(Review) T-DIV คุณอยากสร้างกระแสเงินสดด้วยกองทุนหุ้นปันผลไหม?

สำหรับโลกยุคใหม่ในทุกวันนี้ พรี่หนอมเชื่อว่าหนึ่งในความฝันของใครหลายคน คือ การมีรายได้จากสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนให้เราอย่างต่อเนื่อง และเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร หนึ่งในทางเลือกนั้นมักจะมีเรื่องของการลงทุนในหุ้นเพื่อได้รับเงินปันผลอยู่เสมอๆ

แต่ถ้าหากเราไม่มีเวลาเลือกหุ้นด้วยตัวเอง ด้วยภาระหน้าที่หรือว่าคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถพอ อีกทางเลือกหนึ่งที่คนส่วนใหญ่นิยมไม่แพ้กัน นั่นคือ การเลือกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่มีการจ่ายปันผลนั่นเองครับ

อะแฮ่ม… อารัมภบทแบบนี้ เพราะเป็นที่มาของการรีวิวกองทุนหุ้นปันผลที่กำลังจะเปิดขายเป็นครั้งที่ 3 ในวันที่ 8-12 มกราคม 2561 นี้ กับกองทุนเปิดธนชาตหุ้นปันผล หรือชื่อย่อ T-DIV ที่ชูจุดขายไว้ว่า “คัดสรรหุ้นปันผลชั้นดี ปันผลสม่ำเสมอ ผ่านการเลือกบริษัทชั้นดี มีอนาคต เพื่อผู้ลงทุนโดยเฉพาะ”

กองทุนนี้มีความเชื่อว่า หุ้นทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ 600 กว่าตัวนั้น มีหุ้นที่คาดการณ์ได้ว่าจ่ายปันผลในอัตรา 3.5% ของราคาหุ้นไปได้อีก 3 ปีต่อจากนี้เป็นจำนวน 80 บริษัท (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2560 จาก Bloomberg) ดังนั้นการจัดพอร์ทเพื่อสร้างชุดหุ้นที่ได้รับเงินปันผลอย่างต่อเนื่องนั้น มันก็คงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปนัก

แหม่…. ถ้ากล้าพูดขนาดนี้ เราลองมาดูข้อมูลย้อนหลังในช่วงที่ผ่านมากันซักหน่อยดีกว่าครับ

ที่มา: บลจ. ธนชาต

คำเตือน: ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

เนื่องจากกองทุนนี้เพิ่งเปิดไม่นานนัก จึงทำให้สามารถย้อนข้อมูลดูได้เพียงช่วงสั้นๆครับ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับผลตอบแทนมาตรฐานอย่าง ดัชนีผลตอบแทนรวม SETHD ซึ่งเป็นดัชนีของหุ้นที่มีการปันผลสูงต่อเนื่องก็จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนของกองทุนนี้สามารถเอาชนะค่ามาตรฐานได้ครับ

นอกจากผลตอบแทนแล้ว จำนวนเงินปันผลที่จ่ายก็มีข้อมูลย้อนหลังให้ดูกันครับ นั่นคือ มีการจ่ายสองครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย และ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ในอัตรา 0.35 บาทต่อหน่วยครับ

ถ้ามองเจาะลึกลงไปในนโยบายเรื่องหุ้นที่ทางกองทุนเลือกเพิ่มเติมจากรายชื่อ 5 อันดับแรกที่ลงทุน จะเห็นว่าทางกองทุนมีการเลือกหุ้นที่กิจการไม่ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ มีกระแสเงินสดจากการประกอบกิจการที่แน่นอน และมีอัตราเงินปันผลที่น่าสนใจ รวมถึงมีความผันผวนที่ค่อนข้างต่ำ (Low Beta) ประกอบกันครับ

ที่มา: บลจ. ธนชาต

ทีนี้เรามาดูข้อมูลเพิ่มเติมด้านอื่นๆกันอีกสักเล็กน้อยครับ เช่น จำนวนครั้งของการจ่ายเงินปันผล อัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ  จำนวนเงินขั้นต่ำในการซื้อ ก่อนที่จะไปสรุปว่ากองทุนนี้เหมาะกับใครบ้างครับ

จากข้อมูลจะเห็นว่ากองทุนนี้มีการจ่ายเงินปันผลไม่เกินปีละ 4 ครั้งเท่านั้น และในส่วนของค่าธรรมเนียมจะเห็นว่ามีการเก็บค่าธรรมเนียมในการซื้ออยู่ที่ 0.428% และมีการเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการต่างๆ ประมาณ 2.14% หรือคิดรวมๆ จะอยู่ที่ประมาณ 2.462% ครับ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียวสำหรับกองทุนหุ้นปันผลแบบนี้ครับ

ส่วนจำนวนซื้อขั้นต่ำนั้นดูเป็นที่น่าพอใจครับ เพราะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทเท่านั้น ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการสะสมความมั่งคั่งต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เหมือนกันครับผม

ใครควรลงทุนในกองทุนนี้

อันนี้พรี่หนอมก็ตอบตรงๆว่า คงต้องเป็นคนที่ต้องการกระแสเงินสดในการลงทุนอย่างเงินปันผล และยอมรับกับการเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ไปพร้อมๆ กันครับ แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าสำหรับกองทุนหุ้นปันผลแบบนี้แม้จะเลือกหุ้นที่ดีแค่ไหนก็ตาม แต่ไม่ได้แปลว่าจะการันตีว่ามีการปันผลตลอดไปนะครับ เพราะกองทุนจะปันผลก็ต่อเมื่อมีกำไรสะสมจากการลงทุนในจุดที่ผู้จัดการกองทุนเห็นว่าสมควรเท่านั้นครับ ซึ่งตรงนี้ต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงประกอบกันครับ

แต่อย่างไรก็ดี ในอีกแง่หนึ่ง ผมมองว่าคนที่เหมาะกับการลงทุนในกองทุนนี้ คือ คนที่ต้องการกระแสเงินสดต่อเนื่องในระดับนึง เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนในการจัดการชีวิต แต่ขี้เกียจหาหุ้นที่จ่ายเงินปันผลดีๆ หรือไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเลือกหุ้นได้ถูกต้องหรือไม่ เลยให้ผู้จัดการกองทุนจัดการให้และยินยอมจ่ายค่าธรรมเนียมให้เป็นการตอบแทนครับ ฮ่าๆ 

หรือแม้แต่ฝั่งนิติบุคคลเองที่ต้องการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น และต้องการได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากการลงทุนและได้รับเงินปันผล ก็อาจจะมองไว้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการบริหารจัดการเงินของธุรกิจได้เช่นเดียวกันครับ เพราะกองทุนนี้เขาจัดวันที่ปันผลไว้ให้ล่วงหน้า ไม่ให้เสียสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดครับผม

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องมองนั้นไม่ใช่แค่จำนวนเงินปันผลเพียงอย่างเดียวนะครับ แต่ต้องมองถึงผลตอบแทนด้วย เพราะบางกองทุนอาจจะมีการจ่ายปันผลน้อย แต่ว่าได้กำไรจากการขายหุ้นในกองทุนเยอะจึงทำให้ NAV ไม่ลดต่ำลงหลังปันผล ตรงนี้ก็ต้องดูกันต่อไปครับว่ากองทุน T-DIV จะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ฮ่าๆ

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นอีกทีคือ กองทุนนี้เป็นกองทุน “หุ้น” ย่อมมีความผันผวนของผลตอบแทนในระดับหนึ่งเช่นเดียวกัน แม้ว่าทางกองทุนเองจะเลือกหุ้นที่มีความผันผวนน้อยก็ตาม ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะเป็นความเสี่ยงหนึ่งที่ควรเอามาพิจารณาครับ แต่ถ้าหากรับได้ จัดไปก็ไม่เสียหายครับผม

เอาแบบนี้ดีกว่าครับ ถ้าหากเป็นผม ผมจะมองว่าสิ่งที่ผมต้องการคืออะไรครับ เช่น ถ้าหากผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีเวลาเลือกหุ้นหรือคัดสรรหุ้นด้วยตัวเอง แต่ต้องการเงินปันผลจากการลงทุนมาเรื่อยๆ เพื่อที่จะเผื่อไว้ใช้จ่าย โดยที่วางแผนว่าจะทยอยสะสมเรื่อยๆเพื่อสร้างพอร์ทผลตอบแทนระยะยาว รวมถึงเงินก้อนนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้ในอนาคตและสามารถเสี่ยงได้ตามเงื่อนไขที่ผมยอมรับได้ การเลือกกองทุนหุ้นนี้ก็อาจจะเป็นคำตอบที่ดีของผมครับ

สุดท้ายนี้ … พรี่หนอมขอฝากไว้อีกที ก่อนที่จะส่งไปสู่การขายของ นั่นคือ คุณควรจะเริ่มจากคำถามว่า คุณต้องการเงินปันผลจากการลงทุนไหม?ถ้าหากคำตอบคือใช่ การพิจารณาเรื่องต่อไปถึงจะตามมาครับ ทั้งเรื่องของความสม่ำเสมอของผลตอบแทน ความเสี่ยง ค่าธรรมเนียม ความสามารถของผู้จัดการกองทุน ตามความสำคัญในแต่ละด้านที่คุณมองเห็นครับ

ถ้าหากใครสนใจกองทุนนี้ ก็สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ บลจ.ธนชาติ https://www.thanachartfund.com หรือโทรศัพท์ 0 2126 8399 หรือผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่ บลจ.ธนชาต แต่งตั้ง พร้อมขอรับหนังสือชี้ชวน

คำเตือน :

ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

การลงทุนมิใช่การฝากเงิน และมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินและทุนคืนเต็มจำนวน

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ภิรัชออฟฟิศ Bhiraj Office Leasehold Real Estate Investment Trust : BOFFICE

สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน กลับมาเจอกันกับผมหมอนัทอีกครั้งแล้วนะครับ แน่นอนครับว่าแต่ละครั้งที่เราพบกันนั้น ก็จะได้เจอกับบทความที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในกองทุน หรือบางครั้งก็จะได้เจอกับกองทุนใหม่ ๆ ที่เจอทั้งกองทุนที่เปิดมานาน แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง รวมถึงการรีวิวกองทุนใหม่ ๆ หรือกองทุน IPO ที่น่าสนใจ เพื่อให้นักลงทุนได้เข้าใจถึงกองทุนนั้น ๆ ก่อนการลงทุนครับ เพราะเรื่องสำคัญที่สุดในการลงทุนก็คือ นักลงทุนต้องเข้าใจสินทรัพย์ที่ตนเองกำลังจะลงทุนนั่นเองครับ

ส่วนใหญ่กองทุนที่ผมพูดถึง หรือว่าเขียนถึงนั้นก็มักจะเป็นกองทุนหุ้น กองทุนหุ้นต่างประเทศ และกองทุนหุ้นที่ลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างเช่น Healthcare หรือ Technology ที่กำลังเป็นกระแสการลงทุนยอดนิยมในช่วงนั้นครับ

แท้จริงแล้ว ถ้าใครได้ติดตามบทความของผมมาตลอด หรือว่าเคยไปพบและร่วมฟังกับผมตามงานสัมมนาก็จะรู้ดีว่า ผมเองเป็นคนที่ชอบลงทุนในกองทุนรวมอสังหาฯ + กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน + กอง REITs มาก ๆ เนื่องจากกองทุนเหล่านี้ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างจะสม่ำเสมอ ซึ่งเกิดจากค่าเช่าหรือรายได้จากการใช้อสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ นั่นเองครับ ดังนั้น จะไม่เหมือนกับการลงทุนในหุ้นที่ส่วนใหญ่เราจะต้องมีการขายเพื่อทำกำไรจึงจะได้ผลตอบแทนที่ดี

การลงทุนในหุ้นเองแน่นอนว่า มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าลงทุนในอสังหาฯ หรือ REITs ครับ แต่ทว่าผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนในอสังหาฯ นั้น ก็ไม่ได้น้อยกว่าจนไม่น่าลงทุนแต่อย่างใด เพราะว่าให้ผลตอบแทนโดยประมาณอยู่ที่ 5-8% เลยทีเดียวครับ ทั้งนี้อาจจะมีกำไรส่วนต่าง หรือ Capital Gain จากการขายหน่วนทรัสต์ ก็เป็นได้ ครับ ก็ต้องถือว่าหากใครที่อยากลงทุนระยะยาว และได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการถือครองตราสารหนี้ และความผันผวนน้อยกว่าหุ้นแล้วละก็ กองทุนอสังหาฯ และ REITs นั้น ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีอย่างมากครับ

ประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากในการลงทุนกับกองทุนอสังหาฯ และ REITs นั่นก็คือ การเลือกประเภทของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุน เนื่องจากหากเราเลือกกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนได้ดี ก็ย่อมจะหมายถึงผลตอบแทนที่สม่ำเสมอครับ ส่วนตัวผมเองคิดว่า กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานให้เช่า มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากและเป็นกลุ่มที่ผมชอบมากที่สุดในการลงทุนกับกองทุนอสังหาฯ และ REITs

ทั้งนี้หากออฟฟิศมีทำเลที่ดี มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ หรือว่าใกล้กับรถไฟฟ้าและทางด่วน ซึ่งทำให้มีการเดินทางที่สะดวก ผมคิดว่าออฟฟิศเหล่านี้แหละ ที่จะสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอได้อย่างดีเยี่ยมครับ เพราะว่าส่วนใหญ่ออฟฟิศที่ทำเลดีๆ เหล่านี้ ก็มักจะมีอัตราการเช่าที่สูงมาก บางตึก บางอาคารนั้น มีอัตราการเช่าสูงในระดับ 95% ขึ้นไปเลยทีเดียวครับ

คราวนี้เรามาดูกองทรัสต์ หรือว่า REIT ที่เป็นพระเอกของบทความนี้กันครับ ซึ่งผมว่าเป็นกองที่น่าสนใจอีกกองหนึ่งเลยล่ะครับ นั่นก็คือ

กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ภิรัชออฟฟิศ

Bhiraj Office Leasehold Real Estate Investment Trust : BOFFICE

สินทรัพย์นี้จะมีมูลค่าที่กองทรัสต์จะเข้าลงทุนไม่เกิน[1] 6,605 ล้านบาท โดยจะระดมทุนจากการเสนอขายหน่วยทรัสต์มูลค่าทั้งสิ้นไม่เกิน 5,153 ล้านบาท และกู้ยืมเงินระยะยาวในวงเงินไม่เกิน 1,750 ล้านบาทครับ

ผมเชื่อว่าจริง ๆ แล้ว กองทรัสต์นี้พวกเราทุกคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ อาจจะเคยผ่านหูผ่านตากันไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะคนที่ไปทำงานโดยการใช้รถไฟฟ้าที่สถานีพร้อมพงษ์อยู่บ่อยๆ น่าจะคุ้นเคยดีครับ เพราะว่าออฟฟิศให้เช่าที่เป็นสินทรัพย์หลักของกองก็คือ “โครงการภิรัชทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์” ซึ่งตั้งอยู่บนศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ที่พวกเราเดินผ่านบ่อย ๆ นั่นเองครับ โดยที่โครงการนี้มีพื้นที่รวม (Gross Floor Area) อยู่ประมาณ 94,853 ตารางเมตร ประกอบด้วย

– พื้นที่สำนักงานให้เช่า และพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า

– พื้นที่ส่วนกลางส่วนสำนักงาน                            

– พื้นที่จอดรถส่วนสำนักงาน 

– พื้นที่สำหรับวางงานระบบ และพื้นที่อื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง

พื้นที่ให้เช่าสุทธิ(Net Leasable Area) ประมาณ 49,732 ตารางเมตร ประกอบด้วย               

– พื้นที่สำนักงานให้เช่าบริเวณชั้น 15 ถึงชั้น 42 และบางส่วนของชั้น 43 

– พื้นที่บางส่วนของชั้น M ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่ร้านค้าปลีก

แต่ว่ากองทรัสต์นี้จะไม่เข้าลงทุนในพื้นที่ใช้ประโยชน์เป็นศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ และพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างอาคารสำนักงาน และศูนย์การค้าแต่อย่างใดนะครับ อย่าเข้าใจผิดคิดว่าจะได้พื้นที่ในศูนย์การค้ามาด้วยนะครับ

จุดเด่นที่ผมคิดว่าสำคัญมากของกองทรัสต์นี้ก็คือ

1. ทำเลดี เนื่องจากเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์ ซึ่งจะเลยจากจุดที่สามารถไปลงรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT เพียงแค่สถานีรถไฟฟ้าเดียวเท่านั้นที่ตรงอโศกนั่นเองครับ ด้วยทำเลแบบนี้ ถือว่าเดินทางสะดวกมากครับ อีกทั้งการเดินทางด้วยรถยนต์มีทางเข้า-ออกโครงการได้ 2 ทาง ได้แก่ ด้านถนนสุขุมวิท และด้านซอยสุขุมวิท 35 และยังเชื่อมต่อสู่ทางพิเศษเฉลิมมหานคร บริเวณทางขึ้น-ลงเพลินจิต ทางขึ้น-ลงท่าเรือ และ ทางพิเศษฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) บริเวณทางขึ้น-ลง คลองตัน

2. ทรัพย์สินที่กองทรัสต์ลงทุนมีสภาพใหม่ (เริ่มเปิดดำเนินการได้ไม่ถึง 3 ปี) สวยงาม คุณภาพของโครงการเป็นโครงการอาคารสำนักงานระดับเกรด A มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี และทันสมัย ได้รับรางวัล Asia Pacific Property Award 2015 ในด้านอาคารสำนักงานยอดเยี่ยม และรางวัล Highly Commended ในสาขาอาคารสูงเชิงพาณิชย์

รวมถึงได้รับรางวัล Highly Commended จาก Thailand Property Award 2014 ในสาขาการออกแบบสถาปัตย์อาคารพาณิชย์ โดยอาคารใช้วัสดุอุปกรณ์คุณภาพสูงในการก่อสร้างเพื่อให้ได้มาตรฐานสูงสุด ทำให้ออฟฟิศเกรด A แบบนี้ สามารถที่จะขึ้นค่าเช่าได้มากกว่าออฟฟิศที่เป็นระดับรองลงไปครับ

3. อัตราการเช่าในปัจจุบันผมถือว่าสูงมากครับอยู่ที่ 98.7% เลยทีเดียวครับ โครงการภิรัชทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์ ได้รับการตอบรับอย่างดีจากบริษัทชั้นนำมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้สามารถเพิ่มระดับอัตราการเช่าได้อย่างรวดเร็ว โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 โครงการมีอัตราการเช่าอยู่ที่ 98.7% ซึ่งปรับขึ้นจากปี 2558 และ 2559 ซึ่งโครงการมีอัตราการเช่าอยู่ที่ 43.9% และ 87.0% ตามลำดับครับ

4. มีการกระจายของผู้เช่าเป็นอย่างดี ไม่ได้มีการกระจุกตัวของประเภทธุรกิจประเภทใดประเภทหนึ่งของผู้เช่ามากเกินไป ทำให้ความเสี่ยงจากการเลิกเช่าพื้นที่สำนักงานลดลงไปได้เยอะเลยครับ

โครงการมีผู้เช่าพื้นที่สำนักงาน เป็นผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น บริษัท ลาซาด้า จำกัด, บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) จำกัด, บริษัท เอคอมเมิร์ซ จำกัด, บริษัท อีเลฟเว่น สตรีท จำกัด เป็นต้น

โดยมีการจัดสรรผู้เช่าของโครงการ ทั้งด้านของประเภทธุรกิจ และขนาดพื้นที่เช่า ให้มีการกระจายตัวอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงรายได้จากผู้เช่ารายใหญ่ และความเสี่ยงที่เกิดจากผู้เช่าในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจ โดยผู้เช่ารายใหญ่ที่สุดของอาคารเช่าพื้นที่คิดเป็นประมาณ 8% ของพื้นที่เช่าทั้งหมด

5. ระยะเวลาของสิทธิการเช่าระยะยาวพื้นที่โครงการค่อนข้างนานมากครับ ประมาณเกือบ 27 ปี  นับจากวันที่คาดว่าจะเข้าลงทุนคือ 1 มกราคม 2561 ถึง วันที่ 30 กันยายน 2587 เรียกได้ว่ามีเวลาให้เก็บกินค่าเช่า และได้ผลตอบแทนได้อย่างสบายใจเลยละครับ

6. โครงการบริหารงานโดยกลุ่มบริษัทภิรัชบุรี ซึ่งมีประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาอย่างยาวนานครับ

สำหรับกลุ่มบริษัทภิรัชบุรี เป็นผู้พัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์อย่างครบวงจร โดยมีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจมามากกว่า 30 ปี อาทิ อาคารสมัชชาวาณิช 2 (UBC II) ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) เป็นต้น โดยมี บริษัท ภิรัชแมนเนจเม้นท์ จำกัด ให้บริการเป็นผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารอาคารสำนักงานนานกว่า 20 ปี และเป็นผู้มีความเข้าใจในอาคารสำนักงานภิรัชทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์ และกลุ่มผู้เช่าของสำนักงานเป็นอย่างดี

คราวนี้เรามาดูอัตราผลตอบแทนของโครงการกันนะครับ ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี โดยอัตราเงินจ่ายให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ ตามรายงานและข้อมูลทางการเงินตามสถานการณ์สมมติ สำหรับงวด 12 เดือน (1 มกราคม 2561 – 31 ธันวาคม 2561) ที่สอบทานโดยผู้ตรวจสอบบัญชี ผู้ลงทุนจะได้รับอัตราเงินจ่ายผู้ถือหน่วยทรัสต์ (Cash Distribution Yield) ประมาณ 7.10%

สรุป ผมคิดว่ากองทรัสต์ กองนี้เป็นอีกกองทรัสต์หนึ่งที่น่าสนใจมากๆๆๆ  เนื่องจากมีอัตราการเช่าที่สูง และมีแนวโน้มที่สามารถขึ้นค่าเช่าได้ รวมถึงมีทำเลที่ติดรถไฟฟ้า + แหล่งท่องเที่ยว ที่เดินทางได้อย่างสะดวกมากครับ อีกทั้งยังเป็นออฟฟิศใหม่ที่ใครๆ ก็อยากเข้าไปอยู่ ซึ่งถ้าหากนักลงทุนท่านไหนที่ชอบลงทุนในอสังหาฯ แบบผมแล้วละก็ กองทรัสต์นี้ถือได้ว่าห้ามมองข้ามไปเลยทีเดียวครับ โดยเฉพาะท่านไหนยังไม่เคยลงทุนกับกองทรัสต์ที่มีลักษณะเป็นออฟฟิศแบบนี้ กองทรัสต์ควรจะอยู่ในลิสต์อันดับต้นๆ ของนักลงทุนเลยครับ

แต่ทั้งนี้การลงทุนเองก็ยังมีความเสี่ยง แน่นอนว่าความเสี่ยงจากกองทรัสต์นี้ก็คล้ายกันกับกองอื่นๆ ที่มักจะเป็นความเสี่ยงทั่วไป เช่น เรื่องการเมือง ความไม่สงบ พื้นที่ติดปัญหาไม่สามารถให้บริการ การเกิดภัยธรรมชาติต่างๆ หรือการที่หาคนเช่าไม่ได้ แต่ด้วยลักษณะของกองทรัสต์นี้ ความเสี่ยงบางอย่างเองผมว่าทางผู้บริหารก็สามารถที่จะควบคุมได้ เนื่องจากมีการบริหารความปลอดภัยที่ดี นอกจากนี้นักลงทุนเองก็ควรที่จะบริหารความเสี่ยงอีกทางด้วยการลงทุนในกองทรัสต์อื่นๆ ที่อยู่คนละธุรกิจเพื่อกระจายความเสี่ยงนะครับ อย่าทุ่มลงทุนในกองทรัสต์นี้เพียงกองเดียว

ดังนั้น หากนักลงทุนเองอยากลงทุนแล้วสบายใจ ก็ควรที่จะมีการจัดพอร์ตแบ่งสรรปันส่วนเงินให้เหมาะสมครับ สุดท้ายผมขอให้นักลงทุนทุกท่านโชคดีกับการลงทุนในกองทรัสต์ทุกท่านนะครับ สวัสดีครับ

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.bofficereit.com

เว็บไซค์ ก.ล.ต. http://www.sec.or.th/TH/Documents/coverpage/gift/gift_th.htm

คำเตือน:

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน
  • ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทรัสต์ มิได้เป็นการยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต
  • ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
  • การที่สำนักงาน ก.ล.ต. ได้อนุมัติให้จัดตั้งกองทรัสต์นี้มิได้เป็นการแสดงว่าคณะกรรมการ ก.ล.ต. คณะกรรมการกำกับตลาดทุน  หรือว่าสำนักงาน ก.ล.ต. ได้รับรองถึงความถูกต้องของข้อมูลในการเสนอขาย และมิได้ประกันราคาหรือผลตอบแทนของกองทรัสต์

บทความนี้เป็น advertorial

เปลี่ยนงานยากให้เสร็จเร็ว ด้วยเทคนิคการบริหารเวลาขั้นเทพ

           เพียงใช้เวลาให้เป็น ก็สามารถเปลี่ยนงานยากๆให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆแล้วค่ะ วันนี้เรานำเทคนิคการบริหารเวลาขั้นเทพมาฝากค่ะ
        

ปีใหม่แล้วถึงเวลาตั้งเป้าหมาย “10 สิ่งที่ฉันจะทำให้สำเร็จ”

เคล็ดลับความสำเร็จที่ผมทำเป็นประจำทุกปีตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงทุกวันนี้นั่นคือ “บันทึกการเงินและเขียนเป้าหมายที่จะทำในปีถัดไป” เพราะเชื่อว่าพลังความคิดส่งผลถึงการกระทำผลักดันให้ก้าวไปสู่เป้าหมายใหญ่ในชีวิต

ดังนั้นการเขียน “10 สิ่งที่ฉันจะทำให้สำเร็จ” เป็นเหมือนคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองว่าฉันจะทำให้ได้ การคิดถึงมันบ่อยๆจะมีพลังที่มองไม่เห็นทำให้ฝันกลายเป็นจริงครับ

บันทึกการเงินช่วยฉายภาพฐานะการเงินของเราว่าดีหรือไม่ โดยทำเป็นตารางแสดงให้เห็นถึง รายรับ รายจ่าย ทรัพย์สิน และหนี้สินของเราทั้งหมด เป็นกิจกรรมที่ควรค่าเสียเวลาทำอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อใช้คิดทบทวนถึงสิ่งที่ต้องเปลี่ยนให้ชีวิตดีขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่าชีวิตไม่ได้มีเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว ยังมีเรื่องอื่นที่ทำให้เราประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ดังนั้นผมแนะนำว่าควรวางเป้าหมาย 10 สิ่งที่ฉันจะทำให้สำเร็จในแต่ละปีครอบคลุม 5 ด้าน ดังต่อไปนี้ครับ

1. ด้านวางแผนการเงิน เช่น ออมเงินอย่างน้อย 30% ของเงินเดือน, หารายได้เสริมเดือนละ 5,000 บาท, ซื้อกองทุน LTF ลดหย่อนภาษี 50,000 บาท, ปลดหนี้บัตรเครดิตเหลือ 0 บาท, รีไฟแนนซ์บ้านประหยัดดอกเบี้ย 100,000 บาท ฯลฯ

2. ด้านการทำงาน เช่น ยอดขายทะลุเป้า, ทำงานที่ได้รับมอบมายเสร็จทันกำหนด, พัฒนาทักษะวิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอผลงาน ฯลฯ

3. ด้านใส่ใจครอบครัว เช่น สอนการบ้านและเล่นกับลูก, พาครอบครัวท่องเที่ยวต่างประเทศ, ซื้อประกันสุขภาพให้คนในครอบครัว ฯลฯ

4. ด้านดูแลสุขภาพ เช่น วิ่งอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง, ตรวจสุขภาพและหาหมอฟันประจำปี, ลดการทานอาหารรสจัดและทำลายสุขภาพ ฯลฯ

5. ด้านพัฒนาตนเอง เช่น ฝึกภาษาอังกฤษ, เรียนรู้การตลาดในยุคดิจิทัล, เรียนรู้การลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม ฯลฯ

โครงการก้าวคนละก้าวของพี่ตูน บอดี้แสลม เป็นตัวอย่างดีเยี่ยมแสดงให้เห็นถึงพลังในการตั้งเป้าหมาย โดยตั้งเป้าไว้ว่าวิ่งจากเบตงถึงแม่สายระยะทาง 2,191 กม. ภายในระยะเวลา 55 วัน เพื่อรับเงินบริจาค 700 ล้านบาทเอาไปช่วย 11 โรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายใหญ่เป็นตัวเลขชัดเจนและเป้าหมายย่อยเป็นระยะทางรายวันกับรายเซ็ต

ทำให้สิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้บังเกิดขึ้นมาได้จริง ยอดเงินบริจาคทะลุเป้าไปเกิน 1,000 ล้านบาทจากการวิ่ง 2 เดือน นอกจากนี้อีกปัจจัยที่สำคัญทำให้ประสบความสำเร็จคือ การเสียสละทำเพื่อคนอื่นอย่างเต็มกำลัง ทำให้มีคนศรัทธาร่วมบริจาคกันมหาศาลเลยครับ

ผมหวังว่าปีใหม่นี้คุณจะลุกขึ้นมาเขียนเป้าหมายและลงมือทำให้สำเร็จนะครับ

DCA กองทุนรวมแบบ “รายวัน” หรือ “รายเดือน” ดีกว่ากัน (Case Study : Index Fund)

หลายคนคงจะตั้งคำถามในใจอยู่เหมือนกันเนอะว่า ถ้าจะให้ DCA “รายวัน” กับ “รายเดือน” เนี่ย ผลตอบแทนจะแตกต่างกันอย่างไรบ้าง การ DCA ควรจะทำในกรอบระยะเวลาความถี่แบบไหน? ซึ่งถ้ามาในสูตรของผม ผมจะ DCA รายเดือนมากกว่า ด้วยเหตุผลของความง่ายของพฤติกรรมทางการเงินของผมเอง เงินเดือนออกก็กันเงินส่วนหนึ่งไปซื้อ

แต่ก็มีหลายๆ คนอยากลองพิสูจน์ตัวเลขทางคณิตศาสตร์ดูว่าระหว่าง DCA กองทุนรวมแบบ “รายวัน” กับ “รายเดือน” นั้นจะมีความแตกต่างกันอย่างไร? ผมคิดว่ามันก็น่าสนใจดีนะครับ ก็เลยทำ Backtest ออกมาซัก 5 ปี โดยใช้กองทุนรวมตัวอย่างที่เป็น Index Fund ที่ผมใช้กองทุนรูปแบบนี้เป็นตัวอย่างเพราะคิดว่ามันค่อนข้างมหาชนและพยายามสร้างผลตอบแทนไปในแนวทางเดียวกับ SET index ซึ่งไม่มีเงินปันผล (แต่ไม่บอกนะว่ากองทุนไหน อิอิ)

ข้อมูลและเงื่อนไขที่ผมนำมาใช้ในการ Test มีดังนี้ครับ

  1. ข้อมูลมาจาก Thaiutualfund
  2. ใช้ NAV มาทดสอบ ไม่ได้ใช้ราคาซื้อ (Offer) ของวันนั้นๆ
  3. ระยะเวลาตั้งแต่ มกราคม 2555 ถึง ธันวาคม 2559 (ปี 2560 ยังไม่ครบปีเลยไม่ได้ใช้ครับ)
  4. ผมกำหนดการซื้อเดือนละ 10,000 ตก 5 ปี 600,000 บาท ส่วนรายวัน ผมนำ 600,000 บาทมาหารจำนวนวันทั้งหมดของข้อมูลและนำเลขนั้นมาทยอยซื้อรายวันครับ
  5. การวัดผลของผมใช้วิธีการแบบตรงๆ เลย โดยวัดผลจาก Port ณ วันสุดท้ายของเดือนธันวาคม 2559 มีเงินเท่าไหร่คิดเป็นกี่ % ของเงินลงทุนที่ 600,000 บาท (ไม่ได้วัดแบบ IRR) 

ผลจากการ Backtest นะครับ

จะเห็นได้ว่าการ DCA รายวันและรายเดือนในระยะยาวนั้นรูปทรงของกราฟต้นทุนเฉลี่ยมันไม่ได้ต่างกันมากและมีทิศทางในทางเดียวกัน โดยผลตอบแทนที่ Backtest มามีดังนี้ครับ

Port ลงทุน DCA รายวัน +12.54%

Port ลงทุน DCA รายเดือน +12.99%

(โดยสรุปคือมันก็ไม่ได้ต่างกันมาก)

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมการ DCA รายวันมันถึงผลตอบแทนน้อยกว่ารายเดือนละ? 

ข้อสังเกตของผมก็คือ หากช่วงไหนที่ SET มีทิศทางขาขึ้น การ DCA ทุกวันนั้นจะทำให้เราซื้อในต้นทุนที่แพงขึ้นรายวัน และต้นทุนจากการซื้อเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักถูกยกขึ้นได้ง่ายกว่า ในขณะเดียวกันหากเราซื้อเป็นรายเดือน การน้ำหนักถัวเฉลี่ยนั้นจะถูกคิดน้อยครั้งกว่า ราคาเฉลี่ยต้นทุนจึงไม่ถูกยกขึ้นง่ายๆ

ในทางตรงข้าม ถ้าสังเกตให้ดีในช่วงขาลง การซื้อเฉลี่ยรายวันจะมีโอกาสสร้างต้นทุนที่ต่ำกว่าได้ในช่วงขาลง ในขณะที่การซื้อรายเดือนจะไม่ได้ถ่วงน้ำหนักเยอะ ช่วงขาลงการ DCA รายวันจึงสร้างโอกาสเก็บหน่วยลงทุนได้มากกว่า

แต่อย่าลืมนะ ท้ายสุดแล้วถ้า SET Index มันเติบโตระยะยาวพร้อมๆ กับกองทุนรวมที่เราถือมี Performance ที่ดี โอกาสที่จะถ่วงน้ำหนักเยอะๆ รายวันช่วงหุ้นตกอาจจะน้อยกว่าช่วงขาขึ้นที่สร้างผลตอบแทนก็ได้

ผมเองก็คงต้องให้นักลงทุนลองพิจารณาความเหมาะสมด้วยตัวเองแล้วครับว่า จะ DCA รายวันหรือรายเดือนดี ตัวเลขที่ออกมามันต่างกันไม่มาก แต่มันจะมีเรื่องอื่นๆ ที่เราต้องพิจารณาเพิ่มเติมด้วย เช่น

  • ความเหมาะสมกับการจัดการเงินทองของเรามาลงทุน
  • เราจะยอมเหนื่อยขึ้นในระดับไหนเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่มากขึ้นตาม (หรืออาจจะไม่ได้มากขึ้น) ด้วยไหม

ก็ลองพิจารณากันดูนะครับ ขอให้มีความสุขกับการลงทุนครับ

3 ขั้นตอนตามเงินคืน หลังโอนให้โจร(ออนไลน์)

         สมัยนี้โจรมาทุกรูปแบบจริงๆ โดยเฉพาะ ในโลกออนไลน์ วันนี้เรามีขั้นตอนการตามเงินคืนจากโจรออนไลน์มาฝากกัน ลุยเลยค่ะ! 

วิธีเก็บรักษา อวัยวะที่ขาด หลังเกิดอุบัติเหตุ

เก็บอวัยวะที่เสียหายอย่างถูกวิธี ลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุได้มากนะคะ ทำยังไงกันบ้างมาดูกันเลย

ของขวัญวันเด็กที่เด็กๆอยากได้ที่สุด

     ไม่ใช่เด็กทุกคนจะดีใจกับของขวัญ การให้บางครั้งอาจจะเป็นการทำร้ายเด็ก

HOW TO: หากรถตกน้ำต้องเอาตัวรอดยังไง?

       อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แล้วถ้ารถตกน้ำล่ะ? จะเอาตัวรอดยังไงดี วันนี้เรามีวิธีมาฝากค่ะ 

เผยเคล็ดลับ!! ออมเงินตามวันที่ 1 ปีมีเงินออม 7 หมื่นกว่าบาท

เราวางเป้าหมายไว้ว่าต้องการให้เพจอภินิหารเงินออมเป็นที่รวบรวมเคล็ดลับการออมเงิน ทั้งวิธีธรรมดาทั่วไป แต่ได้ผลเกินคาด กับวิธีแปลกๆที่ไม่คิดว่าจะทำได้จริง แต่ก็มีคนทำได้สำเร็จ เพื่อสร้างแรงฮึดและเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆคนเริ่มต้นออมเงิน แล้วมองว่าการออมเงินเป็นเรื่องสนุก ท้าทาย และเป็นเกมส์อย่างหนึ่งที่เรารู้สึกสะใจที่สามารถเอาชนะมัน(ใจของตัวเอง)ได้ 

วันนี้เป็นตัวอย่าง “วิธีการออมเงินตามวันที่” ว่าคืออะไร มีเคล็ดลับการออมเงินอย่างไรถึงทำได้สำเร็จ  อ่านแล้วน่าจะได้ไอเดียไปประยุกต์ใช้กับการออมเงินของตัวเองได้นะจ๊ะ

ออมเงินตามวันที่มีเงินออม 7 หมื่นกว่าบาท ทำอย่างไร?

อภินิหารเงินออมขอขอบคุณน้องมัตตี้ที่แนะนำให้รู้จักคุณปุย เจ้าของแบรนด์รองเท้าหนังแท้ Nap ที่ทดลองทำในสิ่งที่คนอื่นคิดว่าทำไม่ได้ นั่นก็คือ วิธีการออมเงินตามวันที่ จึงได้ขอสัมภาษณ์จนกระทั่งเขียนเป็นบทความนี้ออกมา ภาพนี้เป็นผลงานการออมเงินของคุณปุยนะจ๊ะ

เผยเคล็ดลับ!! ออมเงินตามวันที่ 1 ปีมีเงินออม 7 หมื่นกว่าบาทที่มา : FB คุณปุย คลิกที่นี่ 

ครั้งแรกที่เห็นภาพนี้อภินิหารเงินออมรู้สึกยินดีที่คุณปุยออมเงินได้สำเร็จตามที่คิดไว้ แต่สิ่งที่มันเกินคาดอยู่ตรงเคล็ดลับในการออมเงินที่คุณปุยสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการให้เหมาะสมกับตัวเองได้เป็นอย่างดี มันทำให้เรารู้ว่าแค่พลิกมุมคิดนิดเดียวก็ทำให้สิ่งที่หลายคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ กลับทำสำเร็จได้อย่างงดงามอลังการล้านแปด

เคล็ดลับการออมเงินตามวันที่…

คุณปุยเล่าให้ฟังว่าปกติใช้วิธีออมเงิน 10% ของรายได้ ซึ่งได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ ในขณะเดียวกันก็ออมเงินด้วยการเก็บแบงค์ 50 ไปด้วย แต่รู้สึกว่าได้เงินจำนวนไม่มากและเสียเวลานับแบงค์เพื่อไปฝากธนาคาร จึงมองหาวิธีการออมเงินแบบอื่นๆ จนกระทั่งช่วงต้นปี 2560 มาเจอ “วิธีออมเงินตามวันที่” ที่ตอนนั้นกำลังถูกแชร์มากมายทางอินเทอร์เน็ต วิธีการออม คือ ถ้าวันนี้เป็นวันที่เท่าไหร่ของปีก็ออมเงินตามเลขนั้น เช่น 

  • วันนี้เป็นวันที่ 1 ม.ค. ก็ออมเงิน 1 บาท 

  • ถ้าเป็นวันที่ 100 ของปีนี้ ก็ออมเงิน 100 บาท

  • ทำแบบนี้ทุกวันไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. เป็นวันที่ 365 ของปีก็ออมเงิน 365 บาท 

ในขณะที่หลายๆคนได้คอมเม้นบอกว่าเป็นไอเดียการออมเงินที่ดี แต่ทำไม่ได้จริงเพราะช่วงวันท้ายๆของปี จะต้องออมเงินวันละ 300 กว่าบาท ทำให้คนออมเงินจุกอกตายเพราะออมเงินจนไม่มีกิน จึงทำให้หลายคนมองว่าไม่มีใครทำแบบนั้นได้แน่นอน  

แต่ว่า!! คุณปุยกลับมองว่าวิธีออมเงินแบบนี้ทำได้จริง แต่มันต้องปรับวิธีนิดหน่อย คือ ใช้ตัวเลขในปฎิทินเป็นจำนวนเงินออม เช่น ต้องการออมเงิน 1,000 บาท (เก็บไว้ที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง) ก็ดูตัวเลขในปฎิทินเงินออมว่ามีเลขอะไรบ้างที่บวกกันได้ 1,000 บาท แล้วก็ขีดฆ่าวันที่นั้นๆออกไปทีละเลข บางครั้งเธอก็ออมเงินเกินกว่าตัวเลขในปฏิทินด้วย

ตัวอย่าง เงิน 1,000 บาทมาจากตัวเลข 247 + 250 + 251 + 252 จึงขีดฆ่าตัวเลขเหล่านี้ในปฏิทินออกไป 

เมื่อออมเงินได้แล้วเป้าหมายก็เปลี่ยนไป…

คุณปุยบอกว่าครั้งแรกที่เริ่มออมเงินตามวันที่ เธอตั้งใจว่าจะเก็บเงินก้อนนี้ไป “ช้อปปิ้งหรือท่องเที่ยวกับเพื่อน”  แล้วยังได้แจกปฏิทินเงินออมนี้ให้เพื่อนๆ ด้วย เพื่อจะได้ออมเงินไปพร้อมๆกัน แต่พอเวลาผ่านไปจากเพื่อนที่ออมเงินพร้อมกันก็ค่อยๆ เลิกออมไปทีละคนๆ สุดท้ายเหลือแต่คุณปุยคนเดียวที่ยังสู้ต่อไป …

จนกระทั่งวันที่ 17 ธ.ค. เธอใช้ปากกาสีแดงขีดฆ่าเลขตัวสุดท้าย 202 ในปฏิทิน นับว่าเป็นจุดสิ้นสุดของการออมเงินตามวันที่ของปี 2560 ไปได้อย่างงดงาม มันเป็นเกมส์ที่เล่นกับตัวเองมาตลอดทั้งปีที่จบลงด้วยยอดเงินออมทั้งหมด คือ 70,016 บาท ในวันนั้นเธอรู้สึกสะใจกับตัวเองมากๆที่ทำได้สำเร็จ (ถ้าออมเงินตามวันที่ในปฏิทินจะเป็นเงิน 66,795 บาท แต่ว่าเธอออมเงินเกินไปด้วยทำให้มียอดเงินรวมที่มากว่าตัวเลขในปฏิทิน)

จากเป้าหมายแรกที่ต้องการเก็บเงินไปช้อปปิ้งและท่องเที่ยว กลายเป็นความเสียดายไม่อยากใช้เงินก้อนนี้ขึ้นมาซะงั้น เพราะมองว่าไม่มีความจำเป็นต้องเอาเงินก้อนนี้มาใช้ สุดท้ายเงินก้อนนี้กลายเป็นเงินสำรองสร้างสภาพคล่อง ที่ต่อยอดความฝันในธุรกิจแบรนด์รองเท้าหนังแท้ Nap ของเธอต่อไป    

แวะเข้าไปให้กำลังใจและสนับสนุความฝันของคุณปุยได้ที่…

LINE@ : @napshoes

FB: fb.me/napshoes.official

IG: napshoes.official

เผยเคล็ดลับ!! ออมเงินตามวันที่ 1 ปีมีเงินออม 7 หมื่นกว่าบาท

ข้อความที่คุณปุยอยากจะฝากถึงนักออมเงิน

เผยเคล็ดลับ!! ออมเงินตามวันที่ 1 ปีมีเงินออม 7 หมื่นกว่าบาท

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องนี้

อภินิหารเงินออมเชื่อว่าเป้าหมายเดียวกัน แต่เราสามารถทำได้มากกว่า 1 วิธี การออมเงินก็เช่นกัน บางวิธีคนอื่นทำแล้วประสบความสำเร็จ จนกระทั่งมีเงินออมก้อนโต แต่พอเราลองทำแล้วกลับไม่ได้ผล นั่นเป็นเพราะความสำเร็จไม่ใช่เครื่องถ่ายเอกสารที่กระดาษทุกแผ่นจะทำสำเนาออกมาเหมือนต้นฉบับ แต่ความสำเร็จเกิดจากการนำวิธีของต้นฉบับมาปรับให้เหมาะสมกับสไตล์ของตัวเองต่างหากล่ะ

อย่างเช่นคุณปุยได้ทำให้เห็นว่าเราสามารถออมเงินตามวันที่ได้ เพียงแต่ต้องพลิกวิธีคิดนิดหน่อยถึงจะทำได้สำเร็จ แต่เธอไม่หยุดอยู่แค่นี้เพราะเป้าหมายปฎิทินเงินออมของปี 2561 ได้มารออยู่ที่ฝาผนัง เตรียมพร้อมสำหรับการออมเงินเรียบร้อยแล้ว อภินิหารเงินออมหวังว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้น่าจะสร้างสีสันการออมเงินให้สนุกมากขึ้นและเป็นแรงบันดาลใจให้เราเริ่มต้นออมเงินได้จริงๆสักที 

อย่าเพิ่งเชื่อว่าทำได้มั๊ย 

จนกว่าจะลงมือทำจริงนะจ๊ะ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save