มนุษย์เงินเดือนน้อยอย่างเรา จะเอาตัวรอดกับสินสอดได้อย่างไร

ย้อนกลับไปสมัยก่อนที่หนุ่มสาวยังไม่มีสยามให้เดิน ไม่มีคาเฟ่ให้นั่ง ไม่มีไลน์ให้ส่งความรู้สึก ไม่มีเฟซบุ๊คให้ไลฟ์สด และไม่มีคุกกี้ให้เสี่ยงทายให้ฟัง มีแต่เพียงการนัดพบ ซึ่งนานๆ เจอกันที จนเมื่อหนุ่มสาวตกลงปลงใจจะร่วมหอลงโรง สินสอดจึงทำหน้าที่คล้ายการมัดจำความรักให้แก่ฝ่ายเจ้าสาว เพื่อไม่ให้เจ้าบ่าวทอดทิ้งงานไปกลางคัน ซึ่งสินสอดนั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างตามภาษาคนโบราณว่า ‘ค่าน้ำนมข้าวป้อน’

ส่วนคำว่า สินสอด ประกอบด้วยคำว่า สิน กับคำว่า สอด. สิน แปลว่า เงิน. สอด แปลว่า ใส่เข้าในช่องหรือในที่แคบๆ. สินสอด จึงแปลว่า เงินที่ใส่เข้าในช่องแคบๆ. มีคำสันนิษฐานว่า แต่โบราณเงินไทยเป็นเงินที่ทำจากแร่เงินเป็นรูปต่างๆ และเรียกชื่อตามรูปเงินนั้นๆ เช่น เงินที่ทำเป็นรูปกลมๆ มีปลายเป็นขางอ ๒ ข้างคล้ายตัวด้วง เรียกว่า เงินพดด้วง. เงินที่มีลักษณะยาวคล้ายราง เรียกว่า เงินราง. เมื่อบิดามารดาของฝ่ายชายไปขอลูกสาวของผู้ใด จะนำเงินรางคือสินนั้นสอดเข้าไว้ในเงินพดด้วงไปมอบให้บิดามารดาของฝ่ายหญิง. เงินที่ฝ่ายชายนำไปมอบให้บิดามารดาของหญิงชดเชยค่าเลี้ยงดูหญิงสาวนั้นจึงเรียกว่า สินสอด และเรียกดังนั้นจนถึงทุกวันนี้ (ที่มา: สำนักงานราชบัณฑิตยสภา https://goo.gl/tPK4GM)

ถามว่าสินสอดมีเงื่อนไขไหม ตอบเลยว่ามีครับ โดยสินสอดจะเกิดความหมายเมื่อฝ่ายชายส่งมอบให้ฝ่ายหญิงในช่วงพิธีหมั้น ไม่ว่าจะเป็นแก้วแหวน เงินทอง หรือโฉนดที่ดิน แต่ถ้ามีการส่งมอบกันภายหลังงานหรือนอกเหนือจากนั้น ถือว่าไม่ใช่สินสอดนะจ๊ะ แถมกรณีฝ่ายเจ้าสาวมอบสินทรัพย์ให้เจ้าบ่าวภายในพิธีหมั้น ก็ไม่ถือว่านั้นคือสินสอดเน้อ ตามกฎหมายจัดเป็นการให้โดยเสน่ห์หา (อ้างอิง: สินสอดและของหมั้นตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ลักษณะ1หมวด1การหมั้น)

เบื้องต้นเป็นที่มาที่ไปและความหมายกว้างๆ ของสินสอดครับ ส่วนประเด็นหลักสำหรับฝ่ายชายที่กำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าบ่าวนี่น่าจะหนักอกหนักใจกว่าเป็นไหนๆ ถ้าฝ่ายชายมีเงินเดือนแค่ 20,000 บาท แต่คิดอยากเป็นเจ้าบ่าวแล้ว แถมถูกเรียกค่าสินสอดจำนวนมาก ทำไงได้ก็ต้องหาทางให้ดี เพราะเรื่องความรักแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้!!

จากประสบการณ์รอบตัวของผมถือว่าอยู่ในช่วงที่เพื่อนพ้องทยอยกันแต่งงานกันเยอะพอสมควร ซึ่งก็ได้แง่คิดในการจัดการกับค่าสินสอด และความรักของบ่าวสาวให้ออกมาแฮปปี้แอนดิ้งได้ระดับหนึ่ง และนี่คือวิธีที่ไม่ลับ แต่เอามาจากชีวิตจริงของคนรอบตัวที่เคยผ่านประสบการณ์และเงินเดือน 20,000 แถมต้องจ่ายสินสอดเป็นล้านต้องวางแผนไงดีพร้อมกับงานนี้ผมได้เชิญผู้มีประสบการณ์อย่าง TAXBugnoms มาร่วมแชร์ความรู้สึกเหมือนเช่นเดิมครับ

1. เปลี่ยนประตูนรกเป็นประตูวิวาห์ด้วยการวางแผน

Creative Salary: การจะวิ่งเข้าสู่ประตูวิวาห์ต้องเริ่มสตาร์ทด้วยการเปิดอกคุยกัน เพราะจะได้รู้ความคิดของทั้งฝ่ายชายและหญิงว่า คิดเห็นไปในทางเดียวกันหรือเปล่า ถ้ามีความคิดเหมือนกัน บางคู่ก็ช่วยกันเก็บเงินเพื่อเป็นสินสอดในงานแต่งของทั้งคู่ได้ (ถ้าฝ่ายหญิงเอาด้วย) ข้อดีคือการเก็บเงินจะไปได้เร็วเพราะช่วยกันเก็บทั้งคู่ และส่งผลต่อการใช้จ่ายที่มีระเบียบวินัยมากขึ้น ซึ่งตรงนี้จะส่งผลต่อพฤติกรรมในระยะยาวด้วยเช่นกัน แต่ถ้าคุยแล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังคงตอบคำถามได้ไม่ชัดเจน เราก็ยังแนะนำให้คุณออมเงินอยู่นะ อย่างน้อยก็เพื่อตัวเองและการตั้งตัวกับความรักในอนาคต ถึงแม้ว่าหลังแต่งานไปแล้วจะมีเสียงแว่วๆ จากอดีตเจ้าบ่าวหลายคนแซวมาว่าประตูนรกมันเปิดรอแล้วหลังจากแต่งไปต่างหาก

Taxbugnoms: ถ้าเรามองว่าใครสักคนจะมาเป็นคู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขของเราจริงๆ สิ่งที่เราต้องแชร์กันคือ “ความจริง” ระหว่างเรา โดยเฉพาะเรื่องการเงินซึ่งเป็นอักเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากๆ และทำให้คนจำนวนมากมีปัญหากับเรื่องนี้ พรี่หนอมมองว่าฝ่ายชายถ้าไม่มีหรือไม่ไหวก็ให้บอกไปตรงๆอย่างจริงใจ ในขณะที่ฝ่ายหญิงเองอาจจะต้องลองหาจุดสมดุลที่เหมาะสมระหว่างคนทั้งคู่ร่วมกัน เพราะตอนแรกที่เรารักกัน เราต่างก็ไม่ได้คิดว่าแต่ละฝ่ายต้องมีรายได้หรือฐานะมากขนาดไหน จริงไหมล่ะครับ?

2. เจรจามูลค่าของความรักไม่ให้เกิดรอยร้าว

Creative Salary: กรณีที่ข้อแรกบรรลุไปด้วยดี ก็มาสู่ข้อถัดมา คือนัดวันบุกเข้าไปเจรจาสู่ขอฝ่ายหญิง ซึ่งถือเป็นหลักไมล์ที่วัดใจฝ่ายชายสุดๆ ว่าจะเดินออกจากบ้านด้วยจำนวนสินสอดที่ทางฝ่ายหญิงต้องการเท่าไหร่ ซึ่งโดยหลักการแล้วจะมีวิธีคำนวณสินสอดเพื่อความเหมาะสม โดยมีปัจจัยวัดจาก อายุ / รายได้ / ระดับการศึกษา / ลำดับการแต่งงาน ซึ่งมีวิธีการคิดดังนี้

มูลค่าสินสอด = (2.2205 x รายได้ต่อเดือน) + (8986.92 x อายุ) + (174818.6 หากเป็นคนกรุงเทพฯ) – (454350.5 หากจบการศึกษาไม่เกินมัธยม/ปวช.) + (227064.1 หากแต่งงานเป็นลำดับแรกของครอบครัว) – (134160.8 หากมีภาระต้องดูแลครอบครัวอยู่) + (1890610 หากเป็นผู้บริหารระดับสูง)

ยกตัวอย่างคู่บ่าวสาวมีรายได้เฉลี่ย 20,000 บาทต่อเดือน อายุเฉลี่ย 30 ปี ทั้งคู่เป็นคนกรุงเทพฯ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี และแต่งงานเป็นคนแรกของครอบครัว แต่ต่างคนต่างก็ไม่ต้องเลี้ยงดูครอบครัวของตัวเอง และไม่ได้มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูง

ค่าสินสอดดุลยภาพก็จะอยู่ที่

(2.2205 x 20000) + (8986.92 x 30) + (174818.6) + (227064.1) = 715,590.3 บาท 

เอ่อ…เจ็ดแสนกว่าบาทสำหรับค่าสินสอดกับฐานเงินเดือน 20,000 สมมติคิดวางแผนว่าจะแต่งงานภายใน 2-3 ปี มีความเป็นไปได้ไหมครับพี่หนอม

Taxbugnoms: มันคือหลักการของวิธีการคำนวณนะครับ อย่าไปยึดติดมาก แล้วก็เอาจริงๆถ้าจะคำนวณแบบนี้ต้องมีการคิดเงินเฟ้อด้วยเพราะว่าสูตรนี้มันมีมาตั้งแต่ปี 2011 แล้ว!! ถ้าหากถามว่าเป็นไปได้ไหม ลองมากดเครื่องคิดเลขคำนวณกันดูครับ โดยกำหนดให้ออมเงิน 10% ของรายได้ไว้เพื่อให้ได้สินสอด (เป็นตัวเลขที่น่าจะพอเก็บได้ คือ เดือนละ 2,000 บาท) และเอาไปลงทุนในผลตอบแทนที่สูงสักหน่อย (ประมาณ 7%) เรามาดูตัวอย่างกัน

สินสอด 700,000 บาท จากการเก็บเงินเดือนละ 2,000 บาท
จะเก็บเงินได้ภายในระยะเวลากี่ปีที่ผลตอบแทนแตกต่างกัน

Present Value คือ จำนวนเงินเก็บ ณ ปัจจุบัน = ไม่มี

Payment คือ จำนวนเงินเก็บเพิ่มรายเดือน

Future Value คือ จำนวนเงินที่เป็นเป้าหมาย ในที่นี่คือ 700,000 กับ 2,000,000

Annual Rate คือ ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนที่แตกต่างกัน

Period คือ ระยะเวลา (ในที่นี่คำนวณเป็นเดือน คิดเป็นปีก็หาร 12)

กรณีเงิน 700,000 บาท จะเห็นว่าเป้าหมายนี้พอจะเป็นไปได้อยู่ครับ ถ้าตั้งใจเก็บเงินเดือนละ 2,000 บาทที่ผลตอบแทน 10% จะไว้เวลาประมาณ 13 ปีกว่าๆ ซึ่งก็พอจะทำให้แต่งงานกับคนที่คบมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยปีแรกๆได้ (ถ้าคุณศรัทธาในรักแท้)

สินสอด 2,000,000 บาท จากการเก็บเงินเดือนละ 2,000 บาท
จะเก็บเงินได้ภายในระยะเวลากี่ปีที่ผลตอบแทนแตกต่างกัน

แต่สำหรับถ้าเก็บเงินเดือนละ 2,000 บาทที่ผลตอบแทน 10% อยากจะได้เงินสัก 2,000,000 บาท ก็จะใช้เวลาประมาณ 22 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเวลาดีที่ฝ่ายหญิงน่าจะมีมดลูกน่าจะฝ่อในระดับหนึ่งแล้ว กรณีนี้อาจจะต้องคบตั้งแต่ประถม คงจะพอไหว (อันนี้ขอให้เป็นรักแรกพบละกันครับ)

มาถึงตรงนี้ เราจะพอเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า ปัญหาจริงๆมันคือเรื่องของเงินเก็บในแต่ละเดือนที่น้อย ทำให้คุณไม่สามารถคล่องตัวได้อย่างอิสระ ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นคือการสร้างรายได้ที่มากขึ้นและลดรายจ่ายลงต่างหากครับ!!!

3. สินสอดอาจไม่ใช่ปัญหา ความเข้าใจต่างหากละที่ต้องพิสูจน์

Creative Salary: ข้อนี้คือประสบการณ์ของหลายๆ คู่ว่าระหว่างนี้ชีวิตคู่จะมีปัญหาเรื่องตัวเลขเข้ามาท้าทายความสัมพันธ์แน่นอน หลายครั้งที่เราเคยได้ยินข่าววิวาห์ล่มกลางคัน หรือความสัมพันธ์พังก่อนแต่งงานก็มาจากเรื่องสินสอดนี่แหละ ก็แหม่เงินเดือนแค่นี้ แต่สินสอดสูงมันก็เครียดสิคร้าบ แต่แนะนำว่าให้ใจเย็นๆ และลองพิจารณาถึงความเป็นไปได้ ถ้าคำนวณแล้วไม่ถึงก็ขยายเวลา หรือขยายเวลาไม่ได้ ยังอยากวิวาห์ในเวลาที่ตั้งไว้ก็ต้องหาทางเพิ่มรายได้จากช่องทางอื่นเอานอกจากเงินเดือน แต่ควรเป็นการหารายได้ที่ความเสี่ยงไม่ควรสูง เพราะไม่เช่นนั้นเราอาจเครียดกว่าเดิมได้

งานอะไรที่ความเสี่ยงไม่สูงและสามารถหาได้ครับพี่หนอม?

Taxbugnoms: จากตัวอย่างเมื่อกี้จะเห็นว่ารายได้ที่น้อยก็ต้องหาเพิ่มกันไป ถ้าหากถามว่าในสายของมนุษย์เงินเดือนแล้วงานอะไรที่ความเสี่ยงไม่สูงและสามารถหาได้ ขอบอกง่ายๆที่สุดคือ ทำงานที่มีอยู่ให้ดี ให้ก้าวหน้า จะเปลี่ยนงานอัพเงินเดือนก็ไม่ว่าแต่ขอให้เรามีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่เราทำอยู่จริง นี่ถือว่าเป็นงานที่ความเสี่ยงต่ำระดับหนึ่งครับ เพราะมันใช้แรงแลกเงิน ไม่ใช่ต้องไปลงทุนหรือเจออะไรให้ลำบากทรัพย์สิน ส่วนอีกด้านที่ต้องรีบทำไปด้วยกันคือการสร้างความฉลาดด้านการเงิน โดยการเก็บออม ศึกษาความรู้การลงทุนไปพลางๆ เพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มผลตอบแทนอีกทางหนึ่งครับ

หลายคนบอก โห แม่งพูดแบบนี้ก็ง่าย แต่จริงๆ ชีวิตเรามันไม่ใช่เกมส์สั้นๆนี่นา เพราะงานนี้ต้องมองกันยาวๆใช่ไหมครับ

4. รักไม่ล่มต้องมองยาวๆ

Creative Salary: จริงๆ แล้วสินสอดเป็นกระบวนการส่วนหนึ่งของพิธีวิวาห์ แต่หลังม่านพิธีมากกว่าที่จะเป็นตัวพิสูจน์ว่าความรักของเราจะไปได้ไกลแค่ไหน ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนชีวิตคู่เพื่อไม่ให้เดือดร้อนเรื่องการเงินด้วยนะครับ เช่น ถ้าเราคำนวณแล้วว่าหลังแต่งเงินเดือน 20,000 บาท จะต้องอยู่กินกันอย่างไร ผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด ผ่อนรถไหวไหมถ้าต้องมี รวมถึงแผนระยะยาวของการมีบุตรอีก ถ้ามีต้องเตรียมค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ อันนี้พี่หนอมจะแชร์ให้ฟังนะครับ

Taxbugnoms: ทำไมโยนไปแล้วมันกลับมาหาตัวเองได้หว่า เอาแบบนี้ละกันครับ สิ่งที่ต้องเปิดใจลำดับแรกคือเรื่องเงิน และสิ่งที่ต้องทำด่วนไม่แพ้กันคือการจัดการดูแลตัวเองให้มีรายได้ที่ดีขึ้น (สำหรับคนที่ไม่พอใจในรายได้ที่มี) และการเลือกใช้ชีวิตแบบให้เบาสบายไร้กังวลโดยการไม่ก่อหนี้ เพราะบอกตรงว่าเงินเดือนที่มีนั้น และการใช้ชีวิตที่มีค่าใช้จ่ายสูงอาจจะทำให้ชีวิตลำบากได้ครับ ดังนั้นตรงนี้คิดดีๆก่อนว่าจะทำอะไร ให้มองเงินในกระเป๋าและความสามารถ และที่สำคัญต้องมองด้วยว่า เรานั้นมีคนมาอยู่ข้างๆแล้วนะ การรับผิดชอบชีวิตกันและกันมันคืออีกหน้าที่ของชีวิตคู่ครับ

อ่านจบแล้วอย่าเพิ่งใจเสียไป สำหรับคนที่มีความรัก ใช้ความพยายามอดทน ตั้งใจทำงาน ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองทั้งด้านความรักและคุณภาพชีวิต เราสองคนเป็นกำลังใจให้เสมอครับผม

อ้างอิง: 

http://book.weddingsquare.com/wedding_info.asp?TID=314

http://setthasat.com/2011/09/20/wedding/มูลค่า “สินสอด” ในงานแต่งควรเป็นเท่าไหร่ดี?

(Review) “ของมันต้องมี” กับกองทุนหุ้นจีนระดับ 5 ดาว

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน กลับมาเจอกันอีกครั้งนะครับ กับผมหมอนัทแห่งคลินิกกองทุนคนเดิมครับ หลังจากที่ในปีที่แล้วกองทุนหุ้นต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี และกองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่เรียกได้ว่าดีมาก ๆๆๆ ซึ่งผมเองยังคงได้รับคำถามเข้ามามากมายว่าจะยังดีต่อเนื่องได้อีกไหม และน่าลงทุนระยะยาวรึเปล่านั้นก็คือ กองทุนที่ลงทุนในประเทศจีนนั่นเองครับ

ดังนั้นในครั้งนี้ผมเองก็จะมาเล่าให้นักลงทุนฟังกันถึงแนวโน้มการลงทุนในกองทุนจีนกันครับ หลังจากที่ผมเองก็เคยให้ความเห็นไว้เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วว่าเป็นกองทุนที่มีแนวโน้มเติบโตได้ รวมถึงเขียนบทความถึงประเทศนี้บ่อยครั้งว่า เป็นหนึ่งในกองทุนที่น่าสะสมในระยะยาวครับ

ทำไมผมถึงคิดแบบนั้น นั่นก็เพราะว่าจีนมีเสน่ห์หลายอย่างเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้าน IT ด้านประชากร ด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมถึง ความมั่นคง และมีเสถียรภาพของรัฐบาลอีกด้วยครับ

จีนนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างที่เราเห็นบทบาทในเวทีโลกเสมอๆ ว่าหากที่ไหนที่มีสหรัฐฯ เข้าไปเจรจาการค้ากับประเทศไหน ก็มักจะมีจีนเขาไปเจรจาการค้าร่วมด้วยเช่นกัน เพื่อถ่วงดุลอำนาจกันในระดับโลกครับ

ถึงแม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีปัญหาเข้ามามากเหลือเกิน ดังนั้น ไม่แปลกครับ ที่บางท่านจะสงสัยว่า จีน จะดีในระยะยาวจริงเหรอ และการลงทุนในจีนจะทำผลตอบแทนได้ดีอย่างต่อเนื่องจริงหรือ

แม้ว่าในช่วงก่อนประเทศจีนประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ต้องบอกว่าประหลาด เพราะว่าความร้อนแรงเกินไป เงินไหลเข้าประเทศไม่หยุด สภาพคล่องมีมาก และปัญหาเงินกู้นอกระบบ (Shadow Banking) รวมถึงปัญหาฟองสบู่เกิดขึ้นในภาคอสังหาฯ

แต่จีนก็ได้ปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างเอาจริงเอาจัง ทำการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป และทำการ“ลด” หรือ “ปรับ” นโยบายต่างๆ รวมถึงจากที่เคยเน้นการผลิตเพื่อส่งออก มาเป็นเน้น “การบริโภคภายในประเทศ” ให้มากขึ้น เน้นการบริการ เพื่อสร้างพื้นฐานที่ดีใหักับประเทศตนเอง เปิดเสรีด้านการเงิน การลงทุนมากขึ้น(เดี๋ยวนี้มีเอกชนต่างประเทศไปลงทุนโดยตรงได้มากขึ้น) ทำการลดการทุจริตในภาครัฐ (ปราบคอร์รัปชั่นแบบเอาจริงมากเลยนะครับ) ทั้งหมดก็เพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนที่จะพุ่งทะยานต่อในอนาคต

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น ที่จะทำให้ตลาดหุ้นผันผวน แต่ผมเชื่อว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ดีขึ้นในอนาคตครับ ถึงแม้ว่าดูแล้วเศรษฐกิจจีนอาจจะยังไม่ร้อนแรงเหมือนเมื่อก่อน แต่ว่าเศรษฐกิจจีนนั้นก็ยังมีการเติบโตที่สูงอยู่ดี

นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาประเทศของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนมากขึ้น ด้วยมาตรการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ทางการเงิน สร้างความเข้มแข็งให้รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งการสร้างเส้นทางสายไหมใหม่ (One Belt One Road) ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญของจีน เพื่อความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย

โดยเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตสูงต่อเนื่องที่ระดับ6.5% ในปี2561 (รายงานWorld Economic Outlook, Oct 2017, จัดทำโดยIMF) โดยได้แรงหนุนส่วนใหญ่จากการลงทุนและการบริโภครวมถึงการค้าระหว่างประเทศที่ขยายตัวดี

เอาเป็นว่าโตมากกว่าฝั่งยุโรป และสหรัฐฯ แน่ๆ ครับ เพราะมีหลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ว่า หากจีนเติบโตไปเรื่อยๆ แบบนี้ไม่เกิน10 ปี จะมีตลาดการค้าที่ใหญ่พอๆ กับ สหรัฐฯ และภายใน15 ปี จะใหญ่กว่าสหรัฐฯ เกือบเท่าตัวครับ

ดังนั้น ผมว่าในระยะยาวแล้ว จีนยังคงเป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุนครับ แนะนำว่าลงทุนกับจีนเสียแต่วันนี้ วันหน้าไม่ผิดหวังครับ แต่อาจจะต้องเป็นการลงทุนระยะยาวนะครับ เพราะในระยะสั้นเราจะเห็นความผันผวนได้ค่อนข้างมาก

นั่นก็เพราะว่าราคาหุ้นจีนจะเริ่มสูงขึ้น และซื้อขายในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาว แต่กระนั้นก็ยังถูกกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะหุ้นH-Share ที่ซื้อขายในราคาDiscount มีForward P/E อยู่ที่8.12 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย10 ปีที่10.6 เท่า  (ที่มา:  Bloomberg 11 ม.ค.61)

งั้นถ้าจะลงทุนในหุ้นจีน กองทุนที่น่าสนใจตอนนี้ก็คือ K-CHINA ของ บลจ.กสิกรไทยซึ่งเป็นกองทุนระดับ 5 ดาวจากมอร์นิ่งสตาร์ โดยกองทุน K-CHINA จะลงทุนในกองทุนหลัก Fidelity Funds- China Focus ที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในประเทศจีนและฮ่องกง รวมถึงหลักทรัพย์ของบริษัทต่างประเทศที่มีธุรกิจในประเทศจีนนั่นเองครับ

ส่วนกองทุนนั้นมีความน่าสนใจมากๆ เลยโดยเฉพาะการที่กองทุนเปิดโอกาสรับผลตอบแทนจากการเติบโตของหุ้นจีนที่จดทะเบียนในประเทศจีน (A-Share) และฮ่องกง (H-Share)  ที่มีแนวโน้มเติบโตจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

และเน้นการลงทุนแบบที่เน้นลงทุนในหุ้นคุณค่า (Value Investing) หรือตามสไตล์ของ Peter Lynch สุดยอดผู้จัดการกองทุนในตำนานของ Fidelity นั่นเองครับ

แน่นอนว่าแนวคิดนี้ส่งต่อมาถึงผู้จัดการกองทุนหลัก ที่เป็นหนึ่งในผู้จัดการกองทุนชั้นนำของโลก ซึ่งมีความเชี่ยวญชาญและข้อมูลเชิงลึกในหุ้นจีนโดยเฉพาะ และมีประสบการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นจีนที่ยาวนานกว่า 18 ปีเลยทีเดียวครับ

แล้วกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นคุณค่าดียังไง แนวคิดนี้ก็จะมองว่าการพิจารณาคัดเลือกหุ้นจะต้องเน้นวิเคราะห์ไปที่ตัวปัจจัยพื้นฐานของหุ้น เช่น นโยบายของบริษัทเป็นอย่างไร ฐานะของงบการเงินมีความแข็งแกร่งมั้ย รวมถึงดูว่าราคาหุ้นจะต้องไม่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริง ซึ่งกระบวนการแบบนี้ก็คือการคัดเลือกหุ้นแบบ Bottom up นั่นเอง

อย่างเช่น ตอนนี้หุ้นกลุ่ม IT ของจีนปรับตัวขึ้นสูงและแพงเกินไปเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริง (ขัดกับหลัก Value Investing) ผู้จัดการกองทุนหลักจึงให้น้ำหนักลงทุนกับหุ้นในกลุ่ม IT น้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และไปเพิ่มน้ำหนักกับหุ้นกลุ่มอื่นที่น่าสนใจและมีราคาเหมาะสมมากกว่า

ส่วนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ตามตารางด้านล่างจะเห็นได้ว่า 1 ปีย้อนหลัง กองทุนK-CHINA ให้ผลตอบแทนสูงถึง 37% ขณะที่ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 5 ปีก็ยังจัดว่าสูงสุดเป็นอันดับ1 ในกลุ่มกองทุนหุ้นจีนทั้งหมดในตลาดด้วย (ข้อมูลจากMorningstar? ณ วันที่ 29 ธ.ค.60)

นอกจากนี้กองทุน K-CHINA ยังเป็นกองทุนระดับ5 ดาวจากมอร์นิ่งสตาร์ (Morningstar? Overall Rating ของกลุ่มThailand OE China Equity, ข้อมูล ณ 31 ม.ค. 2561) ซึ่งก็เชื่อมั่นถึงคุณภาพได้เลย เพราะมอร์นิ่งสตาร์เค้าจัดอันดับกองทุนด้วยหลักเกณฑ์สากลที่ใช้กันทั่วโลก ซึ่งต้องพิจารณาทั้งในส่วนผลการดำเนินงานและความเสี่ยงควบคู่กันไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่ากองทุนที่ได้ 5 ดาวนั้นจะมีผลการดำเนินงานที่ปรับด้วยความเสี่ยงแล้วดีกว่านั่นเองครับ

หมายเหตุ : ผลการดำเนินงานย้อนหลัง ณ วันที่29 ธันวาคม 2560

โดย บลจ.กสิกรไทย / กองทุนK-CHINA จัดตั้งเมื่อวันที่4 พ.ย.52

จากความเห็นส่วนตัวคิดว่ากองทุนนี้ค่อนข้างที่จะน่าสนใจมาก ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาวมากกว่า 5-7 ปีขึ้นไปครับ ส่วนระยะสั้นๆ นั้นก็อาจจะมีความผันผวนหน่อย และยังต้องลุ้นกันต่อว่า จีนจะมีนโยบายอย่างไร และมีอะไรมาเสริมให้ตลาดทุน หรือตลาดหุ้นให้แข็งแกร่งขึ้น เพราะว่าถ้าตลาดหุ้นไปได้ดี ก็หมายถึง ประชาชนเองก็น่าจะมีความมั่งคั่งที่ดีด้วยครับ

คราวนี้เรามาดูหุ้นที่น่าสนใจของกองทุนกันนะครับ ว่ามีหุ้นอะไรบ้าง และมีความน่าลงทุนอย่างไรครับ เพื่อที่จะได้ตัดสินใจได้ว่ากองทุนนี้น่าลงทุนหรือไม่อย่างไรครับตัวเด่นๆที่จะขอพูดถึงก็อย่างเช่น New China Life Insurance (NCL)ซึ่งเป็นธุรกิจประกันชีวิต ประกันภัยเจ้าใหญ่ในจีน ซึ่งมองว่าน่าจะอนาคตไกลครับ เพราะประชากรจีนมีจำนวนมาก แล้วอนาคตสังคมผู้สูงวัยที่จะมาถึงทำให้ธุรกิจนี้ยังมีความต้องการอีกมาก 

หรืออย่าง Tencent Holdings นี่ก็เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนด้าน Internet Communityซึ่งเป็นผู้พัฒนาโปรแกรมต่างๆ เช่น WeChat, Tenpay หรือโปรแกรมแชทรุ่นเก๋าอย่าง QQ ซึ่งยังคงเป็นที่นิยมของวัยรุ่นจีนและคนทั่วไปมาถึงทุกวันนี้ และหุ้นอีกตัวที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ นั้นคือAlibaba เว็บอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ของแจ็ก หม่าผู้โด่งดังนั่นเอง

พอจะเห็นภาพคราวๆ แล้วว่าหุ้น 10 ตัวแรกที่กองทุนลงทุนมีอะไรบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหุ้นเด่นๆที่เป็นผู้นำตลาดในแต่ละด้าน การลงทุนระยะยาวกับบริษัทเหล่านี้ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีไปด้วยครับ

ส่วนถ้าไปดูรายละเอียดแยกตาม Sector ก็จะเห็นว่ามีการกระจายลงทุนอยู่หลายกลุ่ม โดยอันดับ 1 คือกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 29% ขณะที่กลุ่มIT ที่บอกว่าผู้จัดการกองทุนให้น้ำหนักน้อยกว่าดัชนีชี้วัดนั้น ก็ยังตามมาเป็นอันดับ 2 ที่สัดส่วน 18% เพราะยังไงก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหุ้นกลุ่มนี้ยังมีความน่าสนใจอยู่เยอะทีเดียว ตามมาด้วยกลุ่มพลังงานและกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย

อ่อ เกือบลืมไปครับ กองทุนนี้มีนโยบายการจ่ายปันผลปีละไม่เกิน 4 ครั้ง ด้วยนะครับ ซึ่งผมว่าเหมาะกับกองทุนที่ไปลงทุนในจีนมากๆ เนื่องจากระหว่างทางกองทุนจะทยอยจ่ายเงินกลับมาให้กับเรา ในระยะสั้นที่มีความผันผวนผมเชื่อว่าจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น ไม่กังวลต่อความผันผวนมากนัก เหมือนมีน้ำหล่อเลี้ยงใจระหว่างลงทุน ส่งผลให้ลงทุนระยะยาวได้อย่างสบายใจไปด้วยครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ น่าจะพอมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า หากเราลงทุนระยะยาวกับกองทุนจีน ที่มีแนวโน้มการเติบโตได้ ก็น่าจะทำให้เราได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวังกันไว้ อย่างไรก็ตามก็อย่าลืมว่าการลงทุนเองก็มีความเสี่ยง แต่อย่างน้อยๆ หากนักลงทุนเข้าใจสิ่งที่กำลังจะลงทุน ก็น่าจะทำให้ความเสี่ยงลดลงไปมากเลยทีเดียวครับ อย่าลืมทำความเข้าใจกองทุนนี้ก่อนลงทุนนะครับ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนK-CHINA สามารถดูได้ที่ลิงค์นี้เลยครับ https://goo.gl/vjUqzE 

วันนี้ลาไปก่อน ขอให้โชคดีกับการลงทุนในกองทุนจีน K-CHINA นะครับ^_^ สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

ทำไมฟรีแลนซ์ยุคใหม่ต้องใช้ Fastwork.co

ทำไมฟรีแลนซ์ยุคใหม่ต้องใช้ Fastwork.co

Fastwork.co คืออะไร

Fastwork.co คือเว็บไซต์สำหรับฟรีแลนซ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นทั้งคอมมูนิตี้สำหรับฟรีแลนซ์ทุกสาขาอาชีพ เป็นหน้าโปรไฟล์ส่วนบุคคลสำหรับลงประกาศรับงาน และยังเป็นช่องทางสำหรับคนทั่วไปที่ต้องการจ้างงานจากฟรีแลนซ์ นอกจากนี้ยังบริหารงานด้วยทีมงานรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดทันสมัย ทันโลกเทคโนโลยี การใช้งานทั้งเว็บไซต์และแอพลิเคชันจึงสะดวก ง่าย เข้าถึงกลุ่มคนหลากหลาย รวมถึงมีระบบการจ้างงานที่คิดขึ้นเพื่อฟรีแลนซ์และผู้จ้างโดยเฉพาะอีกด้วย

ทำไมฟรีแลนซ์ยุคใหม่ ถึงควรใช้ Fastwork.co 

1. ระบบราคาขั้นต่ำ

ปกติแล้วฟรีแลนซ์มักถูกเอาเปรียบในด้านเรทราคางานอยู่เสมอ หรือไม่ก็อาจฟรีแลนซ์เจ้าอื่นที่ทำงานในสายเดียวกันตัดราคากันเห็นๆ  Fastwork.co ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปด้วยระบบการกำหนดราคาขั้นต่ำ หากเราไม่ใส่ราคาขั้นต่ำตามที่กำหนดก็จะไม่สามารถทำการเสนอราคาให้ลูกค้าได้ ระบบนี้ช่วยยกระดับอัตราค่าจ้างเฉลี่ยของฟรีแลนซ์ให้สูงขึ้น และยังช่วยป้องกันปัญหาการตัดราคากันอีกด้วย 

2. ระบบโปรไฟล์ที่น่าเชื่อถือ

ไม่ว่าจะเป็นโปรไฟล์ข้อมูลส่วนตัวของฟรีแลนซ์หรือของผู้จ้าง ทาง Fastwork.co ก็มีการตรวจสอบอย่างดี ด้วยการขอให้แสดงหลักฐานที่สามารถยืนยันตัวตนได้จริง ทำให้ทั้งฟรีแลนซ์หมดห่วงเรื่องลูกค้าที่ไม่มีตัวตน ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการรับงานจากลูกค้ารายต่างๆ ได้มากขึ้น 

3. ระบบลงประกาศรับงานที่อิสระ

Fastwork.co เอาใจฟรีแลนซ์ที่ต้องการรับงานหลายๆ ประเภท ด้วย Slot สำหรับลงประกาศงาน 1 ช่องในช่วงเริ่มต้นเป็นสมาชิกเว็บไซต์ จากนั้นเมื่อขายงานได้เพิ่มขึ้น Slot สำหรับลงประกาศรับงานก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเราสามารถลงประกาศรับงานได้ถึง 5 งานเลยทีเดียว เหมาะสำหรับใครที่มีความสามารถหลายอย่าง เราก็สามารถหางาน หาเงินได้ด้วยการลงประกาศงานหลายงานแบบอิสระ ไม่จำกัดว่าสมาชิก 1 คนต้องรับงานเพียง 1 งานเท่านั้น

4. ระบบการโอนเงินที่ปลอดภัย 

เมื่อเราตกลงกับลูกค้าเรื่องรายละเอียดการทำงานเรียบร้อยแล้ว หลังจากเสนอราคาและลูกค้าโอนเงินค่าจ้าง เงินจำนวนนั้นจะเข้ามาอยู่ในระบบของ Fastwork.co และเมื่อเราส่งงานเรียบร้อยจนถึงขั้นตอนที่ลูกค้ากดอนุมัติ เงินค่าจ้างก็จะถูกโอนมายังบัญชีผู้ใช้ของเรา และโอนเข้าบัญชีธนาคารทุกวันอังคารที่ 2 และ 4 ของเดือน หมดปัญหาลูกค้าเบี้ยวค่าจ้าง นอกจากนี้หากระหว่างการทำงานเกิดเหตุสุดวิสัยแต่เราส่งงานไปก่อนส่วนหนึ่งแล้ว เรายังสามารถขอยกเลิกงานโดยขอรับเงินตาม % ที่เราควรได้จากงานที่ส่งไปอีกด้วย 

5. ระบบช่วยเหลือที่รวดเร็วจากทีมงาน

หมดห่วงเมื่อติดต่อลูกค้าไม่ได้ หรือปัญหาข้อสงสัยทุกอย่างในการใช้งานเว็บไซต์ เพราะทาง Fastwork.co เตรียมช่องทางการช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้กับฟรีแลนซ์อย่างเราไว้อย่างสะดวก ทั้งหน้าเพจเฟสบุ๊ค และช่องทางหลักคือ Line@ เราสามารถสอบถามข้อสงสัยและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จากนั้นเมื่อถึงเวลาทำการ แอดมินจะเข้ามาช่วยตอบคำถามอย่างรวดเร็วรวมถึงช่วยประสานงานไปยังฝ่ายต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาที่เราต้องการได้อย่างน่าประทับใจ

เพราะการเป็นฟรีแลนซ์ไม่จำเป็นต้องหางานยากหรือเดินทางเพียงลำพังอีกต่อไป Fastwork.co พร้อมเปิดรับฟรีแลนซ์ทุกคน รวมถึงผู้ที่ทำงานประจำแต่อยากหารายได้เสริม ก็สามารถเข้ามาเลือกสมัครสมาชิกและลงโปรไฟล์งานในหมวดหมู่ที่คุณสนใจได้ อิสระ ไม่มีข้อผูกมัด แถมยังได้รับงานผ่านเว็บไซต์ฟรีแลนซ์ที่ดีที่สุดและได้มาตรฐานที่สุด ลองได้ที่ https://fastwork.co เลย! แล้วคุณจะรู้ว่าการเป็นฟรีแลนซ์นั้นมีอะไรดีๆ มากกว่าที่คิด

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 12-16 กุมภาพันธ์ 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ กลับมาพบกับอัศวินกองทุนเหมือนอย่างเช่นเคยครับกับสัปดาห์แห่งความรัก แต่…เชื่อว่าหลายคนคงชะงักกับการปรับตัวลงของตลาดหุ้นทั่วโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมาใช่ไหมครับ

ภาพรวมของตลาด

ไม่เป็นไรนะครับ อย่าเพิ่งใจเสียไป เพราะการปรับตัวลงของตลาดหุ้นทั่วโลกนั้น เกิดจากความกังวลของนักลงทุนต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งถ้าหากเรามองถึงภาพรวมที่เกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสให้ทยอยเข้าสะสม เนื่องจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจยังคงสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนอยู่ครับ โดยกลยุทธ์ในการลงทุนประจำสัปดาห์นี้ ผมมองว่าควรจะเป็นในทิศทางดังต่อไปนี้ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  หลังจากตลาดปรับตัวลงมาเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังคงออกมาสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ นโยบายลดภาษีจะเป็นอีกปัจจัยซึ่งช่วยให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอยู่ครับ ผมมองว่าการปรับฐานของตลาดหุ้นจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และถือเป็นโอกาสให้ทยอยเข้าสะสมเพิ่มขึ้นครับ

ตลาดหุ้นไทย จากเศรษฐกิจที่มีสัญญาณดีขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวมาเรื่อยๆ ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่าเม็ดเงินในปี 61 นั้นจะสูงขึ้น รวมทั้งโครงการ EEC จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจและการลงทุนในระยะถัดไป ดังนั้นในช่วงนี้ ยังเป็นโอกาสให้เราเข้าทยอยสะสมอยู่เหมือนเดิมครับ

ตลาดหุ้นเกิดใหม่ เนื่องจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น ช่วยสนับสนุนผลประกอบการบริษัท ขณะที่ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่ยังคงอ่อนค่าจะช่วยสนับสนุน fund flow ให้เข้าลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่มากขึ้น ผมยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมต่อไปสำหรับตลาดหุ้นกลุ่มนี้ครับ

หุ้นโกลบอลเทคโนโลยี อย่างที่ทราบกันดีครับว่า หุ้นในกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการปฏิรูปนโยบายภาษีสหรัฐฯ และตัวหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีนั้น เป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวสูง จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภคที่ใช้อินเตอร์เน็ต และเทคโนโลยีที่มากขึ้น ผมมองว่ายังคงทยอยสะสมต่อไปได้เหมือนเดิมครับ เพราะถ้าหากมองในระยะยาวแล้วหุ้นกลุ่มนี้ถือเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลยล่ะครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ตราสารหนี้ต่างประเทศ กลุ่มนี้ผมแนะนำให้เน้นลงทุนตราสารหนี้บริษัทเอกชนประเภท High Yield ของสหรัฐฯ เป็นหลักครับ เนื่องจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง ช่วยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเน้นให้ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นจากนโยบายการเงินตึงตัวในหลายประเทศครับ

ตราสารหนี้ไทย ผมแนะนำให้เพิ่มการลงทุนในหุ้นกู้เอกชน เพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยมีอัตราผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ เงินเฟ้อไทยยังคงต่ำกว่ากรอบของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

ทองคำ จากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ นโยบายลดภาษี รวมถึงการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ไว้มากแล้ว ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ขาดปัจจัยหนุนให้แข็งค่า ซึ่งการถือทองคำนั้นถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง เนื่องจากทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มักปรับตัวขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนอยู่ครับ ดังนั้นทยอยสะสมทองคำต่อไปได้เรื่อยๆ ครับ

น้ำมัน จากปริมาณสำรองน้ำมันดิบในสหรัฐฯ เริ่มปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาด และจะเข้าสู่ช่วงที่ปริมาณสำรองน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสแรกของปี ในขณะที่ตัวเลขการผลิตน้ำมันจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงกว่าต้นทุนการผลิตเฉลี่ยมาระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้นช่วงนี้ควรถอยห่างออกจากน้ำมัน โดยการชะลอการลงทุนไปก่อนครับ

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

กลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้ จะเห็นว่าถึงแม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะมีความผันผวน แต่ภาพรวมผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมตลาดหุ้นไทย สหรัฐฯ ตลาดหุ้นเกิดใหม่ และหุ้นเทคโนโลยี เหมือนอย่างเช่นเคยครับ

เหตุผลสั้นๆที่ยังยืนยันแบบเดิมก็เป็นเพราะว่า…

“การลงทุนของเรานั้นคือการลงทุนในระยะยาว โดยใช้วิธีการปรับปรุงพอร์ตการลงทุนอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์ ดังนั้นถ้าหากภาพรวมของเศรษฐกิจยังดี การปรับตัวในช่วงนี้ถือเป็นโอกาสมากกว่าวิกฤตครับ”

ส่วนตราสารหนี้หรือสินทรัพย์ทางเลือกนั้นยังคงอยู่ในทิศทางเดิม สินทรัพย์ทางเลือกยังเน้นสะสมทองคำและชะลอการลงทุนในน้ำมันเหมือนสัปดาห์ก่อนครับ

ฝากไว้ก่อนจากกัน ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้นักลงทุนนั้นตั้งคำถามกับตัวเองก็คือ เรากำลังลงทุนเพื่ออะไร เป้าหมายแบบไหน และระยะเวลาเท่าไร ก่อนที่จะตัดสินใจกับสถานการณ์ตรงหน้าที่เกิดขึ้นครับ เพราะไม่งั้นการลงทุนของเราก็อาจจะไม่ต่างกับการพนันเลยล่ะครับ…

แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ!

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

(Review) อยากลงทุนกับเวียดนาม กองทุนไหนน่าสนใจ?

สวัสดีครับ นักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน พบกับผมหมอนัท อีกครั้งนะครับ ผมเชื่อว่าหากใครติดตามการลงทุนอยู่บ่อยๆ ก็อาจจะสังเกตเห็นได้ว่าปีที่แล้วนั้น ตลาดหุ้นในกลุ่มของ Emerging Market หรือตลาดหุ้นในประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศจีน และอินเดีย ที่กำลังจะมีการเติบโตเกินหน้าสหรัฐฯ และยุโรปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านั้น ผลตอบแทนจากการลงทุนก็ค่อนข้างจะไปได้สวยทีเดียวเลยครับ

ทั้งนี้ก็เพราะว่าหุ้นในกลุ่ม Emerging Market ในระยะยาวแล้ว มีโอกาสที่จะได้เห็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศ และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมากขึ้น และหากเติบโตได้ต่อเนื่องหลายๆ ปีก็จะส่งผลต่อการเติบโตของบริษัทอย่างก้าวกระโดดในประเทศเหล่านั้นครับ

เราได้รู้จักกับกองทุนในกลุ่ม Emerging Market กันไปแล้ว แต่ว่าในวันนี้ผมจะพาทุกท่านมารู้จักตลาดหุ้น ที่น่าสนใจไม่แพ้กับตลาดหุ้นในกลุ่ม Emerging เลยทีเดียว นั่นก็คือ ตลาด Frontier Market นั่นเองครับ

ประเทศที่อยู่ในกลุ่มนี้ และเราคุ้นเคยนั้นก็จะคล้ายๆ กับประเทศไทยเมื่อ 10 กว่าปีก่อน และมีการเติบโตสูงมากนั่นก็คือ “ประเทศเวียดนาม” นั่นเองครับ

ในครั้งนี้เราจะมาดูกันครับว่า เพราะอะไรที่ทำให้ประเทศนี้น่าสนใจในการลงทุน และการลงทุนในประเทศเวียดนามผ่านกองทุนนั้นมีกองทุนไหนที่น่าสนใจครับ

ถ้าหากพูดถึงประเทศในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่มีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลงทุนที่น่าสนใจ ชื่อของ “เวียดนาม” น่าจะอยู่ในคำตอบลำดับต้นๆ นักลงทุนหลายท่านแน่นอน โดยเวียดนามเองมีความน่าสนใจดังนี้ครับ

1. GDP เติบโตสูงมากในแต่ละปี

10 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจเวียดนามเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉลี่ยแล้ว GDP มีอัตราเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 5-7% เลยทีเดียวครับ นักวิเคราะห์คาดว่าเศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มเติบโต 6-7% ในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า (ที่มา: Bloomberg  ณ 31 ธ.ค. 2560)

2. ความได้เปรียบจากโครงสร้างประชากรและตลาดแรงงาน

ประชากรเวียดนามส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน ซึ่งนับว่าสวนทางกับประเทศอื่นๆ ใน AEC ที่เริ่มกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ  ทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าประชากรวัยทำงานของเวียดนามจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2582 ซึ่งคาดว่าจะมีประชากรวัยทำงานแตะถึง 70.44 ล้านคน

ถือว่ามีโครงสร้างประชากรที่พร้อมสำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต นอกจากนี้ประเด็นสำคัญมากก็คือ ค่าแรงก็ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันครับ

ส่งผลให้อัตราการจ้างงานในเมืองของเวียดนามยังมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ให้สูงขึ้นในอนาคตรวมถึงช่วยผลักดันให้ภาคการบริโภคภายในประเทศเติบโตตามไปด้วย  อีกสิ่งที่น่าสนใจมากคือเรื่องคุณภาพของประชากรที่โดดเด่นไม่แพ้ประเทศพัฒนาแล้วอีกด้วยครับ

3. เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติก็ยังคงมีมูลค่าสูง

เม็ดเงินจากต่างชาติไหลเข้าเวียดนามนั้น ถึงมีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2555  โดยปัจจุบันเกาหลีและญี่ปุ่น เป็นผู้ลงทุนหลัก และคาดว่าในอนาคต อาจมีประเทศในยุโรปเข้ามาลงทุนมากขึ้นจากอานิสงส์การทำสัญญา FTA กับสหภาพยุโรป

4. สภาพการเมืองเข็มแข็ง

เสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายภาครัฐยังเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนระยะยาว ทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลาย ทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่มั่นคงขึ้นและช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงินซึ่งไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ค่าเงินค่อนข้างจะผันผวนพอสมควรเลยครับ

คราวนี้เรามาดูในส่วนของเรื่องตลาดหุ้นในเวียดนามกันครับ

ก็ต้องถือว่าร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีกองทุนในต่างประเทศสนใจที่จะลงทุนในเวียดนามเยอะมากขึ้น แต่ถึงกระนั้น ขนาดของตลาดหุ้นเองก็ไม่ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วอย่างที่คิด และยังคงน้อยกว่าประเทศอื่นๆ เช่นประเทศไทย และฟิลลิปปินส์ ดังนั้น ก็หมายความว่า Market Cap ของเวียดนามต่อ GDP นั้น ยังมีศักยภาพการเติบโตได้มากกว่าที่เป็นอยู่ครับ นอกจากนี้ Market ROE หรือ อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นนั้นก็ยังสูง ส่วนอัตราส่วนของราคาต่อกำไรต่อหุ้น หรือ P/E Ratio ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่ได้สูงมาก

นับจากปีพ.ศ. 2556 Market Cap ของตลาดหุ้นหลักของเวียดนามซึ่งได้แก่ HoChi Min Stock Exchange มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 6 เท่า (ที่มา: Credit Suisse : Asia Pacific / Vietnam, Equity Research Strategy , Bloomberg, ณ 27 พ.ย. 2560)

นับตั้งแต่ปี 2556-2560 ดัชนีหุ้นเวียดนาม (VN30) ก็มีผลการดำเนินงานเฉลี่ยที่ 18% ต่อปี 

(ที่มา: Bloomberg, ณ 31 ธ.ค. 2560) ซึ่งถือว่ามีความน่าสนใจ ส่วนในปีนี้ ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ดัชนี VN30 ก็เติบโตขึ้นถึง 11.19% (ที่มา: Bloomberg, ณ 31ม.ค.2561)

และหากผนวกกับความพยายามของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาตลาดหุ้นเวียดนามจากปัจจุบันที่อยู่ใน Frontier Market ให้เข้าสู่ Emerging Market ภายในปี 2020 ด้วยแล้วละก็ ต่างชาติเองก็น่าจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในประเทศนี้มากขึ้นครับ

ซึ่งในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใดในเวียดนาม ก็ดูเหมือนว่าจะกำลังเติบโตไปได้ดี เนื่องจากโครงสร้างประชากรที่ยังคงมีคนหนุ่มสาวอยู่ค่อนข้างมาก และเริ่มมีการเติบโตของคนชนชั้นกลางที่มีรายได้สูงมากขึ้น จึงส่งผลให้มีการเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ การศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มอุปโภค บริโภค ซึ่งเราจะเห็นได้จาก กลุ่มร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ ที่มีการเติบโตในเวียดนามติดอันดับต้น ๆ ของโลกเลยก็ว่าได้

มาถึงตรงนี้ใครหลาย ๆ คน คงคิดว่าจะมีการลงทุนกับเวียดนามทางไหนได้บ้าง มีกองทุนที่ไปลงทุนโดยตรงไหม ซึ่งผมจะขออธิบายถึงกองทุนที่เป็นพระเอกของเราในครั้งนี้ครับ

นั่นก็คือ กองทุนเปิดแอสเซทพลัส เวียดนาม โกรท ฟันด์ (ASP-VIET)

ผมต้องเล่าก่อนว่า กองทุนนี้เพิ่งเปิด IPO กันไปเมื่อ 16-26 มกราคมที่ผ่านมา และเสียงตอบรับก็ล้นหลามมาก ชนิดที่เปิด IPO แค่วันเดียวก็เต็มมูลค่าโครงการ 2,217.61 ล้านบาท และล่าสุดก็มีการขอเพิ่มทุนขึ้นไปอีก 2,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดให้ผู้ลงทุนที่พลาดโอกาสลงทุนไปในคราวก่อนได้มีโอกาสเข้าไปลงทุนกันครับ

โดยกองทุนนี้เป็นกองทุนหุ้น ระดับความเสี่ยง 6 มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเวียดนามหรือมีธุรกิจหลักในประเทศเวียดนาม ที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตในอนาคตหรือจะได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนาม โดยสามารถลงทุนผสมผสานได้ทั้งการลงทุนโดยตรงในตลาดหุ้นเวียดนามผ่านการคัดสรรหุ้นรายตัวโดยทีมผู้จัดการกองทุน และยังสามารถลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศหรือกองทุน ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นเวียดนามได้อีกด้วย

สำหรับพอร์ตการลงทุนของกองทุน ASP-VIET มีแผนจะลงทุนในเบื้องต้นกับสินทรัพย์ต่างๆ  ดังนี้ครับ

1. ลงทุน ETF หุ้นเวียดนาม ประมาณ 0-40% เพื่อกระจายความเสี่ยง และเพิ่มสภาพคล่องให้กับกองทุน

2. ลงทุนตรงในหุ้นในประเทศเวียดนาม ประมาณ 0-30% เพื่อเน้นลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีมีการเติบโตสูง

3. ลงทุนกับกองทุนรวมต่างประเทศที่ลงทุนในเวียดนามอีกที ประมาณ 0-30% เพื่อกระจายความเสี่ยง และมีการเติบโตได้ในระยะยาว ซึ่งตัวอย่างผลการดำเนินงานของกองทุนต่างประเทศที่คาดว่าจะเข้าไปลงทุนก็น่าสนใจทีเดียว ดังนี้ ครับ

ผมคงต้องบอกว่า ผลตอบแทนจากกองทุนทั้งสองนั้น น่าสนใจมากกกก ทำเอาตลาดหุ้นบ้านเราแทบจะชิดซ้ายไปเลยครับ

ผมเชื่อว่าหากนักลงทุนสามารถลงทุนระยะยาวได้ กองทุนเวียดนามนี้ ถือว่าเป็นกองทุนที่เหมาะมากอย่างยิ่งครับ เนื่องจากมีแนวโน้มของผลตอบแทนที่ค่อนข้างจะสูงทีเดียว แถมกองทุนยังมีการกระจายความเสี่ยงไปทั้งกองทุน ETF , กองทุนที่มีความเชี่ยวชาญ รวมถึงมีการเลือกหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงๆ ได้อีกด้วยครับ

แต่การลงทุนในเวียดนามเองก็ยังคงมีความเสี่ยงอยู่เช่นกันครับ เนื่องจากเป็น Frontier Market ความผันผวนของราคาสินทรัพย์เองก็จะค่อนข้างสูง รวมถึงปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน สภาพคล่องในการขายหุ้นที่ไม่สูงนัก

ดังนั้น นักลงทุนต้องมีความเข้าใจเรื่องตลาดหุ้นฯ และภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่จะไปลงทุนเป็นอย่างดี ไม่ควรที่จะมองเพียงแนวโน้มของผลตอบแทนที่จะได้รับเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองเรื่องของความเสี่ยงควบคู่ไปด้วยกันครับ ซึ่งผมเชื่อว่า หากนักลงทุนเข้าใจดี ความเสี่ยงจะลดลง และเราสามารถควบคุมได้จนมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีอย่างที่ต้องการครับ

ส่วนท่านที่สนใจลงทุน กองทุน ASP-VIET เค้าจะเปิดให้ซื้อ-ขายทุกวันที่ 25 ของทุกเดือน (ถ้าตรงกับวันหยุดก็จะเลื่อนเป็นวันทำการถัดไป) โดยจะเปิดรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าพร้อมทั้งชำระเงินค่าซื้อในวันที่ 15-19 ลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาทครับ ซึ่งล่าสุดกองทุนนี้ก็เพิ่งเพิ่มทุนอีก 2,000 ล้านบาทเพื่อรองรับผู้ลงทุนที่สนใจด้วย

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.assetfund.co.th/VIET_AD.html หรือรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ. แอสเซท พลัส 0 2672 1111  ครับ แล้วพบกันครั้งหน้านะครับนักลงทุนทุกท่าน สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

“โสด” ไม่ใช่ปัญหา (จำนวนปี x 1,000) x 2 = ของขวัญวันวาเลนไทน์ให้ตัวเอง

ความโสด แม้จะเศร้าอยู่บ้าง แม้จะเหงาอยู่หน่อยๆ แต่ไม่ใช่ปัญหา!

“โสด” มานานเหลือเกิ๊น พอย่างเข้าสู่วัยกลางคน หันไปทางไหนก็เห็นแต่เพื่อนร่วมรุ่นพากันลั่นระฆังวิวาห์ ส่วนตัวเราก็ครองโสดมานานเหลือเกิ๊น ถ้าเปรียบหัวใจเป็นเหล็กก็น่าจะขึ้นสนิมไปแล้ว ไม่เคยเล้ยจะมีหวานใจมาขัดสนิมให้ได้กระชุ่มกระชวยน่ะ!

รุ่นนี้ปูนนี้แล้วจะมามัวแต่อวดครวญถามหาเหตุผลว่า ‘ทำไมถึงไม่มีคนรักกับใครเขาบ้าง?’ ก็ดูจะเปล่าประโยชน์ aomMONEY เลยอยากจะชวนเพื่อนๆ มาให้ของขวัญวันวาเลนไทน์ตัวเองด้วยสูตร..

(จำนวนปีที่ โสด x 1,000) x 2 = ของขวัญวันวาเลนไทน์ให้ตัวเอง

ตัวอย่าง โสดมาแล้ว 3 ปี สามารถคำนวณตามสูตรได้ว่า (3 x 1,000) x 2 = 6,000 ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นี้ เราจะตีค่าเป็น ‘จำนวนเงิน’ เท่ากับว่าวันวาเลนไทน์ปีนี้ เราจะให้ของขวัญตัวเองเป็นเงินจำนวน 6,000 บาท โดยเราสามารถจัดการยังไงกับมันก็ได้ จะใช้สำหรับช้อปปิ้ง หาของกินอร่อยๆ หรือไปเที่ยวต่างจังหวัดช่วงวันหยุด ก็ทำได้ตามสบายเลย!

แต่ถ้าจะให้ดีอีกหน่อย ลองเอาจำนวนเงินที่คำนวณได้เก็บเป็นเงินฉุกเฉิน หรือไม่ก็เอาไปลงทุนดูสิ ตัวอย่าง ลงทุนในกองทุนรวม จะใช้เป็นวิธีการ DCA ก็ได้ หรือนำไปออมทองก็นับเป็นไอเดียที่น่าสนใจ

แทนที่จะโฟกัสแต่เรื่องที่ทำให้ตัวเองรู้สึกเศร้าในช่วงวันวาเลนไทน์ อย่างการไม่คู่รัก หรือต้องอยู่คนเดียวในวันที่ 14 กุมภาฯ เพียงพลิกมุมกลับ หันมาสนใจและมอบของขวัญเป็นเงินสักก้อนให้ตัวเองเพื่อเอาไปทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่เราอยากทำ หรือเอาไปลงทุนเพื่ออนาคต แบบนี้ดีกว่าตั้งเยอะ!

ทั้งหมดที่พูดไปไม่ได้หมายความว่า เราบอกให้คุณตัดขาดเรื่องความรักออกไปจากชีวิตหรอกนะ แม้จะไม่มี ‘คู่รัก’ แต่ไม่ได้หมายความว่ารอบๆ ตัวคุณไม่มี ‘คนรัก’ นี่ คุณยังมีพ่อแม่ พี่ น้อง เพื่อน อีกตั้งหลายคนที่พร้อมจะมอบความรักให้กับคุณ

‘ถ้าคุณไม่ยอมแพ้ รักแท้จะตามหาคุณ’ (ทำนองมา!)

อ้อ ส่วนใครที่ “โสด” มานาน.. ประมาณ 20 ปี ก็ลองปรับลดตัวเลขลงหน่อยละกัน คงลำบากน่าดูถ้าต้องให้ของขวัญวันวาเลนไทน์กับตัวเองด้วยจำนวนเงิน 40,000 บาทน่ะ (ตบบ่าเบาๆ)

– นักออมมือใหม่เริ่มต้นลงทุนที่ “กองทุนรวม” (https://goo.gl/qEQ8Rk)

– สูตรลับกลยุทธ์การออมหุ้นแบบ DCA ฉบับ ต้าร์กวิน ตอนที่ 1 (https://goo.gl/c5DqR2)

– สูตรลับกลยุทธ์การออมหุ้นแบบ DCA ฉบับ ต้าร์กวิน ตอนที่ 2 (https://goo.gl/U1rKFe)

– 1,000 บาท เริ่มต้นออมทอง (https://goo.gl/Egm27r)

#aomMONEY #กองบรรณาธิการ #วาเลนไทน์ #ซื้อกุหลาบให้ตัวเองฉันซื้อกุหลาบให้ตัวเอง

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

 Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

5 เทคนิค การประหยัดเงิน จากค่าหอพัก

ค่าหอพักที่อยู่อาศัย คงจะเป็นรายจ่ายส่วนใหญ่ของใครหลายๆ คน ถ้าเราลดรายจ่ายตรงส่วนนี้ได้ก็คงประหยัดเงินไปได้เยอะเลยใช่มั้ยล่ะ ไปดูกันดีกว่าว่าเจ้าถุงเงิน จะมีวิธีประหยัดเงินจากค่าหอได้อย่างไร

ถ้าพูดถึงค่าใช้จ่ายสำหรับที่พักอาศัยในเมืองหลวงแล้วละก็ ถือได้ว่าแพงกว่าต่างจังหวัดแน่นอน ถ้าเทียบเป็นอัตราส่วนของเงินเดือน ก็คงจะเป็นรายจ่ายที่สูงมากสำหรับใครหลายๆ คน 

บางทีเงินเดือนออกมา 15,000 ต้องจ่ายค่าหอพัก ก็หมดกันไปแล้วครึ่งนึง

ถ้าเราลดรายจ่ายในส่วนนี้ได้ ก็คงจะประหยัดไปได้เยอะเลยใช่มั้ยล่ะครับ ถุงเงินมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการประหยัดเงินจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่พักอาศัยมาฝากกันครับ

1. หาข้อมูลให้มาก

“ทางเลือกที่มาก ทำให้เราเลือกได้ดีกว่า”

 ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกอะไรไป ทางเลือกที่มีมาก ย่อมทำให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นเสมอ ถุงเงินอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ใช้เวลาสักหน่อย เพื่อค้นหาที่พักให้ได้มากที่สุด แล้วนำมาทำเป็นตารางเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละที่ให้ชัดเจน เท่านี้เราก็มีโอกาสที่จะได้หอพักถูกและดีแล้ววว

2. หาเพื่อนร่วมห้อง

การหาเพื่อนรู้ใจสักคนมาเป็นรูมเมท จะช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายตรงนี้ไปได้เยอะเลย แต่การจะหาคนมาใช้ห้องร่วมกันก็ต้องเป็นคนที่มีความสนิทสนมกับเราพอสมควร เพื่อนสมัยมัธยม หรือ มหาลัย ก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะเรารู้จักกันมาพอสมควรแล้ว จะได้ไม่ต้องมีปัญหาตอนอยู่รวมกันนะครับ

3. ไม่เลือกห้องที่เกินตัว

ห้องที่ทำเลดี ขนาดใหญ่ ตกแต่งสวยงาม ย่อมเป็นที่ต้องการของใครหลายๆ คน แต่ถ้าเราไม่ได้มีเงินเดือนที่สูงมากขนาดนั้น การเลือกหอพักที่ดีเกินตัว อาจจะทำให้เราไม่มีเงินเหลือทำอย่างอื่นเลยอย่างงี้ก็ไม่ดีนะครับ

4. หาหอพักที่ไกลจากเมือง

ถ้างานที่เราต้องทำ อยู่ในเขตใจกลางเมืองที่มีค่าที่ดินสูงลิบ แน่นอนว่าราคาที่พักอาศัยแถวนั้น ก็ต้องสูงมากเช่นกัน ถึงแม้จะราคาเท่ากัน แต่หอพักที่ไกลจากเมืองกว่าก็ต้องมีสภาพที่โอเคกว่าแน่นอน การที่เราจะเลือกหอพักให้ไกลออกไปจากเมืองหน่อย ก็จะทำให้เราสามารถได้ที่พักในระดับคุณภาพเดียวกันในราคาที่ถูกกว่า
ถึงแม้ว่าเราจะมีค่าเดินทางเพิ่มขึ้น แต่ถุงเงินเชื่อว่า ยังไงก็ไม่แพงเท่าอยู่หอพักในเมืองแน่นอน แต่ถ้าเส้นทางการเดินทางของใครต้องใช้เวลามาก ก็อาจจะไม่คุ้มเท่าไหร่ เพื่อนๆ อย่าลืมคิดต้นทุนด้านเวลากันด้วยนะ

5. เลือกลงทุนในที่พักอาศัย

สำหรับคนที่มีเงินเก็บและฐานเงินเดือนในระดับนึงแล้ว ถุงเงินแนะนำให้เพื่อนๆ เลือกที่จะเป็นเจ้าของมันเลยดีกว่า เพราะถ้าเราเป็นคนเช่าอยู่ เงินที่เสียไปสำหรับค่าหอพักในแต่ละเดือนที่เสียไป จะถือว่าเป็น “ค่าใช้จ่าย” แต่ถ้าเราเลือกที่จะซื้อ หรือผ่อน เผื่อเป็นเจ้าของ เงินที่เสียไปในแต่ละเดือนจะถือว่า “เป็นการลงทุน”

แต่การลงทุนก็ย่อมมีความเสี่ยง นอกจากเงินเราที่ลงไปจะเป็นเงินก้อนใหญ่แล้ว ถ้าเราต้องการเปลี่ยนงานหรือต้องย้ายทำเลที่พักก็จะทำได้ยากอีกด้วย เพราะฉะนั้นควรคิดให้ดีๆ ก่อนจะซื้อน้า

5 เทคนิค การประหยัดเงิน จากค่าหอพัก

แต่ถุงเงินก็คงไม่มีสูตรคำนวนตายตัวให้หรอกนะครับ ว่าเงินเดือนเท่าไหร่ ควรเช่าหอพักราคาเท่าไหร่ เพราะทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละคนด้วย

บางคนเลือกที่จะอาศัยอยู่ในห้องพักที่ไม่ต้องดีมาก แต่เอาเงินเพื่อไปเที่ยวในทุกๆ เดือน แต่สำหรับบางคนก็ไม่ได้ต้องการกินอาหารหรูหรา หรือไปเที่ยวไกลๆ แค่เพียงมีที่พักดีๆ ไว้พักผ่อนในทุกๆ วันก็เพียงพอแล้ว

กดติดตามเพจ Money Ideas ไว้เลย เพื่อพบกับไอเดียทางการเงินมากมายได้ก่อนใคร

แนะนำ! เอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานการรับเงินสำหรับธุรกิจ

ใบเสร็จรับเงิน (ผู้ได้รับเงินเป็นผู้ออก) เป็นเอกสารที่ถือว่าถูกต้องที่สุดและปัญหาน้อยที่สุดในการรับเงิน เพราะมีรายละเอียดการได้รับเงินครบถ้วน

1. ชื่อเอกสาร
2. เล่มที่เลขที่
3. ชื่อที่อยู่ และ เหตุที่ได้รับเงิน
4. วันที่ออกเอกสาร
5. รายละเอียด สินค้า บริการ
6. จำนวนเงิน 

ใบรับเงิน (ผู้ที่ได้รับเงินเป็นผู้ออก) คือ เอกสารที่เป็นสิ่งยืนยันว่าผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ ได้รับเงินจากเรา โดยมีข้อความต่อไปนี้

1. ชื่อเอกสาร
2. เล่มที่เลขที่
3. ชื่อที่อยู่ และ เหตุที่ได้รับเงิน
4. วันที่ออกเอกสาร
5. รายละเอียด สินค้า บริการ
6. จำนวนเงิน 

ใบสำคัญการรับเงิน (ผู้ซื้อเป็นผู้ออก) กรณีทีผู้ขายไม่มีใบเสร็จรับเงินหรือไม่ตองการออกเอกสาร แต่ยินดีจะลงชื่อว่าได้รับเงินจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ

1. ชื่อเอกสาร
2. เล่มที่เลขที่
3. ชื่อที่อยู่ และ เหตุที่ได้รับเงิน
4. วันที่ออกเอกสาร
5. รายละเอียด สินค้า บริการ
6. จำนวนเงิน
7. ลายมือชื่อผุ้ได้รับเงิน (ควรแนบเอกสารประกอบการรับเงิน เช่น สำเนาบัตรประชาชน หลักฐานการจ่าย)

ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (ผู้ซื้อเป็นผู้ออก) ใช้ในกรณีซื้อสินค้าเล็กๆน้อยๆ แต่ไม่สามารถเรียกเอกสารจากผู้ขายหรือให้บริการได้

1. ชื่อเอกสาร
2. ชื่อกิจการ
3. รายละเอียด สินค้า บริการ
4. ข้อความรับรองความถูกต้องของการเบิกจ่าย
5. ลายมือชื่อผุ้เบิก และผุ้มีอำนาจอนุมัติ

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#หลักฐานการรับเงิน #ใบเสร็จรับเงิน
#หลักฐานการจ่ายเงิน #ใบกำกับภาษี
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561

         เก็งหวยงวดหลังวันตรุษจีน กับสถิติย้อนหลัง10งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ10งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติเลขที่ออกซ้ำกันในแต่ละรางวัลให้คุณได้ตัดสินใจ

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ

ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดได้คำนวณ บอกใบ้ตัวเลขให้คุณได้เลือกสรร ใช่เลขที่คุณคิดไว้หรือฝันถึงหรือเปล่า รักชอบสถาบันใดก็เลือกเอาได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข

นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ โดยเฉพาะเรื่องราวดีๆอาจให้เลขที่เป็นมงคล 

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ส่งใบรับรองเป็น “หมอพื้นบ้าน” ถึงหมอแสง เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับนายแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หมอแสง” ผู้ที่แจกจ่ายยาสมุนไพรรักษามะเร็งโดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย ซึ่งในขณะนี้ได้รับรองนายแสงชัยเป็นหมอพื้นบ้าน และได้ส่งใบรับรองไปยังบ้านนายแสงชัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561

      หากลองตีเป็นตัวเลข ก็อาจจะได้เลข 74 จากวันที่ 7 และอายุใบรับรองคือ 4 ปี หรือเอาตัวเลขวันที่มารวมกันอย่างเช่น วันที่ 7 เดือนกุมภาพันธ์ เป็น 702 หรือ 072 ก็จะได้ตัวเลขที่ยังใกล้เคียงกับสถาบันเสี่ยงดวงอื่นๆอีกด้วย

       การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณ หรือจิตสัมผัสของตนเองควบคู่กันไป หากเชื่อคนอื่นมากไประวังอกหักเจ็บตัวได้ หรือถ้าหากรู้สึกว่าช่วงนี้ดวงทางการเสี่ยงโชคไม่ดีก็ควรเว้นวรรคไปก่อนนะ

CREDIT : http://news.thaipbs.or.th/content/270108

  http://www.korhuay.com

เริ่ม DCA ต้องรอวิกฤตไหม? มาดูกรณีศึกษากันครับ

เริ่ม DCA ต้องรอวิกฤตไหม? มาดูกรณีศึกษากันครับ

มีหลายคำถามจากแฟนเพจที่กำลังเริ่มลงทุนอยู่และเห็นว่าหุ้นกำลังขึ้นแบบขึ้นเอาๆ เรื่อยๆ และรู้สึกได้ว่าไม่มีทีท่าว่าจะลงซักที ทำอย่างไรดีล่ะนั่น? รอซื้อดีไหม? หรือควรกลั้มใจซื้อเฉลี่ยไปเลยดีนะ?

ผมเลยลองทำตัวอย่างกรณีศึกษาในการออมหุ้นแบบ Dollar Cost Average (DCA) โดยนำกองทุนประเภท Index Fund ที่มีการจำลองความเคลื่อนไหวของ SET index มาทำการ Back Test เป็นเวลา 10 ปีย้อนหลัง ดูนะครับว่า หากเราลงทุนแบบ DCA โดยเริ่มใน 3 ช่วงเวลา ต้นทุนในการลงทุนจะเป็นอย่างไร

ที่ผ่านมา 10 ปี มีวิกฤตด้วยหรอ?

ก็โชคดีจังครับที่ข้อมูลนั้นมีช่วงการเกิดวิกฤต Hamburger Crisis อยู่ด้วย ประสบการณ์ส่วนตัวของพี่ต้าร์เอง จำได้ว่ากินเวลาไปประมาณ 2 ปีเลยนะกว่าจะฟื้น ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เห็นหุ้นเจ๋งๆราคาต่ำมากแบบ งง กันเลยทีเดียว

อันนี้เป็นตารางสรุปการ DCA ที่ผม Test โดยเริ่มต้น 3 ช่วงเวลานะครับ

Case 1 เริ่มตอนที่ SET กำลังขาขึ้นและในเดือนนั้นอยู่ที่ 846.44 จุด (กองทุนมี NAV 8.6774)

Case 2 เริ่มตอนที่ SET กำลังลงแบบเยอะมาก จาก 800 จุดมาเหลือที่ 400 จุด  (กองทุนมี NAV 4.6718)

Case 3 เริ่มตอนที่ SET กลับขึ้นไปอีกรอบโดยเดือนนั้นอยู่ที่ 763.51 จุด (กองทุนมี NAV 8.5995)

กราฟข้างล่างนี้คือผลลัพธ์จากกรณีศึกษาหลังจากที่ผมลอง DCA ไปข้างหน้าตามข้อมูลที่ได้มาจากทาง Thai Mutual Fund ครับ โดยแต่ละเดือนผมจะลงทุนเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งมีจุดเริ่มต้นในแต่ละช่วงเวลา และ Run จำนวนหน่วยลงทุนที่ซื้อได้ในแต่ละเดือนสะสมไปนะครับ และผมได้ทำการวัดผล ณ วันที่ 5/10/2017 เมื่อตอนที่กองทุนนั้นมีมูลค่า 20.836 บาท รายละเอียดขั้นตอนผมไม่ได้โชว์ในนี้นะเพราะค่อนข้างเยอะมาก

อย่างไรก็ตามเวลาที่เราดูข้อมูลย้อนหลังเราอาจจะไม่เห็นอารมณ์ในการลงทุนนะครับ ลองคิดดูเล่นๆนะว่าหากใครลงทุนในปี 2007 แล้ว DCA ขาลงมาเรื่อยๆถึงปี 2008 เนี่ยจะต้อง “อดทน” มากๆ และไม่แน่เหมือนกันว่าจะมีคนถอดใจระหว่างทางหรือเปล่า? และแน่นอนว่าหากใครที่ถือผ่านเวลานั้นมาได้ ต่อมาดัชนีก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นครับ เชื่อผมไหมว่าก็มีคนซื้อแบบ DCA แล้วทนถือได้ก็มีนะครับ

ทีนี้มาดูกราฟความเคลื่อนไหวกันนะครับ แกน X คือราคา แกน Y คือช่วงเวลาที่ผ่านไป (เป็นครั้งที่ DCA)

ช่วงเวลาทั้ง 3 ได้แก่

  1. Case ที่ 1 เริ่มก่อนเกิดวิกฤติ (สีแดง) 
  2. Case ที่ 2 เริ่มช่วงวิกฤต (สีเขียว)
  3. Case ที่ 3 เริ่มหลังวิกฤติ (สีม่วง)

ความน่าสนใจมันอยู่ที่ ต้นทุนของคนที่เริ่มต้นก่อนวิกฤต (สีแดง) และ คนที่เริ่มต้นในช่วงวิกฤต (สีเขียว) จะเห็นได้ว่า ในช่วงแรกนั้นต้นทุนของคนเริ่มต้นตอนวิกฤตนั้นจะต่ำกว่า ซึ่งมันก็แน่นอนอยู่แล้ว ใครเริ่มตอนวิกฤติย่อมได้ราคาต่ำเสมอ

แต่ถ้าเราเห็นต้นทุนในระยะยาวจากการสะสมหน่วยลงทุนด้วยการ DCA ไปเรื่อยๆแล้วจะพบว่า เจ้าสีเขียวเนี่ยต้นทุนมันกลับสูงกว่าสีแดง งง ไหมล่ะ?

คำตอบก็คือ “คนที่เริ่มต้นก่อนวิกฤตมันมีการสะสมการลงทุนและการถ่วงเฉลี่ยน้ำหนักการของต้นทุนมาก่อน” ในขณะที่คนมาเริ่มช่วงวิกฤตจะมีการถ่วงน้ำหนักเฉพาะช่วงราคาหุ้นตกตอนวิกฤติเท่านั้นนะครับ พอราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ที่เคยถ่วงไว้ก็เลยถ่วงไม่ไหวเท่าสีแดง ต้นทุนก็เลยยกตามราคาที่ปรับตัวขึ้นไปตามๆกันนะครับ

ซึ่งผมก็ทำเส้นสีม่วงไว้ด้วยสำหรับคนที่ถามว่า รอหลังวิกฤตแล้วค่อย DCA ดีไหม? คุณก็ต้องยอมรับได้นะว่าต้นทุนในการลงทุนของเราจะสูงกว่าคนที่เริ่มมาก่อน และสิ่งที่ผมเห็นจากการทดสอบนี้ มีดังนี้ครับ

  1. คนที่เริ่มก่อน ต้นทุนจะได้เปรียบกว่าในระยะยาว (แต่ถ้าถอดใจก่อนระหว่างทางก็จบกันนะ)
  2. คนที่เริ่มก่อน จะมีการสะสมความมั่งคั่งก่อน ทำให้ทรัพย์สินมากกว่าในระยะยาว
  3. DCA ไม่จำเป็นต้องรอวิกฤตก็ได้ การใช้วินัยในการลงทุน เริ่มเร็วยิ่งดี

มันก็เลยมาตอกย้ำในเรื่องของคำพูดที่ว่า “ออมก่อน รวยก่อน ลงทุนก่อน มั่งคั่งก่อน” 

แต่ขอหมายเหตุตัวใหญ่ๆไว้ว่า อันนี้เป็นกรณีศึกษาเฉพาะ Case ที่ Success ของ DCA ในระยะยาวนะครับ แน่นอนว่าหากเราเลือกทรัพย์สินที่เกิดวิกฤตแล้วมีผลกระทบต่อพื้นฐาน ราคาปรับตัวลงในท้ายสุด ไม่ว่าจะลงทุนก่อนหรือหลังก็ย่อมได้รับผลกระทบและขาดทุนไปตามๆกันนะครับ พื้นฐานจึงมีความสำคัญมากในการลงทุนแบบ DCA

และเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในอดีตมาแล้ว (พูดยังไงมันก็ถูก) แต่การลงทุนคือการใช้ข้อมูลในวันนี้เพื่อนำไปรับความเสี่ยงในการสร้างความมั่งคั่งในอนาคต การเกิดวิกฤตต่างๆอาจจะเกิดขึ้นได้อีก ตอนนั้นเราก็ต้องตัดสินใจให้ดีๆว่า เราควรจะพิจารณาความเป็นไปและตัดสินใจในเวลานั้นๆอย่างไรนะครับ

ขอให้โชคดีในการลงทุนนะครับ

ข้อมูลราคา : Thaimutualfund

ข้อมูล SET Index : Set.or.th (Market Index)

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save