5 เทคนิค ออกแบบนามบัตรให้เหมาะสมกับธุรกิจ

วันนี้ Fastwork จึงมี 5 เทคนิคการทำนามบัตรให้เหมาะสมกับธุรกิจมากฝากกัน ไปดูกันเลยว่ามีหลักอย่างไรบ้าง

1. ใช้จุดเด่นของธุรกิจเป็นวัตถุดิบในการออกแบบ

5 เทคนิค ออกแบบนามบัตรให้เหมาะสมกับธุรกิจ

การรวบรวมแนวคิดหรือคอนเซปต์คือขั้นตอนแรกของการออกแบบนามบัตรที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องการให้นามบัตรใบนั้นสื่อถึงองค์กรหรือธุรกิจของเราให้มากที่สุด ลองรวบรวมเอาจุดเด่นและเอกลักษณ์ของธุรกิจแล้วนำมาจัดเรียงเป็นข้อๆ จากนั้นให้คุณเลือกดูว่าต้องการนำเสนอภาพรวมเหล่านั้นออกมาในรูปแบบใด เช่น หากคุณทำธุรกิจขายของออนไลน์ นามบัตรควรวางรูปแบบให้สะอาดตาและดูทันสมัย อาจจะเพิ่มรูปภาพที่สื่อถึงสินค้าของคุณลงไปบนนามบัตรด้วย เป็นต้น พยายามออกแบบโดยคำนึงถึงจุดเด่นของธุรกิจที่คุณต้องการสื่อสารไปถึงผู้รับให้มากที่สุด

2. ใส่รายละเอียดให้ครบถ้วน

5 เทคนิค ออกแบบนามบัตรให้เหมาะสมกับธุรกิจ

สิ่งสำคัญที่สุดของนามบัตรคือข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณ เพราะฉะนั้นอย่าลืมใส่รายละเอียดลงบนนามบัตรให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นชื่อนามสกุล ตำแหน่ง ชื่อบริษัทหรือช่องทางการติดต่อ นอกจากนี้หากต้องการทำนามบัตรที่เหมาะสมกับการประสานงานกับบริษัทต่างประเทศ ข้อมูลบนนามบัตรของคุณควรมีทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษหรือภาษาของประเทศที่คุณต้องทำการติดต่อ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการประสานงาน เพิ่มความประทับใจให้เจ้าของภาษาและยังสร้างความเป็นนักธุรกิจมืออาชีพอีกด้วย 

3. วัสดุทำนามบัตรต้องมีคุณภาพ

5 เทคนิค ออกแบบนามบัตรให้เหมาะสมกับธุรกิจ

หมดยุคการออกแบบนามบัตรที่ใช้เพียงกระดาษสีบางๆ แล้วค่ะ เพราะวัสดุที่นำมาทำนามบัตรนั้นก็สื่อถึงภาพลักษณ์และความเป็นมืออาชีพขององค์กรด้วยเช่นกัน ปัจจุบันกระดาษที่นิยมนำมาใช้ในการพิมพ์นามบัตรนั้นมีหลากหลายประเภทให้เลือก ทั้งแบบที่มีผิวสัมผัสเรียบลื่นและแบบผิวสัมผัสหยาบให้ความรู้สึกแปลกใหม่ การเลือกวัสดุที่เหมาะสมนั้นต้องเลือกให้เหมาะกับคอนเซปต์ของนามบัตรที่เราวางไว้ด้วยนะคะ 

4. ตัวอักษรบนนามบัตรก็มีความสำคัญ

5 เทคนิค ออกแบบนามบัตรให้เหมาะสมกับธุรกิจ

หลักการเลือกใช้ตัวอักษรหรือฟ้อนท์บนนามบัตรก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะฟ้อนท์ที่ดีควรอ่านง่ายถึงแม้จะถูกย่อให้มีขนาดเล็กก็ยังคงรายละเอียดได้อย่างชัดเจน มีลักษณะเรียบง่ายและดูเป็นมืออาชีพ ไม่ใช้ตัวอักษรที่มีลูกเล่นแปลกตาเยอะๆ จนรกหน้านามบัตร นอกจากนี้การเลือกฟ้อนท์มาทำนามบัตรก็ช่วยสื่อถึงภาพลักษณ์ธุรกิจของเราได้เช่นกันนะคะ เช่น หากเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับความสวยความงามหรือธรรมชาติ ควรเลือกฟ้อนท์ตัวบาง ดูนุ่มนวลและพลิ้วไหว ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวกับไอที การสื่อสารยุคใหม่หรือองค์กรใหญ่ที่มีมาตรฐานระดับสากล อาจเลือกใช้ฟ้อนท์ตัวหนาที่ดูแข็งแกร่ง เต็มไปด้วยพลังและสร้างอิมแพ็คให้ผู้อ่าน

5. การออกแบบที่เรียบง่าย

5 เทคนิค ออกแบบนามบัตรให้เหมาะสมกับธุรกิจ

เทรนด์การออกแบบนามบัตรที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังคงเป็นกระแสหลักและไม่เคยตกยุค ก็คือการออกแบบที่เรียบง่าย หรือที่เราเรียกกันว่า Flat Design การออกแบบในลักษณะนี้จะเน้นความสะอาดตา คุมโทนสีอย่างเหมาะสม เลือกจัดวางทุกองค์ประกอบบนหน้านามบัตรให้อ่านง่ายและเน้นความเป็นมิตรต่อผู้อ่านมากที่สุด การทำนามบัตรที่เรียบง่ายแต่โดดเด่นจะช่วยให้ธุรกิจของคุณสร้างความประทับใจแบบไม่มีใครเหมือนได้

การออกแบบนามบัตรให้เหมาะสมกับธุรกิจของเรานั้นไม่ใช่เรื่องยากค่ะถ้าเราเข้าใจเทคนิคและหลักการออกแบบ อย่าลืมนะคะว่านามบัตรคือตัวแทนของคุณและองค์กร เพราะฉะนั้นการเอาใจใส่กับการออกแบบที่ดีจึงมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะหากเราทำนามบัตรออกมาได้ตรงกับภาพลักษณ์ของธุรกิจและสื่อความเป็นตัวเองออกมาได้ดี นามบัตรของเราก็จะเป็นที่จดจำและช่วยสร้างความประทับใจกับพันธมิตรทางธุรกิจที่เราต้องติดต่อประสานงานด้วยได้เป็นอย่างดี

หากนักธุรกิจท่านใดต้องการนามบัตรสวยๆ และเหมาะสมกับองค์กรของคุณ ลองเลือกใช้บริการจาก Fastwork.co แหล่งรวมกราฟฟิคดีไซเนอร์นักออกแบบนามบัตรมืออาชีพที่พร้อมให้บริการคุณ นอกจากนี้นักออกแบบคนไหนที่สนใจหารายได้เพิ่มเติม ก็สามารถมาฝากโปรไฟล์ของคุณที่ Fastwork.co ได้เช่นกัน

TMB Advisory Room ที่ปรึกษาการลงทุนสำหรับทุกคน ฟรี! แต่ครบจบทุกเรื่องวางแผนการเงิน

อยากวางแผนการเงิน การลงทุน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรใช่ไหม?

สมัยนี้คนไทยตื่นตัวเรื่องวางแผนการเงิน การลงทุนกันมาก เพราะแน่นอนว่าการเตรียมตัวเตรียมใจเตรียมเงินไว้สำหรับอนาคตถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ เกษียณ แต่งงาน มีลูก โสดจนแก่เฒ่า (ประโยคนี้จี้ใจดำคนเขียนจัง) ทุกคนก็ต้องวางแผนการเงินกันทั้งนั้น

แต่ปัญหาหลักคือไม่รู้จะปรึกษาใครดี เพื่อนรอบตัวก็ไม่มีคนที่จบด้านการเงินมาเลย จะหันไปปรึกษาคนในอินเตอร์เน็ตก็กลัวว่าจะโดนหลอกไหม อยากคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือ วันนี้ลงทุนศาสตร์จึงขอนำบริการใหม่ของ TMB ที่ชื่อว่า “TMB Advisory” มาเล่าให้ฟังกัน

แล้ว TMB Advisory เกี่ยวอะไร? ทำไมต้องเอามาเล่าให้ฟังกัน

หลายคนคงอยากมีโอกาสปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนแต่ก็กลัวว่าจะเข้าถึงยาก และกังวลเกี่ยวกับค่าปรึกษาใช่ไหมล่ะ? แต่ตอนนี้สบายใจได้เพราะ TMB Advisory คือบริการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน ที่สำคัญคืองานนี้ปรึกษาแบบฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่ายนะจ๊ะ และตอนนี้มีช่องทางใหม่เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น คือ TMB Advisory Room ที่จะเป็นห้องที่สามารถนัดหมาย เพื่อปรึกษาผ่าน VDO Conference แบบส่วนตัว โดยให้คำปรึกษาเรื่องวางแผนการเงินนี้ฟรี ไม่มีข้อผูกมัด ปรึกษาแล้วไม่ต้องซื้อผลิตภัณฑ์อะไรก็ได้ เหมาะกับคนชอบเดินกินของฟรีตามซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างผมจริงๆ (ฮา)

ใครเหมาะกับบริการของ TMB Advisory Room บ้าง

บริการนี้เหมาะกับผู้ที่มีความต้องการ 5 ด้าน ได้แก่ วางแผนการเงิน วางแผนลดหย่อนภาษี วางแผนการเงินตามช่วงวัย วางแผนเกษียณ และวางแผนเพื่อความมั่งคั่ง ลองมาดูกันทีละแบบว่าตรงกับเราบ้างหรือเปล่า

1. วางแผนการลงทุน

วางแผนแบบนี้เหมาะกับผู้เริ่มต้นเลย คือไม่รู้อะไรเลย เพราะจะเริ่มตั้งแต่ตั้งเป้าหมาย วางแผนการลงทุนที่เหมาะกับตัวเรา สร้างพอร์ตอย่างเป็นระบบ และติดตามทบทวน เรียกได้ว่าครบวงจรการวางแผนเลย แนะนำมากสำหรับคนที่ยังไม่รู้อะไรเลย เดินกำข้อมูลไปเลยว่าตัวเองมีรายได้เท่าไหร่ รายจ่ายอะไร ทรัพย์สินหนี้สินอะไรบ้าง แล้วปรึกษาได้เลย

2. วางแผนลดหย่อนภาษี

ถ้ารู้สึกใจสั่นทุกครั้งที่กรอกใบภงด.แล้วเห็นยอดภาษี อยากลดหย่อนให้มันน้อยลง การวางแผนนี้เหมาะมาก เพราะจะมีการนำ LTF และ RMF มาช่วยในการลดหย่อนภาษี รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างอื่นด้วย ใครอยากเริ่มต้นลดหย่อนภาษีอย่างเป็นระบบ นี่ก็ตอบโจทย์

3. วางแผนการเงิน การลงทุนให้เหมาะสมกับวัย

อยากวางแผนระยะยาวให้เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้แต่ละช่วงอายุ การวางแผนแบบนี้คือคำตอบเลย เพราะผู้แนะนำจะช่วยลงรายละเอียดเพิ่มเติมไปจากการวางแผนการเงินปรกติ แต่จะช่วยจัดสมดุลให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัยด้วย เช่น วัยรุ่นเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผลตอบแทนสูงแต่ต้องลงทุนยาว ในขณะที่วัยใกล้เกษียณอาจเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผลตอบแทนมั่นคงขึ้นและลงทุนไม่ยาวมาก อันนี้ก็ไปปรึกษาได้เหมือนกัน

4. วางแผนเกษียณ

เดี๋ยวนี้ใครก็พูดเรื่องเกษียณเร็วกัน แล้วเราจะมีโอกาสบ้างไหม วางแผนอย่างไร ปรึกษาได้วางแผนได้เลย โดยการวางแผนเกษียณจะช่วยจัดสรรการเงินตั้งแต่วันนี้จนเกษียณ สิ่งสำคัญคือไม่ต้องรอให้อายุมากก่อนค่อยมาวางแผน วางแผนเลย ยิ่งเร็วยิ่งดี แต่ถ้าอายุมากแล้วก็ไม่ต้องกังวล วางแผนได้เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องวางแผน ห้ามปล่อยปละละเลยไปงงตอนเกษียณก็พอ

5. วางแผนเพื่อความมั่งคั่ง

ถ้าอยากวางแผนแบบมั่งคั่งควบมั่นคงก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่ทำประกันชีวิตด้วย ประกันภัยด้วย และอยากลงทุนด้วย การวางแผนเพื่อจัดสมดุลตรงนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับแผนการเงิน แน่นอนว่าบริการแบบนี้ก็มาปรึกษาได้เช่นกัน

ย้ำอีกที ฟรีและไม่มีข้อผูกมัด!

สรุปเลยว่าถ้าเราอยู่ในคนที่มีความต้องการเหล่านี้ วางแผนการเงิน วางแผนลดหย่อนภาษี วางแผนการเงินตามช่วงวัย วางแผนเกษียณ หรือวางแผนเพื่อความมั่งคั่ง เราสามารถมาใช้บริการได้เลย ถึงแม้จะไม่มีพื้นฐานด้านการเงินอะไรเลยก็มาใช้บริการได้ สงสัยเรื่องอะไร เงินฝาก กองทุนรวม ประกันชีวิต ภาษี การวางแผนการเงิน ถามได้หมด ปรึกษาได้หมดกับ TMB Advisory Room

อ๊ะอ๊ะอ๊ะ ถ้าสนใจปรึกษาต้องทำอย่างไรบ้าง?

  • สนใจอยากปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ TMB Advisory Room ที่สาขาซึ่งมีบริการ กดได้เลยที่ https://www.tmbbank.com/in/tmbadvisory-room
  • อยากสอบถามซื้อขายกองทุนรวม กดได้เลยที่ โทร 1558 กด #9
  • อยากได้ข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ ฟรี กดแอดไลน์ @TMBadvisory
  • อยากลงทะเบียนรับข้อมูลไม่พลาดทุกข่าวสาร กดไปได้ที่ https://www.tmbbank.com/in/tmbadvisory/rg
  • อยากซื้อ-ขาย ติดตามความเคลื่อนไหวกองทุนได้ง่ายๆ ผ่าน TMB TOUCH Mobile App

อยากมีคนดูแลหัวใจ กดส่งข้อความมาที่หลังไมค์เพจลงทุนศาสตร์ได้ อ๊าว ห้ามโฆษณาคนเขียนในบทความเหรอ ว๊า แย่จัง

ถึงแม้จะดูแลหัวใจให้ไม่ได้ แต่ถ้าอยากให้มีคนดูแลวางแผนการเงินให้ เรียนเชิญได้ที่ TMB Advisory Room สาขาใกล้บ้านได้เลย ฟรี!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

วางแผน ‘ประกันชีวิตควบการลงทุน’ ยังไงให้ตอบโจทย์การเงินตลอดชีวิต

ปัญหาอย่างหนึ่งที่อาจจะทำให้หลายคน ไม่สนใจทำประกันชีวิต นั่นก็คือ การมีข้อจำกัดต่างๆที่บังคับให้ผู้เอาประกันต้องทำตาม โดยไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ (หรือปรับเปลี่ยนได้ยาก) ทั้งค่าเบี้ยประกันภัย ทุนประกันภัย หรือระยะเวลาการจ่ายเบี้ยประกันภัย อีกทั้งเมื่อมีหลายเป้าหมายทางการเงิน หากนำเงินไปทำประกันชีวิต ก็อาจจะไม่เหลือเงินเพียงพอนำมาลงทุนเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่ง จึงทำให้ประกันชีวิตเป็นสินค้าทางการเงินตัวหนึ่งที่หลายคนบอกว่า “ไม่โดนใจ”

จากปัญหาดังกล่าว บริษัทประกันหลายบริษัทจึงเริ่มออกประกันชีวิตรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า “ประกันชีวิตควบการลงทุน” มาแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว ทำให้จุดเด่นที่สุดของประกันชีวิตประเภทนี้คือ การที่สามารถเลือกทำความคุ้มครองชีวิตได้สูง ไปพร้อมๆกับโอกาสการได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าประกันชีวิตในแบบเดิม โดยการอนุญาตให้เราสามารถ :

  • เลือกกำหนดค่าเบี้ยต่อปี และ/หรือ เลือกปรับเปลี่ยนสัดส่วนระหว่างความคุ้มครองชีวิตและการลงทุนได้ตามความเหมาะสมและความจำเป็นในแต่ละช่วงชีวิต (ตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัท) โดยถ้าเลือกปรับเพิ่มความคุ้มครองชีวิต สัดส่วนของเบี้ยประกันที่เป็นส่วนของเงินเอาไปลงทุนก็จะลดลง แต่จะได้ความคุ้มครองสูงขึ้น หรือถ้าเลือกปรับลดความคุ้มครองชีวิต สัดส่วนของเบี้ยประกันที่จะเอาไปลงทุนก็จะสูงขึ้น ทำให้มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น 
  • เลือกออกแบบ และวางแผนการลงทุนได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าประกันชีวิตแบบดั้งเดิม จากการจัดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวมประเภทต่างๆ ที่บริษัทประกันคัดเลือกมาแล้ว 

นอกจากนี้ ประกันชีวิตควบการลงทุน ก็ยังมีจุดเด่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกความคุ้มครองได้ตั้งแต่ 5-100 เท่าของเบี้ยฯหลักที่จ่ายไป ซึ่งสูงกว่าประกันชีวิตประเภทอื่นๆ (ขึ้นอยู่กับช่วงอายุที่ทำประกันด้วย) หรือการมีระบบอัตโนมัติที่ช่วยในการลงทุนต่างๆ เช่น ระบบสับเปลี่ยนกองทุนอัตโนมัติ (Auto Fund Switching) การลงทุนอย่างสม่ำเสมอ (DCA) หรือ ระบบปรับสมดุลพอร์ตอัตโนมัติ (Auto Rebalancing) เพื่อให้สัดส่วนของมูลค่าการลงทุนแต่ละกองทุน ยังคงเป็นไปตามที่วางแผนเอาไว้อีกด้วย

แม้จะมีจุดเด่นอยู่มากมาย แต่ก็ต้องอย่าลืมว่า ยังไงเสีย ประกันชีวิตควบการลงทุนก็ยังคงเป็น “ประกันชีวิต” อยู่ดี แปลว่า มันไม่ใช่การลงทุน 100% แต่มีส่วนของความคุ้มครองชีวิตด้วย ดังนั้น มันจึงเหมาะกับคนที่ต้องการทั้งการลงทุนและความคุ้มครองชีวิตไปพร้อมๆกันมากกว่า ใครที่อยากจะซื้อเพราะกะจะเอาไว้ลงทุนอย่างเดียวเลยจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะกรมธรรม์มันจะหักค่าใช้จ่ายในการบริหารกรมธรรม์ และค่าทำประกันด้วย ดังนั้น คนที่มองแต่เรื่องของการลงทุน ก็แนะนำไปลงทุนเองเลยจะเหมาะสมกว่า

อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้ว ในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตของคนเราก็ย่อมมีทั้งความต้องการลงทุน และความจำเป็นในการคุ้มครองชีวิตอยู่แล้ว ซึ่งเราก็สามารถเลือกใช้ประกันชีวิตควบการลงทุนในการตอบโจทย์ทางการเงินแบบนี้ได้

แต่จะวางแผนอย่างไรให้เหมาะสม? ผมขอเสนอแนวทางการใช้ประกันชีวิตควบการลงทุนมาวางแผนเพื่อให้ตอบโจทย์ความจำเป็นทางการเงิน ของคนแต่ละกลุ่มในแต่ละช่วงอายุไว้ ดังนี้

ช่วงวัยเริ่มต้นสะสมความมั่งคั่ง (30-40 ปี)

เป็นช่วงที่ทำงานมาได้สักระยะหนึ่ง ทำให้มีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่ง อาจยังไม่มีภาระทางการเงินอะไรมาก ดังนั้นจึงควรมุ่งเน้นการบริหารเงินไปที่การเก็บออมทั้งเงินฉุกเฉิน และสะสมเงินเพื่อเป้าหมายอื่นๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตผ่านการลงทุนระยะยาว โดยที่อาจจะมีการคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปด้วย เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ยังได้ความคุ้มครองชีวิตไว้ให้คนข้างหลังด้วย เช่น พ่อ แม่ เป็นต้น

แผนประกันควบการลงทุนที่เหมาะสม :

เน้นสัดส่วนของเงินลงทุนเป็นหลัก เน้นคุ้มครองชีวิตเป็นเรื่องรอง โดยเลือกที่ความคุ้มครองต่ำสุด และสามารถจัดพอร์ตการลงทุนที่ความเสี่ยงสูงได้ เพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ช่วงวัยสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว(36-45 ปี)

เป็นช่วงเวลาที่เริ่มมีครอบครัว  จึงเป็นช่วงที่มีความจำเป็นที่ต้องสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว ทั้งในส่วนของความคุ้มครองชีวิตที่สูงเพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก่อนที่ลูกจะโต เพื่อให้ครอบครัวสามารถอยู่ได้อย่างสบาย ใช้ชีวิตได้เหมือนที่ผ่านมาโดยไม่สะดุด และระหว่างทางยังต้องมีการสะสมเงินอีกจำนวนหนึ่งเพื่อใช้ในการศึกษาเล่าเรียนของลูกในอนาคต

แผนประกันควบการลงทุนที่เหมาะสม :

เน้นวางแผนโดยให้เลือกสัดส่วนของความคุ้มครองสูงกว่าสัดส่วนของการลงทุน เนื่องจากเป็นช่วงที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ค่อนข้างสูงจากการดูแลลูก จึงควรป้องกันความเสี่ยงกรณีหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพื่อให้ลูกมีทุนประกันชีวิตไว้เป็นค่าเลี้ยงดูและค่าเล่าเรียน แต่หากยังมีชีวิตอยู่ดี ก็สามารถปรับเน้นลงทุนมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสได้ผลตอบแทนมาใช้เป็นค่าเล่าเรียนลูก หรือเป็นทุนเกษียณส่วนหนึ่งในยามเกษียณได้

ช่วงวัยวางแผนเกษียณอย่างมั่งคั่ง(40 ปีขึ้นไป)

เป็นช่วงเวลาที่ควรจะเริ่มเตรียมตัวเข้าสู่วัยเกษียณ เพราะเริ่มมีฐานะมั่นคง มีรายได้อย่างสม่ำเสมอแล้ว อย่างไรก็ตาม อาจจะยังมีห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายของคนในครอบครัวอยู่บ้าง แต่เริ่มลดความกังวลลง (ลูกเริ่มใกล้เรียนจบ) ทำให้เริ่มออกไปใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์ที่ตัวเองต้องการได้ ดังนั้น จึงควรเริ่มวางแผนลงทุนเก็บเงินเพื่อเกษียณให้มากขึ้น พร้อมกับวางแผนคุ้มครองชีวิตบางส่วนควบคู่ไปด้วยเพราะอายุก็เริ่มมากขึ้น

แผนประกันควบการลงทุนที่เหมาะสม :

ต้องวางแผนเลือกระดับความคุ้มครอง และผลตอบแทนและความเสี่ยงในการลงทุนให้เหมาะสม เช่น หากมีภาระการเงินเหลือน้อยแล้ว และยังมีเวลาเตรียมตัวเกษียณพอสมควร ก็อาจมาเน้นการลงทุนมากกว่า โดยเลือกวางแผนผลตอบแทนปานกลาง-สูง เพื่อเน้นเตรียมเงินใช้หลังเกษียณได้ โดยเน้นการกระจายการลงทุนตามสินทรัพย์ หรือเครื่องมือการเงินต่างๆ เช่น หุ้น กองทุนรวม ตราสารหนี้ หรือประกันชีวิตควบการลงทุนด้วยเช่นเดียวกัน แต่หากใครยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับลูกและครอบครัวสูง และยังมีเวลาเตรียมตัวเพื่อเกษียณนาน ก็อาจจะเน้นคุ้มครองมากกว่า ส่วนการลงทุนก็เลือกที่ผลตอบแทนสูงได้

ช่วงวัยส่งต่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน (50 ปีขึ้นไป)

เป็นช่วงเวลาที่ภาระทางการเงินของคนส่วนใหญ่น่าจะหมดลงแล้ว และเริ่มต้องทยอยดึงเงินที่เก็บสะสมไว้มาใช้ในช่วยวัยเกษียณ ดังนั้น ต้องเน้นความปลอดภัยของเงินที่เก็บสะสมมาเป็นหลัก กำลังมองถึงการวางแผนมรดก ส่งมอบทรัพย์สิน หรือกิจการต่อให้ลูกหลานด้วยเช่นกัน เพื่อให้การส่งมอบทรัพย์สินเป็นไปอย่างราบรื่น

แผนประกันควบการลงทุนที่เหมาะสม :

สำหรับคนที่เน้นเตรียมเงินเพื่อเกษียณ อาจจะเลือกปิดกรมธรรม์ แล้วนำเงินที่สะสมมาทั้งหมดไปบริหารจัดการต่อเองก็ได้ แต่ไม่ควรเลือกลงทุนที่ความเสี่ยงสูง (คาดหวังเกิน 5-6% ต่อปี) หรือต่ำเกินไป (เพราะสูงเกินไปก็อันตราย ต่ำเกินไปก็แพ้เงินเฟ้อ) แต่สำหรับคนที่ต้องการเตรียมมรดกให้ลูกหลาน  ก็สามารถใช้เพื่อวางแผนมรดกโดยตรง โดยทำทุนประกันคุ้มครองเท่าที่ต้องการเป็นมรดกให้ลูกหลาน และกำหนดสัดส่วนของผลประโยชน์ที่ลูกหลานแต่ละคนจะได้รับเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ทันที  หรือหากไม่ต้องการทำทุนประกันสูง แต่ยังอยากสร้างเงินมรดกให้ลูกหลานอยู่ ก็ยังสามารถเก็บสะสมเงินไว้ในกรมธรรม์เพื่อให้เงินสะสมเติบโตต่อไปได้ และเป็นมรดกอีกส่วนหนึ่งให้ลูกหลานได้เช่นเดียวกัน

ซึ่งใครที่กำลังมองหา ประกันชีวิตควบการลงทุนอยู่ ทางธนาคาร TMB ก็ได้ออกประกันชีวิตควบการลงทุนตัวใหม่ที่ชื่อว่า “TMB Wealthy Link” มาให้ตอบโจทย์ ซึ่งก็มีจุดเด่นอยู่ที่

  • เป็นการสร้างความ “มั่นคง” และ มั่งคั่ง” ไปพร้อมๆกัน จากความคุ้มครองชีวิต พร้อมโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมคุณภาพ
  • เลือกความคุ้มครองได้สูงสุด 100 เท่าของเบี้ยประกันภัยหลัก (สำหรับคนที่อายุไม่เกิน 35 ปี)
  • เลือกลงทุนได้ผ่านกองทุนคุณภาพที่คัดสรรแล้วจาก บลจ.ทหารไทย, บลจ.ยูโอบี และ บลจ. อเบอร์ดีน
  • ปรับเปลี่ยนได้ตามใจ ทั้งสัดส่วนความคุ้มครองชีวิต และการลงทุน รวมถึงยังสามารถสับเปลี่ยนกองทุนได้ตามสถานการณ์ตลาด
  • สับเปลี่ยนกองทุนได้ทุกสถานการณ์ โดยไม่มีค่าธรรมเนียม
  • สามารถลงทุนเพิ่มในเบี้ยประกันภัยเพิ่มพิเศษ (Top-up) ได้สูงสุดถึง 150 ล้านบาทต่อกรมธรรม์
  • มีระบบอัตโนมัติช่วยบริหารการลงทุน เช่น การปรับสมดุลพอร์ตการลงทุนอัตโนมัติ หรือการทยอยเข้าลงทุนอย่างสม่ำเสมออัตโนมัติ

เมื่อเปรียบเทียบ TMB Wealthy Link กับประกันชีวิตทั่วไป

หากสนใจ ปลดล็อกประกันชีวิตรูปแบบใหม่ ที่ให้ความคุ้มครองพร้อมผลตอบแทนที่เหนือกว่าประกันชีวิตแบบเดิมๆ ก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของธนาคาร TMB ได้เลยครับ www.tmbbank.com/twl/ins

สำหรับใครที่อยากทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “ประกันชีวิตควบการลงทุน” ให้ชัดเจนมากขึ้น มาลองดู Infographic ที่อธิบายให้เห็นภาพแบบชัดๆ และอ่านสรุปกันต่อกันได้เลยครับ

สรุป

ประกันชีวิตควบการลงทุน นอกจากจะมีความมั่นคงในเรื่องความคุ้มครองชีวิตแล้ว ยังความมั่งคั่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้จากผลตอบแทนการลงทุนในกองทุนรวมที่ผ่านการคัดสรรมาแล้ว ดูแลและให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ และที่สำคัญคือความสามารถออกแบบให้ตอบโจทย์ของตัวเราเอง เลือกปรับเปลี่ยนสัดส่วนความคุ้มครองชีวิตและการลงทุนเองได้ตามใจ ต่างจากประกันชีวิตแบบทั่วไป ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงจากการลงทุนเพิ่มเข้ามาด้วยเช่นกัน เพื่อแลกกับโอกาสการได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตามแบบ ประกันชีวิตควบการลงทุน จึงเหมาะกับคนที่มีความต้องการทั้งความคุ้มครอง และการลงทุนไปพร้อมๆกัน โดยที่สามารถรับความเสี่ยงของการลงทุนได้ และอย่าลืมว่า ควรเลือกบริหารความคุ้มครองและผลตอบแทนให้สอดคล้องกับภาระและเป้าหมายการเงินของแต่ละช่วงชีวิตไว้ด้วยนะครับ #มั่นคงอย่างมั่งคั่ง #มากกว่าประกันชีวิต #TMBWealthyLink

บทความนี้เป็น Advertorial

เทศกาลภาษีปลายปีแบบนี้ มนุษย์เงินเดือนควรเลือกลดหย่อนภาษีแบบไหนดี?

“พรี่หนอมรู้ไหมคะ… คนที่ต้องการวางแผนภาษีมากที่สุดคือมนุษย์เงินเดือน”

น้องคนหนึ่งเอ่ยปากถามขึ้นมา… พร้อมกับให้เหตุผลหลังจากนั้นว่า สาเหตุที่มนุษย์เงินเดือนต้องวางแผนลดหย่อนภาษีนั้น มันเป็นเพราะค่าใช้จ่ายที่ใช้คำนวณภาษีตามที่กฎหมายกำหนด มันรู้สึกน้อยนิดเสียเหลือเกิน

“อะไรกัน เขาเพิ่มมาให้เป็น 100,000 บาทแล้วนะ มันยังไม่พอเหรอครับ” ผมเอ่ยปากแซวกลับไป แถมอัพเดทความรู้ใหม่ให้เพิ่มเติมว่า นอกจากค่าใช้จ่ายที่ใช้คำนวณหักภาษีที่เพิ่มขึ้นแล้ว คนโสดอย่างเธอยังได้รับสิทธิประโยชน์จากค่าลดหย่อนส่วนตัวที่เพิ่มขึ้นจาก 30,000 เป็น 60,000 บาทด้วย

“ไม่อะพี่ ยังไงก็ไม่พอ หนูเลยต้องมาวางแผนภาษีไงว่าจะซื้ออะไรเพิ่มดีปีนี้
LTF, RMF หรือว่าประกันชีวิต” 

ปัญหาหลักของมนุษย์เงินเดือนในการวางแผนลดหย่อนภาษีนั้น เริ่มต้นด้วยคำถามโลกแตกว่า “จะซื้ออะไรเพิื่อลดหย่อนภาษีดี?” แต่พรีห่นอมอยากจะแนะนำว่าให้เปลี่ยนคำถามว่า “ถ้าตัดสินใจแล้วต้องดูอะไรบ้าง”จะดีกว่าครับ โดยสรุปสั้นๆตามตารางนี้จ้า

*ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับ พร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร

จากตารางข้างต้น สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนต้องดูประกอบกันนั้น พรี่หนอมคิดว่ามีอยู่ 3 ประเด็นสำคัญครับ นั่นคือ 

  1. เราเสียภาษีไหม : ถ้าหากเสียภาษีอยู่ในเกณฑ์ที่คิดว่าต้องวางแผน ค่อยเลือกใช้ทางเลือกเหล่านี้น่าจะดีกว่า เพราะถ้าหากไม่เสียภาษีแล้ว อยากแนะนำให้ลงทุนในกองทุนธรรมดามากกว่า LTF และ RMF ครับ เพราะมีเงื่อนไขทางกฎหมายที่ค่อนข้างซับซ้อน อาจจะมีปัญหาได้ ส่วนประกันชีวิตนั้นก็จะถือว่าเสียสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีไปฟรีๆนั่นเองครับ
  2. เราต้องการอะไร : อีกเรื่องทีต้องดูคือ เป้าหมายที่นอกเหนือจากการลดหย่อนภาษีครับ เพราะว่าแต่ละตัวนั้นมีความแตกต่างกันไป เราคงต้องตอบตัวเองให้ด้วยว่า เราต้องการอะไรมากกว่าการประหยัดภาษี ซึ่งตรงนี้ควรสอดคล้องกับเป้าหมายการเงินในภาพรวมด้วยครับ
  3. เรามีเงินไหม : อันนี้ไม่ใช่กวนประสาท แต่เป็นคำถามจริงๆ เพราะว่าถ้าหากเราไม่มีเงินแล้วล่ะก็ เราจะลงทุนได้อย่างไร และถือไว้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ตามเงื่อนไขได้หรือเปล่า โดยคำว่าเงินในที่นี่ไม่ใช่แค่เงินในวันนี้ที่มี แต่ให้มองถึงเงินที่จะได้รับในอนาคต ความมั่นคงของรายได้ และเรื่องอื่นๆที่เราตั้งเป้าหมายไว้ด้วยครับ

โดยปกติแล้วสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนและคนส่วนใหญ่พลาดในการลงทุนนั้น มันคือเรื่องง่ายๆที่ไม่พ้น 3 ข้อนี้นี่แหละครับ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนลดหย่อนภาษีแบบเต็มที่ โดยที่ตัวเองไม่ได้เสียภาษีหรือว่าเสียน้อยมากๆจนการวางแผนนั้นไม่คุ้มค่า การไม่รู้่ความต้องการของตัวเองเลือกซื้อตามที่กูรูแนะนำ หรือไม่ศึกษาข้อมูลในการลงทุนประกอบกับเป้าหมายที่ต้องการ ไปจนถึงการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ผิดพลาดจนสุดท้ายแล้วการเป็นว่า เสียภาษีเพิ่มพร้อมกับเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) เพราะต้องขายคืน หรือ เวนคืนก่อนที่จะครบตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

แต่สำหรับคนที่สามารถเลือกและจัดการตามแนวทางนี้ได้แล้ว สิ่งที่ต้องมาถามตัวเองก่อนคือ นอกจากประหยัดภาษี และมีเป้าหมายการลงทุนแล้ว สิ่งที่เราจะได้รับเพิ่มนั้นคืออะไรบ้าง ซึ่งหลายคนเลือกที่จะมองหาผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากการลงทุน จากโปรโมชั่นหรือแคมเปญต่างๆทีแต่ละสถาบันการเงินออกมาให้เลือกสรรอีกทางหนึ่งครับ

เอ้า!! ขายของกันตรงๆนี่แหละครับ เทศกาลลดหย่อนภาษีแบบนี้ก็มี “KTB INVESTMENT FESTIVAL” เทศกาลลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าแห่งปี

เพราะนอกจากจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และผลตอบแทนดีๆจากกองทุนแล้ว
ยังมีโปรโมชั่นดีๆต่อไปนี้ครับ

ซื้อประกันชีวิตกับ บมจ. กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต

– รับคะแนนสะสม KTC FOREVER REWARDS สูงุสด 1.5 เท่า
– รับ iPhone X หรือ E-Money Card มูลค่าสูงสุด 60,000 บาท

ลงทุนใน LTF/RMF กับ บลจ. กรุงไทย

– ทุกๆ ยอดลงทุนสุทธิ 50,000 บาท (ยกเว้น RMF 4) รับเงินคืน 100 บาทเข้ากองทุน KTPLUS(สำหรับการชำระทุกช่องทาง) รับโปรโมชั่นพิเศษ ถึง 29 ธันวาคม 2560
– เริ่มต้นลงทุนง่ายๆ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 500 บาท
– สามารถชำระผ่านบัตรเครดิต KTC หรือใช้คะแนน KTC FOREVER REWARDS ทุก 1,000 คะแนน แทนเงินลงทุน 100 บาท

“ถ้าลองมองดูผลตอบแทน และกองทุนต่างๆ ของทางกรุงไทยนั้น
ก็ถือว่าไม่น้อยหน้ากันเลยล่ะครับ”

เพราะมีทั้งกองทุนที่ได้รับอันดับจากทาง Morning Star และยังมีประเภทของกองทุน LTF/RMF ที่มีนโยบายลงทุนหลากหลายให้เลือกลงทุนกันมากมายอีกด้วยครับ

เอาล่ะครับ ถ้าหากใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่เว็ปไซด์ http://www.ktb.co.th/promotion/detail/716 นะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) ปลอดภัยทั้งชีวิตและเงินฝากกับ LH Bank

สวัสดีนักออมเงินทุกท่านนะจ๊ะ ช่วงที่ผ่านมามีแฟนเพจของอภินิหารเงินออมสอบถามกันเข้ามาบ่อยๆ ว่า ควรที่จะเริ่มออมเงินได้แล้วควรจะทำอย่างไรกับเงินออมก้อนนี้ดีคะ ในขณะที่บางคนแนะนำวิธีการเก็บรักษาเงินออมให้อยู่กับเราไปอีกนานๆ แต่ยังไม่กล้าลงทุนอะไรที่มันมีความเสี่ยงเพราะไม่อยากเห็นเงินต้นที่ได้ลงทุนไปลดลงในแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ จึงทำให้กลัวจนนอนไม่หลับทำใจไม่ได้ และอีกสารพัดคำถามที่เป็นไปในแนวทางเดียวกันว่า…

ช่วยแนะนำที่เก็บเงินออมให้หน่อยค่ะ/ครับ

ทุกครั้งที่เจอคำถามแนวนี้ก็จะถามแฟนเพจกลับไปทุกครั้งว่า “อยากใช้เงินก้อนนี้ทำอะไร” ในระยะเวลาสั้น กลางและยาว เมื่อเราตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วเราก็ควรนำเป้าหมายมาจับคู่กับวิธีการเก็บเงินให้ตรงกับช่วงเวลาที่เราเลือกไว้ ตัวอย่าง อีก 2 ปี เก็บเงินเป็นค่าดาวน์บ้านจำนวน 200,000 บาท ในขณะเดียวกันก็กลัวความไม่แน่นอนว่า หากตัวเองเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ครอบครัวของเราก็จะต้องมาแบกรับภาระหนี้บ้านต่อไป 

นั่นแสดงว่าเงินก้อนนี้ควรเก็บในที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ เงินต้นต้องปลอดภัย หลังจากนั้นเราค่อยเลือกวิธีเก็บเงินให้เหมาะกับเป้าหมายและความเสี่ยงของเรา รวมถึงวิธีคลายความกังวลต่างๆ ทางการเงินด้วย 

ทางเลือกในการเก็บเงิน

เคยมั๊ยที่เราเปิด Google Maps แล้วเห็นเส้นทางที่เรากำลังจะไปเป็นสีแดงเข้ม(รถติดสุดๆ) จากนั้นเราก็เริ่มมองหาเส้นทางอื่นเพื่อเลี่ยงรถติด เรามีทางเลือกเพราะมีข้อมูลจาก Google Maps เรื่องผลิตภัณฑ์ทางการเงินก็เช่นกัน ยิ่งเรารู้จักวิธีการเลือกผลิตภัณฑ์หรือการเก็บเงินมากเท่าไหร่ เราก็จะมีทางเลือกในการเก็บเงินมากยิ่งขึ้น 

ปัจจุบันมีช่องทางการเก็บรักษาเงินให้เราเลือกเยอะมาก ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบเข้าใจง่ายๆ เช่น การฝากออมทรัพย์ การฝากประจำ ไปจนถึงที่มีความเสี่ยงสูงที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบซับซ้อน ต้องใช้เวลาศึกษาหาข้อมูล เช่น กองทุนรวม หุ้น ทองคำ อนุพันธ์ เป็นต้น เมื่อเรารู้จักผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากขึ้นแล้ว จะทำให้มีทางเลือกในการเก็บรักษาเงินที่ตรงกับเป้าหมายของเรามากขึ้นนะจ๊ะ 

ทางเลือกใหม่ในการเก็บรักษาเงินทั้งระยะสั้นและยาว

ในอนาคตเราจะเริ่มเห็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบต่างๆ มาจับคู่กันออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากขึ้น อย่าง “บัญชีเงินฝากประจำพิเศษ 24 เดือน Super Fixed” (LH Bank Super Fixed 24M) ที่อภินิหารเงินออมกำลังจะรีวิวอยู่นี้ก็เช่นกัน ซึ่งตอบโจทย์เป้าหมายการเงินทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เป็นการจับคู่กันระหว่าง “การฝากประจำและประกันชีวิต” ของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เป็นเพียงแค่นายหน้าประกันชีวิต เท่านั้น เงื่อนไขความคุ้มครองและข้อยกเว้นทั่วไปให้เป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ของ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) 

บัญชีเงินฝากประจำพิเศษ 24 เดือน Super Fixed คืออะไร?

ถ้าเราเข้าไปซื้อของใน 7-11 ช่วงจ่ายเงินที่เคาเตอร์ น้องพนักงานก็มักจะแนะนำโปรโมชั่นใหม่ เช่น   ถ้าซื้อขนมปังคู่กับนมยี่ห้อ abc ราคาจะลดเหลือ xx บาท พี่จะรับเพิ่มมั๊ยคะ? ฮึ ฮึ!! ผลิตภัณฑ์ทางการเงินก็ไม่น้อยหน้าเพราะมีแบบนี้เหมือนกันจ้า ทำคู่กันแล้วได้รับดอกเบี้ยสูงขึ้น คือ บัญชีเงินฝากประจำพิเศษ 24 เดือน Super Fixed ถ้าเปิดบัญชีเงินฝากประจำ 24 เดือน คู่กับประกันชีวิต LH Bank Life 510 

  • เงินฝากประจำ : รับดอกเบี้ยรายเดือนสูงสุด 2.45% 

  • ประกันชีวิต : รับเงินคืน 6% ทุกปี พร้อมความคุ้มครองชีวิตสูงถึง 500% และสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท

ฟังอย่างนี้แล้วหลายคนคงเริ่มสนใจกันแล้วล่ะสิ ถ้าอย่างนั้นเราไปศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากประจำพิเศษตัวนี้กันหน่อยดีกว่าาต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง เพื่อมาประกอบการตัดสินใจ ซึ่งข้อมูลที่ควรรู้อภินิหารเงินออมรวบรวมรายละเอียดมาให้แล้ว โดยจะแบ่งให้เห็นกันไปเลยว่าแต่ละผลิตภัณฑ์มีข้อมูลอะไรบ้าง รวมถึงข้อควรระวังต่างๆ เพื่อจะได้รู้ว่าถ้าไม่ทำตามเงื่อนไขจะมีข้อเสียอะไรที่จะเกิดขึ้นบ้างนะจ๊ะ

ภาพรวมของ “บัญชีเงินฝากประจำพิเศษ 24 เดือน Super Fixed”

ผลิตภัณฑ์ที่ 1  บัญชีฝากประจำ 24 เดือน

รายละเอียด 

  • ธนาคารฯ จ่ายดอกเบี้ยรายเดือน โดยโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีกระแสรายวันโดยอัตโนมัติ (ลูกค้าต้องมีบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารฯเพื่อรองรับการโอนดอกเบี้ยรายเดือน)

  • เงินฝากระยะเวลา 24 เดือนด้วยเงินก้อนครั้งเดียว 

  • เงินฝากตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป รับดอกเบี้ย 2.40% (อัตราดอกเบี้ยหลังหักภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% เราจะได้รับดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.04%)

  • เงินฝากตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป รับดอกเบี้ย 2.45% (อัตราดอกเบี้ยหลังหักภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% เราจะได้รับดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.08%)

  • เงินฝากขั้นต่ำ 60,000 บาทขึ้นไป สูงสุดไม่เกิน 2 เท่าของค่าเบี้ยประกัน

  • การคำนวณภาษีดอกเบี้ยรับเป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด

ข้อมูลเพิ่มเติม

เรื่องดอกเบี้ยที่ถูกหักไปนั้น เราสามารถยื่นขอคืนภาษีได้ แต่ก็ต้องลองคำนวณก่อนว่าถ้านำมารวมยื่นจะเสียภาษีสูงขึ้นหรือไม่ (ถ้าเราฐานภาษีต่ำกว่า 15% ควรนำมารวมยื่น) 

ผลิตภัณฑ์ที่ 2 ประกันชีวิต

ก่อนที่จะอธิบายเกี่ยวกับรูปแบบประกันชีวิต LH Bank Life 510 อยากให้รู้จักแบบประกันชีวิตกันสักนิด เพื่อจะได้เห็นข้อแตกต่างของแต่ละแบบ ซึ่งประกันชีวิตนั้นมี 5 แบบ

  • ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ

    • จุดเด่น : เบี้ยประกันถูก คุ้มครองนานถึงอายุ 90 – 99 ปี 

    • เหมาะกับใคร : ผู้ที่ต้องการได้รับความคุ้มครองระยะยาว สร้างเป็นกองมรดกให้ลูกหลาน 

  • ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

    • จุดเด่น : เน้นสร้างวินัยการออมเงิน รู้แน่นอนว่าได้รับเงินก้อนเท่าไหร่ มีเงินคืนรายปี ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท

    • เหมาะกับใคร : ผู้ที่ต้องการบังคับให้ตนเองออมเงิน ได้รับความคุ้มครอง 

  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ

    • จุดเด่น: มีเงินคืนรายปีหลังเกษียณ ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท

    • เหมาะกับใคร : ผู้ที่ต้องการมีเงินใช้หลังเกษียณ

  • ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน

    • จุดเด่น : เลือกแบบประกันให้เหมาะกับตัวเราได้ เช่น เลือกเบี้ยประกันที่จ่าย เลือกทุนประกัน ส่วนเงินที่นำไปลงทุนในกองทุนรวมมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง

    • เหมาะกับใคร : ผู้ที่เข้าใจและยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ พร้อมกับรับความคุ้มครองไปด้วย

 

เอาล่ะ ตอนนี้เราน่าจะพอเห็นภาพของแบบประกันชีวิตกันมากขึ้นแล้ว แต่ละแบบก็จะเหมาะกับเป้าหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งแบบประกันชีวิต LH Bank Life 510 จัดว่าเป็นประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่เน้นสร้างวินัยการออมเงิน รู้แน่นอนว่าในอนาคตเราจะมีเงินคืนและเงินก้อนเท่าไหร่ 

ความคุ้มครองชีวิตของ LH Bank Life 510

รายละเอียด

  • อายุรับประกันภัย 1 เดือน – 70 ปี 

  • ไม่ต้องตรวจสุขภาพ (แต่เราก็ต้องบอกความจริงนะจ๊ะ)

  • เบี้ยประกันชีวิตเริ่มต้นที่ 60,000 บาท สามารถเลือกจ่ายค่าเบี้ยประกันเป็น รายปี, ราย 6 เดือน, ราย 3 เดือน และรายเดือน (หญิงและชายจ่ายเบี้ยประกันเท่ากัน)

  • ชำระเบี้ย 5 ปี คุ้มครอง 10 ปี ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท (เฉพาะปีที่จ่ายเบี้ยจำนวน 5 ปี)

  • สิ้นปีที่ 1 – 9 รับเงินคืนปีละ 6% ของทุนประกัน  และ ณ สิ้นปีที่ 10 ได้รับเงินคืน 500% ของทุนประกัน

  • รวมเงินคืนตลอดระยะเวลา 10 ปี คิดเป็น 554% ของทุนประกัน

เพื่อให้เราเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น มาดูตัวอย่างนี้กันนะจ๊ะ คุณสมหญิง เพศหญิง อายุ 35 ปี ทุนประกัน 1,000,000 บาท เบี้ยประกันปีละ 990,000 บาท

สิ่งที่คุณสมหญิงจะได้รับ

  • ปีที่ 1 – 9 ได้รับเงินคืน 6% ของทุนประกัน คือ ปีละ 60,000 บาท (มาจาก 1,000,000 x 6%)

  • ความคุ้มครองชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปีจาก 100% – 500% ของทุนประกัน คือ 5,000,000 บาท

  • รวมเงินคืนตลอดระยะเวลาทั้งหมด 10 ปี คิดเป็น 554% ของทุนประกัน จำนวน 5,540,000 บาท หักเบี้ยประกันที่จ่ายไปทั้งหมด 4,950,000 บาท เป็นจำนวนเงินผลประโยชน์สุทธิ 590,000 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • เงินคืนรายปีจากประกันชีวิต ไม่เสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายและไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้

  • เงินแต่ละช่วงเวลามีมูลค่าไม่เท่ากัน อนาคตมูลค่าเงินยิ่งลดลงเรื่อยๆ เช่น อดีตเงิน 100 บาทซื้อข้าวจานละ 25 บาทได้ 4 จาน ปัจจุบันราคาข้าวขึ้นเป็นจานละ 50 บาท เราซื้อข้าวได้แค่ 2 จานเท่านั้น ซึ่งการคิดเงินคืนของกรมธรรม์ตลอด 10 ปีที่ 554% นั้นเพื่อให้เราเข้าใจง่ายๆ เท่านั้น ซึ่งความจริงแล้วเราจะต้องดูที่อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return: IRR)  ซึ่งปัจจุบัน คปภ. ประกาศให้บริษัทประกันเปิดเผยข้อมูลตัวเลข IRR เพื่อให้ผู้ซื้อประกันชีวิตรู้ว่ากรมธรรม์นี้ให้ผลตอบแทนต่อปีกี่ % 

  • เราสามารถคำนวณเองได้เพราะในอินเตอร์เน็ตมีวิธีและเครื่องคิดเลขทางการเงินช่วยคำนวณ จากข้อมูลแบบประกันนี้เงินคืนทั้งหมด 554% ของทุนประกันนั้นมี IRR อยู่ที่ 1.51%

สุดท้ายแล้วก็มีแต่ตัวเราเองเท่านั้นที่จะตอบได้ว่า “เราต้องการออมเงินเพื่อเป้าหมายอะไร” หลังจากนั้นค่อยเลือกวิธีการเก็บเงินให้เหมาะสมกับเป้าหมายนั้นๆ เพราะ ซึ่งสินทรัพย์ทางการเงินแต่ละแบบก็มีจุดเด่นและเหมาะกับเป้าหมายที่แตกต่างกัน เช่น 

  • การฝากประจำ เน้นการเก็บเป็นเงินก้อนในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น 12 เดือน , 24 เดือน , 36 เดือน

  • กองทุนรวม หุ้น เน้นการสร้างผลตอบแทนที่เติบโตในระยะยาว (ยิ่งความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง) 

  • ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เน้นสร้างวินัยการออมเงิน  มีความคุ้มครองชีวิต 

ข้อควรระวังที่เราต้องรู้จะได้ไม่เกิดปัญหา

1. การปิดบัญชีหรือถอนก่อนครบกำหนด

  • การฝากเงินไม่เกิน 3 เดือน ไม่ได้รับดอกเบี้ยเงินฝาก

  • การฝากเงินตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ธ.จ่ายดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่ฝากจริง ในอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์บุคคลธรรมดาวงเงินขั้นต่ำสุด และเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย

2. ประกันชีวิตจะไม่คุ้มครอง (ไม่จ่ายเงินตามกรมธรรม์) ถ้า…

  • ผู้ทำประกันชีวิตตั้งใจฆ่าตัวตายภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ทำประกันชีวิต หรือ วันต่ออายุกรมธรรม์ หรือ วันที่กลับคืนสู่สถานะเดิม ของกรมธรรมครั้งสุดท้าย หรือ ถูกผู้รับผลประโยชน์ฆ่าตาย

  • ถ้าผู้สมัครปกปิดรายละเอียดข้อมูลกับบริษัทประกัน เช่น บอกอายุไม่ตรงตามความจริงเพราะไม่อยากจ่ายเบี้ยสูง (จำนวนเบี้ยประกันขึ้นอยู่กับอายุ ยิ่งอายุมากขึ้นจะจ่ายเบี้ยประกันสูงขึ้น) ตอบคำถามสุขภาพไม่เป็นความจริง

3. วิธีการแจ้งยกเลิกบัญชี

แจ้งผ่านเจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยยกเลิกประกันชีวิตได้ภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์ (เสียค่าธรรมเนียม 500 บาท) เราจะได้รับเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายไปกลับคืนมา และไม่ได้รับดอกเบี้ยจากการฝากประจำอีกด้วย

(Review) ปลอดภัยทั้งชีวิตและเงินฝากกับ LH Bank

สรุปว่า…

อภินิหารเงินออมคิดว่า บัญชีเงินฝากประจำพิเศษ 24 เดือน Super Fixed นั้นเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ตอบโจทย์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เหมาะสำหรับคนที่ต้องการได้รับเงินก้อน รับดอกเบี้ยสูงแบบรายเดือน หรือ ต้องการสร้างวินัยในการออมเงินโดยใช้ประกันชีวิตเข้ามาเป็นตัวช่วย พร้อมกับได้รับความคุ้มครองชีวิตด้วยจ้า

การรีวิวของอภินิหารเงินออมขอจบเพียงเท่านี้ หากต้องการได้ข้อมูลเพิ่มเติมอ่านได้ที่ https://goo.gl/uDMTLB หรือ คุยกับน้องพนักงานที่สาขา LH Bank  หรือ ติดต่อ Call Center ที่เบอร์ 02 – 3590000 นะจ๊ะ แอดมินโทรไปแล้วติดต่อได้ง่ายมาก ไม่ต้องกดเลขเยอะหรืออดทนรอสายนานๆ แถมยังให้ข้อมูลแน่นปึกอีกต่างหากจ้า

บทความนี้เป็น Advertorial

DCA ประหยัดเวลาในการลงทุน + ต่อยอดความมั่งคั่ง

“DCA ประหยัดเวลาในการลงทุน + ต่อยอดความมั่งคั่ง”

วันก่อนผมได้สนทนากับน้องท่านหนึ่งซึ่งเขาตั้งข้อสงสัยว่า หากเราออมหุ้นแบบ DCA โดยใช้เงินเดือนละ 4,000 – 5,000 บาทต่อเดือน เราจะไปถึงเป้าหมายเงินล้านได้มันก็ต้องใช้เวลาสะสม ถ้าเทียบกับการนำเงินไปเก็งกำไรและเล่นรอบนั้นอาจจะทำให้เราสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าได้และจะย่นระยะเวลาที่ไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ซึ่งน้องเขาก็ถามความเห็นผมว่าผมมองว่าอย่างไร?

ส่วนตัวผมมองว่ามันแต่ละวิธีมันมีข้อดีและข้อเสียต่างกันนะครับ การเล่นหาจังหวะเก็งกำไร ซื้อขายนั้น หากเราเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในสายนั้น มันก็มีย่อมมีโอกาสที่จะต่อยอดกำไรจากการซื้อขายทำรอบเพื่อสร้างมูลค่าพร์อตการลงทุนได้อยู่แล้ว แต่ประเด็นก็คือถ้าเราเป็นมือใหม่ เรามีความพร้อมในการรับความเสี่ยงแบบนั้นแล้วหรือยัง เรามีเวลาที่จะติดตามขนาดไหน บางคนทำงานประจำ นั่งซื้อขายหุ้นในที่ทำงานไม่สะดวก และ เงินทุนเราพร้อมไหม ถ้าใครทำได้มันก็เป็นหนทางในการลงทุนได้เช่นกันครับ วิธีไหนก็ดีหมดนะครับอยู่ที่เหมาะกับเราหรือเวลา

แต่ถ้าเราพูดถึงการ DCA แล้ว หลายคนบอกว่าการลงทุนทีละน้อย มันช้าจัง แต่เราต้องอย่าลืมนะ การออมหุ้นแบบ DCA มันคือการสะสมทรัพย์สินเพื่อความมั่งคั่ง เราจะไม่ได้เข้าไปใช้เวลาของเราไปอยู่ท่ามกลางความผันผวนที่เป็นโอกาสในการเก็งกำไรอย่างการลงทุนรูปแบบอื่น สิ่งที่เราจะได้รับกลับมาก็คือ

“เวลาที่มากขึ้น”

เราอาจจะใช้เวลาในช่วงแรกของการลงทุนแบบ DCA ด้วยการวิเคราะห์ดูว่าหุ้นหรือกองทุนตัวไหนที่มีแนวโน้วจะให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคตได้ และในแต่ละเดือนเราแค่ใช้เวลาซื้อ ถ้าเป็นแบบอัตโนมัติก็ไม่ต้องมาตั้งซื้อเลย ส่วนการซื้อด้วยตัวเองก็คีย์หน้าจอเดือนละครั้งเดียว ที่เหลือก็คือติดตามผลประกอบการเป็นระยะๆ

เวลาที่นักลงทุนคนอื่นใช้กับการดูหน้าจอเพื่อหาโอกาสในการทำกำไร เราก็เอาเวลาที่เรามีตรงนี้ไปทำงานหารายได้ให้เกิดเงินทุนที่เพิ่มพูนขึ้นแล้วนำมา DCA เพิ่มได้เหมือนกันนะครับ คนทำงานประจำก็สามารถทำงานได้ปกติไม่ต้องห่วงเรื่องราคาหุ้น คนทำงานฟรีแลนซ์แบบผมก็รับงานเพิ่ม ทำงานพิเศษได้อีกหลายอย่างตามเราถนัดเลย หรือถ้าใครมองว่าจะเอาเวลาตรงนี้ไปศึกษาแนวทางการลงทุนอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน

เมื่อมีรายได้มากขึ้นก็เพิ่มไปในการลงทุนในแต่ละเดือน จากเดิมที่เราลงทุนเดือนละ 5,000 บาท พอมีรายได้มากขึ้น บางคนก็ลงทุนเพิ่มเป็นเดือนละ 8,000 – 10,000 บาท ซึ่งเงินทุนที่มากขึ้นนี่ล่ะก็จะทำให้เราเดินไปสู่เป้าหมายทางการลงทุนเช่นกัน

เพราะฉะนั้นแล้วผมค่อนข้างค้านความคิดที่ว่า DCA ทำให้รวยช้ากว่าวิธีอื่น ท้ายสุดแล้วผมเองพบว่าวิธีนี้มันทำให้ผมมีเวลาห่างหน้าจอแล้วเอาไปทำงานอื่นๆ ได้มากขึ้น แล้วเอาเงินที่ได้มาจากการทำงานส่วนอื่นๆ ลงทุนเพิ่มไปได้เช่นกันครับ (ก็รวยเร็วได้เหมือนกันนะ ฮ่าๆ) 

สุดท้ายมันก็อยู่ที่ว่าเราจะมองข้อดีของการลงทุนในแต่ละวิธีอย่างไรมากกว่า ข้อดีมันมีในตัว เราก็หยิบมันมาใช้และประยุกต์ให้เข้ากับตัวเราครับ DCA ในฉบับผมก็เป็นประการนี้ล่ะ

Coca-Cola, Amazon, Netflix ล้มเพื่อจะก้าว : เหตุผลที่ CEO ระดับโลกวิ่งเข้าหาความล้มเหลว

เรามักจะเคยได้ยินกันบ่อยๆ จากปากนักธุรกิจ ผู้บริหาร ผู้ประกอบการระดับโลกว่า ทั้งๆ ที่กิจการของพวกเขาประสบความสำเร็จ ทำกำไรได้มากมายมหาศาล แต่พวกเขาก็ยังกระตุ้นทีมงานให้สร้างผิดพลาดให้มากกว่านี้ กระโจนเข้าหาและต้อนรับความล้มเหลวให้มากกว่านี้

เพราะอะไร?

เช่น เมื่อเดือนพฤษภาคม หลังจากที่ James Quincey เข้ามารับตำแหน่ง CEO ของ Coca-Cola Co., ก็เรียกร้องให้พนักงานทุกระดับพยายามก้าวผ่านความกลัวที่จะล้มเหลวจากเหตุการณ์ครั้งล่าสุด ‘New Coke’ ที่ล้มไม่เป็นท่าเมื่อหลายปีมาแล้ว

“ถ้าเราไม่ทำอะไรผิดพลาดเลย อาจเป็นเพราะว่าเรายังพยายามไม่มากพอ”

– James Quincey –

หรือใครจะไปนึกว่าสิ่งที่ทำให้ Reed Hastings หัวเรือใหญ่แห่งแพลตฟอร์มดูหนังออนไลน์สุดฮิต Netflix กังวลที่สุดในตอนนี้คือ การที่แพลตฟอร์มของเขานั้นมีรายการฮิตมากเกินไป และมีอัตราในการปฎิเสธไม่รับรายการใหม่ๆ น้อยเกินไป 

โดยเขากล่าวในที่งานเสวนาหนึ่งว่า “ผมพยายามผลักดันทีมคอนเทนต์ ให้พวกเขากล้าเสี่ยงมากกว่านี้ เราต้องกล้าที่จะบ้าให้มากกว่านี้ ซึ่งอาจหมายถึงว่าเราควรมีอัตราในการยกเลิกหรือไม่รับรายการใหม่ๆ เข้ามาให้มากกว่านี้”

แม้แต่ Jeff Bezos แห่ง Amazon หนึ่งในผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งของโลกก็เคยกล่าวไว้เมื่อครั้งที่เขาเพิ่งทุ่มเงินมหาศาลซื้อ Whole Food Market มาไว้ในครอบครองว่า การเติบโตและนวัตกรรมต่างๆ ของพวกเขาก็สร้างขึ้นมาจากความล้มเหลวทั้งนั้น

“ถ้าคุณตัดสินใจจะเสี่ยงครั้งสำคัญ นั่นจะเรียกว่าการทดลอง และเมื่อมันเรียกว่าการทดลอง คุณไม่มีทางจะรู้ล่วงหน้าได้เลยว่ามันจะสำเร็จหรือเปล่า เพราะโดยธรรมชาติของการทดลองนั้นมีแนวโน้มที่จะล้มเหลวมากกว่าอยู่แล้ว แต่ความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนนั้นจะตอบแทนด้วยความสำเร็จครั้งใหญ่ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นไม่กี่ครั้ง”

– Jeff Bezoz, CEO of Amazon –

ในขณะที่หลายๆ องค์กรที่ล้มหายตายจากหรือถูกคู่แข่งแซงไปดื้อๆ นั้น เมื่อสืบสาวราวเรื่องแล้วก็จะพบว่าพวกเขาเหล่านั้นมักติดกับดักความกลัวที่จะล้มเหลว ผิดพลาด และผิดหวัง

ส่วนคนที่อยู่รอดก็คือคนที่พร้อมจะผิดพลาด และพยายามเรียนรู้โลกที่เปลี่ยนไปให้เร็วที่สุด 

หรือจริงๆ แล้วพวกเขานั้นรู้วิธีการที่จะล้มเหลวอย่างถูกต้อง? หรือมีเทคนิกพิเศษที่ทำให้องค์กรเหล่านี้สามารถหยิบความผิดพลาดเล็กๆ มาประกอบร่างให้กลายเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่?

ที่ Smith College โรงเรียนหญิงล้วนทางตะวันตกของรัฐ Massachusetts นั้นมีโปรแกรมเรียนหนึ่งที่น่าสนใจมากครับ ชื่อว่า ‘Failing well’ แปลเป็นไทยเล่นๆ ก็คงได้ว่า ‘ล้มเหลวศาสตร์’ 

Rachel Simmons ผู้สอนในโปรแกรมนี้บอกว่า

“สิ่งที่เราพยายามสอนก็คือ ความล้มเหลวนั้นไม่ใช่ข้อผิดพลาดในการเรียนรู้ แต่มันเป็นปัจจัยหนึ่งของการเรียนรู้ต่างหาก” 

โดยเมื่อเรียนจบคอร์สแล้ว นักเรียนทุกคนจะได้รับ ‘ประกาศนียบัตรความล้มเหลว’ เพื่อรับรองว่าพวกเขาเหล่านี้สามารถทำผิดพลาด ทำลาย หรือล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ การทำงาน การสอบ หรืออะไรก็ตาม—โดยยังคงเป็นมนุษย์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความเป็นมนุษย์ 

ซึ่งนักเรียนที่ถูกสอนให้พร้อมรับมือกับความล้มเหลวนั้น จะมีจิตใจที่แข็งแกร่งและกล้าคิดกล้าทำมากกว่าคนที่พยายามจะผลงานให้ออกมาดีเยี่ยมด้วยกระบวนการทำงานที่ไร้ที่ติ

ความท้าทายสองข้อของ Patrick Doyle, CEO of Domino’s Pizza

จากความสำเร็จที่ดีเยี่ยมตลอด 7 ปีที่ผ่านมา เขาพบว่ามีความท้าทายสำคัญ 2 ข้อที่ต้องข้ามไปให้ได้ หากจะให้ลูกทีมกล้าเปลี่ยนวิธีคิดการทำงานเพื่อพร้อมเผชิญหน้ากับความล้มเหลว

  1. omission bias—’อยู่เฉยๆ ดีกว่า’ คนส่วนใหญ่มีไอเดีย แต่มักเลือกที่จะเก็บไว้กับตัว ไม่เสนอมันออกมา เพราะความคิดที่ว่าหากพวกเขานำเสนอไอเดียออกไป แล้วมันไม่เวิร์ค อาจจะส่งผลเสียแก่หน้าที่การงานของพวกเขา
  2. loss aversion—พอคนส่วนใหญ่มีภาพฝังหัวว่า ‘ความเจ็บปวดจากการแพ้นั้นรุนแรงเป็นสองเท่าของความปีิติในชัยชนะเสมอ’ จึงส่งผลให้มีวิธีการทำงานในแบบ ‘เล่นเพื่อไม่แพ้’ มากกว่า ‘เล่นเพื่อเอาชนะ’ 

Doyle ได้กล่าวสรุปไว้สั้นๆ อย่างน่าสนใจ เป็นทั้งทางออกที่ดีให้กับอุปสรรคสองเรื่องนี้ และอาจจะเป็นบทสรุปของคำถามที่ว่า ทำไมคนที่ประสบความสำเร็จเหล่านั้นพยายามกระตุ้นให้ทีมและองค์กรไม่กลัวที่จะมุ่งเข้าหาความล้มเหลว

“the permission to fail is energizing.”

การอนุญาตให้ผิดพลาดคือการกระตุ้นที่ดีเยี่ยม

sources :

https://hbr.org/2017/11/how-coca-cola-netflix-and-amazon-learn-from-failure?utm_campaign=hbr&utm_source=twitter&utm_medium=social

https://beinspiredchannel.com/wp-content/uploads/2017/05/how-to-handle-failure.jpg

https://tr1.cbsistatic.com/hub/i/r/2017/01/10/732612ed-3faf-401b-b31f-23226bd77a94/resize/770x/24836ea27ce6e4de668c8d4f2c28c115/istock-502399582.jpg

4 ขั้นตอน วางแผนเกษียณให้ปัง! ด้วย “Unit-Linked”

เป็นที่ทราบกันดีว่า โจทย์การเงินใหญ่ข้อหนึ่งที่ทุกคนล้วนต้องเจอก็คือการ “วางแผนเกษียณ” เพราะไม่ว่าเราจะเป็นใครมาจากไหน ยากดีมีจนเท่าไหร่ ที่สุดแล้ว วันหนึ่งเราทุกคนก็ต้อง “หยุดทำงาน” ไม่ว่าจะเพราะจากข้อจำกัดด้านสุขภาพร่างกาย หรือเพราะเรา “เลือก” ที่จะหยุดเองก็ตาม

ซึ่งในการวางแผนเกษียณนั้น เราก็ควรจะวางแผนให้ครอบคลุมทั้งเรื่อง “ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำรงชีวิต” หลังเกษียณ รวมไปถึง “ค่าใช้จ่ายสำหรับค่ารักษาพยาบาล” (เพราะเริ่มอายุมากขึ้น โอกาสที่จะเจ็บป่วย ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น) ตลอดจนเรื่อง “มรดก” ให้ผู้อยู่ข้างหลัง เพื่อให้ช่วงชีวิตหลังเกษียณของเรา เป็นช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และปลอดความกังวลจริงๆ

ดังนั้น ในการ “วางแผนเกษียณ” เราจึงจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมและสามารถตอบโจทย์แผนการเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ซึ่งหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สามารถตอบโจทย์การเงินของคนในวัยนี้ได้ ที่น่าสนใจก็คือ “ประกันชีวิตควบการลงทุน” หรือที่หลายคนอาจจะรู้จักกันดีในชื่อ “ยูนิตลิงค์” (Unit-Linked) นั่นเองครับ

สาเหตุที่ยูนิตลิงค์เหมาะจะนำมาเป็นตัวเลือกในการวางแผนเกษียณก็เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งการ “คุ้มครองชีวิต” และการ “ลงทุน” อยู่ในตัวเดียวกัน ทำให้มีความสะดวกในการเลือกซื้อ และบริหารจัดการ จึงสามารถวางแผนทั้งคุ้มครองชีวิต และลงทุนระยะยาวได้ รวมถึงมีความยืดหยุ่นสูง เพราะสามารถปรับเปลี่ยนจำนวนเงินเอาประกันภัยได้ตามภาระทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงเวลาของชีวิต ที่สำคัญคือการออมเพื่อการเกษียณผ่านยูนิตลิงค์ เป็นการสร้างวินัยการออมที่มีประสิทธิภาพมาก

(ศึกษารายละเอียดของ Unit-Linked เพิ่มเติมได้ที่ : (ลิงค์บทความ [ซีรีย์] เจาะลึก ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน Unit-Linked (ตอนที่ 3)

4 ขั้นตอนการใช้ “Unit-Linked” เพื่อวางแผนเกษียณ

ผมขอยกตัวอย่างขั้นตอนการวางแผนเกษียณของผู้ชาย อายุ 35 ปี สุขภาพแข็งแรง เผื่อว่าใครอยากนำไปเป็นไอเดียในการวางแผนเกษียณกันครับ

1. คำนวณเงินที่ต้องเตรียมเพื่อการเกษียณแบบคร่าว ๆ

  • กำหนดอายุที่จะเกษียณ เช่น จะเกษียณตอนอายุ 55 ปี และคาดว่าจะมีอายุถึง 85 ปี
  • ประเมินเงินที่จะใช้หลังเกษียณต่อปี เช่น ปีละ 240,000 บาท (เดือนละ 20,000 บาท)
  • คำนวณเงินที่ต้องใช้ต่อปี เป็นมูลค่า ณ ตอนเกษียณ หลังปรับด้วยเงินเฟ้อแล้ว เช่น 240,000 บาท หากคิดเงินเฟ้อที่ 3% ต่อปี ตอนอายุ 55 ปี เงินจะเฟ้อสูงขึ้นเป็น 433,466.70 บาท (คำนวณโดยใช้เครื่องคิดเลขทางการเงิน หามูลค่าในอนาคต)
  • นำเงินที่ต้องใช้ ณ ปีที่เกษียณ คูณกับจำนวนปีที่ต้องใช้หลังเกษียณ เช่น 433,466.70 ใช้หลังเกษียณ 30 ปี ดังนั้น ต้องเตรียมเงินเกษียณ ประมาณ 13 ล้านบาท 

2. คำนวณวงเงินคุ้มครองชีวิตที่จำเป็นตามภาระทางการเงินที่มีอยู่

เช่น สมมติว่า มีภาระหนี้สิน และค่าเลี้ยงดูที่ต้องเตรียมอยู่รวมทั้งสิ้น 3.80 ล้านบาท แต่เรามีทรัพย์สินที่เตรียมไว้แล้ว 2 ล้านบาท ดังนั้น ควรทำทุนประกันเพิ่ม 1.80 ล้านบาท

3. ประเมินค่าเบี้ยประกันสุขภาพ ทั้งช่วงก่อนและหลังเกษียณ

โดยหากวางแผนเรื่องประกันสุขภาพเองค่าเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 10% ของรายได้ทั้งปี ซึ่งถ้าเลือกวางแผนด้วยเมืองไทยยูนิตลิงค์จะสามารถซื้อสัญญาเพิ่มเติมแนบท้ายเพื่อดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้จนเกษียณ ด้วยเบี้ยประกันภัยรวมคงที่ ไม่ต้องกังวลเบี้ยสุขภาพที่จะเพิ่มขึ้นและสูงมากในช่วงหลังเกษียณ อีกทั้งยังสามารถเลือกหยุดพักชำระเบี้ย โดยที่ความคุ้มครองยังคงต่อเนื่อง ตราบเท่าที่มูลค่าการลงทุนยังมีอยู่

4. วางแผนจ่ายเบี้ยประกันภัย และแผนถอนเงินจากยูนิตลิงค์อย่างเหมาะสม

หลังจากคำนวณเงินที่ต้องเตรียมทุกๆอย่างหมดแล้ว ก็ลองมาวางแผนจ่ายเบี้ยประกันภัยและถอนเงินในยูนิตลิงค์ดู (โดยให้ตัวแทนลองใส่ตัวเลขคำนวณลงในโปรแกรม) ว่าสามารถจ่ายเบี้ยได้ประมาณปีละเท่าไหร่ และจะจ่ายกี่ปี เพื่อให้ได้ความคุ้มครองที่ต้องการและได้เงินที่จะเตรียมไว้เพื่อเกษียณส่วนหนึ่ง ในกรณีนี้ สมมติ จ่ายเบี้ยประกันภัยได้ปีละ 120,000 บาท และเลือกทำทุนประกันที่ 1,800,000 บาท (เลือกทำที่ทุนประกันขั้นต่ำ 15 เท่า) ก็จะมีมูลค่าการลงทุนโดยประมาณ ดังนี้ (ประเมินที่พอร์ตการลงทุน 6% และ 8%)

จะเห็นได้ว่า ณ ตอนสิ้นปีของอายุ 54 ปี (หรือต้นอายุ 55 ปี) หากจัดพอร์ต 6% ก็จะมีมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 3 ล้านบาท หากจัดพอร์ต 8% จะได้ประมาณ 3.8 ล้านบาท เท่ากับว่า เราจ่ายเบี้ยประกันภัยไปทั้งหมด 2.4 ล้านบาท (ปีละ 120,000 บาท 20 ปี) โดยได้ผลตอบแทนประมาณ 6 แสน – 1.4 ล้านบาท (ผลตอบแทนไม่ได้รับรองขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของกองทุนรวม) และได้มูลค่าความคุ้มครองขั้นต่ำ 1.8 ล้านบาท เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงด้านภาระการเงินตลอด 20 ปี และเราสามารถวางแผนถอนเงินที่มีอยู่ 3-3.8 ล้านบาท มาสร้างเป็นสวัสดิการประกันสุขภาพหลังเกษียณให้กับตนเองได้ หรือเป็นแหล่งเงินใช้หลังเกษียณได้ส่วนหนึ่งอีกด้วย (ส่วนที่เหลือที่ต้องเตรียมเพิ่ม อาจจะใช้เครื่องมือการเงินอื่นๆ ในการวางแผนลงทุนเพิ่ม)

แต่อย่าลืมว่า ยูนิตลิงก์นั้นเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ซึ่งมีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ จึงควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน

หากใครสนใจต้องการใช้ยูนิตลิงค์วางแผนดีๆแบบนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
http://www.muangthai.co.th:1766/product/main/investment-linked/unit-linked-list

และสำรวจรายละเอียดกองทุนได้ที่ :
http://www.muangthai.co.th:1766/product/main/investment-linked/unit-linked-list/funds-fact

ถ้าอยากเข้าใจ การวางแผนเกษียณยังไงให้ปังด้วย “Unit-Linked” ให้ชัดเจนมากขึ้น ลองดูตามภาพด้านล่างนี้ได้เลยครับ

สรุป

“Unit-Linked” เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยตอบโจทย์การวางแผนเกษียณได้ดีซึ่งครอบคลุมทั้งการวางแผนทางการเงินเพื่อใช้หลังเกษียณและการบริหารความเสี่ยงทั้งความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ รวมถึงความสะดวกสบายที่จัดการเรื่องทั้งหมดได้ภายในหนึ่งกรมธรรม์ อย่างไรก็ตาม จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าหากใช้ยูนิตลิงค์เพียงอย่างเดียวในการวางแผนเกษียณให้ตอบโจทย์ทั้งความคุ้มครอง และเงินเกษียณ รวมถึงการทำประกันสุขภาพหลังเกษียณ อาจจะตอบโจทย์ทั้งหมดได้เพียงแค่บางส่วน

ดังนั้น หากเราต้องการจะวางแผนเกษียณให้ได้อย่างครอบคลุมจริงๆ เราอาจจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น เช่น RMF/LTF หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้วางแผนเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ไปพร้อมๆกับได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมอีกด้วยนั่นเองครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

ประกันแบบบำนาญ ไม่ใช่ของสำหรับคนแก่ แต่เป็นคนวัยทำงานต่างหาก

“ประกันชีวิตแบบบำนาญน่ะเหรอพี่จำเป็นด้วยเหรอครับ? เอาเงินไปลงทุนไม่ดีกว่าเหรอ”

เมื่อพูดถึงประกันชีวิตแบบบำนาญ หลายคนมักจะตั้งคำถามแบบนี้ขึ้นมา หรือว่าเอาไปเปรียบเทียบกับทางเลือกในการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแบบอื่น เพราะคิดว่าน่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

ถ้าหากมองถึงผลตอบแทนก็ถือว่าถูกส่วนหนึ่ง แต่เรื่องของการจัดการการเงินนั้นมันเป็นการมองภาพรวมของเป้าหมายชีวิต ผมคิดว่ามันน่าจะมีอะไรที่ต้องคิดเพิ่มเติมอีกสักหน่อย เพราะสิ่งที่ประกันชีวิตแบบบำนาญมีให้นั้นมีความพิเศษแตกต่างกันไปครับ

“เราลองมาเข้าใจก่อนว่า ประกันชีวิตแบบบำนาญนั้น มีรายละเอียดแบบไหนยังไงบ้างครับ”

อ้างอิงข้อมูลจาก : กฏหมายภาษีเงินได้บุคคลจากกรมสรรพากร

จากตารางข้างต้น เราจะเห็นว่าสิ่งที่ประกันชีวิตแบบบำนาญนั้นให้ความสำคัญจริงๆนั้น มันคือเป้าหมายในการใช้งานครับ แม้ว่าจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงเหมือนกัน แต่จะมุ่งไปที่เป้าหมายในการจัดการด้านเกษียณเป็นหลัก หรือการจ่ายคืนผลประโยชน์เป็นรายปีหลังจากที่มีอายุครบตามเงื่อนไขที่กรมธรรม์กำหนดไว้ เรียกได้ว่าเหมือนกับการจ่ายบำนาญคืนให้กับเรานั่นเองครับ

ควรทำประกันชีวิตแบบบำนาญไหม และประกันชีวิตแบบบำนาญเหมาะกับใครกันแน่?

สำหรับเรื่องนี้ ผมมองว่าการทำประกันชีวิตแบบบำนาญนั้น เหมาะกับคนที่ต้องการวางแผนการเงินไว้ใช้หลังเกษียณในจำนวนที่แน่นอน ซึ่งแปลว่าสามารถรับความเสี่ยงได้น้อยกว่าการลงทุนเพื่อการเกษียณช่องทางอื่นๆ พร้อมกับต้องการสิทธิประโยชน์ในการป้องกันความเสี่ยงตามมา และสุดท้ายคือการได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีเป็นของแถมครับ

สำหรับตัวผมเอง เมื่อก่อนก็เคยมองว่าประกันชีวิตแบบบำนาญไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมก็เข้าใจว่าบางทีแล้วการวางแผนเกษียณที่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้ของเราด้วย และที่สำคัญคือ ถ้าจ่ายตอนอายุน้อยๆ เบี้ยประกันภัยรายปีจะถูกกว่าครับ (ฮา)

ตัวอย่างตารางแสดงอัตราเบี้ยประกันภัยในแต่ละช่วงอายุ ต่อจำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000 บาท

ตารางข้างบนเป็นตัวอย่างของประกันชีวิตแบบบำนาญของทางเมืองไทยประกันชีวิตครับ มีชื่อว่า “โครงการเมืองไทย รีเทิร์น รีไทร์” ที่เบี้ยประกันภัยสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรครับ

สำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนเกษียณโดยใช้ประกันชีวิตแบบบำนาญเป็นเครื่องมือ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 300,000 บาทครับ (กรณีที่มีรายได้มากกว่าปีละ 1.33 ล้านบาท) เพราะเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในส่วนของเบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไปได้ด้วยนั่นเองครับ (แต่ก็ต้องไม่มีประกันชีวิตแบบทั่วไปที่สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เลยนะครับ ถึงจะได้รับสิทธิครบถ้วนตามนี้)

ถ้าหากใครสนใจรายละเอียดของประกันชีวิตแบบบำนาญตัวนี้ก็สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
https://goo.gl/KRG5Xn

ถ้าหากอ่านมาถึงตรงนี้ แล้วยังไม่แน่ใจว่าควรจะซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญหรือไม่ ผมขอยกตัวอย่างของเพื่อนผมคนหนึ่งให้ฟังครับ เขาชื่อ ‘คุณจ๋อม’

คุณจ๋อมเป็นคนที่วางแผนลดหย่อนภาษีดีมากครับ เค้าซื้อ LTF RMF ประกันชีวิตมาตลอดเลย เรียกได้ว่าจัดเต็มสิทธิ์เท่าที่จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี แต่อยู่มาวันหนึ่งเขาก็ตัดสินใจซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญขึ้นมา ผมเลยถามเค้าว่า ทำไมถึงตัดสินใจซื้อ?

ผม : ทำไมถึงซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญ?

จ๋อม : อ้อ เราอยากได้จำนวนเงินที่แน่นอนตอนเกษียณอีกส่วนหนึ่งให้มั่นใจ

ผม : ไหนเมื่อก่อนบอกว่าแค่ RMF ก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ

จ๋อม : ใช่ แต่เรามาคิดดู บางทีแล้วถ้าผลตอบแทนที่วางไว้ตอนใกล้เกษียณ ไม่เป็นไปตามที่คิด ก็ยังมีตัวนี้มาช่วยอุดช่องโหว่ไง ปลอดภัยไว้ก่อนบ้าง

ผม : แต่อย่าลืมนะพวกเรื่องเกษียณ RMF ประกันชีวิตแบบบำนาญ กองทุนสำรองเลี้่ยงชีพ รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

จ๋อม : เรียบร้อย ไม่เกินแน่นอน เราวางแผนไว้แล้ว

บทสนทนาที่บอกมานี้ ไม่ได้บอกว่าประกันชีวิตแบบบำนาญนั้นดีกว่าตัวเลือกอื่นนะครับ แต่สิ่งที่คุณจ๋อมตอบมา เค้าสะท้อนให้เห็นว่า “เป้าหมายที่เขาวางไว้นั้นเปลี่ยนไป และเขาเลือกสินทรัพย์ทางการเงินที่ทำให้เขาบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งใจไว้ต่างหาก”

ถ้าใครที่อยากทำความเข้าใจว่าทำไมประกันชีวิตแบบบำนาญ ไม่ใช่ประกันชีวิตสำหรับคนแก่ เป็นตัวช่วยวางแผนการเงินของคนทำงาน เรามาลองดู Infographic กันตามภาพด้านล่างนี้ได้เลยครับ

บทสรุป

ทุกเครื่องมือการเงินมีข้อดีและข้อเสียของมันครับ แต่สำหรับคนที่เข้าใจว่าตัวเองต้องการอะไร ผมคิดว่าคนนั้นจะเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับตัวเองได้ดีที่สุดครับ และเชื่อว่าคนที่ได้อ่านบทความนี้ก็ต้องคิดเหมือนกันกับผม จริงไหมครับ

สนใจติดต่อ-สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมของ โครงการเมืองไทย รีเทิร์น รีไทร์ คลิกได้ที่นี่เลย
คำเตือน : ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

(Review) SCBMLT กองทุนยุคใหม่ ใช้ AI วิเคราะห์การลงุทน

ในช่วงนี้เทรนการลงทุนเปลี่ยนแปลงไปมากเลยนะครับ ก่อนหน้านี้เวลาที่เราจะซื้อกองทุนรวมเราก็จะดูข้อมูลว่าผู้จัดการกองทุนของค่ายไหนมีความเก่งในการวิเคราะห์เพื่อเลือกซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนอย่างไรบ้าง แต่ในปัจจุบันนี้เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาขึ้น ตอนนี้เราสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ (Machine Learning) เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำมากขึ้นครับ โดยทาง บลจ. ไทยพาณิชย์ก็มีการออกกองทุนประเภทนี้ขึ้นมา คือกองทุน SCBMLT

รายละเอียดของกองทุนรวม

SCBMLT เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยครับ โดยจะลงทุนในตราสารทุนไม่น้อยกว่า 80% โดยมีนโยบายการลงทุนด้วยการวิเคราะห์ในเชิงปริมาณ โดยเอาหุ้นมาวิเคราะห์โดย AI ภายใต้ปัจจัยได้แก่ Value, Quality, Growth, Sentiment, Momentum, Risk เพื่อดูว่าในแต่ละสภาวะตลาด ลงทุนในลักษณะไหนจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี เนื่องจากแต่ละปัจจัยการลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ความเสี่ยงกองทุนรวมนี้อยู่ในระดับ 6 ของกองทุนรวมตราสารทุนครับ (คลิกเพื่ออ่านรายละเอียดนโยบายเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.scbam.com/medias/campaign/2017/scbmlt/scbmlt.html)

หลักการทำงานของกองทุนรวม

โดยปกติแล้วถ้าเราพูดถึงการใช้ AI และ Machine Learning ในส่วนของการลงทุนเนี่ย มันจะค่อนข้างทำงานได้ซับซ้อนกว่าสมองของมนุษย์เรา เพราะ AI จะเอาข้อมูลที่มีอยู่เยอะๆ มาประมวลผลได้พร้อมๆ กันในจำนวนมากและสามารถวิเคราะห์ได้ในหลายมุมมอง เพื่อคาดการณ์สภาวะและโอกาสข้างหน้าว่าเป็นอย่างไร จะต้องใช้วิธีการไหนในการปรับปรุงการลงทุนอย่างมีศักยภาพ ซึ่งตรงนี้จะเป็นข้อจำกัดของสมองมนุษย์ครับ อย่างตัวเราเนี่ยทำอะไรเยอะๆ บางทีงงเองแถมยังเกิดอคติได้มากกว่าเครื่องจักรพวกนี้ด้วยล่ะ นอกจากนี้ระบบยังสามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งรองรับสถานการณ์รูปแบบต่างๆ และสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยระบบทำงานอย่างเป็นระเบียบ มีขั้นตอนที่ชัดเจนนำไปสู่กระบวนการการสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ

วิธีคิดในการทำงานนั้นก็มี 3 ขั้นตอน ดังนี้ครับ

1. Factor Investing : (วิเคราะห์ปัจจัย)

เริ่มต้นจากที่ระบบของเรานั้นจะเอาข้อมูลในอดีตมาประมวลก่อนว่า รูปแบบของหุ้นแต่ละตัวในตลาดหุ้นไทยนั้นมีลักษณะอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องพื้นฐาน แนวโน้มตลาด การเติบโต ความเสี่ยง เพื่อนำมาให้คะแนนความน่าสนใจของหุ้นรายตัว แยกตามปัจจัยการลงทุนในแต่ละกลุ่ม ซึ่งการเรียนรู้ของมันก็จะนำไปสู่การตัดสินใจต่างๆ ได้ต่อครับ

2. Style Rotation by AI : (ปรับเปลี่ยนสไตล์การลงทุน)

หากใครเคยมีประสบการณ์ลงทุนมาบ้างก็พอจะทราบดีว่าในแต่ละปีนั้นจะมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นแตกต่างกัน บางปีอาจจะดี บางปีอาจจะไม่ดี ซึ่งในแต่ละเหตุการณ์นั้นถ้าเราไปดูผลวิจัยอย่าง MSCI แล้วจะพบว่ากลยุทธ์ในการลงทุนแต่ละปีนั้นจะให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน แต่ด้วยความที่ว่าเราเป็นมนุษย์ทั่วไปที่อาจจะยังมีอารมณ์และอคติอยู่ จึงอาจจะไม่ได้ปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมก็ได้ ในขณะที่ AI นั้นต่างจากเราเพราะมันจะประมวลการลงทุนที่เหมาะสมที่สุดในช่วงนั้นๆ จากการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูล เหตุการณ์ และรูปแบบการเคลื่อนไหวของตลาดในอดีตเพื่อตัดสินใจลงทุนให้เหมาะสม

3. Optimization : (ตัดสินใจในมุมมองที่เหมาะสม)

ขั้นตอนสุดท้ายนั้น หลังจากที่มีการประมวลผลทั้งหลายเพื่อไปสู่ทางเลือกในการตัดสินใจแล้ว จะใช้วิธีการ Optimization หรือ การหาจุดที่เหมาะสมที่สุดในการลงทุนนะครับ ไม่ใช้แนวฮาร์ดคอร์แบบต้องเสี่ยงสุดๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นแล้ว การลงทุนในลักษณะนี้จะเน้นการสร้างสมดุล ผลตอบแทนต้องเหมาะสมกับความเสี่ยง สภาพคล่องและต้นทุนของการลงทุนครับ

เพื่อนๆ คงจะเห็นภาพของวิธีคิดและวิธีการในการลงทุนของกองทุนนี้กันแล้วนะครับ หลายๆ คนก็คงสงสัยกันว่าแล้ว AI มันจะทำได้จริงหรอ? จากการทดลองระบบด้วยข้อมูลย้อนหลัง ตั้งแต่มกราคม 2009 – กันยายน 2017 ผลตอบแทนของกองทุนรวมชนะดัชนีอ้างอิงอย่าง SET TRI ได้ครับ

กองทุนนี้หมาะสมกับใคร?

เนื่องจากกองทุนนี้เป็นกองทุนหุ้นนะครับ ถือว่ามีความเสี่ยงสูง อาจจะมีความผันผวนระหว่างทาง ทำให้เกิดกำไรหรือขาดทุนก็ได้ อีกทั้งกองทุนนี้ใช้ระบบบริหารจัดการวิเคราะห์ด้วย AI และ Machine Learning ด้วยนะครับ เป็นของใหม่ในวงการลงทุน ซึ่งท้ายสุดเราก็ไม่รู้ว่าเมื่อเทียบกับการบริหารกองทุนรวมด้วยการวิเคราะห์โดยใช้คน จะมีผลตอบแทนระยะยาวที่ดีตามที่ได้ Backtest ย้อนหลังหรือไม่ เพราะฉะนั้นแล้ว นักลงทุนที่สนใจควรจะเป็นผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงสูงในการลงทุนได้ครับ

สนใจกองทุนรวมนี้ต้องทำอย่างไร?

ปัจจุบันกองทุนนี้จะให้บริการเฉพาะชนิดสะสมมูลค่านะครับ สามารถซื้อขายหน่วยลงทุนในเวลาทำการถึงเวลา 15:30 (ถ้าทางอินเตอร์เน็ตได้ถึงเวลา 16:00) การซื้อขายหน่วยลงทุนคล้ายๆ กองทุนหุ้นทั่วไปคือ สับเปลี่ยน T+2 และ ขายคืน T+3 ครับ และอย่าลืมตรวจสอบในรายละเอียดเพิ่มเติมได้รวมถึงค่าธรรมเนียมต่างๆจากหนังสือชี้ชวนนะครับ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และขอรับหนังสือชี้ชวนที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ โทร. 02-777-7777 กด 0 กด 6 http://www.scbam.com 

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save