เก็งเลขเด็ด กลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 30 ธันวาคม 2560

แก้มือก่อนหมดปี กับการรวมสถิติย้อนหลัง สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และแหล่งไหว้ขอเลขเด็ดประจำงวด

ก่อนหมดปีได้ลองคำนวณสถิติหวยกันมั้ย ? ว่างวดที่ผ่านมาถูกกินไปแบบรัวๆ หรือรับทรัพย์ไปแบบเต็มๆ แต่ไหนๆก็งวดสุดท้ายของปีแล้ว มาวัดดวงส่งท้ายกันสักหน่อยว่าจะเริ่ดหรือร่วงจากเลขต่อไปนี้

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด

ในงวดนี้มีเลขตัวไหนที่ควรเลี่ยงบ้าง จาก10งวดที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความน่าจะเป็นในการถูกหวย รวยเปรี้ยงๆ

2. เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ

สถาบันเสี่ยงดวงต่างๆได้ออกมาให้ตัวเลขเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่เหล่าเซียนหวยเมืองไทย ซึ่งช่วยในการตัดสินใจให้ง่ายเพิ่มขึ้นอีกระดับ มาดูกันว่ามีตัวเลขในใจคุณหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ใช้จิตสัมผัสซื้อตามสัญชาตญาณ หรือมาผสมเลขกันก็ย่อมได้

3. พึ่งพลังเหนือธรรมชาติ

ในช่วงวันหยุดยาวนี้ขอแนะนำสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เหมาะแก่การเดินทางไปขอเลข อย่างป่าคำชะโนด หรือ วังนาคินทร์คำชะโนด จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีคนไปทำบุญ และขอเลขเป็นจำนวนมาก ผนวกกับจิตศรัทธาในการขูดเลขอาจทำให้เลขเด็ดปรากฏตัวขึ้น ซึ่งมักมีคนถูกหวยจากการมาขอเลขที่นี่ หรือถูกด้วยความบังเอิญจากการมาทำบุญ และบางทีเลขเด็ดก็มาแบบปรากฏการณ์แปลกๆให้เซียนทั้งหลายตีความ ผึกทั้งจินตนาการและการคำนวณ

ทั้งนี้การเสี่ยงโชคควรใช้วิจารณญาณยิ่งเป็นช่วงเทศกาลที่ต้องใช้เงินค่อนข้างสูงแล้วควรมีการจัดการบริหารเงินเพื่อการจับจ่ายอื่นๆด้วย ควรลงทุนอย่างเหมาะสม ไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง ขอให้ทุกท่านโชคดีส่งท้ายปีเก่ากันถ้วนหน้านะครับ

สิ่งที่น่ากลัวกว่าภาษีก็คืออนาคตของคุณนั่นแหละ!!

ในช่วงปลายปีนี้ กระแสการลดหย่อนภาษีทะยานขึ้นมาเป็นประเด็นลำดับแรกๆ ในแวดวงมนุษย์เงินเดือน ทั้งในแง่ของการลงทุน และการตอบสนองนโยบายรัฐที่ออกเครื่องมืออย่างช้อปช่วยชาติมากระตุ้นให้เราหยิบกระเป๋าตังส์ และเดินออกจากบ้านไปใช้สิทธิเหล่านั้นทั้งแบบที่มีการวางแผน และแบบเออ…ตรูไปช่วยด้วยก็ได้

หรือแม้แต่กระแสกระตุ้นการออม ลงทุน การวางแผนการเงินทั้งหลายที่ได้รับความนิยมในช่วงนี้ ก็มักจะบอกว่าเราต้องลงทุนใน LTF RMF หรือจัดการป้องกันความเสี่ยงด้วยประกันชีวิตให้มากที่สุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของการมีชีวิตอยู่ แบบที่ เอ่อ ไม่รู้ว่าจะเสียภาษีไปทำไมนั่นแหละ

แต่เอาเข้าจริงแล้วยังมีมนุษย์เงินเดือนบางกลุ่มที่ยังไม่เข้าใจโครงสร้างภาษีว่ารายได้เรานั้นอยู่ในขั้นไหนถึงจะต้องจ่ายภาษี แต่ก็ดันเฮโลไปช่วยชาติหรือใช้สิทธิลดหย่อนด้วยทรัพย์สินต่างๆ กับเขาด้วยแบบมึนงง หนำซ้ำไปกว่านั้น สำหรับมนุษย์เงินเดือนบางคนที่เงินเดือนไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจ่ายภาษีก็ขอร่วมด้วยเพราะอยากจะประหยัดภาษีกับเขาบ้าง (ถ้างงกรุณาอ่านใหม่อีกครั้ง)

ดังนั้น สิ่งที่น่ากลัวกว่าเรื่องของภาษี นั่นคือ เรื่องของการจัดการการเงิน ทำความเข้าใจในตัวช่วยเพื่อลดหย่อนภาษีต่างๆ เพื่อจัดการให้เงินกระเป๋าของเราเหลือสูงสุด แม้ว่าจะเสียภาษีหรือไม่ก็ตาม..

อย่างไรก็ดี.. เรื่องที่เล่ามานั้นเป็นมุมมองปกติที่เราหาอ่านได้ตามเพจการเงินทั่วไป แต่วันนี้มีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเล่าให้ฟังสำหรับคนที่ยังไม่เสียภาษี เพราะว่าหลายคนนั้นอาจจะกำลังติดกับดักความคิดบางอย่างอยู่โดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้

มนุษย์เงินเดือนกับการไม่เสียภาษี
เรื่องที่ น่ายินดี หรือ น่าผิดหวัง

การไม่เสียภาษีเพราะฐานรายได้ไม่ถึงนั้นอาจเป็นกับดักทางความคิดของมนุษย์เงินเดือนบางกลุ่ม และอาจส่งผลต่อความก้าวหน้าของการทำงานในอนาคต นั่นเพราะหากเรามัวจมอยู่กับการเอาชนะเรื่องไม่จ่ายภาษี โดยที่เงินเดือนยังคงเท่าเดิมนั้น ชีวิตของเราไม่ไปไหนแน่นอน

ไม่เชื่อลองถามคนที่เสียภาษีทุกวันนี้สิว่า ถ้าไม่อยากเสียภาษี หรือ อยากเสียภาษีน้อยลง ให้ลดรายได้ลง (เพราะยิ่งรายได้สูงยิ่งเสียภาษีสูงขึ้น) รับประกันว่าไม่มีใครเอาด้วยอย่างแน่นอน

มาถึงตรงนี้ ประเด็นที่เราควรใส่ใจมากกว่าเรื่องของภาษี มันคือเรื่องชีวิตและความสามารถในการหารายได้ของต่างหาก ลองเหลือบตามองรอบตัว เราเห็นคนที่อายุใกล้เคียงกับเรา หรือน้อยกว่าแต่เขามีความก้าวหน้าของชีวิตไปมากกว่าแค่ไหน

บางทีอาจจะได้คำถามกลับมาว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ และเราควรดีใจกับการที่เงินอยู่ที่ 25,000 บาท และรับประสบการณ์ดีๆด้วยการไม่เสียภาษีเท่านั้นเหรอ?

อย่าลืมว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก และความรวดเร็วก็ย่อมตามมาด้วยความเปลี่ยนแปลง และความเปลี่ยนแปลงนี่เองที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนควรอัพสกิลให้ชีวิตทั้งในแง่ความคิดและหน้าที่การงานให้ก้าวหน้าและนี่คือเหตุผลที่มนุษย์เงินเดือนควรอัพสกิลในหลายมิติ เพื่อรองรับเหตุการณ์ในอนาคตที่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคุณเร็วๆ นี้

ยินดีต้อนรับโลกของหุ่นยนต์

ระยะหลังเราเห็นข่าวการปิดตัวของสื่อเก่า และตำแหน่งหน้าที่ของพนักงานที่ถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยี ซึ่งการทดแทนนั้นต้องแลกกับการสูญเสียโอกาสของมนุษย์เงินเดือนบางกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ แน่นอนว่าถ้าเรามองในมุมของมนุษย์เงินเดือนก็ย่อมต้องคิดว่าถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบการเป็นแน่แท้ แต่ถ้าเราอยู่ในสถานะของผู้ประกอบการนี่คือทางเลือกในการดำเนินงานผ่านระบบ Automation ที่น่าสนใจเพื่อรับมือกับโลกที่ผันแปรไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะหยุดงาน หรือเกิดความผิดพลาดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอเหมือนพนักงาน

นี่คือความไม่แน่นอนของโลกอนาคตอันใกล้ที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังลุกลามไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้น ดังนั้น การลดความเสี่ยงของชีวิตมนุษย์เงินเดือนที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบคือการออมเงินฉุกเฉินตั้งแต่วันนี้ซะ อย่างน้อยต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินสัก 6 เดือน เห็นไหมเรื่องการเงินก็มาเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของเทคโนโลยีที่จะมาแย่งงานเราได้ แต่นี่ก็เป็นเพียงแผนสำรองแบบพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรมี เพราะเกมชีวิตไม่ได้จบลงแค่นี้ แต่ยังยาวไกลถึงหลังเกษียณโน่น แน่นอนว่าระหว่างนั้นเรายังคงต้องพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง หากไม่อยากให้หุ่นยนต์มาแย่งเงินเดือนออกจากกระเป๋าตังค์เราได้ง่ายๆ

อายุมากขึ้น แต่รายได้ไม่มากตาม

การที่เรามีอายุยืนยาวมากขึ้นนั้นไม่ได้เป็นเรื่องปัจเจก แต่เป็นเทรนด์ของโลกที่กำลังเคลื่อนเข้ามาบอกเราว่า คุณคือส่วนหนึ่งของเทรนด์ในอนาคต คำถามต่อมาคือ ในอนาคตเราอยากเป็นกลุ่มผู้สูงอายุแบบไหน แบบเกษียณออกมาด้วยเงินเดือนสุดท้ายคือ 25,000 บาท เพียงเพราะไม่อยากเสียภาษีทั้งชีวิต หรือเกษียณออกมาพร้อมเงินเดือนหลักแสนจากความก้าวหน้าของตำแหน่งหน้าที่การงาน และเงินก้อนหลายสิบล้านจากการวางแผนทางการเงินด้วยการลงทุนตั้งแต่วัยหนุ่มสาว เพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสบายอารมณ์ ซึ่งแนวโน้มการจ้างงานต่อสำหรับคนเกษียณที่ยังมีความสามารถ (Active Aging) ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป เพราะบางวิชาชีพก็ต้องอาศัยประสบการณ์ที่บ่มเพาะจากคนวัยเก๋ามาประคับประคองคนรุ่นใหม่เหมือนกันนะ ฉะนั้น จงฉกฉวยประสบการณ์ในการทำงานของคุณเอาไว้ เพราะมันคือทรัพย์สินที่ไม่มีใครขโมยไปได้นอกจากตัวเราเองที่ไม่เห็นคุณค่า

และอย่าลืมคิดต่อด้วยว่า ในโลกยุคปัจจุบันนั้น ประสบการณ์ทั้งหลายของคนเราเท่าเทียมกันมากขึ้น สิ่งที่คุณรู้ในวันนี้อาจจะไม่มีค่าในอนาคตเลยด้วยซ้ำ เช่นเดียวกันกับคนที่มองเห็นโอกาสก่อนคนอื่น อาจจะช่วยให้เขาพลิกฟื้นชีวิตได้รวดเร็วกว่าไม่รู้กี่เท่า

คำถามคือ เรามีความสามารถอะไรบ้างที่จะชดเชยเหตุการณ์เหล่านี้ หรือเรานั้นเชื่อว่าสิ่งที่เรามีนั้นดีที่สุดจนหยุดพัฒนาก็ได้ ซึ่งนั่นแปลว่าคุณอาจจะกำลังเจอกับฝันร้ายของชีวิตในไม่ช้า

รายได้ที่มากขึ้น ย่อมทำให้เราเรียนรู้การจัดการภาษี

ยิ่งเรามีรายได้ต่อปีมากเท่าไหร่ สัญชาตญาณจะสอนให้เรารักษารายได้เหล่านั้นมากขึ้น นี่คือภาพรวมของการเรียนรู้บนโลกการเงินที่มนุษย์เงินเดือนธรรมดาอย่างเราก็สามารถเข้าใจได้ ยิ่งเรามีรายได้ต่อปีที่เพิ่มขึ้น ความเชื่อมั่นในตัวเอง ว่าเราสามารถสร้างรายได้จากความสามารถก็เพิ่มขึ้นไปอีก

พอถึงช่วงที่เราต้องเสียภาษี เราอาจเสียดายเงินก้อนหนึ่งที่ต้องจ่ายไปให้กับภาครัฐเพื่อนำไปทำนุบำรุงประเทศต่อไป เราจึงเริ่มศึกษาและหาหนทางผ่านเครื่องมือลดหย่อนภาษีต่างๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนตนเอาไว้บ้าง นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้โลกแห่งการลงทุน และวิธีการคำนวณภาษีที่ไม่เคยคิดจะศึกษามาก่อน

เห็นไหมว่าจริงๆแล้ว การเสียภาษีนั้นมีข้อดีหลายอย่างซ่อนอยู่ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ที่วางแผนจัดการตัวเองมากขึ้น

ยินดีต้อนรับทัศนคติต่อการบุกเบิกอาชีพใหม่

ทฤษฏีเรื่องจุดหนึ่งจุดในชีวิตที่ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่สามารถเชื่อมโยงกันได้จนเกิดเป็นนวัตกรรมหรือสิ่งใหม่ตามที่สตีฟจ็อบเคยบอกไว้นั้น ยังคงเกิดขึ้นจริงอยู่เสมอ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง เราจึงเห็นโอกาสจากคนรุ่นเก่า และคนรุ่นใหม่ที่หยิบทั้งประสบการณ์ และความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์จนกลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนปรากฎออกมาเรื่อยๆ

แม้หลายคนจะบอกว่าบุคคลเหล่านั้นมีต้นทุนทางทรัพย์สินที่พร้อมชนความเสี่ยงในการทดลอง หากคิดเช่นนั้นโอกาสก็ปิดลงแล้วสำหรับเรา คำถามที่สำคัญคือถ้าเรายังคงเป็นมนุษย์เงินเดือนไม่กี่หมื่นบาท แถมยังไม่ขวนขวายหาโอกาส เราจะรอให้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมาไล่ต้อนชีวิตจนถึงเกษียณแล้วรอนโยบายเจ๋งๆ มาอุ้มชูเราเหรอ

หากเป็นเช่นนั้นความน่ากลัวยิ่งกว่าการเสียหรือไม่เสียภาษีคงเป็นประเด็นเล็กน้อยไปเลย เพราะประเด็นใหญ่กว่านั้นคือ เราจะเอาตัวรอดต่อกับดักความคิดกลางๆ แบบนี้ได้อย่างไรท่ามกลางในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยการแข่งขันทั้งจากคนเจนใหม่ทั้งไทยและเทศ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน รวมถึงการขาดความรู้ทางการเงิน และการลงทุน ฯลฯ

ทุกอย่างอยู่ที่เรา ลองตั้งคำถามกับตัวเองตั้งแต่วันนี้ว่าเราอยากมีชีวิตแบบไหน หลังเกษียณใช้ชีวิตอย่างไร ไม่แน่วันพรุ่งนี้เป้าหมายในชีวิตของเราอาจไม่ได้มีแค่การมีความสุขจากการไม่ต้องเสียภาษีอย่างเดียวก็ได้นะครับ

บันทึก 7 เรื่องเหนือภาษีที่ผมได้เรียนรู้ในปี 2017

ตั้งแต่เริ่มศึกษาความรู้เรื่องการเงินมา ผมพบว่าความรู้เรื่องการเงินเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้อยู่เสมอ โดยเหตุผลนั้น ไม่ใช่เพื่อให้เราเก่งขึ้น หาเงินได้มากขึ้น แต่เป็นการเรียนรู้เพื่อปรับการเงินให้เข้ากับชีวิตในแต่ละช่วงของเราครับ

สำหรับปี 2017 ที่ผ่านมา มีอยู่ 7เรื่องที่ผมได้เรียนรู้มาและคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่ได้อ่าน เลยตั้งใจเขียนบันทึกเอาไว้ในช่วงส่งท้ายปีเก่า เผื่อว่าใครจะได้เอาไว้ใช้กับชีวิตตัวเอง และเป้าหมายในปี 2018 ที่กำลังจะมาถึงนี้ครับ

1. ยึดมั่นในหลักการของตัวเอง

ในยุคที่กูรูการเงิน การลงทุน ความรู้ต่างๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด สิ่งที่เราได้รับจากคำสอนหรือการเรียนรู้เหล่านั้น คือ การจัดการเงิน ลงทุน หรือเทคนิคต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนั้นมันไม่ใช่ “หลักการ” แต่เป็นวิธีการที่ผ่านการคิดของใครคนใดคนหนึ่ง (หรือลอกตามกันมา ฮา) นั่นแปลว่าสิ่งที่เราควรจะหาให้กับตัวเองจริงๆ คือ หลักการและแนวทางของเรา มากกว่าที่จะเฝ้ารอวิธีการดีๆ ที่ใครจะคิดค้นมาแนะนำเรื่อยๆ เพราะบางวิธีนั้นอาจจะทำให้หลักการที่เรามีผิดเพี้ยนไปก็ได้ครับ

2. อย่าแนะนำเรื่องการเงินใคร

มันอาจจะดูขัดกันหน่อยๆ กับหัวข้อที่เขียนมา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าจะไม่แนะนำ คือ วิธีการในการจัดการการเงินของแต่ละคนครับ ผมเชื่อว่าการแชร์ในรูปแบบประสบการณ์ให้คนเรียนรู้ ย่อมดีกว่าการบอกวิธีการว่าต้องทำอย่างไร เพราะถ้าหากเขาเชื่อเราแล้วผิดพลาดไป คำถามคือเรารับผิดชอบไหวหรือเปล่า

ในระหว่างปีที่ผ่านมา ผมได้ปฎิเสธงานเขียนทีต้องชี้นำว่ามันดีและให้คนอื่นทำตามไปหลายงาน ด้วยเหตุผลที่ว่ามานี้ และพยายามที่จะจัดการงานทุกงานให้ดีที่สุดโดยยึดถือข้อนี้เป็นหลักครับ

3. ไม่ต้องลงทุนเก่งก็ได้

เมื่อพูดถึงเรื่องการเงิน ใครหลายคนมักจะนึกถึงเรื่องการลงทุน การจัดการผลตอบแทนให้ได้มากๆ ยิ่งผลตอบแทนสูงกว่าตลาดได้เท่าไรก็เก่งเท่านั้น แต่โดยความเห็นของผมแล้ว ผมคิดว่าการจัดการการเงินเก่ง กับการลงทุนเก่งนั้นมันคนละเรื่องกัน เพราะคนที่จัดการการเงินเก่งนั้น คือ คนที่รับผิดชอบการเงินของตัวเองไม่ให้เป็นภาระและวางแผนครบทุกด้านที่ชีวิตต้องมี (เช่น ป้องกันความเสี่ยง, ลงทุน, มรดก, รายจ่าย, เกษียณ ฯลฯ) ดังนั้น บางทีแล้วเราอาจจะเลือกวิธีการลงทุนที่เราสะดวกแบบนี้ มากกว่าวิธีที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดโดยที่เป้าหมายการเงินของเราไม่ผิดเพี้ยน ก็เป็นทางออกหนึ่งที่น่าจะนำมาพิจารณาประกอบกันครับ

4. อย่าคิดว่ามีการลงทุนที่ดี ง่าย และเร็ว

เป็นอีกปีหนึ่งที่ผมเห็นคนรู้จักหลายคนต้องผิดพลาดเรื่องการลงทุน ทั้งตัดสินใจพลาด โดนโกงเงิน หรือเข้าไปพัวพันกับแชร์ลูกโซ่ ซึ่งทุกอย่างนั้นเริ่มต้นจากความต้องการอยากได้อะไรง่ายๆ ไวๆ และได้ผลตอบแทนสูง ซึ่งถามว่าคนที่ลงทุนเก่งๆ อย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ นั้นยังได้ต่อปีแค่ 20% แล้วคุณคือใคร ทำไมถึงทำได้มากกว่าเขา และที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้ามันมีวิธีง่ายๆ และดีขนาดนั้น เราจะมานั่งทำงานกันให้โง่ทำไม ทุกคนก็ไปลงทุนกันหมดแล้วครับ ดังนั้น คิดดีๆ ก่อนที่จะตัดสินใจหาการลงทุนที่ดี ง่าย เร็ว เพราะมันไม่มีจริงครับ

5. เป้าหมายการเงินเปลี่ยนแปลงได้

เป็นอีกหนึ่งปีที่เป้าหมายการเงินหลายๆ เรื่องในชีวิตของผมต้องเปลี่ยนไป และผมเชื่อว่าเราต้องคอยทบทวนเป้าหมายตลอดทุกปี บางปีอาจจะมีเรื่องมากระทบกระเทือนให้ชีวิตเราเปลี่ยนไป บางปีอาจจะมีเรื่องใหม่ๆเข้ามาให้เราจัดการ อย่าลืมทบทวนเป้าหมายที่เราต้องการจริงๆในแต่ละปี และดูด้วยว่าศักยภาพที่เรามีนั้นมันพาเราไปสู่เป้าหมายได้หรือไม่ ถ้าไม่ การเลือกเปลี่ยนเป้าหมายบางทีแล้วอาจจะทำให้ชีวิตมีความสุขได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกันครับ

6. สร้างความสามารถในการหาเงินหลักให้ดี

ไม่ว่าคุณจะมีเป้าหมายการเงินยังไงก็ตาม สิ่งที่ต้องมีคือกระแสเงินสดหลักที่เข้ามา นั่นคือความสามารถในการสร้างรายได้ โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็น Active หรือ Passive ขอให้มีวิธีการที่สามารถทำได้ดีก็พอครับ และคอยพัฒนาความสามารถนั้นให้สร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น หรือไม่ให้รายได้นั้นลดลง

7. อย่าสร้างความสุขด้วยการไปถึงเป้าหมาย

หลายคนมองว่าเป้าหมายการเงินที่ทำได้นั้นคือความสุขที่ต้องการ เช่น ถ้ามีเงิน 10 ล้านได้ก่อนอายุ 40 ปีจะมีความสุขมาก แต่ความจริงแล้วเป้าหมายการเงินนั้นต้องสร้างความสุขให้ตลอดทั้งเส้นทางที่เราทำมันครับ ตั้งแต่เริ่มต้นวางแผน จัดการ ดำเนินการไปตามเป้าหมายที่วาดไว้ จนถึงเป้าหมาย แล้วเราจะรู้สึกสนุกและมีความสุขกับมัน ไม่ใช่มุ่งมั่นถึงเป้าหมายแต่ไม่ได้อะไรมานอกจากความว่างเปล่า (เรื่องนี้ผมมองว่ารวมถึงการใช้ชีวิตด้วยนะครับ)

ทั้งหมด 7 ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และเรื่องใหญ่ที่เราจะทำมันครับ แต่ในปี 2017 ที่ผ่านมา การใช้ชีวิตตามหลักการ 7 ข้อนี้ทำให้ผมรู้สึกเบากับการใช้ชีวิต และรู้สึกดีที่ได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ เพื่อที่จะได้บริหารจัดการการเงินได้อย่างมีความสุขครับ…

Tmall จับมือ Giorgio Armani Beauty เปิดร้านรับการเติบโตของตลาดเครื่องสำอางค์ในจีน

เปิดศักราช 2018 ด้วยข่าวความยิ่งใหญ่และเติบโตของวงการเครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในประเทศจีน ที่กำลังจะได้แบรนด์ไฮ-เอนด์อย่าง Giorgio Armani Beauty ที่เป็นแบรนด์หนึ่งของผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์ความงามอย่าง L’Oreal มาเปิดร้านเรือธงในเว็บไซต์ซื้อของออนไลน์เจ้ายักษ์ของจีนในเดือนนี้

ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Tmall จาก Alibaba Group

โดยขณะนี้พวกเขากำลังเตรียมการเปิด Pre-sale บน Tmall ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มกราคมนี้ ซึ่งมีสินค้าพิเศษที่นำมาเปิดตัวพร้อมๆ กันไปด้วยนั่นก็คือ รองพื้นคุชชั่น My Armani To Go จำนวน 4,000 ชุด ซึ่งมีจำหน่ายเฉพาะบน platform เท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าน่าจะกระตุ้นยอดขายและขายหมดได้ภายในไม่นาน

แน่นอนว่าการมาเปิดร้านบน Tmall ของ Giorgio Armani Beauty นั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา จึงทำให้พวกเขาได้ถูกจัดให้อยู่ในโซนที่ชื่อว่า the Luxury Pavilion ซึ่งเป็นโซนเฉพาะสำหรับแบรนด์ไฮ-เอนด์ที่ได้รับเชิญจากทาง Tmall เท่านั้น โดยแบรนด์ที่นำร่องมาก่อนแล้วก็อย่างเช่น Burberry, Hugo Boss, La Mer, Maserati และ Guerlain (LVMH) ซึ่งทั้งหมดได้เข้าร่วมมาตั้งแต่ช่วงแรกที่ Tmall ได้สร้างโซนใหม่นี้ขึ้นมาเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว

ส่วนหนึ่งที่แบรนด์เครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์บำรุงความงามเริ่มเข้ามาตีตลาดในประเทศจีนก็เพราะในช่วงหลายปีมานี้ ตลาดเครื่องประทินผิวในประเทศจีนเริ่มขยายตัวไปพร้อมๆ กับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจจีน ซึ่งถ้าไปดูกันที่ตัวเลขก็จะเห็นว่าการเจริญเติบโตตลาดค้าส่งเครื่องสำอางค์ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2017 พุ่งขึ้นไปถึง 13.5 % นับเป็นมูลค่า 228.5 พันล้านหยวน หรือ 34.87 พันล้านเหรียญสหรัฐ

บวกกับการขยายตัวของ Tmall (จากที่ใหญ่อยู่แล้ว) ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 500 ล้านคน ทำให้แบรนด์อย่าง Lancome, La Mer, MAC, Bobbi Brown, Fresh และ Kiehl’s เริ่มสนใจแพลตฟอร์มของ Alibaba Group และมาเปิดร้านกันในช่วงไม่กี่ปีให้หลัง

Veronique Gautier ประธานกรรมการใหญ่ของ Giorgio Armani Fragrances & Beauty ได้ให้สัมภาษณ์กับ China Daily ว่าพวกเขาก็ได้เห็นตัวเลขการเจริญเติบโตของจีนมาโดยตลอด และก็ต้องทึ่ง เพราะว่าตลาดจีนเติบโตเร็วกว่าตลาดทั้งหมดในโลกรวมกันถึง 2 เท่า

โดยในวันที่ 12 มกราคมนี้ ผู้บริหารระดับท็อปๆ ของ Giorgio Armani Beauty จำนวนหนึ่งจะบินมาเข้าร่วมงานประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งพวกเขาก็คงไม่บินมาถ่ายรูปเปล่าๆ แน่ๆ พวกเขาถือโอกาสเปิดตัว high-tech showcase ของ 2018 spring-summer collection ในงานนี้ด้วยเลย

และที่น่าจะทำให้สาวจีนต้องตาลุกวาวกันบ้าง ก็คือพวกเขาจะเปิดให้ลูกค้าของ Tmall จองคลาสฝึกแต่งหน้าส่วนตัวกับผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม และได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ ตั้งแต่ Ecstasy Shine lipstick ตัวล่าสุดที่ผลิตขึ้นมาเพื่อตลาดเอเชียโดยเฉพาะ ไปจนถึงน้ำหอมตัวดังๆ ของแบรนด์ และ Lip Maestro ลิปกลอสของ Giorgio Armani Beauty

ความพิเศษสำหรับสาวจีนอย่างสุดท้ายก็คือการหา Armani Codes โดยแบรนด์ใช้เทคโนโลยีที่กำลังมาแรงอย่าง AR บนสมาร์ทโฟน วิธีการเล่นก็ง่ายๆ เพียงใช้ระบบ AR สแกนหาตัวอักษรทั้ง 6 ตัวของคำว่า Armani บนเว็บไซต์ Tmall ใครที่สามารถสะสมได้ครบ 6 ตัว มีโอกาสลุ้นรับชุดสินค้าขนาดทดลองมูลค่า 260 หยวน หรือประมาณ 1,300 บาท

source :

http://www.alizila.com/17654-2/

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 25-29 ธันวาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ ผมต้องบอกทุกท่านไว้ก่อนว่านี่คือบทความสุดท้ายของปี 2017 และตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป จะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของคอลัมน์อัศวินกองทุนครับ แต่จะเป็นอะไรนั้นต้องติดตามกันต่อไปในปีหน้าครับ อดใจรอกันสักนิด แล้วจะพบกับชีวิตดี๊ดีย์อย่างแน่นอนครับ

เอาล่ะครับ เรามาทิ้งทวนบทความสุดท้ายของปีกันที่ภาพรวมของตลาดกันดีกว่า

ภาพรวมของตลาด

ภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้ พบว่าตลาดหุ้นส่วนใหญ่ทั่วโลกปรับขึ้น หลังสภาคองเกรสมีมติผ่านร่างปฏิรูปภาษีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีที่เห็นได้ชัดว่าจะมีผลดีเกิดขึ้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เลยทำให้ตลาดทั่วโลกมีการปรับตัวขึ้นมากันยกแผงกันเลยทีเดียวครับผม

เริ่มจากที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น เนื่องจากการประกาศตัวเลขส่งออกในเดือน พ.ย. 60 ที่ดีกว่าที่คาดการณ์ โดย ขยายตัวถึง 13.4% และยังได้แรงหนุนจากการซื้อ LTF และ RMF ในช่วงปลายปีอยู่ ทำให้ดูเหมือนจะมีอนาคตสดใสรออยู่ครับผม

ส่วนพี่ใหญ่เอเชียอย่างตลาดหุ้นจีนก็ปรับขึ้นเช่นกันครับ หลังจากธนาคารโลกเพิ่มการคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจจีนปี 60 จาก 6.7% เป็น 6.8% โดยพิจารณาจากรายได้ครัวเรือนและอุปสงค์ในประเทศเพิ่มขึ้น

แต่ทางด้านแดนกิมจินั้นเหมือนจะสวนทางตลาดครับ เพราะตลาดหุ้นเกาหลีนั้นดัชนีปรับตัวลดลง จากการเทขายของนักลงทุนต่างชาติ และตัวเลขหนี้สินครัวเรือนที่ประกาศของเดือน มี.ค. เพิ่มขึ้น 4.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี อาจจะทำให้เกิดความกังวลต่ออนาคตในระยะใกล้ๆ นี้ครับ

ส่วนที่ดูเหมือนจะมาแรงที่สุดต้องที่นี่ครับ ตลาดหุ้นอินเดียดัชนีปรับตัวอยู่ระดับสูงสุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากชัยชนะของพรรคบีเจพี ซึ่งอยู่ใต้การนำของนายกฯ อินเดีย ในการเลือกตั้งรัฐคุชราช และหิมาชาลประเทศ เอาล่ะครับ งานนี้มีลุ้นล่ะครับผม

ข้ามมาอีกฝั่งหนึ่งทางด้านพี่ใหญ่กันบ้างครับ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น จากความคืบหน้าของนโยบายปฏิรูปภาษีสหรัฐฯที่ว่าไปแล้วข้างต้น ทำให้บริษัทหลายแห่งประกาศเพิ่มการลงทุนและค่าจ้างพนักงาน  รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีกว่าที่คาดโดย GDP ในไตรมาสที่ 3 ที่ประกาศเท่ากับ 3.2% สูงสุดในรอบ 2 ปี แบบนี้คนที่มีหุ้นสหรัฐฯคงจะยิ้มร่าเลยล่ะครับผม

สุดท้ายสินทรัพย์ทางเลือกอย่างราคาน้ำมันยังปรับขึ้นต่อเนื่อง หลังสต๊อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 5 ข่าวการปิดท่อส่งน้ำมันโฟร์ตี้ส์ในทะเลเหนือ และการลดลงของแท่นขุดเจาะที่ใช้งาน 4 แท่น

สัปดาห์สุดท้ายของปีนี้ ดูเหมือนจะเห็นความสดใส แสงทองผ่องอำไพกำลังจะมา (หรือเปล่า) ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เรามาดูกันที่กลยุทธ์การลงทุนกันแล้วล่ะครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ คำแนะนำในสัปดาห์นี้ยังคงเป็น “ซื้อ” หุ้นสหรัฐฯ ไปต่อครับ หลังจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฎหมายนโยบายปฏิรูปภาษีได้เร็วกว่าที่ตลาดคาด โดยต่อจากนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ก็จะลงนามก่อนจะบังคับใช้กฎหมายนี้ ซึ่งกฎหมายนี้ประกอบไปด้วยการลดภาษีรายได้บุคคล และภาษีในภาคธุรกิจ ที่จะส่งผลบวกโดยตรงต่อการบริโภคในประเทศ และจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการลงทุนภาคเอกชนต่อไป ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีต่อเนื่องแบบนี้ เห็นทีจะต้องสะสมไปเรื่อยๆ แล้วล่ะครับ
  • ตลาดหุ้นไทย คนไทยอย่างเราก็ไม่น้อยหน้าครับ คำแนะนำยังคงเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ “ซื้อ” หุ้นไทยจากเศรษฐกิจที่มีสัญญาณดีขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการส่งออกในเดือนพฤศจิกายนที่มีการขยายตัวที่ 13.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าขยายดัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ครับ ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่าเม็ดเงินในปี 61 จะสูงขึ้น รวมทั้งโครงการ EEC จะช่วยกระตุ้นการลงทุนในภาคเอกชน นอกจากนี้การเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในช่วงปลายปีหน้าจะช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจสร้างโอกาสการลงทุนในเชิงบวกอีกด้วยครับ แบบนี้มองยาวไปถึงปีหน้าน่าจะสดใสนะครับผม
  • ตลาดหุ้นเอเชีย ภาพรวมของเอเชียทุกตัวจริงๆ แล้วผมมองว่าสามารถทยอยสะสมต่อไปได้ครับ เนื่องจากตลาดหุ้นได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออก ส่งผลให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ยังไม่มีสัญญาณเร่งตัว ทำให้ FED ไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ ECB และ BOJ ยังจำเป็นต้องคงมาตรการ QE ต่อไป ทำให้ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ยังไม่สูงมากนัก แบบนี้จัดต่อได้เลยครับผม

สรุปคำแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นสัปดาห์นี้

แนะนำให้สะสมเพิ่มเติมทั้งหุ้นสหรัฐฯ ไทย เอเชียภาพรวม เพราะดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์เหลือเกินในการลงทุนครับ งานนี้บอกเลยว่าภาพใหญ่ก็สดใส ภาพเล็กก็ไปได้ไกล แบบนี้น่าติดตามและน่าสนใจครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้สหรัฐฯ แนะนำให้ยังคงทยอยสะสมตราสารหนี้เอกชนคุณภาพดี และ high yield ของสหรัฐฯต่อไปครับ เนื่องจากเศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่ดีขึ้นต่อเนื่องทำให้ธุรกิจเติบโต และนอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มขยายตัวดีมากขึ้นจากนโยบายปฏิรูปภาษีที่ว่ามานี้ โดยความเสี่ยงต่อตราสารหนี้ต่างประเทศลดลงหลังจาก FED ทำการขึ้นดอกเบี้ยแต่ไม่ปรับการคาดการณ์ดอกเบี้ยในปีหน้าขึ้น ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีสัญญาณเร่งตัว ทำให้การลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศยังมีความน่าสนใจอยู่ครับ
  • ตราสารหนี้ไทย แนะนำชะลอลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย เนื่องจากผลตอบแทนในหลายช่วงอายุต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงไม่จูงใจ ประกอบกับเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในปีหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อตลาดหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ครับ ดังนั้นชะลอตราสารหนี้ไปซื้อหุ้นน่าจะดีกว่าครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในตราสารหนี้สัปดาห์นี้

ตอนนี้แนะนำให้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ  short duration เป็นหลักครับ ตราสารหนี้ไทยพักไปก่อนจ้า

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ คำแนะนำของผมคือให้ทยอยสะสมได้ต่อครับ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯที่ยังไม่มีสัญญาณเร่งตัว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯยังไม่ปรับตัวขึ้นรวดเร็ว ลดแรงกดดันต่อราคาทองคำ นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือและการประกาศรับรองให้กรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอล จะทำให้ความต้องการถือทองคำเนื่องจากเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ยังทรงๆ อยู่ครับ ผมว่าก็ต้องดูๆ กันไปก่อน ดังนั้นมีทองคำติดพอร์ทไว้สบายใจกว่าครับ
  • น้ำมัน แนะนำให้ทยอยสะสมน้ำมันต่อครับ หลังจากกลุ่มประเทศ OPEC และ Non-OPEC ตกลงต่ออายุการควบคุมกำลังการผลิตไปจนถึงปลายปี 2018 ซึ่งจะทำให้อุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดลดลงเร็วกว่าการคาดการณ์ นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในปีหน้าจะช่วยให้ปริมาณการบริโภคน้ำมันสูงขึ้นด้วย ก็น่าจะไปได้สวยเลยล่ะครับผม

สรุปคำแนะนำการลงทุนสินทรัพย์ทางเลือกในสัปดาห์นี้

แนะนำให้ยังสะสมต่อไปครับสำหรับทองคำและน้ำมัน ผมว่ายังไปต่อครับ จัดเข้าพอร์ทเพิ่มไปเรื่อยๆ ได้ครับ

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

สำหรับแผนการลงทุนในสัปดาห์สุดท้ายของปีนั้น ผมคิดว่าทิศทางหลังจากนี้คงจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากครับ เว้นแต่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันนะครับ (ฮ่าๆ) ดังนั้นภาพใหญ่อย่างสหรัฐฯ นั้นไปต่อได้ ภาพย่อยอย่างเอเชียและไทยก็น่าจะตามไปได้เช่นเดียวกันครับ สิ่งที่เราต้องมองคือการจัดการพอร์ทการลงทุนให้เหมาะสมครับ

ส่วนทางฝั่งของตราสารหนี้ ยังแนะนำเหมือนเดิมให้ลงทุนในกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ short duration เหมือนสัปดาห์ก่อนครับ ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำกับน้ำมัน ยังคงเพิ่มเติมได้เรื่อยๆ ครับผม

และนี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้บอกกับทุกท่านครับว่า สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนนั้น ไม่ใช่เรื่องของการจับจังหวะ การคัดเลือก แต่มันคือการจัดพอร์ทเพื่อให้ความเสี่ยงที่มีนั้นลดลง และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าได้มากขึ้นครับ ดังนั้นอย่าลืมจัดพอร์ทกันด้วยนะครับ

เอาล่ะครับ… สำหรับคอลัมน์อัศวินกองทุนในตอนนี้ต้องลากันไปก่อน แต่ไม่ลาหายไปไหนหรอกครับ เตรียมตัวผมกับรูปแบบใหม่ในปีหน้าได้เลยครับ ขอกล่าวคำทักทายสวัสดีปีใหม่ไว้ล่วงหน้ากันเลยละกันนะครับผม ขอให้ทุกท่านสมปราถนาทุกเรื่องที่ตั้งใจไว้ และติดตามอัศวินกองทุนต่อไปด้วยนะครับ

สวัสดีครับ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  21 ธันวาคม 2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

เพิ่มมรดกเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลานง่ายๆ ด้วย “ประกันชีวิตควบการลงทุน”

ในช่วงหลังๆนี้ ผมสังเกตเห็นว่า วัยทำงานที่เป็นหัวหน้าครอบครัว หรือวัยใกล้เกษียณหลายๆคน นอกจาก “วางแผนเกษียณ”ให้ตัวเองแล้ว… อีกหนึ่งในเรื่องที่คนเริ่มให้ความสนใจไม่แพ้กันก็คือ “การจัดการมรดก” ด้วยแนวคิดที่อยากจะส่งมอบสิ่งดีๆให้กับลูกหลานหรือคนที่เรารัก ลองคิดดูสิครับว่า

“ในยุคสมัยนี้ที่การหาเงินไม่ใช่เรื่องง่าย การมีมรดกที่ช่วยเหลือต่อยอดให้ชีวิตนั้นเดินต่อไปได้อย่างสะดวกขึ้นนั้นมันจะดีแค่ไหน

แหม่… พูดแล้วอยากจะกลับไปทำดีกับเจ้าคุณปู่เสียจริงๆ แต่เสียดายที่ไม่ทันแล้ว ฮ่าๆ สิ่งที่ทำได้ในทุกวันนี้คือการวางแผนจัดการสิ่งที่เรามี เพื่อส่งต่อให้กับคนรุ่นหลังอย่างยั่งยืนมากกว่า

และหนึ่งในวิธีที่จัดการเพิ่มมรดกให้กับลูกหลานแบบง่ายๆ ที่ใครหลายคนนึกถึงก็คือ “การทำประกันชีวิต” นั่นเองครับ

ประกันชีวิต กับ มรดก เกี่ยวอะไรกัน?

มาถึงตรงนี้ ผมขอเริ่มต้นอธิบายให้ฟังก่อนว่า การทำประกันชีวิตนั้น ทำไมถึงมาเกี่ยวกับมรดกได้ ทั้งๆที่มันเป็นเรื่องการป้องกันความเสี่ยง จะมาเกี่ยวอะไรกัน?

นอกจากการป้องกันความเสี่ยงแล้ว สิ่งที่เราได้รับจากประกันชีวิตนั้น มันจะมีเรื่องของ ทุนประกัน (จำนวนที่ได้รับตามสัญญา),  เงินคืน (ผลตอบแทนรายปี) หรือ ผลตอบแทนอื่นๆที่ได้รับตามสัญญา

ข้อดีของการทำประกันเพื่อให้ได้รับเงินส่วนนี้ คือ การสร้าง “เป้าหมาย” การเงินที่แน่นอน ตามจำนวนที่ตกลงว่าจะส่งมอบตามอายุสัญญาในกรมธรรม์ ซึ่งทำให้เรามั่นใจว่ามันเป็นหลักประกันตัวหนึ่งที่จะทำให้คนข้างหลังไม่ลำบาก

นอกจากนั้นข้อดีเพิ่มเติมของการทำประกันชีวิตยังมี เรื่องของการจัดการเงินได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องเสียภาษี เพราะเงินที่ประกันชีวิตจ่ายนั้น จะไม่ต้องไปนับรวมกับกองมรดก ซึ่งผู้รับผลประโยชน์จะได้เงินรวดเร็วกว่าวิธีอื่นๆที่ต้องผ่านการจัดการของผู้จัดการมรดกอีกด้วยครับ

ส่วนเรื่อง ภาษีนั้น กรณีที่เราทำประกันชีวิต และกำหนดให้บุตรหลานเป็นผู้รับผลประโยชน์ไว้ เมื่อผู้ทำประกันจากไป เงินที่ได้รับจากประกันนั้นจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ในมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากรอีกด้วยครับ

ซึ่งในปัจจุบันมีประกันหลากหลายแบบให้เลือกใช้ บางคนอาจจะเลือกประกันชีวิตแบบทั่วไปที่ทำมาเพื่อใช้เป็นมรดกอย่างชัดเจนไปเลย แต่บางคนก็อาจจะเลือก ‘ประกันชีวิตควบการลงทุน’ เพื่อที่จะสามารถตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตที่แตกต่างกันไป ซึ่งข้อดีของประกันชีวิตควบการลงทุนคือ ได้ทั้งประกันชีวิตและการลงทุน ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามใจ โดยเราสามารถเลือกกำหนดและปรับเปลี่ยนสัดส่วนความคุ้มครองชีวิต และสัดส่วนการลงทุนภายหลังได้ รวมทั้ง ยังสามารถเลือกและสับเปลี่ยนกองทุนได้ด้วยตัวเอง ซึ่งผลตอบแทนที่ได้สามารถนำมาช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของประกันชีวิตในระยะยาวได้อีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนเองควรดูเรื่องของการลงทุนประกอบกันด้วยว่าเหมาะสมหรือไม่ เช่น ประเภท และระดับความเสี่ยงของกองทุนรวมที่ให้ลงทุน ไปจนถึงค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกประกันชีวิตรูปแบบนี้ว่าคุ้มค่ากับที่ต้องการหรือเปล่า

แต่อย่าลืมว่า คนที่อยู่ในช่วงเริ่มมองการส่งต่อมรดกหรือความมั่งคั่งให้ลูกหลาน มักจะเป็น คนที่อยู่ในช่วงเตรียมตัวเกษียณ (50 ปีขึ้นไป) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องเน้นความปลอดภัยของเงินที่สะสมมาตลอดทั้งชีวิตให้อยู่กับเราให้นานที่สุด เราจึงไม่ควรเลือกลงทุนที่ความเสี่ยงสูงไปหรือต่ำเกินไป เอาแค่ให้ชนะเงินเฟ้อก็เพียงพอ

หากมองถึงเรื่องของ “การวางแผนมรดก” ประกันแบบควบการลงทุนก็อาจช่วยได้ เพราะเมื่อเราจากไปก็จะมีเงินมรดกแบบปลอดภาษีให้ลูกหลานได้ทันที

ซึ่งใครที่กำลังมองหา ‘ประกันชีวิตควบการลงทุนเพื่อการวางแผนมรดก’ อยู่ ทาง TMB ก็ได้ออกประกันชีวิตควบการลงทุนตัวใหม่ที่ชื่อว่า “TMB Wealthy Link” มาตอบโจทย์ให้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าจากการลงทุนในกองทุนรวมคุณภาพที่คัดสรรแล้วจาก บลจ.ชั้นนำ
  • มั่นคงกับความคุ้มครองชีวิตที่สูงถึง 100 เท่าของเบี้ยประกันภัยหลักต่อปี (สำหรับคนที่อายุไม่เกิน 35 ปี)
  • ปรับเปลี่ยนสัดส่วนทุกอย่างได้ตามใจ สามารถเลือกได้ตามสถานการณ์ของตลาด และยังปรับเปลี่ยนได้ทั้งเบี้ยประกันภัย ทุนประกันภัย สัดส่วนความคุ้มครองชีวิตและการลงทุน ไปจนถึงการสับเปลี่ยนกองทุนเพื่อเพิ่มโอกาสในผลตอบแทนที่สูงกว่า
  • สำหรับคนที่ต้องการส่งต่อมรดก ยังสามารถเพิ่มเบี้ยประกันภัยเพิ่มพิเศษ(สัดส่วน) ได้สูงสุดถึง 150 ล้านบาท
  • มีระบบอัตโนมัติช่วยบริหารการลงทุน เช่น การปรับสมดุลพอร์ตการลงทุนอัตโนมัติ หรือการทยอยเข้าลงทุนอย่างสม่ำเสมออัตโนมัติ

เอาล่ะ เมื่อทำความรู้จัก “TMB Wealthy Link” ไปแล้ว งั้นเรามาลองดูตัวอย่างในการใช้เพื่อวางแผนภาษีมรดกกันดูดีกว่าครับ

สมมติว่า นายเอ อายุ 55 ปี ใกล้เกษียณเต็มที วางแผนจ่ายเบี้ยปีละ 100,000 บาท เพื่อส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลานอย่างยั่งยืน โดยเบี้ยจำนวน 100,000 บาทนี้จะถูกแบ่งเป็น 2 ก้อน คือ

  • แบ่งก้อนที่ 1 25 % หรือ 25,000 บาท จ่ายในส่วนของความคุ้มครองชีวิต 
  • แบ่งก้อนที่ 2 75% หรือ 75,000 บาท ลงทุนในกองทุนรวมดีๆที่คัดเลือกแล้ว

จากการคำนวณแล้ว วิธีการทำประกันแบบนี้ นายเอ จะมีทุนประกันภัยรวมเท่ากับ 1 ล้านบาท ถ้าโชคดีนายเอได้รับผลตอบแทนดีมากๆ จากการลงทุนอยู่ที่ 8% ต่อปี แปลว่าในปีที่ 8 นายเอจะได้รับผลตอบแทนจากเงินก้อนที่ 2 ณ จุดคุ้มทุน และหลังจากนี้คือกำไรล้วนๆครับ

ส่วนในกรณีที่หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็จะได้รับเงินเท่ากับทุนประกันภัย 1 ล้านบาท บวกกับผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนจากเงินก้อนที่ 2 ที่เกิดจากการลงทุน แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับกรณีนี้ อยู่ที่ทุนประกันภัย และระยะเวลาคืนทุน ขึ้นอยู่กับค่าเบี้ยที่จ่ายและช่วงอายุของแต่ละคนด้วยครับ

ตัวอย่างความคุ้มครองคิดเป็นจำนวนเท่าของเบี้ยประกันภัยหลัก

นอกจากนี้สำหรับคนที่ใช้บริการกับ “TMB Wealthy Link” ยังสามารถเลือกซื้อกองทุนคุณภาพที่คัดสรรแล้วจากหลากหลาย บลจ. ชั้นนำ ได้อีกด้วย

  1. กองทุนเปิด ยูโอบี อินคัม เดลี (UOBID : UOB Income Daily)
  2. กองทุนเปิดทหารไทย ธนไพศาล (TMBBF : TMB Bond Fund)
  3. กองทุนเปิด อเบอร์ดีนแวลู (ABV : Aberdeen Value Fund)
  4. กองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกรท (ABG : Aberdeen Growth Fund)
  5. กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สมอลแค็พ (ABSM : Aberdeen Small Cap)
  6. กองทุนเปิดทหารไทย SET 50 (TMB50 : TMB SET50)
  7. กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth (TMBGQG : TMB Global Quality Growth)
  8. กองทุนเปิดทหารไทย Asian Growth Leaders (TMBAGLF : TMB Asian Growth Leaders Fund)
  9. กองทุนเปิดทหารไทย Global Income (TMBGINCOME : TMB Global Income Fund)

อ้อ… อย่าลืมนะครับว่า การลงทุนมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอน ถ้าหากผลตอบแทนจากการลงทุนไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ เช่นต่ำกว่า 8% ต่อปี จุดคุ้มทุนก็จะขยายออกไปไกลกว่านี้ได้นะครับ ซึ่งตรงนี้ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่รับได้จากการลงทุน และวิธีการจัดพอร์ตกองทุนรวมประกอบกันครับ

สำหรับคนที่สนใจวางแผนมรดกด้วยประกันชีวิตควบการลงทุน ‘TMB Wealthy Link’ ก็สามารถขอคำแนะนำและปรึกษาได้ฟรีที่ TMB ทุกสาขา หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ tmbbank.com/twl/tax

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ‘ประกันชีวิตควบการลงทุน’ จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าพิจารณาในการส่งต่อให้กับคนรุ่นหลังครับ ยิ่งถ้าหากเป็นคนที่มีการทำประกันอยู่แล้ว และลงทุนในกองทุนรวมเป็นประจำ ที่ต้องการทุนประกันสูงจากความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกัน เพื่อวางแผนเป็นมรดกก้อนใหญ่ให้กับคนที่เรารัก โดยมีเบี้ยส่วนที่จ่ายไปเป็นการลงทุนที่ทำให้มรดกก้อนนั้นมีโอกาสงอกเงยได้อีกด้วยครับ

สุดท้ายแล้วพรี่หนอมขอเตือนไว้ครับว่า…

สิ่งเหล่านี้คือ “เครื่องมือการเงิน” ที่มาช่วยให้เราจัดการความมั่งคั่งของตัวเอง และสามารถส่งต่อความมั่งคั่งให้กับคนอื่นได้อย่างภาคภูมิใจ

ดังนั้นอย่าลืมเลือกใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการด้วยนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

DDproperty เผยทิศทางการลงทุนบ้านและคอนโดปี 2018 ส่อแววคึกคัก

เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เป็นฤดูแห่งการเฉลิมฉลอง ออกไปกินไปเที่ยวให้สมกับที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งปี แต่อย่าลืมว่าต้องทบทวนแผนการเงินการลงทุนของตัวเองด้วยนะครับ ทุกวันนี้เอาเงินแช่ไว้ในบัญชีออมทรัพย์ได้ดอกเบี้ยเงินฝากนิดเดียว เราควรหาทางนำเงินไปลงทุนให้เงินทำงานแทนเราด้วย

โดยอสังหาฯเป็นหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะราคามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นทุกปีไม่ค่อยผันผวนเหมือนหุ้น และถือไว้ก็มีรายได้จากค่าเช่า ขายไปก็มีกำไรจากส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย แถมยังนำดอกเบี้ยจากสินเชื่อบ้านไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

นักลงทุนมือใหม่และมืออาชีพอาจยังสงสัยว่า ทำเลไหนน่าลงทุน? ซื้อ-ขายกันยังไง? ราคาแพงไปมั้ย? และทิศทางตลาดจะเป็นยังไง? ผมแนะนำว่าต้องหาข้อมูลเยอะๆก่อนตัดสินใจลงทุนครับ อสังหาฯราคาเป็นหลักล้านต้องคิดให้ดี ซึ่งการมีข้อมูลมากกว่าคนอื่นช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จได้ โดยควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านทั้งจากรีวิวโครงการ คลิปเยี่ยมชมสถานที่จริง และประกาศซื้อ-ขายอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้มองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็นครับ เพราะอสังหาฯ ต่างจากหุ้นตรงที่ไม่มีข้อมูลมากางให้ดูอย่างชัดเจน

ผมมีเว็บไซต์ที่เป็นสื่อกลางซื้อ-ขายอสังหาฯอันดับ 1 ของประเทศมาแนะนำให้รู้จักนั่นคือ เว็บไซต์ DDproperty ช่วยสร้างโอกาสให้คุณเจออสังหาฯ น่าลงทุนจากผู้ขายจำนวนมาก และใช้เป็นช่องทางประกาศขาย-ปล่อยเช่าอสังหาฯของคุณได้ด้วย รวมถึงเป็นแหล่งรีวิวโครงการใหม่ บทวิเคราะห์ และทิปส์ต่างๆ อัพเดททุกวัน

นอกจากนี้ทาง DDproperty ยังเปิดตัวรายงานฉบับใหม่ที่มีชื่อว่า “DDproperty Property Market Outlook 2018” เป็นรายงานภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า จากการวิเคราะห์ข้อมูลดัชนีราคา ปริมาณโครงการเปิดขายตลาดที่อยู่อาศัยแต่ละประเภท และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งทำให้นักลงทุนได้เข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบัน แล้วนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

ผมขอสรุปสาระสำคัญในรายงานชิ้นนี้ของ DDproperty มาเริ่มกันที่แนวโน้มอสังหาฯปี 2018 โดยตลาดอสังหาฯ เริ่มปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว (GDP) จากภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยว ความชัดเจนโครงการขนส่งมวลชน ได้แก่ รถไฟฟ้า รถไฟชานเมือง รถไฟทางคู่ ทางด่วน มอเตอร์เวย์ จำนวน 36 โครงการวงเงินรวม 8.95 แสนล้านบาท และการพัฒนาเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) แม้ว่าจะยังไม่มีมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จากรัฐบาลเหมือนในอดีต อย่างเช่น ลดค่าธรรมเนียมการโอน และจดจำนอง

ด้านผู้ประกอบการเน้นเปิดโครงการตามแนวรถไฟฟ้ารวมถึงส่วนต่อขยายสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค และคาดว่าผู้ประกอบการจะเปิดโครงการใหม่ในปี 2561 มากกว่า 2560 ด้านผู้บริโภคความต้องการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยธนาคารมีนโยบายปล่อยสินเชื่อเพื่อกู้ซื้อบ้านมากขึ้น ส่วนเทรนด์ที่น่าจับตา ได้แก่ นวัตกรรมใหม่เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ และพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ

แนวโน้มราคาที่อยู่อาศัยปรับตัวสูงขึ้น โดยดูจากดัชนีราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯที่เรียกว่า DDproperty Property Index ในไตรมาส 3 ปี 2560 มาอยู่ที่ 199 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน หากดูย้อนหลังไป 2 ปีพบว่าเติบโตก้าวกระโดดเลยทีเดียวเพิ่มขึ้น 53% โดยอสังหาฯ ระดับบนราคาตั้งแต่ 8 ล้านบาทขึ้นไปปรับตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ย เพราะแทบไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภครายได้สูงยังคงมีกำลังซื้อที่ดี เมื่อพิจารณาจากตามประเภทที่อยู่อาศัยพบว่าดัชนีราคาคอนโดปรับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม เพราะตั้งอยู่ในทำเลที่ดีกว่าสะดวกต่อการใช้ชีวิต และพิจารณาตามทำเล พบว่า เขตจตุจักร ดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 10% จากไตรมาสก่อน

ผู้ประกอบการยังคงมีความเชื่อมั่นในการลงทุนดูได้จากการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2560 ทำให้ดัชนีอุปทานมาอยู่ที่ระดับ 258 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสก่อน โดยเฉพาะคอนโดมีจำนวนยูนิตเปิดขายใหม่มากกว่า 45,000 ยูนิตหรือเพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน ทำเลอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วง อ่อนนุช-บางนา-แบริ่ง กับรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินช่วง จรัญสนิทวงศ์-เพชรเกษม ทั้งนี้ต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ อีกหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาถือเป็นมาตรการช่วยดูดซับอสังหาฯรอการขายได้เป็นอย่างดี แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆแต่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนค่อนข้างมาก

ผู้บริโภคทาง DDproperty ได้ทำการสำรวจความพึงพอใจต่ออสังหาฯในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 พบว่าระดับความพึงพอใจลดลง 5% มาอยู่ที่ระดับ 57 เนื่องจากผู้บริโภคเห็นว่าราคาอสังหาฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง ในขณะที่กำลังซื้ออยู่ในระดับต่ำ ทำให้ยังไม่กล้าตัดสินใจซื้อรอดูสถานการณ์ไปก่อน แต่ก็มีผู้บริโภคบางกลุ่มพอใจกับสภาพตลาดปัจจุบัน เพราะมองว่าราคายังไม่สูงมากสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต

ในส่วนของการรับรู้ด้านราคา ผู้บริโภคมองว่า 6 เดือนที่ผ่านมาราคาไม่ได้ปรับเพิ่มและมองว่าอีก 6 เดือนข้างหน้าราคาก็ยังคงที่ แต่ในระยะยาวอีก 5 ปีข้างหน้า เขาเชื่อว่าราคาอสังหาฯ จะปรับขึ้นอย่างน้อย 5-10% โดยคอนโดจะเป็นตัวนำในการปรับราคา ด้านทำเลที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุด คือ โซนกรุงเทพฯรอบนอกใกล้ศูนย์กลางธุรกิจ (City Fringe) อาทิ โซนลาดพร้าว รัชดา และพระราม 9 เป็นต้น

สรุปแล้วทาง DDproperty มองว่าทิศทางอสังหาในปีหน้าจะดีขึ้นจากปีนี้แบบค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ดังนั้น นักลงทุนควรหาข้อมูลให้รอบด้านเพื่อใช้ในการตัดสินใจลงทุน โดยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังคือ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจกับการเมืองโลกยังคงไม่แน่นอน และแผนจัดการเลือกตั้งในประเทศไทยที่คาดว่าจะเกิดก่อนสิ้นปี 2561 ครับ

อ่านรายงานDDproperty Property Market Outlook 2018 ฉบับเต็มได้ที่ https://www.ddproperty.com/insights/ddproperty-property-market-outlook-2018_th-166

รู้จักกับ DDproperty

DDproperty (ดีดีพร็อพเพอร์ตี้) เป็นเว็บไซต์สื่อกลางอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย และได้รับการโหวตให้เป็น ‘Asia’s Most Influential Brand for Online Property Search’ (แบรนด์สำหรับการค้นหาอสังหาริมทรัพย์ออนไลน์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเอเชีย) ประจำปี พ.ศ. 2559 โดยในแต่ละเดือน DDproperty ช่วยให้ผู้คนกว่า 3 ล้านคนในประเทศไทยได้ค้นหาและเป็นเจ้าของบ้านในฝัน

DDproperty ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นแพลตฟอร์มทางการตลาด อย่าง ePropertyTrack อีกทั้งยังมีบริการที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาฯ ที่สำคัญ อาทิ สื่อสิ่งพิมพ์ การจัดงาน และกิจกรรมพิเศษ ตลอดจนรางวัลต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีแอปพลิเคชันที่มีรางวัลการันตีคุณภาพถึง 4 รางวัล และรองรับการใช้งาน ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดกว่า 700,000 ครั้ง ทั้งนี้ DDproperty เป็นเว็บไซต์ในเครือ PropertyGuru Group (พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป) ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาฯ ออนไลน์ชั้นนำของเอเชีย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.ddproperty.com

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) การลงทุนระยะยาวที่ดี “คุณภาพ” ต้องมาก่อนกับกองทุน ABLTF

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ช่วงนี้เป็นโค้งของโค้งสุดท้ายของการซื้อกองทุน LTF กันแล้วนะครับ หากใครที่ยังไม่ได้ซื้อกองทุน LTF เพื่อลงทุนระยะยาว และเพื่อลดหย่อนภาษีแล้วละก็ อาจจะพลาดไปอย่างน่าเสียดาย และแน่นอนว่าต้องเสียภาษีเยอะขึ้นกว่าเดิม แถมยังไม่ได้เริ่มเก็บออมเพื่อลงทุนอีกนะครับ

ถ้าหากว่าท่านไหนที่เพิ่งรู้ตัว และนึกขึ้นมาได้ และบังเอิญได้อ่านบทความนี้พอดี ต้องถือว่าโชคดีมากๆ ถือว่าท่านมาได้ถูกจังหวะมากเลยครับ เพราะว่าบทความนี้ กำลังจะพูดถึงเรื่องการลงทุนระยะยาวด้วยการหาหุ้นที่มี “คุณภาพที่ดี” ซึ่งผมเองถือว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้เรื่องของผลตอบแทนเลยละครับ และเป็นอีกเรื่องที่เราควรจะดูก่อนที่จะลงทุนกับกองทุน LTF ครับ

โดยวันนี้ผมจะเล่าให้ฟังถึงกองทุน ABLTF ที่มีแนวคิดการคัดเลือกหุ้นเพื่อลงทุนในระยะยาว ด้วย “คุณภาพที่ดีมาก่อนเรื่องของราคา” รับรองว่ามีความน่าสนใจกับผู้ที่เพิ่งเริ่มลงทุนใน LTF อย่างแน่นอนครับ

การคัดเลือกหุ้นเพื่อการลงทุนของแต่ละกองทุนเองนั้น ส่วนใหญ่จะมีความแตกต่างกันไปตามหลักเกณฑ์ของแต่ละ บลจ. ครับ ซึ่งจะมีแนวทางที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว ที่ไม่สามารถเลียนแบบกันได้ ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้ง กองทุนแต่ละกองทุนที่อยู่ใน บลจ. เดียวกันเองก็ยังสามารถแบ่งการบริหารเป็นสไตล์ต่าง ๆ กันได้อีก ตามแต่ละกองทุนเลยครับ เช่น กองทุนหุ้นเล็กของ บลจ. A เลือกหุ้นด้วยวิธีการคัดจากหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ แต่ในทางกลับกัน กองทุนหุ้นใหญ่ของ บลจ. A จะเลือกหุ้นด้วยวิธีการ คิดจากหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง มีงบการเงินที่แข็งแรง และเป็นผู้นำในกลุ่มธุรกิจนั้น ๆ ครับ

ถ้านักลงทุนท่านไหนที่ติดตามรายการของ ‘ออมมันนี่’ หรือเพจ ‘คลินิกกองทุน’ ของผมอยู่บ่อยๆ ก็น่าจะพอทราบดีว่า กระบวนการในการเลือกหุ้นของกองทุนนี่แหละ ที่ผมมักจะย้ำอยู่เสมอๆ ครับว่า มีความสำคัญอย่างมาก และมีผลต่อผลตอบแทนในระยะยาวอีกด้วยครับ

โดยเฉพาะกองทุนที่ให้ผลตอบแทนย้อนหลังที่ดี และมีกระบวนการคัดเลือกหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีที่เป็นระบบ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้กองทุนยังคงมีผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากกว่ากองทุนที่ให้ผลตอบแทนย้อนหลังที่ดี แต่ว่ามีกระบวนการเลือกการลงทุนที่ไม่ชัดเจน หรือว่ามีกระบวนการที่มาจากการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุนเพียงไม่กี่คน ลองนึกภาพดูสิครับว่า หากผู้จัดการกองทุนฝีมือดีย้ายออกจาก บลจ. ผมคิดว่าผลตอบแทนที่จะได้อาจจะไม่ค่อยดี หรือว่าหายไปพร้อมกับผู้จัดการกองทุนที่ย้ายออกไปครับ

ดังนั้น หากนักลงทุนต้องการลงทุนระยะยาวๆ แล้วละก็ กระบวนการเลือกนี้ถือว่าสำคัญมากๆ ครับ คราวนี้เรามาดูกันครับว่า กองทุนที่ผมนำมาเป็นตัวอย่าง คือกองทุนเปิดอเบอร์ดีน หุ้นระยะยาว (ABLTF) ของ บลจ. อเบอร์ดีน จำกัด มีการคัดเลือกหุ้นอย่างไรกันบ้างครับ


กองทุนของ Aberdeen ส่วนใหญ่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก ๆ คือ เป็น บลจ. ที่เน้นการคัดเลือกหุ้นคุณภาพด้วยวิธีเน้นการคัดเลือกหุ้นปัจจัยพื้นฐานจากตัวบริษัท ฯ เป็นหลัก ซึ่งเราจะเรียกวิธีนี้ว่า Bottom-up

นอกจากนี้ กองทุน ABLTF มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนกับการบริหารกองทุนของ บลจ. อื่น ๆ คือ การเลือกหุ้นที่มี “ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทดี”

คำว่าเลือกหุ้นแบบปัจจัยพื้นฐานดี ของ บลจ. อเบอร์ดีน จำกัด ก็คือ การคัดเลือกบริษัท ฯ ในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผู้บริหารที่เก่ง บริหารงานได้ดี และโปร่งใส พร้อมทั้งมีงบการเงินที่แข็งแกร่ง (Financial Statement)ครับ ประมาณว่าเข้าไปหาข้อมูลผู้บริหารที่เก่ง ๆ ไว้ก่อนเลย ทั้งนี้ก็เพราะว่าบริษัทฯ ที่ดีนั้น จะถูกขับเคลื่อนโดยทรัพยากรมนุษย์ที่ดีเช่นกัน แน่นอนครับว่าทุกอย่างที่สร้างบริษัทฯ ขึ้นมาได้นั้น เกิดจากผู้บริหาร และพนักงานทั้งสิ้น

เหมือนกับว่า การเลือก“หุ้น” ที่ดี ก็คือ การเลือก”คน”ที่ดี

คุณภาพของหุ้นนั้น มาก่อนราคาเสมอ

นอกจากนี้ครับ ทางกองทุน ABLTFก็ยังมีวิธีการลงทุนที่น่าสนใจอีกด้วยคือ หลังจากได้หุ้นที่น่าสนใจแถมยังมีผู้บริหารที่ดีมาแล้ว จากนั้นก็จะทำการคัดกรองในขั้นถัดไปคือ การดูมูลค่าของหุ้นที่แท้จริง หรือที่เราเรียกกันว่าการทำ ‘Valuation’ ครับ เพื่อดูว่าหุ้นนั้นมีคุณภาพเชิงปริมาณ หรือไม่อย่างไร

เพราะว่าขั้นตอนนี้จะเป็นการดูงบการเงินของบริษัท และรายละเอียดอื่น ๆ ที่สิ่งจำเป็นสำหรับการคัดเลือกบริษัทที่ดีครับ รวมถึงราคาที่ควรจะเป็นอีกด้วย ซึ่งวิธีการประเมินคุณภาพของหุ้นแต่ละอุตสาหกรรมก็จะแตกต่างกันไปครับ โดยจะขึ้นกับลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบริษัท ฯ ซึ่งจะทำให้ได้มูลค่าพื้นฐานของหุ้นที่มีความใกล้เคียงกับมูลค่าของบริษัทอย่างแท้จริงครับ

รายละเอียดพอร์ตการลงทุน 10 อันดับแรก ของกองทุน ABLTF

ที่มา : บลจ. อเบอร์ดีน จำกัด ณ 30 พ.ย. 2560

คราวนี้เรามาดูที่ผลตอบแทนของกองทุนกันบ้างครับ ในช่วงผลตอบแทนระยะสั้น ๆ กองทุนนี้ก็ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างจะใกล้เคียงกับ Benchmark หรือว่าดัชนีผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET TRI) แต่หากดูที่ผลตอบแทนระยะยาวของกองทุนก็ถือว่าทำได้ดี สามารถเอาชนะ Benchmark ได้

นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของ บลจ. นี้ก็คือ การที่ผู้จัดการกองทุนมีรายงานของผู้จัดการกองทุนเขียนลงมาใน Fund Fact Sheet อีกด้วยครับ ซึ่งแสดงออกถึงการเอาใจใส่ที่มีให้กับนักลงทุน และผมว่าน้อย บลจ. นักที่จะทำแบบนี้ครับ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.aberdeen-asset.co.th)

ถึงแม้ว่า บลจ. Aberdeen จะไม่ได้เน้นเรื่องการดูเศรษฐกิจ เพื่อการตัดสินใจลงทุนเท่าไหร่นัก แต่ก็มีการเขียนสรุปสภาวะตลาดการลงทุนแบบสั้นๆ เพื่อให้เข้าใจต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่จะมีกระทบต่อพอร์ตการลงทุนได้ในระยะสั้นๆ เพื่อให้นักลงทุนไม่ตกใจ และเข้าใจถึงพอร์ตการลงทุนของตนเองว่าจะไปในทิศทางใดครับ

ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับการลงทุนในระยะยาวของกองทุนเลยก็ได้ เพราะว่ากองทุนได้เลือกหุ้นจากพื้นฐานของกิจการที่ดี เพื่อการเติบโตในระยะยาว แต่ก็มีการแจ้งให้กับนักลงทุนทราบไว้ครับ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ สำหรับ บลจ. ที่เอาใจใส่นักลงทุน บลจ. นึงเลยละครับ

ที่มา : บลจ. อเบอร์ดีน จำกัด ณ 30 พ.ย. 2560

เป็นอย่างไรบ้างครับ นักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน คิดว่าคงได้ความเข้าใจในเรื่องของกองทุน ABLTF      นี้มากขึ้นนะครับ ว่ามีการคัดเลือกหุ้นที่ดีมีคุณภาพได้อย่างไร

ถ้าหากใครที่ชอบแนวคิดการลงทุนแบบนี้คือ “เน้นที่คุณภาพ” แต่ก็ไม่ได้มีเวลาในการเฟ้นหาหุ้นแบบนี้ด้วยตนเองแล้วละก็ ผมคิดว่าการลงทุนผ่านกองทุน ABLTF แบบนี้ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างมากครับ นอกจากได้ลงทุนเพื่อเงินที่จะงอกเงยขึ้นมา ก็ยังสามารถลดรายจ่ายที่จำเป็นอย่างภาษีได้อีกทาง

สุดท้ายนี้ผมอยากให้นักลงทุนทุกท่าน อย่าลืมประเด็นสำคัญที่สุดในการลงทุนก็คือ ความเข้าใจว่าเราถือกองทุนอะไรอยู่ และมีวิธีการลงทุนอย่างไร เพราะการไม่รู้ว่าเราลงทุนกับอะไรอยู่นั้น เป็นความเสี่ยงที่สูงที่สุดเลยครับ อย่างน้อยวันนี้เราก็ได้รู้จักกับกองทุน  ABLTF แล้ว เชื่อว่าถ้าใครไปลงทุนกับกองทุนนี้ ความเสี่ยงย่อมลดลงไป แถมยังได้หุ้นคุณภาพดีมาอยู่กับเราอีกด้วยครับ

วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ นักลงทุนทุกคน…แล้วพบกันใหม่นะคร้าบ

คำเตือน

  • ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม
  • สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ แผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร 0-2352-3388 หรือ www.aberdeen-asset.co.th 

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) แกะกล่องหุ้นน้องใหม่ : “DDD” เจ้าหญิง SNAIL WHITE กับครีมหอยทากหมื่นล้าน

SNAILWHITE ถือเป็นอีกตำนานการตลาดบทหนึ่งของประเทศไทย

ไม่กี่ปีที่แล้ว หลายคนคงเคยเห็นภาพโฆษณาของแบรนด์เครื่องสำอางยี่ห้อหนึ่งแสดงอยู่ตามป้ายโฆษณานอกบ้านอยู่ตามหัวถนนในกรุงเทพมหานคร ถึงแม้ว่าแบรนด์จะเพิ่งสร้างแต่ก็ใช้ดาราหญิงระดับแนวหน้าของประเทศ

ผ่านไปไม่นาน SNAILWHITE ก็กลายเป็นอีกแบรนด์เครื่องสำอางไทยที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ ทั้งในแง่ยอดขายและการรับรู้ของผู้บริโภค

“DDD” หรือบริษัท ดู เดย์ ดรีม จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553 ดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบรนด์ NAMU LIFE ใช้ชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ว่า SNAILWHITE ซึ่งชูจุดเด่นเป็นส่วนผสมจากหอยทากที่ช่วยในการบำรุงผิวพรรณ โดยบริษัทจะใช้ส่วนผสมนี้เป็นเรือธงของผลิตภัณฑ์ในเครือ นอกจากนี้บริษัทยังรับผลิตสินค้าให้กับผู้จัดจำหน่ายอื่น (OEM) อีกด้วย

ผลิตภัณฑ์ SNAILWHITE ในเครือ DDD

บริษัทเองแต่เดิมเป็นโรงงานที่รับผลิตสินค้าเครื่องสำอางให้กับผู้จัดจำหน่ายรายอื่น (OEM) เพียงอย่างเดียวทำให้บริษัทเองได้เห็นถึงหลักคิดและแนวทางการทำธุรกิจทั้งจากแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ บริษัทสั่งสมประสบการณ์และวิสัยทัศน์มายาวนานกว่า 3 ปีก่อนที่จะมาเริ่มทำแบรนด์ SNAILWHITE ของตนเองและผลตอบแทนก็ออกมาสวยงามด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างรวดเร็วและแบรนด์ก็เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค

ตลาดของ SNAILWHITE หลักอยู่ที่ประเทศไทย อย่างในประเทศไทย SNAILWHITE Facial Cream มียอดขายสูงเป็นอันดับที่ 1 ในกลุ่มสินค้าประเภทบำรุงผิวหน้าที่มีราคาสูงกว่า 800 บาทต่อชิ้น ตั้งแต่ปี 2558 และถูกจัดจำหน่ายในช่องทางโมเดิร์นเทรด โดยครองส่วนแบ่งทางการตลาด 9.6% สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2560 หรือพูดง่ายๆว่าทุกๆ 10 คนที่เดินเข้าไปซื้อครีมต้องมี 1 คนที่ซื้อ SNAILWHITE

และถ้าหากใครติดตามกลุ่มลูกค้าชาวจีน จะพบว่าสินค้าของบริษัทเองก็เป็นหนึ่งในสินค้าที่คนจีนชอบมาก ร้านค้าปลีกแถวไหนมีคนจีนไปเดินเที่ยวเยอะ สินค้าของบริษัทจะมีวางขายเพียบ อย่าง “NAMU LIFE SNAILWHITE Facial Cream” เป็นรายการสินค้าจากประเทศไทยที่ขายดีที่สุดในวันคนโสดของประเทศจีน (Singles’ Day) ในปี 2558 TMALL ของ Alibaba

SNAILWHITE Facial Cream ซึ่งมียอดขายสูงเป็นอันดับที่ 1
ในกลุ่มสินค้าประเภทบำรุงผิวหน้าที่มีราคาสูงกว่า 800 บาทต่อชิ้น

และ SNAILWHITE กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์

DDD หรือบริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอาง SNAILWHITE กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยร่วมเป็นเจ้าของบริษัท มีกำหนดการซื้อขายวันแรกวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560โดยเสนอขายหุ้น IPO ที่จำนวนไม่เกิน 76,000,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 24.05 ของหุ้นบริษัทภายหลังการเสนอขาย เคาะราคาอยู่ที่ 53.00 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่าระดมทุนไม่เกิน 4,028 ล้านบาท เพื่อนำเงินที่ได้ครั้งนี้ไปขยายธุรกิจต่อ

DDD เป็นบริษัทที่ฝันใหญ่ แต่ไม่ใช่ฝันที่ไกลเกินตัว

ในระยะสั้นบริษัทจะนำเงินไปขยายส่วนการผลิต โดยปัจจุบันได้มีการเปิดโรงงานแห่งใหม่ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 316.8 ล้านมิลลิลิตรต่อปี เป็น 1,903.2 ล้านมิลลิลิตรต่อปี แต่ก็มีแผนจะขยายการผลิตอีกในปลายปี 2561 เพื่อจะเพิ่มการกำลังการผลิตไปเป็นประมาณ 4,000 ล้านมิลลิลิตรอีกด้วย

นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นจะขยายช่องทางการจัดจำหน่ายซึ่งเป็นอีกหัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจ จากปัจจุบันที่มีทั้งการขายผ่านร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านค้าปลีกดั้งเดิม ร้านค้าของบริษัท (สาขาสยามและ Show DC) และช่องทางออนไลน์ บริษัทก็จะเพิ่มขยายไปให้กว้างขึ้น ทั้งการวางขายเพิ่มในคิงพาวเวอร์ดิวตี้ฟรีสาขาใหม่ๆ หรือการทำสินค้าขนาดเล็กลงเพื่อให้จับกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ให้หันมาลองใช้สินค้าของบริษัทมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสการซื้อจากกลุ่มที่ยังไม่เคยทดลอง

แต่ในระยะยาว DDD ฝันไกลกว่านั้น โดยบริษัทมีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวสู่การเป็น 1 ใน 3 ของบริษัทชั้นนำด้านความงามในภูมิภาคเอเชีย

ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากตลาดต่างประเทศทีถือว่ามีอัตราการเติบโตสูงมากที่มียอดขายเพิ่มจาก 130 ล้านไปเป็น 400 ล้านจากการทำการตลาด 1 – 2 ปี นอกจากนี้ บริษัทก็ยังไม่ทิ้งตลาดต่างประเทศอื่นอย่าง CLMV หรือฮ่องกง

ในด้านข้อมูลทางการเงิน DDD ก็มีความน่าสนใจอยู่หลายประเด็น

จากข้อมูลงบกำไรขาดทุดเบ็ดเสร็จของบริษัทในช่วงปี 2558 – 2560 บริษัทมีการเติบโตของรายได้อย่างมาก เท่ากับ 438.0, 955.1 และ 1,201.5 ล้านบาทตามลำดับ หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตทบต้นที่ 65.62% ในขณะที่กำไรสุทธิก็เติบโตเช่นกันที่ 27.5, 193.9 และ 335.2 ล้านบาทตามลำดับ หรือคิดเทียบเท่าอัตราการเติบโต 249.13% ทบต้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา

โดยในช่วง 9 เดือนของปี 2560 บริษัทก็ยังมีการเติบโตของรายได้ที่ดีจาก 985.0 ล้านบาทไปเป็น 1,256.40 ล้านบาท หรือเท่ากับการเติบโต 27.55% เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิของบริษัทมีการสะดุดเล็กน้อย โดยลดลงจาก 278.8 ล้านบาท ไปเป็น 253.5 ล้านบาท หรือเท่ากับลดลง 9.07% ถ้าเทียบจากช่วงเวลาเดียวกัน

ส่วนประเด็นด้านสถานะทางการเงิน บริษัทก็ถือว่าเป็นกิจการที่มีภาระหนี้น้อย โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่แค่เพียง 0.4 เท่า ซึ่งบริษัทก็จะได้รับเงินสดและส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มมาหลังจากระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้อีก

อะไรคือปัจจัยแห่งความสำเร็จของครีมหอยทากหมื่นล้าน?

ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา DDD พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็น Right Business in the Right Time คือตัวบริษัทเองเป็นบริษัทที่มีความสามารถพื้นฐานตนเองดีอยู่แล้วทั้งในแง่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาดที่แข็งแกร่ง การมีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีทีมบริหารที่แข็งแกร่ง แต่จุดที่สำคัญไม่แพ้กันคือ DDD นั้นอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกต้องด้วย เพราะตลาดเครื่องสำอางนั้นถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่และมีศักยภาพการเติบโตมาก บวกกับแรงส่งจากภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ของบริษัทอย่างมาก ทำให้ยอดขายและผลกำไรของบริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ต่อไปต้องติดตามชมกันว่า key driver ทั้ง 3 ของบริษัทจะประสบความสำเร็จแค่ไหน ทั้งการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านคิงพาวเวอร์ดิวตี้ฟรีที่จะช่วยเพิ่มทั้งจุดจำหน่ายและการรับรู้แบรนด์ต่อกลุ่มผู้บริโภคต่างประเทศ ทั้งการมุ่งเน้นการขยายตลาดไปประเทศจีนที่เป็นประเทศที่มูลค่าตลาดเครื่องสำอางสูงถึง 1 ล้านล้านบาท และสุดท้ายการเพิ่มผลิตภัณฑ์กลุ่มซองหรือ Sachet ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทดลองของกลุ่มลูกค้าใหม่ ที่หลังจากได้ทดลองวางจำหน่ายในเซเว่นอีเลฟเว่นก็ได้รับผลตอบแทนเป็นอย่างดี

มองเชิงมูลค่าเปรียบเทียบกับบริษัทเครื่องสำอางอื่นบ้าง

เทียบกำไร 12 เดือนล่าสุดกับราคาหุ้นเสนอขาย IPO ของ DDD เทียบกับหุ้นเครื่องสำอางตัวอื่นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์

  • DDD : มูลค่ากิจการ 16,748 ล้านบาท เทียบกับราคาต่อกำไร (PE) 54.04 เท่า
  • BEAUTY : มูลค่ากิจการ 58,553 ล้านบาท เทียบกับราคาต่อกำไร (PE) 58.62 เท่า
  • KAMART : มูลค่ากิจการ 6,556 ล้านบาท เทียบกับราคาต่อกำไร (PE) 24.31 เท่า
  • RS : มูลค่ากิจการ 25,506 ล้านบาท เทียบกับราคาต่อกำไร (PE) 152.80 เท่า

โดยมูลค่ากิจการและค่า PE ดังกล่าวคำนวณจากราคา IPO ของ DDD

และราคาปิดของหุ้นตัวอื่น ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2560

สังเกตได้ว่าหุ้นในกลุ่มเครื่องสำอางมักจะมี PE ที่ค่อนข้างสูงทุกตัว เพราะอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตดีและมีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งโดยธรรมชาติ โดยทั้ง 4 บริษัทก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป DDD มีจุดเด่นที่ผลิตภัณฑ์มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก แบรนด์มีการรับรู้ในวงกว้าง BEAUTY มีจุดเด่นที่ร้านค้าปลีกจัดจำหน่ายของตนเอง KAMART มีจุดเด่นที่มีผลิตภัณฑ์และลูกเล่นที่สดใส ส่วน RS มีจุดเด่นที่ช่องทางจัดจำหน่ายผ่านช่องโทรทัศน์ของตนเอง

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะบ่งบอกมูลค่าที่เหมาะสมของค่า PE ได้คือการเติบโตในอนาคต นักลงทุนคงต้องเปรียบเทียบและวิเคราะห์การเติบโตในอนาคตของกิจการเทียบกับ PE ดู โดยปกติ หุ้นที่มีการเติบโตสูงย่อมสามารถซื้อขายที่ PE สูงกว่าหุ้นที่มีการเติบโตต่ำได้ เพราะการเติบโตในอนาคตจะผลักดันให้ค่า PE ต่ำลงในที่สุดนั่นเอง

เปรียบเทียบผลตอบแทนหุ้น BEAUTY KAMART และ RS ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา

สุดท้ายนี้สิ่งที่บทความนี้เล่าและเอ่ยอ้างถึงเป็นการพูดถึงข้อมูลเชิงธุรกิจ และไม่มีเจตนาแนะนำซื้อ ถือ หรือขาย เพียงแต่เป็นการนำข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนและข้อมูลที่ผู้บริหารได้แจ้งต่อนักลงทุนที่งาน roadshow ที่ตลาดหลักทรัพย์มาสรุปเพื่อให้นักลงทุนที่สนใจศึกษาได้ง่ายและต่อยอดการลงทุนของตนเองได้ต่อ

หากสนใจศึกษาข้อมูลบริษัทเพิ่มเติม สามารถอ่านข้อมูลได้ที่ : http://www.dodaydream.com/th/investor-relations/ir-home

สุดท้ายนี้ ขอฝากคำคมเตือนใจปิดท้ายบทความไว้เพื่อความสวยงาม… 

“สำหรับผู้หญิง อยากสวยอย่าหยุดสวย
แต่สำหรับนักลงทุน อยากรวยอย่าหยุดศึกษากิจการ”

ไปแล้ว ขออนุญาตไปทาครีมหอยทากก่อน

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

10 เหตุการณ์ที่สุดของความไม่แน่นอน ปี 60

หลายคนอาจจะเชื่อและไม่เชื่อ เพราะดูชีวิตตัวเองแล้วก็ยังเห็นว่าปกติสุขดี ยังใช้ชีวิตอยู่ได้สบาย ไม่เจ็บป่วย ไม่ตกงาน แต่ก็ไม่ได้มีเรื่องเซอร์ไพรส์ให้ดีใจ หรือเปลี่ยนแปลงชีวิตอะไรได้  ทว่าความคิดของคนเหล่านี้อาจเปลี่ยนไป หากได้ย้อนกลับไปดู “10 เหตุการณ์ที่สุดของความไม่แน่นอน ปี 60” 

หากพิจารณาดูดีๆ แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนส่งผลกระทบทางการเงินแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะกับตัวเราเอง คนรอบข้าง หรือคนใกล้ชิดก็ตาม  สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยงต่างๆ ที่เป็นตัวอย่างให้เราเข้าใจถึงความไม่ประมาทที่อาจเกิดขึ้นในชีวิต

จะมีเหตุการณ์อะไรกันบ้าง ตามมาดูพร้อมๆกัน แล้วคุณจะเชื่อว่า “อะไรๆก็มีสิทธิ์เกิดขึ้นกับชีวิตของเราได้จริงๆ”

อันดับ 10 ตลาดหุ้นไทยทำสถิติดัชนีทะลุ 1,700 จุด ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ตลาดหุ้นไทยสามารถทำดัชนีทะลุ 1,700 จุดได้เป็นครั้งแรก ในรอบกว่า 20 ปี หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันว่า จะประกาศเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน 2561 ได้เพียงแค่วันเดียว

วันต่อมาตลาดก็ขานรับข่าวนี้ในทิศทางบวกได้อย่างน่าเซอร์ไพรส์ใครหลายๆ คน ทำให้หลังสิ้นสุดวันที่ 10 ตุลาคม ดัชนีพุ่งทะยานขึ้นไปที่ 14.73 จุด และปิดตัวที่ 1,706.95 จุด ซึ่งถือเป็นการทะลุ 1,700 จุดได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือน มกราคม 2537 หรือเมื่อกว่า 23 ปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเข้าใจตลาด เราก็จะเห็นได้ว่า การที่ตลาดหุ้นกลับมาทะลุ 1,700 จุดได้นั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ หรือน่าตื่นเต้นอะไรมากนัก เพราะอย่างไรเสีย หากธุรกิจทั้งหลายในตลาดหลักทรัพย์ ยังสามารถทำกำไร และดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ธุรกิจก็ย่อมจะเติบโต มูลค่าย่อมเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ดัชนีของตลาดสูงขึ้นมาแตะ 1,700 จุด (หรือแม้จะ 1,800 1,900 จุดก็ตาม) ในอนาคตได้ตามธรรมชาติ เพียงแต่จะเร็วหรือช้าเท่านั้น

อย่าลืมว่า คนที่ทำกำไรในรอบนี้ได้ ก็ไม่ได้แปลว่า จะสามารถทำกำไรระยะยาวได้เสมอไป หากเรามัวแต่มานั่งกะเก็งเวลาในการลงทุน (อย่างไร้ความรู้และหลักการ) เพราะวันดีคืนดี ดัชนีตลาดหุ้นก็อาจจะกลับไปดิ่งเหวในยามวิกฤติได้เช่นกัน

ฉะนั้น อย่ามองโลกในแง่ดี หรือแง่ร้ายกับการลงทุนมาจนเกินไป แต่ควรถามตัวเองว่า “วางแผน” ในการลงทุนมาดีแล้วหรือยัง ว่าถ้าเกิดเหตุความไม่แน่นอนขึ้นมา (ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน) เราจะมีวิธีการรับมือกับมันยังไง เพื่อให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุนในระยะยาวมากกว่าจะตื่นเต้นกับการที่ตลาดทำดัชนีได้สูงขึ้นในช่วงสั้นๆ

อันดับ 9 การออกมาประท้วง และลงประชามติ เพื่อประกาศเอกราชของแคว้นกาตาลัน

ช่วงปลายเดือนกันยายน 2560 ชาวกาตันลันกว่า 7 แสนคน ได้เดินขบวนประท้วง เพื่อทำการลงประชามติในวันที่ 1 ตุลาคม ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวาย จากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจของสเปนพยายามยับยั้งผู้ร่วมชุมนุม จนเหตุการณ์เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ในที่สุดเมื่อวันที่  27 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่น สมาชิกรัฐสภาแคว้นกาตาลุนญา ก็มีมติประกาศเอกราชออกจากสเปนด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ที่ 70 ต่อ 10 เสียง งดออกเสียง 2 คน จากสมาชิกรัฐสภาแคว้นฯ 135 คน เป็นที่ชัดเจนว่า ชาวกาตาลัน “ไม่เอา” สเปน และต้องการแยกตัวออกมาอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสเปนก็ยังไม่รับรองการประกาศเอกราชของกาตาลุนญ่า แต่อย่างไร หนำซ้ำยังเตรียมใช้มาตรา 155 แห่งรัฐธรรมนูญยึดอำนาจจากกาตาลุนญ่าอีกต่างหาก เพราะแคว้นกาตาลุนญ่านั้นถือครองเศรษฐกิจกว่า 19% ของมูลค่าเศรษฐกิจโดยรวมของสเปน และยังมีตัวเลขการส่งออกถึง 1 ใน 4 ของทั้งประเทศ

ดังนั้น หากกาตาลุนญ่าแยกตัวออกไปได้ ย่อมส่งผลประทบต่อเศรษฐกิจของสเปนเต็มๆ อย่างแน่นอน บทเรียนของการลุกขึ้นมาประท้วงของชาวกาตาลุนญ่าในครั้งนี้ จึงสอนเราว่า แม้แต่ประเทศที่ดูสงบสุข และเจริญแล้วอย่างประเทศสเปน วันดีคืนดีก็อาจจะเกิดปัญหาความแตกแยกขึ้นมาอย่างรุนแรงจากคลื่นใต้น้ำที่สะสมมานานจนพร้อมจะระเบิดตัวขึ้นมา

คำถามคือ เรื่องนี้ จะเป็นตัวอย่างให้กับหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยเราได้หรือไม่ และทางออกใด จะเป็นทางออกแห่งสันติวิธีที่เหมาะสมที่สุดของทั้งสองฝ่าย

อันดับ 8 การจากไปของโจ บอยสเก๊าต์ จากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน

เด็กยุค 90s ทุกคน คงไม่มีใครไม่รู้จักวง “บอยสเก๊าต์” แห่งค่าย RS ที่ประกอบไปด้วย 3 หนุ่มนักร้องนำอย่าง “โจ” “ต๊ะ” และ “ดิพ”

วันเวลาผ่านไป ทั้ง 3 คนก็ยังคงร้องเพลงอยู่ และในคืนวันที่ 11 พฤศจิกายน ขณะที่โจกำลังร้องเพลงอยู่ที่ร้านคัลเลอร์บาร์ ย่านทาวน์อินทาวน์ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่ออยู่ๆ โจก็ล้มลงไปกลางเวที ท่ามกลางความตื่นอกตกใจของแฟนเพลง ลูกค้าภายในร้าน รวมถึงทั้ง ต๊ะ และดิพ เพื่อนร่วมวงที่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็ไม่มีใครสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ จนทำให้โจเสียชีวิตในเวลาต่อมา จากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากจะทำให้ใครหลายคน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้เข้าใจคำว่า “ความไม่แน่นอน” ในชีวิตมากขึ้นแล้ว ก็ยังกลายเป็นประเด็นทางสังคมที่พูดถึงกันในเรื่องของความรู้ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อช่วยเหลือผู้ที่หมดสติ โดยเฉพาะวิธีการผายปอด และนวดกระตุ้นหัวใจอย่างถูกต้องอีกด้วย

แม้จะไม่มีใครสามารถช่วยโจได้ในครั้งนี้ได้ แต่อย่างน้อย มันก็เป็นบทเรียนให้เรารู้จักเตรียมรับมือกับวิกฤติในชีวิตอย่างถูกต้อง อย่างน้อยก็เพื่อช่วยเหลือคนอื่นได้ในอนาคตก็เป็นได้

อันดับ 7 การย้ายตัวฟ้าผ่า ที่เป็นสถิติโลก ของ เนย์มาร์

ใครจะคิดว่า อยู่ดีๆ เนย์มาร์ก็ตัดสินใจอำลาถิ่นคัมป์นูอย่างฟ้าผ่า โดยเจ้าตัวตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม ปารีส แซง แชร์กแมง ด้วยค่าตัวช็อคโลกกว่า 200 ล้านยูโร (เกือบ 8,000 ล้านบาท) ทำลายสถิติโลกเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา และช็อคแฟนบอลเจ้าบุญทุ่มไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ออกมาเปิดเผยในภายหลังว่า สาเหตุที่ย้ายเพราะรับไม่ได้กับแนวทางการบริหารทีมของเหล่าบอร์ดบริหารของบาร์เซโลน่า นำโดย โจเซฟ มาเรีย บาร์โตมิว ทั้งการซื้อตัวที่ผิดพลาด และการที่ไม่เคยปกป้องเจ้าตัว หลังจากมีข่าวพัวพันกับการเลี่ยงภาษีของประเทศสเปน

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ให้แฟนบอลทั่วโลกต้องตระหนักว่า ในวงการฟุตบอลไม่มีอะไรแน่นอน อย่ายึดติดกับนักเตะคนไหนเป็นพิเศษ ไม่เช่นนั้นวันหนึ่งอาจจะต้องหัวใจสลาย เมื่อเห็นเขาเดินจากไป แต่ตอนนี้ แฟนๆบาร์เซโลน่า อาจจะไม่แคร์เรื่องนี้มากสักเท่าไหร่ เพราะแม้จะขาดเนย์มาร์ไป แต่เจ้าบุญทุ่มกลับบินสูงอยู่หัวตารางของลาลีก้าอย่างสง่างาม 

อันดับที่ 6 อดีตพลตำรวจเอกที่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 กว่า 180 ล้านบาท

มาถึงเรื่องไม่คาดฝันที่น่าตื่นเต้นกันบ้าง เมื่อการถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ก็ว่าเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับใครหลายต่อหลายคนแล้ว แต่สำหรับ พ.ต.อ.ศรศักดิ์ แล้ว การถูกรางวัลที่ 1 อาจจะกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย เมื่อเขาสามารถพิชิตล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ได้ถึง 30 คู่ ในงวดวันที่ 16 ก.ค. 2560 ถูกเงินรางวัลรวมทั้งสิ้น 180 ล้านบาท! ยิ่งไปกว่านั้น เขาถูกรางวัลทั้งหมดนี้ ในวัย 75 ปี!

เราก็ไม่ทราบว่า ด้วยวัยนี้ พ.ต.อ.ศรศักดิ์ จะนำเงิน 180 ล้านบาทไปทำอะไรบ้าง แต่เราก็เชื่อว่า ด้วยจำนวนเงินเท่านี้เขาคงหมดความกังวลทั้งการเงินไปตลอดช่วงเวลาที่เหลือได้อย่างแน่นอน (หากไม่เกิดเหตุพลิกผันไปเสียก่อน) รวมไปถึงลูกหลานด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ จากการที่รับราชการมาตลอด 40 ปี พ.ต.อ.ศรศักดิ์ ยังตั้งใจที่จะนำเงินส่วนหนึ่งบริจาคให้กับสมาคมตำรวจ เพื่อนำไปใช้ในงานตำรวจต่อไปอีกด้วย

อันดับที่ 5 การกวาดรายได้ไปกว่า 1,000 ล้านบาทของหนังฉลาดเกมโกง

สำหรับหนังไทยแล้ว การจะกวาดรายได้ 100 ล้านบาท ก็ว่าเป็นเรื่องยากมากแล้ว เรื่องไหนสามารถทำได้ นั่นถือเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในประวัติศาสตร์หนังไทยเลยทีเดียว แต่สำหรับหนังเรื่องไหนที่ทำได้ถึงระดับ “1,000 ล้านบาท” มันจะกลายเป็นหนังระดับ “ตำนาน” ในทันที ซึ่งที่ผ่านมา มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ทำได้ คือ “พี่มาก…พระโขนง” จากค่าย GTH

แต่สำหรับ “ฉลาดเกมโกง” หนังวัยรุ่นที่ว่าด้วยเรื่องของการ “โกงข้อสอบ” เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน ว่าจะทำรายได้มากมายถึงขนาดนี้ แม้แต่ตัวของ “บาส” นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เองก็ตาม

ด้วยความที่เป็นหนังที่ค่อนข้างมีสไตล์ สด ใหม่ หาดูได้ยากในบ้านเรา ซึ่งเป็นการนำเรื่องราวของวัยรุ่นทั่วไปมาทำให้กลายเป็นหนังโทน “Thriller” (ตื่นเต้น ระทึกขวัญ) จากประเด็น “แอบโกงข้อสอบ” พร้อมสอดแทรกแง่คิดของความผิดถูกชั่วดี ภายในสังคม และค่านิยมด้านการศึกษาของบ้านเรา ทำให้สุดท้าย ฉลาดเกมโกง กลายเป็นหนังที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมทั้งในและต่างประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน ที่สามารถเปิดตัวได้ถึงอันดับ 2 ในบ๊อกซ์ออฟฟิศของจีน จนกลายเป็นหนังไทยที่ทำรายได้มากที่สุดของที่นั่น และยังสามารถทำรายได้รวมทุกประเทศที่ได้ฉายไปกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งมีไม่บ่อยครั้งนักที่หนังไทยจะสามารถทำรายได้ได้สูงขนาดนี้ และที่สำคัญที่สุดคือ ได้รับการยอมรับในต่างแดนหลายๆประเทศ นั่นพิสูจน์แล้วว่า ถ้าผู้ผลิตและผู้กำกับไทย มุ่งมั่นตั้งใจทำหนังที่มีคุณภาพจริงๆ หนังย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จ และขายได้ด้วยตัวของมันเอง โดยไม่จำเป็นต้องอ้อนวอนให้คนไทยมาช่วยอุดหนุนกันแต่อย่างใด

อันดับ 4 การจากไปของเชสเตอร์ เบนนิงตัน จากอาการโรคซึมเศร้า

แฟนเพลงทั่วโลกคงไม่มีใครไม่รู้จักวงร็อคที่ชื่อ Linkin Park ที่มีผลงานเพลงท็อปฮิตอย่าง In the End, Numb, Somewhere I Belong, Shadow of the Day และอื่นๆอีกมากมาย รวมไปถึงตัวของนักร้องนำเองอย่าง เชสเตอร์ เบนนิงตัน ผู้มีพลังเสียงแหบแหลมสูง เป็นเอกลักษณ์

แฟนเพลงทั่วโลกก็คงไม่มีใครคาดคิด ว่าเมื่อเช้าวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ตัวเองจะได้รับข่าวช็อคหู เมื่อทราบว่า เชสเตอร์ เบนนิงตัน ถูกพบว่าเสียชีวิตจากการปลิดชีพตัวเองด้วยการแขวนคอ โดยเจ้าหน้าทีว่า สาเหตุที่เชสเตอร์ตัดสินใจจบชีวิตก่อนวัยอันควรอย่างน่าเศร้าเช่นนี้ เป็นเพราะเชสเตอร์นั้นเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งได้รับการยืนยันมาจาก ไมค์ ชิโนดะ เพื่อนรวมวงที่สนิทที่สุดคนหนึ่งของเชสเตอร์

สาเหตุสำคัญที่คาดกันว่าเป็นต้นเหตุของโรคซึมเศร้าของเชสเตอร์นั้น หลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่า อาจมาจากปมในวัยเด็กของเขา ที่เคยมีทั้งปัญหาครอบครัว, ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และปัญหายาเสพติดในอดีต รวมถึงการจากไปของคริส คอร์เนลล์ เพื่อนสนิทที่เชสเตอร์เคารพรัก ซึ่งเสียชีวิตด้วยลักษณะเดียวกันเมื่อสองเดือนก่อนที่ตัวเขาจะตัดสินใจจากโลกนี้ตามไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้สังคมเริ่มตระหนักถึงความเข้าใจว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้านั้นคือ “ผู้ป่วย” ที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ที่นำไปสู่กระบวนการความคิด และการตัดสินใจต่างๆที่ดูเหมือนจะเกิดจากความอ่อนแอของจิตใจ แต่นั่นก็เป็นเพราะความผิดปกติทางร่างกาย ที่เชื่อมกับจิตใจของคนเราอย่างแยกไม่ออก ซึ่งก็มีส่วนทำให้สังคมหันมาเข้าใจคนที่เป็นโรคนี้มากขึ้น

แม้เชสเตอร์จะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ผลงานเพลงของเขายังคงอยู่ในใจแฟนเพลงทุกคนทั่วโลกไปตลอดกาล…

อันดับ 3 เหตุไฟไหม้อาคารเกรนเฟลล์ ทาวเวอร์ ลอนดอน

กลางดึกคืนวันที่ 14 มิถุนายน 2560 ชาวกรุงลอนดอนต้องพบกับความระทึกขวัญ เมื่อพบเหตุเกิดเพลิงไหม้อาคารเกรนเฟลล์ ทาวเวอร์ บริเวณตะวันตกของกรุงลอนดอนร่วมกว่า 10 ชั่วโมง และมันก็กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งย่อยๆ หลังเพลิงสงบแล้ว มีผู้เสียชีวิตและสูญหายทั้งในขณะเกิดเหตุ และในเวลาต่อมากว่า 80 คน บาดเจ็บอีกร่วมร้อยคน

สาเหตุที่มันกลายเป็นโศกนาฏกรรมเนื่องจากอาคาร เกรนเฟลล์ ทาวเวอร์เป็นอาคารที่อยู่อาศัยสูง 24 ชั้น มีผู้พักอาศัยร่วม 600 คน ต้นเหตุของเพลิงไหม้คาดว่ามาจากไฟฟ้าลัดวงจร และมีการใช้วัสดุหุ้มอาคารภายนอกที่ราคาถูก ติดไฟง่าย ทำให้เพลิงไหม้ลุกลามไปทั่วตึกอย่างรวดเร็ว เกินกว่าที่ผู้พักอาศัยส่วนใหญ่จะเตรียมตัวหนีได้ทัน เมื่อเพลิงลุกลามจนท่วมอาคารทั้งหลัง ทำให้พนักงานดับเพลิงร่วม 200 นาย ต้องใช้เวลาดับเพลิงกว่า 10 ชั่วโมง จึงจะควบคุมเพลิงไว้ได้

หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ ทำให้เหล่าเจ้าหน้าที่สอบสวนร่วมกับวิศวกรโยธาร่วมกันสืบหาสาเหตุของต้นตอเพลิงไหม้ และตรวจสอบโครงสร้างอาคารอีกหลายแห่งทั่วทั้งลอนดอนว่าได้มาตรฐาน และมีแนวทางการปฏิบัติ และควบคุมความเสียหายที่เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้หรือไม่ เพื่อไม่ให้ต้องเกิดเหตุสะเทือนขวัญเช่นนี้ซ้ำสองอีกครั้ง

หันกลับมามองบ้านเราแล้ว ก็ชวนให้เกิดคำถามกับหลายๆอาคารว่า ด้วยสภาพที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ แต่ละอาคารมีความมั่นคงปลอดภัยแค่ไหน มีมาตรการควบคุมรักษาความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ที่เป็นไปตามระเบียบข้อกำหนดหรือไม่ เพราะสภาพของอาคารหลายแห่งที่เป็นอาคารเก่าก็ชวนให้น่ากังวลเหลือเกิน

ประวัติศาสตร์และบทเรียนแห่งความเสียหายมีให้เราเรียนรู้มากพอแล้ว อยู่ที่ว่ามันจะกลายเป็นบทเรียนให้เราเรียนรู้เพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก หรือทำให้ตัวเองกลายเป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ให้กับคนอื่น ก็อยู่ที่ตัวของเราเอง

อันดับ 2 เหตุระเบิดในเมืองแมนเชสเตอร์

เมื่อเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ของวันที่ 22 พ.ค. 2560 ที่แมนเชสเตอร์ อารีนา สถานที่จัดคอนเสิร์ตของ อาริอาน่า กรานเด้ ในเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ หลังจากที่บทเพลงของอาริอาน่าจบลง ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อเกิดระเบิดกลางสถานที่จัดคอนเสิร์ตทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 23 ราย บาดเจ็บอีกประมาณ 60 ราย

หลังการสืบสวน ตำรวจพบร่างของผู้ต้องสงสัย คือนาย ซัลมาน อะเบดิ อายุ 22 ปี เป็นชาวอังกฤษเชื้อสายลิเบียที่เกิดในแมนเชสเตอร์ ที่ระเบิดร่างตัวเองเสียชีวิตไปพร้อมกับเหยื่อด้วยระเบิดแสวงเครื่อง โดยสันนิษฐานว่าเป็นการก่อการร้ายตามความเชื่อของผู้ที่เป็นมุสลิมหัวรุนแรง โดยหลังเหตุการณ์ ทางกลุ่มก่อการร้าย รัฐอิสลามอิรัก และซีเรีย หรือ ISIS ก็ได้มากล่าวอ้างความรับผิดชอบต่อผลงานการก่อการร้ายดังกล่าว พร้อมขู่ว่าเหตุโจมตีครั้งถัดไปว่าจะรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนขวัญให้กับชาวแมนเชสเตอร์ และสหราชอาณาจักรอย่างมาก เพราะนับเป็นเหตุก่อการร้ายจากระเบิดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดนับตั้งแต่เหตุก่อการร้ายในกรุงลอนดอนเมื่อปี 2005 ที่ครั้งนี้ มีผู้เสียชีวิตรวมทั้ง เด็ก วัยรุ่น ทั้งหญิงและชาย อายุไม่ถึง 20 ปี ที่ต้องจบชีวิตลงก่อนวัยอันควรหลายราย

แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นในประเทศแทบยุโรปที่ห่างไกลกับการใช้ชีวิตของเรา แต่อย่างน้อย เหตุการณ์ในครั้งนี้ก็เตือนให้เรามีสติมากขึ้นต่อภัยอันตรายรอบตัวที่ไม่เคยให้สัญญาณเตือนล่วงหน้าให้แก่เราเลย

อันดับ 1 เหตุการณ์กราดยิงที่ลาส เวกัส

อันดับที่ 1 ของเหตุการณ์ที่เป็นตัวแทนแห่งความไม่แน่นอน คงไม่มีเหตุการณ์ไหนเกินไปกว่าเหตุการณ์กราดยิงในลาส เวกัส เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 1 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

เหตุการณ์เกิดขึ้นภายในเทศกาลดนตรีคันทรีรูต ไนน์ตีวัน ฮาร์วิสต์ ริมถนนลาสเวกัสสตริป ที่เมืองลาส เวกัส รัฐเนวาดา ที่จัดขึ้นเยื้องกับโรงแรม แมนดาเลย์ เบย์ ในขณะที่ฝูงชนกำลังชมดนตรีอยู่กลางแจ้ง จู่ๆ ก็ได้เกิดเหตุยิงกราดลงมาจากฟากฟ้าแบบไม่ยั้ง ส่งผลให้ผู้คนตื่นตระหนกวิ่งหนีกันอย่างไม่คิดชีวิต

บางส่วนถูกยิงล้มลง บางส่วนบาดเจ็บ บางส่วนเสียชีวิต และบางชีวิตก็โอบอุ้มเพื่อบังกระสุนให้คนรัก ก่อนทั้งหมดจะกลายเป็นเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เมื่อมีรายงานผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 58 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 500 ราย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ชาวอเมริกาไม่อาจลืม

หลังการสืบสวนพบว่า ผู้ก่อการร้ายคือนาย สตีเฟ่น แพดด็อก พักอยู่ที่ชั้น 32 ของโรงแรมแมนดาเลย์ เบย์ ในมุมที่มองลงมาเห็นลานจัดคอนเสิร์ตพอดิบพอดี ในห้องพักของเขาเต็มไปด้วยอาวุธปืนอีกนับสิบกระบอก อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีวันที่จะสามารถล่วงรู้ได้ว่า จุดประสงค์ของสตีเฟ่นในการก่อการร้ายคืออะไรกันแน่ เพราะทันทีที่พบเขาในห้องก็พบว่าเขายิงตัวตายหนีความผิดไปก่อนเสียแล้ว

แม้จะไม่รู้จุดประสงค์ของเขาอย่างชัดเจน แต่บางที สตีเฟ่น แพดด็อก อาจจะไม่ได้มีเป้าหมายอะไรมากไปกว่าแค่ต้องการเห็นโลก “ลุกเป็นไฟ” ก็เป็นได้ ซึ่งสำหรับเราแล้ว ก็ไม่มีทางคาดเดาได้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นวันไหน และเราหรือคนที่เรารักจะเข้าไปอยู่ในกองไฟที่กำลังมอดไหม้นั้น วันใดวันหนึ่งหรือไม่

สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด คือตั้งอยู่บนความไม่ประมาท วางแผนรองรับให้ดี และทำทุกวันให้เป็นวันที่ดีที่สุดของเราเพียงเท่านั้นเอง


ทั้งหมดนี้ คือ 10 เหตุการณ์ที่สุดของความไม่แน่นอนตลอดปี 2560 ที่ผ่านมา ที่บางเหตุการณ์ก็เป็นเรื่องดีที่น่าแปลกประหลาดใจ บางเหตุการณ์ ก็เป็นเรื่องน่าเศร้า และบางเหตุการณ์ก็อาจเป็นเหตุการณ์ช็อคโลก แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวแบบไหน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นบทเรียนให้เราได้ ไม่ว่าจะในวันที่ดีหรือเลวร้าย

เพราะในวันที่ดี เรื่องราวเลวร้ายก็จะช่วยให้เรา “ไม่เหลิง” มีสติ ไม่ประมาท และรอบคอบอยู่เสมอ หรือหากเป็นวันที่แย่ๆ หรือราวน่าเหลือเชื่อในเรื่องดีๆก็อาจจะเป็นกำลังใจเราลุกขึ้นสู้ต่อไป เพราะนั่นคือชีวิตของเรา ที่ต้องเจอทั้งสุขและทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา

คำถามคือ เราเตรียมพร้อม สำหรับวันเหล่านั้นไว้เป็นอย่างดีแล้วหรือยัง?

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save