เริ่ม DCA ต้องรอวิกฤตไหม? มาดูกรณีศึกษากันครับ

เริ่ม DCA ต้องรอวิกฤตไหม? มาดูกรณีศึกษากันครับ

มีหลายคำถามจาก Fan Page ที่กำลังเริ่มลงทุนอยู่และเห็นว่าหุ้นกำลังขึ้นแบบขึ้นเอาๆเรื่อยๆ และพอรู้สึกได้ว่าไม่มีทีท่าว่าจะลงซักที ทำอย่างไรดีล่ะนั่น? รอซื้อดีไหม? หรือควรกลั้มใจซื้อเฉลี่ยไปเลยดีนะ?

ผมเลยลองทำตัวอย่างกรณีศึกษาในการออมหุ้นแบบ Dollar Cost Average (DCA) โดยนำกองทุนประเภท Index Fund ที่มีการจำลองความเคลื่อนไหวของ SET index มาทำการ Back Test เป็นเวลา 10 ปีย้อนหลัง ดูนะครับว่า หากเราลงทุนแบบ DCA โดยเริ่มใน 3 ช่วงเวลา ต้นทุนในการลงทุนจะเป็นอย่างไร

ช่วงเวลาทั้ง 3 ได้แก่

  1. เริ่มก่อนเกิดวิกฤติ (สีแดง) 
  2. เริ่มช่วงวิกฤต (สีเขียว)
  3. เริ่มหลังวิกฤติ (สีม่วง)

ที่ผ่านมา 10 ปี มีวิกฤตด้วยหรอ?

ก็โชคดีจังครับที่ข้อมูลนั้นมีช่วงการเกิดวิกฤต Hamburger Crisis อยู่ด้วย ประสบการณ์ส่วนตัวของพี่ต้าร์เอง จำได้ว่ากินเวลาไปประมาณ 2 ปีเลยนะกว่าจะฟื้น ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เห็นหุ้นเจ๋งๆราคาต่ำมากแบบ งง กันเลยทีเดียว

กราฟข้างล่างนี้คือผลลัพธ์จากกรณีศึกษานะครับ

ความน่าสนใจมันอยู่ที่ ต้นทุนของคนที่เริ่มต้นก่อนวิกฤต (สีแดง) และ คนที่เริ่มต้นในช่วงวิกฤต (สีเขียว) จะเห็นได้ว่า ในช่วงแรกนั้นต้นทุนของคนเริ่มต้นตอนวิกฤตนั้นจะต่ำกว่า ซึ่งมันก็แน่นอนอยู่แล้ว ใครเริ่มตอนวิกฤติย่อมได้ราคาต่ำเสมอ

แต่ถ้าเราเห็นต้นทุนในระยะยาวจากการสะสมหน่วยลงทุนด้วยการ DCA ไปเรื่อยๆแล้วจะพบว่า เจ้าสีเขียวเนี่ยต้นทุนมันกลับสูงกว่าสีแดง งง ไหมล่ะ?

คำตอบก็คือ “คนที่เริ่มต้นก่อนวิกฤตมันมีการสะสมการลงทุนและการถ่วงเฉลี่ยน้ำหนักการของต้นทุนมาก่อน” ในขณะที่คนมาเริ่มช่วงวิกฤตจะมีการถ่วงน้ำหนักเฉพาะช่วงราคาหุ้นตกตอนวิกฤติเท่านั้นนะครับ พอราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ที่เคยถ่วงไว้ก็เลยถ่วงไม่ไหวเท่าสีแดง ต้นทุนก็เลยยกตามราคาที่ปรับตัวขึ้นไปตามๆกันนะครับ

ซึ่งผมก็ทำเส้นสีม่วงไว้ด้วยสำหรับคนที่ถามว่า รอหลังวิกฤตแล้วค่อย DCA ดีไหม? คุณก็ต้องยอมรับได้นะว่าต้นทุนในการลงทุนของเราจะสูงกว่าคนที่เริ่มมาก่อน และสิ่งที่ผมเห็นจากการทดสอบนี้ มีดังนี้ครับ

  1. คนที่เริ่มก่อน ต้นทุนจะได้เปรียบกว่าในระยะยาว
  2. คนที่เริ่มก่อน จะมีการสะสมความมั่งคั่งก่อน ทำให้ทรัพย์สินมากกว่าในระยะยาว
  3. DCA ไม่จำเป็นต้องรอวิกฤตก็ได้ การใช้วินัยในการลงทุน เริ่มเร็วยิ่งดี

มันก็เลยมาตอกย้ำในเรื่องของคำพูดที่ว่า “ออมก่อน รวยก่อน ลงทุนก่อน มั่งคั่งก่อน”

แต่ขอหมายเหตุตัวใหญ่ๆไว้ว่า อันนี้เป็นกรณีศึกษาเฉพาะ Case ที่ Success ของ DCA ในระยะยาวนะครับ แน่นอนว่าหากเราเลือกทรัพย์สินที่เกิดวิกฤตแล้วมีผลกระทบต่อพื้นฐาน ราคาปรับตัวลงในท้ายสุด ไม่ว่าจะลงทุนก่อนหรือหลังก็ย่อมได้รับผลกระทบและขาดทุนไปตามๆกันนะครับ พื้นฐานจึงมีความสำคัญมากในการลงทุนแบบ DCA

และเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในอดีตมาแล้ว (พูดยังไงมันก็ถูก) แต่การลงทุนคือการใช้ข้อมูลในวันนี้เพื่อนำไปรับความเสี่ยงในการสร้างความมั่งคั่งในอนาคต การเกิดวิกฤตต่างๆอาจจะเกิดขึ้นได้อีก ตอนนั้นเราก็ต้องตัดสินใจให้ดีๆว่า เราควรจะพิจารณาความเป็นไปและตัดสินใจในเวลานั้นๆอย่างไรนะครับ

ขอให้โชคดีในการลงทุนนะครับ

ข้อมูลราคา : Thaimutualfund

LGBT ทำประกันให้กันได้แล้วนะ

LGBT ทำประกันให้กันได้แล้วนะ

เรื่องมีอยู่ว่า มีเพื่อนชวนมาเดินงาน LGBT Expo เพราะอยากจะรู้ว่าตลาดของกลุ่มนี้มีอะไร Update บ้างก็ได้มีโอกาสแวะ Booth ประกันแห่งหนึ่งที่มาในงานนี้

การใช้ชีวิตคู่แบบเพศเดียวกันนั้นยังไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งหลายๆครั้งการดำรงชีวิตด้วยกันนั้นยังมีความเสี่ยงด้านการเงินอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกู้บ้านร่วมกัน การทำประกันชีวิตแล้วมอบผลประโยชน์ให้กัน

อย่างเรื่องประกันชีวิตเนี่ยเดิมทีข้อมูลที่ผมทราบก็คือการทำประกันของคนในกลุ่ม LGBT นั้นมีข้อจำกัดอยู่ แต่สามารถทำได้ โดยทั้ง 2 ฝ่ายนั้นจะต้องทำประกันในทุนที่เหมือนกันและมีการระบุชื่อผู้รับประโยชน์ให้กัน เช่น นาย A ทำประกันแล้วให้ นาย B เป็นผู้รับผลประโยชน์ และ นาย B จะต้องทำแบบเดียวกันโดยให้นาย A เป็นผู้รับผลประโยชน์ด้วย

แต่ในวันนี้โลกนั้นไปไกลแล้ว เท่าที่ได้คุยกับเจ้าหน้าที่ตัวแทนประกันแห่งหนึ่งที่มาออกงาน เขาก็เล่าให้ฟังว่าเดี๋ยวทำให้ฝ่ายเดียวก็ได้แล้วนะ หากเราเป็นผู้ชาย อยากให้ผู้รับผลประโยชน์เป็นผู้ชายด้วยกัน ก็ต้องแสดงหลักฐานว่าเป็นคู่ชีวิตกัน โดยมีหลักฐานได้แก

1. ทะเบียนบ้านที่อยู่ร่วมกัน

2. เอกสารการจำนองหรือเช่าด้วยกัน

3. มีอสังหาริมทรัพย์ร่วมกันที่ต้องจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่

4. มีอสังหา เปิดบัญชีงานฝาก บัญชีบัตรเครดิตด้วยกัน

5. เอกสารยืนยันว่าเป็นคู่กัน เช่น ทะเบียนสมรสของต่างประเทศ

6. มีกรมธรรมประกันชีวิต์ หรือพวกสวัสดิการ แผนเกษียณที่ระบุผู้รับผลประโยชน์เป็นแฟนเรามาก่อน 

ที่สำคัญคือต้องอยู่ด้วยกันมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี แล้วจะอยู่ด้วยกันต่อไป ในกรณีที่เลิกกันก่อนเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าสามารถแจ้งเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ได้ เช่น ให้คุณแม่แทน ผมเข้าใจว่าที่จะต้องระบุไว้ว่า 2 ปีนั้นก็คงจะเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ อย่างน้อยคนจะคบกันมาถึงเวลา 2 ปี ก็คงดูแล้วดูอีกและน่าจะเป็นคู่ที่อยู่ร่วมกันในระยะยาวได้

อันนี้ก็เป็นข้อมูล Update เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีการพัฒนาเพื่อให้รองรับต่อกลุ่ม LGBT นะครับ ใครสนใจสร้างหลักประกันร่วมกันก็ลองสอบถามตัวแทนดูนะครับว่าทางบริษัทให้ทำได้หรือเปล่า แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าในอนาคตนั้นสินค้าทางการเงินก็จะ customize ให้กับความต้องการในกลุ่มเป้าหมายนี้มากยิ่งขึ้น ก็สามารถติดตามกันได้นะครับ

6 สิ่งที่ควรลงทุน เพื่อชีวิตที่ดีกว่าในอนาคต

หลายๆ คนคงวาดภาพอนาคตในฝันของตัวเองไว้ไม่มากก็น้อย ภาพในฝันของบางคนอาจจะเป็นมหาเศรษฐี มีเงินพันล้านที่แลกมาจากการทุ่มเททำงานอย่างหนัก หรือ สำหรับบางคนอาจจะเป็นแบบเรียบง่าย เกษียณแบบสบายๆ มีเงินพอกินใช้อย่างไม่ขัดส

แต่ไม่ว่าจะมีความฝันแบบไหนทุกแบบล้วนมีเงินเป็นพื้นฐานทั้งสิ้น เพราะคงไม่มีใครอยากมีอนาคตแบบขัดสนในเรื่องการเงินแน่ๆ เงินจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เรามีอนาคตอย่างที่ฝันไว้ และแน่นอนว่าการลงทุนที่ถูกที่ถูกทาง จะก่อให้เกิดผลตอบแทนที่ดี ผลตอบแทนที่ดีก็จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้

แต่ในชีวิตจริง การลงทุนไม่ได้มีแค่เฉพาะเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว การลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพตัวเองหรือแม้กระทั่งสร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนรอบตัว ก็เป็นหนึ่งในการลงทุนที่สำคัญ

มาทำความรู้จักกับ การลงทุน 6 อย่าง เพื่อก้าวไปสู่อนาคตอย่างที่ฝันกับน้องถุงเงินกันเลยดีกว่าค้าบบบ

1. ลงทุนเพื่อความรู้

ลองคิดภาพนะครับว่า ถ้าเราไม่มีความรู้อะไรเลย เราก็คงไม่สามารถหาเงินได้แน่ๆ กลับกัน ถ้าเรามีความรู้ยิ่งมาก เราก็จะยิ่งหาเงินได้มาขึ้นเช่นกัน

จริงๆ แล้วถ้าจะบอกว่าความรู้นั้นเป็นพื้นฐานของการลงทุนอย่างอื่นทั้งหมดก็คงไม่ผิดนัก ไม่ว่าเป้าหมายเราจะเป็นอย่างไร ยิ่งใหญ่แค่ไหน ถ้าเราไม่มีความรู้ เราก็คงเป็นเหมือนเรือที่ไม่มีไม้พาย ไม่สามารถไปไหนได้แน่

เพราะฉะนั้นการเรียนรู้จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว ซึ่งทุกวันนี้ก็มีคอร์สเรียนที่นอกเหนือจากการศึกษาขั้นพื้นฐานเปิดมากมาย ถ้าเพื่อนๆ คิดว่าคอร์สเรียนไหนเหมาะกับตัวเอง ความรู้ความสามารถเหล่านั้นจะสามารถสร้างประโยชน์ให้เราได้ ก็อย่ารีรอ ลุยเลยครับ

เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ สู้ๆ นะเจ้ามะนุด

2. ลงทุนเพื่อประสบการณ์

“ประสบการณ์หาซื้อไม่ได้ อยากได้ต้องออกเดินทาง”

ก็คงจะจริงอย่างที่เขาว่ากันนะครับ ถ้าไม่เริ่มออกเดินทางเราก็คงจะไม่ได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ นอกเหนือจากชีวิตประจำวันของเรา การได้พบเจอผู้คน ได้พบเจอเรื่องราว การที่เราได้มองเห็นโลกที่กว้างขึ้น มักจะทำให้เราเกิดไอเดียใหม่ๆ ความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ไม่แน่เราอาจจะได้ค้นพบตัวเองหรือแนวทางในการสร้างรายได้ให้เราเพิ่มจากประสบการณ์เหล่านี้ก็ได้

จริงๆแล้ว การลงทุนเพื่อประสบการณ์ในชีวิต ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องยากมากมายนักหรอกครับ เพราะโอกาสมักเข้ามาหาเราอยู่เสมอ เพียงแค่เราตอบรับกับทุกโอกาสในชีวิต ที่จะไม่ทำให้เราและผู้อื่นเดือดร้อน เพียงแค่นี้เราก็จะสามารถค้นพบประสบการณ์ใหม่ๆ ได้อย่างไม่รู้จบแล้วล่ะครั

3. ลงทุนเพื่อเวลา

ใครๆ ก็อยากมีเวลาสักวันละ 30 ชั่วโมง เพื่อที่จะได้เคลียร์งานที่คั่งค้าง เพื่อที่จะได้หารายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ หรือ เพียงแค่เวลาเพื่อที่จะได้พักผ่อน

ก็อย่างที่รู้กันเป็นสากลโลก วันนึงมันจะไปมี 30 ชั่วโมงได้ไงเล่า ยกเว้นแต่มีของวิเศษของโดเรม่อนก็ว่าไปอย่าง

ในโลกของความเป็นจริง ของวิเศษของโดเรม่อนคงไม่สามารถข้ามมิติมาช่วยพวกเราได้ แต่ก็ใช่ว่าการเพิ่มเวลาในแต่ละวันจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ซะทีเดียว ถ้าเพิ่มมันยากนัก ก็ลองลดเวลาที่ไม่จำเป็นในแต่ละวันลงดูสิ

เช่น การลดเวลาการเดินทางในแต่ละวัน ด้วยการย้ายที่พักหรือการลงทุนซื้อคอนโดมาใกล้ที่ทำงานมากขึ้น เงินจำนวนที่เราลงทุนไปนี้ อาจจะทำให้เรามีเวลามากขึ้นถึงวันละ 2-3 ชั่วโมง สำหรับใครที่บ้านไกลหน่อย อาจจะเพื่อเวลาในชีวิตได้ถึงวันละ 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว

อย่างที่บอกนะครับ ว่าเวลานั้นเราไม่ได้มาฟรีๆ ต้นทุนที่เสียไปก็ไม่ใช่น้อย ถ้าเราสามารถนำเวลาตรงนี้ไปสร้างงานเพิ่มรายได้ หรือนำไปทำอะไรที่เกิดประโยชน์ ก็คงจะเป้นการลงทุนชนิดหนึ่งที่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าไม่น้อย

เพราะเวลาเป็นสิ่งที่มีค่า จึงควรใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดนะครับ

4. ลงทุนเพื่อความสัมพันธ์

“เพราะมนุษย์นั้นไม่สามารถอยู่โดยเพียงลำพังได้ การสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน จึงเป็นสิ่งที่ดีและน่าลงทุน”

อย่าว่าแต่พวกมะนุดเล้ย แมวอย่างเราๆ ก็ยังอยากจะมีเพื่อนกะเขาบ้างเหมือนกัน ก็อยู่ตัวคนเดียวมันช่างเหงาและเปล่าเปลี่ยว จะทำอะไรแต่ละทีก็คงยากลำบากน่าดู

แต่การลงทุนเพื่อความสัมพันธ์อันดีกับคนรอบตัวนั้น ใช่ว่าจะเป็นการนำเงินไปให้คนนู้นคนนี้หรอกครับ แต่ผมหมายถึงการมีน้ำใจ ไม่ขี้เหนียวเกินไปนัก หรือถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ถึงแม้จะใช้เงินมากสักหน่อย แต่สิ่งที่เราจะได้รับกลับมา ไม่ใช่เพียงแค่ความสุขจากการเที่ยวเท่านั้น เรายังได้ความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมทริปกลับมาด้ว

พอเราเริ่มได้ทำงานหรือทำธุรกิจแล้ว จะรู้เลยว่าความสัมพันธ์เหล่านี้นั้นจะมีประโยชน์มาก

คิดแบบง่ายๆ ถ้าเราจะไปสัมภาษณ์งาน แต่เรามีคนในบริษัทที่เรารู้จักช่วยยืนยันว่า เราเป็นคนดี ทำงานเก่ง โอกาสในการได้งานก็จะมากขึ้นอย่างแน่นอน

แต่สิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดี ก็คือ ความจริงใจ ถ้าเรารู้ว่าใครคบเราเพื่อนหวังเพียงแค่ผลประโยชน์ ก็คงรู้สึกแย่น่าดูเลย

5. ลงทุนเพื่อสุขภาพ

“สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องออกกำลังกาย” แต่การออกกำลังกาย มันก็ต้องมีต้นทุนเหมือนกัน อุปกรณ์กีฬาแต่ละชิ้นก็ไม่ใช่ถูกๆ แถมยังต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงอีก อาหารสุขภาพสมัยนี้ก็แพงเหลือเกิน แล้วมันจะคุ้มหรอ ?

ถ้าลองคำนวณคิดดูดีๆ สิ่งที่เราได้รับจากการดูแลสุขภาพมันไม่ได้ว่าเราจะได้รับเพียงสุขภาพที่ดีอย่างเดียวนะครับ มันอาจจะช่วยให้เราประหยัดได้มากขึ้นด้วย !!

เพราะถ้าเราสุขภาพดี เราก็คงไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อยนัก เพราะค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ถูกๆ เราจึงประหยัดได้มาก และการเจ็บป่วยอาจทำให้เราสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ และโอกาสในอีกหลายๆ อย่างในชีวิต

เราเกิดมามีร่างกายเดียว การลงทุนในสุขภาพจึงแทบจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเมื่อโรคร้ายมาถึง ต่อให้ค่ารักษาแพงเท่าไหร่ แม้จะหมดตัว เราก็คงต้องยอมจริงมั้ยล่ะครับ

6. ลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย

สุดท้ายนี้ชีวิตเราก็หนีไม่พ้นเรื่องการเงินครับ เสริมด้วยกับระบบเศรษฐกิจของโลกเราที่มีเงินเฟ้อด้วยแล้วล่ะก็ การเก็บออมเงินเฉยๆ ก็คงไม่พอใช้จ่ายในอนาคตอย่างแน่ๆ

การรู้จักลงทุนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ หรือลงทุนเพื่อเป้าหมายอื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยการศึกษาข้อมูลที่รอบด้าน อย่างเช่นเรามีภาระเยอะ จึงรับความเสี่ยงได้น้อย แต่กลับไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมาก อย่างงี้ก็ไม่ดีนะครับ ต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ ศึกษา

เห็นได้จากพวกวัยรุ่นใจร้อนทั้งหลาย เรียกกันง่ายๆว่า “เจ๊ง” กันมานักต่อนักแล้ว เพราะไม่ศึกษาให้ดีก่อนไงเล่า

 

ใครๆ ก็มีชีวิตที่ดีได้ ถ้ารู้จักลงทุนในทุกๆด้านของชีวิต เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพื่อจะได้ก้าวถึงความสำเร็จได้ไวขึ้น แต่ใครที่อยากเริ่มต้นก้าวสู่ความสำเร็จทางการเงิน แต่ยังไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองเข้าไปติดตามเพจ Money ideas ไว้ ได้ความรู้การเงินดีๆ เพียบเลยนะเมี๊ยววว

หุ้นปั่นกับความฝันที่ดับไปในครั้งหนึ่ง…

นักลงทุนทุกคนต่างก็รู้ดีว่า “แนวทางและหลักความคิดในการลงทุน” เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องหาให้เจอ เหมือนกับการค้นหา “พาหนะ” ที่จะช่วยขับเคลื่อนไปบนเส้นทางแห่งการลงทุน โดยหวังว่ามันจะพาเราไปได้ไกล และถึงจุดหมายในที่สุด

การเลือกแนวทางและหลักความคิดจึงเป็นเรื่องสำคัญ บ้างก็ต้องการพาหนะที่มั่นคงปลอดภัย บ้างก็ต้องการพาหนะที่มีแรงม้าสูง บ้างก็ต้องการพาหนะที่ขับขี่สะดวกสบาย ต่างคนต่างมีความต้องการที่แตกต่างกัน

แต่..มันจะเป็นพาหนะที่ “ใช่” สำหรับนักลงทุนแต่ละคนหรือไม่ คงจะต้องเป็นหน้าที่ของนักลงทุนแต่ละคนต้องลองพิสูจน์กันด้วยตัวเอง จึงมีน้อยคนนักที่จะเลือกพาหนะที่เหมาะสมกับตัวเองตั้งแต่แรก

ตัวผมเองก็เป็นนักลงทุนคนหนึ่งที่เข้าสู่โลกของการลงทุนตั้งแต่อายุ 20 ปี การเลือกแนวทางการลงทุน “ครั้งแรก” ของผมนับได้ว่าเป็นเรื่องที่ผิดพลาด แต่มันก็สร้างบทเรียนที่ช่วยให้ผมกลับมาทำความเข้าใจตัวเอง และเลือกเส้นทางที่เหมาะสมกับชีวิตได้ในเวลาต่อมา

ครั้งแรกกับการลงทุนในหุ้น

อย่างที่เล่าให้ทุกคนฟังไปแล้วว่า ผมเข้าสู่โลกของการลงทุนตั้งแต่อายุ 20 ปี ด้วยความสนใจใน “หุ้น” ผมอ่านหนังสือหลายเล่มที่สอนเกี่ยวกับพื้นฐานการลงทุนในหุ้น จนเมื่ออายุครบตามเกณฑ์ที่จะมีสิทธิ์เปิดพอร์ตฯ เป็นของตัวเอง ผมไม่รอช้า รีบนำเงินที่เก็บหอมรอมริบในระหว่างที่กำลังเรียนอยู่ไปลงทุนในหุ้นทันที

ตอนนั้นผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเหมาะกับการลงทุนประเภทไหน แต่ผมเห็นชื่อของ วอเรนต์ บัฟเฟตต์ ผ่านตาอยู่บ่อยครั้ง ในหนังสือที่ผมอ่าน มันทำให้รู้สึกว่าเราจะมั่งคั่งได้ในวันข้างหน้า เพราะสิ่งที่เรียกว่า “หุ้น”

ผมคิดง่ายๆ ว่าการลงทุนในหุ้นที่มีตัวเลขงบการเงินดี ดูแล้วเป็นกิจการที่มั่นคง แล้วถือมันไปยาวๆ แบบที่เค้าเรียกกันว่า VI (Value Investment) แค่นี้ก็ทำให้เรารวยได้แล้ว

แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด!!

ตลอดระยะเวลา 3 ปี หุ้นที่ผมซื้อราคาขยับทีละน้อย (น้อยมากๆๆ) ในเวลานั้น ผมเจอทั้งตลาดที่อยู่ในช่วงขาขึ้น และขาลง ผลตอบแทนโดยรวมกลับแพ้ตลาดทุกปี มันทำให้ผมเริ่มท้อ และรู้สึกว่าตัวเองกำลังมาผิดทาง

ผมอยากรวยเร็วๆ ไม่ได้อยากจะมานั่งรอดูเงินค่อยๆ เติบโตอย่างนี้ หลังจากนั้นผมก็เริ่มค้นคว้าวิธีการลงทุนของคนในตลาดมากขึ้น จนพบว่ามันมีวิธีเล่นหุ้นแบบสั้นๆ แต่ได้เงินเร็วตามรายใหญ่ และฟังข่าววงในด้วย วิธีนี้ ถ้าทำตามได้ เราจะได้เงินแน่ๆ แค่ซื้อให้ไวและขายให้ทัน นี่อาจจะเป็นพาหนะแรงขับสูงที่จะให้ผมไปถึงฝันที่วาดไว้อย่างรวดเร็วก็ได้

แต่ใครจะรู้ล่ะว่า..มันจะกลายเป็นวิธีที่ทำให้ผมแทบอยากจะเลิกลงทุนไปเลยทั้งชีวิต…

หุ้นปั่น ข่าววงใน ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย

ในช่วงนั้นผมเพิ่งเรียนจบ และเข้ามาทำงานได้ไม่นาน ยังมีความใจร้อนที่อยากจะรวยเร็วๆ มีเงินเยอะๆ โดยที่ไม่เคยเรียนรู้การบริหารจัดการเงิน และวิธีการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง

ด้วยความคาดหวังจะให้เงินที่ลงทุนไป ทำกำไรให้กับเราได้อย่างเต็มที่ ในระหว่างนั้น ผมศึกษาวิธีการเล่นหุ้นแบบระยะสั้น ด้วยการอ่านกราฟ ดูเทคนิค เทคคอร์สวิธีการอ่านกราฟหุ้น ที่เราสามารถลงทุนตามนักลงทุนรายใหญ่

พอได้ลองทำความเข้าใจกับ “หุ้นปั่น” ที่ให้ผลตอบแทนสูง กับวิธีการเล่นที่ดูชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ภาพวาดที่สวยงามเกิดขึ้นตรงหน้า ผมจะต้องใช้วิธีนี้ลงทุนให้ตัวเองก้าวไปสู่เป้าหมายได้อย่างแน่นอน

“นี่แหละคือเส้นทางการลงทุนของเรา เรายังหนุ่มอยู่ ยังเจ็บตัวได้อีกเยอะ”

ผมหลอกตัวเองอยู่คนเดียว…

ในช่วงแรกผมเล่นตามสูตรที่ได้เล่าเรียนมา มีทั้งกำไรและขาดทุน ทุกครั้งที่ขาดทุนมันทำให้ผมอยากเอาคืน ผมคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ ใจไม่นิ่งพอ บริหารเงินบนหน้าตักไม่ได้เรื่อง ผมเก็บปัญหาที่เกิดขึ้นไปคิดหาทางออก ทำการบ้านหนักขึ้น บางวันก็นอนไม่หลับเพราะเรื่องการขาดทุนมันยังวนเวียนอยู่ในหัว

ช่วงนั้นใครมีข่าววงในมา ผมก็เชื่อ และเล่นตามพวกเขาไปทั้งหมด โดยที่ไม่รู้เลยว่าคำว่า “วงใน” นั้น ใครๆก็พูดได้ จะจริงหรือไม่จริง ผมไม่เคยหาคำตอบเลย เข้าซื้อหุ้นตัวไหนไปก็โดนขายใส่จนแทบจะหนีเอาตัวรอดไม่ทัน

ผมซื้อขายหุ้น เข้าๆ ออกๆ ทำรอบเยอะมาก หุ้นที่ผมซื้อผมไม่เคยรู้จักเลยว่ามันทำกิจการอะไร ขายไปเพราะทำกำไรหรือตัดขาดทุนอย่างเดียวเท่านั้น 6 เดือนนั้น ผมซื้อขายหุ้นบ่อยกว่าช่วงเวลา 3 ปีก่อนหน้านั้นซะอีก

เงินเก็บที่ผมสะสมมาตลอด 3 ปีครึ่ง หายไปเกือบทั้งหมด ผมขาดทุนมากกว่า 70% ภายในระยะเวลา 6 เดือน คิดเป็นเงินก็ประมาณ 6 หลัก สำหรับผมในตอนนั้น มันคือเงินที่มีมูลค่ากับผมมาก เป็นเงินที่ใช้เวลาและแรงกายแลกมันมา

นับเป็นช่วงเวลาที่ผมทรมานกับการลงทุนมาก ผิดหวังกับการขาดทุนครั้งใหญ่ สภาพจิตใจหดหู่ นี่อาจจะเป็นจุดต่ำสุดในชีวิตการลงทุนของผมแล้วก็ได้ ผมต้องกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า…

วิธีการนี้เหมาะกับตัวเราแล้วจริงเหรอ ? หรือเราไม่เหมาะกับการลงทุนกันแน่ ?

แต่…ผมยังเชื่อมั่นว่าโลกของการลงทุนจะสร้างความมั่งคั่งให้ผมได้อย่างแน่นอน

ผมจะถอดใจจากมันเพราะการขาดทุนครั้งใหญ่ไม่ได้!!

บทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ในโลกของการลงทุน

สิ่งแรกที่ผมกลับมาทำเลยก็คือ ลืมวิชาทั้งหมดที่ได้เรียนหรืออ่านมา แล้วสำรวจตัวเองอีกครั้ง ว่าตัวเราเป็นนักลงทุนสไตล์ไหน จิตใจและ mindset เรื่องการลงทุนของเราเป็นยังไง อะไรคือวิธีการลงทุนที่เหมาะกับเรา

ผมพบว่าการลงทุนแบบวิเคราะห์กิจการ ประเมินมูลค่าหุ้น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามความต้องการ ซื้อหุ้นโดยมีส่วนเผื่อความปลอดภัย และถือมันยาวๆ จนกว่าจะมีเหตุผลในการขาย เป็นแนวทางการลงทุนที่น่าจะเหมาะกับผม โดยเนื้อแท้แล้วผมเป็นคนใจเย็น กล้าเสี่ยงได้เฉพาะเกมที่ผมสามารถควบคุมได้ และมองเห็นโอกาสแห่งชัยชนะได้มากกว่าหนทางแห่งความพ่ายแพ้

ในขณะเดียวกันก็ทำความเข้าใจกับการวางแผนการเงินอย่างถูกต้อง เรียนรู้สินทรัพย์ชนิดต่างๆ เพื่อเลือกกระจายความเสี่ยง เพราะไม่อยากแบกรับความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนไว้ในหุ้นทั้งหมด

ผมรับความเสี่ยงและสภาพจิตใจของนักเก็งกำไรไม่ไหว ผมไม่เหมาะกับการเก็งกำไรเลยแม้แต่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น ผมเลิกให้ความสำคัญกับคำว่า “ข่าววงใน” หรือต่อให้มีใครมาบอกว่าหุ้นตัวไหนจะไปที่ราคาเป้าเท่าไหร่ ผมก็ไม่เก็บคำพูดเหล่านั้นมาเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลย ต่อให้เรื่องที่พูดเป็นอย่างนั้นจริง ผมก็ไม่เสียใจ เพราะอย่างมากก็แค่เสียดาย แต่อย่างน้อยก็ไม่เสียเงินแหละวะ!!

ผมไม่ได้บอกว่าวิธีการเก็งกำไร หรือเล่นหุ้นตามรายใหญ่เป็นวิธีที่ไม่ดี มีคนมากมายที่ประสบความสำเร็จในการเก็งกำไร เพราะเป็นวิธีที่เหมาะกับพวกเขา แต่มันไม่เหมาะกับผมเท่านั้นเอง..

ใช่ว่าทุกคนที่เลือกเส้นทางที่เหมาะสม จะไม่ต้องเจอกับการขาดทุนหรือผิดพลาดอีกต่อไป ถ้าวันนี้คุณเกิดการขาดทุนครั้งใหญ่กับคุณเป็น “ครั้งแรก” ขอให้จำไว้ว่า มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้ทบทวนตัวเอง

อย่ายอมแพ้ หาข้อผิดพลาดของตัวเองให้เจอ แล้วจงกลับไปสู้กับมัน

เพราะทั้งหมดเป็นเพียงการเริ่มต้นบนเส้นทางที่ยาวไกลเท่านั้น..

ใบกำกับภาษีเต็มรูป VS ใบกำกับภาษีอย่างย่อ

อยากจะออกใบกำกับภาษีทั้งที มีเทคนิค 3 ข้อที่ควรทำ คือ
1. รายการในใบกำกับภาษีครบถ้วนที่ถูกต้อง
2. ห้ามเขียนเพิ่ม!! ถ้าออกใบกำกับด้วยคอมพิวเตอร์
3. รายละเอียดต่างๆ ไม่มีขีดฆ่า ไม่มีแก้ไข

ทำ 3 ข้อนี้รับรองสบายใจแน่นอน
แต่อย่าลิมไปจด VAT ก่อนนาจา

—–

รายการที่ต้องมีในใบกำกับภาษี เช็คให้ดี!!

1. คำว่า “ใบกำกับภาษี” เห็นชัดจัดเต็ม
2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของคนขาย
3. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของคนซื้อ
4. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี หรือ เล่มที่ (ถ้ามี)
5. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
6. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
7. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี

เพิ่มเติมตั้งแต่ 1 มกราคม 2558
– ข้อ 2 และ 3 อย่าลืมระบุว่าเป็น “สำนักงานใหญ่” หรือ “สาขา”
– กรณีข้อ 3 ถ้าผู้ซื้อไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือไม่ได้ใช้ใบกำกับภาษี ไม่จำเป็นต้องกรอกเลขประจำผู้เสียภาษีหรือบัตรประชาชน

หมายเหตุ : ในรูปอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเป็น 7% นะครับ

หลักการง่ายๆ คือ
ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ถือเป็นใบกำกับภาษี
ที่ไม่สามารถนำยอดภาษีซื้อมาใช้ได้

แต่สามารถนำมาเป็นรายจ่ายของธุรกิจได้
ถ้าหากเป็นการจ่ายที่เกี่ยวข้องการทำธุรกิจ

ถ้าคุณไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
หรือเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้ทำธุรกิจ
ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คือ หลักฐานการรับเงิน

แต่ถ้าคุณจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
สิ่งที่คุณต้องทำเพื่อให้ใช้สิทธิภาษีซื้อได้
คือ การขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปมาแทน

—–

ถ้าคุณทำธุรกิจและจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
อยากจะออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ไหม

คำตอบคือ ได้ โดยไม่ต้องขอใคร
ถ้าหากธุรกิจของคุณมีการขาย
หรือให้บริการกับคนจำนวนมาก
เช่น ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร

แต่ถ้าหากไม่ใช่
คุณจะสามารถขออนุมัติออกได้ 
ผ่านการขอออกใบกำกับภาษีผ่านเครื่อง POS
หรือเครื่องบันทึกการเก็บเงินจากกรมสรรพากร

—–

ข้อความที่ต้องมีในใบกำกับภาษีอย่างย่อ คือ
1. คำว่า “ใบกำกับภาษี” หรือ “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ”
2. ชื่อ หรือ ชื่อย่อ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขาย
3. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี เลขที่ เล่มที่ (ถ้ามี)
4. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
5. ราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ โดยต้องมีข้อความระบุว่า “ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว”
6. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ใบกำกับภาษี #ใบกำกับภาษีเต็มรูป
#ตัวอย่างใบกำกับภาษีเต็มรูป
#ภาษีมูลค่าเพิ่ม
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

คาถาหักภาษี ณ ที่จ่าย แบบเข้าใจง่ายโคตร

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ “ผู้จ่ายเงิน” ต้องหักไว้จากเงินได้ก่อนที่จะจ่ายเงินให้แก่ “ผู้รับเงิน” และถือเป็น “เครดิตภาษี” ของผู้รับเงิน (ผู้มีรายได้) ที่เอาไปหักออกจากภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้

โดยจะมีหลักฐานที่เรียกว่า “หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย” ที่ผู้จ่ายเงินมอบให้แก่ผู้รับเงินไว้เป็นหลักฐาน

หลักการที่อยากให้จำไว้สำหรับก่อนจะเริ่มต้น มี 3 ขั้นตอนตามนี้ครับ

1. คนรับเงินไม่มีหน้าที่เสียภาษี = ไม่ต้องหัก
2. คนจ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหัก = ไม่ต้องหัก
3. กฎหมายไม่สั่งให้หักภาษี = ไม่ต้องหัก

คาถาข้อแรก : ซื้อขายสินค้า ไม่ต้องหักภาษี

ท่องไว้แบบนี้ก็ได้ หรือจะรู้เหตุผลไปด้วยถึงหลักการข้อนัี้ นั่นคือ ถ้ากฎหมายไม่มีกำหนดไว้ ก็ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายนั่นเองครับ

ถ้าซื้อสินค้าพร้อมรับบริการอื่นๆ โดยรวมเป็นค่าสินค้าไปเลย จะถือว่าเป็นการซื้อสินค้า ดังนั้นไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเช่นเดียวกันครับ เช่น การซื้อสินค้าพร้อมกับรับบริการติดตั้ง

ตรงนี้ต้องระวังนิดหนึ่งตรงที่ ดูว่าอะไรเป็นหลัก เพราะถ้าหากเป็นการรับบริการที่มีการซื้อสินค้าด้วย อันนี้จะต้องหักภาษี ณ ทีจ่ายรวมไปด้วยครับ เช่น การรับบริการซ่อมแซมแต่มีการซื้ออะไหล่ด้วย

คาถาข้อที่สอง : จ้างแรงงาน หักด้วยอัตราก้าวหน้า แต่ถ้ามีต้นทุนชุดใหญ่ ให้หัก 3%

ถ้าเป็นการจ้างแรงงานตามปกติ โดยใช้แรงงานแลกเงินเป็นหลัก เช่น การจ้างฟรีแลนซ์ หรือลูกจ้าง พวกนี้ต้องหักโดยอัตราก้าวหน้า นั่นคือการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ ได้เท่าไรให้คำนวณหักภาษีไว

แต่ถ้าเป็นการจ้างแรงงานในลักษณะของการรับเหมา หรือมีการจัดหาเครื่องมือในส่วนสำคัญ แบบนี้ถึงจะต้องหัก 3% เท่านั้นครับ (เงินได้ประเภทที่ 7) ดูเพิ่มเติมได้ที่ข้อ 8 ทป.4/2528 ครับ

อย่าจำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ให้จำจากความเข้าใจนะครั

คาถามข้อที่สาม : ท่องไว้ 3 อัตรา หักแล้วไม่มีทางผิด เช่า 5% บริการ 3% ขนส่ง 1%

ปัญหาคือต้องแยกให้ออกว่าแต่ละอย่างเป็นอะไร ถ้าเช่าต้องมีการส่งมอบการครอบครองทรัพย์สิน ถ้าบริการต้องเป็นการใช้พื้นที่หรือมีการรับบริการที่พิสูจน์ได้ ส่วนขนส่งนั้นต้องเป็นการรับจ้างขนส่ง ไม่ใช่บริการขนส่งสาธารณะทั่วไป

ถ้าแยกไม่ออก คนส่วนใหญ่มักจะตีเหมาเป็นบริการและหัก 3% ไว้ก่อน ซึ่งกรณีนี้มักจะไม่ค่อยมีปัญหากับทางสรรพากรครับ

สามอัตรานี้เป็นอัตราหลักที่ครอบคลุมเกือบ 90% ของรายการแล้วครับ ส่วนอัตราอื่นๆนั้นยังมีอีกมาก เช่น ค่าโฆษณาหัก 2% เงินเดือนตามอัตราก้าวหน้า ปันผล 10% และอื่นๆอีกมากมายครับ

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ภาษีธุรกิจ #ภาษีหักณที่จ่าย
#จ่ายเงิน #หักภาษี 
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

เราควรจด “ห้างหุ้นส่วน” หรือ “บริษัท” ดี?

แรกเร่ิมคือจำนวนผู้ก่อการ หรือ ผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ ตรงนี้ห้างหุ้นส่วนจะได้เปรียบกว่า เพราะว่าสามารถเริ่มต้นได้โดยมีผู้เริ่มก่อการแค่ 2 สอง ในขณะที่บริษัทต้องเร่ิ่มต้นที่ 3 คนขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอาจจะสามารถจดในรูปแบบบริษัทคนเดียวได้ แต่ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีข้อกฎหมายรองรับออกมา จึงทำให้ยังต้องเริ่มกันที่ 3 คนครับ

ว่ากันว่า ความรับผิดชอบของธุรกิจนั้น ห้างหุ้นส่วนจะมีความรับผิดชอบมากกว่าบริษัท โดยแยกความแตกต่างดังนี้

– ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ไม่มีจำกัดความรับผิด
– ห้างหุ้นส่วนจำกัด จำกัดความรับผิดแค่หุ้นสว่นจำกัด
– บริษัท จำกัดความรับผิดแค่ค่าหุ้นที่ค้างชำระเท่านั้น

ฟังดูแล้วความรับผิดชอบบริษัทจะน้อยกว่าในรูปแบบอื่น แต่ถ้าหากกรรมการของบริษัท ทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น โดยการทำงานนั้นๆไม่อยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัทแล้วล่ะก็ กรรมการเองก็สามารถูกฟ้องร้องใ้ห้รับผิดได้เช่นเดียวกัน (มาตรา 76 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

ว่ากันว่าการทำธุรกิจในรูปแบบบริษัทนั้น มีความน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะมีอำนาจในการเติบโต รวมถึงการขอสินเชื่อง่ายกว่า ซึ่งตรงนี้ไม่ได้มีหลักฐานยืนยันชัดเจนทางด้านกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของความเชื่อถือในการทำธุรกิจที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญ

ถ้าหากคุณต้องการกู้ธนาคาร หรือต้องการได้รับความเชื่อถือในการทำธุรกิจ การจดบริษัทอาจจะมีผลดีกว่าก็เป็นได้

อำนาจในการบริหารงานห้างหุ้นส่วน จะเริียกว่า หุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับผิดไม่จำกัดของห้างหุ้นส่วน ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างฯ

ในขณะที่บริษัทใช้กรรมการในการบริหารงาน ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น

การจัดการของบริษัทจะมีความคล่องตัวกว่าห้างหุ้นสว่น ในเรื่องของการโอนหุ้น และจะมีโอกาสการขยายกิจการได้ง่ายกว่าจากการระดมทุนในวิธีต่างๆ 

ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนถูกกว่าบริษัท ตามทุนที่จดทะเบียน โดยห้างฯจะเริ่มต้นที่ 1,000 บาทส่วนบริษัทจะเริ่มที่ 5,000 บาท และห้างฯ จะค่าธรรมเนียมสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท ส่วนบริษัทค่าธรรมเนียมสูงสุด 250,000 บาท)

นอกจากนั้นยังบริษัทฯมีค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิเพิ่มเติมด้วย

สำหรับค่าใช้จ่ายในการทำบัญชี ขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจและรายการเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ดี หากมีขนาดที่ใกล้เคียงกัน ห้างหุ้นส่วนมักจะถูกคิดในอัตราที่ต่ำกว่า

ส่วนค่าใช้จ่ายในการสอบบัญชี ห้างหุ้นขนาดเล็กที่มีทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ไม่จำเป็นต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตลงลายมือชือในการนำส่งงบการเงินแก่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่ยังคงต้องให้ผู้สอบบัญชีภาษีอากรหรือผู้สอบบัญชีออกรายงานเพื่อรับรองต่อกรมสรรพากร (ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าได้) 

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ภาษีธุรกิจ #รูปแบบนิติบุคคล
#ห้างหุ้นส่วน #บริษัท 
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

6 ทริกประหยัดเงิน จากค่ากิน

ค่าอาหารการกินคงเป็นรายจ่ายส่วนใหญ่ของใครหลายๆ คน เพราะนอกจจากจะเป็นปัจจัย 4 แล้ว อาหารถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งของชีวิตเราด้วย ถ้าเราลดรายจ่ายของค่าอาหารได้ ก็น่าจะทำให้เราประหยัดเงินไปได้เยอะเลยทีเดียว

ไปดูกันเลยดีกว่า ว่า 6 ทริก ไอเดียการประหยัดเงินจากค่าอาหาร ที่ถุงเงินจะนำมาแบ่งปันให้เพื่อนๆ จะมีอะไรบ้างงงง

“กินมื้อหลักให้อิ่ม”

ค่าขนมทั้งหลายแหล่มักจะมีราคาสูงกว่าอาหารจานหลักเรามาก ดังนั้นการทานอาหารจานหลักให้อิ่มในแต่ละมื้อ ก็จะช่วยให้เราไม่ต้องทานขนมจุกจิกมากมาย นอกจากจะลดรายจ่ายได้แล้ว ยังช่วยทำให้เราลดแคลอรี่จากขนมได้อีกด้วย

“เลือกร้านที่ดี”

หลายคนคงเจอร้านอาหารที่ให้น้อยแล้วแถมยังแพงอีก น่าหงุดหงิดพอสมควรเลยใช้มั้ยล่ะครับ เพราฉะนั้นการเลือกร้านอาหารที่ดี ถูกและอิ่ม และถ้ารสชาติถูกปากด้วยแล้ว ก็ยิ่งฟินไปกันใหญ่

สำหรับคนที่ใช้ชีวิตประจำวันอยู่ที่เดิม ก็น่าจะเลือกได้ไม่ยาก ลองครั้งเดียวถ้าไม่ถูกใจก็คงแยกย้าย แต่สำหรับคนที่ต้องมีธุระไปตามสถานที่ต่างๆ การลองทุกร้านก็คงจะไม่ไหว การเชครีวิวจากผู้อื่นที่ได้มาลิ้มลองแล้วก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่เราจะหาร้านอาหารคุณภาพได้

“ตีสนิทกับร้านประจำ”

สำหรับคนที่ต้องทำงานประจำ การตีซี้กับร้านอาหารไว้เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะสามารถช่วยลดรายจ่ายจากค่าอาหารไปได้อีกทาง แน่นนอนว่าการมากินประจำและการพูดคุยกับเจ้าของร้านอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้แม่ค้าพ่อค้าจำเราได้ และเมื่อเรามาครั้งหน้า การลดแลกแจกแถมนิดๆ หน่อยๆ มันก็จะต้องมีเพิ่มมาบ้างแหละ

“ลิสต์ของก่อนซื้อ”

ความล่อตาล่อใจของของกินในร้านสะดวกซื้อ มักจะทำให้เราเผลอหยิบของมากมายโดยไม่รู้ตัว พอมาถึงตอนจ่ายตัง ก็แทบเข่าทรุด เกือบร้อยทุกครั้ง นี่ว่าจะซื้ออะไรไม่เยอะแล้วนะเนี่ย

ดังนั้นถ้าเราเป็นพวกห้ามใจไม่ค่อยอยู่แล้วล่ะก็ การตั้งรายการของที่จะซื้อทุกครั้งก่อนเข้าร้านสะดวกซื้อ ก็จะช่วยให้เราสามารถลดรายจ่ายส่วนนี้ไปได้พอสมควรเลย

“ทำอาหารกินเอง”

อาหารสดนั้นไม่ได้แพงอย่างที่คิด ส่วนเรื่องการลงทุนอุปกรณ์ทำครัวนั้นก็ครั้งเดียว ใช้ได้ไปอีกนาน ยิ่งถ้าเราอยู่กับเป็นครอบครัวใหญ่ มีสมาชิคหลายคนแล้วก็ยิ่งคุ้มมากกว่า

เพราะการทำอาหารกินเอง ไม่มีต้นทุนค่าแรง ไม่มีบวกกำไร สำหรับบางคนการทำอาหารนั้นถือเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่สร้างสัมพันธ์ให้กับคนรอบตัวได้ดี สนุกสนานแถมประหยัดด้วย

บางคนที่ชอบทำอาหารมากๆ มื้อเช้ามื้อเย็นไม่ขาด แถมบางวัน ก็ทำอาหารไปกินมื้อกลางวันที่ทำงานอีกด้วย รสชาติถูกปากถูกใจ แถมยังราคาถูกอีกด้วย

“ตั้งงบค่าอาหาร”

การกำหนดงบค่าอาหารไว้ก่อน จะช่วยให้เราบริหารเงินได้ง่ายขึ้นมากและยังฝึกระเบียบวินัยทางการเงินของตัวเราเองได้อีกทางหนึ่ง แรกๆ เราก็อาจจะตั้งงบประมาณเป็นสัปดาห์ไว้ก่อน เพื่อจะได้ประมาณงบค่าอาหารของเราได้ถูก และอาจจะเปลี่ยนเป็นรายเดือนในภายหลัง

พอถึงปลายเดือนเราก็มาดูผลกันครับว่าสามารถทำตามเป้าได้หรือไม่ ถ้าเราทำไม่ได้ ค่าใช้จ่ายเกินกว่าที่ตั้งไว้ ก็ต้องวิเคราะห์หาทางลดรายจ่ายกันใหม่ แต่ถ้าเราทำได้ มีเงินเหลือ ก็ควรจะให้รางวัลตัวเองด้วยการทานอาหารมื้อใหญ่สักมื้อ เพื่อเป็นกำลังใจให้ตัวเองสำหรับการมีวินัยทางการเงินนะครับ

ไม่ยากเลยใช่มั้ยหละ กับการลดรายจ่ายในส่วนของค่าอาหาร เพียงแต่สิ่งที่อยากที่สุดก็คงเป็นเรื่องของระเบียบวินัยแหละ ก็มันหอมหวยเย้ายวนซะขนาดนี้ หักห้ามใจที่จะเดินผ่านไปเฉยๆ ได้ยากซะเหลือเกิ๊นนนน

นอกจากนั้น เรื่องปากเรื่องท้องกับสุขภาพนี่ก็สำคัญ เจ้ามะนุดควรเลือกอาหารที่ดีมีประโยชน์ กินของดีๆ ร่างกายก็จะสุขภาพดี ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อย ก็ลดรายจ่ายไปได้อีกทางด้วยนะ

7 ขั้นตอนวางแผนภาษีขายของออนไลน์ แบบถูกกฎหมาย

ธุรกิจของเราเป็นแบบไหน ระหว่างซื้อมาขายไปกับประเภทอื่นๆ

สำหรับคนที่ทำธุรกิจขายของออนไลน์ ถ้าไม่ใช่เป็นธุรกิจซื้อมาขายไป คุณจะไม่ได้รับสิทธิในการหักเหมาค่าใช้จ่าย 60% แต่ต้องหักตามค่าใช้จ่ายจริงเท่านั้น

รู้ว่ารายได้จริงของคุณเป็นเท่าไร

รายได้กำหนดทุกอย่าง และหลักฐานการมีรายได้คือส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษี ถ้าหากคุณไม่รู้ว่ามีรายได้จริงเท่าไร ปัญหาต่อไปคือคุณอาจจะถูกประเมินรายได้จากสรรพากรได้ ดังนั้น หลักฐานการมีรายได้ที่ถูกต้องสำคัญที่สุด

อย่าลืมด้วยว่า ถ้ามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท คุณจะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยนะครับ!

ค่าใชจ่ายที่มีหลักฐานจริงเป็นเท่าไร คือสิ่งที่คุณต้องรู้ เพราะว่า หลักฐานการใช้จ่ายจะช่วยคุณได้ 2 ประเด็นนี้

1. ถ้าคุณขายของแบบซื้อมาขายไป การมีหลักฐานที่มากกว่า จะทำให้คุณเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ เพื่อประหยัดภาษีมากกว่า

2. ถ้าคุณไม่ได้ขายของออนไลน์แบบซื้อมาขายไป ค่าใช้่จ่ายที่คุณจะเอามาใช้จริงต้องมีหลักฐานเท่านั้น ไม่งั้นคุณจะไม่สามารถนำมาหักในการคำนวณภาษีได้

แนวทางใหม่ของกรมสรรพากรนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องของการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ตามค่าใช้จ่ายจริง

ถ้าคุณไม่ทำบัญชี คุณจะไม่มีวันรู้ว่ากำไรของธุรกิจเป็นเท่าไร และจะทำให้การวางแผนภาษีของคุณนั้นผิดพลาดเสมอ เพราะทุกอย่างไม่ได้อยู่ที่ข้อเท็จจริง

กำไรธุรกิจทุกวันนี้ ต้องวางแผนภาษียังไง? อีกขั้นตอนหนึ่งที่ต้องประมาณการไว้ เพราะว่าถ้าคุณไม่รู้ว่าตัวเองมีกำไรเท่าไร คุณจะวางแผนภาษีไม่ได้เลย

นอกจากนั้นกำไรที่มีจะทำให้คุณเลือกรูปแบบธุรกิจเพื่อประหยัดสูงสุดได้อีกด้วยครับ

เข้าใจวิธีการคำนวณภาษี คือ อีกขั้นตอนหนึ่งที่ควรทำ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากอัลบั้มก่อนหน้านี้

สรุปครบวิธีคำนวณภาษีขายของออนไลน์
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1438554466273491.1073741843.1404693772992894&type=3

คำถามสุดท้ายคือ คุณพอใจกับการเสียภาษีหรือไม่ และจำนวนภาษีที่มาจากคำนวณนั้น ยังมีช่องทางประหยัดทางอื่นหรือเปล่า เช่น การลดหย่อนภาษีด้วย LTF RMF หรืออื่นๆ ที่เป็นทางเลือกในชีวิตคุณ

ขั้นตอนนี้สำคัญตรงที่กระแสเงินสดในธุรกิจที่คุณมี เพราะมันจะช่วยให้คุณสามารถจัดการวางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสมและไม่มีปัญหาภายหลัง

ฟรี!! สำหรับคนที่ต้องการ UPDATE ข่าวสารเรื่องภาษี และต้องการเรียนรู้เรื่องภาษีขายของออนไลน์เพิ่มเติม เชิญมาแลกเปลี่ยนความรู้กันฟรีๆได้ที่กรุ๊ปใหม่ “ภาษีขายของออนไลน์ 2018”

วิธีเข้าร่วมกรุ๊ปมีวิธีง่ายๆ 2 วิธี

1. ทักมาที่ กล่องข้อความเพจ (Send Message) หรือ คลิก http://m.me/biztaxthai แล้วพิมพ์ว่า ภาษีขายของออนไลน์

2. แอดไลน์ @biztaxthai หรือคลิกลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai
แล้วพิมพ์ว่า ภาษีขายของออนไลน์

รีบจอยด่วน เพราะเริ่มสอนวันที่ 12 กุมภาพันธ์เป็นต้นไปครับ

#ภาษีขายของออนไลน์ 
#ภาษีธุรกิจ #พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

สรุปครบ!! วิธีคำนวณภาษีสำหรับคนขายของออนไลน์

เข้าใจความหมายขององค์ประกอบภาษีแต่ละตัวก่อนว่า มีหลักการอย่างไร

รายได้ หรือ เงินได้ คือ สิ่งที่เราได้รับจากการขายของทั้งหมด โดยที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ

ค่าใช้จ่าย มีวิธีคิดสองแบบ คือ คิดแบบเหมา (60%) กับ ตามจริง (มีหลักฐาน) ซึ่งการขายของออนไลน์แบบซื้อมาขายไปจะสามารถเลือกได้ว่าหักแบบไหน

ค่าลดหย่อน คือ รายการที่กฎหมายกำหนดต่างๆ มีหลายสิบรายการ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากhttp://bit.ly/2nwOWMF

ส่วนเงินได้สุทธิคือ รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน เป็นตัวที่เราต้องใช้เพื่อคำนวณภาษี 

วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปกติมี 2 วิธี คือ

วิธีแรก (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี และ วิธีที่สอง เงินได้ x 0.5%
วิธีนี้คิดเป็นภาษีเลย โดยจะใช้วิธีนี้เมื่อตัวเรามีรายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนเกิน 1 ล้านบาทต่อปี หลังจากนั้นค่อยเลือกเสียภาษีตามวิธีที่คำนวณได้มากกว่าครับ

รายได้ยิ่งมาก ย่ิ่งเสียภาษีเยอะ เพราะว่าอัตราภาษีไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ 5-35% ซึ่งจะมาจากการคำนวณตามวิธีที่ 1 หรือ เงินได้สุทธินั่นเองครับ

การวางแผนภาษีจึงพยายามเพิ่มค่าใช้จ่ายให้มาก (ค่าใช้จ่ายตามจริง) และเพิ่มค่าลดหย่อนที่กฎหมายให้สิทธิ เพื่อให้เราเสียภาษีน้อยลงนั่นเองครับ

วิธีการคำนวณภาษีกรณีซื้อมาขายไป จะเลือกหักเหมา 60% เป็นค่าใช้จ่ายได้เลย หรือเลือกหักตามค่าใช้จ่ายจริงก็ได้ครับ 

วิธีการคำนวณภาษีกรณีที่ไม่ใช่ซื้อมาขายไป จะเลือกหักตามค่าใช้จ่ายจริงได้เพียงอย่างเดียวครับ

สมมติว่า นายหมอนัทแห่งคลินิกกองทุนเปิดร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์สำหรับท่านชายโดยเฉพาะ (เอ๊ะ!! ยังไง)

โดยมีรายได้ตลอดทั้งปี 5,000,000 บาท และตัวหมอนัทเองนั้นยังโสดสนิทศิษย์ส่ายหน้าอยู่ ดังนั้น วิธีคำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิตามวิธีที่ 1 ของหมอนัทคือ = (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

1) รายได้ของหมอนัท 5,000,000 บาท
2) ค่าใช้จ่ายของหมอนัท 60% x 5,000,000 บาท = 3,000,000 บาท
3) ค่าลดหย่อนส่วนตัวของหมอนัท 60,000 บาท
4) เงินได้สุทธิ จาก 1-2-3 = 1,940,000 บาท
5) ภาษีที่คำนวณได้ (ตามอัตราภาษีก้าวหน้า) คือ 350,000 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีคำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมิน x 0.5% = 5,000,000 x 0.5% = 25,000 บาท

สรุปว่า…
นายหมอนัทจะต้องเสียภาษีจำนวน 350,000 บาท

สมมติให้รายได้นายบักหนอมเป็นดังนี้
– เงินเดือนเดือนละ 100,000 บาท
– ขายของออนไลน์ได้เดือนละ 150,000 บาท

เท่ากับว่านายบักหนอมจะมีรายได้รวมทั้งปี คือ
– เงินเดือนทั้งปี 1,200,000 บาท
– รายได้ขายของออนไลน์ทั้งปี 1,800,000 บาท

ส่วนการหักค่าใช้จ่ายปี 2560 นั้น คือ
– เงินเดือนหักได้ 50% ของรายได้ไม่เกิน 100,000 บาท
– ขายของออนไลน์ เลือกหักค่าใช้จ่าย เหมาไปเลย 60% หรือค่าใช้จ่ายจริง

ดังนั้น เงินได้ – ค่าใช้จ่าย ตามวิธีการคำนวณภาษีจะได้ออกมาเป็น
– ฝั่งเงินเดือน 1,200,000 – 100,000 = 1,100,000 บาท
– ฝั่งขายของ 1,800,000 – 1,080,000 = 720,000 บาท (เลือกหักเหมา)

ดังนั้น (อีกที) เงินได้ – ค่าใช้จ่าย รวมกันก่อนหักค่าลดหย่อนคือ
1,100,000 + 720,000 = 1,820,000 บาท

จากวิธีการคำนวณภาษีเงินได้วิธีที่ 1 คือ
(เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี
ตอนนี้เราจะได้เหลือตามนี้ คือ (1,820,000 – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

พักไว้สักนิด มาดูตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้ วิธีที่ 2 กันก่อนครับ โดยอย่าลืมว่า วิธีคำนวณภาษีแบบนี้จะถูกเอามาคิดก็ต่อเมื่อ เรามีรายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนเกิน 1 ล้านบาทต่อปี หลังจากนั้นเลือกเสียภาษีตามวิธีที่คำนวณได้มากกว่า

จากตัวอย่างที่บอกว่านายบักหนอม เป็นมนุษย์เงินเดือน + ขายของออนไลน์ มีรายได้เงินเดือนเดือนละ 100,000 บาท และขายของได้เดือนละ 150,000 บาท สรุปได้อีกทีว่า รายได้จากขายของออนไลน์ต่อปีคือ 1,800,000 บาท ซึ่งแปลว่าต้องคำนวณตามวิธีที่ 2 ด้วย เพราะมีรายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนเกิน 1 ล้านบาท

โดยวิธีนี้คิดง่ายๆ ก็คือ 1,800,000 x 0.5%
ได้ออกมาเป็นภาษี 9,000 บาท
โอเค… เก็บตัวเลข 9,000 นี้ไว้ก่อน

ทีนี้กลับมาดูกันต่อว่าถ้าจะคำนวณภาษีตามวิธีที่ 1 จะได้เป็นภาษียังไงเท่าไร ซึ่งตอนแรกที่เราคำนวณไว้จากวิธีการคำนวณคือ (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี จะได้เป็น (1,820,000 – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

ถ้าหากนายบักหนอมไม่มีค่าลดหย่อนอะไรเลยทั้งหมด ไม่ได้ซื้อ LTF, RMF หรือประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษี แม้แต่น้อย ดังนั้นนายบักหนอมก็ต้องหักได้แค่ ค่าลดหย่อนส่วนตัว คือ 60,000 บาท จึงทำให้ เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน (เรียกอีกชื่อว่า “เงินได้สุทธิ) เหลือเพียง = 1,760,000 บาท (1,820,000 – 60,000) ทีนี้ก็ต้องคูณด้วยอัตราภาษี 5-35% ได้ออกมาเป็นจำนวน 305,000 บาท

วิธีแรก (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี ได้ภาษีออกมาจำนวน 305,000 บาท ส่วนวิธีที่สอง เงินได้ x 0.5% ได้ภาษีออกมาจำนวน 9,000 บาท เพราะฉะนั้นต้องเสียตามวิธีที่มากกว่า นั่นก็คือ 305,000 บาทนั่นเองครับ

สำหรับคนที่ต้องการ UPDATE ข่าวสารเรื่องภาษี และต้องการเรียนรู้เรื่องภาษีขายของออนไลน์เพิ่มเติม เชิญมาแลกเปลี่ยนความรู้กันฟรีๆได้ที่กรุ๊ปใหม่ “ภาษีขายของออนไลน์ 2018”

วิธีเข้าร่วมกรุ๊ปมีวิธีง่ายๆ 2 วิธี

1. ทักมาที่ กล่องข้อความเพจ (Send Message) หรือ คลิก http://m.me/biztaxthai แล้วพิมพ์ว่า ภาษีขายของออนไลน์

2. แอดไลน์ @biztaxthai หรือคลิกลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai
แล้วพิมพ์ว่า ภาษีขายของออนไลน์

ความรู้เรื่องภาษีขายของออนไลน์ทั้งหมดที่ได้เรียนในกรุ๊ปลับเมื่อตอนเดือนมกราคม จะถูกโพสในกรุ๊ปตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์เป็นต้นไปครับ

#ภาษีขายของออนไลน์ 
#ภาษีธุรกิจ #พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save