คำแนะนำ 10 ข้อ ถ้าไม่อยากให้ Startup เจ๊ง – จากนักลงทุน Startup ระดับโลก

    มีไอดอลคนนึงที่ผมรู้สึกชอบแนวทางการพูด การให้ข้อคิดของเขามาก ชื่อว่า “Guy Kawasaki” ซึ่งหลายๆ คนในแวดวงสตาร์ทอัพน่าจะรู้จักกัน กาย คาวาซิกิเคยทำงานที่ Apple ให้สตีป จ๊อบส์ มาก่อน ปัจจุบันกาย คาวาซากิเป็นนักลงทุน (VC) อยู่ใน Silicon Valley (ร่วมก่อตั้ง Garage Technology ร่วมกับ Bill Reichert) 

คำเตือนจาก Guy Kawasaki : 10 ข้อผิดพลาดยอดฮิตของ สตาร์ทอัพ ที่ทำให้เจ๊งไม่เป็นท่า

    กาย คาวาซิกิเป็นคนที่แชร์ไอเดียได้ดีมาก เค้ามีสไตล์การพูดที่ตรงไปตรงมา ชอบมีจิกกัดเล็กๆให้ฟังสนุกๆแต่โคตรโดน!! ซึ่งก็มีเรื่องนึงที่ผมฟังแล้วโดนใจมาก เป็นเรื่องของ 

“ข้อผิดพลาดยอดฮิต 10 ประการ ของผู้ประกอบการ”

    ที่หลายคนนึกไม่ถึง แต่ผมรู้สึกแต่ละข้อที่กายพูดมาเนี่ย ผมเจอมาเยอะมากๆในหลายครั้งที่ไปฟังพิช และหลายข้อนี่ตรงมาก ก็เลยอยากจะมาแชร์ให้กับในวงสตาร์ทอัพด้วยกัน อยากจะแชร์ให้กับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพหลายๆ คน ได้เรียนรู้แนวคิดในอีกมุมนึงจากมุมมองนักลงทุนมากขึ้น และนำไปปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพของตัวเองกัน 

    แรกๆ คุณอาจจะยังไม่คิดว่ามันจะจริง แต่สำหรับผมเอง ผมเพิ่งได้รู้จากประสบการณ์ตรงหลังจากที่ Priceza นั้น Raise Funds รับเงินจาก VC นี่แหละครับ ข้อผิดพลาดยอดฮิต 10 ประการ นี้จะช่วยให้ผู้สนใจทำสตาร์ทอัพได้เรียนรู้แนวคิดในอีกมุมนึงจากมุมมองนักลงทุนมากขึ้น

10 คำเตือนจาก Guy Kawasaki ที่สตาร์ทอัพควรรู้ไว้ถ้าไม่อยากเจ๊งไม่เป็นท่า

1. อย่าคิดว่าแค่คว้า 1% ของตลาดธุรกิจใหญ่ๆ อย่างตลาดธุรกิจรถยนต์ ตลาดแฮมเบอร์เกอร์ หรือตลาดแอปพลิเคชั่นมือถือ นั้นเป็นเรื่องง่าย

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะพูด มันจะยากสักเท่าไรกันเชียวที่แต่ละวันจะได้รับ 1% จากการขายอาหารสุนัขกระป๋อง ซึ่งความคิดแบบนี้คือความผิดพลาดขนาดใหญ่ เพราะความเป็นจริงแล้วมันไม่ง่ายเลยที่กว่าจะได้มา 1 เปอร์เซ็นต์ หรือเกินกว่านั้นก็ยากแน่นอน เพราะฉะนั้นต้องมองก่อนว่าเว็บไซต์หรือธุรกิจของคุณดึงดูดคนมาซื้อได้สักกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วจึงมองความน่าจะเป็นของธุรกิจจากตรงนั้น

2. กาย คาวาซากิ บอกว่า เขาไม่เคยเห็นธุรกิจที่เติบโตช้าจะล้มไม่เป็นท่าสักราย ตรงกันข้ามกลับเห็นว่าเจ้าของสตาร์ทอัพส่วนใหญ่พยายามขยายสเกลธุรกิจเร็วเกินไปด้วยซ้ำ 

คนส่วนใหญ่มักคาดหวังการเติบโตที่สูงมาก คาดหวังว่าลูกค้าที่จะรักในผลิตภัณฑ์ของคุณเอง จึงทุ่มลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนมากเพื่อขยายกิจการใหญ่ แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าไม่มีใครอยากซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณ แล้วก็กลายเป็นอาวุธร้ายที่ฆ่าธุรกิจของคุณให้ล้มหายตายจากไป

3. การหมกมุ่นอยู่กับการหาพาร์ทเนอร์

หลายธุรกิจพยายามหาบริษัทมาเป็นพาร์ทเนอร์ มาร่วมมือกันดำเนินธุรกิจด้วยกัน พยายามที่จะกลบจุดอ่อนของธุรกินตัวเอง แทนที่จะมุ่งเน้นการขาย  

ความเป็นจริงแล้วนั้นหากการมีพาร์ทเนอร์ ช่วยเพิ่มยอดขายหรือลดค่าใช้จ่ายให้ธุรกิจคุณได้ นั้นคือสิ่งที่ดีแล้ว แต่..ถ้าการมีพาร์ทเนอร์แล้วเหมือนแค่การพ่นควันออกไป หันไปโฟกัสเรื่องการเพิ่มยอดขายด้วยตัวเองดีกว่า

 คำเตือนจาก Guy Kawasaki : 10 ข้อผิดพลาดยอดฮิตของ สตาร์ทอัพ ที่ทำให้เจ๊งไม่เป็นท่า

4. ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการ Pitch 

มีหลายต่อหลายรายที่พยายามแต่จะ Pitch หรือ นำเสนอธุรกิจสตาร์ทอัพของตนเองให้กับลูกค้าหรือนักลงทุนที่สนใจที่จะลงทุน แล้วก็เอาแต่คิดว่าการนำเสนอที่เพอร์เฟ็คคือสิ่งสำคัญที่สุดนั้น นั้นคือเหตุผลที่จะทำให้คุณไม่มีทาง Raise funds มาได้ เพราะเป้าหมายหลักที่สำคัญคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสร้างลูกค้าต่างหาก

5. อย่าทำสไลด์มากจนเกินไป 

มีผู้ประกอบการมากมายมา pitch กับเขา และการ pitch ส่วนใหญ่ก็ทำให้เขา “สูญเสียการได้ยินและการมองเห็น” ไปเพราะว่าสไลด์ที่เจ้าของกิจการใช้มันไม่เวิร์คเอาซะเลย 

เขาเลยขอเสนอกฎที่ชื่อว่า 10/20/30 สำหรับการทำ Powerpoint นำเสนอ ครับ

กฎ 10/20/30 แตกเนื้อหาออกได้ดังนี้ สไลด์ควรจะยาวไม่เกิน 10 หน้า ความยาวของการพรีเซ็นต์ไม่เกิน 20 นาที ใช้ขนาดฟอนท์ 30 พ้อยท์ขึ้นไป

6. จงจำไว้ว่า ชีวิตไม่ใช่อนุกรม ที่จะมีสูตรตายตัว 

หลายคนมองว่าสเต็ปของสตาร์ทอัพคือ Raise Funds > จ้างทีมงาน > ได้รับยอดขาย แล้วก็จะ go public ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วอาจต้องทำหลายๆ สิ่งไปพร้อมๆ กัน หรือบางรายอาจต้องทำทุกอย่างในคราเดียว 

คำเตือนจาก Guy Kawasaki : 10 ข้อผิดพลาดยอดฮิตของ สตาร์ทอัพ ที่ทำให้เจ๊งไม่เป็นท่า

7. อย่าคิดว่าการถือหุ้น 51% ของบริษัทนั้นจะหมายความว่าคุณสามารถควบคุมบริษัทได้ 

กาย คาวาซากิ บอกเลยว่า…ไม่จริง! 

เพราะในขณะที่คุณใช้เงินจากนักลงทุน คุณก็เหมือนเครื่องมือหนึ่งของนักลงทุนที่ต้องสร้างกำไรกลับมาให้พวกเขา

8. อย่าคิดว่าการมีสิทธิบัตรของคุณจะพิชิตใจนักลงทุนได้ 

ผู้ประกอบการหลายราย พยายามนำเสนอสิทธิบัตรตัวเองต่อนักลงทุน แต่นักลงทุนไม่สนใจสักนิด เพราะคุณไม่สามารถชนะคดีสิทธิบัตรกับ Google หรือ Apple หรือ Microsoft ได้แน่นอน ยกเว้นเสียแต่ว่าเป็นเรื่องของเทคโนโลยีชีวภาพ

9. อย่าเอาแต่พนักงานที่เหมือนๆ กันมากเกินไป 

เช่น คุณเป็นเจ้าของกิจการที่อายุน้อย ก็จ้างแต่คนที่อายุน้อย มองคล้ายๆ กัน ทางที่ดีควรจ้างคนหลากหลายประเภท เพื่อให้บริษัทแข็งแกร่งในทุกด้าน และควรต้องมีผู้ที่เชี่ยวชาญทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งด้านการขายผลิตภัณฑ์ และด้านการเก็บเงิน

10. อย่าพยายามคิดว่า นักลงทุนจะเป็นเพื่อนกับคุณ 

จงจำไว้ว่าพวกเขามาลงทุนเพื่อหารายได้ตามกรอบเวลาของคุณ ไม่ได้ช่วยคุณ หรือเลี้ยงดูบริษัทของคุณ 

คำเตือนจาก Guy Kawasaki : 10 ข้อผิดพลาดยอดฮิตของ สตาร์ทอัพ ที่ทำให้เจ๊งไม่เป็นท่า

สิ่งสุดท้ายที่อยากจะฝากก็คือ อย่าคิดว่า VC หรือนักลงทุนเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของคุณเพียงเพราะคุณรู้ว่าพวกเขาได้ลงทุนในบริษัทที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว เพราะความสำเร็จมันเกิดจากปัจจัยภายในบริษัทของคุณเองล้วนๆ  

เติบโตไปกับบริษัทเอเชียชั้นนำของโลกด้วยกองทุนรวม

หากจะพูดถึงการเติบโตของเศรษฐกิจของโลกตอนนี้ ทุกสายตาคงจับจ้องมาที่เอเชีย

เอเชียถือว่าเป็นภูมิภาคที่ยังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงมาก ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนหลายอย่าง เช่น รายได้ต่อหัวของประชากรที่ยังไม่สูงมาก (ยังมีช่องว่างให้เติบโตกว่าจะไปเท่ากับประเทศฝั่งยุโรปหรืออเมริกา) อัตราการเกิดของประชากรที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก รวมไปถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังมีศักยภาพการเติบโต เช่น ญี่ปุ่นที่มีบริษัทที่มีศักยภาพการแข่งขันระดับโลก รวมไปถึงจีนที่ยังมีการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

นักลงทุนหลายคนยังติดภาพว่า “บริษัทเอเชียมักจะล้าหลังและแข่งขันสู้บริษัทฝั่งตะวันตกไม่ได้เสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้วบริษัทเอเชียบางบริษัทถือว่ามีศักยภาพสูงมากและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกได้อย่างทัดเทียม”

โดยเฉพาะบริษัทจากฝั่งเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่ถือว่าน่าสนใจในเชิงปัจจัยพื้นฐานมากทีเดียว

Kweichow Moutai คือบริษัทเหล้าที่มีมูลค่ากิจการตามราคาตลาดสูงที่สุดในโลก

Kweichow Moutai CO., LTD เป็นบริษัทเหล้าสัญชาติจีนจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ในสัญลักษณ์ 600519 บริษัทเป็นเจ้าของแบรนด์เหล้า Moutai หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อเหล้าเหมาไถ เหล้าพรีเมี่ยมของจีนขวดขาวแดงที่หมักจากข้าวฟ่าง และมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมากว่า 2,000 ปี

ถ้าเทียบกับ Diageo plc บริษัทเหล้าอันดับ 2 ของโลก สัญชาติอังกฤษเจ้าของแบรนด์ Johnnie Walker (จดทะเบียนอยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนในชื่อหุ้น DGE) บริษัท Moutai จากจีนก็สามารถแข่งขันได้อย่างสมศักดิ์ศรี ขนาดมูลค่ากิจการตามราคาตลาดของ Diageo อยู่ที่ 69.40 พันล้านปอนด์ ในขณะที่ Moutai มีมูลค่าอยู่ที่ 864.64 พันล้านหยวน ซึ่งถ้าเทียบกับค่าเงินปัจจุบันแล้ว เหมาไถจากจีนก็ใหญ่กว่าอยู่เกือบเท่าตัว (ทั้ง 2 บริษัทซื้อขายอยู่ที่ PE ใกล้เคียงกันประมาณ 27 เท่า)

Moutai ถือเป็นแบรนด์เหล้าพรีเมี่ยมของจีนที่มีอัตรากำไรสุทธิสูงมาก”

ในขณะที่เหล้า Johnnie Walker (LON: DGE) มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 60% อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 25% เบียร์ช้าง (SGX: Y92) มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 30% อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 18% แต่เหล้า Moutai (SHA: 600519) ทำอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิได้สูงถึง 90% และ 45% ตามลำดับ

เหล้าเหมาไถเป็นเหล้าราคาแพงที่จะเอาไว้เปิดเลี้ยงฉลองแขกคนสำคัญเพื่อแสดงถึงความเป็นจีน เหมาไถจึงมีความสามารถในการสร้างกำไรสูงไปตามความพรีเมี่ยมของแบรนด์ ถึงแม้ว่ายอดขายรวมทั่วโลกของเหมาไถจะต่ำกว่า Diageo เจ้าของแบรนด์ Johnnie Walker แต่ก็ด้วยอัตรากำไรสุทธิที่สูงจึงทำให้กำไรสุทธิของเหมาไถสูงกว่า และได้ขึ้นแท่นเป็นบริษัทเหล้าที่มีมูลค่ากิจการตามราคาตลาดอันดับ 1 ของโลก

Tencent คือบริษัทเกมที่มีมูลค่ากิจการตามราคาตลาดสูงที่สุดในโลก

Tencent Holdings LTD เป็นบริษัทเกมสัญชาติจีนที่ครองส่วนแบ่งตลาดเกมสูงที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังเป็นบริษัทเกมที่มีมูลค่ากิจการตามราคาตลาดสูงที่สุดในโลก และเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีขนาดติด 1 ใน 10 ของโลกด้วย (บริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในจีนและใหญ่กว่า Alibaba หรือ BABA ของแจ๊ก หม่าด้วย)

Tencent คือ บริษัทเทคโนโลยีสารพัดนึกในประเทศจีน”

ธุรกิจของ Tencent (HKG: 0700) หลากหลายและครอบคลุมแทบทุกธุรกิจเทคโนโลยีในประเทศจีน บริษัทเป็นเจ้าของโปรแกรมแชตอันดับ 1 ของจีนอย่าง WeChat (Weixin) และโปรแกรมแชตชื่อดังอย่าง QQ บริการชำระเงินออนไลน์อันดับ 1 ของจีนอย่าง WeChatPay และบริษัทที่ครองตลาดเกมเป็นอันดับ 1 ของจีนและโลกอีกด้วย

Tencent เป็นเจ้าของเกมชื่อดังระดับโลกอย่าง ROV

ถ้าเทียบจากรายได้จากธุรกิจเกม Tencent ถือเป็นบริษัทเกมอันดับ 1 ของโลก โดยในปี 2017 บริษัทมีรายได้จากเกมสูงถึง 18.1 พันล้านเหรียญ เติบโตจากรายได้ปีก่อนหน้าที่ 12.0 พันล้านเหรียญกว่า 50% yoy และทิ้งห่างบริษัทเกมอันดับ 2 อย่าง Sony ที่มีรายได้อยู่ที่ 10.5 พันล้านเหรียญในปี 2017 อยู่เกือบเท่าตัว

อุตสาหกรรมเกมถือว่าเติบโตได้ดีอย่างมาก จากงานวิจัยตลาดของ newzoo เปิดเผยว่าจากปี 2012 – 2021 ตลาดเกมโดยรวมมีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 11.0% ทบต้น โดยส่วนที่เติบโตสูงมากคือตลาดเกมมือถือที่เติบโตสูงถึง 26.8% ทบต้นเป็นเวลา 10 ปี แน่นอนว่า Tencent ครองตลาดนี้ได้อย่างดี อย่าง King of Glory ก็เป็นเกมที่มียอดดาวน์โหลดอันดับ 1 ในประเทศจีน หรืออย่างเกม ROV ก็มีกระแสนิยมไปทั่วโลก

หลายคนอาจคิดว่าธุรกิจเกมไม่น่ามีกำไร แต่ไม่ใช่สำหรับ Tencent เพราะบริษัทมีอัตราการทำกำไรสูงและอัตราการเติบโตของกำไรสูงมาก

ในปี 2017 บริษัททำอัตรากำไรสุทธิได้ถึง 30.1% และมีกำไรสุทธิทั้งปีอยู่ที่ 71,510.00 ล้านหยวน เติบโตจากปีก่อนหน้าถึง 86.56% หรือถ้าเทียบกับการเติบโตกับกำไรสุทธิทบต้น 8 ปีก็สูงถึง 39.83% ต่อปีเลยทีเดียว

Fast Retailing (Uniqlo) คือบริษัทผู้ผลิตและค้าปลีกเครื่องนุ่งห่มอันดับ 2 ของโลก

Fast Retailing CO., LTD หรือที่เรารู้จักกันดีในฐานะบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นเจ้าของแบรนด์ร้านค้าปลีกเสื้อผ้าชื่อดังอย่าง Uniqlo จดทะเบียนอยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวในสัญลักษณ์ 9983 บริษัทถือเป็นบริษัทที่มีมูลค่ากิจการตามราคาตลาดอยู่ที่อันดับ 2 ของโลกในหมวดกิจการเครื่องนุ่มห่ม เป็นรองจาก Inditex (BME: ITX) เจ้าของแบรนด์ Zara อยู่เพียงบริษัทเดียว

Fast Retailing ก่อตั้งในวันที่ 1 พฤษภาคม 1963 ที่ยามากูชิ ประเทศญี่ปุ่น Uniqlo จัดเป็นร้านประเภท SPA (Specialty-store retailer of Private-label Apparel) คือร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าเฉพาะแบรนด์ตนเอง บริษัทครองสัดส่วนตลาดเครื่องนุ่งห่มสูงถึง 6.5% ของตลาดในประเทศญี่ปุ่น โดยเริ่มเปิดร้าน Uniqlo ร้านแรกในญี่ปุ่นเมื่อปี 1984 ก่อนจะเริ่มขยายสาขาไปต่างประเทศแห่งแรกที่สหราชอาณาจักรในปี 2001 จนในปี 2017 รายได้จากต่างประเทศของ Uniqlo สูงถึง 47% ของรายได้รวม โดยมีสาขาในประเทศญี่ปุ่นรวม 831 สาขา และสาขาในต่างประเทศอีก 1,089 สาขา

หุ้น Fast Retailing จดทะเบียนครั้งแรกในปี 1994 ที่ราคาเปิด 1,026 เยน (ปรับการแตกพาร์แล้ว) จวบจนในปัจจุบัน (ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2018) ราคาหุ้นของบริษัทอยู่ที่ 48,280 เยน คิดเป็นผลตอบแทนรวมกว่า 47 เด้ง และคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นอยู่ที่ปีละ 17.41%

ในแง่ของยอดขาย บริษัทถือครองอันดับ 3 ในเวทีโลก โดยมีอันดับ 1 เป็น Inditex (Zara) จากประเทศสเปนที่มียอดขายอยู่ที่ 3.33 ล้านล้านเยน รองมาคือ Hennes & Mauritz (H&M) จากประเทศสวีเดนที่ยอดขาย 2.61 ล้านล้านเยน และบริษัท Fast Retailing (Uniqlo) จากประเทศญี่ปุ่นอยู่ที่ 1.86 ล้านล้านเยน

Fast Retailing ถือเป็นแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นที่มีการเติบโตต่อเนื่องและยาวนานจนได้ขึ้นแท่นเป็นบริษัทอันดับโลกไปแล้ว

ในแง่ยอดขาย บริษัทสร้างการเติบโตได้ถึง 171.81% ในเวลา 8 ปี หรือเทียบกับการเติบโตทบต้นที่ 13.31% ต่อปี ในขณะที่กำไรสุทธิเติบโต 139.53% ในเวลา 8 ปี หรือเทียบเท่ากับการเติบโตทบต้นที่ 11.54% ต่อปีเลยทีเดียว

บริษัทเอเชียจำนวนมากยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี

หากนักลงทุนสนใจจะลงทุนในบริษัทเหล่านี้สามารถทำได้หลายวิธี โดยอาจจะซื้อหุ้นโดยตรงเลยก็ได้ แต่อาจจะจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นค่อนข้างสูงและติดตามผลประกอบการอย่างใกล้ชิด แต่ถ้าไม่มีเวลาติดตามเพียงพอ การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยมีข้อดีคือใช้เงินเริ่มต้นไม่มาก การทำธุรกรรมไม่ซับซ้อน แถมยังได้ถือหุ้นหลายตัวเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงอีกด้วย

บลจ.กรุงศรี มีกองทุนรวมต่างประเทศให้เลือกได้หลายกองทุน

บลจ.กรุงศรี มีกองทุนรวมต่างประเทศให้เลือกได้หลายกองทุน จะไปลงทุนในกองทุนหลักซึ่งบริหารโดยบริษัทจัดการกองทุนในต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในประเทศนั้นๆ อีกที จึงมั่นใจได้ว่าผู้จัดการกองทุนที่นั่นมีความใกล้ชิดติดตามสถานการณ์และข้อมูลต่างๆ ได้ทันท่วงทีกว่าผู้ลงทุนในเมืองไทยอย่างเรา

ถ้าสนใจประเทศเศรษฐกิจใหญ่อย่างจีน ก็มีกองทุนที่ลงทุนในหุ้นจีนให้เลือกหลากหลาย เป็นช่องทางเข้าถึงบริษัทจีนชั้นนำอย่าง Moutai และ Tencent ได้ เช่น กองทุน KFACHINA-A ที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศคือ China A Opportunity Fund ของ UBS Investment เน้นลงทุนในหุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น หรือที่เรียกว่าหุ้น A-Share ซึ่งมักจะเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลดีจากการเติบโตของการอุปโภคบริโภคด้วยประชากรมหาศาลในประเทศ แล้วยังมี KF-HCHINAD ที่ลงทุนในกองทุนหลัก First State Greater China Growth Fund ที่ลงทุนทั้งในจีน ไต้หวัน และฮ่องกง มีบริษัทใหญ่ๆ ทางเทคโนโลยีและอีกหลายธุรกิจที่น่าลงทุน

ส่วนญี่ปุ่นก็มีหลากหลายกองทุนเช่นกัน KF-HJPINDX จะลงทุนในกองทุน Nikkei 225 Exchange Traded Fund ที่จะลงทุนในหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น เช่น Fast Retailing (UNIQLO) SoftBank Group Corp (Masayoshi Son) FamilyMart UNY Holdings Co Ltd (ร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศญี่ปุ่น) เป็นต้น

นอกจากนี้ บลจ.กรุงศรียังมีกองทุนที่ลงทุนในเวียดนาม และอินเดียที่เป็นประเทศเติบโตสูง หรือกองทุนที่ลงทุนในทั้งภูมิภาคเอเชียกระจายหลายประเทศด้วย

สนใจแบบไหนสามารถติดตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.กรุงศรี โทร. 0 2657 5757 เว็บไซต์ www.krungsriasset.com หรือ ดูรายละเอียดกองทุนเอเชียและโปรโมชั่นคลิก http://bit.ly/AsiaEQ_promo2018

หนีห่าว และ อาริกาโตโกะซาอิมาซซซซ !

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

คำเตือน: ผลการดำเนินการในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน กองทุนมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และ/หรือการเมืองในประเทศซึ่งกองทุนหลักได้ลงทุน

หมายเหตุ: 

  • KFACHINA-A: ลงทุนในกองทุนหลัก UBS (Lux) Investment SICAV – China A Opportunity (USD) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ระดับความเสี่ยง 6 – สูง ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • KF-HCHINAD: ลงทุนในกองทุนหลัก First State Greater China Growth Fund โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ระดับความเสี่ยง 6 – สูง ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • KF-HJPINDX:  ลงทุนในกองทุนหลัก Nikkei 225 Exchange Traded Fund โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ระดับความเสี่ยง 6 – สูง ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน

แหล่งที่มาข้อมูล:

www.fortune.com
www.moutai.com.au
www.aastocks.com
www.jitta.com
www.tencent.com
www.newzoo.com
www.uniqlo.com
www.krungsriasset.com

บทความนี้เป้น Advertorial

ออกจากงาน แย่แน่!! ถ้าไม่รู้เรื่องพวกนี้

เมื่อวานนี้มาดามฟินนี่มาเที่ยวและนัดเจอกับอภินิหารเงินออมที่เชียงใหม่ เราก็ถามโน้นนี่นั่นไปเรื่อยๆจนกระทั่งมาคุยเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ขึ้นทะเบียนคนว่างงาน ภาษีที่ต้องจ่าย บลาๆๆๆๆ มาดามเลยปิ๊งไอเดียว่าเรื่องที่เราคุยกันอยู่นี่น่าจะเป็นประโยชน์กับแฟนเพจ ก็เลยจัดไลฟ์กันตรงนั้นเลย หลังจากไลฟ์แล้วก็เขียนสรุปสิ่งที่พูด แทรกความรู้เพิ่มเติมและลิงค์ที่จะให้แฟนเพจไปอ่านต่อเองได้ไว้ที่บทความนี้นะจ๊ะ 

3 เรื่องที่คนลาออกควรรู้

1>> ย้ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปไว้ที่ RMF for PVD

เงินของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ

ออกจากงาน แย่แน่!! ถ้าไม่รู้เรื่องพวกนี้

ภาพจากบทความ  สร้าง 1 ล้านแรกกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (อ่านบทความคลิกที่นี่)

1. เงินสะสม คือ เงินที่เรา(พนักงาน)จ่ายเข้ากองทุน

2. ผลประโยชน์ของเงินสะสม คือ ดอกผลที่ได้จากการนำเงินสะสมไปลงทุน

3. เงินสมทบ คือ เงินที่นายจ้าง(บริษัท)จ่ายเข้ากองทุน

4. ผลประโยชน์ของเงินสมทบ คือ ดอกผลที่ได้จากการนำเงินสมทบไปลงทุน

ถ้าลาออกไปทำงานที่ใหม่แล้วมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เราก็ย้ายกองทุนไปอยู่ที่บริษัทใหม่ได้ แต่ถ้าเราเลือกปิดกองทุนแล้วรับเป็นเงินก้อน ก็จะทำให้ชีวิตยุ่งยากนิดนึงเพราะเงินก้อนนี้จะต้องนำมารวมเป็นรายได้ของปีนี้เพื่อคำนวณภาษีแล้วรายได้ของเราจะสูงขึ้น 

เงินแต่ละส่วนที่เราได้รับจากกองทุนนั้นมีเงื่อนไขของภาษีแตกต่างกัน คือ

1. ส่วนของเงินสะสม ได้รับยกเว้นภาษี แปลว่า เราไม่ต้องนำมารวมเป็นรายได้เพื่อยื่นภาษี

2. เงินส่วนที่เป็น “ผลประโยชน์ของเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ” นำมารวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีด้วย มันก็มีแยกย่อยแตกสาขาไปอีก!!!  

วิธีการคิดภาษีมี 3 กรณี ดังนี้

2.1 ถ้าอายุงาน < 5 ปีหรือลาออกจากกองทุน แต่ไม่ได้ลาออกจากงาน : นำเงินที่ได้ทั้ง 3 ส่วนมาเป็นรายได้คำนวณภาษี (เตรียมวางแผนหาค่าลดหย่อนไว้รอเลยจ้า)

2.2 ถ้าอายุงานมากกว่าหรือเท่ากับ  5 ปี : แยกคำนวณภาษีต่างหากจากรายได้ประจำปี

2.3 อายุของเรามากกว่าหรือเท่ากับ 55 ปีและอายุสมาชิกกองทุนมากกว่าหรือเท่ากับ 5 ปี , ทุพพลภาพ , เสียชีวิต : เงินก้อนนี้ได้รับยกเว้นภาษี แปลว่าไม่ต้องรวมเป็นรายได้คำนวณภาษีนั่นเองจ้า 

แต่ชีวิตของเราจะง่ายขึ้นถ้าลาออกแล้วนำเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปไว้ที่ RMF for PVD นำมาลดหย่อนภาษีซ้ำอีกไม่ได้เพราะเราใช้ลดหย่อนไปแล้วตอนเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นกองทุนที่คนละส่วนกับ RMF ทั่วไป หลังจากนั้นเงินก้อนนี้ก็จะเข้าเงื่อนไขของ RMF ที่ขายได้ตอนอายุ 55 ปีเลยจ้า

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ย้ายเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ไป RMF ทางเลือกใหม่สำหรับคนทันสมัย https://brandinside.asia/pvd-for-rmf-new-choice/

.

2>> ขอรับเงินชดเชยการว่างงานจากประกันสังคม

เราทำงานประจำก็อยู่ในประกันสังคมมาตรา 33 เมื่อลาออกจากงานแล้วก็จะได้รับเงินชดเชยการว่างงานด้วย 3 เดือน ที่สำคัญเราจะต้องไปขึ้นทะเบียนภายใน 30 วันหลังจากที่ลาออก 

ออกจากงาน แย่แน่!! ถ้าไม่รู้เรื่องพวกนี้

เรื่องนี้เคยเขียนไว้ที่หน้าเพจแล้ว ถ้านำมาเขียนอีกก็จะยาวเกิ๊น รบกวนอ่านต่อได้ที่  => https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.640806552623632.1073741828.640628979308056/1482024901835122/?type=3&theater 

.

3>> เงินเกษียณและการยื่นภาษีกรณีมีประกันสังคมทั้งมาตรา 33 และ 39 ในปีเดียวกัน

เคสนี้เจอเกิดขึ้นกับตัวเอง คิดว่ามาดามฟินนี่ก็น่าจะเจอเหมือนกันก็เลยเล่าให้ฟังเพื่อเตรียมตัวตอนยื่นภาษี เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่แล้ว ตอนนั้นอภินิหารเงินออมลาออกจากงานประจำมาเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัว ผลของการลาออกจากงานประจำ ทำให้ต้องลาออกจากมาตรา 33 แบบอัตโนมัติ เพื่อคงสิทธิอื่นๆของประกันสังคมต่อไป ก็เลยสมัครเข้ามาตรา 39 (ตามกฎหมายแล้วต้องสมัครภายใน 6 เดือน)

สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้น คือ เงินเกษียณของเราจะลดลง เพราะฐานเงินเดือนของมาตรา 39 จะอยู่ที่ 4,800 บาท เราสามารถดูเงินที่สะสมเข้าประกันสังคมได้ที่ในเว็บไซด์ ส่วนภาพข้างล่างนี้เป็นเอกสารที่ประกันสังคมส่งให้อภินิหารเงินออม  รายละเอียดของเงินชราภาพ คลิกที่นี่ 

ออกจากงาน แย่แน่!! ถ้าไม่รู้เรื่องพวกนี้

อีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องเจอ คือ การยื่นภาษี ทุกปีเราจะยื่นภาษีเองแบบออนไลน์ ตอนแรกเราจินตนาการไปไกลว่าถ้าสมัครเข้าประกันสังคมมาตรา 39 ปุ๊บ แล้วระบบของประกันสังคมจะยิงตรงถึงสรรพากรทันที แก้ไขข้อมูลได้แบบอัตโนมัติ เราก็ยื่นภาษีออนไลน์ได้แบบชิลๆ 

แต่เรื่องจริงที่เกิดขึ้น คือ ระบบของประกันสังคมกับสรรพากรไม่เชื่อมต่อกัน ฐานข้อมูลเรายังเป็นมาตรา 33 เหมือนเดิม ทั้งที่ลาออกแล้ว ทำให้ตอนยื่นภาษีออนไลน์ระบบไม่มีให้กรอกจำนวนเงินที่จ่ายเข้าประกันสังคมมาตรา 39 เราทำอะไรไม่ได้นอกจากทำใจแล้วยื่นไปตามที่ระบบมีให้กรอกเท่านั้น คิดว่าถ้ามีปัญหาอะไรเจ้าหน้าที่คงติดต่อกลับมาเอง

อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ได้รับจดหมายจากสรรพากรให้ยื่นเอกสารเพิ่ม เราก็โทรไปบอกเจ้าหน้าที่ว่าไม่สะดวกไปเพราะอยู่ต่างจังหวัด แต่จะทำเอกสารเป็น PDF ส่งเมล์ไปให้ แล้วเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังว่าปัญหาที่กรอกไม่ครบเกิดขึ้นจากอะไร หลังจากนั้นทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี เจ้าหน้าที่ก็เปลี่ยนข้อมูลในระบบให้เราอยู่ในมาตรา 39 เรียบร้อยแล้ว 

หากมาดามฟินนี่ต้องยื่นภาษีของปีนี้ก็อาจจะใช้วิธียื่นออนไลน์แล้วรอให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมา หรือกรอกเอกสารในกระดาษแล้วไปยื่นภาษีเองที่สรรพากร จะได้ให้เจ้าหน้าที่เปลี่ยนข้อมูลของเราในระบบให้ตรงกับประกันสังคมด้วย เราก็ได้แต่หวังลึกๆว่าถ้ากลายเป็นไทยแลนด์ 4.0 เต็มตัวแล้วระบบฐานข้อมูลของรัฐน่าจะเชื่อมถึงกันได้ทั้งหมด เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงานและเจ้าหน้าที่ทำงานง่ายขึ้น

เอาล่ะ มาถึงตรงนี้ก็น่าจะพอเห็นภาพว่าถ้าลาออกจากงานประจำแล้วจะต้องจัดการเงินอย่างไรบ้าง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง เพราะทั้งหมดนี้เราจะต้องดิ้นรนช่วยเหลือตัวเอง เรายิ่งรู้ ยิ่งได้เปรียบ  แล้วถ้าเราอยากช่วยเหลือให้คนอื่นรู้เรื่องเหมือนกับเรา สามารถแบ่งปันเรื่องราวในบทความนี้ให้เพื่อนอ่านได้นะจ๊ะ ^^

ที่มาของบทความนี้

FB Live

คลิปที่ 1 https://www.facebook.com/madamfinney/videos/256762248493771/

คลิปที่ 2 https://www.facebook.com/madamfinney/videos/2181390538538357/

“แต่งงาน VS โสด” แบบไหนดีกว่ากัน?

เพื่อนๆ เคยถามตัวเองกันมั้ยครับว่า…

ทุกวันนี้เราควรจะแต่งงานมีครอบครัว หรือ ครองตัวเป็นโสดดี?

วันนี้แอดมินเลยนำข้อมูลตัวเลขรายได้และค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบระหว่างคนสองคนที่ “แต่งงาน VS โสด”แล้ว มาแชร์ให้เพื่อนๆ อ่านกันดูครับ จะได้ตัดสินใจกันได้ถูก

เรามาเริ่มกันที่รายได้กันก่อน ดูเหมือนว่าคนที่มีครอบครัวดูจะมีความได้เปรียบกว่าหน่อย เพราะถ้าหากหาเงินได้ทั้งคู่ ก็เหมือนมีรายได้เพิ่มขึ้นมาเป็นสองเท่า

จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Ohio State ของสหรัฐอเมริกา ก็พบว่า “คู่แต่งงานจะมีความสามารถสร้างรายได้ได้มากกว่าคนที่เป็นโสดถึง 77% และยังสามารถเพิ่มฐานรายได้ให้มากขึ้น 16% ในแต่ละปี”

ในส่วนของภาษี “การแต่งงาน” ยังสามารถช่วยให้มีค่าลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้น ก็คือ ค่าลดหย่อนคู่สมรสจำนวน 60,000 บาท แต่เป็นในกรณีที่สามีหรือภรรยาไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้แต่ยื่นคำนวนภาษีร่วมกันเท่านั้น ที่จะได้ค่าลดหย่อนนี้ทันที

ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จากบทความเรื่อง “The High Price of Being Single in America” ได้ข้อสรุปว่า “คนที่เป็นโสดนั้นมีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าคนที่แต่งงานแล้ว”

เนื่องจาก ผู้หญิงโสดอเมริกาที่มีรายได้ต่ำ จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 484,368 เหรียญสหรัฐ ส่วนผู้หญิงโสดรายได้สูงขึ้นมา จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,022,096 เหรียญ !

เห็นมั้ยครับว่าผู้หญิงโสดยิ่งรายได้เยอะ ค่าใช้จ่ายของเธอยิ่งมากขึ้นเกือบ 2 เท่า

ลองมาดูเรื่องการทำประกันกันบ้าง ระหว่าง “การทำประกันของคนโสด” กับ “คนที่แต่งงานแล้ว”

คนที่มีสามี/ภรรยาแล้วก็อาจจะได้เปรียบเรื่องคนปรึกษาการวางแผนการทำประกันที่สามารถเผื่อไว้ในอนาคต บางครั้งก็อาจจะได้ประโยชน์จากประกันสุขภาพ เช่น คู่สมรสของข้าราชการสามารถที่จะเบิกค่ารักษาพยาบาลได้

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงจะมองว่า ถ้าอย่างนั้นแต่งงาน มันก็ดีกว่าอยู่คนเดียวน่ะสิ?

อย่าเพิ่งตัดสินครับ

เพราะว่า “การเป็นโสด” ก็มีข้อดีในแบบที่คนแต่งงานนั้นไม่มี เช่น อิสระในการใช้ชีวิตอย่างเสรีตามใจฉัน , ไม่ต้องเสียเงินก้อนกับการแต่งงาน , ไม่ต้องพบเจอกับปัญหาหย่าร้าง , ปัญหาชีวิตคู่ที่มีความน่าปวดหัว , หรือปัญหาชีวิตที่มาจากการไม่ประสบความสำเร็จในความรัก

ถึงแม้ “การแต่งงาน” อาจจะดูมีข้อดีกว่า “ในเรื่องของการเงิน” แต่การที่เราเลือกคู่ชีวิตผิดพลาด ก็อาจจะพาชีวิตเราผิดพลาดได้นะครับ

ที่สำคัญ ความสำคัญของการมีครอบครัวนั้นไม่ได้สำคัญแค่เรา มันยังส่งผลถึงระดับชาติ เพราะว่าการมีครอบครัวมีลูก มองในอีกมุมหนึ่ง ก็คือการเพิ่มพลเมืองให้กับประเทศ ดังนั้นครอบครัวจึงเป็นจุดเล็กๆ ที่บ่มเพาะพลเมืองของชาติ

เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะตัดสินใจเลือก “แต่งงาน VS โสด” ทั้งสองทางเลือกมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันครับ เลือกให้เหมาะสมกับความต้องการของคุณครับ

ขอบคุณบทความ The High Price of Being Single in America จาก The Atlantic :

https://www.theatlantic.com/sexes/archive/2013/01/the-high-price-of-being-single-in-america/267043/

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Line@ : @aommoney

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : http://www.youtube.com/c/AommoneyTH

บุคคลธรรมดาทำธุรกิจ อย่าลืมคิดเรื่องหักภาษี ณ ที่จ่าย

หลายคนเข้าใจผิดว่า ถ้าทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาแล้ว ไม่ต้องหักภาษี ณ ทีจ่าย แต่ความเป็นจริงแล้ว กฎหมายกำหนดไว้ด้วยนะจ๊ะ

ถ้าใครอ่านกฎหมายดีๆ จะเห็นว่ามาตรา 50 แห่งประมวลรัษฏากร และ ทป.4/2528 (บางข้อ) มีระบุไว้ถึงคำว่า “บุคคล” ซึ่งหมายถึงบุคคลธรรมดาด้วยครับผม

ดังนั้นในบางกรณี การเป็นบุคคลธรรมดาก็ต้องหัก ณ ที่จ่ายไว้ด้วย เช่น ถ้าเราเป็นบุคคลธรรมดา ทำธุรกิจ แลัวมีการจ่ายเงินให้กับลูกจ้างแบบจริงจัง ถ้าหากรายได้เขาถึงเกณฑ์ที่ต้องหักภาษี เราก็ต้องหักเขานะ หรือถ้าจ้างฟรีแลนซ์ทำงานแบบจัดหนักถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ก็ต้องหักไว้เช่นกันจ้า

แต่ที่ปัจจุบันไม่หักนั้น เป็นเพราะว่าการทำธุรกิจส่วนใหญ่ ไม่ได้จ่ายค่าจ้างสูงขนาดนั้น หรือการจ่ายบางรายการก็ไม่ได้เข้าเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงไม่จำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้นั้นเอง

อย่าเข้าใจผิดคิดว่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีไว้สำหรับนิติบุคคลเท่านั้นนะครับ เดี๋ยวจะเป็นปัญหาได้ เพราะว่ากฎหมายเขาระบุไว้ชัดเจนจ้า

ฝากแชร์บอกต่อด้วยนะครับ เผื่อว่าจะมีคนเข้าใจผิด แล้วถูกตรวจสอบขึ้นมา ลำบากแย่เลย 🙂

ฝากเป็นกำลังใจให้พรี่หนอมได้ง่ายๆ ฟรีๆ 
แถมมีคุณค่าทางใจให้มีแรงทำเนื้อหาต่อไป
สะดวกช่องทางไหน ไปกดติดตามกันเลย

Facebook Page : TaxBugnoms
Line : https://line.me/ti/p/@taxbugnoms 
Twitter : https://twitter.com/TAXBugnoms

#TAXBugnoms

(Review) 1,000 บาท ก็ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ และ Infra ได้ด้วย “SCBPIN”

ถ้าพูดถึงการลงทุนแบบมั่นคง นักลงทุนก็คงคิดถึง “อสังหาริมทรัพย์”

ข้อดีคือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์คือความมั่นคง ผันผวนไม่มาก และมีโอกาสรับรายได้ค่อนข้างแน่นอน เหตุผลคือ อสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงช้า ความต้องการซื้อมักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะที่ดินเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด ราคาทรัพย์จึงมักเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ค่อยพบการลดลงอย่างรุนแรง กระแสเงินสดที่เข้ามาก็ค่อนข้างจะมั่นคง เนื่องจากส่วนใหญ่จะได้รายได้เป็นค่าเช่า ทำให้ได้กระแสเงินสดเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ

ปัญหาสำคัญของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์คือใช้เงินค่อนข้างเยอะ

หากต้องการลงทุนบ้านเช่าหรือคอนโดให้เช่าอาจต้องใช้เงินหลักแสนหรือหลักล้าน คลังสินค้าให้เช่าอาจเป็นหลักสิบล้าน โรงแรมและห้างสรรพสินค้าอาจเป็นหลักร้อยล้าน และสนามบินอาจเป็นหลักพันล้านนักลงทุนรายย่อยที่อยากลงทุนอสังหาริมทรัพย์ก็จะติดปัญหาเพราะไม่สามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ได้

“SCBPIN” คือคำตอบ

SCBPIN หรือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ เฟล็กซิเบิ้ล (SCB Property and Infrastructure Flexible Fund) คือกองทุนรวมที่เน้นลงทุนใน หน่วย Property และ หน่วย Infra จากทั้งในและต่างประเทศ ซึ่ง โดยผู้จัดการกองทุนจะนำเงินของนักลงทุนรายย่อยไปลงทุนต่อในอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ที่มีรายได้ประจำในรูปค่าเช่า เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โครงข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดในระยะยาว ในรูปของเงินปันผล

“อธิบายง่ายๆ ก็คือ SCBPIN คือ กองทุนรวมที่ไปลงทุนในหน่วย Property และ หน่วย Infra” 

โดยปรกติ เราสามารถลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โดยตรงก็ได้ แต่เงิน 1,000  บาทของเราอาจจะซื้อกองทุนได้แค่ไม่กี่กอง ทำให้การกระจายความเสี่ยงอาจจะไม่ดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในตึกเดี่ยว หรือทรัพย์เดี่ยวที่มีความเสี่ยงที่ควบคุมได้ยากเข้ามาเกี่ยวข้อง การลงทุนใน SCBPIN ก็จะกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า เพราะเงิน 1,000 บาทจะซื้อทรัพย์ได้หลากหลายกว่ามาก เพราะกองทุนต้องกระจายลงทุนในทรัพย์จำนวนมาก

ข้อดีของ Property REITs และ Infrastructure Funds คือความมั่นคง

การลงทุนในหุ้นอาจให้ผลตอบแทนที่มาก แต่ในขณะเดียวกันความผันผวนก็มากด้วยเช่นกัน แต่อสังหาริมทรัพย์ถือว่าเป็นการลงทุนที่ผันผวนไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้เน้นการเก็งกำไรซื้อมาขายไป แต่เป็นการเน้นการสร้างกระแสเงินสดจากค่าเช่า แนวโน้มของรายได้จะมั่นคงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถ้าใครเคยมีประสบการณ์ปล่อยเช่าหรือเคยเป็นผู้เช่ามาก่อนบ้างจะพอทราบว่า ค่าเช่าจะมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ให้เช่าจะขอขึ้นค่าเช่าตลอดทุกการเปลี่ยนสัญญา ส่วนมากก็ประมาณ 3 – 5% ต่อปี

“Property REITs” และ “Infrastructure Funds” เหมาะสำหรับนักลงทุนที่อยากได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากตราสารหนี้ (หรือกองทุนรวมตราสารหนี้) โดยรับความผันผวนมากขึ้นได้ แต่ก็ไม่อยากให้ผันผวนในระดับตลาดหุ้น หรืออาจจะนำมาจัดพอร์ตร่วมกันเพื่อกระจายความเสี่ยงก็ได้เช่นกัน

เห็นได้ว่าผลตอบแทนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มสูงกว่าตราสารหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ให้เงินปันผลอยู่ประมาณ 6% ต่อปี ในขณะที่ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนประมาณ 3% ต่อปี ส่วนต่างอยู่ที่ประมาณ 3% ต่อปี ซึ่งผลตอบแทนที่มากขึ้นก็มาพร้อมกับความผันผวนที่มากขึ้น แต่ก็ถือว่ายังน้อยกว่าการลงทุนในตลาดหุ้น

ในลำดับถัดไปจะขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้นหากนำเงิน1,000 บาท ไปลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โดยตรงเพียงเจ้าเดียว กับลงทุนกองทุนรวมที่ลงทุนต่อในหน่วยProperty และหน่วย Infra

1. ลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โดยตรงเพียงเจ้าเดียว

  • เงิน 1,000 บาท 
  • ลงทุนได้ 1 สินทรัพย์ 
  • ผลตอบแทนทรัพย์ละ 6% ต่อปี ผลตอบแทนรวม 6% ต่อปี
  • กรณีเกิดเหตุร้ายกับทรัพย์จนมูลค่าทรัพย์เหลือครึ่งเดียว เงินลงทุนเราจะมูลค่าลดลง 50%

2. ลงทุนกองทุนรวมที่ลงทุนต่อในหน่วย Property และหน่วย Infra

  • เงิน 1,000 บาท
  • ลงทุนได้ 50 สินทรัพย์
  • ผลตอบแทนทรัพย์ละ 6% ต่อปี ผลตอบแทนรวม 6% ต่อปี
  • กรณีเกิดเหตุร้ายกับทรัพย์จนมูลค่าทรัพย์เหลือครึ่งเดียว เงินลงทุนเราจะมูลค่าลดลง 1%

ดังนั้น “การกระจายการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ”

อย่าง SCBPIN เองก็มีการกระจายการลงทุนที่หลากหลาย โดยแบ่งออกไปทั้งประเทศไทยและสิงคโปร์ ทั้งช่วยกระจายความเสี่ยง และช่วยลดปัญหาด้านสภาพคล่องในการซื้อขายด้วย ใครเคยลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โดยตรงจะรู้ว่าจำนวนซื้อขายต่อวันค่อนข้างต่ำ หลายครั้งก็บริหารพอร์ตยาก การซื้อกองทุนรวมที่ไปลงทุนต่อในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ก็ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ เพราะถ้าสั่งซื้อก็ซื้อได้ สั่งขายก็ขายได้เลย

สมมุติฐานการลงทุน

  1. ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 2561
  2. อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่นำมาใช้ในพอร์ตจำลองการลงทุนเป็นอัตราผลตอบแทนโดยประมาณ โดยใช้ข้อมูลการคาดการณ์จาก Bloomberg ซึ่งอัตราผลตอบแทนที่แสดงไม่ใช่ผลตอบแทนจากการลงทุนจริง
  3. ข้อมูลความผันผวนของพอร์ตจำลองการลงทุน อ้างอิงจากข้อมูลในอดีตย้อนหลังประมาณ 7 ปี

SCBPIN จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากตราสารหนี้ แต่ความผันผวนไม่สูงเท่าลงทุนในตลาดหุ้น เน้นความมั่นคงจากการสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญ มีการกระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมกว่าลงทุนโดยตรงด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังใช้เพื่อการจัดพอร์ตร่วมกับสินทรัพย์อื่นได้อีกด้วย เช่น ใช้จัดพอร์ตร่วมกับหุ้น เพื่อลดความเสี่ยงยามตลาดหุ้นผันผวน เปิดเสนอขายครั้งแรก 14-20 สิงหาคม 2561   สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SCBAM ADVISORY 02 777 7777 กด 0 กด 6 หรือ  ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.scbam.com/medias/campaign/2018/scbpin/scbpin.html

ใครอยากมีอสังหาให้เช่า ฉันหนะสิ ฉันหนะสิ! 

ใครควรดูเรื่องนโยบายกองทุน ความเสี่ยงต่างๆ ก่อนตัดสินใจลงทุน ฉันหนะสิ ฉันหนะสิ!

ก่อนจบบทความวันนี้ อย่าลืมทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนกันนะครับ และหากยังไม่มั่นใจ ก็ควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนทำการลงทุนกันด้วยครับ

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

“เครดิตบูโร” ถ้ามีประวัติค้างชำระในนี้ เลยกู้ไม่ผ่านสักทีจริงหรือ?

เพื่อนๆ เคยได้ยินหลายๆ คนบ่นกันเรื่อง “กู้เงินไม่ผ่าน” บ้างไหมครับ? 

การกู้เงินในระบบหรือกู้เงินกับธนาคาร มักมีขั้นตอนหลายอย่างต่างจากการกู้ยืมเงินนอกระบบ โดยเฉพาะ การเช็ค “เครดิตบูโร” ซึ่งเป็นการเช็คฐานะทางการเงินของผู้กู้ หลายคนก็เลยมองว่าธนาคาร หวงเงิน งก หรือถึงขั้นมองว่าเครดิตบูโรเป็นพวกขี้ฟ้องขัดขวางความเจริญก็มีนะครับ

ถึงแม้ว่าหลายคนอาจจะมีความจำเป็นสาระพัดในการต้องกู้เงิน แต่เหตุผลหรือความจำเป็นในการกู้เงินนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งการันตีว่าคุณจะใช้หนี้ให้เจ้าหนี้ได้ตรงเวลาหรือไม่เบี้ยวหนี้

เพราะฉะนั้น “เครดิตบูโร” จึงทำหน้าที่คอยบันทึกพฤติกรรมการจ่ายหนี้ของเรานั่นเอง

เครดิตบูโรจะมีโปรไฟล์ของเราเมื่อเราไปกู้เงินหรือมีหนี้ เช่น เมื่อเราไปกู้เงินมาสร้างบ้าน หรือ เข้าไฟแนนซ์เพื่อซื้อมอเตอร์ไซค์ หมายความว่า เมื่อเราเปิดบัญชีสินเชื่อเมื่อไหร่ เครดิตบูโรก็จะมีโปรไฟล์ของเราภายใน 30 วันหลังเปิดบัญชีครับ

คำถามต่อมาของหลายๆ คนก็ คือ แล้วหนี้อะไรบ้างล่ะที่จะขึ้นในเครดิตบูโร คำตอบก็คือ ถ้าเรามีหนี้ที่เกี่ยวกับ บ้าน บัตรเครดิต รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และ สินเชื่อส่วนบุคคล รวมทั้งสินเชื่อเพื่อการเกษตร มันก็จะขึ้นในรายการชำระหนี้ของเราที่มีอยู่ในเครดิตบูโรครับ

เครดิตบูโรจะบันทึกพฤติกรรมการใช้หนี้ของเราอย่างต่อเนื่อง โดยยึดจากข้อมูลล่าสุดเป็นหลัก ย้อนหลังได้มากสุด 3 ปี ตัวอย่างเช่น ถ้ามีระยะเวลากู้ยืมเงิน 5 ปี ข้อมูลของเราในเครดิตบูโรก็จะมีแค่ 3 ปี พูดง่ายๆ คือ จ่ายหนี้ครบตรงเวลาแค่ช่วงเริ่มต้นกู้เงินอย่างเดียว แต่ช่วงหลังเบี้ยวหนี้ ก็ทำให้เครดิตเสียครับ ต้องทำดีสม่ำเสมอต้นจนจบ

แล้วที่หลายๆคนกู้เงินไม่ผ่านเพราะอะไรกันแน่?

มีอยู่ 2 ปัจจัยหลักๆที่เราควรรู้ครับ

ปัจจัยที่ 1 ความสามารถในการชำระหนี้ 

ธนาคารจะเช็คดูโปรไฟล์ของเราและ statement รายได้ อาชีพ ตำแหน่งหน้าที่ ความมั่นคง เพื่อดูว่าเราจะหาเงินมาใช้หนี้เขาได้รึเปล่า

ปัจจัยที่ 2  ความตั้งใจในการใช้หนี้

ส่วนนี้นี่แหละที่ทางธนาคารจะขอข้อมูลจากเครดิตบูโร มันจะเป็นส่วนที่แสดงพฤติกรรมของเราในการใช้หนี้ บางทีคุณอาจจะไม่มีปัญหาในข้อแรก แต่คุณไม่ได้ใช้หนี้อย่างสม่ำเสมอ ผลัดผ่อนไปเรื่อย ไม่ว่าจะหมุนไม่ทันหรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันก็จะถูกบันทึกและรายงานต่อไปให้กับผู้ที่ปล่อยกู้

สรุป : ทำไมถึงต้องมีเครดิตบูโร?

เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้อาจจะมองว่าเครดิตบูโรเป็นตัวร้ายคอยขัดขวางพระเอกนายลูกหนี้กับยัยเงินกู้ แต่จริงๆแล้ว เครดิตบูโรนี่แหละที่มีประโยชน์ต่อพวกเรามาก เพราะว่าเครดิตบูโร จะช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับธนาคาร เพราะธนาคารจะนำเงินที่พวกคุณฝากไว้ไปปล่อยกู้ครับ

เเละเจ้าเครดิตบูโรนี่เเหละครับ ที่คอยสอดส่องพฤติกรรมลูกหนี้ แล้วมารายงานกับธนาคารที่ถือเงินฝากของเรา ถ้าไม่มีเครดิตบูโร เงินฝากจะถูกปล่อยกู้ไปให้กับใครก็ไม่รู้ เเล้วคุณจะได้เงินฝากคืนมาครบหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ

เพราะฉะนั้น “เครดิตบูโร” ก็ถือว่าเป็นพระเอกของโลกการเงินที่คอยเป็นองค์รักพิทักษ์เงินฝากของเรานั่นเองครับ และถ้าใครอยากจะมีเครดิตบูโรที่ดี กู้เงินผ่านง่าย เราก็ควรมี “วินัย” ในการชำระหนี้ จ่ายตรงเวลา/ครบจำนวน เพราะเครดิตดีคนอื่นทำให้เราไม่ได้ครับ มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่จะสร้างมันขึ้นมาเองได้

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 14-17 สิงหาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุน ยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้เรายังอยู่กันที่หุ้นไทยเหมือนเดิม (อีกแล้ว) ด้วยการคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจแข็งแกร่ง Fund Flow ที่ทยอยกลับเข้ามา เช่นเดียวกันกับสัปดาห์ก่อนครับ

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ที่นี่ที่เดียวครับ กดติดตามกันด้วยนะครับผม

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 14-17 สิงหาคม 2561

ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา มุมมองในการ “ซื้อหุ้นไทย” นั้นยังเหมือนเดิมครับ เนื่องจาก Valuation นั้นน่าสนใจในขณะนี้ เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่องอยู่ ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี รวมถึง Fund Flow ที่ไหลเข้ามาสะท้อนว่าหุ้นไทยแข็งแกร่งพอที่จะยืนเหนือ 1,700 จุดได้!!

ส่วนตลาดอื่นที่สะสมได้ในสัปดาห์นี้ คือ สหรัฐฯ ยุโรป จีน เกาหลีและอินเดีย เว้นแต่ญี่ปุ่นไว้สักที่ เนื่องจากมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นครับ

  • เหตุผล : ไปต่อได้ด้วยเหตุผลเดิม (Fund Flow) เพิ่มเติมคือความแข็งแกร่ง
  • Focus : ไทย ส่วนที่เหลือสะสมไปเรื่อยๆ ครับผม
  • ความน่าสนใจ : ตลาดแข็งแกร่งขึ้นจากตัวเลขเศรษฐกิจ

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

  • สถานการณ์ในตอนนี้ ผมมองว่าหุ้นไทยยังไปต่อได้ครับ ขอแค่เราวางแผนจัดการเงินในการซื้อได้อย่างเหมาะสม อนาคตที่สดใสคงรอเราอยู่แน่นอนครับ
  • ส่วนตลาดอื่น แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นตลาดเกิดใหม่เอเชีย เพราะตอนนี้valuation ของตลาดมีความน่าสนใจขึ้นแต่ที่สำคัญ เรายังต้องจับตาดูความชัดเจนของนโยบายทางการค้าของ ประธานาธิบดีทรัมป์ต่อไป เพราะมีผลกระทบใหญ่ต่อทั่วโลกแน่นอนจ้า

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ถ้าถามผมว่าทำไมสหรัฐฯ ถึงน่าสะสม คำตอบเดิมก็คงจะเป็นเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชนอยู่ครับประกอบกับนโยบายการลดภาษีนั้น จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไปอีกด้วยครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

ยังเน้นที่ หุ้นยุโรปขนาดเล็กเหมือนเดิมนะครับ เนื่องจากผลกระทบน้อยกว่าหากสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจากยุโรป ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่ามีความแข็งแกร่งในตัวเองสูงครับ ส่วนหุ้นใหญ่ยังมองว่ามีผลกระทบค่อนข้างมาก ดังนั้นโฟกัสหุ้นเล็กเป็นหลักครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมได้ครับ แต่ขอให้โฟกัสที่หุ้นเล็กเป็นหลักต่อไป

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ตอนนี้ญี่ปุ่นน่าจะเป็นตลาดเดียวที่แนะนำให้ชะลอการลงทุนครับ จากสาเหตุมากมายที่เกิดขึ้นครับ ทั้งความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์เพิ่มขึ้นและผลตอบแทนตราสารหนี้ระยาวเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากทาง BOJ ลดการเข้าซื้อ อาจมีความเสี่ยงที่สถาบันในประเทศจะกลับมาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าอีกด้วยครับ

สรุปตอนนี้ : เบรกไว้ก่อนนะครับ

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

หลังจากที่รัฐบาลประกาศลดอัตราการเก็บภาษี Goods and Services Tax สำหรับสินค้ากว่า 50 รายการ เพื่อเพิ่มคะแนนนิยมให้กับพรรครัฐบาลเพื่อการเลือกตั้งในปีหน้ามาสักระยะ ทำให้หุ้นอินเดียตอนนี้น่าสนใจอยู่ครับ เพราะที่ไหน มีภาษีลด ที่นั่นย่อมมีการบริโภคเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อตัวเลขที่ดีขึ้นผลประกอบการแน่นอนครับผม หวังว่านโยบายนี้จะทำให้อินเดียไปต่อได้ยาวๆนะครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปครับ

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

จากดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรป ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อธุรกิจการส่งออกของเกาหลีให้ดีขึ้นบวกกับมูลค่าที่น่าสนใจ ทำให้ยังน่าสะสมต่อไปครับ ช่วงที่ผ่านมา ราคาของหุ้นเกาหลีลงมาเร็วทำให้ valuation กลับมาน่าสนใจอีกครั้งหนึ่งด้วยครับ ดังนั้นเป็นจุดกลับตัวที่ดีสำหรับคนที่อยากสะสมครับผม

สรุปสั้นๆ : ค่อยๆสะสมไปครับ

Insight ตลาดหุ้นไทย

สำหรับหุ้นไทย ยังอยู่ปัจจัยเดิมนะครับว่าเศรษฐกิจในประเทศมีสัญญาณดีขึ้น จากทั้งการบริโภคครัวเรือน และการลงทุนเอกชน จะช่วยให้รายได้บริษัทจดทะเบียนในภาพรวมยังคงขยายตัวได้ดีขึ้นครับ ประกอบกับตัวเลขในไตรมาส 2 ที่น่าจะดี และเงินทุนจากต่างชาติที่กำลังกลับมา ทำให้หุ้นไทยตอนนี้น่าสนใจมากครับ

ถ้ามองอีกด้านหนึ่งในช่วงนี้กำลังเข้าสู่ช่วงปลายปี เป็นจังหวะเวลาที่คนสนใจจะวางแผนภาษี เริ่มซื้อเพื่อสิทธิ์ลดหย่อนต่างๆ ดังนั้นอาจจเป็นช่วงที่เงินไหลเข้าจาก LTF อีกทางหนึ่งครับ

สรุปสั้นๆ : ซื้อต่อจ้า

Insight ตลาดหุ้นจีน

ผมมองว่าตอนนี้มูลค่าของตลาดจีนทั้ง A-SHARE และ H-SHARE ก็ยังน่าสนใจครับ สำหรับคนที่มองภาพรวมระยะยาวก็สามารถสะสมได้ครับ แต่ต้องระวังเรื่องของการผันผวนที่เกิดขึ้นครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมได้ครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : ซื้อหุ้นไทย ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ หุ้นยุโรป หุ้นจีน หุ้นเกาหลี หุ้นอินเดีย
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield สหรัฐฯ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยช่วงอายุ 1-3 ปี
  • สินทรัพย์ทางเลือก : ชะลอการลงทุนในทองคำ แต่ทยอยสะสมน้ำมัน

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 14%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 32%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 18%
  • ตราสารหนี้ไทย 19%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 2%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 42%
  • หุ้นไทย 44%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 4%
  • ตราสารหนี้ไทย 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 2%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

(Review) ของมันต้องมี ลงทุน RMF ทั้งที ต้องเลือก ASP-DISRUPTRMF

สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน กลับมาพบกับผมอีกครั้งในคลินิกกองทุนแห่งนี้ครับ ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่การตลาดทุนค่อนข้างจะผันผวน ทำให้ ลงทุนได้อย่างลำบากพอสมควร แม้กระทั่งผู้ลงทุนที่มีประสบการณ์หลายๆ ท่าน ก็ยังมีคำบ่นออกมาให้เห็นไม่น้อยเลยครับ

ถึงแม้ว่าตลาดหุ้น ตลาดการลงทุนจะผันผวนอย่างไร แต่ในช่วงเวลาแบบนี้ก็มักจะมีโอกาสแฝงอยู่เสมอครับ นักลงทุนเองก็ควรที่จะเริ่มพิจารณา หาสินทรัพย์เพื่อการลงทุนในระยะยาวรวมถึงทบทวนแผนการลงทุนของเราไปด้วย เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะลงทุนเพิ่มเติมนั่นเองครับ

ส่วนการเลือกสินทรัพย์เพื่อการลงทุนระยะยาวนั้น หลายๆ คนมักจะมีความคิดว่าการเลือกสินทรัพย์ลงทุนระยะยาวไม่ได้เป็นเรื่องยาก แค่เลือกบริษัทฯ ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน หรือมีความแข็งแกร่งทางธุรกิจ เป็นเจ้าตลาด แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอ เพราะว่าบริษัทเหล่านี้มีความมั่งคงไม่ล้มหายตายจากไปอย่างง่ายๆ

ในสมัยก่อน ผมเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกันครับ ดังนั้น พอร์ตการลงทุนของผมเองส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นบริษัทฯ ยักษ์ใหญ่มีพื้นฐานที่ดี แต่หลังจากที่ผมมีโอกาสได้ทำงานเป็นที่ปรึกษาร่วมกับบริษัทฯ Start-up หลายๆ บริษัท ทำให้ผมคิดว่าจริงๆ แล้ว หากเราอยากที่จะลงทุนระยะยาวอย่างสบายใจแล้วละก็ เราไม่จำเป็นต้องลงทุนในบริษัท ฯ ใหญ่ๆ เท่านั้นครับ แต่กลับกลายเป็นว่าบริษัทที่น่าสนใจ ที่เราควรลงทุนระยะยาวด้วย ควรที่จะเป็นบริษัทฯ ที่สามารถปรับตัวได้เร็วหรือเป็นบริษัทฯ ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ทดแทนธุรกิจแบบเดิมๆ ได้

หลายๆ คนคงคิดว่า ทำไมธุรกิจแบบดั้งเดิมจะไปไม่รอดละ เพราะว่าสุดท้ายแล้วผู้บริโภคเองก็ต้องใช้สินค้าแบบเดิมๆ มันไม่ได้เปลี่ยนไปมากหรอก ผมอยากจะบอกว่าส่วนหนึ่งใช่ แต่เราจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไป อาจไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสินค้าที่ใช่อยู่ แต่เปลี่ยนช่องทางในการซื้อแทน อะไรที่เร็วกว่า สะดวกกว่า เข้าใจ-โดนใจผู้บริโภคมากกว่า จะเป็นธุรกิจที่อยู่รอดในระยะยาวได้

ส่วนธุรกิจที่ไม่มีการปรับตัว ก็จะค่อยๆ หมดความสำคัญ หรือมีความสามารถในการแข่งขันลดลงไปเรื่อยๆ หรือเรียกง่ายๆ ว่าถูก ‘Disrupt’ ไปนั่นเองครับ

แน่นอนว่ายังไม่รวมถึง สินค้าใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรมที่สามารถทดแทนของเดิมได้อีกนะครับ ซึ่งผมต้องบอกว่า บริษัทใหญ่ๆ หากไม่ปรับตัวตามละก็ อยู่ยากแน่ๆ ครับ

ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มของการเกิดบริษัทที่ Disrupt ก็มีอยู่หลายอย่างครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะระบบการเก็บพลังงานเพื่อใช้กับอุปกรณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันครับ

นอกจากนี้กลุ่มอุตสาหกรรมอีกหลายๆ กลุ่มก็มีความน่าสนใจเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น VR (Virtual Reality) ที่นอกเหนือจากที่จะใช้เพื่อความบันเทิงต่าง ๆ แล้วยังมีการพัฒนาเพื่อนำไปใช้ในรูปแบบอื่นๆด้วย ยกตัวอย่างเช่น การช็อปปิ้ง จากเดิมที่เราต้องเดินทางเพื่อไปจับจ่ายซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าอนาคตเพียงแค่สวม VR อยู่ที่บ้านก็สามารถช็อปปิ้งอยู่บ้าน แต่สเหมือนอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าจริง สะดวกสบายแค่ปลายนิ้วจริงๆ

ในอนาคตนั้น กลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มจะโดนโมเดลธุรกิจใหม่มา Disrupt นั้นจะมีอุตสาหกรรมหลักๆ ดังนี้ครับ

1. Lifestyle Disrupt

เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทุกอย่างสะดวกสบายแค่ปลายนิ้ว ทำให้เดี๋ยวนี้เรามักจะเห็นคนทั่วไปดูหนังที่บ้านกันมากขึ้น แน่นอนมีบริษัทที่เห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค เช่น Netflix นั่นเองครับ

ซึ่ง Netflix เองก็มีหนังที่ฉายเฉพาะบนระบบเท่านั้น เรียกได้ว่าเริ่มมี Contents เป็นของตัวเอง แน่นอนว่าจะเข้ามา Disrupt โรงหนังบางส่วน โดยในยุคหน้า คนบางกลุ่มอาจเลือกนอนดูหนังอยู่ที่บ้านก็เป็นไปได้ครับ ซึ่งตอนนี้ระบบของ Netflix นั้น มีคนที่ Subscribe มากกว่าระบบ Cable TV แบบเดิมๆ ไปเรียบร้อยแล้วครับ

2. Digital Economy

ยุคนี้การใช้แฟลชไดร์ทเก็บข้อมูลคงดูเชยไปแล้ว เหมือนยุคนึงที่เราใช้ CD ในการเก็บข้อมูลต่างๆ เพราะตอนนี้มีระบบ Cloud ที่สามารถเก็บข้อมูลหรือแม้กระทั่งยกคอมพิวเตอร์ทั้งเครื่องไปไว้บนระบบออนไลน์ก็ยังทำได้ อย่างที่ผมพิมพ์บทความอยู่นี้ก็ใช้ Google Doc ในการพิมพ์เพื่อส่งต้นฉบับเช่นกันครับ

สำหรับเด็กรุ่นใหม่ๆ คงไม่มีโอกาสได้เข้าไปทำธุรกรรมในธนาคารซักเท่าไหร่ หากพูดถึงธนาคาร ผมเชื่อว่าเขาจะนึกถึงมือถือก่อนเป็นอันดับแรกๆ เพราะว่าตอนนี้เราไม่ต้องไปธนาคารก็ทำธุรกรรมได้เกือบทั้งหมดแล้ว จนผมเองก็ยังลืมไปแล้วว่า ผมไปธนาคารครั้งล่าสุดเมื่อไหร่กันแน่ นี่แหละครับ คือ Digital Economy ซึ่งผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากมาย เพราะว่าตอนนี้ทุกคนได้ใช้มันอยู่ในปัจจุบันแล้วนั่นเองครับ

3. กลุ่มพลังงานทดแทน

เรื่องพลังงานเองก็ถือเป็นเรื่องระดับโลกที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกันครับ เนื่องจากว่าของเกือบทุกอย่างที่เราใช้ในชีวิตประจำวันเองก็ต้องพึ่งพาพลังงานเกือบทั้งสิ้นครับ ดังนั้น เมื่อมีความต้องการสูง และด้วยเทคโนโลยีแบบเดิมๆ นั้น อาจจะไม่ตอบสนองต่อความต้องการอย่างพวกเราได้เพียงพอ จึงเป็นเรื่องที่ใครหลายๆ คนพยายามเปลี่ยนแปลง หรือคิดค้นและพัฒนาสิ่งใหม่ๆ เข้ามา Disrupt สิ่งเดิมๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การผลิตรถยนต์ EV (Electric Vehicle) ขึ้นมา Disrupt รถที่ใช้น้ำมันแทนนั่นเองครับ ดังนั้น การลงทุนกับกลุ่มที่เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับพลังงานเอง ก็ยังคงมีความน่าสนใจไม่น้อยเลยครับ

หากนักลงทุนต้องการลงทุนระยะยาวแล้วละก็ ผมแนะนำให้มองหากองทุนที่ลงทุนในเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อที่จะได้มีโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี ที่สำคัญคือ มีการกระจายความเสี่ยงจากการที่ถือเพียงแค่กองทุนหุ้นไทยธรรมดาที่อาจจะไม่ได้มีหุ้นของบริษัทที่มีนวัตกรรมมากเท่าไหร่นัก

ถ้าเราไปดูหุ้นในกลุ่มธุรกิจ Disrupt เหล่านี้ก็จะพบว่ามีการเติบโต ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว แน่นอนว่าบริษัทเหล่านี้ได้แซงหน้าธุรกิจแบบเดิม ไปเรียบร้อยแล้วด้วยครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุนที่ผมมาแนะนำในวันนี้กันดีกว่าครับ นั่นก็คือ กองทุน…..

กองทุนเปิด ASP-DISRUPTRMF !!!!

นักลงทุนบางท่านอาจจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว เนื่องจากอาจจะได้ลงทุนกับกองทุน ASP-Disruptive Opportunities Fund ไปก่อนหน้านี้ครับ

ผมเคยคิดว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนหนึ่งที่ควรจะทำเป็นกองทุน RMF มากๆ ซึ่งในที่สุดก็ออกมาจริงๆ เนื่องจากการลงทุนในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี แบบนี้มีความผันผวนสูงมาก แต่ถ้าหากลงทุนแบบทยอยลงทุนในระยะยาวๆๆๆ ได้แล้วละก็ จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี และมีความเสี่ยงน้อยลงไปด้วยครับ ซึ่งส่วนประกอบของกองทุนนี้ก็จะมีสัดส่วนดังนี้ครับ คือ

0-40% จะลงทุนในกองทุน AXA World Funds Framlington Digital Economy

0-30% จะลงทุนใน ETF (กองทุนที่ขึ้นลงตามดัชนี กลุ่มธุรกิจ New Business Model)

0-30% จะลงทุนในตราสารทุน หรือว่าหุ้นทั่วโลก ที่เน้นธุรกิจ New Business Model เช่นกัน

นักลงทุนอาจจะสงสัยกันว่า ทำไมต้องมีสัดส่วน กองทุน ETF และเลือกหุ้นเองด้วย ทำไมไม่ลงทุนกับกองทุน AXA ไปเลยเพียงกองทุนเดียว เหมือนกับ บลจ. อื่นๆ ที่ลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีด้วยกองทุนแบบ Feeder Fund (ลงทุนในกองทุนต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว)

ทั้งนี้ก็เพราะว่า กองทุนต้องการสร้างความยืดหยุ่นในการลงทุนที่สามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนได้ทันต่อสถานการณ์นั่นเองครับ อีกประการก็เพื่อที่จะได้กระจายการลงทุนไปให้ครบ ตามแนวทางการลงทุนทั้ง 3 แนวทางโดย

  1. กองทุน AXA Framlington Digital Economy จะเป็นตัวแทนของ Theme Digital Economy
  2. ETF ใช้เพื่อลงทุนใน Theme Future Transportation และ Digital Economy 
  3. การลงทุนในหุ้นตรง ใช้เพื่อลงทุนใน Theme Life Style Disruption รวมถึงการลงทุนในหุ้น Theme อื่นๆ ที่ทางทีมงาน ผู้จัดการกองทุนคิดว่ามีพื้นฐานและราคาที่น่าสนใจนั่นเองครับ

พูดง่ายๆ ว่ามีกระจายที่เหมาะสม และจับจังหวะการลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้ดีขึ้นนั่นเองครับ

โดยกองทุนจะเน้นเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมในการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนโดยให้น้ำหนักลงทุน ประมาณ 40-50% ในกลุ่ม Digital Economy เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีจำนวนหุ้นที่สามารถลงทุนได้ ค่อนข้างจะกว้างกว่ากลุ่มอื่นๆ ครับ โดยที่เหลือก็จะแบ่งสัดส่วนกันไปเท่าๆ กัน ระหว่าง Future Transportation กับ Life Style Disruption ในสัดส่วนที่เท่ากันครับ

และต้องบอกว่าแนวทางการคัดเลือกการลงทุนนั้น ผมว่าค่อนข้างที่จะน่าสนใจมากๆ เนื่องจากว่ากองทุนนี้มีวิธีการคัดเลือกที่ละเอียดและมีกระบวนการที่ชัดเจน โดยเริ่มจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเป็นหลักครับ หรือที่เราเรียกว่า “Bottom up” ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้หุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ด้วยวิธีการเลือกหุ้นจากพื้นฐานที่ดี ก็จะเหมือนกับการหาเพชรในตมไปในตัวครับ เพราะว่าบริษัทฯ ใหม่ๆ เหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วก็จะเริ่มจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริง จากนั้นก็พัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ของลูกค้ามากกว่าจะดูสภาพเศรษฐกิจก่อนว่าจะผลิตอะไรเพื่อให้ขายได้ครับ ดังน้ัน วิธีการนี้จึงเป็นวิธีที่ดีในการเลือกบริษัทเหล่านี้เข้ากองทุนไปด้วย

ส่วนผลตอบแทนของกองทุน หากดูย้อนหลังไปจากกองทุนที่มีมาก่อนหน้านี้คือ กองทุน ASP-DISRUPT จะเห็นได้ว่ากองทุนเองก็ทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดีทีเดียวครับ ซึ่งนักลงทุนสามารถลงทุนในระยะยาวได้อย่างสบายใจครับ

ส่วนผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนนี้ ก็จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนค่อนข้างจะสูงกว่า Benchmark  อยู่พอสมควรครับ ดังนั้น นักลงทุนเองต้องรับความเสี่ยงในระยะสั้นให้ได้ และต้องมองการลงทุนกับกองทุนนี้เป็นระยะยาวนะครับ ดังนั้น หากใครที่ต้องการลดภาษี และลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว กองทุนนี้ที่เป็นรูปแบบ RMF จึงเหมาะมากครับ

ส่วนสัดส่วนการลงทุนในปัจจุบันนั้น กองทุนจะเน้นไปที่การลงทุนในกลุ่ม Digital Economy ครับประมาณ 50% และส่วนที่เหลือจะเป็น Future Transportation และ Lifestyle อีกอย่างละครึ่งของส่วนที่เหลือครับ

โดยบริษัท ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่น่าจะลงทุนด้วยของกองทุนนี้ก็ น่าจะเป็นกลุ่มบริษัทที่เราค่อนข้างจะคุ้นเคยเหล่านี้ครับ เช่น Amazon, Netflix, Tencent, Tesla, etc…

โดยสรุป ผมคิดว่ากองทุนนี้ถือว่าเป็นกองทุนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะที่ออกมาในรูปแบบของกองทุน RMF ที่เน้นการลงทุนเพื่อการเกษียณโดยเฉพาะครับ นอกจากนี้ยังได้ลดหย่อนภาษี รวมถึงได้ลงทุนกับบริษัทที่มีอนาคต สามารถอยู่รอดในระยะยาวได้ ซึ่งผมอยากให้นักลงทุนนึกถึง บริษัทใหญ่ๆ ในบ้านเรา เช่น บริษัทค้าปลีก โรงพยาบาล หรือ บริษัทปูนซีเมนต์แห่งหนึ่ง ซึ่งในสมัยก่อนก็เคยเป็นบริษัทฯ เล็ก และค่อยๆ เติบโตขึ้นมา

การเริ่มลงทุนในกองทุนนี้ก็เหมือนกับว่าเรากำลังจะเริ่มลงทุนกับบริษัทเล็กๆ เหล่านั้น ซึ่งในอนาคต อาจจะกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับเราได้ใช้เก็บกินในยามเกษียณของเราได้อย่างสบายใจครับ

วันนี้ขอลาไปก่อนนะครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุน สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

Freytag’s Pyramid สุดยอดเคล็ดลับ ของนักเล่าเรื่องระดับโลก

    มีสุภาษิตอินเดียบทหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า

“ถ้าอยากให้เด็กจดจำประวัติศาสตร์ จงเล่าผ่านนิทาน”  

    ซึ่งเป็นการยืนยันประสิทธิภาพของการเล่าเรื่องได้เป็นอย่างดี

“Storytelling ” เล่าเรื่องให้โดนใจ ยังไงก็โดนเธอ

Storytelling ไม่ใช่ไอเทมทางการตลาดชิ้นล่าสุด

    Storytelling เป็นรูปแบบการเล่าเรื่องที่นำข้อมูลต่างๆมาถักทอด้วยกัน เรียงร้อยให้ออกมาเหมือนการเล่านิทาน ซึ่งเป็นรูปแบบที่สามารถสร้างอารมณ์ร่วม ทำให้ผู้ฟังสนใจและตั้งใจจดจำเรื่องราวของท่าน เพราะมนุษย์ทุกคนชอบเรื่องเล่า และเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

    Storytelling ไม่ใช่ไอเทมทางการตลาดชิ้นล่าสุด แต่เป็นเรื่องที่ทำมาเป็นพันๆปีแล้ว และก็ทำมาอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ เช่น ในยุคหินที่มนุษย์ยังไม่มีพัฒนาการด้านภาษาแต่ก็สามารถส่งต่อเรื่องราวของเสือเขี้ยวดาบผ่านภาพเขียนบนผนังถ้ำ การจารึกความเกรียงไกรของกษัตริย์โรมันผ่านภาพวาดสีน้ำมันของศิลปิน การสอนแง่คิดต่างๆให้เยาวชนผ่านนิทานอีสป จนกระทั่งการโพสต์ภาพอาหารไว้ในหน้าวอลล์ของเฟซบุค เป็นต้น ถึงแม้เครื่องมือจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ทั้งหมดล้วนใช้รูปแบบของ Storytelling ทั้งสิ้น

    ลูกแก้วที่ถูกดึงบนหนังยางที่พร้อมจะนำท่านพุ่งทยานเข้าไปในดงของข้อมูล คือคำเปรียบเปรยของการเล่าเรื่องแบบ Storytellingที่ไม่ได้เล่าเรื่องแค่เพื่อส่งไม้ต่อของข้อมูลไปให้ผู้ฟัง แต่ใช้จินตนาการผูกโยงให้เป็นเรื่องเล่า (Narrative)แฝงด้วยกลไกของอารมณ์และความรู้สึก

    นักวิทยาศาสตร์ทางสมองบอกเราว่า การเล่าเรื่องแบบ Storytelling นอกจากจะทำให้เกิดการหลั่งของสารสื่อประสาทโดปามีน (Dopamine) ที่จะคัดหลั่งออกมาเมื่อเวลาที่เรามีความสุขและประทับใจแล้ว การเล่าเรื่องแบบดังกล่าวยังช่วยปรองดองกับระบบลิมบิก (limbic system)  สมองส่วนในที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก  และยังทำหน้าที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทั้งหลายของมนุษย์ รวมไปถึงการตัดสินใจทั้งหมด แต่ไม่มีศักยภาพด้านภาษา

ภาษา ‘สวย’ ไม่โดนเท่าการเล่าที่ ‘น่าสนใจ’

    ภาษาที่สวยงามเป็นสิ่งที่น่าประทับใจ แต่ที่น่าประทับใจยิ่งกว่าคือการเล่าเรื่องให้ “น่าสนใจ”  เพราะทุกท่านทราบดีว่าการไม่สนใจเป็นอย่างไร ช่องโทรทัศน์หลายสิบช่อง หนังสือหลายสิบปกลอยผ่านตาเราไปและไม่ทิ้งอะไรไว้ในสมอง แต่ถ้าท่านหยุดและอยู่กับรายการหนึ่ง ถึงแม้จะผ่านไปแล้วครึ่งหนึ่งแต่ท่านก็หยุดดู แปลว่ารายการนั้นมีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดความสนใจท่าน

    แล้วท่านจะสร้างความน่าสนใจในธุรกิจท่านได้อย่างไร? เอาเข้าจริงก็ไม่มีคาถาหรือสูตรตายตัวแต่อยากให้ทุกท่านลองศึกษาจากทฤษฎีปิระมิดของไฟรทาก (Freytag’s Pyramid) ที่เป็นเสมือนแผนที่การเดินทางของเส้นเรื่องในการเล่าเรื่อง ซึ่งรวมถึงบทประพันธ์ของเช็คสเปียร์ ภาพยนตร์โฆษณาหลายร้อยล้านวิว จนถึงสคริปท์ของหนังฮีโร่ในค่ายมาร์เวลและดีซี

“Storytelling ” เล่าเรื่องให้โดนใจ ยังไงก็โดนเธอ

cr. ClearVoice 

    ทฤษฎีปิระมิดของไฟรทาก ได้จำแนกแต่ละส่วนของเรื่องเล่าออกเป็น 5ชิ้นส่วนด้วยกันคือ

1. การเปิดเรื่อง (Exposition)

    คือการเล่าแบคกราวด์แนะนำฉากหรือสถานที่และภูมิหลังของตัวละคร

2. การผูกปม (Rising action) 

    เป็นการสร้างเงื่อนไขหรือปมปัญหาบางอย่างเพื่อสร้างความรู้สึกน่าติดตามอันเป็นสัญญาณสู่การเริ่มต้นความขัดแย้งหลักของเรื่อง และสร้างให้ตัวละครเกิดความรู้สึกปั่นป่วนในจิตใจ

3. จุดพลิกผัน (Climax) 

    การเปลี่ยนแปลงสู่เรื่องราวที่คาดไม่ถึง มีเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้น ใกล้ถึงจุดแตกหัก เร่งเร้าตัวละครให้อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ

4. การคลี่คลาย (Falling action) 

    ตัวละครสามารถแก้ปัญหาหลักของเรื่องได้เอง หรือมีใครบางคนที่ไม่คาดคิดมาแก้ปัญหาให้ รายละเอียดของการฝันฝ่าอุปสรรคไปถึงเส้นชัย

5. การปิดเรื่อง (Denouement)

    การสิ้นสุดของเรื่องราวทั้งหมด ตัวละครผ่อนคลายความตึงเครียดลง และอธิบายว่าตัวละครคิดหรือรู้สึกอย่างไรกับปัญหาที่ผ่านมา

    แน่นอนว่าการสร้างเรื่องราวให้กับธุรกิจท่านอาจจะยากซักหน่อย เพราะธุรกิจท่านไม่ได้ถูกคิดมาตามทฤษฎีนี้ แต่โครงสร้างดังกล่าวเป็นเส้นเรื่องที่ถูกประยุกต์ใช้ในสื่อบันเทิงทั่วโลกซึ่งถูกพิสูจน์ในประสิทธิภาพมาแล้ว ดังนั้นถ้าท่านสามารถเชื่อมโยงเข้ากับธุรกิจของท่านได้ ท่านจะเล่าแค่ครั้งเดียว แต่สร้างความจดจำได้ไม่รู้ลืม

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save