เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 ตุลาคม 2561

” เก็งหวยงวดเทศกาลกินเจ อิ่มบุญ กับสถิติย้อนหลัง 10 งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข “

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 ตุลาคม 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ 10 งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลักให้คุณได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 ตุลาคม 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 ตุลาคม 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดชื่อดังได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณตีความได้จากความฝัน หรือวงในแหล่งเลขเด็ดหรือไม่ หากศรัทธาสถาบันใดก็นำตัวเลขไปวิเคราะห์ต่อ หรือซื้อตามได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 ตุลาคม 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 ตุลาคม 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างในช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลอิ่มบุญ อย่างเทศกาลกินเจ ก็ต้องมาดูกันว่านอกจากจะได้บุญแล้วยังจะได้โชคด้วยมั้ยนะ

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 ตุลาคม 2561

    ซึ่งสามารถตีเป็นเลขจากความฝันที่ฝันถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลกินเจ เช่น ฝันเห็นมังกรซึ่งเป็นสิ่งมงคลสำหรับเทศกาล สามารถตีเลขเด่นได้เลข 3 01 88 หากฝันเห็นผักผลไม้ซึ่งเป็นอาหารหลักที่เกี่ยวข้องกับเทศกาล สามารถตีเป็นเลขเด่นได้เลข 4 5 9 ฝันเห็นเจ หรือดาราคนอื่นหรืออาจเป็นดาราคนที่คุณชอบ สามารถตีเลขเด่นได้เลข 2 5 6 แล้วนำเลขเด่นที่ได้ไปรวมกับเลขอื่นที่ตีจากเหตุการณ์ในฝันที่คุณฝันเห็นในคืนนั้นเลย นอกจากนี้สิ่งที่พบเจอทั่วไปก็อาจสามารถตีเป็นตัวเลขได้ อย่างเช่น ช่วงเทศกาลกินเจที่คุณอาจเดินทางไปทำบุญตามศาลเจ้า หรือเข้าวัด หากคุณได้เสี่ยงเซียมซี หรือทำบุญอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับตัวเลข ลองสังเกตดูว่าคุณได้เลขอะไร เพราะนอกจากจะได้บุญแล้ว อาจจะได้โชคไปด้วย

      การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ความฝัน โชคชะตารวมถึงบุญกุศลประกอบกัน  ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง และถ้าอยากได้โชคเหมือนคนแถวบ้านบ้างก็ลองสะสมบุญด้วยการกินผัก งดเว้นเนื้อสัตว์ในช่วงนี้ดูจ้า

CREDIT : https://lotto.mthai.com/dream/

       http://www.korhuay.com

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 5-12 ตุลาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้แนะนำให้ปรับพอร์ตหุ้นไทยลดลงเล็กน้อย แต่ยังทยอยสะสมได้นะครับ รวมถึงสะสมตลาดอื่นๆ ได้ตามปกติ ยกเว้นอินเดียครับผม

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 5-12 ตุลาคม 2561

สะสมหุ้นสหรัฐฯ หุ้นยุโรป หุ้นญี่ปุ่น หุ้นไทย หุ้นเกาหลี และหุ้นจีน

เหตุผล : ตอนนี้เริ่มมีความกังวลจากดัชนีภาคบริการสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1997 ส่งผลให้แนวโน้มพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ค่าเงินในภูมิภาคอ่อนค่าลง และลดการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ลงมาบางส่วน แต่โดยรวมแล้วทุกตลาดยังมีปัจจัยที่ดีอยู่ ดังนั้นสามารถทยอยสะสมได้ ยกเว้น อินเดีย เท่านั้น เนื่องจากมีอัตราเงินเฟ้อที่สูงมาก

Focus : ได้ทุกตลาดแต่ขอให้ทยอยสะสมและจัดสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสม

ความน่าสนใจ : ให้ความสนใจตลาดประเทศพัฒนาแล้วมากกว่าตลาดเกิดใหม่

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

สัปดาห์นี้ ผมแนะนำลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยครับ (ลดสัดส่วนนะครับไม่ใช่ห้ามสะสม)  เนื่องจากตลาดหุ้นภูมิภาคเริ่มมีความกังวลจากดัชนีภาคบริการสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1997 ส่งผลให้แนวโน้มพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับตัวสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ประกอบกับทำให้ค่าเงินในภูมิภาคอ่อนค่าลง และลดการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ลงมาบางส่วน

แต่อย่างไรก็ตามในเดือนตุลาคมเป็นช่วงประกาศผลประกอบการในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งจากตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่าคาดในช่วงที่ผ่านน่าจะส่งผลให้ผลประกอบการบริษัทออกมาค่อนข้างดี ทำให้ความผันผวนไม่น่าจะรุนแรงเท่ากับช่วงต้นปีครับผม

ภาพรวมการลงทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ข่าวดีของทางฝั่งนี้มีหลายต่อครับ เนื่องจากดัชนีที่มีการปรับตัวขึ้นในตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจนนะครับว่า สหรัฐฯ มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชนอยู่ครับ ประกอบกับนโยบายการลดภาษีนั้น จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไปอีกด้วยครับ

ที่สำคัญกว่านั้น ในตอนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการ ซึ่งคาดว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ จะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงครับสำหรับหุ้นยุโรป อย่างที่ผมได้บอกมาตลอดว่าการสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กนั้นจะให้ประโยชน์ในระยะยาว จากเหตุผลที่เคยบอกไปแล้วครับว่า ถ้ามีปัญหาจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าแน่ๆ แม้ว่าสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจากยุโรป ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่ามีความแข็งแกร่งในตัวเองสูงครับ

ประกอบกับ ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ ตอนนี้ผมคิดว่ายุโรปยังไปต่อได้ครับ สะสมไปเรื่อยๆ เมื่อยก็พักครับ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงมีเหตุผลเดิมแบบนี้มาเกือบปีแล้ว ผมก็คงต้องบอกว่าก็มันคือความจริงในมุมมองนี้ครับ และถ้าไม่มีอะไรมากระทบมุมมองเดิม หุ้นเล็กของตลาดนี้ก็ยังคงน่าสนใจเหมือนเดิมครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไป แต่ขอให้โฟกัสที่หุ้นเล็กเป็นหลักเหมือนเดิม

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นจากปัจจัยเดิมครับผม หลังจากที่นายชินโซะ อาเบะ ได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรครัฐบาลปัจจุบันหรือ LDP ต่อ ทำให้นโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ประกอบกับแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยนจะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทส่งออกญี่ปุ่นให้ดีขึ้นอีกด้วยครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

ยังจัดได้ต่อ แต่ต้องระวังอยู่ครับ เนื่องจากตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI Index) ของประเทศจีนและสหรัฐฯ มีการชะลอตัวลงและได้ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งชี้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแออาจมีผลต่อผลประกอบการของบริษัทที่เป็นผู้ส่งออกในประเทศเกาหลีซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกไปจีนค่อนข้างสูง

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมไปต่อได้ครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

เนื่องจากค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าต่อเนื่องกว่า 13% ตั้งแต่ต้นปี อย่างที่ได้บอกไว้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นผลทำให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น และอาจกดดันให้ธนาคารกลางอินเดียต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน และเป็นความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นเนื่องจาก Valuation ค่อนข้างแพงแล้วด้วยครับ ดังนั้นยังเหมือนสัปดาห์ก่อน คือ รอต่อไปครับ

สรุปสั้นๆ : ยังต้องหยุดพักต่อ รอไปยาวๆ ครับ

ตลาดหุ้นไทย

อาทิตย์ที่ผ่านมาใครหลายคนคงรู้สึกแย่ที่หุ้นไทยทำไมกลับมาผันผวนใช่ไหมครับ แต่สาเหตุจริงๆ ผมมองว่ามาจากการเริ่มมีความกังวลในภูมิภาคหลังจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ค่าเงินในภูมิภาคอ่อนค่าลง จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อหุ้นไทยครับ

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองภาพรวมพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ผมเชื่อว่ายังมีแนวโน้มขยายตัวดี และการเลือกตั้งที่จะมีในต้นปีหน้าช่วยสนับสนุนบรรยากาศในการลงทุนอีกด้วยครับ นอกจากนั้น เม็ดเงิน LTF ที่เริ่มไหลเข้ามาเพิ่มเติมอีกน่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้หุ้นไทยน่าสนใจอยู่ครับ

แต่อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ลดสัดส่วนหุ้นไทยลงนะครับคนที่มีหุ้นไทยเยอะแล้ว ลองกระจายไปภูมิภาคอื่นๆ บ้างก็ดีครับ ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงในช่วงนี้ครับผม

สรุปสั้นๆ : แบบนี้ต้องซื้อแล้วล่ะครับ จัดไป

ตลาดหุ้นจีน

ยังสะสมต่อไปได้ครับ เนื่องจากตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงมามากในระดับนึง สะท้อนข่าวสงครามการค้าไว้มากแล้ว ขณะที่อัตราการขึ้นภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ ประกาศไว้ที่ 10% ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 25% จะเป็นปัจจัยหนุนให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นจีนต่อไปครับ

นอกจากนั้น รัฐบาลจีนเริ่มกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และการเพิ่มนโยบายการคลังเช่น นโยบายลดภาษี

สรุปสั้นๆ : กลับมาสะสมครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน : สะสมหุ้นสหรัฐฯ, หุ้นยุโรป, หุ้นญี่ปุ่น หุ้นไทย หุ้นเกาหลี และหุ้นจีน

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield ต่างประเทศ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมน้ำมันและทองคำ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 16%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 34%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 19%
  • ตราสารหนี้ไทย 19%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 42%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 4%
  • ตราสารหนี้ไทย 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 4 ตุลาคม 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

แตกต่างอย่างลงตัวกับบ้านเดี่ยว Nirvana BEYOND Rama 2

หมดยุคบ้านเดี่ยวที่น่าเบื่อแบบเดิมๆ แล้ว

หลายคนคงติดภาพบ้านเดี่ยวแบบเดิมที่น่าเบื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของดีไซน์ที่มักจะไม่ค่อยถูกใจคนรุ่นใหม่เท่าไหร่นัก หลายคนที่ชอบบ้านที่สวยออกแบบดีจึงต้องหันไปออกแบบและสร้างบ้านเอง หรือไม่ก็ต้องหนีไปอยู่คอนโดมิเนียมไปเลย แต่ในปัจจุบัน ยิ่งคนเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยคำนึงถึงเรื่องการออกแบบและการตกแต่งมากขึ้นเท่าไหร่ โครงการใหม่ๆ ก็มีการตอบโจทย์ความต้องการคนยุคใหม่ได้มากขึ้น คือต้องได้ทั้งเรื่องความดูดี สะดวกสบาย และอยู่ในงบประมาณด้วย

อย่างวันนี้ที่เราจะหยิบยกโครงการ “Nirvana BEYOND Rama 2” บ้านเดี่ยวที่แตกต่างอย่างลงตัวมาเล่าให้ฟัง

บ้านแบบ Keen บ้านขนาดเริ่มต้น ในโครงการ Nirvana BEYOND Rama 2 กับราคาที่จับต้องได้สำหรับครอบครัวเล็ก – ปานกลาง

Nirvana BEYOND Rama 2 ครบทั้งเรื่องการออกแบบ ความสะดวกสบาย และราคาที่เหมาะสม

Nirvana BEYOND Rama 2 เป็นโครงการบ้านเดี่ยวที่พัฒนาโดยบริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่บริเวณถนนพระราม 2 เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พื้นที่โครงการรวม 42 ไร่ รวมทั้งหมด 120 ยูนิต โครงการมีบ้านให้เลือกหลายแบบ ขึ้นกับขนาดพื้นที่ การออกแบบ และลักษณะการใช้สอย

บ้านในโครงการแต่ละประเภท

  • Keen : ที่ดิน 50.7 ตรว. (+) พื้นที่ใช้สอย 311 ตรม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 3 ที่จอดรถ
  • Niche : ที่ดิน 52.5 ตรว. (+) พื้นที่ใช้สอย 317 ตรม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน 2 ที่จอดรถ
  • Live : ที่ดิน 61.3 ตรว. (+) พื้นที่ใช้สอย 357 ตรม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน 3 ที่จอดรถ
  • Most :    ที่ดิน 71.2 ตรว. (+) พื้นที่ใช้สอย 418 ตรม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน 3 ที่จอดรถ
  • Pride : ที่ดิน 89.3 ตรว. (+) พื้นที่ใช้สอย 550 ตรม. 4 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน 3 ที่จอดรถ ลิฟท์ สระว่ายน้ำ

บ้านแบบ Pride ยูนิตแนะนำสำหรับ Nirvana BEYOND Rama 2 พิเศษด้วยจุดเด่นสระว่ายน้ำส่วนตัว

  • Sane : ที่ดิน 60 ตรว. (+) พื้นที่ใช้สอย 232 ตรม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องทานอาหาร 1 ห้องครัว 1 ห้องแม่บ้าน 1 ห้องน้ำแม่บ้าน 1 ห้องเก็บของ 3 ที่จอดรถ
  • Reach : ที่ดิน 73 ตรว. (+) พื้นที่ใช้สอย 289 ตรม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องทานอาหาร 1 ห้องครัว 1 ห้องแม่บ้าน 1 ห้องน้ำแม่บ้าน 1 ห้องเก็บของ 3 ที่จอดรถ
  • Quest : ที่ดิน 100 ตรว. (+) พื้นที่ใช้สอย 368 ตรม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องทานอาหาร 1 ห้องครัว 1 ครัวไทย 1 ห้องแม่บ้าน 1 ห้องน้ำแม่บ้าน 1 ห้องเก็บของ 3 ที่จอดรถ

บ้านแบบ Quest ยูนิตแนะนำสำหรับ Nirvana BEYOND Rama 2 เหมาะสำหรับครอบครัวใหญ่ รองรับการเติบโต อำนวยความสะดวกสำหรับทุกคนในบ้าน

Nirvana BEYOND Rama 2 กับการออกแบบที่ไม่น่าเบื่อ

“Nirvana BEYOND Rama 2 คือคำตอบของคนที่อยากได้ที่อยู่แบบดีไซน์สวย การออกแบบและตกแต่งดูโมเดิร์น ทันสมัย แต่ไม่ใช่คอนโดมิเนียม” การออกแบบคำนึงทั้งเรื่องความสวยงามและประโยชน์ใช้สอย ไม่น่าเบื่อแบบบ้านเดี่ยวแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้เน้นการตกแต่งมากนัก แต่ก็ไม่ได้เน้นแต่ความสวยงามจนลืมเรื่องการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าไป โดยภาพรวมแล้วออกมาได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว

พื้นที่สวนกลางบ้าน ที่ออกแบบเป็นสวนแนวตั้ง โต๊ะรับประทานอาหาร เชื่อมต่อกับพื้นที่นั่งพักผ่อนริมสวนข้างบ้าน

หากเป็นคุณหรือแฟนเป็นคนชอบแต่งตัวแล้วล่ะก็ Nirvana BEYOND Rama 2 ตอบโจทย์แน่นอน เพราะมี Walk in closet มุมโปรดที่คุณผู้หญิงทุกคนใฝ่ฝันว่าต้องมีให้ได้ถ้าต้องมีบ้านสักหลัง

ทางเดินในตัวบ้านกับกระจกสูงเต็มพื้นที่ ช่วยให้สัมผัสถึงแสงแดด และธรรมชาติบริเวณส่วนตัว ทำให้รู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้เสมอในทุกๆวัน

Nirvana BEYOND Rama 2 กับความสะดวกสบายที่ครบครัน

ภายในโครงการของ Nirvana BEYOND Rama 2 ก็ถือว่าครบในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งสระว่ายน้ำ สนามเด็กเล่น ระบบรักษาความปลอดภัย คลับเฮ้าส์ และฟิตเนส เรียกว่าตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัยในยุคนี้อย่างครบถ้วน

ในขณะที่ทำเลที่ตั้งของโครงการก็ถือว่าครบมากสำหรับการเป็นบ้านเดี่ยว ด้วยเส้นถนนพระราม 2 ที่สะดวกสบายและเชื่อมต่อไปได้หลายฝั่ง จะเข้าเมืองก็ได้ ออกต่างจังหวัดก็ได้ หรือจะขึ้นทางด่วนถนนกาญจนาภิเษกไปอีกฟากของเมืองก็ได้ แถมยังเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิได้สะดวกและใช้เวลาไม่นาน

ห้างใกล้เคียงก็มีให้เลือกเยอะมาก ตั้งแต่ Central พระราม 2, Tesco Lotus พระราม 2, Big C พระราม 2 และ The Mall ท่าพระ โรงพยาบาลก็จะมีโรงพยาบาลนครธน โรงพยาบาลบางประกอก 9 และโรงพยาบาลบางมด ส่วนโรงเรียนใกล้เคียงจะเป็นโรงเรียนเลิศหล้า

โต๊ะอาหาร พร้อมบรรยากาศดีๆ ไม่ว่าจะเป็นโซนสวนรอบตัวบ้าน หรือ โซนเคาเตอร์บาร์หน้าหินอ่อน จะดินเนอร์พร้อมกับคนในครอบครัว หรือจัดปาร์ตี้กับชาวแก๊งค์ ก็ลงตัวหายห่วง

Nirvana BEYOND Rama 2 กับราคาที่เข้าถึงได้

ราคาเปิดตัวของ Nirvana BEYOND Rama 2 อยู่ที่ 15 – 50 ล้าน ด้วยศักยภาพของทำเลที่ตั้งอยู่บนถนนพระราม 2 ที่มีราคาประเมินที่ดินต่อตารางวาสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเขตบางขุนเทียน ราคาประมาณนี้ก็ถือว่ามีความน่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นของบ้านที่ค่อนข้างมีขนาดใหญ่ เริ่มต้นที่ 4 ห้องนอน รองรับการขยายตัวของครอบครัว หากซื้อตั้งแต่แต่งงานก็อยู่ได้หลายสิบปี ไม่ต้องขยับขยายไปไหน ด้วยตัวบ้านค่อนข้างใหญ่ และรองรับครอบครัวที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นอยู่แล้ว

“สำหรับคนที่ซื้อเพื่ออยู่ก็ถือว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ถูกใจครั้งเดียวอยู่ได้จนเกษียณ แต่สำหรับคนที่ซื้อลงทุนก็สามารถทำได้เช่นกัน”

ถ้ามองดูทำเลของถนนเส้นพระราม 2 ก็ถือว่ามีศักยภาพสูงมากอยู่แล้ว และราคาประเมินของที่ดินก็ขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากมองในแง่ส่วนต่างราคาหรือ Capital Gain ก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ส่วนหากสนใจจะซื้อปล่อยเช่า ถ้าเทียบกับทรัพย์เกรดเดียวกัน ทำเลเดียวกัน สิ่งอำนวยความสะดวก และการตกแต่งระดับเดียวกัน Nirvana BEYOND Rama 2 ก็น่าจะสามารถปล่อยเช่าได้ผลตอบแทนปีละ 5 – 8% ได้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว

ห้องน้ำสุดหรู พร้อมสุขภัณฑ์คุณภาพ ตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาว ทำให้รู้สึกถึงความหรูหรา และผ่อนคลาย

บ้านแบบ Pride พร้อม สระว่ายน้ำส่วนในตัวบ้าน ขนาดพอเหมาะไว้แช่น้ำผ่อนคลาย

เหมาะสำหรับออกกำลังกายเบาๆ หรือจัดปาร์ตี้เล็กๆ สำหรับคนในครอบครัว

ถ้ากำลังมองหาบ้านเดี่ยวอยู่ก็อย่าลืมใส่ Nirvana BEYOND Rama 2 เข้าไปในอีกตัวเลือกหนึ่ง

ใครที่สนใจก็แนะนำให้เข้าไปดูรายละเอียดโครงการจริงที่ Sale Gallery ได้เลย หรือไม่ก็สามารถเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของโครงการที่ http://www.nirvana-group.com/th/project/beyond-rama-2

แอบกระซิบว่ามีภาพโครงการแบบพาโนรามา 360 องศาให้เลือกดูแบบจุใจเลย

ใครที่อยู่เส้นพระราม 2 หรือเดินทางเส้นนี้บ่อยๆ อย่าลืมดูรายละเอียดเพิ่มเติมดู

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

“M-150” กับความสำเร็จระดับโลกด้วย “Idol Marketing”

“การทำการตลาดด้วย Idol Marketing ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย”

ในยุคที่ใครๆ ก็ทำ Idol Marketing ทุกแบรนด์ต่างดึงคนที่มีชื่อเสียงมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้แบรนด์ มาเป็นตัวแทนของแบรนด์ แต่ปัญหาสำคัญคือไอดอลที่ดึงมาใช้กลับสื่อไปถึงตัวแบรนด์ไม่ได้ เรียกได้ว่าภาพที่เชื่อมต่อกันระหว่างแบรนด์และไอดอลไม่ชัด สุดท้ายภาพที่เกิดขึ้นในเชิงการตลาดจึงเหมือนการนำดาราหรือคนหน้าตาดีมาเป็นจุดดึงดูดสายตาในภาพโฆษณาหรือในคลิปโฆษณา แต่ไม่สามารถทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกถึงความเป็น “ไอดอล” ได้จริงๆ

ความสำคัญของ “Idol Marketing” คือการสร้างจุดเชื่อมต่อระหว่างแบรนด์ไปยังไอดอล และไอดอลไปยังผู้บริโภค

ดังนั้น ตัวตน เรื่องราว และกลิ่นอายของไอดอลต้องชัด และที่สำคัญ ความเป็นไอดอลนั้นต้องสื่อถึงแบรนด์ และตรงค่านิยมตรงกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ด้วย การทำ Idol Marketing จึงไม่ใช่เรื่องที่แบรนด์ไหนก็ทำได้สำเร็จ เพราะคนที่จะมีภาพลักษณ์ตรงกับแบรนด์ชัด และสื่อไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่ตรงกับแบรนด์ด้วยไม่ได้หาได้ง่ายๆ หากจะพูดถึงแบรนด์ที่ทำประสบความสำเร็จจริงๆ แล้ว อาจจะมีจำนวนในระดับที่นับนิ้วมือได้เลย

M-150 คือหนึ่งในแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในการทำ Idol Marketing

ไอดอลที่ M-150 ดึงมาเป็นภาพของผลิตภัณฑ์ล่าสุดคือ “ตูน บอดี้แสลม” นักร้องและนักวิ่งเพื่อการกุศลชื่อดัง และ “แหลม ศรีสะเกษ” นักมวยแชมป์โลกรุ่นซูเปอร์ฟลายเวท ซึ่งถือว่าเป็นการดึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ผ่านออกมาทางไอดอลได้อย่างชัดเจนมาก

M-150 ชูแนวคิด “พลังฮึดสู้ เพื่อคนไทย” เจาะกลุ่มเป้าหมายโดยตรงไปที่กลุ่มคนที่ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังที่ต้องการพลังงาน ต้องการแรงในการทำงาน ในการสู้ชีวิตต่อ ภาพลักษณ์ของไอดอลที่ควรนำมาใช้คือเป็นคนที่เป็นนักสู้ คนที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค คนที่กล้าทำความฝัน และถ้าให้คนไทยนึกถึงภาพไอดอลที่มีคุณสมบัติแบบนี้คงนึกถึง “ตูน บอดี้แสลม” และ “แหลม ศรีสะเกษ” ขึ้นมาแน่นอน

ตูน บอดี้แสลม ภาพของนักวิ่งที่กล้าลุกขึ้นมาทำตามความฝัน วิ่งไกลจากใต้สุดประเทศไทยจรดเหนือสุดประเทศไทยเป็นระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตรเพื่อระดมช่วยโรงพยาบาลที่ขาดแคลน

และ แหลม ศรีสะเกษ ภาพของนักมวยจากจังหวัดศรีสะเกษที่พัฒนาตนเองตั้งแต่นักชกที่ไม่ประสบความสำเร็จจนถึงวันที่ได้เป็นแชมป์โลกอย่างวันนี้ ภาพของความพยายาม ความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคจึงเชื่อมภาพแบรนด์เข้ากับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

ความเชื่อมต่อที่กลมกลืนของ Idol Marketing ที่แบรนด์ M-150 ทำจึงชัดเจนอย่างมาก

เริ่มตั้งแต่แบรนด์เป็นแบบไหน ไอดอลเป็นแบบไหน ผู้บริโภคเป็นแบบไหน ทุกอย่างกลมกลืนและร้อยเรียงสื่อถึงกันหมด แบรนด์มีพลังฮึดสู้ ไอดอลก็มีพลังฮึดสู้ และผู้บริโภคก็มีพลังฮึดสู้ด้วยเช่นกัน

อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริม Idol Marketing ของ M-150 คือการทำ Sport Marketing ควบคู่ไปด้วย

การเป็นผู้สนับสนุนให้กับการแข่งขันกีฬาเป็นการต่อยอดทางการตลาดที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ “ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค” ของแบรนด์ให้ชัดเจนมากขึ้น การเป็นผู้สนับสนุนนักกีฬาที่พัฒนาตัวเองจนประสบความสำเร็จในระดับโลกช่วยส่งเสริมภาพจำของแบรนด์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เชื่อมโยงระหว่างความพยายามและแบรนด์เข้าหากันได้เป็นอย่างดี

อย่างนัดการชกของแหลม ศรีสะเกษ เพื่อป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นซุปเปอร์ฟลายเวทกับอิราน ดิแอซ ผู้ท้าชิงชาวแมกซิกัน ในรายการ ONE CHAMPIONSHIP : KINGDOM OF HEROES ที่อิมแพคอารีนา เมืองทองธานี กรุงเทพมหานคร ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคมนี้ M-150 ก็เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ภาพจำที่จะเกิดขึ้นในการแข่งขันก็จะมีแบรนด์ผสมผสานลงไปในบรรยากาศด้วย แน่นอนว่าส่วนผสมดังกล่าวจะส่งเสริมภาพลักษณ์ของการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคได้เป็นอย่างดี

ความสำเร็จของ M-150 ได้รับรางวัลการันตีระดับโลก

M-150 คว้ารางวัล “Brand of the year” จากงาน “World branding award 2017” ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่ง M-150 เป็นแบรนด์เครื่องดื่มให้พลังงานสัญชาติไทยแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวที่เคยได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ซึ่งต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งว่าแบรนด์ไทยที่จะไปไกลได้ถึงระดับโลกนั้นมีไม่มาก และ M-150 เป็นหนึ่งในแบรนด์นั้น

นอกจากนี้ M-150 ยังได้รับรางวัล “Asia’s Most Trusted Brand Awards 2018” ที่จัดขึ้นโดยไอบีซี อินโฟมีเดีย ในเครือของอินเตอร์เนชั่นแนล แบรนด์ คอลซัลติ้ง คอร์ปอเรชั่น องค์กรที่ปรึกษาด้านแบรนด์จากสหรัฐอเมริกาอีกด้วย โดยรวบรวมผลการตัดสินจากคะแนนโหวต 100,000 โหวตของผู้บริโภคใน 10 ประเทศ ซึ่งรางวัลดังกล่าวก็การันตีผลความสำเร็จของความสำเร็จของแบรนด์ในเวทีโลกได้เป็นอย่างดี

สุดท้าย M-150 ยังจะได้ลุ้นรางวัลระดับโลกกันต่อในปีนี้

ในวันที่ 31 ตุลาคม 2561 “M-150” จะเข้าร่วมลุ้นรางวัล “Brand of the year” จากงาน “World Branding Awards 2018” ที่กำลังจะจัดขึ้น ณ พระราชวังเคนซิงตัน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งโดยส่วนตัวเชียร์ M-150 อย่างเต็มที่ ด้วยฐานะคนไทยคนหนึ่ง เราก็อยากเห็นแบรนด์ไทยมีที่ยืนในระดับโลก

ส่งใจไปช่วย M-150 กัน!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

เจาะลึก! ประกันชีวิตแบบบำนาญ : แบบประกันที่ให้อะไรมากกว่าลดหย่อนภาษี และเงินเกษียณ

ในส่วนของแบบประกันชีวิตทั้งหมด “ประกันชีวิตแบบบำนาญ” อาจจะเป็นประกันชีวิตแบบหนึ่งที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันน้อยที่สุด หรือไม่ก็คิดว่าไม่น่าสนใจ เพราะต้องจ่ายเบี้ยระยะยาว แถมกว่าจะได้เงินคืน ต้องรอไปจนถึงตอนเกษียณ

“แต่หากพิจารณาให้ดีๆจะพบว่า ประกันชีวิตแบบบำนาญเองนั้น
ก็มีจุดเด่นที่น่าสนใจ ไม่แพ้ประกันชีวิตแบบอื่นๆเลย”

ดังนั้น ผมจึงอยากจะขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับประกันบำนาญกันอย่างละเอียดลึกซึ้งขึ้น รวมถึงจุดเด่นและข้อจำกัด เพื่อดูว่าประกันบำนาญนั้นมีประโยชน์อย่างไร และเหมาะกับเป้าหมายของเราหรือไม่ กันดีกว่า

ประกันบำนาญคืออะไร ?

ประกันบำนาญ หรือ ประกันชีวิตแบบบำนาญ คือประกันชีวิตประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นประเภทที่ “เน้นผลตอบแทนมากกว่าความคุ้มครอง” ทำนองเดียวกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่เราคุ้นเคยกัน แต่จะแตกต่างกันตรงที่ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์มักจะมีผลตอบแทนหรือ “เงินคืน” ทยอยจ่ายคืนมาให้ระหว่างช่วงเวลาที่อยู่ในสัญญาความคุ้มครอง แต่ประกันบำนาญ จะไม่มีเงินคืนให้ระหว่างทาง แต่จะจ่ายคืนให้เป็น “เงินบำนาญ” ให้เราเป็นจำนวนเท่าๆกันทุกปี ตั้งแต่เริ่มเกษียณ (ตอนอายุ 55 60 หรือ 65 ปี) ไปจนถึงอายุ 85 หรือ 90 ปี แทน โดยที่เราต้องจ่ายเบี้ยตั้งแต่เริ่มทำประกัน ไปจนถึงปีสุดท้ายก่อนถึงอายุเกษียณ หรืออาจจะจ่ายเบี้ยตามระยะเวลาที่แบบประกันกำหนด (เช่น 1 ปี 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี) แล้วแต่แบบประกันของแต่ละบริษัท

ในส่วนของความคุ้มครองชีวิต หากเสียชีวิต ช่วงก่อนจะเกษียณ ก็จะได้เงินชดเชยที่สูงกว่าเบี้ยที่จ่ายมาแล้วทั้งหมดเล็กน้อย (โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นจากทุนประกัน หรือเบี้ยทั้งหมดที่จ่ายมาแล้ว) หรือจ่ายมูลค่าเวนเงินสดกรมธรรม์ที่มีอยู่ แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะมากกว่า (แต่จะมากกว่าเบี้ยทั้งหมดที่จ่ายมาแล้วอย่างแน่นอน) หากเสียชีวิต ช่วงหลังเกษียณ ก็จะได้เงินชดเชยเป็นมูลค่าปัจจุบันของเงินบำนาญส่วนที่ยังไม่ได้รับ (ซึ่งจะการันตีว่าอย่างน้อยต้องได้รับกี่ปี เช่น 10 ปี หรือ 15 ปี แล้วแต่แบบประกัน) หรือเบี้ยทั้งหมดที่จ่ายมา หักด้วยเงินบำนาญที่ได้รับไปแล้ว ซึ่งก็แล้วแต่แบบประกันอีกเช่นกัน

ตัวอย่างลักษณะของประกันบำนาญ

จากตัวอย่าง เป็นประกันชีวิตแบบบำนาญของบริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ที่ชื่อว่า iRetire 1 และ iRetire 5 ซึ่งเป็นประกันบำนาญที่มีจุดเด่นอยู่ที่ไม่ต้องจ่ายเบี้ยระยะยาว

โดยที่ iRetire 1 จ่ายเบี้ยเพียงแค่ 1 ปี แล้วไปรอรับเงินบำนาญได้เลย โดยจะมีเงินบำนาญคืนให้ปีละ 5% ของทุนประกัน ตั้งแต่อายุ 60-85 ปี เหมาะกับคนที่มีเงินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง แล้วจะนำมาเตรียมไว้เพื่อการเกษียณ 

ส่วน iRetire 5 ก็จ่ายเบี้ยเพียงแค่ 5 ปี แล้วไปรอรับเงินตอนเกษียณเช่นกัน โดยจะมีเงินบำนาญคืนให้ 20% ของทุนประกัน ตั้งแต่อายุ 60-85 ปี เช่นกัน เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการมีภาระจ่ายเบี้ยยาว ก็สามารถมีเงินเกษียณตามที่วางแผนไว้ได้

ส่วนของความคุ้มครองชีวิต ทั้ง iRetire 1 และ iRetire 5 ก็จะมีลักษณะความคุ้มครองที่เหมือนกัน คือหากเสียชีวิตช่วงก่อนจะรับบำนาญ จะได้รับเงินชดเชย ที่ถูกคิดจาก 3 วิธี แล้วแต่ว่า วิธีไหนคิดแล้วจำนวนเงินมากที่สุด ก็จะจ่ายเงินตามจำนวนนั้น คือ

  1. 200% ของทุนประกัน (เช่น ทุนประกัน 1,000,000 บาท หากเสียชีวิตก็จะคิดเป็นเงิน 2,000,000 บาท)
  2. 110% ของเบี้ยทั้งหมดที่จ่ายมาแล้ว (เช่น จ่ายเบี้ยปีละ 200,000 บาท รวมค่าปี คือ 1,000,000 บาท หากเสียชีวิตก็จะคิดเป็นเงิน 1,100,000 บาท
  3. มูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ (เช่น ในปีนั้น มีมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ อยู่ 1,500,000 บาท)

ถ้าเป็นแบบนี้ ในกรณีนี้ก็จะใช้วิธีจ่ายแบบ 200% ของทุนประกัน เพราะได้จำนวนเงินมากที่สุด

ส่วนหากเสียชีวิตช่วงรับเงินบำนาญ ก็จะจ่ายเงินชดเชยเป็นมูลค่าปัจจุบันของเงินบำนาญส่วนที่ยังไม่ได้รับ หรือเบี้ยทั้งหมดที่จ่ายมา หักด้วยเงินบำนาญที่ได้รับไปแล้ว แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่านั่นเอง

จากรูปแบบนี้ก็จะเห็นว่า ประกันบำนาญ iRetire ก็ถือเป็นประกันบำนาญรูปแบบใหม่ที่มีความยืดหยุ่น คล่องตัวพอสมควรในการวางแผนทำประกันสำหรับคนที่ต้องการวางแผนเกษียณ โดยอยากให้เงินส่วนหนึ่งถูกเก็บในที่ที่ปลอดภัย และได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน ปลอดความเสี่ยงให้อุ่นใจ แต่ไม่ต้องการภาระผูกพันในการจ่ายเบี้ยระยะยาว ก็สามารถเลือกได้ว่าจะจ่ายเบี้ยแบบครั้งเดียวจบ แต่อาจจะใช้เงินก้อนใหญ่กว่า หรือทยอยจ่าย 5 ปี แต่ใช้เงินออมแต่ละปีน้อยกว่า แล้วแต่กำลังความสามารถในการออมหรือการจ่ายเบี้ยของแต่ละคน โดยที่ถ้าจ่ายเบี้ยครบแล้ว ก็สามารถทยอยซื้อเพิ่มได้อนาคต หากต้องการเงินบำนาญเพิ่ม ก็สามารถทำได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้เงินคืนภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ลดหย่อนภาษีสูงสุด 2 แสน สำหรับ iRetireหากใครสนใจดูข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ลิ้งนี้ได้เลยครับ http://bit.ly/2CHSoyJ

ข้อจำกัดและจุดเด่นของประกันบำนาญ

ข้อจำกัดของประกันบำนาญ ก็คือ เป็นการออมระยะยาว ที่ต้องไปรอผลตอบแทนเป็นเงินบำนาญตอนเกษียณอีกหลายปี ทำให้อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ต้องการออมสำหรับเป้าหมายการออมระยะสั้น-กลาง และความคุ้มครองชีวิตอาจจะไม่สูงมากนัก จึงไม่เหมาะกับคนที่ต้องการทำประกันชีวิตแบบเน้นคุ้มครองภาระการเงินเป็นหลัก

แต่จุดเด่นของประกันบำนาญ ก็คือ เป็นการออมเงินที่การันตีเงินได้ตอนเกษียณอายุ ซึ่งเป็นเป้าหมายออมเงินระยะยาวที่ต้องอาศัยวินัยในการออมสูง ดังนั้น เมื่อทำประกันบำนาญ เราจึงแน่ใจได้เลยว่า เราจะมีเงินใช้ตอนเกษียณแน่ๆส่วนหนึ่งอย่างแน่นอน แบบไม่ต้องเสี่ยง ซึ่งประกันบำนาญหลายๆแบบ อาจจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่แน่นอนอยู่ในช่วง 2-4% ต่อปี (แล้วแต่แบบประกัน) จึงเหมาะใช้เป็นเงินเกษียณส่วนหนึ่งที่ต้องการความปลอดภัยในระยะยาว สำหรับคนที่ต้องการวางแผนเก็บเงินเกษียณ อีกทั้งยังได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม ในช่วงก่อนเกษียณสำหรับเบี้ยประกันที่จ่ายออมในทุกๆปีอีกด้วยด้วย ต่างจากเครื่องมืออื่นที่เป็นการลงทุน ที่อาจจะมีความผันผวนของผลตอบแทน และอาจจะไม่มีผลประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม

สิทธิในการลดหย่อนภาษีของประกันบำนาญ

เบี้ยประกันที่เราจ่ายทุกปีเพื่อทำประกันบำนาญ สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงกว่าเบี้ยประกันชีวิตแบบอื่นได้สูงสุดถึง 2 เท่า (เบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไป ใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท แต่เบี้ยประกันบำนาญใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท) ทำให้เราเสียภาษีน้อยลง หรืออาจจะได้เงินคืนภาษีกลับมา ดังนั้นเท่ากับว่า การทำประกันบำนาญ จะทำให้เราได้ผลประโยชน์ถึง 2 ต่อ ต่อแรกก็คือ เราได้ผลตอบแทนเป็นเงินบำนาญหลังเกษียณ ต่อที่สอง คือเราได้ผลตอบแทนในรูปของรายจ่ายภาษีที่ลดลงหรือเงินคืนภาษี เท่ากับว่า เบี้ยประกันที่เราจ่ายไป ไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นเงินออมที่เราจะได้เอาไว้ใช้หลังเกษียณ พร้อมทั้งช่วยให้เราเสียภาษีน้อยลงอย่างถูกต้องอีกด้วย โดยที่เงื่อนไขในการนำเบี้ยประกันบำนาญไปลดหย่อนภาษีก็คือ

  1. เบี้ยประกันนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับเงินลงทุนหรือเงินสะสมในเครื่องมือออมเงินเพื่อการเกษียณ อย่าง RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ต้องรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท
  2. หากใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีของประกันชีวิตแบบทั่วไป ยังไม่เต็ม 100,000 บาท สามารถใช้เบี้ยประกันบำนาญไปลดหย่อนในส่วนของโควต้าเบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไปได้ (ดังนั้น หากไม่มีเบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไปเลย เบี้ยประกันบำนาญจะนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 300,000 บาท)
  3. ต้องเป็นแบบประกันที่มีระยะเวลาคุ้มครองเกิน 10 ปีขึ้นไป มีการจ่ายเงินผลประโยชน์คืนทุกปี ตั้งแต่ตอนอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี หลังจากจ่ายเบี้ยประกันครบตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าปีนี้เรามีรายได้ 500,000 บาท เราจะสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีในโควต้าประกันบำนาญได้ไม่เกิน 500,000 x 15% = 75,000 บาท ถ้าสมมติเราเสียภาษีอยู่ที่ขั้นภาษีที่อัตรา 10% ก็เท่ากับว่า เราจะสามารถประหยัดภาษีไปได้อย่างน้อย 75,000 x 10% = 7,500 บาทต่อปี

หรือสมมติ ถ้าเรามีรายได้ทั้งปี 2,000,000 บาท แล้วเราซื้อประกันบำนาญไป 400,000 บาท โดยไม่เคยซื้อประกันชีวิตแบบทั่วไปเลย จะสามารถนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีในโควต้าประกันบำนาญได้สูงสุด 2,000,000 x 15% = 300,000 บาท แต่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ก็ใช้สิทธิ์ได้แค่ 200,000 บาท และใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีในโควต้าประกันชีวิตแบบทั่วไปได้อีก 100,000 บาท รวม 300,000 บาท (ซื้อ 400,000 บาท แต่เอาไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ 300,000 บาท) ถ้าเสียภาษีในขั้นอัตรา 25% ก็เท่ากับว่าจะประหยัดภาษีไปได้ปีละ 300,000 x 25% = 75,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว

สรุปส่งท้าย

จะเห็นได้ว่า จริงๆแล้วประกันชีวิตแบบบำนาญนั้นมีประโยชน์มากกว่าที่เราคิด เพราะนอกจากจะช่วยให้เรามีเงินเกษียณอย่างแน่นอนก้อนหนึ่งในทุกๆปี โดยไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยง แถมยังได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 200,000 บาทในทุกๆปี พร้อมกับมีความคุ้มครองชีวิตให้อีกส่วนหนึ่งแล้ว การวางแผนออมเงินเกษียณโดยใช้ประกันบำนาญ ก็ถือเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เราอุ่นใจได้ว่า เราจะสามารถออมเงินในระยะยาวได้แน่ๆ โดยไม่ล้มเลิกไปก่อนระหว่าง เพราะการทำประกันเป็นเครื่องมือการออมเชิงบังคับ ทำให้เรามีวินัยในการออม เก็บเงินอยู่ ทำให้เรามีนิสัยทางการเงินที่ดีขึ้น และหากจากไปก่อน เราก็ยังอุ่นใจได้ว่า เงินออมของเราก็จะไม่หายหรือขาดทุน เพราะมีความคุ้มครองชีวิตให้ตลอดทางระหว่างออมด้วยนั่นเอง

รู้แบบนี้แล้ว ใครที่กำลังวางแผนเกษียณ ก็ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ โดยใช้ประกันบำนาญเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งในการออม ก็มีประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 1-5 ตุลาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้บอกเลยว่าฝั่งเอเชียนั้นกลับมากันยกแผงครับ ไทย เกาหลี จีน น่าสนใจกันทั้งนั้นเลย

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 1-5 ตุลาคม 2561

ซื้อหุ้นไทยและเกาหลี สะสมจีนเพิ่ม!

เหตุผล : จากความแน่นอนของการเลือกตั้งในช่วงต้นปีหน้าของไทย โดยการเมืองที่มีเสถียรภาพขึ้นจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจมากขึ้น และนโยบายเศรษฐกิจของเกาหลีที่ส่งผลบวกในตอนนี้ ส่วนสงครามการค้าจีนก็ไม่แรงอย่างที่คาดไว้ ดังนั้นยังเป็นโอกาสรวมของ 3 ประเทศนี้ต่อไปครับ

Focus : ไทย เกาหลี สะสมจีน

ความน่าสนใจ : บรรยากาศโดยรวมและสภาวะเศรษฐกิจส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

ตอนนี้ผมยังให้น้ำหนักไปที่การซื้อหุ้นไทย จากความแน่นอนของการเลือกตั้งในช่วงต้นปีหน้า โดยการเมืองที่มีเสถียรภาพขึ้นจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและครัวเรือนในการลงทุนและบริโภค และส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น

อีกตลาดหนึ่งที่น่าสนใจคือเกาหลีครับ แนะนำให้ซื้อหุ้นเกาหลีหลังสหรัฐฯประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีนน้อยกว่าคาด ทำให้เกิดผลบวกต่อตลาดหุ้นเอเชีย ขณะที่จีนเริ่มส่งสัญญาณว่าอาจลดภาษีนำเข้าจากประเทศคู่ค้าอื่นๆ เพื่อทดแทนสินค้าจากสหรัฐฯ จึงคาดว่าเกาหลีจะได้ประโยชน์จากการส่งออกไปจีนมากขึ้น

สัปดาห์นี้ยังอยู่ที่ปัจจัยเดิมๆ ครับผม แนวโน้มยังคล้ายกับสัปดาห์ก่อน ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจนะครับ ถ้าหากสถานการณ์ยังคงที่ เราเองก็มีหน้าที่สะสมต่อไปครับ

ข่าวดีของทางฝั่งนี้มีหลายต่อครับ เนื่องจากดัชนีที่มีการปรับตัวขึ้นในตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจนนะครับว่า สหรัฐฯ มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชนอยู่ครับ ประกอบกับนโยบายการลดภาษีนั้น จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไปอีกด้วยครับ และตอนนี้ FED ได้ขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ครับ ดูรวมๆ แล้วปีนี้ค่อนข้างสดใสสำหรับใครที่สะสมสหรัฐฯ นะครับผม

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงครับสำหรับหุ้นยุโรป อย่างที่ผมได้บอกมาตลอดว่าการสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กนั้นจะให้ประโยชน์ในระยะยาว จากเหตุผลที่เคยบอกไปแล้วครับว่า ถ้ามีปัญหาจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าแน่ๆ แม้ว่าสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจากยุโรป ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่ามีความแข็งแกร่งในตัวเองสูงครับ

ประกอบกับ ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ ตอนนี้ผมคิดว่ายุโรปยังไปต่อได้ครับ สะสมไปเรื่อยๆ เมื่อยก็พักครับ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงมีเหตุผลเดิมแบบนี้มาเกือบปีแล้ว ผมก็คงต้องบอกว่าก็มันคือความจริงในมุมมองนี้ครับ และถ้าไม่มีอะไรมากระทบมุมมองเดิม หุ้นเล็กของตลาดนี้ก็ยังคงน่าสนใจเหมือนเดิมครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไป แต่ขอให้โฟกัสที่หุ้นเล็กเป็นหลักเหมือนเดิม

ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นจากปัจจัยเดิมครับผม หลังจากที่นายชินโซะ อาเบะ ได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรครัฐบาลปัจจุบันหรือ LDP ต่อ ทำให้นโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ประกอบกับแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยนจะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทส่งออกญี่ปุ่นให้ดีขึ้นอีกด้วยครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปครับ

เหมือนเดิมครับผม ปัจจัยบวกยังคงอยู่ครับ สัปดาห์นี้ผมยังแนะนำให้ซื้อหุ้นเกาหลีต่อไป หลังจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนเบากว่าที่ตลาดคาดไว้ และรัฐบาลเสนอร่างงบประมาณการใช้จ่ายภาครัฐปี 62 เพิ่มขึ้น 10% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา

ผมมองว่านโยบายดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนเอกชน ส่วน Valuation อยู่ในจุดที่น่าสนใจหลังจากราคาปรับตัวลงมามากในช่วงที่ผ่านมาระยะหนึ่งนั้น สัปดาห์นี้จึงสะสมต่อไปได้เลยครับ

สรุปสั้นๆ : จัดต่อไป สบายใจได้ครับ

ยังชะลอ รอไปก่อน สำหรับใครที่คิดจะลงทุนตลาดหุ้นอินเดียครับ เนื่องจากค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าต่อเนื่องกว่า 13% ตั้งแต่ต้นปี อย่างที่บอกไว้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น และอาจกดดันให้ธนาคารกลางอินเดียต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน และเป็นความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นเนื่องจาก Valuation ค่อนข้างแพงแล้วด้วยครับ

สรุปสั้นๆ : หยุดพักต่อ รอไปยาวๆ ครับ

อย่างที่บอกไปครับว่า จากความแน่นอนของการเลือกตั้งในช่วงต้นปีหน้า โดยการเมืองที่มีเสถียรภาพขึ้นจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและครัวเรือนในการลงทุนและบริโภค และส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นอีกด้วยครับ

ประกอบกับช่วงนี้เข้าสู่สามเดือนสุดท้ายของปี เม็ดเงิน LTF กำลังจะไหลเข้ามาเพิ่มเติมอีก แบบนี้ผมมองว่าตลาดหุ้นไทยไปต่อได้ดีเลยครับผม

สรุปสั้นๆ : แบบนี้ต้องซื้อแล้วล่ะครับ จัดไป

จัดต่อไป ไม่ต้องกลัว ผมมองว่าตอนนี้สามารถทยอยสะสมหุ้นจีนเนื่องจากตลาดหุ้นปรับตัวลงมามากในระดับนึง สะท้อนข่าวสงครามการค้าไว้มากแล้ว ขณะที่อัตราการขึ้นภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ ประกาศไว้ที่ 10% ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 25% จะเป็นปัจจัยหนุนให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นจีนต่อไปครับ

ถ้าใครกำลังสนใจ ผมว่าตอนนี้เราเริ่มกลับมาทยอยสะสมได้แล้วครับ

สรุปสั้นๆ : กลับมาสะสมครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน : ซื้อหุ้นไทย หุ้นเกาหลี ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ, หุ้นยุโรป, หุ้นญี่ปุ่น และหุ้นจีน

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield ต่างประเทศ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมน้ำมันและทองคำ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 16%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 42%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 34%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 17%
  • ตราสารหนี้ไทย 17%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 42%
  • หุ้นไทย 46%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 2%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 27 กันยายน 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

มีกันรึยัง? กับ 7 เครื่องมือสุดยอดจาก Google ที่ไม่ควรพลาด!

    ปัจจุบันโลกเราได้ก้าวเข้าสู่สังคมยุคดิจิทัลที่ผู้คนสนใจนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนเหล่านั้นมีไลฟ์สไตล์และมีวงจรชีวิตที่ง่ายและสะดวกสบาย 

    Google ก็เป็นอีกหนึ่งในผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีชั้นนำ ที่มีความมุ่งมั่นจะให้คนทั่วโลกโดยเฉพาะคนไทยให้สามารถนำเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ มาใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์ วันนี้จะพาทุกท่านย้อนไปถึงผลิตภัณฑ์ตัวช่วยทั้ง 7 อย่างจาก Google ที่สามารถสนับสนุนให้ชีวิตคนไทยและคนทั่วโลกได้เริ่มเรียนรู้และมีวิวัฒนาการด้านไอที  ได้แก่

มีกันรึยัง? กับ 7 เครื่องมือสุดยอดจาก Google ที่ไม่ควรพลาด!

1. Gmail

    บริการฟรีอีเมล ที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาโดย Google ทำงานที่เรียบง่ายแต่เน้นที่ความรวดเร็ว มีระบบการป้องกันไวรัส และ Spam ที่เริ่มให้บริการตั้งแต่ ปี 2547  ซึ่งปัจจุบันเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีผู้ใช้งานกว่าพันล้านคน และเพิ่งได้รับการอัพเดทใหม่ไปเมื่อเร็วๆนี้ โดยเพิ่มการเชื่อมต่อกับแอพอย่าง Task ปฏิทิน และ Keep ให้ทุกคนสามารถทำงาน ตอบเมล จดโน้ต และอัพเดทหมายต่างๆ ได้อย่างง่ายได้มากขึ้น 

มีกันรึยัง? กับ 7 เครื่องมือสุดยอดจาก Google ที่ไม่ควรพลาด!

2. Chrome

    เว็บเบราเซอร์ยอดนิยมที่พัฒนาโดย Google ซึ่งเปิดให้บริการมาแล้วกว่า 10 ปี ได้รับความนิยม และกลายเป็นอีกหนึ่งเบราเซอร์ยอดนิยมได้อย่างรวดเร็ว มีส่วนเสริมต่างๆให้ผู้ใช้สามารถเลือกปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการของผู้ใช้ อีกทั้งยังสามารถซิงค์เวปที่เปิดไว้ ให้สามารถเปิดดูได้จากอุปกรณ์อื่นได้อีกด้วย

มีกันรึยัง? กับ 7 เครื่องมือสุดยอดจาก Google ที่ไม่ควรพลาด!

3. Maps

    แอพพลิเคชั่นแผนที่ที่เป็นตัวช่วยในการเดินทางของทุกคนได้อย่างดีเยี่ยม เพราะนอกจากจะสามารถนำทางได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังมีฟีเจอร์อื่นเช่น สำรวจสิ่งที่น่าสนใจรอบตัว เช็คสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ คนหาร้านอาหารใกล้ๆ และการใช้งานด้วยเสียง โดยปัจจุบัน Maps ยังได้เพิ่มโหมดรถจักรยานยนต์เพื่อนให้คนไทยได้ใช้งานกันได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น  อีกสามารถใช้งานแบบออฟไลน์ได้อีกด้วย โดยปัจจุบันมีผู้ Maps ใช้กว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก

มีกันรึยัง? กับ 7 เครื่องมือสุดยอดจาก Google ที่ไม่ควรพลาด!

4. Search

    ที่สุดของเครื่องมือค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน ซึ่งเราได้พัฒนาให้สามารถค้นหาสิ่งต่างๆได้ในรูปแบบต่างๆกันโดยไม่จำเป็นตอนพิมพ์ข้อความเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้รูปภาพ (Image) หรือเสียง (Voice) ในการค้นหาข้อมูลนั้นๆได้

มีกันรึยัง? กับ 7 เครื่องมือสุดยอดจาก Google ที่ไม่ควรพลาด!

5. YouTube

    แพลตฟอร์มวีดิโอที่มุ่งมั่นในการสนับสนุนให้เหล่าบรรดาครีเอเตอร์ทุกเพศ ทุกวัย มาสร้างคอนเทนต์ ร่วมแชร์ความสามารถ ไอเดีย ผ่านทางช่องของตนเอง ซึ่งปัจจุบัน ในประเทศไทยมีการเติบโตเป็นอย่างมากทั้งผู้ผลิตคอนเท้นต์และผู้เข้าชม จนติดอันดับต้นๆโลก

มีกันรึยัง? กับ 7 เครื่องมือสุดยอดจาก Google ที่ไม่ควรพลาด!

6. Google Play

    คลังแอพพลิเคชั่นต่างๆของ Google และ Android นั่นเอง ซึ่งภายใน Google Play จะมีทั้งแอพพลิเคชันสำหรับมือถือและแท็บเล็ตต่าง ๆ ซึ่งการจัดเป็นหมวดหมู่ที่มีทั้งฟรีและจ่ายเงิน ง่ายต่อการใช้งาน นอกจากนี้เรายังมีหนังสือ ebook รวมทั้งภาพยนตร์ต่างๆ ที่ขายอยู่ในสโตร์ของอีกด้วย  ซึ่งเราได้ช่วยให้มีการซื้อของใน สโตร์ง่ายดายมากขึ้นด้วยการใช้ Google Gift Card ที่ปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อได้แล้ว

มีกันรึยัง? กับ 7 เครื่องมือสุดยอดจาก Google ที่ไม่ควรพลาด!

7. Android

    เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์เช่น โทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ ซึ่ง Google พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่นที่ 9 Anddroid Pie และ Android Go ที่มุ่งเน้นในการนำ AI มาช่วยให้ผู้ใช้มือถือได้รับประสบการณ์การใช้โทรศัพท์ที่ชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  โดยปัจจุบันมีผู้ใช้กว่ากว่า 2 พันล้านเครื่องแล้ว

 

    และนี่คือเครื่องมือทั้ง 7 ที่ Google ได้พัฒนาและมอบการบริการเพื่อทุกคนบนโลกอินเตอร์เน็ตทั่วโลก และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน และเพิ่มโอกาสในสายอาชีพของตนเองได้อีกด้วย

วางแผนเรื่องเงินอย่างฉลาด เรื่องสุขภาพ…ก็พลาดไม่ได้

ถ้าจะให้บอกว่าค่าใช้จ่ายอะไรแพงที่สุดสมัยนี้ หลักๆ เลยเรื่องนึงก็คือ เรื่อง ‘สุขภาพ’

มีหลายคนเลยค่ะที่มาดามเห็นว่าไม่วางแผนให้ดี แถมบางทีเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาที โอ้โห…สะเทือนกันทั้งบ้าน บางทีถึงขั้นเงินที่เก็บออมมาทั้งชีวิตอาจจะหมดไปได้เลยทีเดียว…

การวางแผนเรื่องเงินจึงขาดเรื่องสุขภาพไม่ได้เด็ดขาด เพราะมันคือรายจ่ายก้อนใหญ่มากหากเกิดขึ้นกับเรา งั้นเราลองมาดูกันค่ะว่า มีทางเลือกอะไรบ้างในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดกับชีวิตหรือที่เราเรียกว่า ‘ความเสี่ยง’ นั่นเอง ซึ่งคำถามที่สำคัญนั้นคือ เมื่อเกิดความเสี่ยงกับชีวิตนั้นใครจะช่วยเราได้บ้าง

1. เรารับไว้เอง

ถ้าเราออมเงินอย่างสม่ำเสมอไว้จำนวนหนึ่งเป็นทุน เมื่อเราเจ็บป่วย เราก็สามารถหยิบเงินออมก้อนนี้ไปใช้ได้ แต่ปัญหาคือ เราออมเองได้ใช่หรือไม่ และเงินออมที่เราสะสมไว้นี้ จะเพียงพอหรือเปล่า เมื่อเกิดเหตุขึ้นมา อันนี้ก็น่าคิดให้หนักๆ นะคะ เพราะหลายกรณีการเจ็บป่วย โดยเฉพาะโรคร้ายแรง มันจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากจริงๆ 

2. ใช้สิทธิสวัสดิการที่มีอยู่

หลายคนที่ทำงานประจำย่อมมีประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลของนายจ้าง ซึ่งถือเป็นข้อดีในกรณีเจ็บป่วยและเบิกค่ารักษาได้ แต่คำถามคือ เราเข้าใจเงื่อนไขการใช้สิทธิดีพอหรือไม่ แถมบางครั้งก็ต้องมีการสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อนจากนั้นค่อยเบิกเข้าบัญชีย้อนหลัง นั่นทำให้เราจำเป็นต้องมีเงินออมเพียงพอสำรองจ่ายไปก่อน ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่เราต้องวางแผนเผื่อเงินส่วนนี้เอาไว้ด้วย

3. โอนความเสี่ยงให้บริษัทประกัน

การซื้อประกันสุขภาพเพื่อซื้อความคุ้มครองให้ครอบคลุมการรักษาพยาบาลในแบบที่เราต้องการนั้น ทั้งสถานพยาบาล ค่าห้อง ค่ารักษาในรูปแบบต่างๆ เราจ่ายค่าเบี้ยประกันเพื่อซื้อความอุ่นใจ หากเกิดเหตุเจ็บป่วยจริงก็ใช้สิทธิตรงนี้ไป

ซึ่งข้อดีที่มาดามมองเห็น คือ เงินที่เราจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพต่อปี มันจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับถ้าเราต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองค่ะ แล้วที่สำคัญ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพนี่ก็เอาไปหักลดหย่อนภาษีได้ด้วย สูงสุด 15,000 บาทต่อปี (รวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี)

หลายคนอาจมีคำถามในใจค่ะว่า

เอ๊ะ.. ออมเพื่อรับความเสี่ยงไว้เอง ดีกว่าจ่ายเบี้ยประกันทิ้งถ้าไม่เกิดเหตุ ดีกว่ามั้ย??

อันนี้มาดามให้ข้อสังเกตว่า…ถ้าเรากำลังมีคำถามนี้ในใจ แสดงว่าเราคิดว่ามันจะไม่เกิดใช่ไหม การเจ็บป่วย

เราถึงได้นึกเสียดายถ้าจะต้องจ่ายค่าเบี้ยแล้วไม่ได้คืน ใจเย็นๆ ค่ะ ลองย้อนกลับไปที่จุดเดิมค่ะ “ใครจะรับความเสี่ยง คนนั้นก็เป็นคนที่ได้หรือจ่าย” (ส่วนตัวมาดามขี้กลัวและอยากสบายใจค่ะ เลยเลือกซื้อประกันสุขภาพ โอนความเสี่ยงให้บริษัทประกัน)

เวลาซื้อประกันสุขภาพ..เค้าเลือกยังไง ดูอะไรกันบ้าง?

มาดามมีหลักการง่ายๆ คือถ้าจำนวนเบี้ยเท่ากัน ความคุ้มครองพอๆ กัน ให้ดูว่าแบบประกันไหน ให้อะไรมากกว่าโดยดูจาก

1. ดูวงเงินการคุ้มครองว่าเป็นแบบไหน?

เหมาจ่าย คือจ่ายอะไรเท่าไหร่ก็ได้รวมกันแล้วตามที่กำหนด

หรือกำหนดแยกเป็นค่าใช้จ่ายแต่ละประเภท ตามตาราง ได้ค่าอะไรบ้าง กี่บาทก็ว่าไป

2. คุ้มครองอะไรบ้าง?

ค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยในส่วนใหญ่จะมีอยู่แล้ว แล้วผู้ป่วยนอกคุ้มครองมั้ย

คุ้มครองการเจ็บป่วยเฉพาะในประเทศไทย หรือทั่วโลก

3. รักษาที่ไหนได้บ้าง ต้องสำรองจ่ายเงินส่วนไหนเองก่อนมั้ย?

โรงพยาบาลในเครือข่ายมีที่ไหนบ้าง ใช่ที่เราพอใจอยากไปมั้ย

ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาเลย หรือต้องจ่ายเองไปก่อนเบิกทีหลัง

4. ค่ารักษาอื่นๆ ที่คุ้มครองมีอะไรบ้าง?

แต่ละบริษัทก็จะมีให้เลือกไม่เหมือนกัน ลองดูว่าเงื่อนไขเหล่านี้มีคุ้มครองด้วยมั้ย 

เช่น ค่ากายภาพบำบัด ค่ารักษาแบบแพทย์ทางเลือก ค่าล้างไต ค่ารักษามะเร็ง ค่าคลอดบุตร ฯลฯ

5. ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเชิงป้องกันด้วยหรือไม่?

ค่าตรวจสุขภาพประจำปี การดูแลรักษาสายตา ฉีดวัคซีน ตรวจรักษาฟัน

6. มีบริการเสริมอื่นๆ เพิ่มเติมให้หรือเปล่า?

เช่น บริการช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ทั้งในและนอกประเทศ บริการผู้ช่วยส่วนบุคคล เป็นต้น

ล่าสุด ทาง กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เค้าออกแผนประกันสุขภาพที่ชื่อว่า iHealthy ที่มีจุดเด่นในเรื่อง “คุ้มครอง ครอบคลุม ทุกความต้องการ ทุกที่ ทุกเวลา” มาดามชอบนะ.. คือครอบคลุมทุกอย่างที่มาดามยกตัวอย่างมาทุกข้อ ซึ่งมาดามคิดแล้วว่าคุ้มและเพียงพอต่อความต้องการและความกังวลของคนรอบคอบเรื่องเงินอย่างเรา

คุ้มครองทั่วโลกได้ด้วยสำหรับบางแบบประกันตามงบประมาณของเราเอง และคุ้มครองตลอดเวลาที่เราอยู่ในความคุ้มครองตามกรมธรรม์ และแน่นอนค่ะ เบี้ยประกันสุขภาพนี้นำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาทต่อปี ตอบโจทย์โดนใจ หมดปัญหาปวดใจ เจ็บป่วยก็รักษาได้ ด้วยประกันแบบวงเงินเหมาจ่าย iHealthy เพราะมาดามบอกแล้วว่าสำคัญไม่แพ้การหาเงิน คือรักษาเงินที่เราหามาให้อยู่กับเรานานๆ ค่ะ คิดแล้วรับรองว่าคุ้มค่าแน่นอนค่ะ

โอนความกังวลเรื่องรายจ่ายก้อนใหญ่อย่างค่ารักษาพยาบาล ด้วยการวางแผน เลือกประกันสุขภาพที่เหมาะกับตัวเองกันนะคะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1159 หรือคลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://bit.ly/2CUHPJ1

บทความนี้เป็น Advertorial

แกะรอยหุ้น IPO “OSP” เมื่อตำนานโอสถสภากว่า 127 ปีจะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

หากพูดถึงบริษัทผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคในประเทศไทย “โอสถสภา” คงเป็นชื่อหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างแน่นอน ด้วยประวัติที่ยาวนานถึง 127 ปี ผลิตภัณฑ์ที่คุ้นเคยและเป็นที่รู้จักสำหรับคนไทย ยกตัวอย่างเช่น เอ็ม-150 ลิโพ ฉลาม โสมอิน-ซัม เอ็ม-สตอร์ม ชาร์ค เอ็มเกลือแร่ เอ็ม-เพรสโซ ซี-วิต เปปทีน คาลพิส ทเวลฟ์พลัส เบบี้มายด์ เป็นต้น

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) (“OSP“บริษัทฯ” หรือ “โอสถสภา”) ประกอบธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งมุ่งเน้นไปที่เครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอลล์และผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล โดยโอสถสภามีจุดเริ่มต้นมาจากร้านขายยาขนาดเล็กในกรุงเทพมหานครชื่อว่า “เต๊กเฮงหยู” ในปี 2434 ก่อนจะขยายกิจการเรื่อยมา จนปัจจุบันโอสถสภาจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศต่างๆ รวม 25 ประเทศทั่วโลก นับจากวันนั้นจนวันนี้มีความเป็นมากว่า 127 ปีมาแล้ว

ภาพร้านขายยา “เต๊กเฮงหยู” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของตำนาน 127 ปีของโอสถสภา

โอสถสภาทำธุรกิจอะไรบ้าง?

ธุรกิจของโอสถสภาแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจเครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์ ธุรกิจผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ธุรกิจบริการบริหารจัดการด้านซัพพลายเชน (ได้แก่ ธุรกิจจำหน่ายขวดแก้ว ธุรกิจบริการผลิตสินค้าสำหรับผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล และธุรกิจบริการผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้กิจการร่วมค้าของโอสถสภา เช่น ซี-วิต และคาลพิส) และธุรกิจอื่นๆ (ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ลูกอมด้วย)

ธุรกิจเครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอลล์ถือเป็นหัวใจของโอสถสภา

ผลิตภัณฑ์เด่นของบริษัทฯ เช่น เครื่องดื่มบำรุงกำลัง เอ็ม-150 ลิโพ ฉลาม และโสมอิน-ซัม เครื่องดื่มเกลือแร่ เอ็มเกลือแร่ (M-Electrolyte) และกาแฟพร้อมดื่ม เอ็ม-เพรสโซ 

ธุรกิจเครื่องดื่มถือเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ อย่างล่าสุดในงวด 6 เดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 สัดส่วนรายได้จากการขายเครื่องดื่มสูงถึง 77.7% ของรายได้รวมของบริษัทฯ โดยสินค้าหลักคือ กลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ทั้งเอ็ม-150 ลิโพ ฉลาม โสมอิน-ซัม ซึ่งต่างก็เป็นตราสินค้าที่เป็นที่รู้จักสำหรับคนไทย ตามรายงานของฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน (Frost & Sullivan)

โอสถสภา เป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่มีสัดส่วนมูลค่าตลาดค้าปลีกสูงที่สุดในประเทศไทย

โดยคิดเป็น 54.4% ของมูลค่าตลาดค้าปลีกเครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศ สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ตามข้อมูลของฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน (Frost & Sullivan)

สัดส่วนรายได้ที่เหลือประมาณ 22.3% มาจากกลุ่มธุรกิจอื่นๆ

โอสถสภามีผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กภายใต้ตราสินค้าเบบี้มายด์ และผลิตภัณฑ์ความงามสำหรับผู้หญิงภายใต้ตราสินค้าทเวลฟ์พลัสซึ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทย รายได้จากธุรกิจผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลครองสัดส่วนอยู่ที่ 9.7% ในงวด 6 เดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 โดยผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจของบริษัทฯ ก็จะเป็นตราสินค้าเบบี้มายด์ ซึ่งแป้งเด็กมีสัดส่วน 23.8% ผลิตภัณฑ์อาบน้ำเด็กมีสัดส่วน 35.7% ผลิตภัณฑ์โลชั่นและมอยซ์เจอร์ไรเซอร์สำหรับเด็กมีสัดส่วน 15.3% สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ผลิตภัณฑ์ดูแลของใช้และเสื้อผ้าสำหรับเด็กมีสัดส่วน 30.1% สำหรับปี 2560 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากมูลค่าตลาดค้าปลีกในประเทศไทยของแต่ละสินค้าเหล่านี้ ตามข้อมูลของฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน (Frost & Sullivan)

ธุรกิจบริการบริหารจัดการด้านซัพพลายเชน จะเป็นธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า บรรจุภัณฑ์ และจัดจำหน่ายสินค้า รวมไปถึงธุรกิจผลิตเครื่องดื่มของกิจการร่วมค้าของโอสถสภาด้วย อย่างเครื่องดื่มซี-วิต (เครื่องดื่มผสมวิตามินซี) และคาลพิส (เครื่องดื่มผสมเชื้อจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส) ก็อยู่ในส่วนธุรกิจนี้ด้วย

งบการเงินระหว่างกาล สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุด ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2561 มีหนี้สินรวมอยู่ที่ 10,765.9 ล้านบาท ในขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 4,356.7 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหนี้สินต่อทุนประมาณ 2.5 เท่า 

งบกำไรขาดทุนของบริษัทฯ แสดงกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่อง โอสถสภามีกำไร 2,336.0, 2,980.5 และ 2,939.2 ล้านบาทในปี 2558 – 2560 ตามลำดับ โดยคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 7.3%, 9.0% และ 11.2% ตามลำดับ

จากงบกระแสเงินสดของบริษัทฯ กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง กระแสเงินสดจากกิจกรรมก็ติดลบจากการลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ ส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินก็เป็นลบเนื่องจากการจ่ายเงินปันผล

ขีดเส้นใต้ความน่าสนใจของโอสถสภาทั้งในแง่ของธุรกิจและการลงทุน

1. ตราสินค้าของบริษัทฯ มีความแข็งแกร่ง

ตราสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มของบริษัทฯ ถือว่าเป็นที่รู้จักในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ตัวอย่างเช่น เอ็ม-150 ที่มีสัดส่วนมูลค่าตลาดค้าปลีกที่สูง สำหรับปี 2560 ลิโพ ฉลาม ที่จัดว่าเป็นตราสินค้าที่คนไทยรู้จัก ส่วนในตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กก็มีเบบี้มายด์ที่ครองสัดส่วนมูลค่าตลาดค้าปลีกในอันดับต้นๆ ในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ปัจจัยตรงนี้แสดงให้เห็นว่า บริษัทฯ เป็นผู้นำอยู่ในหลายตลาดที่เข้าแข่งขัน

2. บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางในประเทศไทย

ความเป็นมา 127 ปีแสดงให้เห็นถึงความสามารถของบริษัทฯ จุดแข็งอีกอย่างที่มองข้ามไม่ได้คือ ความสามารถในการกระจายสินค้าไปทั่วประเทศ ปัจจัยตรงนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญของธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งพื้นฐานทางธุรกิจตรงนี้ทั้งชื่อเสียงของบริษัทฯ และเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางที่มีก็เป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันของโอสถสภาได้

3. ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน

บริษัทฯ ได้ประโยชน์ในแง่ของการประหยัดต่อขนาดหรือ Economy of Scale ซึ่งถือว่าน่าสนใจสำหรับธุรกิจเครื่องดื่มขนาดใหญ่

4. บริษัทฯ อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความมั่นคงและมีธุรกิจขนาดใหญ่

สำหรับในแง่การลงทุน โอสถสภาถือว่ามีความน่าสนใจตรงที่บริษัทฯ อยู่ในอุตสาหกรรมธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค และกำไรก่อนหักภาษีเงินได้ที่สูงระดับ 3,000 ล้านบาทต่อปีสำหรับปี 2560 โอสถสภาจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ชอบหุ้นในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค

5. ความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์

บริษัทฯ มีทีมงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและของใช้ส่วนบุคคล และมีหน่วยงานภายในที่มีศักยภาพเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่หรือสูตรใหม่ของผลิตภัณฑ์เดิม

6. ความชำนาญและประสบการณ์ของทีมผู้บริหาร

ฝ่ายบริหารของบริษัทฯ มีประสบการณ์เฉลี่ยมากกว่า 20 ปี และมีความรู้ความคุ้นเคยกับอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นอย่างดี และมีความชำนาญทั้งในระดับท้องถิ่นและประสบการณ์การทำงานกับบริษัทข้ามชาติ

เครื่องดื่มบำรุงกำลัง M-150 สินค้าหลักของบริษัทฯ

ความน่าสนใจของการเติบโตในตลาดต่างประเทศและผลิตภัณฑ์ใหม่

สินค้าหลักของบริษัทฯ คือเครื่องดื่มบำรุงกำลัง และบริษัทฯ ก็มีการขยายการเติบโตไปยังกลุ่มประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะกลุ่ม CLM ซึ่งสัดส่วนรายได้ระหว่างการขายเครื่องดื่มในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 80: 20 ซึ่งถ้าบริษัทฯ สามารถสร้างการเติบโตตรงนี้ได้ก็ถือว่ามีความน่าสนใจ

อีกประเด็นหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ บริษัทฯ มีตราสินค้าที่เป็นที่รู้จักและเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การจะต่อยอดเติบโตด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ก็เป็นโอกาสที่สำคัญเพราะมีความพร้อมในหลายด้าน การจะเริ่มต้นผลิตภัณฑ์ใหม่จากเครือข่ายการจัดจำหน่ายเดิม ฐานลูกค้าเดิม และการทำการตลาดที่มีความเชี่ยวชาญก็ดูจะสร้างโอกาสความสำเร็จในการเติบโตมากกว่าบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่จากศูนย์

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของโอสถสภาที่มีการจำหน่ายในต่างประเทศ

ในมุมมองของนักลงทุนคนหนึ่ง การที่โอสถสภาจะเข้าตลาดหุ้นก็ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ชอบหุ้นในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค โอสถสภาน่าจะเป็นหุ้นที่เป็นตัวเลือกที่ดีในการเลือกไปศึกษาต่อ อย่างไรก็ตาม บทความฉบับนี้ก็เขียนขึ้นเพื่อสรุปประเด็นต่างๆ ที่น่าจะสนใจของบริษัทฯ เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาชี้ชวนให้ทำการซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์แต่ประการใด 

การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนตัดสินใจลงทุน

หากใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมของโอสถสภาก็สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมกันได้ที่ www.osotspa.com

ใครอยากร่วมเป็นเจ้าของตำนาน 127 ปีก็อย่าลืมไปศึกษากัน

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

“โอสถสภา” หรือ “OSP” IPO เข้าใหม่ เจ้าของแบรนด์ดัง “เอ็ม-150, ทเวลฟ์พลัส และเบบี้มายด์”

จะว่าไปแล้วถ้าย้อนกลับไปนึกถึงโฆษณาเก่าๆ สมัยเด็กก็จำความได้ว่า ผลิตภัณฑ์ของโอสถสภาเป็นอะไรที่ได้ยินมาตลอดและแบรนด์ยังคุ้นหูมากๆ

แถมอยู่รอบตัวเรามาทุกช่วงวัย ตั้งแต่เบบี้มายด์, เอ็ม-150, ลิโพวิตัน-ดี, เปปทีน, แบนเนอร์ รวมถึงทเวลฟ์พลัส ที่เป็นผลิตภัณฑ์ความงามสำหรับผู้หญิง

นอกจากนี้ ยังมีลูกอมโอเล่ที่เป็นผลิตภัณฑ์เก่าแก่ของบริษัทฯ ซึ่งทุกวันนี้ยังร้องเพลง สตรอว์เบอร์รี โอเล่ หวานฉ่ำ หอมชื่นใจอร่อยถึงใจจริงๆ ได้อยู่เลย (แหนะ รู้นะว่าแถวนี้ก็ร้องกันได้)

การที่ “โอสถสภา” เป็นบริษัทที่อยู่มาได้ถึงร้อยกว่าปีนี่ถือว่าไม่ธรรมดานะครับ

ถ้าเราลองสังเกตผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทฯ จะเห็นได้เลยว่า ผลิตภัณฑ์ของโอสถสภาทั้งเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เครื่องดื่มสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการประโยชน์ในการเสริมสร้างความจำและประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างอื่น แป้งเย็นและแป้งน้ำหอม ฯลฯ มาจากวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ คือ “พลังเพื่อเสริมสร้างชีวิต” (The Power to Enhance Life) ที่มุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อเสริมสร้างชีวิตประจำวันของผู้บริโภคให้ดีขึ้นนั่นเองครับ

พอผมรู้ข่าวว่า “โอสถสภา” จะมีการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในชื่อว่า “OSP” ก็รู้สึกว่าน่าสนใจทีเดียว

เพราะเชื่อว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นของที่เราใช้กันทั่วไป และถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่แบรนด์ติดหูอยู่แล้วจะยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือในการแข่งขันขึ้นไปอีก ลูกค้าก็ย่อมเลือกเป็นอันดับต้นๆ

ซึ่งในบทความนี้ผมจะ Review ภาพรวมของธุรกิจ ไปจนถึงเรื่องของผลการดำเนินงานที่ผ่านมาให้ได้อ่านนะครับ

REVIEW ธุรกิจของ “โอสถสภา”

แรกเริ่มเลย มารู้จักโครงสร้างของธุรกิจของโอสถสภาก่อนนะครับ โดยสามารถแบ่งกลุ่มธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์

เครื่องดื่มบำรุงกำลัง เครื่องดื่มเกลือแร่ กาแฟพร้อมดื่ม และเครื่องดื่มที่มีการเติมส่วนผสมเพื่อให้ได้คุณสมบัติเฉพาะ (Functional Drinks) โดยในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังนั้น กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ครองสัดส่วนอยู่ 54.4% ของมูลค่าตลาดค้าปลีกของเครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศ (ข้อมูลปี 2560 จากฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน (Frost & Sullivan))

2. กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล

ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก แบรนด์เบบี้มายด์ ซึ่งเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอันดับหนึ่งในประเทศไทย* และผลิตภัณฑ์ความงามสำหรับผู้หญิงแบรนด์ทเวลฟ์พลัส ที่มุ่งเน้นกลุ่มผู้หญิงวัย 18-25 ปีที่มีวิถีชีวิตคล่องแคล่วและทันสมัย

3. ธุรกิจบริการบริหารจัดการด้านซัพพลายเชน

ธุรกิจบริการผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและของใช้ส่วนบุคคล และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เช่น กฤษณากลั่นตรากิเลน ทัมใจ และอุทัยทิพย์ การผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้สัญญากับกิจการร่วมค้า ซี-วิต และคาลพิส รวมถึงการจำหน่ายขวดแก้วภายใต้สัญญาบริการผลิตสินค้า (Original Equipment Manufacturer (OEM))

4. กลุ่มธุรกิจอื่นๆ

ธุรกิจลูกอม เช่น ลูกอมโอเล่ และโบตัน และเงินลงทุนอื่นๆ

*เมื่อพิจารณาจากมูลค่าตลาดค้าปลีกสำหรับปี 2560 (โดยไม่รวมผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมเด็กทารก) ทั้งนี้ เป็นไปตามรายงานของนีลเส็น (Nielsen)

จุดแข็งของบริษัทฯ

ถ้าเรามาวิเคราะห์จุดแข็งของบริษัทฯ จะเห็นได้ว่าโอสถสภามีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและแบรนด์ที่โดดเด่น โดยบริษัทฯ มีความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในแต่ละยุค อีกทั้งสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายของแต่ละผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี

สังเกตดูได้นะครับว่า แบรนด์บางแบรนด์ของโอสถสภาที่เป็นแบรนด์เก่าแก่แต่ผลิตภัณฑ์กลับไม่เก่านะครับ เพราะมีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อปรับตัวให้ทันยุคทันสมัยตลอด

อย่าง เครื่องดื่ม “โสมอิน-ซัม” ที่เปิดตัวมาตั้งแต่หลายปีก่อน ตอนนี้ก็มีการปรับตำแหน่งทางการตลาดให้ชัดเจนมากขึ้น โดยเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิง และมี “ดร.บุ๋ม-ปนัดดา” เป็นพรีเซนเตอร์

ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังเมืองไทยก็ว่าได้ เพราะที่ผ่านมายังไม่มีใครใช้พรีเซนเตอร์หลักเป็นผู้หญิงมาก่อน!

โสมอิน-ซัม และ ดร. บุ๋ม-ปนัดดา พรีเซนเตอร์คนใหม่

อีกตัวอย่างคือ ผลิตภัณฑ์ทเวลฟ์พลัส (Twelve Plus) ที่มีการขยายกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น และปรับโลโก้แบรนด์เพื่อให้เข้ากับภาพลักษณ์ทางการตลาด ซึ่งเน้นคุณสมบัติในเรื่องความหอมและความเยาว์วัย โดยจะเน้นสื่อสารผ่านทาง Social Media เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้า Gen ใหม่ๆ ในยุค 4.0 อีกด้วย

Twelve Plus x BNK48 กับน้ำหอมเฉพาะตัวของ เป็นที่สนใจใน Social Media อย่างมาก

“ในมุมมองนักลงทุน ผมจะไม่เป็นห่วงกับการปรับตัวของผลิตภัณฑ์ของโอสถสภาเลยนะ เพราะเขามีทีมงานที่แข็งแกร่งพร้อมปรับตัวให้ทันยุคทันสมัยและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย”

นอกจากนี้ จุดแข็งอีกอย่างหนึ่งคือ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ สามารถหาซื้อได้ทั่วไป ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา ก็ยังมีวางขายอีกด้วยครับ ตอนผมไปเที่ยวเมียนมาร์ ยังเคยเจอผลิตภัณฑ์ของโอสถสภาในซุปเปอร์มาร์เก็ตเลย

สัดส่วนรายได้ของบริษัทฯ

จากข้อมูลที่ปรากฏในร่างหนังสือชี้ชวนจะเห็นได้ว่า สำหรับข้อมูลงบรายปี รายได้ของบริษัทฯ เติบโตในปี 2558 – 2559 แต่รายได้ลดลงในปี 2560 เนื่องจากการบรรลุข้อตกลงใหม่กับทางคู่ค้าที่จะนำแบรนด์ของเขากลับไปทำเอง จึงทำให้รายได้ตรงนี้ลดลงไป แต่ธุรกิจหลักอย่างเครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์และของใช้ส่วนบุคคล ก็ยังดำเนินกิจการต่อนะครับ

โดยบริษัทฯ มีรายได้ที่สม่ำเสมอจากผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเป็นรายได้หลัก ล่าสุดในงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2561 มีรายได้จากธุรกิจเครื่องดื่มอยู่ที่ 9,486.5 ล้านบาท คิดเป็น 77.7%, ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลมีรายได้ 1,180.2 ล้านบาท คิดเป็น 9.7% และส่วนที่เป็นการให้บริการด้านซัพพลายเชน มีรายได้ 1,296.1 ล้านบาท หรือ 10.6% ของรายได้จากการขายและการให้บริการของบริษัทฯ

ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ

หากเรามาดูข้อมูลงบกำไรขาดทุนแบบเบ็ดเสร็จ บริษัทฯ มีกำไรสุทธิและอัตรากำไรสุทธิ ดังนี้

  • ในปี 2558 มีกำไรสุทธิ 2,336.0 ล้านบาท    อัตรกำไรสุทธิ 7.3%
  • ในปี 2559 มีกำไรสุทธิ 2,980.5 ล้านบาท    อัตรากำไรสุทธิ 9.0%
  • ในปี 2560 มีกำไรสุทธิ 2,939.2 ล้านบาท    อัตรากำไรสุทธิ 11.2%

งวด 6 เดือนแรกของปี 2561 มีกำไรสุทธิ 1,471.9 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 11.7%

ถ้าสังเกตดูงบรายปี แม้รายได้จากบริการด้านซัพพลายเชนจะลดลงเนื่องจากยกเลิกธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าของยูนิชาร์มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 แต่ในปี 2560 บริษัทฯ ก็ได้มีการปรับลดต้นทุนอื่นๆ จำนวนมาก ทั้งในส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหารหลังการปรับโครงสร้างองค์กร รวมถึงค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและการทำโปรโมชั่น ทำให้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้น

ทำไมโอสถสภาจึงน่าสนใจ?

โดยส่วนตัวนะครับ ผมว่า “โอสถสภาเป็นบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์และแบรนด์ที่แข็งแกร่งมากๆ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนรู้จักและซื้อกันอยู่ทุกวัน และมีเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่กว้างขวาง”

ซึ่งผลิตภัณฑ์หลักๆ นั้นยังครองส่วนแบ่งการตลาดในระดับสูง และที่สำคัญคือทีมงานมีการปรับตัว พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในผลิตภัณฑ์ประกอบกับมีฐานการผลิตที่ครบวงจรและยืดหยุ่นส่งผลให้การดำเนินงานที่ผ่านมาสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ และด้วยการปรับตัวขององค์กรทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

อย่าลืมติดตาม IPO และการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ นะครับ แล้วถ้ามีข้อมูลเพิ่ม ผมจะแจ้งให้ทราบนะครับ…

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save