Aberdeen year-end seminar “The Road Ahead” at W Hotel GDP

เมื่อเดือนที่ผ่านมาทาง aomMONEY ได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน Aberdeen year-end seminar “The Road Ahead” at W Hotel GDP ณ วันที่ 30 พ.ย. 2560 ที่ผ่านมานั้น ซึ่งเป็นการอัพเดทการเติบโตในไตรมาสที่สามของไทยซึ่งเติบโตสูงกว่าที่คาดไว้ (4.3% *yoy) จากภาคการส่งออกที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก ในเดือนกันยายนเติบโตได้ถึง 13.4% yoy รวมถึงภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายสาธารณะที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของ GDP เป็น 3.8% จากปีก่อน ในขณะที่สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้คาดการณ์ดัชนีตัวเลขไว้ที่ 3.9% yoy และยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าติดตามกับการเคลื่อนไหวในไตรมาสที่สามของปีนี้ครับ

เอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

สําหรับดัชนีการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน (Private Consumption Index) ก็กลับมาฟื้นตัวเช่นกันซึ่งเพิ่มขึ้น  3.1% yoy โดยดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนมีการขยายอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน

ส่วนอัตราดอกเบี้ยและพันธบัตรรัฐบาลของไทยยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ในขณะที่อัตราผลตอบแทนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทยตลอดทั้งปีจนถึงช่วงสิ้นเดือนกันยายน 2560 ยังคงตามหลังภูมิภาค เมื่อเทียบกับดัชนี MSCI Asia-ex-Japan Index (เทียบสกุลเงินท้องถิ่น) คาดการณ์ว่าอัตราส่วนกําไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น ประมาณ 5% ในปี 2560 และ 10% ในปี 2561

อย่างไรก็ตาม ราคาดัชนีที่เพิ่มขึ้น มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน ทำให้อัตราส่วนกําไรต่อหุ้น (P/E) ทะยานขึ้นไปจนแตะเพดานค่าเฉลี่ยในอดีต แต่ถ้ามองในแง่ราคาหุ้นต่อมูลค่า หุ้นทางงบบัญชี (P/B) ภาคธนาคาร, วัสดุ และอสังหาริมทรัพย์ ยังคงมีการซื้อขายกันในราคาที่ต่ำกว่าตลาดในแง่ของความมีเสถียรภาพ

ภาคธนาคารยังคงมีสำรองในระดับสูง แม้ว่าจะมีการก่อตัวของสินเชื่อด้อยคุณภาพตลอดมา สินเชื่อโดยรวมและส่วนต่างอัตรา ดอกเบี้ยสุทธิ ยังคงขยายตัวได้ดี ปัจจัยเหล่านี้ ยังคงกดดันมูลค่าของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ แม้ว่าจะมีการเติบโตก็ตาม

ในปีนี้เราจะได้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความเคลื่อนไหวเชิงตัวเลขในตลาดยานยนต์ในประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นดัชนีที่ชี้วัดถึงการขยายตัวของผู้บริโภค

ส่วนผลจากการค้าโลกที่ปรับดัชนี ทําให้ภาคการส่งออกของไทยได้รับประโยชน์ และสามารถเติบโตได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดัน GDP ของประเทศในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นตัวช่วยสร้างรายได้ที่สำคัญ ทําให้ทั้งสองภาคส่วนเป็นดาวเด่นในการสร้างรายได้เข้าประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนถึง 16.6% ของ GDP หรือเป็นสองเท่าตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา

ผลจากการเติบโตของทั้งภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวกลายเป็นปัจจัยกดดันอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาททําให้เกิดการแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และยังคงสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น รวมถึงนโยบายการเงินและการคลังที่ยังสอดคล้องและเอื้ออํานวยต่อกัน

ภาครัฐชะงักเล็กน้อยแต่ยังไปต่อได้ และการปรับตัวของสังคมผู้สูงวัย

ในขณะที่การลงทุนของภาครัฐกลับชะงักเล็กน้อย อย่างไรก็ตามภาวะอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำและการค้าที่เริ่มฟื้นตัวประกอบกับระดับราคาน้ำมันโลกในปัจจุบันส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย ทําให้ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าอยู่ในระดับที่ไม่สูงเกินไปนักย่อมจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนที่มากขึ้น

ภาวะสงบทางการเมืองและคาดการณ์การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นปัจจัยสําคัญที่ช่วยดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ประกอบกับปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายภายในประเทศ ทําให้เราคาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยจะเกิดขึ้น ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ

ประเด็นสําคัญอีกอย่างคือประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลทําให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวลงในระยะยาว อย่างไรก็ตามบริษัทที่เราไปลงทุนไว้มีการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งทำให้พอร์ตการลงทุนของเรายังคงสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากทั้งภายในประเทศและเศรษฐกิจโลกได้อย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจโลกยังคงทรงตัว การจัดการและการคัดเลือกที่ดีคือคำตอบ

นอกจากนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Passive Fund เติบโตได้ดีจากการไหลเข้าของ Fund Flow ตามสภาพคล่องโลกจากนโยบาย *QE ทว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน รวมถึงการเริ่มทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการลดงบดุลของสหรัฐอเมริกา ทําให้ความน่าสนใจการลงทุนใน Passive Fund ลดลง โดย Aberdeen Standard Investment เป็นกลุ่มนักลงทนุสถาบันที่มีรูปแบบการบริหารการลงทุนแบบ Active เชื่อว่าการเติบโตของแต่ละบริษัทมีความแตกต่างกัน และบริษัทที่มีการบริหารจัดการที่มีสถานะทางการเงินที่ดีมีคุณภาพเท่านั้นที่จะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

เราจึงให้ความสําคัญเป็นอย่างมากกับการคัดเลือกหุ้นแบบ Bottom Up ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า ด้วยปรัชญาการลงทุนของเราจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาวของนักลงทุน

หมายเหตุ :

*yoy (Year over Year) ตัวเลขการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นการเปรียบเทียบกับระยะเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา

*QE (Quantitative Easing) นโยบายการผ่อนคลายทางการเงินอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน จำกัด

(Review) ลงทุนในกองทุนรวม RMF ผสมอย่างไรให้ Happy

สวัสดีครับกลับมาพบกันอีกแล้วนะครับ ผมหมอนัท คลินิกกองทุนคนเดิมนั่นเองครับ เป็นอย่างไรกันบ้างครับ นักลงทุนในกองทุนทุกท่าน ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนกำลังอยู่ในช่วงทยอยซื้อกองทุน LTF/RMF โค้งสุดท้ายกันอย่างแน่นอนใช่ไหมครับ คำถามที่ถามผมมาบ่อย ๆ ในช่วงปลายปีแบบนี้มักจะเป็นคำถามที่อยากให้บอกว่ากองทุนไหนดีที่น่าลงทุน มาเลยอย่ารอช้าจะรีบไปซื้อกันเสียเป็นส่วนใหญ่ครับ (ขอกันเหมือนขอหวยเลยละครับ)

แต่จริงๆ แล้วการซื้อกองทุน LTF/RMF นั้นเราไม่ควรจะมองแค่การเลือกกองทุนเจ๋งๆ เป็นอันดับแรกครับ เพราะจากประสบการณ์ของผมนั้นไม่มีกองทุนไหนที่จะทำผลตอบแทนได้ดีไปตลอดครับ ซึ่งแน่นอนว่าเวลาหุ้นลง กองทุน LTF นั้นก็จะปรับตัวลดลงด้วยเช่นกันครับ เพราะว่ากองทุนLTF ส่วนใหญ่จะถือครองหุ้นในกองทุนค่อนข้างสูง คือ ประมาณ65% ขึ้นไปของสินทรัพย์ทั้งหมดของกองทุนครับ และส่วนใหญ่ก็จะเป็นทุนหุ้นล้วนๆ เลยครับ

ดังนั้น นักลงทุนเองควรจะมองเรื่องการแบ่งสัดส่วนเงิน หรือ จัดพอร์ตการลงทุนให้ดีมากกว่ามองเพียงแค่กองทุนเพียงอย่างเดียว ก็อาจจะทำให้เราละเลยเรื่องของการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนไปนั่นเองครับ หากเรามองเรื่องของการบริหารเงิน การลงทุน และความเสี่ยงเป็นหลักแล้วละก็ การซื้อกองทุนRMF นั้น ผมถือว่าเป็นตัวเลือกแรกๆ ในการลงทุนระยะยาว เพื่อการเกษียณมากกว่าLTF อย่างไม่ต้องสงสัยครับ

ทั้งนี้ก็เพราะว่า กองทุน RMF เองมีกองทุนหลากหลายประเภทมากครับ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนตลาดเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ กองทุนอสังหาริมทรัพย์มีโอกาสได้รับความสม่ำเสมอของผลตอบแทน กองทุนทองคำ และ กองทุนหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง แต่ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงเช่นเดียวกัน หรือแม้แต่กองทุนต่างประเทศที่เพิ่มโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี และช่วยกระจายความเสี่ยงได้อีกด้วยครับ

ส่วนกองทุนอีกประเภทที่มีความเสี่ยงปานกลางไม่สูงมากนัก แต่นักลงทุนเองมักจะมองข้ามไป และไม่ค่อยมีใครหยิบมาพูดถึงเสียเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่าเป็นกองทุนอีกประเภทที่น่าสนใจ หากเราเลือกได้ดี และเอามาใช้ได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ครับ

นั่นก็คือกองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่นนั่นเองครับ

ก่อนอื่นเรามาเข้าใจถึงกองทุนผสมกันก่อนดีกว่าครับว่าคือกองทุนแบบไหน กองทุนผสมแบบยืดหยุ่น คือกองทุนที่ผู้จัดการกองทุนจะเป็นคนที่ดูแลเรื่องการลงทุนให้เราแบบเบ็ดเสร็จ พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้จัดการกองทุนจะปรับสัดส่วนสินทรัพย์ในกองทุนตามที่ผู้จัดการกองทุนเห็นว่าเหมาะสมกับสภาวะการลงทุนในแต่ละช่วงเวลาให้ครับ

นักลงทุนเองไม่ต้องมาติดตามข่าวสารเองแต่อย่างใดครับ เช่น บางภาวะกองทุนอาจจะเห็นว่าตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น น่าลงทุนในหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ หรือว่าตราสารอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำ ผู้จัดการกองทุนก็จะปรับสัดส่วนให้มีหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ โดยสัดส่วนอาจจะเป็นหุ้น 70% และมีตราสารหนี้ หรือว่าตราสารอื่นๆ อีก 30% ครับ

ในทางกลับกันหากเห็นว่าตราสารหนี้นั้นมีโอกาสในการลงทุนมากขึ้นก็จะมีการปรับพอร์ตให้กลายเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำลงก็เป็นไปได้ครับ เช่น อาจจะเหลือหุ้นในพอร์ตเพียงแค่30% ที่เหลืออาจจะเป็นตราสารหนี้ก็ได้ครับ

สรุปข้อดีของกองทุนประเภทนี้ก็คือ

  1. จัดพอร์ตผสมเบ็ดเสร็จในกองเดียว
  2. ปรับสมดุลพอร์ต (Rebalancing) เป็นระยะๆ ทั้งนี้เพื่อรักษาวินัยการลงทุน โดยจะมีการขายหุ้นออกบ้างหลังจากภาวะตลาดขาขึ้น และมีการซื้อหุ้นเพิ่มบ้างในภาวะตลาดขาลง
  3. จะได้ผลตอบแทนแบบ “ภาพรวม” ของทั้งพอร์ต แทนที่จะต้องมองเป็นราย หากมองแยกกอง อาจหวั่นไหวได้ง่าย เช่น เห็นกองหุ้นขาดทุน -15%  ก็อาจขายทิ้ง แต่สำหรับกองผสมในภาพรวมอาจขาดทุนแค่ -3% ก็ได้ครับ

เอาเป็นว่านักลงทุนเองไม่ต้องไปคิดมาก ไม่ต้องจัดพอร์ตการลงทุนให้ปวดหัวเองครับ แต่แค่ติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนว่าเป็นไปตามที่ประเมินไว้หรือไม่ครับ

ถึงตรงนี้หลายๆ คนอาจจะคิดว่ากองทุนRMF เองก็มีให้เลือกหลากหลายประเภทอยู่แล้ว สามารถนำมาจัดพอร์ตเองได้อย่างสบายๆ เลย แล้วทำไมต้องลงทุนกับกองทุนRMF แบบผสมกันด้วย ซึ่งวันนี้ผมมีคำตอบมาให้ครับ

การใช้กองทุนผสมเพื่อการจัดพอร์ตนั้น เราทำได้เป็น 2 ทาง คือ

ทางแรกก็คือ เลือกกองทุนนี้เป็นกองทุนหลักในการลงทุนไปเลย เพราะว่ากองทุนแบบนี้เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาในการเลือกกองทุนเอง หรือว่าไม่แน่ใจว่าจะต้องมีการปรับพอร์ตอย่างไร หรือว่า ต้องลงทุนกับสินทรัพย์แบบไหนบ้าง ผมเชื่อว่ามีหลายๆ คนที่ทำงานหนักมาก หรือว่ายุ่งมากจนไม่มีเวลาจะทำพอร์ตเป็นของตนเองครับ

ดังนั้น ใครที่ทำงานหนัก ไม่มีเวลาจริงๆ ผมแนะนำว่าให้เลือกกองทุนประเภทนี้ไปเลยครับ ช่วยได้เยอะแน่ๆ และเป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ เนื่องจากหากไม่มีเวลาในการทำพอร์ตเอง และยังดื้อทำไป อาจจะทำให้เราผิดพลาดในการลงทุนได้ครับและถ้าอยากจะมีกองทุนอื่นๆ เพิ่มเติมก็จะเพิ่มในสัดส่วนที่ไม่เยอะครับ เอาไว้ลงทุนสนุกๆ หาผลตอบแทนเพิ่มจากกองทุนผสมที่มีอยู่นั่นเองครับ

วิธีที่สองคือ เอากองทุนแบบผสมมาช่วยทำให้พอร์ตของเราหน้าตาดูดีขึ้น เนื่องจากว่ากองทุนผสมนั้น จะมีการปรับสัดส่วนตามสภาวะของตลาดการลงทุนอยู่แล้ว จึงเปรียบเหมือนกองทุนที่คอยเป็นตัวปรับความเสี่ยงของพอร์ตให้กับเรา ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องไปปรับพอร์ตเอง หรือว่าบางครั้งอาจจะผิดจังหวะได้นั่นเองครับ

ยกตัวอย่างเช่น หากเราทำพอร์ตที่มีกองทุนหุ้น40% และกองทุนตราสารหนี้อีก40% โดยมีกองทุนผสมอยู่20%ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีภาวะการลงทุนที่ดี กองทุนผสมจะกลายเป็นสัดส่วนหุ้นทันทีที่แสดงว่าพอร์ตโดยรวมของเรานั้นจะมีหุ้น60% (จากกองทุนหุ้น40% + หุ้นจากกองทุนผสมอีก20%) หน้าตาของกองทุนจะเป็นพอร์ตเชิงรุกไปโดยปริยายครับ

แล้วกองทุนไหนบ้างที่มีการปรับพอร์ตหุ้นได้ตั้งแต่0-100 นั้น ผมขอตอบว่าเยอะมากครับ ดังนั้น วันนี้ผมจะขอยกตัวอย่างกองทุนที่น่าสนใจมาให้ดูกันนะครับ

นั่นก็คือกองทุน T-NMIXRMF นั่นเองคร้าบบบ

โดยกองทุนนี้มีรายละเอียดดังนี้ครับ

กองทุนเปิดธนชาตมิกซ์ ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (T-NMIXRMF) (ความเสี่ยงอยู่ในระดับ 5) เป็นกองทุนผสมที่ปรับสัดส่วนได้     และไม่มีการจ่ายปันผลตามนโยบายกองทุนประเภท RMF

ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน

ผลดำเนินงานในอดีตมิใช่สิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

ที่มา: Thanachart Fund

ผมคงต้องบอกว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนผสมที่น่าสนใจมาก เนื่องจากเป็นกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี และมีผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับหุ้นเลยละครับ (ผลตอบแทนย้อนหลังตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ10-12%) ทั้งนี้เป็นเพราะอะไรนั้น เดี๋ยวเรามาดูกันต่อครับ ในส่วนของแนวคิดการลงทุนของกองทุนนี้ครับ

แนวทางการลงทุน

T-NMIXRMF เป็นกองทุนรวมผสมไม่กำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นแต่อย่างใด ดังนั้น ปรับสัดส่วนการลงทุนในหุ้นได้ยืดหยุ่นกว่ากองทุนรวมหุ้นทั่วไป โดยกองทุนจะดูแนวโน้มการลงทุน และภาวะเศรษฐกิจเป็นหลักครับ ซึ่งปัจจุบันเน้นการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เกือบทั้งหมดครับ ทั้งนี้เนื่องจากผู้จัดการกองทุนมีมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในปี 2561 ดีอย่างต่อเนื่อง จากการส่งออก และการอุปโภคบริโภคที่ปรับดีขึ้น อีกทั้งยังมีความชัดเจนในการเลือกตั้งตามลำดับ

แต่หากในอนาคตมีสถานการณ์การลงทุนที่ทำให้เชื่อว่าการลงทุนในหุ้นจะมีความเสี่ยงไม่คุ้มกับผลตอบแทนที่คาดไว้  กองทุนจึงจะปรับลดการลงทุนในหุ้นมายังตราสารหนี้หรือเงินฝากมากขึ้นแทน และอาจลดลงถึงหรือต่ำกว่าครึ่งพอร์ตโฟลิโอได้ในภาวะตลาดหุ้นมีแนวโน้มเป็นตลาดขาลงรุนแรงในระยะปานกลางถึงยาวอีกด้วย

ดังนั้น ถ้านักลงทุนเห็นว่าการลงทุนระยะยาวเพื่อออมไว้ยามเกษียณ และตลาดหุ้นเองมีความผันผวนขึ้นลงตามภาวะการลงทุนตลอดเวลา จึงให้ความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตการลงทุนได้มาก กองทุนนี้อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุนที่ดีครับ

คราวนี้เรามาดูพอร์ตในปัจจุบันของกองทุนกันนะครับ หากแนวคิดการลงทุนของ บลจ. เราจะเห็นได้ว่ากองทุนนี้ถือหุ้นเกือบจะ100% ของกองทุนอย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นครับ

ที่มา: Thanachart Fund : Fact Sheet T-NMIXRMF ข้อมูล ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2560

การปรับพอร์ต

ส่วนการปรับพอร์ตของกองทุนนั้น จากอัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์อยู่ที่ประมาณ200-400 % ครับ แน่นอนว่ากองทุนนี้ไม่ได้เป็นสไตล์Buy and Hold ที่มีอัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์ที่มักจะอยู่ที่ประมาณ 20-100%

ผมว่าก็เป็นการปรับพอร์ตที่ไม่ช้าเกินไป ไม่เร็วเกินไป สมเหตุสมผลกับการลงทุนในสไตล์ของกองทุนที่ต้องการปรับพอร์ตให้ไม่มีความเสี่ยงสูงจนเกินไป และสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้นได้ด้วยครับ

จุดเด่น

  1. ให้ความสำคัญในหลักการกระจายการลงทุน ตามหลักการพื้นฐาน คือAsset Allocation
  2. สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ได้0-100% ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ
  3. มีปรับพอร์ตหรือว่าซื้อขายสินทรัพย์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม

โดยกองทุนผสมนี้สามารถผสมสินทรัพย์ระหว่างตราสารหนี้กับหุ้นไทยที่มีความยืดหยุ่นมากครับ สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้ตั้งแต่0-100% ในยามที่หุ้นทำผลงานได้ดีสามารถลงทุนหุ้นได้100% และในทางกลับกัน หากตลาดหุ้นไทยทำผลงานได้ไม่ดีก็สามารถไม่ลงทุนหุ้นเลยก็ได้ ผู้จัดการกองทุนสามารถปรับสัดส่วนได้ตลอดเวลา ดังนั้น จึงเหมาะมากหากนักลงทุนนำมาใส่ในพอร์ตที่มีอยู่แล้วเพื่อลดความผันผวน และ เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้นครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ นักลงทุนทุกท่าน น่าจะพอเห็นภาพว่ากองทุนนี้มีแนวทางการลงทุนอย่างไรมากขึ้นใช่ไหมละครับ

สุดท้ายนี้ก่อนที่จะจากกันไป ผมคิดว่าแนวทางการลงทุนกับกองทุนRMF ให้มีความสุข ก็คือการจัดพอร์ตอย่างเหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรารับได้ และยังได้ผลตอบแทนที่เราพอใจครับ ซึ่งกองทุนผสมเองก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจจะเอามาไว้ในพอร์ต เพื่อให้นักลงทุนเองไม่ต้องมาตามติดการลงทุนมากเกินไป และปล่อยให้หน้าที่การลงทุนเป็นของผู้จัดการกองทุนบางส่วนในการทำให้เงินของเรางอกเงยได้ จะได้เพิ่มเวลาให้กับนักลงทุนไปทำในสิ่งอยากทำได้อย่างสบายใจมากขึ้นครับ แต่ก็อย่าลืมศึกษาข้อมูลของกองทุนก่อนการลงทุนทุกครั้งนะครับ จะช่วยให้เราได้กองทุนที่ถูกใจ สบายใจมากขึ้นเป็น2 เท่าเลยครับ

คำเตือน

กองทุนนี้คือ RMF ซึ่งต้องถือให้ถึงอายุ 55 ปี และถือครองครบ 5 ปี หากทำผิดเงื่อนไขการลงทุนจะมีผลในเรื่องของการเรียกคืนภาษีที่ได้ขอลดหย่อนไว้ รวมถึงภาษีในส่วนของ Capital Gain ที่ได้รับมาด้วย การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้เข้าร่วมลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความนี้เป็น Advertorial 

แกะกล่องหุ้นน้องใหม่ : CPT กับ “ตู้ไฟฟ้า” มาหานะเธอ

ธุรกิจ “ตู้ไฟฟ้า” กำลังเติบโตไปตามภาคอุตสาหกรรมของประเทศ

จากข้อมูลของมูลนิธิสถาบันวิจัยเศรษฐกิจในการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษ การเติบโตครั้งใหม่ของไทย’ เปิดเผยว่า นโยบายระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC จะกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ภายในเวลา 5 ปี และเพิ่มอัตราการจ้างงานกว่า 100,000 อัตราต่อปี ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อเขตเศรษฐกิจเติบโตจากการกระตุ้นและสนับสนุนของรัฐ ภาคเอกชนย่อมตัดสินใจเข้ามาลงทุนในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น เพื่อเก็บเกี่ยวสิทธิประโยชน์จากการลงทุนเหล่านี้ โดยที่แรกที่เงินลงทุนจะไหลไปคือ ส่วนของการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งในเชิงโครงสร้างและระบบภายใน

โดยอุปกรณ์หลักสำหรับระบบโครงสร้างของโรงงานอุตสาหกรรมคือ “ตู้ไฟฟ้า” (Panel) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบการควบคุมและไฟฟ้ากำลัง สำหรับควบคุมการทำงานของเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม โดยตู้ไฟฟ้าจะทำให้เครื่องจักรทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงเป็นที่นิยมในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการผลิตที่ต้องทำตลอด 24 ชั่วโมง หรืออยู่ในสภาวะที่เลวร้าย เช่น ฝุ่นควันมาก อากาศร้อนจัด อากาศเย็นจัด หรือความชื้นสูง

หนึ่งในบริษัทที่ประกอบธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์และให้บริการเกี่ยวกับระบบเหล่านี้คือ “CPT” หรือ บริษัท ซีพีที ไดร์ แอนด์ เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

ซึ่งเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี และเป็นน้องใหม่ที่กำลังจะจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในเร็วๆ นี้

อ้างอิงจากงบการเงินปี 2559 รายได้หลักของบริษัทฯ มาจากการขาย ตู้ไฟฟ้า (Panel) ประมาณ 53.44% โดยตู้ไฟฟ้านี้ผลิตจากโรงงานของบริษัทฯ โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นโรงงานอุตสาหกรรมและอาคารสูง และรายได้อีก 13.76% มาจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ควบคุมอื่น รวมรายได้สองส่วนนี้เป็นรายได้จากการขาย คิดเป็นสัดส่วน 67.20% ของรายได้รวมของบริษัทฯ

ในขณะที่อีก 32.57% เป็นรายได้จากการให้บริการ โดยส่วนแรกคือการให้บริการรับเหมาและติดตั้งสถานีไฟฟ้าย่อยและระบบตู้ไฟฟ้าในโรงงาน ตรงนี้เป็นรายได้ในลักษณะงานรับเหมา ประมาณ 28.70% ของรายได้รวม ส่วน 3.87% ที่เหลือเป็นรายได้จากการให้บริการบำรุงรักษาซ่อมแซมในช่วงเวลาหลังจากที่หมดสัญญาประกัน ซึ่งรายได้ตรงนี้ก็จะมีความต่อเนื่องมากกว่า

รายได้รวมของบริษัทฯ ในปี 2557 2558 2559 อยู่ที่ 1,071.46 ล้านบาท 1,065.31 ล้านบาท และ 1,230.28 ล้านบาทตามลำดับ เห็นได้ว่ามีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้ในส่วนการขายจะค่อนข้างมั่นคงและมีอัตราการเติบโตที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับรายได้จากการให้บริการ ซึ่งแม้จะดูผันผวนบ้างในบางปี แต่ก็มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี

จากข้อมูลงบการเงินปี 2559 อัตรากำไรขั้นต้นของส่วนงานขายดีกว่าส่วนงานให้บริการ โดยอัตรากำไรขั้นต้นของฝั่งขายอยู่ที่ 27.64% ในขณะที่ฝั่งรับเหมาอยู่ที่ 13.22% ซึ่งอัตรากำไรขั้นต้นของงานรับเหมายังสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ โดยล่าสุดที่เห็นจากงวด 9 เดือน 2560 อัตรากำไรขั้นต้นของฝั่งรับเหมาขยับขึ้นมาเป็น 23.64% ในขณะที่ฝั่งขายปรับขึ้นมาเป็น 27.74%

ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร บริษัทฯ สามารถควบคุมได้ค่อนข้างดี เห็นได้จากสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ปรับตัวอยู่ในกรอบแคบ ไม่มีปีไหนกระโดดออกไปจนทำให้ให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงอย่างรุนแรง

สำหรับต้นทุนการเงินหรือดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทฯ ก็มีไม่มากนัก โดยมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของรายได้รวม สัดส่วน Interest Coverage Ratio ที่บ่งบอกถึงความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยก็ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จนถึงบรรทัดสุดท้าย อัตรากำไรสุทธิก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 – 2559 จนถึงล่าสุดในงวดรวม 9 เดือนของปีนี้ และคงต้องพิจารณาต่อไปเพื่อดูถึงผลกระทบจาก Seasonal Effects ด้วย อย่างไรก็ตาม เทียบจากปี 2557 – 2559 กำไรสุทธิของบริษัทฯ ก็เติบโตอย่างต่อเนื่องที่ 53.35 ล้านบาท 85.52 ล้านบาท และ 113.01 ล้านบาทตามลำดับ

ในเรื่องความเสี่ยงของกิจการมีอยู่ 2 ด้านคือ ด้านลูกค้าที่พึ่งพิงลูกค้าในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลเป็นหลัก เฉลี่ยแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้ แต่ทางบริษัทฯ ก็ทราบประเด็นตรงนี้และมีการปรับสัดส่วนลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในฝั่งด้านซัพพลายเออร์ ตอนนี้มี 3 รายใหญ่ที่ส่งสินค้าให้กับบริษัทฯ คิดเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของขาซื้อ โดยบริษัทฯ มีมุมมองว่าไม่มีปัญหาเพราะมีความสัมพันธ์อันดี และเชื่อมั่นว่างานตู้ไฟฟ้าเป็นการพิจารณาสินค้าจากคุณสมบัติสินค้าเป็นหลัก หากซัพพลายเออร์เจ้าใดมีปัญหาก็สามารถหารายอื่นมาทดแทนได้ โดยเน้นการใช้คุณสมบัติของสินค้าเป็นจุดนำในการจัดซื้อ

สำหรับการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CPT ครั้งนี้ รวมจำนวน 270 ล้านหุ้น รวมเป็น 30% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัทฯ โดยจะระดมทุนไปใช้ในการก่อสร้างโรงงานใหม่และซื้อเครื่องจักรประมาณ 200 ล้านบาท ขยายงานไปต่างประเทศประมาณ 70 ล้านบาท และส่วนที่เหลือก็จะใช้ในการเป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ ต่อไป

หากใครสนใจธุรกิจตู้ไฟฟ้าที่จะโตไปตามภาคอุตสาหกรรมอย่าง CPT ก็สามารถอ่านข้อมูลกิจการเพิ่มเติมได้ที่ http://cpt-ipo.com/

โดยบทความฉบับนี้ไม่มีเจตนาแนะนำซื้อ ถือ หรือขาย เพียงแต่ช่วยทำการสรุปหนังสือชี้ชวนตราสารทุนมาเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจและสะดวกต่อการนำไปใช้งานต่อได้

ตู้ไฟฟ้า กำลังจะมาหาที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว !

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) T-NFRMF กองทุนตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพจาก บลจ.ธนชาต

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว aomMONEY และแฟนเพจ TarKawin ในช่วงเดือนสุดท้ายอย่างนี้อย่าลืมว่าเรายังมีทางเลือกการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการลดหย่อนภาษีนะครับ สำหรับวันนี้พี่ต้าร์ก็มีกองทุนรวม RMF ที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟัง ซึ่งกองทุนนี้น่าจะเหมาะกับหลายๆ คนที่อยากสร้างถุงเงินให้กับบั้นปลายชีวิตโดยเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้นนะครับ กองทุนที่จะมา Review ให้ฟังคือ T-NFRMF กองทุนตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพจาก

บลจ.ธนชาต ครับ มาดูรายละเอียดกันเลย

1. นโยบายการลงทุน

กองทุนนี้เป็นกองทุน RMF นะครับ ซึ่งเราจะต้องลงทุนในระยะยาวเพื่อให้เข้าเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษี โดยกอง T-NFRMF ความเสี่ยงอยู่ในระดับ 4 เป็นกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งจะมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนพันธบัตรรัฐบาล แต่แน่นอนว่าความเสี่ยงต่ำกว่ากองทุนผสมและตราสารทุนนะครับ เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้ระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ

2. สัดส่วนการลงทุน

หลักๆ แล้วกองทุนนี้จะมีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับตราสารแห่งหนี้นะครับ รวมไปถึง เงินฝากและตราสารทางการเงินต่างๆ ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดี พอร์ตการลงทุนของกองทุนรวมนี้ ปัจจุบันมีสัดส่วนของ NAV ดังนี้นะครับ

หุ้นกู้และพันธบัตร 83.34%

  • หุ้นกู้ภาคเอกชน 68.28%
  • หุ้นกู้สถาบันการเงิน 13.65%
  • พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ 6.41%

ตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงิน 10.26%

  • ตั๋วแลกเงิน 10.26%

จะเห็นได้ว่าพอร์ตการลงทุนส่วนใหญ่นั้นไปลงทุนในหุ้นกู้ภาคเอกชนเกินครึ่งเลยนะครับ สิ่งที่สำคัญที่นักลงทุนจะต้องพิจารณาก็คือ พวกหุ้นกู้เหล่านี้มีความเสี่ยงขนาดไหน อันดับความน่าเชื่อถืออย่างไร อย่างในทรัพย์สิน 5 อันดับแรกนั้นจะเห็นได้ว่า อันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับ A และ AA ซึ่งเป็น 13.72% ของ NAV กองทุนรวมครับ

แหล่งที่มา: หนังสือชี้ชวน T-NFRMF บลจ.ธนชาต ข้อมูล ณ วันที่ 29 กันยายน 2560

3. ผลการดำเนินงานย้อนหลัง

การลงทุนในกองทุนรวมนั้นจะขาดไม่ได้เลยคือการดูผลตอบแทนย้อนหลัง เพราะสิ่งนี้จะบอกว่ากองทุนรวมนั้นมีความสามารถสร้างผลตอบแทนในอดีตได้อย่างไร ผู้จัดการกองทุนรวมมีความเก่งและความสามารถในการบริหารงานขนาดไหน

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง ณ 29 กันยายน 2560

หลายๆ คนอาจจะมองว่า อ้าว! กองทุนรวมตราสารหนี้ไม่ได้ชนะเกณฑ์มาตรฐานหรอ ก็อยากจะบอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดานะครับ เพราะดัชนีอ้างอิงเขาใช้ตราสารหนี้หุ้นกู้ภาคเอกชน (BBBup) ส่วนกองทุนนี้ลงทุนในทรัพย์สินที่ความเสี่ยงที่หลากหลาย อย่างทรัพย์สินหลักๆ ในพอร์ตก็มี Rating สูง เช่น AA และ A ผลตอบแทนย่อมน้อยกว่าอยู่แล้ว

ทีนี้ผมเลยอยากจะให้ดูตัววัดในเรื่องของความผันผวนมากกว่านะครับ เนื่องจากผู้จัดการกองทุนสามารถปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนได้ตลอดเวลาเพื่อให้เข้ากับสภาวะของการลงทุนในช่วงนั้นๆ ได้ดีกว่า จะเห็นได้ว่าความผันผวนของกองทุนนี้เรียกได้ว่าต่ำมากๆ ไม่ค่อยจะแกว่งเมื่อเทียบกับความผันผวนของดัชนีมาตรฐานครับ กองทุนนี้ถ้ามองในระยะยาวก็ถือว่าผลตอบแทนดีทีเดียว

แหล่งที่มา: หนังสือชี้ชวน T-NFRMF บลจ.ธนชาต ข้อมูล ณ วันที่ 29 กันยายน 2560

ข้อมูลเปรียบเทียบผลการดำเนินงานแบบ Percentile

ในส่วนของผลตอบแทนแบบ Percentile เมื่อเราเปรียบเทียบกับกองทุนอื่นๆ ที่มีในลักษณะใกล้เคียงกัน อย่าง AIMC Category นั้น จะเทียบกับ Mid Term General Bond นะครับ จะเห็นได้ว่าในระยะสั้นผลตอบแทนนั้นจะอยู่ใน Percentile แถวๆ Percentile กลางๆ แต่พอเป็นระยะยาวแล้วจะอยู่ใน Percentile ระดับต้นๆ เลยนะครับ ก็เหมาะดีนะกับการถือแบบ RMF นอกจากผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาวแล้วเรายังไม่ต้องเจอภาษีหัก ณ ที่จ่ายแบบดอกเบี้ยเงินฝากด้วย

ในส่วนของความผันผวนเมื่อเทียบกับกองทุนใกล้เคียงกัน ก็ถือว่าผู้จัดการกองทุนรวมบริหารจัดการได้ดีนะครับ โดยเฉพาะในช่วงระยะสั้นจะอยู่ใน Percentile แรกๆ แต่ในระยะยาวผู้ถือกองทุนนี้อาจจะพบความผันผวนเพิ่มขึ้นครับ แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลนี้เป็นข้อมูลในอดีตซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนในอนาคตนะครับ

แหล่งที่มา: หนังสือชี้ชวน T-NFRMF บลจ.ธนชาต ข้อมูล ณ วันที่ 29 กันยายน 2560

4. สนใจซื้อกองทุนรวมมีเงื่อนไขและค่าธรรมเนียมอย่างไรบ้าง

สามารถซื้อกองทุนรวมได้ในเวลาทำการนะครับ (8:30-15:30) โดยมีมูลค่าขั้นต่ำในการซื้อที่ 1,000 บาท และการชำระเงินค่าขายหน่วยลงทุนนั้นคือ 1 วันทำการ (T+1)

ในส่วนของค่าธรรมเนียมนั้นมีบางส่วนที่ยังไม่เรียกเก็บนะครับ ก็เป็นโอกาสที่ดีของนักลงทุนที่จะประหยัดต้นทุนในตรงนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตามกองทุนก็มีค่าธรรมเนียมเรียกเก็บจากกองทุนนะครับ ซึ่งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายมีดังนี้ครับ

ค่าธรรมเนียมเรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยลงทุน

ค่าธรรมเนียมการขาย: ไม่เกิน 3% ของมูลค่าหน่วยลงทุน (ปัจจุบันไม่เก็บ)

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน: ไม่เกิน 3% ของมูลค่าหน่วยลงทุน (ปัจจุบันไม่เก็บ)

ค่าธรรมเนียมในการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนระหว่าง บลจ. : 200 บาท

ค่าธรรมเนียมเรียกเก็บจากกองทุน

ค่าธรรมเนียมในการจัดการ: ไม่เกิน 0.75% ต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์: ไม่เกิน 0.055% ต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

ค่าธรรมเนียมนายทะเบียน: ไม่เกิน 0.125% ต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

ค่าใช้จ่าย: ตามที่จ่ายจริง

5. กองทุนนี้เหมาะกับใคร?

มาถึงตรงนี้แล้วหลายๆคนก็คงถามตัวเองว่า กองทุนนี้เหมาะกับตัวเราหรือเปล่า? ผมขอแนะนำดังนี้นะครับ

  • นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย: บางคนไม่อยากจะรับความเสี่ยงการลงทุนในหุ้น กลัวลงทุนไปแล้วเห็นราคาขึ้นลงหัวใจจะวาย การลงทุนในกองทุนนี้ก็น่าจะตอบโจทย์นะครับเพราะเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ 
  • นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงแต่อยากกระจายความเสี่ยง: นักลงทุนบางคนอาจจะมองว่าเราลงทุนมีแต่กองทุนหุ้นทั้งนั้นเลย เกิดในวันที่เกษียณแล้วหุ้นตกพอดีจะทำอย่างไร ก็อาจจะแบ่งเงินบางส่วนมาลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ได้เช่นกันนะครับ อย่างน้อยถ้าตลาดหุ้นไม่ได้ดีในวันเกษียณของเรา ก็ยังมีเงินในกองทุนนี้อีกก้อนไว้ใช้ได้เช่นกันครับ

แต่อย่าลืมนะครับว่าการลงทุนมีความเสี่ยงผู้เข้าร่วมลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และคู่มือการลงทุน ก่อนตัดสินใจลงทุน และกองทุนนี้คือ RMF ที่จะต้องถือถึงอายุ 55 ปี และถือครองครบ 5 ปีด้วยนะ ใครขายก่อนและทำผิดเงื่อนไขการลงทุนจะมีผลในเรื่องของการขอเรียกคืนภาษีที่ได้ขอลดหย่อนไว้รวมถึงมีโอกาสที่จะต้องเสียภาษีในส่วนของ Capital Gain ที่ได้รับมาด้วย ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ของกรมสรรพากรนะครับ

หากใครสนใจลงทุนในกองทุนรวม T-NFRMF กองทุนตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ อย่าลืมอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือชี้ชวนนะครับ และหากสนใจก็สามารถติดต่อซื้อกองทุนนี้ได้ที่ธนาคารธนชาตทุกสาขาในวันและเวลาทำการ หากเราวางแผนภาษีได้ดี จัดพอร์ตการลงทุนได้อย่างเหมาะสม และลงทุนตามเป้าหมายของเราแล้ว อนาคตทุกคนจะประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

แด่เงินที่รัก..งานของเขา…และความสุขของเรา

เมื่อย่างเข้าเดือนสุดท้ายของปี มักจะมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นอยู่เสมอ มันเป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศแห่งความสุข และความสนุกกับปัจจุบัน ที่พร้อมจะพาตัวเองไปพบเจอกับสิ่งที่ดีในปีหน้า

ผมอยากจะแบ่งปันเรื่องราวในปีที่ผ่านมาให้เพื่อนๆ ได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน ครั้งนี้ไม่ได้มาในหัวข้อชวนอ่านแบบ “ 5 เรื่องราวที่นายปั้นเงินได้เรียนรู้ในปีนี้” แต่ขอมาในแนวเรียบง่ายอ่านสบาย เหมือนเพื่อนสนิทนั่งเล่าเรื่องชีวิตให้ฟังก็แล้วกันครับ

สมัยที่ผมเรียนอยู่ในรั้วมหาลัยปีสุดท้าย สิ่งที่ผมคิดในตอนนั้นคือ “อยากจะมีรายได้เยอะๆ มีหน้าที่การงาน และการเงินที่มั่นคง” แต่เมื่อ 2 ปีที่แล้วผมก็พบว่า แท้จริงงานที่ผมอยากจะทำ ควรเป็นงานที่มีรายได้แปรผันตามความสามารถ โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับชั่วโมงการทำงาน

ส่วนเรื่องความสุขในการทำงาน ผมเลือกที่จะมองข้ามไปก่อน เพราะเชื่อว่าตัวเองสามารถ “รักในสิ่งที่ทำ” เพื่อให้มันออกมาดี โดยไม่จำเป็นที่จะต้อง “ทำในสิ่งที่รัก” เหมือนอย่างที่ไลฟ์โค้ชทั้งหลายเขาว่ากัน

ผมเป็นคนรักเงินไม่ต่างจากทุกคนนั่นแหละ “เงินที่รัก” ของผมจะเข้ามาหาผมตามความตั้งใจในการทำงาน ยิ่งทำเยอะและทำได้ดีมันก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น ผมไม่ใช่คนที่มีรายได้เยอะ ดังนั้น ผมจึงเลือกที่จะทำให้ตัวเองมีรายได้หลายทาง

ปีที่ผ่านมาผมมีงานหลัก คือ รับวางแผนการลงทุน  

รายได้ทางที่สอง คือ งานเขียน 

ส่วนมีรายได้ทางที่สามนนั่น คือการดูแลพอร์ตการลงทุนให้นักลงทุนรายใหญ่  

ผมได้แนวความคิดใหม่ในปีที่ผ่านมาว่า เราไม่จำเป็นจะต้องทำงานเพียงอย่างเดียว แต่เราสามารถทำงานเพิ่มได้! โดยค่อยๆ พัฒนาจากงานหลักที่ทำให้ดีอยู่แล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ห้ามทำเลย คือ “ห้ามหยุดการพัฒนาความสามารถ!” เพราะงานทุกงานสร้างทักษะใหม่ๆ ให้เราอยู่เสมอ แถมจะช่วยดึงดูด “เงินที่เรารัก” เข้ามาหาได้ด้วย

จริงอยู่ว่าหลายคนที่เป็นพนักงานออฟฟิศอาจจะรู้สึกไม่มีความสุข เพราะรู้สึกว่าเราไม่ได้ทำงานที่จะเกิดประโยชน์กับตัวเองซักเท่าไหร่ อยากจะมีธุรกิจส่วนตัวให้รู้แล้วรู้รอดไป อย่างน้อยมันก็น่าจะมีความสุขมากกว่าทำงานให้คนอื่นแบบนี้แหละวะ!!

แต่อย่าลืมนะว่าธุรกิจส่วนตัวของเราก็ต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าเช่นกัน งานที่คิดว่าเป็นของเราทั้งหมด แท้จริงก็คือ “งานที่เกิดจากลูกค้านั่นแหละ เขาเอามาให้เราทำ เพราะเขาเห็นว่าเรามีความชำนาญและทำได้ จริงๆ ถ้าลองคิดให้ดีมันก็เป็นอย่างนี้กับทุกงานนะ ทั้งงานประจำ ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของกิจการ

ยกตัวอย่าง ลูกค้าอยากกินกาแฟ ถ้าชงเองก็กลัวจะไม่อร่อย เลยต้องมอบหน้าที่ให้แก่บาริสต้าแทน บาริสต้าจึงมีหน้าที่สร้างผลงานให้ที่ดีที่สุด เพื่อแลกกับรายได้จากลูกค้าที่ยอมจ่ายในความพึงพอใจในรสชาติ

สรุปง่ายๆ งานของคนอื่นนี่แหละที่จะช่วยสร้างมูลค่าให้กับตัวเรา ถ้าทำผลงานออกมาดี มูลค่าก็จะเกิดกับสิ่งที่เราทำ จะทำงานที่ไหนแบบไห เราก็ไม่สามารถหลีกหนีงานของคนอื่นไปได้หรอก จงยิ้มและรับ “งานของคนอื่น” มาด้วยความเต็มใจ เพราะทุกงานสามารถพัฒนาทั้งคุณค่าของตัวเรา และมูลค่าของงานให้กับเราได้เสมอ เพียงแค่นี้ “เงินที่รัก งานของเขาและความสุขของเรา” ก็จะเกิดขึ้นมาเอง

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ

(Review) ลงทุนหุ้นแบบเน้น ๆ เพื่อผลตอบแทนแบบเต็ม ๆ กับ K20SLTF

สวัสดีครับกลับมาพบกันอีกแล้วนะครับ ผมหมอนัท คลินิกกองทุน คนเดิมครับ ปีที่แล้ว หากใครได้ติดตามบทความของผมอยู่ละก็ จะพบว่าผมได้เล่าถึงกองทุนอยู่หนึ่งกองทุน ที่เรียกได้ว่าเป็นกองทุนดาวรุ่ง ในปีที่แล้ว และในปีนี้เองครับ ผมก็จะขอนำกองทุน K20SLTF กลับมาพูดอีกครั้งหนึ่งครับ ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เพราะความน่าสนใจของกองทุน ผมเลยต้องขอซ้ำอีกรอบ เอาเป็นว่าผมจะขออัพเดทรายละเอียดกันสักเล็กน้อยว่าหลังจากที่ได้ลงทุนไปเมื่อปีที่แล้ว ผลตอบแทนจากกองทุนนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง และกองทุนมีความน่าสนใจอย่างไร

จากผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีที่ผ่านมาผมต้องบอกว่ากองทุนเองทำได้ค่อนข้างดี แต่อาจจะตามหลัง SET TR อยู่ซักหน่อยครับ ส่วนในระยะสั้น 3-6 เดือน กับ ระยะยาว 3-10 ปี และ ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกองทุนที่ผ่านมานั้น ทำได้ดีกว่า SET TR ครับ ซึ่งผมคิดว่ากองทุนที่ให้ผลตอบแทนเอาชนะ Benchmark ได้ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจกับการลงทุนระยะยาวแล้วครับ

ส่วนผลตอบแทนในปีที่แล้ว (ปี 2559) ที่ผมได้เคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ ก็ถือว่าทำได้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากครับ ซึ่งจากข้อมูลของมอร์นิ่งสตาร์ ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2559 กองทุน K20SLTF มีผลการดำเนินงานย้อนหลังในช่วง 1 ปีและ 3 ปี ติดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มกองทุน LTF จากทั้งหมดจำนวน 52 กองทุน โดยผลดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปี ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 18.16% ต่อปี เอาชนะเกณฑ์มาตรฐาน (SET Index) ซึ่งอยู่ที่ 6.03% ต่อปี จึงได้ชื่อว่าเป็นกองทุนดาวรุ่งในปีที่แล้ว แต่แน่นอนว่าผลตอบแทนที่ดีก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้นครับ จะสังเกตได้ว่ากองทุนมีค่าความผันผวน หรือว่า SD ในระดับที่สูงทีเดียวครับ (ระดับ Percentile ที่ 75-95)

ส่วนในปี 2560 นี้ผลตอบแทนที่ได้นั้นดูแล้วผันผวนลงมาพอสมควร แต่ในทางกลับกันความเสี่ยงกลับผันผวนน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก และดูเหมือนว่าจะค่อยๆ ดีขึ้นด้วยครับ เนื่องจากว่าผู้จัดการกองทุนได้เน้นไปในเรื่องการจัดการความเสี่ยงมากขึ้นนั่นเองครับ

ข้อมูลจาก Fact Sheet เดือนพ.ย. 2560

ถ้าใครจำได้ว่าบทความของผมครั้งที่แล้วได้เขียนถึงกองทุนนี้ว่าเป็นกองทุนที่มีความผันผวนอยู่พอสมควรครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่ากองทุนได้เลือกหุ้นไม่เกิน 20 ตัวเพื่อการลงทุนเท่านั้น จึงทำให้มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีมาก หรือไม่ก็มีโอกาสที่จะเกิดความผันผวนและกระทบต่อผลตอบแทนได้สูงเช่นกันครับ แต่ทางด้านทีมผู้จัดการกองทุน ดูเหมือนว่าจะสามารถควบคุม และรักษาระดับความเสี่ยงได้อย่างดี ก็ต้องยอมรับในจุดนี้ครับ ว่าทีมผู้จัดการกองทุนของที่นี่มีประสบการณ์สูง และมีความเชี่ยวชาญเรื่องจัดการกองทุนจริงๆ

นักลงทุนในกองทุนพอจะทราบดีว่าไม่มีกองทุนไหนหรอกครับ ที่จะเป็นอันดับหนึ่งตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่จะเป็นตัวบอกว่ากองทุนที่เราถืออยู่นั้นในอนาคตจะมีแนวโน้มอย่างไร นั่นก็คือ กลยุทธ์การลงทุน และกระบวนการเลือกสินทรัพย์ลงทุน หรือที่เราเรียกว่า “Investment Process” ซึ่งผมค่อนข้างเน้นให้นักลงทุนเรียนรู้ และทำความเข้าใจในเรื่องนี้เพื่อให้เราสามารถลงทุนได้อย่างสบายใจ และได้ผลตอบแทนตามที่คาดการณ์ไว้ครับ

งั้นเรามาทบทวนแนวคิดการลงทุนสำหรับกองทุนนี้กันนะครับ เผื่อใครหลายๆ คนยังไม่เคยอ่านบทความที่ผมเคยพูดถึงกองทุนนี้ ไปในช่วงปีที่ผ่านมาครับ

1. กองทุนนี้ลงทุนในหุ้นเพียง 20 ตัวเท่านั้น ซึ่งกองทุน K20SLTF มีลักษณะนโยบายการลงทุนที่กระจุกตัวหรือ Concentrate มากๆ เพราะว่ากองทุนส่วนใหญ่จะถือหุ้นประมาณ 25-35 ตัว บางกองทุนอาจจะเห็นถึง 50 ตัวก็เป็นไปได้ครับ

2. การคัดเลือกหุ้นมีสไตล์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยการคัดเลือกหุ้นในภาพรวมของพอร์ตจะเป็นแบบ Multi-Cap คือไม่ได้จำกัดว่าจะเน้นเป็นหุ้น Big Cap หรือ Mid-Small Cap เป็นเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ แต่กองทุนจะพิจารณาเลือกจากผลตอบแทนที่คาดหวังของหุ้นตัวนั้นๆ จากการดูพื้นฐานของการเติบโตของบริษัท และควบคู่กับความเสี่ยงเป็นหลัก (ในช่วงระยะเวลา 12 เดือน)

3. กองทุนจะคัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจมาอยู่ใน List ของ บลจ.ที่เรามักจะเรียกว่า Universe ของกองทุนครับ ประมาณ 160 ตัว จากนั้นกองทุนก็จะทำการคัดเลือกหุ้นที่อยู่ในมุมมองของผู้จัดการกองทุนต่ออีกรอบ

4. จากนั้นคัดเลือกหุ้น แล้วทำการวิเคราะห์เจาะลึก พร้อมทั้งออกไปทำการ Company Visitคือ การเข้าพบบริษัทต่างๆ เพื่อพูดคุยกับผู้บริหาร รวมถึงขอข้อมูลรายละเอียดเชิงลึก เพื่อกลับมาทำการวิเคราะห์หามูลค่าเหมาะสมของกิจการ แล้วจึงทำการคัดเลือกหุ้น เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นหุ้นที่ใช่ จนเหลือหุ้นเด่นไม่เกิน 20 ตัวครับเข้าพอร์ตการลงทุนครับ

5. ขั้นตอนต่อมาคือ การแบ่งสัดส่วนพอร์ตกองทุนเป็น 2 ส่วนคือ

5.1. Core Port 70%หรือเงินลงทุนที่เป็นสัดส่วนหลักของกองทุนนั้นจะเน้นหุ้นพื้นฐานดีมีแนวโน้มเติบโตระยะยาวครับ เพื่อความผันผวนของกองทุนไม่สูงมากเท่าไหร่นัก

5.2 Satellite Port 30%ที่จะเน้นหุ้นที่ราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานและจับจังหวะที่เหมาะสม ในการเข้าซื้อขายทำกำไร โดยกองทุนเองอาจจะมีการจับจังหวะเข้าลงทุนและมีการปรับพอร์ตให้มีสัดส่วนเพื่อทำการซื้อขายหุ้นในช่วงเวลาสั้นๆ หรือ Trading เพื่อการหาจังหวะเข้าทำกำไรให้เหมาะสมกับธีมการลงทุนในปีนั้นๆ ครับ

6. โดยหุ้นส่วนใหญ่ใน 20 ตัวนั้น ผู้จัดการกองทุนจะมีการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ทั้งสภาพคล่องอัตราการเติบโตซึ่งผู้จัดการกองทุนจะเน้นไปที่หุ้นที่เติบโตได้ในระยะ 2-3 ปีจากนี้ครับ ด้วยการหามูลค่าที่เหมาะสม หรือหาหุ้นที่มี Valuation ที่ไม่แพงเกินมูลค่าพื้นฐานของกิจการที่ควรจะเป็นครับแต่ทั้งนี้กองทุนเองก็ไม่ได้มีแค่หุ้นที่เติบโตเพียงอย่างเดียวนะครับ

เพราะว่าบางครั้งอาจมีหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมาค่อนข้างเยอะกองทุนก็จะซื้อเพิ่มบ้าง ถึงแม้หุ้นตัวนั้นๆ จะมีอัตราการเติบโตจะสู้ตัวอื่นไม่ได้ก็ตาม แต่ถ้าราคาปรับตัวลงมาในระดับนึงจนทำให้มี Upside ของผลตอบแทนที่ดี กองทุนนี้ก็สามารถเข้าไปลงทุนได้ครับแน่นอนว่าหากมีการจับจังหวะในการลงทุน เราจึงจะเห็นได้ว่ากองทุนนี้บางครั้งอาจจะมีการถือเงินสดเยอะในช่วงที่ตลาดผันผวนก็เป็นไปได้ เพื่อที่จะหาจังหวะการลงทุนเพิ่มเติมในหุ้นที่คัดเลือกมาแล้วด้วยครับ

7. การให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นแต่ละตัวจะมีการกำหนดอย่างชัดเจน โดยขึ้นอยู่กับจังหวะการลงทุนด้วยครับ โดยทั่วไปส่วนใหญ่เราจะเห็นกองทุนนี้ลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งได้ในระดับสูงสุดประมาณ 10% (ทั้งนี้แล้วแต่จังหวะ) ระดับขั้นต่ำที่หลังจากกองทุนวิเคราะห์แล้วว่าจะลงทุนในหุ้น 20 ตัวนี้ หรือว่าเป็นจังหวะที่จะเริ่มเข้าลงทุนก็จะอยู่ที่ประมาณ 2% ต่อหุ้นหนึ่งตัวครับ แน่นอนว่าอาจจะมีการเพิ่มสัดส่วนในการถือครองขึ้นได้อีก ทั้งนี้ขึ้นกับคุณภาพของหุ้นตัวนั้นๆ ด้วยครับ

8. ส่วนความถี่ของการปรับพอร์ตนั้น ผมถือว่ามีการปรับพอร์ตที่กลางๆคือ เป็นไปตามจังหวะของหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนได้เลือกไว้ โดยอัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์ หรือ PTR อยู่ที่ประมาณ 156% (จากรายงานครึ่งปี = 78%) ซึ่งทางบลจ. จะควบคุมไว้ให้อยู่ที่ประมาณ 150-200% ครับ (ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมกองทุนในไทยประมาณ 300%) แน่นอนว่ากองทุนนี้ไม่ได้เป็นสไตล์ Buy and Hold แต่จะเป็นกองทุนที่เน้นการซื้อขายเพื่อการเก็งกำไรบ้างในสัดส่วน 30% อย่างที่ผมได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ครับ

9. สุดท้าย จุดแข็งของ บลจ. นี้คือ มีทีมงานที่ใหญ่ครับ ทั้ง Fund Manager และ Analyst รวมกว่า 20 คนทำให้สามารถวิเคราะห์พื้นฐานของหุ้นแต่ละตัวได้ในเชิงลึกมากขึ้น และสามารถความเคลื่อนไหวของกองทุนได้อย่างใกล้ชิด

จากระบบการคัดเลือกหุ้นทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว แม้ว่ากองทุนจะมีความผันผวน หรือว่าความแกว่งของผลตอบแทนค่อนข้างสูงแต่เมื่อหุ้นที่อยู่ในกองทุนนั้นเติบโตขึ้นตามที่ทีมผู้จัดการกองทุนคาดการณ์ไว้แล้ว     ละก็ เราก็น่าจะได้เห็นผลตอบแทนที่ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นกองทุนอับดับต้นๆ ได้อีกครั้ง  แต่จริงๆ แล้วนักลงทุนเองก็ไม่ต้องรอผลตอบแทนในรูปแบบ Cap Gain เพียงอย่างเดียวนะครับเพราะในระหว่างทางกองทุนนี้ก็มีเงินปันผลมาให้ด้วยครับ ซึ่งกองทุนเองก็สามารถจ่ายปันผลได้ค่อนข้างดี และสม่ำเสมอเกือบทุกปีเลยครับ

โดยสรุปคิดว่ากองทุนนี้เหมาะกับคนที่รับความผันผวนได้ค่อนข้างสูงครับ แต่ก็มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงมากเช่นกัน อีกทั้งระหว่างทางยังมีเงินปันผลด้วย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการกระแสเงินสดอยู่เรื่อยๆ จากการลงทุน และต้องเป็นการลงทุนระยะยาวครับ ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของกองทุนได้เป็นอย่างดี หากถือได้มากกว่า 7 ปี ปฏิทิน หรือตามข้อกำหนดของ LTF ที่กำหนดไว้ ผมว่าน่าจะได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจเลยทีเดียวครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ พอจะเห็นภาพของกองทุนที่ลงทุนได้อย่างเป็นระบบกันไหมครับ ซึ่งผมว่ากองทุนไหนที่มีระบบการจัดการที่ดี และมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนแบบนี้ น่าจะทำให้นักลงทุนเข้าใจง่ายขึ้น และมั่นใจกับการเลือกลงทุน

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากสิ่งหนึ่งไว้ให้กับนักลงทุนก็คือ

1.ก่อนที่จะลงทุนควรที่จะเข้าใจกองทุนที่ตนเองถืออย่างละเอียดครับ ทั้งแนวคิดการลงทุน จากนั้นต้องทราบความเสี่ยงและผลตอบแทนคาดหวังด้วย เพื่อให้เราลงทุนได้อย่างสบายใจ

2.เน้นการลงทุนระยะยาว เนื่องจากกองทุนลักษณะนี้ไม่เหมาะกับการลงทุนระยะสั้นๆ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาครับ เพราะว่าไม่มีกองทุนไหนที่ดีที่สุดครับ มีแต่กองทุนไหนที่ตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนของเรา

3.ลงทุนแล้วต้องมีการติดตามผลงานของกองทุนด้วย อย่าละเลยเด็ดขาด หากกองทุนที่เราถือมีการปรับเปลี่ยนสไตล์การลงทุน หรือว่ามีผลตอบแทนที่แย่ลง เราเองก็ควรที่จะปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนของเราเองด้วย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลงทุนของเราครับ

ขอให้นักลงทุนทุกท่านโชคดีกับการลงทุนนะครับ แล้วพบกันครั้งหน้า วันนี้ผมลาไปก่อนสวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) KMSRMF : ผ่านมา 1 ปี เรามาดูกองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กเจ้านี้ยังดีอยู่หรือเปล่า?

เมื่อปีที่แล้วพรี่หนอมรีวิวกองทุนKMSRMF หรือกองทุนเปิดเค Mid Small Cap หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ ที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ไว้ ในบทความ [Review] K Mid Small Cap RMF – กองทุน RMF แนวใหม่ ที่ให้ผลตอบแทนสู้งงงสูง ผ่านมาแล้ว 1 ปี เรามาดูกันต่อดีกว่าครับว่าผลตอบแทนที่ผ่านมาของกองทุนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ผลตอบแทนยังสูงเหมือนเดิมไหม? หรือว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างครับ

ถ้าเปรียบเทียบกับช่วงปีที่ผ่านจะเห็นว่ากองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้โดดเด่นมากครับ แม้ว่ากองทุนจะจัดตั้งขึ้นมาไม่ถึง 3 ปีก็ตาม (จัดตั้งขึ้นเมื่อ 30 กันยายน 2558) ซึ่งในปีนี้ถ้าดูข้อมูลจากมอร์นิ่งสตาร์ ณ วันที่ 31 ต.ค. 60 จะเห็นว่ากองทุนให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี เป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม RMF หุ้นไทยทั้งหมดในอุตสาหกรรม โดยให้ผลตอบแทนสูงถึง 33.95%

เมื่อเปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานของกองทุนอื่นที่อยู่ในประเภทเดียวกันทั้ง 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปีจะเห็นว่าอยู่เหนือกว่ากลุ่มเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 5 ซึ่งถือว่าให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดครับ แต่ในขณะเดียวกันค่าของความผันผวนนั้นอยู่ในเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 95 ซึ่งต้องบอกว่าเป็นกองทุนที่มีความผันผวนค่อนข้างมากกว่าปกติ ซึ่งมาจากการที่กองทุนเลือกลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก

แต่อย่างไรก็ตามอย่างที่เคยบอกไปครับว่า ความผันผวนของหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กนั้นมีโอกาสทำให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เช่นเดียวกันครับโดยกองทุนนี้อาจจะเหมาะสำหรับคนที่มีการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ไปแล้วและใช้ตัวนี้เป็นตัวเสริมพอร์ตการลงทุนเพิ่มเติมให้ได้ผลตอบแทนที่มากขึ้นครับ

UPDATE กลยุทธ์และธีมการลงทุนของกองทุนนี้เป็นอย่างไร

สำหรับกลุ่มที่เป็นหุ้นขนาดกลางและเล็กนั้น กองทุนนี้จะเน้นน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มสถาบันการเงิน พาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ และสื่อสาร ด้วยมุมมองการลงทุนที่คาดว่าตลาดหุ้นยังจะได้รับประโยชน์จากสภาพคล่องที่มีอยู่ในระดับสูงในระบบการเงินโลกอยู่ครับ

ที่มา : บลจ.กสิกรไทย ณ 31 ต.ค. 60

จากข้อมูลจะเห็นว่าสัดส่วนการลงทุนนั้นเป็นไปตามมุมมองของทาง KAsset ว่าไว้ครับ นอกจากนั้น การคาดการณ์เศรษฐกิจไทย มุมมองของทาง KAsset เองยังมองว่า ทิศทางของเศรษฐกิจนั้น ยังมีการขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2560-2561 น่าจะทำให้กำลังซื้อภายในประเทศกลับมาฟื้นตัวได้ ซึ่งปัจจัยหลักๆ มาจากการลงทุนของภาครัฐในด้านโครงสร้างพื้นฐานการส่งออก และการท่องเที่ยวรวมถึงปัจจัยภายนอกจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องครับ

กองทุนนี้เหมาะกับใคร (อีกที)

ทวนอีกทีว่า นโยบายของกองทุน KMSRMF นั้น จะคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคง มีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจ และมีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท (เน้นไปที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก) และจะลงทุนในหุ้นในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิครับ

โดยกลยุทธ์การลงทุนในปีก่อนที่ผมบอกไว้ว่าทางกองทุน KMSRMF  จะเน้นกลยุทธ์ Buy and Hold โดยถือหุ้นที่เลือกไว้ประมาณ 1 ปีขึ้นไปครับ และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ารายชื่อหุ้น 5 ตัวใหญ่ในพอร์ตนั้นยังมีตัวเดิมอยู่ถึง 3 ตัว และมีการปรับสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยครับ  (บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ บมจ.ศรีสวัสดิ์พาวเวอร์ 1979 และ บมจ.ศุภาลัย) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทางกองทุนนั้นยึดถือตามกลยุทธ์ที่ว่าไว้จริง

โดยมุมมองในการเลือกหุ้นนั้น จะใช้วิธี Top Down และ Bottom up ประกอบกัน โดยผสมผสานระหว่างการเลือกลงทุนในหุ้นตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่ตรงกับธีมการลงทุน และจังหวะที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลาในการซื้อและขายทำกำไรเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุดครับ

จากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ สิ่งที่พรี่หนอมอยากให้พิจารณาจริงๆ ในการลงทุนกองทุนนี้มีอยู่ 2 ข้อครับ นั่นคือป้าหมาย กับ ความเสี่ยงที่รับได้ครับ

โดยเป้าหมาย ควรจะเน้นไปที่ การเกษียณ เป็นหลักครับ เพราะว่ากองทุนนี้ เป็นกองทุน RMF ซึ่งแปลว่ากว่าจะขายออกมาได้ต้องถือไว้จนอายุ 55 ปีและมีเงื่อนไขที่เราต้องทำตามกฎหมายอีกมากมายครับ

ส่วนอีกเรื่องคือ ความเสี่ยงที่รับได้ เพราะว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งบอกตรงๆเลยว่ามีความผันผวนค่อนข้างมาก เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่มากขึ้นนั่นเองครับ ดังนั้น ใครที่ทำใจไม่ได้กับราคาที่ค่อนข้างจะเคลื่อนไหววูบวาบ หรือเป็นโรคหัวใจอาจจะต้องเช็คตัวเองให้ชัดเจนว่า ไหวไหมครับ ฮ่าๆ แต่อย่างที่บอกว่ากองทุนนี้มีเป้าหมายกองทุนนี้เน้นเป้าหมายเพื่อการเกษียณซึ่งเป็นการลงทุนในระยะยาวอยู่แล้ว โอกาสที่ผลตอบแทนจะปรับตัวเป็นบวกก็ย่อมมีสูง ความผันผวนที่มากนั้นก็อาจจะลดลงได้จากระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนาน และมีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกได้เช่นกันครับ

อย่างไรก็ดี อย่าลืมตรวจสอบ 2 ข้อนี้ให้ดี พร้อมกับเช็คพอร์ตการลงทุนของตัวเองว่าเป็นอย่างไรในตอนนี้ มีสินทรัพย์ประเภทไหนในการลงทุนบ้าง เพื่อที่จะได้ตัดสินใจลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของตัวเองครับ

จำนวนเงินขั้นต่ำและค่าธรรมเนียมในการซื้อ

ปัจจุบัน กองทุน KMSRMF กำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำในการซื้อหน่วยลงทุนไว้ที่ 500 บาท (สำหรับครั้งแรกและครั้งถัดไป) และมีค่าธรรมเนียมในการจัดการอยู่ที่ 1.8725% ต่อปีของ NAV ครับ ส่วนค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนทั้งหมดคือ 2.1031% ครับ (กองทุนยังยกเว้นค่าธรรมเนียมการขายและรับซื้อคืนเหมือนเดิมครับ)

สรุปอีกที กับ RMF หุ้นขนาดกลางและเล็ก และการลงทุนระยะยาว

ย้ำอีกทีนะครับว่า การลงทุนในกองทุน KMSRMF นี้เป็นการลงทุนระยะยาว เหมาะสำหรับคนที่เหลือเวลาลงทุนอีกนานกว่าจะเกษียณ นอกจากนั้นการลงทุนตามเงื่อนไขของ RMF นั้น ยังช่วยให้เรามีทั้งวินัยในการลงทุน และสะสมเงินเพื่อสร้างอนาคตไปพร้อมๆ กัน

จากข้อมูลในอดีตของหุ้นไทยที่ผ่านมา พอทำให้เรามั่นใจได้ว่าถ้าลงทุนได้นานและต่อเนื่องจริง การได้รับผลตอบแทนสูงนั้นย่อมมีโอกาสมากขึ้น พ่วงด้วยพลังของผลตอบแทนแบบทบต้น นโยบายที่ไม่มีการจ่ายเงินปันผลของกองทุน RMF และโอกาสการเติบโตของหุ้นขนาดกลางและเล็กที่แม้จะมีความผันผวนในระยะสั้น แต่ถ้าหากผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้นได้ถูกตัว หรือมีวิธีการคัดเลือกหุ้นที่ดี เราย่อมมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีอย่างแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ ถ้าหากใครสนใจก็สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/JSTmNF นะครับ โดยตอนนี้สามารถซื้อได้หลากหลายช่องทาง ทั้งทางออนไลน์หรือตามสาขาธนาคารกสิกรไทยได้ทั่วประเทศครับ

ส่วนใครอยากได้โปรโมชั่น Cash Back ลงทุนทุกๆ 50,000 บาท รับ Cash Back 100 บาท สูงสุดถึง 2,000 บาท เมื่อลงทุนผ่าน 3 ช่องทางดิจิตอล ได้แก่  AppK PLUS, App K-My Funds, บริการ K-Cyber Invest

พิเศษตอนนี้คือ ผู้ลงทุนสามารถเปิดบัญชีใหม่กองทุน LTF/RMF ผ่าน K PLUS ได้ทันที สำหรับใครที่ยังไม่เคยมีบัญชีกองทุนกับกสิกรไทยแต่มี App K PLUS แล้วก็สามารถซื้อผ่านแอพได้เลยทันทีครับ

แถมอีกต่อหนึ่ง… ส่วนใครที่ยังไม่มี App K-My Funds ก็สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้แล้ววันนี้ แถมยังได้รับตั๋วหนังฟรีไปเลย 1 ใบ หมดเขต 29 ธ.ค 2560นี้นะจ๊ะ

อย่าลืมว่าผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้าเงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาข้อมูลภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุนด้วยนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

KTB Investment Festival เทศกาลความสุขทางการเงินเริ่มขึ้นแล้ว!

เทศกาลแห่งความสุขวนกลับมาอีกครั้ง!

นั่นก็คือออ เทศกาลบุฟเฟ่หมูกรอบ! เย้ยยย “เทศกาลการลงทุนในช่วงปลายปี” ต่างหาก ทุกคนคงทราบดีว่าปลายปีนี่เป็นช่วงในการลงทุนชั้นเยี่ยมของเหล่ามนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ จริงๆ เพราะนอกจากจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว สิ่งที่พิเศษสุดที่มักจะได้เป็นของแถมมาอีกคือสิทธิ์ในการ “ลดหย่อนภาษี” ที่เรียกได้ว่าเป็นโชคสองชั้นเลยทีเดียว

ปลายปีนี่เหมาะกับการวางแผนการเงินมากๆ

อย่างที่เห็นกันว่ายุคนี้ การวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่ง่ายมากและเป็นเรื่องของทุกคน โดยเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ก็อยู่ในรูปผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น กองทุนรวม ประกันชีวิต กองทุนรวมลดหย่อนภาษี หุ้น และอื่นๆ อีกมากมาย โดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลักด้วยกัน ได้แก่ สร้างผลตอบแทน ลดหย่อนภาษี และสร้างความคุ้มครอง

1. สร้างผลตอบแทน

ทุกคนคงอยากมีรายได้หลายทาง เพราะนอกจากจะสร้างความมั่งคั่งแล้ว ยังถือว่าเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงอีกด้วย กองทุนรวมถือเป็นผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่มีความรู้และเวลาในการติดตามการลงทุนด้วยตัวเอง การซื้อกองทุนรวมคือการนำเงินมาฝากให้ผู้เชี่ยวชาญนำไปลงทุนต่อให้ ตรงนี้ก็ช่วยสร้างผลตอบแทนได้ โดยที่เราไม่ต้องมาคอยวุ่นวายติดตามเองทุกอย่างทุกประเด็น

2. ลดหย่อนภาษี

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลายประเภทลดหย่อนภาษีได้ ยกตัวอย่างเช่น กองทุนรวม LTF กองทุนรวม RMF และประกันชีวิต โดยการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีถือเป็นเรื่องที่ผมแนะนำมากๆ สำหรับผู้ที่มีฐานภาษีในระดับปานกลางขึ้นไป เพราะทันทีที่เราซื้อผลิตภัณฑ์ เราจะได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีทันที ซึ่งจะเป็นไปตามอัตราเสียภาษีตามขั้นบันไดของเรา เช่น ถ้าเราเสียภาษีอยู่ที่อัตรา 25% แปลว่า เราซื้อกองทุนประหยัดภาษี 100,000 บาท เราได้เงินคืนกลับมาในรูปสิทธิ์ลดหย่อนภาษีทันที 25,000 บาท ถือว่าคุ้มมาก ได้กำไรตั้งแต่ซื้อเลย

3. สร้างความคุ้มครอง

สุดท้ายคือเรื่องที่สำคัญมากแต่หลายคนละเลยคือการประกันความเสี่ยงให้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเรามีคนที่ต้องคอยดูแลอยู่ข้างหลัง หรือเราไม่ได้มีเงินถุงเงินถังจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย การทำประกันภัยและประกันชีวิตก็ช่วยแบ่งเบาภาระตรงนี้ของเราไปได้ เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลก็มีเงินมาจุนเจือ หรือหากเกิดเหตุไม่คาดฝันก็ยังมีเงินก้อนส่งต่อถึงคนที่อยู่ข้างหลัง แถมประกันหลายประเภทก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย เรียกว่าคุ้มหลายต่อเลยทีเดียว

อยากเข้าร่วมเทศกาลแห่งความสุขแล้วใช่ไหม?

ตอนนี้ทาง KTB ได้จัด KTB Investment Festival เพื่อมาตอบโจทย์คนที่ต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเพื่อสร้างผลตอบแทน ลดหย่อนภาษี หรือสร้างความคุ้มครองก็สามารถเข้าร่วมเทศกาลสุดแสนสนุกปลายปีนี้ได้

โดยเฉพาะคนที่อยากซื้อกองทุนรวมเพื่อหักลดหย่อนภาษี อย่าลืมแวะมาเทศกาลนี้ KTB จัดตัวเลือกและโปรโมชันดีๆ ไว้ให้เพียบ ไม่ว่าจะเป็นการรับ iPhone X หรือ E-Money Card มูลค่าสูงสุด 60,000 บาท เพื่อใช้แทนเงินสด รับคะแนนสะสม KTC FOREVER REWARDS เพิ่มสูงสุด 1.5 เท่า หรือจะใช้คะแนนสะสม KTC FOREVER REWARDS มาแลกเป็นกองทุนรวมลดหย่อนภาษีก็ได้เช่นกัน

ใครที่ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีหรือประกันชีวิตอยู่แล้ว ลองแวะมาเทศกาลนี้ดู เพราะถึงแม้ว่าจะซื้อผลิตภัณฑ์เดียวกัน แต่ก็อาจจะได้ของแถมติดไม้ติดมือกลับบ้านไปมากกว่าเดิมก็เป็นได้

ช่องทางการไปเทศกาลแห่งความสุข KTB Investment Festival http://www.ktb.co.th/promotion/detail/716

“จัดการเรื่องลงทุนเรื่องลดหย่อนภาษีเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมไปหาหมูกรอบกินให้ฉ่ำปอด
โอ๊ยยย นี่มันปลายปีแล้วนะ ใครเขามานั่งลดหย่อนความอ้วนกัน เขาลดหย่อนกันแค่ภาษีเท่านั้นแหละ”

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

รีวิวกองทุน ABSC-RMF กองทุนสุดคลาสสิค เน้นลงทุนหุ้นคุณภาพ ด้วยสไตล์ Bottom up จาก Aberdeen

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม ยอดมนุษย์กองทุน เจ้าเก่าและเดิมประจำรายการกองทุนไหนดี รับหน้าที่สรุปประเด็นเด็ดกองทุนดัง จากรายการกองทุนไหนดี SELECTED LTF RMF SEASON 2 ประจำปี 2017 ให้ฟังกันอย่างนี้ตลอดทั้งซีซั่นเลยครับผม

สำหรับวันนี้ เป็นอีกกองทุนหนึ่งที่น่าสนใจครับ เกริ่นให้ฟังกันก่อนว่า กองทุนนี้มีจุดเด่นตรงวิธีการเลือกหุ้นครับ โดยเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ด้วยกระบวนการสุดคลาสสิก แถมยังเน้นการถือครองด้วยความมั่นใจ ปรับพอร์ตตามความเหมาะสม และสุดท้ายที่สำคัญสำหรับคนที่ลงทุน RMF นั่นคือ กองทุนนี้เป็นหนึ่งในกองทุนที่บอกได้เลยว่า ลงทุนแล้วกินอิ่มนอนหลับแน่นอนครับผม

และกองทุนในวันนี้ของเรา คือ กองทุน ABSC-RMF หรือกองทุนเปิด อเบอร์ดีนสมาร์ทแคปปิตอลเพื่อการเลี้ยงชีพนั่นเองคร้าบบบบบบบ!!!! โดยเป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่เน้นลงทุนในตราสารทุนที่มีปัจจัยพื้นฐานดี

ทวนอีกทีนะครับว่า วิธีการเขียนรีวิวของยอดมนุษย์กองทุนอย่างผมนั้น จะดูประเด็นเด็ดๆ สำคัญจำนวน 5 เรื่องนะครับ ได้แก่ ผลตอบแทนและความผันผวนของพอร์ตการลงทุน Investment Process (กระบวนการลงทุนของผู้จัดการกองทุน) และค่าธรรมเนียม หลังจากนั้นจะสรุปให้ฟังว่า กองทุนนี้เหมาะกับใครนะครับผม

โอเคครับผม เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ…

เมื่อเปรียบเทียบภาพรวมของผลตอบแทนในกองทุนประเภทเดียวกันแล้ว จะเห็นว่าอยู่ในช่วงกลางๆ แต่ที่จริงแล้วกองทุนนี้คือกองทุนที่ได้รับผลตอบแทนย้อนหลังสูงถึง 16.22 ตั้งแต่จัดตั้งกองทุน ในขณะที่เกณฑ์มาตรฐาน (SET TRI*) มีผลตอบแทน  11.55%  เพียงแต่ที่ช่วงนี้แม้ว่าจะดูไม่สูงมากนัก คงต้องไปอธิบายกันในเรื่องของวิธีการเลือกหุ้นของกองทุนนี้ที่ถือว่าเป็นจุดแข็งอีกทีหนึ่งในช่วง investment Process

หมายเหตุ : *ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2560 ตัวชี้วัดของกองทุนใช้ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET CR Index) ซึ่งไม่ได้รวมถึงผลตอบแทนได้รับมาจากอัตราปันผลของหุ้นในดัชนี ทั้งนี้อัตราผลตอบแทนของกองทุนในระยะเวลาเดียวกันได้คำนวณร่วมกับอัตราปันผลของหุ้นที่กองทุนได้นำไปลงทุนต่อการเปรียบเทียบระหว่างผลตอบแทนของกองทุนและตัวชี้วัดจึงต้องนำปัจจัยดังกล่าวมาร่วมพิจารณา ถ้าหากกองทุนและตัวชี้วัดได้คำนวณด้วยกระบวนการเดียวกันก่อนวันที่ 1 มกราคม 2560 ผลต่างระหว่างผลตอบแทนและตัวชี้วัดอาจน้อยลงได้

ส่วนเรื่องของความผันผวน หรือค่าความเสี่ยง จะเห็นได้ชัดว่ากองทุนนี้มีค่าความผันผวนที่ลดลงครับ แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่เสี่ยง ซึ่งตรงนี้ก็มาจากการเลือกหุ้นของกองทุนนี้อีกเช่นเดียวกันครับ (อ้าว) แหม่.. ไม่ต้องงงกันนะครับผม เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังถึงเรื่องนี้แน่นอนครับ รอดูตัวต่อไปกันเลยครับ

พอร์ตการลงทุน

สำหรับกองทุนนี้จะเน้นลงทุนในหุ้นเน้นปัจจัยพื้นฐาน ที่ผ่านการคัดเลือกและคัดกรอง อย่างละเอียดโดยทีมผู้จัดการกองทุนครับ โดยถ้าดูที่ 10 อันดับแรกจะเห็นเลยว่ามีแต่หุ้นที่คุ้นเคยกันครับ และมีการปรับพอร์ตตามความเหมาะสม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการเลือกหุ้นนั่นเองครับ

ที่มา : บลจ. อเบอร์ดีน จำกัด, 31 ต.ค. 60

Investment Process

มาถึงช่วงสำคัญที่สุดของกองทุนนี้แล้วครับผม โดยเหตุผลที่ผมเองเกริ่นมานานนั้น มันมาจากการเปรียบเทียบถึงวิธีการเลือกหุ้นของทางกองทุนนี้นี่แหละครับผมที่เรียกได้ว่าแตกต่างออกไป เรามาดูกันที่หลักการก่อนเลยดีกว่าครับ

จากรูปประกอบจะเห็นครับว่า วิธีการคัดกรองหุ้นของทาง Aberdeen นั้น เน้นที่คุณภาพและปัจจัยพื้นฐานมากกว่า “ราคา” ครับ และวิธีการคัดเลือกนั้นจะใช้ วิธีการที่ลงลึก ถึงรายละเอียดมากๆครับ ตั้งแต่การพูดคุยกับผู้บริหาร และเจาะลึกถึงตัวผู้บริหารด้วยครับว่า เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถหรือไม่ เพราะถ้าเป็นคนมีประสบการณ์จริง วิธีคิดวิธีการบริหารแบบนี้แหละ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ทำให้กิจการเติบโตและแข่งขันได้ (เค้าดูลึกจริงๆนะครับผม)

นอกจากนั้นยังดูที่ กลยุทธ์ของธุรกิจ การบริหารจัดการ ฐานะการเงิน ความโปร่งใส ผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ ประกอบกัน จนมั่นใจว่าหุ้นตัวนี้ดีจริงก็ค่อยหยิบมาเข้าในกลุ่มที่น่าลงทุนครับ (Universe of Stocks)

หลังจากนั้นค่อยมาดูถึงราคาครับ ว่า แพง หรือ ถูก ไป หรือรอดูช่วงเวลาที่เหมาะสม ในการซื้อขายนั่นเองครับ โดยดูผ่านอัตราส่วนทางการเงินต่างๆที่รู้จักกันดีครับ P/E PB ROE Dividend Yield Price to Cashflow ซึ่งตรงนี้บอกได้เลยครับว่า อัตราส่วนทางการเงินเหล่านี้ยังถูกเลือกใช้ ตามแต่ละอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันไปให้เหมาะสมกับการประเมินราคาที่สุดครับ

สุดท้ายแล้วเมื่อเลือกหุ้นมาเข้าพอร์ท ก็จะเป็นการจัดการบริหารตามปกติครับ ซึ่งตรงนี้ทางผู้จัดการกองทุนก็มีการขายและปรับพอร์ทบ้างนะครับ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมมากขึ้นครับผม

ที่สำคัญที่สุด หลักการลงทุนของทาง บลจ.นี้จะยึดถือแนวทางเดียวกันที่เรียกว่า กฎ 10 ประการเพื่อการลงทุน ทำให้มั่นใจได้เลยครับว่า หลักการทั้งหมดนี้ จะถูกยึดถือและปฎิบัติ ในการลงทุนอยู่เสมอครับ

ค่าธรรมเนียม

สำหรับค่าธรรมเนียมนั้น แนวทางการพิจารณาของยอดมนุษย์กองทุนอย่างผม มักจะดูที่ค่าธรรมเนียมรวม หรือ Total Expense Ratio เป็นหลักครับ โดยมีค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวมอยู่ที่ 2.05% ซึ่งถือว่าเป็นกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมที่อยู่ในระดับปานกลาง แต่ยังถือว่ายอมรับได้ เนื่องจากปัจจุบันกองทุนนี้ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการขายและซื้อคืนครับ

ส่วนจำนวนเงินซื้อขั้นต่ำนั้น ครั้งแรกและครั้งต่อๆไป อยู่ที่ 10,000 บาทครับ

ที่มา : บลจ. อเบอร์ดีน จำกัด, 31 ต.ค. 2560

สรุป .. กองทุนนี้เหมาะกับใคร?

ตามธรรมเนียมของรายการครับผม นอกจากรีวิวกองทุนแล้วเรายังต้องบอกว่า กองทุนนี้เหมาะกับใคร เพื่อที่จะได้เลือกซื้อได้ตามเหมาะสมครับ โดยคนที่เหมาะกับกองทุนนี้นั้นจะต้องเป็นคนที่เสียภาษี (เพราะกองทุนนี้คือกองทุนที่ใช้ลดหย่อนภาษี) และต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อวางแผนเกษียณ (เพราะเป็นกองทุน RMF ซึ่งมีข้อจำกัดในการขาย)

แต่อย่างที่บอกนั่นแหละครับ จุดแข็งที่ดีที่สุดของกองทุนนี้ คือ วิธีการเลือกหุ้นนั่นเองครับ ซึ่งถ้าใครอ่านตอน investment Process แล้วรู้สึกว่ากองทุนนี้ใช่สำหรับเรา คนแบบนี่ที่เราต้องการมาบริหารพอร์ทให้ สไตล์แบบนี้คือการเน้นคุณภาพและปัจจัยพื้นฐาน บอกเลยครับว่าแบบนี้ต้องจัดเข้ามาใส่พอร์ทเกษียณเราด่วนๆ เลยครับ

ถ้าหากใครสนใจกองทุน ABSC-RMF หรือกองทุนเปิด อเบอร์ดีนสมาร์ทแคปปิตอลเพื่อการเลี้ยงชีพ นั้น สามารถหาข้อมูลได้ที่ http://www.aberdeen-asset.co.th/ หรือติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์

บลจ. อเบอร์ดีนจำกัด โทร 0-2-352-3388 นะครับผม

ก่อนจากกันอ่านกระผมขอแนะนำประโยคเด็ดย้ำกันอีกทีครับสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในกองทุนรวม นั่นคือ ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมซึ่งหากไม่ได้ลงทุนตามเงื่อนไข อาจไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ครับผม

สำหรับใครที่อยากรับชมรีวิวเป็นคลิปวีดีโอ

สามารถดูได้ที่ด้านล่างนี้กับรายการกองทุนไหนดี selected LTF RMF season 2

Facebook aomMONEY: https://goo.gl/rrpEht

Youtube aomMONEY : https://goo.gl/xJN1kh

(Review) GULF หนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าภาคเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

สำหรับเพื่อนๆ ท่านไหนที่ชอบธุรกิจในรูปแบบ Holding Company วันนี้จะมาแนะนำหุ้น IPO ใหม่ที่กำลังจะเข้ามาให้เราได้ร่วมเป็นเจ้าของในตลาดหลักทรัพย์ฯ นะครับ นั่นก็คือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ซึ่งโดยพื้นฐานเป็นหุ้นที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจัดจำหน่ายไฟฟ้า และเป็นบริษัทขนาดใหญ่ด้วยนะครับ มีบริษัทลูกเพียบเลย วันนี้เราจะมารู้จักบริษัทนี้กัน ในมุมของธุรกิจที่ทำ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา เป้าหมายการระดมทุน และความเสี่ยงที่ควรทราบกันนะครับ

1. รู้จักธุรกิจของ GULF กันก่อน

ในพอร์ตการลงทุนของ GULF แบ่งประเภทธุรกิจออกเป็น 2 แบบ ได้แก่

1. ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า

1.1 โครงการโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการโดยบริษัทย่อย รวม 19 โครงการ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวมทั้งสิ้น 6,889.0 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของของบริษัทฯ รวมทั้งสิ้น 4,646.9 เมกะวัตต์ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 เปิด COD แล้ว 8 โครงการ

1.2 โครงการโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการโดยบริษัทร่วม รวม 9 โครงการ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวมทั้งสิ้น 4,236.6 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของของบริษัทฯ รวมทั้งสิ้น 1,682.3 เมกะวัตต์ เปิด COD แล้วทุกโครงการ

โดยโครงการโรงไฟฟ้า SPP ก๊าซธรรมชาติของกลุ่มบริษัทฯ ยังสามารถผลิตไอน้ำและน้ำเย็น เพื่อจำหน่ายให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ อีกด้วย

2. ธุรกิจอื่น ๆ

บริษัทฯ ให้บริการบริหารจัดการโครงการโรงไฟฟ้าต่างๆ ภายในกลุ่มบริษัทฯ ตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนา การก่อสร้างโครงการ ไปจนถึงการบริหารจัดการหลัง COD เช่น การจัดหาผู้รับเหมาและบริหารจัดการสัญญาก่อสร้าง การวางแผนงานและนโยบายในการเดินเครื่องและซ่อมบำรุง บัญชีการเงิน เป็นต้น

เห็นแบบนี้แล้ว เรียกได้ว่า GULF เป็นบริษัทที่ลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าทุกขนาด และลงทุนในพลังงานหลากหลายรูปแบบด้วยนะครับ โดยข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 บริษัทฯ มีโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติที่ COD แล้ว 13 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 4,771.5 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่ COD แล้ว 4 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 0.6 เมกะวัตต์ แต่ต้องอย่าลืมนะครับว่า บริษัทนี้เป็น Holding Company ซึ่งเราจะคิดกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเทียบกับสัดส่วนของการถือหุ้นด้วย ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณแล้วจะเป็นส่วนของบริษัทฯ 1,963.5 เมกะวัตต์

และเรื่องหนึ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจมากก็คือ บริษัทฯ มีแผนขยายการลงทุนโดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2567 จะขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเพิ่มอีก 6,353.6 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเป็น 11,125.6 เมกะวัตต์ พูดง่ายๆ ก็คืออีก 7 ปีเนี่ย จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งให้มีขนาดใหญ่ขึ้นอีกประมาณเท่าตัวเลยนะครับ

สถานะของโครงการในปัจจุบัน

จากตารางเราจะเห็นได้ว่าบริษัทที่ GULF ไปลงทุนมากกว่า 51% นั้น ถือว่าเป็นบริษัทย่อยนะครับ มีบางส่วนเปิด COD ไปแล้ว และมีบางส่วนกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ซึ่งถ้าเสร็จสมบูรณ์แล้วจะทำให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 6,889.0 เมกะวัตต์ โดย GULF จะมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของ 4,646.9 เมกะวัตต์

ในส่วนของบริษัทที่มีการถือหุ้นต่ำกว่า 49% หรือบริษัทร่วมนั้น เปิด COD ครบทุกโครงการแล้วครับ ปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งอยู่ที่ 4,236.6 เมกะวัตต์ โดย GULF มีสัดส่วนความเป็นเจ้าของ 1,682.3 เมกะวัตต์

แผนงานของ GULF จึงมีความชัดเจนมากอยู่แล้วนะครับว่าอนาคตจะมีการขยายกิจการที่มากขึ้นขนาดไหน

2. ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ

ในส่วนของงบการเงินของบริษัทฯ สำหรับนักลงทุนมือใหม่อาจจะต้องตั้งใจอ่านและทำความเข้าใจกันเยอะหน่อยนะครับ เนื่องจากบริษัทนี้คือ Holding Company ซึ่งบางธุรกิจนั้นก็มีการดำเนินการอยู่ และบางธุรกิจที่เคยลงทุนก็ไม่ได้มีการลงทุนอีกต่อไปแล้ว

  • ธุรกิจที่ยังดำเนินการอยู่ ได้แก่ รายได้จากการขายไฟและค่าบริการจัดการ และส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า
  • ธุรกิจที่ไม่ได้ดำเนินกิจการแล้ว ได้แก่ รายได้จากการขายของร้านอาหาร Promodoro และรายได้จากการประกอบธุรกิจ แลนด์ กอล์ฟ แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งงบการเงินตรงนี้จะไม่สามารถเปรียบเทียบผลการดำเนินงานได้อย่างตรงๆ นะครับ

ข้อสังเกต

1. หากเรามองในส่วนของรายได้จากการขายไฟและค่าบริการจัดการในธุรกิจไฟฟ้าจะเห็นได้ว่า

ในปี 2557 มียอดขายอยู่ที่ 205.92 ล้านบาท

ในปี 2558 มียอดขายอยู่ที่ 201.22 ล้านบาท

ในปี 2559 มียอดขายอยู่ที่ 240.99 ล้านบาท

หมายเหตุ: รายได้จากค่าบริหารจัดการและการขายไฟของโครงการ VSPP พลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา ในปี 2560 งวด 9 เดือน มียอดขายก้าวกระโดดที่ 1,962.88 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการขายไฟของโครงการ SPP ภายใต้บริษัทย่อยเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์

เดิมบริษัทฯ ถือหุ้น GJP อยู่ที่ 10% และมีการลงทุนเพิ่มขึ้นมาเป็น 40% ในภายหลัง จึงมีส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเห็นในงบได้ว่าในปี 2559 มีรายได้ในส่วนนี้ถึง 1,436.57 ล้านบาท และในงวด 9 เดือนของปี 2560 ก้าวกระโดดไปอยู่ที่ 3,082.08 ล้านบาท

จากการปรับโครงสร้างบริษัทฯ เพื่อเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และการลงทุนเพิ่ม ทำให้จากเดิมที่บริษัทฯ ขาดทุนในปี 2557-2558 กลับมามีกำไรในปี 2559 ที่ 220.60 ล้านบาทและในงวด 9 เดือนของปี 2560 กำไรเพิ่มขึ้นเป็น 2,734.71 ล้านบาท

ในอนาคตเราก็ต้องวิเคราะห์กันต่อนะครับว่าจะเป็นอย่างไร แต่แน่นอนว่าจุดเด่นของบริษัทฯ คือเป็นบริษัทขนาดใหญ่ในแง่ของกำลังการผลิต มีความสามารถในการชนะการประมูล และเข้าหาแหล่งเงินทุน จึงมีความเชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือสูงมาก น่าจะมีโอกาสในการเติบโตได้ในอนาคตครับ

3. เป้าหมายในการระดมทุน

อย่างที่เราทราบกันนะครับว่าบริษัท Holding จะนำเงินไปลงทุนในกิจการต่างๆ ไม่ว่าจะให้เป็นการกู้ยืมหรือการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม รวมถึงการนำไปไถ่ถอนเงินกู้จากธนาคาร เพื่อลดต้นทุนทางการเงินลง นอกจากนี้ ยังนำเงินไปหมุนเวียนในการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ

สำหรับการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ มีจำนวนไม่เกิน 533,300,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 24.99% ของหุ้นทั้งหมด โดยสัดส่วนของผู้ถือหุ้นหลังจากการนำหุ้นเข้าตลาดฯ แล้วจะเป็นดังภาพนี้ครับ

4. ความเสี่ยงที่ต้องทราบก่อนการลงทุน

หลายๆ คนมองว่า โรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างมั่นคง สามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ แต่จริงๆ แล้วก็มีความเสี่ยงเหมือนกันนะครับ เรามาดูความเสี่ยงหลักๆ กันว่าจะมีอะไรบ้าง

  • ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ เนื่องจากการผลิตไฟฟ้านั้น จะจำหน่ายไฟให้กับคู่ค้าน้อยราย เช่น กฝผ. และลูกค้าอุตสาหกรรม ซึ่งมีความเสี่ยงในเรื่องสัญญาซื้อขายไฟ การแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่น ตลอดจนความเสถียรของการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย
  • ความเสี่ยงจากนโยบายภาครัฐ อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าพลังงานเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ และก็มีโอกาสที่รัฐบาลจะออกนโยบายที่สร้างผลกระทบต่อกิจการได้ตลอดเวลา จึงเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องระวัง
  • บริษัท Holding เป็นบริษัทที่พึ่งพารายได้จากบริษัทลูกและบริษัทที่ร่วมลงทุนเป็นหลัก หากบริษัทเสียอำนาจในการควบคุมแล้วก็อาจจะมีผลต่อการดำเนินกิจการให้เป็นไปตามนโยบายของบริษัทได้

ทั้งหมดนี้ก็เป็นการ Review หุ้น IPO GULF หนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าภาคเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยนะครับ หากใครสนใจสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมอย่างละเอียดของบริษัทและธุรกิจในเครือได้ที่ https://gulf.listedcompany.com/ipo/

*หมายเหตุ:

– กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง = Installed Capacity
– เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ = COD

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save