อยากลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยบ้าน ปีละ 100,000 บาท ต้องทำยังไง?

สวัสดีครับ พรี่หนอมกลับมาอีกครั้งกับคำถามที่ใครหลายคนถามมาบ่อยๆ ว่า ถ้าอยากจะลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยบ้านต้องทำอย่างไรบ้าง วันนี้เลยถือโอกาสมาอธิบายแบบง่ายๆ แต่ยึดตามหลักของกฎหมายให้ฟังกันครับ

ประเด็นแรกสำหรับคนที่อยากลดหย่อนภาษีส่วนนี้ คือ เราต้องมี บ้าน นั่นเองครับ (เอ่อ.. อันนี้ไม่ได้กวนนะครับ) โดยคำว่า ‘บ้าน’ ที่ว่านี้รวมถึงที่อยู่อาศัยต่างๆ ไม่ว่าจะ คอนโดหรืออาคารชุด ก็สามารถใช้สิทธิประโยชน์นี้ได้เหมือนกันครับ แต่หลักการคือ มันต้องเป็นที่อยู่อาศัยของเราจ้า

ทีนี้การที่เราจะเอาดอกเบี้ยมาใช้ลดหย่อน มันต้องมีการกู้ด้วยใช่ไหมล่ะครับ โดยการกู้ที่ว่านี้ต้องเป็นการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัย (บนที่ดินของตนเองหรือบนที่ดินที่ตนเองมีสิทธิครอบครอง) โดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นประกันในระยะเวลาที่เท่ากับการกู้ยืมไว้ด้วยจ้า

ตามด้วยองค์ประกอบสุดท้าย นั่นคือ ผู้ให้กู้ ซึ่งสำหรับการกู้โดยปกติทั่วไปนั้น จะหมายถึง ธนาคาร  บริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ บริษัทประกันชีวิต สหกรณ์ นายจ้าง ซึ่งมีระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนที่จัดสรรไว้เพื่อสวัสดิการแก่ลูกจ้าง บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยตามกฎหมาย ว่าด้วยบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมาย ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

หมายเหตุ : (จริงๆยังมีพวกกองทุนรวมต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์นะครับ แต่ขอข้ามไปก่อนละกัน เพราะคนธรรมดาอย่างเราๆ ไม่น่าจะเจออะไรแบบนี้)

สรุปหลักการชัดๆ อีกทีสำหรับการลดหย่อนภาษี นั่นคือ เราต้องมีที่อยู่อาศัย เอาไปกู้และจำนองที่อยู่อาศัยนี้ไว้กับผู้ให้กู้ตามกฎหมาย ถึงจะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้นั่นเอง

ทีนี้มาต่อว่าถ้าเราผ่านด่านแรกไปแล้ว ด่านที่สอง คือ เงื่อนไขในการใช้ลดหย่อนภาษี ซึ่งมีเงื่อนไขต่อไปนี้

  • ต้องใช้บ้าน อาคาร ห้องชุด อาคารชุด เป็นที่อยู่อาศัยในปีที่ใช้สิทธิ เว้นแต่มีเหตุจำเป็น เช่น ไปต่างประเทศ หรือเกิดภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถอยู่ได้
  • ใช้สิทธิได้สูงสุด 100,000 บาท ถ้าหากมีการกู้ร่วมหลายคน ให้หารตามจำนวนเงิน แต่สูงสุดไม่เกินคนละ 50,000 บาท

สำหรับเงื่อนไขแรกไม่น่าจะซับซ้อน ขอแค่เราใช้เป็นที่อยู่อาศัยก็พอใจแล้ว แต่สำหรับเงื่อนไขที่สองหลายคนอาจจะงง ลองมาดูตัวอย่างเพื่อความเข้าใจง่ายๆ ละกันครับ

  • คน 1 คน สามารถใช้สิทธิได้สูงสุด 100,000 บาทต่อคน จะกู้เพื่อซื้อบ้านกี่หลังก็ได้ ตามสบายเลยครับ
  • ถ้ามีการกู้ร่วมกัน ดอกเบี้ยของบ้านหลังนั้นรวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาทก่อน แล้วค่อยมาหารตามจำนวนคน เช่น จ่ายดอกเบี้ยบ้านจริงไป 150,000 บาทและมีคนกู้ร่วมกัน 2 คน สิทธิ์หักลดหย่อนที่ใช้ได้คือ 100,000 บาท  แต่ละคนจึงใช้สิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยบ้านได้เพียงคนละ 50,000 บาทเท่านั้น (ถ้า 3 คนก็คนละ 33,333.33 บาท ถ้า 4 คนก็คนละ 25,000 บาท ถ้า 5 คนก็…พอแล้ว!!) 
  • ย้ำหน่อยว่า… สิทธิของการกู้ร่วมตรงนี้ไม่สามารถโอนสิทธิให้ผู้อื่นได้นะครับ ต้องเฉลี่ยตามจำนวนผู้กู้เท่านั้น ดังนั้น ถ้าคนกู้ร่วมกับเราไม่มีเงินได้และไม่ได้ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ก็ไม่สามารถที่จะโอนสิทธินี้มาให้กับเราได้ เว้นแต่ในกรณีเดียวคือการกู้ร่วมของสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย กรณีที่ฝ่ายไหนไม่มีเงินได้สามารถใช้สิทธิโอนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้กับอีกฝ่ายได้ครับ

หากใครสนใจเรื่องรายละเอียดเงื่อนไขของค่าลดหย่อนตัวนี้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้(ฉบับที่ 165-167) ครับผม

หลังจากที่จัดสรรดอกเบี้ยเงินกู้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงเรื่องสุดท้ายที่สำคัญว่า ต้องใช้เอกสารอะไรในการลดหย่อนภาษี? คำตอบคือ หนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ยืม (ล.ย.02) ที่ทางผู้ให้กู้ออกให้ ในนั้นจะมีข้อความระบุไว้ชัดว่าเราจ่ายดอกเบี้ยประจำปีไปเท่าไร เพื่อให้เราสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อย่างถูกต้องครับ โดยนำตัวเลขมากรอกเพื่อยื่นภาษีให้กับทางกรมสรรพากร ซึ่งเอกสารที่ได้มานี้เรามีหน้าที่เก็บไว้ และให้ดูเมื่อทางพี่ๆ สรรพากรเขาขอตรวจสอบครับ (ไม่ต้องถือไปให้ทันทีที่ยื่นภาษีนะครับ เดี๋ยวเขาตกใจ)

พรี่หนอมสรุปครั้งสุดท้ายให้ฟังชัดๆ อีกที ประเด็นสำคัญจะเห็นว่ามีอยู่ 3 เรื่อง นั่นคือ

1. รายละเอียดของการกู้ (บ้าน,ผู้ให้กู้) 

2. เงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อลดหย่อนภาษี 

3. เอกสาร 

ดังนั้น ถ้าหากเราเป็นคนที่สามารถใช้สิทธิเรื่องนี้ได้ อย่าลืมตรวจสอบเรื่องต่างๆ เหล่านี้ให้เรียบร้อยนะครับ จะได้กู้บ้านและลดหย่อนภาษีได้อย่างถูกต้องและสบายใจจ้า

แถมพิเศษ แนวคิดในการเช่าหรือซื้อ

ทีนี้สำหรับคนที่กำลังลังเลใจว่า ระหว่างเช่าห้องอยู่กับซื้อคอนโดแบบไหนจะดีกว่า พรี่หนอมก็มีแนวทางมาให้พิจารณาโดยเปรียบเทียบในเรื่องสำคัญต่อไปนี้ครับ นั่นคือ กระแสเงินสดที่เรามี ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการเช่ากับการซื้อ และเรื่องสิทธิประโยชน์อื่นอย่างการลดหย่อนภาษีครับ

สมมตินะครับว่า ถ้าเราอยากซื้อคอนโดราคาประมาณ 1.6 ล้านบาท ได้ห้องขนาด 30 ตารางเมตร โดยที่เราต้องผ่อนเดือนละ 9,000 บาท แต่ถ้าหากเช่าจะจ่ายเดือนละ 7,000 บาท ทีนี้ลองมาทำตารางเปรียบเทียบกันต่อครับ

จะเห็นว่าอัตราค่าใช้จ่ายต่อเดือน ซื้อคอนโดมักจะแพงกว่าครับ แต่ถ้าหากเรามีเงินก้อนที่ดาวน์คอนโดได้หรือมีการบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ดีที่สามารถลดค่าผ่อนลงได้ต่ำกว่า 9,000 บาท เช่น จ่ายเงินดาวน์ไปอีก 200,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการผ่อนก็จะลดลงตามไปด้วยครับ

นอกจากนั้นยังมีประเด็นของการเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ (อาจ) มีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้อีกต่อหนึ่งด้วย (ถ้าสามารถประมาณการได้ก็จะนำมาคิดได้ง่ายขึ้นครับ เช่น ราคาคอนโดเพิ่มขึ้นปีละ 5%) หรือถ้ามองไกลกว่านั้น หากคอนโดเราอยู่ในทำเลที่ดี ในอนาคตเมื่อเรามีการขยับขยายที่อยู่ใหม่ ก็สามารถนำไปปล่อยเช่าสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับเราในอนาคตได้อีกต่อหนึ่งครับ (แต่อย่าลืมคิดค่าซ่อมแซมบำรุงรักษาด้วยนะครับ ฮ่าๆ)

ดังนั้น การซื้อคอนโดหรือเช่าอยู่นั้น จะต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบกันครับ ทั้งเรื่องของ ความสะดวก ทำเลคอนโด แนวโน้มราคา รวมถึงภาระในการเป็นเจ้าของที่ต้องดูแล ร่วมกับภาระเรื่องเงินต่างๆ ไปจนถึงสิทธิประโยชน์ที่นำมาช่วยได้อย่างดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ที่สามารถลดหย่อนภาษี ซึ่งถ้าใครที่สามารถคิดได้ละเอียด ประเมินได้ใกล้กับความเป็นจริงย่อมจะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ

โอเค บทความให้ความรู้จบแล้ว!!!
พรี่หนอมขอขายของหน่อยละกัน

สำหรับใครสนใจซื้อคอนโดช่วงนี้!!! ทางคอนโดโครงการ BEAT BangWa Interchange เค้าเพิ่งเปิดใหม่ ใกล้จุดเชื่อมต่อ BTS บางหว้า ตามสโลแกน ใช้ทุกจังหวะของชีวิตที่เป็นตัวคุณ ความเป็นส่วนตัวที่ไม่ตัดขาดจากชีวิตเมือง ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งฟังก์ชั่นสิ่งแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกจ้า

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่: www.beatcondo.com

บทความนี้เป็น Advertorial

“SME” ไทยในยุคดิจิทัล ต้องมี Growth Factor อย่างไรบ้างโดยไมโครซอฟท์

ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ได้แนะแนวทางขับเคลื่อนธุรกิจให้กับให้นักธุรกิจ SME ไทยสู่ความสำเร็จ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการให้เติบโตอย่างมั่นใจด้วยเทคโนโลยีระดับมืออาชีพจาก Office 365 ชุดซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์ที่ให้ทุกคนและทุกองค์กรทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกที่ ทุกเวลา พร้อมด้วยข้อเสนอพิเศษกับราคาเริ่มต้นเพียง “82 บาท” (2.50 เหรียญสหรัฐ) ต่อเดือน ต่อผู้ใช้งาน จนถึง 31 ธันวาคม 2561 นี้

(*คิดจากอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ = 32.65 บาท ณ วันที่ 13 กันยายน 2561)

ไมโครซอฟท์เผย Growth Factor ของ SME ไทยในยุคดิจิทัล

ในปัจจุบัน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือธุรกิจ SME ในประเทศไทย สามารถสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ได้เป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 42.4 จึงทำให้ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้มีบทบาทเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไป

โดยหากมองในภาพรวมแล้ว ไมโครซอฟท์และบริษัทวิจัย IDC คาดการณ์ว่า ภายในปี 2564 การปฏิรูปธุรกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Transformation) จะสามารถขับเคลื่อน GDP ไทยให้เติบโตได้ด้วยอัตราเฉลี่ยสูงถึง 3.7% ต่อปี หรือสูงกว่าการคาดการณ์ของธนาคารโลกราว 0.4% และคิดเป็นมูลค่าราว 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.95 แสนล้านบาท)

คุณสมศักดิ์ มุกดาวรรณกร

โดย คุณสมศักดิ์ มุกดาวรรณกร ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจองค์กร ขนาดกลาง ขนาดย่อม และบริหารพันธมิตร บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า

“ในปัจจุบัน ทุกธุรกิจต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันสูง ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าขนาดขององค์กรไม่ได้บ่งชี้ถึงความสามารถและความได้เปรียบทางธุรกิจ ที่จะส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กรแต่อย่างใด ดังนั้น ท่ามกลางตลาดที่กำลังเดินหน้าไปด้วยศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัล การจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน”

โดยผู้ประกอบการ SME จะต้องมุ่งพัฒนาปัจจัยหลัก 5 ประการเพื่อเร่งการพัฒนาขององค์กร ได้แก่

  • ศักยภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างว่องไว (agility)
  • ความน่าเชื่อถือ (trustworthiness)
  • ความสามารถในการขยายหรือหดตัวตามสภาวะทางธุรกิจ (scalability)
  • การตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงในตลาด (responsiveness)
  • ความสามารถในการสร้างสรรค์ (inventiveness)

ทั้งนี้ ผลวิจัยของไมโครซอฟท์ระบุว่า ผู้ประกอบการไทยคาดหวังว่าเทคโนโลยีจะสามารถสร้างความแตกต่างได้มากที่สุดในด้านการสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการในรูปแบบใหม่ๆ และการรักษาฐานลูกค้าเดิม ตามมาด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การเพิ่มอัตรากำไร และการสร้างรายได้เพิ่มเติมจากผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่เดิม

แม้ว่าผู้ประกอบการจำนวนมากจะทราบถึงบทบาทและผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาประยุกต์ใช้…. แต่กลับมีธุรกิจเพียงร้อยละ 7 เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จในฐานะผู้นำเชิงกลยุทธ์การปฏิรูปธุรกิจ ขณะที่อีกกว่าร้อยละ 93 ยังคงมีสถานะเป็นผู้ตามอยู่

คุณสมศักดิ์ยังกล่าวเสริมอีกว่า “การที่ธุรกิจเอสเอ็มอีจะสามารถปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัลให้สำเร็จได้นั้น จะต้องเริ่มจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง นับตั้งแต่ เครื่องมือในการทำงานที่มีประสิทธิภาพ, ช่องทางการติดต่อสื่อสารและประสานงานอย่างคล่องตัว และรากฐานของระบบที่ปลอดภัย

นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ทางไมโครซอฟท์ได้พัฒนาให้บริการ Office 365 สามารถตอบโจทย์ทั้ง 3 ข้อนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยเครื่องมือและระบบในการทำงานแบบมืออาชีพที่สามารถช่วยยกระดับการปฏิบัติงานของธุรกิจทุกขนาดให้มีมาตรฐานยอดเยี่ยมไม่แพ้องค์กรขนาดใหญ่

ไม่ว่าจะเป็นบริการอีเมลสำหรับธุรกิจ พื้นที่จัดเก็บและแชร์เอกสารบนคลาวด์ผ่านบริการ OneDrive for Business แพลตฟอร์มการประชุมออนไลน์และทำงานเป็นทีมด้วย Skype for Business และ Microsoft Teams และอื่นๆ อีกมากมาย

ดร.อนุพันธ์ กิจนิจชีวะ และทีมงาน บริษัท สำนักกฎหมายสากล ธีรคุปต์ จำกัด

“บริษัท สำนักกฎหมายสากล ธีรคุปต์ จำกัด” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของธุรกิจกลุ่ม SME ที่นำ Office 365 มายกระดับการทำงานอย่างทั่วถึง

ในฐานะสำนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่ทำงานด้วยความคล่องตัวสูง ด้วยทีมที่ปรึกษาด้านกฎหมายและภาษีอากรที่มีความเชี่ยวชาญรอบด้าน ครอบคลุมงานในด้านตลาดทุน การควบรวมกิจการ ภาษี และอื่นๆ อีกมากมาย โดยนอกจากบริการพื้นฐานในการติดต่อสื่อสารและประสานงานแล้ว Office 365 ยังมอบเครื่องมือที่คุ้นเคยในการสร้าง แก้ไข และจัดการเอกสารต่างๆ อย่างรวดเร็วและแม่นยำอีกด้วย

ดร. อนุพันธ์ กิจนิจชีวะ หุ้นส่วนอาวุโส สำนักกฎหมายสากล ธีรคุปต์ เผยว่า “ความท้าทายหลักๆ ในการทำงานของสำนักกฎหมาย คือการทำงานที่ต้องแข่งกับเวลา ควบคู่ไปกับความถูกต้องแม่นยำตามตัวบทกฎหมาย ขณะที่เนื้องานในแต่ละกรณีก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป จึงทำให้เราต้องอาศัยความสามารถของทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่อาจออกทำงานภาคสนามได้แบบตัวคนเดียว หรือทำงานประสานไปกับทีม

ดังนั้น โจทย์ข้อสำคัญของเราจึงอยู่ที่การทำงานให้คุ้มค่ากับเวลามากที่สุด คล่องตัวที่สุด สำหรับทั้งลูกค้าและทีมงานของเราเอง ขณะที่การเก็บรักษาข้อมูลของเราและของลูกค้าให้ปลอดภัยก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่ง “Office 365 สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดนี้ได้อย่างครบถ้วน”

ด้วยมาตรฐานระดับโลกด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่ครอบคลุมตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลบนคลาวด์ไปจนถึงการกำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อน

นอกเหนือจากเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้กันทั่วไปอย่าง Word, Excel หรือ PowerPoint แล้ว เรายังนำ แอปพลิเคชันอย่าง “Visio” มาใช้ทำแผนภาพในรูปแบบเฉพาะทาง เช่นในกรณีของการปรับโครงสร้างองค์กรหลังควบรวมกิจการเป็นต้น ส่วนในด้านของการติดต่อสื่อสารและประสานงานภายในบริษัท เรากำลังพิจารณาที่จะนำ Teams ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสำหรับการทำงานเป็นทีมที่มีคุณสมบัติรอบด้านเข้ามาใช้งาน เพื่อดึงศักยภาพของทุกคนในองค์กรออกมาอย่างเต็มที่”

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการยกระดับการทำงานของธุรกิจ SME  สามารถรับข้อเสนอพิเศษจากไมโครซอฟท์ได้

โดยบริการ Office 365 Business Essentials ที่มอบระบบพื้นฐานในการทำงานอย่างครบถ้วนทั้งอีเมล คลาวด์แชร์ไฟล์ และการประชุมทางไกล พร้อมด้วยแอปพลิเคชัน Office ที่ทุกคนคุ้นเคยสำหรับอุปกรณ์แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน ด้วยราคาเริ่มต้นที่ลด 50% เหลือเพียง 82 บาท (2.50 เหรียญสหรัฐ) ต่อเดือน ต่อผู้ใช้งานเท่านั้น

หรือเสริมศักยภาพได้อีกขั้นด้วยบริการ Office 365 Business Premium ที่ตอบโจทย์ได้ครบครันยิ่งขึ้นด้วยแอปพลิเคชัน Office สำหรับเครื่องพีซีเต็มรูปแบบครบชุด พร้อมด้วยโซลูชันที่ออกแบบมาให้ตรงกับความต้องการของธุรกิจขนาดเล็กโดยเฉพาะ อย่าง Bookings และ Outlook Customer Manager ในราคาพิเศษที่ลด 20% เหลือเพียง 327 บาท (10 เหรียญสหรัฐ) ต่อเดือน ต่อผู้ใช้งาน โดยข้อเสนอพิเศษนี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2561

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ Office 365 สำหรับภาคธุรกิจได้ที่ https://aka.ms/ContactMicrosoftTH

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

(Review) BEATNIQ คอนโดหรู กับราคาที่คุ้มค่าที่สุดใจกลางสุขุมวิท

การลงทุนในคอนโดคืออีกทางเลือกของการลงทุน

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนที่น่าสนใจมาก เพราะนอกจากจะสร้างผลกำไรให้ในรูปแบบ Capital Gain (ส่วนต่างราคาทรัพย์) และ Rental Yield (ผลตอบแทนจากค่าเช่า) แล้ว ยังสามารถใช้ประโยชน์เชิงกายภาพได้ และอสังหาริมทรัพย์เองก็มีลักษณะสำคัญคือมูลค่ามักจะเพิ่มขึ้น และสามารถชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว

ทำเล (Location) ถือเป็นหัวใจสำคัญมากของการลงทุนในคอนโดมิเนียม เพราะจุดประสงค์ของคนซื้อคิดถึงเรื่องทำเลเป็นหลัก โดยเฉพาะความครบครันของสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้อาศัย ซึ่งจะสะท้อนออกมาทั้งในรูปภาพลักษณ์ของคอนโด แบรนด์ การตกแต่ง ฟังก์ชั่น รวมไปถึงบรรยากาศทำเลโดยรอบ

การลงทุนในคอนโดมิเนียมอาจใช้เงินลงทุนเริ่มต้นได้ตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักสิบล้านต่อยูนิต ขึ้นอยู่กับผู้ลงทุนต้องการเจาะกลุ่มเป้าหมายไหน (หรือลักษณะคนที่น่าจะมาเช่าหรือซื้อคอนโดต่อ)

เทคนิคการเจาะกลุ่มกลางบน ควรเน้นทำเลที่ดีมาก อยู่ในอันดับท็อปๆ ของเมือง (เพราะคนกลุ่มนี้ยอมเสียเงินเพื่อซื้อทำเลอยู่แล้ว) อย่างย่าน CBD หรือ Prime Location เช่น ชิดลม สาทร หรือ สุขุมวิท-ทองหล่อ

ยิ่งถ้าคอนโดนั้นตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ของทำเลเหล่านี้ ก็ยิ่งจะเพิ่มมูลค่าได้อีกเป็นเท่าทวี อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ “แบรนด์” ที่จะต้องมีชื่อเสียงตรงกับไลฟ์สไตล์ เพราะการเลือกแบรนด์ก็ถือเป็นอีกสิ่งที่ผู้อาศัยใช้เพื่อแสดงออกถึงตัวตนออกมา และมั่นใจได้ในคุณภาพ

ทำเล BEATNIQ คือ Brand New Unique Luxury Condominium

BEATNIQ เป็น Brand New Unique Luxury Condominium แบบ High Rise จำนวน 34 ชั้น พัฒนาโดย SC Asset บนเนื้อที่ติดถนนใจกลางสุขุมวิทตอนกลาง ขนาดเกือบ 2 ไร่ ทำเลด้านหน้าติดถนนสุขุมวิท ด้านข้างติดสุขุมวิทซอย 32 ใกล้รถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ ใกล้ Shopping Complex สุดหรู ทั้ง Emporium และ Emquartier โรงพยาบาลชื่อดังอย่าง โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ และ โรงพยาบาลสมิติเวช, โรงเรียนอินเตอร์สำหรับลูกๆ อย่าง โรงเรียนนานาชาติบางกอกเพรพ ไปจนถึงสถานที่พักผ่อนยามค่ำคืนอื่นๆ อีกมากมาย เพราะอยู่ไม่ไกลจากทองหล่อ เรียกได้ว่าครบความต้องการทุกรูปแบบของการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นคนโสดหรือคนมีครอบครัว

BEATNIQ กับดีไซน์แตกต่างไม่เหมือนใคร

นอกจากนี้ตัวคอนโดเองยังออกแบบได้อย่างโดดเด่นมีระดับด้วยดีไซน์แบบ Mid-Century Modern ภายนอกโดดเด่นที่ Fa?ade ทำให้เป็นที่จดจำด้วยการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่าง จึงดีต่อนักลงทุนที่ต้องการลงทุนเพื่อปล่อยเช่า หรือขายต่อ เพราะไม่ว่าใครก็ต้องรู้จักคอนโดสุดหรูแห่งนี้อย่างแน่นอน

ภายในห้องตกแต่งได้อย่างมีสไตล์ เฟอร์นิเจอร์ Fully Fitted ที่จัดองค์ประกอบไว้อย่างครบครันแต่ไม่อึดอัด พร้อมหน้าต่างแบบ Full Height หรือเต็มขนาดความสูงของห้อง ให้ความรู้สึกโปร่งและเห็นทิวทัศน์ภายนอกที่กว้างกว่า

ราคา BEATNIQ ความสมบูรณ์พร้อมอยู่ ในราคาที่คุ้มค่าน่าลงทุน

BEATNIQ เป็นคอนโดมิเนียมระดับ Hi-End แต่ราคาถือว่าไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับทำเลนี้ ที่พร้อมด้วยไลฟ์สไตล์ระดับ Luxury โดยเปิดมาราคาเฉลี่ยเพียง 280,000 บาท/ตารางเมตร บอกเลยว่าเป็นราคาที่หาไม่ได้อีกแล้วบนทำเลนี้ เพราะปกติราคาคอนโดระดับเดียวกันนี้ในใจกลางสุขุมวิทเปิดตัวใหม่ตอนนี้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 330,000 บาท/ตารางเมตร (++)

ดังนั้นราคาที่ BEATNIQ เปิดขายอยู่ตอนนี้สำหรับนักลงทุนแล้วถือว่าเป็นราคาที่น่าสนใจมาก เพราะถูกกว่าราคาเฉลี่ยตลาดถึง 50,000 บาท/ตารางเมตร เพราะถ้าซื้อตอนนี้ก็เหมือนได้กำไรจากค่าเฉลี่ยพื้นที่ที่ถูกกว่าตลาดแล้ว นอกจากนี้ด้วยที่ดินใจกลางสุขุมวิทมีอยู่อย่างจำกัด ในอนาคตก็จะทำให้ราคาเฉลี่ยของพื้นที่พุ่งสูงขึ้นไปอีก

ดังนั้น “BEATNIQ อาจเป็นคำตอบสำหรับนักลงทุนที่กำลังสนใจลงทุนในคอนโดระดับ Hi-End”

BEATNIQ  คือความลงตัวของราคา ขนาดห้อง และทำเล

จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลในกลุ่มคอนโดมิเนียมระดับเดียวกัน ทำเลใกล้เคียงกัน เจาะกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน จะพบว่า BEATNIQ มีความโดดเด่นขึ้นมาจากกลุ่ม

ประเด็นสำคัญคือ BEATNIQ  ให้ขนาดห้องที่ใหญ่กว่าในราคาห้องที่ใกล้เคียงกัน เนื่องด้วย BEATNIQ เปิดตัวมาด้วยราคาต่อตารางเมตรที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมในทำเลเดียวกัน เมื่อนำมาเปรียบเทียบด้วยแผนภูมิ จะเห็นเลยว่ามีความคุ้มค่ากว่าทั้งในแง่ราคาและขนาดห้อง

ในการซื้อคอนโดมิเนียม ขนาดห้องเป็นเรื่องสำคัญมาก ทั้งเพื่อลงทุนและอยู่เอง ขนาดห้องที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้คอนโดได้แม้อยู่ในทำเลเดียวกัน ขนาดห้องที่เล็กเกินไปก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ของผู้อาศัยบางกลุ่มซึ่งยอมจ่ายราคาต่อยูนิตแพงขึ้น เพื่อให้ได้ห้องกว้างขึ้น เพราะอยู่สบายกว่า

BEATNIQ เริ่มต้นเท่าไหร่ น่าลงทุนหรือไม่?

ห้อง 1 Bedroom : พื้นที่ที่ใหญ่กว่า ในราคาที่คุ้มค่ามากกว่า ง่ายแก่การปล่อยเช่า

เนื่องจากราคาที่ดินที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราเห็นคอนโดย่านสุขุมวิททำห้องเล็กลงเรื่อยๆ จนอึดอัด แต่กับ BEATNIQ ได้ห้องใหญ่กว่าคอนโดระดับเดียวกัน โดยราคาห่างกันนิดเดียว

แน่นอนว่า ผู้เช่าเองถ้าเลือกก็คงไม่อยากได้ห้องเล็กๆ ดังนั้นถ้าค่าเช่าห้องราคาเท่ากัน แต่ได้พื้นที่ใหญ่กว่า คนก็อยากมาเช่าห้องใหญ่มากกว่า (เริ่มต้นราคาที่ 15 ล้านบาท ขนาด 57-59 ตารางเมตร)

ห้อง 2 Bedroom : ลงทุนกับคอนโด 2 ห้องนอน ในราคาที่จับต้องได้

ในย่านใจกลางสุขุมวิท เรามักเห็นคอนโดในระดับเดียวกันมักสร้างห้อง 2 Bedroom ขนาดใหญ่มาก ทำราคากระโดดไปสูงมาก 30 ล้านขึ้นไป พอค่าห้องสูงแน่นอนว่าค่าเช่าก็ต้องสูงตาม ในแง่การลงทุนนั้นอาจทำให้ปล่อยเช่าสะดุด แต่กับ BEATNIQ เริ่มต้นในราคาที่จับต้องได้ และได้ Space ที่ลงตัว (เริ่มต้นราคาที่ 22 ล้านบาท ขนาด 80 ตารางเมตร)

BEATNIQ ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ในดีไซน์ที่แตกต่างกลิ่นอาย MCM

The Century Lounge

ล็อบบี้ส่วนกลางห้องพักส่วนกลางที่มีหน้าต่างกว้างเปิดรับวิวใจกลางกรุงอย่างเต็มอิ่ม พร้อมพื้นที่ภายในอเนกประสงค์ เป็นทั้งพื้นที่นั่งเล่น ห้องประชุม ห้องสมุด

The Marble Patio

พื้นที่สีเขียว เพื่อเป็นพื้นที่พักผ่อน มีทั้งสายน้ำ และเนินหญ้า ถือเป็นมุมที่หลีกหนีความวุ่นวายใจกลางเมืองได้เป็นอย่างดี

สระว่ายน้ำพร้อม Hanging Pavilion

ชั้น 7 เดินพักผ่อนชมวิวได้รอบสระ มีเอกลักษณ์

Double Volume Fitness

พื้นที่ออกกำลังกายที่มีครบทุกความต้องการให้รู้สึกเหมือนไปยิม ทั้งเครื่องออกกำลังกาย พื้นที่ชกมวย และโยคะสตูดิโอ

ชั้น 32 มี Landscape Sky Garden

สวนลอยฟ้าเพิ่มความสดชื่น ที่มีบันไดวนดีไซน์สะดุดตา ที่สามารถเชื่อมต่อไปยัง Sky lounge ชั้น 34 และ Outdoor recreation ได้

BEATNIQ เหมาะกับใครบ้าง?

BEATNIQ เหมาะกับคนที่ต้องการทำเลใจกลางสุขุมวิท ใกล้รถไฟฟ้า สะดวกสบายด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกรอบด้าน โครงการมียูนิตให้เลือกครบทุกขนาด จะอยู่เป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกก็ตอบโจทย์ จะอยู่เป็นคู่รักสองคนก็สะดวกสบาย หรือจะเลือกอยู่เป็นโสดเลยก็ง่ายด้วยทำเลที่สะดวกพร้อม เพราะทำเลดังกล่าวอยู่ในจุดที่มีครบทุกอย่าง ไม่ว่าจะความต้องการแบบไหนก็สามารถเลือกจับจองได้ตามไลฟ์สไตล์ชีวิต

ทำเลใจกลางสุขุมวิทก็ถือว่าหาได้ยากแล้ว ราคาเปิดก็น่าสนใจมาก เมื่อเทียบกับทำเลที่ได้ เพราะเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงอันดับต้นๆ ของประเทศ หากมองภาพยาวหน่อยก็ถือว่ามีโอกาสสูงมากที่ราคาจะขึ้นไปได้อีกในอนาคต ดังนั้นหากนักลงทุนที่กำลังมองหาการลงทุนในคอนโดระดับ HI-End อยู่ล่ะก็ อย่าช้า มอง BEATNIQ เอาเป็นตัวเลือกไว้พิจารณากันได้เลย

OPEN HOUSE สำหรับคนอยากได้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจอย่างรอบด้าน

BEATNIQ จะมีงาน OPEN HOUSE เปิดให้เยี่ยมชม วันที่ 22 – 23 กันยายน 2018 ใครที่สนใจกำลังมองหาคอนโดมิเนียมใจกลางสุขุมวิทอยู่ แนะนำให้เข้าไปดูได้เลย โครงการสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่แล้ว ไม่ต้องลุ้นไม่ต้องรอให้เหนื่อยใจ ที่ตั้งโครงการอยู่ถนนสุขุมวิท 32  ขนาด 1-3 ห้องนอน ราคาเริ่มต้นที่ 12 – 60 ล้านบาท

ทำเลนี้ ราคานี้ ใครสนใจห้ามพลาดเลย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ และลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษได้ที่ https://bit.ly/2wXlcOz

#BEATNIQ #LiveTheNotableLife

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

ชี้เป้า!! เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสู๊งสูง

อยากฝากเงินที่ได้ดอกเบี้ยสู๊งสูง แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกธนาคารไหนดี?

ปกติเวลาที่เราอยากจะฝากเงินก็อยากรู้ว่าที่ไหนให้ดอกเบี้ยสูงบ้าง เราก็เข้าไปเก็บข้อมูลจากเว็บไซด์ของธนาคารแต่ละแห่ง เปรียบเทียบเงื่อนไขต่างๆแล้วก็เลือกอันที่ดีที่สุด แต่วิธีนี้ทำให้เราเปลืองเวลาและเปลืองพลังงานชีวิตสุดๆ ปัจจุบันโลกออนไลน์ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น การหาข้อมูลก็เช่นกัน

บทความนี้อภินิหารเงินออมจะแนะนำเว็บไซด์ที่รวบรวมข้อมูลและเปรียบเทียบดอกเบี้ยเงินฝากมาให้ดูเป็นตัวอย่าง แค่คลิกไม่กี่ครั้งก็รู้ว่าเงินออมของเราควรไปพักร้อนสั้นๆที่ธนาคารอะไร

2 เว็บไซด์ที่จัดอันดับและเปรียบเทียบบัญชีเงินฝากออมทรัพย์

  1. ธนาคารแห่งประเทศไทย https://www.1213.or.th/App/MCPD/DepositApp
  2. เว็บไซด์ https://www.checkraka.com/price/saving-2-68/

เว็บไซด์ 1 โปรแกรมเปรียบเทียบเงินฝากของธนาคารแห่งประเทศไทย

คลิกเข้าไปก็จะมีหน้าตาเว็บประมาณนี้ มีชื่อสถาบันการเงิน ชื่อบัญชีเงินฝาก อัตราดอกเบี้ย จำนวนเงินเปิดบัญชี รวมถึงเงื่อนไขอื่นๆ ถ้าเราต้องการดูเงินฝากแบบอื่นๆอีกก็ให้เลือกที่ “เปลี่ยนการค้นหา”

เราสนใจบัญชีออมทรัพย์ของ 3 ธนาคารก็คลิกเลือกในช่องสี่เหลี่ยม แล้วกดเปรียบเทียบ ระบบก็จะนำข้อมูลของแต่ละบัญชีมาให้เราดูว่าแตกต่างกันอย่างไร

โปรแกรมจะมีรายละเอียดเบื้องต้นมาให้เราอ่าน ทำให้เรารู้จักเงื่อนไขของแต่ละบัญชีมากขึ้น ประหยัดเวลาและเป็นตัวกรองขั้นต้นให้เราได้เป็นอย่างดี ถ้าได้บัญชีที่ถูกใจแล้วควรตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆกับเว็บไซด์ของธนาคารนั้นๆอีกครั้ง เพราะบางทีเงื่อนไขบางอย่างอาจจะเปลี่ยนกระทันหันก็ได้

ถ้าเราต้องการให้เปรียบเทียบละเอียดมากขึ้น ก็เข้าไปคลิกที่ “เปลี่ยนการแสดงข้อมูล” ระบบก็จะขึ้นภาพข้างล่างนี้ให้เราเลือกข้อมูลเปรียบเทียบได้เองเลยจ้า

เว็บไซด์ 2 ข้อมูลเงินฝาก

จากเว็บไซด์ www.checkraka.com ซึ่งเว็บนี้จะรวบรวมเงินฝากใหม่ๆเต็มไปหมด ข้อมูลล้นทะลักมากๆ หลักจากแหวกว่ายในเว็บไซด์แล้วก็เจอ 2 วิธีการเลือกเงินฝากดอกเบี้ยสูงง่ายๆได้ด้วยตัวเอง คือ การจัดอันดับและการค้นหาข้อมูลตามความต้องการของเรา

==> การจัดอันดับดอกเบี้ยเงินฝาก

เว็บไซด์นี้จัดอันดับจากอัตราดอกเบี้ย ส่วนเงื่อนไขขายพ่วงอื่นๆ เราก็ต้องไปคลิกอ่านเอง ถ้าใครเลือกบัญชีออมทรัพย์ให้ตัวเองไม่ได้ วิธีการจัดอันดับก็เป็นทางลัดให้เราได้นะจ๊ะ แต่ก็อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลกับธนาคารนั้นๆอีกครั้งนึง เผื่อเงื่อนไขบางอย่างเปลี่ยนไป

10 อันดับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง http://bit.ly/2OCgrko

==> การเปรียบเทียบออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

  1. เข้ามาที่ https://www.checkraka.com/price/saving-2-68/ แล้วหาเมนู “ค้นหาบัญชีเงินฝาก” ใส่ข้อมูลที่เราอยากรู้ แล้วกด Go
  2. จากนั้นเลือกวิธีการเรียงลำดับในเรื่องที่เราอยากรู้ เช่น อยากรู้ว่าบัญชีของธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยเยอะๆ เราก็เลือกเรียงลำดับจากอัตราดอกเบี้ย

ระบบก็จะขึ้นรายชื่อบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงๆไว้ข้างบนสุด เราจะได้หาง่ายๆ ส่วนข้อมูลเบื้องต้นจะเหมือนภาพข้างล่างนี้ ส่วนรายละเอียดลึกๆ ให้กดที่ช่อง “ดูรายละเอียด” แต่ถ้าเราอยากเปรียบเทียบเองก็ทำได้ โดยการใส่เครื่องหมายถูกที่บัญชีที่เราจะเปรียบเทียบ แล้วคลิก “กดเปรียบเทียบ”

โปรแกรมก็จะดึงข้อมูลบัญชีเงินฝากที่เราสนใจขึ้นมาให้ดูพร้อมกัน เปรียบเทียบให้เราดูทีละรายการ แต่ข้อมูลก็จะมีการอัพเดทเรื่อยๆ เราก็ต้องตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับธนาคารนั้นๆอีกครั้ง

อภินิหารเงินออมคิดว่า 2 เว็บไซด์นี้น่าจะเป็นตัวช่วยให้เราเลือกบัญชีเงินฝากออมทรัพย์แบบเบื้องต้นให้ตัวเองได้แบบง่ายๆ  สิ่งสำคัญ คือ ไม่ควรให้เงินของเราทั้งหมดอยู่ที่ฝากออมทรัพย์เพียงอย่างเดียว ควรแบ่งเงินบางส่วนไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นด้วยนะจ๊ะ

ขอให้ทุกคนโชคดี สุขภาพแข็งแรง ร่ำรวยๆนะจ๊ะ ^^

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 17-21 กันยายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้บอกเลยว่า ไทยแลนด์ ปู๊นปู๊น กลับมาคืนฟอร์มอีกแล้วครับ ส่วนจีนนั้นขอให้ลืมไปก่อนเลยดีกว่าจ้า

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 17 -21 กันยายน 2561

ซื้อหุ้นไทยให้สุดใจ ตลาดอื่นทยอยสะสมไปได้ ยกเว้นจีน

เหตุผล : จากความแน่นอนของการเลือกตั้งในช่วงต้นปีหน้าของไทย โดยการเมืองที่มีเสถียรภาพขึ้นจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและครัวเรือนในการลงทุนและบริโภคในประเทศมากขึ้น

Focus : ไทย สะสมตลาดอื่นได้ แต่ยกเว้นจีนไว้ก่อน

ความน่าสนใจ : บรรยากาศโดยรวมและสภาวะเศรษฐกิจส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

เรายังคงต้องระมัดระวังการลงทุนในตลาดหุ้นจีนเหมือนเดิมครับ หลังการประชุมระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่สามารถมีข้อตกลงด้านการค้าที่ดีได้  ขณะที่จีนเริ่มส่งสัญญาณตอบโต้โดยการยื่นขอองค์การการค้าระหว่างประเทศ (WTO) เพื่อคว่ำบาตรการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้ตลาดหุ้นจีนยังไม่น่าลงทุน

ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในตอนนี้ คือ การซื้อหุ้นไทยจากความแน่นอนของการเลือกตั้งในช่วงต้นปีหน้า โดยการเมืองที่มีเสถียรภาพขึ้นจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและครัวเรือนในการลงทุนและบริโภค และส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นครับ

สำหรับสัปดาห์นี้ยังเหมือนกันกับสัปดาห์ก่อนนะครับ เนื่องจากดัชนีที่มีการปรับตัวขึ้นในตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจนนะครับว่า สหรัฐฯมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชนอยู่ครับ ประกอบกับนโยบายการลดภาษีนั้น จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไปอีกด้วยครับ

นอกจากนั้นยังไม่ต้องห่วงด้วยครับ เพราะตลาดได้คาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยไว้มากแล้วอีกต่างหาก

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

อย่างที่เคยบอกไว้หลายรอบ (มาก) ว่าการสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กนั้นจะให้ประโยชน์ในระยะยาว จากเหตุผลที่เคยบอกไปแล้วครับว่า ถ้ามีปัญหาจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าแน่ๆ แม้ว่าสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจากยุโรป ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่ามีความแข็งแกร่งในตัวเองสูงครับ

ประกอบกับ ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ ตอนนี้ผมคิดว่ายุโรปยังไปต่อได้ครับ สะสมไปเรื่อยๆ เมื่อยก็พักครับ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงมีเหตุผลเดิมแบบนี้มาเกือบปีแล้ว ผมก็คงต้องบอกว่าก็มันคือความจริงในมุมมองนี้ครับ และถ้าไม่มีอะไรมากระทบมุมมองเดิม หุ้นเล็กของตลาดนี้ก็ยังคงน่าสนใจเหมือนเดิมครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไป แต่ขอให้โฟกัสที่หุ้นเล็กเป็นหลักเหมือนเดิม

ยังไปต่อได้ครับ สัปดาห์นี้ผมยังแนะนำให้ สะสมกันต่อไปสำหรับหุ้นญี่ปุ่นครับ เพราะยังอยู่กันที่มุมมองเดิมที่ว่าผลประกอบการบริษัทที่ขยายตัวแข็งแกร่ง และจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยนซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทส่งออกญี่ปุ่นให้เติบโตมากขึ้นครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปครับ

ยังเหมือนเดิมครับ สะสมต่อได้ เนื่องจากผลของการประมาณการใช้จ่ายภาครัฐปี 62 เพิ่มขึ้น 10% (เหมือนกับที่ 2 สัปดาห์ก่อนว่าไว้เป๊ะ)

การปรับตัวครั้งนี้เป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา โดยคาดว่า นโยบายดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนเอกชน ขณะที่ลดผลกระทบของการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวในตอนนี้ครับ

สรุปสั้นๆ : จัดต่อไปอย่าได้ถอยครับ

ยังเหมือนเดิมตามสัปดาห์ก่อนครับ แนวโน้มโดยรวมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สะสมต่อไปเรื่อยๆได้เลยครับผมสำหรับหุ้นอินเดีย

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปครับ

หลังจากที่สัปดาห์ก่อนหุ้นไทยบวกแบบสะใจกันไปแล้ว ผมมองว่าตอนนี้คือโอกาสในการซื้อหุ้นไทยจากความแน่นอนของการเลือกตั้งในช่วงต้นปีหน้า โดยการเมืองที่มีเสถียรภาพขึ้นจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและครัวเรือนในการลงทุนและบริโภค และส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นอีกด้วยครับ

ถ้าใครสะสมมาตั้งแต่แรกที่เราว่ากัน รับรองว่าตอนนี้ยิ้มกันหน้าบานเลยล่ะครับ

สรุปสั้นๆ : แบบนี้ต้องซื้อแล้วล่ะครับ

ยังคงเหมือนเดิมในสัปดาห์นี้ครับผม ขอแนะนำให้ชะลอการลงทุนหุ้นจีนจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมากกว่าคาด และผลประกอบการหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ค่อนข้างน่าผิดหวัง ประกอบกับประเด็นสงครามการค้าสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นจีนอยู่ แบบนี้เราคงต้องรอดูกันต่อไปครับ

สรุปสั้นๆ : หยุดเลยก็ดีครับ ดูท่าทีดีกว่า

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน :  ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ, หุ้นยุโรป, หุ้นญี่ปุ่น, หุ้นไทย, หุ้นจีน H-Share และ หุ้นอินเดีย

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield สหรัฐฯ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมน้ำมันและทองคำ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 14%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 42%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 34%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 17%
  • ตราสารหนี้ไทย 17%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 42%
  • หุ้นไทย 46%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 2%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 13 กันยายน 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

(Review) กองทุน SCBLTSET ลงทุนให้เบ็ดเสร็จกับโอกาสได้ผลตอบแทนใกล้เคียงตลาด

หลังจากที่ LTF เปลี่ยนเป็น 7 ปีปฎิทิน สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะตั้งคำถามคือ ควรจะลงทุนดีไหม?

ซึ่งถ้าหากถามผมแล้ว “ผมคิดว่าการลงทุนที่ลดหย่อนภาษีได้อย่าง LTF นั้นยังคงน่าสนใจอยู่ เพียงแต่ว่าเราต้องดูว่าตัวเรานั้นเหมาะกับการลงทุนประเภทไหน และเลือกให้เหมาะสมกับที่เราต้องการครับ”

อย่างกองทุนที่จะนำมารีวิวให้ดูในวันนี้ เป็นกองทุน LTF เปิดใหม่ที่กำลังจะ IPO วันที่ 18 – 24 กันยายนนี้ นั่นคือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาว เซ็ท อินเด็กซ์ หรือชื่อย่อ “SCBLTSET” นั่นเองครับ โดยกองทุนนี้ชูจุดเด่นไว้ 3 ข้อหลักๆ คือ เน้นสร้างผลตอบแทนตามดัชนีอ้างอิง SET Index กลยุทธ์การบริหารแบบเชิงรับ และค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการค่อนข้างต่ำ  ซึ่งแต่ละข้อนั้นมีรายละเอียดดังนี้ครับ

1. ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีอ้างอิง SET Index

ผลตอบแทนโดยรวมของดัชนี SET นั้นดีกว่ากลุ่ม SET50 และ SET100 (สังเกตได้จากรูปเส้นสีน้ำเงินที่สูงกว่าเส้นสีอื่นๆ) และถ้าหากมองในช่วงเวลาที่ลงทุนระยะยาวตามอายุการลงทุนขั้นต่ำของ LTF แล้ว (ประมาณ 7 ปีปฎิทินหรือ 5 ปีกว่าๆ) จะเห็นว่ามีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนมากกว่าอย่างที่ว่ามาด้วยครับ นอกจากนี้ดัชนี SET ยังครอบคลุมทั้งหุ้นขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก

ข้อมูลจาก บลจ. ไทยพาณิชย์ และ Bloomberg ณ 31 สิงหาคม 2561

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

2. กลยุทธ์การบริหารแบบเชิงรับ

ผู้จัดการกองทุนบริหารกองทุนด้วยกลยุทธ์การบริหารเชิงรับ (Passive Fund Strategy) โดยมีการผ่านกระบวนการ Optimization หรือวิธีการอื่นใดที่ผู้จัดการกองทุนเห็นสมควร ซึ่งข้อดีของการ Optimization ที่ว่านี้ คือ การวิเคราะห์โดยใช้กระบวนการทางสถิติ เพื่อให้กองทุนมีผลตอบแทนและระดับความเสี่ยงใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงมากที่สุด โดยคาดการณ์ Tracking Error จากการวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตของหุ้นรายตัวใน Investment Universe โดยพรี่หนอมขออธิบายเพิ่มเติมจากข้อมูลของกองทุนดังนี้ครับ

โดยส่วนของ Investment Universe นั้น จะมุ่งเป้าไปที่สภาพคล่อง นั่นคือกองทุนไม่จำเป็นต้องลงทุนในหุ้นทุกตัวในดัชนี แต่เน้นหุ้นที่มีสภาพคล่องเป็นหลัก โดยใช้การคัดกรองกลุ่มหุ้นที่สามารถสะท้อนผลการดำเนินงานตลาดได้ใกล้เคียงที่สุด และมีมูลค่าการซื้อขายรายวันที่เหมาะสม เพื่อให้รักษาสภาพคล่องของการลงทุนไว้ได้

หลังจากนั้นจึงมาสร้างพอร์ตลงทุนด้วยกระบวนการ Optimization โดยคาดว่าจะเลือกลงทุนในหุ้นประมาณ 115-130 ตัว และมุ่งเน้นให้มีค่าความคลาดเคลื่อนของผลตอบแทน (Tracking Error) ต่ำที่สุด คือ ไม่เกิน 2% ต่อปี

สุดท้ายจึงใช้วิธีการ Monitor & Adjustment ดูหุ้นรายตัวที่อยู่ในพอร์ตว่ายังสอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนหรือไม่ และมีการปรับพอร์ตการลงทุนให้มีค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ในระดับต่ำที่สุด รวมถึงมีการทบทวนหุ้นใน Investment Universe เป็นประจำทุกเดือน

3. ค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการที่ค่อนข้างต่ำ

สำหรับข้อนี้เป็นตัวต่อยอดจากกลยุทธ์การบริหารเชิงรับครับ เนื่องจากตัวผู้จัดการกองทุนเองเน้นบริหารจัดการพอร์ตให้มีลักษณะตรงกับดัชนีอ้างอิง จึงคิดค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการในอัตราต่ำ ซึ่งปัจจุบันเรียกเก็บจริง เพียง 0.72% เท่านั้นครับสำหรับค่าธรรมเนียมบริหารจัดการรายปี แต่อย่างไรก็ดี ยังมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอื่นๆ เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยตามตารางด้านล่างนี้ครับ

ทั้ง 3 ข้อนี้เป็นจุดเด่นของกองทุน SCBLTSET ครับ และ กองทุนนี้เหมาะกับนักลงทุนที่สนใจลงทุนใน LTF ให้ได้รับผลตอบแทนตามตลาดหุ้นโดยรวม โดยไม่เน้นการบริหารกองทุนแบบ Active Fund (การบริหารเชิงรุกที่อิงกับมุมมองการลงทุนของผู้จัดการกองทุนเป็นหลัก) ทั่วไปที่มีค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการสูงกว่า

ซึ่งตรงนี้ต้องถามตัวเองให้ชัดครับว่า เราชอบแบบไหนและควรจะเลือกกองทุนแบบไหนมาเข้าพอร์ตการลงทุนของเราอีกทีหนึ่งครับ อย่าลืมศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ สิทธิประโยชน์ทางภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน

อย่างไรก็ตามหลังจากเปิดขายแล้ว เราคงต้องใช้เวลาในการลงทุนเพื่อพิจารณาผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุน LTF กองนี้อีกทีหนึ่งว่า ทำได้ตามที่วางเป้าหมายไว้หรือไม่ ซึ่งถ้าทำได้จริงก็บอกเลยครับว่ากองทุนนี้ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชอบลงทุนแบบเกาะตลาดไปเรื่อยๆ และมีเวลาลงทุนระยะยาวในกองทุน LTF ครับผม

โดยกองทุนนี้มีทั้งกองทุนที่จ่ายปันผล และไม่ปันผลนะครับ ซึ่งกองทุนที่จ่ายปันผลชื่อ SCBLTSETD ส่วนกองที่ไม่จ่ายเงินปันผลนั้นชื่อว่าSCBLTSETA ดังนั้นจำชื่อให้ดีด้วยนะครับ

ถ้าใครสนใจก็ไปศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.scbam.com/medias/campaign/2018/scbltset/scbltset.html หรือ ดูหนังสือชี้ชวนประกอบด้วยนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial 

เมื่อ ANANDA กลับมา พร้อม “หุ้นกู้ HYBRID BOND” ดอกเบี้ย 8.5%

ปี 2018 อาจจะเป็นปีที่ต้องจดจำอีกปีหนึ่งของ ANAN หรือบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อจำหน่าย ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำในธุรกิจคอนโดมิเนียมในทำเลติดรถไฟฟ้าของกรุงเทพ โดยมีแบรนด์คอนโดมิเนียมชื่อดังในเครืออย่าง ASHTON, IDEO Q, IDEO MOBI, IDEO, VENIO และ ELIO

หลังจากในช่วงต้นปีเกิดมรสุมเรื่องปัญหาการโอนคอนโดมิเนียมจนกดดันราคาหุ้นให้ตกไปอยู่ในช่วงราคา 3 บาทกว่า แต่ผ่านไปไม่นาน ปัญหาโครงการดังกล่าวก็คลี่คลายและสามารถโอนห้องชุดได้เป็นที่เรียบร้อย

ราคาหุ้นที่เคยถูกกดดันจากตลาดอย่างหนัก ก็ฟื้นกลับมาได้อีกครั้ง โดยราคาหุ้นสร้างผลตอบแทนจากจุดต่ำสุดเกือบ 50% ภายในเวลา 4 เดือน

“ANAN” ถือเป็นบริษัทในกลุ่มผู้นำในตลาดอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย

อนันดาก่อตั้งขึ้นโดยคุณชานนท์ เรืองกฤตยา ในปี 2542 ก่อนจะเริ่มเปิดโครงการคอนโดมิเนียมแรกในปี 2550 และพัฒนาโครงการชื่อดังในกรุงเทพเรื่อยมา บริษัทถือว่ามีงบการเงินที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ อนันดามีผลกำไรย้อนหลัง 5 ปีอยู่ที่ 811, 1,301, 1,207, 1,501 และ 1,328 ล้านบาทในปี 2556 – 2560 ตามลำดับ

อนันดาถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ชื่อว่ามีเป้าหมายการเติบโตแบบโดดเด่น จากวันแรกที่เปิดโครงการในปี 2550 ก็สามารถผลกำไรเกือบ 1,000 ล้านได้ในเวลาเกือบ 6 ปีซึ่งถือว่ารวดเร็วมากสำหรับบริษัทหนึ่งที่จะสร้างผลกำไรได้ในระดับพันล้าน 

นอกจากผลกำไรที่ค่อนข้างจะมีความมั่นคงแล้ว บริษัทก็ยังจ่ายปันผลออกมาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี บริษัทจ่ายเงินปันผลออกมาที่ 0.05, 0.10, 0.10, 0.13 และ 0.13 บาทต่อหุ้นตามลำดับ ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน อนันดามีขนาดกิจการตามมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 16,500 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีขนาดค่อนไปทางกลางถึงใหญ่ หากเทียบกับขนาดกิจการในอุตสาหกรรมเดียวกัน เมื่อเทียบทั้งในแง่ขนาด ผลกำไร และเงินปันผลแล้ว อนันดาก็ถือว่าเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างผลงานออกมาได้ดีทีเดียว ภายในช่วงเวลาการเติบโตที่ไม่มากเพียงแค่ 10 ปีเศษเมื่อนับจากโครงการแรกเปิดตัวเท่านั้น

วันนี้อนันดากลับมาพร้อม “หุ้นกู้ HYBRID BOND” ที่ให้ดอกเบี้ย 8.50% ในช่วง 5 ปีแรก

“HYBRID BOND” หรือ “หุ้นกู้ประเภทด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน” คือการระดมทุนประเภทหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้สินกึ่งทุน โดย HYBRID BOND มีลักษณะเป็นการกู้เงิน แต่สามารถบันทึกลงในส่วนทุนหรือ equity ได้หากตรงตามเงื่อนไขที่ทางบัญชีกำหนด

ลักษณะสำคัญของ HYBRID BOND คือตราสารหนี้ประเภทที่ไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท (ตราสารหนี้ชนิดนี้จึงมีลักษณะคล้ายทุน เพราะไม่กำหนดวันไถ่ถอนเหมือนตราสารหนี้ทั่วไป) บริษัทผู้ออกตราสารมีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยไปตลอดระยะเวลา (ในที่นี้คือจนกว่าบริษัทจะปิดกิจการ) ตราสารประเภทนี้จึงมักจะมาพร้อมลักษณะการด้อยสิทธิหลายอย่างเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพระยะเวลาที่ไม่กำหนด โดยสิทธิที่มักจะมาคู่กันเลยคือสิทธิที่ผู้ออกตราสารจะไถ่ถอนก่อนกำหนด

“หุ้นกู้ HYBRID BOND” ของอนันดามีรายละเอียดที่สำคัญอย่างไรบ้าง?

1. อัตราดอกเบี้ย

หุ้นกู้ของอนันดาชุดนี้จ่ายดอกเบี้ยคงที่อยู่ที่ 8.50% ต่อปีในช่วงระยะเวลา 5 ปีแรก ต่อมาในปีที่ 6 – 25 ดอกเบี้ยจะอยู่ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปีบวก Initial Credit Spread บวก 0.25% และหลังจากปีที่ 25 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยจะอยู่ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปีบวก Initial Credit Spread บวก 1.00% ซึ่งถ้าเทียบกับดอกเบี้ยฝากประจำธนาคารที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.5  – 2.0% หรือดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล อย่างดอกเบี้ยพันธบัตรออมทรัพย์ 5 ปีของกระทรวงการคลังปีงบประมาณ 2561 ก็อยู่ที่ 2.15% ต่อปี จะเห็นว่ามีความแตกต่างค่อนข้างมาก ซึ่งก็จะสอดคล้องกับความเสี่ยงของตราสารที่จะออกในครั้งนี้

2. ไม่กำหนดอายุไถ่ถอนและด้อยสิทธิ

ตามลักษณะปรกติของ HYBRID BOND หุ้นกู้ของอนันดาไม่กำหนดอายุไถ่ถอนแต่ผู้ออกตราสารสามารถไถ่ถอนก่อนกำหนดได้ แปลว่าผู้ถือตราสารจะได้รับดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ จนกว่าบริษัทจะไถ่ถอนหุ้นกู้หรือปิดกิจการ ถึงตอนนั้นผู้ถือหุ้นกู้ก็จะได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยงวดสุดท้ายคืน เงื่อนไขที่สำคัญเกี่ยวกับดอกเบี้ยอีกอย่างหนึ่งคือ ผู้ออกตราสารสามารถเลื่อนการจ่ายดอกเบี้ยได้โดยไม่จำกัดระยะเวลาและจำนวนครั้งตามดุลยพินิจของผู้ออกตราสาร แต่สะสมไว้จ่ายงวดถัดไปได้ แปลว่าหากบริษัทต้องการใช้เงินหรือไม่พร้อมจะจ่ายดอกเบี้ย บริษัทก็สามารถทบไปจ่ายงวดอื่นได้ แต่ในกรณีที่บริษัทเลื่อนการจ่ายดอกเบี้ย บริษัทก็จะไม่สามารถจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ด้วย ซึ่งดูจากการจ่ายเงินปันผลที่ต่อเนื่องของบริษัทในอดีตก็พอจะเชื่อมั่นในระดับหนึ่งได้ว่าบริษัทคงไม่มีการเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ออกไป ถ้าไม่เกิดเหตุจำเป็นจริงๆ

3. จำหน่ายให้กับผู้ลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น

เนื่องจากหุ้นกู้ของอนันดามีรายละเอียดสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจหลายอย่าง และหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ อยู่ที่ BB+ และบริษัทอนันดาได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ BBB แนวโน้ม Stable เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ทำให้ผู้ลงทุนต้องมีความรู้ความเข้าใจในหลักทรัพย์มากกว่าปรกติ และจำกัดการลงทุนไว้ในกลุ่มนักลงทุนที่น่าจะมีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนสูงเท่านั้น (ในที่นี้คือนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่) นักลงทุนรายใหญ่คือนักลงทุนที่ (1) มีสินทรัพย์สุทธิตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ไม่นับรวมที่พักอาศัยประจำ หรือ (2) มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป หรือ (3) มีเงินลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป

สรุป HYBRID BOND อนันดาอย่างกระชับฉับไว

HYBRID BOND ของอนันดารอบนี้มีวงเงินชุดที่ 1 อยู่ที่ 1,500 ล้านบาท จ่ายดอกเบี้ย 8.50% ในช่วง 5 ปีแรก ไม่มีกำหนดไถ่ถอน ผู้ออกตราสารมีสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนดและเลื่อนการจ่ายดอกเบี้ยได้โดยไม่จำกัดระยะเวลาและจำนวนครั้ง จองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณทุกๆ 100,000 บาท ช่วงเวลาขายคือ 20 – 25 กันยายนนี้ และเรตติ้งอยู่ที่ BB+ ถือว่ามีความเสี่ยงมากกว่าปรกติ (แต่ก็ยังดีกว่าหุ้นกู้อีกเป็นจำนวนมากในประเทศไทย) จึงจำกัดการขายอยู่ในนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น

หุ้นกู้ชุดนี้มีรายละเอียดเยอะมาก โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนรอบด้านก่อนลงทุน

หากใครสนใจสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมและสอบถามข้อสงสัยต่างๆ ได้ที่ผู้จัดจำหน่ายหุ้นกู้ในครั้งนี้ คือ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา หรือ www.cimbthai.com

ลองขอข้อมูลเพิ่มเติมมาอ่านเล่นก็ดีนะ

HYBRID BOND ในประเทศไทยมีไม่บ่อย อ่านเป็นอาหารสมองก็เพลินดี

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กันยายน 2561

“เก็งหวยงวดฤดูฝน กับสถิติย้อนหลัง 10 งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข”

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กันยายน 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ 10 งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลักให้คุณได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

 

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กันยายน 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กันยายน 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดชื่อดังได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณตีความได้จากความฝัน หรือวงในแหล่งเลขเด็ดหรือไม่ หากศรัทธาสถาบันใดก็นำตัวเลขไปวิเคราะห์ต่อ หรือซื้อตามได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กันยายน 2561เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กันยายน 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข  นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างในช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ มาดูกันว่าฝนที่ตกลงมาจะมาพร้อมกับโชคลาภด้วยหรือไม่

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กันยายน 2561

    ซึ่งสามารถตีเป็นเลขจากความฝันที่ฝันถึงฝน พายุต่างๆ เช่น ฝันเห็นฝนตกจะได้เลขเด่น คือ เลข 2 หากฝันเห็นท้องฟ้ามืดครึ้มจะได้เลขเด่น คือ เลข 6 และถ้าหากฝันเห็นพายุไต้ฝุ่น จะได้เลขเด่น คือ 1 2 3 8 ซึ่งเลขดังกล่าวสามารถนำไปจับกับเลขอื่นๆ ใดตามความชอบ หรือหากจะตีเลขจากสภาพอากาศ อุณหภูมิในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิเฉลี่ย อุณหภูมิต่ำสุด สูงสุดในแต่ละวัน หรืออุณหภูมิในช่วงเวลาต่างๆสามารถเลือกได้ตามความชอบ หรือไหนๆ ก็จะดูอุณหภูมิแล้ว ก็อาจจะดูปริมาณน้ำฝนเผื่อไปด้วยเลยเพราะในช่วงนี้เป็นฤดูฝน มีปริมาณน้ำฝนกี่เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นภูมิลำเนาที่ท่านอาศัยอยู่ หรือพื้นที่ที่มีความเจริญที่อาจให้โชคลาภ เป็นต้น

    การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ความฝัน โชคชะตารวมถึงบุญกุศลประกอบกัน  ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง และควรดูแลสุขภาพตัวเองในหน้าฝนนี้ไม่ให้เจ็บป่วยร่างกาย หรือเจ็บใจจากการโดนหวยกินนะ

CREDIT : https://lotto.mthai.com/dream/

   http://www.korhuay.com

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 10-14 กันยายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้บอกเลยว่า รบกวนหยุดจีนไว้ก่อน และไปสะสมหุ้นไทยมากหน่อยละกัน เป็นเพราะเหตุผลอะไรนั้น? ไปติดตามกันได้ที่เนื้อหาด้านในเลยครับ

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 10-14 กันยายน 2561

ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ หุ้นยุโรป หุ้นญี่ปุ่น หุ้นไทย(เน้น) หุ้นเกาหลี H-SHARE และหุ้นอินเดีย

เหตุผล : เน้นตลาดประเทศพัฒนายังน่าสนใจอยู่ กับตลาดที่มีการบริโภคในประเทศที่แข็งแกร่ง หรือมีโอกาสใหม่ๆ

Focus : ทุกตลาดตามที่ว่ามาแต่ใช้กลยุทธ์ทยอยสะสม และเน้นที่หุ้นไทยเป็นพิเศษ

ความน่าสนใจ : สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้ต้องเลือกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยและมีโอกาสเติบโต รวมถึงประเทศกลุ่มที่มีโอกาสเพิ่มการบริโภคในประเทศเป็นหลัก สำหรับคนที่สนใจหุ้นไทยให้สะสมในสัดส่วนที่มากหน่อย เนื่องจากจากเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี รวมทั้งไทยมีการกู้ยืมเป็นสกุลเงินต่างประเทศในระดับต่ำ ทำให้การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่มากนักครับ

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

เรายังคงต้องระมัดระวังการลงทุนในตลาดหุ้นจีนเหมือนเดิมครับ หลังการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และจีนไม่สามารถมีข้อตกลงด้านการค้าที่ดีได้

ทางฝั่งลุงทรัมป์เองเริ่มโจมตีจีนเรื่องการจงใจให้ค่าเงินหยวนอ่อนเพื่อหนุนการส่งออก ซึ่งอาจนำไปสู่การขึ้นกำแพงภาษีรอบใหม่อีกต่อหนึ่ง

โดยมุมมองการลงทุนในตราสารทุนนั้น เน้นลงทุนในตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วจากเศรษฐกิจที่เน้นการบริโภคในประเทศ ทำให้ได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากแนวโน้มการค้าโลกชะลอตัว

จากดัชนีที่มีการปรับตัวขึ้นในตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจนนะครับว่า สหรัฐฯมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชนอยู่ครับ ประกอบกับนโยบายการลดภาษีนั้น จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไปอีกด้วยครับ

นอกจากนั้นยังไม่ต้องห่วงด้วยครับ เพราะตลาดได้คาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยไว้มากแล้วอีกต่างหาก

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่ออีกต่อไปครับ

ทางฝั่งยุโรปขอคอนเฟิมเหมือนเดิมนะครับว่า การสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กนั้นจะให้ประโยชน์ในระยะยาว จากเหตุผลที่เคยบอกไปแล้วครับว่า ถ้ามีปัญหาจะได้รับกระทบน้อยกว่าแน่ๆ แม้ว่าสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจากยุโรป ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่ามีความแข็งแกร่งในตัวเองสูงครับ

ประกอบกับ ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ ดังนั้นยุโรปยังน่าสนใจอยู่ครับผมหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงมีเหตุผลเดิมแบบนี้มาเกือบปีแล้ว ผมก็คงต้องบอกว่าก็มันคือความจริงในมุมมองนี้ครับ และถ้าไม่มีอะไรมากระทบมุมมองเดิมหุ้นเล็กก็ยังคงน่าสนใจเหมือนเดิมครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไป แต่ขอให้โฟกัสที่หุ้นเล็กเป็นหลักเหมือนเดิม

สะสมกันต่อไปสำหรับหุ้นญี่ปุ่นครับ เพราะยังอยู่กันที่มุมมองเดิมที่ว่าผลประกอบการบริษัทที่ขยายตัวแข็งแกร่ง และจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยนซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทส่งออกญี่ปุ่นให้เติบโตมากขึ้นครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปครับ

ยังไปต่อจ้า แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นเกาหลี หลังจากรัฐบาลเสนอร่างงบประมาณการใช้จ่ายภาครัฐปี 62 เพิ่มขึ้น 10% (เหมือนกับที่สัปดาห์ก่อนว่าไว้)

ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา โดยคาดว่านโยบายดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนเอกชน ขณะที่ลดผลกระทบของการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวในตอนนี้ครับ

สรุปสั้นๆ : จัดต่อไปอย่าได้ถอย

ยังเหมือนเดิมตามสัปดาห์ก่อนครับ แนวโน้มโดยรวมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สะสมต่อไปเรื่อยๆได้เลยครับผมสำหรับหุ้นอินเดีย

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปครับ

ความผันผวนในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำเอาหลายคนกังวล แต่มุมมองของผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นไทยจากเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี และคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าไม่มาก แม้ภาคส่งออกอาจชะลอตัวลงบ้าง แต่มีการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐเข้ามาเป็นตัวสนับสนุนอยู่ครับ โดยรวมยังไปต่อได้ ทำใจสบายๆ แล้วสะสมกันต่อได้เลยครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมกันต่อไปจ้า

ขอสั้นๆ แบบจริงใจครับ แนะนำชะลอการลงทุนหุ้นจีนจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมากกว่าคาด และผลประกอบการหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ค่อนข้างน่าผิดหวังประกอบกับประเด็นสงครามการค้าสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นจีนอยู่

สรุปสั้นๆ : หยุดเลยก็ดีครับ ดูท่าทีดีกว่า

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน :  ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ หุ้นยุโรป หุ้นญี่ปุ่น หุ้นไทย และหุ้นอินเดีย และ จีน H-Share

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield สหรัฐฯ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมน้ำมันและทองคำ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 14%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 43%
  • ตราสารหนี้ไทย 43%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 32%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 18%
  • ตราสารหนี้ไทย 18%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 42%
  • หุ้นไทย 44%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 3%
  • ตราสารหนี้ไทย 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 6 กันยายน 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

(Review) ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ LH BANK LIFE 315 สำหรับคนชอบจ่ายเบี้ยสั้น

ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ LH BANK LIFE 315 สำหรับคนชอบจ่ายเบี้ยสั้น

ในช่วงสภาวะที่ตลาดทุนผันผวนแบบนี้ หลายๆคนอาจจะเข็ดขยาด หรือกลัวการขาดทุน ถ้าไปลงทุนในเครื่องมือที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น ซึ่งในความเป็นจริง หากเราศึกษาเรื่องการออม การลงทุนอย่างเข้าใจ ก็จะพบว่า การลงทุนในหุ้น แม้จะมีความเสี่ยง หรือความผันผวนสูง แต่ก็ยังถือเป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นสำหรับการออมการลงทุนระยะยาว อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญกว่าการเลือกเครื่องมือ คือการรู้จัก “กระจายความเสี่ยง” เลือกลงทุนที่หลากหลาย เมื่อเราเลือกเครื่องมือที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่สูง เช่น หุ้น แล้ว เราก็ควรแบ่งเงินบางส่วนเพื่อการออมที่มีความเสี่ยงต่ำ หรือปานกลางบ้าง เพื่อให้เงินออมของเรามีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น

ซึ่งเครื่องมือหนึ่งที่เราสามารถกระจายความเสี่ยงมาออมได้แบบปลอดภัย ก็คือ “ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์” นั่นเอง

แม้ว่า ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ส่วนใหญ่ จะให้ผลตอบแทนไม่สูงเท่าเครื่องมือการออมความเสี่ยงต่ำ / ปานกลางอื่นๆ เช่น พันธบัตร, หุ้นกู้ หรือกองทุนตราสารหนี้ (ผลตอบแทนคาดหวังประมาณ 2.5-5%) โดยอาจจะมีผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2% แต่ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์มีข้อได้เปรียบที่เครื่องมืออื่นๆไม่มี เช่น ความเสี่ยงต่ำ, การได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี (ซึ่งถ้านำผลประโยชน์ของภาษีที่ลดลง หรือเงินคืนภาษีที่ได้รับมาคิดเป็นผลประโยชน์รวมด้วย ก็จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนที่ได้ไม่ด้อยไปกว่าเครื่องมือความเสี่ยงต่ำอื่นๆเลย)  รวมถึงการได้ วงเงินคุ้มครองชีวิต เพิ่มเติมอีกด้วย

วันนี้ผมจึงขอนำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ของ LH Bank  ที่ชื่อว่า “LH BANK LIFE 315” มารีวิวให้ชมกันครับ ว่ามีจุดเด่นด้านไหน หรือเหมาะกับใครบ้าง

รายละเอียดแบบประกัน LH BANK LIFE 315

  • ชื่อแบบประกัน : LH BANK LIFE 315
  • ประเภท : สะสมทรัพย์
  • ระยะเวลาจ่ายเบี้ย : 3 ปี
  • ระยะเวลาสัญญาความคุ้มครอง : 15 ปี
  • อายุรับประกัน : 1 เดือน – 65 ปี
  • ทุนประกันขั้นต่ำ : 100,000 บาท

ผลประโยชน์กรณีมีชีวิต

  • รับเงินจ่ายคืน 6% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญา ณ สิ้นปีกรมธรรม์ปีที่ 1 ถึงปีที่ 14
  • รับเงินคืนเมื่อครบสัญญา 300% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญา

ผลประโยชน์กรณีเสียชีวิต

  • ความคุ้มครองชีวิต 100%  ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญา
  • ความคุ้มครองชีวิต 200% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญา ในปีกรมธรรม์ที่ 2
  • ความคุ้มครองชีวิต 300%   ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญา  ในปีกรมธรรม์ที่ 3-15

จุดเด่น

  • จ่ายเบี้ยประกันสั้น  เพียง 3 ปี
  • มีเงินคืนให้ทุกปี 
  • ได้รับผลตอบแทนแน่นอน มีความเสี่ยงต่ำ ไม่ขาดทุน

ข้อสังเกต

  • ค่าเบี้ยเริ่มต้นค่อนข้างสูง
  • ความคุ้มครองไม่สูงมากนัก (ความคุ้มครองสูงกว่าเบี้ยที่จ่าย 0.1 เท่า)

เหมาะกับใคร

  • คนที่ต้องการประกันชีวิตแบบจ่ายเบี้ยสั้นๆ
  • คนที่ต้องการได้รับผลประโยชน์ตอบแทนที่แน่นอน และมีความคุ้มครองชีวิต
  • คนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง มาออมในเครื่องมือความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนปานกลาง (เมื่อเทียบกับประกันชีวิตสะสมทรัพย์แบบอื่นๆ)

สรุป

ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ LH BANK LIFE 315 เป็นประกันชีวิตที่มีระยะเวลาสัญญา (ระยะเวลาความคุ้มครอง) 15 ปี ที่จ่ายเบี้ยประกันเพียง 3 ปี ซึ่งถือว่าสั้นมากเมื่อเทียบกับระยะเวลาความคุ้มครอง จึงอาจจะทำให้ค่าเบี้ยประกันต่อปี ค่อนข้างสูง  แต่ก็ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนคืนทุกปีตั้งแต่ปีที่ 1 ถึงปีที่ 15 ของกรมธรรม์

ในแง่ของความคุ้มครองอาจจะยังไม่สูงมาก จึงเหมาะกับคนที่กำลังมองหาเครื่องมือการออมไว้กระจายความเสี่ยง ไม่ขาดทุน พร้อมกับได้รับความคุ้มครองชีวิต โดยมีกำลังจ่ายเบี้ยระดับหนึ่ง และไม่ต้องการมีภาระจ่ายเบี้ยระยะยาวมากกว่า

ดังนั้น สำหรับใครที่ยังไม่เคยซื้อประกัน และยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากประกันชีวิต แล้วกำลังมองหาประกันชีวิตสะสมทรัพย์ที่จ่ายเบี้ยสั้นๆ ไว้เพื่อออมพร้อมลดหย่อนภาษี และได้รับความคุ้มครองชีวิต  LH BANK LIFE 315 ถือเป็นประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่น่าสนใจ ตอบโจทย์ได้ดีครับ

หากสนใจหรือมีข้อสงสัยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2KTTPJ6 หรือ LH Bank  ทุกสาขา โทร. 0 2359 0000

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save