(Review) TMB Wealthy Link มั่นคงอย่างมั่งคั่งด้วยประกันชีวิตควบการลงทุน

อยากมีหลักประกันใช่ไหม แต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะลงทุนไปด้วยในเวลาเดียวกัน?

ปัจจุบัน การทำประกันสามารถทำควบคู่ไปกับการลงทุนในกองทุนรวมได้ โดยมีลักษณะเฉพาะเรียกว่าประกันแบบ Unit Linked ซึ่งประกันประเภทนี้จะมีการแบ่งค่าเบี้ยเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งแบ่งไปลงในประกัน และอีกส่วนหนึ่งก็แบ่งไปลงทุนในกองทุนรวม เรียกได้ว่าเป็นการวางแผนการเงินอย่างเป็นองค์รวม โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้มีเครื่องมือการจัดพอร์ตอัตโนมัติระหว่างการลงทุนและประกันชีวิตได้ด้วย ตรงนี้ถือเป็นจุดเด่นที่เหนือกว่าการซื้อประกันชีวิตและการซื้อกองทุนรวมแยกกันอย่างเห็นได้ชัด

ขออนุญาตยกตัวอย่าง TMB Wealthy Link เป็นตัวอย่างในวันนี้

ผลิตภัณฑ์ TMB Wealthy Link เป็นประกัน ในลักษณะของ Unit Linked คือเป็นการทำประกันควบกับการลงทุน โดยเงินที่จ่ายเข้าไปจะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ เบี้ยประกันภัยหลัก เบี้ยประกันภัยลงทุน และหากต้องลงทุนเพิ่มในภายหลังก็สามารถทำได้ เราเรียกว่า เบี้ยประกันภัยเพิ่มพิเศษ

เบี้ยประกันภัยหลัก คือ เบี้ยที่จ่ายเพื่อเน้นความคุ้มครองชีวิตเป็นหลัก โดยจะจ่ายเป็นงวดๆ ตามที่สัญญากำหนด ซึ่งเราจะได้รับผลประโยชน์จากทุนประกันเมื่ออายุครบ 99 ปีหรือเกิดเหตุไม่คาดฝัน โดยในส่วนนี้ก็จะมีข้อดีคือสามารถใช้ป้องกันความเสี่ยงสำหรับการขาดรายได้ของคนที่อยู่ข้างหลัง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือคนในครอบครัว โดย สามารถนำค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีได้ ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

เบี้ยประกันภัยลงทุน คือ เบี้ยที่จ่ายเพื่อเน้นการลงทุนเป็นหลัก โดยจะจ่ายเป็นงวดๆ พร้อมเบี้ยประกันภัยหลัก ซึ่งจะถูกนำไปลงทุนในกองทุนรวมคุณภาพจากบลจ.ชั้นนำต่างๆ มากมาย

โดยในส่วนของ TMB Wealthy Link ก็มีให้เลือกหลากหลายดังนี้

1. กองทุนเปิด ยูโอบี อินคัม เดลี (UOBID : UOB Income Daily)

2. กองทุนเปิดทหารไทย ธนไพศาล (TMBBF : TMB Bond Fund)

3. กองทุนเปิด อเบอร์ดีนแวลู (ABV : Aberdeen Value Fund)

4. กองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกรท (ABG : Aberdeen Growth Fund)

5. กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สมอลแค็พ (ABSM : Aberdeen Small Cap)

6. กองทุนเปิดทหารไทย SET 50 (TMB50 : TMB SET50)

7. กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth (TMBGQG : TMB Global Quality Growth)

8. กองทุนเปิดทหารไทย Asian Growth Leaders (TMBAGLF : TMB Asian Growth Leaders Fund)

9. กองทุนเปิดทหารไทย Global Income (TMBGINCOME : TMB Global Income Fund)

โดยการลงทุนในส่วนนี้ก็สามารถปรับเปลี่ยนกองทุนได้อย่างอิสระและไม่เสียค่าธรรมเนียมตามแต่ความต้องการของเรา เช่น ปรับสัดส่วนการลงทุนตามช่วงอายุเพื่อปรับความเสี่ยงให้เหมาะสม ปรับลักษณะการลงทุนตามสภาพตลาด หรือทยอยลงทุนทุกเดือนตามวิธีของ DCA (Dollar Cost Average) และเมื่อครบ 2 ปี ผลตอบแทนจากการลงทุนก็สามารถไถ่ถอนได้ตามต้องการและไม่ติดเงื่อนไขอีกด้วย ตรงจุดนี้ถือเป็นข้อดีของ TMB Wealthy Link เลย เพราะผลตอบแทนตรงส่วนนี้สามารถไปต่อยอดได้ตามความต้องการของเราเอง เช่น อนาคตหากเราเห็นสินทรัพย์อื่นน่าลงทุนอย่างอสังหาริมทรัพย์ เราก็นำเงินตรงนี้ออกไปลงทุนได้ เหมือนมีเงินลงทุนสำรองอยู่ตลอดเวลา

เบี้ยประกันภัยเพิ่มพิเศษ คือ เบี้ยที่จ่ายในกรณีที่ลูกค้าต้องการลงทุนเพิ่ม โดยสามารถลงทุนเพิ่มเมื่อไรก็ได้ ซึ่งสามารถเพิ่มได้สูงสุดถึง 150 ล้านบาทต่อกรมธรรม์เลยทีเดียว

ลักษณะของ TMB Wealthy Link จึงเป็นการผสมผสานกันระหว่างประกันและการลงทุน โดยเราสามารถได้รับความคุ้มครองและสร้างหลักประกันให้กับครอบครัวได้ด้วย แถมยังสามารถเลือกลงทุนได้อย่างอิสระ ปรับพอร์ต และเลือกลงทุนได้ตามความต้องการอย่างเต็มที่ โดย TMB Wealthy Link จะเป็นการวางแผนชีวิตอย่างเป็นองค์รวม ทั้งในแง่ของประกันและการลงทุน ทำให้เราสามารถเห็นภาพการวางแผนการเงินและการวางแผนอนาคตของเราได้ชัดเจนมากขึ้นในผลิตภัณฑ์เดียว

แล้ว Unit Linked แบบนี้เหมาะกับใครบ้าง?

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบนี้ตอบโจทย์กับนักลงทุนที่ลงทุนผ่านกองทุนรวมแล้วรู้สึกอยากมีหลักประกันเพิ่มมากขึ้น อยากมีความคุ้มครองเพิ่มมากขึ้น โดยประกันชีวิตในส่วนที่เพิ่มมาจะช่วยให้ความคุ้มครองได้ตามความต้องการซึ่งตรงนี้เราสามารถออกแบบได้เองว่าอยากได้ความคุ้มครองเท่าไหร่ นอกจากนี้ Unit Linked ยังช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนออกไปอีกด้วย เพราะการลงทุนในกองทุนรวมเพียงอย่างเดียวอาจจะมีความเสี่ยงจากความผันผวน แต่การลงทุนควบประกันจะทำให้เงินส่วนที่แบ่งมาลงเป็นเบี้ยประกันชีวิตนั้นมีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือเงินส่วนนี้จะได้รับผลตอบแทนที่แน่นอนตามความคุ้มครองที่เลือกไว้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีมากเท่าการลงทุนในขาของกองทุนรวม แต่ก็ถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของตลาดขาลงได้ดี

เปรียบเทียบกันให้เห็นอีกครั้ง
ระหว่างการลงทุนผ่านกองทุนรวมกับ ‘TMB Wealthy Link’

มั่นคงด้วยประกันชีวิต และแถมความมั่งคั่งด้วยกองทุนรวม TMB Wealthy Link จึงอาจจะเป็นคำตอบของคนที่กำลังมองหาการวางแผนอนาคตอย่างผสมผสานด้วยประกันชีวิตและการลงทุนในโครงสร้างเดียวกัน

หมายเหตุ : รับประกันชีวิตโดยบริษัท เอฟดับบลิวดี จำกัด (มหาชน)
ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเพียงนายหน้าประกันชีวิตและรับผิดชอบในฐานะนายหน้าเท่านั้น ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

  • หากสนใจ TMB Wealthy Link สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ tmbbank.com/twl/inv
  • หรือปรึกษา ขอคำแนะนำได้ฟรีที่ TMB ทุกสาขา

“สร้างความมั่นคงอย่างมั่งคั่งตั้งแต่วันนี้ ด้วยการวางแผนอนาคตตั้งแต่เนิ่นๆ นะจ๊ะ ปล่อยเวลาให้ไหลผ่านไปเรื่อยๆ ระวังจะช้าเกินการณ์นะเอ้อ เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอก”

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) LTF กองทุนหุ้นใหญ่ ทำไมถึงน่าลงทุน ?

สวัสดีครับ ผมหมอนัท คลินิกกองทุน เองครับ ช่วงเดือนสุดท้ายแบบนี้ มีใครที่ยังไม่ได้เลือกกองทุน LTF กันอยู่บ้างไหมครับ หากยังไม่ได้เริ่มต้นลงทุนกับกองทุน LTF แล้วละก็ ผมอยากให้ลองอ่านบทความนี้ดู เผื่อว่าจะได้มุมมองต่อการลงทุนในกองทุนเพิ่มเติม และตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้นนะครับ เพราะผมเชื่อว่า การที่นักลงทุนได้ข้อมูลที่ครบถ้วนก่อนลงทุนจะทำให้เราลงทุนได้อย่างถูกใจ และสบายใจมากขึ้นครับ

ในการลงทุนกับกองทุน LTF นั้น คนส่วนใหญ่มักจะชอบซื้อกองทุนกันในช่วงปลายปีแบบนี้ ซึ่งข้อเสียในการลงทุนในช่วงนี้ก็คือ มีโอกาสที่นักลงทุนจะได้ราคาหน่วยลงทุนที่สูงครับ ซึ่งจากสถิติจะพบว่า ย้อนหลังไป 15 ปี มีโอกาสเพียงแค่ 4 ปี เท่านั้นที่การซื้อกองทุนปลายปีแบบนี้จะได้ราคาหน่วยลงทุนที่ถูกกว่าการทยอยซื้อทุกเดือนครับ และการซื้อกองทุนปลายปีแล้วได้ราคาหน่วยลงทุนที่สูงๆ แบบนี้ แน่นอนว่านักลงทุนเองจะมีโอกาสที่จะขาดทุนมากกว่าได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวครับ

แต่ประเด็นสำคัญอีกอย่างที่ไม่แพ้เรื่องของวิธีการซื้อกองทุน LTF ในช่วงปลายปีก็คือ แนวทางการลงทุนที่แตกต่างกันของกองทุนที่มีอยู่ในตลาดกองทุนรวมบ้านเราครับ

เนื่องจากว่ามีกองทุนใหม่ๆ ออกมามากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้นเล็ก กองทุนหุ้นใหญ่ กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ กองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้นไม่กี่ตัว ฯลฯ ซึ่งนักลงทุนเองก็จะชอบกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ๆ ใช่ไหมละครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กองทุนหุ้นเล็ก” ที่มีโอกาสเติบโตได้มาก และก็มักจะลืม “กองทุนหุ้นใหญ่” ที่ต้องบอกว่า “มีเสน่ห์” ไม่แพ้กองทุนหุ้นเล็กเลยทีเดียวครับ

ทั้งนี้ก็เพราะว่ากองทุนที่ไปถือหุ้นบริษัทฯ ใหญ่ๆ ที่มี Market Cap. สูงๆ นั้น มีความเสี่ยงในเรื่องของความผันผวนน้อยกว่าหุ้นของบริษัท ฯ ขนาดเล็ก- ขนาดกลางนั่นเองครับ ถึงแม้ว่าอัตราการเติบโตของหุ้นเล็กในระยะยาวจะดูดีกว่ากองทุนหุ้นใหญ่ก็ตามครับ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทขนาดเล็ก ขนาดกลางนั้น หากยอดขายจะเพิ่มจาก 50 ล้าน ไป 100 ล้าน อาจจะไม่ยากเย็นเท่ากับ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้นำอันดับต้น ๆ มียอดขาย 1 แสนล้าน แล้วจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 แสนล้าน พูดง่ายๆ ว่าจะทำยอดขายได้แบบนี้ ต้องไปลงทุนในต่างประเทศที่เหมือนกับประเทศไทยอีก นอกจากนี้ต้องครองตลาดให้ได้อีกด้วยครับ

แต่ในทางกลับกันบริษัทขนาดเล็ก ขนาดกลางนั้น ก็มีความเสี่ยงด้านธุรกิจที่จะมีคู่แข่งใหม่ๆ เข้ามา หรือว่าการบริหารของบริษัทฯ ที่ยังต้องปรับเปลี่ยนอะไรมากมาย หากไม่สามารถปรับเปลี่ยน หรือเติบโตได้ทัน อาจจะทำให้เราเห็นกำไรของบริษัทเหล่านี้ลดลงไปได้อย่างมากเลยทีเดียวครับ

 ซึ่งการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่นั้น จริง ๆ แล้วมีข้อได้เปรียบอีกประการครับ นั่นก็คือ เป็นหุ้นกลุ่มแรกที่จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนต่างประเทศ หรือว่านักลงทุนสถาบันอื่นๆ ในต่างประเทศครับ

เราจะสังเกตได้ว่า หากช่วงไหนที่มีการไหลเข้าของเม็ดเงินมาลงทุนในภูมิภาคนี้ หุ้นใหญ่ๆ ในบ้านเราจะวิ่งขึ้นมาก่อน จากนั้นหากแนวโน้มการลงทุนยังคงดี หุ้นขนาดเล็ก ขนาดกลางก็จะค่อยๆ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามมาภายหลังครับ

และในปัจจุบันเอง ต่างชาติก็ยังคงถือครองหุ้นไทยในสัดส่วนที่ไม่ได้สูงมากเหมือนเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วครับ ดังนั้นหากประเทศเรามีปัจจัยบวกส่งเสริมความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในต่างประเทศได้แล้วละก็ อาจจะได้เห็น Fund Flow จากต่างชาติไหลเข้าสู่หุ้นขนาดใหญ่ของบ้านเราก็เป็นไปได้ครับ

ข้อดีอีกประการ ของหุ้นขนาดใหญ่ก็คือ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นบริษัทที่เป็นผู้นำของกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ๆ ครับ จึงทำให้มีความแข็งแกร่งของบริษัท และบางบริษัทเองก็มีการบุกเบิกไปต่างประเทศอีกด้วยครับ ซึ่งบริษัทในกลุ่ม SET50 หรือว่าหุ้นขนาดใหญ่ 50 ตัวแรกของตลาดหุ้นบ้านเรานั้น มีหุ้นประมาณ 30 กว่าตัว หรือเกินครึ่งที่สามารถออกไปขยายตลาดให้กว้างขึ้นในต่างประเทศได้ครับ

ดังนั้น ในวันนี้ ผมจะพานักลงทุนทุกท่าน มาพบกับกองทุนที่มีแนวคิดการลงทุนที่น่าสนใจ และเป็นกองทุนที่ถือหุ้นใหญ่อีกด้วยครับ

นั้นก็คือ กองทุน “T-BigCapLTF”(ความเสี่ยงอยู่ในระดับ 6) นั่นเองครับ 

โดยแนวทางการลงทุนของกองทุนนี้จะเน้นการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ ลงทุนในหุ้นเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่า 80% ปัจจุบันเน้นการลงทุนในหุ้นกลุ่ม SET50 ที่มีสภาพคล่องสูง และเป็นบริษัทชั้นนำของประเทศครับ

แน่นอนว่าจะเป็นหุ้นกลุ่มที่จะมีการเติบโตของธุรกิจไปตามภาวะเศรษฐกิจของไทย ซึ่งบริษัทเหล่านี้ยังคงมีแนวโน้มที่ดีต่อในปี 2561 จากภาคการส่งออกรวมถึง การบริโภคอุปโภคที่ควรปรับดีขึ้นและยิ่งไปกว่านั้น หากรัฐบาลมีความชัดเจนในการเลือกตั้งมากขึ้น เงินลงทุนจากต่างชาติเองก็มีแนวโน้มที่จะไหลเข้ามาลงทุนในบ้านเรามากขึ้นด้วยครับ

เรามาดูที่ผลตอบแทนกันครับ กองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดีครับ จะเห็นได้ว่ากองทุนสามารถเอาชนะดัชนีของตลาดหุ้นไทยได้เกือบทุกปีเลยครับ มีเพียงแค่ช่วงระยะเวลาผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปีเท่านั้นที่ตามหลังดัชนีมาตราฐานหรือว่า SET TR อยู่ประมาณ 0.06% ครับ ซึ่งถือว่าแทบจะเรียกได้ว่าเสมอกันกับ SET TR เลยครับ

คำเตือน: ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

คราวนี้เรามาดูกันครับว่า หลังจากทีมงานของผู้จัดการกองทุนได้เลือกหุ้นขนาดใหญ่ ที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกการลงทุนแล้วกองทุนนั้นได้ลงทุนกับหุ้นอะไรกันบ้างครับ  

ข้อมูลจาก Fact Sheet เดือนตุลาคม 2560

จะเห็นได้ว่าหุ้นส่วนใหญ่พวกเราจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว

ถ้าเรามาดูกันที่พอร์ตของกองทุนนี้จะมีการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่เราค่อนข้างคุ้นเคยกันครับ แน่นอนว่าเป็นเจ้าตลาดของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมครับ และดูเหมือนว่ากองทุนนี้เองน่าจะเน้นไปในกลุ่มของธนาคาร พลังงาน ท่องเที่ยว และกลุ่มสื่อสาร เป็นหลักไม่ว่าจะเป็น PTT , KBANK , AOT 

สรุปได้ว่า กองทุนเน้นการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ และที่มีการเติบโตไปได้พร้อม ๆ กันกับตลาดหุ้นไทย และถ้าผู้จัดการคาดการณ์ได้ถูกต้อง ในปีหน้าถ้าหุ้นกลุ่มนี้ยังสามารถเติบโตได้ หรือกลับขึ้นมาดีได้มากขึ้น ผมว่าอาจจะเห็นผลตอบแทนปรับตัวดีขึ้นไปได้อีกครับ

คราวนี้เรามาดูกันที่ สไตล์การลงทุน + การปรับพอร์ตกันครับ โดยในส่วนของการปรับพอร์ตนั้น ผมถือว่ามีการปรับพอร์ตที่กลาง ๆ คือ ไม่ได้ปรับอย่างรวดเร็วมาก โดยอัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์อยู่ที่ประมาณ 150-300% ครับ (Portfolio Turnover Ratio ของกองทุนนี้ตามรายงานประจำ 6 เดือน อยู่ที่ประมาณ :1.55)

ซึ่งกองทุนนี้ไม่ได้เป็นสไตล์ Buy and Hold ที่มีอัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์ต่ำ ๆ ที่มักจะอยู่ที่ประมาณ 20-100% คงต้องบอกว่าเป็นกองทุนที่เน้นการซื้อขายเพื่อทำกำไรครับ ซึ่งผมว่าก็เป็นการปรับพอร์ตที่ไม่ช้าเกินไป ไม่เร็วเกินไป เป็นไปตามภาวะของตลาดหุ้นไทยนั่นเองครับ

ดังนั้น ถ้านักลงทุนเห็นว่าการลงทุนระยะยาวเพื่อให้เงินลงทุนมีโอกาสเติบโตไปตามเศรษฐกิจของไทย รับความผันผวนของตลาดหุ้นได้ กองทุนนี้อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ และยิ่งเป็นกองทุนที่อยู่ในรูปแบบของ LTF ที่ใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ถือว่าเป็นการลงทุนที่ได้ 2 ต่อเลยละครับ ทำให้กองทุนนี้น่าจะเหมาะกับนักลงทุนที่ลงทุนได้ในระยะยาวครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ นักลงทุนทุกท่าน น่าจะพอเห็นภาพว่ากองทุนนี้มีแนวทางการลงทุนอย่างไรกันแล้วนะครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากให้นักลงทุนได้เลือกกองทุนที่เหมาะสมกับตนเองนะครับ เพราะว่าการลงทุนในกองทุน LTF นั้นมีระยะเวลาค่อนข้างนานประมาณ 7 ปีปฏิทินครับ หากเราเลือกกองทุนที่เหมาะกับตนเองแล้ว อาจจะทำให้เราไม่สบายใจ ซึ่งการลงทุนที่ดีคือ การลงทุนที่เมื่อเราลงทุนไปแล้ว สามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจครับ

ไม่ใช่ว่าแค่ได้ผลประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีไปแล้ว เราก็จะสบายใจได้เลยทันที เพราะว่าหากเราไม่เลือกกองทุนที่ดีให้กับตนเอง ผลตอบแทนที่ได้อาจจะไม่คุ้มกับการที่เราเสียเวลารอคอยไปถึง 7 ปีครับ ซึ่งผมเชื่อว่าหากเราลงทุนแล้วสบายใจ กองทุนหุ้นใหญ่เองก็จะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนเลยละครับ ลองศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมกันดูนะครับ วันนี้ผมต้องลาไปก่อน สวัสดีครับ ^_^

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) ABSC : ถ้าไม่เลือกกองทุน RMF จากผลตอบแทน แล้วควรเลือกจากอะไรดี?

หลายคนคงเคยได้ยินคำเตือนเกี่ยวกับกองทุนรวมบ่อยๆ ว่าผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคตทำให้พรี่หนอมเริ่มตั้งคำถามขึ้นมาครับว่า ถ้าหากเราไม่เลือกกองทุนจากผลตอบแทน ความเสี่ยง และความสม่ำเสมอ แล้วเราควรเลือกจากอะไรดี?

สาเหตุที่ตั้งคำถามนี้ขึ้นมา ไม่ได้บอกว่าการดูผลตอบแทนจากการลงทุน หรือความสม่ำเสมอที่ได้รับจากการลงทุนนั้นเป็นเรื่องที่ผิดนะครับ เพียงแต่อยากชวนให้มองกันต่อว่า ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นมาจากอะไร? ไปๆมาๆ แล้ว คำตอบที่ได้รับนั้นมีอยู่อย่างเดียว นั่นคือ เราคงต้องกลับมาตรวจสอบเป้าหมายในการลงทุนของตัวเองว่าเราต้องการอะไรจากการลงทุน และมองหากองทุนรวมที่สอดคล้องกับสิ่งที่เราต้องการครับ

ถ้าพูดแบบนี้หลายคนอาจจะมองไม่เห็นภาพ ขออนุญาตลองยกตัวอย่างกองทุน RMF ของบลจ.แห่งหนึ่ง ที่พรี่หนอมคิดว่ามีความชัดเจนในปรัชญาการลงทุน (Investment philosophy) มาเนิ่นนาน และมีขั้นตอน (Investment process) การลงทุนที่น่าสนใจ มารีวิวให้ดูกันครับ

ABSC-RMF 
กองทุนเปิดอเบอร์ดีนสมาร์ทแคปปิตอลเพื่อการเลี้ยงชีพ

อย่างที่ทราบกันดีว่า จุดแข็งของทางอเบอร์ดีนนั้น จะมีปรัชญาและขั้นตอนการลงทุนที่ชัดเจน โดยมีการปรับพอร์ตการลงทุนตามความเหมาะสม และเน้นลงทุนในหุ้นที่มั่นใจว่าเป็นบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดี โดยให้ความสำคัญกับมุมมองการลงทุนในระยะยาว ในการเป็นเจ้าของกิจการ มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น

สำหรับวิธีการเลือกหุ้นนั้น จะใช้วิธี Bottom – up โดย Aberdeen Standard Investment ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนสถาบันที่มีความสามารถบริหารลงทุนแบบ Active มาช่วยคัดเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งเป็นรายตัว และมองขึ้นไปยังอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ โดยมองภาพรวมระยะยาวที่ 3-5 ปีขึ้นไป ตามปรัชญาเลือกลงทุนในบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีงบการเงินแข็งแกร่ง มีธรรมมาภิบาลที่โปร่งใส เพื่อผลตอบแทนที่ดี ด้วยกระบวนการลงทุนที่เป็นมาตรฐานเหมือนกันทั่วโลกนี้จะผ่านหลักที่มีชื่อว่า “กฎ 10 ประการเพื่อการลงทุน” นั่นเองครับ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.aberdeen-asset.co.th)

เอาล่ะครับ ทีนี้เรามาลองเช็คเป้าหมายในการลงทุนของเราไปพร้อมๆกันเลยดีกว่าครับ โดยเริ่มจากคำถามแรกก่อน นั่นคือ เราลงทุนใน RMF เพราะต้องการอะไร? ใช่ครับ การลงทุนใน RMF หรือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพนั้น มันคือ การลงทุนเพื่อเกษียณ นั่นเองครับ

ทีนี้พอตัดสินใจลงทุนเพื่อเกษียณแล้ว เราต้องมาถามกันต่อว่า แล้วเราต้องการจำนวนเงินเท่าไรที่ใช้หลังเกษียณ และจะใช้วิธีการแบบไหนที่ทำให้เราไปสู่เป้าหมายได้ตามที่ต้องการ ซึ่งจำนวนเงินที่ต้องการนั้น พรี่หนอมคิดว่าแต่ละคนย่อมมีความต้องการที่แตกต่างกันไปแต่วิธีการที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้นั้น คือ การใช้กองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้นเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยเพื่อการวางแผนเกษียณครับ

ทีนี้คำถามสุดท้าย คือ แล้วกองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้นที่เราเลือกนั้น ควรจะเลือกนโยบายแบบไหน อย่างไรดี เพราะมันคือการลงทุนในระยะยาวไปจนถึงเกษียณในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ดังนั้นเราต้องถามตัวเองให้แน่ใจว่า วิธีการเลือกหุ้นของกองทุนนั้นจะทำให้เรามั่นใจได้อย่างไร

ABSC-RMF : เลือกหุ้น ด้วย “คุณภาพ” ก่อน “ราคา”

กองทุนนี้จะเน้นลงทุนในหุ้น ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยจะมุ่งเน้นลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และให้ความสำคัญของ “คุณภาพ”ของหุ้นก่อน “ราคา” ตามปรัชญาการลงทุนที่ได้เล่ามาตั้งแต่ต้นครับ

แต่สิ่งที่ยังไม่ได้บอกอีกเรื่องหนึ่งคือ สิ่งที่กองทุนนี้ให้ความสำคัญมากที่นอกเหนือไปจากอัตราส่วนทางการเงินหรือความสามารถต่างๆในการทำกำไรนั้น คือ การมองทะลุไปยังความสามารถในการบริหารกิจการผ่านตัวตนของผู้บริหาร เพราะเชื่อว่าคนที่ดีนั้นจะทำให้กิจการดีได้

หลังจากผ่านเกณฑ์ของคุณค่าแล้ว จะให้ความสำคัญต่อในส่วนของ “ราคา” โดยใช้วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นต่างๆ เช่น PEG/PEs, EV/EBITDA, Discounted Cash Flow ซึ่งงบการเงินของบริษัทเหล่านี้เป็นตัวประกอบการตัดสินใจ โดยหุ้นที่ผ่านการคัดเลือกด้านคุณค่านั้นจะถูกซื้อเมื่อมีราคาที่เหมาะสมครับ

สุดท้ายจำนวนหุ้นที่เหมาะสมสำหรับการจัดพอร์ทจะอยู่ที่ประมาณ 30-50 ตัว จากข้อมูลรายชื่อหุ้นด้านล่างจะเห็นว่าเป็นไปตาม*นโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้ครับ และส่วนใหญ่ก็เป็นหุ้นที่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว

(*นโยบายการลงทุน – ลงทุนในหลักทรัพย์ และหรือทรัพย์สินอันเป็นหรือที่เกี่ยวข้องกับตราสารแห่งทุน โดยจะลงทุนเพื่อให้มี Net Exposure ในตราสารทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยจะมุ่งเน้นลงทุนในตราสารแห่งทุนที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ส่วนที่เหลือจะลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นหรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือประกาศสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.)

ปรัชญาการลงทุนที่ดี ส่งผลต่อผลตอบแทนจริงหรือเปล่า

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องของผลตอบแทนกันบ้างครับ ถึงพรี่หนอมจะบอกว่าให้เลือกลงทุนจากเป้าหมายและวิธีการลงทุนของกองทุน แต่สิ่งที่จะวัดผลจริงๆ นั้น เราก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่า มันคือผลตอบแทนจากการลงทุน จริงไหมครับ

ที่มา : บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน จำกัด

จากข้อมูลจะเห็นว่ากองทุนทำผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว นั่นคือตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (12 พฤศจิกายน 2545) หรือ ช่วง 10 ปี ขึ้นไป หากเปรียบเทียบกับค่าชี้วัด ซึ่งมันเป็นสิ่งสะท้อนถึงวิธีการเลือกหุ้นของกองทุนนี้ว่าเป็นการมองภาพรวมที่มีในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ดังนั้นคนที่เหมาะกับกองทุนนี้คือ คนที่มั่นใจว่าหุ้นที่กองทุนเลือกนั้นเป็นการสะท้อนมูลค่าและการเติบโตของบริษัทในระยะยาวจริงๆ ซึ่งบางทีแล้วมุมมองนี้อาจจะสอดคล้องกับการลงทุนใน RMF ที่เป็นการลงทุนเพื่อเกษียณของเราก็ได้ครับ

ส่วนเรื่องอื่นๆ อย่างค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนนั้น จะอยู่ที่ 2.05% (ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรายปี) ซึ่งถือว่าอยู่ในค่าเฉลี่ย แต่จำนวนเงินที่ซื้อนั้นจะค่อนข้างสูงหน่อยครับ อยู่ที่ 10,000 บาทต่อครั้ง

ที่มา : บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน จำกัด

สรุป

ถึงแม้ว่า การตัดสินใจลงทุนของแต่ละคนนั้น ย่อมจะมีมุมมองที่แตกต่างและหลากหลายกันไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนนั้น คือ การยึดหลักการมากกว่าผลลัพธ์ เพราะถ้าหลักการของเราถูกต้อง เราย่อมจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนมากกว่าการมองแต่ผลลัพธ์แต่ไม่รู้ที่มาของหลักการครับดังนั้นถามความต้องการของตัวเองดีๆ และทำความเข้าใจกับวิธีการลงทุนของแต่ละกองทุน จะทำให้เรานั้นสามารถลงทุนได้อย่างสบายใจครับ

สำหรับคนที่สนใจในกองทุน ABSC-RMF นั้น สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ แผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร 0-2352-3388 หรือ www.aberdeen-asset.co.th

ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม

บทความนี้เป็น Advertorial

ทำไมถึงต้องฟองสบู่ ? รู้เท่าทันก่อนที่มันจะแตก

ในช่วงที่กระแสเศรษฐกิจ ทั้งการเงิน และการลงทุนกำลังบูมอย่างต่อเนื่อง หันไปทางไหนก็เจอแต่คำว่า “New High” ตั้งแต่ดัชนีตลาดหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 23 ปีในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ใครๆ ก็ต่างคาดการณ์ว่ามันจะวิ่งทะลุไปได้ไกลมากกว่านี้ ในขณะเดียวกันก็ยังมีคนที่ยังแสดงความกังวลกลัวว่าจะเกิดสภาวะ “ฟองสบู่แตก” เหมือนในปี 1997 ที่ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย

ในปี 2008 ที่สหรัฐอเมริกาเกิดวิกฤตซับไพรม์ฟองสบู่แตกกับภาคอสังหาริมทรัพย์ จนกลายเป็นเรื่องที่น่าขยาดสำหรับอเมริกันชนไปเลยก็ว่าได้ ถ้าย้อนกลับไปในปี 1622 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก็เคยเกิดเรื่อง Tulip Mania หรือความคลั่งในดอกทิวลิปมาแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นวิกฤตฟองสบู่แตกครั้งแรกของโลกก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังมีวิกฤตที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์การลงทุนอาทิ

  • Missipsippi ในระหว่างปี 1716-1719 ที่ตลาดหุ้นฝรั่งเศส
  • South Sea Bubble ในปี 1720 ที่อังกฤษ (แม้แต่นักวิทยาศาสตร์คนดังอย่างไอแซค นิวตัน ยัง      เจอการขาดทุนมหาศาลกับตัวเอง)
  • วิกฤตเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในปี 1980
  • วิกฤตเศรษฐกิจดอตคอม ในช่วงต้นทศวรรษ 2000

รายละเอียดของวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ สามารถหาอ่านได้ในอินเตอร์เนตนะครับ (ผมแนะนำให้ลองไปหาอ่านดู เพราะการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ทำให้เราสามารถมองภาพในปัจจุบันและเข้าใจเหตุผลที่มาของสภาวะที่เกิดขึ้นได้)

ฟองสบู่แตก ? ศัพท์นี้มีที่มาที่ไปยังไง ?

ในวัยเด็ก เพื่อนๆ เคยเป่าฟองสบู่กันมั้ยครับ? ฟองสบู่สีสันสวยงามที่กำลังล่องลอยขึ้นไปบนอากาศจนถึงระดับหนึ่งแล้ว มันจะแตกตัวไปเอง เพราะความจริงแล้วฟองสบู่ไม่ได้มีความสามารถมากพอที่จะลอยขึ้นไปที่สูงๆ ได้เมื่อต้องเจอกับอุณหภูมิและแรงลมนั่นเองครับ

ฟองสบู่ก็เหมือนกับราคาของ “สินทรัพย์” ต่างๆ ที่มีอยู่บนโลกนี้ โดยมีคนสร้าง “มูลค่า” ให้กับมันตาม “ความเชื่อในบางเรื่อง” เช่น เรามีความสุขที่จะเห็นหุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือบิทคอยน์ ที่เราเชื่อมั่นว่ามีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ เราจึงมีความสุขกับการลงทุนต่อสิ่งเหล่านั้น ซึ่งพอราคามันขึ้นหลังจากที่เราซื้อ เราจึงมีความสุขกับการที่ได้อัตราการเติบโตของสินทรัพย์ที่เราลงทุน

ในขณะที่เรายังคงสนุกสนานกับการเฝ้าดูราคาลอยขึ้นไปในอากาศเรื่อยๆ สิ่งที่เรียกว่า “ความโลภ” จึงเข้าครอบงำความรู้ ทำให้เราลืมคิดถึง “มูลค่าที่แท้จริง” ของสินทรัพย์เหล่านั้นไปโดยปริยาย โดยเราไม่รู้เลยว่าฟองสบู่ที่มีสีสันเหล่านั้นกำลังจะแตกตัวในไม่ช้า…

สาเหตุที่เกิดภาวะฟองสบู่(แตก)

ความโลภของมนุษย์เราจะมีมาก ตามราคาสินทรัพย์ที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกคนพากันเฮโลมาที่สินทรัพย์ชนิดนั้นเพราะคิดว่า “ถ้าไม่รวยตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหนล่ะ?” เมื่อปริมาณความต้องการมากขึ้นราคาของสินทรัพย์จึงเพิ่มขึ้นตามกฎอุปสงค์ จนราคาของสินทรัพย์วิ่งนำปัจจัยพื้นฐานไปมาก เหมือนหัวดอกทิวลิปที่ต่อให้สวยงามหรือมีสีสันหายากแค่ไหน ปัจจัยพื้นฐานของมันคือ “ดอกไม้ที่หายาก” เท่านั้นเอง การที่ราคาของมันสูงเกินกว่าที่ดินในยุคนั้น นับได้ว่าเป็นวิกฤตฟองสบู่ของดอกทิวลิปอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น คนโดยส่วนมากเข้าสู่ตลาดมาเพื่อ “เก็งกำไร” ไม่ได้เข้ามาเพราะต้องการใช้ประโยชน์ หรือหวังผลตอบแทนที่แท้จริงจากสินทรัพย์นั้นจริงๆ ต่อให้ราคาดอกทิวลิป ราคาหุ้น หรือราคาบ้านในสหรัฐฯ สูงมากแค่ไหน พวกเขาก็ยอมซื้อ เพราะชื่อว่ามันจะต้องมีคนยอมซื้อที่ราคาแพงกว่านี้ได้อีกราคาของสินทรัพย์ก็จะขึ้นไปอย่างรวดเร็ว

เหตุนี้เองจึงเกิดเครื่องมือการเก็งกำไรอย่างสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเข้ามาเกี่ยวข้องที่ยิ่งทำให้การเก็งกำไรเป็นไปอย่างสนุกสนาน เพราะสามารถซื้อขายสินทรัพย์ชนิดนั้นๆ บนราคาในอนาคตได้ โดยไม่จำเป็นต้องส่งมอบของเพื่อแลกเปลี่ยนกับราคาเสมอไป แต่ถ้าคนในตลาดเริ่มรู้ตัวว่าราคามันวิ่งเกินมูลค่าที่แท้จริง สัญญาซื้อขายล่วงหน้าก็จะช่วยดึงสติให้ทุกคนกลับมาอยู่บนโลกแห่งความจริงมากขึ้น

เมื่อทุกคนตื่นจากฝันมาพบกับความจริง 

บางที..มันก็สายเกินไป เพราะฟองสบู่ที่สวยงามได้แตกไปแล้ว

สบู่แตกแล้วใครเดือดร้อน

ส่วนมากคือ “คนโลภ” คนที่ก่อหนี้ เพราะเห็นว่าเป็นช่วงเวลาของการกอบโกยผลประโยชน์จากภาวะการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ ในช่วงที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง 1997 มีหลายคนที่โดดเข้ามาในตลาดหุ้น โดยไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนรองรับเลย แต่เข้ามาเพราะคิดว่าเป็นแหล่งสร้างเงิน พร้อมกันกับเปิดบัญชีมาร์จิ้น เพิ่มความเสี่ยงด้วยการสร้างหนี้เพื่อผ่อนแรงตัวเอง เพราะคิดว่าตัวเองจะได้ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนจากตลาดหุ้น และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แน่นอน

ในวิกฤตซับไพรม์ 2008 ที่ธนาคารพากันปล่อยกู้ให้กับชาวอเมริกาที่ต้องการเงินไปยื่นซื้อบ้านใหม่เพื่อเก็บสะสมไว้ เพราะราคาอสังหาริมทรัพย์ในตอนนั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มูลค่าของหลักทรัพย์ค้ำประกันมีแต่จะสูงขึ้น จนมาตรฐานการปล่อยกู้ของธนาคารเริ่มผ่อนปรน มีการปล่อยกู้แบบใหม่ผ่านตราสารต่างๆ จนในที่สุดก็เริ่มมีสัญญาณของหนี้เสียค่อยๆ สะสมซุกอยู่ใต้พรม โดยที่ธนาคารไม่รู้ตัวว่าภาคอสังหาฯ กำลังประสบกับปัญหาฟองสบู่แตก (แนะนำให้ดูหนังเรื่อง BIG SHOT ประกอบไปด้วยจะมันส์มาก)

ทำอย่างไรที่เราจะไม่เผชิญกับฟองสบู่

สิ่งหนึ่งที่เพื่อนๆต้องเข้าใจก่อนการลงทุน ก็คือ “ปัจจัยพื้นฐาน” ของสินทรัพย์ตัวนั้น อย่าให้ราคาหรือผลตอบแทนที่ดูเหมือนจะได้มันมาอย่างง่ายดายและรวดเร็วหลอกตาเราจนกระโดดเข้าไปร่วมวง

เอาเข้าจริงมันพูดยากนะครับ..ที่จะหยุดความโลภของคน เพราะพื้นฐานของคนมักจะชอบอะไรที่ตื่นเต้น เอาเป็นว่าผมไม่ห้ามหรอก ถ้าอยากจะเข้าไปสนุกกับมัน แต่อย่าวางเดิมพันด้วยเงินทั้งชีวิตหรือกู้ยืม เพื่อเอาเงินในอนาคตมาทุ่มลงไปกับมันทั้งหมด

ทางที่ดีควรศึกษาประวัติศาสตร์ หรือกรณีศึกษาของวิกฤตแล้วลองย้อนมองดูสภาวะสินทรัพย์ต่างๆ ในตอนนี้ว่าอันไหนเข้าข่ายฟองสบู่ใกล้จะแตกบ้าง อยู่ห่างๆ อย่าเข้าไปร่วมวงน่าจะดีกว่า จะเจ็บมากเจ็บน้อยก็เสียเงินเหมือนกัน 

“ความสวยงามของฟองสบู่”  สำหรับเด็ก กับ นักลงทุน มันคนละความหมายกัน ถ้าเลือกได้เราก็อยากเก็บความทรงจำดีๆ กับฟองสบู่ที่สร้างความเพลิดเพลินให้เรา มากกว่าความเจ็บปวดที่จะตามมาจากการลงทุนที่ล้มเหลวเนอะ 

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 18-22 ธันวาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ อัศวินกองทุนคนนี้กลับมาอีกครั้ง เหลืออีกไม่นานก็จะถึงช่วงปีใหม่ 2561 บอกเลยครับว่าในปีหน้านี้ คอลัมน์นี้จะมีการปรับปรุงไปในทิศทางที่ทุกคนต้องร้องว้าวอย่างแน่นอนครับ! อย่าลืมนะครับว่า ถ้าคุณคิดจะลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ดี นี่คือคอลัมน์ที่ต้องติตดามคร้าบบบ

ฮ่าๆ ดูเหมือนจะโม้มากเกินไปเสียหน่อย แต่เอาเป็นว่า สำหรับสัปดาห์นี้ เรากลับมาดูกันที่ภาพรวมของตลาดกันก่อนดีกว่าครับ…

ภาพรวมของตลาด

เริ่มจากตลาดหุ้นในเอเชียส่วนใหญ่ปรับขึ้น หลังจากที่ FED ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และประกาศตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นทั้งในปีนี้และปีหน้าซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีตามมาครับผม

เจาะลงมาดูรายละเอียดที่ฝั่งของตลาดหุ้นไทยกันบ้าง มีการปรับตัวขึ้นเช่นกัน ผมว่ามาจากแรงหนุนจากการลงทุนใน LTF และ RMF และการปรับพอร์ตการลงทุนใหม่ของกองทุนต่างๆ หลังจากที่ทาง SET มีการประกาศรายชื่อหุ้นในดัชนี SET50 และ SET100 ชุดใหม่เพื่อลงทุนในครึ่งปีแรกของปีหน้าครับ

ส่วนทางฝั่งตลาดหุ้นจีนนั้น มีทิศทางค่อนข้างผันผวนในสัปดาห์ที่ผ่านมา จากการที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาค่อนข้างคงที่ รวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลางสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนมากขึ้น ตรงนี้ต้องจับตาดูให้ดีครับ

ข้ามกลับไปอีกฝั่งหนึ่งบ้าง ทางพี่ใหญ่อย่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่หยุดครับ มีการปรับตัวสูงขึ้น หลังมีการประกาศอัตราว่างงานสหรัฐฯ ลดลงอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 17 ปี อยู่ที่ 4.1% และนักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่านโยบายปฎิรูปภาษีจะดำเนินการได้เร็วอย่างแน่นอน

ท้ายสุด มาดูฝั่งสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำกับน้ำมันกันบ้าง ราคาทองคำปรับตัวขึ้นหลังจาก FED ขึ้นดอกเบี้ยแต่ไม่ปรับการคาดการณ์ดอกเบี้ยปีหน้าขึ้น ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ส่วนราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น หลังมีปริมาณสำรองน้ำมันสหรัฐฯ อยู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่ ต.ค. 2558 และมีการปิดท่อส่งน้ำมัน Forties ซึ่งเป็นท่อที่ใหญ่ที่สุดในทะเลเหนือของอังกฤษไปครับ

สัปดาห์นี้ยังมีทิศทางทรงๆ กันอยู่เหมือนเคยครับ สมกับเป็นช่วงปลายปีเสียจริง เอาล่ะครับ เรามาดูกันที่กลยุทธ์การลงทุนกันดีกว่าครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ คำแนะนำยังคงเป็น “ซื้อ” หุ้นสหรัฐฯ อยู่เหมือนเดิมครับ เพราะจากความคืบหน้าของการผ่านร่างนโยบายปฏิรูปภาษีที่อาจจะเร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้ ซึ่งประกอบไปด้วยการลดภาษีรายได้บุคคลและภาษีในภาคธุรกิจ ที่จะส่งผลบวกโดยตรงต่อการบริโภคในประเทศ และจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการลงทุนภาคเอกชนต่อไป ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีต่อเนื่องแบบนี้ ยังไปต่อได้ครับผม
  • ตลาดหุ้นไทย เช่นเดียวกันครับ ในฝั่งของบ้านเรา ผมมองว่ายังแนะนำให้ “ซื้อ” หุ้นไทยจากเศรษฐกิจที่มีสัญญาณดีขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการส่งออกที่ขยายตัวดีตามภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ และการใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่าเม็ดเงินในปี 61 จะสูงขึ้น รวมทั้งโครงการ EEC จะช่วยกระตุ้นการลงทุนในภาคเอกชน นอกจากนี้ การเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในช่วงปลายปีหน้าจะช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจการลงทุนในเชิงบวกให้มากขึ้น ดังนั้นทิศทางของหุ้นไทยน่าจะสดใสเลยล่ะครับ
  • ตลาดหุ้นจีน ฝั่งแดนมังกรนั้น ผมแนะนำให้ “ซื้อ” หุ้นจีนเฉพาะ H-share เท่านั้นครับ หลังจากที่ตลาดปรับตัวลงมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อนโยบายภาครัฐ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจีนยังคงปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ทำให้การปรับตัวลงเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนต่อครับ ยังไงระยะยาวผมมองว่าไปต่อได้ ดังนั้นจัดกันต่อไปได้ครับ 
  • ตลาดหุ้นเอเชีย แนะนำให้ทยอยสะสมไปเรื่อยๆ ครับ เนื่องจากตลาดหุ้นได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออก ส่งผลให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ยังไม่มีสัญญาณเร่งตัว ทำให้ FED ไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ ECB และ BOJ ยังจำเป็นต้องคงมาตรการ QE ต่อไป ทำให้ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ยังไม่สูงมากนักครับ ดังนั้นถ้ามีโอกาสและเห็นจังหวะ ผมว่าจัดต่อไปได้เลยครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนตราสารทุนในสัปดาห์นี้

เน้นไปที่การลงทุนระยะยาวที่ยังไปต่อได้ครับ แนะนำให้สะสมเพิ่มเติมทั้งหุ้นสหรัฐฯ ไทย เอเชีย และจีน H-Share เพราะแนวโน้มระยะยาวน่าจะสดใสครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้สหรัฐฯ ยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมตราสารหนี้เอกชนคุณภาพดี และ high yield สหรัฐฯ จากเศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่ดีขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มขยายตัวดีมากขึ้นจากนโยบายปฏิรูปภาษี โดยความเสี่ยงต่อตราสารหนี้ต่างประเทศลดลงหลังจาก FED ทำการขึ้นดอกเบี้ยแต่ไม่ปรับการคาดการณ์ดอกเบี้ยในปีหน้าขึ้น ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีสัญญาณเร่งตัว ทำให้การลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศยังมีความน่าสนใจอยู่ครับ
  • ตราสารหนี้ไทย แนะนำให้ชะลอลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย เนื่องจากผลตอบแทนในหลายช่วงอายุต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธปท. และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงไม่จูงใจ ประกอบกับเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในปีหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อตลาดหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้

ตอนนี้แนะนำให้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ  short duration เป็นหลักครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังไม่มีสัญญาณเร่งตัว ซึ่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ยังไม่ปรับตัวขึ้นรวดเร็ว ลดแรงกดดันต่อราคาทองคำอยู่ครับ นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือและการประกาศรับรองให้กรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอล จะทำให้ความต้องการถือทองคำเนื่องจากเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคตครับ
  • น้ำมัน เช่นเดียวกันครับ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมน้ำมันหลังจากกลุ่มประเทศ OPEC และ Non-OPEC ตกลงต่ออายุการควบคุมกำลังการผลิตไปจนถึงปลายปี 2018 ซึ่งจะทำให้อุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดลดลงเร็วกว่าการคาดการณ์ นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในปีหน้าจะช่วยให้ปริมาณการบริโภคน้ำมันสูงขึ้นด้วยครับผม

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกสัปดาห์นี้

แนะนำให้ยังสะสมต่อไปครับสำหรับทองคำและน้ำมัน ผมว่ายังไปต่อครับ จัดเข้าพอร์ตเพิ่มไปเรื่อยๆ ได้ครับ

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

สำหรับแผนการลงทุนในสัปดาห์นี้นั้น ยังสามารถสะสมต่อไปได้ครับกับตัวเดิมๆ เพราะภาพรวมของการปรับตัวลดลงบางตลาดยังเป็นโอกาสสำหรับเราอยู่ครับ

ส่วนตัวที่ไปต่อก็เพราะว่าอนาคตนั้นสดใสและน่าสนใจครับ ตอนนี้ได้หมดถ้าสดชื่นครับ ทั้ง สหรัฐฯ ไทย เอเชียโดยรวม และจีน H-SHARE ครับ สะสมไปได้เรื่อยๆ ครับสำหรับช่วงนี้

ทางฝั่งของตราสารหนี้ ยังแนะนำเหมือนเดิมให้ลงทุนในกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ  short duration เหมือนสัปดาห์ก่อนครับ ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำกับน้ำมัน นั้นยังคงเพิ่มเติมได้เรื่อยๆ ครับผม

เอาล่ะครับ สุดท้ายก็ขอฝากเหมือนเช่นเคยครับ ยังไงอย่าลืมติตตามสถานการณ์ลงทุนประจำสัปดาห์ และกลยุทธ์ในการลงทุนดีๆ กับผม อัศวินกองทุน และ Weekly Outlook แบบนี้เป็นประจำต่อเนื่องได้ที่นี่ตลอดปีนี้ครับ และฝากติดตามกันต่อในปีนี้ด้วยนะครับผม

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  14 ธันวาคม 2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

รีวิว K20SLTF จาก KAsset กองทุนเลือกหุ้น 20 ตัวที่ดีที่สุด เพื่อสุดยอดผลตอบแทน

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม ยอดมนุษย์กองทุน หนุ่มหน้ามนคนเดิม ทำหน้าที่เสริมเติมประเด็นประจำรายการกองทุนไหนดี วันนี้มารับหน้าที่สรุปเรื่องราวดีๆ จากรายการกองทุนไหนดี SELECTED LTF RMF SEASON 2 ประจำปี 2017 ให้อ่านกันแบบนี้อีกแล้วครับผม

สำหรับวันนี้  เป็นอีกกองทุนหนึ่งที่น่าสนใจเช่นเดียวกันครับ โดยกองทุนนี้จะเลือกลงทุนกับหุ้นไม่เกิน 20 ตัว โดยเน้นไปที่หุ้นพื้นฐานดีมีโอกาสเติบโตเร็ว  ถือว่าเป็นกองทุนที่ขายดี และโดดเด่นที่สุดในตอนนี้ที่ทาง บลจ.กสิกรไทย ภูมิใจนำเสนอ ซึ่งนั่นก็คือ คือ คือ ….

คือออออออออออออออออ กองทุน K20SLTF 

หรือกองทุนเปิดเค 20 ซีเล็คท์หุ้นระยะยาวปันผลนั่นเองคร้าบบบบบบบ!!!!

อ๊ะๆๆๆ ขอทวนอีกทีนะครับว่า วิธีการเขียนริวิวของยอดมนุษย์กองทุนอย่างผมนั้นจะดูประเด็นเด็ดๆสำคัญจำนวน 5 เรื่องนะครับ ได้แก่ ผลตอบแทน ความเสี่ยง สินทรัพย์ Investment Process (กระบวนการลงทุนของผู้จัดการกองทุน) และค่าธรรมเนียม หลังจากนั้นจะสรุปให้ฟังว่า กองทุนนี้เหมาะกับใครนะครับผม

โอเคครับผม เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ…

ผลตอบแทน

เมื่อเปรียบเทียบภาพรวมของผลตอบแทนในกองทุนประเภทเดียวกันแล้ว จะเห็นว่ากองทุนนี้ได้รับผลตอบแทนย้อนหลังที่ดีในช่วง 3 ปีครับ ซึ่งสอดคล้องกับเงื่อนไขเก่าเกี่ยวกับระยะเวลาในการถือครอง LTF นั่นคือประมาณ 5 ปีปฎิทิน หรือ 3 ปีกว่าๆ ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นช่วงที่ทำผลตอบแทนได้ดีครับ เห็นได้จากกองทุนอยู่ในลำดับเปอร์เซ็นไทล์อันดับต้นๆ  แต่ถ้ามองผลตอบแทนในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา อาจจะดูเหมือนว่าลำดับเปอร์เซ็นไทล์จะหล่นลงไป ซึ่งเหตุผลนั้นน่าจะมาจากหลักการในการเลือกหุ้นตามแนวทาง Investment Process นั้นเองครับ โดยตรงนี้ผมไม่ได้บอกว่าวิธีการเลือกหุ้นของทางบลจ.ผิดนะครับ เพียงแต่เราต้องเข้าใจหลักการก่อนครับ เพื่อที่จะได้เข้าใจว่าทำไมถึงทำให้อันดับผลตอบแทนลดลงในปีนั้นๆครับผม

ค่าความเสี่ยง

ข้อก่อนหน้าที่ผมพูดถึงเรื่องผลตอบแทน ที่ว่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา อาจจะดูเหมือนว่าอันดับผลตอบแทนปรับลดลง เมื่อเทียบกับในตลาด แต่หากมาวิเคราะห์ในเรื่องของความเสี่ยง ก็จะเห็นได้ว่า กองทุนนี้มีค่าความผันผวนที่ลดลงเช่นเดียวกันครับ ซึ่งเป็นปกติถ้าหากเราเข้าใจหลักการ Investment Process ของกองทุนนี้ แต่อย่างไรก็ตามถือว่าการที่มีความเสี่ยงลดลงนั้นนับว่าเป็นแง่ดีครับผม

สินทรัพย์

สำหรับกองทุนนี้จะเน้นลงทุนหลากหลายครับ โดยมีรายชื่อของหุ้นขนาดกลางเข้าตาเราบ้างอย่าง    ศรีสวัสดิ์พาวเวอร์ นอกจากนั้นก็เป็นหุ้นดังๆที่เราคุ้นเคยครับ โดยสัดส่วนของ Turnover Ratio นั้นจะเป็นที่สังเกตเลยว่าอยู่ในระดับกลางๆ คือ 78% (สำหรับครึ่งปี) ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นว่ามีการปรับพอร์ตเพื่อสร้างผลตอบแทนอยู่ระดับหนึ่งเลยล่ะครับ

Investment Process

ส่วนสำคัญมาแล้วครับ อย่างที่ผมบอกว่านี่คือส่วนที่ทุกคนต้องทำความเข้าใจ เพราะมันทำให้เราเข้าใจว่าผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาของกองทุนนั้นมันเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่

กองทุน K20SLTF นั้น มีกลยุทธ์ของการเลือกหุ้นแบบ Selective ครับ โดยเริ่มจากกองทุนจะคัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจมาอยู่ใน List ของ บลจ.ก่อน (เรียกว่า Universe) และคัดเฉพาะหุ้นที่มีพื้นฐานมั่นคงที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน ในจำนวนไม่เกิน 20 บริษัท ทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ตามความเหมาะสมในช่วงนั้นๆ มาเข้าในพอร์ตอีกทีหนึ่งครับ

โดยมุมมองในการเลือกหุ้นจะใช้ทั้งแนวคิด Top Down และ Bottom up ในการเลือกหุ้นที่ดีให้กับกองทุน รวมถึงพิจารณาทั้งปัจจัยเชิงคุณภาพและปริมาณประกอบกันครับ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการเลือกลงทุนในหุ้นตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่ตรงกับธีมการลงทุน และจังหวะที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลาในการซื้อและขายทำกำไรประกอบกัน

โดยหุ้น 20 ตัวนี้ จะมีการติดตามดูแลพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยพิจารณาทั้งปัจจัยด้านคุณภาพและราคา และมีการสร้างโอกาสเพิ่มเติมที่จะได้รับผลตอบแทนโดยวิธีการบริหารพอร์ทแบบ Core & Satellite ประกอบกันครับ

  • Core Port 70% จะเน้นไปที่หุ้นพื้นฐานดี มีแนวโน้มเติบโตระยะยาว ตามกลยุทธ์ที่ว่ามาครับ
  • Satellite Port 30% จะเน้นหุ้นที่ราคาต่ำกว่าปัจจัยต่ำกว่าพื้นฐานและจับจังหวะที่เหมาะสม ในการเข้าซื้อขายทำกำไร 

จะเห็นว่าแนวทางการเลือกตาม Investment Process นั้นจะเน้นในส่วนของการมองมูลค่าระยะยาวเป็นหลัก นั่นคือ 70% ของ Core Port ดังนั้นจึงไม่แปลกว่าทำไมผลตอบแทนระยะสั้นอาจจะไม่ได้สูงมากนัก เพราะว่ามันเป็นการมองในภาพรวมระยะยาวนั่นเองครับ 

ค่าธรรมเนียม

สำหรับค่าธรรมเนียมนั้น แนวทางการพิจารณาของยอดมนุษย์กองทุนอย่างผม มักจะดูที่ค่าธรรมเนียมรวม หรือ Total Expense Ratio เป็นหลักครับ โดยกองทุนนี้มีค่าธรรมเนียมรวมอยู่ที่ 2.16% ซึ่งถือว่าเป็นกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมที่อยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางสูงครับ แต่กองทุนนี้ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการขายและซื้อคืนครับ

 

แต่สิ่งที่ควรทราบตามเงื่อนไขของ LTF ทั่วไปก็คือ การขายคืนในกรณีที่ถือครองไม่เกิน 1 ปี จะมีค่าธรรมเนียมในอัตรา 1.5% และกรณีการสับเปลี่ยนกองทุนไปบลจ.อื่นครับ อย่างไรก็ตามอย่าลืมนะครับว่ากองทุนนี้คือ LTF ดังนั้นต้องมีการถือครองตามเงื่อนไข คือ  7 ปีปฏิทิน  ดังนั้นถ้าตัดสินใจซื้อแล้วก็อย่าขายก่อนกำหนดนะครับ ไม่งั้นจะโดนทั้งภาษีและค่าปรับด้วยนะครับ

ส่วนจำนวนเงินซื้อขั้นต่ำนั้น เรียกได้ว่าเป็นกองทุนสำหรับประชาชนเลยล่ะครับ เพราะลงทุนครั้งแรกและครั้งต่อๆไป อยู่ที่ 500 บาทเท่านั้นครับ

สรุปอีกที .. กองทุนนี้เหมาะกับใคร?

ตามธรรมเนียมของรายการ  นอกจากรีวิวกองทุนแล้วเรายังต้องบอกว่า กองทุนนี้เหมาะกับใคร เพื่อที่จะได้เลือกซื้อได้ตามเหมาะสมครับ โดยคนที่เหมาะกับกองทุนนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นคนที่ต้องการใช้ลดหย่อนภาษี แต่ที่สำคัญอีกข้อคือ เหมาะกับคนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวด้วย โดยไม่แคร์กับความผันผวนในระยะสั้นๆ นอกจากนี้ กองทุนนี้มีการจ่ายปันผลออกมาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการเงินปันผลมาเป็นระยะๆ อีกด้วยครับผม

จุดที่น่าสนใจของกองทุนนี้คือ วิธีการเลือกหุ้นที่มีสไตล์ของตัวเอง และเลือกหุ้นจำนวนน้อยโดยเน้นไปที่คุณภาพ ซึ่งมาจากกลยุทธ์การบริหารกองทุนโดยใช้หลัก คัดเลือกหุ้น – วิเคราะห์เจาะลึก- เน้นการให้น้ำหนักและจังหวะในการลงทุนประกอบกันครับ

ถ้าหากใครสนใจกองทุน K20SLTF หรือกองทุนเปิดเค 20 ซีเล็คท์หุ้นระยะยาวปันผล นั้น

สามารถหาข้อมูลได้ที่ http://www.kasikornasset.com/Pages/LTF-RMF.aspx นะครับผม

ท้ายที่สุดแล้ว ก่อนจากกันกระผมขอแนะนำประโยคเด็ดย้ำกันอีกทีครับสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในกองทุนรวม นั่นคือ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และ ศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุน LTF RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน  ซึ่งหากไม่ได้ลงทุนตามเงื่อนไข อาจไม่ได้รับสิทธิประโยชน์นะครับผม

สำหรับใครที่อยากรับชมรีวิวเป็นคลิปวีดีโอ 

สามารถดูได้ที่ด้านล่างนี้กับรายการกองทุนไหนดี selected LTF RMF season 2

Facebook aomMONEY: https://goo.gl/PWzrw9

Youtube aomMONEY : https://goo.gl/pXmtHr

คนแบบไหนที่ควรเลือกวางแผน “ขอคืนภาษี” ด้วย ประกันชีวิต

เคยสงสัยมั้ยครับว่า การขอคืนภาษีด้วยประกันชีวิตนั้น มันเหมาะกับคนแบบไหน?

ทำไมถึงไม่เลือก LTF, RMF หรือว่าวิธีการลดหย่อนภาษีอื่นๆ อีกมากมายที่มีให้เลือกกันล่ะ เหตุใดเล่าจึงต้องมาเลือก “ประกันชีวิต” ให้กับตัวเราด้วย

คนแบบไหน… ที่ควรเลือกขอคืนภาษีด้วยประกันชีวิต?

จากประสบการณ์ทำงานของพรี่หนอมเอง สรุปออกมาได้ว่า คนที่ต้องการขอคืนภาษีด้วยประกันชีวิตนั้น นอกเหนือจากการมีรายได้ที่ต้องเสียภาษีแล้ว ควรจะมีความต้องการ 3 อย่างนี้เสียก่อนครับ

  1. ต้องการสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองมากกว่าผลตอบแทนจากการลงทุน สิ่งแรกที่ต้องพูดกันตรงๆแบบไม่มีกั้ก นั่นคือ ประกันชีวิตที่มีมากมายในท้องตลาด แม้ว่าจะบอกว่ามีผลตอบแทนมากแค่ไหนก็ตาม แต่ผลตอบแทนที่ได้รับนั้น ก็ไม่มีทางที่จะมากกว่าการลงทุนโดยตรง เพราะสิ่งที่ได้รับจาก “ประกัน” มันคือ “การป้องกันความเสี่ยง” ซึ่งผลตอบแทนที่หายไปจากการลงทุนก็ได้มาชดเชยอยู่ในรูปแบบของ “ความคุ้มครอง” นั่นเองครับ
  2. ต้องการสร้าง “วินัย” เพื่อได้รับ “เงินก้อนใหญ่” ในอนาคต ประกันชีวิตที่ลดหย่อนภาษีได้นั้น มีอยู่ 2 กลุ่ม นั่นคือ กลุ่มประกันชีวิตที่ให้เป็นผลตอบแทนจากการออมเงิน และอีกกลุ่ม คือประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้เน้นในเรื่องของการสร้างวินัย เพื่อ “สิ่งที่จะได้รับ” ในอนาคต
  3. จัดการด้านการเงินได้ดี และรู้ว่าเป้าหมายการเงินคืออะไร ที่จริงแล้ว ข้อสุดท้าย คือจุดเริ่มต้นที่ถูกต้องของทุกๆเรื่องการวางแผนภาษีครับ นั่นคือ ตัวเราเองต้องมีการจัดการการเงินของตัวเองได้ดี (มีเงินพอจะจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต) และมีครบทุกเป้าหมายการเงิน (ป้องกันความเสี่ยง, เกษียณ, ลงทุน ฯลฯ)

เห็นไหมครับว่า จริงๆแล้วคุณสมบัติของคนที่ต้องการขอคืนภาษีด้วยประกันชีวิตนั้น ต้องมีการพิจารณาและจัดการด้านการเงินอย่างเหมาะสม รวมถึงรู้ว่าวัตถุประสงค์ของตัวเองต้องการอะไร เพียงแค่นี้ก็ทำให้เราได้รับทั้งประโยชน์ครบในเรื่องภาษี และมีชีวิตที่ดีด้วยการจัดการการเงินที่ดีครับ

แล้วจะเลือกประกันแบบไหน? ก่อนที่จะพูดกันต่อเราลองมาดูคลิปนี้กันครับ

https://www.youtube.com/embed/aDfF_f0R3dg

https://www.facebook.com/KrungthaiAXALife/videos/1660574967334833/

“ก เอ๋ย กอ ไก่ แล้ว ขอ ไข่ คืออะไรอ่ะแม่?” เด็กน้อยคนหนึ่งถามแม่ในลิฟท์
“อ้อ ขอ ไข่ ขอคืนไง ลูก” แม่ตอบกลับพร้อมเด็กน้อยคนเดิมที่ทำหน้างงว่าไม่ตรงกับที่เรียนมานี่หว่า?

จากโฆษณาประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษีของทาง Krungthai-AXA Life ที่พูดถึงเรื่องการ “ขอคืนภาษี” โดยเน้นที่คำว่า “รอไม่ได้” ทางแบรนด์มองว่าเรื่องขอคืนภาษีเป็นเรื่องสำคัญกับชีวิตของเรา และเป็นรายจ่ายที่เราสามารถประหยัดได้ เพียงแค่รู้จักการวางแผนภาษีเท่านั้น

เปิดมาซะขนาดนี้ แน่นอนว่าหลังจากจบที่ความรู้ไปแล้ว งานขายก็ต้องมาครับ กับการแนะนำประกันชีวิตของกรุงไทย-แอกซ่า สำหรับคนที่ต้องการขอคืนภาษีด้วยประกันชีวิตกันครับ กับ 3 โปรดักส์เด่น คือ iRetire 5  iProtect S และ iGen นั่นเองครับ

โดยความแตกต่างของทั้ง 3 ตัวนั้น จะแบ่งออกตามวัตถุประสงค์แต่ละด้าน ได้แก่ วางแผนเกษียณ, มรดก และ วินัยการออม โดยแตกต่างกันตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละช่วงวัยครับ

  • ประกันบำนาญเพื่อวางแผนเกษียณ iRetire 5 จ่ายเบี้ย 5 ปี คุ้มครองยาว เลือกรับเงินบำนาญเป็นรายเดือนหรือรายปีก็ได้
    https://goo.gl/mKsJa2
  • ประกันชีวิตเพื่อเป็นมรดก iProtect S จ่ายเบี้ย 10 ปี คุ้มครองยาว รอรับผลประโยชน์งวดเดียวก้อนใหญ่
    https://goo.gl/mKsJa2
  • ประกันชีวิตเพื่อสร้างวินัยการออม iGen จ่ายเบี้ย 6 ปี แต่ได้รับผลประโยชน์คืนเร็วกว่าและได้เงินคืนทุกปี
    https://goo.gl/mKsJa2

“มาถึงตรงนี้ก็ต้องถามตัวเองแล้วล่ะครับ เราว่าอยากเลือกทางไหน?”

โดยทาง กรุงไทย-แอกซ่า เองก็มีรายละเอียดแต่ละตัวให้เปรียบเทียบกันตามนี้ครับ

หมายเหตุ : ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

สำหรับแนวทางการเลือกนั้น พรี่หนอมอยากแนะนำให้พิจารณาจากความต้องการทั้ง 3 ของเราก่อนครับ แล้วค่อยตอบคำถามว่าจะเลือกตัวไหนเพื่อประโยชน์สูงสุดด้านการเงินของเราครับ

อย่าลืมนะครับว่าการ “ขอคืนภาษี” นั้น มันต้องพอดีกับความต้องการและเหมาะสมกับแผนการเงินของตัวเรา

หากใครสนใจก็สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามนี้ครับ : https://goo.gl/mKsJa2
#KrungthaiAXA #อยากขอก็รีบขอ 
#ขอคืน

บทความนี้เป็น Advertorial

กระจายความเสี่ยง เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนสม่ำเสมอ กับ Thailand’s First International Hospitality REIT “SHREIT”

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่งกับผม หมอนัท คลินิกกองทุน นะครับ ส่วนใหญ่แล้วปลายปีแบบนี้ คำถามจากนักลงทุนที่ถามผมเรื่องการลงทุนจะเน้นไปที่การลงทุนในกองทุน LTF/ RMF เป็นหลักครับ แต่ในปีนี้คำถามเรื่องการลงทุนกลายเป็นเรื่องจังหวะการลงทุน แทนที่จะเป็นเรื่องของกองทุนไหนที่ควรจะลงทุนด้วย ทั้งนี้ ก็เพราะว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยเองปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างที่จะมากอยู่ ทำให้หลายๆ คนยังไม่กล้าที่จะลงทุนกับกองทุน LTF/ RMF นั่นเองครับ

ผมเลยคิดว่า จริงๆ แล้วนักลงทุนเองไม่ควรที่จะมุ่งเน้นกับจับจังหวะลงทุนในกองทุนที่ลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียว สิ่งที่นักลงทุนควรทำมากๆ ก็คือ การบริหารพอร์ตการลงทุนแบบองค์รวมมากกว่าครับ ซึ่งแนวคิดการจัดพอร์ตการลงทุนนั้น เรามักจะกระจายไปลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายประเภทกัน

และมีสินทรัพย์หนึ่งที่ผมชอบพูดถึงอยู่บ่อยๆ และผมคิดว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีเสน่ห์มากๆ ในการเลือกลงทุน นั่นก็คือ กองทุนรวมอสังหาฯ + REITs + กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ นั่นเอง เพราะว่ากองทุนเหล่านี้มักจะให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอครับ

นอกจากนี้ ยังให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงทีเดียว คือถ้ามองผลตอบแทนย้อนหลังจากการลงทุนในกองทุนเหล่านี้ เงินปันผลที่ได้ก็จะอยู่ราวๆ 5-8% ซึ่งก็ขึ้นกับว่าเป็นอสังหาฯ ประเภทไหนด้วยครับ ซึ่งที่กองทุนเหล่านี้ให้ผลตอบแทนที่ดีก็เนื่องจากว่า รายได้ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรซื้อขายราคาของตัวอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่รายได้มักจะเกิดจาก “ค่าเช่า” นั่นเองครับ

ข้อมูลจาก JP Morgan Guide to the Market

จะเห็นได้ว่ากอง REITs ในสหรัฐฯ เป็นสินทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนที่ติดอันดับต้นๆ อยู่เสมอนักลงทุนท่านไหนที่ติดตามบทความของผมอยู่เป็นประจำจะทราบดีว่า ผมเองก็เป็นนักลงทุนในกองทุนอสังหาฯ และ REITs ด้วยเช่นกัน เพราะหลงใหลในผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอและราคาสินทรัพย์ของกองอสังหาฯ ก็มีแนวโน้มเติบโตได้ในระยะยาว ซึ่งประเภทสินทรัพย์ที่ผมชอบมักจะเป็น ห้างสรรพสินค้าและออฟฟิศเช่า เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี มีผู้เช่าที่อยู่นานและอัตราการเช่าค่อนข้างสูง ทำให้ได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอไปด้วยครับ

โดยปกติแล้ว ผมเองมักจะไม่ค่อยชอบกองทุนที่ไปลงทุนกับอสังหาฯ ที่ไม่ได้มีค่าเช่าประจำ อย่างกองที่ลงทุนในโรงแรมเท่าไหร่นัก เนื่องจากว่าความผันผวนจากอัตราการเข้าพักของนักท่องเที่ยวที่เอาแน่ไม่ได้ โดยเฉพาะกองทุนโรงแรมในประเทศไทย เนื่องจากบ้านเรามักจะมีเรื่องของการเมืองไม่แน่นอนที่อาจจะทำให้ความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง และบางครั้งเองก็มีสถานการณ์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จากเรื่องการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งครับ

คงต้องยอมรับว่ากองทุนอสังหาฯ ที่ไปลงทุนกับโรงแรมต่างๆ ในบ้านเรานั้นไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เนื่องจากอัตราการเข้าพักนั้นไม่สูงมาก หรือสูงแต่ก็ไม่สามารถบริหารให้เกิดกำไรได้ ถึงจะไม่ขาดทุน แต่ก็ไม่สามารถที่จะจ่ายเงินให้กับนักลงทุนได้ตามเป้าหมาย

แต่วันนี้ ผมจะพาทุกท่านมารู้จักกับ REITs กองแรกของไทยที่ไปลงทุนในกลุ่มของโรงแรมชั้นนำในต่างประเทศใกล้ๆ บ้านเราครับ ซึ่งจะมีจุดที่แตกต่างจากกองอสังหาริมทรัพย์หรือกอง REITs ในกลุ่มโรงแรม อื่นๆ เช่น อัตราการเข้าพักและจากประวัติรายได้ที่ค่อนข้างดี ผมต้องบอกว่ามีความน่าสนใจมากๆ ถ้าพิจารณาให้เข้าใจถึงตัวสินทรัพย์ในกองให้ดี อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีในการลงทุนได้เลยครับ

เพราะว่ากองทุนนี้มีการกระจายความเสี่ยงไปยังหลายๆ ประเทศ และด้วยชื่อเสียงที่โด่งดังของโรงแรมที่ลงทุนนั้นถือว่าเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศนั้นๆ เลยทีเดียวครับ อยากทราบแล้วใช่ไหมว่าเป็นกอง REITs อะไร ตามผมมาเลยครับ

กอง REITs ที่เราจะพูดถึงวันนี้ก็คือ…

‘ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบต่ออายุได้เพื่อธุรกิจโรงแรมและสิทธิการเช่า สตราทีจิก ฮอสพิทอลลิตี้’  Strategic Hospitality Extendable Freehold and Leasehold Real Estate Investment Trust (SHREIT)

ภาพรวมทั่วไป

กอง REIT นี้จะเสนอขายหน่วยทรัสต์มูลค่ารวมกันทั้งสิ้นไม่เกิน 3,528,367,000 บาท ซึ่งจะทำการกู้ยืมเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำหรับเข้าลงทุนในทรัพย์สินโครงการฯ ที่ลงทุนครั้งแรกมูลค่าทั้งสิ้นไม่เกิน 1,570,560,000 บาท รวมมูลค่าระดมทุนทั้งสิ้นไม่เกิน 5,098,927,000 บาท

โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนดังกล่าวจะไปลงทุนในหุ้นของบริษัทโฮลดิ้งบีวีไอซึ่งจะลงทุนผ่านบริษัทลงทุนต่างประเทศในกรรมสิทธิ์ และ/หรือสิทธิการเช่าของทรัพย์สินของโรงแรมชั้นนำต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม โดยทรัพย์สินโครงการฯ ดังกล่าวมีห้องพักที่เปิดให้บริการแล้วจำนวนทั้งสิ้น 632 ห้อง

ประกอบด้วยโรงแรมทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่

(1) โรงแรม Pullman Jakarta Central Park (Freehold) (อินโดนีเซีย)

(2) โรงแรม Capri by Fraser (Leasehold) (เวียดนาม)

(3) โรงแรม IBIS Saigon South (Leasehold) (เวียดนาม)

ก่อนอื่นเรามาดูว่าโรงแรมแต่ละที่เป็นอย่างไรกันบ้าง และมีการทำกำไร หรือว่ามีอัตราการเข้าพักเป็นอย่างไรครับ

โรงแรม Pullman Jakarta Central Park

เป็นโรงแรมที่มีรายได้จากห้องประชุมจัดเลี้ยงสัมมนาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี โดยโรงแรม Pullman Jakarta Central Park มีห้องบอลรูมที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในจาการ์ตาครับโดยมีพื้นที่รับรองรวมมากกว่า 5,698 ตารางเมตร ซึ่งสามารถรองรับลูกค้าได้ถึง 8,000 คน และมีการจัดงานแต่งงานที่โรงแรมมากกว่า 40 งานต่อปี อีกทั้งยังมีการปรับขึ้นของอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยตามแผนของผู้บริหารโรงแรม

โดยล่าสุด สำหรับงวด 6 เดือนของปี 2560 โรงแรมมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ที่ 2.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้ค่าอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้นครับ

ส่วนกำไรสุทธิจากการดำเนินงานย้อนหลังปี 2557 ปี 2558 และ ปี 2559 เท่ากับ 6.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 6.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 5.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ

โรงแรม Capri by Fraser

โรงแรม Capri by Fraser นี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสามารถปรับอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดในงวด 6 เดือนของปี 2560 โรงแรมมีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย 62.1 ดอลลาร์สหรัฐ/ ห้อง/ คืน เพิ่มขึ้นจากงวด 6 เดือนของปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 55.6 ดอลลาร์สหรัฐ/ ห้อง/ คืน จากการตั้งเป้าหมายที่จะให้มีลูกค้ากลุ่ม Short Stay มากขึ้น และลดสัดส่วนลูกค้ากลุ่ม Long Stay ทั้งนี้ เพื่อให้ได้อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยที่สูงขึ้นนั่นเอง

โดยลูกค้าของโรงแรมประกอบด้วย ลูกค้ากลุ่มที่เข้าพักระยะยาวตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป (Long Stay) สัดส่วนประมาณร้อยละ 67 และลูกค้ากลุ่มที่เข้าพักระยะสั้นซึ่งน้อยกว่า 1 เดือน (Short Stay) สัดส่วนประมาณร้อยละ 33 (ข้อมูลในปี 2559) ถือว่าเป็นโรงแรมที่ทำกำไรได้สูงมากขึ้นจากการปรับกลยุทธ์ครับ

โรงแรม IBIS Saigon South

เป็นอีกโรงแรมที่ทำกำไรได้ดีมากขึ้น จากรายได้ค่าห้องพักที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น โดยลูกค้าของโรงแรมประกอบด้วยลูกค้าจากกลุ่มนักท่องเที่ยว (Leisure) ประมาณร้อยละ 69 และลูกค้ากลุ่มธุรกิจ (Corporate) ประมาณร้อยละ 31 (ข้อมูลในปี 2559) และทั้งหมดเป็นลูกค้าที่มาพักแบบรายวัน (Short Stay) ดังนั้น ลูกค้าหลักของโรงแรม IBIS Saigon South จึงเป็นลูกค้าคนละกลุ่มกับลูกค้าหลักของโรงแรม Capri by Fraser ทำให้ไม่มีการแข่งขันกันเองถึงแม้ว่าจะตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน

สรุปภาพรวมของสินทรัพย์ที่อยู่ในกองทรัสต์นี้

สรุปจุดเด่น

1. กองทรัสต์มีนโยบายการลงทุนในโรงแรมที่มีคุณภาพในอาเซียนเป็นกองแรกในประเทศไทย ทรัพย์สินแต่ละแห่งมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันและมีศักยภาพการแข่งขันสูง เนื่องจากตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของตนเอง

1.1 โรงแรม Pullman Jakarta Central Park เป็นโรงแรม 5 ดาว แห่งเดียวในฝั่งตะวันตกของกรุงจาการ์ตา ซึ่งมีฐานลูกค้าจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ 

1.2  โรงแรม Capri by Fraser และโรงแรม IBIS Saigon South เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว และ 3 ดาวที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง จากการบริหารจัดการโดยผู้บริหารโรงแรมชั้นนำระดับสากลเพียงแห่งเดียวในเขต 7 ของเมืองโฮจิมินห์ และตั้งอยู่ตรงข้ามศูนย์ประชุม Saigon Exhibition and Convention Centre (SECC) ซึ่งเป็นศูนย์ประชุมระดับมาตรฐานสากลแห่งเดียวในเมืองโฮจิมินห์ และมีงานประชุมอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปีมากกว่า 50 งาน

2. กองทรัสต์นี้มีการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม โดยเข้าลงทุนในสินทรัพย์ในหลายประเทศ ทำให้มีฐานลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งนักท่องเที่ยวและกลุ่มของนักธุรกิจ

3. มีฐานลูกค้าที่มั่นคงจากแรงบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ โรงแรมยังมีฐานลูกค้าที่อยู่ระยะยาวและระยะสั้น ทำให้มีความสม่ำเสมอของรายได้

4. บริหารโดยผู้จัดการกองทรัสต์อิสระ ซึ่งมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการจากโอกาสในการเติบโตเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ถือหน่วย

5. มีปัจจัยผลักดันอุปสงค์ของทรัพย์สินโครงการฯ ในแต่ละประเทศ

5.1 ประเทศอินโดนีเซีย การท่องเที่ยวถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในนโยบายของรัฐบาล และการเติบโตของกลุ่มประชากรที่มีรายได้ระดับกลางในประเทศอย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมาก จะเพิ่มอุปสงค์การบริโภค การท่องเที่ยว และโรงแรม ซึ่งการพัฒนาของเศรษฐกิจและการค้าเหล่านี้จะเพิ่มความต้องการในส่วนของ MICE ช่วยให้โรงแรมมีลูกค้าที่ต้องการจัดงานประชุมขนาดใหญ่และงานแสดงต่างๆ เพิ่มขึ้นครับ

โดยทรัพย์สินโครงการฯ นั้นตั้งอยู่ใกล้กับสถานี MRT ตามแผนการที่วางแผนไว้ในอนาคต ซึ่งน่าจะส่งผลให้มีจำนวนลูกค้ามากขึ้น ประกอบกับความได้เปรียบในด้านตำแหน่งที่ตั้งของทรัพย์สิน เนื่องจากเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวขนาดใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจ MICE และสามารถรองรับงานแต่งงานท้องถิ่นระดับ 5 ดาวแห่งเดียวในจาการ์ตาตะวันตก

5.2 ประเทศเวียดนาม ถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจรวดเร็วที่สุดในอาเซียน โดยได้เข้าทำสัญญาเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) กับ 9 ประเทศ และยังอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าทำสัญญาดังกล่าวกับอีก 7 ประเทศ

โดยตอนนี้มีการเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินตรงจากเมืองสำคัญต่างๆ ของภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงประเทศจีน สู่เมืองสำคัญของเวียดนาม เช่น โฮจิมินห์ซิตี้และฮานอย ทำให้เป็นปัจจัยส่งเสริมให้รายได้ของโรงแรมมีอัตราที่สูงขึ้น โดยการกระจายกลุ่มลูกค้าเพื่อให้ครอบคลุมคณะทัวร์ชาวจีนขนาดใหญ่ และมีบริการที่เป็นมาตรฐานของโรงแรมในระดับกลางถึงระดับสูง

สำหรับประมาณการอัตราเงินจ่ายให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ที่มีสิทธิได้รับเงินจ่ายสำหรับรอบระยะเวลา 12 เดือนตามช่วงรายงานประมาณการ ในกรณีที่เงินต้นถูกทยอยคืนจะอยู่ที่ประมาณ 7.67 – 7.72% ครับ ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดีสำหรับกองทรัสต์ในประเภทของโรงแรมครับ

หมายเหตุ :

1. งบกำไรขาดทุนรวมตามสถานการณ์สมมติสำหรับงวด 12 เดือนช่วงเวลาประมาณการ วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ที่ปรับปรุงแล้ว ถูกคำนวนโดยอ้างอิงจากสมมติฐานเงินกู้ยืมระยะยาวไม่เกิน 1,680 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าเงินกู้ยืมระยะยาวสูงสุดของกองทรัสต์เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายของกองทรัสต์ที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าลงทุนในทรัพย์สินโครงการฯ ที่อยู่นอกเหนือจากที่ผู้จัดการกองทรัสต์คาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ดี ภายใต้สมมติฐานอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนตามเอกสารแนบ 4 รายงานและข้อมูลทางการเงินตามสถาณการณ์สมมติ สำหรับงวด 12 เดือนช่วงเวลาประมาณการ วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2561 นั้น คาดว่ากองทรัสต์อาจมีความจำเป็นในการระดมทุนจากเงินกู้ยืมระยะยาวประมาณ 1,645 ล้านบาท (หรือประมาณ 47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

2. คำนวณจากมูลค่าเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในทรัพย์สินสิทธิการเช่าที่เหลืออยู่ของแต่ละโรงแรมที่เท่ากับ 26 ปี ของโรงแรม Capri by Fraser และโรงแรม IBIS Saigon South ทั้งนี้ การประมาณการเงินจ่ายให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ในรูปของการลดทุนจากการขาดทุนจากการประเมินมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าว อาจมีความแตกต่างจากการดำเนินการจริง เนื่องจากมูลค่าทรัพย์สินที่เป็นสิทธิการเช่าจะขึ้นกับราคาประเมินที่จัดทำโดยผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน จึงอาจยังไม่มี Unrealized Loss เกิดขึ้นในช่วงประมาณการ การประมาณการในสมมติฐานดังกล่าวนี้ จึงเป็นตัวอย่างในการแสดงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้วิธีลดทุนแบบเส้นตรงอาจมีความแตกต่างจากแนวทางของมาตรฐานการบัญชีที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด กฎระเบียบ ประกาศของสำนักงาน ก.ล.ต. หรือตลาดหลักทรัพย์ ที่ประกาศในปัจจุบันและในอนาคตได้

ความเสี่ยง

ส่วนเรื่องความเสี่ยงนั้น ผมคิดว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องความเสี่ยงทั่วไปจากการลงทุนในกองทรัสต์ที่ลงทุนในโรงแรมครับ เช่น

  1. ความสามารถในการเพิ่มอัตราการเข้าพักของแต่ละโรงแรม
  2. สภาพการแข่งขัน เช่น อาจจะมีโรงแรมที่ใหม่มาเปิดอยู่ข้างๆ
  3. ภัยธรรมชาติ สภาพเศรษฐกิจ และการเมืองของแต่ละประเทศ
  4. การปรับปรุง ซ่อมแซมสินทรัพย์ของโรงแรมเองที่อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  5. ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอันเป็นผลจากการที่กองทรัสต์กู้ยืมเงิน
  6. ความเสี่ยงเรื่องของค่าเงินของแต่ละประเทศที่อ่อนค่าหรือแข็งค่ามากขึ้น ถึงแม้ว่ากองทรัสต์อาจเข้าทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราก็ตามครับ แต่ก็ไม่สามารถคุ้มครองความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราทั้งหมด
  7. ทรัพย์สินโครงการฯ อาจถูกเวนคืน
  8. การเปลี่ยนแปลงในมาตรฐานการบัญชีหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  9. ความเสี่ยงเรื่องของราคากองทรัสต์หลังจากที่เข้าไปซื้อขายในตลาดรองแล้ว

สรุปภาพรวมกอง SHREIT

ผมคิดว่าเป็นกองทรัสต์อีกกองที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นทรัสต์หรือว่า REIT กองแรกที่มีการกระจายไปลงทุนในโรงแรมในหลายประเทศในอาเซียน ถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงที่มีโอกาสทำให้ผลตอบแทนมีความสม่ำเสมอมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีการลงทุนในกองอสังหาฯ โรงแรมในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการกระจายการลงทุนในโรงแรมที่ไม่มีสหสัมพันธ์ (Correlation) กับธุรกิจโรงแรมในประเทศ ดังนั้น ถึงแม้ว่าใครหลายๆ คนอาจจะมีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีกับกองอสังหาฯ โรงแรมมาก่อนก็ตาม แต่ผมอยากให้ลองพิจารณากองทุนนี้ดู เพราะว่ามีสถานที่ทำเลดีและมีกลยุทธ์การบริหารโรงแรมที่ทำได้ค่อนข้างต่อเนื่องและดีทีเดียวครับ

ผมเองมักจะย้ำเสมอว่า เวลาเราลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ก็ควรที่จะกระจายความเสี่ยงไปยังกองอื่นๆ ด้วยประมาณ 3-4 กองที่แตกต่างกันในรูปแบบของธุรกิจที่ทำ เช่น อาคารสำนักงาน อาคารโรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน อาคารศูนย์การค้า หรือกองทุนอสังหาฯ รูปแบบอื่นๆ ก็ได้ ซึ่งถ้ามีกอง SHREITไว้กระจายความเสี่ยงในรูปแบบของกองทรัสต์โรงแรม ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี

ก่อนจะลากันไป ผมก็ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุนในกอง REIT นะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) T-GlobalEQRMF วางแผนเกษียณผ่านการลงทุนในหุ้นทั่วโลก

เป้าหมายแรกของชีวิตคือการเกษียณ หลายคนคงได้ยินประโยคนี้จนเอียนแล้วใช่ไหมล่ะครับ … ใช่แล้วล่ะครับ เพราะนี่คือบทความรีวิวกองทุน RMF ของบลจ.ธนชาต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการวางแผนเกษียณที่อยากจะแนะนำทุกคน เพราะมันมีประโยชน์ทั้งเงินเกษียณและประหยัดภาษี

พรี่หนอมเคยเขียนรีวิวกองทุน T-LowBetaRMF ไว้เมื่อ 2 ปีก่อนในหัวข้อ เพราะคุณไม่ซื้อ RMF ไง คุณเลยไม่มีเงินเกษียณ และอธิบายเหตุผลไว้ถึง 3 ข้อที่ควรซื้อ RMF เพื่อวางแผนเกษียณกันไปแล้ว นั่นคือ เงิน วินัย และ ลงทุน ซึ่งเชื่อว่า ณ วันนี้ใครหลายคนก็คงตัดสินใจซื้อไปบ้างไม่มากก็น้อยครับ

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาสำหรับการลงทุนระยะยาวใน RMF นั้น มันคือคำถามว่า “กองทุนไหนดี” ซึ่งคำถามนี้ ไม่ใช่ในแง่ของการเลือกซื้อกองทุนเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการปรับเปลี่ยนพอร์ทเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น เพื่อที่เราจะได้มีเงินเกษียณมากขึ้นนั่นแหละครับ

ในช่วงหลังๆ เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า ให้กระจายการลงทุนไปในหุ้นต่างประเทศบ้าง ไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ตลาดพัฒนา ตลาดสด (ไม่ใช่!!) หรือว่าจัดตามธีมอุตสาหกรรมนู่นนั่นนี่ที่กำลังจะมาในอนาคต ซึ่งทำให้เกิดปัญหาและความสับสนตามมาว่า แล้วสรุปต้องซื้อกองไหน เปลี่ยนพอร์ทอย่างไร หรือจัดการปรับพอร์ทการลงทุนอะไรทุกๆปี เพื่อให้ชีวิตดีตามที่คิดไว้

ถ้าเรามีความรู้และความเข้าใจ รวมถึงคาดการณ์ไว้ได้ถูกต้อง ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นดีก็ดีไป แต่ถ้ามองผิดพลาด ขาดทุนหรือรู้สึกวุ่นๆ กับการซื้อกองทุนมากมาย เราอาจจะต้องหันกลับมาตั้งคำถามถึงความเรียบง่ายของการลงทุนในกองทุนรวม และเชื่อมั่นในวิธีการคิดของผู้จัดการกองทุนแทนดีกว่าไหม?

ถ้าเราเชื่อว่าเราจัดการได้ เราก็จัดการไป แต่ถ้าหากเราไม่มั่นใจ แต่อยากลงทุนในหุ้นต่างประเทศบ้าง การเลือกลงทุนในกองทุนรวมทั่วโลกที่ผ่านการบริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนอาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณาประกอบกันครับ

เอ้า ถึงเวลาแนะนำแล้วครับ… ขอเชิญพบกับ กองทุน T-GlobalEQRMF หรือ กองทุนเปิดธนชาตGlobal Equity เพื่อการเลี้ยงชีพพพพพพพ (ความเสี่ยงอยู่ในระดับ 6) ได้เลยครับผมมม

T-Global EQ RMF

กองทุน T-GlobalEQRMFคือกองทุน RMF ที่มีการกระจายการลงทุนไปยังหลากหลายประเทศทั่วโลกโดยเลือกกองทุนรวมปลายทางต่างประเทศ ซึ่งผู้จัดการกองทุนจะเน้นลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายเลือกหุ้นรายตัวเป็นหลัก (Active Fund) และมีผลการดำเนินงานดีสม่ำเสมอ ซึ่งสามารถปรับเพิ่มน้ำหนักในประเทศที่คาดว่ามีโอกาสเติบโตเพื่อสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นให้กับกองทุนครับ

ถ้าลองดูข้อมูลจากพอร์ทการลงทุนของกองทุนรวม ณ วันที่ 29 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา จะเห็นว่าเป็นดังนี้ครับ

ที่มา: บลจ. ธนชาต

ซึ่งจะเห็นว่าผู้จัดการกองทุนนั้นเน้นลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศหลักๆ ประมาณ 5 กองทุนนี้ ซึ่งแต่ละกองทุนนั้นจะมีนโยบายที่แตกต่างกันไปครับ ยกตัวอย่างเช่นกองทุน Wellington Global Quality จะเน้นการลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสเติบโตทั่วโลก หรือส่วนทาง Edgewood L Select – US Select Growth จะเน้นลงทุนในหุ้นอเมริกาที่มีคุณภาพสูง หรืออย่าง First State Asian ก็จะเลือกลงทุนหุ้นในฝั่งเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่นครับ

ลองมาดูพอร์ทการลงทุนและข้อมูลคร่าวๆ กันครับ …

จากข้อมูลคร่าวๆ จะเห็นว่ากองทุนนี้มีการลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หลากหลายประเทศ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย เพื่อกระจายการลงทุน และสร้างโอกาสเพิ่มผลตอบแทนที่จะได้รับ (ใครสนใจดูข้อมูลเพิ่มเติมของแต่ละกองทุนโดยละเอียด สามารถดูได้ตามลิงค์ที่ทางธนชาตรวบรวมไว้เลยครับ https://thanachartfund.com/TFUNDWEBV4/infoid/idp_funddesc.aspx?fundCode=T-GlobalEQRMF)

โดยกองทุนนี้ใช้เกณฑ์มาตรฐานในการวัด คือ MSCI AC World TR NET ทั้งสกุลเงินบาทและดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดผลตอบแทนที่ครอบคลุมตลาดหุ้นทุกตลาดทั่วโลก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลผลตอบแทนของกองทุนจะเห็นว่าทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าดัชนีมาตรฐานเล็กน้อย โดยสาเหตุนั้นน่าจะมาจากการที่กองทุนไม่ได้ลงทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่โซนยุโรป ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งถูกคำนวณอยู่ในผลตอบแทนของดัชนี  ชี้วัด และอาจเป็นผลจากนโยบายในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุนประกอบกันครับ

อย่างไรก็ตามถ้าเปรียบเทียบกับการดำเนินงานแบบเปอร์เซนต์ไทล์ จะเห็นว่ากองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้อยู่ในช่วงเหนือกว่า 25th Percentile (25 อันดับแรก) สำหรับระยะเวลา 1 ปี ซึ่งมีแนวโน้มในการดำเนินงานที่ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วง 3 ปี ที่อยู่ใน 50-75th Percentile ครับ

ที่มา: บลจ. ธนชาต

ส่วนทางค่าความผันผวนนั้น จะเห็นว่ากองทุนนี้มีความผันผวนที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานเล็กน้อยครับ แต่อยู่ในช่วงต้นๆ 5-25th Percentile เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนประเภท Global Equity ครับ

สำหรับค่าธรรมเนียมของกองทุนรวมนี้อยู่ที่ประมาณ 2.275% ครับ และจำนวนซื้อขั้นต่ำคือ 1,000 บาทครับ ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงครับ แต่คงต้องมองความคุ้มค่าในแง่ของการที่ผู้จัดการกองทุนมีการทำงานเพื่อเลือกกระจายความเสี่ยงในการลงทุนในหลากหลายกองทุนประกอบกันครับ

ที่มา: บลจ. ธนชาต

กองทุนนี้เหมาะกับใคร?

จากข้อมูลทั้งหมดนั้น ผมคิดว่าคนที่เหมาะกับการลงทุนในกองทุนนี้ ควรมีความต้องการ 3 ข้อนี้ครับ

1. ต้องการวางแผนเกษียณ

เหตุผลหลักข้อแรกเพราะกองทุนที่ว่านี้คือกองทุน RMF ที่เราต้องวางแผนในระยะยาวเพื่อการเกษียณ ดังนั้นถ้าหากมองแล้วเป้าหมายของการลงทุนควรจะมองที่ระยะยาวเพื่ออนาคตเป็นหลักครับ

2. ต้องการเพิ่มโอกาสโดยลงทุนในกองทุนหุ้นต่างประเทศ

กองทุนนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการขยายการลงทุนไปในกองทุนหุ้นต่างประเทศ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนนอกเหนือจากหุ้นไทยที่ได้รับ ซึ่งตรงนี้ต้องใช้ร่วมกับการจัดพอร์ทการลงทุนคู่ LTF หรือ RMF หุ้นไทยตามความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ครับ

3. ต้องการให้คนอื่นจัดการแทน

ข้อนี้ไม่ได้มุกนะครับ แต่เพราะว่าเป็นกองทุนเดียวที่กระจายการลงทุนให้ทั่วโลกในประเทศที่ทางผู้จัดการกองทุนมองว่ามีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ ดังนั้นหากเราไม่ชอบจัดพอร์ทการลงทุนในหุ้นต่างประเทศเอง หรือว่าต้องการกองทุนเพียงกองทุนเดียวในการลงทุนต่างประเทศและมั่นใจผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของทางกองทุน ก็ควรเลือกลงทุนกองทุนนี้เพื่อความสะดวกและประหยัดเวลาครับ

คำเตือน

กองทุนนี้คือ RMF ซึ่งต้องถือให้ถึงอายุ 55 ปี และถือครองครบ 5 ปี หากทำผิดเงื่อนไขการลงทุนจะมีผลในเรื่องของการเรียกคืนภาษีที่ได้ขอลดหย่อนไว้ รวมถึงภาษีในส่วนของ Capital Gain ที่ได้รับมาด้วย การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้เข้าร่วมลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

เข้าใจ รู้ลึก รู้จริง! ก่อนเริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวม การลงทุนในกองทุนรวม เหมาะหรือไม่ กับใคร

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้ง ณ ที่คลินิกกองทุนแห่งนี้ครับ ปกติแล้วผมมักจะคุยถึงเรื่องการลงทุนในกองทุนต่าง ๆ เทคนิคการลงทุนในกองทุนรวม หรือว่าแนวโน้มการลงทุนในแต่ละช่วง

แต่เนื่องจากว่าเดี๋ยวนี้ผมเริ่มสังเกตว่ามีนักลงทุนหน้าใหม่มากขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าบางท่านที่เพิ่งเริ่มต้นอาจจะยังขาดความเข้าใจเรื่องกองทุนอยู่บ้างดังนั้นครั้งนี้เราจะกลับมาคุยกันในเรื่องที่เป็นพื้นฐานมากขึ้น

เพื่อที่นักลงทุนคนใหม่ ๆ จะได้เริ่มต้นได้อย่างถูกต้อง ส่วนคนที่ลงทุนกับกองทุนมาได้สักพักก็จะได้เข้าใจพื้นฐานของกองทุนมากขึ้น หรือเป็นการทบทวนความเข้าใจไปอีกทาง

ผมคิดว่าในช่วงนี้มีคนสนใจในการลงทุนในกองทุนรวมเพิ่มมากขึ้น หรือ เริ่มที่จะแพร่หลายมากขึ้น มีคนให้ความสนใจที่จะลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปีแบบนี้ น่าจะเป็นไปได้ประมาณ 3-4 ประการ คือ 

  • ซื้อ+ขายง่ายกว่าเดิม – เนื่องจากสมัยนี้เราสามารถที่จะซื้อ+ขายกองทุนได้ง่ายมาก ๆ โดยทำผ่านระบบ Online ได้หมดแล้ว ที่สำคัญคือ ข้อมูลของกองทุนเองก็หาง่าย เข้าเวปไซต์ไปก็สามารถเปรียบเทียบกองทุน หรือบางครั้งก็มีหลาย ๆ คนที่ทำเรื่องการจัดอันดับกองทุน และบางที่ก็มีบทวิเคราะห์กองทุนให้กับนักลงทุนด้วย เรื่องข้อมูลการลงทุนนี่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ
  • มีคนคอยดูแลให้ – เดี๋ยวนี้คนเริ่มเข้าใจแล้วว่าการลงทุนในกองทุนเองไม่ได้ยาก ปลอดภัย และสามารถทำผลตอบแทนได้ดี เนื่องจากมีคนมาคอยดูแลการลงทุนให้กับเราอย่างใกล้ชิด มีฝีมือ และมีประสบการณ์การลงทุน หรือที่เราเรียกว่า ผู้จัดการกองทุน นั่นเองครับ
  • มีสินทรัพย์ให้เลือกหลากหลาย – สิ่งหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของกองทุนรวมก็คือ มีสินทรัพย์ให้เลือกลงทุนอย่างมากมายครับ มีทั้งลงทุนในประเทศ และต่างประเทศอีกด้วย เรียกได้ว่าแทบจะทุกสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ ยันเสี่ยงสูง เช่น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนทองคำ กองทุนอสังหา ฯ กองทุนหุ้น กองทุนกลุ่มอุตสาหกรรม กองทุนน้ำมัน ฯลฯ ยังมีอีกเยอะแยะเลยครับ
  • เริ่มต้นด้วยเงินไม่กี่บาท – ถ้าหากเราเป็นคนที่หาเช้ากินค่ำ เหลือเงินต่อเดือนไม่กี่ร้อยบาท เราเองก็สามารถที่จะลงทุนกับกองทุนรวมได้อย่างไม่ยากเย็นครับ เนื่องจากขั้นต่ำในการซื้อกองทุนนั้น น้อยมาก บางกองทุนเขียนไว้ในหนังสือชี้ชวนเลยว่า ไม่มีขั้นต่ำในการลงทุนครับ หมายความว่า 1 บาทก็เริ่มต้นได้แล้วครับ (แต่เริ่มต้นอย่างน้อย ๆ ก็ควรจะลงซักประมาณ 1,000 บาท เถอะนะครับ)

เงินลงทุนในกองทุนรวมเพิ่มสูงมากขึ้นทุก ๆ ปี และมีสัดส่วนที่มากขึ้นด้วย

แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มมากขึ้น

ดังนั้นด้วยข้อดีของกองทุนในข้อที่ว่า “มีคนมาช่วยเราบริหารเงินลงทุนนั้น กองทุนก็ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ดี ที่เหมาะ และเป็นเครื่องมือชั้นยอดที่นักลงทุนทั่วไปที่ไม่มีเวลา หรือมีเวลาน้อยนั่นเองครับ” เนื่องจากว่าคนทั่วไปเอง อาจจะไม่มีเวลาในการติดตามข่าวสารการลงทุน มีข้อมูลในการตัดสินใจน้อยกว่าผู้จัดการกองทุน หรือว่ามีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนไม่เยอะครับ แต่ถ้าเราฝากให้คนอื่นที่มีความชำนาญกว่ามาดูแล ก็สามารถที่จะลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว ๆ ได้ครับ

การที่เราปล่อยให้ผู้จัดการกองทุน ที่มีความเข้าใจ และมีเวลาในการติดตามข่าวสารต่าง ๆ ในการลงทุน สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนตามภาวะเศรษฐกิจได้อย่างดี จึงเป็นทางเลือกที่ถูกต้องแล้วสำหรับคนไม่มีเวลา (เอาเวลาไปทำงานอย่างอื่นที่เราถนัดจะดีกว่า)

เพราะว่าการลงทุนนี่แหละคือ อาชีพของผู้จัดการกองทุนครับ…เหมือนที่เราทำงานในอาชีพของเรา เราก็จะมีความชำนาญและรู้เรื่องนั้น ๆ ดี

นอกจากนั้นบางกองทุนเองก็มีสิทธิพิเศษบางประการ เช่นกองทุน LTF,RMF ที่เมื่อเราซื้อแล้วจะได้สิทธิในการลดหย่อนภาษีด้วย ดังนั้นหากนักลงทุนมืออาชีพ ต้องการที่จะลดค่าใช้จ่ายลง การลงทุนผ่าน LTF/RMF เองก็ยังสามารถเลือกลงทุนได้อีกทางครับ

ถึงกองทุนจะได้รับความนิยมมากขึ้นแค่ไหนก็ตาม ผมก็ยังเชื่อและคิดว่า ยังมีอีกหลาย ๆ คนที่ยังไม่เข้าใจถึงวิธีการที่จะลงทุนกับกองทุนเบื้องต้นได้อย่างถ่องแท้

“ดังนั้นเพื่อที่จะทำให้เกิดความเข้าใจที่มากขึ้น ผมคิดว่าข้อสำคัญ หรือว่าข้อพิจารณาก่อนการลงทุนที่จะทำให้คนที่ลงทุนนั้น ลงทุนได้อย่างไม่ผิดทาง ผิดความตั้งใจมีดังนี้ครับ”

1. มีเป้าหมายชัดเจน ทั้งวัตถุประสงค์ และระยะเวลาการลงทุน

หลาย ๆ คนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนในกองทุน บ่อยครั้งจะลงทุนเพราะว่า แค่อยากมีเงินเก็บ และงอกเงย ซึ่งด้วยเหตุผลกว้าง ๆ ไม่เฉพาะเจาะจงลงไป ทำให้เราไม่สามารถกำหนดแนวทางการลงทุนที่ชัดเจนได้ นึกภาพสิครับ ถ้าอยากมีเงินล้าน แต่ลงทุนกับกองทุนที่เสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนก็จะต่ำไปด้วย ประมาณว่าเราเอารถไปวิ่งบนน้ำก็อาจจะไม่เหมาะสม คงไม่มีวันถึงเป้าหมายได้อย่างแน่นอน

2. เงินที่นำมาลงทุนต้องปลอดภาระ รวมถึงต้องมีเงินฉุกเฉิน

เนื่องจากผมเคยเห็นหลาย ๆ คนที่อาจจะมีภาระบางอย่างอยู่ หากเราลงทุนโดยเอาเงินเก็บที่มีภาระจะต้องใช้จ่ายก้อนนี้ไปลงทุนด้วย และเอาออกมาใช้จ่ายระหว่างทางด้วยคงไม่เหมาะ หากกองทุนกำลังอยู่ในภาวะที่ผันผวน การขายขาดทุนออกมาก่อนที่เงินที่ลงทุนไปจะทำงาน ทำผลตอบแทนให้กับเรา ก็จะเป็นการเสียโอกาสไป ดังนั้น หากนักลงทุนจะเริ่มต้นลงทุนกับกองทุนรวมแล้วละก็ อย่างน้อย ๆ ก็ควรที่จะมีเงินเก็บสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย ๆ 3-6 เท่าของเงินเดือน ก่อนที่จะลงทุนครับ ทั้งนี้เพื่อให้เงินที่ลงทุนได้มีโอกาสในการทำงานอย่างเต็มที่ครับ

3. เข้าใจถึงสินทรัพย์ที่จะลงทุนว่าความเสี่ยงสูง หรือว่า ความเสี่ยงต่ำ

 – กองทุนมีหลายประเภทมากมาย ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำ,กลาง จนไปถึงสูง ครับ ซึ่งแน่นอนว่า เราเองก็ควรที่จะเลือกลงทุนในเหมาะสมกับเป้าหมายของเรา เช่น เรามีเป้าหมายระยะสั้น ๆ ก็ควรที่จะเลือกกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ๆ ครับ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราสามารถลงทุนระยะยาว ๆ ได้ 5-7 ปี ขึ้นไป ก็ควรที่จะเลือกกองทุนหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น แต่ให้โอกาสรับผลตอบแทนที่ดีขึ้น หากเราสามารถลงทุนระยะยาวได้ความผันผวนของกองทุนหุ้นเองก็จะลดลงไปด้วยครับ

หรือว่าจะมองจากมุมของแนวโน้มการขาดทุนก็ได้เช่นกันครับ โดยหากนักลงทุนคิดว่ารับความเสี่ยงได้สูง เช่น สามารถทนการขาดทุนในบางช่วงเวลาได้ 10-15% ขึ้นไป ก็อาจจะเริ่มที่จะพิจารณาลงทุนในกองทุนรวมครับ แต่ถ้าคิดว่าทนการขาดทุนได้ไม่ถึง 5% ผมคิดว่ากองทุนที่น่าสนใจน่าจะเป็นกองทุนตราสารหนี้จะเหมาะสมมากกว่าครับ

4. ทำความเข้าใจแนวคิดการลงทุนของกองทุนนั้น ๆ ก่อนลงทุน

– อย่าลงทุนในสินทรัพย์ที่เราไม่เข้าใจอย่างเด็ดขาด เราควรที่จะเลือกกองทุนที่เราเข้าใจถึงแนวคิดการลงทุนเป็นอย่างดี หรือเข้าใจว่ากองทุนนั้นมีสินทรัพย์อะไรที่อยู่ในกองทุนบ้าง ซึ่งความเข้าใจนี่แหละครับ ที่จะทำให้เราลงทุนแล้วนอนหลับได้อย่างสบายใจ มีหลายครั้งที่ผมเจอนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มต้น ซื้อกองทุนหุ้นที่ไม่คุ้นเคย และไม่เข้าใจว่ากองทุนนี้มีกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร พอกองทุนทำผลตอบแทนผันผวน(ลง)มากหน่อยก็ทำการขายขาดทุนไปเสียอย่างนั้น

ซึ่งหลาย ๆ ครั้ง กองทุนที่ขายไปจะ กลับทำผลตอบแทนได้ดีทีเดียวครับ (ในระยะยาว) ทั้งนี้เพราะว่า กลยุทธ์ของผู้จัดการกองทุนแต่ละท่านมีความแตกต่างกัน โดยอาจจะมีการติดตามหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่กองทุนเข้าไปลงทุนอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถปรับการลงทุนได้อย่างรวดเร็ว จึงสามารถทำให้ผลตอบแทนในระยะยาวยังคงดีอยู่ ถึงแม้ระยะสั้นอาจจะเห็นว่าผลตอบแทนมันขึ้น ๆ ลง ๆ ก็ตาม

5. เปรียบเทียบก่อนซื้อ

ผมเชื่อว่าร้อยทั้งร้อยของคนที่กำลังจะซื้อบ้าน หรือว่าซื้อรถ คงจะต้องมีการเปรียบเทียบกันหลาย ๆ ยี่ห้อก่อนที่จะตัดสินในซื้อของที่มีมูลค่าอย่างแน่นอนใช่ไหมครับ แต่ผมค่อนข้างประหลาดใจที่หลายคนเวลาที่จะซื้อกองทุนกลับไปเน้นที่เรื่องของความสะดวกมากกว่า ซึ่งจริง ๆ แล้วการลงทุนนั้นจะทำให้เงินของเรางอกเงยขึ้นได้ แต่เรากลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเลือกเท่าไหร่

การเลือกกองทุน หรือการเปรียบเทียบกองทุนก็ไม่ได้ยากอะไรครับ เราควรที่จะเลือกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ผลตอบแทนสามารถเอาชนะดัชนีเกณฑ์มาตราฐานได้ เช่นกองทุนหุ้นก็ควรที่จะเอาชนะดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ ฯ ได้นั้นเองครับ และถ้าเป็นไปได้ กองทุนนั้น ๆ ก็ควรที่จะเอาชนะเพื่อน ๆ ที่เป็นกองทุนประเภทเดียวกันได้ด้วยครับ

6. ดูค่าธรรมเนียม

การลงทุนในกองทุนรวมนั้นจะมีข้อจำกัดอยู่ 2-3 อย่าง เช่นนโยบายการลงทุนที่เราไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะลงทุนในหุ้นตัวไหน หรือว่าสินทรัพย์ตัวไหน ต้องขึ้นกับผู้จัดการกองทุนเป็นคนตัดสินใจ แต่ข้อจำกัดอีกอย่างที่หลาย ๆ คนไม่ทราบ หรือว่าทราบแต่ไม่ค่อยดู ก็คือ ค่าธรรมเนียมครับ เนื่องจากค่าธรรมเนียมเองก็ถือว่าเป็นต้นทุนของการลงทุนกับกองทุน ไม่ว่าหุ้น หรือว่าสินทรัพย์จะมีราคาที่ปรับลดลง หรือว่าเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม ค่าธรรมเนียมนี้ เราเองก็ยังคงต้องจ่ายอยู่เสมอครับ

ดังนั้นเราเองก็ควรที่จะให้ความสำคัญกับค่าธรรมเนียมด้วยเช่นกันครับ ซึ่งเราควรเลือกกองทุนที่ดีมีค่าธรรมเนียมที่คุ้มค่า ซึ่งคำว่า “คุ้มค่า”  นั้นไม่ใช่ว่าดูที่ความถูก หรือว่าแพงเพียงอย่างเดียว เพราะว่าถ้าหากกองทุนไหนที่มีค่าธรรมเนียมที่สูงแต่ยังคงทำผลตอบแทนได้อย่างดีเยี่ยม กองทุนนั้นเองก็ยังคงน่าสนใจครับ ไม่ใช่ว่าถูกแล้วผลตอบแทนไม่ดี เราจะลงทุนนะครับ ใช่ครับ มันก็เหมือนกับการเลือกของใช้ในบ้านเลยครับ

7. มีวินัยในการลงทุน

ความมีวินัย ถือว่าเป็นคุณสมบัติของนักลงทุนที่ดีครับ เมื่อเรากำหนดแนวทางการลงทุนที่ชัดเจนแล้ว เช่นจะลงทุนทุกเดือน เพื่อให้ถึงเป้าหมาย แต่ถ้าหากเราลงทุนไปสักพักแล้วเห็นว่าตลาดหุ้นเป็นขาลงอยู่ก็เลยหยุดลงทุนไปเสียอย่างนั้น ซึ่งในความเป็นจริงหากเราลงทุนในช่วงตลาดหุ้นเป็นขาลง เราก็จะได้ราคาหน่วยลงทุนที่ถูกมากขึ้น และด้วยเงินที่เราซื้อสม่ำเสมอทุก ๆ เดือน จะทำให้เราได้ราคาหน่วยลงทุนที่ไม่สูงจนเกินไป และถ้าหากตลาดหุ้นกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง เราจะได้รับผลตอบแทนที่ดีได้ครับ หรือเราเรียกกลยุทธ์แบบนี้ว่า Dollar cost Average หรือ DCA นั่นเองครับ

ส่วนคนไหนที่เน้นการจับจังหวะการลงทุน ก็ควรที่จะมีวินัยเช่นกัน หากเราตรวจสอบแน่ชัดแล้วว่าเป็นจังหวะที่ควรลงทุนแต่เราไม่ลงทุน ก็จะทำให้เราเสียโอกาสไปได้ หรือว่า เราดูแล้วว่าเป็นจังหวะที่ควรขายแต่ไม่ขาย ก็จะอาจจะทำให้เราขาดทุนได้เช่นเดียวครับ

เห็นไหมครับว่า ความมีวินัยเป็นเรื่องสำคัญในการลงทุนอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าหากเรามีแผนการที่ชัดเจน มีวินัยในการลงทุน ซึ่งจะเป็นส่วนที่ช่วยให้เราจิตใจเข้มแข็งมากขึ้นสามารถเอาชนะใจตนเองได้ เมื่อชนะใจตนเองได้ ก็ย่อมชนะตลาดการลงทุนได้ครับ

8. ตรวจสอบ และติดตามผลการลงทุน

สิ่งที่นักลงทุนที่เพิ่งเริ่มต้นมักจะพลาดมากที่สุดเลยก็คือ คิดว่าลงทุนกับกองทุนรวมไปแล้วจะไม่ต้องทำอะไร ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่นัก ถึงแม้ว่าจะมีผู้จัดการกองทุนมาคอยดูแลการลงทุนให้กับเราแล้วก็ตาม แต่เราก็ควรที่จะติดตามผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ตลาดเวลาด้วย

เผื่อว่า กองทุนเริ่มที่จะมีการบริหารที่แย่ลง เราจะได้ปรับเปลี่ยนกองทุนได้อย่างทันท่วงทีครับ ซึ่งเราก็ติดตามได้อย่างง่าย ๆ ว่า กองทุนยังคงเอาชนะดัชนีมาตราฐานได้เหมือนเดิมไหม และยังคงเอาชนะกองทุนที่เป็นประเภทเดียวกันหรือไม่ ถ้ายังคงเอาชนะได้ทั้ง 2 อย่าง ต่อให้ผลตอบแทนติดลบอยู่ ผมก็คิดว่ากองทุนนี้ยังคงเป็นกองทุนที่ดีอยู่ครับ เพียงแต่ภาวะตลาดหุ้น อาจจะไม่อำนวยครับ ซึ่งผมคิดว่าในเวลาไม่นานก็จะเริ่มเห็นผลตอบแทนทีดีกลับขึ้นมาได้ครับ

ถ้าเช็คตัวเองแล้วว่าเหมาะกับการลงทุนกับกองทุนรวม แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง เมื่อมีเป้าหมายที่อยากลงทุนแล้ว ก่อนอื่นเราต้องรู้จักตัวเองว่ามีความเสี่ยงแบบไหน และเหมาะที่จะเลือกลงทุนในกองไหน ก็สามารถมาที่นี่ได้เลย TMB Advisory

ผู้ลงทุนจะได้รับคำแนะนำการจัดสรรสัดส่วนการลงทุน (Asset Allocation) จากผู้เชี่ยวชาญให้เหมาะสมกับความเสี่ยง (Suitability) ของแต่ละคน แล้วยังคัดสรรกองทุนตัวท็อปนับร้อย จาก 7 บริษัทจัดการกองทุนชั้นนำ มาให้เลือกลงทุน และสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก TMB Open Architecture บริการดีๆที่คัดกองทุนตัวท็อป มาให้คุณเลือกช้อป ง่ายๆครบจบในที่เดียวครับ

สุดท้าย ผมเชื่อว่าหากนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนในกองทุนอ่านบทความนี้แล้วอย่างละเอียด ก็น่าจะช่วยให้มีแนวทางในการลงทุนกับกองทุนรวมได้อย่างชัดเจนมากขึ้น และหวังว่าจะเป็นตัวช่วยให้ลงทุนได้อย่างสบายใจนะครับ

เพราะ “ความสุขระหว่างการลงทุน” ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกันครับ แล้วพบกันครั้งหน้า วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม : ถ้ากำลังมองหาคำแนะนำ ฟรี! แบบไม่มีค่าใช้จ่าย นัดหมายใช้บริการ TMB Advisory Room ที่ปรึกษาส่วนตัวด้านการลงทุนได้ที่ https://tmbbank.com/FC/TMBADVISORY

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save