ทำความรู้จักกับ Fastwork กันดีกว่า

หากพูดถึงการทำธุรกิจในสมัยก่อน ส่วนใหญ่ก็ต้องนึกถึงการตั้งบริษัท ซึ่งการตั้งบริษัทก็ตามมาด้วยการจ้างพนักงานประจำเพื่อมาขับเคลื่อนธุรกิจ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว นี่คือยุค 2017 ที่มีอาชีพและธุรกิจเกิดใหม่มากมายแทบทุกวัน ซึ่งหนึ่งในอาชีพที่เกิดขึ้นมาและกำลังได้รับความนิยมก็คือ อาชีพฟรีแลนซ์ 

ปัจจุบันการทำธุรกิจต้องการสภาพคล่องและความรวดเร็วในการผลิตชิ้นงาน ประกอบกับมีผู้เชี่ยวชาญแต่ละสายอาชีพ เริ่มที่ผันตัวเองกลายมาเป็นฟรีแลนซ์รับงานอิสระกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งในจุดนี้นี่แหละ ที่ฟรีแลนซ์เข้ามามีบทบาทช่วยตอบโจทย์ให้กับธุรกิจของหลายๆคนได้มากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความประหยัด ความสะดวกรวดเร็ว และความเชี่ยวชาญ ซึ่งช่วยลดปัญหา และค่าใช้จ่ายประจำลงได้มากหลายเท่าตัว ทำให้ธุรกิจเกิดสภาพคล่องและเหลืองบบริษัทไปบริหารจัดการงานในด้านอื่นต่อได้อีก ซึ่งหากจะกล่าวถึงฟรีแลนซ์แล้วละก็ เชื่อว่าแทบทุกองค์กรหรือบริษัทล้วนแล้วแต่เคยใช้บริการ มาไม่มากก็น้อย หนึ่งในแหล่งหาฟรีแลนซ์คุณภาพ ทีใหญ่ที่สุดของเมืองไทยในขณะนี้คงจะต้องยกให้ Fastwork เจ้านี้ที่เดียว

ทำความรู้จักกับ Fastwork กันดีกว่า

Fastwork คืออะไร? 

Fastwork คือแหล่งรวมฟรีแลนซ์ มากประสบการณ์ หลากหลายสายงาน และยังเป็นแหล่งรวมฟรีแลนซ์ใหญ่ที่สุดในไทย ทั้งจำนวนผู้ใช้ และจำนวนงานที่ถูกจ้างผ่านหน้าเว็บ โดย Fastwork เปิดให้ผู้ว่าจ้างเข้ามามองหาฟรีแลนซ์ และจ้างงานผ่านระบบได้อย่างง่ายๆ อำนวยความสะดวกให้กับทั้งฟรีแลนซ์และผู้ว่าจ้าง อีกทั้งยังเป็นตัวกลางถือเงินให้กับทั้งสองฝ่าย ทำให้ผู้จ้างสบายใจได้ว่าจะได้รับงานที่มีคุณภาพถึงมือแน่นอน หมดปัญหาจ่ายเงินแต่ไม่ได้งาน และฟรีแลนซ์เองก็จะได้รับค่าจ้างอย่างแน่นอนหากทำงานเสร็จสิ้น ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมการจ้างงานฟรีแลนซ์ ที่มีมาตรฐานสูง และได้รับการยอมรับจากผู้ใช้กว่าแสนราย 

จ้างงานฟรีแลนซ์ ผ่าน Fastwork ทำยังไง?

ทำความรู้จักกับ Fastwork กันดีกว่า

สำหรับวิธีการจ้างงานผ่าน เว็บไซต์ Fastwork.co นั้นทำได้ไม่ยาก มีเพียง 4 ขั้นตอน ง่ายๆเท่านั้น เพียง

  1. ค้นหาฟรีแลนซ์ที่ให้บริการ หรือรับงานที่คุณต้องการจากหน้าเว็บไซต์ โดยการค้นหาแยกตามหมวดหมู่บริการ หรือจะพิมพ์เข้าไปในช่องค้นหาเลยก็ได้ 
  2. ส่งข้อความ สอบถาม แจ้งรายละเอียดงานที่คุณต้องการ ตกลงค่าจ้างกับฟรีแลนซ์
  3. โอนเงินค่าบริการ เข้าระบบ Fastwork ระบบก็จะแจ้งให้ฟรีแลนซ์เริ่มการทำงานตามที่ตกลงกันไว้
  4. หลังจากฟรีแลนซ์ทำงานเสร็จแล้ว ก็จะส่งชิ้นงานให้คุณตรวจสอบ หากชิ้นงานนั้นไม่มีปัญหา คุณก็ดำเนินการอนุมัติ พร้อมให้เรตติ้ง แก่ฟรีแลนซ์เป็นอันจบสิ้นกระบวนการจ้างงาน

เห็นได้ชัดเลยว่า ขั้นตอนการจ้างงานฟรีแลนซ์ผ่าน Fastwork นั้นง่ายจริงๆ แถมหมดกังวลเรื่องโดนโกง 

Fastwork มีฟรีแลนซ์ให้บริการในหมวดหมู่อะไรบ้าง?

Fastwork ได้คัดแยกงานออกเป็นหมวดหมู่ 6 หมวดหมู่หลัก เพื่อให้สะดวกแก่ทั้งผู้ว่าจ้างในการหางาน และแก่ฟรีแลนซ์ที่ต้องการขายงาย โดยงานเหล่านี้ครอบคลุมทุกความต้องการของธุรกิจ ซึ่งหมวดหมู่หลัก ประกอบด้วย

ออกแบบและกราฟิกดีไซน์ 

ทำความรู้จักกับ Fastwork กันดีกว่า

เขียนบทความ แปลภาษา พิมพ์รายงาน

ทำความรู้จักกับ Fastwork กันดีกว่าเว็บไซต์และเขียนโปรแกรม / Web & Programming

ทำความรู้จักกับ Fastwork กันดีกว่า

ถ่ายภาพและวีดีโอ

ทำความรู้จักกับ Fastwork กันดีกว่าการตลาดและโฆษณา

ทำความรู้จักกับ Fastwork กันดีกว่าเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำ

ทำความรู้จักกับ Fastwork กันดีกว่า

ทำไมถึงต้องใช้ Fastwork?

การจ้างงานฟรีแลนซ์นั้นเกิดขึ้นมานาน แต่ส่วนใหญ่มักพบปัญหา การจ้าง การจ่ายเงิน ผลงานที่ไม่ตรงตามความต้องการ ทำให้การที่จะหาฟรีแลนซ์ดีๆ ซักหนึ่งคนเข้ามาช่วยธุรกิจจึงเป็นเรื่องยาก Fastwork ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้ให้หมดไป ตั้งแต่เรื่องของความสะดวก เรื่องของเวลา จนกระทั่งเรื่องของราคา และระบบรีวิว เรตติ้งอีกด้วย เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ว่าจ้างคนอื่นๆ และที่สำคัญมีตัวเลือกให้คุณใช้บริการเยอะ ทำให้คุณสามารถได้คนที่ทำงานได้ตรงใจคุณ และที่ตอบโจทย์ ได้มากเลยคือ ความน่าเชื่อถือ เพราะ Fastwork เป็นคนกลาง ถือเงินให้ระหว่างผู้ว่าจ้างและฟรีแลนซ์ ดังนั้นทั้งผู้ว่าจ้างและฟรีแลนซ์ก็มั่นใจได้ว่า เงินค่าจ้างจะปลอดภัยอย่างแน่นอน ดังนั้นหากใครกำลังมองหาฟรีแลนซ์มาช่วยธุรกิจ ก็อย่าลืมนึกถึง Fastwork แหล่งรวมฟรีแลนซ์คุณภาพใหญ่ที่สุดในไทย 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://fastwork.co/
หรือติดต่อสอบถาม

LINE : @fastworkco (ต้องมี @ ทุกครั้ง)
E-mail : [email protected]
โทร : 094-067-7165

วิธีวัดผลความสำเร็จทางการเงินการลงทุนง่ายๆ สไตล์มือใหม่

ถ้าเราสังเกตพฤติกรรมของผู้ที่ประสบความสำเร็จทางการเงินและการลงทุน หรือบรรดามหาเทพชั้นเซียนแล้ว เขาอาจจะไม่ได้มองแค่ว่าเขาจะลงทุนอะไร ลงทุนด้วยเงินเท่าไหร่เท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญมากๆ อีกเรื่องหนึ่งที่คนทั่วไปมักจะขี้เกียจ นั้นก็คือการวัดความสำเร็จของเป้าหมายรวมถึงพฤติกรรมตัวเองที่กำลังเป็นความเสี่ยง

สำหรับตัวผมเองนี่ก็จะวัดอยู่ตลอดเวลานะครับ ดูหลายด้านมากๆ และก็ทำอะไรที่ไม่ยากด้วย ทุกเดือนผมจะเอารายรับ รายจ่ายของตัวเองมาบันทึกไว้ใน Excel แล้วแบ่งประเภทค่าใช้จ่ายต่างๆ  รวมถึงพอร์ตการลงทุนและสิ่งแวดล้อมที่เราควรตระหนักด้วย ผมมีตัวอย่างให้ดังนี้ครับ

1. ความสำเร็จในการบริหารเงิน : สำรวจรายจ่ายของตัวเองตลอด

ส่วนใหญ่ผมจะให้ความสำคัญของรายจ่ายมากกว่ารายได้นะ ผมทำงานกึ่งฟรีแลนซ์ มีเงินบางส่วนมาอย่างสม่ำเสมอ บางส่วนแล้วแต่โอกาส ก็เลยจะต้องดูว่ารายจ่ายในแต่ละเดือนเป็นอย่างไร

ซึ่งรายจ่ายหลักๆ ของผมคือ

1) รายจ่ายในชีวิตประจำวัน ตรงนี้ผมจะค่อนข้างควบคุมตัวเองมาก ถ้าจะกินหรูก็กินได้ แต่อย่ากินทุกวันจนค่าใช้จ่ายตรงนี้เยอะจนติดเป็นนิสัยการใช้เงิน การเพิ่มค่าใช้จ่ายมันง่าย แต่ลดน่ะยากมาก

2) รายจ่ายพิเศษ รายจ่ายนานๆ ที พวกไปเที่ยวต่างประเทศ จ่ายเพื่อซื้อเครื่องเกมส์ ทีวี ฯลฯ พวกนี้ผมจะจัดสรรเมื่อผมมีเงินเหลือเยอะระดับนึงแล้วค่อยใช้ จะไม่ใช่แนว รูดๆ ไปก่อน เดี๋ยวค่อยคิดว่าจะหาเงินมาจ่ายที่หลังยังไง อันนี้กลัวเครียดครับ

3) รายจ่าย (เงินออม) เพื่ออนาคต เดิมทีผมคิดว่าจะวางแผนเกษียณหรือสร้างอนาคตจะต้องมีเงินออมก่อน แต่ช่วงหลังผมเปลี่ยนความคิดไปเยอะ แล้วมองว่ามันคือ “ค่าใช้จ่าย” เพื่อสร้างความมั่งคั่งพื้นฐานในอนาคต เช่น จ่ายค่าประกัน จ่ายเพื่อการลงทุน (ถ้าไม่จ่ายตอนนี้ อนาคตไม่มีกิน) และค่อยต่อยอดด้วย “การออม” เพื่อสร้างฐานะให้ดีขึ้นตามไลฟ์สไตล์ที่เราอยากเป็น

รายจ่ายเหล่านี้ผมวัดผลตลอดนะ ถ้าช่วงไหนใช้เงินเริ่มเปลือง ผมต้องดูแล้วว่าจะแก้ปัญหาตัวเองยังไง เช่น ปกติยอดค่าใช้จ่ายเดือนละ 15,000 – 20,000 อยู่ๆ กระโดดไป 50,000 ต้องเช็คล่ะว่าเราไปทำอะไรมา แล้วควรจ่ายมันต่อไหม

2. ความสำเร็จในการสร้างรายได้ : รายได้ควรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

คงไม่มีใครที่อยากจะมีรายได้ลดลงใช่ไหมครับ เพราะแต่ละวันค่าครองชีพมีแต่แนวโน้มจะแพงขึ้น การมีรายได้ลดลงเนี่ยอาจจะทำให้กลุ้มใจได้ ในสมัยที่ผมทำงานประจำ ก็ต้องคิดเสมอว่าจะทำอย่างไรให้รายได้เพิ่ม ซึ่งถ้าใครทำงานในองค์กรใหญ่ๆ เขาจะมีการวัด KPI อยู่แล้ว หากเราทำงาน มีผลงานและประสบการณ์ทำงานมากขึ้น โอกาสได้เงินเดือนเพิ่มก็เยอะครับ แต่อย่างว่านะครับในแต่ละองค์กรนั้นมักจะมีการจัดการต่างกัน บางทีเราอาจจะเก่งแต่ยังไม่ถึงเวลาที่ในการปรับเงินเดือน ก็อย่าลืมตั้งใจทำงานต่อไปนะครับ ลองหาลู่ทางดูเพราะเชื่อว่ายังมีอีกหลายองค์กรที่ยังมองเห็นความสามารถของเราอยู่เหมือนกัน

สำหรับการทำงาน Freelance ก็ต้องตั้งเป้าหมายเหมือนกันในเรื่องรายได้ ในช่วงปีแรกๆอาจจะยังไม่มีใครรู้จักเราเยอะ แต่ถ้าเราสร้างชื่อเสียงมากขึ้น มันย่อมมีงานมากขึ้น สามารถเพิ่มค่าตัวให้ตัวเองได้มากขึ้นเช่นกันนะครับ

จุดนี้ผมจะวัดผลเสมอๆ ว่าผมรับงานในแต่ละปีแค่ไหน ปีต่อไปก็จะตั้งเป้าให้สูงขึ้น ต้องสร้างผลงานมากขึ้น ลูกค้าต้องรู้จักเรามากขึ้น

3. ความสำรวจเสี่ยงต้องระวัง เพื่อไม่ให้กระทบการเงิน

ความเสี่ยงเป็นเรื่องที่สำคัญในชีวิตมากเพราะมันส่งผลกระทบทางด้านการเงินสูง ความเสี่ยงจริงๆมีหลายรูปแบบซึ่งผมจะมองกว้างๆ เอาไว้และหาทางป้องกัน ส่วนนี้ผมจะวัดผลในเชิงการคาดการของตัวผมเองว่าจะเกิดผลอย่างไร แล้วมันจะเป็นอย่างไรต่อ เช่น

ความเสี่ยงจากพฤติกรรมการใช้เงิน เช่น ถ้ารายได้ผันผวน แล้วเรากำลังต้องก่อหนี้ก้อนใหญ่ๆ ที่จำเป็น ซึ่งมีโอกาสทำให้เราช็อตเงินได้ เราจะต้องจัดการอย่างไร เพิ่มรายรับไหม? ลดรายจ่ายไหม? เลื่อนการก่อนหนี้ดีไหม? แล้วผมจะปรับพฤติกรรมตัวเองแล้ววัดอีกทีว่าพอไหว

ความเสี่ยงที่ไม่คาดฝัน เช่น โอกาสเจ็บป่วยแล้วทำงานไม่ได้จะจัดการอย่างไร พ่อแม่แก่แล้วถ้าเราเป็นอะไรไปจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร ตรงนี้ก็จะกลับมาในเรื่องของประกันความเสี่ยงต่างๆ 

ความเสี่ยงนั้นมีเพิ่มได้ก็มีลดได้นะครับ ถ้าภาระเราลดลงก็ลองดูว่าจะวัดผลในเชิงความเสี่ยงเพื่อปรับลดค่าใช้จ่ายในการป้องกันความเสี่ยงอย่างไร

(อย่าลืมเปรียบเทียบประกันที่ ej-fin.com ก่อนซื้อประกันนะครับ)

4. ความสำเร็จในการลงทุน : การลงทุนต้องงอกเงย

แต่ละเดือนแต่ละปีถ้าเราจัดการเรื่องรายรับรายจ่ายและบริหารเงินทองได้ รายได้เพิ่ม รายจ่ายควบคุมได้ ยังไงต้องมีเงินออมเพิ่มออกมาแน่ๆ ซึ่งเราสามารถนำมาลงทุนต่อยอดความมั่งคั่งให้กับตัวเองครับ

ผมจะตั้งเป้าหมายเสมอครับ สิ่งแรกเลยคือเงินออม ผมแบ่งเป้าหมายการเก็บเงินในระยะสั้นและระยะยาว

  • วัดผลการสร้างวินัยในเป้าหมายระยะสั้น ผมจะดูว่าแต่ละเดือนแต่ละปีจะต้องออมเพิ่มขึ้นอย่างไร ผมมีอะไรมากขึ้นมาบ้างจากเวลาที่ผ่านมา  ในส่วนของเงินออมที่จะนำมาลงทุน ปีนี้เริ่ม DCA ที่ 1,000 บาท ปีต่อไปเงินเดือนขึ้น ผมจะซื้อมากขึ้นเป็น 2,000 บาท 5,000 บาทดีไหม เพราะฉะนั้นแล้วเงินทุนที่ผมนำไปลงทุนต่อปีมันจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันครับ ซึ่งถ้าวัดผลแล้วเราทำได้ มันก็เยี่ยมไปเลย
  • วัดผลเป้าหมายในระยะยาว เช่น ต้องมี 1 ล้านแรกให้ได้ หรือ จะต้องมี 10 ล้านให้สามารถใช้ในยามเกษียณได้อย่างไม่ลำบาก ในการวางแผนนี้มันจะสอดคล้องกับระยะสั้นด้วยนะครับว่า ว่าต้องเก็บเงินต่อเดือนในเวลานั้นเท่าไหร่และเพิ่มขึ้นอย่างไร ความเสี่ยงและผลตอบแทนต้องเป็นอย่างไรครับ หลังจากการวัดผลแล้วผมจะเอาสิ่งที่ได้มาดูว่าผมสามารถเพิ่มเติมอะไรให้ดีขึ้นได้

โดยปกติผมจะพยายามทำให้แต่ละปีผมมีเงินเก็บมากขึ้นเรื่อยๆนะครับ เพราะตัวเราเองทำงานไป มีประสบการณ์ รายได้ก็ควรจะมากขึ้นตาม แต่ก็มีบางกรณีที่เราตั้งเป้าหมายการเก็บเงินลดลงได้ กรณีเราเจอเรื่องอื่นๆที่มีเป้าหมายสำคัญไม่แพ้กัน เช่น เป้าหมายในการเก็บเงินดูแลลูก เป้าหมายในการผ่อนบ้านสร้างครอบครัว แต่ผมจะไม่ค่อยลดเป้าหมายเงินออมของตัวเอง เช่น ต้องใช้เงินไปเที่ยวหรูหรา ซื้อของแพงๆ ใช้  ต้องเปย์เด็ก หรือไปสร้างภาระอะไรที่ไม่จำเป็นจนทำให้เราต้องเอาเงินจากเป้าหมายเสำคัญของเราไปใช้ครับ

นอกจากเงินออมแล้ว ผมเองก็จะต้องวัดผลในเรื่องการลงทุนด้วย การวัดผลในการลงทุนนั้น ผมจะดู 2 ส่วน ได้แก้

  • การวัดผลของพอร์ตการลงทุนตัวเอง: เมื่อลงทุนไปเราจะต้องกำไรครับ ถ้ายิ่งลงทุนและขาดทุน การวัดผลจะบอกว่าเรากำลังมีปัญหาแล้ว ต้องดูว่าเราได้เลือกทรัพย์สินได้อย่างถูกต้องหรือเปล่า หรือ ถูกต้องแล้วแต่เวลายังไม่เอื้ออำนวยในการเติบโต ซึ่งพอวัดผลแล้วมันจะทำให้เราได้รู้ว่าเราจะต้องปรับในส่วนไหนครับ ถ้าเราเห็นว่าพอร์ตการลงทุนเราเติบโตในระยะยาว มีเงินปันผลมากขึ้น ก็มีความสุขถูกไหม
  • การวัดผลของหุ้นที่เราลงทุน: มีความเป็นไปได้เสมอครับถ้าเราเลือกลงทุนในหุ้นที่เราชื่นชอบ และเราศึกษาคุณภาพของหุ้นตัวนั้นๆแล้วมันดี๊ดี แต่พอท้ายสุดแล้วอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นฐานในเวลาต่อมาก็ได้ เราก็ต้องติดตามวัดผลในเรื่องเหล่านี้ด้วยนะครับ

เชื่อผมเถอะว่าการวัดผลมันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้แน่ๆ อย่างน้อยก็รู้ว่าเรากำลังเดินไปในที่ทิศทางที่เติบโตขึ้นหรือเปล่า แต่ถ้าใครเช็คอย่างละเอียด เราจะสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมต่างๆของตัวเอง ความเสี่ยง แนวทางการตัดสินใจว่าชีวิตเราควรจะเดินไปทางไหน อย่าการวัดผลทางการเงินการลงทุนของตัวเองนะครับ

ใช้ iPhone ให้คุ้ม! 13 ฟังก์ชั่นแนะนำ ที่หลายคนไม่รู้ว่าทำได้

หลังจากที่มีข่าวฮือฮากับการเปิดตัว iPhoneX ซึ่งมีทั้งคนชอบและไม่ชอบต่างกันไป ซึ่งก็มีเวลาอีกซักพักใหญ่ให้คิดทบทวนว่าจะสอยเจ้าเครื่องใหม่มาดีหรือไม่ ในระหว่างนั้นก็ลองมาสังเกตกันดูก่อนสิว่า iPhone เครื่องเก่าในมือเรานั้นถูกใช้ครบทุกฟังก์ชั่นหรือยัง กับ 13 ฟังก์ชั่น iPhone แนะนำที่หลายคนอาจไม่รู้ว่าทำแบบนี้…ก็ได้

1. ไม่จำเป็นต้อง unlock เครื่องก็ตอบข้อความได้

หาก iPhone มีข้อความเข้ามา เพียงแค่ลากนิ้วลงให้หน้าต่างแจ้งเตือนปรากฏขึ้น และลากนิ้วไปทางซ้ายบนข้อความที่ต้องการตอบ ตัวเลือก reply จะขึ้นมา ทำให้คุณสามารถพิมพ์ตอบได้อย่างสบายๆ

2. Share location ทาง messages

สำหรับบางคนเรื่องนี้อาจดูธรรมดา แต่เชื่อเถอะว่าคนยังไม่รู้อีกเยอะ กับการแชร์สถานที่ผ่านจอ messages โดยการกดปุ่ม Details บนมุมขวา มันจะปรากฏจอขึ้นมาให้กำหนด location และคุณสามารถส่งไปหาเพื่อนหรือคนที่ต้องการได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้แอพพลิเคชันอื่นๆเพิ่มเลย

3. สารพัดการอ่านกับ Siri

สำหรับบางคนที่ชอบความไวหรือติดใจสำเนียงของ Siri ก็สามารถขอให้เธออ่าน เอกสารต่างๆให้เราฟังได้โดยเข้าไปตั้งค่าที่ Settings -> General -> Accessibility -> Speech  จากนั้นเปิดฟังก์ชั่น Speak Screen และ Speak Selection ส่วนเวลาใช้งานก็ลากนิ้วแบบเดียวกับที่เราเปิดหน้าต่างแจ้งเตือน จะปรากฏแถบฟังก์ชันการอ่านขึ้นมา

4. iPhone รู้ได้ว่าเราไปไหนมา

ฟังก์ชันสุดแสนสะดวกสบายแต่ชวนใจหายสำหรับท่านชายทั้งหลายที่โดนเปิดมือถือบ่อยๆ เพียงแค่การเข้า Setting -> Privacy -> Location Services -> System Services และเลื่อนลงมาจนเจอ Frequent Locations ก็สามารถเช็คประวัติการเดินทางไปไหนมาไหนของเราได้แล้ว รวมถึงความถี่บ่อยในการไปด้วย! 

5. โหมดประหยัดแบตเตอร์รี่

สำหรับผู้ใช้หลายคนอาจรู้สึกว่าเจ้า iPhone ของเรามันแบตหมดไวมาก! เราสามารถปรับการตั้งค่าให้มันหยุดการทำงานระบบยิบย่อยเพื่อเซฟแบตเตอร์รี่ให้ใช้งานได้ยาวๆ โดยการตั้งค่าที่ เหลือง Settings -> Battery  และเลือก Low Power Mode

6. จริงๆแล้วเราถาม Siri ได้นะว่าใครเป็นเจ้าของเครื่อง

หากเราพบ iPhone ตกอยู่และหาเจ้าของไม่เจอ เพียงแค่ถามว่า Whose phone is this Siri ก็จะให้ข้อมูลเบื้องต้นกับเรา ทำให้เราหาเจ้าของได้ง่ายขึ้น

7. บอกเบอร์แปลกหน้ากับฟีเจอร์ใน iPhone

หากมีเบอร์แปลกๆที่ไม่เคยพบโทรเข้ามาใน iPhone ของคุณ ชื่อของคนๆนั้นอาจจะขึ้นมาให้เลยตามด้วย (Maybe) หลังชื่อ เพราะระบบจะดึงข้อมูลคนๆนั้นจาก email หรือช่องทางอื่นๆที่เจ้าของเบอร์เคยบันทึกไว้

8. ปรับแต่งการสั่นได้ตามสไตล์เรา

โดยการตั้งค่าไปที่ Setting -> Sounds -> Ringtone -> Vibration ซึ่งจะโชว์รูปแบบการสั่นต่างๆขึ้นมา และหากเราไม่ถูกใจมันละก็ เลือกไปที่ Create New Vibration เลย มันจะปรากฏหน้าจอว่างๆขึ้นมาให้เราลองกดตามจังหวะต่างๆตามใจชอบจนหนำใจ สามารถเลือกเซฟเลยหรือลองกดเล่นดูก่อนก็ได้ 

ที่เจาะจงกว่านั้นคือเราสามารถเข้าไปเลือกใน edit contact และกำหนดรูปแบบการสั่นเพิ่มเติมในแต่ละบุคคลได้ หากเป็นเจ้านายหรือแฟนก็ให้สั่นแรงๆหน่อย เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของตัวเจ้าของเครื่องเอง 

9. พิมพ์ .com ลำบาก กด . ค้างไปเลยง่ายกว่า

การพิมพ์ .com .co.th อาจยุ่งยากมากสำหรับคนไม่ได้ใช้งาน iPhone บ่อยๆ แต่เพียงแค่เรากดปุ่ม . ค้างไว้ มันก็จะขึ้นให้เราเลือกเลยว่าจะพิมพ์ .com หรืออื่นๆ ซึ่งมีอะไรบ้างนั้นเหล่า user ก็คงต้องไปลองกันเอง

10. กันไม่ให้ลูกหลานหรือตัวเองเผลอซื้อของในเกม

โดยเข้าไปที่ Setting->General->Restrictions  เลือก Enable Restrictions เลื่อนลงมาที่ In-App Purchases แล้วติ๊กออก เพียงเท่านี้กระเป๋าเงินของเราก็ปลอดภัยไปส่วนหนึ่งแล้ว

11. ถ่ายรูปโดยใช้ปุ่ม Volume

การใช้นิ้วคอยกดปุ่มถ่ายรูปแบบปกติอาจทำให้เราถือ iPhone สุดที่รักแบบสั่นๆ แต่แท้จริงแล้วเราสามารถกดปุ่มเพิ่มเสียงแทนการลั่นชัตเตอร์ตามปกติได้ แถมยังไม่ทำให้รูปเบลอด้วย

12. ตั้งเวลาปิดเพลงถ้าเผลอหลับ

บางคนชอบฟังเพลงตอนนอน และมักเจอปัญหาแบบที่ว่าเรานอนไปแล้วแต่เพลงดันเปิดอยู่ เราสามารถใช้แอพนาฬิกาเพื่อตั้งเวลาสำหรับหยุดเพลงได้ โดยแอพ Clock -> Timer เลื่อนเวลาตามปกติแล้วกด When Timer Ends และ Stop Playing สุดท้ายก็กด Set ตามด้วย Start เพื่อเริ่มการทำงาน เพียงเท่านี้เราก็นอนฟังเพลงได้อย่างสบายใจแล้ว

13. เขย่าๆเพื่อลบข้อความ

ไม่จำเป็นต้องกดปุ่มลบให้เสียเวลาแต่อย่างใดเมื่อพิมพ์ข้อความผิด คุณเพียงแค่เขย่า iPhone ของคุณ มันจะขึ้นหน้าจอถามว่า undo? มาให้ หากเรากดยืนยัน iPhone ก็จะทำการลบข้อความนั้นให้เลยทันที และเราสามารถเขย่าอีกครั้งเพื่อทำให้ข้อความนั้นกลับมาได้อีกด้วย

นั่นเป็นเพียงฟังก์ชั่นหลักๆของ iPhone ที่เราคิดว่าน่าสนใจและน่าจะประยุกต์ใช้ได้ และใน iPhone ของคุณยังมีอะไรซุกซ่อนอยู่อีกมากมายให้ค้นหา  และเราจะอัพเดทให้คุณต่อไปอย่างแน่นอน

sources : 

http://www.businessinsider.com/hidden-iphone-features-you-didnt-know-about/#mute-text-messages-8

http://bgr.com/2016/01/22/iphone-features-ios-9-hidden-ios/

Tesla ไล่พนักงานออกหลายร้อยคน หลังประเมินผลงานประจำปี

เป็นข่าวใหญ่โตในวงการหลัง Tesla ไล่พนักงานออกหลังประเมินผลงานประจำปี

“Tesla มีการรีวิวผลงานระหว่างผู้จัดการและพนักงาน เหมือนๆกับบริษัททั่วไป” ตัวแทน Tesla กล่าว

“การรีวิวรวมไปถึงการ Feedback และให้รางวัล หุ้น หรือแม้ขึ้นตำแหน่ง กับคนที่ทำผลงานได้ดี ซึ่งเรามีพนักงานกว่า 33,000 คน ส่งผลให้มีพนักงานหลายคนถูกปลดออกจากงาน ขณะเดียวกัน Tesla เองก็กำลังเติบโต และรับพนักงานใหม่ๆจากทั่วโลกเข้ามาเช่นกัน”

โดย Tesla ไม่เปิดเผยจำนวนพนักงานที่ถูกไล่ออก แต่จากการคาดคะเนคือประมาณ 400 – 700 คน

Tesla จะรายงานรายได้ของปีนี้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้แล้ว ซึ่งหลังจากเปิดเผยรายได้ของไตรมาสที่ผ่านมา หุ้น Tesla ก็พุ่งขึ้นสูงมาก (ไตรมาส 2 Tesla ทำรายได้กว่า $2.79 พันล้านเหรียญ) บริษัทกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “หลังจากที่ส่งมอบ Model 3 รุ่นใหม่ที่เพิ่งปล่อยตัว กลับยิ่งทำให้ยอดสั่งซื้อ Model S รุ่นเก่าสูงขึ้นไปอีก“

ยอดจอง Model 3 สูงถึง 1,800 คันต่อวัน แต่บริษัทกลับสามารถผลิต Model 3 ทั้งไตรมาส 3 ได้แค่ 260 คันเท่านั้น

“เรากำลังเข้าสู่โหมด โรงงานนรก!!”  Elon Musk ทิ้งท้าย

สาเหตุก็เพราะตอนนี้มีคนรอต่อคิวซื้อ Model 3 อยู่มหาศาล อีกทั้งบริษัทยังตั้งเป้าว่าสิ้นปีนี้จะมียอดสั่งจองถึง 5,000 คันต่อสัปดาห์ และ 10,000 คันต่อสัปดาห์ในปีหน้า ไตรมาส 3 นี้ Tesla ผลิตรถได้ทั้งหมด 25,336 คัน (รวมทุกรุ่น ซึ่งส่วนใหญ่คือ Model S และ X)  และในปี 2018 หวังว่าจะผลิตได้ถึง 500,000

ภายใต้ความกดดันที่สูงของการผลิตก็ไม่แปลกที่จะเห็นการ “ถูกไล่ออก” ของพนักงานจำนวนมากที่ทำผลงานให้บริษัทได้ไม่ดีพอ

Sources:

SCG หนุนสตาร์ทอัพ จับมือ Vertex Ventures ปั้นธุรกิจใหม่

AddVentures โดย SCG เดินหน้า Fund of Funds ต่อเนื่อง ลงทุนใน “Vertex Ventures” หวังคัดกรองการลงทุนสตาร์ทอัพศักยภาพ เพื่อต่อยอดสร้างธุรกิจใหม่ SCG และยังช่วยยกระดับสตาร์ทอัพอีโคซิสเท็มในภูมิภาค

Vertex เป็นกลุ่ม Venture Capital ชั้นนำระดับโลกที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2531 เดินหน้าลงทุนด้านสตาร์ทอัพระดับ early-stage ทั้งในจีน ซิลิคอนวัลเลย์ อินเดีย อิสราเอล และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาแล้วมากกว่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

ดร.จาชชัว แพส กรรมการผู้จัดการ AddVentures เผยว่า AddVentures เดินหน้าลงทุนในลักษณะ Fund of Funds อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกำลังอยู่ระหว่างเข้าลงทุนใน Vertex Ventures SEA Fund III ของ Vertex Ventures ที่มุ่งลงทุนสตาร์ทอัพระดับ Series A ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในกองทุนที่มีขนาดกองทุนใหญ่อันดับต้นๆ ของอาเซียนขณะนี้

“สาเหตุที่ SCG เลือกลงทุนใน Vertex Ventures เพราะเป็น Venture Capital ที่มีผลการดำเนินงานที่ดี กองทุนสองกองแรกคัดกรองการลงทุนสตาร์ทอัพได้ดี จนมีสตาร์ทอัพที่น่าสนใจหลายราย และยังมีทิศทางการลงทุนในสตาร์ทอัพ สอดคล้องกับทิศทางของ AddVentures” ดร.จาชชัว กล่าว

ก่อนหน้านี้ AddVentures เพิ่งประกาศการลงทุนในลักษณะ Fund of Funds ก้อนแรกใน Wavemaker SEA Fund II กองทุนที่สองของ Wavemaker Partners ซึ่งเป็นกองทุนชั้นนำที่มีเครือข่ายระดับโลกอีกกองทุนหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อต่อยอดการลงทุนสตาร์ทอัพด้าน B2B

ทั้งนี้ AddVentures ยังคงมองถึงโอกาสการเข้าถึงสตาร์ทอัพด้าน Enterprise ผ่านการสร้างความร่วมมือเชิงพาณิชย์ และยังมีส่วนช่วยยกระดับการเจริญเติบโตของสตาร์ทอัพอีโคซิสเท็มในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับ AddVentures โดย SCG เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมศักยภาพ และลงทุนในสตาร์ทอัพทั้งไทยและทั่วโลก ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.Enterprise 2.Industrial และ 3.B2B สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจหลัก 3 กลุ่มของ SCG ได้แก่ 1.ธุรกิจซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง 2.ธุรกิจเคมิคอลส์ และ 3.ธุรกิจแพคเกจจิ้ง

สตาร์ทอัพทั่วโลกที่สนใจร่วมงานกับ AddVentures สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.addventures.co.th และ facebook.com/AddVenturesbySCG หรือ LinkedIn: AddVentures by SCG

คอร์สสอนสด Live ในกรุ๊ปลับ ระวังพี่สรรพากรจับมาเสียภาษี!!!

วันก่อนมีครูสอนออนไลน์ท่านหนึ่งมาถามพรี่หนอมว่า เปิดคอร์สสอนออนไลน์ในกรุ๊ปแบบนี้ ต้องเสียภาษีไหม ฮ่าๆ เริ่มต้นแบบนี้ก็ต้องคุยกันยาวตั้งแต่หลักการที่เคยบอกไว้ว่า มีรายได้ต้องเสียภาษี แต่วันนี้เราจะมาดูกันต่อว่า จะต้องเสียแบบไหน อย่างไรกันบ้างครับผม

สิ่งทีต้องรู้คือเป็นคนสอนในฐานะไหน บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล เพราะว่ามันมีภาระภาษีแตกต่างกันครับ ดูจากบัญชีที่รับชำระเงินก็ได้ครับ

รู้ต่อมา คือ คำนวณให้เป็นด้วย จะได้ไม่มีปัญหาภาษี โดยเฉพาะบุคคลธรรมดานี่ต้องระวังไว้เลยล่ะครับผม ไม่งั้นจะมีปัญหาได้ครับ

รู้สุดท้าย รายได้จากการสอนดี ถ้ามีเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยนะครับ ระวังไว้ครับผม

ส่วนคำถามว่า พี่สรรพากรจะรู้ไหม ถ้าเปิดกรุ๊ปลับแบบนี้ ไม่มีใครเห็น คำถามคือ แล้วจะแน่ใจได้ยังไงครับว่า พี่สรรพากรไม่ได้เข้ามาเรียนด้วย อิอิ เอ้ย ไม่ใช่ๆๆ เอาเป็นว่าถ้าเค้าเห็นเปิดขายออนไลน์แล้วสงสัย ขอตรวจสอบขึ้นมาจะเป็นปัญหาได้คร้าบ

คุณเป็นใคร บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล เริ่มต้นต้องตอบคำถามก่อนครับว่า เราเป็นคนทำธุรกิจในรูปแบบไหน (รับเงินเข้าบัญชีไหน นั่นแหละจ้าคือคำตอบ) เพราะหลักการตรงนี้มันเสียภาษีต่างกันไป ซึ่งใช้วิธีคำนวณที่แตกต่างกันครับ

  • บุคคลธรรมดา ต้องเสียภาษีตามวิธีเงินได้สุทธิ หรือ เงินได้พึงประเมิน
  • นิติบุคคล ต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิ 

แต่โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นบุคคลธรรมดามากกว่า และพรี่หนอมเชื่อว่าถ้าเป็นนิติบุคคล คงมีคนจัดการให้แล้ว อย่างน้อยก็ต้องมีนักบัญชี รับเงิน ดูแลจัดการให้ ชีวิตสบายไปแล้วล่ะครับ แต่ถ้าใครอยากรู้วิธีของนิติบุคคลก็บอกไว้ครับ เดี๋ยวจะทำให้อีกสักชุดหนึ่ง

วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีรับเงินจากคอร์สออนไลน์ ส่วนใหญ่แล้วจะถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 จากการตีความกฎหมายในตอนนี้ ดังนั้น วิธีการคำนวณจะมีดังนี้คือ

รายได้เกิน 1 ล้านต่อปีไหม ถ้าไม่เกิน จะคำนวณโดยวิธีเงินได้สุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ 100,000 บาท ส่วนค่าลดหย่อนก็หักตามที่มีเลยจ้า

ถ้ารายได้เกิน 1 ล้านบาทต่อปี ต้องคำนวณอีกวิธีมาเปรียบเทียบด้วย และเสียตามที่คำนวณได้สูงกว่า นันคือ เอารายได้ x 0.5% แค่นั้นครับผม ได้เท่าไรมาเปรียบเทียบกับวิธีแรก แล้วเสียตามวิธีที่คำนวณได้มากกว่าครับ

มาดูตัวอย่างกันต่อครับ สมมตินายบักหนอมเปิดคอร์สออนไลน์ในเฟสบุ๊ค จัดกรุ๊ปลับมีรายได้ปีละ 1,200,000 บาท แต่ไม่มีค่าลดหย่อนอะไรเลย ดังนั้นนายบักหนอมจะเสียภาษีตามนี้

วิธีเงินได้สุทธิ 1,200,000 – 100,000 – 60,000 = 1,040,000 บาท คิดเป็นภาษีจำนวน 125,000 บาท

วิธีเงินได้พึงประเมิน 1,200,000 x 0.5% = 6,000 บาท เลือกเสียตามที่มากกว่า ก็คือเสียตามวิธีแรก คือ 125,000 บาท จบจ้า

อีกประเด็น คือ ระวังภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ยังไม่จบแค่นั้น หลังจากการคำนวณภาษีเงินได้จบไปตามหลักการแล้ว สิ่งทีต้องระวังก็คือ ถ้ามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเมื่อไร ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ไม่งั้นจะต้องลำบากแน่ๆเลย

ทีนี้หลังจากจดแล้วตอนขายคอร์สก็ต้องเอาเงินค่าคอร์สมาคิด VAT เพิ่มอีก 7% หรือว่าจะรวม VAT ไว้ในนั้นก็ต้องแยกออกมาด้วยนะจ๊ะ ไม่งั้นจะมีปัญหา เช่น คอร์สราคา 20,000 บาท ต้องเก็บ 21,400 บาท หรือ ต้องแยกภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 1,308.41 บาทออกมาจากราคา 20,000 บาท ได้เงินรายได้เหลือแค่ 18,691.59 บาทครับผม

หลังจากนั้นก็เอาภาษีขายที่ว่านี้ส่งสรรพากรให้ถูกต้องครับ ส่งทุกเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปคร้าบ

สรุปสุดท้าย สิ่งที่ต้องระวัง คือ สรรพากรจะแฝงมาเรียนในคอร์สนั้นด้วยสินะ ไม่ใช่ครับ สิ่งทีต้องระวังคือ เราจะยื่นภาษีได้อย่างถูกต้องไหม อย่างน้อยเป็นเกียรติแก่ผู้เรียนว่าอาจารย์นั้นเป็นคนดีเสียภาษีถูกต้อง เพิ่มความน่าเชื่อถือได้เยอะเลยนะจะบอกให้

รายได้ (เงินได้) ที่ต้องยื่นภาษีครึ่งปี 2560

รายได้อะไรบ้างต้องยื่นภาษีครึ่งปี? รายได้ขั้นต่ำอะไรยังไง ทำไมงง พรี่หนอมจะมาสอนอีกทีครับผม

คืองี้ ถ้ามีรายได้ = เสียภาษี โดยกฎหมายกำหนดให้คนที่มีรายได้ต่อไปนี้มากกว่า 60,000 บาท ต้องยื่นภาษีครึ่งปีด้วย

  • ภาษีครึ่งปี คือ ภาษีที่คำนวณตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน ของทุกปี 
  • ภาษีประจำปี คือ เดือนมกราคม – ธันวาคม นั่นเองจ้า อย่าสับสนนะ 

ยื่นครึ่งปีแล้วก็ต้องยื่นประจำปีอยู่ดี เพราะมันคิดกันคนละส่วน ครึ่งปีคิด 6 เดือน เต็มปีคิด 12 เดือน ซึ่งถ้าไม่ยื่นถามว่าผิดไหม ก็ต้องบอกว่ากฎหมายกำหนดไว้ และพี่สรรพากรออกมาเตือนว่าควรจะยื่นให้ถูกต้องเสมอๆ ครับผม สงสัยเม้นคำถามไว้ ห่วงใยใคร Tag เค้ามาบอก หรือจะแชร์เผื่อแผ่ความรู้ไปก็ยินดีครับผม

หลายคนสงสัยว่ารายได้ประเภทไหนต้องยื่นภาษีครึ่งปี วันนี้เรามาดูกันครับว่า แบบไหน ยังไง ที่กฎหมายว่าไว้บ้าง ใครมีรายได้ประเภทนี้สำหรับรอบ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2560 เกิน 60,000 บาท ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในัวนที่ 30 กันยายนนี้นะครับผม

เงินได้ประเภทที่ 5

ค่าเช่า หรือประโยชน์จากการให้เช่าทรัพย์สิน ยกตัวอย่างเช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าที่ดิน   ค่าเช่ายานพาหนะ ค่าผิดสัญญาเช่าซื้อ หรือการผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน

ถ้าเดือนมกราคม – มิถุนายนใครมีทรัพย์สินให้คนอื่นเช่า แล้วมีรายได้ตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป เอามายื่นภาษีครึ่งปีด้วยนะจ๊ะ

เงินได้ประเภทที่ 6

เงินได้จากวิชาชีพอิสระ (ไม่ใช่ฟรีแลนซ์นะจ๊ะ แต่เป็นวิชาชีพตามที่กฎหมายกำหนด)  ยกตัวอย่างเช่น วิชาชีพกฏหมาย (ทนาย) ที่มีรายได้จากการว่าคดีความ การประกอบโรคศิลปะ (หมอ) จากการเปิดคลินิก วิชาชีพทางบัญชี (นักบัญชี ผู้สอบบัญชี) วิศวกรรม สถาปัตยกรรม และ ประณีตศิลปกรรม

ถ้าเดือนมกราคม – มิถุนายน ใครที่ทำวิชาชีพอิสระแล้วมีรายได้ตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป เอามายื่นภาษีครึ่งปีด้วยนะจ๊ะ

เงินได้ประเภทที่ 7

เงินได้จากการรับเหมา โดยทางผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญ นอกจากเครื่องมือ ยกตัวอย่างเช่น ผู้รับเหมาก่อสร้าง หรืองานรับเหมาต่างๆ ที่ต้องจัดการในส่วนงานที่สำคัญ

ถ้าเดือนมกราคม – มิถุนายน ใครมีรายได้จากการรับเหมาตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป เอามายื่นภาษีครึ่งปีด้วยนะจ๊ะ

เงินได้ประเภทที่ 8

เงินได้จากการทำธุรกิจหลากหลายแนวทาง หรือเงินได้ประเภทอื่นๆ ที่ไม่เข้าประเภท 1-7 ยกตัวอย่าง เช่น ทำธุรกิจการพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง ที่มีลักษณะเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ แต่ยังอยู่ในรูปแบบของบุคคลธรรมดาอยู่

นอกจากนั้น ยังหมายความรวมถึง เงินส่วนแบ่งกำไรจากกองทุน (RMF / LTF) เงินที่ได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย ถ้าเดือนมกราคม – มิถุนายน ใครมีรายได้ประเภทนี้ตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป เอามายื่นภาษีครึ่งปีด้วยนะจ๊ะ

เงินได้จากการให้หรือการรับ (ภาษีการรับให้) กลุ่มนี้ จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ การโอนอสังหาริมทรัพย์ให้บุตร และ การรับทรัพย์สิน ดังนี้ครับ

เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม เฉพาะเงินได้ในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท (การโอนอสังหาริมทรัพย์ต่างๆให้บุตรนั่นเอง)

เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดารหรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท และกรณีที่ไม่ใช่ บุพการี ผู้สืบสันดารหรือคู่สมรส จะคิดเฉพาะเงินได้ในส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทแทนครับผม ถ้าใครมีรายได้จากส่วนนี้ อย่าลืมเอามายื่นด้วยนะจ๊ะ

เงินได้พึงประเมินที่ได้สิทธิเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น (ที่นำมาเป็นฐานในการคำนวณซื้อหน่วยลงทุน) ชื่อยาวแบบนี้ พรี่หนอมแปลให้สั้นๆว่า มันคือ เงินได้ที่เลือกเสียภาษีแบบ Final TAX หรือเจ็บแต่จบไปแล้ว แต่เงินในส่วนนี้สามารถนำมาเป็นฐานในการซื้อ LTF และ RMF ได้นั่นเองครับ

ยกตัวอย่างเช่น เงินปันผล ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 โดยไม่นำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่นในการยื่นแบบฯ (หุ้น หรือ กองทุนรวม ที่จัดตั้งตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาด)
ดอกเบี้ยต่างๆ เช่น ดอกเบี้ยจากธนาคารพาณิชย์ ที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษี หุ้นกู้ หรือ ตราสารหนี้ ที่โดนหักภาษีไว้ 15%

ใครมีก็อย่าลืมเอามายื่นด้วยนะครับ อันนี้ไม่ได้เสียภาษีเพิ่ม แต่สามารถใช้เป็นฐานในการคำนวณเพื่อซื้อ LTF RMF และประกันแบบบำนาญได้ครับ 🙂

แกะรอยหุ้น IPO ตอน ADB ผู้นำผลิตภัณฑ์กาวและยาแนว และผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์

“EEC และโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐจะช่วยคืนชีพเศรษฐกิจไทยอีกครั้งหนึ่ง”

EEC หรือ โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก คือโครงการที่จะเป็นจุดเปลี่ยนให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนในพื้นที่ภาคตะวันออก อย่างจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งจะกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวมีความคึกคักมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่กำลังพัฒนาอีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า ทางด่วน รถไฟ หรือการขยายสนามบิน ก็จะช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจดูดีขึ้นด้วยเช่นกัน

โดยการสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน และการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเหล่านี้จะเป็นผลโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต ที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติในการเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในไทย และสาธารณูปโภคที่ดีขึ้นจะทำให้การขนส่งมีประสิทธิภาพ เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้า แรงงาน และการลงทุน

แล้วมีหุ้นกลุ่มไหนที่ได้รับประโยชน์จากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจครั้งนี้บ้าง?

สินค้าอุตสาหกรรมถือเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม เพราะหากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ มีการเดินเครื่องจักรในการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น ก็ย่อมต้องสั่งซื้อวัตถุดิบที่จะนำมาใช้ในการผลิตเป็นสินค้าต่างๆ มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย ทำให้ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าอย่างผลิตภัณฑ์กาวและยาแนวและผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์ ซึ่งจะถูกนำใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ มีโอกาสเติบโตได้ดี

“วันนี้ ลงทุนศาสตร์จึงหยิบยก “บมจ. แอ็พพลาย ดีบี” หรือ “ADB” ที่เป็นผู้นำผลิตภัณฑ์กาวและยาแนว และผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์ ซึ่งใช้มากในโรงงานอุตสาหกรรมมาเล่าให้ฟังกัน”

ธุรกิจของ ADB แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ

1. ผลิตภัณฑ์กาวและยาแนว

2. ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์

สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์กาวและผลิตภัณฑ์ยาแนว (Adhesive and Sealant) ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์กาวเพื่อใช้ยึดติดวัสดุ เช่น กาวยาง กาวขาว กาวพลังช้าง กาวแทนตะปู เป็นต้น และผลิตภัณฑ์ยาแนว ซึ่งแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์อะคริลิกยาแนวสำหรับอุดรอยต่อที่มีความยืดหยุ่นน้อยและคงทนต่อสภาพแวดล้อมได้ต่ำ และผลิตภัณฑ์ซิลิโคนยาแนว สำหรับอุดรอยต่อที่มีความยืดหยุ่น คงทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมสูง โดยมีทั้งผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ เช่น     แบรนด์ ADB DB SPARKO DAI-I-CHI และ OMAKU และการรับจ้างผลิต (OEM) ให้แก่แบรนด์ชั้นนำ

สินค้ากลุ่มกาวและยาแนวของบริษัทฯ

กลุ่มผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์ (Plastic compound) ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกพีวีซี (PVC compound) ทั้งแบบนิ่มที่ใช้ในอุตสาหกรรมสายไฟและสายเคเบิ้ล และแบบแข็งซึ่งที่ใช้ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ บรรจุภัณฑ์ และข้อต่อท่อพีวีซี รวมไปถึงเส้นใยสังเคราะห์โพลีโพรพิลีน (Polypropylene split yarn) ที่ใช้ในกระบวนการผลิตสายไฟและสายเคเบิ้ล และเม็ดเทอร์โมพลาสติกอิลาสโตเมอร์ (Thermoplastic Elastomer : TPE) ซึ่งสามารถนำไปขึ้นรูปเพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น พื้นรองเท้า

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกพีวีซีเพื่ออุตสาหกรรมทางการแพทย์ที่นำไปใช้ผลิตภัณฑ์อุปกรณ์หรือเครื่องมือทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกฮาโลเจนฟรีที่นำมาใช้ผลิตสายไฟที่มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากไม่มีส่วนประกอบของธาตุฮาโลเจนที่เป็นสารพิษต่อร่างกายเมื่อเกิดการลุกไหม้

สินค้ากลุ่มพลาสติกคอมปาวด์ของบริษัทฯ

บริษัทฯ มีลูกค้าอยู่ในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยลักษณะการใช้งานขึ้นกับประเภทผลิตภัณฑ์ เช่น ใช้ประกอบชิ้นส่วนสินค้า ใช้ในงานประปา ประกอบเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมก่อสร้าง ยานยนต์ เป็นต้น โดยแบ่งสัดส่วนเป็นลูกค้าในประเทศประมาณ 70% และต่างประเทศอีกประมาณ 30%

สำหรับสัดส่วนรายได้ของบริษัทฯ มาจากผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 กลุ่มในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์มีการเติบโตต่อเนื่องตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์กาวและยาแนว ถึงแม้ในปี 2559 ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน อย่างไรก็ตามในไตรมาส 2/60 ก็กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

บริษัทฯ อยู่ระหว่างนำกิจการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ โดยมีจำนวนหุ้นสามัญที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 180,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (Par) 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นร้อยละ 30 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนในครั้งนี้

โครงสร้างการถือหุ้นก่อน-หลังจดทะเบียน
โดยการจัดกลุ่มนี้ มิใช่การจัดกลุ่มตามมาตรา 258 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

จุดเด่นของบริษัทฯ คือกิจการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาวและยาแนว และผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์ ซึ่งอยู่กลางโซ่อุปทาน มีทั้งผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่าย และเติบโตล้อไปกับภาวะอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ และนโยบายภาครัฐเร่งผลักดัน EEC และอุตสาหกรรม 4.0 จึงเป็นโอกาสดี ที่บริษัทฯ จะได้ประโยชน์ ของการผลิตที่ดีและมีโอกาสที่รายได้จะเพิ่มสูงมากขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมีทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่มีประสบการณ์ทำงานกับบริษัทฯ มานานกว่า 12 ปี จึงมีความเชี่ยวชาญและพร้อมทำงานใกล้ชิดกับลูกค้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติตามความต้องการเฉพาะราย ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ ADB

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้มานานกว่า 30 ปี และยังมีการพัฒนาต่อยอดสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงหรือเป็นนวัตกรรม เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ให้กว้างขวางมากขึ้น

ในขณะที่ความเสี่ยงสำคัญของบริษัทฯ คือวัตถุดิบการผลิตที่มาจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ ทำให้โครงสร้างต้นทุนอิงกับราคาน้ำมันค่อนข้างมาก หากราคาน้ำมันเคลื่อนไหวรุนแรงก็จะส่งผลต่อกำไรของบริษัทฯ ได้ ซึ่งแน่นอนว่าผลกระทบดังกล่าวเกิดขึ้นได้ทั้งสองทาง ไม่ว่าจะในแง่กำไรมากขึ้นหรือน้อยลง

ผลิตภัณฑ์ยาแนวของบริษัทฯ

สุดท้ายนี้ นักลงทุนต้องใช้ความเข้าใจในการลงทุนเสมอ ธุรกิจของ “ADB” อ้างอิงและล้อไปกับภาคอุตสาหกรรมการผลิต

“หากนักลงทุนเข้าใจในภาคการผลิตและจุดเด่นของสินค้าของบริษัทฯ ก็อาจจะเป็นส่วนประกอบให้พิจารณาถึงความน่าสนใจลงทุนได้”

“บมจ.แอ็พพลาย ดีบี” จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการลงทุนของผู้ลงทุนที่สนใจหุ้นในกลุ่มที่เติบโตไปกับภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดยบทความฉบับนี้ไม่มีเจตนาแนะนำซื้อ ถือ หรือขาย เพียงแต่ช่วยทำการสรุปหนังสือชี้ชวนตราสารทุนมาเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจและสะดวกต่อการนำไปใช้งานต่อได้

อ่านหนังสือชี้ชวนตราสารทุนฉบับเต็มได้ที่ :
http://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=129588

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 9-12 ตุลาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ เจอกันอีกแล้วครับกับผม อัศวินกองทุน และคอลัมน์ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคมครับ

สำหรับสัปดาห์นี้ ดูเหมือนว่าหลายที่จะไปต่อได้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ตอนนี้ผมชักมีลางสังหรณ์ว่าอย่าประมาทจนเกินไป ต้องจับตาดูกันให้ดีด้วยครับ

เอาล่ะครับ เรามาดูกันว่าภาพรวมของตลาดมีอะไรบ้างในสัปดาห์นี้

ภาพรวมของตลาด

เริ่มที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติอนุมัติงบประมาณ 4.1 ล้านล้านดอลลาร์สำหรับงบประมาณปี 2561 เพื่อผลักดันให้การพิจารณาร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีเริ่มได้ภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมายังมีความแข็งแกร่งต่อเนื่อง ซึ่งดูเหมือนว่าจะยังสดใสและไปต่อได้ครับ

ส่วนทางฝั่งเอเชียอย่างตลาดหุ้นจีน จะเห็นว่าหุ้น H-share ปรับตัวขึ้นโดดเด่น นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคารหลังจากธนาคารกลางจีนประกาศจะลดอัตราเงินสำรองที่ธนาคารในจีนต้องถือไว้ (RRR) นอกจากนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเดือน ก.ย. ออกมาสูงกว่าคาด ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจจีน

สำหรับตลาดหุ้นไทย ปู่ SET บ้านเรายังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากภาพรวมการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี รวมถึงตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของเดือน ก.ย. ที่ประกาศดีขึ้นด้วย

สุดท้ายสินทรัพย์ทางเลือกอย่างราคาน้ำมันปรับตัวลดลง เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมัน Shale Oil รัฐเท็กซัสในสหรัฐฯได้เริ่มเพิ่มกำลังการผลิตหลังจากผ่านช่วงพายุฮาร์วีย์ และจากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดย EIA คาดว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ในเดือน ต.ค. จะเพิ่มจากเดือน ก.ย. ถึง 79,000 บาร์เรล/วัน และราคาทองปรับตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาดีขึ้น และนักลงทุนมีความเชื่อมั่นและคาดหวังกับการที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค. ทำให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยปรับตัวลดลงไปด้วยครับ

ภาพรวมกว้างๆ ของตลาดในเป็นแบบนี้ เรามาดูกลยุทธ์กันต่อกันในแต่ตลาดเลยดีกว่า

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นเกาหลี สัปดาห์นี้ผมแนะนำให้เริ่มกลับมาทยอยสะสมหุ้นเกาหลี เพราะได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกในตอนนี้ครับ โดยตัวเลขการส่งออกในเดือน ก.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 35 นอกจากนี้ ความกังวลต่อประเด็นเกาหลีเหนือทำให้มูลค่าหุ้นเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานถูกกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าสะสมครับ
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯขนาดเล็กต่อไปครับ เนื่องจากมีความคาดหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการประชุมสภาคองเกรส นอกจากนี้ ภาวะทางการเงินในประเทศสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างผ่อนคลายและเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการของบริษัทขนาดเล็กต่อไปครับ ดีครับ ยังไปต่อได้ครับ
  • ตลาดหุ้นยุโรป ไปต่อเช่นเดียวกันกับตลาดสหรัฐครับ ผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นยุโรปหลังจากธนาคารกลางยุโรปยังคงมาตรการผ่อนคลายต่อไป และยังไม่ส่งสัญญาณถึงการลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ ประกอบกับเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้บริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ คาดว่าค่าเงินยูโรอาจอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์หลังจากประธาน Fed ยังคงยืนยันถึงการขึ้นดอกเบี้ยปลายปี ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการของบริษัทส่งออกในยุโรปอีกด้วยครับ 
  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ยังคงต่อเนื่องกับคำแนะนำให้ซื้อสะสมหุ้นญี่ปุ่นครับ เนื่องจากมูลค่าพื้นฐานในตอนนี้ของตลาดน่าสนใจมากขึ้น หลังจากตลาดถูกกดดันต่อเนื่องจากความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ในขณะที่นักวิเคราะห์ได้ปรับการคาดการณ์รายได้บริษัทขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแปลว่าศักยภาพที่ซ้อนเร้นยังมีอยู่ครับผม
  • ตลาดหุ้นจีน ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นจีน A-share ต่อไปครับ เนื่องจากความคาดหวังถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของสินค้าโภคภัณฑ์ จากนโยบายการควบคุมกำลังการผลิตในสินค้าเช่น เหล็กและถ่านหิน นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่ขยายตัวดีกว่าคาดในช่วงครึ่งปีแรกจะช่วยให้รัฐบาลดำเนินนโยบายลดการก่อหนี้ของภาคเอกชนได้ด้วยครับ 

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุนสัปดาห์นี้

ฝั่งตลาดเกิดใหม่ยังสามารถสะสมได้ต่อครับ ได้ทั้งไทย จีน และทางฝั่งประเทศพัฒนาให้สะสมสหรัฐกับยุโรปต่อไป เช่นเดียวกันกับญี่ปุ่นครับผม สรุปสั้นๆคือเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเงินลงทุนนั่นแหละครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้สหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้สหรัฐฯปรับตัวขึ้นในทุกรุ่นอายุหลังจากตัวเลขผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั้งภาคอุตสาหกรรมและบริการเดือน ก.ย. ออกมาสูงกว่าการคาดการณ์สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผมแนะนำให้ระมัดระวังการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวเนื่องจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเป็นได้ของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ อาจผลักให้ตลาดคาดการณ์ถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อตราสารหนี้ระยะยาวครับ 
  • ตราสารหนี้ไทย เช่นเดียวกันครับ ต้องเพิ่มความระมัดระวังการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวจากความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่เริ่มมีสัญญาณเร่งตัว และจากแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ นอกจากนี้ ตราสารหนี้ไทยมีความเสี่ยงถูกเทขายจากนักลงทุนต่างชาติที่เข้าซื้อสะสมในระดับสูงตั้งแต่ต้นปีหากค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าอย่างมีนัยสำคัญด้วยครับ แนะนำให้ระวังไว้เหมือนกันครับ

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้สัปดาห์นี้

สำหรับตอนนี้ ผมอยากให้ระมัดระวังการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวเป็นส่วนใหญ่ครับ และถ้าจะให้ดีผมว่าการกระจายการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้แทน โดยเลือกกองทุนที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในช่วงนี้ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ แนะนำให้กลับมาทยอยซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากตลาดหุ้นขาลงจากความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีที่อาจเพิ่มขึ้น หลังจากปธน. ทรัมป์ ยังคงท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือ ซึ่งอาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงขึ้นครับ แม้ว่าความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจะดูเหมือนลดลง แต่ผมว่าเพิ่มเติมไว้ก่อนจะดีกว่าครับในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนแบบนี้
  • น้ำมัน ผมแนะนำชะลอการลงทุนในน้ำมันต่อไปก่อนครับ เนื่องจากราคาน้ำมันได้ปรับขึ้นมารับปัจจัยบวกต่างๆ แล้ว เช่น ความต้องการน้ำมันดิบจากการกลับมาเปิดโรงกลั่นในสหรัฐฯ หลังจากพายุฮาร์วีย์สงบลง ในขณะที่ตัวเลขส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯเพิ่มสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมา ซึ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยงของอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากการกลับมาเปิดแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ 

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกสัปดาห์นี้

สัปดาห์นี้ยังแนะนำให้ชะลอการลงทุนน้ำมันต่อ แต่กลับมาสะสมทองคำรอได้เลยครับผม

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

ตัดตัวเลือกลงไปหลายตัว แต่แนะนำว่ายังไปต่อได้ครับสำหรับประเทศจีน A-Share แต่สำหรับตลาดพัฒนาแล้วทั้งหลาย ยังจัดเต็มได้ทั้ง สหรัฐฯ ยุโรป และ ญี่ปุ่น ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกก็กลับมาสะสมทองคำได้เช่นกันครับ

อย่าลืมติตตามสถานการณ์ลงทุนประจำสัปดาห์ และกลยุทธ์ในการลงทุนดีๆ กับผม อัศวินกองทุน และ Weekly Outlook แบบนี้เป็นประจำต่อเนื่องได้ที่นี่ครับ สำหรับสัปดาห์นี้ต้องลาไปก่อน สวัสดีคร้าบบบบบ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  6 ตุลาคม  2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

[Preview] THE ESSE SUKHUMVIT 36 สุดยอดทำเลหรูกลางเมืองที่คุณไม่ควรพลาด

“แค่ 20 เมตรจากสถานีรถไฟฟ้าทองหล่อ”

อ่านแค่ประโยคนี้ก็น่าตื่นเต้นแล้ว อย่างที่รู้กันว่าแถวสุขุมวิททองหล่อนี่ถือเป็นแหล่งของไลฟ์สไตล์หรูหราย่านกลางใจเมือง ทั้งห้างดังห้างหรูที่มีให้เลือกเดินกันอย่างจุใจ ไหนจะคอมมูนิตี้มอลล์หลากหลายแห่งให้เลือกเปลี่ยนบรรยากาศ รวมไปถึงร้านนั่งชิล และแหล่งแฮงค์เอาท์มากมายสำหรับผู้ที่ชอบเสพรสชาติของดนตรีทุกคน

THE ESSE SUKHUMVIT 36 จึงถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก

‘THE ESSE SUKHUMVIT 36’ คือคอนโดมิเนียมที่เกิดจากการร่วมทุนกันระหว่าง บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ฮ่องกง แลนด์ บริษัทอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ระดับโลก โดยงานด้านสถาปัตยกรรม Tandem บริษัทออกแบบสัญชาติไทย ได้ทำงานร่วมกับที่ปรึกษาซึ่งสถาปนิกชื่อดังระดับโลกอย่าง “SOM” Skidmore, Owings and Merrill (Thailand) Co. Ltd ส่วนภูมิสถาปัตยกรรมได้รับการดูแลโดย shma ในขณะที่งานตกแต่งภายในเป็นผลงานของ dwp

แอบกระซิบนิดหนึ่งว่าบริษัทฮ่องกงแลนด์ที่สิงห์เอสเตทร่วมจับมือด้วยในโครงการนี้ ถือเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์เก่าแก่จากฮ่องกงที่ก่อตั้งมากว่า 100 ปี โดยเน้นทำแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ที่หรูหราตามสุดยอดทำเลทองของเอเชีย โดยเมื่อก่อนจะเน้นอยู่ที่ฮ่องกงและสิงคโปร์เป็นหลัก แต่ตอนนี้ขยายไปยังทำเลใหม่ๆ ที่มีศักยภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจีนในโซนปักกิ่ง รวมไปถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเติบโต อย่างเช่นไทยเราในโครงการนี้ ซึ่งบริษัทฮ่องกงแลนด์นี้ก็จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน สหราชอาณาจักรอีกด้วย

โครงการเป็นอาคาร 43 ชั้นบนถนนสุขุมวิท มีจำนวนห้องชุด 338 ยูนิต ด้วยขนาดห้องชุดไล่ตั้งแต่ 38.5 – 252 ตารางเมตร โดยจุดเด่นที่น่าประทับใจที่สุดของ THE ESSE SUKHUMVIT 36 คือทำเลที่เรียกได้ว่ากลางใจเมืองกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริง บนที่ดินแถบทองหล่อที่มีมูลค่าสูงที่สุด ณ ปัจจุบันนี้

ทำเลของ THE ESSE SUKHUMVIT 36 เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองมาก

ด้วยระยะที่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าทองหล่อเพียง 20 เมตร และสถานีรถไฟใต้ดินสุขุมวิท 2.4 กิโลเมตร ทำให้การเดินทางรอบกรุงเทพเป็นไปอย่างสะดวกสบาย ลืมปัญหาเรื่องรถติด ฝนตก นรกศุกร์สิ้นเดือนไปได้เลย

แต่ถ้าชอบขับรถไปไหนมาไหนเองก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะทางด่วนก็อยู่ใกล้แค่นิดเดียว แต่เอ้ออ ขอนอกเรื่องหน่อยนะ ผลสำรวจเขาบอกว่าคนที่ขึ้นรถไฟฟ้ามากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นคนโสด ดังนั้น ถ้าเราเป็นคนโสดอย่าลืมขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อเพิ่มโอกาสการเจอความรักให้ตัวเอง เราอาจจะได้แฟนตอนยืนรอขึ้นสถานีก็เป็นได้ใครจะไปรู้ คิดดูสิ เดินออกจากบ้านไปแค่ 20 เมตรก็ถึงแหล่งรวมคนโสดประจำประเทศไทยแล้ว

อย่างที่ทราบกันดีว่าทองหล่อถือเป็นแหล่งแฮงค์เอาท์ชั้นเยี่ยมของชาวกรุงเทพ THE ESSE SUKHUMVIT 36 จึงกลายเป็นทำเลทองสำหรับคนที่ชอบไลฟ์สไตล์สนุกสนานครึกครื้นของกรุงเทพมหานคร หากอยากไปเดินซื้อของหรูหน่อย ที่นี่ก็ไม่ไกลจาก The EM District เลย ทั้ง The Emporium ทั้ง The EmQuartier ที่คัดสรรสารพัดแบรนด์ดังมาให้เลือกอย่างจุใจ และ The EmSphere ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

วันไหนอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศไปเดินห้างที่มีการตกแต่งแปลกใหม่มีร้านรวงหลากหลาย Gateway Ekamai และ Terminal 21 ก็เป็นทางเลือกที่ไม่ควรพลาด แต่ถ้าหากเบื่อแอร์ในห้างแล้ว อยากเดินรับบรรยากาศสบายๆ ตามธรรมชาติบ้าง ทำเลนี้ก็มีคอมมูนิตี้มอลล์ให้เลือกอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Rain Hill, Market Place, Seenspace, J Avenue, K Village และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ถ้ายังเบื่อในเบื่อในเบื่อไปอีก ทองหล่อก็มีร้านรวงเดี่ยวๆ มากมายให้เลือกสรร อย่างที่รู้กันว่าตามซอกตามหลืบตามมุมของถนนสุขุมวิทนั้นเต็มไปด้วยร้านดีร้านเด็ดจำนวนมาก เรียกว่าคืนวันศุกร์สิ้นเดือนทีไร ถนนเส้นนี้แทบจะกลายเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองขนาดย่อมๆ กันเลยทีเดียว

ในด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานก็มีอย่างไม่ขาดตกบกพร่องเช่นกัน THE ESSE SUKHUMVIT 36 รายล้อมไปด้วยสถานศึกษาที่เรียกได้ว่ามีตั้งแต่อนุบาลหนึ่งไปจนถึงปริญญาเอก แต่ถ้าเรียนจบไปแล้วอยากจะไปเดินเนียนชมนิสิตนักศึกษา เอ๊ย เดินชมบรรยากาศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒหรือมหาวิทยาลัยกรุงเทพก็ห่างไปแค่นิดเดียว นอกจากนี้ ในส่วนของโรงพยาบาลก็มีให้เลือกเข้ารับบริการอย่างหลากหลาย บำรุงราษฎร์เอย กรุงเทพดุสิตเวชการเอย สมิติเวชเอย เรียกได้ว่าคุณพ่อคุณแม่ก็ใกล้มือหมอ คุณลูกคุณหลานก็ไม่ห่างจากคุณครูเลย

หากสนใจโครงการ THE ESSE SUKHUMVIT 36 : A NEW ESSEENCE OF LUXURIOUS LIVING สามารถโทรศัพท์มาที่ 1221 หรือกดลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมและสิทธิพิเศษได้ที่ http://www.singhaestate.co.th//condominium/the-esse-sukhumvit-36

สำหรับการเลือกคอนโดสักหลังสำหรับอยู่อาศัยในเมือง การตัดสินใจเรื่องทำเลถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการเลือกอยู่ในทำเลที่ดีในแง่ของการเดินทางสามารถช่วยประหยัดเวลาในชีวิตได้มาก ยิ่งการเดินทางสะดวกก็ยิ่งเหลือเวลาเหลือพลังงานในชีวิตมากขึ้น มากพอที่จะนำไปใช้บริหารการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว

นอกจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อลงทุนแล้ว การซื้อคอนโดมิเนียมเพื่ออยู่อาศัยก็นับเป็นการลงทุนได้เช่นกัน หัวใจของนักลงทุนคือเราจะต้องเลือกซื้อทรัพย์สินที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่า หรือไม่ก็ซื้อทรัพย์สินที่ราคาเท่ากับมูลค่า หากทรัพย์สินนั้นมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในอนาคต

THE ESSE SUKHUMVIT 36 จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่นักลงทุนสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจ เพราะถ้าหากนักลงทุนสามารถใช้ประโยชน์จากสุดยอดทำเลของทรัพย์สินแห่งนี้ได้อย่างคุ้มค่าแล้ว การซื้ออสังหาริมทรัพย์ครั้งนี้ก็อาจจะเป็นการลงทุนที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save