เทียบหมัดต่อหมัด! ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ดีกว่าแบบแยกค่ารักษาจริงหรือไม่?

ด้วยความที่คนในสังคมยุคปัจจุบันได้เริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงต่ออาการเจ็บป่วย และการมีโอกาสเป็นโรคร้ายแรง (เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดในสมอง) ได้อย่างไม่คาดฝัน จากการใช้ชีวิตในทุกวันนี้ ทำให้คนทั่วไปเริ่มหันมาให้ความสำคัญและดูแลสุขภาพของตัวเอง ทั้งการออกกำลังกาย รวมถึงการวางแผน “ป้องกัน” ความเสี่ยงของค่ารักษาพยาบาลที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ด้วยการทำ “ประกัน” กันมากขึ้น ทำให้หลายคนเริ่มหันมาสนใจและศึกษาการทำ “ประกันสุขภาพ” เพื่อช่วยคุ้มครองเงินในกระเป๋าตัวเองจากค่ารักษา ที่นับวันจะแพงขึ้นเรื่อยๆ

และเมื่อพูดถึงการทำประกันสุขภาพขึ้นมาแล้ว ในกระแสตอนนี้ก็เริ่มมีการสนับสนุนให้คนทำประกันสุขภาพแบบ “เหมาจ่าย” ค่ารักษาพยาบาล เป็นหลัก เพราะมีความคุ้มครองสูง คุ้มค่ากับเบี้ยที่จ่ายไป ทำให้อุ่นใจกับการป้องกันความเสี่ยงมากกว่าประกันสุขภาพแบบเก่า ที่เป็นประกันสุขภาพแบบ “แยกค่ารักษา” ดังนั้นวันนี้ ผมจึงขออาสาพาทุกคนไปไขข้อสงสัยไปพร้อมกันว่า ที่เขาว่าประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายดีมากๆนั้น มันจะดีจริงตามที่เขาว่าหรือไม่?

ก่อนอื่นผมขอทำความเข้าใจให้ทุกคนทราบก่อนนะครับว่า ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายคืออะไร? และต่างจากประกันสุขภาพแบบแยกค่ารักษาอย่างไร?

เรื่องของเรื่องก็คือ ประกันสุขภาพในส่วนที่เป็นความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลทั่วไปนั้น ในช่วงก่อนหน้านี้ จะเป็นแบบ “แยกค่ารักษา” นั่นก็คือ บริษัทประกันสุขภาพจะกำหนดความคุ้มครองออกมาเป็นค่ารักษารายการต่างๆ และกำหนดวงเงินความคุ้มครองให้แต่ละรายการนั้น เช่น ค่าห้อง 2,000 บาทต่อคืน ค่าผ่าตัด 50,000 บาทต่อครั้ง เป็นต้น ซึ่งเราก็จะสามารถเบิกเคลมค่ารักษาที่เกิดขึ้นได้เฉพาะรายการที่กำหนด และเบิกได้ไม่เกินวงเงินที่กำหนดนั้น ถ้าเกิน เราจะต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินนั้นเอง

แต่ในปัจจุบัน ด้วยความที่ค่ารักษาพยาบาลต่างๆเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้วงเงินค่ารักษาแบบแยกค่ารักษาที่ถูกกำหนดไว้ เริ่มไม่ครอบคลุมกับค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน บริษัทประกันจึงต้องออกประกันสุขภาพแบบใหม่ที่ครอบคลุมค่ารักษาได้มากขึ้น นั่นก็คือแบบ “เหมาจ่ายค่ารักษา” โดยจะมีส่วนที่เหมือนกับแบบแยกค่ารักษาเหมือนเดิมคือ บางรายการก็ยังคงเป็นแบบแยกค่ารักษาเอาไว้ โดยเฉพาะส่วนที่เป็น “ค่าห้อง” รวมถึงรายการต่างๆ แต่ความแตกต่างอย่างชัดเจนก็คือ จะมีการกำหนดวงเงิน “เหมาจ่าย” เอาไว้ในรอบปีกรมธรรม์ ซึ่งจะเป็นวงเงินสูงสุดที่จะเบิกค่ารักษาได้ รวมกันต่อปี ไม่เกินนี้ และกำหนดให้บางรายการ ที่เคยเป็นรายการที่ถูกกำหนดวงเงินค่ารักษา มาเป็นวงเงินที่เบิกค่ารักษาได้ตามจริงอยู่ภายในวงเงินเหมาจ่ายที่ให้ไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ วงเงินเหมาจ่ายที่บริษัทกำหนด ก็มักจะเป็นวงเงินที่สูงจนถึงหลักล้าน (บางบริษัทอาจจะสูงถึงหลักสิบล้าน) เพื่อพยายามให้ครอบคลุมค่ารักษาในปัจจุบันมากขึ้น นอกจากนั้น ก็ยังมีการเพิ่มรายการค่ารักษาบางรายการ ที่ของแบบแยกค่ารักษาไม่เคยมีอีกด้วย

ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออก ผมจะขอยกตัวอย่างความแตกต่างระหว่าง
 “แบบแยกค่ารักษา” กับ “แบบเหมาจ่ายค่ารักษา” ให้เห็นชัดๆ ตามตารางนี้

เมื่อเปรียบเทียบแบบแยกค่ารักษา กับแบบเหมาจ่ายค่ารักษา ที่แผนค่าห้อง 5,000 บาทเหมือนกัน จะพบว่า กรณีเป็นผู้ป่วยในนั้น สำหรับแบบแยกค่ารักษา รายการค่าแพทย์ผ่าตัดและหัตถการ, ค่าแพทย์วิสัญญี และค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ จะถูกแยกรายการและวงเงินออกมาต่างหาก

แต่แบบเหมาจ่าย ทั้ง 3 รายการจะใช้วงเงินเดียวกันคือหักออกจากวงเงินเหมาจ่ายที่ไม่เกินผลประโยชน์สูงสุดต่อครั้ง รวมแล้วไม่เกินผลประโยชน์สูงสุดต่อปีเลย ซึ่งในกรณีนี้ วงเงินสูงสุดต่อครั้งคือ 1.5 ล้านบาท และวงเงินสูงสุดต่อปีคือ 3 ล้านบาทเลยทีเดียว

ส่วนกรณีผู้ป่วยนอก แบบแยกค่ารักษาจะมีวงเงินเฉพาะรายการ ค่าตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยาฯ และค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน เท่านั้น ในขณะที่แบบเหมาจ่าย รายการค่าตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยาฯ จะอยู่ในวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาเลย และยังมีรายการความคุ้มครองอื่นๆเพิ่มเข้ามาอีก คือค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องฯ และค่าล้างไต เคมีบำบัด และค่ารังสีบำบัดอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อมีความคุ้มครองที่สูงกว่า และมีรายการความคุ้มครองมากกว่า ก็เป็นเรื่องปกติที่ค่าเบี้ยประกันของแบบเหมาจ่ายค่ารักษาจะสูงกว่าแบบแยกค่ารักษา ซึ่งจากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าสูงกว่าประมาณ 3 เท่า เลยทีเดียว

(อย่างไรก็ตาม ค่ารักษารายการไหนจะอยู่ในวงเงินเหมาจ่ายหรือไม่ หรือมีค่ารักษารายการอะไรเพิ่มเติมเข้ามาบ้าง และค่าเบี้ยจะเป็นเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับแบบประกันเหมาจ่ายของแต่ละบริษัทประกันสุขภาพด้วยเช่นกัน)

สรุปจุดเด่น-จุดด้อย ของประกันสุขภาพที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล แต่ละแบบ

แบบแยกค่ารักษา

จุดเด่น

  • แม้จะมีการกำหนดวงเงินค่ารักษาแต่ละครั้งสำหรับโรคใดโรคหนึ่ง แต่ไม่มีการกำหนดวงเงินสูงสุดต่อปี ทำให้หากปีนั้นป่วยหลายโรค (หรือโรคเดียวกัน แต่เป็นหลายครั้ง แต่ละครั้งห่างกันเกิน 90 วัน) ก็จะทำให้เบิกวงเงินที่เริ่มนับใหม่ได้เรื่อยๆ 
  • ค่าเบี้ยประกันถูกกว่าแบบเหมาจ่ายเยอะมาก ทำให้เหมาะกับคนที่มีงบทำประกันน้อย หรือคนที่กำลังมองหาประกันสุขภาพให้คุณพ่อคุณแม่ ที่ค่าเบี้ยไม่สูงมากนัก (เพราะค่าเบี้ยแบบเหมาจ่ายของคนที่อายุมากๆจะยิ่งสูงมาก)

จุดด้อย

  • วงเงินค่ารักษาแต่ละรายการไม่สูงมากนัก ทำให้ไม่ครอบคลุมค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน
  • รายการคุ้มครองที่เบิกได้ น้อยกว่าแบบเหมาจ่าย

แบบเหมาจ่ายค่ารักษา

จุดเด่น

  • มีวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาต่อปีให้ ซึ่งเป็นวงเงินที่ค่อนข้างสูงถึงหลักล้าน ทำให้มีโอกาสครอบคลุมค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริงมากกว่า
  • มีรายการคุ้มครองหลายรายการ มากกว่าแบบแยกค่ารักษา

จุดด้อย

  • ค่าเบี้ยประกันต่อปีค่อนข้างสูง และถ้ายิ่งเป็นแผนที่วงเงินเหมาจ่ายสูงมากๆ ค่าเบี้ยก็จะยิ่งสูงขึ้นตาม

หากใครที่ศึกษารูปแบบของประกันสุขภาพที่คุ้มครองค่ารักษาตามที่อธิบายมา แล้วสนใจแบบเหมาจ่ายค่ารักษามากกว่า ซึ่งถ้าใครยังมีคำถามและยังสงสัยอยู่ว่า จะทำประกันสุขภาพแบบไหนหรือทำประกันชีวิตบริษัทไหนดี? ผมขอยกตัวอย่างประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาที่น่าสนใจขึ้นมาสักแบบ มา Review ให้ทุกคนได้พิจารณากัน

นั่นก็คือ “ประกันได้หมด” ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาจาก Manulife โดยแบบประกันนี้ที่มีจุดเด่นอยู่ตรงที่ :

  • รายการค่ารักษา ไม่ว่าจะกรณีผู้ป่วยในหรือผู้ป่วยนอก (ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกสำหรับค่าล้างไต เคมีบำบัด รังสีบำบัด, ค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินเนื่องจากอุบัติเหตุ และค่ารักษาพยาบาลหลังออกจากรพ.) เกือบทั้งหมดอยู่ในวงเงินเหมาจ่าย ยกเว้นแค่ ค่าห้อง เท่านั้น 
  • สามารถเบิกค่าห้องได้ไม่จำกัดจำนวนวัน (ทั่วไปมีการกำหนดจำนวนวันที่เบิกได้ ตั้งแต่ 125-180 วัน)
  • สามารถเลือกจับคู่ค่าห้อง กับวงเงินเหมาจ่ายต่อปีได้ ทำให้เลือกจับคู่ค่าห้องกับวงเงินเหมาจ่ายที่เหมาะกับตัวเอง และค่าเบี้ยที่เหมาะสมกับตัวเองได้ ในขณะที่แบบเหมาจ่ายทั่วไป ค่าห้องจะถูกกำหนดตามวงเงินเหมาจ่ายแต่ละแผนเลย ไม่สามารถเลือกได้
  • ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่อง หลังออกจากรพ.นานถึง 60 วัน
  • วงเงินเหมาจ่ายมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ต่ำสุด 250,000 บาทต่อปี จนถึงสูงสุด 6 ล้านบาทต่อปี ทำให้สามารถตอบโจทย์ได้สำหรับคนทุกกลุ่ม
  • หากไม่มีเคลม ค่าเบี้ยประกันสุขภาพจะถูกลง สูงสุด 30% ของค่าเบี้ยปกติ หากไม่ได้เคลมตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป (และหากปีไหนมีเคลม ก็จะมีส่วนลดที่ค่อยๆลดลงในปีถัดไป เป็น 20% ไม่ได้กลับมาไม่มีส่วนลดเลยในทันที)

ตัวอย่างผลประโยชน์ และความคุ้มครองของ “ประกันได้หมด” ประกันสุขภาพรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมและคุ้มค่าที่สุดจาก Manulife

สำหรับใครที่สนใจ “ประกันสุขภาพได้หมด” ตอนนี้สามารถซื้อประกันสุขภาพผ่านระบบออนไลน์ได้แล้วนะครับ ไม่ต้องผ่านตัวแทน ไม่ต้องตรวจสุขภาพ ตอบคำถามสุขภาพเพียง 5 ข้อ สะดวกง่ายดายซื้อได้ใน 10 นาที

นอกจากนี้ยังสามารถค้นหารพ. ที่สามารถรับสิทธิพิเศษได้ และเร็วๆ นี้ สามารถเช็คยอดเคลมคงเหลือได้ตลอด 24 ชม. ผ่านทางแอพ MyManulife 

ใครที่สนใจ และอยากศึกษารายละเอียดแบบเจาะลึกจัดเต็ม สามารถอ่านได้จากบทความ [Review] เจาะลึก “ประกันได้หมด” ประกันสุขภาพเหมาจ่ายจาก Manulife คุ้มไหมถ้าจะทำ? ที่ผมได้นำแบบประกันนี้มา Review อย่างละเอียดกันไปเมื่อคราวที่แล้ว

สรุป ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ดีกว่าแบบแยกค่ารักษาจริงไหม?

ก็ต้องขอตอบตามตรงว่า สำหรับคนที่ต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริงในยุคนี้ ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษา ก็น่าจะตอบโจทย์มากกว่าแบบแยกค่ารักษาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ต้องประเมินค่าเบี้ยประกันแบบเหมาจ่ายด้วยว่า เราจ่ายไหวไหม ทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต จนถึงอายุมากๆ โดยเฉพาะช่วงหลังเกษียณ ที่ค่าเบี้ยจะสูงขึ้นมาก (เกิน 5-6 หมื่นบาทต่อปี) โดยอาจจะประเมินค่าเบี้ยที่เหมาะสมให้ไม่เกิน 10% ของรายได้ทั้งปีของเรานั่นเองครับ

ส่วนแบบแยกค่ารักษาไม่ใช่จะแย่กว่าทุกกรณีเสมอไปนะครับ เพราะสำหรับใครที่มีงบทำประกันสุขภาพต่อปีไม่สูงมากนัก ประกันสุขภาพแบบแยกค่ารักษา ก็อาจจะเป็นทางออกที่เหมาะสมสำหรับเราก็ได้ เพราะถึงแม้วงเงินค่ารักษาอาจจะไม่ครอบคลุมนัก แต่อย่างน้อย ก็ถือว่ายังมีวงเงินส่วนหนึ่งมาช่วยเราแบ่งเบาภาระค่ารักษาที่อาจเกิดขึ้นได้

“แต่ถ้าใครที่ไม่มีปัญหาเรื่องการจ่ายเบี้ยก็แนะนำให้มองหาประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายไว้ก่อนเถอะครับ” เพราะเชื่อเถอะว่า มีความคุ้มครองแบบนี้ติดตัวไว้เมื่อไหร่ ย่อมอุ่นใจกว่าแน่นอนครับ”

หมดห่วงเรื่องสุขภาพ กับประกันสุขภาพได้หมด จากแมนูไลฟ์ ประกันชีวิต เช็คราคา พร้อมเลือกแพ็คเกจที่เหมาะกับคุณที่สุดได้เลย คลิก https://goo.gl/gcXQmy หรือโทร 02-033-9000

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) โค้งสุดท้ายในการลดหย่อนภาษีกับ K20SLTF และ KMSRMF กองทุนชั้นนำจาก บลจ.กสิกรไทย

สำหรับโค้งสุดท้ายของการซื้อ LTF และ RMF ในปี 2560 นี้ ใครที่ยังหาข้อมูลอยู่แล้วยังไม่ได้ซื้อก็ลองมาดูข้อมูลดีๆ กับกองทุน K20SLTF และ KMSRMF ของ บลจ.กสิกรไทยกันดูนะครับ ทั้ง 2 กองนี้ก็ถือได้ว่าเป็นกองทุนที่มีคนพูดถึงกันเยอะมาก ซึ่งวันนี้ผมจะเล่าให้ฟังนะครับว่ากองทุนดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร และทำไมถึงน่าสนใจ

1. มุมมองทางเศรษฐกิจของทาง บลจ.กสิกรไทย

ภาพรวมของเศรษฐกิจหลังจากนี้ต่อไปถึงช่วงปีหน้านั้น จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น จากปัจจัยขับเคลื่อนในเรื่องของการลงทุนภาครัฐ ความมั่นใจมากขึ้นของภาคเอกชนและผู้ประกอบการ การท่องเที่ยวที่กำลังเป็นขาขึ้น และภาคการส่งออกก็เติบโตจากการที่คู่ค้าสำคัญของไทยนั้นมีเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ทาง บลจ.กสิกรไทยก็ได้คาดการณ์ว่าดัชนีหุ้นไทยจะอยู่ในระดับที่ 1,650 – 1,700 จุด และคาดการณ์ดัชนีในปี 2561 นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 1,820 จุด

มุมมองจากที่วิเคราะห์ เราก็จะเห็นได้ว่าถ้าเรามองไปข้างแล้วในจุดนี้น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีในการสะสมกองทุนหุ้นเข้าพอร์ตเพื่อรับการเติบโตในอนาคต และที่สำคัญก็คือจะต้องเป็นกองทุนที่คัดเลือกหุ้นที่เข้าธีมการเติบโตด้วยครับ

2. กลยุทธ์กองทุน LTF/RMFที่ควรมีในพอร์ตในปี 2561

หลายๆ คนก็อาจจะมองว่าตอนนี้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปจากเมื่อตอนต้นปีค่อนข้างเยอะแล้ว และก็ไม่แน่ใจว่าหากลงทุนตอนนี้จะซื้อตอนราคาแพงและมีโอกาสติดดอยหรือเปล่า? ตรงนี้อยู่ที่ว่ากองทุนที่เราลงทุนนั้นมีนโยบายอย่างไร เพราะหุ้นในตลาดนั้นก็ไม่ได้ขึ้นพร้อมๆ กันทุกตัว ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนที่น่าจะสอดคล้องกับสถานการณ์ในช่วงนี้ อาจจะต้องเน้นการคัดเลือกหุ้นตัวเด็ดๆ หรือหุ้นที่ยังมีระด้บราคาไม่แพง หรือกลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็กที่ยังมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต

K20SLTF

K20SLTF นั้นจะใช้กลยุทธ์การลงทุนหุ้นแบบ Stock Selection โดยเริ่มจากการวิเคราะห์หุ้นทั้งปัจจัยเชิงคุณภาพและปริมาณ เพื่อหาหุ้นที่น่าสนใจ หาหุ้นที่ยังราคาไม่แพง มีแนวโน้มในการเติบโตสูง และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน กองทุนนี้จะคัดหุ้นจำนวน 20 ตัวมาลงทุนครับ ในปัจจุบันจะเน้นน้ำหนักไปยังหุ้นกลุ่มค้าปลีก เงินทุนหลักทรัพย์ พลังงานและสาธารณูปโภคที่มีแนวโน้มกำไรดี รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากแผนพัฒนา Eastern Economic Corridor (EEC) ด้วยครับ

หากเรามองตารางข้างล่างจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนในระยะสั้นในรอบ 1 ปีนั้นต่ำกว่าดัชนีชี้วัด SET TRI แต่ในระยะยาว 3-5 ปีนั้นสามารถชนะดัชนีชี้วัดได้ กองทุนนี้จึงเป็นกองทุนที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มกองทุน LTF จากทาง บลจ.กสิกรไทย และผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีย้อนหลัง ก็ติดอันดับ 1 ใน 5 ของกลุ่มกองทุน LTF ทั้งหมดจาก 76 กองทุนในอุตสาหกรรม แถมยังได้รับ 5 ดาวจากมอร์นิ่งสตาร์สำหรับผลตอบแทนย้อนหลังในช่วง 3 ปีด้วย (ข้อมูลจากมอร์นิ่งสตาร์ ณ  31 ต.ค. 60)

KMSRMF

KMSRMF กองทุนนี้เป็นกองทุนรวม RMF ที่เน้นการลงทุนในกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ มีการวิเคราะห์เพื่อเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่น่าสนใจ ราคาไม่แพงและมีแนวโน้มในการเติบโตสูง สามารถกลายเป็นหุ้นขนาดใหญ่ได้ในอนาคต การลงทุนในกองทุนนี้มีความเสี่ยงสูงนะครับ เพราะฉะนั้นการถือยาวในรูปแบบ RMF นั้นก็ถือว่าเหมาะสมดีเพราะขายได้อีกทีก็ตอนอายุ 55 ปีนั่นเลย แต่ลงยาวๆ ยังไงก็มีเงินไว้ใช้สุขสบายในยามเกษียณ อย่างแน่นอน

พอร์ตการลงทุนนั้นก็เน้นในกลุ่มหุ้นสถาบันการเงิน พาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์และการสื่อสาร ด้วยมุมมองการลงทุนที่ว่าตลาดหุ้นยังได้รับประโยชน์จากสภาพคล่องที่มีอยู่ในระดับสูงในระบบการเงินแม้จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ รวมถึงหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและการบริโภคภายในประเทศที่กลับมาฟื้นตัวได้ดีขึ้น

หากมาดูผลงานของกองทุน จะเห็นได้ว่าทั้งในระยะ 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปีนั้นมีผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องและมากกว่าดัชนีชี้วัด SET TRI ในทุกช่วงระยะเวลา จึงเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเป็นอันดับ 1 ในช่วง 1 ปีย้อนหลัง ในกลุ่ม RMF หุ้นไทยทั้งหมดในอุตสาหกรรม (ข้อมูลจาก Morningstar? ณ 31 ต.ค. 60) แม้กองทุนนี้เพิ่งจัดตั้งมาได้ประมาณ 2 ปี แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดูข้อมูลเมื่อปลายปีที่แล้ว กองทุนนี้ก็ทำผลตอบแทนได้เป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม RMF หุ้นขนาดกลางและเล็กด้วยเช่นกัน ถือว่าเป็นการรักษาผลการดำเนินงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง แบบนี้อนาคตมีแววให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจเลยทีเดียว

3. เทคนิคในการซื้อกองทุน K20SLTF และ KMSRMF

ตามที่เราได้เห็นข้อมูลแล้วว่า กองทุนทั้ง 2 นั้น เน้นหาหุ้นที่ราคาไม่แพงและมีแนวโน้มเติบโตระยะยาว ประกอบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เทคนิคในการซื้อกองทุนรวมนั้นจะใช้วิธี “ถือ & ถัว” ก็ได้นะครับ “ถือ” ก็หมายถึง เน้นลงทุนยาวๆ อย่าไปหวั่นไหวกับความผันผวนในระยะสั้น อย่างช่วงปลายปีนี้หากใครยังไม่ได้ซื้อ LTF และ RMF อาจจะซื้อและถือทั้งก้อนก็ได้ และในปีหน้าหากใครจะใช้กลยุทธ์ “ถัว” ซึ่งหมายถึงการทยอยซื้อด้วยหลักการ Dollar Cost Average (DCA) ที่แบ่งเงินเป็นก้อนย่อยๆ แล้วลงทุนแบบสม่ำเสมอ ก็จะช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุนให้ถูกลง แบบนี้ก็ทำได้เช่นกัน ขอให้เน้นแค่ลงทุนยาวๆเข้าไว้ ก็จะเพิ่มโอกาสในการเติบโตได้มากขึ้นครับ

น่าสนใจไหมครับกับ Style การลงทุนของกองทุนรวม LTF และ RMF ของ บลจ.กสิกรไทย หากเพื่อนๆ คนไหนอ่านข้อมูลกองทุนแล้วรู้สึกว่าเป็นกองทุนที่ใช่ อย่าลืมศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/h1fRbA นะครับ

สนใจลงทุนกับกองทุน LTF RMF กสิกรไทย เริ่มต้นเพียง 500 บาท ซื้อง่ายผ่าน App K-Plus, K-My Funds, บริการ K-Cyber Invest และที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขาและตอนนี้ยิ่งสะดวกมากขึ้นเพราะผู้ลงทุนสามาถเปิดบัญชีใหม่กองทุน LTF/RMF ผ่าน K PLUS ได้ทันที ใครที่ยังไม่เคยมีบัญชีกองทุนกับกสิกรไทยก็สามารถทำผ่านแอพได้เลยทันที ไม่ต้องไปที่สาขา ช่วยให้สะดวกและประหยัดเวลามากขึ้น ส่วนใครที่ยังไม่มี App K-My Funds ก็สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้แล้ววันนี้ แถมยังได้รับตั๋วหนังฟรีไปเลย 1 ใบ หมดเขต 29 ธันวาคม 2560

คำเตือน:  ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้าเงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาข้อมูลภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน – ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต – การลงทุนในหุ้นเด่น/หุ้นขนาดกลางและเล็กอาจมีราคาที่ผันผวนตามภาวะตลาด

บทความนี้เป็น Advertorial

เทคนิคออกแบบ UI&UX Design เพื่อธุรกิจแบบมืออาชีพ

การออกแบบ UI&UX Design คืออะไร? คำศัพท์ดูมีความเป็นไอทีและไม่คุ้นหูของเราเอาเสียเลย และมันมีความสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจของเรา วันนี้เรามีคำตอบมาฝากทุกท่านค่ะ

เทคนิคออกแบบ UI&UX Design เพื่อธุรกิจแบบมืออาชีพ

ทำความรู้จักกับ UI และ UX

UI และ UX นั้นมีความแตกต่างกันแต่มันมักจะมาเป็นแพ๊คคู่เสมอ เพราะในการออกแบบเว็บไซต์ที่ดีนั้นจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้นั่นเอง ดังนั้นก่อนเริ่มการออกแบบ UI &UX Design อย่างเหมาะสม เราลองมาทำความรู้จักกับความหมายของ UI และ UX กันก่อนดีกว่า 

UI (User Interface Design) หมายถึง การออกแบบอินเตอร์เฟซหรือหน้าตาของเว็บไซต์ให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน เช่น กราฟฟิคสวย สะอาด คมชัด ดูสวยงามน่าใช้งาน มีปุ่มสำหรับทำ Action ต่างๆ ชัดเจน เช่น ปุ่มสั่งซื้อสินค้า ปุ่มกดอ่านคอนเทนท์ ปุ่มติดต่อเจ้าของแบรนด์ เป็นต้น 

UX (User Experience) หมายถึง ความรู้สึกพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อระบบหรือเว็บของเรา เช่น เมื่อผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์รู้สึกชอบเนื้อหาบนหน้าเว็บของเรา เขาอาจจะอยู่ในหน้าเว็บนานขึ้น กดแชร์ กดไลค์ หรือหากเป็นเว็บไซต์ขายสินค้าผู้ใช้ก็กดเลือกซื้อสินค้าที่ชอบ เป็นต้น 

เทคนิคออกแบบ UI&UX Design เพื่อธุรกิจแบบมืออาชีพ

ออกแบบ UI & UX Design อย่างไรให้ธุรกิจรุ่งพุ่งแรงแบบมืออาชีพ

จากความหมายของ UI และ UX จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องของการออกแบบหน้าตาเว็บไซต์ที่เน้นสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้งาน ทำอย่างไรให้ผู้ใช้งานเว็บหรือคนที่เข้ามาดูเว็บไซต์ของเรากลายมาเป็นกลุ่มลูกค้าของเราในที่สุด หรือกดแชร์กดไลค์เนื้อหาคอนเทนท์บนเว็บของเรา นี่คือจุดประสงค์ของการออกแบบ UI &UX Design ส่วนใครที่กำลังมองหาเคล็ดลับการออกแบบ UI และ UX ที่เหมาะสมกับการทำเว็บธุรกิจ ลองมาดูทั้ง 4 เคล็ดลับที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ได้เลยค่ะ

1. หน้าตาเว็บไซต์ต้องเรียบง่าย สะอาดตา

ความเรียบง่ายและสะอาดตายังคงเป็นเทรนด์หลักของการทำเว็บเสมอ ยิ่งเรียบง่ายเท่าไรก็ยิ่งสามารถเน้นข้อความหรือภาพที่ต้องการให้โดดเด่นได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกสบายใจ สบายตาเมื่อเข้ามาชมเว็บของเราอีกด้วย

2. มีเมนูที่ใช้งานง่าย เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน

การออกแบบ UI&UX Design ที่ดีต้องง่ายและเป็นมิตรเข้าไว้ เมนูที่จะพาผู้เข้ามาเยี่ยมชมไปยังส่วนต่างๆ ของเว็บจึงต้องชัดเจน มองเห็นง่ายและเข้าใจง่าย

3. มีช่องทางการติดต่อที่ชัดเจน

ช่องทางการติดต่อเจ้าของเว็บนั้นมีความสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลต่างๆ เพิ่มเติมหรือการสั่งซื้อสินค้า หากเรามีช่องทางการติดต่อที่ชัดเจนให้กลุ่มลูกค้า ย่อมช่วยให้พวกเขาเกิดความเชื่อถือและไว้วางใจที่จะพูดคุยหรือสั่งสินค้ากับเรามากยิ่งขึ้น

4. เน้นตอบสนองความต้องการของผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์

ในการการออกแบบ UI&UX Design นั้นเราต้องคิดคอนเซปท์ไว้เสมอว่าเราออกแบบเพื่อใครและเพื่ออะไร เช่น ออกแบบสำหรับกลุ่มลูกค้าผู้หญิงที่ชื่อนชอบการช้อปปิ้งเครื่องสำอางออนไลน์ เน้นการออกแบบที่ดึงดูดให้กลุ่มลูกค้ากดสั่งซื้อสินค้าได้ง่ายและสะดวก เป็นต้น 

การออกแบบ UI&UX Design นั้นไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ แต่เป็นเทคนิคที่ต้องใช้ทักษะการออกแบบผสมผสานกับความรู้ด้านไอทีสำหรับการสร้างเว็บไซต์เข้าด้วยกัน ดังนั้นหากคุณไม่มีความรู้เฉพาะทาง อาจเลือกใช้ฟรีแลนซ์ที่มีทักษะการออกแบบ UI&UX Design จาก Fastwork.co ก็เป็นอีกตัวช่วยในการสร้างเว็บไซต์ธุรกิจของคุณให้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการได้อีกทางหนึ่งค่ะ 

ส่วนฟรีแลนซ์ท่าใดที่มีความรู้และทักษะการออกแบบ UI&UX Design และต้องการแสดงฝือเพื่อหารายได้และรับงานพิเศษล่ะก็ ลองเข้ามาฝากประวัติและผลงานของคุณกับทาง https://fastwork.co/ui-ux ได้นะคะ

(REVIEW) เกาะกระแส Technology & A.I. กับ 3 กองทุนมาแรง SCBROBO, SCBDIGI และ SCBMLT

กระแสการลงทุนเกี่ยวกับ Technology & A.I. กำลังมาแรง

หลายคนคงเห็นภาพว่ากระแส Technology & A.I. เป็นกระแสที่กำลังมีอิทธิพลกับชีวิตเราอย่างมาก คอมพิวเตอร์และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทั้งในด้านของสิ่งที่จับต้องได้ เช่น การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่ กระแสการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานสะอาด รวมถึงด้านสิ่งที่จับต้องไม่ได้ อย่างการใช้ระบบคอมพิวเตอร์มาช่วยในการตัดสินใจและวิเคราะห์ปัญหา เป็นต้น

โลกดิจิทัลกำลังหมุนอยู่รอบตัวเราอย่างรวดเร็ว ในแต่ละวันแต่ละวินาทีที่ผ่านไป เราทุกคนต่างบริโภคสินค้าและบริการเกี่ยวกับดิจิทัลกันจำนวนมากจนหลายครั้งเราก็ลืมนึกถึงและสนใจ โซเชียลมีเดียที่เรากำลังเล่น โทรศัพท์มือถือที่เรากำลังใช้ โทรทัศน์อัจฉริยะที่เรากำลังดู หรือแม้กระทั่งปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังรับคำสั่งและค้นหาข้อมูลให้เราในอินเตอร์เน็ต

ในเมื่อเทรนด์ Technology & A.I. มาแรงแบบนี้ นักลงทุนสามารถหาประโยชน์อะไรได้บ้าง?

นักลงทุนจำนวนมากค่อนข้างละเลยกับกระแสดิจิทัลเพราะตลาดหุ้นไทยมีหุ้นเกี่ยวกับดิจิทัลอยู่น้อย นักลงทุนรายย่อยจึงมองว่ากระแสเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว ทั้งที่ความจริง เราสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่เกี่ยวข้องกับกระแสดิจิทัลเหล่านี้ได้ วันนี้ลงทุนศาสตร์จึงคัดเอากองทุนรวม 3 กองที่เกี่ยวข้องกับกระแสดิจิทัลมาให้ศึกษากัน มีทั้งเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม เอามาให้เลือกกันแบบจุใจไปเลย

SCBMLT : กองทุนที่เลือกหุ้นด้วยระบบ Machine Learning

เริ่มกองแรกด้วยกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยโดยใช้ระบบของ Machine Learning ในการคัดเลือกหลักทรัพย์อย่างเป็นระบบ โดยคอมพิวเตอร์จะใช้กระบวนการศึกษาเชิงปริมาณ Quantitative Analysis และปัจจัยพื้นฐาน Fundamental เพื่อ วิเคราะห์ปัจจัยการลงทุนที่สามารถให้ผลตอบแทนได้ดีในแต่ละช่วงตลาด ได้แก่ ปัจจัยการลงทุนเชิง Valuation, Quality, Growth, Sentiment, Momentum, Risk โดยคอมพิวเตอร์จะทำการให้น้ำหนักของปัจจัยการลงทุนแต่ละตัวไม่เท่ากัน อ้างอิงกับข้อมูลสถิติ เหตุการณ์ และรูปแบบความเคลื่อนไหวของตลาดในอดีต สุดท้ายจะนำเข้าระบบ Optimizer เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทน ความเสี่ยง และต้นทุนการลงทุน กองทุนรวม SCBMLT จึงเป็นกองทุนรวมที่เน้นการตัดสินใจด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจุดเด่นสำคัญคือจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจำนวนมาก ได้ครอบคลุม ใช้เวลาน้อย และมีศักยภาพเหนือกว่ามนุษย์ ลดปัจจัยทางจิตวิทยาต่างๆ ที่เกิดจากมนุษย์ในการตัดสินใจเลือกหุ้นไปได้ นอกจากนี้ระบบยังสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

SCBMLT หรือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Machine Learning Thai Equity (SCB Machine Learning Thai Equity Fund) บริหารโดยบลจ. ไทยพาณิชย์ โดยกองทุน SCBMLT ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกที่ 5,000 บาท กองทุนรวมไม่มีปันผล เน้นให้กองทุนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และลงทุนในประเทศไทยทั้งหมด ดังนั้นจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องค่าเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

ด้วยความที่ SCBMLT เป็นกองทุนที่เน้นเลือกหุ้นโดยใช้ Quantitative Analysis เป็นหลักและมุ่งเน้นที่จะชนะตลาด (Active Management) สิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามคือผลการดำเนินงานเทียบกับตลาดซึ่งอาจจะดูทุกปีหรือทุกไตรมาส โดยส่วนตัวลงทุนศาสตร์จะไม่เน้นแกะไส้ในหรือพื้นฐานหุ้นที่กองทุนถือเท่าไหร่สำหรับกองทุนที่มีนโยบายแบบนี้ เพราะกองทุนเน้นการใช้ Machine Learning การไปดูถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการลงทุนจึงดูจะตอบโจทย์ที่สุด

SCBROBO : กองทุนที่ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์

SCBROBO หรือกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอลโรโบติกส์ SCB Global Robotics Fund บริหารโดยบลจ. ไทยพาณิชย์ โดยจะเน้นนำเงินไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์จากทั่วโลก กองทุนรวมเป็นแบบผสม โดยปัจจุบันลงทุนในกองทุน ETF 3 กองทุน ดังนี้ RBOT BOTZ และ ROBO

“สังเกตได้ว่า หุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์
มีการเติบโตได้ดีในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา”

ซึ่งอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ถือเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมของโลกที่เป็น Megatrend อย่างชัดเจน เห็นได้จากปัจจุบันสิ่งต่างๆ รอบตัวเราเกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์มากขึ้น ไม่ว่าจะทางตรงอย่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ หรือทางอ้อมอย่างการใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจ โดยส่วนตัวมองว่ากระแสดิจิทัลและหุ่นยนต์ยังคงจะอยู่กับโลกใบนี้ไปอีกนาน การเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่เกาะกระแสไปกับการเติบโตของอุตสาหกรรมแบบนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่นิยมเลือกหุ้นต่างประเทศรายตัวด้วยตนเอง

SCBROBO ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกที่ 5,000 บาท กองทุนรวมไม่มีปันผล เน้นให้กองทุนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม กองทุนเน้นลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก กองทุนก็จะได้รับผลจากค่าเงินมาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งตรงนี้ทางกองทุนก็จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอยู่แล้ว

SCBDIGI : กองทุนที่ลงทุนในเทคโนโลยีที่ Interactive กับมนุษย์ และนวัตกรรม

SCBDIGI หรือกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอลดิจิตอล (SCB GLOBAL DIGITAL FUND) บริหารโดยบลจ. ไทยพาณิชย์ ซึ่งกองทุนจะนำเงินไปลงทุนต่อในกองทุน Pictet-Digital ที่บริหารโดย PICTET Asset Management ที่มุ่งเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลที่ Interactive กับมนุษย์ และนวัตกรรม อธิบายง่ายๆ ก็คือพวกบริษัทต่างๆ ที่มีสินค้าและบริการที่มนุษย์ใช้บริการและมีปฎิสัมพันธ์โดยตรง ส่วนใหญ่จับต้องได้และเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างหุ้นที่ Pictet-Digital ถือลงทุนอ้างอิงจากหนังสือชี้ชวนฉบับสิ้นเดือนตุลาคมของกองทุน เช่น หุ้น Alphabet ที่เป็นเจ้าของโปรแกรมค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Google และเว็บไซต์ Youtube หุ้น Apple ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์อย่าง iPhone iPad และ Mac book หรือแม้กระทั่งหุ้น Facebook เจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่กลายมาเป็นสื่อสำคัญของโลกอยู่ ณ ขณะนี้ โดยหุ้นกลุ่มนี้ถือว่าเติบโตไปกับกระแสดิจิทัลและสามารถติดตามได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน

SCBDIGI ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกที่ 5,000 บาท กองทุนรวมไม่มีปันผล เน้นให้กองทุนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม กองทุนเน้นลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก กองทุนก็จะได้รับผลจากค่าเงินมาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งตรงนี้ทางกองทุนก็จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอยู่แล้วเช่นเดียวกับ SCBROBO

“เห็นไหมว่าถึงแม้จะเป็นดิจิทัลเหมือนกันแต่ก็เลือกการลงทุนที่แตกต่างกันได้”

หากชอบหุ้นไทย แต่ไม่อยากเลือกหุ้นเอง อยากให้ Machine Learning เข้ามาเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจให้เป็นระบบมากขึ้น แบบนี้ก็สามารถลงทุนใน SCBMLT ในขณะที่ SCBROBO จะเน้นลงทุนผสมผสานทั่วโลก มุ่งไปที่การเติบโตของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์เป็นหลัก หรือถ้าอยากจะเน้นเฉพาะเทคโนโลยีและมี Interactive กับมนุษย์ รวมถึงเกาะเทรนด์นวัตกรรมใหม่ๆ แบบนี้ก็เลือกลงทุนใน SCBDIGI ได้เช่นกัน

หากสนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่

SCBMLT : https://www.scbam.com/th/fund/equity-funds/fund-information/scbmlta

SCBROBO : https://www.scbam.com/th/fund/interesting-fund/fund-information/scbroboa

SCBDIGI : https://www.scbam.com/th/fund/interesting-fund/fund-information/scbdigi

“ตัวเราเองก็ใช้เทคโนโลยีอยู่ทุกวัน หากวันหนึ่งจะหันมาลงทุนในเทคโนโลยีเหล่านี้ และทำให้สิ่งที่อยู่รอบตัวกลับมาสร้างผลตอบแทนให้เราบ้าง มันก็คงจะดีไม่น้อยเลย”

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) เติมเต็มทุกความสะดวกในการลงทุน UOBAM INVEST App

วันนี้มี App ที่ใช้งานง่ายๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือ สำหรับการซื้อ-ขายกองทุนมา Review ให้ชมกันนะครับ นั่นคือ App UOBAM INVEST ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้เลยทั้งจากระบบ IOS และ Andriod และที่พิเศษสุดก็คือหากเราเป็นลูกค้า บลจ. ยูโอบี อยู่แล้วต่อไปก็สามารถซื้อขายกองทุนรวมผ่าน App นี้ได้ด้วย แต่ใครยังไม่ได้เป็นลูกค้าก็ดาวน์โหลดมาใช้ก่อนได้เพราะมีข้อมูลดีๆ ให้ศึกษาเยอะเลยครับ

เมื่อเราติดตั้งลงบนโทรศัพท์มือถือเรียบร้อยแล้ว เมื่อเข้ามาหน้าแรกเราจะเจอกับเมนูในหมวดหมู่ต่างๆ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังทีละหมวดนะครับ เริ่มจาก…

1. การจำลองการลงทุนและการทำรายการ

ในส่วนแรกนี้จะเป็นเครื่องมือและตัวช่วยให้กับนักลงในเบื้องต้นได้ โดยใน Application จะมีส่วนพอร์ตแนะนำและการจัดพอร์ตการลงทุนจากการตอบแบบสอบถามนะครับ

ผมลองกดเข้ามาดูในส่วนของพอร์ตแนะนำ เขาก็จะให้เราเลือกเลยว่าเราต้องการลงทุนในลักษณะไหน เมนูนี้เหมาะสมกับผู้ที่เข้าใจในความเสี่ยงของตัวเองและความเสี่ยงของการลงทุนอยู่แล้ว มีแบบความเสี่ยงสูง ความเสี่ยงกลาง และความเสี่ยงต่ำ อย่างตัวผมเองก็เป็นแนวรับความเสี่ยงสูงได้ ก็ลองเลือกรูปแบบพอร์ต Aggressive ดูนะครับ

ซึ่งพอร์ตที่เขาแนะนำผมก็คือควรจะมีสัดส่วนการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ 5% กองทุนหุ้น 25% กองทุนต่างประเทศ 60% และกองทุนผสมอีก 10% โดยจะมีการแนะนำกองทุนในหมวดหมู่ดังกล่าวด้วย

ทีนี้ถ้าเรากดดูรายละเอียดของกองทุนรวมที่ทาง UOBAM แนะนำ เราก็จะสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ว่า กองทุนไหนมีนโยบายอย่างไรด้วยนะครับ หน้านี้จะเป็นตัวอย่างข้อมูลของกองทุนรวม CG-LTF ที่ผมลองเข้าไปดูรายละเอียด จะมีการแสดงข้อมูลของราคาหน่วยลงทุน กลยุทธ์การลงทุน มูลค่าหน่วยลงทุนตั้งแต่อดีต ระดับความเสี่ยง ข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนรวมและนโยบายต่างๆ รวมถึงเอกสารที่เราสามารถดาวโหลดมาศึกษาเพิ่มเติมได้

แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากเราเป็นนักลงทุนมือใหม่และยังไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนมาก เราอาจจะเลือกในส่วนของการทำแบบสอบถามเพื่อให้ Application ได้ประมวลผลว่าเราควรจัดพอร์ตประเภทไหนก็ได้เช่นกันนะครับ เขาก็จะถามในเรื่องของอายุ ฐานะทางการเงินของการ การรับความเสี่ยงต่างๆ เพื่อดูว่าเราจะควรจะมีพอร์ตในรูปแบบใด

ถ้าเราชื่นชอบพอร์ตการลงทุนที่นำเสนอมาและเป็นลูกค้าอยู่แล้วเราก็สามารถ Login เพื่อซื้อกองทุนรวมได้เลยครับ หรือเราอาจจะเข้าเมนูที่ 2 ทำรายการ จากหน้าเมนูหลักเพื่อเข้าระบบในการซื้อขายกองทุนรวมได้เช่นกันครับ

วิธีการซื้อขายก็ไม่ยากเลยแค่เรากำหนดวันทำรายการ แล้วเลือกกองทุนรวมที่เราจะซื้อ และเลือกวิธีการชำระเงิน ทางระบบก็จะดำเนินการให้เราได้สามารถซื้อกองทุนรวมได้ครับ

2. มูลค่าหน่วยลงทุน

เมนูนี้จะเป็นหน้ารวมของกองทุนรวมประเภทต่างๆ ที่ทาง UOBAM ได้มีการจัดหมวดหมู่ไว้นะครับ ตั้งแต่ความเสี่ยงระดับต่ำอย่างกองทุนตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้ จนไปถึงระดับสูงอย่างกองทุนหุ้น และกองทุนต่างประเทศ

โดยในหน้านี้จะแสดงข้อมูลให้เราเห็นว่า กองทุนนั้นๆ มีความเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงอย่างไรในแต่ละวันบ้าง ราคาเท่าไหร่และขายอยู่ที่เท่าไหร่ เราสามารถติดดาวให้กับกองทุนรวมที่เราอยากจะติดได้ด้วยนะครับ ซึ่งจะไปอยู่ใน List เป็นกองทุนโปรดของเรา

นอกจากราคาวันต่อวันแล้ว เรายังสามารถดูมูลค่าหน่วยลงทุนย้อนหลังได้ด้วยนะครับ เลือกได้เลยว่าจะดูราคาของกองทุนอะไร ในกรอบระยะเวลาเท่าไหร่ ตั้งแต่ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน ไปจนถึง 1 ปี 3 ปี 5 ปีได้เลยครับ เราจะได้เห็นภาพกราฟที่แสดงทั้งในมุมระยะสั้นและระยะยาวได้ด้วย

3. ข่าวประชาสัมพันธ์

ในส่วนต่อมาคือข่าวประชาสัมพันธ์ของทาง บลจ. นะครับ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเปิดใหม่ ข่าวแจ้งผลการดำเนินงาน การจ่ายผลตอบแทน สิ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจมากๆ ก็คือเวลามีการเสนอขายกองทุนใหม่ๆ เกิดขึ้น จะมีข้อมูลรายละเอียดแจ้งมาให้เราทราบเกี่ยวกับแนวโน้มและทิศทางของเศรษฐกิจเป็นอย่างไรแล้วกองทุนที่เขาเปิดตัวทำไมถึงน่าสนใจ พร้อมทั้งแจ้งถึงแนวทางในการลงทุน ตัวอย่างหุ้นที่ลงทุน รวมไปถึงข้อมูลเงื่อนไขในการซื้อขายกองทุนนั้นๆ หากเราต้องการลงทุนด้วยครับ

4. บทวิเคราะห์

ข้อมูลวิเคราะห์เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญสำหรับนักลงทุนอย่างเราๆ เลยนะครับ ทีมงานของ UOBAM ก็มีนักวิเคราะห์ที่เชี่ยวชาญที่จะให้มุมมองกับเราในแต่ละเดือนเพื่ออัพเดตแนวโน้มและสถานการณ์ต่างๆ ที่น่าสนใจ สามารถเข้าไปอ่านได้และดูย้อนหลังได้ด้วยนะครับ

ในรายละเอียดของบทวิเคราะห์นั้นก็ประกอบด้วยข้อมูลตัวเลขความเปลี่ยนแปลงของตลาดหลักทรัพย์และสินค้าทางการเงินการลงทุนต่างๆ มีมุมมองเรื่องเศรษฐกิจระดับมหภาคว่าอะไรเป็นปัจจัยที่เราควรทราบและอะไรคือความเสี่ยง ตลอดจนแนวโน้มหลังจากนั้นว่านักวิเคราะห์ได้คาดการณ์อย่างไรไว้บ้าง

5. การตั้งค่า

สำหรับผู้ใช้ที่ถนัดอ่านข้อมูลการเงินการลงทุนเป็นภาษาอังกฤษ ก็สามารถเปลี่ยนภาษาได้ที่เมนูนี้นะครับ ที่สำคัญคือ Application นี้มีการแจ้งเตือนที่ทำให้เราไม่พลาดต่อข้อมูลที่เขาอัพเดตอีกด้วย นอกจากนี้แล้วเรายังสามารถเรียนรู้การใช้งาน Function ต่างๆ ได้จากเมนูนี้ครับ

6. ติดต่อเรา

ส่วนใครต้องการติดต่อกับทาง UOBAM ก็สามารถดูข้อมูลได้ในเรื่องวันเวลาทำการ เบอร์โทรติดต่อ สถานที่ตั้งและแผนที่ เผื่อในกรณีที่ใครต้องการสอบถามบริการเพิ่มเติมจากพนักงาน เปิดพอร์ตการลงทุน ก็สามารถดูข้อมูลได้จากในส่วนนี้เลยครับ

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว จะรีวิวทั้งทีก็มาดูกันว่าหากเราอยากจะซื้อกองทุนที่เราชื่นชอบจะต้องทำอย่างไรบ้าง อย่างช่วงปลายปีนี้ กองทุน LTF ของทาง UOBAM ก็เป็นกองทุนที่ฮอตฮิตติดอันดับผลตอบแทนหลายตัวอยู่นะครับ อย่างตัวหนึ่งที่ถือเป็นตัวท็อปเลยก็คือ CG-LTF ซึ่งจะลงทุนในหุ้นบริษัทที่มีระบบธรรมาภิบาลที่ดี มีพื้นฐานและผลประกอบการดีและมีแนวโน้มการเติบโตในอัตราสูง ซึ่งลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

ในการส่งคำสั่งนั้นสามารถทำได้ง่ายๆ ตามรูปนี้เลยนะครับ เลือกวันที่ทำรายการ เลือกกองทุน CG-LTF ใส่จำนวนเงินที่เราต้องการลงทุนลงไปนะครับ ยืนยันเสร็จแล้ว ระบบก็จะส่งคำสั่งให้เราครับ แค่นี้เราก็สามารถซื้อกองทุนผ่าน App ได้เป็นที่เรียบร้อย นับว่าเป็นวิธีการที่สะดวกมากๆ ในการลงทุนครับ

โดยสรุปแล้ว UOBAM INVEST Application ก็เป็นช่องทางใหม่สำหรับนักลงทุนยุค Digital ที่เราสามารถเข้าถึงข้อมูลในเรื่องของกองทุนรวม ทั้งในเรื่องราคา แนวทางการดำเนินงาน ข้อมูลบทวิเคราะห์ ข่าวสาร รวมไปถึงการแนะนำเบื้องต้น หากเราเป็นมือใหม่และต้องการจัดพอร์ตการลงทุนด้วยตัวเอง ทั้งนี้เราหากเราเป็นลูกค้าของทาง UOBAM อยู่แล้วก็สามารถเข้าสู่ระบบเพื่อทำการซื้อขายกองทุนรวมได้เลยนะครับ

ดาวโหลดได้แล้ววันนี้ทั้ง IOS และ Android
IOS : https://goo.gl/n3Qiez 
android: https://goo.gl/jdx6dt

เพื่อนๆ ลองดาวน์โหลดมาใช้งานกันดูครับ

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

(REVIEW) ผันผวนต่ำ ลดภาษี มีปันผล ด้วยกองทุน T-LowBetaLTFD

กำลังมองหากองทุน LTF สำหรับลดหย่อนภาษีอยู่ใช่ไหม?

วันนี้ผมขออนุญาตหยิบยกกองทุน LTF ยอดนิยมตัวหนึ่งมาเล่าให้ฟัง โดยส่วนตัวแล้วชอบกองทุนนี้มาก เพราะจริตการเลือกลงทุนนั้นถือว่าตรงกับนิสัยการลงทุนของผมเลย

แถมกองนี้ยังมีจุดเด่นที่น่าสนใจมากด้วยกัน 3 ข้อ คือ ผันผวนต่ำ – ลดภาษี – มีปันผล

กองทุนที่พูดถึงคือ T-LowBetaLTFD

กองทุน T-LowBetaLTFD หรือกองทุนเปิดธนชาต Low Beta หุ้นระยะยาวปันผล ความเสี่ยงระดับ 6 เป็นกองทุนรวมประเภท Long Term Equity Fund หรือ LTF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยในสัดส่วนเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่ากองทุนรวม โดยฝีมือการบริหารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

1. ผันผวนต่ำ

จุดเด่นของ T-LowBetaLTFD คือการชูจุดเด่นในการเลือกหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ โดยชี้วัดจากดัชนีค่าเบต้า (beta) ซึ่งจะเลือกลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนของราคาเทียบกับตลาดไม่เกิน 1 ดังนั้น จุดเด่นของกองทุนรวมนี้คือจะมีความผันผวนต่ำถ้าสังเกตจากนโยบาย กล่าวคือ ในวันที่ตลาดลง กองทุนจะลงไม่มาก แต่ในวันตลาดขึ้น กองทุนก็อาจจะขึ้นไม่มากเช่นกัน กองทุนจึงจะมองภาพความมั่นคงและเติบโตในระยะยาวมากกว่า

สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจคือหุ้นที่มีลักษณะที่มีค่าเบต้าต่ำเหล่านี้ มักจะเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มสาธารณูปโภคและพลังงานที่มีรายได้ค่อนข้างแน่นอน ธนาคาร รวมไปถึงกลุ่มพาณิชย์

ข้อมูลจาก บลจ.ธนชาต ณ วันที่ 29 กันยายน 2560

หุ้น 5 ตัวแรกสุดที่กองทุนถือ ได้แก่ โรงไฟฟ้า EGCO บริษัทการเงินทุนธนชาต TCAP บริษัทเติมน้ำมันเครื่องบิน BAFS โรงประปา EASTW และธนาคาร TISCO สังเกตว่ากลุ่มโรงไฟฟ้าโรงประปาจะมีรายได้ค่อนข้างแน่นอน ในขณะที่กลุ่มธนาคารการเงินก็เติบโตไปตามเศรษฐกิจประเทศ และบริษัทเติมน้ำมันเครื่องบินก็เติบโตไปตามธุรกิจการท่องเที่ยว ถึงแม้ว่าหุ้นเหล่านี้จะไม่ได้มีการผันผวนของราคาในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ภาพของธุรกิจก็ดูมีแนวโน้มที่เติบโตได้ดี

: ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

2. ลดภาษี

การซื้อกองทุน LTF สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามประมวลรัษฎากร โดยสามารถลดหย่อนได้ตามยอดซื้อจริง แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เช่น ถ้าเราซื้อกองทุน T-LowBetaLTFD  50,000 บาท และเราเสียฐานภาษีสูงสุดอยู่ที่ 20% เราจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีทันที 10,000 บาท ซึ่งถ้าเปรียบกับผลตอบแทนการลงทุนก็ถือว่าสูงมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของเราด้วย

T-LowBetaLTFD จึงมีประโยชน์ในด้านการลดหย่อนภาษีเพิ่มมากขึ้นจากกองทุนรวมปกติด้วย เพราะนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจากการลดหย่อนเพิ่ม ดังนั้น หากนักลงทุนมีรายได้ในฐานที่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว อาจพิจารณาเปรียบเทียบผลตอบแทนตรงส่วนนี้เพิ่มไปในการเลือกลงทุนได้

3. มีปันผล

ถึงแม้ว่า T-LowBetaLTFD จะต้องถือให้ครบ 7 ปีปฏิทินตามกฎหมาย แต่ระหว่างทางที่ลงทุน นักลงทุนก็สามารถได้รับปันผลจากการลงทุนได้ด้วย โดยกองทุนรวมมีนโยบายการปันผลออกมาไม่เกินปีละหนึ่งครั้ง ซึ่งจุดนี้ก็เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการกระแสเงินสดออกมาใช้บ้าง เพราะกองทุน LTF นั้นจำเป็นต้องถือค่อนข้างนาน ประเด็นตรงนี้จึงเป็นข้อดีที่ไม่ควรมองข้ามเลย ส่วนหากสนใจลงทุนใน T-LowBetaLTFD ก็เริ่มต้นได้ง่ายและไม่ต้องใช้เงินมากเลย โดยนักลงทุนต้องซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาทต่อครั้ง

โดยถ้าให้แนะนำ ผมจะแนะนำให้ทยอยซื้อทุกเดือน เดือนละเท่าๆ กัน โดยเราจะได้มูลค่ากองทุนรวมที่ค่าเฉลี่ย คือไม่แพงเกินไป ป้องกันการไปซื้อช่วงที่ตลาดแพงมากๆ ทยอยซื้อทุกเดือนเท่าๆ กันโดยวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นปีเลยว่าจะซื้อเท่าไหร่ แล้วก็แจ้งกับทาง บลจ.ให้เขาจัดการทยอยซื้อให้ทุกเดือน

หากใครสนใจ T-LowBetaLTFD ก็สามารถติดต่อไปทางบลจ.ธนชาตโดยตรง หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thanachartfund.com/tfundwebv4/infoid/idp_funddesc.aspx?fundCode=T-LowBetaLTFD

คำเตือน :

– ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน
– ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับ พร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร

“อย่าลืม ผันผวนต่ำ – ลดภาษี – มีปันผล !”

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

(REVIEW) วางแผนเกษียณด้วยหุ้นธุรกิจชั้นเยี่ยมกับกองทุน T-LowBetaRMF

เรามาวางแผนเกษียณกันเถอะ !

หลายคนกำลังเริ่มมองหาวิธีการวางแผนเกษียณอยู่ แต่จะเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์เดี๋ยวนี้ก็ได้ดอกเบี้ยเล็กน้อยเหลือเกิน โดยส่วนตัวเองรู้สึกว่าการวางแผนเกษียณในระยะยาวแล้ว การลงทุนในหุ้นถือเป็นตัวเลือกที่ดีมาก เพราะหุ้นนั้นให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวแต่มีความผันผวนสูง นักลงทุนจึงต้องถือหุ้นหรือกองทุนรวมหุ้นให้ยาวพอ และแน่นอนว่าการเตรียมตัวเกษียณก็ต้องใช้เวลายาวนานอยู่แล้ว (โอเค ถ้าคุณเริ่มวางแผนเกษียณอายุตอน 55 ปี ประเด็นนี้อาจเป็นข้อยกเว้น และตรงนี้คือมุขตลก) ดังนั้น ทางเลือกกองทุนรวมหุ้นจึงเป็นทางเลือกที่ผมแนะนำสำหรับการวางแผนเกษียณอยู่เสมอ

ขออนุญาตหยิบยก T-LowBetaRMF มาเป็นตัวอย่างในวันนี้

กองทุน T-LowBetaRMF หรือกองทุนเปิดธนชาต Low Beta เพื่อการเลี้ยงชีพ ความเสี่ยงระดับ 6 เป็นกองทุนรวมประเภท Retirement Mutual Fund หรือ RMF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยในสัดส่วนเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่ากองทุนรวม โดยฝีมือการบริหารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

จุดเด่นของ T-LowBetaRMF คือการคัดสรรธุรกิจที่มีความผันผวนต่ำ

นโยบายของกองทุนนี้คือลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ โดยดูจากค่าเบต้า (beta) หรือความผันผวนของราคาหุ้นเทียบกับดัชนี กล่าวคือ ตลาดลง หุ้นลงน้อยกว่า แต่ตลาดขึ้น หุ้นก็อาจจะขึ้นน้อยกว่าเช่นกัน แต่ลักษณะธุรกิจที่เข้าเกณฑ์แบบนี้มักจะเป็นธุรกิจที่รายได้มีเสถียรภาพสูงและมีความแข็งแกร่งในตัวเอง ซึ่งในทัศนคติของผม หุ้นแบบนี้เหมาะกับการลงทุนในระยะยาว

ตัวอย่างหุ้น 5 ตัวที่พอร์ท T-LowBetaRMF ถือสูงสุด คือ EGCO, TCAP, BAFS, EASTW และ TISCO (ข้อมูลจาก บลจ.ธนชาต  ณ วันที่  29 กันยายน 2560)

: ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

สังเกตว่าหุ้นที่เป็นหลักของพอร์ทจะเป็นหุ้นผันผวนต่ำและมีความมั่นคงของรายได้สูง อย่างโรงไฟฟ้า EGCO และโรงประปา EASTW เสริมในส่วนของ TCAP และ TISCO ที่เป็นบริษัทการเงินและธนาคารขนาดกลางที่ยังมีการเติบโตที่ดี มูลค่าเชิงสัมพันธ์ไม่สูงมาก และมีความผันผวนต่ำ และปิดท้ายด้วย BAFS ที่เป็นบริษัทเติมน้ำมันเครื่องบินที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ จากการเติบโตของการท่องเที่ยว คือ ยิ่งเที่ยวบินเข้าออกประเทศไทยมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเติบโตไปกับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน

สังเกตว่าการเลือกหุ้นน่าสนใจมาก

ด้วยนโยบายที่ชูว่าผันผวนต่ำ ทำให้หุ้นที่เลือกมาส่วนใหญ่ออกไปในแนวทางมั่นคงสูง เติบโตได้ เหมาะกับการลงทุนระยะยาวมากกว่าเก็งกำไรสั้นๆ และถึงแม้ว่าอนาคตผู้จัดการกองทุนจะเปลี่ยนการถือหุ้นไป แต่ก็ยังมั่นใจว่ากรอบของนโยบายและความสามารถของผู้จัดการกองทุนก็น่าจะคัดสรรหุ้นในลักษณะเดียวกันออกมาได้ในที่สุด ซึ่งสำหรับผม ธุรกิจแบบนี้ผมถือเป็นธุรกิจที่ดี

ขอแอบเล่าสักนิด

ก่อนที่จะมี T-LowBetaRMF หรือ T-LowBetaLTFD บลจ.ธนชาตเริ่มเปิดกองทุน T-LowBeta มาก่อนแล้วก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มูลค่ากองทุนรวมขึ้นไป 2 เท่าในเวลาไม่กี่ปี เล่าว่าตอนนั้นผมได้ซื้อกองทุนนี้ตั้งแต่ IPO เลย ความตลกคือซื้อมา 10 บาท ขายไป 10.5 และมูลค่ากองก็วิ่งไป 20 บาท (หงอยไปเลยสิครับท่าน)

ด้วยความที่ชอบนโยบายกองนี้เป็นพิเศษ ผมก็ติดตามพอร์ทการลงทุนของกองทุนตลอด บางช่วงเรียกได้ว่าพอร์ทของผมเหมือนกับกองทุนนี้อย่างแทบไม่ได้นัดหมาย ถือหุ้นหลายตัวเหมือนกันจนตกใจว่าจริตเราคล้ายกับกองทุนนี้ได้มากขนาดนี้เลยเหรอ

ความรู้สึกของผมคือ กองทุนนี้มีความเป็น Value Investors หรือนักลงทุนแนวเน้นคุณค่าอยู่สูง เห็นได้จากการเลือกหุ้นที่มั่นคงและมูลค่าไม่สูงมาก อนาคตดูมีแนวโน้มจะเติบโตได้ดีในระยะยาว ซึ่งถึงแม้ว่าผมจะขายกองทุนไปตั้งแต่แรกๆ แต่ก็ยังติดตามกองนี้เรื่อยมา ยังแอบคิดเล่นๆ เลยว่าถ้าวันหนึ่งต้องซื้อกองทุนรวมเพื่อลดหย่อนภาษี ผมก็คงเลือกกองทุนที่มีนโยบายเน้นผันผวนต่ำแบบนี้ เพราะสุดท้าย นโยบายมีโอกาสจะพากองทุนไปในแนวทาง VI แบบที่ผมชอบได้อยู่มากทีเดียว

กลับมาเพิ่มเติมอีกสักหน่อย

กองทุนนี้จัดเป็น RMF ที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนซื้อจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และจำเป็นต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง ขาดได้แค่ปีเว้นปี และต้องถือติดต่อกัน 5 ปี ซึ่งถอนได้เมื่ออายุ 55 ปีบริบูรณ์

ดังนั้น นักลงทุนที่สนใจควรมองภาพเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณจะเหมาะสมที่สุด โดยลงทุนเริ่มต้นที่ครั้งละ 1,000 บาท แนะนำว่าให้ทำเรื่องตัดผ่านบัญชีธนาคารไปเลยกันลืม ที่สำคัญ เราจะได้ไม่ต้องนั่งจับจังหวะตลาดด้วยว่าจะซื้อเมื่อไหร่ยังไง ภาพเกษียณเป็นภาพที่ต้องมองไกลอยู่แล้ว การมามัวเก็งดัชนีเก็งตลาดไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่นัก เอาเวลาไปสร้างวินัยในการลงทุนและหาเงินมาเติมพอร์ทเกษียณของเราดีกว่า

หากใครสนใจ T-LowBetaRMF ก็สามารถติดต่อไปทางบลจ.ธนชาตโดยตรง หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thanachartfund.com/tfundwebv4/infoid/idp_funddesc.aspx?fundCode=T-LowBetaRMF

คำเตือน :

– ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน
– ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับ พร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร

“ชีวิตหลังเกษียณของเราจะเป็นแบบไหน
ก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนในช่วงชีวิตก่อนเกษียณของเรานี่แหละ”

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

4 เคล็ดลับทำอินโฟกราฟฟิคเพื่อธุรกิจยุคโซเชียล

อินโฟกราฟฟิคคือสื่อยุคใหม่ที่เน้นเรื่องของรูปภาพและสีสัน โดยการนำข้อมูล ตัวเลข สถิติ หรือข้อมูลเทคนิคที่อ่านยากมาสรุปแล้วเรียบเรียงใหม่พร้อมใส่ภาพประกอบเข้าไปให้เหมาะสม สวยงาม อินโฟกราฟฟิคจึงช่วยดึงดูดความสนใจของผู้อ่านให้สามารถอ่านข้อมูลที่เราต้องการนำเสนอได้จนจบ นอกจากนี้หากอินโฟกราฟฟิคของคุณออกแบบได้สวยและมีประโยชน์ ยังทำให้เกิดการแชร์ต่อในกลุ่มผู้อ่านได้อีกด้วย และนี่เองคือเหตุผลว่าทำไมธุรกิจยุคโซเชียลต้องหันมาออกแบบรวมถึงใช้อินโฟกราฟฟิคเพื่อเป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์ให้รุ่งสุดๆ ในยุคอินเตอร์เน็ต ลองมาดู 4 เคล็ดลับทำอินโฟกราฟฟิคให้เหมาะกับการทำธุรกิจยุคใหม่กันดีกว่าค่ะ 

1. ข้อมูลต้องอ่านง่ายแต่ครบถ้วนทุกประเด็นและมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน

4 เคล็ดลับทำอินโฟกราฟฟิคเพื่อธุรกิจยุคโซเชียล

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างอินโฟกราฟฟิคให้คนอ่านชอบ อยากแชร์หรืออยากอ่านก็คือ ข้อมูลต้องอ่านง่าย น่าสนใจ รวมถึงอ่านแล้วเกิดประโยชน์ เทคนิคคือให้นำข้อมูลทั้งหมดที่คุณต้องการมาสรุปแล้วเรียบเรียงใหม่ หากเป็นประวัติของแบรนด์อาจจะเรียงข้อมูลในรูปแบบไทม์ไลน์แต่ละปี หรือหากเป็นข้อมูลผลิตภัณฑ์ก็สรุปออกมาเป็นข้อๆ เน้นจุดเด่น เป็นต้น

2. เลือกใช้รูปภาพให้สอดคล้องกับเรื่องราว

4 เคล็ดลับทำอินโฟกราฟฟิคเพื่อธุรกิจยุคโซเชียล

รูปภาพที่นิยมนำมาใช้ในงานอินโฟกราฟฟิคคือภาพเวคเตอร์ ภาพถ่ายจริงหรือภาพกราฟฟิคอื่นๆ ซึ่งการนำรูปภาพมาใช้ก็ต้องสอดคล้องกับเรื่องราวที่คุณต้องการนำเสนอ หากต้องการนำเสนอสรรพคุณของสินค้า ก็อาจใช้รูปจริงของสินค้าผสมผสานกับการตกแต่งด้วยกราฟฟิคสวยๆ เป็นต้น แต่ต้องอย่าลืมว่าการออกแบบต้องเหมาะสมกับสไตล์ของแบรนด์ด้วย

3. ใช้สีสื่ออารมณ์

4 เคล็ดลับทำอินโฟกราฟฟิคเพื่อธุรกิจยุคโซเชียล

สีมีส่วนสำคัญอย่างมากในการทำอินโฟกราฟฟิค เพราะฉะนั้นอย่าลืมเลือกใช้สีที่สามารถสื่ออารมณ์ให้เข้ากับเรื่องราวที่คุณต้องการเผยแพร่ให้กลุ่มผู้อ่านด้วยนะคะ เช่น สีแดง เหลืองหรือส้มให้ความรู้สึกร่าเริงเหมาะกับสินค้าหรือแบรนด์ที่เน้นความสดใส สีทอง เงินหรือม่วงเหมาะกับแบรนด์ธุรกิจที่หรูหราและมีความเป็นผู้ใหญ่ ส่วนอินโฟกราฟฟิคที่เน้นสีอ่อนแบบพาสเทลเหมาะที่จะใช้สื่อสารกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้หญิง เป็นต้น

4. อย่าลืมชื่อแบรนด์ องค์กร และช่องทางการติดตาม

4 เคล็ดลับทำอินโฟกราฟฟิคเพื่อธุรกิจยุคโซเชียล

เมื่อเราสร้างอินโฟกราฟฟิคที่สมบูรณ์แบบได้แล้ว อย่าลืมติดชื่อแบรนด์ ชื่อบริษัทหรือโลโก้รวมถึงช่องทางการติดตามข่าวสารจากธุรกิจของคุณ เช่น เฟซบุ้ค อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ หรือเว็บไซต์ของบริษัท เพราะยิ่งมีคนแชร์อินโฟกราฟฟิคชิ้นนี้ออกไปมากเท่าไร ก็ยิ่งเหมือนได้ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของคุณไปด้วยในตัว

การสร้างธุรกิจให้รุ่งในยุคโซเชียลนั้นเราต้องรู้จักนำเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ประโยชน์ การทำอินโฟกราฟฟิค (Infographic) เองก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือชิ้นสำคัญที่เจ้าของธุรกิจอย่างคุณมองข้ามไปไม่ได้ค่ะ ซึ่งหากใครที่ต้องการนักทำอินโฟกราฟฟิคมืออาชีพสำหรับแบรนด์และธุรกิจโดยเฉพาะ Fastwork.co พร้อมให้บริการด้วยฟรีแลนซ์นักออกแบบที่มีทักษะและพร้อมให้บริการออกแบบอินโฟกราฟฟิคทุกสไตล์ที่คุณต้องการ นอกจากนี้ฟรีแลนซ์คนไหนที่รู้ตัวว่ามีความสามารถในการทำอินโฟกราฟฟิค ลองมาฝากประวัติและผลงานของคุณได้ที่ https://fastwork.co/infographicsเพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางการรับงานและสร้างรายได้

“IPO” กองทุนน้าเดช

“IPO” คืออะไร ทำไมใครๆก็พูดถึง ก่อนที่จะเขียนบทความชิ้นนี้ กองบรรณาธิการได้แลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างหนักหน่วงว่า การลงทุนกับคนไทยมีจุดเชื่อมอะไรที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กันได้แบบไม่ต้องฝืนธรรมชาติมากนัก สุดท้ายเราเรียนรู้ว่า ‘นิสัย’ โดยรวมของการติดตามข่าวสารในวงการบันเทิงของคนไทย คือเสน่ห์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก และยิ่งมากเข้าไปใหญ่ถ้าเราลองนำนิสัยแบบนี้มาประยุกต์ใช้กับการลงทุน

“IPO” หลายๆคนคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และในปัจจุบันลักษณะการลงทุนของคนส่วนใหญ่คือ การนำเงินของตัวเองไปลงกับแหล่งทุน แล้วคำนวณว่ามันจะสร้างผลตอบแทนให้กับเราต่อเดือนและต่อปีเท่าไหร่ หากโมเดลความคิดเราจบอยู่แค่นี้ โดยที่ยังไม่เติมความสงสัย และความอยากรู้อยากเห็นเหมือนอย่างที่เรารู้ว่าดาราคนนี้แสดงละครเรื่องอะไร ได้รับค่าตัวเท่าไหร่ เป็นกิ๊กกับใคร และจะเล่นละครต่อไปเรื่องอะไร

ลองคิดกลับกันว่าถ้าดาราเป็นหุ้นหรือกองทุนที่เรานำเงินที่เก็บมาตลอดปีไปฝากกับเขาไว้ เราก็น่าจะรู้ความเคลื่อนไหว และมองออกว่าผลการดำเนินงานจะเป็นอย่างไร ดีมากน้อยแค่ไหนเป็นแน่แท้

ยกต้วอย่างเช่น หากเปรียบเทียบกองทุนคือ น้าเดช กินคุกกี้ไหมจ๊ะ ที่มีผลงานแสดงอย่างต่อเนื่อง และความต่อเนื่องนี้เองที่ทำให้กองทุนน้าเดช มีรายรับเข้ามาเป็นจำนวนมาก จนสามารถออกเงินปันผลให้กับเราที่เคยลงทุนกองทุนณเดชเอาไว้ตั้งแต่ต้นปี

เราจึงรู้กระบวนการและสาเหตุของเงินปันผลที่กองทุนณเดชออกมาให้เรา ด้วยความบ้าณเดชมาก เราก็ยังคงรู้อีกว่าปีหน้า น้าเดช จะเล่นละครอีก 10 เรื่อง โอ้โห…รายรับก็น่าจะมีแนวโน้มมากขึ้นไปพร้อมกับราคาและส่วนต่างที่มีแนวโน้มโตขึ้น

วันดีคืนดีดันมีข่าวคลิปหลุดซึ่งเกี่ยวพันกับ น้าเดช ทำให้ผู้จัดละครต้องเปลี่ยนนักแสดงกะทันหันเพื่อรักษาเรตติ้งละคร และภาพลักษณ์ของช่อง ส่งผลให้รายได้และราคาของหุ้นหรือกองทุนน้าเดชหล่นฮวบฮาบ แถมบรรดานักลงทุนหน้าใหม่ที่ลงทุนตามกระแสกองทุนน้าเดชก็ตกอกตกใจ และทำการถอนเงินที่ลงทุนออกไปจนเกินการขาดทุนเล็กน้อย

ทว่าบรรดาแม่ยกและแฟนคลับที่รู้จักน้าเดชมาเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าศึกษาน้าเดชมาแน่นปึ้ก ก็ไม่หวาดวิตกกังวลอะไร เพราะรู้ว่ากองทุนน้าเดชนั้น มีผู้จัดการกองทุนอย่างคุณบี ศุภชลาศัย ดูแลอยู่และฝีมือการดูแลของคุณบีก็ไม่ธรรมดา เพราะเคยบริหารกองทุนยาย่า กองทุนเมาริโอ้ กองทุนเคมเบอร์รี่ และกองทุนหมากปาริน มาแล้วในอดีต แถมกองทุนเหล่านั้นก็สามารถสร้างผลตอบแทนให้แฟนคลับที่ลงทุนไว้ได้เป็นอย่างดี

จริงๆ นั้นเรื่องการลงทุนเป็นเรื่องที่สนุก ควบคู่ไปกับความรู้ในทุกสถานการณ์ เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด เพียงแต่ที่ผ่านมาการนำเสนอในอดีตทำให้เราเข้าใจอยากเกินไป จึงกลายเป็นยาขมที่เราอยากบ้วนทิ้งตั้งแต่แรกเห็น แต่หากเราลองหาตัวอย่างที่เราสนใจอยู่แล้วมาเปรียบเทียบให้เขาใจง่ายขึ้น ก็น่าจะทำให้นักลงทุนเห็นกระบวนการมากกว่าการเป็นนักลงทุนที่ทิ้งเงินไว้แล้วมองไปยังผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว

หากยังคิดเช่นนั้นอยู่ลองปรับมุมมองเสียใหม่ อย่างน้อยให้ลองคิดว่าแหล่งเงินทุนของคุณ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือกองทุนใดๆ ก็ตาม คือดาราในดวงใจของเราที่ควรติดตามบ้าง อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าในปีหน้าดาราเหล่านั้นจะมีผลงานอะไรออกมาให้เราได้ดูบ้าง…

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

 Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

การรับซื้อฝาก-ขายฝาก และการจัดการภาษี

ปัจจุบัน ภาษีขายฝาก ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันในหมู่นักลงทุน เพราะผู้รับซื้อฝากเองก็มักเจอปัญหาด้านภาษีบ่อยๆ และผู้ขายฝากก็ไม่รู้ว่าต้องเสียภาษีเช่นกัน ดังนั้นบทความในวันนี้จะมาสรุปประเด็นสำหรับที่เกี่ยวข้องกับภาษีเกี่ยวกับการขายฝากที่ควรรู้ว่า มีอะไรบ้าง

เริ่มต้นกันที่การตีความตามกฎหมายก่อนว่า การขายฝากนั้น ถือเป็นการ “ขาย” ตามมาตรา ๓๙ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแปลว่าผู้ขายมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ โดยทันทีที่มีการทำสัญญาขายฝาก ผู้ขายจะต้องเสียค่าธรรมเนียมและภาษีเงินได้เหมือนกันกับการขายอสังหาริมทรัพย์ตามปกติ ซึ่งทางสำนักงานที่ดินจะเป็นผู้จัดเก็บ ซึ่งได้แก่รายการต่อไปนี้

  • ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน 2% ของราคาประเมินทุนทรัพย์

  • ค่าอากรสแตมป์ 0.5% หากถือครองอสังหาฯ เกิน 5 ปี จะคิดจากราคาประเมินทุนทรัพย์หรือราคาซื้อขาย แล้วแต่ว่าราคาไหนสูงกว่า 

  • ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% หากถือครองอสังหาฯไม่เกิน 5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านเป็นเวลาน้อยกว่า 1 ปี

  • ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ซึ่งภาษีและค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับการตกลงกันกับทางผู้รับซื้อฝากว่า ใครจะเป็นผู้เสียหรือแบ่งตามสัดส่วนที่ตกลงกัน ถือว่าเป็นด่านแรกหลังจากการทำสัญญาขายฝากและส่งมอบทรัพย์สิน

หลังจากนั้นต้องทำการแยกออกมาเป็น 3 กรณีเมื่อครบกำหนดตามที่ตกลงกันไว้ นั่นคือ กรณีที่มีการไถ่ถอนทรัพย์ตามเวลาที่กำหนด กรณีที่ไถ่ถอนทรัพย์เกินกว่ากำหนดเวลา และ กรณีที่ไม่มีการไถ่ถอน

  • กรณีไถ่ถอนทรัพย์ภายในเวลากำหนด
    ขั้นตอนของการไถ่ถอนนั้นจะไม่ถือว่าเป็นการ “ขาย” ตามมาตรา ๓๙ แห่งประมวลรัษฎากร ทางฝั่งของผู้รับซื้อฝากซึ่งได้รับสินไถ่ คงมีหน้าที่ต้องนำเงินสินไถ่ดังกล่าวไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามปกติ โดยถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามกฎหมาย และสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 85% หรือเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควร ขึ้นอยู่ในแต่ละกรณี

  • การไถ่ถอนทรัพย์เกินกำหนดเวลา และผู้รับซื้อฝากยินยอมให้ไถ่ถอน
    การไถ่ถอนนั้นจะถือว่าเป็นการ “ขาย” ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร โดยทางฝั่งของผู้รับซื้อฝากจะต้องนำเงินได้จากที่ “ขาย” ดังกล่าวไปคำนวณภาษีตามมาตรา 48(4) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

  • กรณีได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยเด็ดขาดจากการขายฝาก
    กรณีนี้จะถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้ถือตามราคาของอสังหาริมทรัพย์ในวันที่อสังหาริมทรัพย์หลุดเป็นสิทธิโดยเด็ดขาด นั่นคือยึดตามวันที่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยเด็ดขาดจากการขายฝากนั่นเอง

จากข้อกฎหมายข้างต้นจะเห็นว่า จริงๆแล้วภาระภาษีที่ต้องเสียนั้น จะตกเป็นของทางผู้รับซื้อฝากเสียเป็นส่วนใหญ่ ในกรณีที่มีการไถ่ถอนหรือไม่ก็ตาม ซึ่งความแตกต่างของภาษีที่ต้องเสียนั้น จะขึ้นอยู่กับการตีความว่าเป็นเข้านิยามการขายเป็นหลักหรือไม่ หากไม่เข้าแล้วย่อมจะถือเป็นเงินสินไถ่ธรรมดา แต่ถ้าหากเข้านิยามแล้วล่ะก็ สิ่งที่ตามมาจะมีทั้งเรื่องของภาษีที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงค่าธรรมเนียมและเรื่องอื่นๆตามมาอีกด้วย ซึ่งตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องระวังไว้เช่นเดียวกัน

การรับซื้อฝาก-ขายฝาก และการจัดการภาษี

สรุปประเด็นที่สำคัญที่ต้องระวังเกี่ยวกับเรื่องภาษี

คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของการทำสัญญาตกลงกันให้แน่ชัด และทางผู้ลงทุน (ผู้รับซื้อฝาก) เองก็ต้องพิจารณาถึงเรื่องของการประเมินมูลค่ารับซื้อฝากได้อย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้มีภาระทางด้านภาษีมากเกินไปนั่นเอง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save