“วางแผนออมเงิน” ตามเทศกาลด้วยการงดเหล้า เข้าพรรษา พักตับ สบายกระเป๋า

ช่วงวันหยุดยาวเนื่องในโอกาสวันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันหยุดชดเชยวันเฉลิมพระชนมพรรษา ในวันที่ 27-30 กรกฎาคมนี้ เป็นโอกาสอันดี ที่เรา aomMONEY อยากเชิญชวนทุกคนมาวางแผนอดออมกันตามเทศกาล นั่นก็คือช่วงเข้าพรรษานั่นเอง

การรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา เป็นสิ่งที่เราได้ยินกันทุกๆ ปี ซึ่งในปีนี้คือวันที่ 28 ก.ค. – 24 ต.ค. 2018 รวมทั้งสิ้นสามเดือน ถือเป็นการพักฟื้นฟูร่างกายและสุขภาพของนักดื่ม โดยเฉพาะตับ ที่เป็นอวัยวะสำคัญในการช่วยกำจัดของเสียในร่างกายเรา นอกจากนี้การงดเหล้าเข้าพรรษา ยังเป็นอีกหนึ่งหนทางที่ช่วยให้เรามีโอกาสได้ “วางแผนออมเงิน” ได้อีกด้วย

จากสถิติของศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ได้ระบุว่า ค่าใช้จ่ายต่อการดื่ม 1 ครั้งของผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 486 บาท ซึ่งส่วนใหญ่ในหนึ่งเดือนจะมีการดื่มอยู่ที่ 4-5 ครั้ง คิดเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2,304 บาทต่อเดือน แต่ถ้าคุณงดเหล้าช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน คุณจะสามารถประหยัดเงินได้ถึง 6,912 บาททีเดียว เเละถ้าคุณมีแผนจะงดเหล้าให้ยาวกว่านั้น เช่น 1 ปี ก็จะสามารถประหยัดเงินไปได้อีก 27,648 บาท  โดยที่เงินนี้คุณสามารถนำมาลงทุนเพื่อเพิ่มผลประโยชน์แทนที่โทษจากสุราได้ด้วยครับ

ทั้งนี้การคำนวนค่าใช้จ่ายของคุณอาจจะมากหรือน้อยกว่าจำนวนข้างต้นก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการดื่มของแต่ละคน

สุดท้ายนี้ เรา aomMONEY ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่มีความตั้งใจงดเหล้างดแอลกอฮอล์ในช่วงเข้าพรรษานี้ หรือตั้งใจเลิกแอลกอฮอล์เด็ดขาด เราขอให้คุณประสบความสำเร็จและขอแสดงความยินดีล่วงหน้าด้วยนะครับ

#aomMONEY #EditorTeam #เข้าพรรษา #งดเหล้าเข้าพรรษา #ประหยัดเงิน #ร่ำรวย

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

“บริจาคเงิน” ยิ่งทำยิ่งดี ช่วยลดหย่อนภาษี! เพิ่มแต้มบุญ ลดแต้มบาป

ปลายเดือนหน้ามีหยุดยาววันพระใหญ่ทั้งที คุณมีแผนจะทำบุญบ้างหรือยัง?

หลังผ่านปีนี้ไปครึ่งปีแล้ว ถ้าคุณยังไม่มีแผนเพื่อการให้ผู้อื่น เราขอให้คุณได้ลองทำบุญหรือ “บริจาคเงิน” ให้กับ วัด หรือ มูลนิธิต่างๆ ดู โดยที่การทำบุญนี้ นอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้อื่นเเล้ว เรายังสามารถนำเงินที่เราบริจาค มาเป็นส่วนช่วยในการลดหย่อนภาษีของเราได้ด้วย โดยที่เราสามารถคำนวนอัตราภาษีดังนี้ครับ

[(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) – เงินบริจาค] x อัตราภาษี = ภาษีที่ต้องจ่าย

โดยในส่วนของเงินบริจาคนี้ คิดตามเงินที่เราบริจาคไปจริง ถ้าบริจาคไป 500 ก็นำมาลดได้ 500 แต่ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ เช่น เงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน = 100,000 บาท เราสามารถนำเงินบริจาคมาหักได้ไม่เกิน 10,000 บาท นั่นเอง

เราสามารถตรวจสอบรายชื่อ วัดวาอาราม สถานศึกษา มูลนิธิต่างๆ ที่เข้าเกณฑ์การลดหย่อยภาษีได้ที่ http://www.rd.go.th/publish/29157.0.html

และสำหรับผู้ที่สนใจรายการลดหย่อยภาษีในปี 2561 นี้ กับบทความ “สรุปครบ! รายการลดหย่อนภาษีปี 2561 พร้อมเทคนิคที่ทำให้คุณเสียภาษีน้อยที่สุด!!”  สามารถติดตามได้ที่ http://bit.ly/2Na5u9o

โดย TAXBugnoms กูรูสายฮา ผู้รอบรู้ด้านภาษี จาก aomMONEY

อย่าลืมนะครับ ทำดีด้วยใจ ทำบุญด้วยการบริจาค สามารถลดหย่อนภาษี ช่วยคุณได้ทันตาเห็น

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

ชมกันบ้างเถอะ! ความในใจจากพนักงานที่เลือกไม่ไปต่อกับบริษัทเดิม

    วันก่อนไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้ามาค่ะ เลยแวะเข้า Sephora…ออกตัวก่อนว่าเป็นคนที่เครื่องสำอางเยอะมาก ต่อให้วันนั้นไม่ได้มีอะไรติดมือกลับไปเลย ก็ยังมีเครื่องสำอางใช้ไปถึงสามปีข้างหน้าอยู่ดี 

    ในใจก็คืออยากเดินดูไปเรื่อย ไม่ได้คิดอยากได้อะไรเป็นพิเศษ แต่ไม่ว่าจะหยิบสินค้าชิ้นไหนขึ้นมา ก็จะมีเสียงของพนักงานคอยกระซิบอยู่ข้างหูตลอดเวลา

“ลูกค้าตัดสินใจถูกแล้วค่ะ ชิ้นนี้สีสวยมาก”

พนักงานบอก

เออ…สงสัยจะสวยจริง

“ที่เขียนคิ้วเบอร์นี้นิยมกันมากนะคะ ลูกค้ารสนิยมดีจริง ๆ”

พนักงานยังพูดต่อ

เออ…สงสัยจะฮิตจริง

    กลับมาถึงบ้านตอนนั่งดูใบเสร็จ ซื้อที่เขียนคิ้วไปพันสาม ลิปสติกหมดไปสองพัน นี่ขนาดทำงานเป็นมาร์เก็ตติ้ง ยังเป็นเเหยื่อการตลาด ทาสแรงกระตุ้นได้รุนแรงถึงเพียงนี้

เรื่องนี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับชีวิตการทำงานได้บ้าง?

เจ้าของกิจการหรือหัวหน้าทั้งหลาย บางคนอาจจะไม่เคยเอ่ยปากชมลูกน้องตัวเองเลย อาจเพราะเรารู้อยู่แล้วว่าลูกน้องเราเก่ง และคิดไปว่าอีกฝ่ายก็คงรู้อยู่แล้วว่าทำงานได้ดีแค่ไหนเช่นกัน

“ผมมีมาตรฐานในการทำงานสูงจะตาย ถ้าทำงานกับผมได้ แปลว่าคุณต้องรู้ตัวสิว่าคุณเก่ง”

    แต่ความเป็นจริงแล้วโดยเฉพาะกับเด็กรุ่นใหม่ การได้รับการยอมรับเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

    เพราะการได้รับคำชมจากหัวหน้า เป็นแรงกระตุ้นการทำงานและเพิ่มระดับ self-esteem ของพนักงานได้อย่างไม่น่าเชื่อ

    และที่สำคัญ พนักงานที่ดีมีความสามารถส่วนใหญ่ “รู้สึกไม่อยากไปต่อ” และพร้อมจะเปิดโอกาสหางานใหม่ หากตัวเองรู้สึกว่าไม่ได้สำคัญมากพอ หรือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนองค์กรได้

ชมกันบ้างเถอะ! ความในใจจากพนักงานที่เลือกไม่ไปต่อกับบริษัทเดิม

แล้วต้อง ‘ชม’ แบบไหนถึงจะได้ใจพนักงาน?

1. แค่พูดว่า “ขอบคุณ”

    สองคำที่เรียบง่าย แต่ได้ใจไปเกินครึ่ง เป็นคำที่ได้รับการยกย่องเลยนะว่าเป็นคำที่ทรงพลังมากสำหรับมนุษย์เรา อย่างการพูดว่า “ขอบคุณที่ทำงานหนัก” หรือ “ขอบคุณสำหรับไอเดียดี ๆ ในห้องประชุมวันนี้นะ” ลองพูดกับพนักงานของคุณทุกวันสั้น ๆ เท่านี้ก็ทำให้พนักงานรู้สึกประทับใจ หายเหนื่อยกับการทำงานไปเปราะนึงเลย

2. แค่แบ่งปันความสำเร็จ

    เวลาที่พนักงาน ลูกน้องในองค์กรของเราประสบความสำเร็จในการทำงาน อาจจะไปคว้ารางวัล หรือสร้างชื่อเสียงให้กับบริษัท อาจจะทำการโพสต์ผ่านกรุ๊ป หรืออีเมล์บริษัทเป็นการยกย่องในความสำเร็จก็ย่อมได้ บางทีการแบ่งปันความสำเร็จอาจช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ใครอีกหลายคนก็เป็นได้

3, แค่แชร์คำชมส่งต่อ

    หากคุณได้รับคำชมจากลูกค้า หรือพาร์ทเนอร์ เพื่อนร่วมงานอื่น ๆ อย่าเก็บมันไว้คนเดียว! ถ้างานนั้นมีคนร่วมความสำเร็จด้วย แชร์บอกต่อกันไปเลยว่าเขาชมมาว่าอย่างไร งานของเราไปโดนใจลูกค้าตรงไหน นอกจากจะทำให้พนักงานดีใจแล้ว ยังมีกำลังใจที่จะทำงานต่อ ๆ ไปด้วยนะ

4. แค่ชมให้ถูกเวลา

    บางสถานการณ์การ ‘ชม’ ให้ถูกที่ ถูกเวลาก็เป็นสิ่งสำคัญ อย่ารอให้เวลาล่วงเลยถ้าคุณเล็งเห็นแล้วว่าเขาหรือเธอควรได้รับคำชมนั้น อาจจะเป็นการทำงานที่ทุ่มเท การเสนอไอเดียเจ๋ง ๆ เพราะถ้าคุณเอาแต่คิดเองว่าเขาคงรู้อยู่แล้วว่าตัวเองเก่งที่ทำได้ ในอนาคตคนเก่งคนเดิมอาจไม่อยู่กับคุณแล้วก็ได้

5. แค่ให้รางวัลตอบแทน

    รางวัลที่ว่าไม่ใช่การมอบเงินแสน หรือของราคาแพงเกินเหตุ อาจจะเป็นแค่การเลี้ยงข้าวมื้อเล็ก ๆ ก็ยังได้ เพื่อเป็นการตอบแทนในสิ่งที่พนักงานทำงานอย่างหนัก เป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยสร้างกำลังใจให้กับคนในองค์กรของคุณ

ชมกันบ้างเถอะ! ความในใจจากพนักงานที่เลือกไม่ไปต่อกับบริษัทเดิม

เคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Intern ตอนที่ผู้ช่วยของนางเอกร้องไห้โฮออกมา ว่านางเอกดูเหมือนไม่เคยใส่ใจสิ่งที่เธอทำเลย ทั้งที่เธอจบมหาวิทยาลัยชั้นนำ คณะชั้นเลิศ ทำงานอยู่ออฟฟิศจนดึกดื่น แต่เหมือนไม่เคยทำอะไรได้ดีหรือถูกใจสักอย่าง 

    การที่เราต้องการพนักงานชั้นยอด เจ้าตัวก็ควรจะรู้เช่นกันว่าตนเองนั้นยอดเยี่ยมเช่นกัน…ต้นไม้ในใจพนักงานจะเติบโตได้ดีแค่ไหน อยู่ที่เราเป็นคนรดน้ำนะ 

สำรวจเศรษฐกิจไทยง่ายๆ เหมือนตรวจร่างกายประจำปี

เคยสับสนมั้ยคะที่ในข่าวบอกว่าเศรษฐกิจกำลังดีขึ้น แต่อีกหลายคนบ่นว่าเศรษฐกิจไม่เห็นดีเลย แล้วตกลงเศรษฐกิจมันดีหรือไม่ดีกันแน่ วันนี้ ปิ่นมีคำตอบให้ค่ะ

หากอธิบายให้เห็นภาพ จริงๆ แล้ว สภาพเศรษฐกิจก็ไม่ต่างอะไรจากสุขภาพของคนเราหรอกค่ะ เวลาเราตรวจสุขภาพ คุณหมอก็จะดูค่าต่างๆ เช่น ชีพจรเรายังปกติดีมั้ย คอเลสเตอโรลเราสูงไปมั้ย สภาพเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน ต้องมีการตรวจเช็คบ่อยๆว่า เศรษฐกิจดีหรือไม่ดี

จีดีพี ตัววัดสุขภาพเศรษฐกิจ

หนึ่งในตัวเลขที่ใช้วัดสภาพเศรษฐกิจเป็นประจำ คือ ตัวเลข GDP (Gross Domestic Products) หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) ซึ่งเป็นตัววัดว่า รายได้ที่หมุนเวียนในประเทศมีเยอะแค่ไหนซึ่งรายได้ที่ว่านี้ มาจาก 4 แหล่งด้วยกัน

แหล่งที่ 1 คือ รายได้จากนอกประเทศที่เข้ามา เช่น รายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยว

แหล่งที่ 2 คือ รายได้ที่หมุนเวียนในประเทศ จากการลงทุนของกิจการต่างๆ เวลาที่ลงทุน ก็จะมีการซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบ และอาจมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นด้วย 

แหล่งที่ 3 คือ รายได้ที่หมุนเวียนในประเทศ จากการใช้จ่ายและลงทุนของรัฐบาล 

แหล่งที่ 4 ซึ่งสำคัญที่สุด คือ รายได้ที่หมุนเวียนในประเทศ จากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน หรือพูดง่ายๆคือ เงินที่หมุนเวียนจากการช็อปปิ้งของพวกเราทุกคนค่ะ

สำรวจเศรษฐกิจไทยง่ายๆ เหมือนตรวจร่างกายประจำปี

ตรวจสุขภาพเศรษฐกิจเบื้องต้น

ทีนี้มาดูกันนะคะว่าตัวเลขจีดีพีที่ผ่านมา บอกอะไรกับเราบ้าง

1. หลังจากที่ตัวเลข GDP ของไทยโตขึ้น 3.9% ในปีที่แล้ว ในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้ จีดีพีของไทยโตขึ้น 4.8% สูงที่สุดในรอบ 5 ปี ทำให้หน่วยงานต่างๆปรับการประเมินตัวเลข GDP ให้สูงขึ้นกว่าเดิม 

2. เมื่อดูส่วนประกอบของ GDP การส่งออกสินค้าและบริการในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้ โตขึ้นถึง 6.0% และถ้าดูตั้งแต่ต้นปีจนถึงเมื่อเดือนที่แล้ว มูลค่าของการส่งออกสินค้าโตขึ้นถึง 11%

3. ขณะเดียวกัน ภายในประเทศก็ดูดีขึ้น เห็นได้จากการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศที่โตขึ้น 3.6% และการลงทุนภายในประเทศที่โตขึ้น 1.9%

3. นอกจากนี้ ภาครัฐกำลังเพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากรถไฟฟ้าที่กำลังจะมาหานะเธอ ยังมีโครงการรถไฟรางคู่จำนวนมากกว่าครั้งไหนๆ และยังมีการเร่งประมูลโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ด้วย

สำรวจเศรษฐกิจไทยง่ายๆ เหมือนตรวจร่างกายประจำปี

สุขภาพโดยรวมก็ดูดีนี่นา 

แล้วทำไมคนถึงไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีล่ะ

คำตอบอยู่ตรงนี้ค่ะ

  1. อย่าลืมว่า ยิ่งส่งออกมากขึ้น เราก็ยิ่งนำเข้ามากขึ้นด้วย เพราะเรายังต้องอาศัยการนำเข้าทั้งน้ำมันและเครื่องจักรกับวัตถุดิบ โดยเฉพาะในส่วนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้รายได้จากการส่งออกและท่องเที่ยว หลังจากหักลบการนำเข้าแล้ว มีสัดส่วนเพียง 10% ของ GDP เท่านั้น 
  2. การลงทุนของกิจการต่างๆ ซึ่งคิดเป็น 18% ของ GDP ส่วนใหญ่จะเกิดจากกิจการใหญ่ๆที่เข้มแข็งแล้ว ซึ่งเป็นเพียง 10% ของกิจการทั้งประเทศ ขณะที่ SME ซึ่งเป็น 90% ที่เหลือ กำลังประสบภาวะการแข่งขันที่รุนแรง
  3. ปัจจุบัน การลงทุนของรัฐบาลที่รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ยังเป็นเพียง 7% ของ GDP และการใช้จ่ายอื่นๆ ของรัฐบาล คิดเป็น 15% ของ GDP เท่านั้น
  4. ข้อสำคัญที่สุด คือการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ซึ่งคิดเป็น 51% ของ GDP ยังไม่สามารถโตได้เท่าที่ควร เพราะตอนนี้ คนที่รวยที่สุด มีรายได้มากกว่าคนที่จนที่สุดถึง 35 เท่า ขณะที่คนส่วนใหญ่ยังมีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ส่งลูกเรียน ผ่อนหนี้สินอื่นๆ โดยเฉลี่ยแล้ว ครัวเรือนไทยมีภาระหนี้สินถึง 6.5 เท่าของรายได้ แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ได้มากมาย

สำรวจเศรษฐกิจไทยง่ายๆ เหมือนตรวจร่างกายประจำปี

สรุปคือ สภาพเศรษฐกิจไทยตอนนี้ ก็เหมือนกับคนที่สุขภาพกำลังค่อยๆฟื้นตัว แต่ถ้าจะให้สุขภาพดีจริงๆ ก็ต้องปรับการกิน การนอน และการออกกำลังกาย ไปตลอดชีวิต เศรษฐกิจไทยในตอนนี้ก็เช่นกัน ผลบวกจากการส่งออกและท่องเที่ยวมีเวลาจำกัด

แต่ถ้าจะให้สภาพเศรษฐกิจดีขึ้นจากภายใน ก็ต้องอาศัยการปรับตัวในระยะยาว เช่น พัฒนาให้เราสามารถผลิตเทคโนโลยีต่างๆมากขึ้น เพื่อให้เราลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสามารถส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าสูงเพิ่มขึ้น พัฒนาความสามารถของ SME เพื่อให้แข่งขันได้ และกระจายรายได้ให้ถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้เราก็กำลังเริ่มทำอยู่ แต่ต้องใช้เวลา ถึงแม้ไม่ได้เห็นผลในเร็ววัน แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สุขภาพของเศรษฐกิจไทยดีขึ้นในแบบที่คนส่วนใหญ่สัมผัสได้ค่ะ

แล้วคราวหน้าปิ่นจะมาเล่าเรื่องต่างๆเกี่ยวกับเศรษฐกิจอีกค่ะ อย่าลืมนะคะ อยากรู้เรื่องเศรษฐกิจ ไม่ยากหรอกค่ะ

“เด็กฝึกงาน” ต่างจังหวัดใน กทม. ประสบการณ์ที่แลกมาด้วยเงิน!!!

ช่วงปิดเทอมเป็นช่วงเวลาพักผ่อนจากการเรียนของนักศึกษาทั้งหลาย บางคนวางแผนเที่ยว วางแผนดูซีรีย์ วางแผนกิน วางแผนทำในสิ่งที่ชอบ และก็มีอีกหลายคนเช่นกันที่มีแผนในการใช้เวลาว่างนี้อย่างเป็นประโยชน์ที่สุด นั่นก็คือ การเป็น “เด็กฝึกงาน”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโอกาสในการฝึกงานนี้ เป็นโอกาสอันดีสำหรับนักศึกษา ที่ใช้เวลาว่างช่วงสองเดือนเศษๆในการหาประสบการณ์การทำงานเพื่อเตรียมตัวออกไปใช้ชีวิตหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย และยังมีนักศึกษาฝึกงานจำนวนไม่น้อยเลยที่เดินทางมาฝึกงานในกรุงเทพฯ

สำหรับนักศึกษาต่างจังหวัดที่เข้ามาฝึกงานในกทม.เคยตั้งข้อสงสัยหรือไม่ ว่าประสบการณ์ที่แลกมาด้วยเงินและเวลาในเมืองหลวง มันคุ้มค่าหรือไม่?

เราลองแจกแจงตัวอย่างค่าใช้จ่ายขอ “เด็กฝึกงาน” ต่างจังหวัดที่มาฝึกงานกับ aomMONEY เป็นเวลา 2 เดือน ได้ดังนี้

– ค่าหอพัก เดือนละ 4,000 บาท รวม 2 เดือนเป็นเงิน 8,000 บาท

– ค่าเดินทาง วันละ 50 บาท รวม 2 เดือนเป็นเงิน 2,000 บาท

– ค่าอาหาร มื้อละ 50 บาท รวม 2 เดือนเป็นเงิน 9,000 บาท

– ค่าของใช้ส่วนตัว 2,000 บาท

– ค่าใช้จ่ายจิปาถะ อาทิตย์ละ 500 บาท รวม 2 เดือนเป็นเงิน 4,000 บาท

รวมทั้งหมด 25,000 บาท

สองเดือนกับการฝึกงานในช่วงปิดเทอม มันคุ้มค่าหรือไม่กับประสบการการทำงานที่ได้รับ?

แน่นอนว่าประสบการณ์ในช่วงนี้เป็นส่วนช่วยในอนาคตของนักศึกษาได้มาก เพราะฉะนั้นความคุ้มค่ากับเงินที่สูญเสียไป จึงขึ้นอยู่กับความตั้งใจในการทำงานของน้องๆด้วยครับ

และอีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าหากว่ามีการวางแผนการใช้เงิน เช่น การทำรายรับรายจ่ายในแต่ละวัน ก็ช่วยทำให้เราได้รับรู้ว่าพฤติกรรมการใช้เงินของเราเป็นยังไง นอกจากจะได้ประสบการการทำงานแล้ว ยังได้ประสบการณ์การวางแผนการเงินอีกด้วย

การฝึกงานช่วยให้เรารับรู้ภาพในอนาคตของชีวิตการทำงานของเรา การวางแผนการเงินก็ช่วยส่งเสริมให้ชีวิตของเรามองเห็นเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้นด้วยนะครับ

#aomMONEY #EditorTeam #เด็กฝึกงาน #นักศึกษาฝึกงาน #วางแผนการเงิน #บริหารเงิน

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

วิกฤตซับไพร์ม วงจรแห่งความโลภของอเมริกันชน

No one can see a bubble. That’s what makes it a bubble.”

ประโยคเด็ดที่นักลงทุนคนหนึ่งตอบโต้ Michael Burry (นำแสดงโดย Christian Bale) ในภาพยนตร์เรื่อง THE BIG SHORT (2016) หลังจากที่ Burry พยายามจะเตือนพวกเขาว่าฟองสบู่ภาคอสังหาฯของอเมริกากำลังจะแตก

แต่ภาพลวงตาจากผลกำไรที่อยู่ตรงหน้ากำลังบังตานักลงทุนที่กำลังกอบโกยเงินอยู่ในขณะนั้น ทำให้เขามองไม่เห็นวิกฤตเลวร้ายครั้งใหญ่ที่สุดที่ทำให้เศรษฐกิจสะเทือนไปทั่วทั้งโลก…

เราอาจจะรู้จักวิกฤตครั้งนี้ภายใต้ชื่อ “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” แต่แท้จริงแล้วสาเหตุของวิกฤตครั้งนี้มาจากความโลภของชาวอเมริกันทุกระดับ ทั้งประชาชน นักลงทุน สถาบันการเงิน และบริษัทจัดอันดับที่น่าเชื่อถือ

ความกระหายนำไปสู่การล้มละลายของสถาบันการเงินชื่อดังอย่าง เลห์มัน บราเธอร์ส และ AIG ซึ่งต้นตอทั้งหมดมาจาก บ้าน, ที่อยู่อาศัยและสินค้าทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการจำนอง จึงกลายเป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของวิกฤตการเงินครั้งนี้ “วิกฤตซับไพร์ม”


เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2002 เมื่อธนาคารกลางของสหรัฐฯ (FED) มองเห็นว่าการลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่ได้ ดอกเบี้ยที่ลดลงส่งผลให้การลงทุนของภาคเอกชนขยายตัวขึ้น ช่วยเพิ่มอัตราการบริโภคและการลงทุนของประชาชน

จุดเริ่มต้นของวิกฤตเกิดที่ภาคอสังหาริมทรัพย์

เพราะเศรษฐกิจกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีการสร้างและซื้อขายบ้านที่อยู่อาศัยกันจำนวนมาก ตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีขนาดใหญ่กว่า 60% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดของสหรัฐ และมันกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากสถาบันการเงินต่างๆมีนโยบายเพิ่มการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น คนที่อยากเป็นเจ้าของบ้านก็ซื้อบ้านได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้หลักประกันอะไรมาก ก็สามารถกู้เงินมาซื้อบ้านได้ ด้วยสินเชื่อ “Subprime Mortgages” หรือ “สินเชื่อที่ปล่อยให้กับลูกหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ”

ซึ่งลูกหนี้กลุ่มนี้ถือได้ว่าเป็นลูกหนี้ชั้นเลวร้ายที่ประวัติไม่ดี แถมยังเบี้ยวหนี้เก่ง

ด้วยเหตุนี้จึงมีการปล่อยกู้จำนวนมหาศาลในระบบเศรษฐกิจ มีการเก็งกำไรในโครงการบ้านใหม่และบ้านมือสอง คนที่มีบ้านอยู่แล้วก็โดดเข้าไปแจมปั่นราคาบ้านให้สูงขึ้นเรื่อยๆ คนอเมริกันหลายคนมีบ้านหลังที่สองสามสี่เพื่อเป็นสินทรัพย์สำหรับการลงทุนได้ง่ายๆ เพราะดอกเบี้ยในเวลานั้นไม่แพงมาก

ความโลภของประชาชนทำให้ราคาบ้านดีดตัวสูงขึ้นกว่าสองเท่าตัว

จนกระทั่งสัดส่วนของสินเชื่อชั้นล่างพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีสัดส่วนไม่ถึง 15% ของยอดรวมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ ในปี 2003 กลายเป็น 46% ในปี 2006 และตัวเลขสถิติของ อัตราหนี้สินครัวเรือนต่อรายได้ ก็เพิ่มเป็น 130% แปลว่าคนอเมริกันมีหนี้เฉลี่ยมากกว่ารายได้เสียอีก

แม้ว่าในปี 2004 FED จะออกมาเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงของตลาดอสังหาฯลงแล้ว แต่ก็ไม่ได้ผลสักเท่าไหร่ เพราะสถาบันการเงินยังบ้าคลั่งปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง แถมยังปล่อยสินเชื่อให้ง่ายๆโดยไม่ต้องเช็คประวัติหรือไม่ต้องวางหลักประกันอะไรทั้งนั้น จน FED ต้องเพิ่มดอกเบี้ยมาเพื่อลดความบ้าคลั่งนั้นอีกหลายครั้ง

อยากรู้มั้ยว่าทำไมสินเชื่อซับไพร์มถึงถูกปล่อยได้ง่ายมาก?

เพราะวงจรอุบาทว์ทั้งหมดไม่จบอยู่แค่ภาคอสังหาฯ เมื่อเชื้อร้ายมันไหลเข้าสู่ตลาดทุนด้วยสิ่งที่เรียกว่า Collateralized Debt Obligation (CDO)

เราต้องทำความเข้าใจโมเดลของ CDO นี้ก่อนว่ามันคืออะไร?

ปกติการซื้อบ้านของอเมริกาจะกู้เงินผ่าน “สถาบันการเงินท้องถิ่น” ที่ไม่ใช่ธนาคารเหมือนบ้านเรา

จากนั้นสถาบันการเงินเหล่านี้จะนำพอร์ตลูกหนี้ของตัวเองไปขายให้ “บริษัทวานิชธนกิจ” เช่น Goldman Sach หรือ Morgan Stanley ทำหน้าที่รวบรวมสินเชื่อต่างๆทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ สินเชื่อเพื่อการศึกษา ฯลฯ มาเพื่อค้ำประกันสินค้าลงทุนที่เรียกว่า “ตราสารหนี้ CDO” นำไปขายให้กับนักลงทุนทั้งรายใหญ่และสถาบัน 

โดยผลตอบแทนของ CDO จะขึ้นอยู่กับส่วนผสมของสินทรัพย์ที่นำมาใช้เป็นหลักประกันในการออกตราสารทางการเงินดังกล่าว ซึ่งจะออกมาเป็นชุดๆเหมือนสินค้าทั่วไป

ทำให้ความเสี่ยงจากการกู้ยืมทั้งหมดเป็นของนักลงทุนโดยตรง ไม่ใช่ความเสี่ยงของสถาบันการเงินหรือวานิชธนกิจอีกต่อไป ยิ่งปล่อยกู้ได้เยอะกลุ่มสถาบันการเงินและวานิชธนกิจก็สามารถฟันกำไรจากการขายพอร์ตลูกหนี้และค่าธรรมเนียมได้เยอะ ด้วยเหตุนี้การปล่อยกู้จึงง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก

เชื้อร้ายแห่งความโลภเริ่มแทรกซ้อนไปทั่วทุกภาคส่วน

CDO จะดูไม่น่าลงทุนเลยถ้าไม่มีคนออกมาจัดอันดับเรตติ้งให้กับหนี้ก้อนนั้น “บริษัทเครดิตเรตติ้ง” จึงได้รับอานิสงค์จากวงจรอุบาทว์นี้ พวกเขารับเงินมาเพื่อเปลี่ยนอันดับ COD ที่เลวร้ายให้กลายตราสารหนี้ที่มีเรตติ้งดีมากๆ ทำให้เป็นที่สนใจของกองทุนรวมขึ้นมาทันที

ทีนี้การลงทุนใน CDO ที่มีลูกหนี้ซับไพร์มชั้นเลวร้ายปะปนอยู่อาจจะมีความเสี่ยงมากเกินไป “บริษัทประกัน” จึงเสนอตัวเข้ามาช่วยประกันความเสี่ยงให้ โดยนักลงทุนต้องจ่ายเบี้ยประกันเพื่อคุ้มครอง CDO หากมีการเบี้ยวหนี้เกิดขึ้น นักลงทุนจะได้รับทุนคุ้มครอง และบริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายเหล่านั้นแทน ซึ่งบริษัทประกันรายใหญ่นั้นคือ AIG นั่นเอง

นอกจากจะได้เบี้ยประกันเป็นรายได้แล้ว บริษัทประกันยังไม่อิ่มพอจึงนำกรมธรรม์ที่พวกเขารับประกันมาจัดเป็น “ตราสารอนุพันธ์ประกันความเสี่ยง” เพื่อกลับไปขายให้กับนักลงทุนอีกที เหมือนกับออกหวยมาให้นักลงทุนแทงว่า CDO ที่บริษัทประกันเข้าไปรับประกันภัยนั้นจะมีปัญหาหรือไม่ ทำให้เป็นที่สนใจของนักเก็งกำไรจำนวนมาก

แล้วเชื้อร้ายก็ได้แพร่พันธุ์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทั่วทั้งอเมริกาโดยสมบูรณ์แบบ..

ด้วยระบบนี้ทำให้ราคาบ้านพุ่งสูงขึ้น มูลค่าหุ้นบริษัทวานิชธนกิจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว กำไรของบริษัทเครดิตเรตติ้งเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทประกันได้ทั้งขึ้นทั้งร่องจากค่าเบี้ยประกันจากนักลงทุน และตราสารอนุพันธ์ บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคนรวยขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ภาพที่ทุกคนมองในเวลานั้นคือวงการอสังหาอเมริกานั้นแข็งแกร่งแบบสุดๆ

ระเบิดเวลาทำงานเริ่มเมื่อฟองสบู่ลอยตัวมาถึงจุดจบ

และแล้วในปี 2006 ตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มออกอาการไปต่อไม่ได้ เพราะราคาบ้านมันพุ่งสูงเกินความจริงมานานแล้ว พร้อมกับที่ Supply ในตลาดอสังหาเพื่อการลงทุนเริ่มมีมาก ทำให้ต้องลดราคาลงแข่งกัน ประกอบกับเวลานั้นดอกเบี้ยของสหรัฐอยู่ในช่วงขาขึ้น (เนื่องจาก FED ต้องการลดความร้อนแรงของตลาดอสังหาฯ)

เพราะตั้งแต่แรกกลุ่มลูกหนี้ซับไพร์มได้เงินกู้มาซื้อบ้านแบบง่ายๆ แต่ก็แลกด้วยการจ่ายดอกเบี้ยแบบลอยตัว ถ้าอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น พวกเขาก็จะแบกรับภาระดอกเบี้ยเพิ่ม วี่แววของหนี้เสียเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อพวกเขาต้องเลื่อนการจ่ายเงินออกไปเรื่อยๆ หลังจากที่สินทรัพย์ของตนเองไม่สามารถให้ผลตอบแทนได้ตามที่ต้องการ

สุดท้ายแล้วการทิ้งภาระหนี้สินและสินทรัพย์อาจจะเป็นทางออกสุดท้ายที่ดีที่สุด เนื่องจากบางคนได้เงินกู้มาโดยไม่ต้องมีหลักประกัน พวกเขาจึงลอยตัวได้อย่างสบายใจ โนสน โนแคร์ ตามคอนเซป “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย(โว้ยยยยยยยยยยยยย)”

ความซวยขั้นต่อมาตกอยู่ที่ “สถาบันการเงิน” ที่ปล่อยสินเชื่อ เมื่อขายลูกหนี้ซับไพร์มให้วานิชธนกิจไม่ได้ก็ต้องรับความเสี่ยงนั้นด้วยตัวเอง พวกเขากู้เงินระยะสั้นมาปล่อยเงินกู้ระยะยาว เมื่อไม่มีรายได้เข้ามามากพอกับหนี้สินที่ก่อไว้ พวกเขาจึงต้องประกาศล้มละลาย ตัวอย่างเช่น American Home Mortgage และ New Century Financial

บริษัทวานิชธนกิจที่แบกรับความเสี่ยงจากการออก CDO มาขายก็โดนปรับลดความน่าเชื่อถือ และราคาหุ้นก็ดิ่งลงเหวจากเหตุการณ์นี้ เนื่องจากวานิชธนกิจขาย CDO ที่แฝงเนื้อร้ายให้นักลงทุน แล้วตนเองก็ไปซื้ออนุพันธ์จากบริษัทประกันเพื่อแทงว่า CDO จะแย่เพื่อทำกำไรอีกทอด เป็นการกระทำที่เอาแต่ได้ เป็นที่น่ารังเกียจของคนทั่วไป

ความซวยขั้นสูงสุดตกอยู่กับ “บริษัทประกัน” เพราะพวกเขาเข้าไปรับประกันความเสี่ยงจากนักลงทุนที่ถือครอง CDO อยู่ และยังเสียหายจากการออกตราสารอนุพันธ์ Credit Default Swap (CDS) แล้วมีนักลงทุนมาซื้อสวอปตัวนี้เพื่อแทงว่าตลาดอสังหาฯจะพังพินาศลง (ถ้าดูหนังเรื่อง Big Short จะเข้าใจมากขึ้น เพราะกลุ่มตัวเอกรวยขึ้นได้จากการซื้อสวอปตัวนี้)

สุดท้ายบริษัทประกันก็ล้มละลาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ AIG ที่ไม่มีเงินสำรองมากพอที่จะชดเชยความเสียหายจากเงินประกันทั้งหมดที่แบกรับไว้ แต่ยังโชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ

จดจบสุดท้าย และการล่มสลายของยักษ์

ความพังพินาศของระบบอสังหาฯสร้างความปั่นป่วนไปทั่วอเมริกาและทั่วโลก การยึดบ้านเกิดขึ้นทั่วทุกพื้นที่ กองทุนที่ลงทุนในระบบนี้ขาดทุนอย่างย่อยยับ ตัวเลขการจ้างงานลดลงน่าใจหายเพราะทุกบริษัทต้องการรัดเข็มขัดเพื่อเอาตัวรอด ผู้บริหารระดับสูงหลายคนต้องถูกลดเงินเดือน

ตลาดหุ้นทั่วโลกได้รับผลกระทบ เพราะเงินทุนไหลออกไปยังที่ที่ปลอดภัย ส่งผลให้ราคาทองคำและน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมากจากช่วงเวลาก่อนหน้าวิกฤต บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งต้องล้มละลายเพราะเข้าไปเกี่ยวพันกับวงจรอุบาทว์ข้างต้น ซึ่งรวมไปถึงเลห์มัน บราเธอร์ส วานิชธนกิจยักษ์ใหญ่ที่เปิดทำการมานานกว่า 150 ปี

แม้ที่อเมริกาจะเคยเกิดวิกฤตครั้งใหญ่มาแล้วหลายครั้ง ทั้ง Great Depression, Black Monday และ Dotcom Bubble แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์แห่งความโลภก่อนหน้านั้น จนกระทั่งเกิดวิกฤตซับไพร์มขึ้นมาอีกครั้ง…

ไม่มีใครเห็นว่าฟองสบู่กำลังเกิด นั่นแหละคือสาเหตุของการเกิดฟองสบู่แห่งวิกฤต

เรื่องราวของวิกฤตเศรษฐกิจทั้งหมดทำให้เรารู้ตัวว่า “History Repeat itself” ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำด้วยตัวของมันเองเสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน มันไม่เคยกล่าวคำลากับเรา แต่บอกเพียงแค่ว่า

“ไว้เจอกันใหม่…”

ปล. พิเศษยิ่งกว่า !!! 

ใครที่อ่านบทความจนถึงตรงนี้แสดงว่าชอบศึกษาประวัติศาสตร์ของวิกฤตต่างๆแน่เลยย 

นายปั้นเงินมีข่าวดีมาบอก เพียงแค่แอดเฟรนด์เป็นเพื่อนกันในไลน์ที่ http://bit.ly/artisanmoney

รอรับฟรี !!! E-BOOKS เรื่องราววิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเราจะรวบรวมบทความเกี่ยวกับวิกฤตที่ผ่านมา เรียบเรียงและเพิ่มรายละเอียดเข้าไป รวมถึงตอนพิเศษที่จะไม่เผยแพร่เนื้อหาผ่านช่องทางอื่นๆ 

แจกให้ในเดิอนสิงหาคมนี้นะครับ

“นักฟุตบอลระดับโลก” ดาวรุ่ง 5 อันดับ ทำประกันไว้แสนแพง ตกรอบได้… เอ้ย! เจ็บได้หายห่วง!!

การทำประกัน ไม่ว่าจะเป็น ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือ ประกันอุบัติเหตุ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของความไม่แน่นอนในอนาคตที่เราอาจต้องสูญเสียเงินและความมั่นคงบางอย่างไป อาจเป็นผลมาจากการเสียชีวิต การเจ็บไข้ได้ป่วย และการได้รับบาดเจ็บ ของเราหรือคนในครอบครัว

สำหรับ “นักฟุตบอลระดับโลก” ก็เช่นกัน ความเสี่ยงของพวกเขาคือการได้รับบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นในสนาม และการลงสนามคือหนทางหลักที่สร้างมูลค่าแก่ตัวนักเตะ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะพบว่าสตาร์ดังหลายคนมีการทำประกันที่มีมูลค่าสูงมาก

5 “นักฟุตบอลระดับโลก” ดาวดัง ที่มีการเปิดเผยมูลค่าเอาประกัน

ลีโอเนล เมสซี่

จอมทัพบาเซโลนาและผู้นำแห่งทีมชาติอาร์เจนตินา ความหวังของอาร์เจนตินาในฟุตบอลโลกครั้งนี้ หนึ่งในสองนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกของยุคนี้

ประกันขา :  28,000 ล้านบาท (ข้อมูลปี 2015)

เนย์มาร์

นักเตะเจ้าของสถิติค่าตัวแพงที่สุดในโลก นักเตะพรสวรรค์และจอมลีลาแห่ง “ขุนพลเซเลเซา” ทีมชาติบราซิล ศูนย์หน้าของปารีส แซงต์ แชร์กแมง

ประกันชีวิตและอุบัติเหตุ : 10,145 ล้านบาท (ไม่ใช่เงินประกันจริง แต่เป็นจำนวนเงินขั้นต้นที่ใช้ในการคำนวนเงินประกัน ข้อมูลปี 2018)

คริสเตียนโน่ โรนัลโด้

อีกหนึ่งนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกของยุคนี้ เครื่องจักรผลิตประตูและสร้างสถิติ ของเรอัล มาดริด และ “เดอะแบก” แห่งทีมชาติโปรตุเกส

ประกันขา : 4,700 ล้านบาท (ข้อมูลปี 2015)

แกเร็ธ เบล

ผู้สร้างความมหัศจรรย์ในค่ำคืนนัดชิงแชมป์เปี้ยนส์ลีค ให้กับเรอัล มาดริด น่าเสียดายที่เราไม่ได้เห็นทีมชาติเวลส์ของเขาในฟุตบอลโลกครั้งนี้

ประกันชีวิตและอุบัติเหตุ : 4,000 ล้านบาท (ข้อมูลปี 2013)

มานูเอล นอยเออร์

นายทวารที่ขึ้นชื่อว่าเก่งที่สุดในยุคนี้ ผู้เฝ้าเสามือหนึ่งของอินทรีย์เหล็ก เยอรมัน ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ และ เสีอใต้ บาเยิร์น มิวนิค

ประกันมือ : 140 ล้านบาท (ข้อมูลปี 2014)

รู้หรือไม่ว่า นอกจากนักฟุตบอลหรือนักกีฬาทั่วไปที่มีประกันคุ้มครองเรื่องการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาแล้ว ยังมีประกันกีฬาสำหรับผู้รักในการเล่นกีฬา การทำประกันกีฬาก็เป็นทางเลือกในการลดความเสี่ยงในอนาคตเมื่อเราบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา โดยประกันนี้มีลักษณะการคุ้มครองคล้ายกับประกันอุบัติเหตุนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก:

http://bit.ly/2INq2ko

http://bit.ly/2IO584K

http://bit.ly/2tQm2Lj

#aomMONEY #EditorTeam #FifaWorldCup2018 #ประกันชีวิต #ประกันสุขภาพ #ประกันกีฬา

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

เก็บเงินเดือนละ 2,000 บาทก็ดูบอลโลกได้

เมื่อไม่นานมานี้ทุกคนก็คงสนุกสนานกับการติดตามศึกชิงแชมป์บอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียนะครับ โดยปกติแล้วพี่ต้าร์เองอาจจะไม่ได้มีความรู้เรื่องฟุตบอลมาก แต่ก็แอบสงสัยนะว่าการไปดูบอลโลกในแต่ละแมทช์นั้นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายกันเท่าไหร่

มาดูราคาค่าตั๋วบอลโลกในแต่ละรอบกันนะครับ

จากเว็บของทาง FIFA นั้นก็มีระบบราคาของที่นั่ง โดยคนต่างชาติอย่างเรา ๆ จะสามารถเข้าไปชมบอลโลกได้ใน CAT 1-3 เท่านั้น (เขาให้คนรัสเซียซื้อใน CAT 4 นะครับ) ราคาก็แล้วแต่รอบและประเภทที่นั่ง อย่างที่นั่งดี ๆ ใน CAT1 ก็จะแพงกว่าเพื่อน ราคาถูกสุดที่ผมดูมาก็คือ $105 และแพงสุดก็คือ $1,100 นะครับ ถ้าใช้อัตราเรทแลกเงินที่ 33 บาทต่อ 1 ดอลล่าห์สหรัฐ ก็ตกเป็นเงินประมาณ 3,465 – 36,300 บาทนะครับ

ที่นี้หากเราอยากดูบอลโลกซัก Match นึงนั้น มันไม่ได้มีแค่ค่าตั๋วเนอะ จะมีค่าเครื่องบิน ที่พัก ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอีกค่อนข้างมาก บางคนอาจจะมองว่า ปีนี้เตรียมตัวไม่ทันแล้ว งั้นวางแผนในการเก็บเงินในอีก 4 ปีข้างหน้าแล้วกันว่าจะทำอย่างไรให้เราไปดูการแข่งขันของ QATAR2022 ที่กาตาร์

ถ้าเราจะวางแผนจริง ๆ เดี๋ยวต้องมานั่งคำนวณค่าใช้จ่ายกัน โดยส่วนแรกเนี่ยผมมองว่าเก็บเงินเอาไว้เผื่อ ๆ ค่าตั๋วตามฐานะของเราเนอะ ผมเอาราคากลาง ๆ เป็นตัวตั้งแล้วกันว่าจะเก็บเงินค่าตั๋วอย่างน้อย 15,000 บาท เพื่อดูบอลโลก 1 Match

วางแผนไปการ์ต้าใช้เงินเท่าไหร่?

การไปกาตาร์เป็นเรื่องที่ไม่ยาก Passport ไทยสามารถเดินทางเข้าได้เลย ยกเว้นจะมีความเปลี่ยนแปลงในเวลานั้นนะครับ ซึ่งพอผมไป Search ดูก็พบว่าเราสามารถบินตรงได้เลยด้วยสายการบินกาตาร์ไปยังเมืองโดฮา วันนึงมีตั้ง 6 เที่ยวบินแหนะ ลองดูราคาตั๋วเล่น ๆ ล่วงหน้าซัก 6 เดือน เห็นราคาตั๋วจะเริ่มต้นที่ราคา 40,000 บาท ส่วนค่าโรงแรมก็มีหลายระดับ เฉลี่ย ๆ ที่ผมดูมานั้นก็ตกอยู่ที่ 4,000 – 5,000 บาทต่อคืนขึ้นไป หากไปดูและไปเที่ยวด้วยซัก 2 คืน ก็ใช้เงินอย่างน้อย 10,000 บาทครับ (ถ้ามีเพื่อนไปก็หารได้)

ค่าครองชีพในเมืองโดฮานั้นถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก เท่าที่เช็คดูแล้วการทานข้าวซักมือหนึ่งต้องใช้เงินอย่างน้อย 200 – 700 บาท (เหมือนใช้ชีวิตในยุโรปเลยนะ) ผมตีว่าไปวันหนึ่งต้องเตรียมเงินส่วนตัวซัก 3,000 บาท ไป  วันก็เผื่อ ๆ ไป 10,000 บาทแล้วกัน

โดยสรุปคร่าว ๆ ว่าถ้าเราจะเตรียมแผนไปดูบอลโลกที่กาตาร์ต้องใช้เงินเท่าไหร่ ก็จะมีประมาณนี้นะครับ

1. ค่าตั๋วดูบอลโลก 15,000 บาท

2. ค่าเดินทาง 40,000 บาท

3. ค่าที่พัก 10,000 บาท

4. ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 10,000 บาท

รวมเงินที่จะต้องเตรียมสำหรับการไปดูบอลโลก 75,000 บาท

แต่ยังไม่จบนะสิ ถ้าเรามองว่าในอีก 4 ปี ของทุกอย่างราคาจะขึ้นอีกตามค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อ และพอมันเป็นช่วงฟุตบอลโลกด้วย ราคามันอาจจะแพงกว่าปกติ ผมเลยคิดว่าเราลองเตรียมเผื่อๆเอาไว้เลยซัก 100,000 บาทก็พอจะเป็นไปได้สำหรับค่าใช้จ่ายใน 4 ปีข้างหน้านะครับ

วางแผน DCA ไปดูบอลโลกได้อย่างไร?

จากวันนี้ไปถึงปี 2022 หากเราเริ่มจากเดิน กรกฎาคม 2018 และทุกอย่างจะต้องเตรียมให้เรียบร้อยล่วงหน้า 6 เดือน ก็ต้องมีเงิน 100,000 บาท ภายใน 31 ธันวาคม 2021 นะครับ เรามีเวลาเตรียมตัวทั้งหมด 42 เดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายมากสำหรับทุกคน

หากเราไม่ต้องการลงทุนอะไรเลย เก็บแค่ในบัญชีเงินฝากนี่ล่ะ เราก็เก็บเพียงแค่เดือนละประมาณ 2,400 บาท แต่เราจะต้องทำเป็นประจำอย่างมีวินัยนะครับ ถ้าเก็บได้มากกว่าตัวเลขนี้ก็จะถึงเป้าหมายที่เร็วขึ้นได้

แต่สำหรับใครที่งบน้อยกว่านั้นคิดว่าเก็บได้ประมาณ 2,000 บาทต่อเดือน จากที่ผมลองจิ้มเครื่องคิดเลขดูแล้ว ก็ต้องหาการลงทุนที่อัตราผลตอบแทนที่ประมาณ 4.39% ต่อปีนะครับ ลองดูกองทุนรวมตราสารผสมหรือกองทุนหุ้นก็ได้นะครับ และดีไม่ดีหากอัตราผลตอบแทนมากกว่าที่คาดเอาไว้ ก็สามารถนำไปใช้จ่ายได้มากขึ้นกว่าเดิมอีก

จะว่าไปพอคิดๆดูแล้ว การเก็บเงินเพียงเดือนละ 2,000 บาท มันก็ทำให้ความฝันของหลาย ๆ คนเป็นจริงได้นะ อยากไปดูบอลโลกก็ต้องเริ่มเก็บเงินกันตั้งแต่วันนี้นะครับ จะรอดูว่ามีใครใช้วิธีนี้แล้วไปถ่ายรูปมาโชว์พี่ต้าร์จากกาตาร์ได้บ้าง ขอให้ลงทุนประสบความสำเร็จและทำตามความฝันได้นะครับ

เหนื่อยใจแต่ไม่รู้ทำไง ทำงานเป็นกลุ่ม แต่ไม่มีทีมเวิร์ค…เรื่องใหญ่ที่หัวหน้าต้องใส่ใจ

    บทเรียนข้อแรกสุดที่ผู้นำทุกคนต้องทำความเข้าใจให้ได้แต่เนิ่นๆ คือ คนเราทุกคนล้วนแตกต่าง สิ่งนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสาระสำคัญที่สุด ของการมีอยู่ขององค์กรเลยทีเดียว เพราะการเกิดขึ้นขององค์กรนั้น ก็เพื่อที่จะทำให้หน่วยของแต่ละบุคคลที่มีความสามารถ และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เข้ามาทำงานด้วยกัน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่องค์กรตั้งเป้าหมายไว้ 

เหนื่อยใจแต่ไม่รู้ทำไง ทำงานเป็นกลุ่ม แต่ไม่มีทีมเวิร์ค.เรื่องใหญ่ที่หัวหน้าต้องใส่ใจ

    เพราะเราต่างก็รู้ว่า คนเพียงคนเดียวมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน การที่เอาคนหลายๆคนมาทำงานด้วยกัน ก็เพื่อที่จะใช้จุดแข็งของคนหนึ่ง เข้ามาช่วยเสริมจุดอ่อนของอีกคนหนึ่ง เกิดสิ่งนี้ต่อเนื่องกันไปจนกระทั่งจุดอ่อนต่างๆถูกอุดถูกปิดไปได้ จนก่อกำเนิดเป็นทีมที่แข็งแกร่ง ที่จะสามารถฝ่าฟันทะลุอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากตัวงาน ไปจนกระทั่งงานสำเร็จลุล่วง

    ยกตัวอย่างง่ายๆ ตัวอย่างหนึ่ง Frontend developer และ Backend developer สองตำแหน่งนี้เป็น Programmer เหมือนกันครับ แต่มีความแตกต่างตรงที่ Frontend developer จะชอบที่จะปรับตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ใส่ลูกเล่น Animation เข้าไปบนหน้า Web เพื่อทำให้เว็บมีความ Friendly น่าใช้มากขึ้น 

    ส่วน Backend developer มักจะเป็นคนที่ชอบออกแบบโครงสร้างโปรแกรมให้ มีความสามารถในการขยายได้เวลามีคนมาใช้งานมากๆ และสามารถตรวจสอบหาสาเหตุของปัญหาได้ในภายหลัง ซึ่งคนเหล่านี้จะไม่ค่อยชอบอะไรที่จุกจิกเหมือนกับในส่วนของ User Interface ที่ Frontend developer ทำ ดังนั้นองค์กรจึงต้องจัดให้มีจำนวน Frontend developer กับ Backend developer ทำงานด้วยกันอย่างเหมาะสม เนื่องจาก Project การเขียนโปรแกรมใดจะสำเร็จได้ จำเป็นจะต้องมีทั้ง 2 ตำแหน่งนี้

เหนื่อยใจแต่ไม่รู้ทำไง ทำงานเป็นกลุ่ม แต่ไม่มีทีมเวิร์ค.เรื่องใหญ่ที่หัวหน้าต้องใส่ใจ

แต่เดี๋ยวก่อน ถ้ามันง่ายแค่นี้ งานในใต้หล้าก็ไม่มีปัญหากันให้ผู้นำองค์กรได้แสดงฝีมือสิครับ 

    คำว่าทีมงานมันมีปัญหาอยู่จุดหนึ่ง ผมจะลองยกตัวอย่างปัญหาที่จะเกิดขึ้นในตัวอย่างที่กล่าวมาระหว่าง Frontend กับ Backend นะครับ

    งานของ Frontend จะต้องทำหลังจาก Backend ทำ Specification ต่างๆให้เรียบร้อย แต่ถ้า Backend ส่งงานให้ Frontend ช้า ก็จะทำให้งานของ Frontend ล่าช้าไปด้วย เมื่อ Frontend ทำงานเสร็จแล้ว สุดท้ายจะต้องเป็นหน้าที่ของ Backend อีกครั้ง ที่เป็นคนเอางานขึ้น Production ซึ่งถ้า Frontend ทำงานช้า ก็จะทำให้ Backend เตรียมเอางานขึ้น Production ช้าไปด้วย

    ซึ่งความแตกต่างระหว่าง ทีมงาน กับ กลุ่มคนทำงาน มันอยู่ตรงนี้ครับ

ถ้าทีมของคุณเป็น “กลุ่มคนทำงาน” คุณจะคิดแบบนี้

  • งานของใครของมันไม่เกี่ยวกัน ถ้าส่งงานมาช้าเราก็จะทำช้าไปด้วย สุดท้ายโปรเจ็คต์ช้าก็โทษพวกเราไม่ได้นะ
  • Backend ออกแบบ Specification อะไรมาเนี่ย ไม่เห็นจะ User friendly เลย
  • Frontend ทำไมจะต้องวุ่นวายไปทำอะไรตรงนั้นด้วย แค่นี้ก็ใช้งานได้แล้วนี่

แต่ถ้าทีมของคุณเป็น “ทีมงาน” คุณจะคิดแบบนี้

  • เราจะต้องออกแบบและส่งบางส่วนให้ Frontend ไปทำก่อน เขาจะได้ไม่ต้องรอเรา
  • ในการออกแบบ Backend แบบนี้จะกระทบอะไรกับ Frontend บ้างนะ เราควรจะต้องคุยกันในรายละเอียดกันบ่อยๆหน่อย
  • สุดท้ายแล้วไม่ว่าปัญหาเกิดขึ้นกับส่วนไหน เราก็ต้องช่วยกันทำให้ Project ขึ้นตามเวลาให้ได้ โดยดูว่า Backend และ Frontend จะแชร์และส่งงานตรงไหนกันได้บ้าง 

เหนื่อยใจแต่ไม่รู้ทำไง ทำงานเป็นกลุ่ม แต่ไม่มีทีมเวิร์ค.เรื่องใหญ่ที่หัวหน้าต้องใส่ใจ

    จะเห็นได้ว่าความแตกต่างของทีมงาน 2 แบบนี้ มีอยู่ตรงจุดเดียวเองครับ คือทุกคนใน “ทีมงาน” มีเป้าหมายเดียวร่วมกันคือ ทำให้งานมีคุณภาพและเสร็จตามกำหนด โดยไม่เกี่ยงว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างทางจะเป็นปัญหาของใคร ยังไงก็ต้องช่วยกันแก้ไข 

    ส่วน “กลุ่มคนทำงาน” จะไม่ได้มองเป้าหมายของงานเป็นสำคัญแต่จะมองเป้าหมายของตัวเองเป็นสำคัญ ว่าไม่ว่าปัญหาของคนอื่นจะเป็นอย่างไร ตัวเองจะต้องมีปัญหาให้น้อยที่สุด ดังนั้นถ้าคุณเป็นผู้นำองค์กรใดๆ ที่กำลังปลูกฝังนิสัยขององค์กรแบบ “กลุ่มคนทำงาน” สิ่งที่คุณจะได้รับก็จะเป็นงานที่ไม่มีคุณภาพและเสร็จไม่ทันเวลา

    ดังนั้นการที่เราจะสามารถส่งงานที่มีคุณภาพและเสร็จทันเวลาให้กับลูกค้าได้ คุณจะต้องทำให้แต่ละคนในทีมหลอมรวมกันให้กลายเป็นทีมเดียวกันให้ได้ โดยต้องทำให้ทุกคนในทีมมองกลับไปที่ Principle ที่เราอ่านกันในย่อหน้าแรก

เรามารวมกันไม่ใช่เพื่อเอาจุดแข็งของเรามาใช้กับงานเพียงอย่างเดียว แต่เรามารวมกันเพื่อเอาจุดแข็งของเรามาปิดจุดอ่อนของคนอื่นในทีม และในขณะเดียวกันคนอื่นในทีมงานก็เอาจุดแข็งของเขามาปิดจุดอ่อนของเราเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ทีมงานของเราจึงจะเรียกว่าทีมที่แท้จริง

จะทำยังไงหากองค์กรของฉันมีดราม่า? “ค่านิยมองค์กร” อาจเป็นคำตอบ…

การเป็นผู้นำองค์กร คือการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดครั้งใหญ่ในชีวิต! 

   เราอาจจะชินกับการทำงานที่ตอนเริ่มต้นต้องคิดเสมอว่า จะพัฒนาตัวเองอย่างไรให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งคนอื่นได้? หรือพอเป็นหัวหน้าแผนก ต้องพัฒนาแผนกของตัวเองอย่างไรให้มีความแข็งแกร่งกว่าแผนกอื่นๆ? ทำให้แผนกของตัวเองโดดเด่นและมีความสำคัญในองค์กร 

จะทำยังไงหากองค์กรของฉันมีดราม่า? "ค่านิยมองค์กร" อาจเป็นคำตอบ...

    แต่เมื่อเราขยับขึ้นมาสู่จุดสูงสุดซึ่งต้องมาดูแลทั้งองค์กร คำที่ต้องหายไปจากสมการของการพัฒนาคือคำว่า “ตัวเอง” จากนี้ไปเราไม่มีแผนกใดแผนกหนึ่งให้พัฒนาโดยเฉพาะ เพราะองค์กรจำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยแผนกต่างๆ ไปพร้อม ๆ กัน โดยแต่ละแผนกก็จำเป็นต้องมี “นิสัย” ของแผนกที่แตกต่างกัน ซึ่งนิสัยของแผนกต่างๆเหล่านี้ส่วนมากแล้วมักจะขัดแย้งกัน

    ยกตัวอย่างแผนกที่ Marketing Agency ทุกเจ้าจะต้องมี 2 แผนก คือ

  • แผนกขาย : จะมีนิสัยที่ชอบความเป็นไปได้ ลูกค้าใหม่คือหัวใจของการเติบโต
  • แผนกผลิต : จะมีนิสัยชอบความเสถียร การที่ต้องเริ่มต้นกับลูกค้าใหม่ คือสิ่งที่ลดความเสถียรของระบบ

    เอาแค่ความแตกต่างของนิสัยของ 2 แผนกนี้ก็ตีกันไม่รู้จบแล้ว…เวลาที่ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า แผนกขายก็มักจะโทษแผนกผลิตว่า

“เลือกงาน จะ Play safe ไปถึงไหน ทำไมไม่ Take risk ซะบ้าง แล้วบริษัทจะโตได้อย่างไร” 

    ในขณะที่แผนกผลิตก็มักจะพยายามชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่จะตามมาของงานบางตัว ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้มากกว่าที่แผนกขายคิดไว้ เถียงกันไปเถียงกันมาไม่รู้จบ

    ในกรณีนี้ถ้าเราเป็นผู้นำองค์กร บริหารงานโดยใช้ประสบการณ์ของตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางก็อาจจะทำให้เกิดความเสียสมดุล ถ้าผู้นำองค์กรเติบโตมาจากสายงานไหนเป็นพิเศษ ก็อาจจะให้คุณค่ากับสองแผนกนี้ต่างกันตามประสบการณ์ของตน 

    อย่างเช่นถ้าผู้นำโตมาจากงานขายก็จะเห็นว่างานขายสำคัญกว่า ซึ่งก็อาจจะทำให้มองไม่เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในแผนกผลิต หรือถ้าผู้นำที่เติบโตมาจากแผนกผลิตซึ่งจะกังวลเรื่องความเสี่ยงต่างๆมากจนเกินไป ก็อาจจะไม่สามารถทำให้องค์กรเติบโตได้เร็วเท่าที่ควร

จะทำยังไงหากองค์กรของฉันมีดราม่า? "ค่านิยมองค์กร" อาจเป็นคำตอบ...

ภาษากลางขององค์กร

    ในฐานะของผู้นำองค์กร จะสังเกตุเห็นว่าความเป็นตัวเราจะต้องหายไป คุณต้องเป็นคนที่เห็นปัญหาและโอกาสแบบที่เราเรียกกันหล่อๆว่า “ทรีซิกตี้” หรือแปลเป็นไทยคือ 

คุณต้องเห็นปัญหาและโอกาสในทุกมุมที่เป็นไปได้

    และมีหน้าที่ต้อง Maximize ทุกๆแผนกในองค์กรไปพร้อมๆกัน แต่ยังคงต้องสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น และการเคลื่อนไหวนี้ยังต้องเกิดการแทรกแซงจากตัวคุณให้น้อยที่สุด ซึ่งเครื่องมือที่สำคัญที่ทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นได้คือ Company Core Values หรือภาษาไทยคือ “ค่านิยมขององค์กร”

    Company Core Values คือภาษากลางที่ใช้จัดการได้กับทุกความขัดแย้งในองค์กร ส่วนตัวแล้วผมเรียกมันว่า ความเป็น “ตัวเรา” สุดท้ายที่เราสามารถใส่เข้าไปได้ในองค์กร เป็นเสมือนพิมพ์เขียวที่ใช้จัดการปัญหาความไม่สมดุล ผมขอยกตัวอย่าง Core Values ของบริษัทของผมซึ่งมีอยู่ 5 ข้อ แล้วจะอธิบายแต่ละข้อให้เห็นภาพกันนะครับ

  • Priority
  • Full Stack
  • Automate
  • Standard
  • Feedback

Priority

    งานทุกสิ่งไม่ได้สำคัญเท่ากันทุกงาน คุณสมบัติของสินค้าไม่ได้สำคัญเท่ากันทุกฟีเจอร์ ลูกค้าไม่ได้สำคัญเท่ากันทุกคน และเราทำทุกสิ่งพร้อมกันไม่ได้ ดังนั้นเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดจากข้อมูลที่มี ถ้าข้อมูลไม่มีก็ต้องตั้งคำถาม

Full Stack

    Full Stack เป็นศัพท์เทคนิคที่ใช้อธิบาย Programmer ที่มี Skill หลากหลาย มีเข้าใจสายงานอื่นๆข้างเคียง ไม่ได้เจาะจงอยู่เฉพาะงานที่ตัวเองถนัดเพียงอย่างเดียว การมี Core Value ตัวนี้จะทำให้เราจะต้องคิดรอบคอบขึ้นในการตัดสินใจต่างๆ เพราะจะต้องคิดไปจนถึงงานข้างเคียงที่เกี่ยวข้องกับเราด้วย

Automate

    คือการทำให้งานที่ต้องทำประจำกลายเป็นงานที่ Technology มาช่วยเราทำโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างการ Automate ที่เข้าใจง่ายที่สุด คือการที่ค่าใช้จ่ายใน Office ทั้งหมดจะตัดอัตโนมัติผ่านบัญชี และใบเสร็จต่างๆจะถูกนำเข้ามาไว้ที่เดียวกันบน Cloud Storage แยกกันในแต่ละเดือนเพื่ออำนวยความสะดวกให้พนักงานบัญชี

Standard

    การยกตัวอย่าง iPhone เป็นตัวอย่างที่ดีของ Core Value ข้อนี้ การใช้งาน User Interface ของ iPhone ได้กลายเป็น Standard ในอุตสาหกรรมมือถือ และทุกวันนี้ถ้าเราไปหยิบ iPhone เครื่องไหนขึ้นมาก็ตามเราก็จะใช้เป็นทันที ดังนั้นงานใดก็ตามที่มี Standard เราก็มักจะหาคนมาช่วยทำได้ง่าย หรือถ้าเราเป็นคนที่สร้าง Standard นั้นที่ทุกคนยอมรับขึ้นมาได้เองก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ดี

Feedback

    การทำงานใดๆ ถ้าเรากลัวความผิดพลาดมากเกินไป ก็อาจจะทำให้เราไม่สามารถใส่สิ่งที่น่าสนใจลงไปได้งานได้อย่างที่ควรจะเป็น แต่ถ้าทุกคนในองค์กรคอย Feedback กันอย่างสร้างสรรค์ว่าตรงจุดไหนที่อาจจะเกิดความผิดพลาดได้ และไม่เอาแต่โทษกันว่าเป็นความผิดของใคร สมาชิกแต่ละคนก็จะลดความกลัวที่จะผิดพลาดลงไปได้

    ดังนั้นถ้าสมาชิกในองค์กรทุกคนใช้ Company Core Values ในการคุยกัน ก็จะช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับความแตกต่างของแผนก และสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับ Maximize Potential Growth ขององค์กรไปได้พร้อมๆกัน 

    จากในปัญหาตัวอย่างระหว่างแผนกขายกับแผนกผลิตที่เล่ามาข้างต้น การใช้ Core Values ก็อาจจะทำให้บทสนทนากลายเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง แผนกขายอาจจะบอกกับแผนกผลิตด้วยภาษาแบบนี้ “งานใหม่ที่รับเข้ามาคราวนี้ เกิดจากลูกค้าที่สามารถกลายเป็น Priority ของบริษัทของเราได้ และเนื่องจากเราสามารถใช้ Standard ของการพัฒนา Mobile Application ของเราเพื่อลดความเสี่ยงในการรับงานนี้ได้นั้น ทางแผนกขายจึงคิดว่าเราควรเริ่มงานนี้ทันที” อีกด้านหนึ่งแผนกผลิตก็อาจจะตอบกลับไปว่า “เราตกลงที่จะทำงานนี้ร่วมกัน ถ้าแผนกขายสามารถช่วยในการ Feedback ปัญหาต่างๆให้ได้เร็วที่สุด”

    ทิ้งท้ายกันนิดนึงครับ Company Core Values ไม่จำเป็นที่ต้องเหมือนกันนะครับ จริงๆแล้วไม่แนะนำเลยด้วยว่าให้ไปยืม Company Core Values ของบริษัทที่สำเร็จแล้วมาใช้ ถ้าคุณเป็นผู้นำองค์กรที่เป็น Founder ด้วย ผมแนะนำว่า Core Values จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่มีความเป็นตัวเอง ที่คุณสามารถใส่ไว้ใน DNA ขององค์กรได้ 

    ดังนั้นไม่ต้องรีบให้คิดดีๆว่าคุณอยากจะองค์กรของคุณมี DNA อย่างไร แต่ถ้าคุณเป็นผู้นำที่ ต้องเข้าไปบริหารองค์กรอื่น 

“ให้ดูดีๆว่า DNA ขององค์กรนั้นกับตัวคุณคือ DNA เดียวกันหรือเปล่าด้วยนะครับ”

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save