“5 เรื่องการเงินที่คนรุ่นใหม่ควรทำ” จากประสบการณ์คนวัย 60++

วันที่ 26 มี.ค. อภินิหารเงินออมมีโอกาสได้เข้าร่วมงานวันสถาปนาจุฬาฯ ครบรอบ 102 ปี จัดที่สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ อยู่บริเวณคูเมือง ถ.บุญเรืองฤทธิ์ (ถ้าใครเป็นศิษย์เก่าจุฬาฯ มาเจอกันที่นี่ได้นะจ๊ะ)

ผู้เข้าร่วมงานร้อยละ 90% เป็นผู้ที่มีชั่วโมงบินสูงม๊าก ผ่านร้อน ผ่านหนาวมามากกว่า 60 ปี เราก็อยากรู้ว่าแต่ละท่านมีวิธีจัดการเงินอย่างไรเพื่อให้มีเหลือกินเหลือใช้ในวัยเกษียณ มีเวลาสัมภาษณ์น้อย เราก็เลือกที่จะถามสั้นๆว่า “ข้อคิดเรื่องการเงิน 1 ข้อ ที่ต้องการบอกเด็กรุ่นใหม่”  รวบรวมได้ 5 ท่าน สรุปออกมาสั้นๆในเครื่องหมาย “….” พร้อมกับความคิดเห็นส่วนตัวของอภินิหารเงินออมที่ด้านล่างนะจ๊ะ  

5 เรื่องการเงินที่คนรุ่นใหม่ควรทำ

เรื่องที่ 1 การแบ่งเงิน

“ควรแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วน คือ ออมเงิน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 

ให้พ่อแม่และการออกสังคม (เช่น การบริจาค การไปงานต่างๆ)

จะแบ่งส่วนละกี่ % ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละคน”

ความคิดเห็นส่วนตัว 

ร่างกายแต่ละส่วนของเรามีหน้าที่ของตัวเอง เช่น ตามองเห็นอาหาร มือมีหน้าที่หยิบอาหารเข้าปาก ลำไส้มีหน้าที่บดอาหาร ของเหลือก็ออกมาทางทวารหนัก เรื่องการเงินก็เช่นกัน เงินแต่ละก้อนก็มีหน้าที่ของตัวเอง วิธีทำ คือ ได้รับเงินมาแล้วแบ่งออกมาว่าจะใช้เงินก้อนนี้ทำอะไรบ้าง เพราะการแยกเงินออกเป็นส่วนๆ ทำให้เรารู้ว่าแต่ละเดือนเหลือใช้จ่ายจริงๆได้เท่าไหร่นะจ๊ะ

เรื่องที่ 2 วินัยเรื่องการใช้จ่าย

“รายจ่ายสำคัญกว่ารายได้ เพราะปัจจุบันรายได้หาง่าย มีหลายช่องทาง 

ถ้าเราไม่มีวินัยใช้จ่าย แม้ว่าหาเงินได้มากแค่ไหน แต่เก็บเงินไว้ไม่ได้ ชีวิตจะลำบาก

เพราะไม่มีใครดูแลเราได้ไปตลอดชีวิต สุดท้ายเราก็ต้องดูแลตัวเอง ”

ความคิดเห็นส่วนตัว

ถ้าเราเทน้ำใส่โอ่งที่มีรอยร้าว น้ำซึมออกตลอดเวลา ขยันเทลงไปเท่าไหร่ น้ำก็ไม่เต็มโอ่งสักที โอ่งที่รั่วก็เหมือนการใช้จ่ายแบบไม่มีวินัย แต่ถ้าเราปิดรอยรั่วของโอ่ง โดยการปรับนิสัยการใช้จ่าย เข้มงวดกับเงินที่ออกจากระเป๋าก็จะทำให้เรามีเงินเหลือเก็บมากขึ้นนะจ๊ะ

เรื่องที่ 3 สอนเรื่องการเงิน

“เรื่องการเงินควรสอนตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะเรื่องการออมเงินที่พ่อแม่ควรทำเป็นตัวอย่าง 

เมื่อลูกโตขึ้นก็สอนเรื่องการใช้เงินว่าควรแบ่งเก็บ แบ่งใช้อย่างไร”

ความคิดเห็นส่วนตัว

ในอนาคตสื่อรอบตัวจะมีแต่เรื่องที่ทำให้เราต้องเสียเงิน พยายามทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างล้วนจำเป็นกับชีวิตของเรา แต่ถ้าถึงจุดที่รายจ่ายวิ่งแซงรายได้ ใช้เงินแบบขาดสติก็จะทำให้ชีวิตพังได้ การสอนและปลูกฝังแนวคิดเรื่องการเงินที่ถูกต้องตั้งแต่เด็ก เมื่อเด็กเติบโตขึ้น ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักวิธีใช้เงิน

เรื่องที่ 4 การออมเงิน

“การออมเงินสำคัญมาก เพราะอนาคตมีเรื่องที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นเยอะ

ถ้ามีเงินออมเก็บไว้จิตใจจะได้ไม่ว้าวุ่น แล้วถ้ามีโอกาสการลงทุนอะไรผ่านเข้ามา

เราจะได้นำเงินออมก้อนนี้ไปลงทุนได้ทันเวลา” 

ความคิดเห็นส่วนตัว

ชีวิตเรามีแต่ความไม่แน่นอน เช่น การเจ็บป่วย อุบัติเหตุ เสียชีวิต ธุรกิจพังเพราะไฟไหม้ ฯลฯ เมื่อไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตของเราบ้าง การมีเงินออมเก็บไว้อุ่นใจที่สุด เพราะจิตใจเราสงบ ไม่เครียดและมีเวลาคิดว่าจะทำอะไรต่อไป หรือถ้ามีโอกาสดีๆผ่านเข้ามาจะได้รีบคว้าไว้ เช่น ที่ดินที่เคยเล็งไว้ ตอนนี้เจ้าของที่ดินเดือดร้อนเรื่องเงิน รีบปล่อยขาย เรามีเงินออมเก็บไว้ได้จังหวะก็เข้าซื้อทันที 

เรื่องที่ 5 ลงมือทำทันที

“รายได้เข้ามาแล้วออมเงินทันที 10 – 20% ของรายได้”

ความคิดเห็นส่วนตัว

การลงมือทำสำคัญที่สุด เราจะออมเงินเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับภาระของแต่ละคน ถ้ามีภาระรายจ่ายมาก มีหนี้สินเยอะ อาจจะออมเงินได้น้อย (เช่น วันละ 20 บาทหรือหยอดกระปุกออมสิน) แต่ถ้ามีภาระรายจ่ายน้อย ส่วนใหญ่กินอยู่กับที่บ้าน เป็นโอกาสดีที่ทำให้เราเก็บเงินไปตั้งตัวได้มากขึ้น ซึ่งบางคนออมได้ 50% ของรายได้ ไม่ว่าจะมีเงินมากหรือน้อยก็ต้องออมเงินนะจ๊ะ

ถ้าหิวก็ต้องกิน ถ้าป่วยก็ต้องนอนพักผ่อน ทุกอย่างอยู่ที่การลงมือทำ เรื่องการเงินก็เช่นกัน แนวคิดที่ดีต้องลงมือทำ มันถึงจะได้ผล อภินิหารเงินออมหวังว่าแนวคิดเหล่านี้ผู้อ่านจะนำไปปรับใช้กับตัวเองได้เยอะมากเลยนะจ๊ะ ได้ผลยังไงอัพเดทให้ฟังกันที่เพจอภินิหารเงินออมบ้างนะจ๊ะ 

สุดท้ายนี้กราบขอพระขอบคุณแนวคิดของผู้ใหญ่ใจดี 5 ท่าน ที่สละเวลามาให้สัมภาษณ์นะคะ ^^

  • รศ.สมพร  ภูติยานันท์ อายุ 75 ปี

  • คุณธนานต์  บุญเสรฐ อายุ 72 ปี

  • คุณสุริโย  ประสาทบัณฑิตย์ อายุ 62 ปี

  • คุณโช้ต อายุ 67 ปี

  • คุณเปี่ยมสุข  จันทรัตน์ อายุ 74 ปี

เปลี่ยนพอร์ตเงินออมมาลงทุนแนวใหม่ กับ Best Western Carapace Huahin การันตีผลตอบแทน 5% 5ปี

ปัจจุบัน การลงทุนมีความหลากหลาย ผู้ลงทุนมีตัวเลือกให้ตัดสินใจได้มากมาย ทั้งในรูปแบบการลงทุนในตราสารทุน เช่น หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ รวมไปถึงใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant หรือ DW) การลงทุนในเงินฝากที่มีหลากหลายประเภท การลงทุนในตราสารหนี้ไปจนถึงระดับสูง ตลอดจนการลงทุนในกองทุนรวม  เช่น การลงทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมหุ้น อีทีเอฟหุ้น เป็นต้น

รวมถึงการลงทุนประเภทอื่นๆเช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่แบ่งเป็น 2 ประเภท คือการลงทุนโดยตรง คือการซื้อเพื่อปล่อยเช่า ไม่ว่าจะเป็น บ้านเช่า ห้องเช่า โกดังสินค้าให้เช่า หรือการซื้อเพื่อเก็งกำไร คือการลงทุนเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคาซื้อกับราคาขาย โดยซื้ออสังหาริมทรัพย์ในราคาที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดยคาดการณ์ว่าจะมีราคาสูงขึ้นในอนาคต และการลงทุนโดยอ้อม คือการลงทุนผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ในรูปแบบของ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนรูปแบบใหม่อีก ซึ่งเรียกว่าการลงทุนแบบ Investment Property 

การลงทุนแนวใหม่แบบ Investment Property คืออะไร ?

การลงทุนแบบ Investment Property คือ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย คือผู้ลงทุน ผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ และผู้พัฒนา

โดยผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และนำอสังหาริมทรัพย์มาขายแก่ผู้ลงทุน ซึ่งผู้พัฒนาจะได้กำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ จากนั้น จะมีผู้บริหารที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการจัดการช่วยบริหารสินทรัพย์นี้ให้แก่นักลงทุน เขาจะได้ค่าตอบแทนในส่วนของการบริหารจัดการ และจะช่วยดูแลในส่วนนี้ โดยนำรายได้หักค่าใช้จ่ายส่งคืนกลับไปยังนักลงทุน ในส่วนของนักลงทุนก็จะได้รับผลตอบแทนหลังการบริหารสินทรัพย์

ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์

คือ องค์กรหนึ่ง + สำรวจทำเลที่ตั้ง ลงทุนสร้างอสังหาริมทรัพย์ คอนโด + นำเสนอต่อนักลงทุน – กำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์ = ผลตอบแทนของผู้พัฒนาฯ

นักลงทุน

คือ บุคคลผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ – ค่าใช้จ่ายจากผู้บริหารที่เชี่ยวชาญในการจัดการ = ผลตอบแทนหลังการบริหารสินทรัพย์

ผู้บริหารจัดการ

คือ ผู้คอยดูแลบริหารจัดการสินทรัพย์ทั้งในส่วนของการดูแลลูกค้า บริหารจัดการทุกอย่าง – ค่าบริหารจัดการ = ได้รับค่าตอบแทนจากการบริหารสินทรัพย์

รู้จักกับ “Carapace Huahin” มีความน่าสนใจอย่างไร

CARAPACE HUAHIN ตั้งอยู่ที่เขาเต่า หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเขาเต่านั้นเดิมเคยเป็นเพียงหมู่บ้านขนาดเล็ก ห่างจากหัวหินไปทางทิศใต้ราว 12 กิโลเมตร โดยหลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จเยือนพื้นที่และทรงเห็นความยากลำบากของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ที่อยู่กันอย่างหนาแน่นแต่ขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภค ช่วงน้ำทะเลขึ้น ทำให้น้ำทะเลไหลเข้าท่วมพื้นที่เกษตรได้

หลังจากราษฎรรวมตัวกันน้อมเกล้าฯถวายที่ดินจำนวน 300 ไร่ จึงมีพระราชดำริให้มอบทรัพย์ส่วนพระองค์ส่วนหนึ่งให้กรมชลประทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่าในปี 2505 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หมู่บ้านเขาเต่าจึงค่อยๆ เจริญขึ้นตามลำดับ

ที่อ่างเก็บน้ำเขาเต่านี้ยังมีการสร้างพลับพลาเพื่อประดิษฐานพระบรมรูป “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ซึ่งตั้งอยู่กลางอ่างเก็บน้ำด้วย ที่หมู่บ้านเขาเต่านี้ผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงเรือเล็กกัน

สถิติการท่องเที่ยวหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์นั้นมีคนเข้ามาเที่ยวชมเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ 

ปี 2012 มีนักท่องเที่ยวทั้งที่มาจากชาวต่างประเทศและชาวไทย จำนวน 3,936,485 ล้านราย

ปี 2013 นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 4,417,025 ล้านราย

ปี 2014 นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 4,660,994 ล้านราย

ปี 2015 นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 4,835,371 ล้านราย

ปี 2016 นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 4,979,804 ล้านราย

ปี 2017 นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 5,895,143 ล้านราย

  • การลงทุนกับ Carapace Huahin นี้ การันตีผลตอบแทน 5% ยาวนาน 5 ปี และยังฟรีค่าส่วนกลางยาวนาน 5 ปี อีกด้วย เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจในการลงทุนและสนใจบ้านพักตากอากาศ 
  • ทีมบริหารจัดการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นแบรนด์ดังระดับโลก Best Western ให้บริการมาอย่างยาวนาน 70 ปี มีความพร้อมในการให้บริการแก่นักเดินทางทุกประเภท ทุกรูปแบบ ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจากหลากหลายสถาบันแก่แบรนด์ Best Western ทั้ง Business Travel News ในฐานะโรงแรมธุรกิจอันดับหนึ่ง เป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน ทั้ง Dynatrace Best of the Web gold จำนวน 7 รางวัล และยังได้สร้างสถิติใหม่สำหรับจำนวนโรงแรมที่ได้รับรางวัล Certificate of Excellence จาก the Trip Advisor ด้วย

ทำเลทอง จุดเชื่อมโยงของเมืองสู่เมืองและความเชื่อมโยงระดับประเทศ ไทยเชื่อมโยงจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์กับเมืองมะริด ประเทศเมียนมาร์ ที่มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวภายใน 2-3 ปีข้างหน้าและถือเป็นทำเลทองที่ดึงดูดให้นักลงทุนให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องและยังเป็นโรงแรมที่มีพื้นที่ติดทะเลที่สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ในราคาที่ไม่สูงมากเกินไป อยู่ที่ 1.99 ล้านบาท

รายละเอียดโครงการ

การลงทุนกับ Carapace Huahin นั้นมีพื้นที่รวมประมาณ 10 ไร่ 536 ยูนิต มีทั้งหมด 6 อาคาร 2 โซน แบ่งเป็นโซนสำหรับผู้อยู่อาศัยและโซนสำหรับผู้ลงทุน

ทำเลที่ตั้ง

โซน A: สำหรับผู้อยู่อาศัย ตึก Low rise 4 ชั้น

A1 (44 ยูนิต) และ A2 (44 ยูนิต) ขนาดห้องเท่ากับ 28-40 ตารางเมตร

A3 (38 ยูนิต) ขนาดห้อง 24 – 54 ตารางเมตร

โซน B: สำหรับผู้ลงทุนที่มีการบริหารแบบโรงแรม การันตีผลตอบแทน 5% ยาวนาน 5 ปี

B1 (133 ยูนิต), B2 (161 ยูนิต) ตึก Low rise 7 ชั้น ขนาดห้องเท่ากับ 26 – 43 ตารางเมตร

B3 (116 ยูนิต) ตึก Low rise 8 ชั้น ขนาดห้องเท่ากับ 25 – 50 ตารางเมตร

รูปแบบห้อง

ขนาด 1 – 2 ห้องนอน

ขนาด 25 – 54 ตารางเมตร

พื้นที่ใกล้เคียงที่น่าสนใจ สามารถใช้ระยะเวลาเดินทางในระยะสั้นสุดเพียง 2 นาที หรือประมาณ 750 เมตร และไกลสุดเพียง 12.5 กิโลเมตรซึ่งใช้ระยะเวลาเดินทางโดยรถยนต์เพียง 18 นาทีเท่านั้น (*สถานที่เรียงตามลำดับจากระยะทางใกล้สุดไปไกลสุด)

  • ศูนย์หัตถกรรม บ้านเขาเต่า ระยะทาง 750 เมตร ระยะเวลาเดินทาง 2 นาที
  • อ่างเก็บน้ำเขาเต่า ระยะทาง 1.3 กิโลเมตร ระยะเวลาเดินทาง 3 นาที
  • หาดเขาเต่า ระยะทาง 1.5 กิโลเมตร ระยะเวลาเดินทาง 5 นาที
  • วัดถ้ำเขาเต่า ระยะทาง 1.7 กิโลเมตร ระยะเวลาเดินทาง 6 นาที
  • สถานีรถไฟชุมทางเขาเต่า ระยะทาง 1.8 กิโลเมตร ระยะเวลาเดินทาง 6 นาที
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร ระยะเวลาเดินทาง 6 นาที
  • สวนสนประดิพัทธ์ ระยะทาง 4.5 กิโลเมตร ระยะเวลาเดินทาง 7 นาที
  • อุทยานราชภักดิ์ ระยะทาง 6 กิโลเมตร ระยะเวลาเดินทาง 8 นาที
  • เขาตะเกียบ ระยะทาง 8 กิโลเมตร ระยะเวลาเดินทาง 13 นาที
  • สวนน้ำวานา นานา ระยะทาง 8.2 กิโลเมตร ระยะเวลาเดินทาง 13 นาที
  • ห้าง Bluport ระยะทาง 11.1 กิโลเมตร ระยะเวลาเดินทาง 13 นาที
  • ห้าง Market Village ระยะทาง 12.5 กิโลเมตร ระยะเวลาเดินทาง 18 นาที

สรุปมุมมองและความน่าสนใจในด้านการลงทุน

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ถือเป็นทำเลทองที่เป็นที่ตั้งที่มีความเชื่อมโยงธุรกิจโลจิสติกส์ มีแนวโน้มของพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ดีระหว่าง 2 ประเทศ ไทย-เมียนมาร์ซึ่งถือเป็นขุมทองของคนยุคนี้และในอนาคต ความเชื่อมโยงจากเส้นทางมะริด – มูด่อง ด่านสิงขร – บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ถือเป็นจุดเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาพตะวันออก (EEC) และภูมิภาคอื่นๆ ของไทยที่น่าสนใจและมีความโดดเด่น พื้นที่เขาเต่าก็เป็นพื้นที่ซึ่งมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวจำนวนมากและมีขนาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ผลตอบแทนที่ Carapace Huahin การันตีไว้ในสัดส่วน 5% ยาวนาน 5 ปี สำหรับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ก็ถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจและหาได้ค่อนข้างยากสำหรับระยะเวลาที่ยาวนานเช่นนี้ กอปรกับการมีผู้บริหารที่เชี่ยวชาญระดับโลกคอยดูแลจัดการให้ ก็ทำให้ผู้ลงทุนที่สนใจจะลงทุนผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีและไม่ต้องการลงทุนเม็ดเงินในจำนวนมากเกินไป ความเสี่ยงไม่สูงมากไป แถมยังฟรีค่าส่วนการ 5 ปีพร้อมรับสิทธ์ เข้าพัก 15วัน/ปี ตลอดอายุสัญญาบริหารโครงการด้วย

ผลตอบแทนก็ไม่ผันผวนจนเกินไปก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย การจะได้เป็นเจ้าของโรงแรมริมทะเลในราคา 1.99 ล้านบาทก็เป็นตัวเลือกที่ดีพอสมควร อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนมาก เช่น Water park สระว่ายน้ำ และสวนต่างๆ รอบโครงการ ก็เป็นบรรยากาศที่ร่มรื่นและเหมาะสำหรับคนที่ชอบการพักผ่อนให้คลายความเหนื่อยล้า

หากใครสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.carapacehuahin.com

หรือติดต่อทางเฟสบุค https://www.facebook.com/carapacehuahin/

หรือสอบถามได้ที่ 086-996- 6662 และ 086-996-6663

บทความนี้เป็น Advertorial

“Resume” ออกแบบได้ฟรี! ดีไซน์ไม่เป็นก็ทำออกมาสวยได้ ด้วย 4 เว็บไซต์นี้

“Resume” หรือเอกสารข้อมูลส่วนตัว คือเอกสารสำคัญในการสมัครงาน ซึ่งเป็นที่รวบรวมข้อมูลส่วนตัว และยังเป็นที่แรกที่บริษัทจะได้เห็นเรา และได้รู้ว่าเราจบอะไรมา ทำอะไรได้ มีประสบการณ์การทำงานแบบไหน

แต่ในขณะเดียวกันปัญหาหนึ่งที่มักแก้กันไม่ตกคือ จะจัดหน้าเรซูเม่อย่างไร หรือต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง นอกจากนี้การออกแบบยังเป็นเรื่องยุ่งยาก และกินเวลา

อีกวิธีหนึ่งในการทำ Resume ที่มีคุณภาพได้อย่างง่ายๆ และไม่ใช้เวลามากมายคือเว็บไซต์ Resume สำเร็จรูป

และนี่คือ 4 เว็บไซต์ที่จะช่วยให้คุณทำเรซูเม่ได้อย่างง่ายดาย

Canva

Canva คือเว็บไซต์ทำและออกแบบเรซูเม่ ซึ่งรวบรวม Template ไว้กว่าร้อยแบบ รวมถึงฟอนต์ที่หลากหลาย ผู้ใช้สามารถออกแบบเองได้ เพียงเข้าไปกรอกข้อมูล และเลือกรูปแบบที่ชอบ และฟอนต์ที่ถูกใจ แล้วสามารถดาวน์โหลดไฟล์ Resume ที่เสร็จแล้วได้เลย

Hloom

นอกจากการจัดหน้า และวางรูปแบบ Resume แล้ว Hloom ยังช่วยนำเสนอรูปแบบประโยคเพื่อช่วยให้ผู้ใช้นำเสนอทักษะ หรือประวัติต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Novoresume

Novoresume เป็นเว็บทำ Resume ที่ให้ความสำคัญกับความครบถ้วนของข้อมูล ซึ่งตัวระบบยังมีการแนะนำระหว่างการใส่ข้อมูลว่าผู้ใช้ยังขาดข้อมูลสำคัญอะไรอยู่บ้าง และยังมีวิธีการนำเสนอทักษะที่หลากหลาย นอกจากนี้ผู้ช้เพียงกรอกข้อมูลแค่รอบเดียว ระบบก็สามารถจัดเรียงวางให้ในเทมเพลตหลายรูปแบบโดยอัตโนมัติ

Resume.com

จัดได้ว่าเป็นเว็บไซต์ทำ Resume ที่ใช้งานง่ายที่สุดเว็บหนึ่ง ตัวเว็บไซต์เข้าใจได้ง่าย และยังมี Template ให้เลือกตามจุดประสงค์ และยังมีตัวอย่างของ Resume สำหรับบางอาชีพ เพื่อให้ผู้ใช้รู้ว่าอาชีพที่ต้องการยื่นสมัครงานควรนำเสนอข้อมูลใดบ้าง นอกจากนี้ตัวเว็บไซต์ยังสามารถอัพโหลด Resume ขึ้น Likedin แพลตฟอร์มหางานขนาดใหญ่ได้โดยตรง

เขียนโดย S.siravich

◤ = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

???? ชอบกด Like โดนใจ กด Share

และอย่าลืม ✅ See First

เพื่อที่จะได้ไม่พลาดข่าวสารใหม่ ๆ ก่อนใคร

= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ◢

ติดตามความรู้ทางการเงินในช่องทางอื่นๆ ได้ที่

???? aommoney.rabbitstaging.com

https://www.youtube.com/AommoneyTH

https://www.blockdit.com/aommoney

???? กลุ่มกองทุนไหนดี https://bit.ly/3aOjgMl

สนใจโฆษณาติดต่อ :

???? Tel: 088-099-9875 (แน้ม)

???? Email: [email protected]

5 ข้อควรรู้ก่อนเริ่มต้นซื้อกองทุน

สวัสดีครับกลับมาเจอกันอีกครั้งกับผม หมอนัท คลินิกกองทุน เองครับ ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ผมมักจะได้คำถามจากนักลงทุนที่ถามเข้ามาในเพจมากมาย ส่วนใหญ่ยังคงเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ที่เริ่มมีเงินเก็บสะสม และอยากเริ่มต้นลงทุนครับ ดังนั้น มักจะเป็นเรื่องของการเริ่มต้นการลงทุนในกองทุนรวม และคนที่เข้ามาถามคำถามนี้ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

เมื่อมีคำถามเข้ามาเยอะแบบนี้ ผมคิดว่าการเริ่มต้นที่ถูกต้องย่อมมีความสำคัญ ดังนั้น หากใครที่เป็นนักลงทุนมือใหม่ หรือว่าอาจจะเป็นมือเก๋าแต่อยากทบทวนแนวคิดการลงทุนในกองทุนรวมแล้วละก็ ตามผมมาครับ บทความนี้มีสิ่งที่หลายๆ คนถามหาอยู่แน่นอนครับ

ก่อนอื่นเรามาดูกันนะครับว่าจะลงทุนกับกองทุนนั้นต้องคิด และทำอะไรบ้าง มีอะไรที่ต้องเตรียมพร้อม ซึ่งผมคิดว่าถ้าทำเป็น 5 ขั้นตอนนักลงทุนก็น่าจะจำได้มากขึ้นครับ ใครที่เพิ่งเริ่มต้นทำตามนี้ได้เลยนะครับ

1. ซื้อกองทุนแบบไหนให้เหมาะกับเรา

การลงทุนนั้นเหมือนกับการเดินทางไกล ต้องมีการเตรียมของให้พร้อมก่อน ไม่งั้นก็เหมือนกับการไปตายเอาดาบหน้า ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีแน่นอนครับ และที่สำคัญต้องมีพาหนะที่เหมาะสมกับการเดินทางด้วย เพราะการเลือกพาหนะผิดจะทำให้เราถึงเป้าหมายช้า หรือบางครั้งก็อาจจะไม่มีทางไปถึงก็เป็นไปได้ครับ เหมือนกับการขี่จักรยานไปต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่การนั่งเครื่องบินจะทำให้ถึงเร็วกว่า

ซึ่งในอันดับแรกหากใครต้องการเดินทางในเส้นทางการลงทุนนี้ เราก็ต้องมีการตรวจเช็คตัวเองก่อนเริ่มลงทุนครับว่าเรามีเงินเหลือพอไหม เงินก้อนนี้ปลอดภาระใด ๆ รึเปล่า พร้อมจะลงทุนที่อาจจะต้องใช้เวลาในการลงทุนพอสมควร เพราะว่าบางครั้งการลงทุนต้องอาศัยเวลาเป็นปี ๆ เพื่อให้การลงทุนนั้นถึงเป้าหมาย รวมถึงเราสามารถที่จะลงทุนรายเดือนได้หรือไม่

เนื่องจากการลงทุนเป็นประจำนอกจากจะลดความเสี่ยงแล้ว ก็จะทำให้เราถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นครับ หากเราไม่ได้เตรียมเงินไว้ ก็เหมือนกับการที่เรามีรถขับ แต่ไม่มีน้ำมัน ทำให้เราเดินทางไกลไม่ได้นั่นเองครับ

ถัดมาคือ นักลงทุนเองก็ต้องเข้าใจว่ากองทุนคืออะไร มีกี่ประเภท เนื่องจากแต่ละประเภทนั้น มีความสามารถในการทำให้เงินงอกเงยและมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ต่างกันครับ เช่นกองทุนหุ้นก็จะเหมาะกับเป้าหมายระยะยาวมากกว่า 5-7 ปีขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี แต่ก็มีความเสี่ยงเยอะไปด้วยครับ ส่วนบางกองทุนความเสี่ยงต่ำมาก เหมาะกับการเก็บเงินในระยะสั้น หรือว่าเป็นที่เก็บเงินฉุกเฉิน ตัวอย่างก็เช่นกองทุนรวมตลาดเงิน และ กองทุนตราสารหนี้นั่นเองครับ

เมื่อเลือกกองทุนที่น่าจะเหมาะกับเป้าหมายเราได้แล้ว เราก็จะมาเลือกกองทุนที่ดีกันครับ ซึ่งส่วนใหญ่ผมแนะนำว่าให้เลือกจากระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จากนั้นไปดูที่นโยบายการลงทุนของกองทุนครับว่าเหมาะกับเราไหม และสุดท้ายนักลงทุนเองก็ควรที่จะพิจารณาค่าธรรมเนียมในการซื้อกองทุนด้วยนะครับ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ก็ควรไม่แพงจนเกินไป หรือพูดง่าย ๆ ว่าคุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้รับ

คราวนี้ถ้าเราได้กองทุนที่ถูกเป้าหมายถูกใจ แล้ว มาดูกันต่อครับว่าจะเริ่มซื้อกองทุนได้อย่างไร

2. ขั้นตอนในการซื้อกองทุน

เมื่อเราเดินเข้าไปในธนาคาร เจ้าหน้าที่ ธนาคารแนะนำตัวเองหรือแสดงบัตร IC เพื่อให้ลูกค้าทราบว่ากำลังคุยกับพนักงานที่มีใบอนุญาต

จากนั้น ก็จะสอบถามรายละเอียดต่าง ๆ จากเราโดยส่วนใหญ่ก็จะเหมือนกับข้อแรกคือ เราจะลงทุนเพราะอะไร เป้าหมายคืออะไร และรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน เงินก้อนนี้เป็นเงินที่พร้อมลงทุน พร้อมที่จะรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นจากเงินฝากปกติหรือไม่ครับ โดยจะเป็นแบบประเมินที่เราเรียกว่า “Suitability Test” นั่นเองครับ เพื่อให้ ทราบระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้

พอได้ข้อมูลเป้าหมาย และ ความเสี่ยงจากเรา เจ้าหน้าที่จะแนะนำกองทุนที่เหมาะกับเราตามคะแนนความเสี่ยงได้จากแบบประเมิน ซึ่งอาจจะเป็นกองทุนเดี่ยว ๆ บ้าง หรือบางครั้งก็มาเป็นพอร์ตการลงทุนเลยก็ได้ คือมีกองทุนหลาย ๆ กองจัดมาเป็นชุด “Happy Meal” ตามระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้

คราวนี้หากเราสนใจกองทุน หรือ ชุด Happy Meal ที่เขาเสนอมา ทางเจ้าหน้าที่ก็จะให้เอกสาร Fund Factsheet (หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญของกองทุน) เพื่อให้เราอ่านรายละเอียดของกองทุนอีกครั้ง เพื่อความมั่นใจครับ จังหวะนี้แหละครับที่นักลงทุนสามารถถามรายละเอียดกองทุน และ แนวคิดการลงทุนของกองทุนที่ทางเจ้าหน้าที่แนะนำมาได้ครับ

ยิ่งถามละเอียดเท่าไหร่ก็ยิ่งดีนะครับ เนื่องจากบางกองทุนมีแนวคิดการลงทุนที่ไม่เหมือนกัน เช่น บางกองทุนไปลงทุนในหุ้นบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีความมั่นคง แต่อาจจะเติบโตช้ากว่า อีกกองทุนที่เลือกหุ้นบริษัทขนาดเล็กที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงก็เป็นไปได้ แต่ว่ากองทุนหุ้นเล็กเองก็มีความเสี่ยง หรือความผันผวนที่สูงกว่าครับ อันนี้นักลงทุนเองต้องเป็นคนตัดสินใจจากข้อมูลใน Fund Fact Sheet และคำแนะนำเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่เองนะคร้าบ

จากนั้นเราต้องเซ็นเอกสารต่าง ๆ ดังนี้ครับ

1. แบบฟอร์ม “Suitability Test” (ตามที่ได้กล่าวข้างต้น)

2. ใบคำขอเปิดบัญชีกองทุน

3. แบบแจ้งสถานะความเป็นบุคคลอเมริกัน/ไม่เป็นอเมริกัน (FATCA) – บุคคลธรรมดา

4. ใบคำสั่งซื้อ

5. แบบแสดงคุณสมบัติการเป็นผู้ลงทุนประเภท “ผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อยและผู้มีเงินลงทุนสูง” และลงนามรับทราบความเสี่ยง สำหรับการทำรายการซื้อ และสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน เฉพาะกองทุนรวมที่เสนอขายต่อผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อยและผู้มีเงินลงทุนสูงเท่านั้น (ถ้ามี)

6. แบบฟอร์มสำหรับการทำรายการซื้อหน่วยลงทุนประเภทสิทธิประโยชน์ทางภาษี (ถ้ามี)

7. แบบฟอร์มการประเมินความรู้ความสามารถในการลงทุน (knowledge assessment) สำหรับการลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อน (ถ้ามี)

8. ใบคำขอออกสมุดบัญชีแสดงสิทธิในหน่วยลงทุน (สำหรับ บลจ. LH Fund เท่านั้น)

กว่าจะกรอกเสร็จเล่นเอาเหนื่อยเลยใช่ไหมครับ แม้ว่าเอกสารจะเยอะไปหน่อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความปลอดภัยของนักลงทุน และเพื่อให้ได้กองทุนที่เหมาะสมกับเรานะครับ

“แต่นักลงทุนครับ ซื้อกองทุนเสร็จก็อย่าเพิ่งเดินตัวปลิวออกมานะครับ”

3. ก่อนกลับเช็คเอกสารให้ครบถ้วน

สิ่งที่นักลงทุนจะได้ติดมือกลับมาจากการซื้อกองทุนที่เราเลือกมาแล้วเป็นอย่างดีก็คือ

  1. Fund Factsheet (หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ กองทุนที่ลูกค้าประสงค์จะลงทุน)
  2. สำเนาใบคำสั่งซื้อหน่วยลงทุน
  3. ใบบันทึกรายการ
  4. สมุดบัญชีแสดงสิทธิ ซึ่งเดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยได้เห็นสมุดบัญชีแบบนี้เราเท่าไหร่นัก เพราะว่ามักจะมาในรูปแบบของการแสดงรายการบน Application ของธนาคารบ้าง หรือ เราสามารถตรวจสอบได้ผ่านทางระบบ internet banking คร้าบ
  5. แบบฟอร์มสำหรับการทำรายการซื้อหน่วยลงทุนประเภทสิทธิประโยชน์ทางภาษี กรณีลูกค้าลงทุน กองทุน LTF/RMF ซึ่งเอกสารนี้ค่อนข้างจะจำเป็นครับ เพราะว่าต้องไปเป็นหลักฐานกับทางสรรพกรในการลดหย่อนภาษีนั่นเองครับ (อันนี้ บลจ.จะส่งให้ที่บ้าน ไม่ได้ให้หลังซื้อเสร็จค่ะ) 

4. ซื้อกองทุนอย่างมีวินัย ลงทุนอย่างมีแบบแผน และตรวจสอบข้อมูลหลังการซื้อ

เมื่อเราเปิดบัญชีกองทุน และได้รับเอกสารครบแล้วก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจนะครับ ทั้งนี้เราเองก็ควรจะกลับมาวางแผน การลงทุนต่อว่า เราจะทำอย่างไรให้มีเงินลงทุนทุกเดือน หรือจะลงทุนต่อเดือนเพิ่มเติมเป็นเท่าไหร่ บางคนที่มีรายได้เพิ่มจากงานพิเศษเองก็สามารถที่จะลงทุนเพิ่มได้อีก ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะรักษาวินัยของเราให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ต้น

แน่นอนว่าการลงทุนอย่างมีวินัยนอกจากจะช่วยให้เราถึงเป้าหมายแล้ว ก็ยังช่วยลดความเสี่ยงระหว่างการลงทุนได้อีก เพราะว่าหากเราลงทุนเป็นประจำทุกเดือนได้ ราคาของหน่วยลงทุนนั้นจะไม่ผันผวนมาก เราเรียกวิธีนี้ว่า Dollar cost average หรือ DCA ครับ

แต่การทำเดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้ยากอะไร ไม่ต้องเดินทางไปซื้อกองทุนเองทุก ๆ เดือน เหมือนสมัยก่อนอีกแล้วครับ เพียงแค่กดซื้อผ่านระบบ mobile banking ของทางธนาคาร ก็สามารถซื้อกองทุนได้ทุก ๆ เดือนแล้วครับ ที่สำคัญทางระบบ mobile banking ก็จะมีการบันทึกข้อมูลหลังการซื้อได้อีกด้วย จะได้ทราบว่าเราซื้อไปแล้วเท่าไหร่ ขาดเหลือเท่าไหร่ที่ต้องลงทุนเพิ่ม หรือถ้าบ้านอยู่ใกล้ ๆ ก็สามารถตรวจสอบได้ที่ บลจ. หรือ ธนาคาร โดยตรงครับ ไปเยื่ยมเจ้าหน้าที่ที่สาขาได้นะครับ ซึ่งข้อดีคือมีคนคอยให้คำแนะนำการลงทุนด้วยนะครับ

5. หมั่นตรวจสอบแผนการลงทุน

สุดท้ายนักลงทุนเองเมื่อลงทุนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีแผนการลงทุนรายเดือนแล้ว ก็อย่าคิดว่าจะให้เงินทำงานไปเรื่อย ๆ อย่างเดียวนะครับ นักลงทุนเองก็ควรที่ต้องตรวจสอบแผนการลงทุนด้วย อย่างน้อย ๆ ก็ 6 เดือนครับ ที่ต้องกลับมาดูสิว่าแผนการลงทุนนั้นเป็นไปตามแผนมากน้อยขนาดไหน กองทุนทำผลตอบแทนได้ดีไหม เหนือสิ่งอื่นใด นักลงทุนเองก็ต้องหาความรู้เพิ่มเติมมากขึ้นด้วยนะครับ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์การลงทุน

เพราะว่าบางครั้งผลตอบแทนที่ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ ก็มาจากผลกระทบอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการบริหารกองทุนของ บลจ. ครับ แต่เป็นเพราะ สภาวะแวดล้อมต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจ การเมือง และ แนวโน้มของธุรกิจที่เราได้ลงทุนไปครับ ซึ่งหากนักลงทุนมีความรู้ ผมเชื่อว่าจะทำให้การลงทุน ผิดพลาดน้อยลง ไม่ไปลงทุนในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูงได้ครับ ซึ่งจะทำให้เรามีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี และ สม่ำเสมอมากขึ้นครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ผมคิดว่านักลงทุนหน้าใหม่ ๆ น่าจะได้ความรู้กันพอสมควร และ สามารถที่จะเข้าไปซื้อกองทุน หรือเปิดบัญชีกองทุนได้อย่างสบายใจกันแล้วใช่ไหมละครับ เหนือสิ่งอื่นใด อ่านบความแล้วก็อย่าแค่อ่านเฉย ๆ ครับ เป้าหมาย หรือความฝันของเราเริ่มต้นได้จากการลงมืือทำ ลงทุนจริง ดังนั้น เรามาลงทุนด้วยกันนะครับ แล้วพบกันนะครับ วันนี้ผมลาไปก่อน สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง : คุณรับความเสี่ยงจากสินทรัพย์ดิจิทัลได้แค่ไหน?

Cryptocurrency ดูจะเป็นตลาดการลงทุนที่หอมหวานสำหรับคนยุคใหม่

ช่วงปี 2017 ที่ราคาคริปโทเคอร์เรนซี ยอดฮิตอย่างบิทคอยน์ (Bitcoin) พุ่งไม่หยุดจนกลายเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนร่วม 20 เด้งในปีเดียว ตอนนั้นใคร ๆ ก็พูดถึงบิทคอยน์ เราจะเห็นบิทคอยน์ในทุกที่ โซเชียลมีเดีย หน้าจอโทรทัศน์ หน้าหนังสือพิมพ์ ไปจนถึงหัวข้อบทสนทนาจากคนใกล้ตัว บิทคอยน์กลายเป็นความหวังของนักเก็งกำไร และมีผู้ลงทุนหลายคนออกมาพูดว่าการลงทุนแบบดั้งเดิมอย่างการลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ได้กลายเป็นเรื่องล้าหลังไปแล้ว

แต่แน่นอนว่าไม่มีการลงทุนไหนที่มีแต่ขาขึ้นตลอดไป

หลังจากจบปี 2017 อย่างสวยงาม ปี 2018 ก็ดูจะเป็นปีที่ไม่ค่อยสดใสสำหรับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลนัก ราคาสารพัดเหรียญพากันลดต่ำลงอย่างรุนแรง อย่างราคาบิทคอยน์ที่ลดลงจากจุดสูงสุดที่เกือบ 2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐเหลือเพียงประมาณ 3,200 ดอลลาร์สหรัฐในเวลาแค่ปีเดียว ในขณะที่คริปโทเคอร์เรนซีชื่อดังอย่าง Ripple (XRP) ลดลงจากจุดสูงสุดที่ราคากว่า 3.5 ดอลลาร์สหรัฐเหลือไม่ถึง 35 เซ็นต์ และ Ethereum (ETH) จากจุดยอดที่เกือบ 1,400 ดอลลาร์สหรัฐเหลือเพียงประมาณ 120 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลา 1 ปีเช่นเดียวกัน เรียกว่าถ้าเข้าถูกจังหวะก็อาจจะผลตอบแทนระดับสูงเสียดฟ้า แต่ถ้าเข้าผิดเวลาก็อาจจะผลขาดทุนระดับพาให้หมดตัวได้

นอกจากตลาดคริปโทเคอร์เรนซีแล้ว ตลาดโทเคนดิจิทัล หรือตลาด ICO ก็มีความเสี่ยงมากเช่นกัน

จากข้อมูลของ Satis Research พบว่า โครงการธุรกิจที่ระดมทุนด้วยกระบวนการ ICO กว่าร้อยละ 85 เป็น scam และมีเพียงร้อยละ 7 ที่ระดมทุนสำเร็จและมีปริมาณการซื้อขายในตลาดรอง 

ความรู้ความเข้าใจ จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ที่สนใจจะลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

ผลตอบแทนและความเสี่ยงในระดับสูงมากที่ถือเป็นจุดเด่นของสินทรัพย์กลุ่มนี้ จำเป็นต้องถูกรับมือด้วยความรู้ความเข้าใจที่มากเพียงพอ ในช่วงปี 2017 ที่เป็นเหมือนช่วงยุคทองของสินทรัพย์ดิจิทัล คนจำนวนมากแห่เข้าไปในตลาดนี้ แน่นอนว่ามีทั้งคนที่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำในระดับดี และคนที่วิ่งเข้ามาแบบแทบไม่มีความรู้อะไรเลย

ก่อนจะลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เราควรจะต้องรู้อะไรก่อนบ้าง?

อย่างแรกเลย คือ เราต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลก่อนสินทรัพย์ดิจิทัลแต่ละประเภทมีไว้เพื่ออะไร คุณค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ที่ไหน ถูกรองรับด้วยอะไรและเราจะติดตามข้อมูลเชิงพื้นฐานอย่างไรได้บ้าง นอกจากนี้ยังควรเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา ปริมาณการซื้อขาย และควรมีการจัดสรรสินทรัพย์ หรือ asset allocation เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนด้วย

เราต้องทำความเข้าใจก่อนเลยว่า ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูงมาก

ความเสี่ยงสูงมากที่ว่า คือ มากในระดับที่อาจจะทำให้เงินหายไปได้หมดเลย ยิ่งสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าตลาดน้อย ก็ยิ่งมีความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของราคา

เราจึงต้องถามตัวเองเสมอว่า เราพร้อมรับกับความเสี่ยงระดับขาดทุน 100% ไหม ถ้ารับได้ เราควรจะรับได้เป็นสัดส่วนสักเท่าไหร่จากความมั่งคั่งทั้งหมดของตัวเรา ประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยเจอผู้ลงทุนที่เชี่ยวชาญตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมาก ๆ นั้น (มากในระดับขึ้นเวทีบรรยายระดับประเทศ) เขาก็ยังไม่ใส่เงินทั้งหมดไว้ในตลาดนี้เลย แต่จะเลือกกระจายพอร์ตไปตามความเหมาะสมของจังหวะตลาดและความเสี่ยงที่เขารับได้ เงินเย็นเท่านั้นที่เหมาะกับตลาดที่ผันผวนมากเช่นนี้

และอีกความเสี่ยงสุดท้ายที่สำคัญมากในตลาดนี้คือ ความเสี่ยงที่จะถูกหลอก

ด้วยความรู้เรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลที่ยังไม่แพร่หลายมากนักในประเทศไทย (สินทรัพย์แพร่หลาย แต่ความรู้ไม่แพร่หลาย เหมือนคนรู้จักคำว่าบิทคอยน์ แต่ไม่รู้จริง ๆ ว่าบิทคอยน์คืออะไร) มิจฉาชีพจำนวนมากจึงอาศัยช่องโหว่นี้ในการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งรูปแบบการโกงก็มีมากมายเกินกว่าจะจินตนาการได้

รูปแบบการโกงที่มาพร้อมกับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลยอดนิยม

1. อ้างว่าทำ ICO และระดมทุนไปทำโครงการขายฝันที่ไม่น่าทำได้จริง พอได้เงินไปก็หายเงียบ 

2. แอบอ้างเป็นตัวกลางซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล พอโอนเงินไปให้กลับไม่ได้สินทรัพย์ดิจิทัลกลับมา หรือโอนเงินเข้าไปแล้ว โอนออกมาไม่ได้

3. ชวนลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ความจริงแล้วคือแชร์ลูกโซ่ หาเงินก้อนใหม่ไปโปะก้อนเก่า เมื่อไหร่ที่หาลูกค้าไม่ได้ แชร์ล้มก็จบกัน

เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลและตรวจสอบทุกครั้งก่อนลงทุน ว่าทำธุรกรรมกับผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต.  เพราะ ก.ล.ต. คือ มีหน้าที่กำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย เพื่อให้ผู้ลงทุนได้ลงทุนกับธุรกิจที่ผ่านการกลั่นกรองจาก ก.ล.ต. และได้รับบริการที่มีมาตรฐานจากตัวกลาง

สุดท้ายนี้ ใครที่สนใจอยากลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจริงๆ ฝากเข้าไปลองทำแบบสอบถามเพื่อตรวจสอบตัวเองดูหน่อยว่าเราพร้อมรับความเสี่ยงจากความผันผวนแล้วหรือยัง เพื่อความมั่นใจก่อนเข้าสู่ตลาดนี้ กดเข้าไปเลยที่ https://เสี่ยงสูง.com/checklist/

High Risk , High Expected Return นะจ๊ะ

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

5 กองทุนคัดสรรตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ บลจ. ยูโอบี เสิร์ฟให้ช่วงต้นปีแบบพิเศษ

เมื่อวันศุกร์ที่ 15 มีนาคม 2562 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ทางทีมงาน aomMONEY ได้รับเกียรติจากทางฝ่ายการสื่อสารองค์กรของ บลจ. ยูโอบี ให้เข้าร่วมรับฟังทัศนะและทิศทางการลงทุนเชิงบวกท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งมาพร้อมกับการเสนอ 5 กองทุนจาก บลจ. ยูโอบี ที่ได้คัดสรรมาให้ ตามชีพจรของเศรษฐกิจในช่วงเวลานี้ เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่พิเศษมากๆ สำหรับคนทำงานด้านการเงินและการลงทุน

โดยภายในงานนี้มีแม่ทัพงานอย่าง คุณวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่มาร่วมเล่าภาพกว้างถึงสถานการณ์ของ บลจ.ยูโอบีอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง ตามด้วย คุณวจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และสื่อสารองค์กรสายพัฒนาธุรกิจ มาเล่าถึงภาพรวมเศรษฐกิจองค์รวม และคุณรัชดา ตั้งหะรัฐ ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด มาให้ข้อมูลถึงภาพรวมของ 5 กองทุนที่ บลจ.ยูโอบี คัดสรรมาเสิร์ฟตามสภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

คุณรัชดา กล่าวว่า “จากภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2562 นี้ บลจ. ยูโอบี คาดว่าความเสี่ยงในการลงทุนจะเพิ่มสูงขึ้น การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทจึงมีความสำคัญ โดยควรเน้นเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นที่มีคุณภาพสูง หรือเลือกลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ เพื่อสามารถกระจายความเสี่ยงได้มากขึ้น และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในภาวะตลาดผันผวนได้”

สำหรับ 5 กองทุนที่ บลจ. ยูโอบี ได้คัดสรรมาให้ตามสภาวะเศรษฐกิจมีดังต่อไปนี้

1) กองทุนเปิด ไทย ตราสารหนี้ (TFFIF)

TFFIF ย่อมาจาก Thai Fixed Income Fund

กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนที่ลงทุนแบบไม่มีความเสี่ยงต่างประเทศ

ระดับความเสี่ยงกองทุนอยู่ในระดับ 4 

ภาพรวมของกอง: เน้นลงทุนในตราสารหนี้ และหรือเงินฝากทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ หรือภาคเอกชน ที่มีความมั่นคงและมีสภาพคล่องสูงเป็นหลัก ส่วนเรื่องค่าธรรมเนียมไม่มีการคิดด้านซื้อและขาย ส่วนอัตราผลตอบแทน (Return) เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 2-4 %

กองทุนนี้เหมาะสำหรับ: ผู้ที่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก และคาดหวังผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก และต้องการได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอในระยะปานกลางถึงระยะยาว

2) กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ (UGIS) 

กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหน่วยลงทุนประเภท Feeder Fund กองทุนรวมที่เน้นลงทุนแบบมีความเสี่ยงในต่างประเทศ

ระดับความเสี่ยงกองทุนอยู่ในระดับ 5

ภาพรวมของกอง: อายุของกองนี้ประมาณ 2 ปี เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ PIMCO GIS Income Fund (Class I) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกองทุน และเน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพ และมีการกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ที่หลากหลาย เพื่อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าหน่วยลงทุนในต่างประเทศ 

โดยกอง UGIS นี้มีกลยุทธ์แบบ Passive Management เน้นการเคลื่อนไหวตามดัชนีตลาด จึงทำให้ความผันผวนของกองไม่สูงมากนัก ส่วนค่าธรรมเนียมการขายเก็บจริง 1% และไม่เกิน 2% ไม่กำหนดราคาซื้อขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป รวมถึงไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล 

กองทุนนี้เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงได้และสนใจในกองทุนรวมต่างประเทศ และผลกำไรส่วนต่างจากราคาหน่วยลงทุน

3) กองทุนเปิด ยูไนเต็ด เฟล็กซิเบิ้ล อินคัม ฟันด์ (UFI-N)

กองทุนรวมผสม กองทุนรวมหน่วยลงทุนประเภท Feeder Fund กองทุนรวมที่เน้นลงทุนแบบมีความเสี่ยงในต่างประเทศ

ระดับความเสี่ยงกองทุนอยู่ในระดับ 6

ภาพรวมของกอง: กอง UFI-N นั้นเน้นลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินทั้งในและต่างประเทศ โดยจะมีการดำเนินการลงทุนในต่างประเทศไม่เกิน 79% ของมูลค่า NAV ของกองทุน จุดเด่นอีกข้อคือการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ด้านอสังหาริมทรัพย์ และการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจที่เหมาะสมของผู้จัดการกองทุน 

ด้านค่าธรรมเนียมการขายเก็บจริง 1.50% สูงสุดไม่เกิน 2% มูลค่าการซื้อขายครั้งแรกและครั้งถัดไปไม่กำหนดขั้นต่ำ และไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล

กองทุนนี้เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงได้และสนใจในกองทุนรวมต่างประเทศ และผลกำไรส่วนต่างจากราคาหน่วยลงทุน

กองทุนนี้ไม่เหมาะสำหรับ: คนที่ต้องการผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ และต้องการรักษาเงินต้นเอาไว้

4) กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินโนเวชั่น ฟันด์ (UNI)

กองทุนรวมตราสารทุน กองทุนรวมที่เน้นลงทุนแบบมีความเสี่ยงต่างประเทศ 

ระดับความเสี่ยงกองทุนอยู่ในระดับ 6

ภาพรวมของกอง: แม้ว่ากอง UNI เพิ่งจดทะเบียนไปเมื่อ 30 ตุลาคม 2561 หรือไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทว่าความน่าสนใจของกอง UNI นี้ คือเป็นกองตราสารทุนที่เน้นลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งถือเป็น Mega Trend ของโลกในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนจากรายชื่อทรัพย์สินและการลงทุน 5 อันดับแรกของกองประกอบไปด้วย

1. Alphabet Inc 

2. Eisai Co Ltd

3. Visa Inc

4. Nike Inc

5. Alibaba Group Holding Inc 

และอีกข้อที่สำคัญคือมีการส่งมอบให้ Wellington Management Company บริษัทที่มีชื่อเสียงด้านการบริหารกองทุนเป็นผู้รับช่วงในการลงทุนต่อในบางส่วนหรือทั้งหมดอีกด้วย

ด้านค่าธรรมเนียมการขายเก็บจริง 1.50% สูงสุดไม่เกิน 2% มูลค่าการซื้อขายครั้งแรกและครั้งถัดไปไม่กำหนดขั้นต่ำ และไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล

กองทุนนี้เหมาะสำหรับ: คนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับสูง สามารถถือครองได้ในระยะปานกลางไปจนถึงระยะยาว

5) กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ออล ไชน่า อิควิตี้ ฟันด์ (UCHINA)

ระดับความเสี่ยงกองทุนอยู่ในระดับ 6

ภาพรวมของกอง: ใครที่กำลังสนใจการลงทุนในประเทศจีนต้องห้ามพลาดกับกองทุน UCHINA ที่เหมือนมาตอบโจทย์เทรนด์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนโดยเฉพาะ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตได้ในระดับเหนือ 6% ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เรียกได้ว่าเหนือกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ผนวกกับนโยบายการผลักดันให้เกิดการบริโภคภายในประเทศด้วยก็ยิ่งโตเข้าไปใหญ่

จุดที่น่าสนใจอีกด้านคือการลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ UBS (LUX) Equility SICAV – All China USD (Class I-A1 – acc) เพียงกองเดียว ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงหุ้นจีนทั้งในตลาด Onshore และ Offshore เพื่อให้ผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้นได้อย่างเหมาะสมนั่นเอง ส่วนด้านกลยุทธ์การบริหารกองเน้น Active Management และมีการคัดเลือกหุ้นจากปัจจัยพื้นฐาน (Bottom – up Analysis)

ด้านค่าธรรมเนียมการขายเก็บจริง 1.50% สูงสุดไม่เกิน 2% มูลค่าการซื้อขายครั้งแรกและครั้งถัดไปไม่กำหนดขั้นต่ำ

กองทุนนี้เหมาะสำหรับ: คนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับสูง สามารถถือครองได้ในระยะปานกลางไปจนถึงระยะยาว

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 5 กองทุนพิเศษที่ทาง บลจ. ยูโอบี ได้นำเสนอมาให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นครับ ถ้าใครสนใจกองไหนเป็นพิเศษก็สามารถเสิร์ชหาอ่านหนังสือชี้ชวนเพื่อศึกษาให้แน่ใจก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ ไว้ครั้งหน้าถ้า aomMONEY มีอะไรอัพเดทเป็นพิเศษเช่นนี้ จะรีบนำมาบอกต่อกันทันทีจ้า

ธนาคารจะส่งข้อมูลการเงินเราให้ “กรมสรรพากร” ตรวจจริงดิ? ส่งแบบไหน ยังไงนะ?

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

สำหรับวันนี้เป็นเรื่องยอดฮิตอย่าง ธนาคารส่งข้อมูลบัญชีเราให้กับสรรพากร จนหลายคนเข้าใจผิดลามไปถึงเรื่องการขายของออนไลน์ กระจายบัญชีกันไปหมดครับผม แต่ความจริงแล้วต้องดูให้ชัดก่อนว่าหลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นแบบไหนยังไง

เริ่มจากความเข้าใจแบบนี้ครับผม…

1. ธนาคารจะต้องส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากร “จริง” 
2. แต่การส่งข้อมูลให้กับทางกรมสรรพากรนั้น ต้องเข้าเงื่อนไขต่อไปนี้

? มียอดรับโอน ตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปีขึ้นไป
? มียอดรับโอน ตั้งแต่ 400 ครั้งต่อปีและยอดรวม 2 ล้านบาทขึ้นไป

จำนวนยอดรับโอน หมายถึง ยอดเงินเข้าบัญชีทั้งหมด นับเป็นรายปี และนับเป็นรายธนาคารหรือรายสถาบันการเงิน (ทุกบัญชีในธนาคารนั้นๆรวมกัน) ครับ 

เน้นว่า!! ไม่ได้แค่คนขายของออนไลน์ แต่ถ้าใครมีธุรกรรมตามนี้ก็ จะถูกส่งข้อมูลทั้งหมด ถ้าหากเข้าตามเงื่อนไขที่กฎหมายฉบับนี้กำหนด

เพิ่มเติมสักนิด คำว่า “ธนาคาร” ก็ไม่ได้หมายความแค่ ธนาคารอย่างเดียว แต่หมายถึง สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิคส์ทั้งหมดครับ 

ลองมาดูตัวอย่างกันต่อดีกว่า…




ยกตัวอย่างเช่น นาย A มียอดเงินเข้าทุกบัญชีในธนาคาร ABC จำนวน 200 ครั้ง ยอดเงินรวมทั้งหมด 10 ล้านบาท แบบนี้ถือว่าไม่เข้าเงื่อนไขที่จะถูกส่ง เพราะเกินแค่จำนวนเงิน แต่ไม่เกินจำนวนครั้ง 

แต่ถ้านาย B มียอดเงินเข้าทุกบัญชีในธนาคาร ABC จำนวน 400 ครั้ง ยอดเงินรวมทั้งหมด 10 ล้านบาท แบบนี้จะถูกส่ง เพราะว่าเข้าทั้ง 2 เงื่อนไข ธนาคารส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรได้เลยจ้า

หรือถ้านาย C มียอดเงินเข้าทุกบัญชีในธนาคาร CDE จำนวน 5,000 ครั้ง อันนี้ไม่ต้องดูจำนวนเงินเลย เพราะว่ามันเข้าเงื่อนไข 3,000 ครั้งไปแล้ว แบบนี้ครับผม

ดังนั้นเช็คให้ดีก่อนว่า เราเป็นแบบไหน? และเรามีบัญชีไว้ทั้งหมดกี่ธนาคาร แต่ละธนาคารเข้าเงื่อนไขไหม? เพราะบางทีเราก็อาจจะไม่ได้เข้าเงื่อนไขที่จะถูกส่งก็ได้ครับ

หลักการที่สำคัญอีกข้อคือ ธนาคารส่งข้อมูลเราเฉยๆนะ ไม่ได้แปลว่าต้องเสียภาษี เพราะข้อมูลที่ส่งมีแค่ ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน จำนวนครั้ง และจำนวนเงิน ให้กับสรรพากรเท่านั้น ซึ่งสรรพากรก็จะเอาไปวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันกับข้อมูลอื่นๆอีกทีหนึ่ง 

ขอสรุปอีกที… 

1. มีรายได้ ต้องเสียภาษี เป็นหน้าที่ของคนทุกคน
2. กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการเสียภาษีเพิ่ม เป็นการนำข้อมูลไปตรวจสอบต่อ
3. ถ้าไม่ได้ถูกส่่งข้อมูล ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่ถูกตรวจสอบภาษี มันคนละเรื่องกันนะ

ยังงงอยู่ไหม ถ้างงอยู่ ดูรูปนี้อีกที เอ้า…

ยังอีก! ยังไม่พอ… ตอนนี้มีอัพเดทเพิ่มเติม สำหรับกรณีธนาคารส่งข้อมูลให้กับสรรพากรล่าสุดตอนสิ้นปี 2562 ในประเด็นสำคัญต่อไปนี้ครับ

1. ข้อมูลที่ถูกส่งให้สรรพากรจะประกอบด้วย 5 รายการต่อไปนี้

  • เลขประจำตัวประชาชน / เลขนิติบุคคล
  • ชื่อ-นามสกุล / ชือห้างหุ้นส่วนสามัญ / ชื่อคณะบุคคล / ชื่อนิติบุคคล
  • จำนวนครั้งของการฝาก หรือ รับโอนเงิน ทุกบัญชีรวมกัน
  • จำนวนเงินของการฝาก หรือ รับโอนเงิน ทุกบัญชีรวมกัน
  • เลขที่บัญชีทุกบัญชีที่มีการฝากหรือรับโอนเงิน

2. การส่งข้อมูลจะส่งในรูปแบบอิเล็กทรอนิคส์ตามที่กรมสรรพากรกำหนดและตกลงกับผู้ส่ง นั่นคือ ธนาคาร สถาบันการเงิน หรือ ผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิคส์

3. การนับจำนวนครั้งและจำนวนเงิน จะเป็นดังนี้ คือ นับจำนวนครั้งและจำนวนเงินทุกครั้งที่มีการเข้าบัญชี (ถ้าเป็น E-wallet ก็นับทุกครั้งที่มียอดเงินเข้าเช่นกัน)

4. สำหรับการบังคับใช้กฎหมายในการเริ่มเก็บข้อมูล จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป โดยธนาคารจะส่งข้อมูลของปี 2562 ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563 ส่วนของปี 2563 จะเริ่มต้นตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2563 และจะส่งข้อมูลของปี 2563 ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564

สรุปว่า… กฎหมายนี้มีผลจริงๆเต็มปี คือ ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป เพราะว่าปีนี้เหลืออีก 8 วันเท่านั้นถ้าไม่มือลั่นโอนเงินจนจำนวนครั้งเกินจริงๆ คงไม่ถูกส่ง 

นี่คือ สิ่งที่เราควรดีใจ (สั้นๆ) 
และเป็นสิ่งที่บอกว่าควรเตรียมตัวต่อไปให้พร้อม

หลายคนเข้าใจผิดว่าเราต้องใส่ใจเรื่องกฎหมายตัวนี้เพื่อให้ปลอดภัย แต่สิ่งสำคัญจริงคือ เราต้องใส่ใจหาความรุ้เรื่องวิธีการคำนวณภาษี การจัดการการเงินต่างๆ เพื่อจัดการให้ถูกต้องต่างหากครับผม

คำถาม คือ เราเตรียมพร้อมหรือยังกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และก่อนหน้านี้ เราได้มีการจัดการบัญชีได้อย่างถูกต้องและเตรียมพร้อมจะเสียภาษีแล้วหรือยัง โดยคำแนะนำสั้นๆ ของผมมีดังนี้ คือ

1. แยกบัญชีส่วนตัวกับธุรกิจ
2. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
3. ทำความเข้าใจเรื่องภาษีให้ถูกต้อง

สุดท้ายขอฝากไว้ใ้ห้คิดกัน … 

เลี่ยงภาษีวันนี้ อาจมีความสุขวันนี้ แต่ถ้าเลี่ยงภาษีแล้วติดคุก เราก็มีความสุขในคุกได้เหมือนกัน เพราะความสุขอยู่กับเราได้ทุกที่ครับผม

[Review] SBITrade AI สแกนหุ้นถูกใจด้วย AI อัจฉริยะ

นี่คือยุคสมัยแห่ง AI ไม่เว้นแม้แต่เรื่องหุ้น!

AI หรือ Artificial Intelligent (ปัญญาประดิษฐ์) กำลังเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น Netflix ที่ใช้ AI แนะนำซีรีย์ที่เราน่าจะชอบดู Google ที่ใช้ AI หาคำตอบในสิ่งที่เราต้องการค้นหา Apple Watch ที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของเรา แล้วลองคิดในมุมนักลงทุนต่อ ถ้ามี AI ที่ช่วยแนะนำหุ้นที่เหมาะสมกับตัวตนของเราได้หละ มันจะดีแค่ไหน?

SBITrade AI คือ เครื่องมือ AI ที่ช่วยค้นหาโอกาสการลงทุนในหุ้นคุณภาพ

โดย SBITrade AI จะเข้าไปทำการวิเคราะห์ข้อมูลหุ้นทุกตัวในตลาดหุ้นไทยย้อนหลังเป็นเวลา 5 ปีอย่างละเอียด เน้นย้ำว่าเป็นการวิเคราะห์ในทุกแง่มุม ทั้งด้านปัจจัยพื้นฐาน และปัจจัยเทคนิคคอล หลังจากนั้น ระบบจะทำการเรียนรู้ศึกษาระบบการลงทุนผ่านข้อมูลในอดีต แล้วจึงนำมาใช้สร้างระบบเพื่อหาหุ้นแนะนำที่คาดว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในอนาคต แน่นอนว่า AI ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะเสกให้ทุกคนประสบความสำเร็จได้ทันที แต่ AI ก็ช่วยย่นย่อเวลาในการหาหุ้นไปได้มาก เปรียบเสมือนเป็นสแกนเนอร์หุ้นเด็ด เพียงแต่เป็นสแกนเนอร์ที่มีระบบการคิดของตัวเอง ไม่ใช่เพียงสแกนไปตามเงื่อนไขที่เราตั้งเท่านั้น

SBITrade AI สามารถเข้าได้ผ่าน www.sbito.co.th ได้เลย

หลังจาก log in เข้าสู่เว็บไซต์ตามปรกติ ระบบก็จะมีให้เลือกเข้ามาที่หน้า SBITrade AI เมื่อกดเข้ามาก็จะเจอฟังก์ชันให้เลือกมากมาย ซึ่งเราสามารถเลือกใช้ตามความชอบหรือความสนใจของเราได้เลย

หลักการง่ายของ SBITrade AI คือ การค้นหาหุ้นแนะนำตามเงื่อนไขต่างๆ

การทำงานของหุ้นแนะนำในฟังก์ชันของ SBITrade AI Strategies , Fundamental Analysis และ Technical Analysis จะคล้ายกัน คือ ระบบ AI จะทำการสแกนหาหุ้นที่มีคุณภาพดีตามเงื่อนไข และแนะนำให้เราตามลำดับคะแนนจากคุณภาพดีที่สุดลดหลั่นกันไปเรื่อยๆ SBITrade AI Strategies จะเป็นหุ้นที่มีคะแนนปัจจัยทางเทคนิคดี และอยู่ใน SET100 ส่วน Fundamental Analysis จะเป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูงและมีสภาพทางการเงินที่ดี ในขณะที่ Technical Analysis จะเป็นหุ้นที่อยู่ในจังหวะการเข้าซื้อที่เหมาะสม

ใครที่เป็นนักลงทุนสายไหนก็เลือกได้ตามชอบเลย

การหยิบหุ้นที่ผ่านการสแกนมาแล้วโดยระบบ SBITrade AI ก็จะช่วยย่นย่อเวลาไปมาก หากเป็นสายเทคนิคคอล เราก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งหาสัญญาณซื้อสัญญาณขายทีละตัวให้ปวดหัว เอารายชื่อหุ้นที่ได้ไปเปิดกราฟดูเลยว่ากราฟสวยถูกใจเราไหม หุ้นแบบนี้เราจะเข้าไหม ส่วนสายปัจจัยพื้นฐานก็ช่วยได้มากเช่นกัน หยิบหุ้นที่สแกนได้มาไปอ่านข้อมูลพื้นฐานต่อ อ่านสตอรี่การเติบโต เสริมด้วยการประเมินมูลค่าด้วยตัวเองซ้ำอีกครั้ง ทุกอย่างจะรวดเร็วขึ้น และให้ภาพการลงทุนที่ชัดเจนขึ้นอีกลำดับ

ส่วน Intelligent Suggestions และ Magic Formula จะแตกต่างออกไป

Intelligent Suggestions จะเป็นการแนะนำหุ้นจากหลายหมวดหลายประเด็นผสมกัน เช่น ปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยเทคนิค ปัจจัยด้านจิตวิทยาตลาด เป็นต้น หน้านี้จึงเป็นเหมือนหน้ารวมของหุ้นแนะนำจากหลายหมวดผสมกัน เหมาะกับคนที่ยังไม่มีไอเดียไหนเป็นพิเศษ อยากเห็นภาพรวมทั้งหมด ฟังก์ชันนี้ก็จะให้ภาพคำแนะนำที่หลากหลาย

Magic Formula จะเป็นคำแนะนำตามวิธีคิดของ Joel Greenblatt หลักการง่ายๆ คือ เลือกหุ้นที่ PE ต่ำ แต่ ROE สูง สังเกตได้ว่าฟังก์ชันนี้จะเน้นหนักไปที่อัตราส่วนทางเงิน 2 ตัวนี้เท่านั้น เราอาจจะสามารถใช้ดูประกอบกับฟังก์ชัน Fundamental Analysis ก็ทำได้ หรือสำหรับใครที่ต้องการลงทุนแบบ Joel Greenblatt ตามหนังสือ the little book that beats the market เลย รายชื่อหุ้นในหน้านี้ก็ช่วยทำให้เราไม่ต้องมานั่งไล่รายชื่อหุ้นเองได้เหมือนกัน

ฟังก์ชัน Filter และ Compare ถือได้ว่าเป็นฟังก์ชันที่มีประโยชน์มาก

ฟังก์ชัน Filter จะเป็นฟังก์ชันที่เราใช้สแกนหาหุ้น แต่ขีดเส้นใต้ว่าเงื่อนไขที่มีให้เลือกสแกนนั้นมีเยอะมาก อย่างอัตราส่วนทางการเงินที่คนทั่วไปไม่ค่อยดู เช่น Current Ratio , Quick Ratio ก็มีให้เลือกใช้ แถมยังสามารถเลือกแบ่งสแกนเป็นอุตสาหกรรมก็ได้ ถือว่าเป็นฟังก์ชันที่โดยส่วนตัวชอบมากที่สุดใน SBITrade AI เลย

ส่วน Compare จะเป็นการเลือกหุ้น 2 – 3 ตัวมาเปรียบเทียบกันด้วยปัจจัยด้านต่างๆ ซึ่งการเปรียบเทียบก็มีหัวข้อให้เลือกเยอะมาก ทั้งข้อมูลด้านการซื้อขาย ปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยเทคนิค คำแนะนำจากระบบ AI เรียกได้ว่าครบ และให้ภาพหลายมิติมากๆ เป็นอีกฟังก์ชันหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเลยเช่นกัน

ส่วน 2 ฟังก์ชันสุดท้าย คือ Chart กับ Backtest

ฟังก์ชันทั้ง 2 นี้ใช้ในการดูกราฟราคาหุ้นย้อนหลัง รวมไปถึงใช้ในการดูผลตอบแทนย้อนหลังได้อีกด้วย ส่วนตัวดูกราฟมาหลายสำนัก ชอบสำนักนี้เรื่องความสบายตา เลย์เอาท์ดูง่ายและสะดวก ไม่ซับซ้อน ใครเป็นสายมินิมอลลองดูกราฟของ SBITrade AI ดู รับรองจะติดใจ

กระซิบว่า “SBITrade AI ฟรีทั้งหมดทั้งมวล”

ขอเพียงแค่เป็นลูกค้าของ SBITO เท่านั้น ซึ่งการสมัครเปิดบัญชีกับ SBITO ก็ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แถมยังสามารถเปิดผ่านระบบออนไลน์และคอลเซนเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว สะดวก ไม่จำเป็นต้องไปที่สาขาเลย แนะนำว่าลองเปิดบัญชีดูไว้ไม่เสียหาย ส่วนตัวลองมาแล้ว ง่ายมากๆ ง่ายจนตกใจ เป็นลูกค้าของ SBITO ไปเป็นที่เรียบร้อย

ส่วนคนไหนเป็นลูกค้าอยู่แล้ว อย่าลืมไปเล่น SBITrade AI เด็ดขาด

ขีดเส้นใต้ว่าฟังก์ชัน Compare และ Filter ดีมากๆ ลองแล้วจะติดใจ อัตราส่วนทางการเงินมีให้เลือกเยอะ ช่วงไหนไอเดียตัน หาหุ้นไม่ออก ก็ลองเอาหุ้นแนะนำจากระบบ AI ไปแกะต่อได้ อาจจะได้โอกาสลงทุนใหม่ๆ มาแบบไม่รู้ตัวก็ได้นะ ต้องลองยืมสมองของปัญญาประดิษฐ์มาใช้กันหน่อยแล้ว

ทางไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติม … http://bit.ly/2VXCzsp 

ลุย!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

How to เอาบ้านไปแลกเงินแบบไม่ต้องขายบ้าน

พี่ว่าในชีวิตของพวกเราอาจจะเคยมีบางช่วงเวลาที่ต้องการเงินก้อนใหญ่เอามาหมุนทำโน่นทำนี่ เช่น การต่อเติมบ้าน ปรับปรุงบ้านขนาดใหญ่ ซื้อเฟอร์นิเจอร์ เอาไว้ค้าขาย โป๊ะหนี้เพื่อรีไฟแนนซ์ หรือไปใช้ในเรื่องอื่นๆ

บางทีเราอาจจะต้องรีบทำและไม่สามารถรอเก็บเงินออมในแต่ละเดือนให้ครบได้ ไม่งั้นต้องเลื่อนโครงการไปเป็นปีๆ และแน่นอนว่าถ้าเราจะไปยืมเงินใครก็คงไม่สะดวกใจนัก แล้วจะไปกดเงินสดจากบัตรต่างๆ ก็กลัวดอกเบี้ยก็บานนนน!  ต้องมานั่งใช้หนี้เพิ่มอีก…

แต่จริง ๆ แล้วมันก็มีวิธีที่น่าสนใจนะก็คือการเอา “บ้านไปเพิ่มเงิน”

การเอาบ้านไปเพิ่มเงิน ในความหมายพี่ “ไม่ใช่ว่าเราจะต้องขายบ้านทิ้งน่ะ การเพิ่มเงินแบบนี้ กรรมสิทธิ์บ้านยังเป็นของเรา ยังใช้อยู่อาศัยให้ครอบครัวลูกหลานอยู่อาศัยวิ่งเล่นได้ปกติ เพียงแต่เราใช้บ้านเป็นหลักประกันเพื่อขอเงินกู้มาใช้จ่ายตามเป้าหมายของเรานั้นเอง

วิธีการนี้ได้เงินง่ายกว่าขายบ้านอีก (ขายบ้านยังต้องรอขายอีกนาน) หากเรามีบ้านก็แค่ทำเรื่องกับธนาคาร รอผลการพิจารณาก็สามารถได้รับเงินก้อนได้เลย

ทีนี้หลายๆคนก็อาจจะสงสัยว่า ถ้ามีบ้านจะเอาไปเพิ่มเป็นเงิน  “เงื่อนไขเป็นอย่างไรและต้องจ่ายดอกเบี้ยเท่าไหร่?”

พี่ขอแบ่งบ้านเป็น 2 ประเภทนะ

ประเภทที่ 1 บ้านเราเอง มีโฉนดที่ดิน แถมผ่อนหมดแล้ว

ในกรณีแรกบ้านที่เราอยู่เป็นของเรา มีโฉนดที่ดิน ไม่ใช่อาคารพาณิชย์หรือที่ดินเปล่า อันนี้ง่ายเลย เราสามารถเดินไปที่ธนาคารและทำเรื่องกู้ได้สูงสุดถึง 80% ของราคาประเมิน กู้ได้ในระยะเวลาถึง 30 ปี แต่เมื่อรวมอายุเราแล้วต้องไม่เกิน 65 ปี ทำเรื่องกับธนาคารแล้วเขาจะอนุมัติวงเงินให้เราไปใช้ได้

ตัวอย่างนี้จะเป็นของโครงการ Happy Home for Cash (สินเชื่อบ้านเพิ่มเงิน) ของ LH Bank อัตราดอกเบี้ยสามารถดูตามตารางข้างล่าง ซึ่งพอเฉลี่ย 3 ปีแรกจะอยู่ที่ 5.00% และเฉลี่ย 5 ปีที่ 6.01% กรณีเราทำประกันเพื่อคุ้มครองสินเชื่อ หากไม่ทำจะอยู่ที่ เฉลี่ย 3 ปีแรกที่ 5.50% และเฉลี่ย 5 ปีที่ 6.40% หากทำประกันก็ดีนะ ได้ความคุ้มครองในความเสี่ยงแถมอัตราดอกเบี้ยก็ลดลงด้วย

เห็นไหมว่าข้อดีของการใช้บ้านเป็นหลักประกัน อัตราดอกเบี้ยจะถูกกว่าไปขอสินเชื่ออื่นๆ นี่แค่ 5-6% เองนะ ถ้าไปกดเงินเอาจากบัตรเครดิตโดนทีไปเลย 20%

ประเภทที่ 2 เราผ่อนบ้านอยู่ อยากรีไฟแนนซ์รับเงินก้อนเพิ่ม

มาดูในรูปแบบที่ 2 บางคนผ่อนบ้านอยู่ไง อยาก รีไฟแนนซ์เพื่อลดภาระดอกเบี้ย เลยต้องไปกู้มาโป๊ะจากที่นึง มาไว้อีกที่นึงที่ผ่อนถูกกว่า ก็สามารถติดต่อธนาคารได้เช่นกันนะครับ รูปแบบนี้กู้ได้ 100% ของภาระหนี้แต่ไม่เกิน 90% ของราคาประเมินหลักประกัน กู้ได้ถึง 35 ปี แต่เมื่อรวมอายุเราแล้วต้องไม่เกิน 65 ปี นอกจากนี้หลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อ จะต้องมีราคาประเมินตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป และเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ตัวอย่างนี้จะเป็น สินเชื่อรีไฟแนนซ์ของทาง LH Bank ซึ่งเราเลือกได้ในรูปแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ 1 ปี หรือ ลอยตัว และหากเราทำประกันคุ้มครองสินเชื่อด้วย ทางธนาคารจะสำรองจ่ายค่าจดจำนอง ให้ 1% แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และห้ามปิดบัญชีสินเชื่อนี้ภายใน 5 ปีแรก

ตารางข้างล่างนี้จะเห็นได้ว่า หากเราใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่และทำประกัน เฉลี่ย 3 ปีจะอยู่ที่ 3.15% และเฉลี่ย 5 ปีจะอยู่ที่ 4.09% กรณีที่เราเลือกดอกเบี้ยลอยตัว หากทำประกัน อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีจะอยู่ที่ 3.00% และเฉลี่ย 5 ปีจะอยู่ที่ 4.00% ในกรณีไม่ทำประกัน อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีจะอยู่ที่ 3.25% และเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ 4.10% รูปแบบไหนที่ดีต่อเรา พี่แนะนำให้ลองคุยกับเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อหารูปแบบที่ดีที่สุดกับเราครับ

เห็นไหมว่าไม่ต้องไปหาเงินกู้ที่ไหน แค่มีบ้านก็รับเงินก้อนเพิ่มได้แล้ว ทีนี้ก็อยู่ที่เราแล้วว่า บ้านเรานั้นเป็นบ้านแบบไหน ผ่อนหมดหรือยัง หรือต้องการรีไฟแนนซ์ ก็สามารถตรวจสอบข้อมูลดูรายละเอียดตามเงื่อนไขได้นะครับ

สำหรับใครที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Happy Home for Cash สินเชื่อบ้านเพิ่มเงิน ตอนนี้ทาง LH Bank เขาจัด Campaign ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2562 นี้ (เบิกใช้วงเงินกู้ภายใน 15 เมษายน 2562) อย่าพลาดงานนี้นะครับถ้าต้องการแลกบ้านเป็นเงิน สามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://bit.ly/2MsyysM หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 02-359-0000

บทความนี้เป็น Advertorial

คนแต่ละวัย ควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการชีวิตและการเงินอย่างไร

โดยทั่วไปแล้ว ในการวางแผนการเงิน เราจะพบว่า คนในแต่ละช่วงอายุ ก็มักจะมีเรื่องที่ต้องมุ่งเน้น หรือให้ความสำคัญแตกต่างกัน เนื่องจากคนในแต่ละวัย ก็อาจจะเจอสถานการณ์ที่เข้ามาในช่วงชีวิตนั้นต่างกัน ดังนั้น วิธีการวางแผน เตรียมตัวรับมือ ก็ย่อมจะแตกต่างกันไปด้วย

เพื่อให้คนในแต่ละวัยเตรียมตัวรับมือและวางแผนได้อย่างถูกต้อง ผมขอแนะนำแนวทางการจัดการชีวิตและการเงินที่เหมาะสมไว้ดังนี้ครับ

============================

1. วัยช่วงต้นการทำงาน (อายุ 22-30 ปี)

สิ่งที่คนในวัยนี้ควรจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือการ “รู้จักและเข้าใจตัวเอง” และ “สร้างวินัยทางการเงินที่ดี”

สิ่งที่ผมมักพบเจอในคนที่อายุยังน้อย ที่เริ่มเข้าสู่วัยทำงานหาเงินเองได้ก็คือ “อยากทำงานที่ได้เงินเยอะๆ แต่ไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรดี?” 

คนทำงานในช่วงเริ่มต้น ที่เพิ่งหาเงินได้ด้วยตัวเอง มักจะหมดเงินไปกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการกิน เที่ยว ช็อปปิ้ง การใช้เงินไปกับไลฟ์สไตล์ที่ตัวเองชอบ ซึ่งหากงานที่ทำอยู่จ่ายค่าตอบแทนที่ไม่สูงพอที่จะตอบสนองรายจ่ายตามไลฟ์สไตล์ได้ ก็อาจจะเริ่มมีความทุกข์ อยากเปลี่ยนงานเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ถ้าหากไม่รู้จักบริหารเงินที่หามาได้ให้ดี ปัญหาการเงินก็จะตามมา เช่น การมีรายได้ไม่เพียงพอรายจ่าย ใช้จ่ายเกินตัว ก็เริ่มเป็นหนี้บัตรเครดิต รีบร้อนไปซื้อสิ่งของก้อนใหญ่ราคาแพง เช่น ผ่อนรถ ผ่อนคอนโด โดยที่ฐานะการเงินตัวเองยังไม่พร้อม ก็ยิ่งทำให้มีภาระการเงินมากตั้งแต่อายุยังน้อย ที่อาจจะส่งผลกระทบระยะยาวต่ออนาคต

ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำ และฝากไว้ให้คนที่อยู่ในวัยเริ่มต้นทำงานได้ตระหนักก็คือ “การรู้จักตนเอง” ว่าจริงๆแล้วชีวิตเราต้องการอะไรกันแน่? ความสุขจริงๆของเราอยู่ที่ไหน? ชีวิตแบบไหนที่เราต้องการจริงๆโดยที่ไม่ต้องพยายามเลียนแบบ หรือทำตามใคร เพื่อให้ได้รับการยอมรับ

เพราะเมื่อต้องใช้ชีวิตให้คนอื่นยอมรับ เราอาจจะมีต้นทุนการใช้ชีวิตที่แพงมาก เช่น ต้องไปกินเที่ยวแพงๆตามเพื่อนๆอยู่บ่อยๆ ต้องใช้ของแบรนด์เนมที่คนอื่นใช้กัน ต้องเปลี่ยนมือถือหรืออุปกรณ์ต่างๆให้ทันยุคทันสมัยอยู่เสมอ ทั้งๆที่แค่กินอยู่ธรรมดาทั่วไป หรือใช้ของเดิมที่เรามีอยู่แล้ว เราก็ยังสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติต่อไปได้โดยไม่ได้ทุกข์ร้อนมากนัก

หากเราไม่ได้เดือดร้อนที่จะต้องใช้เงินจำนวนมากในแต่ละเดือน เราจะโฟกัสที่ความสุขที่แท้จริงในการใช้ชีวิตได้มากขึ้น งานที่เราทำ เราก็จะเลือกทำเพราะความสุขในการทำงานเป็นหลัก ไม่ได้ทำเพราะต้องการเงินเยอะๆแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น สิ่งสำคัญในการเลือกทำงานสำหรับคนวัยนี้ ก็คือการรู้ตัวว่า เราควรเดินทางในเส้นทางไหน งานอะไรที่เราทำแล้วมีความสุข มีแรงผลักดัน งานอะไรที่แม้เราเจอปัญหาแล้ว เราก็ยังยินดีที่จะลุกขึ้นเพื่อเดินต่อ ไม่ยอมแพ้แล้วเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นกลางทาง เพราะถ้าหากเราทำงาน เพียงเพราะอยากได้เงิน แต่เป็นงานที่เราทำแล้วอึดอัด เครียด ไม่มีความสุขเลย แต่เราต้องยอมทนทำเพราะไม่รู้จะไปทำอะไรดี พอเราอายุมากขึ้น เราอาจจะมีปัญหาในการเปลี่ยนงานถ้าเราอยากไปทำอย่างอื่น เพราะเราจะเริ่มมีความรับผิดชอบมากขึ้น มีภาระการเงินมากขึ้น และเปลี่ยนงานยากขึ้น เราจึงควรต้องวางแผนชีวิตให้ดีตั้งแต่เนิ่นๆ สำหรับเวลาชีวิตที่เหลืออยู่อีกหลายปีต่อจากนี้

หากมีโอกาส เราจึงควรลองให้โอกาสตัวเองในการเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างที่เราสนใจ ได้ลองผิดลองถูก ในสิ่งที่เราอยากจะทำ โดยไม่ต้องกลัวผิดพลาด (ถ้ามันไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร) และพยายามเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น เราก็จะมีโอกาสเรียนรู้ตัวเอง และค้นพบสิ่งที่เหมาะกับชีวิตเราเองมากขึ้น

ในส่วนของการเงิน สิ่งที่คนวัยนี้ควรให้ความสำคัญมากที่สุด คือการสร้างพื้นฐานการเงินที่ดี คือ รู้จักหา รู้จักใช้จ่าย (ไม่ให้เกินตัว) รู้จักเก็บออม (มีเงินเหลือใช้ทุกเดือน) พยายามทำตัวให้เบาๆ อย่าเพิ่งไปรีบร้อนสร้างภาระการเงินให้ตัวเอง โดยการเป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้รถ หนี้บ้าน โดยไม่จำเป็น ผ่านไปสัก 3-4 ปี ควรมีเงินเก็บสำรองเผื่อฉุกเฉินหลักแสนบาทสักก้อน เผื่อกรณีไม่คาดฝัน หรือเผื่อต้องออกจากงาน หรืออยากลาออกมาลองทำงานอิสระของตัวเอง ก็จะได้มีทุนสำรองเอาไว้ใช้ในช่วงแรก ทำให้ชีวิตมีทางเลือกมากขึ้น

หากจัดการชีวิตในช่วงนี้ได้ดี ในช่วงอายุ 20 ปลายๆ เราน่าจะมีพื้นฐานการงานและการเงินมั่นคงในระดับหนึ่ง มีประสบการณ์ความรู้ความสามารถในด้านที่เราถนัดอย่างชัดเจนมากขึ้น ที่จะช่วยต่อยอดให้เราในช่วงชีวิตถัดไปได้อย่างมาก

2. วัยสร้างฐานะและครอบครัว (อายุ 31-40 ปี)

จากช่วงก่อนหน้านี้ที่อาจจะมีแค่ค่าใช้จ่ายเฉพาะตัวเอง พอเข้าสู่วัยนี้จะพบว่า ภาระทางการเงินจะพุ่งสูงขึ้นมาก เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่เริ่มสร้างครอบครัว ค่าใช้จ่ายและภาระเงินผ่อนต่างๆก็จะเริ่มตามมาจากการต้องดูแลผู้อื่น เริ่มตั้งแต่ ค่าจัดงานแต่งงาน พอมีลูกก็ต้องมีค่าคลอดลูก ค่าเลี้ยงดูลูก ค่าเล่าเรียนลูก ประกันสุขภาพลูก พอเดินทางไปไหนมาไหนร่วมกันหลายคน ก็เริ่มต้องซื้อรถ ต้องมีเงินดาวน์รถ ผ่อนรถ จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆจากการมีรถ พอย้ายออกมาสร้างครอบครัว ก็ต้องมีเงินดาวน์บ้าน ผ่อนบ้าน รวมถึงค่าเบี้ยประกันชีวิตที่อาจจะต้องพิจารณาทำเพื่อคุ้มครองภาระการเงินให้ครอบครัว จึงทำให้ถ้าใครวางแผนบริหารจัดสรรเงินได้ไม่มี จะกลายเป็นช่วงที่มีปัญหาการเงิน (รายได้ไม่พอรายจ่าย เป็นหนี้บัตรเครดิต ผ่อนเกินกำลัง) ได้ง่ายๆ

ดังนั้น สิ่งที่คนวัยนี้ควรจะให้ความสำคัญมากที่สุดเรื่องการเงินก็คือการรู้จัก “วางแผนการเงิน” ที่ไม่ใช่แค่การรู้จักเก็บออม ลงทุน แต่คือการที่ต้องมีแผนในการจัดสรรเงิน เมื่อมีรายได้เข้ามา ว่าต้องวางแผนกันเงินแต่ละส่วน ไปเป็นค่าใช่จ่ายที่จำเป็นจริงๆอะไรบ้าง เพื่อควบคุมรายจ่ายค่ากินอยู่ทั่วไปให้เหมาะสม และควรเหลือเงินเก็บเท่าไหร่ เอาไว้ใช้จ่ายในอนาคตไปกับค่าเล่าเรียนลูก หรือเงินเกษียณของตัวเอง

นอกเหนือจากเรื่องการเงิน คนวัยนี้ก็ควรให้ความสำคัญต่อเรื่องของสุขภาพบ้าง เนื่องจาก เมื่อภาระเยอะ อาจจะเน้นทำแต่งาน มัวแต่ยุ่งกับเรื่องของครอบครัว จนอาจจะละเลยสุขภาพของตัวเอง ทำให้เริ่มเจ็บป่วยได้ง่าย (ใครที่อายุเริ่มเข้าเลข 3 กลางๆจะรู้ตัวเลยว่า สุขภาพมันถดถอยลงกว่าช่วงหนุ่มสาวเยอะ) ฉะนั้นอย่าลืมหาเวลาออกกำลังกายกันด้วยนะครับ

3. วัยก่อนเกษียณ (อายุ 41-55 ปี)

จะเริ่มเป็นวัยที่มีความมั่นคงทางการเงินสูงขึ้นมาก (หากก่อนหน้านี้วางแผนชีวิตมาดี) เนื่องจากประสบการณ์ทำงานสูงขึ้น หน้าที่การงานลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงมากขึ้น มีรายได้สูงขึ้น สวนทางกับภาระการเงินที่เริ่มค่อยๆลดลง (ลูกเริ่มเรียนใกล้จบ หนี้บ้านหนี้รถลดลงไปเยอะ) ทำให้เป็นวัยที่ควรจะมีเงินเหลือเก็บมากกว่าวัยอื่นๆ การจัดการทางการเงินจึงเน้นไปที่ “การวางแผนลงทุน” รู้จักนำเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายมาบริหารจัดการ ลงทุนให้เงินเก็บงอกเงยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไว้เตรียมไว้ใช้ช่วงหลังเกษียณ หรือเป็นเงินทุนให้ลูกไว้ใช้เรียนในชั้นป.ตรี ป.โท ที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ หรือลงทุนในทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้ให้เราเพิ่มเติม (เช่น อสังหาริมทรัพย์)

ขณะเดียวกัน สำหรับคนที่ยังมีภาระหนี้ระยะยาวที่ยังเหลืออยู่ เช่น หนี้บ้าน ก็อาจวางแผนนำเงินส่วนที่เหลือบางส่วน มาจัดการกับภาระหนี้เหล่านี้ เพื่อช่วยเร่งปิดยอดหนี้ที่เหลืออยู่ ก็จะยิ่งช่วยลดภาระการเงินได้เร็วขึ้น เพื่อเป็นการเตรียมตัวเคลียร์ภาระทั้งหมดก่อนเข้าสู่วัยเกษียณต่อไป

4. วัยหลังเกษียณ (อายุ 55 ปีเป็นต้นไป)

ควรจะเป็นวัยที่มีความมั่งคั่งมากที่สุด เพราะหากวางแผนมาดีแต่ต้น เมื่อเข้าสู่วัยนี้ ภาระหนี้สินและความรับผิดชอบต่างๆ ควรจะต้องลดลงไปมาก หรือหมดไปแล้ว ขณะที่ทรัพย์สินที่มีอยู่ ก็น่าจะมีมากพอจนเป็นเงินก้อนใหญ่ หลังจากที่สะสมและลงทุนมาทั้งชีวิต ในทางการเงินแล้ว วัยนี้จึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่อง “การบริหารเงินหลังเกษียณ” เพื่อเอาไว้กินใช้ให้เพียงพอให้นานที่สุด การลงทุนจึงเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นการเติบโตของเงิน คาดหวังผลตอบแทนสูงๆ รับความเสี่ยงและความผันผวนสูงๆได้ ไปเป็นการลงทุนที่เน้นการรักษามูลค่าของเงิน ผลตอบแทนอาจจะขอแค่ไม่แพ้เงินเฟ้อ ไม่ต้องเสี่ยงมาก และไม่ต้องเผชิญความผันผวนของเงินลงทุนสูงๆแล้ว เพื่อให้เงินเก็บที่หามาทั้งชีวิต หมดลงช้าที่สุด

ขณะเดียวกัน ก็ควรจะเป็นวัยที่ต้องดูแลรักษากายใจให้ดี เพราะเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยเกษียณ โอกาสเจ็บป่วยก็เริ่มสูงขึ้น และเมื่อเกษียณ มีเวลาว่างมากขึ้น หากไม่มีอะไรทำ ก็อาจจะทำให้ตัวเองรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่มีคุณค่า ยิ่งใครที่เป็นโสด หากไม่มีลูกหลานมาแวะเวียนเยี่ยมเยียน ก็อาจจะรู้สึก เหงา ว้าเหว่ ดังนั้น นอกจากต้องรู้จักบริหารเงินแล้ว ก็ต้องรู้จักบริหารสุขภาพกาย ใช้เวลาว่างที่มีขยับร่างกาย ออกกำลังบ้าง เพื่อไม่ให้สุขภาพเสื่อมถอยเร็วเกินไป รวมถึงสุขภาพใจ ที่ต้องรักษาให้แจ่มใสเสมอ โดยอาจจะหาอะไรทำ หรือออกเดินทางบ้าง เพื่อไม่ให้ชีวิตเงียบเหงาจนเกินไป

============================

แม้ชีวิตใครหลายๆคน อาจจะไม่ได้เป็นไปตามแนวทางในแต่ละวัยตามที่ว่ามา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดพลาด หรือเรื่องน่าแปลกอะไร เพราะชีวิตแต่ละคนก็ล้วนต่างกัน และชีวิตก็ไม่ควรมีเส้นทางที่เป็นสูตรสำเร็จแค่แบบเดียว แต่อย่างน้อยผมก็เชื่อว่า “หลักการจัดการชีวิตอย่างถูกต้อง” นั้น ก็ยังน่าที่จะเป็นประโยชน์กับทุกคน ไม่ว่าวันนี้เราจะมีชีวิตแบบไหน หรืออยู่ในช่วงวัยไหนก็ตาม ถ้าเราสามารถเข้าใจถึงหัวใจสำคัญของการจัดการ และนำไปใช้กับชีวิตของเราได้ดี นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ 🙂

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save