DCA ครั้งแรก เริ่มเดือนละเท่าไหร่ดี?

DCA – Dollar Cost Average หรือเราจะเรียกกันโดยทั่วไปว่าวิธีการออมหุ้น เป็นเครื่องมือการลงทุนที่นักลงทุนมือใหม่สามารถนำไปซื้อหุ้นที่เราประเมินว่ามีโอกาสเติบโตในระยะยาวด้วยการทะยอยซื้อเป็นประจำทั้งในช่วงราคาหุ้นขึ้นและหุ้นลง ซึ่งนอกจากหุ้นแล้ว เราก็สามารถใช้หลักการนี้ในการลงทุนกองทุนรวมได้เช่นกัน

คำถามของมือใหม่หลายคนก็คือ อยากลงทุนแล้ว พร้อมแล้ว  ควรจะลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่าไหร่ต่อเดือนดี?

1,000 บาท 2,000 บาท หรือ 5,000 บาท ดี?

อาจจะเป็นปัญหาโลกแตกของหลายๆคนใช่ไหมครับ สิ่งที่ผมจะบอกก็คือเราจะไม่มีทางได้คำตอบเลยถ้าเราไม่เริ่มต้นตั้งคำถามว่า “เป้าหมายทางการเงินของเราคืออะไร?”

ตัวอย่างเช่น 

  • เป้าหมายเกษียณอีก 30 ปี
  • เป้าหมายในการแต่งงานในอีก 5 ปี
  • เป้าหมายในการส่งลูกเรียน ป. โท ในอีก 7 ปี

พอเรารู้เป้าหมายแล้ว นั่นล่ะเราจะรู้ว่ามันจะต้องวางแผนด้วยสมมติฐานอย่างไรผ่าน กลไกล 3 พลัง ได้แก่ เงินต้น ระยะเวลา อัตราผลตอบแทน

1. เริ่มต้นที่เป้าหมายแล้วลองคำนวณดูก่อน

สมมติเรามีเป้าหมายต้องมีเงินเก็บ 5 ล้านบาทเพื่อใช้ในยามเกษียณในอีก 30 ปี ซึ่งหากเราเก็บเงินเดือนละ 1,000 บาท ฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่ไม่ได้ดอกเบี้ย ในระยะเวลา 30 ปี หรือ 360 เดือน เราจะมีเงินเกษียณเพียง 360,000 บาทคำนวณเสร็จปุ๊ปเราจะรู้ได้ทันทีว่ามันไม่พอต่อเป้าหมาย

2. เมื่อมีเป้าหมายแล้วมาดูว่าจะต้องสร้างแผนยังไง

พอเป็นเช่นนี้เรามีทางเลือกอยู่ 3 ทางคือ เพิ่มเงินต้น เพิ่มอัตราผลตอบแทน หรือ ยืดอายุเกษียณออกไป ซึ่งเราจะต้องคำนวณตัวเลขให้เหมาะสมต่อชีวิต ภายใต้เงื่อนไขที่เราเป็น เช่น

เป้าหมาย 5 ล้านบาท มีเวลา 30 ปี (360 เดือน) รับความเสี่ยงได้มาก ที่อัตราผลตอบแทนทีคาดหวังเฉลี่ย 7% ต่อปี กรณีนี้คำนวณแล้วจะต้องเก็บเงินมา DCA ประมาณเดือนละ 4,100 บาท

3. มาดูว่าทำตามแผนได้ไหมหรือต้องทำอะไรเพิ่ม

พอเราเห็นทางออกแล้วก็ต้องมาถามตัวเองว่า เราสามารถเก็บเงินได้จำนวน 4,100 บาทไหม? ถ้าทำได้และยอมรับผลตอบแทนดังนี้ก็ก็สามารถสร้างเป็นแผนในการลงทุนแบบ DCA ได้

กรณีคำนวณแล้ว พบว่าเก็บไม่ได้หรอก ก็ต้องมาปรับในส่วนอื่นๆ เช่น การยึดอายุเกษียณ การหารายได้เพิ่ม การลดค่าใช้จ่าย หรือพิจารณาความเสี่ยงให้ได้ผลตอบแทนที่เพิ่มมากขึ่นกว่าเดิม

ตรงนี้ล่ะคือสิ่งทีเราจะต้องมาคำนวณกันว่า จากเป้าหมายของเราแล้ว ควรเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ เพื่อเอามาลงทุน ภายใต้ผลตอบแทนที่คาดหวังยังไงและระยะเวลาเท่าไหร่

4. คิดไม่ออกลองสร้างเป้าหมายตัวเลขกลมๆดูก่อน

ถ้าคิดเป้าหมายทางการเงินยังคิดไม่ออกจริงๆ แต่อยากเก็บเงิน ก็ลองตั้งเป้าแบบเป็นตัวเลขก็ได้ เช่น อยากเก็บเงิน 1 ล้านบาทใน 3 ปี และกำหนดอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่คาดหวังที่ไม่เสี่ยงมากในระยะเวลา 3 ปี เช่น 3%-5% แล้วเราจะคำนวณได้ว่า ในแต่ละเดือนควรเก็บเงินมา DCA กี่บาท

สรุปให้เห็นภาพก็คือ จะลงทุนแบบ DCA รายเดือน อย่าคิดตัวเลขลอยๆ เพราะไม่มีทางได้คำตอบ สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่จะให้คำตอบเราได้คือ เป้าหมายของเราและเงื่อนไขผ่านกลไกล 3 พลังนะครับ

ตั้งเป้าหมายก่อนนะครับ!  แล้วเดี๋ยวเราจะคำนวณคำตอบได้ครับ

All Inspire ส่ง Rise Venture บุกตลาดอสังหาฯ แนวใหม่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จัดเป็นประเภทการลงทุนที่ฮิตติดชาร์ตอยู่ในใจของนักลงทุนหลายๆ คน นั่นเพราะนอกจากเป็นสินทรัพย์ที่มูลค่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีแล้ว ยังเป็นสินทรัพย์ที่ถือครองและจับต้องได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันมีทั้งดีเวลลอปเปอร์หน้าเก่าและหน้าใหม่ พยายามเข้ามาพัฒนาและสร้างสรรค์ที่ดินทั้งชั้นในและชั้นนอกของหัวเมืองต่างๆ กันอย่างคับคั่ง ตามความเจริญและความต้องการที่อยู่อาศัยภายใต้สไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน

ทว่าการพัฒนาที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะคอนโดภายใต้โครงการต่างๆ นั้น ก็ไม่ได้ถูกตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป นี่จึงเป็นวิกฤตสำหรับคนอื่นๆ แต่กลับกลายเป็นโอกาสสำหรับ ผู้ที่มองเห็น (Vision Asset) และผู้ที่มองเห็นในการเข้าถึงโอกาสลักษณะที่กล่าวมาคือ Rise Venture โมเดลธุรกิจใหม่ด้านอสังหาริมทรัพย์ จาก บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ที่กำลังวางเกมบุกด้านการจัดการอสังหาริมทรัพย์ โดยการเข้าลงทุนซื้ออสังหาของผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่สร้างเสร็จแล้ว และนำมาต่อยอดด้วยการเพิ่มมูลค่าจากการตกแต่ง รวมถึงการบริหารและการดูแลภายใต้ทีมงานด้านการตลาดและทีมขายมืออาชีพที่ตั้งใจเจาะกลุ่มเป้าหมายทั้งชาวไทยและต่างชาติเป็นหลัก

ก่อนมองเห็นตลาดใหม่

ก่อนขึ้นเกมรุกบุกตลาดใหม่ครั้งนี้ของ ออล อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ผลงานที่ผ่านมานั้นพัฒนาและสร้างสรรค์ที่ดินมาแล้วถึง 16 โครงการ ไล่ตั้งแต่ The Excel Bearing , The Excel Udomsuk, The Excel Ratchada ไปจนถึงโครงการระดับ 25 ล้าน อย่าง Impression Phuket เป็นต้น รวมทั้งหมด 6,231 ยูนิต และมีมูลค่ากว่า 16,365 ล้านบาท

คุณธนากร ธนวริทธิ์ CEO of All Inspire Development

มีแผนการจึงเห็นโอกาส

โมเดลของ Rise Venture นั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร คงเป็นคำถามที่ใครหลายคนอยากรู้ เรื่องนี้ คุณธนากร ธนวริทธิ์ ซีอีโอแห่งออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ได้เผยว่า

บริษัทมีแผนที่จะรุกช่องทางธุรกิจใหม่ๆ ด้านอสังหาฯ มากขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่งแผนเดิมคือการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนามาเป็นโครงการที่อยู่อาศัย และขายออกไปเพื่อสร้างรายได้ แต่ได้สังเกตจนเห็นโอกาสในการตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยมากขึ้น โดยไม่ต้องใช้แผนเดิมอีกต่อไป นั่นคือการเข้าไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างเสร็จแล้วจากดีเวลลอปเปอร์เจ้าอื่นๆ ที่ต้องการปิดรายได้จากจำนวนห้องที่คงเหลืออยู่ ซึ่งตอบโจทย์เรื่องต้นทุนและความรวดเร็วต่อการตอบความต้องการของผู้อยู่อาศัยได้อย่างทันท่วงที

มองเห็นด้วยความเข้าใจและความต้องการ

นอกเหนือจากการสังเกตแล้ว ทาง Rise Venture ยังมีการสำรวจความต้องการของผู้อยู่อาศัยหลายกลุ่มหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่เกิดจากทาง Social Media การสอบถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความต้องการระหว่างการ Road Show โครงการอื่นๆ การลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็น หรือการลงทุนด้านข้อมูลความต้องการของผู้อยู่อาศัย เป็นต้น

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มบุกไปยังโครงการที่สอดคล้องต่อความต้องการของเสียงสะท้อนจากผู้อยู่อาศัยโดยรวม ที่ส่งผลไปสู่ปัจจัยหลายๆ ด้านต่อการตัดสินใจ เช่น ราคา ทำเล การเดินทาง การตกแต่งห้อง สภาพแวดล้อม ที่สามารถศึกษาเพื่อตอบสนองให้ตรงจุดและง่ายต่อการตัดสินใจ ไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยหรือการลงทุนก็ตาม

คุณธนากร ธนวริทธิ์ CEO of All Inspire Development

เห็นเส้นทางจึงเดินหน้าทำตามแผน

คุณธนากร ธนวริธิ์ ยังเผยอีกว่า ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ได้จัดตั้ง Rise Venture ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว และได้ดำเนินการตามแผนครั้งแรกกับโครงการ  S15 หรือ 15 สุขุมวิท เรสซิเด้นซ์ ที่กวาดซื้อห้องชุดจำนวนกว่า 30 ยูนิต ตีเป็นมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท และสามารถปิดการขายไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้ต้นทุนที่คุ้มค่าทั้งผูัลงทุนและผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและปล่อยเช่า ในขณะเดียวกันก็ยังมีโครงการจากดีเวลอปเปอร์อื่นๆ ที่ทาง Rise Venture สนใจที่จะเข้าไปลงทุนเพื่อสร้างโอกาสให้มีความเติบต่ออย่างต่อเนื่อง

เห็นทุกความต้องการบริการจึงครบเครื่อง

สิ่งหนึ่งที่ Rise Venture เข้ามาเติมเต็มด้านการจัดการอสังหาริมทรัพย์ คือ เรื่องการดูแลบริการหลังการขายภายใต้ทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อและแนะนำสินเชื่อเพื่อการกู้ ขายต่อ หรือปล่อยเช่า ซึ่งกรณีการปล่อยเช่านั้นไม่ได้มีการรับการันตีผลอัตราการตอบแทน (Yield) แต่อย่างใด

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผู้เข้ารับบริการจาก Rise Venture จะได้รับนั้นคือ สิทธิพิเศษที่เทียบเท่ากับลูกค้าที่ซื้อจากโครงการ ออลล์ อินสไปร์ ไม่ว่าจะเป็น สิทธิการใช้บริการเลาจน์ ณ สยามพารากอน และอื่นๆ อีกมากมาย


สุดท้ายโมเดลธุรกิจลักษณะนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงอสังหาฯ โดยเฉพาะในมุมของเอเจนซี่หรือนักลงทุนรายย่อยที่นิยมซื้อมาขายไป แต่กลับเป็นที่น่าสนใจสำหรับดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ ที่ต้องศึกษาและติดตามก้าวต่อไปของ Rise Venture ว่าโมเดลธุรกิจลักษณะนี้จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยไปพร้อมๆ กับรายได้ที่ตั้งเป้าไว้ถึง 500 – 1,000 ล้านบาท ได้หรือไม่ในอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลสามารถชมและสอบถามรายละเอียดได้ที่ 

Website: www.allinspire.co.th 

Contact: 02-029-9999

จัดพอร์ตง่ายๆด้วย Rule of 100

มีคำถามสำหรับมือใหม่หลายๆคน ชอบถามว่าถ้าจะออมหุ้นหรือออมกองทุนรวมแล้วทยอยซื้อแบบ DCA เนี่ย เราควรจะเริ่มจัดพอร์ตการลงทุนอย่างไรได้บ้าง วันนี้จะแนะนำเทคนิคที่เรียกว่า Rule of 100 (กฎแห่ง 100) ที่สามารถใช้เป็น Idea ในเบื้องต้นได้นะครับ ใครยังคิดไม่ออกว่าจะทำ Asset Allocation ยังไงเริ่มจากตรงนี้ได้นะครับ

Rule of 100 นั้นเป็นไกด์ไลน์ง่ายๆที่ทุกคนสามารถนำไปใช้คำนวณได้ นั่นคือ

“100 – อายุ”

ยกตัวอย่างเช่น คนที่อายุ 35 ถ้าเรานำไปลบด้วย 100 จะได้ 65

เมื่อเราได้ตัวเลขออกมาแล้ว เราจะนำตัวเลขนั้นไปสร้างกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุนของตัวเอง โดยตัวอย่างคือ 65:35

65 : จะเป็นเปอร์เซ็นต์ของทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงในพอร์ต เช่น หุ้นรายตัว กองทุนรวมหุ้น

35 : จะเป็นเปอร์เซ็นต์ของทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงต่ำในพอร์ต เช่น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนรวมตลาดเงิน

แน่นอนว่ากลยุทธ์นี้จะทำให้เรานำเงินไปลงทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้เพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนได้ ในขณะเดียวกันก็มีอีกส่วนที่เป็นกองหลังที่ทำให้เราปลอดภัยในยามที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ เช่น หุ้นตก ตลาดเกิดโศกนาฎกรรม หรือเหตุการณ์ลำไยทางการเงิน ซึ่งอัตราส่วนนี้จะล้อกับความเสี่ยงตามช่วงอายุของเราด้วยครับ

ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่น ผมอายุ 35 เก็บเงินไว้ลงทุนเดือนละ 10,000 บาททุกเดือน (65:35)

6,500 บาทอาจจะนำไปลงกองทุนหุ้น เช่น SCBSET KFDYNAMIC K-SET50 JB25 T-LowBeta

3,500 บาทอาจจะนำไปลงทุนในกองทุนตลาดเงิน เช่น SCBTMF KFMONEY K-MONEY TMBMF T-MONEY

และเมื่ออายุเรามากขึ้นเราอาจจะมีการปรับพอร์ตการลงทุนของเราได้ให้เหมาะสมตามสัดส่วนและความเสี่ยงครับ

ชอบไหมครับ Rue of 100 กลยุทธ์นี้เป็นแค่วิธีคิดแบบพื้นฐานสำหรับมือใหม่นะครับ เมื่อเรามีประสบการณ์การลงทุนที่มากขึ้น อาจจะมีวิธีการที่สูงขึ้นในการสร้างพอร์ตอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ครับ

หมายเหตุ : ตัวอย่างกองทุนนั้นผมแค่นำมาแต่ละประเภทเป็นตัวอย่างเท่านั้นนะครับ หากจะลงทุนอย่าลืมศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งในเรื่องผลการดำเนินงาน ความเสี่ยง ค่าธรรมเนียม จำนวนขั้นต่ำงานการซื้อ รายละเอียดทรัพย์สินและสไตล์การลงทุนของกองทุนรวม

CENTEL รายได้หลักมาจากไหน?

เรื่องเม้าท์ๆเกี่ยวกับบริษัทชอบนักแหละ มาเปิดพอร์ตโครงสร้างรายได้ของ CENTEL กันดีกว่า หลายๆคนพอได้ยินชื่อธุรกิจ CENTEL แล้วจะนึกถึงโรงแรมเซ็นทาร่าขึ้นมาก่อน อย่างเซ็นทาร่าแกรนด์อยู่อยู่ข้างๆเซ็นทรัลเวิล์ดงี้จะนึกเป็นเรื่องแรกๆเลย

ถ้าเรามาดูโครงสร้างรายได้จาก CENTEL จะพบว่ามี 2 ธุรกิจนั่นก็คือ

โรงแรม ได้แก่โรงแรมในเครือของโรงแรมเซ็นทาร่า

ร้านอาหาร (มีเยอะมาก) ได้แก่ มิสเตอร์โดนัท เคเอฟซี อานตี้แอนส์ เป็บเปอร์ลันช์ ชาบูตง ราเมน โคลด์สโตน ครีมเมอรี่ โยชิโนยะ โอโตยะ เดอะเทอเรส เทนยะ คัตสึยะ

รายได้ของโรงแรมและร้านอาหารนั้นในปี 2560 มีสัดส่วน 44 : 53.9 และที่เหลือเป็นรายได้อื่นๆ พอเห็นเป็นสัดส่วนแบบนี้แล้ว อ้าว… งี้จริงๆรายได้หลักมันเป็นร้านอาหารสิ!

ใช่เลย ว่าแต่รายได้หลักๆมาจากไหน?

รายได้ทั้งหมดของปี 2560 นั้นมี 20,245 ล้านบาท ถ้ามากางดูจะเห็นรายได้หลักๆดังนี้

เคเอฟซี 6,058.2 ล้านบาท คิดเป็น 29.9%

มิสเตอร์ โดนัท 1,834.3 ล้านบาท คิดเป็น 9.1%

โรงแรมเซ็นทาร่าฯ เซ็นทรัลเวิล์ด 1,588.5 ล้านบาท คิดเป็น 7.8%

โรงแรมเซ็นทาร่าฯ พัทยา 1,179.4 5.8 ล้านบาท คิดเป็น 5.8%

โรงแรมเซ็นทาร่าฯ ลาดพร้าว 1,055 ล้านบาท คิดเป็น.8 5.2%

คือสรุปว่า รายได้จาก KFC นั้นครองสัดส่วนรายได้ในปี 2560 ไปเกือบ 30% ของพอร์ตการลงทุนบริษัท ถ้าเรามาดูย้อนหลังจะเห็นว่า สัดส่วนรายได้ของ KFC นั้น

ปี 2558 ยอดขายอยู่ที่ 5,548.7 ล้านบาท คิดเป็น 28.9%

ปี 2559 ยอดขายอยู่ที่ 5,823.4 ล้านบาท คิดเป็น 29.4%

ยังจำได้ไหมว่าหลายปีก่อนเวลามีข่าวไข้หวัดนก คนก็จะตื่นตระหนกเรื่องการกินไก่ จนอดีตนายกรัฐมนตรีต้องมากินไก่โชว์ให้ดู เรื่องนี้ทำให้เรามองเห็นความเสี่ยงได้ว่า หากเกิดเหตุลักษณะนี้ก็ “อาจจะ”ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อธุรกิจ และมีโอกาสกระทบกับราคาหุ้นได้เช่นกัน

ซึ่งคนที่ไม่ทราบก็อาจจะงงขึ้นมาได้ว่า เอ้… เกิดไข้หวัดนก ทำไมหุ้นลงโรงแรมมีผลกระทบได้นิ

วันนี้เราก็รู้แล้วนะจ๊ะว่า CENTEL มีอาชีพหลักคือ ขายไก่

ส่อง GDP ไทย Q2/2561 อะไรกำลังจะมา

GDP ไตรมาส 2 ของปี 2561 และ แนวโน้มออกมาแล้วครับ มาดูกันว่าเป็นอย่างไร

H1/2561 GDP 4.8 ของปีที่แล้ว 4.2

Q2/2561 GDP 4.6 ของปีที่แล้ว 3.9

ดูตัวเลขดี แต่ทำไมรู้สึกเศรษฐกิจไม่กระเตื้องเลย 5555 ตัวเลขทุกอย่างขยายตัวต่อเนื่อง มาดูรายละเอียดในแต่ละเรื่องกัน

1. การบริโภค

พวกสินค้าคงทุนหรืออะไรที่ใช้นานๆ มีการเติบโตเยอะสุด พวกเสื้อผ้าที่กึ่งคงทนและสินค้าทั่วไปของกินขยายน้อยกว่า แต่ก็ขยายนะ ถ้าเทียบให้เห็นภาพคือพวกสินค้าแบบรถยนต์คนซื้อมากขึ้น พวกเสื้อผ้าคนก็ซื้อมากรองลงมา แต่พวกของกินของใช้ทั่วไปอาจจะไม่ได้ขยายตัวมาก โดยส่วนตัวผมเข้าใจว่าตัวเลขนี้มันกำลังบอกว่าคนกล้าใช้เงินมากยิ่งขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็ตามมา

2. การลงทุนภาคเอกชน

ภาพรวมการลงทุนเพิ่มขึ้น ในหมวดเครื่องจักรและการก่อสร้าง การอนุมัติ BOI ก็เพิ่มขึ้น ทั้งเอกชนและการลงทุนภาครัฐ

3. การใช้จ่ายของรัฐบาลไทย

ขยายตัวจากการเบิกจ่ายทั้งหลาย การซื้อสินค้าและบริการ จ่ายเงินเดือน

4. การนำเข้าส่งออก

ส่งออกขยายตัว ทั้งในแง่ของปริมาณและราคา ขยายทุกตลาดเลย สหรัฐ อียู จีน ญี่ปุ่น อาเซียน ออสเตรเลีย อุตสาหกรรมที่ขยายตัวเยอะก็พวก ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ รองลงมาจะเป็นคอมพิวเตอร์ กลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วนทั้งหลาย สินค้าเกษตรก็มีการขยายตัวพวก ผลิตภัณฑ์ยาง ข้าว มันสำปะหลัง ส่วนพวกที่หดตัวก็จะเป็น ยาง น้ำตาล กุ้ง ปู กั้ง ล็อฟเตอร์ (ได้เวลาไปกินช่วยชาติแล้วสินะ 555)

..

ส่วนในแง่อุตสาหกรรมต่างๆก็พบว่ามีการขยายตัว โดยเฉพาะพวกท่องเที่ยวเนี่ยมีนักท่องเที่ยว จีน อินเดีย มาเลเซียมากันเยอะ อัตราเข้าพักเฉลี่ยตามโรงแรมก็เพิ่มขึ้น สินค้าพวกอุตสาหกรรมที่โตก็จะเป็นพวก คอมพิวเตอร์ รถยนต์และชิ้นส่วนซึ่งไปเพิ่มการเติบโตในเรื่องการซ่อมแซมด้วย ก่อสร้างมีการขยายตัวบ้างจากภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ ถ้าเทียบกับกลุ่มอาเซียน ไทยเราก็ขยายตัวน้อยกว่า อินโด มาเลย์ ฟิลลิปปินส์ เวียดนาม GDP

ถ้าดูสรุปโดยรวมแล้ว

ปัจจัยการเติบโตมาจาก :  คนกล้าใช้เงินมากขึ้น มีนักท่องเที่ยวเข้ามาและส่งออกมากขึ้น

ความเสี่ยงและข้อจำกัด : สถานการณ์น้ำท่วม ฐานการขยายตัวในอุตสาหกรรมต่างๆเริ่มใหญ่แล้ว รวมถึงต้องระวังเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของอเมริกาและกำแพงภาษีที่เขากำลังเล่นกันอยู่ระหว่างจีนกับอเมริกา มาตรการพวกนี้กระทบเราอยู่แล้ว

สิ่งที่เขาจะทำต่อก็คือการสนับสนุนการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจ การลงทุนของรัฐ การสร้างความเข็มแข็งให้กับ SMEs และเกษตรกร การเตรียมพร้อมด้านกำลังคนและแรงงาน

ข้อมูลจาก สภาพัฒน์ www.nesdb.go.th

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 20-24 สิงหาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

บผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้เรามาที่แนวใหม่กันหน่อยครับผม เพราะว่าตลาดโดยรวมนั้นมีความน่าสนใจอยู่ มีเพียงไม่กี่ตลาดเท่านั้นที่มีปัญหา เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดกันต่อครับผม

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 20-24 สิงหาคม 2561

ตอนนี้ภาพรวมของตลาดโดยรวมค่อนข้างน่าสนใจ โดยเฉพาะตลาดที่เราให้ความสนใจและวิเคราะห์กันอย่างต่อเนื่องมาตลอดกับอัศวินกองทุนครับ เพราะว่า Valuation และดัชนีความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจ

เหตุผล : ตลาดโลกโดยรวมมีโอกาสเติบโต และมีมูลค่าที่น่าสนใจในตอนนี้

Focus : ทุกตลาดแต่ใช้กลยุทธ์ทยอยสะสม

ความน่าสนใจ : วิกฤตชั่วคราวของตลาดตุรกี และสหรัฐฯ

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

ความตึงเครียดระหว่างตุรกีและสหรัฐฯ กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกตลอดทั้งสัปดาห์ หลังจากทรัมป์ทวีตว่าจะขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมเป็น 2 เท่า ทำให้รัฐบาลตุรกีซึ่งกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ ทำให้ตลาดเกิดความกังวลถึงผลกระทบลูกโซ่ (contagion) ต่อตลาดเกิดใหม่อื่นๆ

ตอนนี้ผมแนะนำให้ระมัดระวังการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่กู้ยืมเงินจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เช่น ตุรกี อาร์เจนติน่า แอฟริกาใต้ เม็กซิโก และบราซิล แต่เน้นลงทุนในตลาดประเทศพัฒนาแล้วที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งโดยใช้กลยุทธ์ทยอยสะสมครับ

แม้ว่าจะมีเหตุการณ์เข้ามามีผลกระทบมากมาย (หรือทำตัวเองก็ไม่รู้) แต่เราต้องยอมรับครับว่าสหรัฐฯมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชนอยู่ครับ  ประกอบกับนโยบายการลดภาษีนั้น จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไปอีกด้วยครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

สถาการณ์ในตอนนี้ ยังแนะนำให้สะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กเหมือนเดิมนะครับ เนื่องจากผลกระทบน้อยกว่าหากสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจากยุโรป ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่ามีความแข็งแกร่งในตัวเองสูงครับ ส่วนหุ้นใหญ่ยังมองว่ามีผลกระทบค่อนข้างมาก ดังนั้นโฟกัสหุ้นเล็กเป็นหลักครับ

ประกอบกับ ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ ดังนั้นยุโรปยังน่าสนใจอยู่ครับผม

สรุปสั้นๆ : สะสมได้ครับ แต่ขอให้โฟกัสที่หุ้นเล็กเป็นหลักจ้า

ตอนนี้กลับมาทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นได้แล้วครับ เนื่องจากผลประกอบการบริษัทที่ขยายตัวแข็งแกร่ง และจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยนซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทส่งออกญี่ปุ่นให้เติบโตมากขึ้นครับ 

สรุป : กลับมาแล้วครับ สะสมญี่ปุ่นต่อได้เลยจ้า

ยังยืนยันว่าน่าสนใจอยู่ครับ เนื่องจากดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ  และยุโรป ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อธุรกิจการส่งออกของเกาหลีให้ดีขึ้น บวกกับมูลค่าที่น่าสนใจ ทำให้ยังน่าสะสมต่อไปครับ

ช่วงที่ผ่านมา ราคาของหุ้นเกาหลีลงมาเร็วทำให้ valuation กลับมาน่าสนใจอีกครั้งหนึ่งด้วยครับ ดังนั้นเป็นจุดกลับตัวที่ดีสำหรับคนที่อยากสะสมครับผม

สรุปสั้นๆ : ค่อยๆ สะสมไปครับ

ยังน่าสนใจด้วยเหตุผลเดิมครับ เนื่องจากรัฐบาลประกาศลดอัตราการเก็บภาษี Goods and Services Tax สำหรับสินค้ากว่า 50 รายการ เพื่อเพิ่มคะแนนนิยมให้กับพรรครัฐบาลเพื่อการเลือกตั้งในปีหน้ามาสักระยะ ทำให้หุ้นอินเดียตอนนี้น่าสนใจอยู่ครับ เพราะที่ไหนมีภาษีลด ที่นั่นย่อมมีการบริโภคเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อตัวเลขที่ดีขึ้นผลประกอบการแน่นอนครับผม

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปครับ

เป็นอีกกลุ่มที่ลุ้นกันอยู่ครับ เพราะว่าวิ่งขึ้นลงจนใจสั่นกันเหมือนเดิมครับ แม้ว่าเศรษฐกิจในประเทศมีสัญญาณดีขึ้นจากทั้งการบริโภคครัวเรือน และการลงทุนเอกชน จะช่วยให้รายได้บริษัทจดทะเบียนในภาพรวมยังคงขยายตัวได้ดีขึ้นครับ

ถ้ามองอีกด้านหนึ่งในช่วงนี้กำลังเข้าสู่ช่วงปลายปี เป็นจังหวะเวลาที่คนสนใจจะวางแผนภาษี เริ่มซื้อเพื่อสิทธิ์ลดหย่อนต่างๆ ดังนั้นอาจจเป็นช่วงที่เงินไหลเข้าจาก LTF อีกทางหนึ่งครับ

แม้ว่าจะผันผวน แต่ยังอยากชวนให้สะสมต่อครับ เพราะระยะยาวนั้นมันมีอะไรดีๆรออยู่แน่นอนครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมกันต่อไปจ้า

ยังเป็นมุมมองเดิมกับสัปดาห์ก่อนครับ ตอนนี้ผมมองว่าตอนนี้มูลค่าของตลาดจีนทั้งA-SHARE และ H-SHARE ก็ยังน่าสนใจครับ สำหรับคนที่มองภาพรวมระยะยาวก็สามารถสะสมได้ครับ  แต่ต้องระวังเรื่องของการผันผวนที่เกิดขึ้นครับ ดังนั้นใครที่สะสมก็ทยอยสะสมกันยาวๆไปนะครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมได้ครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน :  ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ หุ้นยุโรป หุ้นญี่ปุ่น หุ้นไทย หุ้นจีน หุ้นเกาหลี และหุ้นอินเดีย

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield สหรัฐฯ ส่วน

ตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ชะลอการลงทุนในทองคำ แต่ทยอยสะสมน้ำมัน

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 19%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 2%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 42%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 2%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

Update เทรนโรงพยาบาลและธุรกิจ BDMS

Update Trend 2018 อุตสาหกรรมโรงพยาบาลกันซักนิด 

ผมเข้าไปดูในเวปของเวปไซต์โรงพยาบาลกรุงเทพ BDMS เห็นมีข้อมูลเกี่ยวกับเทรนที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการแพทย์ มาดูกันครับว่าเป็นยังไง

1. รองรับต่อเศรษฐกิจและประชากร

ยุคนี้เรากำลังเข้าไปสู้ Aging Society แล้ว แปลว่าคนแก่จะมีเพียบเลย อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของรายได้ของประชาชนก็จะเป็นตัวที่คลับเคลื่อนทำให้คนใช้จ่ายกับเรื่องการรักษาพยาบาลมากขึ้น

ในส่วนของประเทศไทยเองก็มีความโดดเด่นในเรื่องการท่องเที่ยวอยู่แล้ว ด้วยพื้นฐานต่างๆก็ทำให้เราเป็นทำ Medical Tourism ได้

2. เทรนการดูแลสุขภาพกำลังมาก

ไม่ใช่แค่คนป่วยจะมาโรงพยาบาล คนไม่ป่วยก็มากันได้เพราะสมัยนี้มีความต้องการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ใครๆก็อยากสุขภาพดีล่ะครับ มันเป็นความต้องการรูปแบบใหม่ที่เข้ามาในสังคมปัจจุบัน

3. ประกันสุขภาพ

ถ้าพูดถึงเรื่องการรักษาพยาบาลเพื่อสุขภาพที่ดี ธุรกิจที่มีส่วนร่วมในวงนี้ด้วยคือประกันสุขภาพ และที่สำคัญคือรัฐบาลได้ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี จึงทำให้คนมีแนวโน้มและความต้องการในการรักษาพยาบาล

4. เทคโนโลยีสุขภาพ

มีการใช้ Mobile App เพื่อค้นหาข้อมูลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของหมอ ข้อมูลการดูแลรักษาสุขภาพส่วนบุคคล เทคโนโลยีก็มีส่วนช่วยในเรื่องบริการทางการแพทย์ได้อีกด้วย

ตลาดของ BDMS เป็นอย่างไร?

ข้อมูลปี 2014 รายจ่ายด้านการรักษาพยาบาลอยู่ที่ 360 พันล้านบาท (ไม่รวมงบใช้จ่ายรัฐบาล)

ส่วนที่เป็นตลาด BDMS คือ ลูกค้าเงินสดทั่วไป 32% และลูกค้าประกันสังคม 11% ส่วนที่ไม่ได้ร่วมคือลูกค้มโครงการ 30 บาท 40% และสวัสดิการข้าราชการ 17%

แนวโน้มและความเสี่ยง ข้อมูลปี 2014

1. BDMS มี Market Share ของเตียง 17% ของโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด

2. ความเสี่ยงผมว่าอยู่ที่บุคลากรด้วยนะครับ ประชากร 10,000 คน หมอในไทยมีแค่ 4 คน แต่ถ้า Global จะ 14 คน พยาบาลและเตียงก็อยู่ในอัตราส่วนที่น้อยกว่า

3. ความต้องการทางการแพทย์จะมากขึ้นจาก Aging Society และ การเติบโตขึ้นของเมืองเป็น Urbanization คาดการจาก 31.1% ในปี 2008 เป็น 38% ในปี 2020

4. จำนวนนักท่องเที่ยวสูงขึ้น โดยเฉพาะจีน ถ้ามองในเชิง Medical Tourism มีอัตราการเติบโตสูง CAGR 11% แน่นอนว่าไทยถูกกว่าอเมริกา สิงคโปร์แน่ๆ แม้จะแพงกว่ามาเลย์เซีย อินเดีย แต่พื้นฐานบ้านเราดึงดูดคนมามากกว่า

แผนในอนาคต ผมดูแล้วเขาน่าจะทำแบบ ทุกมิติเลย ตั้งแต่รักษาผ่าน โรงพยาบาลกรุงเทพ BDMS สมิติเวช BNH โรงพยาบาลพญาไท เปาโล และมี Phoenix Project รักษาโรคร้ายแรง

การฟื้นฟู ผ่าน Chiva Transitional Care Hospital และการดูแลป้องกันด้วย Wellness Clinic ที่มีข่าวปีก่อนว่าซื้อที่ดินจาก Swiss Hotel Park Nai Lert ไป และมีแผนเปิด 8 แห่ง

เป้าหมายคิอ ในปี 2020 จะมีโรงพยาบาลทั้งหมด 50 แห่ง 8,500 เตียง อู้… เยอะไหม?

ธุรกิจการแพทย์และโรงพยาบาลก็เริ่มจะมีการแข่งขันสูงมากขึ้นนะครับ ที่ผ่านมาก็มีข่าวบรรดาเจ้าสัวอยากเข้ามาทำธุรกิจตลาดนี้ แม้แต่บริษัทอสังหาก็ยังสนใจที่จะทำโรงพยาบาลใกล้คอนโดของเอาไว้ดูแลลูกบ้านด้วยนะ

จะเป็นอย่างไรเดี๋ยวมาดูกันต่อในอนาคตนะครับ

คำถามยอดฮิต DCA ต่อได้ไหม?

คุณลองกลับไปดูผลการดำเนินงานต่อว่ามันสอดคล้องกับ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในภาพเทรนธุรกิจไหม ถ้า เทรนมา ธุรกิจดี กำไรเติบโต วิเคราะห์ความเสี่ยงและความสามารถในการแข่งขัน คิดว่า OK แล้ว มันก็ตัดสินใจ DCA ออมหุ้นได้

ออมหุ้นเดือนเท่าไหร่ดี ก็ลองจัดสรรเงินลงทุนของตัวเองดูนะครับ

Source: BDMS Investor Presentation Q1/2018

CPALL จัดหนักทัพร้านกาแฟ ตีตลาด 3.8 หมื่นล้าน

CPALL มาเงียบๆแต่กำลังคิดใหญ่ในการบุกตลาดกาแฟมูลค่า 3.8 หมื่นล้านอยู่นะครับ นี่ผมเองก็ไม่รู้ตัวเลยนะว่าใช้บริการของ CPALL อยู่

โดยปกติแล้วเวลาที่ผมมนึกถึงร้านกาแฟ จะคิดถึง Starbucks ในระดับ Premium ก่อน ตามมาด้วย True coffee จนมาถึงระดับธรรมดาอย่าง Amazon เพราะมีสาขาเยอะทั่วไทยและราคาถูกกว่ามาก มีคิดถึง Toms N Toms มากนะ

ในส่วนของ CPALL ผมจะรู้จักแค่กาแฟในร้าน 7-11 เท่านั้นล่ะ ราคาไม่แพง หาได้ง่าย ชอบกินอีโอริโอ้ปั่น เพิ่มความอ้วนเข้าไปอีก

ที่ผ่านมา CPALL มีการแตกแบรนด์ร้านกาแฟนอีกหลายยี่ห้อ ได้แก่

1. ออลล์ คาเฟ่ 
2. ออลล์ คาเฟ่ โกลด์ 
3. KUDSAN (คัดสรร)
4. มวลชน
5. เบลลินิ
6. อาราบิเทีย
7. จังเกิ้ลคาเฟ่

ฟังชื่อดูบางทีก็รู้แล้วว่าเอามาสู้ตลาดไหน อย่าง จังเกิ้ล คาเฟ่ ฟังชื่อแล้วก็รู้เลยว่ามาแข่งกับป่าอเมซอน ถูกป่ะ

CPALL เป็นหุ้นหนึ่งที่ผมชอบมากและลงทุนมานาน เพราะมีความสามารถในการแข่งขันแบบ “กินขาด” แต่คำถามก็คือเขาจะขยายตัวไปต่อได้ยังไงหากสาขาเต็มบ้านเต็มเมืองแล้ว

ก็นี่ไง… เปิดร้านในรูปแบบอื่น ร้านกาแฟงี้!

จากข้อมูลแผนอนาคตของ CPALL ที่ประชาชาติธุรกิจได้ลงข่าวไว้ ผมว่าน่าตื่นเต้นมากเลยครับ

1. ส่งอาราบิเทีย บุกตลาดอินเดียสาขาแรก – เปิดแฟรนไชส์อินเดีย ถ้าสำเร็จนะ โอ้ยคนกินกาแฟกินคนค๊าาา

2. ใช้เครื่องชงอัตโนมัติ – อันนี้จะไปใช้ในย่านคนทำงาน เอาจริงๆถ้าคนเยอะๆ แล้วมีคนชงกาแฟ มันทำไม่ทัน กดปุ่มชง ง่ายกว่า เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนได้ รักษามาตรฐานได้ เคยไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นพวกกาแฟอัตโนมัติมีเพียบเลย

3. ขายแฟรนไชส์ สร้างอาชีพติดแบรนด์ – ใครอยากเปิดร้านกาแฟ ไปคุยกับเขาตามงบได้ ไม่ต้องมานั่งปั้นแบรนด์เอง เริ่มมีสาขาในลาว กัมพูชา จีนแล้ว

4. มีช่องทางจัดจำหน่าย สร้างอาชีพด้วยนะ

ดูภาพรวมธุรกิจแล้วอย่าลืมดูผลประกอบการนะคร้บ แต่หุ้น CPALL เป็นอะไรที่มีการเติบโตมาเรื่อยๆ ธุรกิจก็เข้าใจง่าย

ราคาหุ้น CPALL เป็นอะไรที่ร้อนแรงมาแต่ไหนแต่ไร ในช่วงหลังผมจะเห็นหุ้นวิ่งในกรอบ PE 30-40 เท่า ซึ่งเป็นหุ้นที่มีความคาดหวังสูงอยู่

การลงทุนในหุ้น CPALL ทำง่ายที่สุดคือการใช้ DCA ซื้อรายเดือนไป หรือลองจับจังหว่ะโดยดูราคาในช่วง PE ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก็น่าสนใจ แต่อย่าลืมว่าราคาหุ้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนนะครับ ถูกแล้วมีถูกอีก มีถูกเวอร์จนดอยตุงก็ได้ ระมัดระวังความเสี่ยงในการลงทุนนะครับ

จุฟๆ

Tag เพื่อนมาอ่านสิ จะได้รวยด้วยกัน ถ้าเพื่อนรวยเพื่อนจะได้ไม่มายืมเงินเรา 555

Source:

https://www.prachachat.net/marketing/news-205538

วิเคราะห์กำแพงภาษีทรัมป์ ใครจะซวยรายต่อไป?

ช่วงนี้หลายคนก็คงจะได้ยินเรื่องสงครามการค้าระหว่างอเมริกากับหลายๆประเทศ จากการขึ้นกำแพงภาษี ตบกับจีน ตบกับตุรกี จนพี่แบบต้องมานั่งอ่านเบื้องหน้าเบื้องหลังเรื่องนี้

จากที่ได้ดูสถิติการค้าของอเมริกาว่าพบว่าประเทศที่อเมริกาเสียดุลการค้ามากที่สุดคือ จีน เกือบครึ่งนึง

ส่วนประเทศอื่นๆที่ขาดดุลการค้ามากก็มี เม็กซิโก ญี่ปุ่น EU (เยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์) อินเดีย เกาหลีใต้ เวียดนาม ถ้าดูย้อนกลังก็ บางปีก็จะมี แคนนาดา ซาอุดิอาราเบียด้วย

ส่วนพี่ไทยก็ติดอันดับเหมือนกัน แต่รองๆลงมาจากกลุ่มแรก

thebalance.com

ถ้าเรามาดูรายชื่อประเทศต่างๆที่เป็นอันดับแรกๆ ก็เป็นชาติที่ทรัมป์พูดถึงตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งอยู่หลายชาติ และต่อไปจะทำให้ American First – Great Again เอาอาชีพกลับมาให้คนอเมริกัน เอาการค้าขายที่แฟร์ต่อกูคืนมา

ถ้าสังเกตในช่วงที่ผ่านมา ประเทศที่ได้ดุลการค้าเยอะๆ อเมริกาจะเข้าไปขายอาวุธใส่เลย อย่าง ซาอุ เกาหลีใต้ อะไรพวกนี้ ซาอุนี่เป็นเบอร์ 1 เลย ส่วนเบอร์ 2 นี่ออสเตรเลีย

และในช่วงนี้พี่แกก็เปิดเกมส์ Trump Tariff คือสรุปสร้างกำแพงอ่ะจริง แต่สร้างกำแพงภาษี ตั้งแต่เดือนมกราคม 2018 โดยกำแพงภาษีนั้นได้แก่

1. แผงเซลแสงอาทิตย์ : ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกคือ จีน จีนก็กรี๊ดเลย

2. เครื่องซักผ้า : ผู้ผลิตรายใหญ่คือ จีน เม็กซิโก เกากลีใต้ เอลจี ซัมซุง ไรงี้

3. เหล็ก – อลูมิเนียม : อันนี้โดนกันทั่ว โดยเฉพาะแคนนาดาเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ มีประเทศที่ถูกยกเว้นคือ เกาหลีใต้ อาเจนติน่า ออสเตรเลีย บราซิล (เพราะซื้ออาวุธกับแม่มเยอะป่ะวะ? 555)

ตอนนี้ก็มีหลายประเทศออกมาตอบโต้กำแพงภาษีสหรัฐอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่แค่จีนนะ พวก EU แคนนาดา เม็กซิโก ก็เล่นกลับเหมือนกันโดยเฉพาะพวกสินค้าเกษตรกรรม ของกิน ผมเคยฟังนักวิเคราะห์ที่ไหนจำไม่ได้ว่า อย่างจีนจะใช้มารตการตอบโต้โดยเลงไปที่กลุ่มอาชีพที่เป็นฐานเสียงของทรัมป์ (คราวหน้าอย่าเลือกมันมาอีก)

อะไรจะโดนเร็วๆนี้นะหรอ?

อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังถูกจับตา

อันนี้เป็นสิ่งที่ Trump กำลัง Propose อยู่ เพราะด้วยความหมั่นไส้บริษัทที่ย้ายฐานผลิตไปในเม็กซิโก แล้วผลิตรถยนต์ส่งเข้าไปในอเมริการัวๆ ตัวเลขที่คาดกันไว้คือ 15-35%

อันนี้เดาเอาเองนะว่าถ้าทำจริงมันอาจจะเล่นกลุ่มประเทศที่ผลิตยานยนต์ไปทั่วก็ได้ ใครบ้างล่ะ จีน เยอรมัน EU แคนนาดา เกาหลี ญี่ปุ่น และฐานการผลิตรถยนต์ใหญ่ๆของญี่ปุ่นอยู่ไหน พี่ไทย บ้านกูนี่เองงงงง ตอนนี้ไทยกับเม็กซิโกมีความร่วมมือในการค้าอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย เราส่งออกพวกชิ้นส่วนยานยนต์ไปให้เขาฮะ

ถ้าถามว่าไทยมีโอกาสโดนเล่นงานบ้างไหม?

ผมเปิดข้อมูลดูจากสำนักสถิติของอเมริกา ยอดนำเข้าส่งออกของไทยนั้น อเมริกาขาดดุลไทยเยอะอยู่

ปี 2018 (6 เดือน) ขาดดุล -9,426.2

ปี 2017 ขาดดุล -20,160.3

ปี 2016 ขาดดุล -19,021.7

ปี 2015 ขาดดุล -17,393.4

มันก็เป็นสิ่งที่ทรัมป์เคยพูดอยู่แล้วว่าไทยได้ดุลการค้าสหรัฐเยอะเป็นอันดับ 11 และที่ผ่านมานายกตู่ก็ได้ไปอเมริกาเพื่อคุยกับทรัมป์แล้ว และคุยเรื่องซื้อหมู ไก่งวง โบอิ้ง 28 ลำ ขีปนาวุธ เฮลิคอปเตอร์

ผมก็เลยมโนเองนะว่า บางทีการซื้ออาวุธอาจจะเป็นหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาทางการค้าและการเมืองระหว่างประเทศได้ ส่วนได้ตังถอนไหมก็อีกประเด็นนะ 555

โดยความเห็นส่วนตัวมองว่า อเมริกาอยากจะแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าก็เลยใช้วิธีป่วนๆแบบนี้ล่ะ แบบว่าซื้อของกูไปหน่อย ไม่ซื้อหรอ เดี๋ยวกูจะไปแหย่เกาหลีเหนือให้มึงซื้อก็ได้ ยังไม่ซื้อกูหรอ? อ่ะ กำแพงภาษีมาแล้ว จะมาเจรจากับกูไหม?

ส่วนตัวผมไม่ค่อนเชื่อว่าไทยจะใช้การตอบโต้แรงๆภาษีกลับ จะเน้นคุยมากก เป็น Style แบบคุยกันได้ Happy ทั้ง 2 ฝ่าย จบ คุยเสร็จเราเป็นเพื่อนกันนะจ๊ะ มีฉลองครบรอบ 200 ปีเราเป็น Great and Good Friend กันด้วย

ที่จะบอกก็คือถ้าในอนาคต ทรัมป์มีมาตรการกำแพงภาษีอีก อาจจะมีข่าวบางประเทศซื้ออาวุธเพิ่มก็ได้ หรืออาจจะมี Promotion เพิ่มเรื่องการค้าการลงทุนอะไรงี้ ทั้งหมดมันก็เรื่องการอยู่รอดในเวทีโลกล่ะครับ

Reference

http://www.prosperousamerica.org/top_10_trade_deficit_count…
https://www.thebalance.com/trade-deficit-by-county-3306264
https://www.statista.com/…/2485…/us-arms-exports-by-country/
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Trump_tariffs
https://www.thaipost.net/main/detail/10079
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Trump_tariffs
https://www.census.gov/foreign-trade/balance/c5490.html
http://www.ispacethailand.org/การเมือง/13880.html

สูตรการออมเงิน 50:30:20

มาคุย Topic เบาๆใน Tip การเงินกันบ้างดีกว่า วันนี้จะนำเสนอสูตรการเงินสำหรับการใช้จ่ายให้กับทุกคนนะครับ

มารู้จักสูตรการเงิน 50:30:20

สูตรการเงินในวันนี้คือ 50 : 30 : 20 ซึ่งเราสามารถนำไปตั้งงบประมาณการใช้จ่ายของเราได้

ส่วนแรก 50% คือ Need หรือ สิ่งจำเป็นในชีวิต

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะเป็นประเภทขาดไม่ได้ ต้องใช้ดำรงชีวิต ได้แก่ ค่ารถไปทำงาน BTS MRT รถตู้ ค่าอาหารในแต่ละวันตามความจำเป็น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน และที่สำคัญอีกอย่างคือ “หนี้สินที่ต้องชำระเจ้าหนี้คืน” หนี้บ้าน หนี้เพื่อน (ที่ Block Line และ Facebook ไปแล้ว) รวมถึงหนี้ทั้งหลายที่ไปก่อมา

ส่วนที่สอง 30% คือ Want หรือ สิ่งที่เราอยากได้

มันเป็นค่าใช้จ่ายทางเลือกซะมากกว่า จ่ายหรือไม่จ่ายก็ไม่มีผลต่อชีวิตเรามาก เช่น ซื้อเสื้อสวยๆ ใช้สินค้าราคาแพง การสร้าง Lifestyle เก๋ๆ

เงินส่วนนี้มันก็เพื่อความสุขไง ทำไปเถอะถ้าอยู่ในงบประมาณของเรา ชอบอยู่แล้ว พี่ยังชอบเลยเวลาซื้อแบรนด์เนมมาใหม่ก็อยากถ่ายรูปแบบไม่ได้ตั้งใจอวดรวยให้ชาวบ้านเห็น หรือไปเที่ยวเมืองนอกแล้วโพส status อวดๆให้คนหมั่นไส้ว่า ฉันมาทำอะไรที่นี่ ฉันไม่ได้อยากมาเลย… (แล้วในรูปก็อวดผัวรัวๆ ซัก 500 รูป)

ส่วนที่สาม 20% คือ Emergency and Future หรือ เงินฉุกเฉินเงินอนาคต

เงินฉุกเฉินเอาไว้เผื่อต้องใช้ด่วน บางคนไม่เผื่อไว้เลย ใช้จ่ายสะบั้น พอตกงานที กรี๊ดสลบ ไม่รู้จะเอาจากไหน เป็นหนี้ชาวบ้านอีก และอย่าลืมเรื่องเงินออมเพื่อการลงทุนด้วย เพราะจะทำให้ชีวิตของเรามั่งคั่งขึ้น

การแบ่งงบประมาณมันสำคัญจริงๆ ใครไม่รู้จะเริ่มไง ลองตั้งงบแบบ 50:30:20 ก็ได้

ตัวอย่าง

ได้เงินเดือนมา 20,000
– ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 10,000 บาท บริหารให้ได้ ใช้หนี้เพื่อนด้วย
– ค่าใช้จ่ายสนุกสนาน เที่ยว ทำกิจกรรมอวดรวย 6,000 บาท
– เงินออมเก็บไว้ฉุกเฉินและ DCA ในกองทุนรวม 4,000 บาท

ได้ความสุขและความมั่งคั่ง จุฟๆ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save