รีวิวกองทุน T-LowBetaLTFD กองทุนหุ้นความเสี่ยงต่ำ ผันผวนน้อย แต่ผลตอบแทนน่าสนใจ

สวัสดีครับผม กลับมาพบกันอีกแล้วครับกับ ยอดมนุษย์กองทุน หนุ่มหล่อหน้าตี๋ ทำหน้าที่สรุปข้อมูลกองทุนเด่น จากรายการกองทุนไหนดี SELECTED LTF RMF SEASON 2 ประจำปี 2017 ให้อ่านกันแบบนี้ฟรีๆแบบไม่มีชาร์ตครับผม

สำหรับกองทุนเด็ดในตอนนี้ เป็นอีกกองทุนหนึ่งที่ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำในตำนานกันเลยทีเดียวครับ ผ่านวิธีการเลือกหุ้นอย่างมีสไตล์เป็นของตัวเองพร้อมแนวคิดในการลงทุนที่ชัดเจน และยังเป็นกองทุน LTF ที่มีปันผลอีกด้วย ซึ่งนั่นก็คือ คือ คือ ….

คือออออออออออออออออ กองทุน T-LowBetaLTFD หรือ กองทุนเปิดธนชาต Low Beta หุ้นระยะยาวปันผลนั่นเองคร้าบบบบบบบ!!!!

สำหรับคนที่เพิ่งมาอ่านตอนนี้เป็นตอนแรก ต้องขอบอกอีกทีนะครับว่า วิธีการเขียนริวิวของยอดมนุษย์กองทุนอย่างผมนั้น จะดูประเด็นเด็ดๆสำคัญจำนวน 5 เรื่องนะครับ ได้แก่ ผลตอบแทน ความเสี่ยง สินทรัพย์ Investment Process (กระบวนการลงทุนของผู้จัดการกองทุน) และค่าธรรมเนียม หลังจากนั้นจะสรุปให้ฟังว่า กองทุนนี้เหมาะกับใครนะครับผม

โอเคครับผม เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ…

ผลตอบแทน และ ความเสี่ยง

เนื่องจากกองทุนนี้เป็นกองทุนที่เพิ่งเปิดดำเนินการในวันที่ 3 ตุลาคม 2559 จึงมีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีให้พิจารณาพร้อมกับความผันผวนในช่วงที่ผ่านมาเท่านั้นครับ ดังนั้น จะเห็นว่าผลตอบแทนอยู่ในช่วง 10.06% ต่อปี ซึ่งเทียบกับค่าเฉลี่ยของกองทุนประเภทเดียวกันแล้วอาจจะไม่ได้ดูสูงมาก แต่ถ้าหากมาดูเรื่องของความผันผวนที่เกิดขึ้นนั้น จะเห็นว่าทำคะแนนได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ของกลุ่มเลยล่ะครับ ซึ่งเป็นผลของการเลือกลงทุนตาม Investment Process ของกองทุนนี่แหละครับผม ติดตามดูกันไปก่อนครับ เดี๋ยวผมจะมาอธิบายเพิ่มเติมกันในส่วนนี้อีกทีนะครับผม

สินทรัพย์

สำหรับกองทุนนี้จะเน้นลงทุนในกลุ่มหุ้นขนาดกลางแบบผสมครับ โดยมีรายชื่อของหุ้นหลักๆ 10 ตัวนั้นจะมีความหลากหลายกระจายไปในอุตสาหกรรมต่างๆครับ แต่ถ้าหากสังเกตให้ดีอัตราส่วนของ Turnover Ratio นั้นอยู่ในระดับที่ต่ำมากครับ 25.28% เท่านั้น ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นว่ากองทุนนั้นไม่ได้มีการปรับพอร์ตการลงทุนบ่อยนัก แต่เน้นไปที่การคัดเลือกหุ้นที่เข้าเกณฑ์ตามแนวทางการลงทุนหรือ Investment Process มากกว่าครับ

Investment Process

เอาล่ะครับ สำหรับกองทุนนี้ มีความน่าสนใจตรงคำว่า Low Beta ซึ่งใครๆหลายคนอาจจะนึกไปถึงยาทาสิวทาฝ้า แต่จริงๆแล้ว คำว่า Beta ในที่นี้หมายถึง ตัวเลขเปรียบเทียบระหว่างความสัมพันธ์ของราคาหุ้นกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ โดยค่า Beta ที่เท่ากับ 1 จะหมายถึงหุ้นที่มีค่าความผันผวนเท่ากับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เช่น ถ้าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้น 10% หุ้นตัวนี้ก็จะปรับตัวขึ้น 10% เท่ากันครับ

จะเห็นว่าแนวทางการเลือกตาม Investment Process ของกองทุนนี้จะเน้นหุ้นที่มี Beta ต่ำกว่าตลาด เพื่อลดความผันผวนเมื่อราคาปรับตัวนั่นเองครับ (ค่าเฉลี่ยของ Beta ที่กองทุนนี้เลือกจะอยู่ที่ประมาณ 0.6) แต่อย่างไรก็ตามยังเลือกหุ้นที่มีค่า Beta มากกว่า 1 ได้ไม่เกิน 20% ของพอร์ทการลงทุนครับ

แต่ไม่ใช่เพียงแค่การคัดเลือกหุ้นที่มี Beta ต่ำกว่า 1 เท่านั้น เพราะนอกจากนั้นแล้วยังมีการคัดหุ้นเป็นรายตัว ซึ่งอ้างอิงตามปัจจัยพื้นฐานของหุ้น ร่วมกับการติดตามดูค่า Beta ทุกวัน รวมถึงถ้าหากราคาเพิ่มขึ้นเกินกว่าพื้นฐานหรือเป้าหมายที่วางไว้ ก็จะมีการปรับพอร์ทได้อย่างเหมาะสมโดยการขายทำกำไรออกมาด้วยครับ

ค่าธรรมเนียม

สำหรับค่าธรรมเนียมนั้น แนวทางการพิจารณาของยอดมนุษย์กองทุนอย่างผม มักจะดูที่ค่าธรรมเนียมรวม หรือ Total Expense Ratio เป็นหลักครับ โดยกองทุนนี้มีค่าธรรมเนียมรวมอยู่ที่ 3.21% แต่ต้องบอกว่าอาจจะเก็บจริงต่ำกว่านั้น ซึ่งตรงนี้ต้องเช็คกับทางบลจ.ธนชาติอีกทีหนึ่งครับ อย่างไรก็ตาม กองทุนนี้ถือว่าเป็นกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมที่อยู่ในระดับสูงครับ แต่กองทุนนี้ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการขายและซื้อคืนครับผม ซึ่งก็ต้องบอกว่าค่าธรรมเนียมที่แพงนั้น มาจากการดูและวิเคราะห์ Beta อย่างแนบแน่นแน่ๆเลยล่ะครับผม ฮิๆๆๆ

อย่างไรก็ตามอย่าลืมนะครับว่ากองทุนนี้คือกองทุน LTF ดังนั้นต้องมีการถือครองเกินกว่า 7 ปีปฏิทิน หากใครตัดสินใจซื้อก็อย่าลืมถือให้ครบกำหนดนะครับ ไม่งั้นจะโดนทั้งภาษีและค่าปรับหนักเลยล่ะครับผม

ส่วนจำนวนเงินซื้อขั้นต่ำนั้น เรียกได้ว่าเป็นกองทุนสำหรับประชาชนอีกแล้วครับ เพราะการซื้อครั้งแรกและครั้งต่อๆไป อยู่ที่ 1,000 บาทเท่านั้นครับ

สรุปที .. กองทุนนี้เหมาะกับใคร?

ตามธรรมเนียมของรายการครับผม นอกจากรีวิวกองทุนแล้วเรายังต้องบอกว่า กองทุนนี้เหมาะกับใคร เพื่อที่จะได้เลือกซื้อได้ตามเหมาะสมครับ โดยคนที่เหมาะกับกองทุนนี้นั้นจะต้องเป็นคนที่เสียภาษี (เพราะกองทุนนี้คือกองทุนที่ใช้ลดหย่อนภาษี) และต้องการลงทุนระยะยาวโดยถือครองได้ไม่ต่ำกว่า 7 ปีปฏิทิน (เพราะเป็นกองทุน LTF ที่มีเงื่อนไขการถือครองตามที่กฎหมายกำหนด) และต้องการเงินปันผลจากการลงทุนมาเป็นระยะๆ ซึ่งกองทุนนี้ก็มีการจ่ายเงินปันผลไปแล้ว 1 ครั้งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้เองครับผม

จุดที่น่าสนใจของกองทุนนี้คือ ความผันผวนต่ำที่ต่ำกว่าอื่นๆ เนื่องจากค่า Beta ที่ต่ำกว่าตลาด ทำให้หากหุ้นตกก็ไม่เจ็บมากเท่ากับกองทุนอื่นครับ ดังนั้นถ้าหากใครที่รับความผันผวนได้ต่ำ แต่อยากลงทุนในหุ้น กองทุนนี้ก็ถือว่าน่าสนใจเลยล่ะครับผม

ถ้าหากใครสนใจกองทุน T-LowBetaLTFD หรือ กองทุนเปิดธนชาต Low Beta หุ้นระยะยาวปันผล นั้น สามารถหาข้อมูลได้ที่ https://www.thanachartfund.com/ นะครับผม

ท้ายที่สุดแล้ว ก่อนจากกันอ่านกระผมขอแนะนำประโยคเด็ดย้ำกันอีกทีครับสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในกองทุนรวม นั่นคือ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และ ศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุน LTF RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน  ซึ่งหากไม่ได้ลงทุนตามเงื่อนไข อาจไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนะครับผม

#หมายเหตุ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวน และคู่มือภาษีให้เข้าใจ และควรเก็บหนังสือชี้ชวนไว้เป็นข้อมูล เพื่อใช้อ้างอิงในอนาคต และเมื่อมีข้อสงสัยให้สอบถามข้อมูลผู้ติดต่อ กับผู้ลงทุนให้เข้าใจก่อนซื้อหน่วยลงทุน

สำหรับใครที่อยากรับชมรีวิวเป็นคลิปวีดีโอ 

สามารถดูได้ที่ด้านล่างนี้กับรายการกองทุนไหนดี selected LTF RMF season 2

Facebook aomMONEY: https://goo.gl/GUEd5J

Youtube aomMONEY : https://goo.gl/JTvvGU

7 เคล็ดลับ ออกแบบเว็บไซต์อย่างไรให้ธุรกิจรุ่ง

ปัจจุบันธุรกิจมากมายต่างก็หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างเว็บไซต์ของตัวเองมากยิ่งขึ้น นั่นก็เพราะผู้บริโภคหรือกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงการค้นหาข้อมูลสินค้าและบริการต่างๆ เป็นหลักนั่นเอง ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์ให้โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสื่อถึงธุรกิจของเราได้ทันทีจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไปไม่ได้ ดังนั้นวันนี้เราลองมาดูเคล็ดลับเจ๋งๆ 7 ข้อที่จะมาช่วยในการออกแบบเว็บไซต์เพื่อให้ธุรกิจของเรารุ่งสุดๆ กันดีกว่า

7 เคล็ดลับ ออกแบบเว็บไซต์อย่างไรให้ธุรกิจรุ่ง

1. เป้าหมายหลักของการออกแบบเว็บไซต์ธุรกิจ – เพื่อเปลี่ยนผู้เข้าชมมาเป็นผู้ซื้อ

เป้าหมายหลักของการออกแบบเว็บไซต์สำหรับธุรกิจอันดับแรกเลยก็คือการเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นผู้ซื้อ เราต้องคำนึงเสมอว่าทำอย่างไรให้ผู้ที่ผ่านเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรานั้นรู้สึกสนใจสินค้าหรือบริการต่างๆ รวมถึงทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้ที่เข้ามานั้นอยู่ในหน้าเว็บของเราได้นานที่สุด เพราะยิ่งผู้อ่านสนใจเนื้อหาบนเว็บของเรามากเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสที่พวกเขาจะกลายมาเป็นผู้ซื้อมากยิ่งขึ้น 

7 เคล็ดลับ ออกแบบเว็บไซต์อย่างไรให้ธุรกิจรุ่ง

2. ใส่ข้อมูลเท่าที่จำเป็น

หน้าเว็บของบริษัทไม่จำเป็นต้องอัดข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการลงไป เพราะหน้าเว็บไซต์เพื่อธุรกิจนั้นมีไว้เพื่อบอกเล่าประวัติความเป็นมาขององค์กร ข่าวสาร รายละเอียดสินค้าและบริการต่างๆ ที่คุณมี อย่าลืมว่าคนส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่บนหน้าเว็บแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น ข้อมูลที่เราใส่เข้าไปจึงต้องกระชับ ตรงประเด็น มุ่งสาระสำคัญ

7 เคล็ดลับ ออกแบบเว็บไซต์อย่างไรให้ธุรกิจรุ่ง

3. ออกแบบเว็ปไซต์โดยเน้นความเรียบง่าย

หน้าเว็บที่เรียบง่าย ตัดกราฟิกรกๆ ออกไปและเพิ่มความเด่นชัดให้สินค้าหรือเรื่องราวที่คุณต้องการนำเสนอเป็นพิเศษจะเป็นมิตรกับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์มากกว่าเว็บที่เน้นกราฟิกแบบเว่อวังอลังการ เพราะฉะนั้นออกแบบให้ดูเรียบง่าย ลดทอนกราฟิกและเพิ่มความเด่นชัดเข้าไว้

7 เคล็ดลับ ออกแบบเว็บไซต์อย่างไรให้ธุรกิจรุ่ง

4. ออกแบบเว็บไซต์ให้อยู่ในเทรนด์ปัจจุบันเสมอ

ลองนึกภาพเราคลิกเข้าไปบนเว็บไซต์ของแบรนด์สินค้ารายหนึ่งแต่หน้าเว็บยังเป็นหน้าเว็บยุคเก่าสมัยปี 2000 ความรู้สึกของคนที่คลิกเข้ามานอกจากจะรู้สึกไม่คุ้นเคยแล้ว ยังทำให้ธุรกิจนั้นดูไม่เป็นมืออาชีพอีกด้วย เพราะฉะนั้นผู้ที่รับผิดชอบเรื่องการออกแบบเว็บไซต์จึงต้องตามเทรนด์ปัจจุบันเสมอว่าเทรนด์ของการออกแบบเว็บในช่วงนั้นฮิตการดีไซน์แบบไหน ซึ่งปัจจุบันเทรนด์ที่มาแรง ไม่มีวันตกยุคและเว็บไซต์มืออาชีพใช้กันมากที่สุดคือ Flat Design หรือการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายนั่นเอง

7 เคล็ดลับ ออกแบบเว็บไซต์อย่างไรให้ธุรกิจรุ่ง

5. ใช้ตัวหนังสือ (Font) ที่เด่นและนำสายตา

ฟอนท์ก็มีความสำคัญกับหน้าเว็บธุรกิจอย่างมาก การเลือกฟอนท์ให้เข้ากับเนื้อหา เรียบง่าย อ่านสบายตาเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ นอกจากนี้อย่าลืมเน้นตัวหนาหรือฟอนท์ขนาดใหญ่ในส่วนที่สำคัญเป็นพิเศษเพื่อนำสายตาคนอ่านไปยังส่วนที่เราต้องการด้วย เช่น ส่วนของรายละเอียดสินค้าหรือบริการต่างๆ หรือทางไปหน้าสั่งซื้อสินค้า เป็นต้น

7 เคล็ดลับ ออกแบบเว็บไซต์อย่างไรให้ธุรกิจรุ่ง

6. กราฟฟิกคมชัด สะอาดตา

การออกแบบเว็บที่เรียบง่ายนั้นต้องเน้นกราฟิกที่คมและสะอาดตา เพราะจะทำให้หน้าเว็บไซต์ดูสวยงามรวมถึงดูเป็นมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ สี หรือเส้นบนหน้าเว็บ เราคงไม่อยากให้ลูกค้าที่คลิกเข้ามาดูเจอภาพสินค้าแตกๆ ไม่คมชัดหรอกใช่ไหมคะ 

7 เคล็ดลับ ออกแบบเว็บไซต์อย่างไรให้ธุรกิจรุ่ง

7. ใช้ภาพแทนคำพูด

ภาพประกอบบนหน้าเว็บเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เว็บธุรกิจของเราน่าสนใจและไม่น่าเบื่อ การเลือกใช้ภาพที่สวยงาม คมชัดและมีความหมายจะช่วยสื่อสิ่งที่เราต้องการบอกเล่าให้แก่ผู้อ่านเป็นอย่างดี นอกจากนี้หากใครที่เน้นตัวสินค้า ภาพสินค้าสวยๆ และมีรายละเอียดครบถ้วนก็ขาดไม่ได้เช่นกัน

การออกแบบเว็บไซต์ให้ธุรกิจรุ่งนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยใช่ไหมคะ แค่เราต้องเอาใจใส่และคำนึงถึงกลุ่มลูกค้าหรือเป้าหมายที่คลิกเข้ามาดูเว็บของเราเป็นหลัก นอกจากนี้ยิ่งเว็บมีความเรียบง่าย สะอาดและใช้งานง่ายมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสทำให้คนที่ผ่านเข้ามาเปลี่ยนเป็นลูกค้าของเรามากยิ่งขึ้นตามไปด้วย รู้แบบนี้แล้วเจ้าของธุรกิจทั้งหลายอย่าลืมนำเอาเคล็ดลับทั้ง 7 ข้อนี้ไปใช้ในการออกแบบเว็บไซต์ของคุณนะคะ แต่ใครที่ต้องการนักออกแบบเว็บไซต์มืออาชีพที่มีประสบการณ์ Fastwork.co ก็เป็นแหล่งรวมนักออกแบบเว็บไซต์ฟรีแลนซ์ฝีมือดีที่พร้อมให้คุณใช้บริการ นอกจากนี้ฟรีแลนซ์ที่มีทักษะด้านการออกแบบเว็บไซต์เองก็สามารถเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ Fastwork.co เพื่อหารายได้พิเศษได้เช่นกันค่ะ 

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 12-15 ธันวาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันในช่วงครึ่งเดือนสุดท้ายของปี ยังรายงานตัวอยู่ตรงนี้เหมือนเช่นเคยครับ รับประกันว่า อัศวินกองทุน คนนี้จะมีกลยุทธ์การลงทุนทั่วโลกมาฝากให้ติดตามกันต่อไป ดังนั้นจำไว้เลยนะครับว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน คุณจะเป็นใคร แต่ถ้าคุณคิดจะลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ดี นี่คือคอลัมน์ที่ต้องติดตามคร้าบบบ

สำหรับสัปดาห์นี้ มาดูกันที่ภาพรวมของตลาดกันก่อนเลยครับ…

ภาพรวมของตลาด

ภาพรวมของฝั่งตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงครับ ผมมองว่าเป็นผลมาจากค่าเงินดอลลาร์ที่กลับมาแข็งค่าหลังจากที่วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีด้วยคะแนนเสียง 51 ต่อ 49 ซึ่งส่งผลต่อการลงทุนในตลาดเอเชียอยู่ระดับหนึ่งเลยครับ

ถ้าลองมาดูเป็นรายตลาด จะเห็นว่าทางตลาดหุ้นจีนนั้นปรับตัวลงจากการทำกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวสูงตั้งแต่ต้นปี และรัฐบาลจีนมีความเข้มงวดกับการปล่อยกู้มากขึ้น ดังนั้นตรงนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจครับ

ส่วนปู่ SET บ้านเราไม่แพ้ใครแน่นอนครับ เพราะตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าชาวบ้าน โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มธนาคาร สาเหตุจากการที่มีเงินทุนไหลเข้าจากนักลงทุนสถาบันในประเทศเป็นหลัก ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิ ต้องจับตาดูกันครับว่า แรงซื้อจากคนในจะช่วยดันกันต่อไปได้ไหมน่ะครับผม

ย้อนมาดูฝั่งพี่ใหญ่กันบ้างครับ ทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงเล็กน้อย จากความกดดันทางการเมืองหลังจากที่อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ นายฟริ๊นท์ ยอมรับผิดว่าให้การเท็จเรื่องการเจรจากับรัสเซีย แบบนี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นเหมือนกันนะครับเนี่ย

ฝั่งสินทรัพย์ทางเลือกกันบ้าง ราคาน้ำมันปรับตัวลง หลังจากสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นมากกว่าตลาดคาดการณ์ ส่วนราคาทองคำปรับตัวลดลง หลังดอลลาร์กลับมาแข็งค่าและแนวโน้มความสำเร็จเรื่องการปฏิรูปภาษีและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED มีมากขึ้น ทำให้กดดันราคาทองคำต่อเนื่องครับ

สัปดาห์นี้ความผันผวนเริ่มกลับมาเป็นปกติแล้วครับ ไม่ใช่ลงกันหมดเหมือนสัปดาห์ก่อน เอาล่ะครับ เรามาต่อกันที่กลยุทธ์การลงทุนกันเลยครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไปต่อครับ จังหวะนี้ผมมองว่าเป็นโอกาสที่จะเข้าซื้อหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มเติม เพราะภาพรวมนั้นดีจากความคืบหน้าของการผ่านร่างนโยบายปฏิรูปภาษีที่อาจจะเสร็จเร็วกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งประกอบไปด้วยการลดภาษีรายได้บุคคล และภาษีในภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่อการบริโภคในประเทศ และจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการลงทุนภาคเอกชนต่อไป ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีต่อเนื่องแบบนี้ ข่าวที่ส่งผลเมื่อกี้น่าจะกระทบในระยะสั้นๆ เท่านั้นครับ
  • ตลาดหุ้นยุโรป ยังคงเน้นไปที่การซื้อหุ้นยุโรปขนาดเล็กอยู่ครับ เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น ตอนนี้อัตราเงินเฟ้อประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป และยังไม่มีสัญญาณเร่งตัวใดๆ ทำให้ธนาคารกลางฯ ไม่มีความจำเป็นต้องลดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยข้อดีของหุ้นยุโรปขนาดเล็กนั้น มันมีสาเหตุจากรายได้บริษัทมาจากการบริโภคในประเทศ ทำให้ได้รับผลกระทบไม่มากนักจากความผันผวนของค่าเงินครับ จึงจัดเต็มข้อในส่วนนี้ได้เลยครับ
  • ตลาดหุ้นเอเชีย เชื่อว่ายังไปต่อครับ ดังนั้นแนะนำให้ทยอยสะสมเนื่องจากตลาดหุ้นได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออก ผมมองว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนจะมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง จากกระแสการใช้สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีของผู้บริโภคทั่วโลก นอกจากนี้ คาดว่าตลาดได้ซึมซับข่าวการขึ้นดอกเบี้ยและการลดงบดุลของ FED ไว้แล้ว จึงลดความเสี่ยงเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ มองแล้วต่อไปมีแต่จะเข้ามามากขึ้นจากปัจจัยที่ว่ามานี้ครับ ดังนั้นจัดต่อได้จ้า
  • ตลาดหุ้นจีน สะสมกันต่อไปครับ แนะนำให้ซื้อหุ้นจีน H-share เพิ่มอีกครับ หลังตลาดปรับตัวลงมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อนโยบายภาครัฐ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจีนยังคงปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ทำให้การปรับตัวลงเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนครับ ดังนั้นอย่าเพิ่งท้อครับ มองระยะยาวไว้ ตลาดลงแบบนี้คือโอกาสครับผม

สรุปคำแนะนำการลงทุนตราสารทุนในสัปดาห์นี้

เน้นไปที่การลงทุนระยะยาวที่ยังไปต่อได้ครับ แนะนำให้สะสมเพิ่มเติมทั้งหุ้นสหรัฐฯ ยุโรปขนาดเล็ก เอเชีย และจีน H-Share เหมือนเดิมตามสัปดาห์ก่อนได้เลยครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้สหรัฐฯ คำแนะนำคล้ายเดิมครับนั่นคือให้ทยอยสะสมตราสารหนี้เอกชนคุณภาพดี และ high yield จากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจยังคงทรงตัวในระดับสูง และเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นจากนโยบายปฏิรูปภาษี  ซึ่งผมมองว่านักลงทุนส่วนใหญ่ได้คาดการโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในเดือนธันวาคมแล้วสูงกว่า 98% จึงคาดว่าการลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐฯ ระยะสั้นถึงกลางจะไม่ผันผวนมากนักหาก FED ปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า
  • ตราสารหนี้ไทย แนะนำให้ชะลอลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง เนื่องจากผลตอบแทนยังต่ำเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่ความเสี่ยงที่เงินทุนเคลื่อนย้ายอาจมีความผันผวนจากการผ่านนโยบายปฏิรูปภาษีของสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าได้ ดังนั้นห่างๆ กันไว้ก่อนน่าจะดีกว่าครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้

ยังคงแนะนำให้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ  short duration เป็นหลักครับในช่วงนี้ และมองเพิ่มเติมไปยังตราสารหนี้ทั่วโลกประกอบกันครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ  แนะนำให้ทยอยสะสมต่อครับ เนื่องจากราคาช่วงนี้่ทองคำอาจจะถูกกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ แต่อย่างไรก็ตามอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีสัญญาณเร่งตัวใดๆ ผมมองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐยังไม่ปรับตัวขึ้นรวดเร็ว ลดแรงกดดันต่อราคาทองคำ ที่สำคัญยังมีเรื่องของความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือและการประกาศรับรองให้กรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอล จะทำให้มีความต้องการถือทองคำเนื่องจากเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วยครับ ดังนั้นสะสมเพิ่มเติมได้ครับ
  • น้ำมัน ถ้ามีโอกาส ผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมน้ำมันต่อไปครับ หลังจากกลุ่มประเทศ OPEC และ Non-OPEC ตกลงต่ออายุการควบคุมกำลังการผลิตไปจนถึงปลายปี 2018 ซึ่งจะทำให้อุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดลดลงเร็วกว่าการคาดการณ์ นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในปีหน้าจะช่วยให้ปริมาณการบริโภคน้ำมันสูงขึ้นด้วย ซึ่งภาพรวมแล้วน่าจะเป็นแนวโน้มที่ดีครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกสัปดาห์นี้

แนะนำให้ยังสะสมต่อไปครับสำหรับทองคำและน้ำมัน ผมว่ายังไปต่อครับ จัดเข้าพอร์ทเพิ่มไปเรื่อยๆ ได้ครับ

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

สำหรับแผนการลงทุนในสัปดาห์นี้นั้น จะคล้ายกันกับสัปดาห์ก่อนครับ นั่นคือ สะสมกันต่อไปครับ ภาพรวมของการปรับตัวลดลงบางตลาดยังเป็นโอกาสสำหรับเราอยู่ครับ

ดังนั้นสัปดาห์นี้ขอแนะนำให้จัดทั้ง สหรัฐฯ ยุโรปหุ้นเล็ก เอเชียโดยรวม และจีน H-SHARE ครับ ผมว่าไปต่อแน่นอนจ้า

ทางฝั่งของตราสารหนี้ ยังแนะนำเหมือนเดิม ให้ลงทุนในกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ  short duration เหมือนสัปดาห์ก่อนครับ แต่เพิ่มเติมให้ดูพวกตราสารหนี้ทั่วโลกเข้าพอร์ทไปด้วยก็น่าสนใจครับ  ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำกับน้ำมัน เพิ่มเติมได้เรื่อยๆ ครับ สะสมไปด้วยใจเย็นๆ ครับผม

เอาล่ะครับ สุดท้ายก็ขอฝากเหมือนเช่นเคยครับ ยังไงอย่าลืมติดตามสถานการณ์ลงทุนประจำสัปดาห์ และกลยุทธ์ในการลงทุนดีๆ กับผม อัศวินกองทุน และ Weekly Outlook แบบนี้เป็นประจำต่อเนื่องได้ที่นี่ตลอดปีนี้ครับ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  7 ธันวาคม 2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

การรับความเสี่ยงเยี่ยงคนบ้า

ใกล้จะจบปี 2560 แล้ว หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในปีนี้เยอะมากและมันก็มีหลายบทเรียนที่ตัวผมเองได้เรียนรู้ ทั้งจากประสบการณ์ของตัวเองและเรื่องที่ได้ยินมาจากคนรอบข้าง และเรื่องพลาดๆ ทางการเงินการลงทุนทั้งหลายมันก็เกิดได้กับทุกคน

ความพลาดพลังและความเลวร้ายที่มักจะเกิดขึ้นกับตัวเราเนี่ย ส่วนใหญ่มันเริ่มมากจากการที่เรา “อยากรวยเร็วๆ อยาได้ผลตอบแทนและผลกำไรเยอะๆ” ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า “ความโลภ” นั่นล่ะ การรวยเร็วไม่ใช่ความคิดที่ผิดอะไรหรอก ทุกคนก็อยากรวยทั้งนั้น แต่สิ่งที่มาพร้อมกับความรวดเร็วนั้นก็คือ “ความเสี่ยง” และสิ่งที่แย่ไปกว่าความเสี่ยงนั้นก็คือ การที่เราโครตจะมั่นใจเลยว่า “มันไม่เสี่ยงหรอก”

ความโลภ + ยอมเสี่ยง + มั่นใจว่าทำได้ = หายนะ

เมื่อ 3 ตัวแปรนี้มันเข้าหาเราพร้อมๆกัน มันจะเกิดหายนะได้แบบที่เราคาดไม่ถึงได้จริงๆ และก็คงต้องยอมรับเลยนะว่าบางครั้งมันทำให้ชีวิตทางการเงินการลงทุนเราที่สร้างมากว่า 10 ปี ถอยกลับไปอยู่ที่เดิมได้ภายในทีเดียว 

ผมยกตัวอย่างให้ก็ได้…

วันดีคืนดีเรารู้ว่า เงินฝากในธนาคารเรานั้นให้ผลตอบแทนที่ต่ำมาก เราพยายามเรียนรู้ในการลงทุนในด้านอื่นๆเพื่อให้เราได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น เราก็ย่อมหาการลงทุนที่ผลตอบแทนเหมาะสมกับความรู้และความเสี่ยงที่เรารับได้ จริงอยู่นะว่าเราน่ะรู้ล่ะว่าอะไรเป็นอะไร แต่หลายๆครั้งชีวิตเราก็อยากจะลุ้นและเสี่ยงดวงกันดูบ้าง ถูกไหม? ลงทุนอะไรที่เป็นลักษณะกึ่งการพนัน ยัดเงินเข้าพอร์ตหุ้นที่มีข่าวว่าจะทำราคา

พอเป็นเช่นนั้นเราเองก็มักจะทำนอกขอบเขตความรู้และความเสี่ยงของเรา แรกๆเราอาจจะเอาเงินมาลงทุนไม่มาก แต่เพราะไม่มากนี่ล่ะที่มักจะไม่พลาดเพราะเรายังคิดถึงความเสี่ยงอยู่เสมอ ซึ่งถ้าพลาดไปมันก็จะอยู่ในวงจำกัดขอบเขตที่เราป้องกันเอาไว้

แต่หากเราเริ่มมั่นใจแล้วว่า สิ่งที่เรากำลังทำกำลังได้ผลดี เดินหน้าต่อได้ เราจะเริ่มละเลยความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว คิดว่ามันไม่เสี่ยงหรอก มั่นใจได้ที่ผ่านมาก็ยังสร้างผลตอบแทนได้เลย เหตุการณ์พวกนี้ล่ะที่จะทำให้เรากลายเป็นคนที่รับความเสี่ยงเยี่ยงคนบ้าได้

และมันก็เป็นจริงตามของกฎ Murphy’s Law ที่ว่า…

“อะไรที่คิดว่ามันจะผิดพลาดได้ มันจะผิดพลาด” 

เหมือนเวลาที่เราทาเนยบนขนมปังแล้วทำหก ทำไมฝั่งที่ทาเนยมันถึงลงพื้นว่ะ? ตกมาเช็ดอีก การลงทุนก็เหมือนกันล่ะ ท้ายสุดความผิดพลาดมันก็เกิดขึ้นกับตัวเรา แล้วต้องมานั่งบ่นว่า

“ทำไมต้องเป็นหุ้นที่เราถือด้วยนะ!??” แล้วก็ RIP กันไปแบบซวยๆ

หายนะนั้นถ้ามันเกิดขึ้นแค่กับตัวเราก็ไม่เท่าไหร่หรอก คุณอาจจะขนเงินมาลงทุน 1 ล้านบาทแล้วหายไป 1 ล้านเท่านั้น หากเงินเดือน 50,000 บาท ใช้เวลา 20 เดือน (เกือบ 2 ปี) ก็ทำงานหาเงินมาคืนตัวเองได้ นี่ยังแค่ถอยหลังไปแค่ 2 ปีนะ

แต่ถ้าความมั่นใจนั้นได้มันสูงมากจนทำให้เราไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อเอามาลงทุนด้วย บางทีพอมันล้มนะมันจะล้มแบบโดมิโนเลยล่ะ การลงทุนล้ม การเงินล้ม แถมเป็นหนี้อีก จากเดิมต้องหาเงินมาคืนตัวเอง กลายเป็นต้องหาเงินไปขึ้นคนอื่น บางทีมันถอยหลังไปเป็น 10 ปีเลยก็ได้ เรียกได้ว่าใช้หนี้กันจนขี้แตก และมันก็กลายเป็นบทเรียนอันมีค่าได้

มาถึง ณ จุดนี้จะมีคนอยู่ 2 ประเภท

  1. หยุด แล้วเริ่มใหม่ กลับมาสู่แนวทางอันสันติวิธีกับโชคชะตาฟ้าลิขิต รวยช้าๆก็ได้วะ 
  2. ปลุกความบ้าใน Level ที่สูงขึ้น โดยเพิ่มความเสี่ยงเข้าไปอีก เพราะมันจะเอาเงินมาคืนเราได้เร็วกว่าเดิม (แต่พลาดก็ตายเพิ่ม)

มันก็อยู่ที่ว่าเราจะเลือกแบบไหนแล้ว ถ้าเรารู้แล้วว่าการทำอะไรแล้วมันเสี่ยง ถ้าเราหยุดแล้วเริ่มต้นใหม่ไม่ให้ผิดพลาด เราก็อาจจะกลับมามีการเงินที่ดีได้ ช้าหน่อยน่ะแต่โอเคปลอดภัยดี และส่วนใหญ่ผมจะเลือกใช้วิธีนี้ ก็ Cut loss ไปไง หาหุ้นตัวใหม่ อไม่ไปถัวให้พังเพิ่มเพราะคิดว่าเฉลี่ยต้นทุนลงมาแล้วเด้งทีเดียวแล้วจะรวย

ทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในปีนี้นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับทุกคนได้เป็นแนวคิดว่ามันก็มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ในโลกนี้เหมือนกัน ฮาๆ

ขอให้ร่ำรวยและมีความสุขในการลงทุนครับ

โค้งสุดท้ายกับการวางแผนประหยัดภาษีด้วยบัตรเครดิต

สำหรับคนที่วางแผนดหย่อนภาษีในช่วงปลายปี สิ่งที่มักจะเกิดปัญหา นั่นคือเรื่องของการจัดการเรื่องเงินและเวลาในการซื้อสินค้าทางการเงินเพื่อลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะตัวฮิตๆอย่าง ประกันชีวิต LTF และ RMF นั่นเองครับ

สาเหตุที่พรี่หนอมบอกว่าเสียทั้งเงินและเวลานั้น เพราะว่าหลายคนต้องบริหารจัดการเงินสดให้ดี เพื่อที่จะมีให้พอจ่ายเพื่อซื้อประกัน LTF และ RMF (บางคนถึงขั้นรอโบนัสออกเพื่อให้ไปซื้อได้) แถมบางทียังต้องไปต่อคิวรอที่ธนาคารในช่วงปลายปีเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อให้สามารถซื้อได้ในวันที่ต้องการอีกต่างหาก

ซึ่งช่องว่างตรงนี้แหละครับ เราสามารถนำบัตรเครดิตมาช่วยในการบริหารจัดการได้อยู่ครับ เรื่องของการบริหารจัดการการเงินและเวลา โดยต้องผ่านขั้นตอนที่วางไว้ 3 ข้อนี้ครับ นั่นคือ

1. วางแผนการจ่ายและสำรองเงินไว้เรียบร้อยแล้ว

สำหรับคนที่จะใช้วิธีจ่ายบัตรเครดิตล่วงหน้าแทนเงินสด ต้องไม่ลืมว่าเรากำลังสร้างหนี้ ดังนั้นการจ่ายต้องจ่ายเต็มจำนวนเท่านั้นถึงจะได้รับประโยชน์คุ้มค่าอย่างเต็มที่ เพราะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมนั่นเองครับ

2. เลือกบัตรเครดิตที่คุ้มค่าทั้งเรื่องเวลาและเงิน

การใช้บัตรเครดิตนั้นจะช่วยให้เราสะดวกกว่าการที่เราจะไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ธนาคาร หรือฝากตัวแทนไปชำระให้นั้น เราสามารถเปลี่ยนมารูดปรื๊ดผ่านบัตรเครดิตได้ครับ จะเลือกใช้วิธีออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ตามที่สะดวกและสบายใจ (ถ้าออนไลน์ได้จะยิ่งประหยัดเวลาแบบสุดๆ) นอกจากนั้นยังได้ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยของการใช้บัตรเครดิตมาเป็นประโยชน์อีกต่อหนึ่งครับ

ยิ่งบัตรเครดิตไหนที่เพิ่งตัดยอดไป เราก็ใช้บัตรนั้นเลยครับ เพราะจะได้ระยะเวลาที่ยาวขึ้นในการจ่ายเงินออกไปส่วนเรื่องของความคุ้มค่าเรื่องเงินนั้น เราอาจจะใช้วิธีการมองหาโปรโมชั่นดีๆ ของบัตรเครดิตที่เรามีมาช่วยเพิ่มเติมครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลดค่าเบี้ยประกันสำหรับบัตรที่มีโปรโมชั่นกับบริษัทประกันที่เราใช้อยู่ (อาจจะได้มาในรูปของเงินคืนหรือส่วนลดต่างๆ) หรือเป็นการขยายระยะเวลาในการจ่ายโดยการผ่อน 0% อีกหลายเดือน เพื่อให้เราสามารถสร้างโอกาสเพิ่มเติมโดยการนำเงินสำรองไปลงทุนในกองทุนความเสี่ยงต่ำอย่างกองทุนตลาดเงิน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนนิดหน่อยมาช่วยเป็นส่วนลดเงินที่ต้องจ่ายอีกทางหนึ่งได้ด้วยครับ #อย่าลืมศึกษาความเสี่ยงในการลงทุนด้วยนะครับผม

3. ตรวจสอบข้อจำกัดที่ต้องรู้

สำหรับข้อนี้เป็นเรื่องที่เราต้องหาความรู้เพิ่มเติมครับ ยกตัวอย่างเช่น การซื้อกองทุนผ่านบัตรเครดิตอาจจะจะไม่ได้รับคะแนนสะสมและไม่ได้ร่วมรายการส่งเสริมการขายต่างๆ ของบัตรเครดิต หรือการจ่ายประกันที่ได้รับสิทธิ์นั้นต้องมียอดขั้นต่ำของการใช้จ่ายเท่าไรถึงจะได้สิทธิตามเงื่อนไขที่ตามแต่ละธนาคารกำหนดไว้ ตรงนี้ต้องเช็คให้ดี อย่ามองที่ประโยชน์ที่ได้รับจนลืมไปว่ามีข้อจำกัดอะไรบ้างนะครับ

เอาล่ะครับ ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างพร้อมกับการขายของประกอบกันเลยครับ งานนี้ทางธนาคารกรุงศรีเขาฝากมาประชาสัมพันธ์สำหรับคนที่ใช้บัตรเครดิตกรุงศรีทั้ง 6 บัตร ซึ่งประกอบไปด้วย บัตรเครดิต กรุงศรี       ซิกเนเจอร์, บัตรเครดิต กรุงศรี วีซ่า แพลทินัม , บัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี แพลทินัม, บัตรเครดิต เอไอเอ วีซ่า แพลทินัม, บัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า, บัตรเครดิต กรุงศรี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตของ AIA หรือประกันค่ายอื่นๆ ว่ามีโปรโมชั่นพิเศษให้ด้วยครับ

สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตกรุงศรี เมื่อชำระค่าเบี้ยประกันภัยเต็มจำนวน ทั้งปีแรกและปีต่ออายุรายปีทุกประเภท ผ่านบัตรเครดิตกรุงศรี สะสมตั้งแต่ 500,000 บาทขึ้นไป (รวมเซลล์สลิปได้) เริ่ม 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 60  สำหรับ 500 ท่านแรก จะได้รับกระเป๋าหมีกินจุง 2 ใบมูลค่า 7,940 บาท เอาไปลากให้สบายใจเลยครับ #รวยแล้วยังคิกขุได้ด้วยนะครับผม

เพิ่มเติมสำหรับยอดประกันอื่นๆ รับเครดิตเงินคืน 0.5% ของเงินที่จ่ายไปเหมือนกันครับ ขึ้นอยู่กับประเภทของบัตรกรุงศรีที่มีอยู่ครับ

  • สำหรับประกันภัย AIA ถ้าชำระผ่านบัตรเครดิต เอไอเอ วีซ่า รับเครดิตสูงสุด 2,000 บาท สำหรับเมื่อชำระยอดทุก 10,000 บาทต่อเซลล์สลิปขึ้นไป (ไม่ต้องลงทะเบียน)  สำหรับ    บัตรเครดิตกรุงศรี ประเภทอื่นๆ  รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 1,000 สำหรับเมื่อชำระยอดทุก 20,000 บาทต่อเซลล์สลิป ครับ (ต้องมีการลงทะเบียนก่อนใช้สิทธิ์ด้วยนะครับ)
  • สำหรับประกันภัยประเภทอื่นๆ  ชำระผ่านบัตรเครดิตกรุงศรี ทุกประเภท จะได้รับเหมือนกันครับกับเครดิตสูงสุด 1,500 บาท สำหรับเมื่อชำระยอดทุก 30,000 บาทต่อเซลล์สลิปขึ้นไป ครับ (ต้องมีการลงทะเบียนก่อนใช้สิทธิ์ด้วยนะครับ)

งานนี้คิดง่ายๆ  อย่าลืมไปรูดชำระค่าเบี้ยกันเริ่ม 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 60 ได้ทั้งลดหย่อนภาษี และรับเครดิตเงินคืนไปฟรีๆ นั่นแหละครับ เรียกได้ว่าเป็นการประหยัดอีกทางหนึ่งครับ

นอกจากนั้นยังมีอีกโปรโมชั่นหนึ่งเป็นของคนที่ใช้จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยของทางไทยประกันสุขภาพ ซึ่งมีโอกาสรับเงินสูงสุดคืน 9,000 บาท พร้อมรับสิทธิผ่อน 0% นานถึง 4 เดือนครับ ตามเงื่อนไขในการรูดชำระตามรูปด้านบนนี้ครับผม โดยจะเลือกแบ่งจ่ายค่าประกันภัยแบบไหน ก็จะได้รับเครดิตเงินคืนครับผม  ผ่อนเบา สบายๆ ได้ตั้งแต่ 25 พ.ย. 60 – 31 ม.ค. 62

จะเห็นว่าจริงๆแล้วการจ่ายประกันชีวิตผ่านบัตรเครดิตนั้น ยังมีโอกาสรับสิทธิพิเศษต่างๆที่ทางธนาคารซ่อนไว้มากมายครับ ซึ่งตรงนี้ถ้าใครมีบัตรเครดิตของกรุงศรีก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด ครับผม

อ้อ ส่วนของกองทุนก็ยังไม่น้อยหน้าครับ เพราะว่าการซื้อกองทุน LTF และ RMF ของทางบลจ.กรุงศรี ก็สามารถใช้จ่ายผ่านบัตรกรุงศรีได้นั้น ซึ่งสามารถซื้อได้ทั้งออนไลน์ผ่านระบบของบลจ.กรุงศรีเองหรือรูดซื้อที่สาขาก็ได้เช่นเดียวกัน

แต่รายการซื้อกองทุนผ่านบัตรเครดิตนี้ จะไม่ได้รับคะแนนสะสมและไม่ได้ร่วมรายการส่งเสริมการขายต่างๆ ของบัตรเครดิตนะครับ ซึ่งเหมาะกับคนที่ไม่ต้องการพกเงินสดไปชำระที่ธนาคารจำนวนมากๆ เพราะในการซื้อกองทุน (ทุกกองรวมกัน) หนึ่งคนสามารถซื้อได้ถึง 500,000บาท / ปี / คน แต่ต้องไม่เกิน 15% ของรายได้ แล้วจะพกเงินสดไปทำไมล่ะครับอันตราย ตรงนี้ก็สามารถติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวนและสอบถามโปรโมชั่นได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด หรือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา โทร. 0 2657 5757 และทางเว็บไซต์ www.krungsriasset.com

เอาล่ะครับ สำหรับเคล็ดลับในวันนี้ ก็ต้องบอกว่าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องยากเลยล่ะครับ เพียงแค่เราสังเกตและพยายามมองหาหนทางเล็กๆ น้อยๆ ในการประหยัดเงินแบบง่ายๆ แถมยังช่วยให้เราจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตได้สะดวกสบายขึ้น แถมมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้นด้วยครับผม

ฝากไว้สุดท้ายก่อนจากกันครับว่า บัตรเครดิตนั้นเหมาะสำหรับคนที่มีวินัยในการจ่าย และบริหารเงินเป็นมากๆ ครับ เพราะถ้าหากคุณจัดการเรื่องนี้ได้ดีแล้วล่ะก็ รับรองว่าสิ่งที่คุณได้รับนั้นจะมีประโยชน์มากกว่าโทษแน่นอนครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

การเงินบนพื้นฐานความรัก เรื่องที่ต้องเรียนรู้หลังชีวิตแต่งงาน

เย้ๆๆๆๆ ใกล้จะถึงปีใหม่แล้วววววว จำได้ว่าเมื่อก่อนตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ใกล้ถึงช่วงปีใหม่ก็จะนัดกับเพื่อนไปเลี้ยงฉลอง ร้องคาราโอเกะและจับสลากของขวัญกันได้พอลุ้น แต่พอทำงานนานๆไปเพื่อนที่มีนับสิบคนก็ค่อยๆหายไปทีละคน บางคนก็ติดงาน ติดแฟน  มีครอบครัว เลี้ยงลูก หนึ่งในนั้นก็มีอภินิหารเงินออมรวมอยู่ด้วย เพราะเพิ่งแต่งงานได้ปีกว่าๆ แล้วต้องย้ายมาอยู่กับครอบครัวที่เชียงใหม่ ทำให้มีโอกาสเจอเพื่อนน้อยลงมากๆ

รีวิว 1 ปีนิดๆกับชีวิตหลังการแต่งงาน

ตั้งแต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ก็เคยนั่งคุยกันในกลุ่มเพื่อนว่าแต่ละคนเลือกแฟนกันยังไง เท่าที่นั่งฟังก็รู้สึกว่าวิธีของเราค่อนข้างแปลกกว่าของคนอื่น เพราะเราเลือกจะแสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองออกมาตั้งแต่เจอกันครั้งแรก ถ้าเขารับได้ก็เป็นแฟนกัน แต่ถ้ารับไม่ได้ก็เป็นเพื่อนกัน ผ่านมาแล้ว 30 ++ ปีก็ยังไม่มีใครผ่านเข้ามาสักคน!! 

จนกระทั่งวันหนึ่งก็เจอกับคนที่รับกับความอินดี้ของเราได้ แหม!! อายุขนาดนี้แล้วก็ไม่ต้องพูดอะไรมาก ผู้ใหญ่พูดคุยกันสองสามทีก็จูงมือเข้าห้องหอกันเลย  เพื่อนของเราก็งงกันเป็นไก่ตาแตกเพราะเราไม่เคยมีวี่แววโพสต์หน้า FB เลยว่ามีแฟนหรือใกล้จะแต่งงาน แถมยังได้แต่งงานเป็นคนแรกของกลุ่มอีกด้วย 

แต่ชีวิตคู่มันก็มาพร้อมกับความกังวล เพราะมันเป็นเส้นทางใหม่ที่เราไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง ชีวิตอิสระจะหายไปไหม เราจะเจอชีวิตดราม่าเหมือนคนที่เขียนไว้ในกระทู้ Pantip รึเปล่า และอีกสารพัดความคิดที่มันวิ่งไปมาในหัวของเรา แต่สุดท้ายก็มาสรุปได้ว่า มันเป็นความกังวลที่คิดไปเอง ทั้งที่ยังไม่เกิดขึ้้นจริง คู่ของเราอาจจะแตกต่างจากคู่ของคนอื่นก็ได้ ถ้าอยากมีประสบการณ์ก็ต้องลงมือสร้างเอง จนกระทั่งวันนี้….

หลายสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไป…

การทำงานบ้าน

เราเป็นฟรีแลนซ์ทำงานอยู่ที่บ้าน บางครั้งออกไปทำงานข้างนอกบ้าง ส่วนคุณแฟนทำงานประจำ ลักษณะงานของเราแตกต่างกัน จึงทำให้การทำงานบ้านส่วนใหญ่เป็นงานของเรา โชคดีที่ปกติเราชอบทำความสะอาดบ้านอยู่แล้ว เพราะได้ออกกำลังกาย มีสมาธิและได้ไอเดียใหม่ๆตอนทำงานบ้านอีกด้วย แต่ถ้าวันไหนคุณแฟนว่างก็จะมาช่วยกันทำงานบ้าน งานซักผ้าก็ไม่ยากเพราะเราจับใส่เครื่องซักผ้าก็เรียบร้อย ส่วนงานรีดผ้าก็ตัวใครตัวมันเพราะเราไม่ชอบรีดผ้า

การทำอาหาร

ช่วงที่อยู่เป็นโสดใช้ชีวิตลั้นลาอยู่ในเมืองกรุง ถ้าหิวก็เดินออกจากคอนโดเจอของกินผุดขึ้นทุกหย่อมหญ้า หรือไม่ก็ขึ้นรถไฟฟ้าไปหาของกินในห้างฯ ตากแอร์เย็นฉ่ำ เคยซื้อของสดมาทำกินเองแล้วเหลือประจำ ขนาดซื้อมาน้อยๆแล้วก็ยังทำกินไม่หมด ก็เลยคิดว่าอยู่คนเดียวซื้อกินมันง่ายกว่า

แต่พอแต่งงานมาอยู่เชียงใหม่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เพราะของกินอยู่ห่างไกลมากๆ ทำให้ต้องวางแผนเรื่องการกินมากขึ้น โดยการซื้อของสดตุนไว้ในตู้เย็นแล้วทำอาหารกินเอง ถ้าอยากกินอะไรก็เปิดดูวิธีทำได้จาก YouTube เราทำได้หลายอย่างยกเว้นการทำอาหารด้วยน้ำมัน เพราะกลัวน้ำมันกระเด็น

แต่ถ้ามันหิวมากก็ต้องทำให้ได้ มีครั้งนึงอยากกินปลาทูทอด เราก็ตั้งกระทะ เทน้ำมัน แค่ปลาทูลงไปแหวกว่ายในกระทะเท่านั้นแหละ เราถึงกับร้องจ๊าก เพราะน้ำมันกระเด็นตูมตามใส่แขนแสบไปหมด คุณแฟนเห็นคงรำคาญตาก็เลยเข้ามารับตำแหน่งพ่อครัวคนเก่งของบ้าน ตอนนี้อยากกินอะไรเราก็มีหน้าที่เตรียมเครื่องปรุงทั้งหมดไว้ให้ แล้วคุณแฟนเป็นคนปรุงอาหาร ทำให้เรารู้สึกว่าเวลาทำอาหารด้วยกันมันก็สนุกดีนะ

พื้นที่ส่วนตัว

เราเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงมาก ขอบคุณที่คุณแฟนเข้าใจตรงจุดนี้ก็เลยไม่เคยบังคับให้ทำอะไรที่ฝืนใจ เราคุยกันว่าแต่ละคนก็จะมีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง ดังนั้น เราจึงไม่เคยตรวจโทรศัพท์ ไม่โทรตามจิกและไม่รื้อกระเป๋าสตางค์ของคุณแฟน ซึ่งคนรอบข้างของเรากังวลว่า ถ้าแฟนแอบไปมีกิ๊ก เราก็อาจจะไม่รู้เรื่อง เรื่องนี้เราได้คุยกับคุณแฟนและครอบครัวไว้ตั้งแต่แต่งงานแล้วว่า ถ้าใครนอกใจก็พร้อมที่จะแยกทางทันที!! เจ็บแต่จบ

วิธีการจัดการเงินที่เปลี่ยนไป 

เมื่อก่อนใช้ชีวิตโสดหรรษาก็จัดการเงินของเราคนเดียว เรามีรับรายได้ไม่แน่นอนเพราะเป็นฟรีแลนซ์ ก็จะต้องแบ่งเก็บเงินฉุกเฉินไว้เผื่อช่วงที่เงินไม่เข้าด้วย ส่วนเงินที่เหลือก็เก็บไว้ที่กองทุนรวม ซื้อหุ้นรายตัว และประกันชีวิต แต่พอหลังจากแต่งงานแล้วจะยึดหลักของตัวเองทั้งหมดก็ไม่ได้ มันก็ต้องถามความคิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ว่าจะจัดการเงินแบบไหน ตอนนี้เราจะมีวิธีจัดการเงิน ดังนี้

วิธีจัดการเงินสินสอด

แม้ว่าเราจะเป็นคนดูแลเรื่องนี้ แต่ก็ต้องมานั่งคุยวางแผนการใช้เงินในระยะสั้นและกลาง เพื่อจะได้หาที่เก็บเงินได้ตรงกับช่วงเวลาที่จะใช้เงิน แล้วก็คอยอัพเดทว่าตอนนี้เงินแต่ละก้อนให้ผลตอบแทนเป็นยังไงบ้าง

  • ระยะสั้น : เก็บไว้ที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงและกองทุนรวมผสม เพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน เงินท่องเที่ยว 

  • ระยะกลาง : ลงทุนหุ้นรายตัว มีเก็งกำไรบ้างเล็กน้อย และแบ่งไปซื้อสลากออมสิน เก็บไว้ลุ้นและเตรียมไว้เผื่อมีลูกจะได้ใช้เงินก้อนนี้ได้

วิธีจัดการรายได้ของแต่ละคน

เราทำงานฟรีแลนซ์รายได้ไม่แน่นอน ส่วนคุณแฟนทำงานประจำมีรายได้แน่นอน เราสองคนช่วยกันทำงานหารายได้ เราจึงตกลงกันว่าแต่ละคนจะต้องดูแลเงินของตัวเอง แล้วก็มีเงินส่วนกลางเพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในครอบครัว ดังนี้

  • กองแรก เงินส่วนตัวของเรา

  • กองที่สอง เงินส่วนตัวของคุณแฟน

  • กองที่สาม เงินกองกลาง เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ฯลฯ

วิธีจัดการเงินกองกลาง

ช่วงแรกๆของชีวิตคู่ เรายังไม่รู้ว่าแต่ละเดือนใช้เงินเท่าไหร่ก็ใช้วิธีประมาณตัวเลขที่น่าจะครอบคลุม เราตั้งงบเงินกองกลางเดือนละ 20,000 บาท (ลงเงินคนละ 10,000 บาท) แล้วก็จดบัญชีรายจ่าย ทำให้เราเห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายมากขึ้น ช่วงแรกที่อยู่ในกรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง โดยเฉพาะค่าเช่าคอนโด จึงเหลือเงินแต่ละเดือนนิดหน่อย แต่พอย้ายมาอยู่ที่เชียงใหม่ มีบ้านส่วนตัวจึงไม่ต้องเสียค่าเช่า ทำให้เราประหยัดมีเงินไปเก็บออมมากขึ้น 

เราแบ่งเงินกองกลางออกเป็น 2 ส่วน คือ

  • ส่วนที่ 1 เงินออม แบ่งเก็บไว้เพื่อใช้ช่วงฉุกเฉินและเก็บไว้ทำธุรกิจเล็กๆด้วยกันในอนาคต

  • ส่วนที่ 2 รายจ่ายของครอบครัว เช่น ค่าอาหาร (ทำอาหารกินเองทำให้ประหยัดเงินได้มากขึ้น) ค่าน้ำมัน ค่าอินเตอร์เน็ต สารพัดรายจ่ายที่เราทั้งสองคนใช้ร่วมกัน 

วิธีจัดการกับความชอบ

อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่สร้างความน่าปวดหัวให้กับหลายๆครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นสายเปย์ช้อปแหลก ซื้อของเล่น กล้อง อุปกรณ์แต่งรถ ฯลฯ ซึ่งเป็นนิสัยชอบซื้อตั้งแต่ก่อนแต่งงาน แต่บางครั้ง “ความชอบส่วนตัวของเราอาจจะทำให้การเงินของครอบครัวสั่นคลอนได้” คู่ของเราก็เจอเรื่องนี้เหมือนกันเพราะคุณแฟนชอบซื้ออุปกรณ์วิ่งและประกอบหุ่นยนต์ 

วิธีแก้ไขปัญหานี้ คือ

  1. เราตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าจะต้องใช้เงินทำอะไรบ้าง เช่น เก็บไว้ให้ลูก เก็บไว้ทำธุรกิจเล็กๆ เวลาที่ใครจะใช้เงินซื้อของฟุ่มเฟือยก็ให้คิดถึงเป้าหมายร่วมกันให้มากๆ

  2. ตั้งงบซื้อของตามใจ เราตั้งงบประมาณขึ้นมาว่าจะใช้เงินซื้อของที่ชอบได้กี่บาทต่อเดือน แล้วพยายามควบคุมรายจ่ายไม่ให้เกินกว่านั้น

การเตรียมพร้อมในอนาคต

เมื่ออนาคตมันไม่มีความแน่นอน อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ แผนการที่เตรียมไว้ตอนนี้ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ตอนนี้โฟกัสที่ 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ

เรื่องครอบครัว

วางแผนมีลูกแต่ไม่รู้จะสำเร็จรึเปล่าเพราะตอนนี้มดลูกใกล้เกษียณอายุแล้วก็ลุ้นอยู่ว่าจะมีลูกได้มั๊ย คิดไว้วาถ้าอีกครึ่งปีไม่มีจริงๆก็อาจจะต้องพึ่งหมอแล้วล่ะ มันก็อาจจะทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ถ้าพยายามแล้วไม่มาเกิดจริงๆก็ทำใจ แล้วอยู่เป็นเพื่อนกันแบบนี้ต่อไป 

เรื่องการทำงาน

งานส่วนตัวที่เป็นบล็อกเกอร์เขียนบทความออนไลน์และวิทยากรให้ความรู้ทางการเงินก็ยังทำต่อไป แต่พออยู่กับตัวเลขทั้งวันมันก็เบื่อเหมือนกัน ทำให้ต้องหาอย่างอื่นทำบ้างชีวิตจะได้มีสีสันขึ้นมาบ้าง ก็เริ่มหาจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้วคุณแฟนก็อยากทำด้วยกัน นั่นคือ การผลิตมูลไส้เดือนขาย ตอนนี้อยู่ในช่วงศึกษาข้อมูลแล้วเตรียมพื้นที่เล็กๆไว้ทดลองทำ ถ้าได้ผลเป็นอย่างไรแล้วจะมาอัพเดทอีกครั้ง

บทความนี้เหมือนไดอารี่สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ในปี 2017 เป็นบันทึกความคิดและความรู้สึกระหว่างการเดินทางของชีวิตคู่ที่เราก็ไม่รู้ว่าเส้นทางนี้จะไปสิ้นสุดที่ไหน แต่รู้อยู่อย่างหนึ่งว่าเราคงจะต้องปรับตัวกันไปเรื่อยๆ เพราะมันต้องมีอุปสรรคเข้ามาเป็นแบบทดสอบเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ส่วนตัวคิดว่าการแชร์ประสบการณ์ในครั้งนี้น่าจะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่เริ่มต้นสร้างครอบครัวได้นะคะ

(Review) อยากรู้ว่าปลายปีนี้ควรซื้อ LTF กองไหน TMB จัดให้!!

โดยส่วนตัวแล้ว ผมว่าคำถามยอดฮิตอย่าง “กองทุน LTF กองไหนดี” หรือ “ปลายปีนี้ซื้อ LTF ตัวไหน” นั้นเป็นคำถามที่ตอบยาก ถ้าหากเราไม่รู้ว่าคนถามต้องการอะไร มีเป้าหมายการเงินแบบไหน หรือคาดหวังอะไรจากการลงทุนนอกเหนือกว่าการประหยัดภาษี

และอีกเรื่องที่ยากไม่แพ้กันก็คือ ต่อให้เจอกองทุนที่ ”ดี” จริงๆ สำหรับเราแล้ว แต่การจะไปเลือกซื้อกองทุนนั้นก็ลำบากไม่แพ้กัน บางทีต้องไปเปิดบัญชีใหม่ ไปกรอกอะไรให้ยุ่งยาก แถมบางทียังโดนลากให้ซื้อประกันแทนอีกต่างหาก

โดยทาง TMB เองคงเล็งเห็นปัญหานี้มาสักระยะหนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นจากการทำ TMB Open Architecture ขึ้นมาให้สามารถซื้อกองทุนจากต่าง บลจ. ได้ในปีที่ผ่านๆมา จนในปีนี้มีการพัฒนามาเป็น TMB Advisory เป็นการยกระดับบริการด้านการลงทุน โดยช่วงปลายปีนี้ได้คัดเลือก LTF/RMF ตัวท็อปติดอันดับผลตอบแทนดีจากทาง Morningstar มาให้เลือกซื้อได้ในที่เดียว พร้อมกับรับปรึกษาในการลงทุนฟรีแบบไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วยครับ

ทีนี้ลองมาดูกันต่อครับว่า แล้วกองทุน LTF ที่ทาง TMB  เลือกมาให้ลงทุนนั้นมีกองทุนประเภทไหนบ้าง ซึ่งจากข้อมูลในเวปไซด์ TMB นั้น www.tmbbank.com/tb/top10ltfrmf จะเห็นว่าตอนนี้มี LTF เด็ดที่แนะนำจำนวน 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิด บรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว (CG-LTF), กองทุนเปิด แมนูไลฟ์ สเตร็งค์คอร์หุ้นระยะยาว (MS-CORE LTF) และ กองทุนเปิด แวลูพลัส ปันผล หุ้นระยะยาว (VALUE-D LTF)

ส่วน RMF ก็ไม่น้อยหน้าครับ มีแนะนำกองทุน  กองทุนเปิดหุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (ERMF) กองทุนเปิดทหารไทยธนไพศาล เพื่อการเลี้ยงชีพ (TMBBFRMF) และ กองทุนเปิด แมนูไลฟ์ สเตร็งค์ เฟล็กซิเบิ้ลฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (MS-FLEX RMF) ครับ

แต่สำหรับบทความในวันนี้ เราจะเน้นที่กองทุน LTF ที่ทาง TMB แนะนำเป็นหลักครับ ลองมาดูกันต่อเลยครับผม

เปรียบเทียบข้อมูลกันออกมาเป็นดังนี้ครับ

หมายเหตุ :

1) เปรียบเทียบผลตอบแทนย้อนหลังตามข้อมูลวันที่ 29 กันยายน 2560 จาก Morningstar

2) ค่าธรรมเนียมกองทุน หมายถึง อัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวม (Total Expense Ratio) ที่ไปรวบรวมมาจากหนังสือชี้ชวนแต่ละกองทุนครับ

นอกจากนั้น ถ้าลองเอากราฟเปรียบเทียบผลตอบแทนย้อนหลังของทั้ง 3 กองทุนเปรียบเทียบกันเป็นรายปีตั้งแต่ปี 2555 จะเห็นการเปลี่ยนแปลงดังนี้ครับ (ขอบคุณข้อมูลจาก Morningstar)

(ผลตอบแทนย้อนหลังรายปี ของแต่ละกองทุน)

นอกจากผลตอบแทนแล้ว สิ่งที่ต้องมองเพิ่มเติมสำหรับการเลือกกองทุนรวมที่พรี่หนอมคิดว่าสำคัญไม่แพ้กันจากหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ (Fund Fact Sheet) นั่นคือ “ความผันผวนของผลการดำเนินงาน (standard deviation)  ย้อนหลัง 5 ปี” เพื่อที่จะได้เช็คอีกทีว่าเรานั้นสามารถยอมรับความเสี่ยงในการลงทุนได้เท่าไรครับ ซึ่งแต่ละกองทุนนั้นแตกต่างกันดังนี้ครับ

จากที่รีวิวและวิเคราะห์มาทั้งหมด จะเห็นว่ากองทุน 3 กองในกลุ่มตัวท็อปที่ทาง TMB เลือกมานั้น ได้รับผลตอบแทนที่ดี สำหรับคนที่ยอมรับความเสี่ยงจากความผันผวนได้ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจครับ

แต่ทีนี้คำถามต่อคือ แล้วจะเลือกกองทุนไหนดี?

สิ่งที่เราต้องมาเช็คต่อไปนั้น พรี่หนอมมองว่ามันคือปัจจัยด้านอื่นๆที่ไม่ใช่แค่เรื่องผลตอบแทนและความเสี่ยงครับ แต่มันคือ…

1. นโยบายการลงทุน

ถึงแม้ว่ากองทุนที่ยกมาทั้ง 3 กองนั้นจะไม่แตกต่างกันในเรื่องของผลตอบแทนมากนัก แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือ นโยบายการลงทุนของแต่ละกองทุน ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการลงทุนในกองทุนรวมที่เลือกลงทุนในหุ้นแบบไหนเป็นหลัก เช่น หุ้นธรรมาภิบาล หุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผล หรือเน้นหุ้นที่อยู่ใน SET50 ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นกับความถูกใจในนโยบายของแต่ละคนไปครับ

2. ความต้องการกระแสเงินสดระหว่างทาง

สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องของความชอบของแต่ละคนครับ บางคนอาจจะต้องการเงินปันผลมาเป็นรายได้ระหว่างทาง หรือรู้สึกว่าได้รับเงินออกมาเพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ก็จะเหลือตัวเลือกแค่กองทุน VALUE-D LTF เป็นหลัก เพราะเป็นกองเดียวที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล

3. ความสม่ำเสมอของผลตอบแทนที่ผ่านมา

อย่าลืมนะครับว่ากองทุน LTF เป็นกองทุนที่ต้องถือครองประมาณ 7 ปีปฎิทิน หรือคิดง่ายๆ คือ 5 ปีขึ้นไป ดังนั้นการพิจารณาผลตอบแทนอาจจะต้องมองทั้งในแง่ของการลงทุนระยะยาว ซึ่งตรงนี้หากวัดกันที่ผานมา แม้ว่ากองทุน CG-LTF จะดูเหมือนว่าผลตอบแทนลดลงในช่วงปี 2559 แต่ระยะยาวแล้วก็ยังสามารถชนะกองทุนอื่นๆที่นำมาเปรียบเทียบกันครับ

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรี่หนอมยกมานั้น มันคือการมองจากสิ่งที่ผ่านมาในอดีต ไม่ใช่สิ่งที่เราจะทราบในอนาคตข้างหน้า เพราะอย่างที่ว่าแหละครับ การลงทุนนั้นมีความเสี่ยง ดังนั้นเราต้องพิจารณาตั้งแต่ข้อมูลในอดีต ความต้องการในปัจจุบัน และเป้าหมายในอนาคตประกอบกันครับว่า เราต้องการแบบไหน และกองทุนที่เราเลือกนั้นไปอยู่ในจุดใดของการลงทุนที่เราเลือกไว้ครับ

สุดท้ายนี้สิ่งหนึ่งที่อยากจะย้ำในเรื่องของภาษีให้ชัดก็คือ การลงทุนใน LTF นั้นเป็นการลงทุนระยะยาว เพื่อผลตอบแทนที่ดีและการประหยัดภาษีที่คุ้มค่า ซึ่งเราต้องพิจารณาควบคู่กันไปทั้ง 2 ด้านครับ

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “สภาพคล่องที่เรามี” เราจะต้องทิ้งกองทุนนี้ไว้ขั้นต่ำ 5 ปีกว่าๆ ดังนั้นอย่าลืมพิจารณามุมมองทั้งหมดนี้ให้ครบทุกด้านในการตัดสินใจลงทุนด้วยนะครับ

สำหรับวันนี้คงต้องลาไปก่อน ถ้าหากใครสนใจกองทุนตัวท็อปที่ทาง TMB เลือกมา ก็สามารถหาข้อมูลได้ตามรายละเอียดด้านล่างนี้ครับผม www.tmbbank.com/tb/top10ltfrmf

  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ TMB Advisory Room ที่สาขา TMB
  • โทร. 1558 กด #9 สอบถามและซื้อขายกองทุน
  • LINE @TMBadvisory รับข้อมูลข่าวสารฟรี
  • TMB Advisory ลงทะเบียนรับข่าวสารฟรี คลิก
  • TOUCH Mobile App : สามารถซื้อ-ขายกองทุนได้แล้ววันนี้

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) มั่นคง…ดี” ลงทุนพร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีกับ JB25LTF

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ พรี่หนอมเห็นว่ามีคนสนใจการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนใน LTF เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนและประหยัดภาษีไปพร้อมๆกันซึ่งสำหรับเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีด้วย LTF สำหรับปี 2560 นี้ ยังคงเหมือนเดิม คือ 15% ของรายได้ (ที่ต้องเสียภาษีและยังไม่หักค่าใช้จ่าย) และใช้สิทธิลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท แต่ที่ต้องย้ำอีกทีก็คือ การถือครองต้องไม่ต่ำกว่า 7 ปีปฏิทิน หรือพูดง่ายๆกว่านั้นคือ ซื้อปี 2560 นี้ต้องถือครองไปจนกว่าจะขายได้ในช่วงต้นปี 2566 นั่นเองครับ

นอกจากเรื่องการลดหย่อนภาษีแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2559 ได้มีกฎหมายปลดล็อกให้ทางบลจ.จัดตั้งกองทุน LTF แบบใหม่ได้มากมาย แต่ก็นั่นแหละครับ ตัวเลือกที่มากมาย กลายเป็นว่าคนยิ่งตั้งคำถามเพิ่มขึ้นว่า สรุปแล้วกองทุนไหนดี? บอกเลยครับว่าคำถามนี้ถือว่าฮิตมากในเพจ TAXBugnoms ช่วงนี้ครับ

ลองเปลี่ยนจากคำว่า “ดี” มาเป็นความหมายที่ “จับต้องได้ก่อน”

ประโยคนี้คือสิ่งที่ผุดขึ้นในใจของผม หลังจากที่ได้รับคำถามเยอะๆมาช่วงนี้ครับ เพราะว่าถ้าเราลองจำกัดความคำว่าดีออกมาให้ชัดเจนและเห็นภาพ เราจะทราบว่าจริงๆแล้วเราต้องการกองทุน LTF กองไหนกันแน่ เอาล่ะครับ พูดมาถึงตรงนี้ ขออนุญาตยกตัวอย่างกองทุนที่ใครหลายคนรู้จักกันดี อย่าง กองทุนเปิด JUMBO 25 ปันผลหุ้นระยะยาว หรือ JB25LTF ของ TMBAM (TMB Asset Management) หรือที่รู้จักกันในนาม บลจ.ทหารไทย โดยวันนี้ขอถือโอกาสเปิดหนังสือชี้ชวนมาอธิบายประกอบเลยดีกว่าครับ

เริ่มจากชื่อก่อน แน่นอนว่าคำว่า JUMBO และ 25 นี้ต้องมีที่มา อ่า ไม่ใช่ว่ากองทุนนี้ลงทุนโดยผู้จัดการกองทุนตัวใหญ่ 25 คนนะครับ (ฮา…กริบ) แต่เป็นกองทุนที่เลือกลงทุนในหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน 25 ตัวซึ่งผ่านการคัดเลือกมาว่าเป็น “หุ้นใหญ่” ที่มีความ “มั่นคง” และ “เติบโต” อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นจึงเป็นกิจการที่คนไทยคุ้นเคยกับการใช้สินค้าหรือบริการ ในชีวิตประจำวัน นอกจากนั้นกองทุนยังมีนโยบายกระจายความเสี่ยงโดยลงทุนในหุ้นไม่เกิน 3 ตัวต่ออุตสาหกรรม และมีการจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนเป็นระยะๆ ตามชื่อของกองทุนนั่นเอง และแน่นอนครับว่ากองทุน JB25LTF นี้เป็นกองทุน LTF ที่สามารถนำไปใช้สิทธิ์ “ลดหย่อนภาษี” ได้ครับผม

เอาล่ะครับ เราลองมาดูรายชื่อหุ้นที่กองทุนนี้เลือกเข้ามาในพอร์ทการลงทุนกันดีกว่าครับ

คำเตือน : ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

จากข้อมูลรายละเอียดการลงทุนของกองทุน ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 จะเห็นว่าทางกองทุนนั้นเน้นลงทุนในหุ้นใหญ่ๆ เป็นหลักตามที่นโยบายว่าไว้ครับ ได้แก่ ปตท., ท่าอากาศยานไทย, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, ปูนซีเมนต์ไทย, เครือเซ็นทรัล ซึ่งผมมั่นใจว่าใครหลายคนย่อมรู้จักกิจการเหล่านี้ดี หรืออย่างน้อยอาจจะเคยซื้อสินค้าหรือใช้บริการในหุ้นเหล่านี้บ้างไม่มากก็น้อยใช่ไหมครับ

ส่วนทางด้านผลตอบแทนของกองทุนนี้ ก็เรียกได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานครับ โดยผลดำเนินงานย้อนหลังเปรียบเทียบล่าสุดนั้นเป็นดังนี้ครับ

คำเตือน : ผลการดำเนินงานในอดีต ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จะเห็นว่ากองทุนนี้ให้ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2547 สูงถึง 11.12 % ต่อปี ส่วน ผลตอบแทนตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป อยู่ในช่วงกลางๆของกลุ่มกองทุนรวมที่เป็น Equity Large Cap ซึ่งและมีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานี้ครับ ซึ่งปัจจัยหลักนั้นขึ้นอยู่กับหุ้นที่ทางกองทุนเลือกนั่นเองครับ ส่วนเรื่องของความผันผวนนั้นถือว่าทำได้ดีในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาครับ

หากใครสนใจก็สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/HNh5JQ

นอกจากนั้นทางหนังสือชี้ชวนเองระบุไว้ชัดเจนด้วยว่า กองทุนนี้เคยมีผลขาดทุนสูงสุดในช่วงเวลา 5 ปี คือ -27.94 ดังนั้นตรงนี้ถือเป็นอีกหนึ่งคำถามที่ผู้ลงทุนต้องตัดสินใจเช่นกันครับว่า รับผลขาดทุนได้ขนาดไหนและพอใจกับผลตอบแทนที่ได้รับหรือเปล่า

ส่วนทางด้านค่าธรรมเนียมนั้น ถือว่าไม่แพงครับ อยู่ที่ประมาณ 1.45% เท่านั้น ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยของกองทุน LTF ทั่วไปครับ

กองทุนนี้เหมาะกับใคร? และใครควรจะซื้อ?

มาถึงช่วงสรุปสุดท้ายสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีตอนปลายปีนี้ แน่นอนว่ากองทุนนี้เหมาะกับคนที่ต้องการสิทธิในการลดหย่อนภาษีจากการซื้อ LTF แน่ๆล่ะครับ และที่สำคัญกว่านั้น ผมคิดว่ากองทุนนี้เหมาะสมกับคนที่มีคุณสมบัติ 3 ข้อนี้ครับ คือ

  1. ชอบความมั่นคงและสบายใจในการลงทุนจะเห็นว่าหุ้นที่กองทุนเลือกนั้นส่วนใหญ่เป็นหุ้นของกิจการขนาดใหญ่และมั่นคง เติบโตมานาน และถ้ามองกันจริงๆ ถ้าเศรษฐกิจไทยและทั่วโลกเกิดปัญหาหรือวิกฤตขึ้นมา ผมคิดว่าหุ้นเล็กๆหรือหุ้นขนาดกลางทั้งหลายน่าจะโดนผลกระทบหนักกว่า ดังนั้นความมั่นคงของหุ้นที่กองทุนเลือกนั้นถือว่าเป็นจุดแข็งหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาครับ
  2. อยากได้เงินปันผลตลอดการลงทุน อีกข้อมูลหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจจากกองทุนนี้คือโอกาสรับเงินปันผลครับ ซึ่งถ้าหากเราต้องการกระแสเงินสดจากการลงทุนเป็นระยะๆ เพื่อนำไปใช้ในด้านอื่นๆ  โดยกองทุนนี้มีการจ่ายเงินปันผลย้อนหลังปีละ 2 ครั้งมาตั้งแต่ปี2553 ครับ ถ้าหากคุณเป็นนักลงทุนที่ต้องการเงินปันผล คุณสมบัตินี้เป็นอีกข้อหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณาประกอบครับ
  3. รับความเสี่ยงได้และคาดหวังผลตอบแทนในระดับหนึ่ง กองทุนนี้มีการกระจายความเสี่ยงของกลุ่มอุตสาหกรรมไม่เกิน 3 ตัว จึงลดความเสี่ยงของการที่กลุ่มธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งตกต่ำมากได้พอสมควร ในอีกด้านหนึ่งกองทุนเน้นหุ้นใหญ่ที่มีความมั่นคงสูง ย่อมมีแนวโน้มผันผวนต่ำกว่าหุ้นขนาดกลางและเล็ก เรียกได้ว่าลงทุนแล้วอาจจะรู้สึกสบายใจกว่า แต่อย่างไรก็ตามจำนวนหุ้นถือครองมีจำนวนไม่มากนัก และมีสัดส่วนการลงทุนที่ไม่เท่ากันในหุ้นทุกตัว โดยหุ้นที่กองทุนให้น้ำหนักมากกว่านั้นย่อมจะมีผลกับการลงทุนมากกว่า

คุณสมบัติทั้ง 3 ข้อนี้คือหนึ่งในเรื่องที่ควรพิจารณาประกอบกันครับ แต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมนะครับว่าเมื่อพูดถึงการลงทุนในกองทุนรวมแล้ว คงจะต้องย้ำอีกทีว่า ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ

อย่าลืมนะครับว่า กองทุนที่ “ดี” ที่สุดสำหรับเรานั้น เราต้องเปลี่ยนมันเป็นความหมายที่ “จับต้อง ได้เสียก่อน ว่านิยามของคำว่าดีนั้นมันหมายถึงอะไร ไม่งั้นเราจะไม่สามารถเจอกองทุนที่ถูกใจได้เลยล่ะครับผม

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมก็ขออวยพรให้ทุกคนโชคดีในการลงทุนและลดหย่อนภาษีได้ตามที่ต้องการครับ และถ้าหากใครสนใจก็สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/HNh5JQ ครับ

และสำหรับโปรโมชั่นในช่วงนี้สำหรับคนที่ add line @TMBAM (http://line.me/ti/p/@dpn9454a) จะได้รับฟรี “กระเป๋าเพิ่มทรัพย์” ด้วยนะครับ

#มั่นคงดี #JB25LTF #TMBAM

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 4-8 ธันวาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ และขอต้อนรับสู่เดือนสุดท้ายของปี คุณยังอยู่กับผม อัศวินกองทุน เจ้าเก่าเจ้าเดิม พร้อมกับความรู้เพิ่มเติมและกลยุทธ์ในการลงทุนทั่วโลกเหมือนอย่างเช่นเคยครับ

บอกตรงๆ เลยครับว่าไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ผมยังเชื่อว่าการหาข้อมูลข่าวสารและการเรียนรู้ในการลงทุนนั้นเป็นเรื่องสำคัญอยู่เสมอครับ เอาเป็นว่าเรามาเริ่มต้นอัพเดทสถานการณ์ตลาดตอนนี้กันเลยครับผม

ภาพรวมของตลาด

สำหรับช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สังเกตได้ว่าตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในเอเชียปรับตัวลดลงตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั่วโลกมีการปรับฐานลง ซึ่งตรงนี้น่าจะมีผลกระทบหลายด้านครับ ลองติดตามกันให้ดีนะครับผม

เริ่มจากทางฝั่งตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงจากความกังวลของนักลงทุนต่อนโยบายภาครัฐที่เข้มงวดมากขึ้นในการควบคุมสินทรัพย์ที่อาจเข้าข่ายฟองสบู่ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว จึงทำให้นักลงทุนตัดสินใจขายออกมาทำกำไรบางส่วน

ทางฝั่งตลาดหุ้นอินเดียก็เป็นเหมือนกันครับ มีการปรับตัวลง หลังตัวเลขงบประมาณภาครัฐขาดทุนมากขึ้น ทำให้นักลงทุนบางส่วนผิดหวัง และมีการทยอยขายทำกำไรก่อนจะมีการเปิดเผย GDP ในไตรมาส 3

หันมาดูทางฝั่งตลาดหุ้นเกาหลีใต้บ้าง นี่ก็ปรับตัวลงเหมือนกันครับผม หลังจากเกาหลีเหนือทำการทดสอบอาวุธ และถูกกดดันตลอดทั้งสัปดาห์จากการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลาง

ย้ายมาดูฝั่งตลาดหุ้นยุโรปกันบ้าง เอ้า!! มีการปรับตัวลงเล็กน้อย จากแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังตลาดรับรู้ข่าว OPEC ประกาศขยายเวลาลดกำลังการผลิตถึงสิ้นปี 2018

ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงกันหมดแบบนี้ ลองมาดูฝั่งสินทรัพย์ทางเลือกกันบ้างครับ

ราคาทองคำปรับตัวลดลง หลังแนวโน้มความสำเร็จเรื่องการปฏิรูปภาษีและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED มีมากขึ้น ทำให้กดดันราคาทองคำอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นตลาดโดยรวมลดลงทุกที่แบบนี้นะครับ เรามาดูกันดีกว่าครับว่าสำหรับกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้ เราควรจะทำอย่างไรดีครับ”

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  คำแนะนำยังคงเป็น “ซื้อ” หุ้นสหรัฐฯ เหมือนเดิมครับ ผมเชื่อว่าจากความคืบหน้าของการผ่านร่างนโยบายปฏิรูปภาษีที่คาดว่าจะเสร็จในปีหน้า ซึ่งประกอบไปด้วยการลดภาษีรายได้บุคคลและภาษีในภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่อการบริโภคในประเทศ และจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการลงทุนภาคเอกชนต่อไป ยังไงถ้ามองยาวไปน่าจะยังสดใสอยู่ครับ
  • ตลาดหุ้นยุโรป เน้นให้ซื้อหุ้นยุโรปขนาดเล็กครับ เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป และตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณเร่งตัวใด ทำให้ธนาคารกลางฯ ไม่มีความจำเป็นต้องลดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว สาเหตุที่ผมแนะนำให้ลงทุนในหุ้นยุโรปขนาดเล็กนั้น เนื่องจากรายได้บริษัทมาจากการบริโภคในประเทศ ทำให้ได้รับผลกระทบไม่มากนักในช่วงค่าเงินยูโรแข็งค่าครับ เรียกว่ายังไปต่อได้ครับผม
  • ตลาดหุ้นเอเชีย ฝั่งเอเชียที่ปรับตัวลดลงส่วนใหญ่ ตอนนี้เป็นโอกาสที่จะเข้าทยอยสะสมครับ เนื่องจากผมมองว่าตลาดหุ้นกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออก ตรงนี้จะทำให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนจะมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง จากกระแสการใช้สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีของผู้บริโภคทั่วโลก นอกจากนั้น ผมมองว่าตอนนี้ตลาดได้ซึมซับข่าวการขึ้นดอกเบี้ยและการลดงบดุลของ FED ไว้แล้ว จึงลดความเสี่ยงเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ได้ดีเลยล่ะครับ ถ้าสะสมได้ สะสมต่อครับ
  • ตลาดหุ้นจีน สะสมหุ้นจีนกลุ่ม H-share ครับ เนื่องจากตลาดปรับตัวลงมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อนโยบายภาครัฐ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจีนยังคงปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ทำให้การปรับตัวลงเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนอยู่ครับผม

สรุปคำแนะนำการลงทุนตลาดตราสารทุนในสัปดาห์นี้

เห็นได้ชัดว่าสัปดาห์นี้มีการปรับตัวลดลงในระยะสั้นๆ แต่กรอบการมองระยะยาวของเรานั้นยังไปต่อได้ครับ แนะนำให้สะสมเพิ่มเติมทั้งหุ้นสหรัฐฯ ยุโรปขนาดเล็ก เอเชีย และจีน H-Share ครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้สหรัฐฯ แนะนำให้ทยอยสะสมตราสารหนี้เอกชนทั้งตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดีและตราสาร high yield สหรัฐฯ ที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีต่อเนื่องและความเป็นไปได้ของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ครับ เช่น การเก็บภาษีกับบริษัทที่ถือเงินสดไว้ต่างประเทศ ทำให้บริษัทเอกชนต้องดึงเงินกลับ และถือเงินสดมากขึ้น เป็นการลดความจำเป็นในการออกหุ้นกู้ในทางอ้อม
  • ตราสารหนี้ไทย สำหรับฝั่งไทย แนะนำชะลอการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยเนื่องจากอัตราผลตอบแทนอยู่ในระดับต่ำเกินไป ไม่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวดีต่อเนื่อง นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ อาจส่งผลให้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยอาจมีความผันผวนในช่วงเข้าใกล้การประชุม FED ในเดือน ธ.ค. นี้ครับ ถอยห่างออกมาสักหน่อยนะครับ 

สรุปคำแนะนำการลงทุนตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้

ยังคงแนะนำให้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ  short duration เป็นหลักครับในช่วงนี้

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ยังไปต่อได้ครับ แนะนำให้ซื้อกันต่อ จากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีสัญญาณเร่งตัว ซึ่งตรงนี้ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ ยังไม่ปรับตัวขึ้นด้วยความรวดเร็วเท่าไรนัก และลดแรงกดดันต่อราคาทองคำลงครับผม นอกจากนี้ ผมมองว่าความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือที่ยังไม่มีข้อสรุปในแนวทางสันติ จะทำให้ความต้องการถือทองคำเนื่องจากเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ครับ แบ่งบางส่วนมาสะสมบ้างก็ดีนะครับผม
  • น้ำมัน ผมแนะนำให้สะสมน้ำมันหลังจากกลุ่มประเทศ OPEC และ Non-OPEC ตกลงต่ออายุการควบคุมกำลังการผลิตไปจนถึงปลายปี 2018 ซึ่งจะทำให้อุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดลดลงเร็วกว่าการคาดการณ์ นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในปีหน้าจะช่วยให้ปริมาณการบริโภคน้ำมันสูงขึ้นด้วยครับ ยังไปต่อได้อีกครับสำหรับน้ำมัน

สรุปคำแนะนำการลงทุนสินทรัพย์ทางเลือกในสัปดาห์นี้

แนะนำให้ยังสะสมต่อไปครับสำหรับทองคำและน้ำมัน ผมยังมองว่าแนวโน้มน่าจะดีทั้งคู่ครับผม

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

สำหรับแผนการลงทุนในสัปดาห์นี้ คือ สะสมกันต่อไปครับ จะเห็นว่าการที่ตลาดปรับตัวลงนั้น บางทีแล้วมันเป็นโอกาสในการที่จะสะสมเพิ่มครับ ถ้าหากเรามองภาพรวมของตลาดระยะยาวที่ค่อนข้างดี

อย่างที่ผมเคยบอกนั่นแหละครับว่า การลงทุนนั้นต้องมองทั้งระยะยาว ระยะสั้น เพื่อปรับภาพรวมของพอร์ทให้สัมพันธ์กันครับผม โดยสัปดาห์นี้แนะนำให้จัดทั้ง สหรัฐฯ ยุโรปหุ้นเล็ก เอเชียโดยรวม และจีน H-SHARE ครับผม

ทั้งฝั่งของตราสารหนี้ ยังแนะนำให้ลงทุนในกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ short duration เหมือนสัปดาห์ก่อนครับ ในขณะที่สินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำกับน้ำมัน ผมแนะนำให้เพิ่มเติมได้เรื่อยๆ ครับ

อย่าลืมติดตามสถานการณ์ลงทุนประจำสัปดาห์ และกลยุทธ์ในการลงทุนดีๆ กับผม อัศวินกองทุน และ Weekly Outlook แบบนี้เป็นประจำต่อเนื่องได้ที่นี่ตลอดปีนี้ครับ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  30 พฤศจิกายน 2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

[Review] โอกาสใหม่ทางการลงทุนอย่างชาญฉลาดในห้องเย็นและคลังสินค้าด้วย AIMIRT (AIM Industrial Growth REIT)

รู้ไหม เดี๋ยวนี้เงินจำนวนไม่มากก็ลงทุนอสังหาฯได้แล้ว?

“REIT” หรือ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust : REIT) คือการระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อนำเงินมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปซื้อ หรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพ สามารถสร้างรายได้ค่าเช่าอย่างสม่ำเสมอ โดยกองทรัสต์จะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์อย่างน้อย 90% ของกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้ว

ซึ่ง ผู้จัดการกองทรัสต์ (REIT Manager) จะเป็นผู้บริหารจัดการกองทรัสต์ โดยมีทรัสตี (Trustee) ซึ่งในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ได้รับอนุญาตที่มีชื่อเสียงในประเทศ ทำหน้าที่ติดตาม ดูแล และตรวจสอบให้ผู้จัดการกองทรัสต์บริหารจัดการกองทรัสต์ให้เป็นไปตามสัญญาก่อตั้งทรัสต์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยทรัสต์

ยกตัวอย่าง ในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 1,000 ล้านบาท กองทรัสต์จะระดมทุนจากนักลงทุนรายละ 100,000 บาท จำนวน 10,000 คน เพื่อนำเงินที่ระดมทุนได้ไปซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า สมมติว่าได้ค่าเช่าจากทรัพย์สินปีละ 100 ล้านบาท และมีค่าบริหารจัดการรวมถึงค่าปรับปรุงและบำรุงรักษาทรัพย์สินปีละ 20 ล้านบาท แบบนี้จะเหลือกำไรกลับมาสู่นักลงทุน 80 ล้านบาทหรือเท่ากับคนละ 8,000 บาทหรือ 8% ต่อปี (ตัวเลขสมมติขึ้นเพื่อความเข้าใจในการลงทุน ไม่ใช่เพื่อชี้นำผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ)

“ห้องเย็นและคลังสินค้า” ก็ถือว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน

เหตุผลหลักเพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้ระบบขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศไทยพัฒนามากขึ้น โดยจากแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประจำปีงบประมาณ 2560 ของสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรีบ่งชี้ว่า งบประมาณกว่า 4 แสนล้านบาทที่จะลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะไปสู่ภาคส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น ถนน สะพาน ท่าเทียบเรือ ซึ่งเป็นระบบพื้นฐานทางคมนาคมสูงถึง 1.6 หมื่นล้านบาทหรือกว่า 38% ของงบประมาณเลยทีเดียว

เมื่อมีการพัฒนาระบบคมนาคมที่ดียิ่งขึ้น ระบบโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าจะเป็นไปได้อย่างสะดวกและมีการเติบโตมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นความต้องการใช้พื้นที่ห้องเย็นและคลังสินค้าในการเก็บหรือพักสินค้าเพื่อเตรียมขนส่ง หรือเป็นจุดกระจายสินค้าตามจุดยุทธศาสตร์ของแต่ละบริษัทก็จะมีมากขึ้น ทำให้การลงทุนในห้องเย็นและคลังสินค้ามีความน่าสนใจ

สำหรับ “AIMIRT” (AIM Industrial Growth Freehold and Leasehold Real Estate Investment Trust) หรือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอไอเอ็ม อินดัสเทรียล โกรท คือกองทรัสต์ที่มีนโยบายลงทุนในทรัพย์สินที่มีศักยภาพประเภทห้องเย็น คลังสินค้า และโรงงานให้เช่า เป็นหลัก

โดยการเข้าลงทุนในครั้งแรกนี้ กองทรัสต์จะเข้าลงทุนในห้องเย็นและคลังสินค้าของกลุ่มบริษัท JWD และ TIP

ที่มา : ข้อมูลสรุปจากหนังสือชี้ชวนของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอไอเอ็ม อินดัสเทรียล โกรท

หมายเหตุ: กลุ่มบริษัท JWD (JWD Group) หมายถึง กลุ่มบริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน), TIP หมายถึง บริษัท ทิพย์ โฮลดิ้ง จำกัด

รายละเอียดทรัพย์สินที่จะลงทุน

สำหรับทรัพย์สินที่ AIMIRT จะเข้าลงทุนในครั้งแรกนี้ มีพื้นที่รวมทุกโครงการ 58,559.1 ตารางเมตร แบ่งเป็นห้องเย็นประมาณ 47% ของพื้นที่รวม ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร และถนนสุวินทวงศ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา และคลังสินค้าอีกประมาณ 53% ของพื้นที่รวม ตั้งอยู่บนถนนสุวินทวงศ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา และในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยอาคารมีอายุเฉลี่ยเพียง 3.26 ปี ซึ่งถือว่าไม่มากและค่อนข้างใหม่เลยถ้าเทียบกับอายุการใช้งานโดยเฉลี่ยของอาคารทั่วไป

โดยห้องเย็นและคลังสินค้าของกลุ่ม JWD กองทรัสต์จะลงทุนกรรมสิทธิ์ (Freehold) ในห้องเย็นของโครงการแปซิฟิค ห้องเย็น และโครงการเจดับเบิ้ลยูดี แปซิฟิค และคลังสินค้าของโครงการดาต้าเซฟ โดยภายหลังจากที่กองทรัสต์เข้าลงทุนแล้วนั้น กลุ่ม JWD จะเช่าทรัพย์สินดังกล่าวจากกองทรัสต์กลับไปเพื่อประกอบธุรกิจให้บริการห้องเย็นและโลจิสติกส์ เป็นระยะเวลา 10 ปี โดยสำหรับห้องเย็น กองทรัสต์มีสิทธิต่ออายุสัญญาเช่าออกไปได้อีก 2 คราว คราวละ 10 ปี

ขณะที่คลังสินค้าของ TIP กองทรัสต์จะลงทุนในกรรมสิทธิ์ (Freehold) ในคลังสินค้าของโครงการทิพย์ 7 โดยให้บริษัทในเครือของ TIP เป็นผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ (Property Manager) โดย TIP ยังได้ทำข้อตกลงที่จะชำระส่วนต่างค่าเช่าและบริการรวมต่อปีให้แก่กองทรัสต์เป็นรายไตรมาส หากรายได้ค่าเช่าและค่าบริการในโครงการทิพย์ 7 ต่ำกว่าที่กองทรัสต์คาดการณ์ไว้ ดังนั้น กองทรัสต์เองก็คาดการณ์ว่าจะมีรายได้จากการให้เช่าที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ

การจัดโครงสร้างการลงทุนและการบริหารจัดการดังกล่าวถือเป็นจุดเด่นของ AIMIRT โดยสำหรับทรัพย์สินจากกลุ่ม JWD กองทรัสต์เองก็มีสัญญาเช่ากับกลุ่ม JWD ที่มีระยะเวลาถึง 10 ปี ในขณะที่ทรัพย์สินประเภทห้องเย็น กองทรัสต์มีสิทธิต่อสัญญาเช่าได้อีก 2 คราว คราวละ 10 ปี รวมเป็น 30 ปี  นอกจากนี้ คลังสินค้าของโครงการทิพย์ 7 ของ TIP ก็มีผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ (Property Manager) เป็นบริษัทในเครือของ TIP ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้เช่า มาช่วยบริหารจัดการ ภายใต้การดูแลควบคุมของผู้จัดการกองทรัสต์ (REIT Manager) อีกขั้นหนึ่ง

การเข้าลงทุนครั้งแรกของ AIMIRT เป็นการลงทุนในกรรมสิทธิ์ (Freehold) ทั้งหมด กล่าวคือ กองทรัสต์จะซื้อทรัพย์สินทั้งหมดมาเป็นกรรมสิทธิ์ขาด ไม่ได้ซื้อเพียงแค่สิทธิการเช่า (Leasehold) ที่มีวันหมดอายุ ดังนั้น นักลงทุนก็สามารถลงทุนได้ในระยะยาว เพราะทรัพย์สินในการลงทุนครั้งแรกของกองทรัสต์ไม่มีวันหมดอายุเหมือนการลงทุนแบบสิทธิการเช่า (Leasehold)

AIMIRT บริหารจัดการโดย AIM REIT Management ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทรัสต์ (REIT Manager) ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ส่วนทรัสตี (Trustee) หรือผู้ติดตาม ดูแล ตรวจสอบให้ผู้จัดการกองทรัสต์บริหารจัดการกองทรัสต์ให้เป็นไปตามสัญญาก่อตั้งทรัสต์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และดูแลความโปร่งใสในการบริหาร คือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด

หากสนใจข้อมูลเกี่ยวกับ ‘AIMIRT’ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ www.aimirt.com

“การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นการลงทุนที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว
เพราะมีความผันผวนค่อนข้างน้อยและสร้างกระแสเงินสดได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ”

โดยอสังหาริมทรัพย์ประเภทห้องเย็นและคลังสินค้า ถือว่าเป็นการลงทุนที่ตอบโจทย์ภาพใหญ่ในการเติบโตของระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ของประเทศ หากนักลงทุนคนไหนสนใจก็สามารถศึกษา AIMIRT ไว้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการลงทุน

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save