่นนี้ อย่าลืมว่าตอนเริ่มต้นมีคนปรามาสเยอะ แม้จะมีโอกาสทางการตลาดมาก แต่ก็แทบไม่มีตัวแบบแห่งความสำเร็จรอให้เขาลอกเป็นโมเดลก่อนหน้า

สิ่งที่เขาได้พูดคุยกับบอสที่แสนเก่งกาจของเขาคือ เขาบอกว่า เขาอยากทำธุรกิจหนังสือออนไลน์ ตอนนั้นบอสบอกกับเขาว่า เป็นไอเดียที่ดี แต่จะดีสำหรับคนที่ไม่ได้มีงานที่ดีอยู่แล้ว (นัยของมันก็คือ Jeff Bezos มีงานทำที่ดีอยู่แล้ว จะลาออกไปทำงานที่เขาใฝ่ฝันเช่นนี้ไปทำไม..) จากนั้นบอสก็ให้เวลาเขาตัดสินใจอีก 48 ชั่วโมง เพื่อให้มีการตัดสินใจที่ดีที่สุด

Bezos พบว่าเขาไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือล้มเหลวกับสิ่งที่เขาทำเลย เขาทำตามแรงปรารถนาของตัวเองและภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเลือก

สิ่งที่จะบอกก็คือ หนทางที่มันสมบูรณ์แบบนั้น มันไม่มีอยู่จริงหรอก ในชีวิตจริงของคนเราจะต้องเจอสิ่งที่ผิดพลาด ล้มเหลวได้ แต่มันก็ยังมีสิ่งดีๆ ซ่อนอยู่ เพราะมันสอนให้เราได้รู้ว่าเราจะทำให้มันดีขึ้นได้อย่างไร

คำถาม 12 ข้อจากที่ Jeff Bezos เคยไปพูดไว้ที่มหาวิทยาลัย Princeton (อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ครับ https://bit.ly/2zSjDAe) เราลองเช็คลิสต์กับมันอย่างลึกซึ้ง ซื่อสัตย์กับตัวเองและตอบอย่างตรงไปตรงมา ตัวเลือกทั้ง 12 ข้อนี้แหละ ที่จะช่วยให้เราใช้ชีวิตของตัวเองอย่างภาคภูมิใจได้ 12 ข้อนั้น มีดังนี้ครับ

1. คุณใช้พรสวรรค์ที่คุณได้มาอย่างไร ความเฉลียวฉลาดที่คุณมีเหนือคนอื่น คุณนำมาใช้กับชีวิตอย่างไร เช่น คุณเป็นคนพูดเก่ง เสนอไอเดียเก่ง คุณได้ใช้ประโยชน์กับมันหรือยัง ใช้อย่างไร

2. ตัวเลือก หรือ ทางเลือกอะไรที่คุณเลือกให้ชีวิตคุณเลือกเดิน คุณมีทางเลือกไหม หรือว่าคุณไม่เคยคิดถึงมันเลย ?

3. คุณปล่อยให้ชีวิตตัวเองล่องลอยไปตามโชคชะตา ปล่อยให้มันเป็นไป หรือคุณใช้ชีวิตตามเส้นทางที่คุณปรารถนา

4. คุณดำเนินตามหลักการที่คุณเชื่อถือ หรือคุณทำตามสิ่งที่คุณเลือกเอง

5. คุณเลือกให้ชีวิตคุณดำเนินไปอย่างเรียบง่ายหรือชอบความผจญภัย

6. คุณปล่อยให้ชีวิตคุณเหี่ยวเฉาด้วยการให้คำวิพากษ์วิจาร์ณที่ถาโถมเข้ามาครอบงำคุณหรือเปล่า หรือคุณปล่อยให้มันดำเนินไปตามความเชื่อมั่นของคุณเอง

7. เมื่อคุณทำผิด คุณใช้วิธีหนีปัญหาหรือคุณขอโทษจากสิ่งที่คุณกระทำผิด

8. คุณเลือกทำในสิ่งที่คุณต่อต้านมัน หรือคุณเลือกทำในสิ่งที่คุณตกหลุมรักหรือปรารถนาที่จะทำเท่านั้น เช่น ถ้าคุณต่อต้านการโกง การคอร์รัปชั่น คุณจะทำงานทุกทางที่ต่อต้านสิ่งที่คุณเกลียดชัง ไม่ว่าผู้คนจะมาในรูปแบบไหน ทั้งในแบบที่คุณนิยมชมชอบมาก่อนหรือทั้งในแบบที่คุณเกลียดชัง ถ้าคนที่คุณรักคอรัปชั่น หรือโกง คุณก็พร้อมจะต่อต้านหรือไม่ ?

หรือคุณเลือกทำในสิ่งที่คุณรักเท่านั้น เช่น คุณหลงไหลให้คนรักการอ่าน รักการเรียนรู้ คุณจะพยายามทุกทางที่จะส่งเสริมให้คนเรียนรู้แบบเดียวกับที่คุณรักเช่นกัน

9. คุณเลือกหนทางที่ปลอดภัยหรือคุณชอบความเสี่ยง

10. เมื่อต้องเผชิญกับหนทางที่ยากลำบาก คุณจะล้มเลิกการกระทำใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้อง หรือคุณจะไม่ยอมจำนนต่อการต่อสู้บนหนทางนั้นๆ

11. คุณเป็นพวกชอบเยาะเย้ย ถากถาง หรือคุณเลือกที่จะเป็นผู้สร้าง วลีที่เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คล้ายๆ กับว่า พวก “มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ” นั่นล่ะครับ คือ รู้ว่าหนทางที่คนอื่นเลือกเดินมันยาก คุณไม่ลงไปช่วยหรอก แต่ขอให้ถากถางได้เป็นพอ

12. คุณฉลาดที่คิดแต่จะเอาเปรียบผู้อื่น หรือคุณใจดีกับผู้อื่น

ทั้ง 12 ข้อที่ว่ามานี้ คุณค่อยๆ คิด ค่อยๆ ตอบ ถ้ามันมีทิศทางที่เป็นผลบวกมากกว่าผลลบ มันจะทำให้คุณภูมิใจในสิ่งที่คุณเป็น

ที่มา:

CNBC https://cnb.cx/2YXpWjz 
Princeton speech https://bit.ly/2zSjDAe

aomMONEY เปิดรับนิสิต นักศึกษาฝึกงาน สนใจส่ง email มาสมัครพร้อม resume แนะนำตัวได้ที่ [email protected] ครับ อ่านรายละเอียดทุกตำแหน่งฝึกงานได้ที่นี่ https://bit.ly/2IZ6P2z

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH
กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

การลงทุนอาจไม่ถึงเป้าหมาย! ถ้าไม่ได้วางแผนให้ครบ 5 ขั้น

สวัสดีคร้าบบบบ กลับมาพบกับผม “หมอนัท” ประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้เองครับ

ไม่กี่วันก่อนผมมีโอกาสไปบรรยายให้กับ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ผู้บริหารเห็นความจำเป็นในเรื่องของการบริหารเงิน และการลงทุน เพื่อสร้างเงินเกษียณให้กับพนักงาน ซึ่งคนที่เข้าร่วมส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นพนักงานที่ทำงานมาสักระยะ และเริ่มที่จะมีเงินเก็บออมบางส่วนแล้วละครับ แต่ก็ยังลงทุนไม่เป็น หรือเริ่มต้นลงทุนมาได้ไม่นานแต่ก็ไม่รู้ว่าที่ลงทุนอยู่นั้น ลงทุนได้ถูกต้องหรือไม่ครับโดยในการบรรยายของผมนั้นจะมีการทำ Workshop โดยให้พนักงานทุกคนที่เข้ามาฟังผมบรรยาย เขียนความฝันของตนเอง 5 ข้อที่ลงในกระดาษ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะมี “เงิน” เป็นส่วนประกอบด้วยเสมอครับ

ดังนั้น การที่เราอยากจะไปถึงเป้าหมายที่ฝันไว้ เราเองก็ต้องมีการจัดการบริหารเงินให้ดีครับ โดยเฉพาะเรื่องการลงทุน ที่ตอนนี้เราไม่สามารถหวังพึ่งพิงการฝากออมทรัพย์ได้อีกแล้ว เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไม่ได้สูงเหมือนในอดีตที่ผ่านมา  ทำให้เราต้องรู้จักที่จะลงทุนด้วยครับ ซึ่งการลงทุนแบบให้ผลตอบแทนสูงเพื่อตอบสนองเป้าหมายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

โดยเฉพาะกับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มต้น รวมไปถึงคนที่ลงทุนมาสักระยะแล้วแต่ไม่อาจไปถึงฝั่งฝันได้ หรือ ส่วนใหญ่แล้วยังคงลงทุนในแบบที่เรียกว่า “อยู่บนเส้นทางหายนะทางการลงทุน”

ใครอยากทราบแล้วว่า ลงทุนแบบไหนที่เรียกว่า “อยู่บนเส้นทางหายนะทางการลงทุน” ตามผมมาเลยครับ เดี๋ยวผมถอดประสบการณ์มาเล่าให้ฟังแบบเข้มข้นผ่าน 6 ข้อนี้ครับ

1. เป้าหมายไม่วาง

คนส่วนใหญ่เวลาลงทุนมักจะไม่มีเป้าหมายชัดเจนครับ ส่งผลให้วัดผลยากไปด้วยครับ เพราะไม่รู้ว่าจะไปถึงเป้าหมายเมื่อไหร่ ต้องลงทุนด้วยเงินกี่บาท แล้วผลตอบแทนที่จะได้นั้นเพียงพอต่อความต้องการของเราหรือเปล่า เห็นไหมครับว่า พอเป้าหมายไม่ชัด อะไร ๆ ก็สับสนไปหมดครับ

พอเป็นแบบนี้ หากลงทุนน้อยเกินไปจะทำให้เงินที่จะสะสมก็อาจจะไม่พอในช่วงเกษียณ ก็ทำให้คุณภาพชีวิตในบั้นปลายลดลง และมีความเสี่ยงต่อการเป็นภาระต่อลูกหลานในอนาคตอีกด้วยนะครับ ดังนั้น หากใครเงินเก็บไม่เยอะพอ และยังทำแบบนี้อยู่เตรียมลำบากได้เลยครับ

2. มองระยะยาวไม่เป็น

ต่อจากข้อที่แล้วเลยครับ พอตั้งเป้าหมายไม่ชัดเจน ก็พาลทำให้เราไม่ลงทุนระยะยาวไปด้วย ได้กำไรนิดหน่อยก็ทยอยขายกองทุน และก็ซื้อใหม่เพื่อทำกำไร แต่หารู้ไม่ว่า ซื้อ-ขายบ่อย ๆ โดนค่าธรรมเนียมซื้อ-ขายกินผลตอบแทนไปไม่รู้เท่าไหร่ แถมระหว่างทาง สิ่งล่อตาล่อใจก็เยอะ พอขายกองทุนออกมา บางคนซื้อของออนไลน์เป็นว่าเล่น แทนที่จะได้เงินเกษียณ บางคนยังต้องมาเป็นหนี้บัตรเครดิตแทนอีกด้วย ดังนั้น ใครที่ทำแบบนี้อยู่ เงินในอนาคตหายหมดแน่นอนเลยครับ

3. จัดสรรเงินไม่เคยทำ 

ลองนึกภาพง่าย ๆ นะครับ หากเรากำลังลงทุนอยู่แต่เนื่องจากเกิดเหตุไม่คาดฝันเราอาจจะต้องใช้เงินฉุกเฉินพอดี ไม่ว่าจะเกิดจากญาติป่วย หรือคนใกล้ตัวจำเป็นต้องใช้เงิน ทำให้เราต้องขายกองทุนออกมาก่อนทั้ง ๆ  ที่เราอาจจะติดตัวแดงอยู่ (ขาดทุน)  พอเป็นแบบนี้การลงทุนระยะยาวของเราต้องหยุดชะงัก ซึ่งจริง ๆ แล้วในการลงทุนระยะยาวนั้นจะทำให้เรามีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีได้ แต่ดันต้องขายมาก่อนทั้ง ๆ ที่ยังติดลบอยู่ ดังนั้น จัดสรรเงินเอาไว้ให้ดีเพื่อความสบายใจในยามฉุกเฉินจะดีกว่าครับ

4. กองทุนดี ๆ ไม่เคยซื้อ

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่พอพูดถึงเรื่องลงทุน สิ่งที่นึกถึงคือจะไปลงทุนกับกองทุนไหนดี ? คล้าย ๆ กับการขูดต้นไม้ขอหวยกันเลยทีเดียวครับ ไม่ว่าจะถามเพื่อน ถามคนรอบข้าง ผมบอกได้เลยว่า เพื่อนหรือคนรอบข้างนั้น เผลอ ๆ ก็ไม่รู้ หรือแนะนำให้เราลงทุนอะไรที่ไม่เหมาะกับเราไปอีก ดังนั้น ใครที่ยังถามเพื่อนอยู่ และไม่ศึกษาข้อมูลกองทุนดี ๆ แล้วละก็เสียดายโอกาสแย่เลย

5. ไม่รู้จักกระจายความเสี่ยง

เมื่อเราไม่วางแผนลงทุนระยะยาว คนส่วนใหญ่ก็จะไปเน้นลงทุนในกองทุนที่มีผลตอบแทนสูงมาก ๆ แทน เพื่อให้ได้เงินมาก ๆ ในเวลาสั้น ๆ เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ทำให้เราไม่กระจายเงินไปลงทุนในกองทุนประเภทอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำบ้างเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง

การไม่รู้จักกระจายความเสี่ยง ถ้าเปรียบให้เห็นภาพก็เหมือนกับเราขับรถแล้วเร่งเครื่องรถยนต์อยู่ตลอดเวลา รถที่วิ่งเร็วเกินไป ก็มักมีโอกาสสูงที่จะพลิกคว่ำได้ครับ ดังนั้น เราคงต้องเลือกความเร็วให้เหมาะกับสภาพของถนน และลดความเร็วเวลาเข้าโค้งบ้าง ถ้าเป็นโลกของการลงทุนก็เช่นกัน ต้องมีการเลือกและปรับเปลี่ยนสินทรัพย์ลงทุนให้เหมาะกับบางสภาวะ และระดับความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้  ดังนั้น ใครที่ไม่รู้จักกระจายความเสี่ยง ระวังเจอตลาดการลงทุนในภาวะวิกฤต ซึ่งผมบอกได้เลยว่าเงินอาจจะหายไปเกินครึ่งจากที่เก็บสะสมมานะครับ

6. ไม่ติดตามข่าวสาร

เมื่อลงทุนไปได้สักระยะ คนส่วนใหญ่มักจะลืมที่จะมาอัพเดตเงินที่ตนเองได้ลงทุนไปว่าเติบโตไปถึงไหนแล้ว กลยุทธ์ที่ควรทำควรปรับในปีถัดไปต้องเป็นอย่างไร เศรษฐกิจแบบนี้ลงทุนอะไรดีถึงจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น หรือเศรษฐกิจแย่แบบนี้จะทำอย่างไรได้บ้าง ยิ่งยุคสมัยนี้ สมัยที่ธุรกิจ + การลงทุนนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว บางธุรกิจอาจจะเจ๊งได้ในชั่วเวลาไม่กี่ปี หากเรายังคงดื้อลงทุนอยู่แบบเดิม ๆ อาจจะทำให้เราขาดทุนอย่างหนักก็เป็นไปได้ครับ

ผมอยากจะบอกว่าไม่มีการลงทุนในกลุ่มธุรกิจ หรือ กลุ่มอุตสาหกรรมไหน หรือกองทุนประเภทไหนแล้วจะกลายเป็นเสือนอนกินไปได้ตลอด โดยถ้าหากไม่ทำอะไรเลย สุดท้ายเราอาจจะกลายเป็นเสือนอนตายไปเลยก็ได้ครับ ดังนั้น หากไม่ติดตามข่าวสารเพื่อประกอบการตัดสินใจและปรับเปลี่ยนแผนในการลงทุน ได้ทันท่วงทีอาจจะทำให้เราเป็นชาวดอยไปโดยปริยายครับ (ซื้อกองทุนแถมที่ดินบนดอย)

นี่คือบทสรุปทั้ง 6 ข้อที่ผมถอดจากประสบการณ์ในสนามแห่งการลงทุนที่มาพร้อมความเสี่ยง ลองเช็คกันนะครับว่าเรามีกี่ข้อ บางคนน้อยข้อก็ดีใจด้วย บางคนมีมากข้อก็อย่าเพิ่งกังวลใจไปครับ เพราะหากเราต้องการที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เราคงต้องศึกษาหาข้อมูลเยอะมากกกกก (ก ไก่ล้านตัว ) กว่าจะได้ลงทุนจริงคงใช้เวลาเป็นปี ๆ ครับ

บางคนอาจจะแก่เกษียณไปก่อนก็ว่าได้ครับ หรือการให้บริการแบบมีคำแนะนำจากสถาบันการเงินต่าง ๆ อาจจะถูกจำกัดเพียงแค่คนมีเงิน แต่ในยุคสมัยที่ทุกอย่างรวดเร็วแบบนี้ และด้วยการพัฒนาของระบบการให้คำแนะนำจากสถาบันการเงินและผู้ให้บริการด้านการลงทุนนั้นก็สามารถให้บริการดี ๆ ที่จะมาช่วยให้เรื่องลงทุนของเราง่ายขึ้น ทำให้ใคร ๆ ที่มีเงินน้อย ๆ หรือ เป็นคนที่เริ่มต้นเก็บเงินก็สามารถลงทุนได้ และแก้ไขปัญหาได้อย่างง่ายดายด้วย

~ ผ่าม ผ่าม ผ่าม ~

โดยเราเรียกว่าโปรแกรม 5 ขั้นมั่นใจลงทุน นั่นเองครับ

โดย 5 ขั้นนี้ จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการเลือกลงทุนไม่ถูก ข้อมูลเยอะ เปรียบเทียบไม่เป็น ขาดคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง หรือต้องใช้เงินลงทุนก้อนโต ซึ่ง 5 ขั้นตอนนี้ จะมีทั้งการสำรวจความต้องการของผู้ที่มาลงทุนก่อน แล้วจึงจัดแผนการลงทุนให้ ก่อนจะแนะนำการลงทุนแบบเป็นกลาง (แบบไม่ยัดเยียด) ประมาณว่า

“ไม่เน้นขาย เน้นคำแนะนำที่ถูกต้อง” เพื่อประโยชน์สุขของผู้ลงทุนเป็นหลัก

และเพื่อให้ลงทุนระยะยาวได้อย่างสบายใจ หลังจากลงทุนไปแล้วก็จะมีการติดตาม + ปรับพอร์ตการลงทุน รวมทั้งรายงานผลการลงทุนของเราอยู่อย่างสม่ำเสมอครับ ซึ่งตัวกลางทางการเงินที่ให้บริการตามมาตรฐาน 5 ขั้นมั่นใจลงทุนจะประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้ครับ        

1. สำรวจเป้าหมาย และวิเคราะห์ความต้องการ

ผู้ให้บริการจะสอบถามข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับด้านการเงินของเราครับ ไม่ว่าจะเรื่องเป้าหมายที่เราอยากได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงต่าง ๆ ก็เพื่อที่จะช่วยให้เป้าหมายระยะยาวของเราไปถึงได้ และเพื่อออกแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุดนั่นเองครับ

2. กำหนดสัดส่วนการลงทุน

เมื่อผ่านขั้นตอนแรกไป ทางผู้ให้บริการ 5 ขั้นจะทำการ จัดสรรเงินลงทุน หรือ Asset Allocation ให้กับเราทันทีครับ โดยขั้นตอนนี้เป็นการออกแบบสัดส่วนในการแบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนหุ้น กองทุนอสังหา ฯ กองทุนทองคำ กองทุนต่างประเทศ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้รองรับเป้าหมายและความเสี่ยงของเราได้นั่นเองครับ

ซึ่งข้อดีของการลงทุนแบบ Asset Allocation จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างดีมาก เนื่องจากราคาของสินทรัพย์หลาย ๆ สินทรัพย์นั้น บางครั้งไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทางเดียวกัน ก็จะทำให้ความเสี่ยงจากการลงทุนลดลงไปครับ เช่น กองทุนหุ้นที่เราถือมีการปรับตัวสูงขึ้น แต่ว่ากองทุนอสังหาฯ ที่เราถือกลับปรับตัวลดลง ซึ่งถ้าหากเราลงทุนแต่กองทุนอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว เราอาจจะขาดทุนมากก็ได้ครับ เพราะว่าไม่มีสินทรัพย์ใดที่จะเป็นพระเอกได้ตลอดกาลครับ มีขึ้นลงสลับกันไปในแต่ละปี แต่ละช่วงเวลาครับ

3. เลือกลงทุนตามเป้าหมาย

ในขั้นตอนนี้ ทางผู้ให้บริการจะทำการคัดเลือกกองทุนอย่างมีหลักการให้กับเราเพื่อลงทุนนั่นเองครับ โดยที่ทางผู้ให้บริการจะดูตั้งแต่ ผลตอบแทนย้อนหลัง ความสม่ำเสมอของผลการดำเนินงาน ระดับความเสี่ยง ค่าธรรมเนียม กลยุทธ์และภาพรวมนโยบายของกองทุน เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าเม็ดเงินที่เราลงทุนไปนั้น จะไม่มีความเสี่ยงเกินกว่าที่เราจะรับได้ ได้กองทุนที่เหมาะกับเราจริง ๆ และจะนำไปสู่เป้าหมายการลงทุนที่ตั้งใจไว้นั่นเองครับ

4. ติดตามและปรับกลยุทธ์

เมื่อเป้าหมายชัด มีการจัดสรรเงินลงทุนอย่างถูกต้อง รวมถึงได้กองทุนที่ดีแล้ว การติดตามให้การลงทุนของเราเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ถือเป็นกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรักษาระดับความเสี่ยงไม่ให้สูงมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะได้กองทุน หรือสินทรัพย์ลงทุนที่ดี เหมาะกับทุกสถานการณ์อยู่เสมอ อะไรที่ไม่ดี เราไม่เอาไว้ อะไรที่ดีเราก็จะลงทุนต่อเนื่องไปครับ ซึ่งเราเรียกกลวิธีแบบนี้ว่า ‘Rebalance’ นั่นเองครับ

5. รายงานทุกสถานะการลงทุน

ส่วนนี้ถือว่าสำคัญไม่แพ้ส่วนอื่น ๆ เลยครับ โดยเราสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารการลงทุน และสถานะและความเคลื่อนไหวการลงทุนในพอร์ตของเราผ่านรายงานที่ส่งจากผู้ให้บริการได้ตลอดเวลา ทั้งหมดนี้เพื่อให้เราได้มั่นใจว่าการลงทุนของเรายังเป็นไปตามเป้าหมายอยู่ และถ้าหากไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จะได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้อย่างทันท่วงทีได้นั่นเองครับ

จาก 5 ขั้นตอนที่กล่าวมานี่คือมาตรฐานใหม่ของการลงทุนในยุคนี้ และยังช่วยอำนวยความสะดวกของผู้ลงทุนในยุคนี้ด้วยครับ ที่สำคัญ ก.ล.ต.จะเข้ามาดูแลด้านการคัดเลือกสินค้าที่เกี่ยวกับการลงทุนให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำให้ของที่จะขายกับผู้ลงทุนมาจากระบบที่ดี มีคุณภาพ มีที่มาที่ไป ดังนั้น หากใครเห็นสัญลักษณ์นี้ ก็สามารถมั่นใจได้เลย ว่าระบบการให้คำแนะนำนี้ได้ผ่านการกำกับดูแลจาก ก.ล.ต. แล้วนั่นเอง

“แต่ส่วนผลตอบแทนคงต้องไปวัดกันด้วยคำแนะนำจากแต่ละผู้ให้บริการนะครับ”

“เพราะการลงทุนก็ยังคงมีความเสี่ยง และไม่ได้รับประกันเงินต้น
และผลตอบแทนในอดีตไม่การันตีอนาคตนะคร้าบ”

ก่อนจากกันวันนี้ สิ่งที่จะทำให้นักลงทุนมือใหม่ หรือ คนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนประสบความสำเร็จได้คือการมีวินัยนั่นเองครับ ซึ่งผมจะฝากเคล็ดลับให้ลงทุนผ่าน 5 ขั้นมั่นใจลงทุน ซึ่งเราจะมีการทยอยลงทุนเพื่อให้เหมาะกับเงินที่ได้มาแต่ละเดือนนั่นเองครับ ซึ่งเราเรียกวิธีนี้ว่า DCA หรือ Dollar Cost Average นั่นเองครับ วิธีการนี้สร้างความมั่งคั่งให้เราได้ พร้อมความสะดวกสบาย เพราะว่าผู้ให้บริการส่วนใหญ่จะมีระบบไว้รองรับเรื่องนี้อยู่ครับ ไม่ต้องจำวันที่ลงทุนว่าวันไหนเวลาไหน ไม่ต้องคำนึงถึงสภาวะตลาดว่าจะเป็นขาขึ้น หรือขาลง แต่ทั้งนี้เราต้องลงทุนบนสินทรัพย์ที่ดี และสามารถเติบโตได้ในระยะยาวด้วยนะครับ

DCA เป็นกลยุทธ์ที่ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรเลยครับ อย่างภาพนี้จะเห็นได้ว่ากว่าราคาหน่วยลงทุนของกองทุนที่ผม DCA ไว้จะปรับตัวสูงขึ้น ผ่านวิกฤตต่าง ๆ ได้ก็ใช้เวลาประมาณ 4 ปีเลยทีเดียวครับ ช่วงแรก ๆ ราคาเฉลี่ยที่ได้จาก DCA อาจจะสู่สีกับราคาซื้อจริงในตลาด แถมเวลาตลาดตก ราคาเฉลี่ยก็ดันสูงกว่าราคาตลาดซะอีก แต่เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ เข้า ผลของการที่เราทำ DCA ไว้ก็จะเริ่มทำงาน โดยราคาเฉลี่ยจะต่ำกว่าราคาซื้อจริงค่อนข้างมากครับ

DCA ผมเรียกอีกอย่างว่า กลยุทธ์ “อึด ถึก ทน” ครับ

สุดท้ายนี้ ผมขอสรุปเพื่อให้เข้าใจกันง่าย ๆ แบบนี้ครับ โปรแกรม 5 ขั้นมั่นใจลงทุนก็คือ มาตรฐานการให้บริการออกแบบการลงทุนอย่างมีคุณภาพ และครบวงจร ที่จะมาแก้ไขปัญหาการลงทุนที่ไม่ถูกต้องนั่นเองครับ

โดยผู้ดำเนินธุรกิจ ที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 27 ราย สามารถเข้าไปดูได้ตามลิงก์นี้เลยครับ (https://www.sec.or.th/TH/Documents/ListofMarketProfessionals/wealth-list.pdf) ซึ่งจะเป็นผู้ให้บริการนั่นเองครับ จากเดิมที่การบริการที่ดูแลกันแบบนี้มีให้เฉพาะผู้มีเงินลงทุนสูงเท่านั้น ทาง ก.ล.ต. เป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา เพราะต้องการให้ประชาชนที่เพิ่งเริ่มต้น หรือมีเงินน้อยก็สามารถได้รับบริการการให้คำแนะนำที่ดี และถูกต้องด้วยนั่นเองครับ

นี่คือหลักการตามมาตรฐาน 5 ขั้นตอนครับ ซึ่งการเรียนรู้อย่างเดียวโดยไม่ลงมือทำ คงไม่ถึงเป้าหมายแน่นอนครับ ส่วนวันนี้ผมเองคงต้องลาไปก่อน แล้วมาพบกันใหม่ ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุนครับ สวัสดีคร้าบ

บทความนี้เป็น Advertorial

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 สิงหาคม 2562

คัดมาเน้นๆเก็งเลขเด็ดจากสำนักดังและเหตุการณ์เด่นที่เกิดขึ้นในรอบเดือน

1. เลขเด็ดจาก 5 สำนักดัง

    ในช่วงที่ผ่านมาสำนักดังๆต่างๆเก็งเลขเด็ดประจำงวดวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ไว้ว่ายังไงบ้าง เราคัดมาเน้นๆกับ 5 สำนักดัง หลวงพ่อปากแดง เจ้าแม่ตะเคียนทอง เณรน้อย คำชะโนด และอาจารย์หนู

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 สิงหาคม 2562

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 สิงหาคม 2562

2. ทำนายเลขเด็ดจากความฝัน มาดูกันว่าจากเหตุการณ์เด่นในช่วงนี้ความฝันของเราจะนำมาสู่เลขอะไรกันบ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 สิงหาคม 2562

3. เก็งเลขเด็ดจากเหตุการณืเด่นในช่วงที่ผ่านมา ในงวดวันที่ 1 สิงหาคม 2562 นี้ มาดูกันว่าเหตุการณ์เด่นๆในช่วงนี้จะนำมาตีเป็นเลขเด็ดอะไรได้บ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 สิงหาคม 2562

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง จะได้ลุ้นสนุกอย่างมีสติกันนะ

ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับ ไอเอ็มจี จัด Bangkok Bank CycleFest 2019 กิจกรรมเพื่อสิงห์นักปั่นสำหรับคนรักสุขภาพ ปีที่ 3

สวัสดีเพื่อนๆ ชาว aomMONEY ทุกคนนะครับ เดี๋ยวนี้เทรนด์คนรักสุขภาพกำลังมาแรงเลยนะครับเนี่ย แหม…แน่นอนสิครับ นอกจากจะอยากมีเงิน ใครๆ ก็อยากจะมีสุขภาพที่ดี วันนี้ aomMONEY เลยมีกิจกรรมเพื่อสุขภาพที่น่าสนใจ จาก ธนาคารกรุงเทพ และ ไอเอ็มจี เซอร์วิสเซส มาแนะนำให้พวกเราชาว aomMONEY ได้ลองเข้าร่วมสนุกกันครับ

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ได้การจัดงานงานแถลงข่าวจัดกิจกรรม “การแข่งขันจักรยานนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี Bangkok Bank Cyclefest 2019” ที่เชิญชวนนักปั่นให้คว้าจักรยานคันเก่งแล้วมาสนุกกัน ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 23-24 พฤศจิกายน 2562 ณ สนามกอล์ฟ สยามคันทรีคลับ พัทยา ในปีนี้คาดว่าจะมีนักปั่นเข้าร่วมการแข่งขันใน 7 ประเภท จำนวนกว่า 3,000 คนกันเลยทีเดียว!!!

Bangkok Bank CycleFest 2019 คืออะไร?

Bangkok Bank CycleFest 2019 เป็นกิจกรรมแข่งขันจักรยานโดยมีระยะทางตั้งแต่ 12-62 กิโลเมตร บนเส้นทางปิดที่ปลอดภัย แวดล้อมด้วยทัศนียภาพอันสวยงามรอบสนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ หนึ่งในสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาระดับสากลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเมืองไทย

กิจกรรมนี้ดำเนินการจัดงานโดยไอเอ็มจี (IMG) ผู้นำระดับโลกด้านการจัดงานแข่งขันกีฬา ซึ่งจะมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงานทุกคนทั้งนักปั่นและผู้ที่มาร่วมชมร่วมเชียร์อีกด้วยครับ

โดยในปีนี้ยังคงแนวคิด “Ride for All” เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมการปั่นจักรยานในวันหยุดสุดสัปดาห์ให้เป็นช่วงเวลาดีๆ ทั้งสำหรับนักปั่นตัวจริงที่ชื่นชอบความท้าทายและนักปั่นสมัครเล่นที่เน้นการออกกำลังกายและใช้เวลากับครอบครัว เรียกได้ว่ากิจกรรมนี้ตอบโจทย์เหมาะกับทุกเพศทุกวัยแน่นอนจ้า

7 ประเภทการแข่งขันตอบโจทย์นักปั่นทุกคน

1 .รุ่นมาสเตอร์

สำหรับนักปั่นอายุ45ปีขึ้นไป แข่ง 4 รอบ รอบละ 15.5 กม.รวมระยะแข่งความเร็ว 62 กม.

2. รุ่นทั่วไป

สำหรับนักปั่นอายุ 18 ปีขึ้นไป แข่ง 4 รอบ รอบละ15.5 กม. รวมระยะแข่งความเร็ว 62 กม.

3. รุ่นคลาสสิค

นักปั่นอายุ 18 ปีขึ้นไป แข่ง3รอบรอบละ 15.5 กม. รวมระยะแข่งความเร็ว 46.5 กม. 

4. รุ่นพัทยา สปรินท์

นักปั่นอายุ 16 ปีขึ้นไป แข่ง2รอบ รอบละ 15.5 กม. รวมระยะแข่งความเร็ว 31 กม.

5. รุ่นวิบาก

นักปั่นอายุ 18 ปีขึ้นไปแข่ง 2 รอบรอบละ 20 กม. รวมระยะแข่งความเร็ว 40 กม.

6. รุ่น FamilyRide

นักปั่นอายุ 8 ปีขึ้นไป ปั่นแบบไม่จับเวลารวมระยะ 12 กม.

7. รุ่นจับเวลาแบบทีม

นักปั่น 5 คน ต่อ 1 ทีม แข่ง 3 รอบ รอบละ 15.5 กม. รวมระยะแข่งความเร็ว 46.5 กม. คำนวณตามเวลาเมื่อผู้เข้าแข่งขันคนที่ 4 ของทีมเข้าเส้นชัย

มีสิทธิประโยชน์น่าสนใจมากมาย

หลังจากที่ได้ทั้งความสุขกายสบายใจกันไปแล้วนะครับ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังจะไดรับสิทธิประโยชน์ต่างๆมากมายกันอีกด้วย โดยสิ่งที่จะได้รับประกอบไปด้วย

1 .กระเป๋ากีฬาอเนกประสงค์

2 .เสื้อปั่นจักรยาน

3 .หมายเลขนักปั่นและชิปจับเวลา 

4. แอพพลิเคชั่นสำหรับดูสถิติและข้อมูลการแข่งขัน

5. สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน

6. เหรียญรางวัลพวงกุญแจเมื่อจบการแข่งขัน 

7. ประกันอุบัติเหตุพื้นฐานจากกรุงเทพประกันภัยที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นจากการแข่งขันจักรยาน 

8. คูปองอาหารและเครื่องดื่มเพื่อใช้ในวันแข่ง 

9. คูปองอาหารและเครื่องดื่มเพื่อใช้ในวันแข่ง 

10. คูปองเข้ารับบริการด้านจักรยาน (ส่วนลด 800 บาท) 

11. ประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์เมื่อจบการแข่งขัน 

คือดีอ่ะ~ กิจกรรมอะไรจะมีสิทธิประโยชน์มากมายน่าสนใจขนาดนี้ เล่นทำเอาผมอยากไปเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วยเลยนะเนี่ย

มีกิจกรรมดีๆมากมายอีกเพียบ!

แค่นั้นยังไม่พอ! นักปั่นยังสามารถใช้เวลาว่างก่อนและหลังปั่นกับเพื่อนๆและครอบครัวได้ที่ Festival Village ซึ่งเต็มไปด้วยการออกบูธอุปกรณ์จักรยานจากแบรนด์ดัง พร้อมบูธอาหารและเครื่องดื่ม และโซน BMX Pump Track ให้ได้เข้าทดลองเล่นโดยไม่เสียค่าบริการ

นอกจากนี้ทุกคนยังสามารถสนุกไปกับเกมและกิจกรรมแจกของที่ระลึกอีกมากมายจากสปอนเซอร์ เรียกได้ว่าการไปครั้งนี้คุ้มค่าทั้งกายและใจ อิ่มเอมตลอดสองวันของกิจกรรมแน่นอน

ได้สุขภาพแล้วยังได้บุญด้วยนะเออ

การจัดงาน Bangkok Bank CycleFest 2019 ยังมีเป้าหมายในการช่วยเหลือสังคม โดยจะระดมทุนเพื่อทำกิจกรรมการกุศลกับศิริราชมูลนิธิ เพื่อการช่วยเหลือและรักษาผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ของโรงพยาบาลศิริราช โดยผู้สมัครในการแข่งขันทุกประเภทยังสามารถร่วมสมทบทุนบริจาคได้ในขั้นตอนการสมัครออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.BangkokBankCycleFest.com

มีเซเลบริตี้ชื่อดังมากมายผู้หลงใหลในการปั่นจักรยาน

กิจกรรมครั้งนี้มีเหล่าเซเลบริตี้มากมายต่างให้ความสนใจเข้าร่วมการปั่นจักรยานครั้งนี้ด้วย อาทิ ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา, โย ยศวดี หัสดีวิจิตร และ กอล์ฟ สุรัมภา หยกโชติสกุล ก็ได้มาร่วมพูดคุยและแบ่งปันประสบการณ์ภายในงาน ได้กระทบไหล่ดาราด้วยเธอ~

โดยคุณโย ยศวดี หัสดีวิจิตร แอมบาสเดอร์งาน Bangkok Bank CycleFest 2019 (คนขวาในรูป) กล่าวว่า “รู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้มีส่วนร่วมในฐานะแอมบาสเดอร์ของกิจกรรม Bangkok BankCycleFest 2019 เรายินดีต้อนรับนักปั่นทุกท่าน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่หลงใหลในการปั่นจักรยานที่จริงจัง ผู้ที่ปั่นเพื่อออกกำลังและเสริมสร้างสุขภาพ หรือบรรดาคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการใช้เวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีประโยชน์กับลูก ๆ และนอกจากการลงทะเบียนสมัคร 1 ใน 7 ประเภทการแข่งขันนั้น คุณยังสามารถร่วมบริจาคสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือศิริราชมูลนิธิในการรักษาผู้ป่วยด้อยโอกาส ด้วยการบริจาคเงินผ่านช่องทางเว็บไซต์  ดังนั้น ห้ามพลาดกิจกรรม Bangkok Bank CycleFest 2019 เตรียมชุดและอุปกรณ์ให้พร้อม คว้าจักรยานคันเก่งและมาสนุกสนานร่วมกันในเดือนพฤศจิกายนนี้!”

รายละเอียดการสมัคร

ผู้สนใจสามารถสมัครแข่งขันงาน Bangkok Bank CycleFest 2019 ผ่านทางเว็บไซต์ www.BangkokBankCycleFest.com เปิดรับสมัครรอบ Early-bird ตั้งแต่วันนี้ – 14 สิงหาคม 2562

พิเศษ! สำหรับผู้ถือบัตรและชำระค่าสมัครด้วยบัตรอินฟินิทหรือบัตรผู้นำแพลทินัม รับส่วนลด 25% สำหรับบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพประเภทอื่นๆ หรือบัตรเดบิตบีเฟิสต์ รับส่วนลด 20% หมดเขตรับสมัครวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 หรือจนกว่าประเภทการแข่งขันจะมีผู้สมัครเต็มจำนวน

และนี่คือข้อมูลที่ได้รับจากงานแถลงข่าวที่ผ่านมา เพื่อนๆคนไหนที่สนใจก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมดีๆ บรรยากาศสบายๆแบบนี้ได้นะครับ รับรองว่าทุกคนจะต้องติดใจจนอยากเข้าร่วมกิจกรรมนี้อีกครั้งในคราวหน้าอย่างแน่นอน และไว้มาพบกันใหม่นะครับเพื่อนๆ สวัสดีครับ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Line@ : @aommoney

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ลงทุนเพียงหนึ่ง เข้าถึงโอกาสสร้างรายได้สม่ำเสมอทั่วโลกกับขุมพลังแห่งกองทุน K-GINCOME

“ศูนย์ใหญ่เรียก FUND HUNTER..!”

นี่คงเป็นอีกครั้งที่เสียงเรียกจากวิทยุสื่อสารของศูนย์บัญชาการหลักปลุกเขาขึ้นจากเตียงนอน เขาค่อยๆลุกขึ้นเดินไปหยิบวิทยุสื่อสารเพื่อตอบรับเสียงเรียกนั้น

“ภารกิจของนายครั้งนี้คือการพามวลมนุษยชาติก้าวเข้าสู่โลกใหม่แห่งความมั่งคั่ง ในการเปิดประตูโลกใหม่เราจำเป็นต้องใช้ ‘ขุมพลังแห่งกองทุน’ที่กระจายอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ” 

“สำหรับนักลงทุนแล้วด้วยสภาวการณ์ปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยที่แพงขึ้น อาจไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามที่คาดหวัง เศรษฐกิจทั่วโลกค่อนข้างเติบโตช้าลง สงครามการค้าก็ดูเหมือนจะยืดเยื้อ การลงทุนในสินทรัพย์ชนิดต่างๆ ด้วยตัวเองก็เลยมีความเสี่ยงสูง เราจำเป็นต้องหันมาพึ่งพาขุมพลังแห่งกองทุนที่สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ เพิ่มพลังนำทางนักลงทุนสู่โลกใหม่แห่งความมั่งคั่ง”

FUND HUNTER รับทราบภารกิจและไม่รอช้า เขาคาดกระเป๋าสะพาย หยิบเข็มทิศกองทุนนำทางออกมา แล้วรีบกระโดดขึ้นเครื่องบิน ทะยานขึ้นฟ้ามุ่งหน้าสู่จุดหมายแรกที่ซึ่งเข็มทิศกองทุนชี้ไปยังที่ซ่อนของขุมพลังแห่งกองทุนชิ้นแรก

เครื่องบินของเขาค่อยๆลงจอดที่ชายหาดบนเกาะเล็กๆแห่งหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ในเขตป่าดิบและพงหญ้าสูงที่ดูเหมือนจะเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์นานาชนิด เดินมาตามทางที่เข็มทิศบอกเรื่อยๆก็มาหยุดอยู่หน้าแท่นศิลาที่มีลูกหินทองคำลักษณะเหมือนลูกโลกวางอยู่ บนแท่นหินสลักชื่อเรียกของขุมพลังกองทุนนี้ไว้ว่า “K-GINCOME”

เขาเปิดดูรายงานจากศูนย์บัญชาการที่มีเขียนเรื่องราวของ K-GINCOME ไว้ว่าเป็นขุมพลังกองทุนที่มีไอเดียมาจากกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลากหลายทั่วโลก ซึ่งสินทรัพย์แต่ละชนิดก็มีรูปแบบของผลตอบแทนและความเสี่ยงเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน แต่จุดเด่นจะเน้นคัดเลือกสินทรัพย์ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอให้กับผู้ครอบครอง ไม่ว่าจะในสภาวะเศรษฐกิจรูปแบบใด

“ขุมพลังแห่งกองทุน K-GINCOME สามารถสร้างความมั่งคั่งด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ที่จ่ายผลตอบแทนสูง ทั้งในรูปดอกเบี้ยและเงินปันผล โดยกระจายการลงทุนในหลากหลายประเภทสินทรัพย์ เช่น ตั๋วเงิน ตราสารหนี้ หุ้นกู้ที่จ่ายผลตอบแทนสูง(High Yield Bonds) หุ้นปันผล REIT ฯลฯ และลงทุนสินทรัพย์ในภูมิภาคต่างๆทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่กำลังพัฒนา ทำให้กองทุนนี้สามารถลงทุนในสินทรัพย์ได้มากกว่า 2,500 สินทรัพย์”

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก

JPMorgan Investment Funds – Global Income Fund, Class A (mth)-EUR (ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/2SEbtWX) ซึ่งเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีเป้าหมายสร้างกระแสรายรับจากดอกเบี้ยและเงินปันผลสูง 4-5% ต่อปี เหมาะกับคนที่มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทน และไม่มีเวลาจับจังหวะการลงทุน

“K-GINCOME จะมี 2 รูปแบบของขุมพลังให้เลือกใช้ตามความต้องการของผู้ครอบครอง คือ ‘พลังแห่งความสม่ำเสมอ’ที่จะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติ เหมาะกับคนที่ชอบรับรายได้สม่ำเสมอ โดยประวัติที่ผ่านมาได้จ่ายเงินค่ารับซื้อคืนอัตโนมัติให้กับผู้ลงทุนทุกเดือน และ ‘พลังแห่งการสะสมมูลค่า’ เหมาะสำหรับคนที่ชอบสะสมผลตอบแทน แล้วจับจังหวะขายคืนเมื่อมีกำไรด้วยตัวเอง”

“นอกจากนี้ หน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านขุมพลังที่โด่งดังในระดับสากล Morningstar เคยประเมินพลังความมั่งคั่งของขุมพลังแห่งกองทุนนี้ไว้ที่ 4 ดาว ซึ่งถือว่าเป็นพลังระดับสูง ด้วยเหตุนี้ K-GINCOME จึงเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญสำหรับเปิดประตูสู่โลกใหม่แห่งความมั่งคั่ง…”

เขาไม่รอช้าหยิบขุมพลังกองทุน  K-GINCOME เข้ากระเป๋า

“จากศูนย์บัญชาการหลัก..เกจพลังงานของความมั่งคั่งที่ประตูสู่โลกใหม่สว่างขึ้นแล้ว 1 ดวง ยินดีด้วย FUND HUNTER  ภารกิจนายก้าวหน้าไปในระดับหนึ่ง ขอให้อดทนและพยายามรวบรวมขุมพลังกองทุนให้สำเร็จ!”

เสียงจากวิทยุสื่อสารในกระเป๋าสะพายของเขาดังขึ้น

เมื่อได้รับขุมพลังแรกมาเสริมพลังเขาก็มั่นใจและพร้อมแล้วที่จะตามหาขุมพลังชิ้นต่อไป  แต่ก่อนอื่น เขาจะต้องแวะไปที่ธนาคารกสิกรไทย เพื่อเก็บขุมพลังกองทุน K-GINCOME สะสมเข้าพอร์ตก่อน ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500 บาท หรือถ้ามี App K-My Funds ก็สามารถลงทุนสะสมขุมพลังกองทุนได้สะดวกและง่ายขึ้น

** พิเศษวันนี้เมื่อลงทุนในกองทุน K-GINCOME-A (A) และ/หรือ K-GINCOME-A (R) ระหว่างวันที่ 25 ก.ค. – 25 ก.ย. 2562  และคงหน่วยลงทุนถึงวันที่ 25 ก.พ.2563 ยอดลงทุนสุทธิทุก 1,000,000 บาท รับ Cash Back 2,000 บาท (สูงสุด  20,000 บาท/ท่าน) ดูรายละเอียดคลิก https://bit.ly/2NZT6Nl

FUND HUNTER มุ่งหน้าต่อไป

และยังจดจำคำเตือนจากศูนย์บัญชาการหลักที่ย้ำเตือนเขาตลอดว่า

“Overall Rating โดย Morningstar? ข้อมูลวันที่ 30 มิ.ย.62 / กองทุนป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศเนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ / ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต และโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” 

“DOHOME” หนึ่งในผู้นำร้านโมเดิร์นเทรดวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านครบวงจรรายใหญ่ กำลังจะเข้าตลาดหุ้น

DOHOME หรือ บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง และให้บริการด้านวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านแบบครบวงจร เริ่มต้นก่อตั้งธุรกิจสาขาแรกตั้งแต่ปี 2526 ที่ จ.อุบลราชธานี รวมประสบการณ์การทำธุรกิจนานกว่า 36 ปี และตอนนี้ DOHOME พร้อมแล้วที่จะเข้าตลาดหุ้น

ร้านโมเดิร์นเทรดวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านแบบครบวงจร DOHOME จัดเป็น One-stop Home Products Destination ภายใต้แนวคิด “ครบ ถูก ดี…ที่ดูโฮม” โดยมีสินค้าที่ครบครันหลากหลายประเภท หลายรูปแบบ และหลายระดับราคา ครอบคลุมทั้งกลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มวัสดุซ่อมแซม ไปจนถึงกลุ่มวัสดุตกแต่ง ซึ่งสินค้ารวมมากกว่า 135,000 SKUs ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ทำสวน อุปกรณ์และเครื่องมือช่าง ตลอดจนอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน พร้อมบริการที่เกี่ยวข้องครบวงจร เช่น บริการจัดส่งสินค้า บริการประกอบติดตั้ง บริการบำรุงรักษาและซ่อมแซม เป็นต้น

ปัจจุบัน DOHOME มีทั้งหมด 9 สาขา ใน 9 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี นครราชสีมา รังสิต (ปทุมธานี) ขอนแก่น อุดรธานี พระราม 2 (สมุทรสาคร) บางบัวทอง (นนทบุรี) เชียงใหม่ (ลำพูน) และบางนา (ฉะเชิงเทรา) และ 1 ศูนย์กระจายสินค้า (DC) ที่จังหวัดปทุมธานี

สัดส่วนรายได้หลักของบริษัทฯ อ้างอิงจากข้อมูลย้อนหลังปี 2559 – 1Q62 ได้แก่ สินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้างคิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 46 – 49% สินค้ากลุ่มวัสดุซ่อมแซมคิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 35 – 38% และสินค้ากลุ่มวัสดุตกแต่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 15 – 17%

ในแง่ของรายได้และกำไรสุทธิของบริษัทฯ ถือว่าทำออกมาได้น่าสนใจ

รายได้ของบริษัทฯ ในช่วงปี 2559 – 2561 ค่อนข้างอยู่ในระดับคงที่ โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างองค์กรและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้วยทีมงานมืออาชีพ ให้พร้อมต่อการขยายธุรกิจครั้งใหม่ หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ส่วนกำไรสุทธิของบริษัทฯ เติบโตในปี 2559 – 2560 ก่อนจะชะลอตัวในปี 2561 สาเหตุหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง การแข่งขันในอุตสาหกรรมที่รุนแรงขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นสินค้ากลุ่มหลักที่ลดลง อีกทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าใช้จ่ายทางการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขาย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต เช่น การเปิดศูนย์กระจายสินค้า การขยายทีมงานและการเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2562 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิเติบโตจาก 185.63 ล้านบาท ไปเป็น 246.68 ล้านบาท ซึ่งหลังจากระดมทุน นอกจากบริษัทฯ จะนำเงินที่ได้ไปขยายธุรกิจ ลงทุนในระบบ IT และนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในแล้ว บริษัทฯ จะนำเงินส่วนหนึ่งไปชำระหนี้ที่กู้ยืมจากสถาบันการเงิน ดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทฯ จะมีแนวโน้มลดลง และทำให้กำไรสุทธิมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกด้วย

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ

DOHOME ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและจำหน่ายสินค้าภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ (House Brand) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างสูงและมีสัดส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน DOHOME มีสินค้า House Brand มากกว่า 20,000 SKUs (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 2562) ประกอบไปด้วยสินค้าหลากหลายประเภท เช่น เครื่องมือช่าง ฮาร์ดแวร์ ประตู-หน้าต่าง วัสดุปูพื้น-ผนัง และอุปกรณ์ประปา ฯลฯ

การขยายช่องทางการขายเป็นช่องทางในการเติบโตที่สำคัญ

DOHOME วางแผนขยายสาขาทั้งในรูปแบบสาขาขนาดใหญ่ไปยังจังหวัดหัวเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยจะปรับพื้นที่สาขาให้เล็กลง ด้วยการลดพื้นที่คลังสินค้า แต่ยังคงคอนเซ็ปต์ “ครบ ถูก ดี” รวมถึงขยายสาขาขนาดเล็กที่จะเปิดให้บริการในพื้นที่ศูนย์การค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถเข้าไปขยายสาขาในพื้นที่เมือง และเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารายย่อยได้มากขึ้น

นอกจากนี้ DOHOME ยังเตรียมติดตั้งระบบปรับอากาศ (Air Conditioning) ในบริเวณพื้นที่ขายเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า และพิจารณาติดตั้งระบบจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) ในพื้นที่คลังสินค้า เพื่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้จะทำให้บริษัทฯ มีเงินทุนในการเตรียมความพร้อมและสร้างการเติบโตให้แก่ธุรกิจในอนาคต

ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้มีการพัฒนาช่องทางออนไลน์ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าสามารถเข้ามาเลือกชมและสั่งซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยเชื่อมต่อให้ DOHOME สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น ก็ถือว่าเป็นช่องทางที่น่าสนใจ นอกจากนี้ ช่องทางออนไลน์จะช่วยลดต้นทุนในการบริหารสินทรัพย์ จำพวกที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นการเติบโตที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจในยุคปัจจุบัน

หากใครสนใจหุ้นวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน คงจะต้องหยิบ DOHOME ขึ้นมาดูกันเสียหน่อย

เน้นอีกครั้งว่าบทความนี้ไม่ได้มีเจตนาในการชี้นำให้ซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์แต่อย่างใด เพียงแต่สรุปเนื้อหาพื้นฐานของบริษัทฯ เพื่อที่จะให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ และชี้ประเด็นที่น่าสนใจให้กับนักลงทุนได้ ใครสนใจ อย่าลืมทำการบ้านในการศึกษาเพิ่มเติม

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

10 พฤติกรรมต้องเลิก ถ้าอยากเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรวย

1. ยืดเวลาในการเก็บเงินเพื่อการเกษียณออกไปเรื่อยๆ

หลายคนอาจจะเบื่อเวลาที่เราต้องเก็บออมเพื่อเป้าหมายระยะยาว เพราะเหมือนว่ายน้ำแต่ไม่ถึงฝั่งสักที ระยะทางแสนไกลเหลือเกิน หลายคนจึงมักจะถอนเงินที่ต้องเก็บเพื่อใช้ยามเกษียณออกมาใช้

แล้วพอเวลาผ่านไปนานเข้า คุณก็จะเหลือเวลาน้อยลงสำหรับการเก็บออมเพื่อสำรองเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ สุดท้ายคุณก็จะมีเงินเหลือไม่พอใช้

2. จ่ายชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำตลอด

รู้หรือไม่ เมื่อใดก็ตามที่คุณไม่สามารถชำระค่าบัตรเครดิตได้หมดสิ้นและใช้วิธีจ่ายค่าบัตรเครดิตขั้นต่ำตลอดเวลา ทางธนาคารจะคิดค่าดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดหรือ 20% ต่อปีทันทีนับตั้งแต่วันที่เราใช้บัตรเครดิตชำระสินค้า เรื่องนี้ aomMONEY เคยเขียนถึงแล้วครับ ดูได้ที่นี่ https://bit.ly/2HY8jek

ดังนั้น อย่างที่เราเคยแนะนำนะครับ เมื่อใดก็ตามที่จะ.ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้า ให้พึงระลึกว่า คุณต้องมีเงินก้อนนั้นรอชำระปลายเดือนแบบเต็มจำนวนอยู่แล้ว ถ้ายังไม่มี ก็ควรเก็บหอมรอมริบ ดีกว่าเป็นหนี้แล้วต้องเอาเงินไปจ่ายค่าดอกเบี้ยนะครับ

3. ใช้จ่ายเงินมากกว่าที่คุณหามาได้

คุณมีรายได้ทั้งเดือน 20,000 บาท แต่ใช้จริง 25,000 บาท นั่นหมายความว่าคุณใช้จ่ายเกินรายรับต่อเดือนที่คุณมี คนส่วนใหญ่ที่เป็นหนี้ หลายคนใช้เงินมากกว่าที่ตัวเองหาได้ จงใช้เงินในจำนวนที่ต่ำกว่าที่คุณมีหรือหาได้ อย่าใช้เงินให้มากกว่ารายได้ที่คุณมี

4. รอให้มีเงินมากพอ ค่อยคิดได้ว่าควรลงทุน (แล้วเมื่อไรจะมากพอ ?)

หลายคนคิดแล้วคิดอีกไม่กล้าลงทุนเพราะไม่สามารถรับความเสี่ยงได้ แม้การลงทุนมีความเสี่ยง เราก็ควรศึกษาและเลือกลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจและเหมาะกับศักยภาพของตัวเอง เรื่องนี้พี่ต้าร์ กวิน เคยเขียนไว้ DCA ครั้งแรก เริ่มเดือนละเท่าไรดี อ่านได้ที่นี่ครับ https://bit.ly/2CWw9Tz

เริ่มต้นแค่หลักพันบาทก็ได้นะครับ ไม่ต้องรอให้มีเงินเป็นหมื่น เป็นแสน ค่อยๆทำไปครับ เริ่มต้นง่ายๆ ยอดน้อยๆ มีเป้าหมายให้ชัดว่าลงทุนเพื่ออะไร และพยายามอดทนต่อการทำให้ตัวเองบรรลุเป้าหมายนะครับนะ

5. จ่ายค่าสมาชิกหลายสิ่งเป้นรายเดือน จ่ายไปเถอะ แต่ไม่เคยเข้าไปใช้งานเลย

ไม่ว่าจะค่า Netflix, Spotify หรือแม้แต่วารสารต่างประเทศรายเดือน รายปี สารพัด Application ที่คุณจะสามารถหาสมัครได้ด้วยการเสียเงิน แต่ไม่มีเวลาดู ไม่มีเวลาใช้บริการจากสิ่งที่เราเสียเงินเลย

นี่ยังไม่รวมค่า Fitness รายเดือนทั้งหลายที่ตั้งใจจะออกกำลังกาย แต่ก็ทำได้แค่ช่วงเดือนสองเดือนแรก เพราะระยะทางที่จะไปออกกำลังกายแสนไกล เหนื่อยจากงานแล้วต้องมาออกกำลังกายอีก สารพัดข้ออ้างที่เราจะมี

สุดท้ายเราก็เสียตังค์ฟรี สูญเงินเปล่ากับสิ่งที่เราเสียค่าสมาชิกแต่ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จริง เลิกเสียนะครับ อะไรที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน พิจารณาให้ดี ตัดใจเลิกเสียเงิน หรือจะแบ่งเวลาไปใช้บริการมันก็น่าจะดีกว่านะครับ

6. ไม่เคยสนใจทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพเลย (ไม่เคยป้องกันความเสี่ยง ระวังจะเกิดเหตุไม่คาดคิดแบบไม่ทันตั้งตัว)

บางคนอาจจะเฉยๆ กับเรื่องนี้ บางคนกลับคิดว่าเสียเงินทุกเดือน ไม่ได้ใช้บริการเลย เดี๋ยวนะครับ ไม่ได้เจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุนั้นเป็นเรื่องดีอยู่แล้วครับ แต่สิ่งที่เราต้องเข้าใจอย่างหนึ่งก็คือ การทำประกันเป็นการวางเดิมพันความเสี่ยงทางชีวิตและสุขภาพของเราน่ะครับ ว่ามันมีหลักประกันอยู่

หากวันไหนเจ็บป่วยหนักหรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา จะได้มีสิ่งประกันค่าใช้จ่ายที่ช่วยลดความเสี่ยงจากสิ่งที่เราไม่ได้คาดการณ์ไว้ก่อนได้ ช่วยบรรเทาภาระผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง ผู้เชี่ยวชาญของเราเคยเขียนเรื่องนี้ไว้เป็นซีรีส์ยาวๆ เลย ลองอ่านกันดูครับ ซื้อประกันอย่างไรให้ถูกต้องและสบายใจ อ่านครับ https://bit.ly/2K4mPmm

7. จงเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องคิดเลข

ผู้เชี่ยวชาญเขาแนะนำว่า เมื่อคุณเชี่ยวชาญหรือใช้เครื่องคิดเลขเป็น คุณจะคำนวณได้ว่า คุณหาเงินหรือหารายได้ต่อวัน ต่อเดือนเท่าไร คุณมีค่าใช้จ่ายอย่างไร

ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือน หรือค่าใช้จ่ายแบบฉาบฉวย เช่นการซื้อของตามแฟชั่น หรือตามกระแส เป็นต้น ยิ่งคุณคำนวณได้มาก และตั้งใจจะควบคุมค่าใช้จ่ายมากเท่าไร มันจะเป็นตัวช่วยให้คุณสามารถคุมการใช้จ่ายของคุณได้ ที่สำคัญ อย่าลืมจดบันทึกด้วยนะครับ

8. พยายามหลีกเลี่ยงบรรยากาศลบๆ (จมปลักอยู่กับสิ่งแวดล้อมลบๆ)

ไม่ว่าจะเป็นคนรอบกายที่ชอบคิดลบๆ ว่าคุณไม่มีทางออมเงินได้ อย่าลงทุนเลยมันเสี่ยงและสารพัดปัจจัยที่จะทำให้คุณไม่สามารถประสบความสำเร็จทางการเงินได้

พยายามสร้างบรรยากาศและแวดล้อมด้วยสารพัดวิชาความรู้ที่จะทำให้คุณมุ่งไปข้างหน้าเพื่อทำให้ฐานะของคุณรุ่งเรืองเฟื่องฟู มากกว่าจะจมอยู่กับคนที่ทำให้คุณต้องจมปลักอยู่กับซากหนี้และจนต่อไป ด้วยการลากคุณไปซื้อสินค้ามากมายที่ทำให้คุณจนยิ่งขึ้นมากกว่ารวย เป็นต้น

อย่างที่เจ้าของหนังสือตำราในตำนาน “พ่อรวยสอนลูก” เคยพูดไว้น่ะครับ “คนรวยกับคนจนเขาต่างกันตรงที่ พวกเขาใช้เวลากับตัวเองอย่างไร” บางคนทดท้อกับโชคชะตาแล้วก็บ่นอยู่นั่นแหละว่าตัวเองเป็นหนี้ แต่ไม่ยอมหาวิธีปลดหนี้ ขณะที่บางคนมุ่งหาทางแก้ไขหนี้ แค่นี้บรรยากาศที่เราเลือกอยู่ก็เปลี่ยนแล้วครับ

9. พยายามรายล้อมตัวเองไปด้วยคนที่มีความรู้ทางการเงิน (สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักความรู้ทางการเงินเลย)

นี่คือวิธีทางลัดแบบง่ายๆ ที่จะทำให้คุณคุ้นเคยกับบรรยากาศโค้ชความรู้ทางการเงิน คุณอาจจะต้องจ้างที่ปรึกษาทางการเงิน อันนี้ง่ายที่สุดแต่ต้องจ่ายเงินตอบแทนเพื่อแลกความรู้

อีกทางก็คือการเป็นเพื่อนกับผู้เชี่ยวชาญทางการเงินเสียเพราะมันทำให้คุณเรียนรู้วิธีคิดทางการเงินแบบอ้อมๆ

หรือจะอ่านความรู้ทางการเงินบ่อยๆเพื่อเป็นการฝึกตัวเองไปในตัวก็ได้ครับ วิธีนี้เติมความรู้ให้ตัวเองช้าหน่อยเพราะไม่มีคนมาคอยแนะนำ แต่เราได้เรียนรู้จริง ทางไหนก็ได้ครับที่ทำให้คุณได้เรียนรู้ พอรู้มาก เราก็ลงมือทำได้ง่ายมากขึ้น

10. จงพิจารณาค่าใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ (สำหรับผู้ที่ละเลี่ยงการเรียนรู้การใช้จ่ายเงิน)

ทั้งสิบข้อที่ว่ามา มีการพูดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายถึง 4 ข้อ และข้อนี้เป็นข้อที่ 5 ครับ สิ่งที่สำคัญมากๆ ที่ทำให้คนรวยแตกต่างกับคนจนคือการใช้จ่าย คนรวยหลายคนเลือกใช้จ่ายเพื่อให้เงินในกระเป๋าตังค์เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับคนจนหลายคนที่ใช้จ่ายเงินที่ยิ่งทำให้ตัวเองจนลงเข้าไปอีก

เราไม่ได้เหมารวมว่าฐานะรวยหรือจนมีการใช้จ่ายแบบใดแบบเดียวนะครับ แต่เราอยากให้คุณจงระมัดระวังค่าใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ลองหยิบ 10 ข้อนี้ไปพิจารณาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงนะครับ ค่อยๆ เปลี่ยน เดี๋ยวก็ปรับได้เองนะ สู้ๆ ครับ

ที่มา

CNBC https://cnb.cx/2JPbiY5
การจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ https://bit.ly/2HY8jek
DCA ครั้งแรก เริ่มเดือนละเท่าไรดี https://bit.ly/2CWw9Tz
ซื้อประกันอย่างไรให้ถูกต้องและสบายใจ https://bit.ly/2K4mPmm
7 พฤติกรรมที่ทำให้คุณรวย https://bit.ly/2VhvmDI

aomMONEY เปิดรับนิสิต นักศึกษาฝึกงาน สนใจส่ง email มาสมัครพร้อม resume แนะนำตัวได้ที่ [email protected] ครับ อ่านรายละเอียดทุกตำแหน่งฝึกงานได้ที่นี่ https://bit.ly/2IZ6P2z

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save