เก็บภาษีเงินดิจิตอล หัก 15% ไม่เป็น Final TAX

พรี่หนอมเห็นข่าวบังคับใช้กฏหมาย 2 ฉบับจากเพจจ่า Drama-addict มาเมื่อกี้ เลยต้องรีบเขียนให้อ่านสักนิดหน่อยครับ

กฎหมายออกมามี 2 ฉบับ คือ พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิตอล กับ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรฉบับที่ 19 โดยฉบับแรกเป็นแนวทางการประกอบธุรกิจด้านนี้ ที่มีระดมทุน ประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนสื่อกลาง อะไรก็ว่าไป แต่พรี่หนอมขออธิบายเจาะในส่วนของภาษีในฉบับที่ 2 เป็นหลักซึ่งเกี่ยวกับกำไรจากการขายหรือรับโอนที่ต้องเสียภาษี 15% ทันที ไม่มีข้อแม้ใดๆ

สรุปเป็นภาษาคนง่ายๆคือ กฎหมายฉบับนี้บอกว่าถ้ามีกำไรหรือผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนคริปโต+โทเคนจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 15% โดยคนที่จ่ายกำไรให้หรือผลประโยชน์ให้มีหน้าที่หักไว้และนำส่งสรรพากร

แต่ประเด็นยังไม่จบนะจ๊ะ เพราะหลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าหักแล้วจบเลยทันทีเหมือนดอกเบี้ยหรือเงินปันผล ต้องบอกว่าเงินกำไรตรงนี้ที่ได้มา คนที่มีรายได้ส่วนนี้ยังต้องเอาไปยื่นภาษีเงินได้อีกต่อหนึ่งด้วย เพราะมันไม่ใช่ Final TAX นะจ๊ะ

ยกตัวอย่างเช่น พรี่หนอมเทรดบิตคอยน์จนตัวลอยได้กำไรมา 1 ล้านบาท พรี่หนอมจะถูกหักภาษีไว้ 15% คือ 150,000 บาทและยังต้องเอา 1 ล้านบาทไปยื่นภาษีตอนปลายปีในกลุ่มเงินได้ประเภทที่ 4 อีกทีหนึ่ง ซึ่งเงินได้กลุ่มนี้หักค่าใช้จ่ายอะไรไม่ได้เลยนาจา คำนวณภาษีได้เท่าไรออกมา ค่อยเอา 150,000 บาทที่ถูกหักไว้มาหักออกแล้วจ่ายเพิ่มหรือขอคืน ไม่ใช่หัก 15% แล้วจบเลยนะ!! #ย้ำอีกที#ฝากแชร์บอกต่อด้วยก็ดีนะ

ถามว่าทำไมถึงไม่ใช่ Final TAX หักภาษีแล้วจบ ก็ตอบตรงๆว่ากฎหมายยังไม่ให้สิทธิ ณ ตอนนี้ และไม่รู้ว่าจะมีตามมาหรือไม่ คงต้องรอต่อไป เพราะทุกวันนี้สิทธิประโยชน์เงินได้ตามมาตรา 40(4) นั้นมีแค่ดอกเบี้ย ผลต่างไถ่ถอนกับเงินปันผลจ้า ใครสนใจอ่าน มาตรา 48(3) เพิ่มเติมได้นะครับผม

ทำยังไงดี? ไม่ให้โดนภาษีย้อนหลัง

หลายวันก่อนพรี่หนอมได้อ่านโพสแชร์ประสบการณ์โดนภาษีย้อนหลังเป็นล้านมาครับ เนื่องจากทางพี่ว่านน้ำ www.wan-nam.com ช่วยแชร์ข้อมูลมาให้ครับ

ประเด็นคือเจ้าของกระทู้โดนภาษีย้อนหลังเนื่องจาก “ส่วนกลางส่งมา” แต่ความเป็นจริงแล้วกรมสรรพากรจะรู้ข้อมูลได้เมื่อ “มีข้อมูลรายได้ที่เราถูกหักภาษีไว้” ครับ และจะส่งผลให้เริมสงสัยและตรวจสอบแบบจริงจังในลำดับต่อไป ฮ่าๆ

และถ้าหากรายได้ที่ว่านี้เป็นรายได้ที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีจำนวนเกิน 1.8 ล้านบาท เราจะโดน VAT อีกต่อหนึ่งครับ

การตรวจสอบจะโดนขอเอกสารย้อนหลัง หน้าที่ของเราคือนำเอกสารไปให้ครับ ถ้าหากไม่ให้ก็อาจจะมีการตรวจสอบขอข้อมูลเพิ่มจากแหล่งอื่น (ถ้าตรวจสอบกันจริงจังมากๆ ทางสรรพากรสามารถขอความร่วมมือจากธนาคารให้ส่งข้อมูลบัญชีให้ได้นะครับ) โดยคำแนะนำของพรีหนอมคือ ให้นำเอกสารไปให้ทั้งหมดที่มีนี่แหละ น่าจะเป็นวิธีที่ง่ายสุดแล้ว

อีกประเด็นคือเรื่องการหาคนช่วย ขอให้เจอคนที่รู้จริงด้วยนะครับ ตรงนี้ต้องระวังเหมือนกัน เพราะถ้าช่วยไม่ดีจะกลายเป็นซวยซ้ำซ้อนครับผม

เรื่องของเจ้าของกระทู้จบไป สรุปคือโดนภาษีย้อนหลังตามที่นำเอกสารไปให้ มีการแก้ไขโดยการระบุวันที่เริ่มต้นทำธุรกิจ ลดเบี้ยปรับต่างๆไป ทีนี้ก็เรียบร้อยโรงเรียนพี่สรรพากรไปครับ

ทีนี้มาถึงประเด็นที่จะทำยังไงไม่ให้โดนภาษีย้อนหลังบ้างนะครับ

1. เอกสารหลักฐาน ต้องมี ต้องมี ต้องมี เข้าใจก่อนว่าถ้าไม่มีข้อมูลหลักฐานพิสูจน์ที่มาของเงินที่โอนเข้าบัญชี จะถูกประเมินเป็นรายได้ทั้งหมด ดังนั้นถ้าไม่รับผิดชอบตัวเองก็จะลำบากแน่ๆครับ

2. บัญชีรายรับรายจ่าย ต้องทำ ต้องทำ ต้องทำ เข้าใจด้วยว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่เรื่องภาษีครับ แต่มันคือธุรกิจ ทำแล้วต้องรู้ว่ามีกำไรขาดทุนเท่าไร เพราะถ้าคุณไม่รู้ว่าตัวเองมีกำไรขาดทุนเท่าไร ข้อมูลที่สรรพากรหามาได้ คุณต้องยอมรับมันครับ

3. อย่าเชื่อใครมาก รวมถึงตัวพรี่หนอมด้วยครับ กูรูตามเน็ต คอมเม้นท์ตามโซเชี่ยลต่างๆ ถือเป็นคำแนะนำได้ แต่ไม่มีใครช่วยจ่ายภาษีได้ครับ ถ้าเกิดโดนตรวจสอบจริงๆ จัดการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ให้ดี เช็คยอดภาษี วิธีการตรวจ หาทางลดค่าปรับ เงินเพิ่ม (บางกรณีสามารถเขียนคำร้องได้)

4. ยื่นภาษีให้ถูกต้อง เช็คให้ดีว่าขาดอะไรในทุกปี มีรายได้ เสียภาษี ยื่นครึ่งปีไหม ปลายปีล่ะ VAT ต้องจดหรือเปล่า มีอะไรทีต้องทำเรื่องภาษีไหม เช็คตรงนี้บ่อยๆไว้ครับ

5. ติดตามข่าวสารภาษีเรื่อยๆ กฎหมายใหม่อะไรออกมา มีเรื่องไหนหน้ารู้ ถ้าขี้เกียจก็กด Like เพจ TaxBugnoms หรือแอดไลน์ https://line.me/ti/p/@taxbugnoms ไว้ได้นะครับ อิอิ (พื้นที่โฆษณา)

ย้ำอีกทีว่า รู้สึกไม่อยากจ่ายภาษีไม่ผิดนะครับ แต่ไม่จ่ายภาษีผิดกฎหมาย ครับ ทำให้ถูกต้อง จัดการให้ดี ชีวิตเป็นสุขครับ

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุน ยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สำหรับสัปดาห์นี้ มีตลาดที่น่าสนใจคือ สหรัฐฯ ยุโรป และ ญี่ปุ่น ส่วนที่แนะนำให้ชะลอลงทุน คือ ตลาดเกิดใหม่สองแห่ง อย่างอินเดียและเกาหลีครับ

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญทั้งหมด และติดตามได้ในบทความนี้เลยครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2561

สัปดาห์นี้เน้นที่ตลาดพัฒนาครับ “ซื้อสหรัฐฯ สะสมยุโรป และ “ญี่ปุ่น”
เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชน ค่าเงินยูโรและเยนยังมีแนวโน้มอ่อนค่า สนับสนุนหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกเหมือนเดิม ภาพรวมยังไปต่อได้

  • Focus : ตลาดสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น
  • ความน่าสนใจ : เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ขยายตัวต่อเนื่อง การบริโภคในประเทศเติบโต

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

  • ภาพรวมตอนนี้ ยังแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นประเทศพัฒนาแล้วอยู่ครับ นั่นคือ สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น และขอให้ระมัดระวังการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยเฉพาะอินเดีย และเกาหลี จากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจผลักให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้น ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าการคาดการณ์ของตลาด สร้างกดดันต่อสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่
  • ขณะที่ตลาดหุ้นพัฒนาแล้วมักมีความผันผวนน้อยกว่าในช่วงธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ย เหตุการณ์ยังคล้ายกับสัปดาห์ที่ผ่านมา สัปดาห์นี้ผมเลยยังให้ความเห็นโดยรวมไม่ต่างจากเดิมครับผม

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สำหรับฝั่งสหรัฐฯ สัปดาห์นี้แนะนำให้ซื้อหุ้นสหรัฐฯ ต่อไปครับ เนื่องจากเหตุผลเดิมๆ ที่เรามองเห็นกัน นั่นคือเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชน นอกจากนี้ ผมมองว่าน่าจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในตลาดอีกต่อหนึ่งครับ ซึ่งภาพรวมนี้ยังอาจจะต่อเนืองไปอีกสักระยะ และเป็นปัจจัยบวกล้วนครับผม

สรุปสั้นๆ : ซื้อต่อไปครับ

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

ไปต่อกันครับ!! สำหรับหุ้นยุโรป จากมูลค่าของหุ้นยุโรปที่น่าสนใจมากครับ รวมถึงผลประกอบการที่คาดว่าจะดีกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ครับ  โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มส่งออกที่ได้รับปัจจัยบวกจากการมีแนวโน้มอ่อนค่าของเงินยูโรหลังจาก ECB ส่งสัญญาณ dovish ผ่อนปรนเกี่ยวกับเงินเฟ้อกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

สรุปสั้นๆ : โดยรวมยังไปต่อได้ครับ สะสมต่อกันไปครับ

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สัปดาห์นี้ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นต่อไปครับ เนื่องจากผมมองว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะคงมาตรการ QE ต่อไปเนื่องจากเศรษฐกิจไตรมาสแรกของญี่ปุ่นกลับมาหดตัวลง -0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลดีครับ

นอกจากนี้ ค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวขึ้นกว่า 2% ในเดือน มี.ค. ซึ่งปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 ปี เป็นปัจจัยสนับสนุนการบริโภคและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ซึ่งก็เป็นผลดีอีกนั่นแหละครับผม

สรุปตอนนี้ : ยังทยอยสะสมต่อไปได้ครับ ลุยครับผม

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

หยุดก่อนนะครับ สำหรับคนที่จะคิดสะสมหุ้นอินเดีย เนื่องจากตอนนี้ดุลการค้ามีแนวโน้มขาดดุลเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าพลังงานอยู่ ทำให้ค่าเงินรูปีมีแนวโน้มอ่อนค่าและอาจกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกไป

สัปดาห์นี้เหมือนเดิมตรงที่ว่า อัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสูงกว่าที่ตลาดคาด ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางอินเดียอาจกลับมาส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยด้วย ซึ่งส่งผลลบต่อตลาดหุ้นอินเดียครับ ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปครับ

สรุปสั้นๆ : หยุดสักพัก ชะลอไปก่อน รอดูท่าที เดี๋ยวค่อยว่ากันต่อไปครับ

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

เหมือนกันกับสัปดาห์ก่อนเป๊ะเลยครับ ผมแนะนำให้ชะลอการลงทุนหุ้นเกาหลีไปอีกสักระยะครับ (หลายระยะแล้วนะ ฮ่าๆ)  เนื่องจากตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของเดือนที่ผ่านมาของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ออกมาชะลอตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกเกาหลีมีแนวโน้มชะลอลง

ส่วนผลของสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนนั้นก็ยังไม่ชัดเจนเท่าไร อาจส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงอย่างเกาหลีได้อีกครับ

สรุปสั้นๆ : ชะลอต่อครับ และน่าจะชะลอยาวเลยล่ะครับ

Insight ตลาดหุ้นไทย

ความผันผวนที่ผ่านมา ยังเป็นปัจจัยกระทบระยะสั้น และผมมองว่าเป็นโอกาสให้ทยอยสะสมหุ้นไทยต่อไปครับ เพราะภาพรวม เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนกลุ่มอื่นเช่นกัน

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมกันต่อไปจ้า

Insight ตลาดหุ้นจีน

A-SHARE กลับมาแล้วครับ ส่วน H-SHARE ไปได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว สัปดาห์นี้ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นจีนหลังจาก MSCI ประกาศการเพิ่มน้ำหนักหุ้น A-share กว่า 200 บริษัทในดัชนี MSCI Emerging Markets ทำให้กองทุนทั่วโลกที่ใช้ดัชนี MSCI Emerging Markets เป็นตัวเทียบวัดกับผลการดำเนินงาน จะต้องเพิ่มการลงทุนในหุ้น A-share ด้วยเช่นกัน แบบนี้คือดีต่อใจของคนมีหุ้นจีนแน่นอนครับ

สรุปสั้นๆ : กลับมาแล้วจ้า ทยอยสะสม A-SHARE กันได้เลย

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : ซื้อสหรัฐฯ ทยอยสะสมญี่ปุ่นและยุโรป หุ้นไทย, H-Share, หุ้น A-Share และชะลอการลงทุนในหุ้นอินเดียและหุ้นเกาหลี
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำคงการลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวต่างประเทศ ส่วน
  • ตราสารหนี้ไทย : แนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยช่วงอายุ 1-3 ปี
  • สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมทั้งทองคำแต่ชะลอการลงทุนในน้ำมัน

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 40%
  • ตราสารหนี้ไทย 48%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 25%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 15%
  • ตราสารหนี้ไทย 25%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 2%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 41%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 4%
  • ตราสารหนี้ไทย 6%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 17 เม.ย. 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

รู้จัก คปภ. ผู้พิทักษ์ผู้ทำประกันภัย ให้อุ่นใจแม้ยามมีปัญหา

ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเงิน หากจะถามว่าธุรกิจใดที่มีข้อร้องเรียนอันดับต้นๆ  หนึ่งใน ผมเชื่อว่าหนีไม่พ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ “ประกัน” อย่างแน่นอน

เพราะหากพิจารณาตั้งแต่ “ต้นน้ำ” จนถึง “ปลายน้ำ” ในธุรกิจประกัน สามารถพบปัญหาได้เสมอ

ไล่ตั้งแต่ การขายประกันของตัวแทน หรือนายหน้าที่ทำให้ผู้เอาประกันเข้าใจผิดจนเกิดความเสียหายการฟ้องร้องบริษัทประกัน ที่ปฏิเสธการเคลม เพราะไม่เข้าเงื่อนไข หรือผู้เอาประกันปิดบังข้อมูล หรือแม้แต่การเปิดเผยข้อมูลในการดำเนินธุรกิจของบริษัทประกัน ในการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจนครบถ้วน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการทำประกัน และความมั่นคงของธุรกิจประกันภัยในประเทศไทยทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีใครสักคนที่มาคอยช่วยดูแลแก้ปัญหาเหล่านี้ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในวงการประกันให้เรา ซึ่งนั่นคือหน้าที่ของ “สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย” หรือที่รู้จักกันในนาม “คปภ.” ที่จะเข้ามารับผิดชอบในส่วนนี้ (เฉกเช่นเดียวกับ การควบคุมดูแลแวดวงการลงทุน ในตลาดทุน ของ กลต. นั่นเอง)

โดย “คปภ.” จะมีหน้าที่หลักๆอยู่ 3 ประการด้วยกัน นั่นก็คือ

1. กำกับและพัฒนาธุรกิจประกันภัย ให้มีความมั่นคง

เนื่องจากธุรกิจประกันภัย เป็นธุรกิจที่ต้องแบกรับความเสี่ยงของลูกค้าเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การดำเนินธุรกิจนี้ จำเป็นที่จะต้องมีความน่าเชื่อถือสำหรับลูกค้า และมีการบริหารจัดการการเงินในบริษัทเป็นอย่างดี คปภ. จึงมีหน้าที่เข้ามากำหนดกฎเกณฑ์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทประกันภัย เช่น การตั้งเงินสำรองที่เพียงพอ การออกแบบแบบประกันให้เหมาะสมกับบริษัทและตลาด ขณะเดียวกัน ก็ช่วยส่งเสริมการดำเนินธุรกิจของบริษัทประกัน เช่น การสนับสนุนให้บริษัทประกันนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมประกันภัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพต่างๆ ที่จะช่วยผลักดันในการทำประกันภัยในไทยมีความก้าวหน้ามากขึ้นอีกด้วย

2. ส่งเสริม สนับสนุน ให้ธุรกิจประกันภัยมีบทบาทในการสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจสังคมของประเทศ และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

เนื่องจากประเทศชาติจะมีความมั่นคงได้ ประชาชนในประเทศจำเป็นที่ต้องมีความมั่นคงทางการเงินเสียก่อน ไม่อย่างนั้น ปัญหาหรือภาระทางการเงินต่างๆก็จะตกเป็นภาระของรัฐบาลและของประเทศ ทำให้ประเทศชาติก้าวเดินต่อไปได้ยาก ดังนั้น คปภ.จึงต้องช่วยสนับสนุนธุรกิจประกันภัย เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ และมีการทำประกันภัยกันอย่างถูกต้อง ถ้วนหน้า ที่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับเศรษฐกิจของประเทศได้

3. คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัย

ถือเป็นหน้าที่หลักสำคัญของ คปภ. สำหรับประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้เอาประกัน ที่ต้องช่วยรับเรื่องร้องเรียน และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันที่เกิดความเสียหาย จากการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายที่เป็นผู้ขาย ไม่ว่าจะเป็น ตัวแทน นายหน้า หรือบริษัทประกัน ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ ขณะเดียวกัน ก็ต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องกับผู้เอาประกัน ในบางกรณีที่ผู้เอาประกันเกิดความเข้าใจผิดเสียเอง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่ายในธุรกิจประกันภัยด้วยเช่นกัน

สำหรับประชาชนทั่วไป และลูกค้าที่เป็นผู้เอาประกันกับบริษัทประกันวินาศภัยหรือบริษัทประกันชีวิต คปภ.ก็จะช่วยเหลือเราในการรับข้อร้องเรียนต่างๆ และดำเนินการเพื่อสอบสวนค้นหาข้อเท็จจริง หากพบมูลความผิด ก็อาจจะมีการลงโทษ (เพิกถอนใบอนุญาตของผู้ปฏิบัติงาน) หรือบังคับให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย

ซึ่งตัวอย่างของปัญหาที่เราสามารถร้องเรียนให้ คปภ.ช่วยเหลือเราได้ ที่มักจะพบเจอกันบ่อยๆ ก็เช่น

  • ถูกคนกลาง (ตัวแทน นายหน้า หรือธนาคาร) สร้างความเข้าใจผิดว่าการทำประกัน ว่าเป็นการฝากเงินดอกเบี้ยสูง โดยไม่บอกว่าเป็นประกันชีวิต / ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลประโยชน์หรือสิทธิ์ต่างๆของแบบประกัน ไม่ตรงกับข้อมูลความเป็นจริง หรือเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ / การันตีผลประโยชน์บางอย่าง ที่ไม่สามารถการันตีได้ เช่น เงินปันผล
  • จ่ายค่าเบี้ยผ่านคนกลาง (ตัวแทน นายหน้า) แล้วคนกลาง ไม่ได้นำเงินไปส่งให้กับบริษัทประกัน แต่หนีหายไปพร้อมกับค่าเบี้ย แล้วติดต่อไม่ได้
  • ตัวแทนเสนอขายกรมธรรม์ไม่ตรงกับที่บริษัทประกันขออนุญาต
  • กรณีถูกรบกวนโดยการเสนอขายประกันภัยทางโทรศัพท์ แล้วยังไม่ได้ตกลงทำประกัน แต่บริษัทส่งกรมธรรม์มาให้ผู้เอาประกัน และมีการหักเงินจากบัตรเครดิต โดยที่ไม่ได้รับอนุญาต
  • ถูกบริษัทประกัน ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยอ้างว่าผู้เอาประกันปกปิดข้อเท็จจริงในใบคำขอ
  • บริษัทประกัน ไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทน หรือจ่ายไม่เป็นไปตามเงื่อนไข บริษัทประกันจะจ่ายค่าซ่อมหรือค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าจำนวนที่ผู้เสียหายเรียกร้อง หรือไม่ยอมจ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงที่ไม่เกิดวงเงินเอาประกัน
  • บริษัทประกันจ่ายค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นไปตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

โดยที่เราสามารถ ร้องเรียนคปภ.ได้หลายช่องทาง ดังนี้

  1. ร้องเรียนโดยตรงที่สำนักงาน คปภ. ถนน รัชดาภิเษก หรือสำนักงาน คปภ. จังหวัดทั่วประเทศ
  2. E-mail : [email protected]
  3. ผ่านระบบกระดานรับเรื่องร้องเรียน http://oiceservice.oic.or.th/oicrequest/index.php

นอกจากนี้ ผมก็อยากจะแนะนำให้เราลองไปศึกษาหาข้อมูลในเว็บไซต์ของ คปภ. ดูเพิ่มเติม ที่ http://www.oic.or.th/th/home โดยสามารถเข้าไปศึกษาได้ที่ส่วน tab “สำหรับผู้บริโภค” แล้วเลือกที่ “แหล่งความรู้” ในนั้นก็จะมีความรู้เกี่ยวกับประกันภัยมากมายที่เราสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ ทั้งบทความ และวิดิโอ  รวมไปถึง คำถามที่พบบ่อย หรือ FAQ ที่อาจจะตรงกับความสงสัยที่หลายๆคนอาจจะกำลังต้องการคำตอบเกี่ยวกับด้านประกันอยู่ ส่วนใครที่กำลังทำงานในแวดวงประกัน ไม่ว่าจะเป็น ตัวแทน หรือนายหน้า ก็อาจจะเข้าไปศึกษาในส่วนของ “ข้อมูลสถิติประกันภัย” ทั้งประกันชีวิต และประกันวินาศภัย สำหรับใช้เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติมได้อีกด้วย

แม้ทุกวันนี้ จะเกิดปัญหาขึ้นมากมายในวงการประกัน จนอาจทำให้ผู้บริโภคหลายๆคนเกิดความเบื่อหน่าย หวาดกลัว ไม่ไว้วางใจ แต่ก็อยากให้เข้าใจว่า “นั่นไม่ควรเป็นเหตุผลที่เราจะปฏิเสธการทำประกัน”

เพราะอย่างไรเสีย การทำประกัน ก็ยังถือว่าเป็นวิธีการบริหารความเสี่ยงวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ มีความจำเป็นสำหรับใครหลายคน ที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้เราได้

แทนที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาด้วยการไม่ทำประกัน เราควรจะหันมา ศึกษาหาความรู้ด้านประกันให้เข้าใจ และทำประกันด้วยความมั่นใจ เพราะอย่าลืมว่า เรายังมี คปภ. ที่จะคอยช่วยกำกับดูแลการทำงานของ พนักงานขาย และการดำเนินธุรกิจของบริษัทประกัน พร้อมกับช่วยคุ้มครอง รักษาผลประโยชน์ให้ผู้ประกันภัยอย่างเรา ยามเราเกิดปัญหาหรือเสียผลประโยชน์จากการทำประกัน อยู่อีกแรงหนึ่ง

ดังนั้น ขอให้เราอุ่นใจว่า ถ้าเราทำประกันไปอย่างซื่อสัตย์จริงๆแล้ว

เราจะได้รับความคุ้มครองจาก คปภ.ให้เราอุ่นใจอยู่เสมออย่างแน่นอนครับ

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 มิถุนายน 2561

     เก็งหวยงวดหลังวันวิสาขบูชา กับสถิติย้อนหลัง10 งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 มิถุนายน 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ10งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลักให้คุณได้เวิเคราะห์ว่าควรซื้อเลขที่ออกซ้ำหรือลองเปลี่ยนเลขดู

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 มิถุนายน 2561เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 มิถุนายน 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ

   ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดชื่อดังได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณตีความได้จากความฝัน หรือเพื่อนบ้านบอกกล่าวหรือไม่ หากศรัทธาสถาบันใดก็นำตัวเลขไปวิเคราะห์ต่อ หรือซื้อตามได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 มิถุนายน 2561เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 มิถุนายน 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข

      นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นทั่วโลกก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างเช่นเรื่องราวที่เพิ่งผ่านไป และกำลังเป็นที่พูดถึงของบ้านเราในขณะนี้ อย่างเหตุการณ์วันครบรอบ 4 ปีคสช.เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 มิถุนายน 2561

     การตีเป็นตัวเลขคุณก็สามารถเลือกได้ตามใจชอบอย่างเลขร้อยละของผลสำรวจ ไม่ว่าจะเป็นเลขหน้า หรือหลังจุดทศนิยมก็ตามความชอบ เช่น 56.45 ตีเป็น 56 หรือ 45 ก็ได้ หรือเอามาบวกกันก็ได้ เช่น 56.45 จะได้ 5+6+4+5=20 หรือจะเอาเลขมาเรียงกันตรงๆเป็นเลขสามตัวอย่าง 542 ที่มาจากคะแนนที่ประชาชนให้รัฐบาลชุดนี้คือ 5.42 หรือเอาตัวเลขวันครบรอบมารวมกันเป็น 422 มาจาก 4 ปี วันที่ 22 หรือ 225 คือวันที่ 22 เดือนพฤษภาคมก็ได้

      การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ควรมีวิจารณญาณในการซื้อเลข และควรซื้ออย่างพอเหมาะ อย่าลืมไปทำบุญเพิ่มแต้มดวง และความมงคลให้ตัวเองกันด้วยนะ

CREDIT : http://suandusitpoll.dusit.ac.th/UPLOAD_FILES/POLL/2561/PS-2561-1526779836.pdf

   http://www.korhuay.com

(Review) ช่องทางการลงทุนสุด Convenience ของคน New Gen

แนวคิด “ให้เงินทำงานแทนเรา” ดูจะได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการนำเงินไปลงทุนให้ถูกที่ถูกทางแล้วได้รับผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ ประกอบกับเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้การลงทุนเป็นเรื่องง่ายดาย แค่เปิดแอพหรือเข้าเว็บก็ลงทุนได้แล้วทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์ได้เลย จึงเป็นช่องทางสร้างรายได้จากการลงทุนให้กับคนรุ่นใหม่นอกเหนือจากงานประจำ

หากใครยังไม่เคยลองผมขอแนะนำให้เริ่มศึกษารูปแบบการลงทุนที่คุณสนใจแล้วเริ่มลงทุนได้เลยครับ อย่าปล่อยให้โอกาสลงทุนหลุดลอยไปแล้วมาเสียดายทีหลัง ทุกวันนี้ดอกเบี้ยเงินฝากน้อยนิด เราควรหารายได้เสริมจากการลงทุนเข้ามาช่วยเพื่อให้ฐานะการเงินมั่งคั่งอย่างมั่นคง ซึ่งช่องทางการลงทุนที่ครองใจคนรุ่นใหม่มีอยู่ 3 แบบ ดังนี้

1. ลงทุนกับการเงิน

นำเงินไปลงทุนในตลาดเงินหรือตลาดทุน โดยการลงทุนในตลาดเงิน เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ กองทุนรวมตราสารหนี้ เป็นต้น ซึ่งผลตอบแทนและความเสี่ยงต่ำ ส่วนการลงทุนในตลาดทุน เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น Cryptocurrency เป็นต้น ซึ่งผลตอบแทนและความเสี่ยงสูง

2. ลงทุนกับสิ่งของ

นำเงินไปลงทุนในสิ่งของสะสม ของที่ได้รับความนิยม หรือ ของหายาก เช่น กระเป๋า Chanel Classic Jumpo Flap รองเท้า Adidas Yeezy Turtle Dove และนาฬิกา Rolex Submariner No – Date เป็นต้น ซึ่งกลุ่มเป้าหมายจำกัดเฉพาะคนที่ชอบของประเภทนั้น ดังนั้น ผลตอบแทนกับความเสี่ยงเป็นเรื่องคาดเดายาก คนวงในที่เชี่ยวชาญถึงจะรู้มูลค่าที่แท้จริงของประเภทนั้น

3. ลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์

นำเงินไปลงทุนในบ้านหรือคอนโด มีรูปแบบทั้งเก็งกำไร ปล่อยเช่า และลงทุนระยะยาว ซึ่งผลตอบแทนและความเสี่ยงสูง แต่คนรุ่นใหม่หันมานิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะสามารถใช้เงินน้อยแต่ลงทุนอสังหาฯมูลค่าเป็นหลักล้านได้ เช่น ขายดาวน์คอนโด กู้ทำอสังหาฯปล่อยเช่า เป็นต้น

การลงทุนอสังหาฯสิ่งสำคัญที่สุดคือ ทำเล ทำเล ทำเล ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า 50% ของคนเมืองอยากได้อสังหาฯใกล้รถไฟฟ้ามากที่สุด เพราะเดินทางได้สะดวกและควบคุมเวลาเดินทางได้แน่นอน ซึ่งถ้าพูดถึงคอนโดใกล้รถไฟฟ้าต้องยกให้ Ananda Development ซึ่งมีการปรับโฉมเว็บใหม่ มาพร้อม 6 ฟีเจอร์ที่ช่วยให้การค้นหาคอนโดที่ถูกใจได้ง่ายมากขึ้น ลองแวะไปดูกันได้ที่ www.ananda.co.th ครับ

ทุกฟีเจอร์วางไว้ได้ค่อนข้างตอบโจทย์ของการค้นหาอสังหาฯที่ถูกใจ ทำให้หาเจอได้ไว ตรงความต้องการได้เป็นอย่างดีเลยครับ ซึ่งที่ชอบสุดคงเป็นการที่สามารถ Follow โครงการที่ถูกใจได้ เพราะจะมีการส่งอีเมลอัพเดตความคืบหน้าโครงการมาให้โดยตรง นอกจากนี้เรื่องของการ Search ที่สามารถค้นหาได้ตามแบรนด์ ตามเส้นทางรถไฟฟ้า ตามทำเลที่ตั้ง ตามช่วงราคา และตามชื่อโครงการ ผมยังไม่เคยเห็นวิธีค้นหาเยอะขนาดนี้ในเว็บของดีเวลลอปเปอร์เจ้าอื่นเลย

ทั้งหมดนี้คือช่องทางการลงทุนที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ เว็บไซต์อนันดา มาช่วยอำนวยความสะดวกต่อการเสาะหาคอนโดทำเลดีๆ และข้อมูลอีกมากมายเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) กรุงไทย – แอกซ่า iWealthy ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked)

ผมเชื่อว่าเป้าหมายในชีวิตของเราเกือบทั้งหมด ต้องใช้เงิน
ดังนั้น การวางแผนการเงินที่ดี จะทำให้เราพิชิตเป้าหมายได้ในชีวิตได้เกือบทั้งหมดเช่นกัน

งั้นเรามารู้จักวิธีการวางแผนการเงินกันซึ่งมีทั้งหมด 6 ขั้นตอน

1. การวางแผนรายรับ รายจ่าย บริหารสภาพคล่อง และหนี้สิน

2. วางแผนป้องกันความเสี่ยง

3. วางแผนเกษียณ

4. วางแผนภาษี

5. วางแผนการลงทุน

6. วางแผนมรดก

1. การวางแผนรายรับ รายจ่าย บริหารสภาพคล่อง และหนี้สิน

ขั้นตอนนี้ง่าย ๆ แค่ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ก็สามารถที่จะควบคุมค่าใช้จ่าย และทราบว่า เราเหลือเงินเท่าไหร่ในแต่ละเดือน เพื่อไปต่อเติมความฝัน และ เป้าหมายที่อยากได้นั่นเอง

ประเด็นสำคัญคือ เราต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินไว้อย่างน้อย ๆ 3-6 เท่าของรายได้ในแต่ละเดือน รวมถึง พยายามลดหนี้สินให้ต่ำกว่า 30% ของรายได้ทีได้รับนะครับ

2. วางแผนเรื่องความเสี่ยง

ขั้นตอนนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการประเมินตัวเองครับ ว่าเรามีความเสี่ยงอะไรบ้างที่ต้องควบคุม หรือจำกัดไม่ให้ความเสี่ยงเหล่านั้นมากระทบกับเงินในกระเป๋า

เช่น หากเรายังมีค่ารักษาพยาบาลที่ได้จากสวัสดิการของบริษัทที่เราทำงานด้วย ไม่เพียงพอก็อาจจะพิจารณาทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอกับการรักษาที่จะเกิดขึ้นนั่นเองครับ

ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะว่า หากเราไม่ได้ทำประกันไว้ เวลาเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาอาจจะทำให้เงินที่เราเก็บมาหลายปีหายไปหมดก็เป็นไปได้นะครับ

3. วางแผนเกษียณ

เป้าหมายเกษียณนั้น ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของชีวิตเลยครับ เพราะว่าหลังจากเกษียณไปแล้ว คนส่วนใหญ่จะไม่ได้มีรายได้ หรือว่ามี แต่ก็จะน้อยกว่าสมัยที่ทำงานได้อยู่นั่นเองครับ หากไม่ได้วางแผนไว้ละก็ เรื่องยุ่งแน่ ๆ แถมไม่ได้ยุ่งแค่เรา จะไปยุ่งกับญาติพี่น้องที่ต้องมาดูแล ไม่ดีแน่ ๆ เลยครับ หากต้องเป็นภาระแบบนั้น

4. วางแผนภาษี

การวางแผนภาษี ถือว่าเป็นเรืองสำคัญ เนื่องจากเป็นรายจ่ายที่ “ต้องจ่าย”ครับ

หากเราประหยัดได้คงดีไม่น้อย ซึ่งตัวเลือกประหยัดภาษีเองก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง ตัวเลือกแรก ๆ ที่เป็นทั้งเงินออม และประหยัดภาษีไปด้วยก็เช่น LTF/RMF และประกันชีวิตนั่นเองครับ

เรื่องภาษี ประกัน และ ลงทุน เหมือนจะอยู่ใกล้กันมากกว่าที่คิดนะครับ

5. วางแผนลงทุน

การวางแผนลงทุนไม่ได้เป็นเรื่องสำหรับคนที่มีเงินเก็บแล้วเท่านั้นนะครับ

แต่การวางแผนลงทุนที่ดีคือ วางแผนเพื่อที่จะเก็บเงินให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ครับ

ดังนั้น หากใครที่มีเป้าหมายมากมายในชีวิต เช่น บ้าน รถ ทุนการศึกษา ฯลฯ ก็ควรที่จะเริ่มต้นศึกษา หรือว่าเริ่มต้นลงทุนกันได้แล้ววววว

6. วางมรดก

อันนี้คุยกันยาว หน้ากระดาษไม่พอ เอาไว้คุยกันคราวหน้านะครับ….

หลาย ๆ คนคงมีคำถามว่า ทำไมยุ่งยากแบบนี้ ทำให้สั้นลงได้ไหม

ทำให้ขั้นตอนสั้นลงคงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าการวางแผนการเงินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก และไม่มีทางลัดครับ ต้องอาศัยการทำแผนที่ใช้เวลา และมีความซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศ…… บลา

แล้วสรุปว่ามีไหม ที่จะทำให้ง่ายมากขึ้น….
อ่อ……จริง ๆ แล้ว…….มี…..

ช่วงขายของแล้วนะครับ

จริง ๆ แล้วแผนบริหารความเสี่ยงนั้น ในสมัยก่อน ผลตอบแทนจากกรมธรรม์ที่ได้จะมาจากการที่ บริษัท ฯ ประกันเอาไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ ๆ ครับ

ทำให้ผลตอบแทนที่ได้นั้น อาจจะไม่สูงเท่าไหร่นัก

หลัง ๆ จึงมีการเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อกรมธรรม์ สามารถเลือกกองทุนได้เอง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นนั่นเองครับ จึงเป็นที่มาของ Unitlink นั่นเอง !!!!!

เหมือนกับเอาเรื่องลงทุน มาทำให้เราได้แบบประกันที่มีความคุ้มครอง พร้อมได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นนั่นเองครับ (แอบมีการลงทุนซ่อนอยู่)

มารู้จักกับ iWealthy ประชีวิตควบการลงทุนกันครับ

กองทุนใน Unitlink เองก็มีหลากหลายมาก ๆ มีตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำ ๆ ไปจนถึงความเสี่ยงสูงเลย

แถมเป็นกองทุนที่ได้รับการคัดเลือกมาแล้วเป็นอย่างดีครับ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนหุ้นไทยอย่าง KTEF ที่ทำผลตอบแทนได้ดีอย่างสม่ำเสมอเลยครับ

มาลองวางแผนการเงินกับ Krungthai-AXA กันนะครับ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ 1159 

และดูรายละเอียดต่อได้ที่ https://www.krungthai-axa.co.th/th/iwealthy

บทความนี้เป็น Advertorial 

(Review) “Finansia HERO” แอพพลิเคชั่น Trade หุ้นที่ล่ำหน้ากว่าที่เคยมี ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

“Finansia HERO”แอพพลิเคชั่น Trade หุ้นที่ล่ำหน้ากว่าที่เคยมี

สวัสดีครับทุกท่าน มาพบกับพี่ต้าร์อีกครั้งนะครับ วันนี้มี Application ดีๆมานำเสนอเพราะพอได้ลองใช้แล้วรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ล้ำหน้ากว่าหลายๆอันที่เคยใช้อยู่และเหมาะกับนักลงทุนหลายๆรูปแบบมาก อย่างผมเนี่ยเป็นนักลงทุนที่มีประสบการณ์ระดับหนึ่งแล้ว ไม่ค่อยมีเวลาในการเฝ้าหน้าจอ ก็อยากใช้งาน Application ที่มันง่ายๆ ประมวลผลเร็วๆ ไม่ต้องคีย์อะไรเยอะ และซื้อหุ้นได้ในแบบที่ต้องการได้

Finansia HERO ก็เป็น Application ที่ตอบโจทย์อันหนึ่งของชีวิตมากๆ ซึ่งเดี๋ยวผมจะดึงจุดเด่นออกมาเล่าให้ฟังนะครับว่า ที่มันล้ำกว่าคนอื่นเนี่ยมันเป็นอย่างไร และสามารถโหลดมาลองเล่นได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็น

  1. ระบบมือถือ (MTS) MOBILE TRADING SYSTEM ใช้ได้ทั้ง Apple และ Andrio
  2. ใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ (HTS)  HOME TRADING SYSTEM สามารถใช้ได้ทั้ง PC และ Notebook โดยใช้ Window XP Service Pack 3 ขึ้นไป

แนะนำให้โหลดมาลองเล่นไปพร้อมกันเลยนะครับ

“อย่างผมโหลดใช้ทางมือถือนะ หน้าตาก็จะเก๋ไก๋แบบนี้”

เวลาที่เรานึกถึง Application ที่เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นทั้งหลาย พวกแรกที่เราจะนึกถึงคือกลุ่มที่เอาไว้ใช้ในการซื้อขายหุ้น ก็จะใช้คีย์ ใช่ซื้อขายกันเป็นหลัก วันไหนอยากซื้อก็ไปส่งคำสั่งซื้อขาย อีกกลุ่มหนึ่งก็จะเป็นพวกที่เอาไว้ใช้ดูข้อมูล สแกนหุ้น ดูกราฟ ของ Finansia HERO” จะทำได้แบบครบวงจรแถมยังมีความพิเศษอีกหลายอย่างอีกด้วย ที่สำคัญคือประมวลผลเร็วให้เราตัดสินใจ ทีนี้มาดูกันนะครับว่ามี Function เด่นๆอะไรบ้าง

1. การส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นที่หลากหลาย

อย่างที่ผมบอกละครับว่าระบบนั้นมี ความรวดเร็วและมีการประมวลผลข้อมูลให้เราตัดสินใจ อย่างกรณีนี้ผมลองตั้งซื้อหุ้นซักหนึ่งตัวดูนะครับ และเมื่อผมกดเลือกราคานั้นจะมีการคำนวณเอาไว้ด้านขวาด้วยครับว่าจากราคาเปิดนั้นถ้าหุ้นขึ้นหรือลงจะคิดเป็นกำไรหรือขาดทุนกี่เปอร์เซ็น คำนวณถึง Ceiling และ Floor ด้วยนะครับ ซึ่งผมก็พึ่งพบ Application นี้ล่ะครับที่ทำขึ้นมา

แค่ตั้งซื้อแบบ Normal Order ยังไม่ธรรมดาเลย

ในส่วนของการส่งคำสั่งนั้นก็มีความหลากหลายในหน้าจอเดียวครับ เดิมทีผมก็รู้จักแค่การส่งคำสั่งแบบคีย์ราคาเอาทั่วไป ใส่ชื่อหุ้น ใส่ราคา หรืออย่างมากสุดผมก็ใช้การซื้อแบบ MP หรือราคาตลาดไปเลย แต่พอมาดู Application นั้นเขามีหลายแบบมาก

  1. จะซื้อหุ้น หรือ จะยืมหุ้น (SBL Cover) ยืมหุ้นกันตรงหน้าจอนี้ได้เลย เอาสิ!
  2. จะส่งคำสั่งด้วยรูปแบบไหน โดยปกติเราจะรู้จักคำสั่ง ATO ATC  MKT MTL MP และนอกจากนี้ยังสามารถกำหนดให้มีการส่งคำสั่งพิเศษอย่าง IOC และ FOK ตรงนี้อำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนได้ตามความถนัดเลยครับ 
  3. ในเมนูการส่งคำสั่งจะมี Portfolio ให้เราดูด้วยนะว่า เรามีหุ้นนั้นๆเท่าไหร่ คลิ๊กแล้วจะออกมาให้เห็นเลย จะซื้อจะขายก็จะง่ายขึ้น
  • ตั้งซื้อขายหลายๆไม้ด้วยคำสั่งเดียวก็ทำได้ด้วย Quote Order
    โดยปกติเวลาที่เราส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นแบบเดิม เราจะต้องเข้าไปเลือกหุ้นที่เราต้องการ แล้วก็ตั้งราคา คีย์ข้อมูล ใส่ PIN แล้วระบบสะส่งคำสั่งออกไป ทำทีละ Order แล้วก็คีย์เข้าไปๆ ไม่ซื้อจะขาย จะยกเลิกต้องทำทีละรายการ เคยมีอยู่ทีจะซื้อหุ้นซัก 10 ไม้ คุณพระ! ต้องทำวนไป 10 รอบ แล้วที่เหนื่อยกว่านั้นคือตอน Cancel Oder กว่าจะกด กว่าจะอะไรมือไม้สั่นไปหมด

ของ Finansia HERO สามารถส่งคำสั่งทีเดียวได้หลายๆ Order เลย จากรูปเราสามารถเลือกได้เลยว่าจะส่งคำสั่งราคาซื้อราคาขายตรงไหนบ้าง พอเห็นแบบนี้ผมชอบจังที่ไม่ต้องมานั่งคีย์ทีละครั้งๆ ก็จิ้มๆราคาที่ต้องการ แค่นี้เอง หากจะยกเลิกคำสั่งก็ไม่ต้องทำทีละรายการ กด Cancel All พอ ทุกอย่างจบ

แล้วที่มันเจ๋งกว่านั้นก็คือ “ระบบจะแสดงให้เห็นได้ด้วยว่า ถ้าซื้อแล้วราคามันขึ้นไปอีกเราจะได้กำไรเท่าไหร่ หรือถ้าลงจะขาดทุนเท่าไหร่”

ซื้อขายแบบสะสมข้ามวันกับการซื้อแบบ Overnight

เคยเป็นไหมครับที่เราอยากจะตั้งคำสั่งไว้ในวันนี้แล้วให้มีผลในวันรุ่งขึ้น บางทีตั้งแล้วไม่ได้ผลนะครับเพราะระบบจะมีการยกเลิกคำสั่งไปซะก่อน อย่างผมไม่ค่อยได้ซื้อหุ้นอยู่บ่อยๆ กลัวตอนเช้ารีบๆและไม่ได้ส่งคำสั่ง ก็เลยตั้งไว้ตอนเย็น ก็ไม่รู้ว่าตอนไหนที่ตั้งแล้วจะข้ามวันได้ แล้วจะต้องมานั่งตั้งใหม่ตลอดเวลา

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการทยอยสะสมหุ้นก็สามารถใช้คำสั่งนี้ได้นะครับ โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือ

  1. ซื้อในวันทำการถัดไป 
  2. จนกว่าจะซื้อหุ้นครบตามที่กำหนด ใน 90 วัน
  3. ซื้อทุกวันตามที่กำหนด

พอเราตั้งคำสั่งแบบนี้แล้วระบบก็จะดำเนินการให้เราเอง โดยที่เราไม่ต้องมาส่งคำสั่งแบบรายวันเลยครับ ช่วยให้นักลงทุนสะดวกขึ้น ไม่งั้นมานั่งส่งคำสั่งแล้วต้องมานั่งเช็คอีกทีว่าต้องตั้งใหม่ไหม ระบบช่วยให้เราประหยัดเวลาได้ครับ

ส่งคำสั่งแบบ Auto Order สำหรับนักลงทุนที่ชอบหุ้นสวิง

สำหรับผู้ที่ชอบซื้อขายระหว่างวัน ซื้อเป็นรอบๆ เมนูนี้ผมว่าเหมาะมากเลยทีเดียว เดิมทีเวลาที่เราจะซื้อขายหุ้นแบบเก็งกำไร เราจะต้องมาตั้งซื้อก่อนแล้วก็มาตั้งขายที่หลัง แล้วพอขายไปแล้วก็มาตั้งซื้ออีกทีแล้วทำแบบเดิมไปเรื่อยๆเพื่อให้การซื้อขายสำเร็จ ซึ่งวิธีการเดิมจะทำให้เราใช้เวลาและต้องมาเฝ้ามองหน้าจอเรื่อยๆ ครับ

รูปแบบการส่งคำสั่งแบบ Auto Order นั้นจะให้เราสร้างเงื่อนไขเอาในการตั้งซื้อไว้เลยว่าเราจะซื้อในราคาเท่าไหร่ แล้วไปตั้งเงื่อนไขการขายไว้ด้วยว่าจะขายในราคาเท่าไหร่ ระบบจะจัดการให้อย่างอัตโนมัติ หลังจากซื้อเสร็จราคาหุ้นจะไปในทิศทางของตลาด พอมาถึงเงื่อนไขที่ระบุไว้ก็จะ Take Profit ให้เราและอาจจะกลับมาซื้อใหม่เมื่อถึงราคาที่ตั้งไว้ตามเงื่อนไข ในขณะเดียวกันถ้าไม่ได้เป็นไปตามที่เราประเมินไว้ ก็สามารถตั้ง Stop loss เพื่อป้องกันความเสียหายของพอร์ตได้

พวกคำสั่งเกี่ยวกับ Auto Order และ Stop Loss ของที่นี่ผมชอบนะนอกจากมันจะสร้างจุดขายกับจุดตัดขาดทุนได้ ยังไม่พอหรอก ในช่วงที่หุ้นขึ้นเยอะๆ แต่มันหุ้นวิ่งไปถึงจุดที่เราตั้งขายไว้ก่อน ก็ขายหมูกันเป็นแถว เราสามารถส่งคำสั่งให้มันยกจุดขายตามได้ด้วย ในทางกลับกันช่วงที่หุ้นลงเยอะๆ เราก็สามารถตั้งให้จุดซื้อย่อตัวตามได้เช่นกัน และพอราคากลับตัวก็เข้าซื้อได้ เจ๋งป่ะละ!!

“เมนูนี้ผมว่าเหมาะกับเทรดเดอร์ที่ชอบหุ้นสวิงนะครับ ขึ้นๆ ลงๆ”

เราก็สามารถตั้งซื้อตั้งขายได้ทำกำไรได้ แต่สำหรับมือใหม่อาจจะต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการประเมินหุ้นด้วยหลักการเทคนิคคอลประกอบนะครับ ว่างๆผมว่าจะลองใช้เมนูนี้ลองเล่นบ้าง ดูว่าผมจะหมุนทำกำไรได้อย่างไรได้บ้าง

ซื้อขายเศษหุ้นตั้งแต่ 1-99 หุ้นในกระดาน Odd Lot

เวลาที่เราซื้อหุ้นโดยปกติเราจะซื้อด้วยจำนวน Board lot ในกระดานปกติเช่น 100 หุ้น 200 หุ้น และเพิ่มขึ้นทีละ 100 หุ้นขึ้นไป ก็อาจจะมีหลายคนบ่นว่าอย่างงี้จะซื้อแบบ DCA ด้วยตัวเองได้อย่างไร เมนูนี้ก็จะมาช่วยหลายๆท่านที่อยากจะกำหนดเงินในการออมหุ้นนะครับ เพราะเราสามารถซื้อเศษหุ้นด้วยตัวเองได้ อย่างเช่น

ใครต้องการซื้อหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาหุ้นละ 500 บาท โดยปกติแล้วเราต้องซื้อทีละ 100 หุ้น อย่างน้อยต้องมีเงิน 50,000 บาทในการซื้อแต่ละครั้ง ถ้าเราอยากสะสมเองด้วยการซื้อทีละ 2,000 บาท ก็ตกประมาณ 4 หุ้น สามารถมาซื้อได้จากการส่งคำสั่งนี้ครับ เก็บไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึง 100 หุ้นเอง

จากตัวอย่างดูที่ Bid/Offer ก็ได้ เห็นไหมว่ามีสภาพคล่องให้เราซื้อขายเศษหุ้นอยู่ ถ้าเราอยากจะซื้อหุ้นแบบ DCA ด้วยตัวเอง ก็ลองมาใช้ดูนะครับ เมนูนี้จะเข้ามาตอบใครหลายๆคนที่อยาก DCA หุ้นนอกเหนือจากกลุ่ม SET50 และ SET100 ได้

แต่สำหรับนักลงทุนแบบ DCA แม้จะซื้อในกระดานเศษหุ้นนี้ได้ “ต้องอย่าลืมนะครับว่าสภาพคล่องในการซื้อเศษหุ้นนั้นน้อยกว่ากระดานหลัก อาจจะเงียบเหงา บางทีอาจจะไม่มีการซื้อขายเศษหุ้นก็ได้นะครับ”

2. Scan หุ้น ตามสไตล์ที่เราต้องการ

ดูวิธีการซื้อขายที่หลากหายไปแล้วมาดูเรื่องของการใช้ข้อมูลกันบ้างดีกว่าสำหรับการ Scan หาหุ้นในระบบของ Finansia Hero นั้นใน Application ก็มีให้นะครับ โดยเพียงกดแค่ Click เดียวตามประเภทหุ้นที่เราต้องการ ก็จะปรากฏรายชื่อหุ้นออกมาเลย สามารถเลือกได้หลายรูปแบบที่ต้องการไม่ว่าจะเป็นการ Scan หาหุ้นในเชิงของปัจจัยพื้นฐานหรือจะเป็นรูปแบบการส่งสัญญาณแบบเทคนิคอลก็ได้

และหากเราสนใจหุ้นตัวไหนที่ระบบเรียงรายชื่อออกมา ก็สามารถเข้าไปดูได้ทั้งในแง่ของราคาและจำนวนซื้อขาย (Bid/Offer) ดูกราฟราคาและความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ข่าวต่างๆของหุ้นตัวที่เรากำลังสนใจรวมถึงสามารถกดปุ่มซื้อได้ทันทีครับ

อีกจุดที่ผมชอบก็คือกราฟความเคลื่อนไหวของหุ้นนั้น เราสามารถเลือกดูได้หลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการดู Indicator แบบต่างๆ สามารถปรับมุมมองตามช่วงเวลาต่างๆได้และมีเครืองมือให้เราสามารถลากเส้นเพื่อทำการวิเคราะห์ได้ด้วยครับ ฟังชั่นนี้นักลงทุนสาย Technical คงจะชอบเพราะนำเครื่องมือมาใช้ได้หลากหลายตามถนัดเลย

ตั้งสูตรเพื่อ Scan หาหุ้นที่เราต้องการลงทุนได้

ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายๆคนที่เป็นทั้งมือใหม่และมือเก่า อาจจะมีสูตรของการดูหุ้นในใจอยู่แล้ว เราก็สามารถเข้า Scan หุ้นในรูปแบบ Real Time ก็ได้เหมือนกันนะครับ สามารถผสมสูตรระหว่าง Technical หรือ Fundamental ก็ได้

อย่างตัวผมเนี่ยจะชอบดูในเชิงพื้นฐานเป็นหลักเพื่อทยอยซื้อแบบ DCA ผมก็ Scan หุ้นที่ รายได้เพิ่ม กำไรเพิ่ม P/E กำลัง และคนกำลังเทขายอยู่ จะได้ดูว่าหุ้นตัวไหนมันกำลังเป็นของดีในราคาถูกอยู่นะครับ ก็สามารถ Scan ได้จากส่วนของ DIY Conditional Search ได้ แล้วเราก็ทยอยทำตามแผนกลยุทธ์ที่เราวางเอาไว้นะครับ

3. รายใหญ่เขาซื้อขายอะไรกันอยู่มาดูที่ Big Lot

เมนูนี้ผมชอบมากเพราะระบบจะทำการ Track ให้เราดูว่าตอนนี้มีการซื้อขายขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Big Lot หรือตกลงกันเองแบบ Put-Though พร้อมบอกไว้ด้วยนะครับว่าราคาเฉลี่ยที่ซื้อขายขนาดใหญ่กันเนี่ยเท่าไหร่ การมาดูข้อมูล Big Lot อาจจะทำให้เราได้เห็นว่านักลงทุนรายใหญ่เขามีความมั่นใจในหุ้นตัวนั้นๆขนาดไหนๆได้อีกทางครับ และเราคงจะชอบมากถ้าต้นทุนที่เราถืออยู่นั้นต่ำกว่าการราคาซื้อขายแบบ Big Lot ใช่ไหมครับ

4. ดูข้อมูลการวิเคราะห์ของหุ้นได้

ที่ผมชอบมากใน Application นี้คือการเรียกคำสั่ง Quote Analysis มาดูเพราะเมื่อเราเลือก Scan ดูปุ๊ป คลิ๊กทีเดียวจะมีหุ้นเรียงออกมาให้เราดูได้เลย ซึ่งเราสามารถดูดังนี้ครับ

  1. Price Movement การเคลื่อนไหวของราคา เช่น หุ้นที่กำลัง Floor Celling หุ้นราคาเพิ่ม ราคาลด
  2. Price Up / Down Analysis  การวิเคราะห์ราคาขึ้นลง ดูราคาหุ้นที่ปรับขึ้นปรับลงกับช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้ว
  3. Volume Outperform หุ้นที่มีการซื้อขายเพิ่มมากขึ้น เทียบกับอดีตที่ผ่านมา

ง่ายกว่าเดิมมาก สมกับเป็นแอพพลิเคชั่น Trade หุ้น ที่ล่ำหน้ากว่าที่เคยมี จริงๆ

เมื่อก่อนเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า 5 นาทีที่แล้วตัวไหนราคาขึ้น New High New Low นี่ต้องมานั่งจดสถิติกันเอาเองและส่วน Ceiling Floor ก็ต้องมานั่ง Refresh หุ้นที่ราคาขึ้นลงสูงสุดในเวปไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ แต่ที่นี่ “รวม” ไว้หมดเลยครับ…

5. ดูต้นทุนเฉลี่ยสะสมของหุ้นตัวนั้นก่อนซื้อได้

ในส่วนของเมนู Quote Order นั้นยังมีทีเด็ดอีกอย่างคือ Vol. Accumulated by Price ซึ่งจะบอกต้นทุนเฉลี่ยสะสมของหุ้นได้ด้วยนะครับ ซึ่งปกติเราไม่ค่อยรู้ต้นทุนตรงนี้หรอก ซื้อแล้วมานั่งลุ้นเอามากกว่าว่าจะขึ้นหรือจะลง แต่พอมีข้อมูลตรงนี้ขึ้นมา ก็ทำให้เราวิเคราะห์ได้ต่อในเบื้องต้นว่าถ้าเราซื้อหุ้นไปแล้วราคาที่เราซื้อสูงหรือต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยที่เขาซื้อกัน

ตัวอย่างเช่น เมื่อเรามาเปิดข้อมูลดูเราจะเห็น Strating Price กับ End Price ทำให้เราทราบว่าต้นทุนเฉลี่ยมันอยู่แถวๆตัวเลขนี้นะ แล้วเราก็ไปดูราคาปัจจุบัน Last มันเท่าไหร่ ในกรณีที่ต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่าราคาปัจจุบันแปลว่าคนส่วนใหญ่จะถือต้นทุนต่ำกว่าราคาปัจจุบัน ตรงนี้ก็จะกลายเป็นแนวรับได้ ในทางกลับกันถ้าราคาต้นทุนเฉลี่ยมันดันสูงกว่าราคาหุ้นในปัจจุบันก็อาจจะกลายเป็นแนวต้านก็ได้นะครับ

“ข้อมูลตรงนี้ก็ทำให้เราได้ประกอบการพิจารณาเพิ่มได้อีกว่าควรจะซื้อหรือไม่ซื้อในราคานั้นๆ แต่ก็ต้องอย่าลืมนะครับว่าต้นทุนตรงนี้ไม่ได้บอกว่าอนาคตหุ้นจะขึ้นหรือจะลงนะครับ นักลงทุนต้องไปวิเคราะห์ต่อกันเองเนอะ”

รูปข้างล่างจะเป็นตัวอย่างหุ้นที่มีต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่าราคาซื้อขายปัจจุบันครับ ราคาเฉลี่ยในจุดนั้นก็เลยกลายมาเป็นแนวรับ คนขายน้อยกว่าคนซื้อ หุ้นก็มีแนวโน้มที่จะราคาเพิ่มขึ้นครับ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นจุดเด่นๆของ Application Finansia HERO นะครับ ผมยังประทับใจอยู่นะสำหรับเรื่องความเร็วในการประมวลผล สามารถส่งคำสั่งได้หลากหลายรูปแบบตามลักษณะการซื้อขายของลูกค้าได้ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่ต้องการระบบ Scan ตามข้อมูลเชิง Dividend หรือ Valuation หรือจะเป็นลูกค้าประเภทเทรดเดอร์ที่ใช้ข้อมูลทาง Technical และต้องการวิธีส่งคำสั่งที่ง่าย รวดเร็ว ไม่ซับซ้อนไม่ต้องคีย์ไปคีย์มาบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเทรดระหว่างวัน ข้ามวัน หรือเล่นรอบ รวมถึงนักลงทุนแบบ DCA ที่ต้องการออมหุ้นและซื้อเศษหุ้นด้วยตัวเองในกระดาน Broad lot และ Odd lot อีกด้วย

เรียกได้ว่า “Finansia HERO” ครบเครื่องกับเรื่องลงทุนจริงๆนะครับ ใครที่เป็นนักลงทุนอย่าลืมโหลดมาใช้ดูนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) อยากได้กองทุนผสมเพื่อชีวิตที่ดีเว่อร์ ห้ามพลาด กองทุน “KFGOOD”

สวัสดีครับนักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน กลับมาพบกับผมอีกครั้ง หมอนัท ที่คลินิกกองทุนแห่งนี้ครับ เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสไปบรรยายให้กับทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการวางแผนการเงินหลังการเกษียณครับ ซึ่งคนส่วนใหญ่ในงานแน่นอนว่าต้องเป็นคนที่ค่อนข้างมีอายุครับ คือ ใกล้ๆ จะเกษียณ และบางท่านก็เกษียณไปแล้ว

แต่ก็ยังมีคนหนุ่มสาวอายุประมาณ 30 ต้นๆ ไปในงานนี้ด้วย ซึ่งหากมองเป็นสัดส่วนแล้วน่าจะประมาณ 40% เลยทีเดียวครับ นั่นแสดงว่าคนไทยเองเริ่มสนใจเรื่องการลงทุนเพื่อวางแผนเกษียณมากขึ้นครับ

ถึงแม้ว่าในงานของ SET ที่เพิ่งจัดไป เราจะเห็นแบบนั้นก็ตาม แต่ตัวเลขผลการสำรวจของหลายๆ ที่กลับปรากฏว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังคงออมเงินที่ได้ผลตอบแทนต่ำ อยู่นั่นเองครับ อาจส่งผลให้เราไม่สามารถไปถึงเป้าหมายต่างๆ ในชีวิตได้ โดยเฉพาะเป้าหมายการเกษียณ ที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในชีวิต เนื่องจากว่าหลังเกษียณนั้น คนส่วนใหญ่จะไม่มีรายได้เข้ามาอีกแล้ว เหลือแต่เพียงเงินก้อนที่เก็บสะสมมาในช่วงทำงานครับ

ดังนั้น การบริหารเงิน หรือว่าเก็บออมก่อนเกษียณ จึงมีความสำคัญมากๆๆๆๆ อย่างยิ่งครับ ซึ่งถ้าใครถามผมว่าอยากเริ่มต้นกับกองทุนต้องเริ่มที่กองทุนไหน ผมคิดว่าอย่างน้อยๆ ก็ลงทุนกับกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งจะให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับเงินเฟ้อ คือไม่ทำให้มูลค่าเงินนั้นด้อยค่าลงนั่นเองครับ

แต่หากนักลงทุนเริ่มคุ้นเคยกับการลงทุนในกองทุน (ผ่านกองทุนตราสารหนี้มาแล้ว) ผมก็อยากให้เริ่มมองหา กองทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเล็กน้อย หรือเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงปานกลางอย่างเช่น กองทุน Income กองทุนผสม กองทุนอสังหาฯ (แบบ Fund of Fund) ครับ

ที่มา: บลจ.กรุงศรี

เนื่องจากว่ากองทุนเหล่านี้จะมีความเสี่ยงไม่สูงมากนัก หากลงทุนได้นานพอ ก็จะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี ส่วนใหญ่จะเอาชนะเงินเฟ้อได้และทำให้มีโอกาสไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้นครับ อย่างกองทุนผสมที่ลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท ก็จะได้ประโยชน์จากจุดเด่นของสินทรัพย์แต่ละประเภทนั้น เช่น กองทุนอสังหาฯ กับกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีรายได้เป็นประจำจากการใช้สินทรัพย์ หรือค่าเช่าจากการใช้พื้นที่ แน่นอนว่าจะทำให้ผลตอบแทนไม่ผันผวนจนเกินไป

ส่วนหุ้นที่แม้จะมีความผันผวน แต่ก็เหมาะที่จะลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนในระยะยาวๆ ครับ ซึ่งผลตอบแทนคาดหวังก็จะประมาณ 10 – 12% ต่อปี แต่นักลงทุนต้องลงทุนอย่างน้อยๆ ก็ 5-7 ปี ขึ้นไปนะครับจะได้ลดความผันผวนลง

ดังนั้น กองทุนผสมที่ลงทุนทั้งกองทุนอสังหาฯ ตราสารหนี้ และหุ้นเข้าด้วยกัน จึงมีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้น และระยะยาวได้ครับ (ผลตอบแทนระยะสั้นมาก เกิดจากตราสารหนี้ ระยะกลางเกิดจากอสังหาฯ และ ระยะยาวเกิดจากหุ้น)

จึงเป็นที่มาว่า ทำไมผมถึงแนะนำการลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงปานกลางที่ยังคงรักษาผลตอบแทนในระดับที่เราพอใจได้ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุน หรือคนที่รับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ไม่สูงมากนั่นเองครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุนที่น่าสนใจในคราวนี้กันครับ

นั่นก็คือ “กองทุนKFGOOD” (แค่ชื่อก็กินขาดแล้วครับ) ที่บ่งบอกถึงความดีตั้งแต่ได้เห็นชื่อแล้วครับ 555+

กองทุนนี้จะเป็นกองทุนผสมครับ จะมีการปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างยืดหยุ่น ปรับอย่างไรลองมาดูกันครับ

กองทุนนี้โดยปกติหากอยู่ในภาวะที่หุ้นไปได้ด้วยดีหรือมีแนวโน้มการเติบโตสูง ก็จะมีสัดส่วนหุ้น และ REITs + INFRAs ประมาณ 50% ของพอร์ต และอีกครึ่งนึงจะเป็นกองทุนตราสารหนี้ครับ ซึ่งถ้าหากดูจากพอร์ตแบบนี้ ผมคิดว่าผลตอบแทนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 5 – 7%

แต่ถ้าหากอยู่ในช่วงที่ตลาดผันผวนเป็นขาลงมากๆ กองทุนก็สามารถที่จะปรับสัดส่วนตราสารหนี้ไปได้ถึง 100% ครับ ผมคิดว่าผลตอบแทนโดยประมาณก็จะใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อบ้านเรานั่นเอง

ที่มา: บลจ. กรุงศรี

นั่นหมายความว่า การลงทุนกับกองทุนนี้อย่างน้อยๆ ก็น่าจะไม่แพ้เงินเฟ้อ และลุ้นรับผลตอบแทนที่ดีพอสมควร โดยความเสี่ยงจะอยู่ที่ระดับปานกลางนั่นเองครับ ถือว่าน่าสนใจทีเดียวครับ สำหรับแนวคิดการจัดพอร์ตแบบนี้

ที่มา: บลจ.กรุงศรี

ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงๆ อย่างหุ้นเอง กองทุนก็เปิดโอกาสให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางครับ ทั้งหุ้นเติบโต หุ้นคุณค่า หุ้นปันผล หุ้นที่ขึ้นลงตามวัฏจักร ซึ่งการทำแบบนี้ก็จะทำให้ไม่ถูกจำกัดการลงทุนในภาวะที่หุ้นลงหนัก นั่นเองครับ และยังเป็นการสร้างโอกาสตอนที่หุ้นขึ้นสูงๆ ด้วยครับ

นอกจากนี้ หากตลาดหุ้นไม่ไปไหน การลงทุนใน REITs และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานก็ยังสามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินปันผลได้อีกด้วยครับ ถือว่ามาแบบครบองค์จริง ๆ

ที่มา: บลจ.กรุงศรี

แน่นอนว่าการคัดเลือกสินทรัพย์เข้าไปอยู่ในกองทุนนั้น ด้วยสไตล์ของ บลจ.กรุงศรี ทำให้เรามั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า จะเป็นการคัดเลือกจากสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานดีเป็นหลัก ดูรายละเอียดต่างๆ แทนเราได้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าพบปะผู้บริหารของบริษัทฯ รวมถึงการวิเคราะห์งบการเงินต่างๆ 

จากนั้นก็นำสินทรัพย์ที่ผ่านกระบวนการต่างๆ ไปเข้าคณะกรรมการการลงทุนพิจารณาอีกที เพื่อให้ได้สินทรัพย์ที่น่าสนใจ และสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอครับ

กองทุน “KFGOOD” มีระดับความเสี่ยงของกองทุนอยู่ที่ระดับ 5 ครับ ซึ่งกองทุนแบบนี้เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้แบบกลางๆ และสามารถลงทุนได้อย่างน้อยๆ 2 – 3 ปี ซึ่งถ้านักลงทุนสามารถที่จะลงทุนในระยะกลางแบบนี้ได้ โอกาสขาดทุนก็จะน้อยลงไปครับ ดังนั้น หากนักลงทุนต้องการลงทุนระยะสั้นอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ครับ

กองทุนนี้อาจจะมีการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศในบางจังหวะ ดังนั้น กองทุนจึงมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวนที่จะช่วยลดความกังวลต่อค่าเงินที่ปรับเปลี่ยนไประหว่างลงทุนด้วยครับ

ก่อนจะจากกันไปในครั้งนี้ ผมอยากให้นักลงทุนที่เพิ่งจะเริ่มต้นลงทุนได้ลองศึกษากองทุนผสมที่มีความเสี่ยงไม่สูงมากนัก ทั้งนี้ก็เพราะว่าการลงทุนนั้น หากเราลงทุนกับกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมากๆ แน่นอนว่าเงินที่เราเก็บไว้โอกาสที่จะงอกเงย และกลายเป็นเงินที่เลี้ยงเราตอนแก่นั้นมีโอกาสน้อยมากครับ หากเงินที่เราลงทุนในแต่ละเดือนไม่มากพอ

ดังนั้น การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง(บ้าง) ผมเชื่อว่าจะทำให้เรามีโอกาสได้เงินก้อนหลังเกษียณที่มากขึ้น ใหญ่มากขึ้น ทำให้เราออมต่อเดือนน้อยลง หรือไม่ต้องเก็บเงินก้อนใหญ่มากนัก (สบายมากขึ้น) เหลือเงินไปทำเป้าหมายอื่นๆ ได้อีกมากมาย ไม่ต้องอดมื้อ กินมื้อ เพื่อไปเสพสุขในบั้นปลายชีวิตเพียงอย่างเดียวครับ ระหว่างการเดินทางยาวๆ เราสามารถมีความสุขได้ด้วย

กองทุนนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราจะมีชีวิตที่ดีได้ หากเริ่มลงทุนเป็น สมกับคำต่อท้ายว่า “Good” ของชื่อกองทุนนี้จริงๆ ครับ

วันนี้ขอลาไปก่อน แล้วครั้งหน้าผมจะเอากองทุนใหม่ๆ มาเล่าให้ฟังอีกนะครับ

สวัสดีครับ

คำเตือน: ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน | กองทุนนี้อาจลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Non-investment grade) หรือที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated Bond) ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกตราสารซึ่งส่งผลให้ผู้ลงทุนขาดทุนจากการลงทุนบางส่วน หรือทั้งจำนวนได้ และในการขายคืนหน่วยลงทุนอาจไม่ได้รับเงินคืนตามที่ระบุไว้ในโครงการ

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 21-25 พฤษภาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุน ยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สำหรับภาพรวมการลงทุนสัปดาห์นี้ มีตลาดที่น่าสนใจคือ “สหรัฐฯ ยุโรป และ ญี่ปุ่น” ส่วนที่แนะนำให้ชะลอลงทุน คือ ตลาดเกิดใหม่ ครับผม

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญทั้งหมด และติดตามได้ในบทความนี้เลยครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 21- 25 พฤษภาคม 2561

สัปดาห์นี้เน้นที่ตลาดพัฒนาครับ “ซื้อสหรัฐฯ สะสมยุโรป และ “ญี่ปุ่น”
เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชน ค่าเงินยูโรและเยนมีแนวโน้มอ่อนค่า สนับสนุนหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกเป็นหลัก

  • Focus : ตลาดสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น
  • ความน่าสนใจ : เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ผลประกอบการดีกว่าที่คาด

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

  • สถานการณ์ตอนนี้ ทยอยสะสมหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ระมัดระวังการลงทุนใน ตลาดหุ้นเกิดใหม่ จากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งอาจผลักให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าการคาดการณ์ของตลาด สร้างความกดดันต่อสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่
  • ขณะที่ตลาดหุ้นพัฒนา แล้วมักมีความผันผวนน้อยกว่าในช่วงธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้นกลุ่มที่น่าสนใจเลยจะอยู่ที่ 3 ประเทศพัฒนาแล้วนั่นเองครับ

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สำหรับฝั่งสหรัฐฯ สัปดาห์นี้แนะนำให้ซื้อหุ้นสหรัฐฯ ได้เลยครับ เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชน นอกจากนี้ ผมมองว่าน่าจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในตลาดอีกต่อหนึ่งครับ สถานการณ์ดูสดใส ซื้อได้เลยจ้า

สรุปสั้นๆ : ซื้อ ซื้อ ซื้อ แล้วก็ ซื้อ ครับ

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

ยังได้อยู่ครับสำหรับหุ้นยุโรป ผมยังยืนยันแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นยุโรปต่อไปครับ เพราะถ้ามองกันแล้ว ตอนนี้ Valuation ของหุ้นยุโรปน่าสนใจมากครับ รวมถึงผลประกอบการที่คาดว่าจะดีกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ครับ  โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มส่งออก

ประกอบกับ การมีแนวโน้มอ่อนค่าของเงินยูโรหลังจาก ECB ส่งสัญญาณ dovish ผ่อนปรนเกี่ยวกับเงินเฟ้อกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

สถานการณ์ในสัปดาห์นี้ยังเหมือนเดิม เราก็สะสมต่อไปจ้า

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปครับ

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สัปดาห์นี้ยังแนะนำให้สะสมต่อไปครับ เพราะผลของการที่ค่าเงินเยนอาจอ่อนค่าลงต่อเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งสนับสนุนผลประกอบการหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกเหมือนกันกับหุ้นยุโรปยังมีอยู่ครับ ร่วมกับการที่สหรัฐฯ มีผลประกอบการที่ดียิ่งส่งเสริมปัจจัยนี้ให้ดีขึ้นครับ

ผมเชื่อว่า BOJ คงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาอีกระลอกหนึ่ง ในขณะที่ตลาดเริ่มกลับมากังวลว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น จากเงินเฟ้อที่อาจปรับตัวขึ้นเร็ว

สรุปอีกที : ยังสะสมต่อไปได้ครับ

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

หลังจากที่แนะนำให้สะสมมาเรื่อยๆ ตอนนี้เป็นจังหวะที่ควรชะลอการลงทุนในหุ้นอินเดียแล้วล่ะครับ เนื่องจากดุลการค้ามีแนวโน้มขาดดุลเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าพลังงาน ทำให้ค่าเงินรูปีมีแนวโน้มอ่อนค่าและอาจกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกไป

นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสูงกว่าที่ตลาดคาด ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางอินเดียอาจกลับมาส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยด้วย ซึ่งส่งผลลบต่อตลาดหุ้นอินเดียครับ

สรุปสั้นๆ : หยุดสักพัก รอดูท่าที เดี๋ยวค่อยว่ากันต่อไปครับ

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

ตอนนี้แนะนำให้ ชะลอการลงทุนหุ้นเกาหลีไปอีกสักระยะครับ เนื่องจากตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของเดือนที่ผ่านมาของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ออกมาชะลอตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกเกาหลีมีแนวโน้มชะลอลง

นอกจากนี้ สงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่รุนแรงมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงอย่างเกาหลีครับ

สรุปสั้นๆ : ชะลอต่อครับ และน่าจะชะลอยาวเลยล่ะครับ

Insight ตลาดหุ้นไทย

สถานการณ์ตอนนี้ยังเป็นเหมือนเดิมครับผม แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นไทย จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น สนับสนุนผลประกอบการของหุ้นกลุ่มพลังงาน

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนกลุ่มอื่นเช่นกัน

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมกันต่อไปจ้า

Insight ตลาดหุ้นจีน

สัปดาห์นี้ ยังแนะนำให้ชะลอลงทุนในตลาดหุ้นจีน A-SHARE อยู่ เพื่อรอดูการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนอีกสักระยะครับ

ผมมองว่าผลของความไม่แน่นอนของผลลัพธ์ของการเจรจาจะทำให้ตลาดหุ้นจีนยังมีความผันผวนอยู่ ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจจีนในภาคการบริโภคและการลงทุนเริ่มชะลอตัว ซึ่งอาจกระทบผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนอยู่ ดังนั้นดูแล้ว A-SHARE น่าจะซึมไปอีกสักระยะครับ

สรุปสั้นๆ : ชะลอไปก่อนนะครับ

คำแนะนำเพิ่มเติม : หุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นโกลบอล Global Population Trend

สัปดาห์นี้ยังอยู่ที่หุ้นโกลบอล Global Population Trend เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรโลกต่างๆ ที่ทำให้กลุ่มนี้เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจครับ

สรุปสั้นๆ : กลุ่มนี้ไปเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือระวังน้ำมันหน่อยนะครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : ซื้อสหรัฐฯ ทยอยสะสมญี่ปุ่นและยุโรป
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำคงการลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวต่างประเทศ ส่วน
  • ตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยช่วงอายุ 1-3 ปี
  • สินทรัพย์ทางเลือก : หาจังหวะทยอยสะสมทั้งทองคำแต่ชะลอการลงทุนในน้ำมัน

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 40%
  • ตราสารหนี้ไทย 48%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 16%
  • ตราสารหนี้ไทย 25%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 2%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 6%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 17 เม.ย. 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save