5 เคล็ดลับเก็บเงินยังไงให้มีความสุข

ปลายปีแบบนี้หลายคนตั้งปณิธานอยากออมเงินให้ได้เยอะ 

แต่พยายามออมอย่างไรก็ทำไม่สำเร็จหรือไม่ก็ออมไปทุกข์ใจไป

มาดามฟินนี่เลยอยากเอา 5 เคล็ดลับง่ายๆ มาฝากว่าเก็บเงินยังไงให้มีความสุขค่ะ

อันดับ1 : ทำความเข้าใจใหม่ว่าเก็บเงินมันไม่ใช่แค่สิ่งที่ “ต้องทำ”

แต่การออมเงินเป็นสิ่งที่เรา “เลือกทำ” เพื่อตัวเรา เพื่ออนาคตของเราเอง คือคนเราโดยธรรมขาติไม่ชอบถูกบังคับค่ะ ดังนั้น ถ้าเราคิดว่าการออมเงินเป็นเรื่องที่เราต้องจำใจ กล้ำกลืนทำ เพราะเพียงใครๆบอกว่าต้องทำ เราจะมีความสุขได้ยากมาก

คิดใหม่…เราเลือกที่จะเริ่มเก็บเงิน ทำมันให้สำเร็จตามที่ตั้งใจ เพราะเราเห็นค่าของตัวเรา ที่ควรมีชีวิตที่ดีแบบที่เราเลือก โดยมีเงินออมของเราดูแลเราในอนาคต

อันดับที่ 2 : ออมเงินได้ง่ายขึ้น เมื่อกำกับรายจ่ายได้

ยอมรับเสียเถอะว่าสาเหตุนึงที่ทำให้การออมเงินนั้นยากลำบาก ก็เพราะว่ารายจ่ายเราเยอะเสียเหลือเกิน ดังนั้น ต่อให้เราออมก่อนใช้ แต่สุดท้ายแล้วใช้ไม่พอ เราก็ต้องไม่แตะต้องเงินเก็บอยู่ดีค่ะ

ทำใหม่.. ให้น้ำหนัก โฟกัสเรื่องการทำงบประมาณ ว่าจะใช้เงินกับรายจ่ายแบบไหนเท่าไหร่ แล้วจับตาดูตัวเอง จดรายจ่าย ให้อยู่ในร่องในรอย ถ้าเราทำตามนี้ได้ รับรองว่าเงินที่เก็บไว้ จะอยู่รอดปลอดภัยแบบสบายๆ

อันดับที่ 3 : หากัลยาณมิตรที่คิดออมเงินเป็นเพื่อนร่วมทาง

คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนกลับมาได้ คำโบราณว่าไว้มีเหตุผลนะคะ หากเรามีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ให้กำลังใจ ชวนกันออมเงิน เราจะทำมันได้ง่ายขึ้นอีกหลายเท่าตัว

หาเพื่อนชวนกันออมเงิน หรือลองเข้ากลุ่มปิด เช่น ชมรมคนมีตังค์, ออมเงิน ฯลฯ กลุ่มเหล่านี้จะมีเพื่อนๆ ที่อยากออมเงินพูดคุย หาไอเดีย แนะนำกัน ทำให้การออมเงินไม่เดียวดายอีกต่อไป

อันดับที่ 4: วางเงินไว้ในที่ที่เอาออกมาได้ยากขึ้น

ถ้าเราวางเงินไว้ที่ที่เอาออกมาได้ง่าย มันคือความเสี่ยงค่ะ ที่มือใหม่หัดเก็บเงิน หรือคนใจง่ายใจอ่อนจะหยิบจะถอนออกมาใช้ หาข้อมูลพวกบัญชีเงินฝากประจำ, สลากออมสิน, ประกันแบบสะสมทรัพย์ พวกที่มีกำหนดระยะเวลาบังคับเป็นทางเลือก หรือถ้าเป็นเงินออมที่เย็นมากๆ คือรอได้ถึง 7 ปีและรับความเสี่ยงได้มากเพื่อโอกาสได้ผลตอบแทนสูง กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) ก็เป็นตัวเลือกที่น่ามองค่ะ

อันดับที่ 5 : ทำให้การออมเงินเป็นเรื่องสนุก

อะไรที่สนุกที่ง่าย เราจะอยากทำ ลองหาพวกรูปภาพที่แสดงความก้าวหน้าในการเก็บเงิน พิมพ์ออกแล้วระบายสีตามจำนวนเงินที่เก็บได้ ในอินเตอร์เน็ตมีให้โหลดฟรีเพียบเลยค่ะ หรือจะใช้เทคนิคออมเงินใส่ซอง ใส่กระปุกรูปต่างๆ มีสีสัน คิดกติกาให้รางวัลตัวเองบ้างหากเก็บเงินได้ตามเป้าหมายในระยะเวลาที่กำหนด

การที่เราเข้มงวดกับตัวเองมากไป โดยไร้ความสนุกและไม่มีรางวัลระหว่างทาง อาจเป็นสาเหตุนึงที่ทำให้การออมเงินไม่มีความสุข ลองเปลี่ยนอารมณ์มาทำให้มันดูสนุกขึ้นสิคะ

มาดามฝากเคล็ดลับง่ายๆ 5 ข้อนี้ไว้น้า ลองนำไปทำตามดู แล้วจะรู้ว่าความยากลำบากในการออมเงินจะค่อยๆ เบาบางลงได้ค่ะ

ขอให้กำลังใจคนที่ตั้งใจดี เก็บเงินเพื่ออนาคตค่ะ

มาดามฟินนี่

คนรุ่นใหม่ซื้อประกันแบบไหนลดหย่อนภาษีดี?

ใกล้จะสิ้นปีแล้วปั้นเงินเชื่อว่าหลายคนกำลังมองหาทางเลือกในการลดหย่อนภาษีอยู่กันแน่เลย และเครื่องมือในการลดหย่อนภาษีก็มีมากมาย ซึ่งส่วนมากที่นิยมกันก็หนีไม่พ้น LTF RMF และประกันฯ การซื้อ LTF RMF แน่นอนว่าตอบโจทย์เรื่องการลงทุนและได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่หลายคนอาจจะยังมีคำถามในใจว่า “ซื้อประกันแบบไหน ลดหย่อนภาษีดี?”

ผมอยากให้ลองเปลี่ยนคำถามนี้เป็น “ซื้อประกันแบบไหนถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด” ก่อนดีกว่า เพราะปัจจุบันเท่าที่เรารู้กันมีประกันอยู่ 3 ประเภทที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ นั่นคือ

1. ประกันชีวิต (แบบคุ้มครองชีวิต แบบออมทรัพย์ และแบบควบการลงทุน*) ลดหย่อนสูงสุด 1 แสนบาท

2. ประกันสุขภาพ (ที่คุ้มครองสุขภาพและโรคร้ายแรง ไม่รวมประกันอุบัติเหตุ) ลดหย่อนสูงสุด 15,000 บาท [แต่ประกันชีวิตและประกันสุขภาพเมื่อรวมเบี้ยเข้าด้วยกันจะลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท]

3. ประกันแบบบำนาญ ใช้ลดหย่อนสูงสุดได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 2 แสนบาท แต่เมื่อรวมกับ กลุ่มลดหย่อนภาษีที่เป็นเงินเกษียณฯ** ต้องไม่เกิน 5 แสนบาท

ถ้าอย่างนั้นลองมาจำแนกผลประโยชน์ในการซื้อประกันและการวางแผนภาษีพร้อมกันทีละประเภท เพื่อดูว่าคนรุ่นใหม่อย่างเราที่มีความต้องการแตกต่างแต่คล้ายกัน ซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษีแบบไหนเกิดประโยชน์สูงสุด

1. ประกันชีวิตแบบคุ้มครองชีวิต หรือที่หลายคนเรียกว่าประกันจ่ายทิ้ง

ส่วนใหญ่ประกันชีวิตแบบนี้เหมาะกับการวางแผนระยะยาว เพราะจ่ายเบี้ยไม่แพงแลกกับทุนคุ้มครองสูง แต่สามารถเป็นหัวรถจักรพ่วงประกันสุขภาพที่ดีได้ในระยะยาว เพราะไม่จำเป็นต้องจ่ายเบี้ยมูลค่าสูงในอนาคตเพื่อสร้างประกันคุ้มครอง

ข้อดีคือจ่ายเบี้ยไม่แพงและมีรูมสำหรับพ่วงประกันสุขภาพสูงสุดที่ 15,000 บาท ไม่ต้องใช้สิทธิลดหย่อนเต็มจำนวน แต่ก็ได้แผนคุ้มครองการเงินในระยะยาวมาแทน แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนไม่ชอบประกันประเภทนี้ก็คือ ความรู้สึกที่เหมือนจ่ายเงินทิ้งแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์ ไม่รู้ว่าจะได้เคลมมากน้อยแค่ไหน ลดหย่อนภาษีได้ไม่มากเพราะไม่อยากจ่ายเงินทิ้งเป็นปีละหลายหมื่น

2. ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์

เป็นแบบประกันที่เหมาะกับการลดหย่อนภาษีนะ เพราะหลายคนรู้สึกได้ใช้สิทธิประโยชน์เต็มที่ จ่ายเงินเท่าไหร่ก็ได้เงินคืนเท่านั้น แถมได้ดอกเบี้ยจากการฝากเงินอีกต่างหาก…ถึงจะไม่มากก็เถอะ

ข้อดีของประกันประเภทนี้คือจ่ายแล้วได้เงินคืน แม้ทุนคุ้มครองที่ได้รับเมื่อเทียบกับเบี้ยที่เสียไปจะได้น้อยกว่าแบบคุ้มครองชีวิต แต่มันก็เหมาะกับคนที่ตั้งใจซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีและคาดหวังจะได้เงินต้นคืนทั้งหมด อ้อ! อย่าลืมว่ากว่าจะได้คืนก็ต้องใช้เวลาในการรอคอยอีกนานพอสมควรแล้วแต่แบบประกันที่เราซื้อ

ข้อเสียคือถ้ามองเรื่องความคุ้มครองในระยะยาว ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ไม่เหมาะที่จะเป็นหัวรถจักรสำหรับการพ่วงประกันสุขภาพ เพราะถ้าอายุกรมธรรม์ครบกำหนดเมื่อไหร่ เราต้องหาประกันชีวิตฉบับใหม่มาพ่วง ซึ่งก็จะจ่ายแพงตามอายุที่มากขึ้น จึงไม่เหมาะกับคนที่คิดจะซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพเพื่อวางแผนการเงินระยะยาว

3. ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน หรือ Unit Link 

ก็คือประกันชีวิตที่เราจ่ายเบี้ยก้อนหนึ่งเพื่อแบ่งเป็นสองส่วน คือ ความคุ้มครอง และเพื่อการลงทุน ในส่วนที่จะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้จะมีเพียงส่วนที่จ่ายเพื่อความคุ้มครองเท่านั้น ซึ่งในแต่ละปีเงินที่สามารถลดหย่อนภาษีได้จะมีจำนวนไม่เท่ากัน

ข้อดีคือเงินส่วนที่นำไปลงทุนสามารถเพิ่มผลตอบแทนให้เราได้ และสามารถนับเป็นเงินลงทุนอีกก้อนหนึ่งที่มีความคุ้มครองเพิ่มเข้ามาให้ อีกทั้ง Unit Link บางรูปแบบสามารถใช้วางแผนการเงินในระยะยาวได้ เพราะมันค่อนข้างยืดหยุ่นกับแผนการเงินในระยะยาว แต่ประกันชีวิตควบการลงทุนบางรูปแบบไม่เหมาะกับการลดหย่อนภาษีเท่าไหร่ เพราะเบี้ยที่จ่ายออกไปไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด

สมมติตัวเลขว่าเราจ่ายเบี้ยประกันปีละ 20,000 บาท ในปีแรกอาจจะถูกหักไปจ่ายเพื่อความคุ้มครอง 16,000 บาท และที่เหลือ 4,000 บาทจะนำไปลงทุน ในปีที่สองถูกหักไปจ่ายคุ้มครอง 10,000 บาท และลงทุน 10,000 บาท ส่วนปีต่อๆ ไปเงินที่จ่ายเพื่อความคุ้มครองจะน้อยลงเรื่อยๆ ตามแบบประกัน

ส่งผลให้เงินที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้มีมูลค่าน้อยลงเรื่อยๆ สวนทางกับรายได้ของหลายคนที่จะมากขึ้น และจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ลดหย่อนมากขึ้น แต่ก็อาจจะเหมาะกับการวางแผนการเงินในระยะยาวมากกว่า

4. ประกันแบบบำนาญ

ประกันแบบบำนาญเหมาะกับการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อย และต้องการเงินได้ในรูปแบบบำนาญภายหลังการเกษียณ เพราะบางคนที่รับความเสี่ยงในการลงทุนได้จะเลือกใช้สิทธิลดหย่อนจาก RMF หรือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพมากกว่า ซึ่งพอใช้สิทธิจากกลุ่มลดหย่อนภาษีที่เป็นเงินเกษียณฯไปแล้ว จะทำให้เหลือรูมสำหรับใช้สิทธิประกันแบบบำนาญได้น้อย จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมของคนที่ชอบลงทุนสักเท่าไหร่

แต่มันเหมาะมากๆ สำหรับพนักงานประจำที่มีรายได้รายเดือนและแสวงหาความมั่นคงในระยะยาว ประกันแบบบำนาญไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองสุขภาพหรือคุ้มครองชีวิต เป็นการคุ้มครองความมั่นคงทางการเงินในอนาคตมากกว่า

แต่สำหรับฟรีแลนซ์ถ้าจะทำประกันบำนาญต้องมั่นใจก่อนนะว่ามีเงินที่มั่นคงพอจะจ่ายเบี้ยรายปี เพราะเบี้ยประกันค่อนข้างสูงอยู่เหมือนกัน

ขอย้ำอีกทีว่าเราควรเลือกซื้อประกันบน “ประโยชน์” และ “ความจำเป็นพื้นฐาน” ของชีวิตมากกว่าจะมองว่าซื้อแบบไหนเพื่อลดหย่อนภาษีให้ได้มากที่สุด เพราะบางทีการตะบี้ตะบันซื้อประกันเพื่อลดภาษีอาจนำความเดือดร้อนมาให้กับเราได้ในอนาคต

คิดว่าตัวเองเหมาะกับประกันแบบไหนก็จัดไปได้เลยจ้า

รีวิวกองทุน ABLTF กองทุนประหยัดภาษีที่ลงทุนในตราสารทุนที่มีคุณภาพจาก บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด

ตอนนี้ก็เป็นตอนที่ 3 แล้วครับ สำหรับตอนนี้ผมจะพาไปพบกับกองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้นระยะยาวด้วยการหาหุ้นที่มี “คุณภาพที่ดี” ตามสไตล์ของ บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด โดยกองทุนในวันนี้คือ กองทุน ABLTF หรือ กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด หุ้นระยะยาว จาก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัดนั่นเองครับ

เอาล่ะครับ เรามาเริ่มจากสรุปภาพรวมกองทุนกันก่อน แล้วค่อย ๆ ลงไปดูที่รายละเอียดกันครับ (ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2561)

1. ความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 6

2. ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2561

ถ้าเรามาลงไปดูต่อที่รายละเอียดของความเสี่ยงและผลตอบแทน จะพบว่ากองทุน ABLTF นั้น ถูกตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2547 มี NAV อยู่ที่ 49.33 ดูกันต่อที่รายละเอียดความผันผวนตามนี้ครับผม

ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2560 ตัวชี้วัดของกองทุนใช้ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET CR Index)  ซึ่งไม่ได้รวมถึงผลตอบแทนที่ได้รับมาจากอัตราปันผลของหุ้นในดัชนี ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนของกองทุนในระยะเวลาเดียวกันได้คำนวณร่วมกับอัตราปันผลของหุ้นที่กองทุนได้นำไปลงทุนต่อ การเปรียบเทียบระหว่างผลตอบแทนของกองทุนและตัวชี้วัดจึงต้องนำปัจจัยดังกล่าวมาร่วมพิจารณา ถ้าหากกองทุนและตัวชี้วัดได้คำนวณด้วยกระบวนการเดียวกันก่อนวันที่ 1 มกราคม 2560 ผลต่างระหว่างผลตอบแทนและตัวชี้วัดอาจน้อยลงได้

ที่มา : บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด

ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นส่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

เอกสารการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมฉบับนี้ได้จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนจะเห็นว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดนะครับ

3. สัดส่วนของประเภททรัพย์สินที่ลงทุน

ถ้าเราไปดูที่หุ้น 5 อันดับแรกของหลักทรัพย์ที่ลงทุน (%) (ณ 31 ต.ค. 61)

อันดับ 1 เป็น หุ้น บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) 6.0% 

อันดับ 2 เป็น หุ้น บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส 5.9%

อันดับ 3 เป็น หุ้น บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ 5.4%

อันดับ 4 เป็น หุ้น บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา 5.0%

อันดับ 5 เป็น หุ้น บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม 4.8%

ที่มา : บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด

ผมเล่าเพิ่มเติมหน่อยละกันครับว่า กองทุนของทาง บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด ส่วนใหญ่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก เพราะเน้นการคัดเลือกหุ้นปัจจัยพื้นฐานจากตัวบริษัท ฯ เป็นหลัก ซึ่งเราจะเรียกวิธีนี้ว่า รูปแบบการลงทุนแบบเลือกหุ้นรายตัว Bottom-up เรียกได้ว่า เมื่อเจอหุ้นที่ดีแล้วมักจะถือระยะยาว โดยพอร์ตการลงทุนของบลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด  จะมีอีกจุดเด่นที่สำคัญคือมีความผันผวนของการดำเนินงานที่ต่ำกว่าตลาด ซึ่งการคัดแบบปัจจัยพื้นฐานที่ว่านี้ คัดตั้งแต่ผู้บริหารที่เก่ง บริหารงานได้ดี และโปร่งใส พร้อมทั้งมีงบการเงินที่แข็งแกร่ง (Financial Statement) จริง ๆ โดยทาง บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด มีปรัชญาในการลงทุนที่ว่าจะไม่ซื้อหุ้นของบริษัทที่ไม่เคยพบปะกับผู้บริหารของบริษัทนั้นมาก่อน ซึ่งการเข้าเยี่ยมบริษัทที่ว่า จะทำให้สามารถประเมินมูลค่าของบริษัทในสองเกณฑ์ คือ เกณฑ์คุณภาพและเกณฑ์ราคา จากความเชื่อว่าหุ้นที่นั้น ต้องมาจากทรัพยากรมนุษย์ที่ดี เพราะทุกอย่างนั้นต้องเกิดจากผู้บริหาร และพนักงานทั้งสิ้น

ส่วนการคำนวณราคาหุ้นนั้น จะดูจากอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ ภาวะตลาด คู่แข่งในตลาด และแนวโน้มในอนาคตของบริษัท ประกอบกันครับ เพื่อให้ได้ราคาที่ควรจะเป็นของหุ้นตัวนั้น ที่สำคัญการประเมินคุณภาพของหุ้นแต่ละอุตสาหกรรมก็จะแตกต่างกันไปครับ โดยจะขึ้นกับลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบริษัท ฯ  และสไตล์การลงทุนของ บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด ก็จะไม่เน้นการซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ เน้นแบบอนุรักษ์นิยมเป็นส่วนใหญ่เพื่อให้ลงทุนระยะยาว อาจจะมีซื้อเพิ่มและขายเพียงบางส่วนในหุ้นตัวเดิม เพื่อปรับปรุงสัดส่วนมากกว่าที่จะซื้อขายหุ้นทั้งหมดที่มีในครั้งเดียว ส่งผลให้พอร์ตการลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงหุ้นต่ำมากครับ  เพื่อให้มั่นใจได้ว่า กองทุนได้เลือกหุ้นจากพื้นฐานของกิจการที่ดี เพื่อการเติบโตในระยะยาวอย่างแน่นอนครับ

ดังนั้น ถ้าหากใครที่ชอบแนวคิดการลงทุนแบบนี้คือ “เน้นที่คุณภาพ”แต่ก็ไม่ได้มีเวลาในการเฟ้นหาหุ้นแบบนี้ด้วยตนเองแล้วละก็ กองทุน ABLTF แบบนี้ ก็เป็นกองทุนที่น่าสนใจอย่างมากครับ 

4. สรุป

ขอสรุปอีกทีสำหรับกองทุน ABLTF นะครับว่า กองทุนนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดหย่อนภาษี อยากได้หุ้นที่ผ่านการคัดเลือกและคัดกรองมาเป็นอย่างดี และชอบสไตล์การลงทุนแนวเน้นคุณค่า (ไม่ซื้อขายบ่อย แต่เน้นที่คุณภาพหุ้นที่เติบโตในระยะยาว) กองทุนนี้ถือว่าเหมาะกับคนอย่างคุณครับผม

สุดท้ายนี้…สำหรับใครที่สนใจกองทุน ABLTF หรือกองทุนเปิด อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด หุ้นระยะยาว จาก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด สามารถสอบถามได้ที่ช่องทางต่อไปนี้ครับ

1. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 02-3523333

2. เว็บไซต์ : http://www.aberdeen-asset.co.th/LTF-RMF , http://www.aberdeen-asset.co.th/

และทั้งหมดนี้ ก็เป็นเนื้อหา รายการ “กองทุนไหนดี SELECTED LTF RMF SEASON 3 ประจำปี 2018” ในตอนที่สามนี้ครับ ผมขอเตือนอีกสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในกองทุนรวม นั่นคือ 

ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ ในตลาดทุน มิได้เป็นส่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ในกองทุนรวมดังกล่าวด้วย 

ติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวนได้ทุกวันทำการที่บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด หรือผู้สนับสนุนการขายทุกราย หรือดาวน์โหลดผ่านทางเว็บไซต์ของ บลจ. ครับผม

ข้อมูล กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด หุ้นระยะยาว (ABLTF)

นโยบายการลงทุน : ลงทุนในหลักทรัพย์ และหรือทรัพย์สินอันเป็นหรือที่เกี่ยวข้องกับตราสารแห่งทุนระยะยาวที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจะลงทุนเพื่อให้มี net exposure ในตราสารทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

ระดับความเสี่ยง : ระดับ 6

เหมาะสำหรับ : นักลงทุนที่สามารถรับความผันผวนของราคาหุ้นที่กองทุนรวมไปลงทุน ซึ่งอาจจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น หรือลดลงจนต่ำกว่ามูลค่าที่ลงทุนและทำให้ขาดทุนได้ และผู้ลงทุนสามารถลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไปและผู้ลงทุนสามารถนำเงินลงทุนไปคำนวณลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร

วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

“โบนัส” ใช้อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด ?

เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้เงิน “โบนัส” ก้อนนี้ aomMONEY มีคำแนะนำเกี่ยวกับ เงินโบนัสใช้อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุดมาฝากกัน เริ่มจาก..คิดว่าโบนัสเป็นเงินได้ที่นอกเหนือจากเงินเดือน ไม่ได้เป็นส่วนสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อแยกจุดประสงค์การใช้ให้ชัดเจนอยากให้แบ่งเป็น 4 ส่วนดังนี้

1. โป๊ะหนี้

เริ่มต้นด้วยการปลดแอกจากภาระหนี้สิน แต่..ถ้าสัดส่วนที่แบ่งไว้สำหรับชำระหนี้ไม่เพียงกับยอดหนี้ที่มีอยู่ก็ไม่เป็นไรนะครับ ค่อย ๆ ทยอยใช้ที่เหลือไปต่อไปเรื่อย ๆ ให้หมดเร็วที่สุด โบนัสจึงเป็นเหมือนสิ่งช่วยสร้างสภาพคล่องการเงินในแต่ละเดือนของเราก็จะดีขึ้น

โดยหนี้สินที่ควรรีบชำระอันดับแรกเลยคือ หนี้บัตรเครดิตและหนี้บัตรกดเงินสด เพราะมีอัตราดอกเบี้ยสูง หรืออาจะเอาเงินไปโปะหนี้บ้าน, หนี้คอนโด หรือหนี้รถ ให้หนี้หมดไวลดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลงได้ด้วย aomMONEY แนะนำให้จัดลำดับการจ่ายหนี้ (แต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนตามเงื่อนไขและสถานการณ์ของแต่ละคนนะครับ) คือ

1. ลดการจ่ายดอกเบี้ย โดยเลือกจ่ายชำระกับเจ้าหนี้ที่คิดดอกเบี้ยสูงสุดก่อน

2. ลดจำนวนเจ้าหนี้ โดยชำระหนี้ที่ยอดก้อนเล็กให้ครบหมดไปก่อน แล้วค่อยชำระให้เจ้าหนี้ที่ก้อนโตที่สุดเจ้าเดียว

2. ให้รางวัลตัวเอง

ทำงานหนักมาทั้งปีถึงเวลาซื้อความสุขตอบแทนตัวเองบ้าง ลองดูว่าชอบอะไร รักอะไร พุ่งไปเลย  รวมถึงการเลือกลงทุนในเพื่อพัฒนาตัวเอง เช่น ซื้อหนังสือ, อบรมสัมมนา, เลือกคอร์สพัมนาตัวเอง เป็นต้น แต่อย่าใช้เงินเกินจากที่เราแบ่งสันปันส่วนไว้เด็ดขาดนะครับ เพราะจะทำให้เกิดวงจรหนี้ขึ้นอีก

ส่วนใครที่ไม่รู้ว่าจะให้รางวัลให้ตัวเองแบบไหนดี ก็แนะนำว่าลองใช้เงินไปเที่ยวพักผ่อน ใช้เวลากับครอบครัวหรือคนที่เรารัก ถือเป็นการเปิดรับประสบการณ์ชีวิตใหม่ พบปะผู้คน มีเพื่อนใหม่ ๆ โอกาสใหม่ ๆ ในชีวิตครับ

3. เก็บออม

บางคนทำงานมานานไม่มีเงินเก็บ นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีในการเริ่มต้นเก็บออมจะช่วยให้มีเงินสำรองฉุกเฉินกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน และเก็บไว้ใช้ในอนาคตด้วย โดยรูปแบบการออมก็ต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับสภาพคล่องและความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคน เริ่มจากเงินฝากที่เป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำที่สุดแต่ก็มีผลตอบแทนที่ต่ำที่สุด หรือจะเลือกทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ก็แต่ก็มีสภาพคล่องน้อยกว่า หรือที่ฮิต ๆ ในกลุ่มพนักงานออฟฟิตก็คือสลากออมสิน, สลาก ธกส ก็น่าสนใจเพราะถ้าซื้อครบทุกเลขก็มีโอกาสถูกรางวันทุกงวด ซึ่งผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากแบบปกติ เมื่อรู้จักเก็บเล็กผสมน้อยแล้วรับรองว่าไม่นานเงินก้อนเล็ก ๆ ที่แบ่งมาสะสมเรื่อย ๆ ก็จะงอกเงยเป็นเงินก้อนใหญ่ได้

ส่วนคนที่มีเงินเก็บอยู่แล้วให้คิดว่า ยิ่งรายได้มากขึ้นก็ต้องออมเงินมากขึ้นด้วยเช่นกัน และต้องรู้จักควบคุมรายจ่ายให้คงที่ไม่เฟ้อไปตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น

4. การลงทุน

คำถามฮิตคือ การลงทุนช่องทางไหนที่จะเพิ่มพูนเงินโบนัสให้งอกเงยที่สุด? คำตอบคือขึ้นอยู่กับเวลา, ความเสี่ยงที่รับได้รวมถึงปัจจัยเศรษฐกิจด้วย โดยส่วนใหญ่ที่นิยมลงทุนกันและอยากแนะนำให้มือใหม่หัดลงทุน คือ กองทุนรวม เพราะเหมาะสมกับมนุษย์เงินเดือนที่ไม่ค่อยมีเวลาในการจัดการการลงทุนด้วยตัวเอง เพราะสามารถการจัดการและตัดสินใจบนความเสี่ยงได้หลายอย่างจากความสามารถของผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพด้านการลงทุน แถมยังเอามาใช้ลดหย่อนภาษีได้ด้วย ส่วนขั้นแอดวานซ์ต่อไปก็อาจจะเลือกลงทุนใน ตราสารทุน(หุ้น), ตราสารอนุพันธ์ ต่อไป

การนำเงิน “โบนัส” มาลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งในอนาคตถือเป็นเรื่องดี แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าเราควรจะศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่เราจะลงทุนให้ดีภายใต้เงื่อนไขที่คุ้นหูกันดี คือ “การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน” และไม่ว่าจะลงทุนอะไรก็ตาม อย่าได้ลงทุนจนเกินกำลังของตัวเอง

หวังว่าแผนจัดการโบนัสนี้จะทำให้มนุษย์เงินเดือนใช้โบนัสกันอย่างเป้นระบบและคุ้มค่ามากขึ้น และเมื่อใช้เงินแล้วกต้องกลับมาตั้งใจทำงานให้ดีขึ้นกันต่อไป เพราะโบนัสปีหน้าจะได้มากขึ้นหรือน้อยลงก็ขึ้นอยู่กับผลของงานที่เราทำนั่นแหละครับ

◤ = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

???? ชอบกด Like โดนใจ กด Share

และอย่าลืม ✅ See First

เพื่อที่จะได้ไม่พลาดข่าวสารใหม่ ๆ ก่อนใคร

= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ◢

.

ติดตามความรู้ทางการเงินในช่องทางอื่นๆ ได้ที่

???? aommoney.rabbitstaging.com

https://www.youtube.com/AommoneyTH

https://www.blockdit.com/aommoney

???? กลุ่มกองทุนไหนดี https://bit.ly/3aOjgMl

สนใจโฆษณาติดต่อ :

???? Tel: 088-099-9875 (แน้ม)

???? Email: [email protected]

“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ระบบที่ซ้ำเติมคนจนครั้งแล้วครั้งเหล่า

หลังจากที่รัฐบาลพยายามกระจายรายได้ให้คนมีรายได้น้อย และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศอย่างที่รัฐบาลกล่าวอ้าง โดยไม่ได้มีเจตนาหาเสียงอย่างที่หลายคนตั้งครหานั้น เราพบว่า ปัญหาการกดรับเงินของผู้ใช้ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” สร้างความลำบากและชอกช้ำทางจิตใจให้กับผู้คนไม่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นการยืนต่อแถวยาวเหยียดเพื่อกดรับเงินหน้าตู้เอทีเอ็มกรุงไทยเหมือนประกาศศักดาความจนของตัวเองนั้นยังไม่มากพอ เรายังไม่นับรวมการถูกแซะ ถากถาง เหม็นกลิ่นคนจนขณะยืนรอต่อแถวกดเงินเช่นกันอีก รวมไปถึงคำกล่าวหาทั้งหลายที่ก่นบ่นด่าว่าคนจนรับเงินไปก็เอาไปซื้อเหล้า เมา และเงินก็หมด

Google จัดอันดับคำค้นหามากที่สุดในปี 2561 และแบ่งเป็น 10 หมวด คือ คำค้นหา, ข่าวในประเทศ, บุคคล, รายการโทรทัศน์, ทีมฟุตบอล, เพลง, สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศ, How to, ราคา และร้านค้า โดยมีวิธีกดเงิน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่เป็น How to ถูกค้นหามากที่สุดติดอันดับ 2

ทำไมยืนต่อแถวรอรับเงินสดจากการกดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงมีปัญหานัก !?

  • เพราะคนต้องยืนรอต่อแถวเพื่อกดรับเงินจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทยเท่านั้น ไม่ได้มีทางเลือกให้ไปกดรับเงินสดจากตู้เอทีเอ็มธนาคารอื่นเพิ่ม
  • เพราะข้อมูลจากภาครัฐไม่เพียงพอ รัฐไม่ได้ประกาศอย่างชัดแจ้งและประชาสัมพันธ์ไม่เพียงพอว่าสามารถกดรับเงินสดได้ตั้งแต่เมื่อไร และกดรับเงินสดได้ในระยะเวลายาวนานเท่าใด
  • ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดกันมากว่า ถ้ารัฐประกาศจะเริ่มแจกเงินตั้งแต่วันที่ 8-10 เดือนนี้เท่านั้นคนเข้าใจผิดว่าถ้าเลยระยะเวลานี้จะไม่สามารถรับเงินสดจากบัตรสวัสดิการรัฐได้อีก
  • เพราะกระบวนการยุ่งยาก นอกจากจะต้องใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว ยังต้องเปลี่ยนรหัสก่อนใช้งานอีก และรหัสที่ใช้ก็สร้างความซับซ้อนด้วยการใช้เลขตัวท้าย 6 ตัวของบัตรประชาชน ต้องคิดเลขใหม่ในการใช้บัตร สำหรับคนที่ยังไม่เคยใช้บริการตรงส่วนนี้ก็ค่อนข้างยุ่งยากและไม่สะดวกในการจัดการนัก

บัตรสวัสดิการของรัฐมี 2 แบบ

  • แบบที่ 1 บัตร Hybrid 2 Chips เป็น Contact Chip และ Contactless Chip และแถบแม่เหล็ก ผู้ที่ได้รับบัตรรูปแบบนี้ ได้แก่ผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม อยุธยา
  • แบบที่ 2 บัตร EMV เป็น Contact Chip และแถบแม่เหล็ก ผู้ที่ได้รับบัตรประเภทนี้ ได้แก่ผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนนอกเขตกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม อยุธยา

วิธีใช้บัตรสวัสดิการของรัฐ ต้องทำอย่างไรบ้าง ?

  • สอดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
  • ใส่รหัสเดิม (ซึ่งก็คือ เลข 6 ตัวท้ายของบัตรประชาชน)
  • เลือกที่หน้าจอตู้เอทีเอ็ม “เปลี่ยนรหัสบัตรสวัสดิการฯ”
  • ใส่หมายเลขโทรศัพท์มือถือ (หากต้องการได้รับการยืนยันผ่านทางข้อความโทรศัพท์ sms)
  • เลือก “เปลี่ยนรหัส” หน้าจอตู้เอทีเอ็ม
  • กดหมายเลขที่ต้องการเปลี่ยนรหัส 6 หลัก
  • กดหมายเลขที่ต้องการเปลี่ยนรหัส เพื่อเป็นการย้ำอีกครั้ง
  • เมื่อหน้าจอยืนยันการเปลี่ยนรหัสสมบูรณ์แล้ว ถ้าต้องการกดรับเงินสด ให้เลือกต้องการใช้บริการอื่นๆ ต่อ
  • กดเมนู ถอน/ โอน / อื่นๆ
  • กดเมนูถอนเงิน
  • กดจำนวนเงินที่ต้องการถอนออก
  • รับเงินสด

ถ้าทำ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หายหรือชำรุดต้องทำอย่างไร ?

  • ขอเปลี่ยนบัตรใหม่ด้วยตนเองที่ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา
  • บัตรสูญหาย ต้องมีใบแจ้งความในการขอออกบัตรใหม่
  • บัตรประเภท Hybrid ที่ผู้ลงทะเบียนใน 7 จังหวัด (กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร อยุธยา นครปฐม) สูญหาย หรือชำรุด ออกบัตรภายใน 30 วันทำการ (มีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 100 บาท)
  • บัตรประเภท EVM สำหรับผู้ลงทะเบียนนอกพื้นที่ 7 จังหวัด ออกบัตรใหม่ภายใน 15 วันทำการ (มีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 50 บาท)

ที่มา : 

Krungthai กรุงไทย
กระทรวงการคลัง

◤ = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

???? ชอบกด Like โดนใจ กด Share

และอย่าลืม ✅ See First

เพื่อที่จะได้ไม่พลาดข่าวสารใหม่ ๆ ก่อนใคร

= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ◢

ติดตามความรู้ทางการเงินในช่องทางอื่นๆ ได้ที่

???? aommoney.rabbitstaging.com

https://www.youtube.com/AommoneyTH

https://www.blockdit.com/aommoney

???? กลุ่มกองทุนไหนดี https://bit.ly/3aOjgMl

สนใจโฆษณาติดต่อ :

???? Tel: 088-099-9875 (แน้ม)

???? Email: [email protected]

สร้างเงินบำบาญด้วย Reverse Mortgage : สินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุโดยมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน

Reverse Mortgage คืออะไร ?

Reverse Mortgage คือ สินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุโดยมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน

หลักการของสินเชื่อแบบนี้ก็คือ ผู้สูงอายุที่มีบ้านที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง สามารถกู้เงินโดยนำบ้านมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน แล้วธนาคารก็จะทยอยจ่ายเงินเป็นก้อน (บำเหน็จ) หรือเป็นงวดให้เรารายเดือน (บำนาญ) เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยบ้านที่เป็นหลักประกันจะต้องเป็นของผู้ขอสินเชื่อและปลอดภาระหนี้

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็เหมือน การขายบ้านล่วงหน้าให้กับธนาคาร โดยธนาคารเป็นผู้ผ่อนซื้อ โดยมีเงื่อนไขว่าจะส่งมอบบ้านให้เมื่อเจ้าของบ้านเสียชีวิตแล้ว ดังนั้นธนาคารจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่างวดให้กับเจ้าของบ้าน ส่วนผู้กู้ก็ยังคงมีสิทธิอาศัยอยู่ในบ้านหรือที่ดินหลังนั้นได้ไปเรื่อย ๆ หากธนาคารจ่ายเงินให้ผู้กู้จนครบแล้วบ้านหลังนั้นจึงจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารหรือผู้ให้กู้

 จะตรงข้ามกับการขอสินเชื่อซื้อบ้านแบบปกติ ที่เราจะต้องเอาบ้านไปเป็นหลักประกันกับธนาคาร แล้วทยอยผ่อนเงินกู้ให้ธนาคารจนกว่าจะครบ สิทธิ์ความเป็นเจ้าบ้านถึงจะเป็นของเรา

สุดท้ายแล้วสิ่งที่ธนาคารผู้ให้กู้จะได้ ก็คือบ้านของผู้กู้ที่เสียชีวิตแล้ว หรือชำระจนครบตามสัญญาแล้ว โดยสามารถนำไปขายทอดตลาด หรือขายต่อให้กับทายาทต่อไปได้

ปัจจัยในการพิจารณาการขอสินเชื่อ Reverse Mortgage ขึ้นอยู่กับ 2 ข้อใหญ่ ๆ คือ

1. อายุของผู้กู้ คือยิ่งมีอายุมากเท่าไรก็จะยิ่งได้รับเงินแต่ละงวดมากขึ้นเท่านั้น (ระยะเวลาที่เหลือน้อย)

2. ลักษณะของบ้านว่ามีมูลค่าในตลาดเท่าไร ขึ้นอยู่กับ ขนาด สภาพ ทำเลดี ฯลฯ

เงื่อนไขของ Reverse Mortgage มีอะไรบ้าง ?

ตามที่แบงก์ชาติประกาศออกมาเพื่อเป็นแนวทาง (เมื่อ ปี 60) สำหรับสถาบันการเงินต่างๆปฏิบัติตาม เพื่อป้องกันความเสี่ยงและคุ้มครองผู้บริโภค คือ

1. ผู้กู้ต้องเป็นบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย

2. มีอายุตั้งแต่ 60 ปี แต่ไม่เกิน 80 ปี

3. การรับเงินสินเชื่อจะเลือกรับเป็นเงินก้อนทีเดียว หรือทยอยรับเป็นงวดๆจนกว่าเสียชีวิตหรือหมดอายุสัญญาก็ได้

4. หลังได้สินเชื่อแล้ว ผู้กู้สามารถอยู่อาศัยในบ้านที่ใช้เป็นหลักประกันได้ แต่ต้องดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพดีอยู่อาศัยได้

5. สามารถกู้ร่วมได้ในกรณีที่กู้ร่วมกับคู่สมรสตามกฎหมายที่มีกรรมสิทธิ์ในหลักประกันร่วมกัน โดยผู้กู้จะต้องไม่เป็นผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ

6. หลักประกันต้องเป็นที่อยู่อาศัยหลักของผู้กู้ และต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตลอดช่วงระยะเวลาที่ได้รับเงินกู้

7. วงเงินกรณีใช้ที่ดินพร้อมอาคาร กู้สูงสุดไม่เกิน 70% ของราคาประเมินหลักประกัน กรณีใช้ห้องชุดเป็นหลักประกัน วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 60% ของราคาประเมินหลักทรัพย์

8. การจ่ายเงินกู้จะจ่ายเป็นรายเดือน ภายในระยะเวลาไม่เกิน 25 ปี หรือเมื่อรวมกับอายุผู้กู้กับระยะเวลาการกู้เงินตามสัญญาแล้วต้องไม่เกินอายุ 85 ปี

9. เมื่อครบสัญญาแล้ว ผู้กู้สามารถขอขยายระยะเวลาเพิ่มเติม หรือชำระหนี้เพื่อปิดบัญชี หรือสามารถให้ธนาคารขายทรัพย์เพื่อปิดบัญชีก็ได้

10. ถ้าธนาคารขายหลักประกันได้ มูลค่ามากกว่าจำนวนหนี้ทั้งหมด (กำไร) ธนาคารจะต้องคืนส่วนต่างให้ผู้กู้ หรือบุคคลที่ตกลงไว้

11. ถ้าธนาคารขายหลักประกันได้ มูลค่าต่ำกว่าจำนวนหนี้ทั้งหมด (ขาดทุน) ธนาคารจะไปไล่เบี้ยคืนจากผู้กู้ไม่ได้

(ประกาศฉบับเต็ม)

สำหรับค่าใช้จ่าย, ค่าธรรมเนียมในการขอกู้ ที่ผู้กู้ต้องจ่ายแก่ธนาคาร ก็จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของธนาคารที่ปล่อยกู้ ปัจจุบันที่ aomMONEY เห็นว่าสินเชื่อประเภทนี้มีให้บริการผ่านธนาคารของรัฐ 2 แห่ง คือธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารพานิชย์ 1 แห่ง คือ ธนาคารไทยพานิชย์ 

ประโยชน์ของสินเชื่อ Reverse Mortgage คือจะช่วยเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้สูงอายุในสังคมไทย ที่ไม่มีเงินบำนาญ ไม่มีเงินออมเพียงพอใช้ ไม่มีสวัสดิการ แต่มีบ้านเป็นของตัวเอง จะถือว่าเป็นการวางแผนการเงินสำหรับใช้หลังเกษียณอีกประเภทหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีเงินสดใช้ไปตลอดชีวิตก็ว่าได้

แต่การจะมีบ้านหรือที่ดินเป็นของตัวเองเพื่อขอสินเชื่อประเภทนี้ในวัยหลังเกษียณได้ ก็มีจุดเริ่มต้นวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ รวมถึงหากได้รับเงินจากสินเชื่อ Reverse Mortgage แล้ว ก็ควรใช้จ่ายอย่างพอประมาณ ระมัดระวังไม่ก่อหนี้เพิ่มเติม เพื่อให้ปราศจากความกังวลและใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างมีความสุข

ขอบคุณข้อมูลจาก

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทย

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Line@ : @aommoney

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

รัฐบาลโอนให้ห้าร้อย ใช้สอยอย่างประหยัด

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองและโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แนะให้ผู้มีรายได้น้อยวางแผนการใช้จ่ายในช่วงปลายปีอย่างเหมาะสม

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซื้อสินค้าที่จำเป็นสำหรับครอบครัว หรือใช้เป็นค่าเดินทางกลับภูมิลำเนา หลังจากที่รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่าย 500 บาท เข้า e-Money แล้วตั้งแต่ 8-10 ธันวาคม 2561 โดยสามารถกดเป็นเงินสดไปใช้จ่ายเมื่อใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องกดให้ได้ภายใน 3 วันนี้

สำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่รัฐบาลจะมอบให้นั้น มีรายละเอียดวันที่กำหนดจ่ายให้ดังนี้ ค่าเช่าบ้านผู้สูงอายุ 400 บาท/คน/ เดือน ตั้งแต่ 12 ธ.ค. 2561 ค่าเดินทางไปรักษาสุขภาพผู้สูงอายุ 1,000 บาท/ คน จะเริ่มจ่าย 21 ธ.ค. 2561 และค่าไฟฟ้า 230 บาท/ เดือน และค่าน้ำ 100 บาท/ เดือน ตั้งแต่ 18 ก.พ. 2562

  • ค่าเช่าบ้านผู้สูงอายุ 400 บาท/คน/ เดือน ตั้งแต่ 12 ธ.ค. 2561
  • ค่าเดินทางไปรักษาสุขภาพผู้สูงอายุ 1,000 บาท/ คน จะเริ่มจ่าย 21 ธ.ค. 2561
  • ค่าไฟฟ้า 230 บาท/ เดือน และค่าน้ำ 100 บาท/ เดือน ตั้งแต่ 18 ก.พ.62

ที่มา:

รัฐบาลไทย
aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 11-14 ธันวาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้สถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ไม่ค่อยดีเท่าไร ตลาดอื่นก็ยังผันผวนอยู่ แต่ภาพรวมที่ดีอยู่ที่ไทยและญี่ปุ่นครับผม

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 11- 14 ธันวาคม 2561

ชะลอลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังซื้อตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ที่เหลือทยอยสะสมได้เรื่อยๆ

เหตุผล : ตอนนี้สหรัฐฯมีการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ ควรชะลอดูท่าทีไปก่อน แต่ยังเน้นซื้อไทยและญี่ปุ่นเป็นหลัก ส่วนตลาดอื่นทยอยสะสมได้เรื่อยๆ

Focus : ไทยและญี่ปุ่น

ความน่าสนใจ : พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวดี จากเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน LTF RMF ปลายปี บวกกับปัจจัยการเลือกตั้งปีหน้า ส่วนทางญี่ปุ่นนั้น GDP มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นทั่วโลกคอนข้างผันผวนในสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ ถึงแม้ว่าสหรัฐฯ ตกลงชะลอการขึ้นภาษีการค้ากับจีนออกไปอีก 90 วัน แต่อย่างไรก็ตามตลาดกลับมากังวลประเด็นข่าว CFO ของบริษัท Huawei หรือคุณ Meng Wanzhou ถูกจับกุมตัวที่สนามบินแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ด้วยคำสั่งของสหรัฐอเมริกา  เนื่องจากบริษัท Huawei Technologies กำลังถูกพิจารณาว่าบริษัทได้ละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกาต่ออิหร่าน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการเจรจาการค้า

นอกจากนั้น ตอนนี้ผมแนะนำให้จับตาการประชุมสภาของรัฐบาลอังกฤษเพื่อหาข้อสรุปเรื่อง Brexit  ในวันที่ 11 ธันวาคม ซึ่งจะสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นหากสภาของอังกฤษไม่ผ่านมติที่ Theresa May เสนอแน่นอนครับ อันนี้ก็ต้องลุ้นกันต่อไป

ดังนั้น สัปดาห์นี้ผมแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตโดยลดการลงทุนในตราสารทุนบางส่วนลง เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะขยายตัวลดลง ส่งผลให้ความผันผวนสูงขึ้นครับผม ดังนั้นระวังกันหน่อยนะครับ

ภาพรวมการลงทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สัปดาห์นี้แนะนำให้ชะลอการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ จากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงครับ เนื่องจากการหดตัวของราคาตลาดบ้านและการลงทุนภาคเอกชน ในขณะที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มถูกปรับตัวลดลงอีกด้วยครับ ดังนั้นรอก่อนนะครับ

สรุปสั้นๆ : ชะลอก่อนนะครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ทยอยสะสมหุ้นยุโรปได้เรื่อยๆครับ ถึงแม้เศรษฐกิจยุโรปปรับตัวลดลง จากความกังวลเรื่องนโยบายการยื่นขาดดุลการคลังของ Italy และการเจรจาการ Brexit อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าตอนนี้ราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนในราคาที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ในขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าผลประกอบการยังดีอยู่ จึงยังเป็นโอกาสที่ดีในการทยอยสะสมต่อได้ครับ

สรุปสั้นๆ : ยังทยอยสะสมต่อได้ครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ตอนนี้แนะนำให้ซื้อตลาดญี่ปุ่นได้เลยครับ เนื่องจากการคาดการณ์ตัวเลข GDP มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชนที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ และนโยบายการเงินของ BOJ จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องครับ เรียกว่าปัจจัยดีๆทุกอย่างมาสนับสนุนในตอนนี้เลยครับผม

สรุปสั้นๆ : ซื้อได้ครับ จัดได้จ้า

ตลาดหุ้นเกาหลี

ยังสะสมได้ต่อครับสำหรับตลาดเกาหลี จากเหตุผลเดิมที่ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI Index) ที่เคยพูดไว้ในสัปดาห์ก่อน และ Valuation ถูกปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 13 ปี อาจทำให้มี Downside Risk ลดลง และราคาสะท้อนถึงความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกไว้แล้ว จึงเป็นโอกาสดีในการเข้าสะสมครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อได้เรื่อยๆ ครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ยังคงเหมือนเดิมครับ สำหรับสัปดาห์นี้ ยังคงให้สะสมหุ้นอินเดียต่อไปครับ ด้วยเหตุผลเดิมเช่นกัน คือค่าเงินรูปีเริ่มกลับมาแข็งค่าจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงมา และคะแนนความนิยมของนายกรัฐมนตรีโมดีที่ลดลง ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศอินเดียยังคงขยายตัวได้ดี

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมได้เรื่อยๆครับ

ตลาดหุ้นไทย

ยังเหมือนเดิมครับ สัปดาห์นี้ยังซื้อต่อได้เหมือนเดิมครับ ผมมองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน LTF RMF ช่วงปลายปี ทั้งปัจจัยเรื่องการเลือกตั้ง และราคาตลาดหุ้นปรับตัวลงตามราคาน้ำมันโลก ทำให้เป็นโอกาสในซื้อหุ้นไทยครับ

สรุปสั้นๆ : ปัจจัยดีแบบนี้ ซื้อต่อไปจ้า

ตลาดหุ้นจีน

สัปดาห์นี้ยังคงให้สะสมหุ้นทั้ง A-SHARE และ H-SHARE ครับ จากที่หุ้นจีน A-SHARE ปรับตัวลงมา 30% จากจุดสูงสุดในปีนี้ และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดภาษีสินค้าการนำเข้า ลดภาษีนิติบุคคล

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมตามเดิมครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน : ชะลอลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซื้อตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ที่เหลือทยอยสะสมได้เรื่อยๆ 

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลดการลงทุนในตราสารหนี้ที่ต่ำกว่า InvestmentGrade ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมน้ำมันและซื้อทองคำ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 16%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 42%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 34%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 17%
  • ตราสารหนี้ไทย 18%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 46%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 6 ธันวาคม 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

Financial New Year’s Resolutions ที่คุณ..ก็ทำได้

ก่อนอื่นที่คุณจะเริ่มตั้ง New Year’s Resolutions ของปี 2019 ลองมองย้อนกลับไปว่าในปี 2018 สุขภาพการเงินของคุณเป็นอย่างไร? ลองลิสต์ออกมาและดูว่ามีอะไรที่ทำได้ดี อะไรที่ผิดพลาดไป จะดีมากถ้าเราสามารถวิเคราะห์ได้ด้วยว่าที่มันพลาดไปเกิดจากอะไร เพื่อควรแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในปี 2019 กัน ขอแนะนำให้ตั้งเป้าหมายที่

1. เป้าหมายต้องไม่ใจร้ายกับตัวเอง

หากคุณตั้งเป้าหมายที่เกินความสามารถตัวเอง เช่น ฉันจะเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านบาทภายในสามเดือน ทั้งที่คุณมีรายได้เพียงเดือนละ 18,000 บาท แถมมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นอีก มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งจะเป็นการกดดันและทำร้ายความรู้สึกตัวเองเกินไป

2. เป้าหมายต้องไม่ดูถูกตัวเอง 

หากคุณตั้งเป้าหมายที่ต่ำความสามารถตัวเอง เช่น ปีหน้าฉันจะไปเที่ยวเชียงใหม่ โดยที่คุณก็มักท่องเที่ยวอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว จะทำให้เป้าหมายไม่มีความท้าทาย ไม่ต้องพยายามก็สำเร็จได้ จนทำให้เป็นปีที่เอื่อยเฉื่อย

จะลิสต์เป้าหมายโดยพิมพ์ใส่โน้ตในสมาร์ตโฟน / ตั้งเป็นสเตตัสบนโลกออนไลน์ก็ได้ เพียงแต่ว่าอยากแนะนำให้เขียนเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ลงสมุดจะเป็นช่องทางที่ทำให้คุณจดจำและรู้สึกร่วมกับภารกิจนี้ได้ดียิ่งขึ้น

Trips : สำหรับบางคนอาจจะมี Monthly mission ด้วยจะทำให้คุณขยับเข้าใกล้เป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

aomMONEY จะชวนมาดูว่าเป้าหมายทางการเงินที่คุณควรมีในปีใหม่นี้มีอะไรบ้าง?

1. ฉันต้องเขียนบัญชี รายรับ – รายจ่าย อย่างเคร่งครัด

เพราะรายได้และค่าใช้จ่ายสะท้อนพฤติกรรมการใช้จ่ายของคุณอย่างอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาที่สุด ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญมากในการปรับปรุงพฤติกรรมทางการเงินและการวางแผนการใช้จ่ายสำหรับอนาคต

การเขียน รายรับ – รายจ่าย จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนทางการเงิน เพราะจะช่วยให้ทราบสถานะทางการเงินที่แท้จริง ทำให้สามารถประเมินสถานการณ์การเงินในปัจจุบันและคาดคะเนสถานการณ์ที่จะเกิดในอนคตได้ด้วย รวมทั้งช่วยให้การตัดสินใจทางการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. ฉันต้องฝากประจำอัตโนมัติทุกเดือน

บางครั้งการที่คุณต้องออมเงินหรือประหยัดเงินด้วยตัวเองในทุก ๆ เดือน ก็มักจะเกิดเป็นปัญหา คือเงินมักหมดก่อนที่เราจะได้ออมเงิน ปีหน้าเป็นโอกาสที่ดีที่จะเริ่มต้นโดยออมก่อนใช้ คุณอาจกำหนดให้ธนาคารโอนเงินจากบัญชีเงินเดือนหรือสำหรับรับเงินของคุณ ไปยังบัญชีเงินออมหรือบัญชีฝากประจำ เมื่อคุณทำเช่นนี้ คุณจะพบว่าคุณมีเงินเก็บมากขึ้น และในปีต่อ ๆ ไป เงินเก็บนี้สามารถนำไปลงทุนเพื่อผลตอบแทนมากกว่าด้วย

Trips : บัญชีนี้ไม่ควรมีบัตร ATM หรือบัตร Debit เพราะจะสร้างความลำบากในการเข้าถึงเงินก้อนนี้มากขึ้น 

3. ฉันต้องใช้บัตรเครดิตอย่างรอบคอบ

คุณอาจใช้บัตรเครดิตเยอะ แต่ละเดือนต้องจ่ายบิลช่วงต้นเดือนจนหมุนเงินไม่ทันแล้วหล่ะก็ ปีหน้านี้ต้องปรับพฤติกรรมการใช้บัตรทันที อาจจำกัดการใช้ เช่น ต้องบัตรเครดิตเมื่อใช้จ่ายทางออนไลน์เท่านั้น หรือจะใช้บัตรเครดิตก็ต่อเมื่อมีโปรโมชัน Cash back หรือสะสมคะแนนเท่านั้น

4. ฉันต้องจ่ายค่าบัตรเครดิตเต็มวงเงินทุกเดือน

หยุดการผ่อนบัตรเครดิตขั้นต่ำ ที่ต้องแบกภาระดอกเบี้ยบัตรแสนแพงได้แล้ว แถมยังเป็นการสร้างเครดิตที่ดีกับตัวคุณเองด้วย

Trips : ใครที่มีแผนกู้เงินซื้อบ้าน กู้สินเชื่อธุรกิจ หรือกู้เงินส่วนบุคคล เครดิตทางการเงินจะช่วยให้โอกาสในการอนุมัติสินเชื่อมีมากขึ้น ยิ่งคุณมีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ดี ก็มีโอกาสขอสินเชื่อผ่านได้ง่ายขึ้นด้วย

5. ฉันต้องวางแผนภาษีอย่างรัดกุม

ลองคำนวณรายได้ปีหน้าว่าจะมีประมาณเท่าไร? ต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่ แล้วมาวางแผนลดหย่อนภาษี โดยคอยติดตามข่าวสิทธิการลดหย่อนภาษี ดูว่าค่าลดหย่อนที่มีและใช้ไปแล้วมีอะไรบ้าง? แล้วจึงดูว่าผลิตภัณฑ์ไหนเหมาะกับเราที่คุ้มค่าจะซื้อเพิ่มมาใช้ลดหย่อนได้

6. ฉันต้องมีรายเสริมจากงานประจำให้ได้

คุณอาจจะพอใจกับงานในปัจจุบันแต่ถ้าจะมีงานทำเพิ่มเพื่อหารายได้เสริมก็ไม่ถือเป็นเรื่องเสียหาย เป็นการเพิ่มโอกาสช่องได้เงินแบบไม่ต้องลาออกจากงานประจำด้วย มีอีกหลายช่องทางที่จะทำให้คุณมีรายได้เสริม ลองศึกษาข้อมูลว่าอะไรเหมาะกับคุณและคุณอยากจะทำมากที่สุด

Trips : บางคนอาจสนใจช่องทางขายของออนไลน์ ใน IG หรือ FB, ให้เช่าทรัพย์สินที่มีอยู่ เช่น ให้เช่าบ้าน ให้เช่าคอนโด, เป็นฟรีแลนซ์หลังจากเวลางานประจำ เป็นต้น

7. ฉันต้องอ่านหนังสือการเงินทุกเดือน

นอกเหนือจากการปฏิบัติตามแผนเพื่อให้เป้าหมายสำเร็จแล้ว การเพิ่มพูนความรู้ด้านการเงิน จะช่วยให้คุณวางแผนใช้จ่ายและตัดสินใจเรื่องการเงินในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้นด้วย ยิ่งไปกว่านั้นถ้าคุณมีเป้าหมายทางการเงินระยะกลางและระยะยาว เช่น เก็บเงินเรียนนต่อปริญญาโท, เก็บเงินแต่งงาน หรือเก็บเงินเพื่อการเกษียณ

การรู้ข้อมูลการออมการลงทุน จะช่วยให้คุณมีมุมมองด้านการเงินที่เหนือกว่าคนอื่น ๆ แล้ววางแผนเพื่อไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

จะว่าไปการตั้งเป้าหมาย New Year’s Resolution ขึ้นมาอาจจะดูง่าย ใคร ๆ ก็ทำได้ ฉะนั้นจึงต้องวัดกันที่การลงมือทำนั้นคือเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่ก็ไม่ควรกดดันตนเองมากเกินไป หรือเปรียบเทียบสภาพการเงินของคุณเองกับคนอื่น เพราะความสำเร็จทางการเงินของแต่ละคนไม่มีทางเหมือนกัน

aomMONEY เป็นกำลังใจและหวังว่าเป้าหมายอย่างน้อย 2 อย่างในลิสต์ของคุณจะสำเร็จ เกิดขึ้นจริงได้ในปี 2019 ไม่ไปกองรวมเป็นภาระในปีถัด ๆ ไป

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก #aomMONEY ทุกช่องทาง

Facebook

Website

Youtube

Line@ : @aommoney

รีวิว KFGOODRMF กองทุนเดียวครบ จบทุกสินทรัพย์การลงทุน

สวัสดีครับผม กลับมาพบกันอีกครั้ง กับยอดมนุษย์กองทุน พร้อมกับบทความสรุปเรื่องราวดีๆ จากรายการกองทุนไหนดี SELECTED LTF RMF SEASON 3 ประจำปี 2018 ให้อ่านกันอีกแล้วครับผม

สำหรับบทความในตอนนี้ เป็นการรีวิวกองทุน KFGOODRMF หรือ กองทุนเปิดกรุงศรีชีวิตดีเว่อร์เพื่อการเลี้ยงชีพ ที่มุ่งเน้นความสม่ำเสมอของผลตอบแทน ซึ่งมีการกระจายลงทุนหลากหลายในประเภทสินทรัพย์ที่แตกต่างกันไปทั้งตราสารหนี้ หุ้น REITs INFRAs และมีจุดเด่นที่ทางกรุงศรีเขานำเสนอมาว่า กองนี้คือกองทุนที่ลงได้ครบ จบในกองทุนเดียวนั่นเองครับ

เพื่อความรวดเร็วและไม่เสียเวลา ผมจะชวนมาดูรายละเอียดกองทุนแบบสรุปกันก่อนเลยครับว่า กองทุนนี้ลงทุนในอะไร เหมาะกับใคร และเป็นแบบไหนบ้าง เริ่มจากประเด็นต่อไปนี้ครับ

1. ความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 5

ซึ่งเป็นปกติของกองทุนรวมแบบผสมครับ ซึ่งกองทุนนี้จะมีการผสมแบบยืดหยุ่น (Flexible Fund) สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนตามแต่ละมุมมองและสภาวะต่างๆ ในการลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุดในแต่ละช่วงครับ

อย่างที่บอกไปครับว่า ความน่าสนใจของกองทุนนี้ คือ การลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เพื่อสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงกว่า ซึ่งการบริหารสัดส่วนการลงทุนจะปรับให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดจากการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุนเป็นหลักครับ

2. ทีนี้มาถึงเรื่องของ Investment Process กันบ้างครับ

สำหรับกระบวนการลงทุนในหุ้นนั้น ทาง บลจ. กรุงศรีก็ยังมีแนวคิดตามรูปด้านล่างนี้ครับ

การลงทุนนั้นจะเน้นการคัดเลือกจากสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานดีเป็นหลัก ทั้งตราสารหนี้ภาครัฐ เอกชน ต่างประเทศ ที่มีความน่าเชื่อถือสูง ส่วนทางด้านหุ้นก็จะมีการวิเคราะห์ข้อมูลที่เน้นเก็บรายละเอียดมาวิเคราะห์ครับ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าพบปะผู้บริหารของบริษัทฯ รวมถึงการวิเคราะห์งบการเงินต่าง ๆ ก่อนที่จะนำเข้าไปพิจารณาโดยคณะกรรมการการลงทุนอีกที เพื่อให้ได้หุ้นที่ดีที่สุดโดยไม่มีข้อจำกัดใดๆของภาวะตลาดครับ

3. สัดส่วนการลงทุน

ไหนๆพูดมาแล้ว ขอโชว์รูปให้เห็นเลยดีกว่าครับ ว่าในแต่ละสภาวะตลาดที่แตกต่างกันนั้น จะมีการปรับสัดส่วนที่ไม่เท่ากันครับ เช่น ถ้าผู้จัดการกองทุนมีมุมมองว่า ตลาดหุ้นมีมุมมองที่เป็นลบ ก็อาจจะจบที่การลงทุนในตราสารหนี้ 100% ได้ครับ

แต่ถ้าหากมองว่ามุมมองปานกลางหรือเป็นบวก ก็จะเพิ่มน้ำหนักในหุ้น REIT INFRAs ต่างๆ (โดยจะเน้นไปที่หุ้นเป็นหลัก ส่วน REITs และ INFRAs นั้นลงทุนไว้ เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าตราสารหนี้เท่านั้นครับ) แต่โดยรวมแล้ว สัดส่วนการลงทุนก็จะอยู่ที่ไม่เกิน 50% ซึ่งเป็นอัตราส่วนสูงสุดที่กองทุนสามารถทำได้ครับ

4. ผลตอบแทน

ภาพรวมของผลตอบแทนคาดหวังของกองทุนนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 5 – 7% และถ้าหากในช่วงที่ตลาดผันผวนหรือติดลบ ผู้จัดการกองทุนตั้งเป้าไว้ว่า จะบริหารไม่ให้ติดลบเกิน 5% ครับ ตัวเลขนี้คือความตั้งใจนะครับ บวกลบได้มากกว่านี้ ไม่ได้การันตีแน่นอน ถือว่าเป็นกองทุนที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจากตลาดหุ้น แต่ก็มีการบริหารความเสี่ยง ลดโอกาสขาดทุนในยามที่ตลาดหุ้นมีปัญหานั่นเองครับ กำไรขาดทุนก็จะไม่ได้สุดๆ แบบกองทุนหุ้น 100%

เนื่องจากกองทุน KFGOODRMF ยังเป็นกองทุน IPO ไม่มีข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลัง ผมขออ้างอิงข้อมูลผลดำเนินงานย้อนหลังและความผันผวนของผลดำเนินงานจากกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบเดียวกัน อย่าง KFGOOD นะครับ เมื่อดูผลตอบแทนย้อนหลังในช่วงที่ผ่านมา 3 เดือน ทางกองทุน KFGOOD ก็สามารถทำได้ดีครับ โดยมีผลตอบแทนอยู่ที่ 4.55% มีความผันผวนที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องดูต่อไปสักนิดครับว่าจะเป็นอย่างไร เพราะว่ากองทุนเพิ่งเปิดมาไม่นานมากนัก

5. ค่าธรรมเนียม

แนวทางการพิจารณาของยอดมนุษย์กองทุนอย่างผม มักจะดูที่ค่าธรรมเนียมรวม หรือ Total Expense Ratio เป็นหลักครับ โดยกองทุนนี้มีค่าธรรมเนียมรวมอยู่ที่ 1.42% ซึ่งถือว่าเป็นกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำครับ แม้ว่าจะเป็นกองทุนแบบผสมก็ตาม

ส่วนจำนวนเงินซื้อขั้นต่ำนั้น เรียกได้ว่าเป็นกองทุนสำหรับประชาชนเลยล่ะครับ เพราะครั้งแรกและครั้งต่อๆ ไป อยู่ที่ 2,000 บาทเท่านั้นครับ กองทุนเพิ่งปิด IPO ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตอนนี้สามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการตามปกติเลยครับ

สรุปอีกที .. กองทุนนี้เหมาะกับใคร

กองทุนนี้เหมาะสำหรับคนที่ยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนในระดับปานกลาง เพราะมีการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท และมีอายุในการลงทุนที่ยาวนานระดับหนึ่ง (อย่างน้อยประมาณ 5 ปีขึ้นไป) หรือใช้เป็น  กองทุนหลักในการวางแผนเกษียณก็เป็นทางเลือกที่ดีนะครับ เพราะถือว่าเป็นกองทุน RMF ที่เหมาะสำหรับการวางแผนเกษียณอยู่แล้วครับ ถ้าใครชอบลงทุนเพื่อการเกษียณแล้วไม่อยากลงทุนหลายกอง จัดพอร์ทให้ยุ่งยาก กองทุนนี้อาจจะเป็นอีกกองที่ตอบโจทย์ได้ครับผม

ถ้าหากใครสนใจกองทุน KFGOODRMF  หรือ กองทุนเปิดกรุงศรีชีวิตดีเว่อร์นั้น สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางต่อไปนี้ครับ

1. รับข้อมูลผ่าน line @ ได้ที่ @krungsriasset  
2. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรไปเลยที่เบอร์ 026575757
3. และสุดท้ายครับ ถ้าใครสะดวกเข้าเว็บไซต์ คลิกเลยครับที่ https://www.krungsriasset.com/TH/Home.html

และทั้งหมดนี้ ก็เป็นบทสรุปจากเนื้อหารายการกองทุนไหนดี SELECTED LTF RMF SEASON 3 ประจำปี 2018 ในตอนที่สองนี้ครับ 

สุดท้ายผมขอเตือนอีกสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในกองทุนรวม นั่นคือ

ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และ ศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุน LTF RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน และถ้าหากไม่ได้ลงทุนตามเงื่อนไข อาจไม่ได้รับสิทธิประโยชน์นะครับผม

ครั้งหน้าจะเป็นบทสรุปกองทุนอะไร ติดตามกันครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save