ราคาทองกำลังลง! อยากลงทุนในทองแต่เงินไม่พร้อมต้องทำอย่างไร?

ช่วงนี้ราคาทองร่วงลงมาทำสถิติต่ำที่สุดในรอบ 1 ปี เห็นอย่างนี้แล้วหลายคนก็คงอยากซื้อทองคำเก็บไว้ เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ลงทุนชนิดหนึ่งที่คนไทยนิยมสะสมไว้ในยามฉุกเฉิน หรือบางคนก็ซื้อมาขายไปเพื่อเก็งกำไร

แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่สร้างกระแสเงินสดให้กับนักลงทุน เพราะผลตอบแทนจากทองคำจะมาจากส่วนต่างราคาเท่านั้น แต่เราก็สามารถใช้ทองคำเข้ามาช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตการลงทุนของเราได้เป็นอย่างดี เพราะราคาทองจะสูงขึ้นในยามที่เศรษฐกิจไม่ดีหรือเกิดสงคราม

ทองจึงเป็นตัวช่วยชั้นดีในยามที่นักลงทุนขาดทุนจากหุ้นหรือสินทรัพย์ชนิดอื่น

แต่ปัญหาก็คือการลงทุนในทองคำแท่งจะมีราคาขั้นต่ำที่ต้องจ่าย ซึ่งราคาทองคำแท่งจะเปลี่ยนไปทุกวัน ถ้าอัพเดตราคาช่วงนี้ก็จะอยู่ที่ 19,350-19,600 บาท เงินจำนวนนี้ถือว่าสูง ถ้ามองมันเป็นจำนวนขั้นต่ำที่ต้องจ่ายเพื่อการลงทุนในทองคำ

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนอาจจะยังไม่พร้อมสำหรับการลงทุนในจำนวนเงินขั้นต่ำที่มากขนาดนั้น

“กองทุนรวมทองคำ” จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

เพราะไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากก็สามารถลงทุนในทองคำได้แล้ว โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยบริหารเงินที่นำไปลงทุนในทองคำให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด ข้อดีของมันคือใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่สูงมาก ไม่ต้องซื้อขายทองคำให้ยุ่งยาก และไม่ต้องกลัวทองคำแท่งจะหายไปไหนด้วย

แต่ก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีในการบริหารกองทุนเพื่อแลกกับความสะดวกสบายนั้น

จริงๆแล้วกองทุนรวมทองคำในไทยมีเยอะพอสมควร แต่ผมคัดเลือกกองทุนรวมทองคำ 5 กองที่น่าสนใจมาให้ทุกคนได้ดูกัน (นี่ไม่ได้ค่าโฆษณานะครับ บอกไว้ก่อน อิอิ)

• TMBGOLD •

จัดตั้งกองทุนเมื่อ 2 ธ.ค. 2548

มูลค่าขั้นต่ำเมื่อสั่งซื้อครั้งแรก : 1,000 บาท / ซื้อครั้งถัดไป : 1 บาท

ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บล่าสุด 1.22% สูงสุดไม่เกิน 1.70% ต่อปี

ค่าความผันผวนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 19.23% ต่อปี

ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 4.29% ต่อปี

ลงทุนผ่านหน่วยลงทุน SPDQ GOLD Trust

• I-GOLD •

จัดตั้งกองทุนเมื่อ 2 มี.ค. 2552

มูลค่าขั้นต่ำเมื่อสั่งซื้อครั้งแรก : 1,000 บาท / ซื้อครั้งถัดไป : 1,000 บาท

ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บล่าสุด 1.01% สูงสุดไม่เกิน 2.27% ต่อปี

ค่าความผันผวนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 15.87% ต่อปี

ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 2.81% ต่อปี

ลงทุนผ่านหน่วยลงทุน SPDQ GOLD Trust

• K-GOLD •

จัดตั้งกองทุนเมื่อ 18 ก.ค. 2551

มูลค่าขั้นต่ำเมื่อสั่งซื้อครั้งแรก : 500 บาท / ซื้อครั้งถัดไป : 500 บาท

ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บล่าสุด 0.65% สูงสุดไม่เกิน 2.38% ต่อปี

ค่าความผันผวนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 17.30% ต่อปี

ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 3.40% ต่อปี

ลงทุนผ่านหน่วยลงทุน SPDQ GOLD Trust

• KF-GOLD •

จัดตั้งกองทุนเมื่อ 17 มี.ค. 2552

มูลค่าขั้นต่ำเมื่อสั่งซื้อครั้งแรก : 2,000 บาท / ซื้อครั้งถัดไป : 2,000 บาท

ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บล่าสุด 1.22% สูงสุดไม่เกิน 1.93% ต่อปี

ค่าความผันผวนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 15.16% ต่อปี

ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 1.20% ต่อปี

ลงทุนผ่านหน่วยลงทุน SPDQ GOLD Trust

• ASP-GOLD •

จัดตั้งกองทุนเมื่อ 2 ก.ค. 2552

มูลค่าขั้นต่ำเมื่อสั่งซื้อครั้งแรก : 5,000 บาท / ซื้อครั้งถัดไป : 5,000 บาท

ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บล่าสุด 1.47% สูงสุดไม่เกิน 5.35% ต่อปี

ค่าความผันผวนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 16.49% ต่อปี

ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 2.62% ต่อปี

ลงทุนผ่านหน่วยลงทุน SPDQ GOLD Trust

ในช่วงที่ราคาทองลงมาต่ำสุดในรอบ 1 ปีแบบนี้ ถ้าสนใจลงทุนในทองคำผ่านกองทุนรวมก็ลองศึกษารายละเอียดต่างๆเพิ่มเติมกันได้เลย เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนต้องศึกษารายละเอียดด้วยตัวเอง ก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 ตุลาคม 2561

” เก็งหวยงวดเกาะโต๊ะ กับสถิติย้อนหลัง 10 งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข “

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 ตุลาคม 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ 10 งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลักให้คุณได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 ตุลาคม 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 ตุลาคม 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดชื่อดังได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณตีความได้จากความฝัน หรือวงในแหล่งเลขเด็ดหรือไม่ หากศรัทธาสถาบันใดก็นำตัวเลขไปวิเคราะห์ต่อ หรือซื้อตามได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 ตุลาคม 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 ตุลาคม 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างในช่วงนี้เป็นช่วงแห่งการ ‘เกาะ’ มาดูกันว่าถ้าเราเกาะกระแสนี้เราจะพอมีโอกาสรับทรัพย์รับโชคกันบ้างมั้ยนะ

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 ตุลาคม 2561

ซึ่งสามารถตีเป็นเลขจากความฝันที่ฝันถึงเกาะ หรือโต๊ะ เช่น หากฝันเห็นโต๊ะทำงานสามารถนำเลขเด่น อย่างเลข 0 หรือ 2 ไปตีเลข ถ้าหากฝันเห็นโต๊ะไม้ สามารถนำเลขเด่น คือ 2 5 หรือ 9 ไปตีเลข และถ้าหากฝันเห็นเกาะกลางทะเล สามารถนำเลขเด่น อย่างเลข 27 64 69 88 ไปตีเลขต่อได้ นอกจากนี้สามารถมองหาเลขเลขจากสิ่งรอบตัวได้ อย่างเช่น โต๊ะ ที่มักจะมีการขีดเขียน หรือสัญลักษณ์ ตัวเลขแปะอยู่ หากกำลังอ่านอยู่ ก็ลองมองไปรอบๆตัว หรือโต๊ะที่คุณนั่งอยู่ว่ามีหมายเลขอะไรแปะอยู่หรือไม่ เผื่อจะได้เลขเด็ดไม่ต้องไปเกาะโต๊ะขอใครเค้าจ้า

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ความฝัน โชคชะตารวมถึงบุญกุศลประกอบกัน  ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง และควรนุ่มนวลอ่อนหวาน ไม่ขึงขังต่อคนรอบข้างเวลาโดนหวยกินนะจ้ะ

CREDIT : https://lotto.mthai.com/dream/

   http://www.korhuay.com

Future Skills : ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ใครก็มาทดแทนไม่ได้

Future Skills : ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ใครก็มาทดแทนไม่ได้

    เป็นที่ทราบกันดีว่าเรากำลังเข้าสู่ ศตวรรษที่ 21 อย่างเต็มรูปแบบแล้ว

คำถาม คือ มนุษย์เตรียมความพร้อมสำหรับศตวรรษที่ 21 กันไว้อย่างไร?

เป็นคำถามที่เราจะมาค้นหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน

    สิ่งที่เรารู้แน่ๆ ในตอนนี้ คือ ทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ไม่น่าจะใช่ทักษะเดียวกับศตวรรษที่ 20 อย่างแน่นอน

    ระบบการศึกษาปัจจุบันล้วนเป็นระบบการศึกษาที่ถูกออกแบบมาจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ซึ่งนับเป็นเวลาล่วงเลยมากว่า 100 ปีแล้ว

    ปัจจุบันเราพบว่าระบบการศึกษาเป็นเหมือนสายการผลิตของโรงงานซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงอยู่ในศตวรรษที่ 21 นักเรียนนักศึกษาถูกฝึกให้มีความคล่องแคล่วในการแก้ไขปัญหาซ้ำซากที่ใช้ได้ทุกสถานการณ์ แต่ขาดทักษะในการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่ไม่อาจใช้วิธีการมาตรฐานได้

    แต่ในเมื่อ AI และ Robot สามารถทำงานที่ซ้ำซากและจำเจแทนมนุษย์ได้แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ระบบการศึกษาปัจจุบันยังคงผลิตออกมา ก็ไม่ต่างอะไรกับชิ้นเนื้อที่ไม่สามารถใช้งานได้ เพราะขาดทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต

    ระบบการศึกษาควรพิจารณายกเลิกการเรียนการสอนที่ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจสอบครูผู้สอน หันไปใช้การประเมินโดยให้นักเรียนและครูมีส่วนร่วมกันอย่างใกล้ชิดในงานที่ท้าทาย

    การได้ทำงานที่ท้าทายและมีความหมายต่อตัวเองและต่อทีม ถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญต่อกระบวนการการเรียนรู้

“เพราะมนุษย์ในยุคต่อจากนี้ จะมองหาความหมายเป็นสำคัญ”

    การทดสอบไม่ใช่แค่เรื่องที่จะทำให้เสร็จภายใน 2 ชั่วโมงแล้วใช้เครื่องจักรตรวจให้คะแนน สำคัญคือการค้นหาว่านักเรียนเข้าใจและรับรู้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดร่วมกันหรือไม่

    เน้นการประเมินที่ผลงาน และ กระบวนการเรียนรู้ตลอดการเดินทางไปถึงเป้าหมาย ไม่ใช่แค่การวัดผลที่ผลลัพธ์

“จะมีนักวิทยาศาสตร์ซักกี่คนที่ค้นพบสิ่งที่ยิ่งใหญ่จากการทดลองครั้งแรก”

    การทดสอบในระบบการศึกษาปัจจุบันนั้นห้ามใช้เทคโนโลยี แต่ในชีวิตจริงเราสามารถเลือกใช้เครื่องมือได้อย่างอิสระ เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของมนุษย์ไปเรียบร้อยแล้ว

    ดังนั้นความสามารถในการเลือกใช้เครื่องมือทางดิจิทัล ให้เหมาะสมกับงานก็ถือเป็นทักษะที่สำคัญอย่างนึง


Future Skills : ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ใครก็มาทดแทนไม่ได้

    ทักษะทางดิจิทัล ถือเป็นทักษะขั้นพื้นฐาน (foundation skill) ของมนุษย์ในยุคต่อจากนี้ แบ่งออกเป็น 3 ทักษะใหญ่ๆ ดังนี้

1. ทักษะการอ่านออกเขียนได้ทางดิจิทัล (digital literacy)

    ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ทางดิจิทัล หากพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือความสามารถในการใช้อุปกรณ์ และเครื่องมือทางดิจิทัล ได้อย่างคล่องแคล่ว เช่น การใช้งาน email, การย้ายข้อมูลในโทรศัพท์, การค้นหาข้อมูล, การเลือกใช้งาน application รวมไปถึงความสามารถในการดูแลและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์และเครื่องมือทางดิจิทัลได้ด้วยตนเอง

    สังเกตง่ายๆ ได้จากเด็กที่เกิดมาในยุคที่มี smart phone แล้ว จะมีความสามารถนี้ติดตัว

2. ทักษะการคัดกรองและบริหารจัดการข้อมูล (data literacy)

    ความสามารถในการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ไหลบ่าเข้ามา ว่าข้อมูลใดเป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์

    รวมไปถึงความสามารถในการค้นหา, รวบรวม, วิเคราะห์และตีความหมายข้อมูลทั้งหมดถือเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญ

3. ทักษะการเข้าใจการกลไกเชิงโปรแกรม (programmatic literacy)

    ความสามารถนี้ถือเป็นความสามารถขั้นพื้นฐานใหม่ของมนุษย์ในช่วงกลางศตวรรษที่ 21 เพราะสิ่งต่างๆรอบตัวเราจะเริ่มประกอบไปด้วยความสามารถในการตั้งค่าเชิงสูง (Programmable) และสามารถสร้างเงื่อนไขต่างๆ ที่เราต้องการ

ได้อย่างอิสระ รวมไปถึงความสามารถในการสื่อสารและควบคุม AI และ Robot


Future Skills : ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ใครก็มาทดแทนไม่ได้

    อีกแกนทักษะที่สำคัญสำหรับยุคถัดไปก็คือ soft skill ซึ่งจะเป็นทักษะสำคัญที่จะดำรงไว้ซึ่งความเป็นมนุษย์ในยุคต่อจากนี้ เช่น ทักษะการตัดสินใจ, ทักษะการแก้ไขปัญหา, ทักษะการสังเคราะห์, ทักษะการสร้างสรรค์, ทักษะการทำงานเป็นทีม, ทักษะการสื่อสาร เป็นต้น

Future Skills : ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ใครก็มาทดแทนไม่ได้

    ปัจจุบันเราจะเห็นนักเรียนกำลังมุ่งมั่นกับการเรียนรู้และหาข้อมูลด้วยตนเอง เช่น

  • เรียนเขียนโปรแกรมผ่าน www.coursera.org
  • ค้นคว้างานวิจัยจาก https://arxiv.org/
  • ประชุมผ่าน Google Hangout
  • วางแผนทำเว็บไซต์ผ่าน wordpress
  • ทำ presentation ผ่าน google slide

    ที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างกระบวนการเรียนรู้ผ่านเครื่องมือที่อยู่รอบๆตัวเรา ทักษะทางดิจิทัลนั้นได้มาจากการฝึกฝนและการลงมือทำจริงซ้ำๆ จนเชี่ยวชาญ soft skill ก็เช่นกัน

    ทีนี้ลองนึกภาพระบบการศึกษาปัจจุบัน แล้วคุณจะรู้คำตอบของคำถามที่ว่า “มนุษย์เตรียมความพร้อมสำหรับศตวรรษที่ 21 กันไว้อย่างไร?”

เขียนโดย 


ศุภาลัย จับมือ ท็อปส์ มาร์เก็ต ส่งต่อ Lifestyle ตอบโจทย์ความสะดวกสบาย ภายในโครงการ ที่ ศุภาลัย เวอเรนด้า รามคำแหง

บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) โดย นางสาวบุศรินทร์  รุ่งรัตนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและนางสุจิตา เพ็งอุ่น รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ – Head of Operations  (Tops market) บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ได้ร่วมกันตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนเมือง ครอบครัว และคนรุ่นใหม่ ด้วยการมอบชีวิตที่สะดวกสบาย สำหรับผู้พักอาศัยภายในโครงการ “ศุภาลัย เวอเรนด้า รามคำแหง” ACTIVE CONDOMINIUM แห่งแรก บนถนนรามคำแหง – หัวหมาก

โดยโครงการนี้ถือว่ามีกลยุทธ์การทำเลที่เดินทางสะดวกสบาย เพราะติดรถไฟฟ้า MRT สายสีส้ม 0 เมตร สถานีราชมังคลาฯ จับมือกับ ท็อปส์ มาร์เก็ต ผู้นำพรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตของไทย ดีที่สุด เพื่อคุณ จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารสดคุณภาพ มาตรฐานสากล พร้อมเคาน์เตอร์เซ็นเพย์ บริการ ชำระบิลต่างๆ โดยท็อปส์ มาร์เก็ต จะตั้งอยู่ภายในโครงการ บริเวณทางเข้าโครงการด้านที่ติดกับถนนหัวหมาก ตอบโจทย์ความสะดวกสบายครบวงจร

สำหรับใครที่สนใจโครงการนี้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.1720 และ www.supalai.com

เบี้ยประกัน ทำได้มากกว่า “ลดหย่อนภาษี” พร้อมขั้นตอนคำนวณภาษีฉบับสายย่อ

ใกล้สิ้นปีเราก็จะเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองมีรายได้ทั้งหมดประมาณเท่าไหร่ และต้องเสียภาษีประมาณกี่บาท จากนั้นก็หาตัวช่วยอะไรก็ได้ที่ทำให้เราจ่ายภาษีลดลงเท่านั้น มันเป็นวิธีพื้นฐานทั่วไป แต่มันจะดีกว่านี้ถ้าการลดหย่อนภาษีของเราในปีนี้ ตอบโจทย์เป้าหมายการเงินอื่นๆให้สำเร็จไปพร้อมกัน เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัวกันเลยทีเดียว

บทความนี้จะเขียนมุมมองของค่าลดหย่อนเบี้ยประกันที่ทำได้มากกว่าการลดหย่อนภาษี เริ่มจากความรู้เบื้องต้นเพื่อเตรียมคำนวณภาษี ประโยชน์หลายต่อที่เกิดจากการนำประกันมาลดหย่อนภาษี สุดท้ายเปรียบเทียบก่อนและหลังวางแผนว่า เราจ่ายภาษีลดลงเท่าไหร่?

เบี้ยประกัน ทำได้มากกว่า "ลดหย่อนภาษี" พร้อมขั้นตอนคำนวณภาษีฉบับสายย่อ

ขั้นตอนคำนวณภาษี ฉบับสายย่อ 

รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ (นำไปคำนวณภาษี)

1. รายได้กับค่าใช้จ่าย (ช่องสีเขียวกับสีส้ม)
จะอยู่คู่กันตลอดๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง เริ่มจากเราก็สำรวจตัวเองว่ามีรายได้ประเภทไหนบ้าง 40 (1) – (8) ก็ใส่ตัวเลขลงไป แล้วก็ดูว่ารายได้แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่ เช่น

  • เรามีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว

    • 40(1) หักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมา 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

  • เรามีรายได้หลายทาง คือ เงินเดือน ฟรีแลนซ์และขายของออนไลน์ การหักค่าใช้จ่ายได้ 2 ส่วน คือ

    • เงินเดือน 40(1) และฟรีแลนซ์ 40(2) รายได้รวมกันหักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมา 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

    • ขายของออนไลน์ 40(8) หักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมา 60% หรือหักตามจริง (เราเลือกได้ว่าจะหักค่าใช้จ่ายแบบไหน ถ้าหักตามจริงเราจะต้องมีใบเสร็จรายจ่ายครบทุกใบ แต่ถ้ามีไม่ครบก็เลือกแบบเหมา 60% สบายกว่าจ้า)

2. ค่าลดหย่อน (ช่องสีชมพู) 

จะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงทุกปี เราควรติดตามข่าวเรื่องนี้ด้วยว่าปีนี้มีรายการลดหย่อนอะไรเพิ่มมาบ้าง มีเงื่อนไขอย่างไร อ่านทำความเข้าใจแล้วค่อยเลือกใช้ ซึ่งค่าลดหย่อนนี่เองที่เป็นตัวช่วย ทำให้เราจ่ายภาษีลดลง

3. เงินได้สุทธิ 

หลังจากที่เราได้ตัวเลขรายได้ ลบ ค่าใช้จ่าย ลบ ค่าลดหย่อน สุดท้ายเหลือเป็นตัวเลข “เงินได้สุทธิ” แล้วนำมาเข้าตารางคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายต่อไป 

เราพักเรื่องการคำนวณภาษีไว้แป๊บนึง เพราะจะจัดเต็มให้ช่วงท้าย…

ตอนนี้เรารู้แล้วว่า “ค่าลดหย่อน” ทำให้เราจ่ายภาษีลดลงได้ ซึ่งมีค่าลดหย่อนภาษีวิธีหนึ่งที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวได้รับประโยชน์หลายๆอย่าง ทั้งการประหยัดภาษีในระยะสั้นและตอบโจทย์เป้าหมายการเงินในระยะยาวไปพร้อมกัน นั่นคือ ค่าลดหย่อนประกันชีวิตและประกันสุขภาพ”

เบี้ยประกัน ทำได้มากกว่า "ลดหย่อนภาษี" พร้อมขั้นตอนคำนวณภาษีฉบับสายย่อ

ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตและประกันสุขภาพ 

การใช้ประกันลดหย่อนภาษี แบ่งออกเป็น 3 แบบ

1. จ่ายตามจริงสูงสุด 15,000 บาท

  • การลดหย่อน : ถ้าเราจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพให้พ่อแม่ สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยที่พ่อแม่ต้องมีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท

  • ประโยชน์ : สร้างหลักประกันสุขภาพให้พ่อแม่ หากเจ็บป่วยจะได้มีเงินจากประกันมาช่วยบรรเทาค่าใช้จ่าย

2. รวมกันสูงสุด 100,000 บาท

  • การลดหย่อน : รวมเบี้ยประกัน แบบนี้ไม่เกิน 100,000 บาท

    • ประกันชีวิตแบบทั่วไป ที่มีความคุ้มครองเกิน 10 ปีขึ้นไป

    • เงินฝากแบบมีประกันชีวิต

    • ประกันสุขภาพตนเอง สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท

  • ประโยชน์ :

    • สร้างความคุ้มครองทางด้านสุขภาพให้ตนเอง จะได้ไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายให้คนในครอบครัวและไม่ต้องกู้ยืมเงิน มาใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล

    • แผนฉุกเฉินหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ในกรณีที่เป็นโรคร้ายแรง ค่ารักษาพยาบาล หรือเสียชีวิตกะทันหัน เงินก้อนจากประกันชีวิตจะเข้ามาบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้นได้ เช่น ค่าใช้จ่ายในครอบครัว  ภาระหนี้สินการผ่อนบ้าน(รถ) ฯลฯ

3. สูงสุด 200,000 บาท

  • การลดหย่อน :

    • เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี 

    • ถ้ารวมกับ RMF , กบข., กอช., กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ , กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

  • ประโยชน์ :

    • รู้จำนวนเงินที่แน่นอนว่าหลังเกษียณเราจะมีใช้เดือนละหรือปีละเท่าไหร่

    • หากทำประกันไปแล้ว แต่อยู่ไม่ถึงวัยเกษียณ เงินที่เก็บไว้นี้ก็จะกลายเป็นทุนให้ครอบครัวไปตั้งตัวหรือปลดภาระหนี้สินให้เบาลงได้

    • หากรับเงินบำนาญจากประกันได้ไม่กี่ปี แล้วเสียชีวิต เงินที่ยังไม่ได้รับส่วนที่เหลือก็จะรวมกันเป็นเงินก้อน กลายเป็นมรดกให้กับลูกหลานต่อไป

“ประกันชีวิต และประกันสุขภาพ” เป็นวิธีการลดหย่อนภาษีที่เป็นได้มากกว่าการประหยัดภาษี เพราะทำให้เราไปถึงเป้าหมายการเงินอื่นๆได้พร้อมกันด้วย

ส่วนเรื่องที่ว่าแบบประกันอะไรลดหย่อนได้หรือไม่ได้ ควรสอบถามกับตัวแทนหรือคนที่นำเสนอประกันให้เราอีกครั้งด้วยนะคะ

เบี้ยประกันทำให้เราจ่ายภาษีลดลงได้กี่บาท?

สูดหายใจลึกๆ ตั้งสติ แล้วคำนวณภาษีไปพร้อมๆกัน มันง่ายกว่าที่คิดมากๆเลยนะคะ อภินิหารเงินออมมีตัวอย่างการคำนวณ 2 แบบ คือ ก่อนและหลังการมีค่าลดหย่อน ได้ตัวเลขแตกต่างกันอย่างไร ดูวิธีคำนวณได้ที่ภาพข้างล่างเลยจ้า

ตัวอย่าง เรามีรายได้ทั้งปี 520,000 บาท และจ่ายประกันสังคม 9,000 บาท เราเสียภาษีเท่าไหร่

เบี้ยประกัน ทำได้มากกว่า "ลดหย่อนภาษี" พร้อมขั้นตอนคำนวณภาษีฉบับสายย่อ

วิธีการคำนวณ : ก่อนเพิ่มค่าลดหย่อน

  1. เรานำตัวเลขมาใส่ตามช่อง คือ เงินเดือน  520,000 บาท อยู่ในรายได้ 40(1) หักค่าใช้จ่ายได้ 100,000 บาท (หักแบบเหมา 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท)

  1. ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และ ประกันสังคม 9,000 บาท รวมค่าลดหย่อน 69,000 บาท

  1. การคำนวณ : รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ คือ 520,000 – 100,000 – 69,000 = 351,000 บาท นำตัวเลขนี้มาคำนวณภาษีอยู่ในช่องฐานภาษี 10%

  1. การคำนวณแบบขั้นบันได เราแบ่งเงินออกเป็น 3 ท่อน

  • ท่อนแรก 0 – 150,000 บาท เราไม่เสียภาษี
  • ท่อนที่สอง 150,000 – 300,000 บาท เราเสียภาษี 150,000 x 5% = 7,500 บาท

  • ท่อนที่สาม 300,000 – 500,000 บาท เราเสียภาษี 51,000 x 10% = 5,100 บาท (ตัวเลข 51,000 มาจากเงินได้สุทธิของเรา 351,000 ลบ 300,000 บาท)

  1. เรานำตัวเลขแต่ละขั้นมาบวกกัน คือ 7,500 + 5,100 = 12,600 บาท เป็นตัวเลขที่เราต้องเสียภาษี

ถ้าจัดเต็มลดหย่อนประกันชีวิตและประกันสุขภาพเข้าไปจะเป็นอย่างไร?

เราเลือกแล้วว่าจะใช้ประกันชีวิตและประกันสุขภาพมาลดหย่อนภาษี จากนั้นก็ต้องค้นหาแบบประกันที่ตอบโจทย์กับเป้าหมายการเงินของตัวเอง แล้วคำนวณเบี้ยประกันว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ถึงจะสำเร็จตามที่คิดไว้ (ตัวอย่างนี้เป็นการซื้อประกันแบบเต็มสิทธิสูงสุดที่ลดหย่อนภาษีได้ ในความเป็นจริงอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ก็ได้) เช่น 

  • เลือกแบบประกันชีวิตคุ้มครองชีวิตและโรคร้ายแรงตลอดชีพ iShield เพราะต้องการลดความกังวลจากโรคร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้น ถ้าเจ็บป่วยจริงๆจะได้มีเงินก้อน ไม่ไปรบกวนเงินส่วนอื่นๆ เช่น เงินค่าเทอมลูก เงินผ่อนบ้าน(รถ) เงินเกษียณ

  • เลือกแบบประกันสุขภาพ iHealthy เพราะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแบบเหมาจ่าย ครอบคลุมทั้งการรักษาในประเทศและต่างประเทศ 

  • เลือกแบบประกันบำนาญ iRetire 5 เพื่อกันเงินไว้ใช้หลังเกษียณ ไม่ลำบากลูกหลานเพราะเราดูแลตัวเองได้

เบี้ยประกัน ทำได้มากกว่า "ลดหย่อนภาษี" พร้อมขั้นตอนคำนวณภาษีฉบับสายย่อ

วิธีการคำนวณ : หลังเพิ่มค่าลดหย่อนเบี้ยประกัน

  1. เรานำตัวเลขมาใส่ตามช่อง คือ เงินเดือน  520,000 บาท อยู่ในรายได้ 40(1) หักค่าใช้จ่ายได้ 100,000 บาท (หักแบบเหมา 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท)

  1. ค่าลดหย่อนต่างๆ

  • ส่วนตัว 60,000 บาท 

  • ประกันสังคม 9,000 บาท 

  • ประกันชีวิตและประกันสุขภาพตัวเอง
    – ประกันสุขภาพiHealthy ลดหย่อนสูงสุดได้ 15,000 บาท
    – ประกันชีวิตโรคร้ายแรงiShield ลดหย่อนสูงสุดได้ 100,000 บาท
    แต่เมื่อ iHealthy และ iShield รวมกันแล้วลดหย่อนได้ไม่เกิน100,000 บาท

  • ประกันชีวิตประเภทบำนาญ (iRetire 5) 78,000 บาท
    รวมค่าลดหย่อน 247,000 บาท

  1. การคำนวณ : รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ คือ 520,000 – 100,000 – 247,000 = 173,000 บาท นำตัวเลขนี้มาคำนวณภาษีอยู่ในช่องฐานภาษี 5%

  1. การคำนวณแบบขั้นบันได เราแบ่งเงินออกเป็น 2 ท่อน

  • ท่อนแรก 0 – 150,000 บาท เราไม่เสียภาษี

  • ท่อนที่สอง 150,000 – 300,000 บาท เราเสียภาษี 23,000 x 5% = 1,150 บาท (ตัวเลข 23,000 มาจากเงินได้สุทธิของเรา 173,000 ลบ 150,000 บาท)

  1. เราต้องเสียภาษี 1,150 บาท

2 ทางเลือกของเรา คือ…

  • ทางเลือกที่ 1 : เราเสียภาษี 12,600 บาท 
  • ทางเลือกที่ 2 : เพิ่มค่าลดหย่อน 178,000 บาท แล้วจ่ายภาษี 1,150 บาท (ใช้เงินทั้งหมด 179,150 บาท)

การลดหย่อนภาษีเหมือนการซื้อของ sale แต่เราจะได้ส่วนลดกี่% ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของตัวเอง ซึ่งการลดหย่อนภาษีที่เหมาะสมนั้น นอกจากตอบโจทย์เป้าหมายการเงินแล้ว ควรเลือกให้เข้ากับสภาพคล่องของตัวเองด้วย

ถ้าต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่เราจ่ายไม่ไหว การประหยัดภาษีครั้งนี้อาจจะทำให้เดือดร้อน เราควรเลือกใช้สิทธิค่าลดหย่อนนิดๆหน่อยๆก็พอ แต่ถ้ามีรายได้ถาโถมเข้ามามากๆ ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเต็มสิทธิแล้วยังมีเงินเหลือเฟือ แบบนี้ก็จัดเต็มได้เลยจ้า ลุย!!

สรุปว่า…

เรามีรายได้แบบจำกัด แต่ความต้องการใช้เงินมีไม่จำกัด จึงทำให้เราต้องมาวางแผนวิธีการใช้เงินแต่ละบาทให้เกิดประโยชน์สูงสุด การลดหย่อนภาษีก็เช่นกัน

นอกจากทำให้เราจ่ายภาษีลดลง ป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพและชีวิต รวมทั้งสร้างความมั่นใจหลังเกษียณว่าเรามีเงินใช้แน่นอน ไม่กลายเป็นภาระลูกหลาน นับว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์จริงๆ

ประกันลดหย่อนภาษี

หากใครมองหาแบบประกันที่นำไปลดหย่อนภาษีได้ เช่น iHealthy , iShield และ iRetire 5 ติดต่อได้ที่กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เราสามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเบื้องต้นของแบบประกันได้ที่ http://bit.ly/2CHmEd6 หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ 1159 นะคะ ^^

บทความนี้เป็น Advertorial

หนี้สินก็เหมือนครู…มีไว้ให้เรียนรู้ ไม่ได้มีไว้ให้กรูหนี

ท่ามกลางกระแสคำวิจารณ์กลุ่มครูใน จ.มหาสารคามที่ประกาศขอยุติการชำระหนี้โครงการช.พ.ค. มีหลายคำถามเกิดขึ้นกับเรื่องนี้ เพราะถ้าตัดเรื่องจริยธรรมของความเป็นครูออกไปแล้วมองในมุมของมนุษย์ด้วยกัน

การผิดชำระหนี้แบบไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย เป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบ

หลายคนบอกว่าการ “หนีหนี้” มันคือทางเลือกหนึ่งของ “ลูกหนี้” ผมว่าแบบนี้มันไม่ใช่ทางเลือกนะ มันเป็นเพราะเขาเลือกเดินผิดทางจนบีบบังคับให้ตัวเอง “ไม่มีทางเลือก” มากกว่า

ทั้งๆที่..เราสามารถเลือกให้ตัวเองไม่เป็นหนี้ได้ตั้งแต่แรก เราสามารถเลือกเป็นหนี้ได้หลายประเภท เราเลือกวิธีการชำระหนี้ได้ และเราสามารถเลือกให้ชีวิตมีทางเลือกได้

“หนี้สิน คือ ภาระผูกพันในปัจจุบันที่เป็นผลจากการกระทำในอดีต” 

ถ้าไม่อยากมีภาระผูกพันเกิดตั้งแต่แรก ก็สามารถเลือกไม่สร้างหนี้ได้ หรือถ้าจำเป็นต้องสร้างหนี้จริงๆ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ เรียนรู้เพื่อทำคามรู้จักหนี้สินนั้นๆ เพราะเรามีโอกาสจะได้อยู่กับมัน ผูกพันกันไปอีกนาน

โดยปกติแล้วหนี้สินจะถูกแบ่งเป็นหนี้ดี และหนี้ไม่ดี

หนี้ดีคือ หนี้ที่สร้างประโยชน์กับชีวิต เช่น เงินกู้ยืม ก.ย.ศ. ที่กู้ยืมมาเพื่อให้ลูกหลานมีการศึกษาและอนาคตที่ดี, เงินกู้ยืมเพื่อลงทุนในอสังหาฯเพื่อการลงทุน ที่คำนวณออกมาแล้วได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเงินลงทุน หรือสินเชื่อสำหรับธุรกิจ

หนี้ไม่ดี สำหรับผมก็คือ หนี้ที่สร้างเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนตัว เช่นใช้จ่ายเพื่อการบริโภคหรือรูดบัตรเครดิตจนลืมตัว ซื้อของเพื่อตอบสนองกิเลสของตัวเอง ซื้อรถโดยไม่มีความจำเป็น ซึ่งตรงนี้เราสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นหนี้แบบไหน

การพิจารณาและอ่านสาระสำคัญของสัญญาหรือสินเชื่อโดยละเอียดก็ช่วยให้เรามีทางเลือกได้อีก ทั้งเลือกแหล่งเงินกู้ที่น่าเชื่อถือ เลือกอัตราดอกเบี้ยที่สมเหตุสมผล เลือกค่างวดหรือวิธีการชำระคืนได้

ดังนั้นคนที่มีความพร้อมในการสร้างหนี้จะพิจารณารายละเอียดเหล่านี้เพื่อเลือกหนี้สินที่เหมาะสมให้กับตัวเอง เพราะทุกอย่างถูกไตร่ตรองมาตั้งแต่แรก

สำหรับคนที่ปัจจุบันเป็นหนี้แล้วจ่ายต่อไม่ไหว การปรับโครงสร้างหนี้ก็เป็นอีกวิธีที่สามารถเลือกทำเพื่อลดภาระดอกเบี้ยได้ รวมถึงการพูดคุยเพื่อประนอมหนี้

แต่ก็ควรหาสาเหตุด้วยว่าเพราะอะไรถึงจ่ายหนี้ไม่ไหว เพราะมันไม่จำเป็นตั้งแต่แรก เพราะเราสร้างหนี้ผิดประเภทหรือเพราะผิดพลาดในเรื่องอื่นๆ ซึ่งเราเลือกที่จะเรียนรู้ ปรับพฤติกรรมการเงิน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน ไม่ให้ตัวเองสร้างหนี้ที่เกินตัวขึ้นมาอีกได้ในอนาคต

เห็นมั้ยว่าชีวิตเรามีทางเลือก ให้เรียนรู้และอยู่กับหนี้อย่างมีความสุขได้ตั้งแต่แรก

“In any moment of decision, the best thing you can do is the right thing. The worst thing you can do is nothing.”

คำกล่าวของอดีตประธานาธิบดีรูสเวลท์อาจจะเป็นคำเตือนใจให้กับคนที่กำลังหาทางออกให้กับชีวิตตัวเองอยู่ในขณะนี้…

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 24-28 กันยายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้บอกเลยว่าฝั่งเอเชียนั้นกลับมากันยกแผงครับ ไทย เกาหลี จีน น่าสนใจกันทั้งนั้นเลย

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 24-28 กันยายน 2561

ซื้อหุ้นไทย ไปต่อกับเกาหลี สะสมจีนก็ดี แต่พักอินเดียไว้ที่นึง

เหตุผล : จากความแน่นอนของการเลือกตั้งในช่วงต้นปีหน้าของไทย โดยการเมืองที่มีเสถียรภาพขึ้นจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจมากขึ้น และนโยบายเศรษฐกิจของเกาหลีที่ส่งผลบวกในตอนนี้ ส่วนสงครามการค้าจีนก็ไม่แรงอย่างที่คิด

Focus : ไทย เกาหลี สะสมจีน

ความน่าสนใจ : บรรยากาศโดยรวมและสภาวะเศรษฐกิจส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

เหมือนสถานการณ์โดยรวมทั้งหมดจะน่าสนใจครับ ดังนั้นการปรับตัวทั้งหมดจะเทน้ำหนักไปที่การซื้อหุ้นไทย จากความแน่นอนของการเลือกตั้งในช่วงต้นปีหน้า โดยการเมืองที่มีเสถียรภาพขึ้นจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและครัวเรือนในการลงทุนและบริโภค และส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น

อีกตลาดหนึ่งที่น่าสนใจคือเกาหลีครับ แนะนำให้ซื้อหุ้นเกาหลีหลังสหรัฐฯประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีนน้อยกว่าคาด ทำให้เกิดผลบวกต่อตลาดหุ้นเอเชีย ขณะที่จีนเริ่มส่งสัญญาณว่าอาจลดภาษีนำเข้าจากประเทศคู่ค้าอื่นๆ เพื่อทดแทนสินค้าจากสหรัฐฯ จึงคาดว่าเกาหลีจะได้ประโยชน์จากการส่งออกไปจีนมากขึ้น

ข่าวดีของทางฝั่งนี้มีหลายต่อครับ เนื่องจากดัชนีที่มีการปรับตัวขึ้นในตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจนนะครับว่า สหรัฐฯ มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชนอยู่ครับ ประกอบกับนโยบายการลดภาษีนั้น จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไปอีกด้วยครับ

ส่วนสงครามการค้าที่ใครกลัวๆ กัน ก็เหมือนจะไม่หนักหนากว่าที่คิดครับ และสหรัฐฯ ก็ถือว่าได้รับอานิสงส์จากเรื่องนี้อยู่แล้วด้วยครับผม

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงครับสำหรับหุ้นยุโรป อย่างที่เคยบอกไว้หลายรอบ (มาก) ว่าการสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กนั้นจะให้ประโยชน์ในระยะยาว จากเหตุผลที่เคยบอกไปแล้วครับว่า ถ้ามีปัญหาจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าแน่ๆ แม้ว่าสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจากยุโรป ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่ามีความแข็งแกร่งในตัวเองสูงครับ

ประกอบกับ ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ ตอนนี้ผมคิดว่ายุโรปยังไปต่อได้ครับ สะสมไปเรื่อยๆ เมื่อยก็พักครับ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงมีเหตุผลเดิมแบบนี้มาเกือบปีแล้ว ผมก็คงต้องบอกว่าก็มันคือความจริงในมุมมองนี้ครับ และถ้าไม่มีอะไรมากระทบมุมมองเดิม หุ้นเล็กของตลาดนี้ก็ยังคงน่าสนใจเหมือนเดิมครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไป แต่ขอให้โฟกัสที่หุ้นเล็กเป็นหลักเหมือนเดิม

ข่าวดีมาทางฝั่งญี่ปุ่นเหมือนกันครับ สำหรับสัปดาห์นี้แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นจากที่นายชินโซะ อาเบะ ได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรครัฐบาลปัจจุบันหรือ LDP ต่อ ทำให้นโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ประกอบกับแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยนจะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทส่งออกญี่ปุ่นให้ดีขึ้นอีกด้วยครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปครับ

ดูเหมือนปัจจัยบวกจะกลับมาเข้าข้างฝั่งโอปป้าของเราแล้วล่ะครับ สัปดาห์นี้ผมแนะนำให้ซื้อหุ้นเกาหลี หลังจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนเบากว่าที่ตลาดคาดไว้ และรัฐบาลเสนอร่างงบประมาณการใช้จ่ายภาครัฐปี 62 เพิ่มขึ้น 10% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา

ผมมองว่านโยบายดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนเอกชน ส่วน Valuation อยู่ในจุดที่น่าสนใจหลังจากราคาปรับตัวลงมามากในช่วงที่ผ่านมาระยะหนึ่งนั้น สัปดาห์นี้จึงสะสมต่อไปได้เลยครับ

สรุปสั้นๆ : จัดต่อไปอย่าได้ถอยครับ

หยุดสักนิดครับสำหรับใครที่คิดจะสะสม จังหวะนี้เป็นจังหวะที่ควรชะลอลงทุนตลาดหุ้นอินเดียครับ เนื่องจากค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าต่อเนื่องกว่า 13% ตั้งแต่ต้นปี ทำให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น และอาจกดดันให้ธนาคารกลางอินเดียต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน และเป็นความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นเนื่องจาก valuation ค่อนข้างแพงแล้วด้วยครับ

สรุปสั้นๆ : หยุดพักสักแป๊บครับ ดูท่าทีสักนิด

ยังไปต่อแน่นอนครับ บวกกันแบบไม่หยุดยั้งขนาดนี้ ผมมองว่าตอนนี้คือโอกาสในการซื้อหุ้นไทยจากความแน่นอนของการเลือกตั้งในช่วงต้นปีหน้า โดยการเมืองที่มีเสถียรภาพขึ้นจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและครัวเรือนในการลงทุนและบริโภค และส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นอีกด้วยครับ

ถ้าใครสะสมมาตั้งแต่แรกที่เราว่ากัน รับรองว่าตอนนี้ยิ้มกันหน้าบานเลยล่ะครับ

สรุปสั้นๆ : แบบนี้ต้องซื้อแล้วล่ะครับ

เมื่อลงมาถึงจุดหนึ่ง ก็ถึงเวลาที่จะทยอยสะสมได้แล้วครับ ฮ่าๆ สัปดาห์นี้หุ้นจีนเนื่องจากตลาดหุ้นปรับตัวลงมามาก สะท้อนข่าวสงครามการค้าไว้มากแล้ว ขณะที่อัตราการขึ้นภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ ประกาศที่ 10% ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 25% จะเป็นปัจจัยหนุนให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นจีนมากขึ้น ดังนั้นจังหวะนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีครับ

สรุปสั้นๆ : กลับมาสะสมได้แล้วครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน :  ซื้อหุ้นไทย หุ้นเกาหลี ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ, หุ้นยุโรป, หุ้นญี่ปุ่น และหุ้นจีน

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield สหรัฐฯ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมน้ำมันและทองคำ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 16%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 42%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 34%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 17%
  • ตราสารหนี้ไทย 17%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 42%
  • หุ้นไทย 46%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 2%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 20 กันยายน 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

เริ่มต้นแบบนี้ ผ่อนหนี้เหลือ 0 แน่นอนจ้า

ทำงานมีรายได้แล้วก็อยากจะทำให้ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายมากขึ้น ซื้อบ้านเป็นของขวัญให้พ่อแม่ อยากซื้อรถขับไปทำงานจะได้เดินทางปลอดภัย แต่ละอย่างต้องใช้เงินเยอะม๊าก ซื้อครั้งเดียวเป็นหนี้ติดตัวนานไปหลายปี อยากซื้อนะแต่ก็กังวลเพราะไม่รู้ว่าจะผ่อนไหวมั้ย 

“เริ่มต้นแบบนี้ ผ่อนหนี้เหลือ 0 แน่นอน” เป็นบทความที่จะทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้นว่า เราควรสร้างหนี้เท่าไหร่ อนาคตเราจะผ่อนหนี้ก้อนนี้ไหวมั้ย รวมถึงวิธีฝึกซ้อมตัวเองก่อนสร้างหนี้จริงว่าควรทำอย่างไร ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มกันเลยจ้า

3 ขั้นตอนอุ่นเครื่องก่อนสร้างหนี้จริง

ข้อ 1 รู้จักตัวเอง : รายได้เท่านี้สร้างหนี้ได้เท่าไหร่

หนี้สินก็เหมือนเสื้อผ้าที่เราต้องเลือกใส่ให้เหมาะสมกับขนาดของตัวเอง ถ้าเราสร้างหนี้มากเกินกว่าความสามารถในการหารายได้ มันก็ไม่ต่างกับคนน้ำหนัก 100 กิโลกรัม แต่ใส่เสื้อผ้าไซด์ S ที่รัดติ้วจนหายใจไม่ออก 

เรารู้จักขนาดของตัวเองจากรายได้ 

ทั้งรายได้จากงานประจำ ฟรีแลนซ์ ลิขสิทธิ์ต่างๆ ผลตอบแทนจากการลงทุน ฯลฯ ตารางข้างล่างนี้จะทำให้เราเห็นตัวเองชัดเจนขึ้นว่าควรสร้างหนี้ได้เท่าไหร่ หนี้สินไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ เพราะถ้าสูงกว่านี้จะทำให้เกิดเรื่องดราม่าขึ้นในชีวิตของเราอย่างแน่นอน เช่น ไม่มีเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่มีเงินฉุกเฉินมาใช้ตอนเร่งด่วน ทำให้ต้องไปกู้ยืมเงินเสียดอกเบี้ย

ภาพนี้จะทำให้เห็นว่ารายได้ของเราควรมีหนี้สูงสุดกี่บาท

เริ่มต้นแบบนี้ ผ่อนหนี้เหลือ 0 แน่นอนจ้า

ภาพนี้มาจาก http://bit.ly/2MYdMj1

ข้อ 2 หาข้อมูลว่า “เราต้องผ่อนเดือนละเท่าไหร่”

เมื่อเรารู้จักตัวเองแล้วว่ารายได้ของเรามีหนี้สูงสุดได้เท่าไหร่ หลังจากนั้นก็มาดูของที่เราอยากได้ว่าจะต้องผ่อนเดือนละกี่บาท ถ้าเราไปดูบ้าน(หรือรถ) ก็ไปถามรายละเอียดกับพนักงานขายว่าเราต้องผ่อนกี่บาท จ่ายเงินดาวน์มากๆ ทำให้เราผ่อนรายเดือนน้อยลงเท่าไหร่ ระยะเวลาการผ่อนสั้นยาว ดอกเบี้ยต่างกันเท่าไหร่ ฯลฯ 

ตัวอย่างการผ่อนรถยนต์

จำนวนเงินดาวน์และระยะเวลาการผ่อน มีผลต่อดอกเบี้ยที่เราต้องจ่าย ยิ่งผ่อนนาน ยิ่งจ่ายแพง!!

  • ถ้าเราจ่ายเงินดาวน์น้อย เช่น ไม่มีเงินดาวน์ , ดาวน์ 10% เราก็จะผ่อนรายเดือนสูงมาก ยิ่งผ่อนหลายปีก็จะเสียดอกเบี้ยสูงขึ้นไปอี๊ก

  • ถ้าเราจ่ายเงินดาวน์เยอะๆ เช่น เงินดาวน์ 25% เราก็จะผ่อนรายเดือนน้อยลง แล้วถ้าเลือกผ่อนสั้นๆ เราก็จะประหยัดดอกเบี้ยมีเงินไปทำอย่างอื่นมากขึ้นด้วย

เริ่มต้นแบบนี้ ผ่อนหนี้เหลือ 0 แน่นอนจ้า

ภาพนี้มาจาก http://bit.ly/2xGAqbd

ข้อ 3 ฟิตความพร้อมซ้อมเป็นหนี้

เรารู้แล้วว่ารายได้ของตัวเองสามารถสร้างหนี้สูงสุดได้เท่าไหร่ เก็บข้อมูลว่าของที่เราอยากได้จะต้องผ่อนเดือนละกี่บาท ตอนนี้เราก็มาซ้อมเป็นหนี้กันดีกว่า โดยการซ้อมออมเงินเท่ากับเงินที่จะต้องผ่อนรายงวด 

ตัวอย่าง การซ้อมเป็นหนี้ปลอมก่อนสร้างหนี้จริง

เราเงินเดือน 30,000 บาท ควรสร้างหนี้สูงสุดไม่เกิน 40% ของรายได้ คือ 12,000 บาท เราอยากได้รถยนต์ขับไปทำงาน 1 คัน หลังจากไปเดินงานมอเตอร์โชว์เจอรถที่ถูกใจ คิดว่าจะดาวน์ 25% แล้วผ่อนเดือนละ 9,119 บาท แต่ก็กังวลเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะผ่อนไหวมั้ย ก็เลยเริ่มต้นออมเงินเท่ากับเงินผ่อนรถรายเดือน

เริ่มสะสมเงินออม 10,000 บาท เป็นเลขกลมๆจะได้จำได้ เก็บไว้ที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง เพราะความเสี่ยงต่ำ เงินต้นปลอดภัยและได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นด้วย วิธีนี้จะได้ผลออกมา 2 แบบ

  • ออมเงินไม่ได้

    • ออมเงินมาได้ 6 เดือนแล้วใช้ชีวิตประจำวันลำบากมาก หดหู่สุดๆ เงินที่เหลือรายเดือนไม่พอใช้ ถ้าได้ผลแบบนี้แสดงว่าอนาคตเราอาจจะผ่อนรถไม่ไหว 

    • เวลาแค่ 6 เดือนยังออมเงินไม่ได้ แล้วอีก  4 ปี หรือ 48 เดือน ที่จะต้องผ่อนรถล่ะ ชีวิตเราจะยับเยินแค่ไหน ถ้าดันทุรังซื้อรถ ทั้งๆที่ยังออมเงินไม่ได้แบบนี้ สุดท้ายเราเองอาจจะต้องเสียใจที่ถูกยึดรถเพราะส่งไม่ไหวก็ได้นะคะ

  • ออมเงินได้

    • ออมเงินมาได้ 1 ปีแล้วชิลกับการใช้เงินที่เหลืออยู่ แถมออมเงินเพิ่มเป็นค่าน้ำมันที่คาดว่าจะต้องใช้รายเดือนได้อีกด้วย แสดงว่าอีก 4 ปีที่เราจะต้องผ่อนรถ น่าจะผ่อนหมดครบตามกำหนดแน่นอน 

    • ส่วนเงินออมที่เก็บไว้ตลอด 1 ปี จำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงินดาวน์ เมื่อมีเงินดาวน์รถเพิ่มขึ้น ทำให้เรากู้และเสียดอกเบี้ยน้อยลงด้วย เรียกว่า ได้ประโยชน์หลายเด้งกันเลย

เริ่มต้นแบบนี้ ผ่อนหนี้เหลือ 0 แน่นอนจ้า

สร้างหนี้ทั้งทีต้องเตรียมความพร้อม และไม่ควรทำให้คนอื่นเดือดร้อน โดยการทำประกันชีวิตไว้ด้วย เช่น เราผ่อนบ้าน (หรือรถ) แต่เสียชีวิตไปทั้งที่หนี้ยังไม่หมด ทำให้หนี้ที่เหลือกลายเป็นภาระให้คนในครอบครัว ถ้าพวกเขาสามารถหาเงินมาผ่อนต่อได้ก็ดีไป แต่ถ้าหาเงินมาผ่อนต่อไม่ได้ก็อาจจะต้องถูกธนาคารยึดไป ไม่มีที่อยู่ บางครั้งทรัพย์สินถูกขายทอดตลาดไปได้ต่ำกว่ายอดหนี้ ครอบครัวเราก็ต้องไปหาเงินมาจ่ายหนี้ส่วนต่างอีกด้วย

สรุปว่า…สร้างหนี้ให้เหมาะกับความสามารถในการหารายได้ของตัวเอง อยากซื้ออะไรที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ควรดูก่อนว่าใช้เงินผ่อนเดือนละเท่าไหร่ สุดท้ายก็ซ้อมเป็นหนี้ด้วยการออมเงินรายเดือนเท่ากับยอดหนี้ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต ถ้าเราคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตจากเงินที่เหลืออยู่ได้แล้ว ค่อยเริ่มต้นสร้างหนี้จริง แล้วชีวิตของเราก็จะอยู่ร่วมกับหนี้ได้อย่างสงบสุขจ้า

ขอให้ทุกคนโชคดี

อภินิหารเงินออม

เผยเคล็ดลับการลงทุนในสไตล์ Digital Wealth Advisor จาก “บอสวศิน” KAsset ด้วยแอป K-My Funds ที่จะช่วยคุณตัดสินใจเรื่องกองทุนได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม “ยอดมนุษย์กองทุน” นักลงทุนรุ่นใหม่หน้าตาดี วันนี้มีเวลามาสรุปประเด็นดีๆ จากรายการกองทุนไหนดีซึ่งครั้งนี้เป็นเทปพิเศษ! อีกแล้วครับ กับเทปกองทุนไหนดี Special Interview ที่เราเพิ่ง On-air กันไปเมื่อวันพุธที่ 5 กันยายน 2561 นี้เองครับ ซึ่งวันนี้ถือว่าเป็นเทปพิเศษมากๆ ครับ เพราะว่าเราได้รับเกียรติจากทางโค้ชเบอร์หนึ่งด้านกองทุนรวมอย่าง “คุณวศิน วณิชย์วรนันต์” ประธานกรรมการบริหาร จาก KAsset ที่มาช่วยแชร์แนวคิด ประสบการณ์ในการลงทุน พร้อมกับแนะนำแอปดีๆ อย่าง K-My Funds ให้พวกเราได้รู้จักกันครับผม

เริ่มจากเรื่องแรกก่อนคือ คุณวศินแนะนำว่าเดี๋ยวนี้คนเรามีอายุที่ยืนยาวมากขึ้น มีความรู้มากมายหลากหลายให้ได้ค้นหามากขึ้น แต่ถ้าหากเราไม่รู้จักการลงทุนแล้วล่ะก็บอกได้เลยว่าเป็นข่าวร้ายแน่นอนครับ เพราะทุกวันนี้การลงทุนจำเป็นมากๆ 

“ดังนั้นคนในยุคใหม่นี้ต้องมี สุขภาพที่ดี ความรู้ที่ดี และการลงทุนที่ดีประกอบกันครับ”

ทีนี้เราจะลงทุนดีๆ ได้อย่างไร? แน่นอนว่าพื้นฐานต้องมีความรู้ที่ดี แต่ปัญหาคือ “ความสามารถในการตัดสินใจ” มากกว่าที่จะช่วยทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จนั่นเองครับ

คุณวศินได้ยกตัวอย่างการลงทุนที่มักไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความสามารถในการตัดสินใจ เพราะมนุษย์มักจะกลัวความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น เช่น เมื่อเห็นหุ้นตัวสีเขียวก็เริ่มไล่ซื้อ พอลงเป็นสีแดงก็เริ่มขายทิ้ง ทั้งๆ ที่อาจจะลงชั่วคราวก็ได้ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด จึงจำเป็นที่ต้องมองเชื่อมโยงไปในอนาคตและมีความสามารถในการตัดสินใจ บวกกับความรู้ความเข้าใจในการลงทุน มากกว่ามองแค่เหตุการณ์ในปัจจุบันอย่างเดียว 

นอกจากนั้นยังให้มุมมองของภาพรวมเศรษฐกิจว่าตอนนี้เป็นช่วงชะลอตัว (Late Cycle) เพราะว่าในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นมีการเติบโตมาก ย่อมเกิดการชะลอเป็นธรรมดา ประกอบกับมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยกลุ่มหุ้นกู้ตราสารหนี้ต่างๆ ทำให้โอกาสของตลาดหุ้นเติบโตน้อยลง แต่อย่างไรก็ตามคุณวศินแนะนำว่าการซื้อกองทุน ควรมีการพิจารณาอยู่ 3 จุดใหญ่ๆ คือ ลักษณะตลาด ลักษณะสินทรัพย์ และ Theme ของสินทรัพย์ที่เราไปลงทุน 

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อหุ้นขึ้นในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กองที่ผันผวนต่ำๆ น่าจะเป็นพวก SET50 แต่กองที่ผันผวนสูงๆ แต่จะให้ผลตอบแทนสูง จะเป็นพวกหุ้นเล็ก (Midsmall) นั่นแปลว่าเราจะลงสินทรัพย์ประเภทเดียวไม่ได้ ต้องมีการจัดสรรทรัพย์สินอื่นๆ มาร่วมด้วย เพื่อไม่ให้ผันผวนจนเกินไป เช่น มีตราสารหนี้เข้ามาในพอร์ตการลงทุนบ้าง 

ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ตามเป้าหมายของการลงทุนว่าต้องการแบบไหน เพื่อให้ได้รับผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป ตามเครื่องมือการคัดเลือกกองทุนของกสิกรไทยที่เรียกว่า Fund Navigator ที่แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ลงทุนระยะสั้น เสี่ยงน้อย ต้องการสภาพคล่อง (Liquidity), ลงทุนยาวขึ้น เพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้น (Stability), ลงทุนผันผวนต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ (Income), หากกล้าเสี่ยง สามารถลงทุนเพื่อโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว (Growth) หรือเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะกับสภาพตลาดก็ได้ (Opportunity) 

แต่ในบางครั้งก็อาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน บางเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ KAsset จึงมีการผสมสินทรัพย์ให้ เรียกว่าการทำ Asset Allocation ที่ผสมสัดส่วนการลงทุนให้ได้ในทิศทางที่ต้องการ ซึ่งเป็นที่มาของแอปที่ช่วยในการจัดการลงทุนอย่าง “K-My Funds”

ในทางทฤษฎีความผันผวนในการลงทุนมักอยู่ในระยะสั้น และท้ายที่สุดจะกลับไปสู่ราคาที่เหมาะสมของสินทรัพย์นั้นเอง ซึ่งโดยปกติระยะเวลาที่ว่านี้จะอยู่ที่ประมาณ 3 ปีขึ้นไป KAsset จึงจัดพอร์ตการลงทุนและทดสอบข้อมูลย้อนหลังจำนวนมาก ตั้งแต่ปี 2007-2017 โดยสมมติให้มีการถือครอง 3 ปี ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และมีความผันผวนต่อผลตอบแทน กลายเป็นโมเดลพอร์ตการลงทุนที่ผสมสินทรัพย์ที่หลากหลายออกมาเป็น 4 รูปแบบ ซึ่งแตกต่างกันที่ระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ต้องการ ซึ่งปรากฏว่าโมเดลพอร์ตการลงทุนสามารถทำผลตอบแทนได้ตามดัชนีชี้วัด ได้แก่ กองทุน K-FITS จะได้ 3.0%, K-FITM จะได้ 5.5%, K-FITL จะได้ 7.5% และ K-FITXL จะได้ 10% ซึ่งนักลงทุนสามารถใช้พอร์ตเหล่านี้เป็นไกด์ไลน์ได้ครับ

คำเตือน : กองทุน K-FIT มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ 

KAsset มองว่าโมเดลการลงทุนนี้ ผู้ลงทุนเพียงตอบคำถามให้ได้ 2 เรื่อง นั่นคือผลตอบแทนที่ต้องการเท่าไร และสามารถลงทุนได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้คือ 3 ปีหรือเปล่า หากนักลงทุนสามารถถือกองทุนได้ 3 ปีขึ้นไป และถือตามพอร์ตที่เราแนะนำ ก็สามารถได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการ โดยไม่ต้องคอยกังวลว่าถึงเวลาปรับพอร์ตหรือยัง เพราะแอปจะคอยแจ้งเตือน และปรับให้อย่างเหมาะสม ซึ่งคล้ายๆ กับการใช้บริการกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) กันเลยทีเดียวล่ะครับ

ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างหน้าตาของ K-My Funds กันบ้างครับ

K-My Funds ทำหน้าที่เหมือนโค้ชที่ทำให้การลงทุนง่ายขึ้น สามารถเรียนรู้ไปกับแอปได้ว่าทำไมถึงเลือกกองต่างๆ มาจัดสรรเป็นพอร์ตการลงทุนและมีการปรับสัดส่วนการลงทุนให้กับเรา ซึ่งการปรับสัดส่วนเหล่านี้จะมีทีมงานที่เชี่ยวชาญมาคอยดูแลอยู่เสมอ มองเหมือนเป็นโค้ชที่ช่วยให้นักลงทุนนั้นลงทุนได้ง่ายขึ้น

ถ้าใครมีบัญชีกองทุนกสิกรไทยแล้ว สามารถลงทะเบียนใช้งานได้เลย โดยใช้เพียงเลขที่บัญชีกองทุน เลขที่บัตรประชาชน และเลขที่บัญชีธนาคารรับค่าขายคืนเท่านั้น แต่ถ้ายังไม่มีต้องไปเปิดบัญชีกองทุนก่อน และสมัครใช้งานแอปได้ในวันทำการถัดไป

หลัง log in เข้าใช้งาน แอปจะแสดงหน้าตาพอร์ตการลงทุนของเราไว้ว่าปัจจุบันมีพอร์ตการลงทุนแบบไหนและลงทุนในอะไรบ้าง นอกจากนั้นยังสามารถเข้าไปกดดูรายละเอียดของกองทุนที่ถืออยู่และผลตอบแทนจากการลงทุน ว่าพอร์ตทั้งหมดของเราให้ผลตอบแทนเป็นอย่างไรได้เลยครับ

 

ถ้าเปรียบเทียบกับการลงทุนปกติ เราจะมี Fund Manager ดูแลจัดการพอร์ตการลงทุนในปัจจุบันให้เอาชนะตลาด แต่สำหรับ K-My Funds จะมีการจัดพอร์ตแนะนำ 4 แบบ โดยเพิ่มมุมมองของ Chief Investment Officer ที่ช่วยคาดการณ์อนาคตไปอีก 3-4 ปีข้างหน้าเพื่อให้เลือกสินทรัพย์ลงทุนที่ดีที่สุดควบคู่กับความผันผวนที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นยังมี Risk Management ที่มาดูเรื่องการเลือกสินทรัพย์เพื่อมาเป็นตัวแทนสินทรัพย์นั้นๆ ผสมสัดส่วนโดยใช้ Big Data ดูว่าสัดส่วนไหนดีที่สุดจะได้รับผลตอบแทนตามที่นักลงทุนต้องการในแต่ละกลุ่มการลงทุนอีกด้วยครับ

ซึ่งสามารถเปรียบเทียบการลงทุนของเรา กับพอร์ตแนะนำหรือเส้น FIT Line เพื่อให้รู้ว่าสถานะการลงทุนของเราตอนนี้สูงหรือต่ำกว่าที่ควรจะเป็นแค่ไหน โดย FIT Line คำนวณจากพอร์ตการลงทุนแนะนำที่เกิดจากกระบวนการวิเคราะห์ตัวแปรต่างๆ ของทาง KAsset มาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้แก่ การคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจ การประเมินผลตอบแทนและความผันผวนของสินทรัพย์ประเภทต่างๆ และค่าต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุดในระดับความผันผวนต่ำที่สุดครับ ซึ่งถ้าหากพอร์ตการลงทุนของเราอยู่เหนือเส้น FIT Line อยู่ก็แปลว่าเป็นพอร์ตการลงทุนที่ใช้ได้ แต่ก็ต้องระวังว่าอาจจะถือสินทรัพย์ที่เสี่ยงจนเกินไป มากกว่าที่ FIT Line แนะนำ มีความเสี่ยงที่จะตกลงมาได้เหมือนกันครับ

คำเตือน : Fit Line และพอร์ตลงทุนแนะนำที่นำเสนอ เป็นเพียงรูปแบบการลงทุนเพื่อให้ท่านพิจารณาเท่านั้น ผลตอบแทนที่ได้รับจริงอาจมากกว่าหรือน้อยกว่าผลตอบแทนจากพอร์ตแนะนำได้

แต่ไม่ต้องกังวล เพราะ K-My Funds จะมีระบบแจ้งเตือนในแอปทันทีเมื่อมีสัดส่วนการลงทุนที่เสี่ยงเกินกว่า FIT Line แนะนำ โดยที่เราไม่ต้องรอไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพราะมันเป็นการแจ้งเตือน Notification ซึ่งสะดวกกับการปรับพอร์ตได้ทุกที่ทุกเวลาเลยล่ะครับ

อีกฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจของแอปนี้นะครับ นั่นก็คือFund Story เป็นเมนูที่เราสามารถใช้ค้นหาและดูข้อมูลกองทุน เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวราคา ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน ช่วยในการตัดสินใจครับ

โดย Fund Story จะแบ่งการแสดงผลกองทุน เป็น 2 ประเภท

1. By Asset Type (ตามประเภทสินทรัพย์)

2. By Objective (ตามเป้าหมายการลงทุน)

นอกจากนี้เมนู Fund Story ของแอป K-My Funds สามารถ Add Favorite กองทุนที่สนใจไว้ติดตามได้ด้วยนะครับ และยังสามารถเปรียบเทียบระหว่างกองทุน ได้อีกด้วย

จากที่เล่ามาให้ฟังทั้งหมด เพื่อนๆ คงจะเห็นนะครับว่าแอป K-My Funds นี้เป็นแอปที่ช่วยในการจัดการลงทุนของนักลงทุนที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร (ผลตอบแทน) และสามารถถือครองได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไหม (3 ปีขึ้นไป) โดยสามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้ตามที่ต้องการด้วยล่ะครับ ล่าสุดยังผ่านมาตรฐานให้บริการออกแบบการลงทุนตามหลัก “5 ขั้นมั่นใจลงทุน” เป็นเจ้าแรกจาก ก.ล.ต. อีกด้วย ซึ่งทางคุณวศินได้เน้นย้ำว่าการลงทุนในกองทุน K-FIT ทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มจากการลงทุนตามปกตินะครับ เป็นเพียงการช่วยเหลือนักลงทุนให้สามารถลงทุนภายใต้เงื่อนไขและความต้องการที่ทาง KAsset ให้ไว้เป็นทางเลือกแก่นักลงทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุดตามที่ต้องการเท่านั้นครับ เหมือนเป็น Digital Wealth Advisor ส่วนตัวเลยล่ะครับ

เอาล่ะครับ มาถึงตรงนี้ ถ้าหากใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอป K-My Funds หรือกองทุน      K-FIT ประเภทต่างๆ ก็สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://bit.ly/2xyW1RH

คำเตือน : ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

คลิกดูรายการได้กองทุนไหนดี Special Interview เทปนี้ได้ที่…

https://youtube.com/watch?v=3o1K1pifSmY%3Fwmode%3Dopaque

Offshore Investment การลงทุนที่เป็นคำตอบของการกระจายความเสี่ยง

“ความเสี่ยง” ถือเป็นคำที่อยู่คู่กับตลอดหุ้นตลอดกาล เพราะความเสี่ยงถือเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้ ยิ่งบริษัทเสี่ยง ภาพรวมตลาดเสี่ยง ราคาหุ้นและดัชนีตลาดหลักทรัพย์มักตกต่ำลงมาก จนเป็นโอกาสให้นักลงทุนที่มองเห็นถึงความผิดปรกติเข้าซื้อในช่วงจังหวะที่ราคาถูกกว่าที่ควรจะเป็น

ถ้า “ความเสี่ยง” คือสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ “การกระจายความเสี่ยง” ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน

“การกระจายความเสี่ยง” ถือเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่นักลงทุนต้องให้ความสนใจ เพราะการลงทุนที่เสี่ยงมากไปอาจนำมาซึ่งการขาดทุนอย่างถาวรได้ (คิดภาพการถือหุ้นจนถึงวันที่บริษัทล้มละลาย) การกระจายความเสี่ยงจึงถือเป็นอีกเรื่องที่ถูกให้ความสำคัญอย่างมาก โดยนักลงทุนแต่ละคนต่างมีความคิดที่หลากหลาย เช่น ถือหุ้นกระจายบริษัท ถือหุ้นกระจายอุตสาหกรรม รวมไปถึงถือหุ้นกระจายหลายประเทศ

โดยทั่วไปวิกฤตตลาดหุ้นแต่ละประเทศจะเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน (ถ้าไม่ใช่วิกฤตระดับโลก)

อย่างในปีค.ศ. 1997 หรือช่วงที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือ SET index ตกลงจากจุดยอดที่ 1,789.16 จุดในปี 1994 จนมาทำจุดต่ำสุดในปี 1998 ที่ดัชนี 244.02 จุด หรือเทียบเท่ากับการขาดทุน 86.36% หากเริ่มต้นลงทุนด้วยเงิน 1,000,000 บาท ผ่านไป 4 ปี นักลงทุนก็จะเหลือเงินเพียง 136,389 บาทเท่านั้น

แต่หากจะสังเกตในรูปภาพแสดงดัชนี S&P 500 ของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาและดัชนี Shanghai Composite ของตลาดหุ้นจีนจะพบว่า นอกจากในปี 1997 ดัชนีทั้ง 2 ตลาดจะไม่ลดต่ำลงแล้ว ยังสามารถพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ได้ด้วย 

หรือหากจะสนใจที่วิกฤตฟองสบู่ดอทคอมของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาจะพบว่า ในช่วงปี 2000 – 2002 ดัชนี S&P 500 ตกต่ำลงอย่างมาก จาก 1,552.87 จุดในปี 2000 ลดลงเหลือเพียง 798.63 จุด หรือเทียบเท่ากับผลขาดทุน 48.57% ภายในเวลา 2 ปี แต่ตลาดหุ้นจีนกลับปรับตัวลดลงไม่ถึง 20% ในช่วงเดียวกันเท่านั้น

ประเด็นดังกล่าวชี้ให้เห็นความน่าสนใจว่า การลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศหรือ “Offshore Investment” ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการกระจายความเสี่ยงมาก

เพราะตลาดหุ้นแต่ละประเทศมักเกิดวิกฤตไม่พร้อมกัน เมื่อเกิดวิกฤตที่ตลาดหุ้นใดตลาดหุ้นหนึ่งในพอร์ตการลงทุน นักลงทุนก็จะไม่ขาดทุนหนักเท่าลงทุนอยู่ในตลาดเดียว แถมยังมีข้อดีในการสามารถปรับพอร์ต โดยการขายเงินลงทุนในตลาดที่ไม่เกิดวิกฤต ไปซื้อสินทรัพย์ราคาถูกในตลาดหุ้นช่วงที่เกิดวิกฤตได้

แต่ละประเทศแต่ละตลาดหุ้นก็มีความน่าสนใจที่แตกต่างกัน

ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาคือทุนนิยมแบบเต็มใบ 

บริษัทอยู่ในตลาดหุ้นหลายพันบริษัท การแข่งขันเป็นไปแบบเสรี ตลาดแข่งขันดุเดือดย่อมนำมาซึ่งผู้ชนะที่แข็งแกร่งและผู้แพ้ที่อ่อนแอและตายไป ความน่าสนใจของตลาดหุ้นสหรัฐจึงอยู่ที่นักลงทุนจะได้เห็นบริษัทที่แข็งแกร่งมากและจะแข็งแกร่งไปเรื่อยๆ อีก บริษัทจากอเมริกาจำนวนมากมีฐานลูกค้าอยู่ทั่วโลก มีประวัติศาสตร์กว่าร้อยปี และมีขนาดกิจการใหญ่กว่า GDP ของไทยทั้งประเทศเสียอีก

ตลาดหุ้นจีนคือการเติบโตแบบสังคมนิยม

รัฐบาลจีนรู้ดีว่าบริษัทในประเทศตนเองเก่งและไม่เก่งอะไร ด้วยความเป็นสังคมนิยม นักลงทุนจึงจะได้เห็นการแทรกแซงจากรัฐแบบชัดเจน อย่างที่แทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นในสหรัฐอเมริกาเลย ประเทศจีนเติบโตอย่างรุนแรงมาตั้งแต่การปฏิรูปเศรษฐกิจจีนในยุคของเติ้งเสี่ยวผิงในปี 1978 GDP ของจีนเติบโตในอัตราสูงประมาณ 10% ทบต้นมาอย่างต่อเนื่อง อย่างขณะที่เกิดวิกฤตดอทคอม วิกฤตซัพไพรม์ วิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจของจีนก็ยังเติบโตต่อไปแบบแข็งแกร่ง

ตลาดหุ้นไทยคือโอกาสที่อยู่รอบตัว

ตลาดหุ้นไทยจัดอยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EM; emerging market) ถึงแม้ว่าจะไม่มีความสามารถเชิงแข่งขันเท่ากับประเทศใหญ่ๆ แต่จุดเด่นของตลาดหุ้นไทยก็คือเป็นตลาดหุ้นของประเทศเราเอง เราสามารถเห็นโอกาสการลงทุนและความก้าวหน้าของกิจการที่อยู่รอบตัว ยิ่งมองมากสังเกตมาก เราก็ยิ่งมีโอกาสลงทุนในสิ่งที่อยู่รอบตัวเรามากขึ้น เรามีความได้เปรียบชัดเจนในการรู้ก่อนเห็นก่อน และเข้าใจได้มากกว่า ถ้าเทียบกับการไปลงทุนในตลาดประเทศอื่น

การลงทุนหุ้นต่างประเทศผ่านกองทุนรวมถือเป็นตัวเลือกที่แนะนำเป็นอย่างมาก

การลงทุนในหุ้นต่างประเทศรายตัวถือว่าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างมีความเสี่ยงสูง เพราะด้วยปัจจัยที่เราอาจจะไม่สามารถติดตามข้อมูลการลงทุน หรือเข้าถึงกิจการต่างๆ ได้เท่ากับคนที่อยู่ที่ประเทศนั้นโดยตรง การลงทุนผ่านกองทุนรวมจึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะจะช่วยให้นักลงทุนรายย่อยที่ไม่สามารถติดตามกิจการได้หมดด้วยตนเอง หรือไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในหุ้นต่างประเทศมาก ได้ร่วมลงทุนและกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดหุ้นต่างประเทศได้

อย่างที่กล่าวว่าจุดเด่นของกองทุนรวมคือเหมาะกับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาและไม่มีความรู้ที่จะลงทุนตรง ปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลไม่ชัดในตลาดหุ้นไทย เพราะด้วยที่ข่าวสารอยู่รอบตัว กิจการอยู่รอบตัว หลายครั้งเราก็สามารถลงทุนได้โดยใช้ความพยายามไม่มาก แต่ประเด็นตรงนี้จะหายไปทันทีเมื่อเราลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ เพราะข้อมูลจะไกลขึ้น เข้าถึงยากขึ้น ยิ่งถ้าเราละเลยไม่ใส่ใจ เราอาจจะตัดขาดจากการติดตามกิจการและการลงทุนไปเลย

การลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมอีกทีหนึ่ง คือเรานำเงินไปซื้อกองทุนรวมที่ไปซื้อกองทุนรวมต่ออีกที ประเด็นนี้คือจะทำให้เกิดค่าธรรมเนียมขึ้น 2 ครั้งจากทั้งกองทุนรวมหลักและกองทุนรวมคนกลาง ซึ่งถือเป็นข้อด้อยเมื่อเทียบกับตัวเลือกที่จะไปลงทุนในกองทุนรวมตรงเลย แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ ในประเทศไทยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไม่มากที่สามารถเปิดให้นักลงทุน ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศโดยตรงได้

“Citigold คือที่ปรึกษาการลงทุนแห่งเดียวในประเทศไทยที่ลูกค้าสามารถลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศหรือ Offshore ได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านกองทุนรวมคนกลาง”

ซึ่งนอกจากช่วยประหยัดค่าธรรมเนียมแล้ว ตัวเลือกการลงทุนยังมีมากกว่า เพราะกองทุนรวมต่างประเทศหลายกองก็ไม่มีกองทุนรวมคนกลางที่ไปจัดตั้งเปิดให้ลงทุนได้ โดยตัวเลือกการลงทุนก็มาจาก 10 บลจ. ชั้นนำในต่างประเทศ ดังนี้

    1. ALLIANCEBERNSTEIN (LUXEMBOURG) S.A.R.L.

    2. Allianz Global Investors

    3. BlackRock Global Funds

    4. Franklin Templeton Investments

    5. Invesco Asset Management

    6. JP Morgan Asset Management

    7. Legg Mason Global Asset Management

    8. PIMCO Global Advisors (Ireland) Limited

    9. SCHRODER INVESTMENT MANAGEMENT LUXEMBOURG S.A.

    10. UBS Fund Management (Luxembourg) S.A.

แน่นอนว่านักลงทุนไม่ต้องกังวลว่าจะเลือกกองทุนเองไม่ได้เพราะไม่คุ้นเคย

เนื่องจาก Citigold จะมีผู้ดูแลบัญชีที่ได้รับการฝึกจาก Citi | Wharton Global Wealth Institute ที่จะมาช่วยให้คำแนะนำทั้งในของการจัดพอร์ตและกระจายความเสี่ยงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละบุคคลได้

หากใครลงทุนอยู่แล้วหรือสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ หรือกองทุนรวมต่างประเทศก็สามารถเข้าเป็นลูกค้า Citigold ได้โดยฝากเงินหรือลงทุนกับธนาคารซิตี้แบงค์รวม 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งต้องแอบกระซิบว่านอกจากจะได้ประโยชน์จากการมีผู้เชี่ยวชาญช่วยแนะนำการลงทุนและซื้อกองทุนรวมต่างประเทศโดยตรงแล้ว ลูกค้า Citigold ก็ยังมีสิทธิพิเศษต่างๆ มากมายในด้านอื่นอีกด้วย

https://youtube.com/watch?v=GJUILnl3JU0

คลิกชม VDO ของคุณสู่ขวัญ บูลกุล แบรนด์แอมบาสเดอร์  Citigold
พูดถึงการลงทุนแบบ “Offshore Investment”

หากใครสนใจให้ทาง Citigold ช่วยดูแลการลงทุนหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนตรงในกองทุนรวมต่างประเทศก็สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://citi.asia/ThsCcGtL

ขีดเส้นใต้อีกครั้งว่าการลงทุนนี้เหมาะมากสำหรับคนที่กระจายพอร์ตการลงทุนในต่างประเทศอยู่แล้วหรือสนใจจะกระจายการลงทุนไปต่างประเทศบ้าง ค่าธรรมเนียมที่ลดลงจากการลงทุนตรงในกองทุนต่างประเทศ โดยไม่ผ่านกองทุนตัวกลาง อาจมีมูลค่าที่เยอะพอสมควรหากนำไปลงทุนทบเข้าไปในพอร์ตการลงทุน

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save