อายุ 25 เป็นไปได้ไหมที่จะเกษียณก่อน 40

ป๊าดดดด เจอคำถามเด็ดจากน้องๆที่พึ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ อายุ 25 ซิงๆ แต่มีความฝันว่าอยากจะทำงานช่วงเวลานี้ไปจนถึงอายุ 40 ปีแล้วเกษียณเลย มันจะเป็นไปได้หรือเปล่านะ?

ความคิดแบบนี้ไม่แปลกหรอก เรามีดูโอกาสและความเป็นไปได้กันก่อนนะครับ ในหลักการที่ผมจะคิดก็คือ เริ่มแรกเราจะต้องวางเป้าหมายก่อนว่าเราจะต้องใช้เงินทั้งสิ้นในบั้นปลายเท่าไหร่

จากอายุ 40 หากเรามีชีวิตเผื่อๆไว้ถึงอายุ 80 นั้น แปลว่าเราจะต้องมีชีวิตอยู่ 40 ปี หรือ 480 เดือน ในเวลาที่เราต้องอู่ดังกล่าวจะต้องใช้เงินเท่าไหร่?

วิธีคิดที่ง่ายที่สุดแบบไม่ซ้ำซ้อนอะไรก็คือ ลองกำหนดดูว่าเราใช้เงินจริงๆเดือนละเท่าไหร่ หากเราบอกว่าเราใช้เงินสบายๆเดือนละ 20,000 บาท (ปีละ 240,000) ทั้งหมด 40 ปี ก็ต้องเก็บอย่างน้อย 9,600,000 บาทไว้นะครับ แต่มันได้จบแค่นั้น โหยยย แค่นี้ก็เยอะแล้ว

ต้องอย่าลืมว่าทุกๆวันข้าวของแพงขึ้นด้วย เงินในวันที่เราอายุ 25 ปี ก็ไม่เท่ากับเงินในวันที่เราอายุ 40 ปีและก็ไม่เท่ากับในวันที่เราอายุ 80 ปีด้วย ยิ่งนานไปเงินที่เราเก็บไว้อาจจะมีมูลค่าลดลงอีกก็ได้ จึงมีหนทางในการเก็บเงินดังนี้ครับ

  1. เงิน 9,600,000 ต้องอยู่ในทรัพย์สินที่ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อได้ เราก็จะใช้ชีวิตอยู่ได้เทียบเคียงกับ มีเงิน 20,000 บาทในปัจจุบันนี้ สมมติเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 3% เราต้องจัดพอร์ตการลงทุนที่ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่า 3%  ภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสมนะครับ
  1. ถ้าเก็บเงินสด ต้องเก็บเผื่อเงินเฟ้อไว้ด้วย หากเงินเฟ้อ 3% เงินที่เราใช้ในวันนี้ตอนอายุ 25 จำนวน 20,000 บาท จะกลายเป็น 29,000 บาทในช่วงอายุ 40 และจะกลายเป็น 53,000 ตอนอายุ 60 และสูงถึง 96,000 บาทตอนเราอายุ 80 ซึ่งทั้งหมดคำนวณแล้วเราจะต้องเตรียมเงินไว้เผื่อถึง 34 ล้านบาท 

เมื่อดูแล้วว่าเป้าหมายเราต้องการเงินเท่าไหร่ ก็กลับมาดูในเรื่องของตัวเราเองว่า ในช่วงเวลาที่เราทำงานตั้งแต่อายุ 25 ปี ถึง 40 ปีนั้น เราจะมีเวลาเก็บเงินอยู่ 15 ปี เราจะสามารถเก็บเงินได้อย่างน้อย 9,600,000 ในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยง หรือ เงินสดจำนวน 34 ล้านบาทได้หรือไม่

มันก็มีทางเป็นไปได้นะครับ

  • ถ้าเราเก็บได้เดือนละ 40,000 บาท หรือ 480,000 ต่อปี เป็นเวลา 15 ปี ภายใต้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ประมาณ 5% ก็จะมีเงินในพอร์ตการลงทุนประมาณ 10 ล้านไปตั้งต้นตอนอายุ 40 ได้ครับ
  • แต่หากต้องการเก็บเงินสดในเวลา 15 ปีให้ได้ 34 ล้านบาท ก็ต้องเก็บเดือนละ 2.3 ล้านต่อปี หรือตกเดือนละ 1.92 บาทต่อเดือนครับ 

ประเด็นคือเงินเดือนเราสูงในระดับที่สามารถทำได้หรือไม่? แต่ถ้าเราเงินเดือนสูงในวันนี้ ในอนาคตเราจะใช้เงินที่เทียบเท่ามูลค่า 20,000 บาทในวันนี้ได้หรือเปล่า? ทั้งหมดอยู่ที่ Lifestyle และการใช้ชีวิตเราด้วยนะ

อย่างไรก็ตาม อันนี้อาจจะเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับวิธีคิดนะครับ ใครอยากเกษียณเร็วๆก็ต้องหาเงินลงทุนเยอะหน่อย แต่ถ้าใครมองว่า เกษียณช้าหน่อยก็ได้ ไม่เป็นไร ได้ทำงานเรื่อยๆสนุกดี ได้เพื่อน ได้ประสบการณ์ ไม่ต้องมานั่งเบื่อนั่งว่างๆในแต่ละวัน เราอาจจะยึดเวลาเกษียณออกไปก็ได้นะครับ ก็ใช้เงินน้อยลง เพิ่มเวลามากขึ้นก็เกษียณได้เช่นเดียวกัน

รู้ทัน DW ! คืออะไร ใช้ยังไง ทำไมถึงมาแรง วันนี้ลงทุนศาสตร์หาคำตอบมาให้

DW คืออะไร ใช้ยังไง ทำไมถึงมาแรง?

DW หรือ Derivative Warrant คือตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) ประเภทสิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ในอนาคต โดยราคาของ DW จะอ้างอิงไปตามหุ้นอ้างอิงที่หลักทรัพย์นั้นผูกสัญญาไว้

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

สมมติว่าทุกวันนี้ราคาหุ้น PTT อยู่ที่ 50 บาท นักลงทุนสนใจซื้อขาย PTT ล่วงหน้า โดยสมมติให้ DW ที่มีให้เลือกมีดังนี้

สิทธิการซื้อ PTT ที่ราคา 45 บาท ใน 3 เดือนข้างหน้า โดยราคาของสิทธิหรือ DW ที่ขายอยู่ในตลาดอยู่ที่ 5.5 บาท สังเกตว่าหากนำสิทธิไปแปลงเลยวันนี้ ผู้ซื้อ DW จะได้เงิน 5 บาท โดยเงินสดที่จะได้รับทันทีนี้เรียกว่า Intrinsic Value ส่วนส่วนต่างอีก 0.5 บาทที่เกิดขึ้นคือค่าพรีเมี่ยมที่นักลงทุนต้องจ่ายเพื่อซื้อสิทธิหรือ DW มา

นักลงทุนต้องจ่ายพรีเมี่ยมเพราะการซื้อสิทธิหรือ DW สามารถเลือกได้ว่าจะใช้สิทธิหรือไม่ใช้ก็ได้ ทำให้นักลงทุนจำกัดโอกาสขาดทุน ยกตัวอย่างเช่น หาก 3 เดือนข้างหน้าราคาหุ้น PTT ลดต่ำลงไปมากกว่า 45 บาท หากใช้สิทธิแล้วจะขาดทุนทันที นักลงทุนก็ไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิก็ได้ การขาดทุนสูงสุดก็จะถูกจำกัดไว้แค่เงินที่ใช้ซื้อสิทธิมา สังเกตว่านักลงทุนจะใช้เงินน้อยกว่าในการลงทุนหุ้นอ้างอิงโดยตรงและจำกัดขาดทุนในเงินส่วนนั้นด้วย ซึ่งผลประโยชน์ตรงนี้ก็แลกมาด้วยค่าพรีเมี่ยมที่ต้องจ่ายนั่นเอง

ในแง่สิทธิการขายก็เช่นกัน หากนักลงทุนคิดว่าอนาคตหุ้นจะตกลงก็ซื้อสิทธิการขายเพื่อจะทำกำไรได้ แต่ถ้าเกิดคาดการณ์ผิดทาง ผลการขาดทุนก็จะจำกัดการขาดทุนอยู่แค่สิทธิที่ซื้อมา เรียกง่ายๆ ว่า

หากคาดว่าหุ้นจะขึ้นทำสัญญาซื้อ (Call Warrant) จะได้กำไร หากคาดว่าหุ้นจะลงทำสัญญาขาย (Put Warrant) จะได้กำไร

ลองมาดูการลงทุน DW ในตลาดจริงบ้าง

DW ที่ซื้อขายในตลาดมี 2 แบบ คือ “Call DW” หรือสัญญาสิทธิในการซื้อ และ Put Warrant หรือสัญญาสิทธิในการขาย

โดยในปัจจุบันอ้างอิง DW จะอ้างอิงกับหุ้นรายตัว เช่น AOT PTT SCC หรือดัชนี เช่น SET50 SET100 เป็นต้น ซึ่งการสร้างความยืดหยุ่นในการลงทุนด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบนี้ก็มีข้อดีต่างๆ มากมาย

ข้อดีของการลงทุนด้วย DW

1. ใช้เงินเริ่มต้นไม่มาก

หากเราอยากลงทุนใน SCC เราอาจจะต้องใช้เงินประมาณ 50,000 บาทในการซื้อหุ้นให้ได้ครบ 100 หุ้น แต่การซื้อ DW อย่าง SCC19C1811A จะใช้เงินเพียง 13 บาทต่อ 100 หน่วย หรือหากอยากจะซื้อให้เทียบเท่ากับ SCC 100 หุ้นก็ต้องซื้อทั้งหมด 8,300 หน่วย หรือคิดเป็นเงินประมาณ 1,079 บาทเท่านั้น เห็นได้ว่าเราจะลงทุนด้วยเงินน้อยกว่า เพราะเหมือนเราทำสัญญาซื้อขายเฉพาะส่วนต่างราคาในช่วงแคบเท่านั้น ไม่ต้องใช้เงินซื้อทั้งหลักทรัพย์อ้างอิง

2. ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง

การลงทุนในหุ้นจะเลือกทำกำไรจากขาขึ้นเป็นหลัก เพราะกลยุทธ์หลักคือ ซื้อ – ถือ – ขาย แต่ถ้าหุ้นเป็นขาลง การทำกำไรในหุ้นรายตัวจะเป็นเรื่องยากและมีความคล่องตัวน้อยกว่าการหันมาซื้อ DW ที่เป็น Put Warrant แทน ด้วยความยืดหยุ่นของสัญญาที่มีให้เลือกทั้งการซื้อและขายสามารถทำให้เราทำกำไรได้ไม่ว่าหุ้นอ้างอิงจะขึ้นหรือจะลง (หากเราคาดเดาราคาได้ถูกทาง)

3. จำกัดการขาดทุน

การซื้อขาย DW เหมือนเป็นการซื้อขายราคาหุ้นในช่วงแคบ การขาดทุนจึงจำกัดอยู่แค่จำนวนเงิน DW ที่เราซื้อหรือขายเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นในข้อแรกที่เราซื้อขาย DW แทนการซื้อขาย SCC โดยตรง โอกาสขาดทุนจากที่เคยเป็นจำนวนเงินทั้งก้อนประมาณ 50,000 บาทก็จะลดลงเหลือ DW ที่ซื้อหรือประมาณ 1,000 บาทเท่านั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายถึงความเสี่ยงจะลดลง แต่หมายถึงกรอบการขาดทุนจะถูกจำกัดไว้เท่านั้น

4. ใช้ได้ทั้งเพื่อการเก็งกำไรและบริหารความเสี่ยง

นอกจากการใช้ DW เพื่อการเก็งกำไรจากราคาของหุ้นอ้างอิงในอนาคตแล้ว DW เองสามารถใช้เพื่อการบริหารความเสี่ยงด้วยเช่นกัน เช่น หากเราถือหุ้น PTT ไว้และคาดว่าราคาหุ้นในอนาคตจะลดลง หากเราไม่อยากขายหุ้นแล้วมาซื้อกลับ (Short Again Port ; SAP) เพราะกลัวปัญหาเรื่องสภาพคล่องตอนจะซื้อคืน การเลือกซื้อ Put Warrant ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากหุ้นขาลงได้ เนื่องจากถึงแม้หุ้นในพอร์ตเราจะมีมูลค่าลดลงจากการที่หุ้นตก แต่เราก็สามารถทำกำไรจาก Put Warrant ได้มาชดเชย

5. ความมั่นคงของหุ้นอ้างอิงค่อนข้างสูง

เนื่องจาก DW จะอ้างอิงตามหุ้นอ้างอิงในดัชนี SET100 เป็นหลัก ทำให้นักลงทุนมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่าหุ้นที่จะเลือกลงทุนนั้นมีพื้นฐานดีและถูกคัดเลือกจากตลาดหลักทรัพย์มาแล้ว ถึงแม้ว่า DW จะมีความผันผวน (เพื่อสร้างกำไร) แต่หุ้นอ้างอิงก็ยังมีความน่าเชื่อถือทางธุรกิจและมีโอกาสการสร้างราคาหุ้นเพื่อเอาเปรียบรายย่อย (ปั่นหุ้น) น้อยกว่าการไปเล่นหุ้นเบี้ยหัวแตกบางตัวในตลาดที่หลายครั้งมีความเสี่ยงสูงจากการถูกควบคุมราคามาก

DW ที่ซื้อขายจริงในตลาดหุ้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร?

ยกตัวอย่างสัญญา PTT19C1901A เพื่ออธิบาย DW ในตลาดซื้อขายจริง

  • ตัวอักษรข้างหน้า หมายถึง หลักทรัพย์อ้างอิง ในตัวอย่างคือหุ้น PTT
  • เลข 2 ตัวถัดมา หมายถึง รหัสของผู้ออกหลักทรัพย์ ในตัวอย่างคือเลข 19 ของบล. หยวนต้า (ประเทศไทย)
  • ตัวอักษรตัวถัดมา หมายถึง ประเภทสัญญา ได้แก่ ตัว C หมายถึง Call (สัญญาซื้อ) ตัว P หมายถึง Put (สัญญาขาย)
  • ตัวเลข 4 ตัวถัดมา หมายถึง วันสิ้นสุดสัญญา ในตัวอย่างคือ 1901 หรือสิ้นเดือน 1 ของปี 2019
  • ตัวอักษรตัวสุดท้าย หมายถึง ชุดหรือซีรีย์ของสัญญา

“Market Maker” คือ ผู้ที่คอยดูแลราคา DW ให้เป็นไปตามราคาทางทฤษฎี คือ มูลค่าตามสิทธิบวกกับมูลค่าของเวลาที่เหลืออยู่

วิธีการเลือกโบรคเกอร์ที่จะซื้อขาย DW ควรยึดที่ราคาปรับรวดเร็ว ถูกต้องตามตาราง และเชื่อถือได้ เนื่องจาก DW คือสิทธิที่มีราคากำกับและอ้างอิงไปตามหุ้นอ้างอิง ดังนั้น DW ที่เลือกซื้อขายควรจะเป็นไปตามทฤษฎีมากที่สุด หากราคาหุ้นอ้างอิงปรับตัวขึ้นหรือลง ราคา DW ควรขยับตามอย่างสมเหตุสมผลด้วยความเร็วใกล้เคียงกับหุ้นอ้างอิง และนอกจากปรับเร็วแล้วยังต้องปรับอย่างถูกต้องด้วย โดยราคาต้องอ้างอิงไปตามราคาการใช้สิทธิและมูลค่าของเวลาที่ได้จากการคำนวณตามหลักทฤษฎี

DW คือสัญญาสิทธิที่ทำกับโบรคเกอร์ ดังนั้นการเลือกตัวเลขบนสัญญาคือการเลือกว่าเราจะทำสัญญากับโบรคเกอร์ไหน อย่าง บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) ก็เป็นคู่สัญญา DW19 คือผู้ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจ DW ยาวนานมากว่า 20 ปี และยังเป็นผู้ครองส่วนแบ่งตลาด DW อันดับหนึ่งในไต้หวันอีกด้วย

DW19 ให้ความสำคัญกับประเด็นใดใน DW บ้าง ทำไมจึงมีจุดเด่นน่าลงทุน?

1. ราคาตรงตามตารางคำนวณทางทฤษฎี

อย่างที่เล่าว่าราคาของ DW ขึ้นอยู่กับมูลค่าจากการใช้สิทธิบวกกับมูลค่าของเวลา ดังนั้น หน้าที่หลักของ Market Maker แต่ละเจ้าคือทำให้ราคาซื้อขายในตลาดตรงตามราคาทางทฤษฎีมากที่สุด ซึ่ง DW19 ก็อิมพอร์ตเทคโนโลยีการคำนวณแบบเรียลไทม์ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดมาจากไต้หวัน พร้อมมีตารางราคา DW กับราคาหุ้นอ้างอิงให้เปิดดูกันในเว็บไซต์ไปเลย สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนว่าราคาจะ “ ขยับอย่างรวดเร็ว และตรงตามตารางที่สุด 

2. ปริมาณคำสั่งซื้อคำสั่งขาย Bid – Offer เหมาะสม

ปริมาณ Bid Offer ถือเป็นอีกหัวใจหนึ่งในการซื้อขาย DW เพราะหากอยากลงทุนจำนวนมาก แต่ Bid offer ที่มีให้ซื้อขายน้อยอาจทำให้เราไม่สามารถลงทุนได้ตามต้องการ หรือเวลาต้องการจะเทรดก็ทำได้ยากเพราะสภาพคล่องไม่พอ DW19 ก็จะเน้นการแก้ปัญหาตรงนี้โดยสร้างปริมาณคำสั่งซื้อและขายให้มีมากเพียงพอและสม่ำเสมอ เพื่อให้นักลงทุนจะสามารถซื้อและขายได้เท่าที่ต้องการ

3. DW19 ให้ความสำคัญกับตารางราคาและการให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์

นักลงทุนที่สนใจสามารถเปรียบเทียบราคา DW กับราคาหุ้นอ้างอิงได้ตลอดเวลาในเว็บไซต์ รวมถึงยังมีคำแนะนำการลงทุนและกลยุทธ์สำหรับ DW โดยเฉพาะอัพเดตตลอดทั้งทาง facebook และ line หากอยากลงทุนแต่ยังไม่มีไอเดียก็สามารถหาไอเดียการลงทุนได้ตลอดเวลา

ช่องทางของ DW19 (กดติดตามได้เลย แซ่บ!)

ขีดเส้นใต้อีกอย่างคือ เราสามารถซื้อขาย DW19 แม้จะเปิดพอร์ตหุ้นกับโบรคเกอร์อื่นที่ไม่ใช่ บล.หยวนต้าก็ตาม ดังนั้น หากใครสนใจ DW และเทรด DW อยู่แล้วก็แวะเข้าไปดูกันได้ สำคัญคืออยากให้เปรียบเทียบตาราง ดู bid offer ให้เห็นภาพก่อน ถ้าถูกใจก็หันมาลองเทรดได้ ค่าคอมมิชชันซื้อขายไม่ต่างกัน

ย้ำรอบสุดท้าย DW ถือว่ามีความเสี่ยงเรื่องเวลามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะสัญญามีการหมดอายุ ดังนั้น นักลงทุนต้องศึกษาเงื่อนไขต่างๆ ให้ดีก่อนการลงทุน ทุกการลงทุนมีข้อดีข้อเสียในตัวเอง ทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์การลงทุนให้ลึกซึ้ง และเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

“JKN” กับก้าวใหม่ของการเติบโตด้วย JKN CNBC

JKN หรือ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) คือบริษัทที่ประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายคอนเทนต์ (เช่น ซีรีส์ ละคร สารคดี), ให้บริการเวลาเพื่อโฆษณาทางโทรทัศน์ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยบริษัทฯ สามารถสร้างผลกำไรปี 2560 ได้ 187.67 ล้านบาท ติดทำเนียบหุ้นในตลาด mai ที่สร้างผลกำไรสูงสุด 3 อันดับแรก

บริษัทฯ ประกอบธุรกิจด้านการจัดจำหน่ายคอนเทนต์เป็นหลัก

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้สร้างผลงานไว้อย่างโดดเด่น ในการนำเข้าซีรีส์ชื่อดังจนกลายเป็นกระแสอินเดียฟีเวอร์ โดยซีรีส์อินเดียที่หลายคนก็คงจะคุ้นหูคุ้นตากันดี อย่างหนุมาน นาคิน อโศกมหาราช ต่างก็สร้างกระแสโด่งดังมาแล้ว จนช่วงหนึ่งช่องโทรทัศน์ช่องใหญ่เกือบทุกช่อง ต้องมีซีรีส์อินเดียฉายในช่วงไพรม์ไทม์

ก้าวต่อไปของ JKN คือการเติบโตด้วยอีกเส้นทางหนึ่งที่ระบุไว้ตั้งแต่ยื่นแบบไฟลิ่ง ตอนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ การสร้างคอนเทนต์ภายใต้โปรเจคต์ “JKN CNBC”

CNBC คือช่องโทรทัศน์สัญชาติอเมริกันที่มีชื่อเสียงด้านข่าวธุรกิจและการเงินติดอันดับท็อปของโลก เรียกได้ว่าหากใครเป็นนักลงทุนตัวยงหรือคอข่าวเศรษฐกิจจ๋าแล้ว คงต้องเคยอ่านข่าวของ CNBC กันบ่อยแน่ๆ โดยความน่าสนใจคือ JKN ได้จับมือกับ CNBC ในการสร้างคอนเทนต์ร่วมกัน เพื่อออกอากาศในประเทศไทย โดยได้องค์ความรู้จาก CNBC มาผสมผสานกับความสามารถในการพัฒนาเนื้อหาให้เข้ากับแต่ละพื้นที่ (localization) ของ JKN ภายใต้โปรเจคต์ “JKN CNBC”

JKN CNBC จะทำอะไรบ้าง?

JKN CNBC phase 1 (2017 – 2027)

บริษัทฯ จะนำรายการเครือ CNBC มาแปลเป็นภาษาไทย พร้อมแก้ไขให้ถูกจริตคนไทย โดยยังมีกลิ่นอายรายการเดิมตามสไตล์ที่ JKN ถนัด และจะจำหน่ายคอนเทนต์ที่ปรุงเสร็จแล้ว ให้กับช่องโทรทัศน์เพื่อนำไปฉาย ลักษณะธุรกิจตรงนี้เหมือนกับการปรับปรุงและจัดจำหน่ายคอนเทนต์ตามที่ JKN ถนัด โดยตอนนี้มีช่องโทรทัศน์ที่เข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ และพร้อมจะนำรายการของ JKN CNBC ไปลงแล้วหลายช่อง ยกตัวอย่างเช่น ช่อง 3 และ Bright TV

นอกจากการแปลรายการและมาปรับปรุงเพื่อฉายโดยตรงแล้ว JKN ยังได้รับอนุญาตให้ทำรายการโทรทัศน์ขึ้นมาใหม่ โดยใช้พิธีกรคนไทย แต่ยังอยู่ในรูปแบบรายการของ CNBC ซึ่งในอนาคตเราคงจะได้เห็นรายการคุยข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุนสไตล์ CNBC ที่ดำเนินรายการโดยคนไทยเพื่อคนไทยแน่นอน

JKN CNBC phase 2 (2019 – 2027)

ในช่วงปี 2019 เป็นต้นไป JKN มีแผนที่จะเปิดตัวสตูดิโอรายการทีวี CNBC ขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยคาดว่าสตูดิโอนี้จะสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการถ่ายทำรายการ CNBC ที่สร้างโดยคนไทยตามที่ได้กล่าวไปก่อนแล้วขั้นต้น การสร้างสตูดิโอ CNBC ขึ้นมานี้ จะช่วยสนับสนุนการสร้างคอนเทนต์ในระยะยาว และสตูดิโอดังกล่าวยังได้รับการเข้ามาช่วยพัฒนาโครงการโดย CNBC Singapore อีกด้วย

โดย First Class Thailand by JKN CNBC
จะเป็นรายการแรกที่บริษัทฯ เปิดตัวในโปรเจคต์นี้

“First Class” ถือเป็นต้นแบบของรายการท่องเที่ยวระดับ high-end ระดับโลก

First Class Thailand by JKN CNBC เป็นรายการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ชื่อดังที่เปิดตัวในต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2014 โดยถือเป็นต้นแบบของรายการท่องเที่ยวระดับ high-end ระดับโลก เพราะจะรวบรวมเอาประสบการณ์สุดยอดของการท่องเที่ยวไว้ในรายการ และยังมีบุคคลชื่อดังจากแวดวงต่างๆ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมด้วย

รายการ First Class Thailand ได้ คุณ “แหวนแหวน” ปวริศา เพ็ญชาติ มาเป็นพิธีกรหลัก และมี คุณ “กึ้ง” เฉลิมชัย มหากิจศิริ มาเป็นพิธีกรร่วม ทั้ง 2 ถือเป็นผู้มีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจ และยังมีการเสริมทัพจากแขกรับเชิญที่เรียกได้ว่าเป็น People of the month ในแวดวงธุรกิจ

โดยรายการออกอากาศอยู่ทางช่อง 3SD (ช่อง 28) ทุกวันศุกร์ 22.45 – 23.15 น. เรียกได้ว่าดูจบในคืนวันศุกร์ เช้าวันเสาร์ก็เก็บกระเป๋าไปเที่ยวกันต่อได้เลย

“น่าติดตามชมว่า JKN CNBC จะสร้างการเติบโตให้ JKN ได้มากขนาดไหน”

แต่ที่แน่ๆ ในฐานะผู้บริโภค เราคงได้เห็นความน่าสนใจของคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่ JKN จะเข็นมาให้พวกเราดูกันอย่างจุใจแน่นอน

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

“คอนโด” ที่เห็นตามประกาศ ทำไมถึงราคาถูกกว่าท้องตลาด?

สวัสดีจ้า…เหล่านักลงทุน เคยไหมที่ดันไปเจอ “คอนโด” ราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป อยากรู้ใช่ไหมว่าเพราะอะไร เราเองก็อยากรู้เช่นกัน  เราจึงติดต่อไปหาเบอร์ผู้ดูแลที่ทิ้งเอาไว้ในเว็บไซต์แห่งหนึ่งเพื่อสอบถามถึงราคาที่น่ายั่วยวนใจเหลือเกิน

จนเราพบความจริงว่า ห้องคอนโดแห่งที่มีราคาต่ำกว่าท้องตลาดนั้น มีสถานะเป็นหนี้เสียหรือหนี้ชำระค้าง ซึ่งมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ NPL ย่อมาจาก Non Performing Loan นั่นเองจ้า สถานะนี้เกิดจากเจ้าของคนเก่าไม่ยินยอมชำระเงินคืนให้ธนาคารที่ซึ่งขอกู้มานั้นเอง จึงทำให้เกิดการยึดทรัพย์เข้าสู่กรมบังคับคดี สถานที่รวบรวมทรัพย์ประเภท ที่ดิน บ้าน ทาวเฮาส์ และคอนโด มาให้นักลงทุนที่สนใจมาประมูลกันจ้า

ยังไม่หมดแค่นี้ บังเอิญเราได้พูดคุยกับตัวแทนของเอเจนซี่แห่งหนึ่งที่ดูแลทรัพย์สินชิ้นนี้ที่มีสถานะเป็นหนี้ชำระค้างด้วย เราจึงขออนุญาตสอบถามกระบวนการซื้อ – ขาย “คอนโด” แห่งนี้ เพื่อเป็นความรู้ต่อคนที่สนใจหรือเคยได้ยินแต่ไม่ทราบกระบวนการภายในที่เกิดขึ้นกันจ้า

เจ้าหน้าที่อธิบายให้เราฟังว่า ถ้าสนใจทรัพย์สินที่เป็นหนี้ค้างชำระจริงๆ และต้องการใช้บริการผ่านเอเจนซี่ จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลให้แก่นักลงทุนตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการไม่ว่าจะประมูลแพ้หรือชนะก็ตาม โดยมีลำดับดังนี้

วางมัดจำ

นักลงทุนจะต้องวางเงินมัดจำให้แก่เอเจนซี่เพื่อเป็นค่าดูแลตั้งแต่ติดต่อวันนัดหมาย เพื่อเข้าไปประมูลทรัพย์ โดยมูลค่าของเงินมัดจำนั้นอยู่ที่หลักหมื่นจ้า

วางเงินประกันเพื่อการประมูล

วางเงินประกันจำนวนหลักแสนต้นๆ ต่อการประมูลด้วย เพราะการขอเข้าร่วมการประมูลสินทรัพย์ต้องเตรียมเงินสดหรือแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายกองจำหน่ายทรัพย์สินกรมบังคับคดีเพื่อใช้เป็นหลักประกันการเข้าสู้ราคา ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาทรัพย์สินที่กรมบังคับคดีเขาตีราคา และจำนวนเงินประกันที่ต้องวางก่อนประมูลทรัพย์

ประมูลราคา

เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนดังกล่าวแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จากเอเจนซี่ก็จะพาเราเข้าไปประมูลทรัพย์สินที่เราสนใจ โดยการประมูลจะมีการยกป้ายราคา ซึ่งขั้นตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่จะจัดการให้แก่นักลงทุนเอง โดยก่อนเข้าไปประมูลทางเจ้าหน้าที่จะมีการบอกเรทราคาให้แก่นักลงทุนว่า ทรัพย์สินที่สนใจจะถูกประเมินอยู่ในช่วงราคาที่เท่าไหร่

ประมูลชนะ

ถ้าเราประเมินชนะในราคาที่หวังไว้ ก็สามารถดำเนินการต่อด้วยการซื้อทรัพย์ได้ ซึ่งการเป็นเจ้าของทรัพย์ลักษณะนี้จำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงถึงสภาพความทรุดโทรมต่อทรัพย์สินพอสมควร ซึ่งหากภายหลังนักลงทุนที่ชนะการประมูลทรัพย์ไปพบว่าทรัพย์สินที่ประมูลชนะมานั้นเกิดความชำรุดเสียหายมากก็ไม่สามารถไปฟ้องร้องเจ้าของเดิมได้ (อ้างอิงจากกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 473 ได้ระบุว่า ผู้ซื้อไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายกับผู้ขายได้หากทรัพย์ชำรุดบกพร่อง) แต่เราก็สามารถขอเข้าไปดูทรัพย์โดยติดต่อจากคนที่ดูแลเราและประเมินว่าทรัพย์ว่ามีความเสี่ยงสภาพทรุดโทรมต่อทรัพย์สินที่เราพึงพอใจที่จะลงทุนได้เช่นกัน

ประมูลแพ้

ในขณะที่ถ้านักลงทุนประมูลแพ้ต่อนักลงทุนรายอื่น ทางเอเจนซี่แจ้งว่าจะคืนเงินค่ามัดจำหลักหมื่นรวมถึงค่าประกันในการเข้าไปประมูลหลักแสนคืนให้หมด เป็นอันจบกระบวนการจ้า

ส่วนใครที่สนใจอยากลงทุนต่อสถานะทรัพย์สินประเภทนี้เราก็อยากให้ไตร่ตรองดีๆ เพราะของดีราคาถูกมันมี แต่ก็ไม่ง่ายที่จะหาได้ภายในชั่วพริบตานะจ๊ะ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่มีความรู้การลงทุนเลยเสี่ยงกว่ามากจ้า

ขอให้โชคดีในการลงทุนทุกคนนะจ๊ะ

อ้างอิงข้อมูล: https://bit.ly/2ukr95P

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

ตลาดหุ้นผันผวน รับมือยังไงดี?

สำหรับนักลงทุนมือใหม่หลายๆคนที่เข้ามาลงทุนในหุ้นไม่นานในระยะ 1-2 ปีนี้ (2559-2561) อาจจะผ่านช่วงเวลาดี ๆ ที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่พอให้หลังในช่วงเดือนเมษายน 2561 เป็นต้นมามีการปรับตัวลงของราคาหุ้นอย่างต่อเนื่องจนหลายคนตกใจ ตั้งคำถามในใจว่า เศรษฐกิจมันแย่หรอ หรือว่าบริษัทจะเจ๊งแล้ว ทำอย่างไรดี?

ใจเย็น ๆ เวลาเห็นหุ้นตกอย่าพึ่งไปตกใจเพราะหุ้นมันสามารถขึ้นลงได้อยู่ตลอดเวลา มันจะมีช่วงที่ดีและไม่ดีอยู่เสมอสลับกันไป และหลาย ๆ คนก็มักจะถามว่า เอ้แล้วอะไรที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นผันผวนได้

สิ่งที่เราต้องเข้าใจอันดับแรกนะครับ คือ เวลาที่เราซื้อหุ้นเนี่ยเราจะซื้อกันบนความคาดหวังในอนาคต ผสมกับอารมณ์ของตลาดที่ไม่รู้ว่าเดียวมันจะดีหรือมันจะร้าย ซึ่งผมขอแยกส่วนดังนี้นะครับ

1. ตัวธุรกิจ : พื้นฐานของกิจการ มันมีมูลค่าและการเติบโตของมันเองในระยะยาวได้

2. ความคาดหวัง : สิ่งที่ทำให้คนอยากซื้อ อยากขายหุ้นนั้น ๆ คนจะยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อให้ได้ธุรกิจดี ๆ มาครอบครอง

3. อารมณ์ตลาด : ความคิดของนักลงทุนในเวลานั้น ๆ ต่อข่าวสารและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันที่ทำให้คนซื้อหรือขาย ถ้ามีข่าวดีๆเกิดขึ้นคนก็แห่กันซื้อ พอมีข่าวไม่ดีคนก็แห่กันขาย

ถ้าเรามององค์ประกอบทั้ง 3 แล้ว บางทีถ้าธุรกิจมันดี มีการเติบโต หุ้นมันอาจจะตกหรือขึ้นก็ได้ เพราะคนเราคาดหวังที่จะให้ราคาหุ้นต่างกัน บางคนยอมจ่ายแพง บางคนเห็นว่าแพงไปก็ไม่ซื้อ ถ้ามีหุ้นแล้วรู้สึกแพงแล้วขายทิ้งก็มี รวมถึงข่าวสารต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปมาได้ตลอดทำให้คนมั่นใจหรือไม่มั่นใจในการลงทุนได้

ว่าแต่เราจะรับมืออย่างไรเวลาตลาดหุ้นผันผวน?

หากเราเป็นนักลงทุนระยะยาว เรื่องที่เราจะต้องให้ความสำคัญก็คือพื้นฐานของตัวธุรกิจ ว่าสามารถประกอบกิจการเป็นไปได้ด้วยดีและมีการเติบโตทั้งในเงินผลกำไรและเงินสดจากกิจการระยะยาวหรือไม่ ส่วนเรื่องข่าวและความคาดหวังต่าง ๆ ก็ต้องมานั่งวิเคราะห์กันว่า หากเกิดขึ้นจะกระทบพื้นฐานของกิจการหรือไม่ กระทบชั่วคราวหรือกระทบระยะยาว

เพราะฉันนั้นในยามที่ตลาดหุ้นผันผวน “ใจต้องนิ่งนะครับ” วิเคราะห์ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ

ในกรณีที่เราวิเคราะห์มาแล้วพบว่า หุ้นยังมีการเติบโตดี แต่ตลาดมันอยู่ในช่วงที่ผันผวน พี่ต้าร์มักจะแนะนำให้นักลงทุนมือใหม่ใช้การทยอยลงทุนแบบ DCA รายเดือนเพื่อลดความเสี่ยงของการขึ้นลงของราคานะครับ เพราะถ้าเรากอดเงินไปลงตู้มเดียว แล้วโชคไม่ดีนักเราอาจจะได้หุ้นในราคาแพงก็ได้

ส่วนใครที่มีประสบการณ์แล้ว อาจจะอาศัยการจับจังหวะการลงทุนได้ครับ โดยการใช้วิธีประเมินมูลค่าหุ้นดูว่าราคาที่เหมาะสมต่อการลงทุนมันอยู่ที่ไหน และเมื่อหุ้นลงเยอะ ๆ เราก็สามารถใช้จังหว่ะนั้นในการลงทุนเพื่อได้หุ้นดีในเวลาที่ราคาถูกได้เช่นกัน

หลักการลงทุนในหุ้น Style ของผมมันมีหลักการประมาณนี้เองครับ

ขั้นที่ 1 เข้าใจก่อนว่าเรากำลังลงทุนกับธุรกิจอะไร มีโอกาสเติบโตไหม มีความได้เปรียบในการแข่งขันหรือเปล่า

ขั้นที่ 2 เข้าการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ขึ้นๆลงๆจากความคาดหวังและอารมณ์ของตลาด

ขั้นที่ 3 ใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับเราในการซื้อหุ้น ไม่ว่าจะเป็นการทยอยซื้อหรือการจับจังหว่ะที่ได้หุ้นดีราคาถูก

ขั้นที่ 4 ขายเมื่อมองว่าหุ้นนั้นไม่ได้มีพื้นฐานที่ดีอีกต่อไป หรือเราเห็นโอกาสในการลงทุนที่ดีกว่า

ในการลงทุนนั้นเราจะต้องพบความผันผวนอยู่แล้วล่ะครับ ราคาหุ้นมันก็จะขึ้น ๆ ลง ๆ ตามปัจจัยที่เข้ามากระทบนั่นล่ะแค่เราเข้าใจว่าเรากำลังลงทุนกับธุรกิจอะไรอยู่ ใช้กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองไหม ถ้าเรามีหลักการในการลงทุนที่ดีนะ ในยามที่ตลาดหุ้นผันผวนก็ทำอะไรเราไม่ได้แน่นอนครับ สู้ ๆ

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุน ยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้เรากลับมาโฟกัสที่ “หุ้นไทย” ความสดใสกำลังจะกลับมาใช่ไหม? แล้วตลาดไหนสะสมได้บ้าง? ยุโรปจะดีเหมือนบอลโลกหรือเปล่า? มาติดตามกันครับ

สัปดาห์นี้เราได้เห็นการตั้งกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ตามนโยบาย American First ของ โดนัลด์ ทรัมป์เรียบร้อยแล้ว หลายคนคงมีคำถามว่าควรทำยังไงดี? ติดตามได้ในบทความนี้ได้เลยครับ!!

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญทั้งหมด ครบถ้วนจัดเต็มแน่นอน

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 16-20 กรกฎาคม 2561

ตลาดที่น่าจับตาสัปดาห์นี้ได้แก่ ไทย, สหรัฐฯ, หุ้นยุโรป, จีน และ อินเดีย ครับบบ แต่เน้นหนักว่า “ซื้อไทย” เพราะน่าสนใจกว่าที่อื่น จากการที่ปรับขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ร่วมกับความน่าสนใจที่นักลงทุนต่างชาติเทขายทั้งหมด ทำให้กลับมามีโอกาสอีกครั้งหนึ่งครับ

ก่อนที่จะเชื่อว่าผมพูดถูกต้องหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่ผมเน้นไว้คือ ตอบคำถามให้ได้ว่าเราลงทุนในรูปแบบไหน ถ้าเป็นระยะยาวก็มองภาพให้ไกลครับว่าปัจจัยที่กระทบนี้เป็นระยะสั้น และมีผลต่อการลงทุนของเราหรือเปล่า และกระสุน (เงิน) ของเรานั้นมีจำกัดแค่ไหนในการลงทุน

การลงทุนก็เหมือนกับฟุตลอง เอ้ย ฟุตบอลนั่นแหละครับ ไม่มีอะไรที่เราจะเชื่อได้ว่าถูกต้องทุกอย่าง แต่เราทำได้คือสู้ให้สุดใจในสนามของเราครับผม

  • เหตุผล : Valuation ที่น่าสนใจกับปัจจัยภายในที่เจ๋งอยู่
  • Focus : ไทย ส่วนที่เหลือสะสมไปเรื่อยๆ ครับผม
  • ความน่าสนใจ : โอกาสในการทยอยสะสมหุ้นที่มีมูลค่าต่ำ Valuation ดี

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

  • สัปดาห์นี้ยังแนะนำให้ชะลอการลงทุนในประเทศที่สหรัฐฯ มีการค้าขาดดุลด้วยสูง เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี แต่สำหรับจีนยังมีบางกลุ่มที่น่าสนใจอยู่ ส่วนตัวอื่นๆ ขอให้หยุดไปก่อนครับ
  • แต่ตลาดที่น่าสนใจจริงๆ ตอนนี้คือ หุ้นไทย ครับเนื่องจากตลาดปรับตัวลงมามากจากการเทขายของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ valuation ของตลาดปรับตัวลงมาอยู่ในจุดที่น่าสนใจ ประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง จึงคาดว่าผลประกอบการจะยังขยายตัวได้ดีอยู่ครับผม

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สหรัฐฯ นั้นถือว่าเป็นจุดแข็งที่สุดตอนนี้ครับ เนื่องจากยังมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชนอยู่ครับ

อย่างที่บอกไปครับว่า นโยบายการลดภาษีนั้น จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไปอีกด้วยครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

แม้ว่ายุโรปจะเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีความเสี่ยงกับการขึ้นกำแพงภาษีสหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ดี ผมยังยืนยันนั่งยันนอนยันเหมือนเดิมครับว่า เราสามารถทยอยสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กเนื่องจากรายได้บริษัทส่วนใหญ่มาจากการบริโภคในประเทศ นั่นแปลว่าหุ้นขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าหากสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจากยุโรปอย่างที่ว่าจริงๆครับ

ต้องบอกเลยครับว่า งานนี้ยุโรปมาแรงจริง แรงขนาดไหนก็ชิงบอลโลกกันทั้งคู่นี่แหละครับ ฮ่าๆ ต้องติดตามกันครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมได้ครับ แต่ขอให้โฟกัสที่หุ้นเล็กเป็นหลักจ้าสะสมได้ครับ แต่ขอให้โฟกัสที่หุ้นเล็ก

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ในสัปดาห์นี้แนะนำให้ชะลอการลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นลงครับ เนื่องจากเข้าใกล้ช่วงปลายเดือน ก.ค. ที่ทางสหรัฐฯ จะมีการทำประชาพิจารณ์เกี่ยวกับการขึ้นกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นมียอดส่งออกเกินดุลไปสหรัฐฯ เป็นอันดับ 3 ทำให้มีความเป็นไปได้เช่นกันที่ญี่ปุ่นจะโดนตั้งกำแพงภาษีค่อนข้างมาก ดังนั้นตอนนี้หยุดมาตั้งเกมรับกันก่อนดีกว่าครับ คอยเวลาสวนกลับตอนเหมาะๆ น่าจะดีที่สุดครับผม

สรุปตอนนี้ : พักเบรกกันต่อไปนะครับกับญี่ปุ่น

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

ยังนิ่งๆ เหมือนเดิมครับสำหรับหุ้นอินเดีย ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีปัจจัยอะไรมากระทบครับผม หลังจากช่วงที่ผ่านมา ราคาได้มีการปรับฐานจากความกังวลต่อนโยบายการจัดเก็บภาษีจากกำไรการขายหุ้นแล้ว และทางอินเดียเองดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบน้อยจากการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯครับ ส่วนสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อยครับ

เนื่องจากนักวิเคราะห์ได้มีการปรับประมาณการรายได้ของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยให้สะสมต่อไปได้เรื่อยๆ อีกทางหนึ่งครับผม สำหรับหุ้นอินเดียกลุ่มนี้

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

สัปดาห์นี้ยังห้ามสะสมเกาหลีอยู่เหมือนเดิมนะครับ  เพราะกระทบจากการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ

หลังจากที่มีการตั้งกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐฯ และจีน อาจส่งผลให้การค้าโลกชะลอตัวลง เนื่องจากเศรษฐกิจของเกาหลีพึ่งพาการส่งออกสินค้า ทำให้เกาหลีมีความเสี่ยงที่จะโดนผลกระทบจากสงครามทางการค้าอยู่เหมือนเดิมครับ

สรุปสั้นๆ : รอก่อนจ้า หยุด (ต่อ) ไปสักพัก

Insight ตลาดหุ้นไทย

ในที่สุด สัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นไทยก็เริ่มจะกลับมาบวกอีกครั้งครับผม อย่างที่บอกไปว่าเศรษฐกิจในประเทศมีสัญญาณดีขึ้นจากทั้งการบริโภคครัวเรือน และการลงทุนเอกชน จะช่วยให้รายได้บริษัทจดทะเบียนในภาพรวมยังคงขยายตัวได้ดีขึ้นครับ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เริ่มส่งผลสะท้อนกลับมาอีกทีแล้วครับผม ดังนั้นซื้อสะสมคือทางเลือกที่น่าสนใจครับ

ถ้าเราเข้าใจว่า “วิกฤตคือโอกาส” และปล่อยให้การทยอยสะสมทำงานตามหน้าที่ของมัน ร่วมกับวัตถุประสงค์การลงทุนที่ชัดเจนว่าเป็นระยะยาว ผมว่าตอนนี้ตลาดหุ้นไทยน่าสนใจครับ

สรุปสั้นๆ : ซื้อได้แล้วจ้า

Insight ตลาดหุ้นจีน

สะสม H-SHARE ได้เหมือนเดิมครับ ส่วน A-SHARE นั้นน่าสนใจในกลุ่มที่เป็นการบริโภคในประเทศจีน การเติบโตใหม่ๆของเทคโนโลยี (New economy) เพราะกลุ่มนี้ผลประกอบการมีแนวโน้มขยายตัวสูง ตามรายได้เฉลี่ยของผู้บริโภคจีนที่เพิ่มขึ้นครับ จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่กำแพงภาษีไม่สามารถทำอะไรได้ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อได้ครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : ซื้อหุ้นไทย สะสมหุ้นสหรัฐฯ, ยุโรป, จีน, อินเดีย
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield สหรัฐฯ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยช่วงอายุ 1-3 ปี
  • สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมทั้งทองคำ และน้ำมัน

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 14%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 32%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 16%
  • ตราสารหนี้ไทย 22%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 44%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 4%
  • ตราสารหนี้ไทย 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 12 กรกฎาคม 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

“ต้มยำกุ้ง” วิกฤตการเงินรสเผ็ดร้อนของคนไทย ภาคอวสานต้มยำกุ้ง

“ตระกูลใหญ่แบงก์ไทย โยกเงินฝากธ.ต่างชาติ” 

พาดหัวข้อข่าวที่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของระบบการเงินของไทย ที่แม้แต่เจ้าของธนาคารต้องขนเงินส่วนตัวไปฝากไว้กับธนาคารในต่างประเทศ เพราะเป็นช่วงที่ค่าเงินบาทกำลังโดนโจมตีอย่างรุนแรงจากกลุ่มเฮดจ์ฟันด์ และจอร์จ โซรอส

ข้อความดังกล่าวปรากฎอยู่ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 1 กรกฏาคม 2540

หนึ่งวันก่อนที่นายทนง พิทยะ รมว.การคลัง จะประกาศลอยตัวค่าเงินบาท…

เป็นที่รู้กันว่าฟองสบู่ของระบบเศรษฐกิจไทยนั้นถูกปั่นขึ้นมา มีสาเหตุหลักมาจากการกู้เงินต่างประเทศอย่างสนุกสนานโดยสถาบันการเงิน และบริษัทเอกชนไทยหลายแห่ง ซึ่งหนี้สินที่กู้ยืมมาโดยส่วนมากเป็นหนี้ระยะสั้นที่กำหนดจ่ายในระยะเวลา 1 ปี (ติดตามเรื่องราวตอนแรกอย่างละเอียดที่นี่)

ในปี 2539 เป็นช่วงเวลาที่หลายฝ่ายเริ่มมองเห็นอาการอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจไทย เริ่มจาก IMF หรือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้ออกมาเตือนประเทศไทยว่า

“นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวจะช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นวิกฤตทางการเงินได้” 

แต่สุดท้ายแล้วประเทศไทยเราก็ไม่ได้สนใจคำเตือนและเดินหน้าด้วยนโยบายเดิมต่อไป

สัญญาณต่างๆเริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมาก มีอัตราส่วนกำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคาดอกเบี้ยและภาษี (EBITDA) น้อยกว่า “จำนวนดอกเบี้ยจ่าย” ที่เป็นภาระจากการกู้ยืมเงิน

หมายความว่า กำไรที่เป็นสภาพคล่องของบริษัทเอกชนหลายแห่งนั้นไม่พอที่จะจ่ายดอกเบี้ยและภาษี

ดอกเบี้ยยังจ่ายไม่ไหว แล้วเงินต้นที่กู้มาจะทำอย่างไร ? สัญญาณของหนี้เสียไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงิน (NPL) เริ่มปรากฎชัด

โซรอสมองเห็นอะไรในความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจไทย?

จอร์จ โซรอส เริ่มเห็นว่าเงินส่วนมากที่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินกู้ไปนั้น ถูกนำไปใช้เก็งกำไรในราคาสินทรัพย์ที่เป็นฟองสบู่ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกปั่นขึ้นสูงกว่าความเป็นจริง และลูกหนี้ส่วนนั้นมีโอกาสกลายเป็นหนี้เสียที่ดูเน่าหนอน

สถาบันการเงินและบริษัทต่างๆจึงมีโอกาสถูกเบี้ยวหนี้สูงมาก

และเมื่อมองไปที่ตัวเลขมูลหนี้ต่างชาติก็พบว่า…ประเทศไทยเป็นหนี้ระยะสั้นจำนวนมหาศาลที่สะสมมาสิบปี และสัดส่วนเงินก้อนนี้สูงกว่าเงินสำรองระหว่างประเทศของแบงก์ชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่โซรอสตัดสินใจโจมตีค่าเงินบาทไทยทันที

(การที่แบงก์ชาติจะใช้นโยบายแลกเปลี่ยนแบบคงที่ได้นั้น จำเป็นจะต้องมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมาก เพราะถ้ามีความต้องการเงินดอลล่าร์ทะลักเข้ามาในประเทศในวันหนึ่ง ประเทศไทยจะมีทุนรองรับความต้องการได้อย่างเพียงพอ แต่ประเทศไทยไม่ได้มีเงินทุนสำรองมากพอในเวลานั้น…)

โซรอสซัดค่าเงินบาทโดยเพิ่มความต้องการซื้อเงินตราต่างประเทศจากไทย เมื่อความต้องการซื้อมีสูง แต่แบงก์ชาติไม่ต้องการขายเพราะอยากปกป้องเงินบาทไทย ก็ยิ่งทำให้อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างไทยบาทกับดอลล่าร์สูงขึ้น ดอลล่าร์กลายเป็นของหายากในไทย ถ้าอยากได้ก็ต้องใช้เงินบาทจำนวนมากขึ้นในการแลกดอลล่าร์

เมื่อประเทศไทยโดนโจมตีค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง กลุ่มธนาคารต่างชาติที่เป็นเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินและบริษัทในไทยมองเห็นความอ่อนแอของลูกหนี้ตัวเอง จึงต้องเรียกคืนเงินต้นของตัวเองทันที เพราะไม่ต้องการรับความเสี่ยงไปมากกว่านี้แล้ว

และแล้วความเชื่อใจของเจ้าหนี้เริ่มหมดลง สถาบันการเงินไทยก็ต้องนำเงินไปแลกเงินดอลล่าร์กับแบงก์ชาติเพื่อที่จะนำเงินไปชำระหนี้ ปริมาณความต้องการซื้อเงินดอลล่าร์พุ่งสูงขึ้นทันที เงินทุนสำรองระหว่างประเทศจึงลดลงอย่างรวดเร็ว สุดท้ายแล้วก็ไม่เพียงพอความต้องการจำนวนมหาศาล

จนในที่สุด…2 กรกฎาคม 2540 ประเทศไทยประกาศปล่อยลอยตัวค่าเงินบาท


ตัวเลขความเสียหายทั้งหมดของต้มยำกุ้งรสเผ็ดชามนี้

ความตื่นกลัวเกิดขึ้นทั่วทุกสารทิศเพราะค่าเงินบาทไทยอ่อนตัวลงอย่างรุนแรง และไหลลงอย่างไม่มีที่ท่าจะหยุดนิ่ง คนไทยเริ่มถอนเงินฝากออกจากสถาบันการเงินขนาดเล็ก เพราะมีโอกาสสูงที่จะล้มละลาย และก็เป็นอย่างนั้นจริง เมื่อสถาบันการเงินขนาดเล็กกู้ยืมเงินต่างประเทศมาเกินตัว สุดท้ายไม่มีเงินจ่ายเพราะอัตราแลกเปลี่ยนทำให้มูลหนี้มีมูลค่ามากขึ้นเป็นเท่าตัว

เมื่อเปิดดูตัวเลข NPL ที่เน่าเฟะก็พบว่า มีมูลค่าหนี้เสียในระบบสูงถึง 2.5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 45% ของตัวเลขหนี้ในระบบทั้งหมด เข้าสโลแกน “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย”

ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ก็เกือบเอาตัวไม่รอด แต่เศรษฐกิจจะขาดระบบธนาคารไปไม่ได้ รัฐบาลไทยจึงต้องเข้ามาถือหุ้นเพื่อช่วยอุ้มธนาคารใหญ่ไว้ รัฐบาลจึงกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง แต่ถือหุ้นได้ไม่นานก็ต้องยอมปล่อยให้กับนักลงทุนต่างชาติ ค่าเสียหายจากครั้งนั้นคิดเป็น 1.4ล้านล้านบาท ยังไม่รวมจำนวนดอกเบี้ยที่รัฐต้องช่วยจ่ายอีก

รัฐบาลไทยเข้ารับการช่วยเหลือจาก IMF เพื่อรับวงเงิน 17.2 พันล้านเหรียญสหรัฐมาใช้เพื่อปลดหนี้ให้กับภาคเอกชน แม้จะนำเงินก้อนนี้ไปชำระหนี้ที่คงค้าง แต่หนี้สินจำนวนมหาศาลไม่สามารถหายไปได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่อย่างน้อยก็พอช่วยให้ประเทศไทยตั้งตัวได้หลังเจอหมัดฮุคเข้าที่ปลายคาง


ต้มยำกุ้งชามหม้อพิเศษ เผ็ดร้อนสำหรับคนไทย แต่หวานชื่นใจชาวต่างชาติ

หนี้ NPL จำนวนมหาศาลได้ทิ้งวัตถุพยานไว้ให้คนไทยดูต่างหน้า ซึ่งส่วนมากเกิดขึ้นกับภาคอสังหาริมทรัพย์ อาคารร้างและโรงงานที่ยังสร้างไม่เสร็จถูกปล่อยให้รกร้างกลายเป็นบ้านผีสิง ก่อนจะกลายมาเป็นซากปรักหักพังทางเศรษฐกิจ ที่เรารู้จักกันดีคือ “สาทรยูนีคทาวเวอร์”

Credit: Home.co.th

หลายคนมองมันเป็นอาคารที่อุบาทว์ทัศนวิสัย แต่สำหรับบางคนแล้วมันคืออนุสรณ์แห่งบทเรียน

ไม่ใช่แค่ภาคอสังหาฯที่มีการกู้ยืมเงินมาปั่นราคาเพื่อเก็งกำไร แต่ในส่วนของตลาดหุ้นก็มีหุ้นหลายตัวที่ถูกปั่นราคาเกินมูลค่าที่แท้จริง มีการใช้บัญชีมาร์จิ้นเล่นหุ้นเพื่อเก็งกำไรจำนวนมาก

ดัชนีตลาดหุ้นทำจุดสูงสุดในปี 2537 ที่ระดับ 1,753.73 จุด ก่อนที่จะลดลงมาที่ระดับ 1,410.33 ในเดือนมกราคม 2540 และร่วงหล่นสู่ 457.97 จุดในเดือนมิถุนายนก่อนที่จะประกาศลอยตัวค่าเงิน และลงสู่จุดต่ำสุด 207 จุดในเดือนกันยายน 2541

คุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ (เจ้าของแบรนด์ศิริวัฒน์แซนด์วิช) ก็เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่สูญเงินกว่าพันล้านจากการเล่นบัญชีมาร์จิ้น เล่าว่า หุ้นในเวลานั้นมันร่วงแบบติดฟลอร์ เปิดมาแล้วก็ฟลอร์ นักลงทุนทุกคนโดนบังคับขาย ขายหุ้นจนหมดแล้วหนี้ก็ยังเหลือ ดอกเบี้ยจ่ายในอัตรา 17-19%ต่อปีกลายเป็นภาระที่ต้องแบกรับ

นักลงทุนหลายคนต้องล้มละลายและหายไปจากตลาดหุ้น

เมื่อฟองสบู่แตกราคาของหุ้นและอสังหาฯตกลงเกินครึ่ง ค่าเงินก็อ่อนลงมากลายเป็นโอกาสการลงทุนของชาวต่างชาติ พวกเขาเข้ามาซื้อของลดราคาในเมืองไทย สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทเอกชนกลายเป็นของต่างชาติ ทั้งธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ก็กลายเป็นของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาถือหุ้นใหญ่สุดจนถึงทุกวันนี้

ต่างชาติรู้ดีว่าประเทศเรามีศักยภาพในการเติบโต เพียงแต่ที่ผ่านมามันโตขึ้นมาอย่างผิดพลาดจนทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ


แม้จะเป็นวิกฤตฟองสบู่ที่เกิดขึ้นไปแล้ว หลายคนเชื่อว่ามันจะไม่เกิดซ้ำรอยเดิมอีก เพราะทุกภาคส่วนต่างเรียนรู้และได้รับบทเรียนจากความเสียหายครั้งนี้ไป แต่อย่าลืมว่าประวัติศาสตร์บนโลกมักจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยสาเหตุเดิม เพียงแต่เปลี่ยนบทแสดงและตัวละครเท่านั้น

ก็ได้แต่หวังว่าวิกฤตต้มยำกุ้งจะเป็นบทเรียนสำคัญให้นักลงทุนไทยทุกคนลงทุนด้วยความรู้และความพอดี

เพราะคงไม่มีใครอยากลิ้มลองต้มยำกุ้งชามนี้อีกเป็นครั้งที่สอง…

ปล. พิเศษยิ่งกว่า !!! 

ใครที่อ่านบทความจนถึงตรงนี้แสดงว่าชอบศึกษาประวัติศาสตร์ของวิกฤตต่างๆแน่เลยย 

นายปั้นเงินมีข่าวดีมาบอก เพียงแค่แอดเฟรนด์เป็นเพื่อนกันในไลน์ที่ http://bit.ly/artisanmoney

รอรับฟรี !!! E-BOOKS เรื่องราววิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเราจะรวบรวมบทความเกี่ยวกับวิกฤตที่ผ่านมา เรียบเรียงและเพิ่มรายละเอียดเข้าไป รวมถึงตอนพิเศษที่จะไม่เผยแพร่เนื้อหาผ่านช่องทางอื่นๆ 

แจกให้ในเดิอนสิงหาคมนี้นะครับ

“ต้มยำกุ้ง” มหาวิกฤตการเงินรสเผ็ดร้อนของคนไทย ภาคกำเนิดวิกฤต

“เงินบาทไทยร้อนฉ่า ไทยเทศพ้องเสียงปล่อยค่าลอยตัว”

พาดหัวข่าวที่บ่งบอกถึงสภาะวะอันน่าอึดอัดของสภาพเศรษฐกิจไทยในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 13-15 มิถุนายน 2540 สิบเจ็ดวันก่อนที่นายทนง พิทยะ รมว.การคลัง จะประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ในวันที่ 2 กรกฏาคม 2540

ถือเป็นจุดแตกสลายของฟองสบู่ต้มยำกุ้ง ระบบเศรษฐกิจไทยพังทลายลงนับแต่วันนั้น…

เรื่องราวของวิกฤตต้มยำกุ้งถูกฉายออกมาในหลายฉากหลากอารมณ์ ทั้งดราม่าเรียกน้ำตา ระทึกใจไปกับการตามล่าหาตัวคนผิด อาฆาตแค้นการโจมตีค่าเงินของบรรดาเฮดจ์ฟันด์ที่นำกลุ่มโดยพ่อมดการเงินนาม “จอร์จ โซรอส”

แต่หารู้ไม่ว่าฟองสบู่เศรษฐกิจไทยมันเริ่มก่อตัวมานาน และพร้อมจะแตกอยู่รอมร่อ


ย้อนความทั้งหมดไปในสมัยปีพ.ศ. 2528 สนธิสัญญาพลาซ่าที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯและญี่ปุ่น (หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดฟองสบู่ญี่ปุ่น) บังคับให้ประเทศญี่ปุ่นต้องขึ้นค่าเงินเยน เพราะมีการส่งออกมากจนเอาเปรียบคู่ค้าทั่วโลก ทำให้ค่าเงินทั่วเอเชียแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ ท้ายที่สุดญี่ปุ่นถูกบีบให้ย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ จึงต้องหาฐานการผลิตแห่งใหม่

ขณะเดียวกันประเทศไทยในยุคนั้นซึ่งนำโดยพลเอกเปรม มีเสถียรภาพทั้งทางด้านการเมือง การคลัง มีก๊าซธรรมชาติอีกมากมาย แถมค่าเงินบาทก็ไม่ได้รับผลกระทบจากภูมิภาคเพราะอัตราแลกเปลี่ยนยังคงตัวอยู่ และแผนการผลักดัน “โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (ESB)” ก็มาเกิดในช่วงเวลานั้นพอดี พื้นที่ภาคตะวันออกจึงกลายเป็นศูนย์กลางในการย้ายฐานผลิตต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทย นำทัพโดยญี่ปุ่น

ความพร้อมของประเทศไทยแม้จะมีไม่มาก แต่ก็ต้องผลักดันประเทศให้เติบโตด้วยโครงการนี้

หลังการเข้ามาของทุนต่างชาติ เศรษฐกิจไทยก็ดีขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เมื่อนายทุนต้องการแรงงาน การจ้างงานในประเทศไทยก็เพิ่มขึ้น ปริมาณการบริโภคเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเงินในระบบมากขึ้น ราคาสินค้าและสินทรัพย์จึงเพิ่มขึ้น บรรยากาศของเศรษฐกิจไทยเริ่มมองเห็นความสดใส

แต่สิ่งที่ทำให้เงินทุนของต่างชาติยังเข้ามาได้ไม่เต็มที่คือเรื่องของ “เสรีทางการเงิน” ที่ยังไม่เอื้อหนุนให้การขนย้ายเงินเข้าออกจากประเทศเป็นไปได้อย่างสะดวก กฏเกณฑ์นี้ทำให้ต่างชาติรู้สึกไม่สะดวกใจเวลาเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย

จนกระทั่งในปี 2532 แบงก์ชาติจึงมีนโยบายให้เปิดเสรีทางการเงินเป็นฉบับแรก เพราะรัฐบาลคิดว่าประเทศไทยพร้อมสำหรับการแข่งขันในตลาดระหว่างประเทศแล้ว สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติขนเงินเข้าออกประเทศได้อย่างเต็มที่

นี่คือจุดเริ่มต้นของการตั้งหม้อเตรียมทำต้มยำกุ้ง

เมื่อต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ทั้งการทำธุรกิจโดยตรง และลงทุนในประเทศไทยผ่านการซื้อหุ้น หรือพันธบัตร คนไทยก็ไม่น้อยหน้าเพราะมองเห็นโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น จึงเก็งกำไรในที่ดินและหุ้นเพื่อดักรอต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ราคาของหุ้นและที่ดินจึงเพิ่มสูงขึ้น

วัตถุดิบของการเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งถูกเตรียมขึ้นอย่างช้าๆ

มีหนึ่งจุดสำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเป็นห่วงก็คือ การที่แบงก์ชาติไม่ได้ปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัวไปพร้อมๆกับการเปิดเสรีทางการเงิน ประเทศไทยยังใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงตัว (Fixed Foreign Exchange Rate) มาเรื่อยๆนับตั้งแต่เปิดเสรีทางการเงิน ทำให้บริษัทที่ตั้งขึ้นในประเทศไทยมองเห็นโอกาสการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ

เนื่องจากในเวลานั้นอัตราดอกเบี้ยไทยสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศ “ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย” จึงเปรียบเหมือนขนมหวานที่ดึงดูดให้กลุ่มสถาบันการเงินและเงินทุนออกไปกู้เงินจากต่างประเทศ เพื่อนำเงินปล่อยกู้ในประเทศ เพราะไม่ต้องกังวลว่าจะมีการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

ถ้าแบงก์ชาติปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว กลุ่มสถาบันการเงินจะระมัดระวังในการกู้เงินมากกว่านี้

ยิ่งไปกว่านั้นการจัดตั้ง กลต. ขึ้นมาในปี 2535 ยิ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วโลก เพราะประเทศไทยกำลังจะมีมาตรฐานสากลที่ช่วยควบคุมตลาดหลักทรัพย์และบริษัทที่อยู่ในตลาดให้มีความซื่อสัตย์กับนักลงทุนมากขึ้น เงินลงทุนจากทั่วโลกก็ยิ่งไหลเข้ามาในประเทศไทย

ความพร้อมในการทำต้มยำกุ้งหม้อเด็อดเกิดขึ้นเมื่อ เครื่องปรุงลับถูกหยิบออกมาใช้ในปี 2536 นั่นก็คือ “กิจการวิเทศธนกิจ (BIBF)” เพื่อสนับสนุนกระแสการเปิดเสรีการเงิน เป็นการลดค่าธรรมเนียมให้กับสถาบันการเงินทำให้การกู้เงินกับต่างประเทศมีสะดวกขึ้น เงินกู้(ระยะสั้น)จึงทะลักเข้าสู่ประเทศไทย ภาวะฟองสบู่จึงก่อตัวจากการเป็นหนี้ต่างชาติ

ต้มยำกุ้งน้ำเดือด ปรุงรส และพร้อมเสิร์ฟ

การกู้เงินเข้ามาทำให้สถาบันการเงินต่างๆต้องการปล่อยสินเชื่อ ประกอบกับความต้องการในการลงทุนของนักลงทุนไทยทำให้เงินกู้ถูกปล่อยได้อย่างง่ายดาย ยิ่งปล่อยได้เยอะยิ่งได้กำไรเยอะ ทำให้มาตรการและความระมัดระวังในการปล่อยกู้มีคุณภาพลดลง

เพราะการกู้ยืมโดยส่วนใหญ่จะใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในเวลานั้นราคาประเมินของอสังหาฯสูงกว่าความเป็นจริง เมื่อหลักทรัพย์ค้ำประกันมีมูลค่าสูง วงเงินกู้ก็สูงขึ้นตาม คนที่ได้วงเงินกู้ไปก็นำไปประกอบธุรกิจ(ที่ดูเหมือนจะเป็นการเก็งกำไรซะมากกว่า) แล้วนำอสังหาฯตัวใหม่มาค้ำประกันเรื่อยๆ

ทั้งที่มูลค่าที่แท้จิงของอสังหานั้นไม่ได้สูงอย่างที่หลายคนประเมินไว้

ในส่วนของตลาดทุนนั้นความคาดหวังของนักลงทุนกับระบบเศรษฐกิจและบริษัทในประเทศไทยเพิ่มขึ้นมาก หลังจากเปิดเสรีทางการเงิน ราคาหุ้นก็ขึ้น 60-70% ต่อปี มีหุ้นหลายตัวจดทะเบียนเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ แม้จะประกอบธุรกิจมาได้ไม่นาน นักลงทุนไทยกลายเป็นเจ้าสัวหลายคนจากการเก็งกำไรในตลาดหุ้น

ราคาของอสังหาฯและสินทรัพย์มีราคาสูงกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ต้นเหตุของปัจจัยทั้งหมดเกิดจากการขยายตัวของสินเชื่อที่ทำธุรกิจอย่างไม่ระมัดระวังนั่นเอง แม้จะเป็นที่น่ากังวล แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ออกมาให้ความมั่นใจว่าไม่มีอะไรน่ากลัว จนกระทั่ง…

ฟองสบู่ต้มยำกุ้งแตก โซรอสอิ่ม และคนไทยกลายเป็นซากกุ้ง

หลายคนมองว่าจอร์จโซรอสโจมตีค่าเงินบาทนั้นเป็นการกระทำที่เหี้ยมโหด พาให้คนอื่นเดือดร้อน แต่ในความเป็นจริงโซรอสไม่ใช่สาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด เขาเพียงเห็นว่าฟองสบู่ในประเทศไทยนั้นใกล้แตกเต็มที่ สิ่งที่เขาทำคือเอาเข็มมาโจมตีฟองสบู่ให้แตกเร็วขึ้น และค่าเงินบาทต้องถูกปล่อยลอยตัวในวันที่ 2 กรกฏาคม 2540

โซรอสมองเห็นโอกาสอะไรในวิกฤตครั้งนี้? 

สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ของต้มยำกุ้งหม้อเดือดจะเป็นอย่างไร?

ใครบ้างที่จะได้ชิมต้มยำกุ้งรสเผ็ดร้อนชามนี้?

ติดตามบทสรุปเรื่องราวทั้งหมดได้ในวิกฤตต้มยำกุ้ง ”ภาคอวสานต้มยำกุ้ง” คลิกที่นี่

ปล. พิเศษยิ่งกว่า !!! 

ใครที่อ่านบทความจนถึงตรงนี้แสดงว่าชอบศึกษาประวัติศาสตร์ของวิกฤตต่างๆแน่เลยย 

นายปั้นเงินมีข่าวดีมาบอก เพียงแค่แอดเฟรนด์เป็นเพื่อนกันในไลน์ที่ http://bit.ly/artisanmoney

รอรับฟรี !!! E-BOOKS เรื่องราววิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเราจะรวบรวมบทความเกี่ยวกับวิกฤตที่ผ่านมา เรียบเรียงและเพิ่มรายละเอียดเข้าไป รวมถึงตอนพิเศษที่จะไม่เผยแพร่เนื้อหาผ่านช่องทางอื่นๆ 

แจกให้ในเดิอนสิงหาคมนี้นะครับ

อย่าลืม!! รับเงินเกษียณจากประกันสังคมนะจ๊ะ

จ่ายเงินเข้าประกันสังคมมาตั้งนาน รู้มั้ยว่าเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินเกษียณของเราด้วย (ประกันสังคมเรียกเงินนี้ว่า เงินชราภาพ) ซึ่งทางประกันสังคมได้ส่งเอกสารใบแจ้งยอดเงินสมทบให้กับเราในช่วงเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา อภินิหารเงินออมได้รับมาแล้วก็ถ่ายรูปโพสต์เพื่อแจ้งแฟนเพจว่าอย่าลืมเงินก้อนนี้ ปรากฎว่าแฟนเพจก็แชร์กันรวดเร็วมาก พร้อมกับมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย ในขณะที่ฟีดหน้า FB มันผ่านไปเร็ว ทำให้คนที่มาอ่านทีหลังตามไม่ทัน เพื่อให้คนอื่นๆย้อนกลับมาอ่านได้ จึงรวบรวมเขียนไว้ในบทความนี้นะจ๊ะ 

เราได้รับความคุ้มครองอะไรจากประกันสังคมบ้าง?

มนุษย์เงินเดือนที่ทำงานเอกชนทุกคนจะอยู่ที่มาตรา 33 เงินแต่ละเดือนที่เราส่งเข้าไปจะกระจายไปให้ความคุ้มครองตามภาพนี้ ส่วนมาตรา 40 เป็นคนที่ไม่เคยทำงานประจำแล้วต้องการทำประกันสังคม

อย่าลืม!! รับเงินเกษียณจากประกันสังคมนะจ๊ะ

เราได้รับเงินเกษียณตอนไหน?

เราจะได้รับเงินบำเหน็จหรือบำนาญก็ต้องขึ้นอยู่กับระยะเวลาการส่งเงินเข้าประกันสังคม ถ้าเรารู้ตัวว่าได้รับสิทธิเงินเกษียณแล้วก็ต้องไปยื่นเรืองรับเงินภายใน 1 ปีเท่านั้น!! ถ้าเราไม่ไปรับ เงินส่วนนี้จะเข้าไปอยู่กองกลางทันที แล้วเราจะไปขอคืนไม่ได้อีกด้วยนะจ๊ะ

อย่าลืม!! รับเงินเกษียณจากประกันสังคมนะจ๊ะ

รับเงินบำเหน็จ

  • อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ 

  • จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 1 – 179 เดือน 

  • ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง หรือทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต

รับเงินบำนาญ

  • อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์

  • จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือนขึ้นไป

  • ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

วิธีคำนวณเงินเกษียณที่ได้รับจากประกันสังคม

กรณีรับเงินบำเหน็จ : เงินก้อน

ถ้าเราส่งเงินเข้าประกันสังคม 1 – 11 เดือน จะได้รับเงินบำเหน็จเฉพาะส่วนที่เราจ่ายเข้าไปเท่านั้น แต่ถ้าเราสมทบตั้งแต่ 12 – 179 เดือน จะได้รับเงินเพิ่มจากผลประโยชน์ตอบแทน ซึ่งเกิดจากการที่ประกันสังคมนำเงินของเราไปลงทุนออกดอกผลแล้วนำกลับมาให้เรานั่นเอง ซึ่ง “ผลประโยชน์ตอบแทน” แต่ละปีจะได้ไม่เท่ากัน 

ล่าสุดปี 2560 เงินที่เราสมทบเข้าไปได้รับผลตอบแทน 3.61% (ประกาศอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ลิงค์ท้ายบทความ) จากการสอบถามที่สายด่วน 1506 เขาบอกว่าถ้าต้องการดูว่าปีก่อนหน้านี้ได้เท่าไหร่ ต้องเดินทางไปขอเอกสาร “ตารางผลประโยชน์ตอบแทน” ที่สำนักงานประกันสังคม ไม่มีให้ดูที่หน้าเว็บไซด์นะจ๊ะ #สวัสดีไทยแลนด์ 4.0  

วิธีคำนวณเงินบำเหน็จ

อย่าลืม!! รับเงินเกษียณจากประกันสังคมนะจ๊ะ

กรณีรับเงินบำนาญ : รับรายเดือนไปตลอดชีวิต

อย่าลืม!! รับเงินเกษียณจากประกันสังคมนะจ๊ะ

อย่าลืม!! รับเงินเกษียณจากประกันสังคมนะจ๊ะ

ตอนนี้เรามีเงินเกษียณเท่าไหร่?

ถ้าเราส่งเงินเข้าประกันสังคมก็จะได้รับเอกสารฉบับนี้ส่งมาที่บ้าน แต่ถ้าไม่ได้รับก็ไม่ต้องตกใจเพราะสามารถคลิกดูเองแบบออนไลน์ได้ (วิธีดูเงินเกษียณจากประกันสังคมของตัวเอง อ่านได้ที่บทความ รู้มั๊ยว่าเรามีเงินในประกันสังคมเท่าไหร่? คลิกที่นี่ 

อย่าลืม!! รับเงินเกษียณจากประกันสังคมนะจ๊ะ

ภาพใบแจ้งยอดจ่ายเงินสมทบจากประกันสังคม คลิกที่นี่

รู้เงินเกษียณแล้วควรทำอย่างไรต่อไป?

อย่าลืม!! รับเงินเกษียณจากประกันสังคมนะจ๊ะ

เชื่อว่าหลายคนที่เคยทำงานประจำ ซึ่งเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 แล้วลาออกจากงานเป็นฟรีแลนซ์ พร้อมกับสมัครประกันสังคมมาตรา 39 เพื่อรับสิทธิประโยชน์อื่นๆจากประกันสังคม อาจจะกำลังตกใจว่าฐานเงินเดือนที่คิดเงินบำนาญของตัวเองลดลงฮวบฮาบ จาก 15,000 บาทเหลือ 4,800 บาท!!

 

เราทำอะไรกฎหมายไม่ได้นอกจากทำใจยอมรับ (แอบมีความหวังลึกๆอยากให้แก้กฎหมายแยกคำนวนได้ในอนาคต) แต่การรอคอยสิ่งที่เราแก้ไขอะไรไม่ได้ มันเป็นการรอคอยที่ไร้จุดหมาย แทนที่จะรอเราควรเริ่มทำสิ่งที่เราแก้ไขเองได้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เริ่มจากคำนวณเงินจากประกันสังคมที่อาจจะได้รับในอนาคตคร่าวๆว่าได้เท่าไหร่ เปรียบเทียบกับเป้าหมายเกษียณของตัวเองว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ถ้าสะสมเงินครบแล้วก็อุ่นใจได้ แต่ก็ต้องรักษาเงินก้อนนั้นไว้ให้ดีๆ ไม่ให้หายไปกับการลงทุนที่ผิดพลาดหรือหลงเชื่อแชร์ลูกโซ่ 

แต่ถ้าเรายังเก็บเงินเกษียณไม่ครบ ก็ต้องหาวิธีการเพิ่มรายได้เพื่อจะได้เก็บสะสมเงินได้มากขึ้น ประหยัดรายจ่าย รวมถึงหาวิธีการเก็บเงินที่ทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย เช่น RMF ประกันชีวิตแบบบำนาญ พร้อมกับการดูแลสุขภาพไปพร้อมกันด้วย เพราะวันที่เราได้รับเงินเกษียณจากประกันสังคม สิทธิประโยชน์ต่างๆที่เคยได้รับก็จะหมดลงด้วย

การรับเงินเกษียณต้องทำอย่างไร

รายละเอียดและขั้นตอนต่างๆเขียนอยู่ที่เว็บไซด์ประกันสังคม คลิกอ่านได้ที่ หลักเกณฑ์และเงื่อนไข กรณีชราภาพ คลิกที่นี่

สรุปว่า…

ถ้าเราเคยส่งเงินเข้าประกันสังคม รู้ไว้เลยว่าเรามีเงินเกษียณเป็นของตัวเองแล้วนะจ๊ะ แต่จะได้เท่าไหร่ เป็นบำเหน็จหรือบำนาญ มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราส่งมาแล้วกี่เดือน พอถึงอายุ 55 ปีเป๊ะๆและลาออกจากประกันสังคม(ทุพพลภาพ เสียชีวิต) เราและครอบครัวก็จะได้รับเงินก้อนนี้ แล้วต้องไปรับภายใน 1 ปีด้วยนะจ๊ะ ^^

หมายเหตุ : อ่านข้อมูลเพิ่มเติม 

  • ราชกิจจานุเบกษา เรื่อง กำหนดอัตราผลตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพของผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 ประจำปี 2560 คลิกที่นี่ 
  • เงินประกันสังคม จ่ายแล้วไปไหน ? คลิกที่นี่

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กรกฎาคม 2561

     เก็งหวยงวดกลางเดือนกรกฎาคม กับสถิติย้อนหลัง10งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กรกฎาคม 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ10งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลักให้คุณได้เวิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กรกฎาคม 2561
เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กรกฎาคม 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ

ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดชื่อดังได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณตีความได้จากความฝัน หรือวงในแหล่งเลขเด็ดหรือไม่ หากศรัทธาสถาบันใดก็นำตัวเลขไปวิเคราะห์ต่อ หรือซื้อตามได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กรกฎาคม 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กรกฎาคม 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข

 นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างเช่นเหตุการณ์ที่ประเทศไทยที่กำลังเป็นที่จับตามองไปทั่วโลกในขณะนี้อย่างเหตุการณ์เยาวชน และโค้ชฟุตบอลทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง ซึ่งในขณะนี้ได้รับการช่วยเหลือออกมาเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ขอขอบพระคุณทีมช่วยเหลือ และกำลังใจจากทั่วโลก รวมถึงขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียสละ

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กรกฎาคม 2561

     สามารถตีเป็นตัวเลขได้ตามใจชอบอย่างเลขวันที่พบทั้ง 13 ชีวิตอย่าง 207 027 072 702 หรือวันที่ช่วยเหลือทั้ง 13 ชีวิตออกมาได้อย่างเช่น 084 094 105 เป็นต้น หากตีเป็นเลขสองตัวก็อาจจะเป็น 72 27 84 48 94 49 เป็นต้น หรือเอามาตรงๆจากจำนวนทีมหมูป่าที่ติดในถ้ำอย่าง 13 31 เป็นต้น

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล รวมถึงแต้มบุญประกอบกัน ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และผู้อื่น และอย่าเสพติดมากเกินไปนะ

CREDIT : 

   http://www.korhuay.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save