Update ค่าใช้จ่ายภาษีบุคคลธรรมดา 2561

บุคคลธรรมดาปี 2561 หักค่าใช้จ่ายอย่างไร? พรี่หนอมบอกเลยว่าปัญหาเรื่องการหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นมีความเข้าใจผิดกันมาช้านาน แชร์อัลบั้มนี้ไว้อ่านเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องได้เลยครับ

สรุปประเด็นสั้นๆก่อนว่า สิ่งทีต้องรู้ในการหักค่าใช้่จ่ายคือ กฎหมายให้วิธีการหักค่าใช้จ่ายไว้ 2 วิธี นั่นคือ แบบเหมาเป็น % ตามที่กฎหมายกำหนด และการหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควร (หรือตามจริง) ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของเงินได้ (รายได้) ทางกฎหมาย

ประเด็นต่อมาคือ ถ้าจะหักแบบตามจริงให้ชัวร์ๆไม่มีปัญหา สิ่งที่ต้องทำคือ บัญชีรายรับรายจ่ายพร้อมกับหลักฐานต่างๆให้ครบถ้วนครับ

แต่ทำแล้วก็ไม่ต้องยื่นให้พี่สรรพากรทันทีนะครับ ยื่นเมื่อเขาขอดูเท่านั้น ซึ่งเวลายืนภาษีก็กรอกข้อมูลสรุปที่เรามีไป แค่นั้นก็จบแล้วจ้า #แต่ต้องเก็บหลักฐานพวกนี้ไว้อย่างน้อยห้าปีนะจ๊ะ

ก่อนจะพูดเรื่องการหักค่าใช้จ่ายนั้น ฟังตรงนี้ก่อนครับว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคำนวณได้ 2 วิธี คือ เงินได้สุทธิ และเงินได้พึงประเมิน ตามวิธีข้างต้น

ค่าใช้จ่ายจะใช้เมื่อเราคำนวณภาษีตามวิธีแรกเท่านั้นส่วนวิธีที่สองจะคำนวณก็ต่อเมื่อคนๆนั้นมีรายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนเกิน 1,000,000 บาทครับผม

เข้าใจก่อนว่า รายได้ทางกฎหมายนั้นมีทั้งหมด 8 ประเภท ซึ่งหักค่าใช้จ่า่ยได้ต่างกันตามแต่ละประเภทรายได ้ซึ่งหน้าที่ของเราคือต้องรู้ว่าเรามีรายได้ประเภทไหนตามกฎหมาย ดูได้ตามรูปถัดๆไปจ้า

วิธีหักค่าใช้จ่ายที่กฏหมายให้มี 2 แบบ

1. หัก % ตามที่กฎหมายกำหนด

2. หักตามจริงที่มีหลักฐานครบ

แต่ไม่ใช่ว่าเราจะเลือกได้ตามที่เราต้องการ เพราะมันขึ้นอยู่ประเภทเงินได้ที่เรามีตามกฎหมายต่างหาก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเงินได้แต่ละประเภทถึงสำคัญนะครับผม

กลุ่มแรก คือประเภทที่ 1 -2 นั่นคือ เงินเดือนและค่าจ้าง (ฟรีแลนซ์) กลุ่มนี้หักได้แบบเหมาๆ ค่าใช้จ่ายสูงสุดคือ 50% ของรายได้แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

ถ้าใครมีรายได้กลุ่มนี้ทั้งสองประเภทก็รู้ไว้ด้วยนะครับว่า คุณหัก % ค่าใช้จ่ายได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทจ้า (ไม่ใช่ 200,000 นะ)

กลุ่มต่อมา คือ ค่าลิขสิทธิ์ สิทธิทรัพย์สินทางปัญยา เงินรายปี ฯลฯ

สำหรับ ค่ากู้ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์ หรือ ค่าสิทธิ์อย่างอื่น ซึ่งสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายเหมาในอัตรา 50% แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท หรือเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้อีกด้วยครับผม

กลุ่มนี้เลือกได้ว่าจะหักแบบไหน ถ้าเข้าข่ายรายได้กลุ่มลิขสิทธิ์ครับผม

กลุ่มนี้คือรายได้ประเภทที่ 4 กลุ่มนี้บอกเลยว่าหักค่าใช้จ่ายไม่ได้เลยจ้า #จบ

กลุ่มนี้จะเรียกว่าค่าเช่า คือ ใครมีทรัพย์สินให้เช่าจะเลือกหักได้ 2 วิธีครับ จะเหมาหรือตามจริงก็ได้ แต่ถ้าเหมาต้องหักตามที่กฎหมายกำหนดตามประเภทของทรัพย์สินที่แตกต่างกันครับ

อัตราที่ว่ามีตั้งแต่ 10-30% นะครับ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปมักจะ 30% จ้า

กลุ่มนี้มี 6 วิชาครับ เลือกหักได้ทั้งแบบเหมาหรือตามจริงเหมือนกัน ซึ่งประกอบด้วยอาชีพ แพทย์ที่มีใบประกอบโรคศิลปะ, นักกฎหมาย, วิศวกร, สถาปนิก, นักบัญชี และช่างประณีตศิลป์

ถ้าเลือกหักเหมา กลุ่มแพทย์จะได้ถึง 60% ในขณะที่กลุ่มอื่นจะได้ 30% ครับ แต่ถ้าตามจริงก็ตามใครตามมันจ้า

กลุ่มนี้เรียกง่ายๆว่ารับเหมาครับ โดยหมายถึงต้องรับเหมาทำทุกอย่างตั้งแต่ค่าแรงยันค่าของ

กลุ่มนี้จะเลือกหักได้ 2 วิธี คือ เหมา 60% หรือตามจริงครับผม

กลุ่มที่ 8 คือ กลุ่มที่ไม่เข้าพวก 7 กลุ่มแรกครับ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ทำธุรกิจ หรือ พาณิชยกรรมต่างๆ

โดยกลุ่มนี้จะเลือกหักได้ 2 วิธี คือ เหมา 60% หรือตามจริงครับผม แต่กรณีหักเหมาต้องเป็นอาชีพ 43 อาชีพตามนี้ครับ http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc629.pdf

ถ้าธุรกิจเราไม่ได้อยู่ในกลุ่มค่าใช้จ่ายเหมา 43 ประเภทนี้ ก็ต้องหักค่าใช้จ่ายตามจริงเท่านั้นนะครับ

ป.ล. เงินปันผลกองทุนรวมอยู่กลุ่มนี้นะครับ และหักค่าใช้จ่ายไม่ได้จ้า

หลายคนมักเข้าใจผิดระหว่างค่าใช้จ่ายกับค่าลดหย่อนนะครับ ต้องบอกก่อนว่า ค่าใช้จ่ายนั้นจะเกี่ยวกับเงินได้แต่ละประเภท ถ้าเรามีเงินได้หลายประเภท เราก็จะหักค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไป ในขณะที่ค่าลดหย่อนเป็นของส่วนบุคคลตามที่รัฐเห็นว่าเป็นภาระ ดังนั้นทำความเข้าใจให้ดีก่อนที่จะเรียกนะครับ ไม่งั้นจะงงกันเลยล่ะจ้า

พรี่หนอมกำลังเขียนบทความเรืองนียาวๆให้อ่านกัน ใครอยากติดตามอ่านก็แอดไลน์ไว้ ที่ @TAXBugnoms หรือคลิกลิงค์ https://line.me/ti/p/@taxbugnoms ครับผม

5 ขั้นตอนในการบอกปัญหาของคนใกล้ตัว

เห็นด้วยไหมถ้าคนใกล้ตัวเข้าใจว่าเรามีปัญหา เราจะดีขึ้นเร็วมาก

การที่เรามีปัญหาแล้วเราไม่พูด จะทำให้เราเหนื่อยหลายเท่า เพราะหลายๆ ครั้ง เราจะติดนิสัยแก้ปัญหาคนเดียว เพราะคิดว่าเราเป็นผู้นำ เราต้องเข้มแข็ง เราไม่อยากให้คนอื่นเขาต้องมาเดือดร้อนเพราะเรา และที่สำคัญคำที่ทำให้คุณเหนื่อยตลอดชีวิตคือ “ไม่ต้องการความสงสาร” คำนี้จะทำให้เราเหนื่อยตลอดชีวิต เราติดกับคำนี้อยู่หลายๆ คน พอเราติดกับดักคำนี้ ทำให้เราเลยแก้ไขปัญหาอยู่คนเดียว แต่ถ้าเราไม่ติดที่คำๆ นี้ เราจะไปได้ดีกว่านี้ ไปได้ไกลและเร็วกว่านี้

ถามว่าทำไมถึงรู้ เพราะมาดามเป็นมาก่อนไงคะ เราต้องปรับความคิดเสียก่อนว่า “ความสงสาร” ไม่ได้เลวร้าย แต่ต้องตีความใหม่ว่าเป็นความเห็นอกเห็นใจ คือเข้าใจและช่วยได้ช่วยกัน ดังนั้น ความเห็นอกเห็นใจเป็นเพียงแค่น้ำทิพย์ชะโลมใจ แต่ไม่ใช่ยานะ เรามีทางเลือกตลอดชีวิตนะ ด้วยวิธีคิดไง มันเป็นมาตรฐานและกฏของเราว่าจะเอาหรือไม่เอาอะไร จงมีกฏและมาตรฐานของตัวเองเพื่อพร้อมไปต่อ เพราะมนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อจมอยู่กับปัญหาเพียงคนเดียว

1. ต้องยอมรับว่ามีปัญหา

ประเด็นนี้สำคัญเพราะใครหลายคนไม่เคยยอมรับกับตัวเองว่ามีปัญหา เช่น ไม่มีเงินเก็บเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีเงินให้พ่อแม่เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีเงินให้ลูกไปเรียนพิเศษเป็นเรื่องธรรมดา อยากจะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมดานะ! เพราะคุณไม่สามารถใช้ชีวิตตามที่คุณอยากใช้ไม่ได้ ดังนั้น การยอมรับก่อนว่ามีปัญหาจึงสำคัญ และค่อยๆ หาทางแก้ไขให้ปัญหามันหายไป เช่น มีบางคนบอกว่าต้องซ่อนเงินกับภรรยา นี่คือปัญหาว่าทำอย่างไรไม่ให้เกิดพฤติกรรมเช่นนี้ เช่น ลองหาวิธีชวนเมียลงทุน แล้วกำหนดเป้าหมายไปด้วยกัน เพื่อให้คู่ชีวิตเป็นทีมเดียวกันสิ

2. นั่งทบทวนถึงปัญหา

เราควรนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปตั้งคำถามตัวเองว่า ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วคุณจะเจอสาเหตุ เช่น ใจดีเกินไปจนเป็นสายเปย์แจกเงิน ใครขอก็ให้หรือใช้เงินไม่คิด ไม่เคยมีงบประมาณ เป็นต้น หรือเรายอมรับว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจ แต่จริงๆ แล้วเราวสามารถหาเงินได้มากกว่านี้

ข้อนี้ก็สะท้อนมาหามาดามเหมือนกัน เพราะจริงๆ แล้วมาดามควรจะหาเงินได้มากกว่านี้นานแล้ว เพื่อนร่วมอาชีพของมาดามได้เงินเดือนเยอะกว่านั้น 2-4 เท่า  แต่มาดามไม่ได้กระตือรือร้น เพราะความขี้เกียจ ที่สำคัญห้ามซ้ำเติมตัวเอง เพราะเราจะเสียเวลาทั้งร้องไห้  และอื่นๆ อีกมากมาย ลองลิสต์ออกมานะว่ามันเกิดขึ้นได้ไง

3. บทเรียนที่เราได้

เมื่อเราลองลิสต์ถึงปัญหาและบทเรียนที่เราเคยผ่านมา เราควรกรองออกมาเป็นบทเรียนสองประเภทคือ อะไรที่เราควรทำซ้ำ กับ อะไรที่เราไม่ควรทำซ้ำ เช่น รู้แล้วว่าขี้เกียจ ต่อไปเราจะขยัน วันนี้เราจะเริ่มเขียนเรซูเม่ หรือเราจะเริ่มวางแผนการเงินแล้ว วางแผนการใช้เงินแล้ว วันนี้ต้องกล้าทวงเงินแล้ว เป็นต้น

คุณรู้ไหมว่าคนเราสอนตัวเองได้นะในบางเรื่อง เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินเรียนทุกเรื่อง! บางเรื่องเรามีบทเรียนของเราอยู่แล้ว แต่เราแค่ไม่มีเวลาทบทวนและหาข้อสรุปจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเท่านั้นเอง

4. สร้างวิธีการสื่อสารด้วยการขอความเข้าใจ

ทีนี้เราต้องหาจังหวะที่เราควรสื่อสาร หาคุยกับเจ้าตัวในบรรยากาศดีๆ เมื่อเราเริ่มพูดอย่าเพิ่งพูดเรื่องตัวเอง เราควรถามอีกฝ่ายว่ารู้สึกไหมว่าเราแปลกไป เราควรเริ่มด้วยการสนใจเขาก่อน แล้วจึงบอกไปว่าที่เราแปลกไปเพราะเรามีปัญหา ซึ่งเชื่อหรือไม่ว่าคนใกล้ตัวนั้นไม่รู้ เราควรเล่าให้เป็นลำดับและหาเหตุผลให้เขารับรู้ เช่น รายได้ไม่พอใช้ แถมเป็นหนี้บัตรเครดิต และขอความเข้าใจด้วยการตั้งใจฟังที่มาของปัญหาอย่างจริงจัง

5. ขอหลังจากที่เข้าใจ

อย่าคาดหวังว่าเขาจะช่วยเรา ประเด็นหลักสำคัญอยู่ตรงที่ ถ้าเขาเข้าใจเราแค่นี้ก็ฟินแล้ว ถ้าเข้าใจ เขาจะไม่รบกวนเราเพิ่ม เขาจะไม่เก็บไปนอยด์และงี่เง่าใส่เรา ที่สำคัญเขาจะไม่เพิ่มปัญหาให้เรา! เป็นทีมเดียวกันต้องหัดฟังกันนะคะ เรากำลังสร้างทีมเพื่อไม่ก่อปัญหาให้แก่กันเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นทีมในลักษณะของคู่ชีวิต หรือมิตรภาพก็ตาม

นี่คือวิธีการในการสื่อสาร แต่เราจะไม่มีสารมาสื่อ ถ้าเราไม่เริ่มเข้าใจตัวเอง แต่ถ้าบอกแล้วอีกฝ่ายไม่เข้าใจความผิดที่เราเคยทำซ้ำซาก ก็ควรยอมรับและขอโทษเพื่อแสดงความจริงใจ และสร้างความน่าเชื่อถือ

ทั้งหมดคือสิ่งที่มาดามเคยประสบพบเจอและคิดว่าประสบการณ์เหล่านี้น่าจะช่วยเหลือใครหลายๆ คนได้ โดยเฉพาะปัญหาด้านชีวิตและการเงินนะค่ะ

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 17-20 เมษายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวดีของคนที่กำลังรอสะสมหุ้น A-SHARE อยู่ครับ ส่วนตลาดหุ้นไทยก็เหมือนจะดีขึ้นมาเล็กน้อย

ส่วนตลาดอื่นๆ จะเป็นอย่างไร ติดตามต่อได้ในบทความวิเคราะห์แต่ละตลาดกันได้เลยครับผม

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 17-20 เมษายน 2561

  • Focus : ตลาดหุ้นจีน A-SHARE
  • ความน่าสนใจ : มีข่าวดีด้านการเปิดการค้าเสรี ลดภาษีนำเข้า และเหมือนสถานการณ์กับสหรัฐฯจะดีขึ้น

สัปดาห์นี้ยังเหมือนเคย สามารถทยอยสะสมหุ้นได้หลายตลาดครับ (ยกเว้นแต่เกาหลี) แต่สำหรับตลาดที่น่าสนใจตอนนี้คือ A-SHARE ครับ

ความเห็นของผมมองว่า ท้ายที่สุดแล้วสหรัฐฯ และจีนจะสามารถเจรจาข้อตกลงทางการค้ากันได้ ทำให้การปรับตัวลงของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมาจากความกังวลสงครามการค้าเป็นโอกาสให้ทยอยสะสมครับ

และนี่คือจังหวะที่น่าสะสมอีกจังหวะหนึ่งครับ

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

ผลของความผันผวนเนื่องจากการนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะคลี่คลายลงไปครับ เนื่องจาก ประธานาธิบดี Xi Jinping ของจีนมีถ้อยแถลงในงาน Boao Forum ที่สนับสนุนการค้าเสรี และอาจจะลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐฯด้วย ภาพรวมคาดว่าสหรัฐฯ และจีนจะสามารถเจรจาข้อตกลงทางการค้ากันได้ ทำให้ A-SHARE กลับมาน่าสนใจอีกครั้งหนึ่ง

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือควรชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลี เนื่องจากการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัว และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อในสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น อ่อนตัวลงต่อเนื่อง สะท้อนถึงความต้องการการนำเข้าที่จะลดลง แม้ว่าตอนแรกจะดูสดใส แต่ตอนนี้ดูท่าทีจะไม่ค่อยดีสักเท่าไรแล้วล่ะครับ

ขณะเดียวกัน ทางด้านตราสารหนี้ แนะนำให้ทยอยเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวต่างประเทศ เนื่องจากตลาดได้ซึมซับข่าว FED ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ไว้มากแล้ว ขณะที่ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ ซีเรีย และรัสเซีย จะส่งผลให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น จึงถือเป็นโอกาสครับผม

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สามารถทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ ต่อไปครับ เพราะปัจจัยหลักๆ ที่ส่งผลกระทบ มาจากความกังวลต่อผลกระทบของมาตรการการกีดกันทางการค้าเป็นหลัก ซึ่งถ้าหากสถานการณ์มีแนวโน้มจะดีขึ้น ยิ่งเป็นการดีครับ เพราะระยะยาวนี้ยังดูสดใสอยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมกันต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

ยังคงทยอยสะสมหุ้นยุโรปได้อยู่ ด้วยปัจจัยเดิมที่สหรัฐฯ ได้ยกเว้นการขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมสำหรับทวีปยุโรป ทำให้ยุโรปไม่โดนผลกระทบจากการขึ้นภาษีในครั้งนี้ โดยยังแนะนำให้ลงทุนในหุ้นเล็กยุโรป small cap เป็นหลักเหมือนเช่นเคยครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อไปครับ

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สำหรับสัปดาห์นี้สถานการณ์ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคงลงอย่างต่อเนื่องครับ แต่มองในระยะยาวดูเหมือนว่าตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะไปต่อได้ครับ ยังคงแนะนำให้สะสมต่อไปครับ

ดังนั้น ทยอยสะสมตามภาพได้เลยครับผม

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

สำหรับสัปดาห์นี้ ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นอินเดียต่อไปเหมือนสัปดาห์ก่อนครับ แม่ว่าภาพรวมของตลาดหุ้นอินเดียที่ผ่านมามีความผันผวนบ้าง แต่ระยะยาวแล้วยังดูน่าสนใจครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมเพิ่มต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

หลังจากที่บอกให้ชะลอในสัปดาห์ที่แล้ว เพราะมีปัจจัยเข้ามาแทรกคือตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของเดือนที่ผ่านมาของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ออกมาชะลอตัวลง และเกาหลีเป็นประเทศที่มีการส่งออกสูงครับ อาจจะได้รับผลกระทบจากศึกสงครามของสหรัฐฯ และจีนอยู่ ดังนั้นสถานการณ์ยังไม่ค่อยดีเท่าไร

สรุปสั้นๆ : ชะลอก่อนนะครับ

Insight ตลาดหุ้นไทย

สัปดาห์นี้เหมือนจะมีแรงบวกขึ้นมาครับ ถ้าหากใครสะสมตามที่ผมว่ามาก็น่าจะยิ้มออกแล้วล่ะครับ

อย่างที่บอกไปครับว่า ภาพรวมนั้นเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจะช่วยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ อยู่ ดังนั้นถือเป็นโอกาสในการสะสมเรื่อยๆ ครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อไปครับผม!!

Insight ตลาดหุ้นจีน

กลับมาแล้วจ้า A-SHARE สถานการณ์ดูเหมือนคลี่คลายไปได้ดีขึ้น จากสัญญานหลังจากประธานาธิบดี Xi Jinping มีถ้อยแถลงในงาน Boao Forum ที่สนับสนุนการค้าเสรี และอาจจะลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐฯ จึงคาดว่าสหรัฐฯ และจีนจะสามารถเจรจาข้อตกลงทางการค้ากันได้ในไม่ช้านี้ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมกันเถอะพวกเรา

คำแนะนำเพิ่มเติม : หุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นโกลบอล Global Population Trend

สัปดาห์นี้แนะนำทั้งหุ้นเกิดใหม่และ หุ้นโกลบอล Global Population Trend เนื่องจากหุ้นทั้งสองกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรโลก ทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่มากขึ้นในอนาคตนี้ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมไว้ เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ!!

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : แนะนำให้ทยอยสะสมทุกตลาด ยกเว้นเกาหลี
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำคงการลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวต่างประเทศ ส่วนตราสารหนี้ไทย เน้นหุ้นกู้เอกชนเป็นหลัก
  • สินทรัพย์ทางเลือก : หาจังหวะทยอยสะสมทั้งทองคำและน้ำมันเพิ่มเติม

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 40%
  • ตราสารหนี้ไทย 48%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 25%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 13%
  • ตราสารหนี้ไทย 26%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 41%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 7%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 11 ม.ย. 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

ผ่อนรถไม่ไหวแล้วคืนรถ ทำไมยังไม่หมดหนี้ (คนซื้อและคนค้ำประกันต้องรู้)

คืนรถแล้วทำไมยังไม่หมดหนี้!!

เรื่องราวที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้เป็นเหตุการณ์จริงของคนใกล้ตัว (ขอใช้นามแฝงว่า คุณ ฿) ที่เคยเข้าใจว่า ถ้าผ่อนรถไม่ไหวแล้วคืนรถให้ไฟแนนซ์ไป ทุกอย่างก็จบ ไม่มีหนี้สินต่อกันอีก แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น!!

เมื่อปี 2550 คุณ ฿ เป็นผู้ค้ำประกันให้เพื่อนที่จะซื้อรถยนต์ราคาประมาณ 1,100,000 บาท จ่ายเงินดาวน์ไป 200,000 บาท เข้าไฟแนนซ์เพื่อผ่อนต่ออีก 900,000 บาท หลังจากผ่อนมาได้ 1 ปี เพื่อนก็ผ่อนต่อไม่ไหว จึงคุยกับไฟแนนซ์ว่าจะคืนรถได้มั๊ย ซึ่งทางไฟแนนซ์ก็บอกว่าคืนได้

หลังจากคืนรถให้ไฟแนนซ์ไปได้ 3 เดือนก็ได้รับเอกสารแจ้งกลับมาว่า รถคันนั้นถูกประมูลไปได้ 5 แสนกว่าบาท จึงยังมีหนี้ค้างอีก 3 แสนกว่าบาท!! คุณ ฿ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันก็ตกใจ เพราะเข้าใจว่าคืนรถไปแล้วหนี้สินที่มีก็หายกัน

หลังจากนั้นคุณ ฿ ผู้ค้ำประกันก็ไม่ได้ตามเรื่องของเพื่อนที่ผ่อนรถว่าเป็นอย่างไรต่อไปเพราะคิดว่าเพื่อนน่าจะจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ในขณะเดียวกันคุณ ฿ ก็ตรวจเครดิตบูโรของตัวเองจึงรู้ว่าถ้าเป็นคนค้ำประกันจะไม่เสียประวัติในเครดิตบูโร ก็โล่งใจไปได้ระดับหนึ่ง

เมื่อปลายปี 2560 เรื่องค้ำประกันรถผ่านมาแล้ว 9 ปี 11 เดือน (ไฟแนนซ์รถได้ขายหนี้ให้บริษัทอื่นไปแล้ว) คุณ ฿ ผู้ค้ำประกัน “ถูกฟ้อง” ว่าจะต้องไปขึ้นศาลเพื่อชำระหนี้รถที่ค้างไว้ 3 แสนกว่าบาท แต่ทุกอย่างจบในขั้นตอนการไกล่เกลี่ยต่อรองหนี้เหลือ 150,000 บาท โดยผ่อนจ่ายเดือนละ 5,000 บาท

เรื่องที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องของคุณ ฿

ข้อแรก คืนรถแล้วแต่หนี้ยังไม่จบ

สำหรับคนที่ถูกยึดรถหรือเต็มใจที่จะคืนรถให้ไฟแนนซ์เพราะตัวเองผ่อนไม่ไหวนั้น อย่าคิดว่าจะหมดหนี้ เพราะขั้นตอนหลังจากคืนรถแล้ว ทางไฟแนนซ์จะนำรถคันนั้นไปประมูลขายทอดตลาด มีแนวโน้มที่…

  • หมดหนี้ : ถ้ารถถูกประมูลซื้อไปในราคามากกว่ายอดหนี้ที่เรามี ทางไฟแนนซ์ก็จะคืนส่วนต่างให้เรา เช่น ยอดหนี้รถยนต์ของเรา 800,000 บาท ถูกประมูลไป 850,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆแล้วส่วนที่เกินมาไฟแนนซ์ก็คืนเงินให้เรา (ส่วนใหญ่แล้วมีโอกาสน้อยมากเพราะราคารถจะลดลงทุกวัน)
  • มีหนี้เพิ่ม : ถ้ารถของเราถูกประมูลซื้อไปน้อยกว่ายอดหนี้ที่เรามี เราก็จะต้องจ่ายส่วนต่างที่ขาดหายไป เช่น ยอดหนี้รถยนต์ของเรา 800,000 บาท ถูกประมูลไปได้ 500,000 บาท เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายต่างๆและส่วนต่างที่หายไป เราจะต้องไปหาเงินมาจ่ายให้ครบ นี่เองที่บอกว่าคืนรถแล้วก็เป็นหนี้ได้

ความโหดร้ายหนึ่งที่บางคนเคยเจอ คือ การที่มีคนวงในมาประมูลแข่งราคา แต่กดราคาให้ต่ำมาก ทำให้ลูกหนี้ต้องจ่ายส่วนต่างมากขึ้น ในขณะที่คนวงในที่ประมูลได้ก็นำรถไปขายต่อทำกำไร  เพื่อป้องกันเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น กฎหมายให้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการขายทอดตลาดไว้แล้วเพื่อไม่ให้ผู้ซื้อรถเสียเปรียบ อ่านรายละเอียดได้ที่ิลิงค์ข้างล่าง (หน้าที่ 3)

อ่านเพิ่มเติม : ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเช่าซื้อ 2561

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/035/6.PDF

ข้อสอง ประวัติการชำระหนี้

บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ซึ่งมีสมาชิกเป็นธนาคาร บริษัทเงินทุนและสถาบันการเงินอื่นๆ ซึ่งจะส่งรายการข้อมูลเกี่ยวกับการขอสินเชื่อ ข้อมูลสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติและประวัติการชำระหนี้ให้แก่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เพื่อจัดเก็บข้อมูลไว้ หากสมาชิกต้องการปล่อยสินเชื่ออื่นๆ ในอนาคตก็จะเข้ามาดูข้อมูลในเครดิตบูโร เพื่อประกอบการพิจารณาการปล่อยสินเชื่อได้

ในกรณีของคุณ ฿ ผู้ค้ำประกันจะไม่เสียประวัติในเครดิตบูโรเพราะไม่ใช่เจ้าของรถ แต่สำหรับคนที่ส่งค่างวดรถล่าช้า 30 วัน หรือหยุดการส่งจนกระทั่งถูกยึดรถไปนั้น ข้อมูลการส่งค่างวดทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ในเครดิตบูโรเป็นเวลา 3 ปี ผลเสียที่ตามมา คือ ถ้าเราเสียประวัติในเครดิตบูโรแล้ว ในอนาคตก็จะขอสินเชื่ออื่นๆยากขึ้น

ภาพนี้เป็นตัวอย่างการเก็บข้อมูลการชำระหนี้ของเครดิตบูโร ในกรณีค้างชำระเกิน 90 วัน ก็จะมีช่องสีเหลี่ยมสีแดง พร้อมข้อมูลการค้างชำระ (ถ้าไม่เคยมีประวัติการค้างชำระจะเป็นสีเขียว) เราควรตรวจเครดิตของตัวเองเพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองมีหนี้ที่ไม่ใช่ของตัวเองรึปล่า เพื่อเตรียมตัวก่อนไปขอสินเชื่อ หรือตรวจดูข้อมูลส่วนตัวว่าถูกต้องหรือไม่

เราสามารถยื่นเรื่องตรวจเครดิตบูโรของตัวเองได้ที่ 

https://www.ncb.co.th/all-about-credit-bureau

อภินิหารเงินออมลองถามเพื่อนที่อยู่ฝ่ายสินเชื่อบ้านว่าถ้ามีประวัติค้างชำระการผ่อน 3 งวด แล้วกู้ซื้อบ้านจะผ่านมั๊ย เนื่องจากตอนนี้ธนาคารปรับกฎระเบียบให้เข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ถ้าเสียประวัติในเครดิตบูโรแบบนี้ก็เสียคะแนนและเป็นสัญญาณว่าไม่มีวินัยการชำระหนี้ จึงกู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน จะต้องกลับไปชำระหนี้เพื่อทำประวัติให้เป็นปกติเสียก่อนถึงจะมีแนวโน้มกู้ผ่านมากกว่า

ข้อสาม คนค้ำประกันเดือดร้อน

เมื่อเพื่อนไม่ยอมไปชำระหนี้คงค้าง ทำให้คุณ ฿ ผู้ค้ำประกันจึงถูกฟ้องให้ไปชำระหนี้แทนเพื่อน นอกจากเสียเงินแล้วยังอาจจะทำให้เกิดปัญหาการทำธุรกรรมอื่นๆในอนาคต เช่น การขายบ้านติดจำนอง

คุณ ฿ เล่าใฟ้ฟังว่าก่อนหน้าการถูกฟ้องเรื่องหนี้รถยนต์ คุณ ฿ ได้ขายบ้านที่ติดจำนองกับธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งกระบวนการก่อนขายบ้านนั้นจะต้องให้นิติกรไปเช็คประวัติว่าตนเองเคยถูกฟ้องอะไรหรือไม่ ถ้าเคยมีประวัติการถูกฟ้องก็จะขายบ้านไม่ได้ จะต้องไปจัดการเรื่องหนี้สินที่ถูกฟ้องให้เรียบร้อยก่อน โชคดีที่จัดการขายบ้านเสร็จก่อนถูกฟ้องในฐานะผู้ค้ำประกันรถยนต์ จึงขายบ้านได้โดยไม่ติดปัญหาอะไร

การค้ำประกันยังจำเป็นกับการขอสินเชื่อและไม่ใช่สิ่งเลวร้าย หากคนที่เราไปค้ำประกันนั้นมีวินัยทางการเงิน จ่ายหนี้ครบตรงเวลา เพื่อให้ผู้ค้ำประกันมั่นใจมากขึ้น กฎหมายใหม่ที่เริ่มใช้ปี 2558 นี้จะคุ้มครองผู้ค้ำประกันมากขึ้น จึงเบาใจได้ว่าภาระไม่หนักเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป (อ่านเพิ่มเติม Ch.3 : กม. คุ้มครองคนค้ำประกันเริ่มใช้วันแรก 11/2/2558 https://youtu.be/DBt2Wyl1ZWk)

เคล็ดลับเตรียมความพร้อมก่อนซื้อรถ

การซื้อรถโดยที่ยังไม่เตรียมความพร้อมให้ดีก่อนนั้น จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเกิดปัญหาอื่นๆตามมาอีกบานตะไท ทั้งความเครียด หนี้สินและเครดิตที่ยับเยิน ทางที่ดีคนที่จะซื้อรถควรซ้อมเป็นหนี้โดยการฝึกออมเงินรายเดือนเท่ากับค่างวดรถให้คุ้นเคยเสียก่อน ถ้าปรับวิถีชีวิตให้อยู่กับเงินรายเดือนที่น้อยลงได้สัก 6 เดือนแล้วก็จะทำให้เรามั่นใจมากขึ้นว่าเราผ่อนหนี้รถอีก 5 ปีที่เหลือหมดแน่นอน แล้วยังนำเงินที่ซ้อมผ่อนนี้เป็นค่าดาวน์รถ เพื่อจะได้กู้ยืมเงินลดลงด้วย

ขอบคุณประสบการณ์ของคุณ ฿ ที่มอบให้เป็นตัวอย่างความรู้ให้แก่ผู้อื่น นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตัวเองได้ เชื่อว่าอ่านถึงตรงนี้แล้วจะทำให้หลายๆคนวางแผนการซื้อรถได้ดียิ่งขึ้น คนกล้าที่จะค้ำประกันเพราะมีกฎหมายที่คุ้มครองผู้ค้ำประกันมากขึ้น แล้วยังได้ประโยชน์กับบริษัทไฟแนนซ์ที่จะได้ลูกหนี้ที่มีคุณภาพอีกด้วย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2561

      เก็งหวยงวดหลังสงกรานต์ กับสถิติย้อนหลัง10งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ10งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละรางวัลให้คุณได้วิเคราะห์

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ

     ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณพบในความฝันหรือจากเหตุการณ์ต่างๆหรือไม่ หากศรัทธาสถาบันใดก็เลือกซื้อตามได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข

      นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างเช่นเรื่องราวเกี่ยวกับเงินๆทองๆ อย่างข่าวการทุจริตเงินคนจน เห็นอย่างนี้แล้วผู้ถูกกระทำอย่างเราๆก็ต้องถอนทุนคืนมั่งแล้ว

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2561

      หากตีเป็นตัวเลขอาจจะได้เลขตรงๆอย่างเลข 158 121 01หรือ 35 จากจำนวนผู้ต้องสงสัยเบื้องต้นในคดีนี้ หรือเอาตัวเลขในข่าวจับมารวมกันอย่าง 11 135 หรือ 531 เป็นต้น หรือจะลองเอาตัวเลขในข่าวทั้งหมดมาบวกกันอย่างเช่น วันที่ประชุม+จำนวนจังหวัดที่ตรวจสอบ+จำนวนผู้ต้องสงสัย ก็จะได้ 5+4+61+33+158 =261 

      การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ควรมีวิจารณญาณในการซื้อเลข และอย่าลืมขอพรญาติผู้ใหญ่ในช่วงสงกรานต์เพื่อเป็นสิริมงคล จะได้มีโชคลาภถูกเลขสักทีนะจ้ะ

CREDIT : https://www.khaosod.co.th/politics/news_935221

   http://www.korhuay.com

สรุปครบ! รายการลดหย่อนภาษีปี 2561 พร้อมเทคนิคที่ทำให้คุณเสียภาษีน้อยที่สุด!!

สวัสดีครับ พรี่หนอม TAXBugnoms พร้อมรายงานตัวกับหัวข้อที่ทุกคนต้องอ่านสำหรับปี 2561 นี้ครับ โดยเฉพาะคนที่ต้องการวางแผนและจัดการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะบทความนี้คือ สรุปรายการลดหย่อนภาษีปี 2561 ทั้งหมด ทั้งที่ออกเป็นกฎหมายแล้ว และยังไม่ออกเป็นกฎหมายเพื่อให้ทุกคนเตรียมพร้อมในการวางแผนภาษีประจำปีนี้ครับ

และที่พิเศษกว่านั้นคือ บทความนี้จะถูกอัพเดทตลอดทั้งปีครับ ตั้งแต่หมดเขตยื่นภาษีปี 2560 ไปจนถึงสิ้นปี 2561 กันเลยทีเดียว รับรองว่าถ้ามีค่าลดหย่อนใหม่ๆ หรือตัวไหนประกาศอัพเดทมา บอกเลยว่าอ่านบทความนี้บทความเดียวพอครับผม 

อ้อ!! ลืมบอกไปครับ ถ้าใครใช้ Line อย่าลืมเพิ่มพรี่หนอมเป็นเพื่อนที่ @TAXBugnoms หรือคลิกที่นี่ https://line.me/ti/p/@taxbugnoms เพื่อจะได้รับแจ้งการอัพเดทรายการลดหย่อนภาษีปี 2561 ก่อนใครครับผม


ก่อนอื่นขอเริ่มต้นจากตารางสรุป รายการลดหย่อนภาษีปี 2561 เป็นลำดับแรกครับ โดยในปีนี้พรี่หนอมแบ่งรายการค่าลดหย่อนภาษีออกเป็น 6 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ภาระติดตัวคุณกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกันชีวิตและการลงทุน บริจาคให้เงินหมุนสู่สังคม บ่มอยู่จ้า (กลุ่มนี้คือรอออกเป็นกฎหมาย แต่ครม.อนุมัติแล้วครับ) และ ยกมาจากปีก่อน (ปีนี้ไม่มีสิทธิ เพราะหมดเขตไปแล้ว เป็นการใช้สิทธิลดหย่อนต่อเนื่องจากค่าลดหย่อนเดิม) เพื่อให้เห็นภาพชัดๆกันไป โดยสรุปออกมาเป็นรูปด้านล่างนี้ครับผม

หลังจากที่ดูรูปกันไปแล้ว ถ้ายังไม่จุใจ อยากรู้ว่า รายการลดหย่อนปี 2561 นั้น มีเงื่อนไขและรายละเอียดยังไงบ้าง พรี่หนอมขออนุญาตอธิบายถึงความหมายของค่าลดหย่อนเป็นอันดับแรกก่อนครับ

ความหมายของ “ค่าลดหย่อน” หรือ “ค่าลดหย่อนภาษี” มันคือ “รายการที่กฎหมายกำหนดไว้ให้นำไปหักออกจากเงินได้เพิ่มขึ้นหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายแล้ว” ซึ่งมาจากวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังนี้ครับ

(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

ตรงนี้หลายคนมักจะสับสนความหมายของค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนครับ พรี่หนอมขอเน้นอีกทีนะครับว่า ค่าใช้จ่ายนั้นกฎหมายจะกำหนดมาให้หักตามประเภทของเงินได้ครับ นั่นคือเราต้องรู้ว่าเรามีรายได้ประเภทไหน และรายได้ประเภทนั้นหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไรครับ ซึ่งการหักค่าใช้จ่ายนั้นจะมีทั้งหักได้แบบเหมาตามที่กฎหมายกำหนดและตามที่จ่ายจริงครับ

ตรงนี้คือรายได้ 8 ประเภท (หรือเงินได้พึงประเมินตามที่กฎหมายเรียกกัน) โดยพรี่หนอมแยกออกมาเป็นแต่ละประเภทและแบ่งกลุ่มตามวิธีการได้มาของรายได้ครับ ซึ่งแต่ละประเภทก็จะหักค่าใช้จ่ายได้แตกต่างกันไปอย่างที่ว่ามานั่นแหละครับ (ขออนุญาตไม่อธิบายลงลึกในเรื่องนี้นะครับ แต่จะเขียนบทความอธิบายละเอียดอีกทีหนึ่งครับ)

ยกตัวอย่างเช่น มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้จากเงินเดือน จะถือเป็นรายได้ประเภทที่ 1 ตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมาเท่านั้นในอัตรา 50% ของรายได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทครับ

ดังนั้น ถ้าเราเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้จากเงินเดือนปีละ 660,000 บาท เราก็จะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 100,000 บาท เหลือ 560,000 บาท และเราไม่มีค่าลดหย่อนอะไรเลยนอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ก็จะทำให้เราเหลือเงินได้สุทธิที่ต้องมาคูณกับอัตราภาษี คือ 500,000 บาท นั่นเองครับ

จากตารางอัตราภาษีที่ว่านี้ เงินได้สุทธิ 500,000 บาทคำนวณออกมาจะทำให้เสียภาษีอยู่ที่ 27,500 บาทครับ ซึ่งถ้าหากเราอยากเสียภาษีน้อยกว่านี้ สิ่งที่เราต้องทำคือการหาค่าลดหย่อนที่จะมาช่วยลดเงินได้สุทธิ 500,000 บาทลงไปให้มากที่สุดนั่นเอง

นั่นแปลว่า การมีค่าลดหย่อนภาษีที่มากขึ้นจะทำให้เสียภาษีน้อยลง เพราะมันทำให้เงินได้สุทธิน้อยลงนั่นเองครับ แต่ไม่ได้แปลว่าการลดหย่อนภาษีจะประหยัดภาษีได้เต็มจำนวนที่เราจ่ายไปนะครับ อย่างเช่นกรณีตัวอย่างนี้ ถ้าหากวางแผนซื้อ LTF เพิ่มอีก 10,000 บาทก็จะทำให้เสียภาษีลดลงไปจำนวน 1,000 บาท เพราะฐานภาษีมันอยู่ที่ 10% นั่นคือทุกๆ เงินค่าลดหย่อนที่จ่ายออกไป จะทำให้ประหยัดภาษีได้ 10% เท่านั้นครับ

เอาล่ะครับ ทีนี้เรามาดูรายละเอียดของรายการลดหย่อนภาษีปี 2561 แต่ละกลุ่มกันเลยดีกว่าครับ ว่าแต่ละตัวมีเงื่อนไขอะไรยังไงบ้างเริ่มจากกลุ่มแรกคือ กลุ่มรายการค่าลดหย่อนภาระติดตัวคุณ

ค่าลดหย่อนกลุ่มภาระติดตัวคุณ

1. ค่าลดหย่อนส่วนตัวจำนวน 60,000 บาท เป็นค่าลดหย่อนสำหรับคนมีเงินได้ทุกคนที่ยื่นแบบแสดงรายการ แค่เพียงเรายื่นแบบแสดงรายการก็สามารถใช้สิทธิค่าลดหย่อนนี้ได้เลยครับ

2. ค่าลดหย่อนคู่สมรสจำนวน 60,000 บาท เป็นค่าลดหย่อนของคู่สมรส (ตามกฎหมาย) กรณีที่คู่สมรส (สามีหรือภรรยา) ที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้และเลือกยื่นแบบแสดงรายการรวมกันในการคำนวณภาษี เราจะได้สิทธิค่าลดหย่อนส่วนเพิ่มเติมจากส่วนนี้ทันทีครับ

3. ค่าลดหย่อนบุตรจำนวน 30,000 บาท โดยคำว่า “บุตร” หมายถึง บุตรโดยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรม สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ คนละ 30,000 บาท ซึ่งในกรณีที่เป็นบุตรโดยกฎหมายสามารถหักได้ไม่จำกัดจำนวนคน แต่ในกรณีที่เป็นบุตรบุญธรรม หรือ มีทั้งบุตรบุญธรรมและบุตรชอบด้วยกฎหมายจะหักได้สูงสุดไม่เกิน 3 คน (นับเฉพาะที่มีชีวิตอยู่) โดยมีเงื่อนไขดังนี้ครับ

  • บุตรต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี
  • ถ้าอายุอยู่ในระหว่าง 21-25 ปี ต้องศึกษาอยู่ในระดับ ปวส. ขึ้นไป
  • บุตรต้องมีเงินได้ในปีไม่เกิน 30,000 บาท (ยกเว้นกรณีเงินปันผล)

โดยปี 2561 นี้ มีการ UPDATE เพิ่มตัวค่าลดหย่อนบุตร ในกรณีที่มีลูกคนที่ 2 เป็นต้นไปจะได้รับสิทธิเพิ่มอีก 30,000 บาทต่อคนรวมเป็น 60,000 บาท ถ้าใครที่มีลูกคนที่สองเป็นต้นไปตั้งแต่ต้นปี 2561 ก็จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เลยครับผม ใครปั้มไหวก็รับไปเน้นๆ เลยจ้า

ลองคิดดูเล่นๆว่า ถ้ามีลูกคนแรกปีนี้ จะได้ค่าลดหย่อน 30,000 บาท และ ค่าคลอด 60,000 บาท รวมเป็น 90,000 บาท แต่ถ้าหากมีลูกคนที่สองปีนี้ จะได้ค่าลดหย่อน 30,000 + 60,000 + 60,000 = 150,000 บาทกันเลยทีเดียวนะจ๊ะจะบอกให้

4. ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตรตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังนี้ครับ

  • ต้องจ่ายเป็น “ค่าฝากครรภ์” และ “ค่าคลอดบุตร” 
  • จำนวนเงินสูงสุดต่อครรภ์ คือ 60,000 บาท
  • ถ้าจ่ายสำหรับการคลอดบุตรคนเดิม แต่จ่ายมากกว่า 1 ปี (ท้องปีนี้ คลอดปีหน้า) ให้ลดหย่อนตามปีที่ใช้ แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท
  • ใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป 

5. ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่เราและพ่อแม่คู่สมรส คนละ 30,000 บาท ถ้าหากเราหรือคู่สมรสมีคุณพ่อคุณแม่ที่อายุมากกว่า 60 ปี และมีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท เราก็จะมีสิทธิหักลดหย่อนค่าเลี้ยงดูได้คนละ 30,000 บาท นั่นหมายความว่าถ้าเราเลี้ยงดูถึง 4 คนก็จะได้รับสิทธิสูงสุดถึง 120,000 บาทครับ

แต่มีเงื่อนไขนิดนึงในกรณีของพ่อแม่ของคู่สมรสที่จะนำมาลดหย่อนนั้น เราจะสามารถนำมาลดหย่อนได้ใน กรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้เท่านั้นนะครับ

สำหรับเรื่องเอกสารหลักฐานนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง (แบบ ลย.03) ว่าลูกคนไหนเป็นคนเลี้ยงดู และสิทธิในการเลี้ยงดูนั้นจะสามารถใช้สิทธิได้เพียงครั้งเดียวครับ เช่น พี่น้องสองคน คนโตใช้สิทธิลดหย่อนเลี้ยงดูพ่อ คนเล็กก็ไม่สามารถใช้สิทธิเลี้ยงดูพ่อแล้วครับ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้เฉพาะแม่ หรือถ้าคนโตใช้สิทธิทั้งคุณพ่อคุณแม่ ลูกคนเล็กก็ไม่มีสิทธิแล้วครับ

6. ค่าลดหย่อนผู้พิการหรือคนทุพพลภาพ จำนวน 60,000 บาท ถ้าหากเราเป็นผู้ดูแลคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือคนทุพพลภาพที่มีใบรับรองแพทย์ เราสามารถนำมาหักลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่นำมาลดหย่อนนั้นต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีด้วยนะครับ

และในกรณีที่คนพิการหรือคนทุพพลภาพเป็น พ่อแม่ – บุตร – คู่สมรส ของเรา เราสามารถใช้สิทธิได้ทั้งสองส่วนครับ เช่น คู่สมรสไม่มีรายได้และพิการ ก็จะสามารถนำมาลดหย่อนได้สูงสุด 120,000 บาทครับ (มาจาก 60,000 + 60,000 บาท)

ค่าลดหย่อนกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับรายการลดหย่อนภาษีปี 2561 กลุ่มต่อมา คือ กระตุ้นเศรษฐกิจ ในกลุ่มนี้จะเป็นค่าลดหย่อนที่ให้เพิ่มสำหรับกรณีที่มีการจ่ายเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจบางอย่างหรือเป็นมาตรการของรัฐที่อยากกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายมากขึ้นครับ ซึ่งในกลุ่มนี้มีรายการค่าลดหย่อนดังต่อไปนี้ครับ

1. ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 100,000 บาท ที่เราจ่ายไปเพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดเพื่ออยู่อาศัย โดยสามารถหักได้ตามที่จ่ายไปจริง และในกรณีที่เป็นการกู้ร่วมกันหลายคน ให้แบ่งดอกเบี้ยคนละเท่าๆกัน แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

ยกตัวอย่างเช่น หากมีการกู้ร่วมกัน 2 คนขึ้นไป จะถือว่าดอกเบี้ยที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ต่อบ้านคือ 100,000 บาทและแต่ละคนจะใช้สิทธิหักลดหย่อนได้สูงสุดตามสัดส่วนของตัวเองครับ เช่น ถ้ากู้สองคนร่วมกัน ดอกเบี้ยที่ได้สูงสุดต่อหลังคือ 50,000 บาท

อย่าลืมนะครับว่า!! การใช้สิทธิสำหรับกรณีนี้จะบ้านกี่หลังก็ได้ครับ แต่สูงสุดรวมกันแล้วจำนวนเงินต้องไม่เกิน 100,000 บาทครับ ผมใช้สรุปง่ายๆว่า มองภาพรวมต่อบ้าน แล้วค่อยหารต่อคนครับ นั่นคือ บ้าน 1 หลังใช้สิทธิ์ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตัวนี้ได้ไม่เกิน 100,000 บาท และคน 1 คนก็ใช้สิทธิ์ได้ไม่เกิน 100,000 บาทเช่นเดียวกันครับ

2. ค่าธรรมเนียมจากการรับชำระเงินด้วยบัตรเดบิต เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้เพิ่มสำหรับกรณีคนทำธุรกิจที่มีการจ่ายค่าธรรมเนียมในการรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตครับ ตั้งแต่ช่วง 1 พ.ย. 2559 – 31 ธ.ค. 2564 ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ประเภทที่ 5-8 นะครับ (ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา และ ธุรกิจอื่นๆ) จำนวนไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์นี้ไปครับ

3. ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวไทย (55 จังหวัดเมืองรอง) ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 15,000 บาท สำหรับค่าลดหย่อนตัวนี้เป็นมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว โดยให้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ซึ่งลดได้เฉพาะส่วนที่เป็นค่าทัวร์ ค่าที่พัก เหมือนเดิมกับกฎหมายเก่า เพิ่มเติมขึ้นมาอยู่ 2 เรื่องครับ นั่นคือ สามารถใช้จ่ายเป็นค่าที่พักกับโฮมสเตย์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการท่องเที่ยวด้วยครับ กับเงื่อนไขคือไม่ครบทั่วไทย ได้แค่กลุ่มเมืองรอง 55 จังหวัดเท่านั้นจ้า

สำหรับคนที่สงสัยว่า 55 จังหวัดเมืองรองคืออะไรบ้าง อ่านกันให้ดีครับผม นครศรีธรรมราช อุดรธานี เชียงราย ลพบุรี พิษณุโลก สุพรรณบุรี อุบลราชธานี นครนายก หนองคาย สระแก้ว เลย ตาก ตราด เพชรบูรณ์ จันทบุรี มุกดาหาร นครสวรรค์ ราชบุรี สมุทรสงคราม บุรีรัมย์ ชัยภูมิ พัทลุง ตรัง ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี สตูล ชุมพร สุโขทัย สุรินทร์ สกลนคร ลำพูน นครพนม อุตรดิตถ์ ระนอง ลำปาง ร้อยเอ็ด แม่ฮ่องสอน พิจิตร แพร่ ชัยน่าน น่าน อ่างทอง มหาสารคาม กำแพงเพชร อุทัยธานี นราธิวาส ยะลา พะเยา บึงกาฬ กาฬสินธุ์ ยโสธร สิงห์บุรี หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ และปัตตานี

4. เงินลงทุนในธุรกิจ Startup 100,000 บาท สำหรับตัวนี้เป็นการสนับสนุนเพ่ิมเติมสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพที่กำลังฮอตฮิตครับ ซึ่งคำว่า ธุรกิจ Startup ที่ว่านี้ หมายถึง

  1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้ง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งมีทุนจดทะเบียนที่ชําระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ตลอดช่วงเวลาที่เราลงทุนในธุรกิจนั้น
  2. ประกอบธุรกิจอยู่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของ สวทช. และผ่านการรับรองจากทาง สวทช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีรายได้จากการประกอบกิจการในส่วนนี้รวมกันไม่น้อยกว่า 80% ของรายได้ทั้งหมด

โดยสิทธิลดหย่อนภาษีนี้จะเริ่มต้นตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 – 31 ธันวาคม 2562 ซึ่งถ้าในปีไหนที่เรามีการลงทุนก็สามารถใช้สิทธิในปีนั้นๆได้ครับ 

5. ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท กลับมาอีกครั้ง แต่ต้องซื้อสินค้า 3 อย่างนี้เท่านั้น

  • ยางรถกี่ล้อก็ได้ รถยนต์ รถมอไซด์ รถจักรยาน ได้ทั้งนั้น แต่ขอให้ยางพวกนี้ต้องซื้อวัตถุดิบจากการยางแห่งประเทศไทย โดยหลักฐาน ใช้ใบกำกับภาษี พร้อมคูปองที่มีรายละเอียดต่อไปนี้
    1. การให้เลขที่ (Run Number) โดยกรมสรรพากร
    2. มีตราของการยางแห่งประเทศไทยติดอยู่
    3. Stamp เครื่องหมายการค้าผู้ผลิตและผู้จำหน่ายยาง โดยยาง 1 เส้นต้องใช้คูปอง 1 ใบ ซื้อกี่เส้นมาก็ใช้คูปองตามนั้น
  • หนังสือ+อีบุ๊ค (ไม่รวมหนังสือพิมพ์ นิตยสาร) โดยหลักฐานที่ใช้คือใบเสร็จรับเงิน หรือ ใบกำกับภาษี (กรณีร้านหนังสือบางร้านมีการจด VAT เพื่อประกอบกิจการอื่นด้วย แต่หนังสือได้รับสิทธิยกเว้น VAT ) ซึ่งต้องมีข้อมูลผู้ซื้อผู้ขายและรายละเอียดครบถ้วน
  • สินค้า OTOP ที่ลงทะเบียนกับกรมพัฒนาชุมชนอย่างถูกต้อง โดย OTOP จะจดทะเบียน VAT หรือไม่จด VAT ก็ได้ สามารถใช้ได้หมด โดยหลักฐานคือใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีที่มีชือผู้

สำหรับช่วงเวลาที่ซื้อแล้วได้สิทธิคือ 15 ธันวาคม 2561 – 16 มกราคม 2562 โดยสามารถใช้สิทธิลดหย่อน 2 รอบปีภาษี ถ้าซื้อปีไหนลดหย่อนปีนั้น แต่รวมกันแล้วทั้ง 2 ปี ต้องไม่เกิน 15,000 บาทครับผม 

ค่าลดหย่อนกลุ่มประกันชีวิตและการลงทุน

สำหรับตอนนี้กลุ่มค่าลดหย่อนที่เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยังมีเพียงเท่านี้ครับ ส่วนรายการลดหย่อนภาษีปี 2561 กลุ่มต่อมาจะเป็นเรื่องของ ประกันชีวิตและการลงทุน ครับ โดยกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ลดหย่อนภาษีแล้วได้ประโยชน์ 2 ส่วนครับ คือ ส่วนของการออมเงิน หรือ ลงทุน เพื่อสร้างวินัยและผลตอบแทนในการลงทุนให้กับเราส่วนหนึ่ง และใช้สิทธิประโยชน์ในการวางแผนภาษีอีกส่วนหนึ่งครับ ซึ่งการเลือกออมหรือลงทุนในตัวไหนก็ตาม พรี่หนอมขอแนะนำให้ดูวัตถุประสงค์ในการลงทุนของเราเป็นอันดับแรกก่อน แล้วค่อยคำนึงถึงเรื่องสิทธิประโยชน์การวางแผนภาษีนะครับ และในกลุ่มนี้จะมีรายการค่าลดหย่อนที่เกี่ยวข้องตามนี้ครับ

1. เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป หรือ เงินฝากแบบมีประกันชีวิตตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 100,000 บาท ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้ การหักค่าเบี้ยประกันจะหักได้สูงสุด 10,000 บาท แต่ถ้าหากคู่สมรสมีรายได้จะหักสูงสุดได้ถึง 100,000 บาทครับ

เรื่องของเงื่อนไขนั้น จะมีเรื่องของระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ต้องทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย ได้รับเงินคืนไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี ฯลฯ ตรงนี้ผมไม่อยากให้จำตามกฎหมายมากนักครับ แต่อยากจะให้เน้นความสำคัญตรงที่ใบเสร็จรับเงินค่าเบี้ยประกันที่ระบุไว้ว่าเป็นค่าประกันชีวิตเท่าไรครับ

สำหรับใครที่สงสัยว่าประกันชีวิตของตัวเองเป็นแบบไหนกันแน่ ผมแนะนำให้สอบถามจากตัวแทนประกันชีวิต (ที่ไว้ใจได้) ได้เลยครับ หรือจะดูจากใบเสร็จรับเงินค่าประกันที่เราจ่ายไปก็ได้ครับว่าเรามี “เบี้ยประกันชีวิต” ที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้จำนวนเท่าไหร่ครับ

2. เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 15,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตทั่วไปหรือเงินฝากแบบมีประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท โดยเบี้ยประกันสุขภาพนั้นหมายถึงกลุ่มต่อไปนี้ครับ

  • ประกันที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เนื่องจากการเจ็บป่วยและบาดเจ็บ ชดเชยทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะเนืองจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ
  • ประกันอุบัติเหตุเฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก
  • การประกันภัยโรคที่ร้ายแรง (Critical Illnesses)
  • การประกันภัยการดูแลระยะยาว (Long Term Care)

3. เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 15,000 บาท ตรงนี้เน้นว่า ต้องเป็นเบี้ยประกันสุขภาพของคุณพ่อคุณแม่เท่านั้นครับ โดยความหมายของประกันสุขภาพนั้นใช้หลักการเดียวกันกับประกันสุขภาพของเรานะครับ

โดยเบี้ยประกันสุขภาพของคุณพ่อคุณแม่นั้น เราสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี หากเรามีการซื้อประกันสุขภาพให้ท่าน สามารถนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพมาลดหย่อนได้สูงสุดถึง 15,000 บาท และค่าเบี้ยประกันสุขภาพนี้สามารถหารแบ่งกันสำหรับลูกหลายๆคนได้ด้วยครับ

4. เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 200,000 บาท

สำหรับเงื่อนไขประกันชีวิตแบบบำนาญนั้นจะมีเรื่องของ ระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป  ทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย และมีการ จ่ายผลประโยชน์เป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ และกำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์เมื่อเรามีอายุตั้งแต่ 55-85 ปี หรือมากกว่านั้น รวมถึงต้องจ่ายเบี้ยประกันครบก่อนได้รับผลประโยชน์อีกด้วยครับ

แต่ถ้าเอาง่ายๆก็สอบถามตัวแทนประกันชีวิต (ที่ไว้ใจได้) นั่นแหละครับ ง่ายที่สุดและข้อมูลชัดเจนที่สุด จะได้ไม่ต้องมีปัญหาในการจัดการภาษีครับผม

5. กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เป็นกองทุนรวมอีกประเภทหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระยะยาว โดยเน้นลงทุนในตลาดหุ้นเป็นหลัก ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริงและสูงสุดไม่เกินจำนวน 500,000 บาท โดยกองทุนรวม LTF นั้นมีเงื่อนไขเพิ่มเติม คือ ต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 7 ปีปฎิทินด้วยครับ สำหรับการซื้อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 – 31 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปครับ

6. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่ลงทุนไว้ในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ซึ่งมีวัตถุประสงค์ไว้ใช้ในการวางแผนเกษียณของเราครับ นำมาลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริงและสูงสุดไม่เกินจำนวน 500,000 บาท โดยกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF มีเงื่อนไขเพิ่มเติมตามนี้ครับ

  • ต้องซื้อติดต่อกันทุกปี (แต่ถ้าผิดเงื่อนไขสามารถผิดได้ 1 ปี)
  • ต้องซื้อเป็นจำนวนขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี หรือ 5,000 บาท
  • ต้องถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี และอายุครบ 55 ปี จึงจะสามารถขายได้

7. กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ / กบข. /กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งเราสามารถสะสมเพิ่มได้โดยขอเปลี่ยน % ที่กำหนดกับนายจ้างไว้ครับผม

8. เงินประกันสังคม สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาทครับ

9. กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ตามที่จ่ายจริงแต่สูงสุดไม่เกินจำนวน 13,200 บาท อันนี้เป็นกองทุนอีกรูปแบบหนึ่งที่ภาครัฐกำหนดให้เพื่อเป็นช่องทางการออมขั้นพื้นฐานให้กับคนที่ยังไม่ได้มีการวางแผนจัดการเรื่องนี้ ให้ได้รับผลประโยชน์ในรูปแบบของบำนาญ ซึ่งปัจจุบันกำหนดให้ผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ในการคำนวณภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 13,200 บาทครับ

อ่านตรงนี้ด้วยนะครับ เพราะสำคัญมาก สำหรับกลุ่มค่าลดหย่อน ประกันชีวิตและการลงทุน จะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับค่าลดหย่อนภาษีที่เป็นการวางแผนเกษียณครับ คือ ยอดรวมของ RMF + กบข./กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน + กองทุนการออมแห่งชาติ + ประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทด้วยนะครับ

ค่าลดหย่อนกลุ่มบริจาคให้เงินหมุนสู่สังคม

ผ่านเรื่องของการออมไปแล้ว ก็มาอยู่กันกับค่าลดหย่อนอีกกลุ่มหนึ่ง นั่นคือ บริจาคให้เงินหมุนสู่สังคม ซึ่งเป็นเรื่องของการให้ครับ พรี่หนอมมองว่าเรื่องนี้เป็นอีกมุมหนึ่งที่ดีสำหรับผู้ที่มีจิตเป็นกุศล อยากจะส่งผ่านสิ่งที่เรามีไปให้คนอื่น และการที่เราเป็นคนดีแบบนี้ ภาครัฐเลยให้สิทธิในการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมครับ

โดยรายการลดหย่อนภาษีปี 2561 สำหรับกลุ่มนี้นั้น จะมีวิธีคำนวณแตกต่างออกไปครับ เพราะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่นำมาหักหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตัวอื่นๆแล้วครับ โดยจะได้สิทธิหักได้สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตัวอื่นๆทั้งหมดแล้วนั่นเองครับ #หรือพูดง่ายกว่านั้นคือเก็บไว้หักตัวสุดท้ายนั่นเองจ้า

ดังนั้นจากที่เราเคยคำนวณภาษีแบบนี้

(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

จะกลายเป็น

[(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) – เงินบริจาค] x อัตราภาษี

โดยในปี 2561 นี้ค่าลดหย่อนที่เกี่ยวกับการบริจาคจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ส่วนที่ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า กับ 1 เท่า ครับ โดยมีรายละเอียดตามนี้ครับ

กลุ่มลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

1. เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา การกีฬา และช่วยเหลือสังคม สามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินที่ได้จ่ายไปจริง แต่ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ อย่างที่ว่าไว้นั่นแหละครับ

สำหรับกลุ่มนี้มีอะไรบ้าง สามารถตรวจสอบได้ที่เวปไซด์กรมสรรพากร ตามลิงค์นี้เลยครับ http://www.rd.go.th/publish/28654.0.html (สำหรับการศึกษา) และ http://download.rd.go.th/fileadmin/download/sportsociety_241256.pdf (สำหรับการกีฬา)

2. เงินบริจาคให้ “สถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูง” ซึ่งหมายถึง สถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาขององค์การของรัฐบาล โรงเรียนเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดความรู้ความเชี่ยวชาญ ในด้านเทคโนโลยี และวิทยาการที่มีคุณภาพและทันสมัยจากสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ ที่ตั้งอยู่ในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) และผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูง จากต่างประเทศหรือ “คพอต” นั่นเองครับ

หรือพูดง่ายๆในสไตล์พรี่หนอม นั่นคือ  เงินบริจาคที่ลดหย่อนภาษีได้ จะต้องให้กับสถาบันการศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ EEC และได้รับอนุมัติจาก คพอต ว่าเป็นสถาบันการศึกษาคุณภาพสูงนั่นเองจ้า ยังไงเช็คให้ดีก่อนนะครับ เพราะว่ากลุ่มนี้กับข้อ 1 น่าจะเป็นกลุ่มลดหย่อนเดียวกันนะครับ (ฝากรอแนวทางที่ชัดเจนอีกทีจากพรี่หนอมนะครับผม กดติดตามได้ที่เพจ TAXBugnoms หรือคลิก https://line.me/ti/p/@taxbugnoms เพื่อจะได้รับแจ้งการอัพเดทอีกทีเมื่อมีแนวทางที่ชัดเจนคร้าบ)

3. ค่าลดหย่อนบริจาคสถานพยาบาลรัฐ (เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า) ของเงินบริจาคตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนนั้น เป็นมาตรการที่กระตุ้นให้คนบริจาคให้กับสถานพยาบาลต่างๆของราชการครับ ทั้งที่เป็นสถาบันศึกษา องค์กรมหาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานต่างๆของรัฐ รวมถึงสถานพยาบาลของสภากาชาดไทย  (เน้นว่าสถานพยาบาลนะครับ) แต่มีเงื่อนไขว่า เมื่อรวมกับการบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาแล้ว ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนอื่นๆ ครับ

กลุ่มลดหย่อนภาษีตามปกติ

1. เงินบริจาคทั่วไปและเงินบริจาคน้ำท่วม สามารถหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายค่าลดหย่อนและเงินบริจาคในกลุ่มที่เป็น 2 เท่าแล้วครับ

โดยคำว่าเงินบริจาคทั่วไป จะเป็นเงินที่เราบริจาคให้แก่วัดวาอาราม สภากาชาดไทย สถานพยาบาล สถานศึกษา ต่างๆ รวมถึงมูลนิธิที่เป็นองค์กรสาธารณกุศล ซึ่งตรงนี้บอกเลยครับว่าสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่เวปไซด์กรมสรรพากรเช่นเดียวกันครับ ที่ลิงค์นี้เลยจ้า http://www.rd.go.th/publish/29157.0.html

และสำหรับปี 2561 นี้มีการเพิ่ม ค่าลดหย่อนน้ำท่วม ขึ้นมาด้วยนะครับ เนื่องจากช่วงนี้มีข่าวน้ำท่วมในหลายพื้นที่ แต่ถ้าเรามีการบริจาคให้กับหน่วยงานที่เป็นตัวกลางอย่างภาครัฐ หรือ เอกชนที่ขึ้นทะเบียนกับภาครัฐ สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้นะครับ แต่ต้องบริจาคเป็นเงินเท่านั้นครับ

ค่าลดหย่อนกลุ่มยกมาจากปีก่อน

ทีนี้ก็มาถึงกลุ่มสุดท้ายซึ่งเป็นค่าลดหย่อนที่ ยกมาจากปีก่อน ซึ่งเหลืออยู่กลุ่มเดียวแล้วล่ะครับ นั่นคือ ค่าลดหย่อนจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์สูงสุด 120,000 บาท (เน้นว่า…ค่าลดหย่อนตัวนี้เป็นสิทธิต่อเนื่องจากการซื้อบ้านหลังแรกภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เท่านั้นนะครับ) ให้สิทธิสำหรับผู้ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในราคาไม่เกิน 3,000,000 บาท ให้สิทธิพิเศษสามารถนำเงินค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวไปลดภาษีได้โดยมีเงื่อนไขดังนี้ครับ

  • ต้องเป็นบ้านหลังแรกที่ มูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท และต้องซื้อภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559
  • ใช้สิทธิตั้งแต่ปีภาษี 2558 – 2559 เป็นต้นไป ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี
  • ห้ามโอนหรือขายต่อภายในเวลา 5 ปี และต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในบ้านหลังนั้นด้วย

และทั้งหมดนี้ คือ รายการลดหย่อนภาษีปี 2561 ที่ผมตั้งใจเขียนขึ้นมาทันทีหลังจากหมดเขตยื่นภาษีปีสำหรับปี 2560 เพื่อให้ทุกคนอ่านและวางแผนล่วงหน้าไว้ครับ ซึ่งถ้าหากว่ามีรายการลดหย่อนภาษีตัวใหม่ๆเพิ่มเติมขึ้นมา บทความนี้ก็จะถูกอัพเดททุกครั้งเพื่อให้เป็นบทความค่าลดหย่อนภาษีที่อัพเดทที่สุดครับผม

เทคนิคการวางแผนภาษีให้ประหยัดสูงสุด
โดยใช้ค่าลดหย่อนเป็นตัวช่วย

สำหรับในปี 2561 นี้การวางแผนภาษีของผมที่บอกว่าจะทำให้เสียภาษีน้อยที่สุดนั้น ผมขอแนะนำหลักการง่ายๆสั้นๆ 3 ข้อนี้ครับ คือ

1.  ประมาณการรายได้ทั้งปีว่ามีเท่าไรและเป็นรายได้กลุ่มไหนตามกฎหมาย สิ่งแรกที่ต้องรู้ก่อนเลยคือรายได้ทั้งปีนี้ของเราประมาณเท่าไร ซึ่งตรงนี้ถ้าใครเป็นมนุษย์เงินเดือนจะได้เปรียบมากๆครับ เพราะว่ารู้เลยว่ามีเท่าไร ซึ่งหลังจากที่รู้แล้วก็ต้องมาดูต่อว่า แล้วรายได้ของเรานั้นเป็นประเภทไหนตามกฎหมาย เพื่อที่จะได้คำนวณการหักค่าใช้จ่ายตามประเภทของรายได้ และคำนวณภาษีออกมาได้อย่างถูกต้องครับ

2. กระแสเงินสดที่เหลือจริงมีเท่าไร สิ่งต่อมาที่ต้องดูคือ กระแสเงินสดคงเหลือจากการใช้จ่ายจริง สิ่งที่เรารู้จากข้อแรกคือ รายได้แบบประมาณการ และจำนวนภาษีคร่าวๆ ที่ต้องเสีย ทีนี้เราต้องมาประมาณต่อครับว่า แล้วทั้งปีเรามีค่าใช้จ่ายจริงอะไรบ้าง และค่าลดหย่อนอะไรที่ต้องจ่ายต่อจากปีก่อนบ้าง เช่น ประกันชีวิต RMF ดอกเบี้ยบ้าน เพื่อให้รู้ว่าจำนวนเงินที่คงเหลือเป็นกระแสเงินสดที่เรามีนั้นเป็นเท่าไร แล้วค่อยมาวางแผนภาษีในขั้นตอนสุดท้าย

จะเห็นว่าทั้งสองข้อนั้นมาจากการทำประมาณการกระแสเงินสดจากงบรายรับรายจ่ายล่วงหน้าครับ เพื่อหาจำนวนคร่าวๆที่เราจะต้องใช้ในการวางแผนภาษี แล้วค่อยมาดูต่อในข้อสุดท้ายว่า…

3. เราต้องการอะไรมาลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมบ้าง และวัตถุประสงค์คืออะไร ผมจะบอกเสมอว่าการลดหย่อนภาษีให้ดูอยู่ 2 เรื่อง คือ มีเงินพอ และ เราก็ต้องการ เพื่อให้เราสามารถซื้อได้ต่อเนื่องสำหรับค่าลดหย่อนภาษีบางประเภท เช่น RMF ประกันชีวิตต่างๆ ประกันสุขภาพ เงินส่วนนี้ต้องจัดสรรให้ดีก่อน เพราะว่าถ้าหากมีการทำผิดพลาดเงื่อนไขไปก็จะสร้างปัญหาใหญ่ให้กับเราได้ครับ ดังนั้นตรงนี้ต้องตอบตามเป้าหมายการเงินและวัตถุประสงค์ของชีวิตเราให้ดี เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวและพร้อมจะจัดการวางแผนภาษีต่อไปครับ

สุดท้ายแล้ว ผมเชื่อว่าถ้ายึดตามหลักการของรายการลดหย่อนภาษีปี 2561 ที่อธิบายไว้ทั้งหมดนี้ แล้ววางแผนภาษีดีๆ หลายคนจะพบกับหนทางที่ช่วยสร้างอิสรภาพทางการเงินไปพร้อมๆกับการวางแผนภาษีอย่างแน่นอนครับ…

ป.ล. สำหรับคนที่สนใจเรื่องลดหย่อนภาษีแบบจริงจัง ผมกำลังจะเขียนบทความพิเศษเรื่องการวางแผนภาษีอีกบทความทาง Line @TAXBugnoms เร็วๆนี้นะครับ อย่าลืมเพิ่มเพื่อน https://line.me/ti/p/@taxbugnoms เพื่อรับบทความพิเศษด้วยนะครับผม

เช่าเงินมาวางเป็นสินสอด คือ จุดบอด หรือ ภาพสะท้อนภาษีสังคมของคนไทย?

วันก่อนเห็นเพื่อนๆ แชร์กันมาในเฟสบุ๊ค และได้อ่านบทความของ GM Live เรื่อง สัมภาษณ์ ผู้ตั้งธุรกิจเช่าสินสอดแต่งงาน บ.โรแมนทีส ชาวบ้านฮิต เปิด 3 เดือนรายได้นับแสน ทำให้พรี่หนอมนึกถึงบทความเก่าที่เคยเขียนเรื่องนี้ไว้อย่าง มนุษย์เงินเดือนน้อยอย่างเรา จะเอาตัวรอดกับสินสอดได้อย่างไร ประกอบกันครับ

ในมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ เรามักจะได้ยินว่า สินสอดไม่จำเป็นกับชีวิตคู่หรอก แค่รักกันจริงก็พอ แต่ถ้าหากเป็นแบบนั้นจริงๆทำไมธุรกิจนี้ถึงเติบโตเร็วและมีคนยอมลงทุนเพื่อ “เช่า” เงินมา “วาง” ตรงหน้าเพื่อแสดงว่าเป็นหลักฐานของการหมั้นหมายและแต่งงานกันอยู่ดีล่ะ

แน่นอนล่ะว่าคำตอบก็คงจะแตกแยกย่อยออกเป็นหลายความคิดเห็น ตั้งแต่มันจำเป็นด้านหน้าตาของคู่บ่าวสาวและครอบครัว เป็นการการันตีความชัวร์ที่จะเลี้ยงดูลูกสาวได้ (อันนี้กรณีที่ไม่ได้เช่ามา) ไปจนถึงการสร้างโอกาสต่างๆในอนาคตสำหรับการทำธุรกิจ (บางทีอาจจะมีผลก็ได้นะ เช่น เนี่ยบ้านนี้เค้าน่าจะรวยและน่าเชื่อถือนะ เห็นตอนนั้นแต่ลูกชายทีนึงสินสอดตั้งหลายสิบล้านแหนะ อะไรแบบนี้)

แวะมาพูดถึงความรู้เรื่องภาษีกันสักเล็กน้อยครับ สำหรับเรื่องนี้จะมีเรื่องภาษีมากระทบอยู่ 2 เรื่องครับ นั่นคือ ภาษีจากการรับให้ และ ภาษีรายได้

เรื่องแรก คือ ภาษีการรับให้ กรณีที่ให้เงินสินสอดซึ่งถือเป็นเงินตามพิธีธรรมเนียมประเพณีเกินกว่า 10 ล้านบาท ส่วนที่เกินกว่า 10 ล้านบาทเป็นต้นไปจะต้องเสียภาษีจากการรับให้ 5%  เช่น ถ้าหากให้เงินไป 15 ล้านบาท ก็จะเสียภาษี 250,000 บาท ดังนั้นถ้าจะให้เงินสินสอดเยอะๆแบบนี้ก็ระวังพี่สรรพากรจะตามมาหาด้วยนะครับผม แต่ถ้าหากกรณีที่เช่าเค้ามาวางเฉยๆ ไม่ได้ให้จริงแบบนี้ กรณีนี้ก็ถือว่าไม่ต้องเสียภาษีการรับให้ครับผม

เริ่องที่สอง คือ ธุรกิจแบบนี้ถือว่ามีรายได้นะครับ ยิ่งจดทะเบียนในรูปแบบของบริษัทแล้วล่ะก็ รายได้จากการให้เช่าเงินแบบนี้จะก้ำกึ่งระหว่างการให้กู้กับการเช่า ซึ่งถ้าจะตีความจริงๆอาจจะยังคลุมเครืออยู่ว่าจะเรียกว่าให้กู้หรือเช่าดี แต่ถ้ามองในภาพรวมที่มีทรัพย์สินอื่นๆ นอกจากเงินแล้ว ถือว่าเป็นการให้เช่าน่าจะเข้าเค้ากว่าครับ

รายได้จากการให้เช่าสังหาริมทรัพย์มแบบนี้ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และถ้าหากมีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% อีกต่อหนึ่งด้วยครับ ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีผลกับการเพิ่มราคาค่าเช่ากับลูกค้าด้วยหรือเปล่านะครับ อันนี้ก็ต้องติดตามกันดูต่อไปครับผม


จบความรู้เรื่องภาษีไปแล้ว ลองมามองกันต่อครับว่า ถ้าเอาตัวของเราออกมามองอยู่นอกเหตุการณ์นี้ หลายคนอาจจะมองว่า โหยยย ใครวะจะยอมจ่ายเงิน 250,000 บาทเพื่อเช่าเงินสิบล้านแค่วันเดียว สู้เอาที่ว่านี้ไปเริ่มต้นชีวิตหรือทริปฮันนีมูนจะดีกว่าไหม แต่อย่างที่ว่าแหละครับ เรื่องของเงินทองมันเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล และถ้าใครคิดว่าการจ่ายเงินก้อนนี้มันคุ้มค่าและไม่ทำให้ชีวิตเขาลำบาก มันก็อาจจะเป็นเรื่องของเขาที่เราไม่ควรจะยุ่งหรือเปล่า

ดังนั้น ในมุมของพรี่หนอมแล้ว เรื่องสินสอดจำนวนมากๆ หรือธุรกิจนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาของสังคมไทย เท่ากับค่านิยมที่เรายังให้ความสำคัญกับเรื่องเงินแต่เพียงภายนอก เพราะถ้าหากคนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญเรื่องนี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องหนึ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นภาษีสังคมตัวหนึ่งที่เห็นกัน มันก็อาจจะทำให้เรื่องเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นมา และทำให้เราเชื่อว่ารักกันได้อย่างสนิทใจ

ดังนั้น การจ่ายเงินเพื่อเช่าสินสอดสำหรับพรี่หนอมไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันคือสิ่งที่ตอกย้ำทัศนคติของสังคมว่าเงินสำคัญกว่าทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องหน้าตาและภาพลักษณ์ และมันจะอยู่กันแบบนี้ไปอีกยาว

…ตราบเท่าที่เราพูดคำว่าเงินไม่สำคัญแต่ไม่เคยรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 9-13 เมษายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมาความผันผวนจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ กับจีนยังคงส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกกันอีกแล้ว

แหม่.. ทำไมไม่คุยกันให้จบๆ ไปทีเดียว ส่วนไทยเองก็ลงหนักไม่ใช่เล่น เล่นเอาใครหลายคนกุมขมับ

ไม่ต้องตกใจไป มาลองดูกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้กันดีกว่าครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 9-13 เมษายน 2018

  • Focus : ตลาดหุ้นไทย
  • ความน่าสนใจ : ราคาที่ลงมาเหมาะกับการเริ่มสะสม และมีปัจจัยที่กระทบจำกัด

สัปดาห์นี้ยังเป็นอีกหนึ่งสัปดาห์ที่สามารถทยอยสะสมหุ้นได้หลายตลาดครับ (ยกเว้นจีน A-SHARE และเกาหลี) แต่สัปดาห์นี้ผม “อัศวินกองทุน” มองว่าตลาดหุ้นไทยน่าสนใจครับ

สาเหตุเพราะการปรับตัวลดลงนั้นมาจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก ซึ่งมองแล้วว่าจริงๆ ภาพรวมนั้นยังจำกัดอยู่ครับ นอกจากนั้นแนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังไปต่อได้อยู่ครับ

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นตอนนี้ยังคงได้รับความผันผวนจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ หลังจากทรัมป์ได้ประกาศเรียกเก็บภาษีจากจีนเพิ่มขึ้น เพื่อลดการขาดดุลทางการค้า ทำให้จีนมีการตอบโต้โดยจะขึ้นภาษีสิ้นค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ งานนี้น่าจะซัดกันไปอีกระยะหนึ่งเลยล่ะครับ

อีกด้านหนึ่งผลการประชุมของ FED มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดไว้ และมีมุมมองที่ดีขึ้นกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งก็ยังเป็นเหมือนสัปดาห์ที่แล้วที่ผมมองไว้

ตอนนี้แนะนำให้ระมัดระวังลงทุนในตลาดที่มีสัดส่วนของรายได้จากการค้าโลกในระดับสูง ซึ่งอาจโดนแรงเทขายเพื่อลดความเสี่ยงของนักลงทุนครับ

ส่วนงานนี้ตราสารหนี้อาจจะกลายเป็นพระเอกที่ได้รับความน่าสนใจมากขึ้นครับ เพราะตลาดได้ซึมซับข่าว FED ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ไว้มากแล้ว และความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ นี่แหละยังจะทำให้กลับมาน่าสนใจอยู่

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ถ้ามองในระยะยาว สัปดาห์นี้ ยังสามารถทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ ต่อไปครับ ตอนนี้ปัจจัยหลักๆ ที่ส่งผลกระทบ มาจากความกังวลต่อผลกระทบของมาตรการการกีดกันทางการค้าเป็นหลัก แต่ภาพรวมแล้วยังสามารถสะสมได้จากสภาวะเศรษฐกิจครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมกันต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

สัปดาห์นี้ยังเหมือนเดิมครับ ผมแนะนำให้เริ่มทยอยสะสมหุ้นยุโรปได้แล้วครับ หลังจากที่ตอนนี้ราคาได้ลงมามากแล้ว ในขณะที่สหรัฐฯ ได้ยกเว้นการขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมสำหรับทวีปยุโรป ทำให้ยุโรปไม่โดนผลกระทบจากการขึ้นภาษีในครั้งนี้ โดยยังแนะนำให้ลงทุนในหุ้นเล็กยุโรป small cap ซึ่งมักจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นใหญ่ในช่วงค่าเงินยูโรแข็งค่าแบบนี้ครับ และตอนนี้คือช่วงที่ปรับตัวลงจนราคาน่าสนใจครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อไปครับ

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สำหรับสัปดาห์นี้สถานการณ์ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคงลงอย่างต่อเนื่องครับ แต่มองในระยะยาวดูเหมือนว่าตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะไปต่อได้ครับ ยังคงแนะนำให้สะสมต่อไปครับ

ดังนั้น ทยอยสะสมตามภาพได้เลยครับผม

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

สำหรับสัปดาห์นี้ ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นอินเดียต่อไปเหมือนสัปดาห์ก่อนครับ เนื่องจากภาพรวมของตลาดหุ้นอินเดียที่ผ่านมามีความผันผวนอยู่เหมือนกับตลาดในเอเชียกลุ่มอื่นๆ ซึ่งผลกระทบจากสหรัฐฯและจีนเป็นเรื่องชั่วคราวครับ ระยะยาวนั้นไปต่อได้อยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมเพิ่มต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

สัปดาห์ที่แล้ว ผมแนะนำให้สะสมหุ้นเกาหลีเพิ่มขึ้นจากความสำเร็จในการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้เกาหลีได้รับการยกเว้นจากกำแพงภาษีการนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมใช่ไหมครับ แต่สัปดาห์นี้ต้องบอกเลยว่าขอให้กลับไปชะลอก่อนดีกว่าครับ เพราะมีปัจจัยเข้ามาแทรกคือตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของเดือนที่ผ่านมาของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ออกมาชะลอตัวลง และเกาหลีเป็นประเทศที่มีการส่งออกสูงครับ อาจจะได้รับผลกระทบจากศึกสงครามของสหรัฐฯ และจีนมากเป็นพิเศษครับ

สรุปสั้นๆ : ชะลอก่อนนะครับ

Insight ตลาดหุ้นไทย

แม้ว่าสัปดาห์ก่อนหน้าจะปรับตัวลงแบบเล่นเอาหลายคนใจหาย และสัปดาห์ที่ผ่านมาจะปรับตัวจนเกือบลืมหายใจ แต่ผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นไทยต่อไปครับ

โดยสาเหตุของสัปดาห์นี้ที่ปรับตัวลงนั้น เป็นเพราะตลาดปรับตัวลงจากความกังวลต่อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ แต่ผมมองว่าการปรับลดค่าธรรมเนียมจะมีผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มธนาคารค่อนข้างจำกัดอยู่ครับ

เชื่อเถอะครับว่าในภาพรวมนั้นเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจะช่วยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ

สรุปสั้นๆ : จะลงแค่ไหนเราไม่หวั่นทยอยสะสมต่อไปครับผม!!

Insight ตลาดหุ้นจีน

คำแนะนำผมในสัปดาห์นี้คือให้ชะลอการลงทุนหุ้นจีน A-Share

เนื่องจากสงครามการค้าที่เริ่มรุนแรงขึ้นกับสหรัฐฯ โดยหลังจากสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าหลายชนิดจากจีน จีนก็ได้มการตอบโต้โดยการขึ้นกำแพงภาษีสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่นกัน ทำให้ตลาดหุ้นจีนยังมีความเสี่ยงสูงอยู่ครับ รอดูท่าทีน่าจะดีกว่าในตอนนี้ครับ

สรุปสั้นๆ : หุ้นจีน H-Share ยังไปได้ต่อ แต่ตอนนี้ขอให้พักหุ้น A-Share ก่อนนะครับ

คำแนะนำเพิ่มเติม : หุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นโกลบอล Global Population Trend

สัปดาห์นี้แนะนำทั้งหุ้นเกิดใหม่และ หุ้นโกลบอล Global Population Trend เนื่องจากหุ้นทั้งสองกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรโลก ทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่มากขึ้นในอนาคตนี้ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมไว้ เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ!!

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : แนะนำให้ทยอยสะสมทุกตลาดยกเว้นจีน A-Share และเกาหลี
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำคงการลงทุนตราสารหนี้ high yield และ หุ้นกู้เอกชนสำหรับตราสารหนี้สหรัฐฯ ส่วนตราสารหนี้ไทย เน้นหุ้นกู้เอกชนเป็นหลัก
  • สินทรัพย์ทางเลือก : หาจังหวะทยอยสะสมทั้งทองคำและน้ำมันเพิ่มเติม

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 40%
  • ตราสารหนี้ไทย 48%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 13%
  • ตราสารหนี้ไทย 27%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 8%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 5 ม.ย. 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

อ่านบทความ อัศวินกองทุน ย้อนหลัง 1 สัปดาห์ :
https://aommoney.wpenginepowered.com/stories/อัศวินกองทุน/สรุปภาพรวมการลงทุน-ช่วงวันที่-2-6-เมษายน-2561-weekly-outlook-กับอัศวินกองทุน/1665

“มนุษย์เงินเดือน” ที่มี 7 พฤติกรรมเหล่านี้ที่ทำให้ไม่รวยซักที!

“มนุษย์เงินเดือน” เคยสังเกตพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองในแต่ละเดือนรึเปล่า ว่ามีรายได้เข้ากระเป๋าเท่าไหร่ แล้วมีรายจ่ายมากน้อยแค่ไหน อ่ะแน่! คุณไม่เคยทำล่ะสิ!! ได้มาก็ใช้ไป ไม่อยากคิดมากเพราะเป็น #สายชิลล์ชิลลลลล์ ระวังนะครับ! บั้นปลายจะไม่มีเงินเปย์ตัวเองตอนแก่!

ถ้าไม่อยากตกอยู่ในวงวนใช้เงินเดือนชนเดือน มารีเช็กพฤติกรรมที่ทำให้ “มนุษย์เงินเดือน” ไม่ ‘รวย’ ซักทีกันหน่อยดีกว่า! รีบรู้ตัว รีบแก้ไข จะได้มีเงินใช้ตอนเกษียณไม่ขัดสน

1. ติดนิสัยใช้ก่อนค่อยออม

คุณคงได้ยินคำนี้จนเอียนล่ะสิ แต่อย่าเพิ่งเบือนหน้าหนีครับ เราอยากให้คุณเช็กตัวเองก่อนว่าตนเองมีนิสัยอย่างที่เราบอกไปรึเปล่า เพราะคุณรู้มั้ย นิสัยแบบนี้แหละที่จะทำให้คุณไม่มีเงินออม และพอไม่มีเงินออม คุณก็ไม่สามารถต่อยอดด้านอื่นๆ ได้ (ลงทุนในทรัพย์สิน และความรู้) ฉะนั้นเริ่มตั้งแต่วันนี้เถอะครับ ‘ออมก่อนค่อยใช้’

ใช้สูตร รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่ายต่อเดือน ลองเอาไปใช้ดูครับ!

2. ไม่ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเพราะขี้เกียจ

เพราะแบบนี้ไง ทำให้คุณไม่รู้ว่าในแต่ละเดือนตัวคุณมี ‘รายจ่ายที่ไม่จำเป็น’ มากน้อยแค่ไหน

ตัวอย่างรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ได้แก่ การซื้อปากกาและสมุดเล่มใหม่ในขณะที่ของเก่ายังใช้ไม่หมด ซื้อเสื้อตัวใหม่ทั้งที่เสื้อตัวที่ซื้อมาก่อนหน้ายังไม่ได้ใส่เลยซักครั้ง ซื้อเครื่องประดับบ่อยเกินความจำเป็น ซื้อเผื่อ ซื้อเก็บ ฯลฯ คุณรู้ไหม รายจ่ายส่วนนี้ หากคุณควบคุมมันได้ คุณจะมีเงินออมเพิ่มขึ้นอีกมากโขเลยนะ!

3. เห็นของ Sale แล้วใจสั่น

ร้านค้าก็ช่างรู้ใจ วันไหนเงินเดือนใกล้ออก ก็รีบปล่อยโฆษณา Sale สินค้าออกมารัวๆ ได้ข่าวว่าเพิ่งลดไปเมื่อกลางเดือน นี่ลดอีกแล้วเรอะ! ใจสั่นตุ้มๆ ต่อมๆ เลยอ่ะ ลดตั้งหลายร้อยแน่ะ ขอสั่งซื้อหน่อย แม้ตอนนี้จะยังไม่จำเป็นต้องใช้ก็เถอะ

อาการใจสั่นเพราะของ Sale นี่แหละตัวดีที่คอยฉุดให้มนุษย์เงินเดือนไม่รวยซักที การเลือกซื้อสินค้าเพราะว่ามันราคาถูก โดยไม่คำนึงว่าจะได้ใช้รึเปล่า หลายครั้งเราซื้อของมาทิ้งไว้ที่บ้านเฉยๆ หากลองคำนวณราคาสินค้ารวมๆ กันดู หลายrพันอยู่นะที่เสียเงินไปน่ะ!

วิธีเลิกนิสัยใจสั่นกับของ Sale ง่ายๆ เลยก็คือ คิดทบทวนเยอะๆ ก่อนที่จะซื้อของแต่ละชิ้น ลองคิดดูว่ามันจำเป็นกับเราจริงๆ รึเปล่า? ..เราซื้อมาใช้ หรือแค่ซื้อมาเพราะอยากได้ ถ้าเป็นอย่างหลัง เกรงว่าคุณกำลังซื้อ ‘ขยะ’ เข้าบ้านนะครับ!

4. อยากได้อยากมี เลยต้องกู้ยืมเพื่อให้ได้มา

เพื่อนคนนั้นเพิ่งถอยรถยนตร์คนใหม่ เพื่อนคนนี้กำลังผ่อนคอนโดฯ เพื่อนคนโน่นกู้ซื้อบ้านผ่านแล้ว ส่วนไอ้ตัวก็เราอยากได้อยากมีเหมือนใครเขาบ้าง เดี๋ยวชาวบ้านชาวช่องเขาจะหาว่าเป็นคนไม่มีสินทรัพย์

วิธีคิดแบบนี้แหละครับ ที่จะทำให้คุณเป็นหนี้หัวโต! เพราะในขณะที่คุณอยากได้อยากมี อาจทำให้เผลอลืมคำนึงถึงความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ต่อเดือนได้ ช่วงแรกๆ อาจจะพอผ่อนชำระไหว แต่ในระยะหลังที่ดอกเบี้ยเริ่มเพิ่มมากขึ้น คุณอาจจะต้องขายสินทรัพย์ทอดตลาดก็ได้

ถ้าไม่อยากเสียเงิน เสียเวลาฟรี คิดคำนวณให้ดีล่ะ! ลองดูวิธีการความสามารถในการผ่อนชำระหนี้อย่างง่ายได้ที่นี่ครับ https://bit.ly/2Irr6e2

5. บัตรเครดิตคือไม้กายสิทธิ์

อยากได้อะไรก็รูดบัตรไป แต่ดั๊นไม่จดรายจ่ายว่าใช้อะไรไปบ้าง พอยอดผ่อนชำระเยอะๆ เข้า ก็ นี่แหละครับ! วิถีสู่ ‘เครดิตบูโร’

ถ้าไม่อยากเครดิตทางการเงินเสีย ก็หัดจดไว้ด้วยว่าใช้จ่ายผ่านบัตรไปแล้วเท่าไหร่ หลายคนมักลืมทำ หากมีบัตรเครดิตแค่ใบเดียวมันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่ลองนึกสภาพว่าถ้าคุณมีบัตรเครดิต 5 ใบล่ะ คุณจะจำได้มั้ยว่าใช้อะไรไปเท่าไหร่หากไม่จดบันทึกรายการจ่ายไว้น่ะ! อ้อ แล้วอีกอย่าง เวลาชำระหนี้บัตรเครดิตน่ะ ควรชำระเต็มจำนวนนะ อย่าจ่ายขั้นต่ำ ไม่งั้นอย่าหาว่าเราไม่เตือน

6. หยุดนิ่ง ไม่วิ่งหาความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ

เรียนมาตั้งแต่เด็กยันโต หลายคนรู้สึกเหนื่อย เลยอยากพักผ่อนอยู่เฉยๆ บ้าง ยังไม่อยากเรียนรู้อะไรเพิ่ม แต่คุณรู้ไหม ยิ่งปล่อยเวลาผ่านเลยไปนานๆ โดยไม่ลงมือทำอะไรเลยน่ะ ความรู้สึกของคุณก็จะยิ่งห่อเหี่ยว ไฟในการวิ่งตามฝันยิ่งหรี่แสง รู้ตัวอีกทีสนิมก็เกาะเต็มตัวจนขี้เกียจ ทีนี้ล่ะ คิดจะเร่ิมต้นทำอะไรก็กลายเป็นเรื่องยากไปซะหมดเพราะติดนิสัย

ถ้าไม่อยากย่ำอยู่กับที่ หมั่นหากิจกรรมให้ตัวเองทำ ได้ทำลองทำอะไรใหม่ๆ เพิ่มพูนความรู้ให้ตัวเองบ้าง อ่านหนังสือ หรือเข้าเวิร์กช็อปเพิ่มทักษะในการทำงานอะไรก็ได้ อาจจะวางคิวไว้ในทุกๆ วันเสาร์ของสัปดาห์ (ส่วนวันอาทิตย์ก็เก็บไว้พักผ่อน) เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการก้าวสู่การทำงานที่ท้าทายในอนาคต

7. ไม่เริ่มต้นลงทุน

เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องยาก เลยไม่สนใจศึกษา กะให้อายุมากกว่านี้ มีเวลาว่างกว่านี้ค่อยทำก็แล้วกัน แต่คุณครับ!!! เราเกรงว่าจะสายไป เพราะการลงทุนนั้นมันต้องอาศัยระยะเวลา จะหวังให้ลงทุนปุ๊บได้ผลตอบแทนปั๊บน่ะ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ฉะนั้นต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้!

หากต้องการคำแนะนำด้านการลงทุนล่ะก็ เราอยากให้คุณย้อนกลับไปอ่านข้อ 1 อีกครั้งครับ ตอนนี้คุณทำได้แล้วรึยัง ถ้ายังรีบลงมือโดยด่วน แล้วค่อยๆ ไต่ระดับด้านวางแผนการเงินและความรู้ด้านการลงทุนด้วยการศึกษาเพิ่มเติม (ติดตามจากกูรูของ aomMONEY ก็ได้นะครับ : D)

พฤติกรรม 7 ข้อที่เรากล่าวมาข้างต้น มีข้อไหนที่ตรงกับคุณบ้าง ถ้ามีล่ะก็ รีบแก้ไขโดยด่วนครับ! ก่อนที่ความรวยจะวิ่งห่างคุณไปเรื่อยๆ!

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

 Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

วางแผนภาษีแบบ Step By Step สำหรับธุรกิจ “ขายของออนไลน์”

นอกจากนั้นถ้าใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถอ่านบทความที่มีชื่อว่า ไขทุกปัญหา!! ภาษีขายของออนไลน์เพิ่มเติมได้อีกหนึ่งบทความคร้าบบ จะได้เข้าใจกันแบบแจ๋มแจ้งแดงแจ๋กันไปเลย

 

ภาษีสำหรับธุรกิจ ออนไลน์3-04

Mind Map ภาษีสำหรับคนที่มีธุรกิจขายของออนไลน์

 

เอาล่ะคร้าบ!! หลังจากที่ปูพื้นฐานความรู้และแนะนำบทความเก่าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คราวนี้เรามาดู เคล็ดลับวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจขายของออนไลน์กันบ้าง ครับว่าถ้าอยากจะทำธุรกิจออนไลน์ เราควรวางแผนอย่างไรบ้าง โดยผมขอแนะนำเป็นแต่ละขั้นตอนดังนี้ครับ

 

เริ่มต้นจาก เลือกรูปแบบธุรกิจให้เหมาะสม โดยปกติการทำธุรกิจนั้นจะมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ บุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ซึ่งผมขอให้ทางเลือกในการตัดสินใจ 5 ข้อดังนี้ครับ

  • คุณคิดว่าตัวเองเหมาะกับการทำธุรกิจจริงจัง มีฝันไกล เป้าหมายชัดเจน หรือไม่?
  • คุณคิดว่าธุรกิจของคุณต้องจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือไม่?
    (ถ้ายังไม่รู้ว่าภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร กลับไปอ่านบทความข้างบนอีกครั้งหนึ่งครับ)
  • คุณคิดว่าจะได้ กำไรจากธุรกิจ มากกว่า 2 ล้านบาทต่อปี หรือไม่?
  • คุณคิดว่าตัวเองมีความเข้าใจในเรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือไม่?
  • คุณยินดีจ่ายต้นทุนแฝงในการจัดการเพิ่มเติม เช่น ค่าบัญชี ค่าสอบบัญชี ค่าใช้จ่ายด้านเอกสารต่างๆ หรือไม่?

 

ถ้าคำตอบข้างต้น คือ ใช่ ตั้งแต่ 4 ข้อขึ้นไป คุณควรพิจารณาที่จะเลือกรูปแบบธุรกิจเป็น นิติบุคคล เช่น ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท เพื่อเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล ครับ แต่ถ้าคำตอบส่วนใหญ่ออกมาในเชิง “ไม่” หรือ “ไม่แน่ใจ” คุณควรเลือกทำธุรกิจในรูปแบบ บุคคลธรรมดา และเสีย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แทนครับ

 

สาเหตุที่ผมแนะนำแบบนั้นก็เพราะว่า การเสียภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดานั้น ง่ายกว่าตรงที่ เราไม่ต้องจัดเก็บเอกสาร เพราะสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ในอัตรา 80% ทันที (สำหรับธุรกิจออนไลน์ที่ซื้อมาขายไปและไม่ได้ผลิตสินค้าเอง) แถมยังไม่ต้องมีต้นทุนแฝงอีกมากมาย เช่น ค่าใช้จ่ายด้านเอกสารและบัญชี สุดท้ายถ้าไม่ไหวจะเลิกเมื่อไรก็เลิกได้ไม่ต้องมีปัญหาในการปิดบริษัท เลิกกิจการให้รำคาญใจเล่นครับ

 

แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะแนะนำและย้ำให้แน่ใจอีกครั้ง คือ อย่าเลือกรูปแบบธุรกิจเพราะต้องการเพียงประหยัดภาษีอย่างเดียว แต่จงเหลียวมองต้นทุนอื่นๆที่อาจจะเกิดขึ้นบ้าง (อย่างที่ผมได้ถามไปจากคำถามข้างต้นนี่แหละครับ)

 

เมื่อเลือก รูปแบบธุรกิจไปแล้ว เรียบร้อยแล้ว อย่าลืม! จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้าเรามั่นใจว่าธุรกิจของเรานั้นมีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีแน่นอน สิ่งแรกที่ควรทำคือ การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งทุกคนมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนไม่ว่าเราจะเลือกทำธุรกิจในรูปแบบ บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล ก็ตามครับ

 

หรืออีกทางหนึ่งก็คือเก็บข้อมูลรายได้ให้แน่นอน ถ้ารู้ว่าเมื่อไรรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทในปีนั้น ให้รีบจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทครับ (อ้างอิงตามมาตรา 85 /1 แห่งประมวลรัษฎากร)

 

เพราะถ้าหากธุรกิจของเรามีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ดันดื้อหรือไม่ยอมจด สิ่งที่จะต้องเจอ คือ เบี้ยปรับจำนวน 2 เท่า ของภาษีที่ต้องจ่าย และยังโดนเงินเพิ่มอีกในอัตรา 1.5% ต่อเดือน

 

โดยเคล็ดลับตรงนี้คือ ถ้าเรารู้ว่าตัวเองมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีแน่ๆ เราควรรีบจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทันทีตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำธุรกิจครับ เพราะจะได้สิทธิใช้เครดิตภาษีซื้อจากการซื้อสินค้าและบริการไปด้วยครับ

 

และลำดับสุดท้ายของการวางแผนภาษี คือ เข้าใจกฎหมาย คลายปัญหา สำหรับขั้นตอนนี้ จะเป็นการแนะนำเรื่องแนวคิดภาษีครับ เพราะคนทำธุรกิจใหม่ๆนั้น มักจะไม่ใส่ใจกฎหมายตั้งแต่แรก แต่กลับไปเลือกให้ความสำคัญความต้องการที่จะเสียภาษีน้อยๆเป็นหลัก (ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่)

 

อาจจะเพราะเราลืมคิดไปว่า การทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรกนั้นเป็นการเริ่มต้นธุรกิจที่ง่ายกว่า เพราะจากประสบการณ์ที่ผมเจอมานั้น มีหลายๆคนไม่ยอมเสียภาษี จนสุดท้ายโดยประเมินภาษีมากมายเกือบจะต้องปิดธุรกิจและล้มละลายไป ดังนั้นอยากให้หยุดคิดสักนิด ศึกษาให้เข้าใจ ผมเชื่อว่าคนคิดจะทำธุรกิจทุกคนนั้นเก่งอยู่แล้วครับ คงไม่มีอะไรที่จะยากเกินการศึกษาของตัวเองอย่างแน่นอนครับ


สุดท้ายนี้ ถ้าใครคิดว่าตัวเองมีปัญหาภาษีขายของออนไลน์อยากปรึกษา เชิญแวะมาพูดคุยได้ที่เพจ@TAXBugnoms ครับ และฝากติดตามบทความใหม่ๆทุกสัปดาห์จากเพจ @ภาษีธุรกิจ101 ด้วยนะคร้าบบ

 

ภาษีสำหรับธุรกิจ ออนไลน์3-01

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save