‘เมียม’ สาวไทยกับความสำเร็จระดับโลก เมื่อความฝันไม่จำกัดในแรงโน้มถ่วง

11 กุมภาพันธ์ 2559 วันสำคัญที่ถูกบันทึกลงหน้าประวัติศาสตร์ กับการค้นพบ ‘คลื่นความโน้มถ่วง’ ครั้งแรกของโลก โดยทีม ไลโก (LASER Interferometer Gravitational-wave Observatory :  LIGO) ความพิเศษคือ ณ วันที่ค้นพบมีนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์สาวไทยอยู่ด้วย!

“ไม่มีถามอายุกัน ไม่มีระบบอาวุโส ผิดก็คือผิด” เมียม-ณัฐสินี กิจบุญชู สาวไทยอดีต Operations Specialist ที่ LIGO Hanford Observatory บอกเล่าประสบการณ์จากการทำงานในต่างประเทศ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เธอชื่นชอบ

จากนักเรียนหญิงธรรมดาที่ชอบเรื่องดาว ต้องไปใช้ชีวิตต่างแดนคนเดียว เพื่อเปลี่ยนความชอบให้กลายเป็นงานที่ใช่ กับประสบการณ์การร่วมงานกับชาวต่างชาติ

คุณเมียม-ณัฐสินี กิจบุญชู สาวไทยกับความสำเร็จระดับโลก

เห็นว่าคนที่ LIGO ค่อนข้างกันเอง

ลักษณะนิสัยนักฟิสิกส์ แปลก ๆ ก็จะมีเยอะ เข้าสังคมไม่ค่อยได้ ออทิสติกก็มี แต่ทุกคนเป็นกันเอง คุยกับหัวหน้าได้เหมือนคุยกับเพื่อน ภาษาอังกฤษไม่มีมาเรียกพี่น้องป้าน้าอา ไม่มีถามอายุกัน ไม่มีระบบอาวุโส ผิดก็คือผิด ตำแหน่งการเลื่อนตำแหน่งก็ออกทางผลงาน

ถ้าเราทำงานดีมันก็ออกมาทางงานอ่ะ มันไม่ต้องมา impress เจ้านาย ถ้าเราทำครบเราก็กลับ บ้าน

แล้วได้เข้าไปทำงานได้ยังไง

เราเห็นโฆษณาเปิดรับสมัคร ก็ส่ง CV ไปที่ LIGO เขาไม่ดูพวกเกรดเลยนะ อาจเพราะเรารับทำงานวิจัยให้อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 1 ด้วย ก็เลยมีผลงานเป็นเครื่องยืนยัน

“Connection มันสำคัญนะ เรารู้จักอาจารย์ ถ้าอาจารย์เขาคอนเฟิร์มว่าเราโอเค คนที่เขาจ้างงาน(ที่รู้จักกับอาจารย์ของเรา)เขาก็จะโอเค”

1 วันที่ LIGO ของสาวไทยคนนี้ทำอะไรบ้าง

ต้องบอกก่อนว่าตำแหน่งที่ทำเป็นตำแหน่ง Operations Specialist คอยดูเครื่องตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วง ถ้าเกิดแผ่นดินไหว เครื่องหลุดล็อค เราก็มีหน้าที่ต้องทำให้มันกลับเข้าสู่สภาวะปกติ (สภาวะสังเกตการณ์) เพราะเป็นการเฝ้าแบบ 24 ชม. เลยมีคนทำเวียนกัน 9 คน

วันนึงก็จะทำ 8 ชม. บางวันก็เกิน แต่ก็ไม่มีโบนัสอะไรนะ เราชอบก็ทำเพิ่มไปเพื่อประสบการณ์ นานสุดที่เคยอยู่ก็ 16 ชม. พวกผู้ใหญ่เขาจะไม่ค่อยชอบนะ เพราะกลัวเราเหนื่อย แล้วพลาดไปทำอะไรพัง (หัวเราะ) เวลาไม่อยู่กะก็จะมาดูแลระบบชดเชยความร้อ

ไปอยู่ต่างประเทศคนเดียว เจอปัญหาอะไรบ้าง

ไม่ค่อยเจอปัญหาอะไรนะ อย่างที่คนชอบบอกว่ามาอยู่แล้วคนเอเชีย ยิ่งเป็นสาวไทยจะโดนเหยียด ก็ไม่เคยโดนเลย ปัญหาส่วนใหญ่มาจากคนไทยในต่างประเทศเนี่ยแหละ แค่บางคนนะ จะค่อนข้างเห็นแก่ตัวเยอะ คือเงินไทยพอมาแปลงเป็นเงินดอลลาร์มันก็น้อยใช่ไหม ความงกกับความเห็นแก่ตัวก็คูณเข้าไปตามนั้นเลย แต่คนดี ๆ ก็มี ตอนนี้ก็มีเพื่อนคนไทยในต่างประเทศอยู่

แล้วเริ่มคิดจะไปต่างประเทศตั้งแต่ตอนไหน

ช่วงมัธยมปลาย เราได้ยินเรื่องโครงการแลกเปลี่ยน ก็คุยกับที่บ้านแล้วก็ไปเลยตอน ม.6 แต่ความจริงอยากไปตั้งนานแล้วนะ มันรู้สึกว่าที่ต่างประเทศเปิดกว้างกว่า ถ้าเราจบนอกจะไปสมัครงานที่ไหนมันก็ดี บวกกับที่ประเทศไทยก็ยังไม่ค่อยสาขาวิชาที่รองรับเรื่องดาราศาสตร์ที่เราชอบด้วย

ถ้าเรียนต่อที่ไทย แล้วไม่ได้มหา’ลัยดัง ๆ คนจะตั้งคำถามละ เราตัดสินใจไปเรียนเพราะมองเรื่องโอกาสมากกว่า

เห็นว่าสาขาที่เรียนไม่ใช่ดาราศาสตร์โดยตรง

ใช่ค่ะ มันเป็นฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ตอนที่เลือกเรียนไม่รู้ว่าดาราศาสตร์จะเกี่ยวข้องกับฟิสิกส์เยอะขนาดนี้ นึกว่าจะได้ดูดาวเยอะ ๆ เรียนมา 4 ปี ได้ดูดาวแค่เทอมเดียว แต่ไม่รู้สึกเบื่อเลยนะ เพราะก็ชอบทั้งคู่ ถือว่าเลือกถูก ปกติเราเป็นคนขี้เบื่อ ถ้ามันง่ายก็จะเบื่อ แต่กับเรื่องยาก ๆ เราก็อยากจะทำไปจนกว่ามันจะได้

ตอนแรกคิดว่าฟิสิกส์มันน่าเบื่อนะ ไม่มีสีสันอะไรเลย แต่พอเรียนจริง ๆ ถึงเข้าใจว่ามันมีอะไรเยอะมากที่ยังไม่รู้ ไม่ใช่แค่มานั่งเขียนสูตร แต่ได้ลงมือทำ มันมีอะไรมากกว่าแค่หน้ากระดาษที่เราเห็นนั่นแหละ

เมียม-ณัฐสินี สาวไทยหนึ่งเดียว ขณะทำงาน Operations Specialist ที่ LIGO Hanford Observatory

เพราะ ‘ดาราศาสตร์’ คือตัวตนที่ใช่

เราสนใจเรื่องหลุมดำ กาแล็กซี่ หาซื้อหนังสือมาอ่านเยอะแยะเลย มาเริ่มรู้สึกว่าชอบจริง ๆ ตอนมีโอกาสได้ไปดูดาวครั้งแรก ที่กล้องดูดาวของเพื่อน แล้วก็เห็นว่า ‘เฮ้ย…ดาวเสาร์มันมีวงแหวนจริง ๆ ดาวอังคารก็มีสีแดง’ มันเป็นความตื่นเต้นระดับเด็ก ๆ

ถ้าเราไม่ได้สนใจ ก็จะเห็นดาวเป็นแค่จุดขาว ๆ ที่พอพระอาทิตย์ขึ้นก็จางหายไป แต่สำหรับมันคือจุดเริ่มต้น ที่ทำให้ตัดสินใจเลือกเรียนทางด้านดาราศาสตร์

จากเด็กมัธยมสู่สาวไทยในต่างแดน ตอนนี้โตขึ้นแค่ไหน

ถามว่าโตขึ้นกว่าเดิมไหม โตขึ้นเยอะเลย เพราะอยู่คนเดียวมันต้องแก้ปัญหาเองคนเดียว มันไม่มีใครมาช่วย เราก็ได้เห็นโลกภายนอกไม่เหมือนตอนอยู่ที่บ้าน เรียกว่าโตตามประสบการณ์ โลกนี้มันไม่ได้มีเราคนเดียว ถึงเราจะไม่ได้ชอบคนอื่น แต่ต้องทำให้คนอื่นชอบเรา คิดว่าเราทำดีกับคนอื่นก็เป็นผลดีกับเราเอง

เคยรู้สึก Fail กับตัวเองบ้างไหม

ไม่เคยมีโมเม้นท์ที่รู้สึกแย่กับตัวเองเลย คือไม่รู้สึกเสียใจที่ทำลงไป อะไรที่ทำพลาดก็แก้ไขสิ ไปนั่งเศร้าก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ถามว่าเคยไม่สนุกกับงานไหม ก็เคย อย่างตอนที่ตัดสินใจออกจากตำแหน่ง Operation Specialist มาก็เพราะมันอิ่มตัว บางวันไม่มีเป้าหมายอะไร เราก็ไม่รู้จะไปทำอะไร

“ถ้าตัวเองตื่นมาละแบบไม่อยากไปทำงานบ่อย ๆ ก็เปลี่ยนงานเถอะ”

อนาคตมีแพลนจะกลับมาทำงานที่ประเทศไทยไหม

กลับไปทำอะไรหล่ะ? ไม่ใช่ว่าไม่อยากกลับ แต่สายงานนี้คงไม่มีสายงานให้ทำนอกจากเป็นอาจารย์ แล้วก็คิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กรที่ประเทศไทยด้วย เท่าที่เพื่อนเล่าให้ฟัง

ในฐานะเป็นไอดอลสาวไทยของหลายๆ คน อยากบอกอะไรกับคนที่มีฝัน แต่ยังกล้า ๆ กลัว ๆ

ลองทำอะไรใหม่ อย่ายึดติด ลองแบบไปดูดาวบ้าง วาดรูปบ้าง ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำดู ทำอะไรได้ทำ สักวันเราอาจจะรู้ก็ได้ว่าเราชอบในสิ่งที่ทำอยู่

“ตื่นนอน อยู่บ้าน ไปเรียน นอน ถ้าชีวิตมีแค่นี้มันก็จะไม่รู้ว่าเราชอบอะไร เพราะเราเจออยู่แค่นี้”

อาจดูเหมือนยากที่จะทำสิ่งที่ฝันให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา แต่คุณเมียม สาวไทยคนเก่งก็แสดงให้เห็นแล้วว่ามันไม่ยาก ถ้าลองได้พุ่งเข้าใส่จริง ๆ ไม่มีอะไรที่ทำแล้วต้องมานั่งเสียใจแน่นอน

6 เทคนิคเลือกกองทุน LTF/RMF หน้าใหม่ให้เข้าเป้า

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ใกล้สิ้นปีแบบนี้ สิ่งที่คลินิกกองทุนจะอัพเดทให้ทุกคน คงจะต้องเป็นเครื่องมือ LTF/RMF อย่างแน่นอนครับ ซึ่งหลายๆ ท่านก็ตั้งตารออยู่ใช่ไหมครับว่าจะมีกองทุนไหนที่น่าลงทุน หรือว่ามีเทคนิคอะไรดีๆ ในการซื้อกองทุนในช่วงนี้

ผมเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมาไม่นานนี้ มีบางบลจ. เองก็ทยอยออกกองทุนใหม่ๆ มาให้เลือกมากมายเลยทีเดียว ทำให้นักลงทุนเองก็ยังงงๆ กันอยู่ เพราะว่ามันมีหลายประเภท หลายแบบจนเลือกกันไม่ถูกเลยครับ ซึ่งแต่ละกองทุนก็จะมีความโดดเด่นไม่เหมือนกัน ความมีเสน่ห์ของแต่ละกองก็มีแรงดึงดูดให้เราเข้าไปลงทุนทั้งนั้นครับ

ปัญหาคือ เราจะเลือกกองทุน IPO อย่างไรให้สบายใจในการลงทุน รวมถึงได้ประโยชน์สูงสุดในเรื่องกระจายความเสี่ยง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี เพราะว่าปัญหาของกองทุน IPO ส่วนใหญ่คือ บางกองทุนไม่ได้มีผลตอบแทนย้อนหลังให้กับเราในการตัดสินใจที่จะลงทุนนั้นเอง

แต่วันนี้ผมมีคำตอบให้แก่นักลงทุนที่อยากจะลงทุนกับกองทุน IPO ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุน LTF/RMF ที่จะช่วยเราลดหย่อนภาษีได้ด้วยครับ เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัวเลย ซึ่งผมจะบอกเลยครับว่า

ถ้าเราเลือกกองทุนได้ดี ก็มีโอกาสจะได้กองทุนที่ทำผลตอบแทนที่ดีมากๆ ซึ่งจะทำให้มีเงินเก็บมากกว่าที่คิดไว้ในตอนแรก หรือว่ามีเงินเก็บเพื่อเกษียณได้รวดเร็วขึ้นไปอีกครับ

โดยประเด็นในการเลือกกองทุน IPO เพื่อการลงทุนนั้น เราคงต้องมองหลายอย่างครับ ถ้ากองทุนนั้นเป็นกองทุนต่างประเทศ แล้วมาเป็นกองทุน IPO ในไทยในรูปแบบของ Feeder Fund หรือว่า Fund of Fund อันนี้ไม่ยากในการหาข้อมูลเลยครับ เพราะว่าส่วนใหญ่จะมีข้อมูลย้อนหลังของกองทุนหลักมาอยู่แล้วว่า กองทุนทำผลงานได้ดีแค่ไหน กลยุทธ์ลงทุนเป็นอย่างไร ความเสี่ยงมากหรือน้อย หรือว่าจะเป็นกลุ่ม LTF/RMF ที่ใช้นโยบายของกองทุนเปิดที่มีอยู่แล้ว ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี เนื่องจากในกลุ่มกองทุนที่เป็นรูปแบบนี้จะทำให้เราได้โอกาสที่จะเลือกลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายตรงใจ แล้วได้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วย ซึ่งเราสามารถดูเอกสารผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนเปิดต้นแบบนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย 

หลักการที่สำคัญในการเลือกกองทุน IPO คือ

1. ต้องเข้าใจสไตล์ และแนวคิดการลงทุนของกองทุน

2. ต้องเป็นกองทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงิน เพื่อนำไปต่อยอดบริหารพอร์ตการลงทุนในกองทุนที่มีความหลากหลายมากขึ้น

ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผลตอบแทนที่คาดหวังนั้นจะดีหรือไม่ดี จะขึ้นอยู่กับแนวคิด และวิธีการลงทุนของผู้จัดการกองทุน และทีมงานครับ หากกองทุนไหนที่มีผลตอบแทนย้อนหลังดีๆ แล้วมีแนวคิดหรือวิธีการลงทุนที่แข็งแกร่งแล้วละก็ กองทุนนั้นก็มักจะทำผลตอบแทนได้ดีอย่างต่อเนื่องครับ

ส่วนการจัดพอร์ตการลงทุนก็จะเป็นตัวช่วยให้เราได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้นครับเนื่องจากสินทรัพย์แต่ละอย่างไม่ว่าจะเป็น หุ้น ตราสารหนี้ อสังหาฯ ทองคำ หุ้นต่างประเทศ ฯลฯ ส่วนใหญ่จะขึ้นลงคนละทิศทาง ทำให้ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ปรับตัวลดลงมากจนเกินที่เราจะรับความเสี่ยงได้ ถ้าใครที่จัดพอร์ตและลงทุนระยะยาวมากๆ ก็จะเห็นว่า ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นนั้นมักจะบรรลุเป้าหมายการลงทุนได้ครับ

คราวนี้เรามาดูตัวอย่างกองทุนออกใหม่กันบ้าง ซึ่งครั้งนี้ผมหยิบเอา 5 กองทุน จาก บลจ. กรุงศรี เพื่อมาดูกันว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง หลังจากที่ผมได้เห็นข้อมูลกองทุนที่ออกมาใหม่นั้น ผมคิดออกทันทีว่า ผู้จัดการกองทุนและทีมงานที่ออกกองทุนใหม่ๆ เหล่านี้มาเพื่อช่วยในการจัดพอร์ตลงทุนระยะยาวโดยเฉพาะเลยครับ และทุกกองทุนก็เป็นกองทุนเปิดที่มีผลงานให้เห็นมาก่อนแล้ว ทางบริษัทนำมาเปิดเป็น LTF/RMF กองทุนใหม่ เพิ่มทางเลือกน่าสนใจให้ผู้ลงทุน เรามาดูกันครับ

กองทุน KFLTFSTARD และ กองทุน KFSTARRMF

เราเรียกได้ว่าเป็นกองทุนหุ้นคู่หูประหยัดภาษีครับ เพราะว่าทั้ง 2 กองทุนนี้จะมีนโยบายและกลยุทธ์การลงทุนเหมือนกันต่างกันเพียงแค่ลักษณะภายนอกที่กองทุนหนึ่งเป็น RMF และอีกกองทุนเป็น LTF ที่มี นโยบายจ่ายเงินปันผลอยู่ด้วยครับ

ส่วนจุดเด่นของทั้ง 2 กองทุนก็คือการที่มีสไตล์การลงทุนแบบเปิดกว้างมากๆ คือ ลงทุนได้ทั้งหุ้นเล็ก หุ้นกลาง หุ้นใหญ่ หุ้นเน้นเติบโต และหุ้นปันผล เรียกได้ว่ากลั่นหุ้นดีๆ มาจากทุกแบบครับ ซึ่งหุ้นที่คัดมานั้น ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่หุ้นราคาไม่แพง แต่ว่ามีการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในตลาดหุ้นไทย และมีการปรับพอร์ตยืดหยุ่น ขึ้นกับว่าภาวะตลาดในแต่ละช่วงเหมาะกับหุ้นแบบไหนครับ นั่นหมายความว่า แม้ระยะสั้นตลาดหุ้นจะผันผวน แต่เราจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาวจากการบริหารพอร์ตที่ดีครับ

กองทุนเปิดที่นโยบายเหมือนกันนี้คือ KFTSTAR-D ที่เพิ่งเปิดตัวไปได้ 6 เดือน ผลตอบแทนน่าสนใจทีเดียวครับ

กองทุน KFHAPPYRMF

กองทุนถัดไป เรามาดูกองทุนที่ออกแบบมาเพื่อคนที่รับความเสี่ยงได้ไม่สูงมากนัก หรือว่าคนที่ใกล้จะเกษียณครับ โดยกองทุน KFHAPPYRMF (ใครเป็นคนคิดเนี่ย ชื่อดูชิลจริงๆ) จะเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างตราสารหนี้ภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะในไทยเท่านั้นครับ โดยจะลงทุนในส่วนนี้สูงถึง 75% และส่วนที่เหลืออีกไม่เกิน 25% นั้นจะไปลงทุนในหุ้น กอง REITs กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนอสังหาฯ โดยสัดส่วนการลงทุนในแต่ละช่วงจะปรับได้ตั้งแต่ 0-25% ตามมุมมองของผู้จัดการกองทุนครับ

ต้องบอกว่านี่เป็นจุดเด่นสำหรับใครหลายคนที่อยากได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอบนความผันผวนที่ไม่มากจนเกินไป เพื่อให้เงินสะสมเติบโตครับ เนื่องจากว่าตราสารหนี้จะมีรายได้ที่สม่ำเสมอ รวมถึงกอง REITs และโครงสร้างพื้นฐานเองก็จะให้ผลตอบแทนที่เกิดจากค่าเช่า หรือการใช้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้น แน่นอนว่าส่วนใหญ่จะเป็นกิจการที่ให้กระแสเงินสดได้อย่างดีเลยครับ ถือเป็นผลตอบแทนที่ค่อยๆ สะสมเพิ่มพูนไปในกองทุน ถือว่าโดนใจผมมากๆ เพราะว่าผมเองก็เป็นแฟนพันธุ์แท้กองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทยเหมือนกันครับ

กองทุน KFGTECHRMF

ส่วนกองทุนถัดมา ผมจะเรียกว่าเป็นกองทุนที่เป็นหัวหอกในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาวครับ เนื่องจากเป็นกองทุนที่ไปลงทุนกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตสูงอย่างกลุ่ม Technology ครับ นั่นก็คือกองทุน KFGTECHRMF

โดยกองทุนนี้จะไปลงทุนต่อในกองทุน T-Rowe Price Fund SICAV- Global Technology Equity Fund ครับ ซึ่งกองทุนนี้มีการบริหารงานที่น่าสนใจ คือ เน้นเลือกหุ้นเทคโนโลยีที่เป็น New Technology เช่น AI, Cloud Technology เป็นต้น 

เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องของการใช้ Big Data มาทำ AI (Artificial Intelligent) หรือ Machine Learning เพื่อให้ระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น แม่นยำมากขึ้น และที่สำคัญระบบพวกนี้สามารถพัฒนาได้เองอย่างต่อเนื่องอีกด้วยครับ

แน่นอนว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีข้อมูลมากมายมหาศาลเท่านั้น จึงจะทำเรื่องพวกนี้ได้ ในยุค 4.0 เป็นยุคทองของข้อมูลครับ ใครมีข้อมูลก็เปรียบเสมือนมีเหมืองทองคำอยู่ในมือเลยละครับ

ส่วนบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จะมีข้อมูลมากมายขนาดนี้ คงหนีไม่พ้นบริษัทที่เราคุ้นเคยกันดี คงไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก Alphabet เจ้าของ Google นั่นเองครับ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของหุ้นที่กองทุนถืออยู่ และยังเป็นหุ้นที่มีโอกาสจะเติบโตได้อีกมากในอนาคต 

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กองทุนสร้างผลตอบแทนได้ดีครับ เอาชนะทั้งเกณฑ์มาตรฐาน หรือว่า Benchmark และยังเอาชนะกองทุนอื่นๆ ที่อยู่กลุ่มเดียวกันได้อีกด้วยครับ

กองทุน KFCHINARMF

ส่วนกองทุนสุดท้ายที่ผมจะพูดถึง เป็นกองทุนในกลุ่มประเทศที่ผมชอบ และยังเขียนบทความถึงอยู่บ่อยๆ นั่นก็คือ กองทุนหุ้นในกลุ่มประเทศจีนที่มีชื่อว่า กองทุน KFCHINARMFผมคิดว่ากองทุนมีจุดน่าสนใจอยู่หลายๆ จุดครับ เช่น มีการกระจายการลงทุนที่นอกเหนือจากจีน อาทิ ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งเราเรียกกลุ่มประเทศเหล่านี้ว่า “Greater China” นั่นเองครับ

แน่นอนว่าเรื่องผลตอบแทนของกองทุนหลักเองคงไม่ต้องพูดถึงให้ยืดยาว เพราะกองทุนนี้สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนชนะ Benchmark อยู่อย่างสม่ำเสมอเลยครับ

เหตุที่กองทุนนี้มีความน่าสนใจ เนื่องมาจากการพัฒนาของกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศจีนที่เติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี อุปโภค บริโภค การบริการต่างๆ และยังมีแนวคิดการพัฒนาประเทศในระยะยาวของจีน ที่ดูแล้วมีความเป็นไปได้สูงมาก รวมถึงการขยายตัวของประชากร ที่ถึงแม้ว่าจะดูลดลงไปบ้างก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าประเทศจีนมีการบริโภคสินค้าที่มากขึ้น จากฐานกลุ่มคนชนชั้นกลาง และกลุ่มเศรษฐี  ที่มีมากขึ้นครับ

ดังนั้น หากจะลงทุนระยะยาวกับประเทศจีนแล้วละก็ กองทุนนี้เป็นอีกกองทุนที่น่าสนใจมาก ทั้งในแง่ของแนวโน้มการเติบโต และการกระจายความเสี่ยงได้ดี เพราะว่าไปลงทุนในหลายๆ ประเทศในกลุ่ม Greater China ครับ

ถึงตรงนี้ผมคิดว่ากองทุนที่ออกมาใหม่ของ บลจ. กรุงศรี นั้นเรียกได้ว่าสามารถเอามาจัดเป็นพอร์ตเพื่อลงทุนระยะยาวได้เลย เพราะว่าครบทั้ง หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ อสังหาฯ ตราสารหนี้ และยังมีกองทุนกลุ่มอุตสาหกรรมอีกด้วยครับ

โดยกองทุนที่มีความเสี่ยงปานกลางอย่างกองทุน KFHAPPYRMF ก็ถือว่ามีไว้เพื่อกระจายความเสี่ยงโดยมุ่งเน้นผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ส่วนกองทุนหุ้นไทย KFSTARRMFหรือว่าจะเป็น KFLTFSTARD ก็จะช่วยสร้างโอกาสของผลตอบแทนที่ดีในรูปแบบกองทุนหุ้น และยังมีกองทุนหุ้นจีน KFCHINARMF กับกองเทคโนโลยี KFGTECHRMFที่เป็นหัวหอกในการเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาวให้กับเราได้ครับ

ข้อสำคัญอีกอย่างคือ อย่าลืมแบ่งสัดส่วนกองทุนในแต่ละประเภทให้ดีนะครับ จะได้ไม่เป็นการทุ่มเงินลงทุนในกองทุนใดกองทุนหนึ่ง จนทำให้เราเสียเป้าหมายการลงทุนระยะยาวไป

เอาเป็นว่าสามารถกระจายการลงทุนไปยังกองทุนที่เน้นการเติบโต ที่อยู่ในกลุ่มที่กำลังจะออก IPO มาด้วย สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.krungsriasset.com/th/News/Promotion/20888.html ซึ่งกองทุนทั้งหมดนี้จะเริ่มทำการเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 3 – 10 ตุลาคมนี้ ผู้ที่สนใจหรือนักลงทุนท่านใดมีบัตรเครดิตในเครือ บลจ. กรุงศรี ก็สามารถนำไปใช้ลงทุนได้เช่นกันนะครับ เรียกได้ว่าสะดวกทุกช่องทางการลงทุนจริงๆ

ก่อนจะจากกัน ผมมีข้อมูล 6 ข้อที่เราควรจะตรวจสอบก่อนการลงทุนในกองทุน IPO มาฝากกัน ซึ่งกองทุนไหนที่เพิ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกจริงๆ อันนี้คงต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมกันให้เยอะๆ นะครับ

1. เลือกกองทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมาย:

ในเรื่องการลงทุนหลายๆ ครั้ง เรามักจะเลือกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด แต่จริงๆ แล้ว สิ่งแรกที่นักลงทุนควรจะเลือก หรือว่าตัดสินใจเพื่อที่จะลงทุนก็คือเรื่องของ “ความเสี่ยง”เพราะว่าจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบการลงทุนของเราครับ เช่น หากเป็นเป้าหมายระยะกลางๆ 3 ปีหรือคนไหนที่ลงทุนแล้วไม่ชอบความเสี่ยงสูงๆ แล้วละก็ ต่อให้มีกองทุนหุ้น IPO ออกมาโดยให้ผลตอบแทนคาดหวังเยอะๆ ถึง 10-12% ต่อปีก็ตาม เราก็อาจจะไม่เลือกลงทุนก็ได้ เพราะว่าอย่างกองทุนหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง ก็มีโอกาสที่จะขาดทุนได้มากเช่นเดียวกัน ซึ่งต้องลงทุนอย่างน้อยๆ 5-7 ปี ขึ้นไปครับ

2. ผลตอบแทนคาดหวังของกองทุนเป็นไปตามที่เราต้องการหรือไม่: 

ข้อนี้ผมขอพูดง่ายๆ ว่า เราคงต้องดูว่ากองทุนที่ลงทุนไปนั้น ทำให้เราบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ เช่น หากเป้าหมายเราต้องการผลตอบแทนที่ 7% แต่เลือกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนคาดหวังประมาณ 6% ก็คงไม่บรรลุเป้าหมายการลงทุนของเราแน่ๆ กองทุนที่ออกมานั้น เราคงต้องมองข้ามไปครับ

3. ผู้บริหารจัดการกองทุนเคยบริหารกองทุนไหนมาก่อน และผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนที่ เคยบริหารเป็นอย่างไรบ้าง: 

ส่วนใหญ่แล้วกองทุนที่ออกมาใหม่นั้น ก็ไม่ได้มีระบบจัดการใหม่ทั้งหมดนะครับ โดยเฉพาะผู้จัดการกองทุน ดังนั้นกองทุนใหม่ๆ นั้น ก็มักจะถูกบริหารงานด้วยผู้จัดการกองทุนคนเดิม หรือว่าทีมงานที่มีคุณภาพชุดเดิม ที่อยู่ใน บลจ. นั่นเองครับ ถ้าหากเราเคยลงทุนใน บลจ. นั้นๆ อยู่แล้ว ก็น่าจะดูผลตอบแทน และคุณภาพของกองทุนเดิมประกอบได้ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อาจะมีส่วนแตกต่างกันไปได้บ้างตามแนวคิดการลงทุนซึ่งจะอยู่ในข้อถัดไปเลยครับ

4. สไตล์การลงทุน และแนวคิดการลงทุนของกองทุนนี้เป็นอย่างไร:

จากข้อที่แล้ว สำหรับกองทุนที่ออกมาใหม่นั้น มักจะมีทีมงานบริหารกองทุนที่เหมือนกับกองทุนที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ แต่ว่ากองทุนใหม่ๆ เหล่านั้น บลจ. ก็อาจจะสร้างความแตกต่าง และปรับปรุงในส่วนกลยุทธ์การลงทุนรายกองทุนที่ไม่เหมือนกันแทนครับ เช่น บางกองทุนเน้นลงทุนในหุ้นเล็ก บางกองทุนเน้นลงทุนในกลุ่ม Healthcare เป็นหลัก หรือว่าบางกองทุนมีกลยุทธ์เลือกหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งเราก็คงต้องศึกษา และหาข้อมูลเพิ่มเติมครับว่า แต่ละกองทุนมีสไตล์การลงทุนเป็นอย่างไร เพื่อให้ได้กองทุนที่เราชอบจริงๆ

5. ค่าธรรมเนียมมีความเหมาะสมกับผลตอบแทนที่จะได้รับ:

ข้อนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการลงทุนครับ เนื่องจากค่าธรรมเนียมถือว่าเป็นต้นทุนสำคัญในการลงทุนระยะยาวของนักลงทุน ดังนั้น หากกองทุน IPO ที่เราเลือกมาทำผลตอบแทนได้ไม่ค่อยดี แถมยังมีค่าธรรมเนียมที่แพงอีก อันนี้คงต้องปรับเปลี่ยน และหากองทุนใหม่ที่ให้ผลตอบแทนที่ดี เพื่อความคุ้มค่าต่อค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปครับ

6. ต้องมีการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม อย่าลงทุนด้วยเงินทั้งหมดในกองทุน IPO ที่เพิ่งเปิดมา: 

ข้อนี้ถือว่าเป็นข้อสำคัญอีกข้อหนึ่ง เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่จะไม่ได้มองภาพรวมของการลงทุนเท่าไหร่นัก แต่กลับจะเน้นการลงทุนเป็นรายกองทุนไป โดยมักจะถามว่า กองทุนไหนดี กองทุนไหนน่าลงทุนในช่วงนี้ ซึ่งถ้านักลงทุนเองอยากจะลงทุนระยะยาวแล้วประสบความสำเร็จละก็ ผมแนะนำให้นักลงทุนควรกระจายการลงทุนอย่างถูกต้องร่วมด้วยครับ

สุดท้ายผมคิดว่านักลงทุนในกองทุนเอง ก็น่าจะได้ความรู้ไปกันพอสมควรแล้ว ไว้พบกันครั้งหน้านะครับ วันนี้ลาไปก่อน ขอให้โชคดีในการลงทุนกับกองทุนรวมนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial   

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 2-6 ตุลาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ ผม อัศวินกองทุน และคุณกำลังอยู่กับคอลัมน์ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ครับ

ผมมองว่าในช่วง 3 เดือนสุดท้ายนี้ จะเกิดเรื่องราวขึ้นมามากมายครับ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของทุกคนที่ติดตามครับ ดังนั้นช่วงนี้ ฝากติดตามกันให้ดีนะครับ

โดยเฉพาะภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้ จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง เรามาเริ่มกันเลยครับ!

ภาพรวมของตลาด

เริ่มกันที่ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีการปรับตัวสูงขึ้น หลังจากเจนเนต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐกล่าวว่ามีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม รวมถึงทางประธานาธิบดีทรัมป์ได้เปิดเผยมาตรการปฏิรูปภาษีทั้งของนิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯให้ดีขึ้น จึงเป็นที่น่าติดตามว่าหุ้นสหรัฐนั้นจะยังไปต่อได้ไหมครับผม

ส่วนทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรปก็ไม่ยอมน้อยหน้า ยังคงมีการปรับตัวสูงขึ้นจากหุ้นในกลุ่มธนาคารของประเทศยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้นตามผลการประชุมของ Fed ที่มีแนวโน้มขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนี้เช่นเดียวกันครับ

ย้ายมาดูฝั่งพี่ใหญ่เอเชีย ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงหลังจากรัฐบาลเพิ่มมาตรการคุมตลาดอสังหาฯ เพื่อลดการเก็งกำไร ทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มผู้รับเหมาออกมา ประกอบกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P ทำการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ของรัฐบาลจีน ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจ แบบนี้ต้องระวังครับว่าจะไปต่อได้หรือไม่ 

ส่วนทางตลาดเกิดใหม่อย่าง ตลาดหุ้นอินเดีย มีการปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นผลจากการที่นักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากตลาดปรับตัวขึ้นมาสูง และมีสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนอินเดีย-พม่า จากปัญหาผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาผิดกฎหมาย แหม่ น่าเสียดายจริงๆ เลยล่ะครับ

สุดท้ายสินทรัพย์ทางเลือก อย่างราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น หลังจากเกิดความตึงเครียดของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศอิรักที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณการส่งออกน้ำมันได้ ส่วนราคาทองคำปรับตัวลดลงจากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าหลังจากประธาน Fed ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี แบบนี้ทองจะหมดความน่าสนใจหรือไม่

จากภาพรวมที่เกิดขึ้นในตอนนี้ หลายคนคงสงสัยว่าจะยังไงต่อดี เราลองมาดูกันว่ากลยุทธ์ในสัปดาห์นี้จะไฉไลเหมือนกันหรือเปล่าครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผมยังแนะนำให้สะสมหุ้นสหรัฐฯต่อ แต่เน้นไปที่หุ้นขนาดเล็ก เพราะมีความคาดหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการประชุมสภาคองเกรส นอกจากนี้ภาวะทางการเงินในประเทศสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างผ่อนคลายและเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการของบริษัทขนาดเล็ก และที่สำคัญที่สุด คือ ตั้งแต่ต้นปียังผลตอบแทนของหุ้นขนาดเล็กยังน้อยกว่าหุ้นขนาดใหญ่ มีโอกาสเร่งตัวตามขึ้นมาได้ครับผม
  • ตลาดหุ้นยุโรป ยังไปต่อกับตลาดนี้ ผมแนะนำให้สะสมหุ้นยุโรปต่อไปครับ เพราะตอนนี้ธนาคารกลางยุโรปยังไม่ส่งสัญญาณถึงการลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ ประกอบกับเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้บริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ ผมมองว่าค่าเงินยูโรอาจอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์หลังจากประธาน Fed ยังคงยืนยันถึงการขึ้นดอกเบี้ยปลายปี ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการของบริษัทส่งออกในยุโรปอีกทางหนึ่งครับ จัดต่อไปครับผม
  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ไปต่อได้อยู่ครับ คำแนะนำคือสะสมหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากมูลค่าพื้นฐานของตลาดน่าสนใจมากขึ้น หลังจากตลาดถูกกดดันต่อเนื่องจากความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ในขณะที่นักวิเคราะห์ได้ปรับการคาดการณ์รายได้บริษัทขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ เช่น ยอดค้าปลีก และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงศักยภาพของความต้องการในประเทศที่มากขึ้น ดังนั้นไปต่อได้ครับผม
  • ตลาดหุ้นไทย สำหรับหุ้นไทยบ้านเรา ผมแนะนำให้เริ่มสะสมหุ้นไทยที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว เช่น การลงทุนภาคเอกชน ราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มดีขึ้น ประกอบกับความคาดหวังนโยบายลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนให้ดียิ่งขึ้นไปครับ
  • ตลาดหุ้นจีน ทางฝั่งหุ้นจีน ผมเน้นไปที่การสะสมหุ้นจีน A-share เพราะจากความคาดหวังถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของสินค้าโภคภัณฑ์ จากนโยบายการควบคุมกำลังการผลิตในสินค้าเช่น เหล็กและถ่านหิน นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่ขยายตัวดีกว่าคาดในช่วงครึ่งปีแรกจะช่วยให้รัฐบาลดำเนินนโยบายลดการก่อหนี้ของภาคเอกชนได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อเสถียรภาพและการขยายตัวเศรษฐกิจในระยะยาวอีกด้วยครับ

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุนสัปดาห์นี้

สัปดาห์นี้ดูเหมือนจะสดใสมากครับ ฝั่งตลาดเกิดใหม่ยังสามารถสะสมได้ต่อครับ ได้ทั้งไทย จีน และทางฝั่งประเทศพัฒนาให้สะสมสหรัฐกับยุโรปต่อไป (ยังคงเน้นหุ้นเล็กเหมือนที่ว่าไว้) ส่วนญี่ปุ่นก็สะสมกันต่อไปครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้สหรัฐฯ สำหรับอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 0.25% หลังประธานFed ส่งสัญญาณที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ และเดินหน้าลดขนาดงบดุลในเดือนตุลาคม และจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มปรับตัวดีขึ้นสูงกว่าตลาดคาด ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวสหรัฐฯ มีแนวโน้มทยอยปรับตัวขึ้น ทั้งนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะปรับตัวแข็งค่าขึ้น จากความคาดหวังนโยบายลดภาษีในช่วงการประชุมสภาของสหรัฐฯ
  • ตราสารหนี้ไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 1-3 ปี เริ่มปรับตัวขึ้น หลังธปท. มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ส่งผลให้ผลผลตอบแทนในช่วง 1-3 ปี ปรับขึ้นเนื่องจากผลตอบแทนส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่เริ่มเห็นสัญญาณค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่า ส่งผลให้ผลตอบแทนตราสารหนี้ไทยยังคงมีโอกาสที่จะปรับขึ้นต่อเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาต่างชาติเคลื่อนย้ายมาลงทุนในตราสารหนี้ไทยค่อนข้างมาก ผมยังแนะนำให้ระมัดระวังการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวต่อไปครับ

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้สัปดาห์นี้

สำหรับตอนนี้ ผมอยากให้ระมัดระวังการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวเป็นส่วนใหญ่ครับ และถ้าจะให้ดีผมว่าการกระจายการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้แทน โดยเลือกกองทุนที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในช่วงนี้ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ยังแนะนำให้ชะลอการลงทุนในทองคำต่อไปครับ เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจจะแข็งค่าขึ้นจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นและจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังมีความเป็นไปได้ นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังย้ำถึงการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปี ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ซึ่งทำให้ความจูงใจของการลงทุนในทองคำลดลงไปอีกครับ ดังนั้นตอนนี้พักยาวๆ เลยครับผม
  • น้ำมัน แม้ว่าจะดูเหมือนมีการปรับตัวขึ้น แต่ผมแนะนำให้ชะลอการลงทุนในน้ำมัน เนื่องจากราคาน้ำมันได้ปรับขึ้นมารับปัจจัยบวกต่างๆ ครบทั้งหมดแล้ว เช่น ความต้องการน้ำมันดิบจากการกลับมาเปิดโรงกลั่นในสหรัฐฯ หลังจากเฮอร์ริเคนฮาร์วี่สงบลง ในขณะที่ตัวเลขส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมา ซึ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยงของอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากการกลับมาเปิดแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ และจะเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันดิบได้อีกในอนาคตด้วย ดังนั้นอยู่นิ่งๆ ดีกว่าครับ

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกสัปดาห์นี้

สัปดาห์นี้ขอเปลี่ยนเป็นให้ชะลอการลงทุนในทองคำและน้ำมันทั้งคู่เลยครับ

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

เหมือนจะฉุดไม่อยู่จริงๆ ครับ สำหรับตลาดเกิดใหม่ของฝั่งไทย จีน ซึ่งเราก็ต้องดูแนวโน้มไปเรื่อยๆ ครับ แต่สำหรับตลาดพัฒนางานนี้เหมือนจะมากันทั้งหมดครับ สหรัฐ ยุโรป และ ญี่ปุ่น ซึ่งก็ต้องลงทุนกันอย่างระมัดระวังด้วยนครับ ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกต้องบอกว่างวดนี้ขอให้ชะลอกันไปก่อนครับผม

ส่วนสัปดาห์หน้าจะเป็นยังไง จะยังไปต่อหรือเปล่า อย่าลืมติดตามกันด้วยนะครับ แล้วพบกันใหม่ครับผม กับผม อัศวินกองทุน และ Weekly Outlook แบบนี้ทุกสัปดาห์คร้าบ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  29 กันยายน  2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

‘โรคร้ายแรง’ร้ายแค่ไหน ทำไมถึงจำเป็นต้องวางแผนให้ดี

หลายคนเวลาจะทำประกันสุขภาพ มักจะนึกถึงประกันสุขภาพที่เป็นตัวคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลทั่วไป เช่น ค่าห้อง ค่ายา หรือค่าผ่าตัด เป็นหลัก ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้เรามีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล เวลาที่ต้องนอนโรงพยาบาล แต่ในบางกรณี ลำพังประกันสุขภาพที่เป็นค่ารักษาพยาบาลทั่วไป อาจจะไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นสำหรับการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีที่หากเราต้องเข้ารับการรักษาจากการเป็น “โรคร้ายแรง” ขึ้นมา

โรคร้ายแรงที่ว่านี้ ก็คือโรคใดๆก็ตาม ที่สร้างความเจ็บปวดทรมานกับเราอย่างรุนแรง จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ และเป็นโรคที่อาจต้องรักษาโดยแพทย์หรือใช้เครื่องมือเฉพาะทาง รวมถึงอาจใช้เวลาในการรักษายาวนาน ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง ซึ่งตัวอย่างโรคร้ายแรงที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด 5 อันดับแรก ก็เช่น โรคมะเร็งต่างๆ, โรคหลอดเลือดในสมองแตกหรืออุดตัน, โรคเกี่ยวกับหัวใจ (เช่นหัวใจขาดเลือดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย), โรคไตวายเรื้อรัง และโรคเกี่ยวกับปอด (วัณโรค, ปอดอักเสบหรือมีปัญหาในระบบทางเดินหายใจ) เป็นต้น (ที่มา: สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข http://service.nso.go.th/nso/web/statseries/statseries09.html)

เพราะฉะนั้นหากเป็นไปได้ เราจึงควรวางแผนทำประกันสุขภาพให้ครอบคลุมส่วนของโรคร้ายแรงเหล่านี้เอาไว้ด้วย เพราะเราไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่า เราจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคอะไร ถ้าเป็นแล้วจะต้องใช้เวลารักษานานแค่ไหน หมดค่ารักษาไปเท่าไหร่

ดังนั้นต่อให้เตรียมเงินค่ารักษาไว้เองเป็นจำนวนมากแค่ไหน หรือมีประกันสุขภาพค่ารักษาพยาบาลทั่วไปอยู่แล้ว ก็ยังอาจจะไม่เพียงพอเลยก็ได้ 

ลักษณะของประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง

โดยทั่วไปแล้ว ประกันโรคร้ายแรงที่ขายกันอยู่จะมีความคุ้มครองอยู่ 2 แบบคือ

1. แบบคุ้มครองตลอดชีวิต จ่ายเบี้ยคงที่ ครบสัญญามีเงินคืน

มีลักษณะทั่วๆไปดังนี้

  • เป็นแพคเกจที่เหมือนกับซื้อประกันชีวิต + ประกันโรคร้ายแรงเอาไว้เรียบร้อย โดยมีลักษณะของสัญญาคล้ายกับการทำประกันชีวิตแบบตลอดชีพ คือมีการจ่ายเบี้ยช่วงเวลาหนึ่ง (10 หรือ 20 ปี) และจะมีสัญญาคุ้มครองไปจนถึงอายุ 85 , 90 หรือ 99 ปี
  • ค่าเบี้ยจะคงที่ตลอดระยะเวลาที่จ่าย
  • ค่าเบี้ยจะรวมทั้งเบี้ยคุ้มครองชีวิต และเบี้ยคุ้มครองโรคร้ายแรง โดยเบี้ยในส่วนของความคุ้มครองชีวิต จะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ (เบี้ยสำหรับคุ้มครองเรื่องโรคร้ายแรงจะไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ : หมายเหตุ ก่อนประกาศค่าลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพเป็นกฎหมาย)
  • คุ้มครองโรคร้ายแรงทั้ง ระยะเริ่มต้น หรือ ระยะลุกลาม ซึ่งจะจ่ายค่าชดเชยเป็นเปอร์เซ็นจากจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ทำไว้ (เช่น หากตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายแรงในระยะเริ่มต้น จะจ่าย 20% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย และหากตรวจพบว่าเป็นในระยะลุกลาม จะจ่าย 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย หรือตามวงเงินที่เหลืออยู่)
  • คุ้มครองกรณีหากเสียชีวิต 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย  ไม่ว่าจากโรคร้ายแรงหรือสาเหตุใดๆก็ตาม
  • หากอยู่จนครบสัญญา ก็จะได้รับเงินครบสัญญา 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เช่นกัน

2. แบบสัญญาเพิ่มเติม คุ้มครองปีต่อปี ต้องจ่ายเบี้ยตลอดอายุสัญญา เบี้ยแพงขึ้นเรื่อยๆ และเป็นเบี้ยจ่ายทิ้ง

มีลักษณะทั่วๆไป ดังนี้

  • เป็นสัญญาเพิ่มเติมแยกต่างหาก ที่ต้องเลือกซื้อพร้อมกับประกันชีวิตซึ่งเป็นสัญญาหลัก หรือ ต้องมีสัญญาหลักก่อนจึงจะซื้อสัญญาเพิ่มเติมได้
  • โดยทั่วไปจะคุ้มครองเฉพาะกรณีตรวจพบในระยะลุกลาม หรือเสียชีวิตจากโรคร้ายแรงเท่านั้น 
  • โดยทั่วไปจะคุ้มครองไปจนถึงอายุ 70 – 85 ปี
  • ค่าเบี้ยจะถูกปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามอายุ และเป็นเบี้ยแบบจ่ายทิ้ง ปีต่อปี ถ้าไม่เป็นโรคร้ายแรง
  • ค่าเบี้ยช่วยที่อายุยังน้อยๆ จะถูกกว่าแบบแรกค่อนข้างมาก แต่ช่วงหลังๆที่อายุมากขึ้น ค่าเบี้ยจะเริ่มแพงกว่าแบบแรก
  • ค่าเบี้ยประกันไม่สามารถของสัญญาเพิ่มเติมไม่สามารถ นำไปลดหย่อนภาษีสำหรับตัวเองได้

วิธีการวางแผนเลือกทำประกันโรคร้ายแรงอย่างเหมาะสม

เพื่อที่เราจะทำประกันโรคร้ายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เราควรจะประเมินค่าใช้จ่ายที่น่าจะเกิดขึ้นจากการรักษาในโรงพยาบาลที่เราคาดว่าจะใช้บริการเอาไว้ก่อน แล้วทำประกันโรคร้ายแรงที่วงเงินคุ้มครองเป็นจำนวนเท่านั้น เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด (เช่น สำรวจมาแล้วว่าค่ารักษาผ่าตัดหัวใจของโรงพยาบาล A ประมาณ 1 ล้านบาท ก็ควรทำประกันโรคร้ายแรงที่จำนวนเงินเอาประกันภัย 1 ล้านบาท)

หลังจากที่ประเมินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่เหมาะสมได้แล้ว ก็ค่อยมาเลือกว่า จะทำประกันโรคร้ายแรงแบบไหน แบบที่จ่ายเบี้ยคงที่ แต่เบี้ยช่วงแรกจะแพงกว่า หรือแบบเบี้ยปรับตามอายุ ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียที่ต่างกัน เหมาะกับความต้องการที่ต่างกัน ดังนี้

1. แบบคุ้มครองตลอดชีวิต จ่ายเบี้ยคงที่ ครบสัญญามีเงินคืน

ข้อดี

  • เบี้ยคงที่ วางแผนทำประกันได้ง่ายและชัดเจน
  • จ่ายเบี้ยแค่ 10-20 ปี แล้วไม่ต้องจ่ายอีกเลย คุ้มครองครองตลอดอายุสัญญา
  • คุ้มครองตั้งแต่กลุ่มโรคร้ายแรงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไม่ต้องรอจนถึงระยะลุกลาม
  • คุ้มครองชีวิตทุกกรณี ไม่ว่าเสียชีวิตจากโรคร้ายแรงหรือสาเหตุอะไรก็ตาม
  • เบี้ยประกันส่วนของความคุ้มครองชีวิตสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้
  • หากอยู่จนครบสัญญา ก็ได้เงินครบกำหนดสัญญาคืนด้วย

ข้อเสีย

  • ค่าเบี้ยต่อปีค่อนข้างแพง ถ้าเลือกทำแล้วอาจเหลือเงินไม่พอไปทำประกันสุขภาพอื่นที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล
  • ต้องมีวินัยในการจ่ายเบี้ยเนื่องจากต้องจ่ายเบี้ยให้ครบตามสัญญา 10-20 ปี หากต้องการยกเลิกในระหว่างอายุสัญญาจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการยกเลิก
  • จำนวนโรคร้ายแรงที่ให้ความคุ้มครองน้อยกว่าแบบสัญญาเพิ่มเติม

สรุป

เหมาะกับคนที่เน้นทำเพื่อคุ้มครองโรคร้ายแรงโดยเฉพาะ ที่ต้องการความคุ้มครองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไปจนตลอดชีวิต และต้องการความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต

2. แบบสัญญาเพิ่มเติม คุ้มครองปีต่อปี ต้องจ่ายเบี้ยตลอดอายุสัญญา เบี้ยแพงขึ้นเรื่อยๆ และเป็นเบี้ยจ่ายทิ้ง

ข้อดี

  • ทำตั้งแต่อายุยังน้อยมีโอกาสจะได้เบี้ยถูกกว่าแบบจ่ายเบี้ยคงที่ค่อนข้างมาก เนื่องจากสุขภาพยังแข็งแรง ยังไม่มีประวัติการเจ็บป่วยรุนแรง
  • เนื่องจากเบี้ยช่วงต้นไม่แพง จึงสามารถทำควบคู่กับประกันสุขภาพตัวอื่น โดยเฉพาะตัวคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลได้ ทำให้สามารถวางแผนคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ครอบคลุมมากกว่า
  • สามารถเลือกหยุดจ่ายเบี้ยสัญญาเพิ่มเติมได้ทันทีหากไม่ต้องการต่อสัญญา ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม โดยที่ยังมีความคุ้มครองชีวิตจากสัญญาหลัก และประกันสุขภาพจากสัญญาเพิ่มเติมตัวอื่นๆตามเดิม (ถ้ามี)
  • คุ้มครองโรคร้ายแรงจำนวนมาก ประมาณ 30-40 กว่าโรค

ข้อเสีย

  • ค่าเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปีหรือทุกๆ 5 ปี จึงไม่เหมาะจะทำเพื่อคุ้มครองโรคร้ายแรงในระยะยาว เพราะค่าเบี้ยช่วงอายุหลัง 70 ปีจะแพงมากๆ
  • โดยทั่วไป จะคุ้มครองเฉพาะกรณีเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงระยะลุกลามเท่านั้น ไม่คุ้มครองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้ต้องจ่ายค่ารักษาในระยะเริ่มต้นเอง หรือต้องทำประกันสุขภาพที่คุ้มครองค่ารักษาทั่วไปเพิ่มเติม
  • กรณีเสียชีวิต โดยส่วนมากจะคุ้มครองเฉพาะกรณีเสียชีวิตจากโรคร้ายแรงที่ระบุไว้ตามสัญญา หรือเสียชีวิตโดยมีความเกี่ยวข้องกับโรคร้ายแรงที่ระบุไว้ตามสัญญาเท่านั้น

สรุป

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการคุ้มครองโรคร้ายแรงในช่วงเวลาหนึ่ง และไม่คิดจะคุ้มครองไปจนถึงอายุมากๆ และอยากทำประกันสุขภาพให้ครอบคลุมหลายด้าน ทั้งค่ารักษาพยาบาลทั่วไป โรคร้ายแรง หรืออุบัติเหตุ ในงบประมาณก้อนหนึ่งที่มี ไม่ได้เน้นเฉพาะโรคร้ายแรงแต่เพียงอย่างเดียว และมีความคุ้มครองชีวิตอยู่แล้ว

ซึ่งตัวอย่างของประกันโรคร้ายแรง ที่เป็นแบบคุ้มครองตลอดชีพ จ่ายเบี้ยคงที่ตลอดสัญญา ที่แนะนำก็คือ “ประกันโรคร้ายได้คุ้ม” จากอลิอันซ์ อยุธยา ที่มีจุดเด่นอยู่ที่

  • จ่ายเบี้ย 20 ปี โดยเป็นเบี้ยแบบคงที่ และคุ้มครองทั้งกรณีโรคร้ายแรงและเสียชีวิตทุกกรณี 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย จนถึงอายุ 85 ปี
  • คุ้มครองโรคร้ายแรงหลักๆ ที่เป็นสาเหตุอันดับต้นๆของการเสียชีวิตของคนไทย ทั้งโรคมะเร็ง, โรคหัวใจ, โรคปอด, โรคไต และโรคปอด
  • คุ้มครองโรคร้ายแรงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น 20% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
  • หากมีการเคลมโรคร้ายแรงระยะเริ่มต้นแล้ว ไม่ต้องจ่ายเบี้ยต่อไปอีก (ถ้ายังจ่ายเบี้ยไม่ครบ) โดยที่ยังคงคุ้มครองต่อไปจนครบสัญญาเหมือนเดิม (แต่ความคุ้มครองจะเหลือจากส่วนที่หักเพื่อไปรักษาในระยะเริ่มต้น)
  • เบี้ยที่จ่ายไม่สูญเปล่า หากอยู่จนครบสัญญาตอนอายุ 85 ปี โดยที่ไม่มีการเคลมใดๆก็จะได้เงินคืนเมื่อครบกำหนดสัญญาสูงสุด 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยด้วย แต่หากมีการเคลมเกิดขึ้นในระหว่างสัญญา เงินคืนที่จะได้รับเมื่อครบสัญญาก็จะเหลือน้อยลงตามค่าใช้จ่ายโรคร้ายแรงที่ถูกหักไป
  • เบี้ยในส่วนของความคุ้มครองชีวิต สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

หากใครสนใจ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/BqFtEQ

จะเห็นได้ว่า การวางแผนเรื่องโรคร้ายแรง ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากเรื่องหนึ่งในการวางแผนประกันสุขภาพที่เราไม่ควรมองข้าม เพราะโรคร้ายแรงหลายโรคถือเป็นสาเหตุอันดับต้นๆของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนไทย และหากเกิดขึ้นแล้ว มักจะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูง หากไม่ได้ทำประกัน หรือไม่ได้วางแผนไว้อย่างรอบคอบ อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของเราอย่างรุนแรงได้ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ เราจึงควรวางแผนคุ้มครองโรคร้ายแรงให้ครอบคลุมและเหมาะสมกับค่ารักษาที่อาจเกิดขึ้น รวมไปถึงความจำเป็นต่างๆ และเงินในกระเป๋าของเราด้วยนะครับ 

#กางทุกดอกบอกทุกเงื่อนไข #อลิอันซ์อยุธยาประกันที่กล้าบอกทุกเงื่อนไข
สอบถามเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนประกันทั่วประเทศ หรือโทร. 1373

บทความนี้เป็น Advertorial

[บทสัมภาษณ์] เส้นทางเงินล้านของ “MICKIE” จากเด็กติดเกมสู่นักกีฬา E-Sports ระดับโลก

“เลิกเล่นเกมได้แล้ว ไปทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์บ้าง”

“วันๆ เอาแต่เล่นเกม โตขึ้นไปจะทำมาหากินอะไร”

ประโยคเหล่านี้คงเป็นที่คุ้นหูของใครหลายๆ คน เพราะปัญหาเด็กติดเกมนั้นถูกพูดถึงอย่างมากในหลายสำนักข่าวของไทย ทั้งในกรณีเด็กคิดฆ่าตัวตายหรือหนีออกจากบ้าน เพราะว่าติดเกม จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ปกครองจะเป็นห่วงว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดกับลูกหลานของตน คำบ่นข้างต้นจึงยิ่งระงมหนักข้อขึ้นไปอีก

สำหรับเกมเมอร์อันดับหนึ่งของเมืองไทย ปองภพ รัตนแสงโชติ หรือที่เหล่าเกมเมอร์จะรู้จักเขาในนาม “Mickie” ชายผู้ซึ่งหลงรักการเล่นเกมมาตั้งแต่ยังเด็กเข้าร้านเกมเป็นชีวิตจิตใจ ก็ยังต้องเจอกับคำตำหนิจากญาติผู้ใหญ่หลายท่านถึงการเล่นเกมของเขา แต่ด้วยความที่มิกเป็นเด็กเรียนดี ได้คะแนนไม่น้อยไปกว่าเพื่อนๆ ที่โรงเรียน จึงทำให้คุณแม่ของมิกค่อนข้างไม่เป็นห่วงเรื่องการเล่นเกมของมิกมากนัก 

[บทสัมภาษณ์] เส้นทางเงินล้านของ "MICKIE" จากเด็กติดเกมสู่นักกีฬา E-Sports ระดับโลก

ที่มารูปภาพ : https://goo.gl/2oUkfP

แต่แล้ววันที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการเกมเมอร์ของมิกก็มาถึง เมื่อเพื่อนในร้านเกมชวนเขาไปแข่งเกม Audition ซึ่งเป็นเกมแนวเต้นที่โด่งดังมากในสมัยนั้น และมิกก็คว้าเงินรางวัล 20,000 บาทมาครองและได้รับตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 2 ของประเทศด้วยวัยเพียง 14 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นมิกก็เริ่มต้นฝึกฝนการเล่นเกมอย่างจริงจัง เพื่อก้าวสู่เป็นมืออาชีพในการแข่งขันเกมคอมพิวเตอร์ หรือที่หลายๆ คนรู้จักกันในนาม E-Sports

จนปัจจุบัน Pro player “Mickie” ได้สังกัดอยู่กับทีมยักษ์ใหญ่ในประเทศสรัฐอเมริกา ENVYUS ในการแข่งขันเกม OVERWATCH เกมแนว FPS ชื่อดัง และไม่นานมานี้ เขายังได้พาทีมคว้าแชมป์ในการแข่งขันระดับโลกมาแล้วด้วย ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังและมีรายได้จากการเล่นเกมมากมาย แน่นอนปัจจุบันว่าเขาก็ได้รับการยอมรับจากญาติผู้ใหญ่มากขึ้น เมื่อการเล่นเกมที่เขารัก สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูตัวเองได้

การที่จะได้สัมภาษณ์มิกนั้นดูท่าจะเป็นไปได้ยาก เพราะปัจจุบันมิกอาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและมีตารางซ้อมอย่างหนัก แต่นับเป็นโชคดีอย่างมากเมื่อ Money Ideas ทักเข้าไปพูดคุยกับมิกและได้รับคำตอบว่าเขาพอจะมีเวลาว่างให้เราสัมภาษณ์ ผมจึงไม่รอจะที่จะเริ่มบทสัมภาษณ์ด้วยคำถามที่น่าจะเป็นที่สงสัยของใครหลายๆ คน ที่ว่า เกมเมอร์อันดับหนึ่งของเมืองไทยเนี่ย จะมีรายได้สักเท่าไหร่กันเชียว 

Q: รายได้ทั้งหมดที่ได้จาก E-Sports ประมาณเท่าไหร่ครับ ?

“ประมาณ 3 ล้านกว่าบาทครับ” 

คำตอบของมิกทำให้ผมอึ้งเล็กน้อย เพราะปกติแล้วการเล่นเกมที่คนทั่วไป มักจะเป็นฝ่ายเสียเงิน แต่บางคนกลับทำรายได้ แถมยังเป็นรายได้ที่สูงเสียด้วย 

Q: แล้วรายได้ในปัจจุบันมาจากทางไหนบ้างครับ เป็นสัดส่วนอย่างไรบ้าง?

“หลักๆ แล้วก็มาจากเงินเดือนจากทีมต้นสังกัด ประมาณ 60% แล้วก็การสตรีม หรือถ่ายทอดสดการเล่นประมาณ 15-25% นอกนั้นก็เป็นงานโฆษณา ออกสัมภาษณ์ ประมาณ 5-20%”

Q: แล้วส่วนของเงินรางวัลจากการแข่งล่ะครับ ?

“อ๋อ ในส่วนของเงินรางวัลนี่ประเมินได้ยากมากเลยครับ เพราะมันไม่มีความแน่นอนว่าเราจะชนะรายการไหนบ้าง”

ผมเริ่มเข้าใจว่า E-Sports ก็มีระบบจัดการที่คล้ายกับกีฬาทั่วๆ ไปเลย นั่นคือตัวนักกีฬาจะได้รับค่าเหนื่อยหรือค่าจ้างเป็นเงินเดือนคงที่ ส่วนรางวัลจากการชนะการแข่งทางต้นสังกัดจะเป็นผู้รับผิดชอบ แล้วแบ่งให้นักกีฬาตามแต่จะตกลงกัน

Q: แล้วชีวิตประจำวันตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ซ้อมเยอะมั้ยครับ

“ก็ถือว่าเยอะนะครับ พอเป็นมืออาชีพแล้วก็ต้องจริงจังมากขึ้น ผมซ้อม 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ฝึกส่วนตัวประมาณ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แล้วก็สตรีม 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หยุดสัปดาห์ละหนึ่งวันครับ”

ด้วยความที่เป็นมืออาชีพแล้ว การที่ต้องซ้อมมากขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา มิกทำให้ผมนึกถึงตัวเองสมัยเด็กๆ ที่ก็ใช้เวลาเล่นเกมเยอะเหมือนกัน

Q: แล้วตอนสมัยเด็กนี่มิกเล่นเกมเยอะแค่ไหนกัน ?

“ตอนเด็กๆ ก็เล่นเยอะนะครับ แต่ถ้าจะนับเฉพาะการซ้อมอย่างจริงจัง ก่อนเป็นโปร ก็น่าจะประมาณ 4 ชั่วโมง ต่อวันครับ”

Q: แล้วนอกจากต้นทุนทางด้านเวลา มิกลงทุนด้านการเงินไปเยอะมั้ยครับ?

ผมเริ่มเข้าร้านเกมตั้งแต่อายุ 7 ขวบ รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดจนถึงปัจจุบันรวมๆ ก็ไม่น่าเกิน 300,000 บาทนะครับ หลักๆ แล้วก็น่าจะเป็นค่าชั่วโมงร้านเกมกับค่าคอมพิวเตอร์ครับ นอกนั้นก็จะมีค่าซื้อเกม ซื้อของในเกม อุปกรณ์การเล่น ค่าเน็ตรายเดือน ประมาณนี้ครับ”

ลงทุน 300,000 ได้ผลตอบแทน 3,000,000 โหวว!! ถ้ามองในมุมของการลงทุน ถือว่าได้ผลตอบแทนหลาย 10 เท่าเลยนะครับเนี่ย พูดละผมก็ชักอยากกลับไปฝึกเล่นเกมให้เก่งเหมือนคุณมิกบ้างเลย 

Q: มีเคล็ดลับอะไรบ้าง ที่ทำให้มิกเป็นถือโปรเพลเยอร์ระดับโลกได้ ?

“ที่ผมได้มีโอกาสไปแข่งหลายๆ ที่จนมายืนตรงจุดนี้ได้ ผมไม่อยากใช้คำว่า โชค แต่สิ่งที่ผมทำก็แค่เตรียมความพร้อมสำหรับทุกโอกาสอยู่เสมอครับ”

Q: แล้วมิกคิดอย่างไร กับคำว่า “E-Sports เป็นอาชีพที่แม้จะรายได้เยอะ แต่ก็ไม่มั่นคง?

“จริงๆ E-Sports ก็ไม่ต่างไปจากกีฬาประเภทอื่นๆ ทั่วไปครับ เมื่อเวลาผ่านไปก็ต้องมีคนมาแทนที่อยู่เสมอ จะเรียกว่าไม่มั่นคงก็ไม่ผิด แต่การเป็นนักกีฬา E- sport ระดับโลก โดยเฉพาะกับเกมดังๆ แค่ปีเดียว ก็สามารถตั้งตัวได้สบายๆ เลย อย่างทีผมบอกครับ ไม่ต่างอะไรจากกีฬาประเภทอื่นๆ ทั่วไป”

พูดถึงรายได้กันไปแล้ว เรามาดูรายจ่ายในปัจจุบันของมิกบ้างดีกว่า

“ค่าที่พัก ค่าประกันชีวิต ค่าเดินทางที่เกี่ยวข้องกับงาน ทางทีมต้นสังกัดจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด เท่าที่ผมนึกออกตอนนี้จ่ายแค่ค่าอาหารอย่างเดียวครับ”

Q: รายได้ก็มากรายจ่ายก็น้อย  มีวิธีจัดการเงินอย่างไรบ้างครับ ?

“จริงๆ ผมเล่น SET DW อยู่ครับ ทีนี้พอมาอยู่ที่อเมริกา ก็ไม่สามารถดูมันได้อย่างเต็มที่เท่าไหร่ ตอนนี้เลยโฟกัสเรื่องการเล่นเกมเป็นหลักก่อนครับ”

ดูจากชีวิตประจำวันของมิกแล้ว ก็น่าจะใช้เวลาแทบทั้งหมดไปกับการพัฒนา ฝึกฝนฝีมือให้เก่งยิ่งขึ้น จึงน่าจะเป็นการยากที่จะใช้เวลาศึกษาเพื่อลงทุนอะไรเพิ่มเติม แต่ก็ไม่น่าเชื่อนะครับ ว่าเซียนเกมเมอร์อย่างมิกก็เคยสนใจการเล่น SET DW ด้วย ซึ่ง DW นั้นก็ถือว่าเป็นอนุพันธ์ที่มีผลตอบแทนสูงมากและก็มีความเสี่ยงสูงมากเช่นกัน

Q: มีอะไรอยากฝากถึง คนที่อยากประสบความสำเร็จในอาชีพนักกีฬา E-Sports บ้างมั้ยครับ

“สำหรับคนที่อยากเป็นนักกีฬา E-Sports มืออาชีพ ในปัจจุบันคงต้องพยายามถีบตัวเองขึ้นไปให้ถึงระดับโลกให้ได้ นอกจากฝีมือแล้วภาษาอังกฤษก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ที่จะทำให้เราไม่พลาดโอกาสในการได้เข้าร่วมทีมกับต่างชาติ แต่อย่าลืมนะครับการเดินตามความฝันมันมีความเสี่ยง ควรจะมีแผนสำรองไว้เผื่ออนาคตที่ไม่แน่นอนด้วยนะครับ”

Q: แล้วมีอะไรอยากฝากถึงพ่อแม่ที่มีลูกชื่นชอบการเล่นเกมส์บ้างมั้ยครับ

“จริงๆ แล้วเกมมันไม่ได้แย่ขนาดนั้่นหรอกครับ ติดเพื่อน ติดแฟน ติดกีฬา ติดดนตรี ติดอะไรก็ตามที่มันมากเกินไปมันก็แย่หมดแหละครับ บางคนบอกว่า ติดเรียนสิดี อ้าว แล้วถ้าลูกอยากเรียนไปตลอดชีวิตนั่งอ่านสือเรียนทั้งวันทั้งคืนไม่ยอมนอน เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ก็คงแย่ไม่เบา ฉะนั้นถ้าเกิดมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ผมว่าในครอบครัวควรคุยกันแล้วหาทางออกร่วมกันดีกว่าครับ” 

ผมเชื่อว่ามิกเป็นเด็กคนหนึ่งที่มีชีวิตธรรมดา ใช้เวลาในการเล่นเกมต่อวันไม่ต่างกับผมและเพื่อนๆ มากนัก แต่เห็นได้ชัดเลยว่าสิ่งที่ทำให้เขาไปได้ไกลถึงระดับโลกนั้น ไม่ได้มาจากสิ่งอื่นใด นอกจากความจริงจังและมุ่งมั่น อย่างเต็มที่ และที่สำคัญ การที่เราจะมุ่งมั่นทำอะไรสักอย่าง ก็ต้องอย่าลืมคำนึงถึงความเสี่ยงที่จะผิดพลาดด้วย ซึ่งแผนสำรองของเหล่าวัยรุ่นอย่างเรา ก็คงจะเป็นเรื่องการเรียนนี่แหละครับ

มุมมองของใครหลายคนอาจมองว่าเกมเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่แท้จริงแล้วมันเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยผ่อนคลายและสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้เล่น ซึ่งบางคนสามารถสร้างรายได้จากการเล่นเกมได้อีกด้วย! 

อย่างที่มิกได้บอกกับว่า ถ้าหมกมุ่นกับสิ่งใดมากไปก็ไม่ดีทั้งนั้น แต่ถ้าเราจริงจังและเต็มที่กับมัน เราก็จะสามารถเป็นมืออาชีพ สร้างเงินล้านจากมันได้ครับ

สามารถติดตามคุณมิกเพิ่มเติมได้ที่ 

facebook.com/MickiePP
youtube.com/MickiePP
twitch.com/MickiePP
twitter/com/Mickie_PP

อ้างอิงข้อมูลนอกเหนือการสัมภาษณ์จาก รายการ Perspective

https://www.youtube.com/watch?v=NqZxpCC-B3g

[Review] K-My Funds แอปที่ปรึกษาส่วนตัวเรื่องกองทุนรวม

สวัสดีคร้าบ ผมหมอนัท คลินิกกองทุน คนดี คนเดิม

วันนี้จะพามาดู Application กองทุนอันใหม่ล่าสุดครับ นั่นก็คือ  K-My Funds อันนี้นี่เอง !!

เอาละ ก่อนจะเริ่มกัน ขอถามกันก่อนสักนิดดีกว่าครับว่า เคยประสบปัญหาการลงทุนเหล่านี้มั้ย? 

  • ไม่ได้ผลตอบแทนอย่างที่คิด
  • ซื้อตอนแพงขายตอนถูกตลอด
  • ลงทุนผิดๆถูกๆ
  • ไม่กระจายลงทุน
  • บางคนซื้อตามเพื่อนบอกบ้าง พนักงานสาขาบอกบ้าง

หลายคนเลยได้อะไรที่ไม่เหมาะกับตัวเอง บางทีได้กองทุนที่เสี่ยงกว่าที่ตัวเองรับได้ หรือไม่ก็เสี่ยงน้อยไป ไม่ฟิตพอดีหรือเหมาะกับตัวเองสักที ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป

ถ้าเราได้ผู้ช่วยเก่งๆ ไว้ใจได้ หรือเชี่ยวชาญด้านการลงทุนเฉพาะ มาเป็นที่ปรึกษาแบบใกล้ชิด เรียกว่าพกพาได้ติดตัวทุกทีทุกเวลาให้เราอุ่นใจเสมอ อย่างเช่น Application ใหม่จาก KAsset  app ที่ผมจะนำมารีวิวในฟังกันในวันนี้ครับ จะเป็นยังไงมาดูกันเลยดีกว่าคร้าบบบ

เริ่มต้นจากการไปดาวน์โหลด app K-My Funds กันมาก่อนเลยนะครับ

จากนั้นก็ต้อง Log in เข้าสู่ระบบครั้งแรก ตรงนี้ถ้าใครมีบัญชีกองทุนกับ กสิกรอยู่แล้ว และมีเบอร์มือถือที่เคยสมัครใช้บริการ SMS Fund Alert ไว้ก่อนแล้ว ก็สามารถเปิดใช้งานได้ทันทีครับ

แต่ถ้ายังไม่เคยสมัคร SMS Fund  Alert  ต้องไปสมัครก่อนผ่านระบบ online ที่ Link นี้เลยครับ https://k-invest.kasikornbankgroup.com/smsalert ขั้นตอนสมัครก็ง่ายนิดเดียว ส่วนใครที่ยังไม่มีบัญชีกองทุนกสิกร ก็ไปเปิดบัญชีกันก่อนได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา

เอาล่ะครับ พอเตรียมข้อมูลทุกอย่างพร้อม คราวนี้ก็แค่กรอกข้อมูลบัญชีให้ครบถ้วนเท่านั้นเอง ขั้นตอนตรงนี้จะเป็นเรื่องของความปลอดภัยครับ เราควรตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดให้ถูกต้องอีกครั้ง ก่อนกดปุ่ม “ต่อไป” นะครับ เพราะถ้าหากกรอกผิดเกิน 3 ครั้ง ระบบจะถูกล็อกทันที ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ KAsset ให้ปลดล็อกให้อย่างเดียว แต่ถ้าแน่ใจแล้วก็ยืนยันข้อมูลได้เลย  จากนั้นก็เป็นการยืนยันตัวตนผ่าน ระบบ OTP ครับ

และขั้นตอนสุดท้ายก็ กำหนดรหัสผ่าน (PIN Code) สำหรับ Login เพื่อใช้งานได้เลย

คราวนี้ก็ถึงเวลามาดูกันแล้วว่า App นี้มีอะไรที่น่าสนใจกันบ้างครับ

จุดเด่นของ App K-My Funds จาก KAsset ฟังก์ชันที่ปรึกษาส่วนตัวเรื่องกองทุนรวม

หลังจาก Log in เข้าระบบมาเรียบร้อยแล้ว เราก็จะเห็นพอร์ตการลงทุนของตนเองทันทีครับ แต่เพียงเท่านี้ KAsset คงไม่เปิด App ขึ้นมาให้ใช้กันแบบธรรมดาๆ อย่างแน่นอน เรามาดูกันต่อครับว่าจะมีอะไรพิเศษเพิ่มเติมเข้ามา

1. การให้คำแนะนำที่ฟิตพอดีกับตัวคุณ

ฟิตในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเสื้อผ้าฟิต หรือฟิตออกกำลังนะคร้าบบบ
แต่หมายถึงการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยงของแต่ละคนนั่นเอง!

โดยแอพฯ จะแสดงพอร์ตการลงทุนที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน เปรียบเทียบกับพอร์ตการลงทุนที่ KAsset แนะนำ เพื่อให้เราเลือกปรับพอร์ตได้อย่างเหมาะสม มีเส้น FIT Line ช่วยไกด์ ให้เราได้ลงทุนตามพอร์ตที่ฟิตพอดีทั้งระดับความเสี่ยง และการกระจายสัดส่วนในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างเหมาะสม  ซึ่งมี 4 ระดับดังนี้

  • FIT Line S เหมาะกับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงในระดับ 1-2 
  • FIT Line M เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงระดับ 3-4 
  • FIT Line L เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงระดับ 5-6 
  • FIT Line XL เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงในระดับ 7-8

เป็นเหมือนที่ปรึกษาคอยแนะนําให้ผู้ลงทุนเปรียบเทียบผลตอบแทนกับเส้น FIT Line เพื่อเป็นแนวทางในการลงทุนที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ซึ่งทาง KAsset ก็แอบกระซิบผมมาว่า FIT Line ทั้ง 4 แบบ เกิดขึ้นจากการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้า เพื่อวิเคราะห์ประเมินผลตอบแทนและความผันผวนของสินทรัพย์ประเภทต่างๆ และค่าสหสัมพันธ์(Correlation) ระหว่างสินทรัพย์แต่ละประเภท หลังจากนั้นจึงนำตัวแปรทั้งหมดมาใส่ในกระบวนการ Optimization เพื่อคำนวณหาผลตอบแทนสูงสุดในระดับความผันผวนต่ำที่สุด เอาแบบเข้าใจกันง่ายๆ นั่นก็คือเหมือนเราได้รับคำแนะนำที่วิเคราะห์จาก Fund manager เลยทีเดียวครับ

ดังนั้นเมื่อผู้ลงทุนมีการปรับพอร์ตตามที่แนะนำภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม ผู้ลงทุนจึงมั่นใจได้ว่าเส้น FIT Line จะสามารถใช้วัดผลการดำเนินงานของพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดนั่นเองครับ

ใครอยากดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  FIT Line ก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ลิ้งค์ข้างนี้ได้เลยนะครับ http://www.kasikornasset.com/th/pages/K-FIT.aspx

2. เลือกพอร์ตการลงทุนได้ง่ายๆ

ใครที่ยังลงทุนไม่ถูกต้อง เช่น ลงทุนแต่เพียงสินทรัพย์ประเภทเดียว ไม่มีการกระจายลงทุน หรือลงทุนหลากหลายสินทรัพย์ แต่ลงทุนในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสม ตรงนู้นเยอะไป ตรงนี้น้อยไป App ก็จะแนะนำพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมให้กับเรา โดยจะแนะนำกองทุนต่างๆตามสัดส่วนที่กำหนดมาให้แล้วเรียบร้อยแบบง่ายๆ หรือถ้าให้ง่ายยิ่งขึ้น ก็แค่เลือกกองทุนในกลุ่ม K-FIT (ประกอบด้วย K-FITS / K-FITM /K-FITL และ K-FITXL ซึ่งแตกต่างกันที่ระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ต้องการ)

เรียกว่ามีพอร์ตการลงทุนที่แนะนำให้กับผู้ใช้ด้วยนั่นเองครับ ละเอียดน่าดูเลยครับ บอกกองทุนที่น่าลงทุน และคัดสรรมาอย่างเรียบร้อย

นอกจากนี้ก็ยังมี การเปรียบเทียบระหว่างพอร์ตที่แนะนำ กับพอร์ตปัจจุบันด้วยครับ ว่าเป็นอย่างไร

หากเราเห็นว่าพอร์ตที่แนะนำมีความน่าสนใจ ก็สามารถที่จะปรับพอร์ตเพื่อลงทุนได้ครับ

เราสามารถที่จะทำการซื้อขายได้เลยบนระบบหลังทำการ Log in เข้ามาครับ

นอกจากซื้อกองทุนแล้ว จะสับเปลี่ยนหรือว่า ขายกองทุน ก็ทำได้ง่าย ๆ ครับ โดยกรอกข้อมูลของกองทุนที่เราจะซื้อ รวมถึง จำนวนเงินครับ ตรงนี้ก็เลือกได้ว่าจะให้ตัดเงินผ่านบัญชีออมทรัพย์ หรือตัดจากบัตรเครดิตกสิกรไทยก็ได้ครับ

โดยระบบจะบันทึกรายการที่เมนูรายการเคลื่อนไหว และ Slip จะถูก Save ลงในอัลบั้มรูปของเครื่องโทรศัพท์ ให้เป็นหลักฐานการทำรายการอีกด้วย นอกจากจะสะดวกแล้วก็ยังปลอดภัยด้วยครับ

นอกจากนี้ มีกองทุน K-FIT ที่ KAsset เค้าออกแบบมาโดยเฉพาะให้ลงทุนได้ทันทีผ่าน App K-My Funds ซึ่งหากใครที่สนใจกองทุนของ KAsset อยู่แล้ว กองทุน K-FIT ถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจเพราะเป็นกองทุนที่จะไปลงทุนในกองทุนต่างๆ ของ KAsset (เป็น Fund of Funds) ที่จัดสรรสัดส่วนมาให้แล้วตามพอร์ตที่แนะนำนั้นเอง จึงเหมาะกับคนที่อยากลงทุนแค่ 1 กองทุนเบ็ดเสร็จ และยังได้ลงทุนเป็นพอร์ตไปด้วยเรียบร้อย

3. ช่วยวางแผนการลงทุน

สามารถวางแผนการลงทุนได้สะดวกและง่ายดาย โดยapp สามารถกำหนดให้มีการซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยนล่วงหน้าได้ด้วย ทำให้เราสามารถกำหนดแบบแผนหรือเป้าหมายการลงทุนได้ รวมถึงสร้างแผนการซื้ออย่างสม่ำเสมอ หรือทำ DCA ได้ด้วย นอกเหนือจากนั้นก็สามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้แก่ การซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยน ได้ปกติเหมือนแอพฯกองทุนทั่วไป

4. รู้ความเคลื่อนไหว

สามารถเช็คสถานะของพอร์ตได้ทันทีทุกที่ทุกเวลา ทั้งเช็คกำไร ขาดทุน ค้นหาข้อมูลกองทุน  ดูรายละเอียดหนังสือชี้ชวน ตรวจสอบการทำรายการต่างๆ ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากระบบจะเก็บบันทึกการทำรายการทั้งหมดลงในเมนูรายการเคลื่อนไหว ให้เราสามารถเช็คข้อมูลภายหลังได้ด้วย

สุดท้ายครับ ข้อมูลของกองทุนที่เราเคยซื้อ- ขาย – สับเปลี่ยน ไปทั้งหมดนั้น ไม่ว่าจะรายละเอียดที่เราได้ทำไว้เมื่อวันที่เท่าไหร่ จำนวนหน่วยต่าง ๆ  ก็จะถูกบันทึกอยู่ และเราเองก็สามารถเข้าไปเรียกข้อมูลเพื่อตรวจสอบได้เสมอครับ

การลงทุนยุคนี้ ยุค 4.0 มันสบายจริง ๆ นะครับ

ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน จัดพอร์ต เลือกกองทุน รวมถึง การซื้อขาย สับเปลี่ยน สามารถทำได้ใน App เดียว

“กดเพียงไม่กี่ครั้งก็ได้กองทุนมาไว้ในพอร์ต และทำให้เงินเรางอกเงยได้ทันทีครับ”

คราวนี้มาดูฟังก์ชั่นเสริมอื่นๆ กันบ้าง

ที่อยู่บนหน้าจอแรกก่อนที่จะ log in เข้าสู่ระบบ ซึ่งเป็นการรวบรวมเอาเครื่องมือต่างๆ ของ KAsset มาไว้บน App K-My Funds โดยในส่วนนี้หากใครที่ยังไม่ได้เป็นลูกค้ากองทุนกสิกร ก็สามารถใช้งานได้เลยทันที โดยไม่ต้อง Log in  มีเครื่องมือให้ใช้งานถึง 6 อย่าง คือ

  • เมนูค้นหากองทุน (Fund Navigator) 
  • เมนูทดลองจัดพอร์ต (My Port Simulator)
  • เมนูคำนวณแผนเกษียณ (Retirement Plan)
  • เมนูคำนวนภาษี (Tax Calculator)
  • เมนูประเมินความเสี่ยงกองทุน(Risk Profile) 

และอีกหนึ่งฟังก์ชั่น ซึ่งเป็นบริการแจ้งเตือน เพื่อไม่ให้เราพลาดจังหวะการลงทุนคือ

เมนู SMS Fund Alert ครับผม

1. เมนูค้นหากองทุน

ต้องบอกตามตรงว่า เป็น App ที่ละเอียดมากครับ สามารถหากองทุนโดยแบ่งเป็น 4 วิธี จะหากองทุนที่ลงทุนตามเป้าหมาย เช่น ใครที่อยากได้กองทุนแบบ income หรือกองทุนที่ให้ผลตอบแทนแบบสม่ำเสมอ ระบบก็จะมีออกมาให้เลือกทันทีครับ หรือว่าจะหาเป็นกองทุน LTF/RMF ก็ได้เช่นกันครับ

2. เมนูทดลองจัดพอร์ต

เมื่อเราหากองทุนได้เป็นที่เรียบร้อย หลาย ๆ คนก็จะลงทุนไปกับกองทุนนั้นเลย แต่ในการลงทุนระยะยาว และถ้าหากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้น การจัดพอร์ต หรือว่าการบริหารพอร์ตก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งครับ ซึ่ง App  นี้เองก็มีบริการให้เช่นกันครับ

โดยเข้าไปที่ การทดลองจัดพอร์ต ทาง App ก็จะมีให้เลือกว่า เราจะจัดพอร์ตตามแบบประเมินความเสี่ยง หรือว่าจะเลือกพอร์ตกองทุนเป็นของตนเองโดยดูจากรูปแบบการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของเราก็ได้ และมีผลตอบแทนย้อนหลังของพอร์ตให้ดูเป็นรายปีด้วยคร้าบ

แถมมี VDO อธิบายวิธีการใช้อีกด้วย App นี้ครบทุกอย่างเลย ซึ่งลูกเล่นของการทดลองจัดพอร์ตนั้น หากเราเลือกรูปแบบของการจัดพอร์ตมาสัก 1 แบบ ทางระบบจะบอกสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมมาให้ พร้อมกับกองทุนที่น่าลงทุนของทาง KAsset ด้วยครับ

นอกจากนี้ ถ้าอยากจะปรับพอร์ตเองก็ทำได้ไม่ยาก แค่ลากไม่กี่ครั้งก็ได้พอร์ตสไตล์ของตัวเองแล้วครับ

และหากเราเอากองทุนมาใส่ลงไป ซึ่งก็แค่ลากลงมาอีกเช่นเคย ก็จะได้กองทุนที่ถูกใจ พร้อมพอร์ตอันไฉไลคร้าบ พร้อมทั้งยังดูได้ว่าผลตอบแทนย้อนหลังเป็นอย่างไร และความเสี่ยงเป็นเท่าไหร่

3. เมนูคำนวณแผนเกษียณ

คราวนี้เรามาต่อกันที่ Function การคำนวณแผนเกษียณครับ ซึ่งถ้าเรากรอกรายละเอียดเข้าไปอย่างครบถ้วน เช่น อายุ เงินเฟ้อ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันชีวิตที่มีอยู่ เงินออมต่อเดือน ฯลฯ ทางระบบก็จะคำนวณเงินเกษียณให้ว่าต้องมีเท่าไหร่

ยังไม่พอครับ เจ้าแผนเกษียณที่ว่านี้ นอกจากนี้ยังแสดงออกมาเป็นกราฟให้เราเห็นด้วยครับ และยังบอกด้วยว่าเรามีเงินพอหลังเกษียณ หรือไม่แล้วถ้าเงินไม่พอ ยังมีคำแนะนำให้ด้วยว่าจะต้องทำอย่างไร

“Function ถัดมาผมบอกเลยว่าเหมาะกับการใช้ในช่วงนี้เป็นที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงใกล้ฤดูภาษีอีกครั้งแล้วครับ” 

4. เมนูคำนวณภาษี

แน่นอนครับว่า Function คำนวณภาษี จะเป็นตัวช่วยที่ดีในการวางแผนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเราได้อย่างรวดเร็วเลยทีเดียว

พอเรากรอกข้อมูลครบ เราจะได้ข้อสรุปครับว่าสามารถซื้อ LTF/RMF ได้มากน้อยขนาดไหน และถ้าเรากรอกว่าซื้อไปเท่าไหร่ ระบบจะคำนวณเงินที่เราประหยัดภาษีไปได้ในทันทีครับ รวดเร็วว่องไว เห็นภาพชัดเจนครับ

5. เมนูประเมินความเสี่ยงลงทุน

นอกจากนี้ระบบยังมี Function ที่จะช่วยประเมินความเสี่ยงครับว่า เรารับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อย แต่ระบบนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเราเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

โดยจะมีตัวเลือกให้ 2 แบบคือ

  • การตรวจสอบระดับความเสี่ยง
  • การทำแบบประเมินความเสี่ยงในการลงทุน

ซึ่งจะมีประโยชน์มาก ๆ เพื่อให้เราทราบความเสี่ยงที่ตนเองรับได้นั่นเอง

สรุปง่ายๆ บอกเลยว่า K-My Funds จึงไม่ใช่แค่แอพฯ กองทุนรวมทั่วไปที่อำนวยความสะดวกแค่เรื่องซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยน เช็คพอร์ตอย่างเดียว แต่คือ app  ที่พร้อมอยู่เคียงข้าง เหมือนโค้ชคอยให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับนักลงทุน แบบนี้ถ้าได้โหลดมาใช้ก็รู้สึกอุ่นใจกว่าแน่นอน

สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น K-My Funds ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ผ่าน App Store ในระบบ iOS และ Play Store ในระบบ Android โดยไม่เสียค่าบริการใดๆ  และสามารถสอบถามวิธีการสมัครใช้บริการหรือคำแนะนำอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ KAsset Contact Center 02-6733888  หรือคลิกที่ http://www.kasikornasset.com/Pages/K-My-Funds/K-My-Funds.html

“สุดท้ายนี้ ใครที่เป็น Mutual Fund Lover แล้วละก็
ห้ามพลาดกับการทดลองใช้  Application K-My Funds นะครับ”

สำหรับวันนี้ผม หมอนัท คลินิกกองทุน ก็ขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่บทความหน้านะคร้าบบบ…

คําเตือน

-ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะ ของกองทุนแต่ละกองทุน เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
-Fit Line และพอร์ตลงทุนแนะนำที่นำเสนอ เป็นเพียงรูปแบบการลงทุนเพื่อให้ท่านพิจารณาเท่านั้น ในการเลือกลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเทียบเคียงกับผลตอบแทนที่แสดงตาม Fit Line
– ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

บทความนี้เป็น Advertorial

“ปล่อยเช่าคอนโดนักศึกษา การลงทุนอีกทางเลือกที่น่าสนใจ **ลงทะเบียนวันนี้รับส่วนลดกว่า 70,00 บาท

“นักลงทุนคอนโดปล่อยเช่า” ย่อมต้องการผลตอบแทนที่ดีทั้งจากค่าเช่าและส่วนต่างราคา โดยในช่วงปล่อยเช่านั้น เราต้องหากลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังจ่ายค่าเช่าไหวให้เจอ ซึ่งผมแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มชาวต่างชาติ กลุ่มวัยทำงาน กลุ่มวัยเกษียณ และกลุ่มนักศึกษา โดยการปล่อยเช่าคอนโดให้กับกลุ่มนักศึกษาจะมีความน่าสนใจตรงที่ ทำเลของคอนโดไม่จำเป็นต้องอยู่เฉพาะในเมืองที่มีราคาแพง แต่ขอแค่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยก็พอ เพราะนักศึกษามักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

มหาวิทยาลัยจึงเป็นแม่เหล็กดึงดูดอย่างดีทำให้เกิดชุมชนในพื้นที่รอบๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง จะมีนักศึกษาเข้ามาเรียนหลักหลายหมื่นคนต่อปี ด้วยเหตุผลนี้

ในมุมมองของผม “มหาวิทยาลัยจึงเป็นทำเลที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงในอนาคต” 

ลองมาดูข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์สารสนเทศอุดมศึกษา ว่า 10 อันดับมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนที่มีจำนวนนักศึกษามากที่สุดมีอะไรบ้างครับ 

10 อันดับมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน ที่มีจำนวนนักศึกษามากที่สุดปีการศึกษา 2559
มหาวิทยาลัยรามคำแหง257,133
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์67,719
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช65,329
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม43,933
มหาวิทยาบูรพา43,132
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์41,341
มหาวิทยาลัยขอนแก่น39,038
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์38,123
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย37,144
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่35,805
มหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนอื่นๆ595,303
      จำนวนคนรวมทั้งสิ้น1,264,000

ที่มา :  http://www.info.mua.go.th/information/show_all_statdata_table.php?data_show=2

ส่วนสาเหตุที่นักศึกษาส่วนใหญ่ต้องการเช่าคอนโด เพราะมาจากต่างถิ่นจึงต้องการเช่าอยู่ในช่วงเรียนหนังสือใช้เวลาประมาณ 2-4 ปี บางคนมีผู้ปกครองช่วยรับภาระค่าเช่าไป และบางคนเก่งสามารถหาเงินเองและจ่ายค่าเช่าด้วยตนเอง ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องดี กรณีนักศึกษาจ่ายไม่ไหวยังมีผู้ปกครองคอยช่วยเหลือทำให้ได้รับค่าเช่าสม่ำเสมอทุกเดือน นอกจากคอนโดแล้วยังมีที่พักแบบหอในและอะพาร์ตเมนต์เป็นตัวเลือก

ดังนั้นผมขอเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างว่าทำไมผู้ปกครองและนักศึกษาถึงเทใจให้คอนโดมากกว่าการอยู่หอในและอะพาร์ตเมนต์ ดังนี้ครับ

 คอนโดอะพาร์ตเมนต์หอใน
ทำเลที่ตั้งรอบรั้วมหาวิทยาลัยรอบรั้วมหาวิทยาลัยในมหาวิทยาลัย
ประเภทห้อง1 ห้องนอน1 ห้องนอนห้องนอนรวม
จำนวนคนพักอาศัย1-2 คน1-2 คน4 คน
ส่วนกลางมากกว่าไม่ค่อยมีน้อยกว่า
ความปลอดภัยมากกว่าน้อยกว่าน้อยกว่า
อัตราค่าเช่าสูงกว่าปานกลางต่ำกว่า
อัตราค่าน้ำค่าไฟอัตราปกติอัตราแพงกว่าปกติไม่คิดเพิ่ม

จากตารางจะเห็นได้ชัดเจนว่าคอนโดมีความได้เปรียบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ความเป็นส่วนตัว ขนาดห้องพัก สิ่งอำนวยความสะดวก และความปลอดภัย ดังนั้นผู้ปกครองและนักศึกษายอมจ่ายเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย เพื่อแลกกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แทนที่จะมาปวดหัวเรื่องที่อยู่อาศัย จะได้ไปโฟกัสเรื่องเรียนหนังสือเป็นหลัก

สำหรับนักลงทุนมีวิธีการเลือกคอนโดน่าลงทุนโดยดูจากหลายปัจจัย

1. ทำเลที่ตั้งควรอยู่ไม่ไกลจากรั้วมหาวิทยาลัยในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร 

2. การเดินทางด้วยรถสาธารณะสะดวกสบาย 

3. อยู่ในแหล่งชุมชนที่มีร้านค้าร้านอาหารมากมาย 

4. มีส่วนกลางในคอนโดเหมาะกับนักศึกษา 

5. ราคาต่อตารางเมตรไม่แพงเพื่อให้เก็บค่าเช่าได้คุ้ม

และครั้งนี้ผมขอพามารู้จักกับโครงการใหม่ของแสนสิริ มีชื่อว่า “ดีคอนโด แคมปัส กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม (dcondo Kamphaengsaen)” โครงการที่เน้นกลุ่มนักศึกษาและอาจารย์ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม รวมถึงคนที่เข้ามาทำงานในละแวกนั้น ซึ่งในปัจจุบันมีอะพาร์ตเมนต์เกิดขึ้นมากมาย แต่ยังไม่มีคอนโดที่ให้ทั้งเรื่องความปลอยภัยและส่วนกลางที่พร้อมสำหรับความต้องการของคนโดยรอบ จึงเป็นโอกาสให้แบรนด์ดังอย่าง ดีคอนโด จากแสนสิริ เข้ามาทำการตลาดรองรับการเติบโตในอนาคต

จากตัวเลขนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน นครปฐม ประจำปีการศึกษา 2560 มีมากถึง 16,312 คน เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 3 ปีก่อนถึง 14% ครอบคลุมทั้งระดับปริญญาตรีจนถึงระดับปริญญาเอกในหลากหลายสาขาวิชาต่างๆ  ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะมาเช่าคอนโดครับ และล่าสุดเพิ่งมีข่าวเรื่องการขยายพื้นที่ของมหาลัยโดยย้ายบางคณะจากวิทยาเขตบางเขนมาไว้ที่นี้ จะยิ่งทำให้กลุ่มเป้าหมายของเราเพิ่มมากขึ้นอีกทำให้เป็นทำเลที่น่าจับตามองในการลงทุนในอนาคต

ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนปีการศึกษา  2557ปีการศึกษา  2560
ปริญญาตรี10,91113,413
ปริญญาโท788619
ปริญญาเอก333229
อาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา2,2612,051
จำนวนคนรวมทั้งสิ้น14,29316,312

แหล่งข้อมูลอ้างอิงจาก  http://dbkps.kps.ku.ac.th/sp-web/doc/m-person082017.pdf

https://www.regis.ku.ac.th/cpcmns/rpt_std_ku3.php

https://regis.ku.ac.th/kpr/

ต่อไปเราลองมาดูตัวรายละเอียดตัวโครงการดีคอนโด แคมปัส กำแพงแสน จังหวัดนครปฐมกันนะครับ 

  • ที่ตั้ง : ถนน มาลัยแมน ตำบล กำแพงแสน อำเภอ กำแพงแสน นครปฐม 73140
  • เนื้อที่โครงการ : 8 ไร่เศษ
  • ลักษณะโครงการ : อาคารชุดพักอาศัย สูง 8 ชั้น จำนวน 3 อาคาร
  • รูปแบบห้อง : Studio ขนาดประมาณ 26.48 ตร.ม.
  • จำนวนยูนิต : 766 ยูนิต
  • จำนวนที่จอดรถ : 230 คัน (30%)
  • ราคาเริ่มต้น : ราคาเริ่มต้น : 1.29 ล้านบาท – 1.79 ล้านบาท (ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ 60,000 บาท ต่อตร.ม. คิดจากที่ราคา 1.6 ล้านบาท)
  • สิ่งอำนวยความสะดวก : ร้านสะดวกซื้อด้านหน้าโครงการ, สระว่ายน้ำยาว 57 เมตร, Co-Living Space, ฟิตเนส, สนามบาส และ พื้นที่สวนรอบโครงการ
  • ความปลอดภัย: พนักงานรักษาความปลอดภัย 24 ชม. , คีย์การ์ดเฉพาะตึกและชั้นอยู่อาศัย, ประตูรูปแบบ Digital door lock

ดีคอนโด แคมปัส กำแพงแสน (dcondo Kamphaengsaen) ถือว่าเป็นโครงการแบรนด์ดังเจ้าแรกที่เข้ามาบุกเบิกตลาดคอนโดในกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ด้วยจุดเด่นเรื่องแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ การออกแบบที่สวยงามทันสมัยน่าพักอาศัย และส่วนกลางที่ครบเครื่องหรือเรียกได้ว่ามากที่สุดในย่านนั้นเหมาะกับกลุ่มนักศึกษา ทั้งหมดนี้ก็น่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าแน่นอน

สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุนปล่อยเช่าโดยอ้างอิงจากคอนโดที่อยู่ในละแวกนั้น ห้องขนาด 23-30 ตร.ม. สามารถเก็บค่าเช่าได้ 6,500-8,500 บาทต่อเดือน 

สมมติ กรณีซื้อห้องที่ดีคอนโดในราคา 1.5 ล้านบาทและเก็บค่าเช่าได้ 7,000 บาทต่อเดือน ก็น่าจะมีผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าประมาณ 5%-6% ต่อปีครับ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยต้องลองศึกษาดูก่อนนะครับ

โครงการจะเปิดขาย Pre-Sale อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ สำหรับคนที่สนใจสามารถลงทะเบียนไว้ล่วงหน้า เพื่อติดตามรับข่าวสารและไม่พลาดสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ที่  https://goo.gl/ixZQkA

ขณะนี้โครงการได้ทำการเปิดให้ชมห้องตัวอย่างและ Sale Gallery แล้ว สำหรับคนที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลดพิเศษจากทางโครงการได้ที่ https://goo.gl/ixZQkA

บทความนี้เป็น Advertorial

24 เงื่อนไขกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ควรรู้ ตอนที่ 2

หลังจากที่เราได้เรียนรู้เงื่อนไขกรมธรรม์ประกันชีวิตไปแล้ว ทั้ง 12 ข้อแรก (ย้อนอ่านได้ที่ 24 เงื่อนไขกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ควรรู้ ตอนที่ 1

ในตอนนี้ เรามาต่อกันอีก 12 ข้อหลังให้ครบ 24 ข้อกันได้เลยครับ!

13. การระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ

ถ้าเรามีข้อพิพาทกับบริษัทประกันชีวิต แล้วไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครผิดใครถูก เราสามารถขอตั้งอนุญาโตตุลาการ (บุคคลที่คู่กรณีตกลงกัน ตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นคนกลางชี้ขาดในข้อพิพาท) ขึ้นมาเพื่อให้เป็นคนกลางในการตัดสินได้ (เช่น อาจจะขอให้คปภ.เป็นผู้ตัดสิน) โดยบริษัทต้องตกลงยินยอมด้วย

14. การชำระเบี้ยประกันภัย

เราสามารถเลือกชำระเบี้ยได้เป็นรายปี, 6 เดือน, 3 เดือน หรือรายเดือน โดยชำระที่สำนักงานใหญ่หรือสาขาของบริษัท หรือกับตัวแทนก็ได้ (ปัจจุบันมีช่องทางอิเล็กทรอนิคส์เพิ่มเข้ามาด้วย) โดยบริษัทจะออกใบเสร็จรับเงินไว้ให้เป็นหลักฐาน และเราสามารถเลือกเปลี่ยนงวดชำระเบี้ยได้ (เช่น จากรายปี เป็นรายเดือน) โดยการทำหนังสือขอเปลี่ยนไปที่บริษัท ซึ่งบริษัทจะถือว่าเราชำระเบี้ย ก็ต้องเมื่อบริษัทได้รับเงินสดแล้วเท่านั้น

15. ระยะเวลาผ่อนผันชำระเบี้ยประกันภัย

ถ้าเราไม่ได้จ่ายค่าเบี้ยประกันปีต่อภายในวันครบกำหนดชำระเบี้ย บริษัทจะผ่อนผันต่อให้อีก 31 วัน แต่ถ้าเราเสียชีวิตในระหว่างนั้น บริษัทก็ยังคงจ่ายทุนประกันให้เราตามปกติ แต่จะหักด้วยค่าเบี้ยประกันที่ยังไม่ได้จ่าย

16. การขาดอายุกรมธรรม์

ถ้าเรายังไม่จ่ายเบี้ยปีต่อหลังพ้นช่วงผ่อนผัน กรมธรรม์ก็จะขาดออายุ โดยนับวันตั้งแต่วันครบกำหนดชำระเบี้ย

17. การต่ออายุกรมธรรม์

หลังขาดอายุ ภายใน 5 ปี และเราไม่ได้ขอเวนคืนเงินสดกรมธรรม์ เราสามารถกลับมาขอต่ออายุกรมธรรม์ได้ 2 วิธีคือ

17.1 ชำระเบี้ยที่ค้างไว้ พร้อมดอกเบี้ย

บริษัทประกันจะคิดดอกเบี้ยเท่ากับดอกเบี้ยที่ใช้คำนวณเบี้ยประกันที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ + 2%

17.2 เปลี่ยนวันเริ่มต้นสัญญาในกรมธรรม์ใหม่

โดยบวกระยะเวลาเพิ่มเข้าไปเท่ากับระยะเวลาที่ขาดอายุ แล้วเริ่มชำระเบี้ยใหม่ตามอัตราเบี้ยตามอายุของเรา ณ วันเริ่มต้นสัญญาใหม่นั้น 

ซึ่งในการต่ออายุกรมธรรม์ ต้องดำเนินการดังต่อไปนี้ และรอให้บริษัทอนุมัติ

1) ยื่นคำขอต่ออายุ โดยใช้เอกสารขอต่ออายุของบริษัท

2) ยื่นใบแสดงผลตรวจสุขภาพ ว่ามีสุขภาพปรกติ

3) ชำระหนี้สิน ที่เป็นค่าเบี้ยค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย

18. การนำมูลค่าเวนคืนมาชำระเบี้ยประกันภัยโดยอัตโนมัติ

ถ้ากรมธรรม์ประกันชีวิตของเรามีมูลค่าเงินสดกรมธรรม์ หรือมูลค่าเวนคืนแล้ว และเราไม่ได้ชำระเบี้ยปีต่อภายในระยะเวลาผ่อนผัน บริษัทจะกู้มูลค่าเงินสดที่มีอยู่มาจ่ายเป็นค่าเบี้ยปีต่อให้อัตโนมัติ แล้วคิดดอกเบี้ยเท่ากับดอกเบี้ยที่ใช้คำนวณเบี้ยประกัน +2% ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า

1) ถ้ามูลค่าเงินสดเพียงพอจ่ายค่าเบี้ย บริษัทก็จะใช้วิธีกู้ยืมแบบที่กล่าวไป ไปเรื่อยๆทุกปี จนกว่ามูลค่าจะเหลือไม่พอ

2) ถ้ามูลค่าเงินสดเหลือไม่พอจ่ายค่าเบี้ย บริษัทจะแปลงกรมธรรม์นี้เป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ หรือเปลี่ยนเป็นประกันภัยแบบขยายเวลาโดยอัตโนมัติ

19. การเวนคืนกรมธรรม์

ถ้าเราจ่ายเบี้ยมาจนทำให้กรมธรรม์มีมูลค่าเงินสด เราสามารถขอเวนคืนกรมธรรม์ เป็นเงินสดมาให้เราได้ ตามมูลค่าในตารางมูลค่าเงินสดที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ หักด้วยหนี้สินต่างๆ (ถ้ามี)

20. การเปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ

ถ้าเราจ่ายเบี้ยมาจนทำให้กรมธรรม์มีมูลค่าเงินสด เรามีสิทธิจะขอหยุดจ่ายเบี้ย และเปลี่ยนกรมธรรม์เป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ มีผลทำให้ กรมธรรม์ยังมีระยะเวลาของสัญญาหรือระยะเวลาคุ้มครองเท่าเดิม แต่มูลค่าความคุ้มครอง และเงินเมื่อครบสัญญาอาจจะลดลง หรือเราอาจจะได้เงินคืนทันทีก้อนหนึ่งเมื่อใช้สิทธิ์ด้วยก็ได้ ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับมูลค่าเงินสดที่มีอยู่ในกรมธรรม์ตามระยะเวลาที่เราไ้ดชำระเบี้ยมา ตามตารางมูลค่าเงินสดที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

21. การเแปลงเป็นการประกันภัยแบบขยายเวลา

ถ้าเราจ่ายเบี้ยมาจนทำให้กรมธรรม์มีมูลค่าเงินสด เรามีสิทธิจะขอหยุดจ่ายเบี้ย และแปลงกรมธรรม์เป็นการประกันภัยแบบขยายเวลา มีผลทำให้ กรมธรรม์ยังมีความคุ้มครองอยู่เท่าเดิม และจะขยายเวลาคุ้มครองต่อไปจากวันที่ขอหยุดจ่ายเบี้ยอีกระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ครบตามระยะเวลาสัญญาเดิม รวมถึงอาจจะได้เงินคืนเมื่อครบสัญญา หรือเงินคืนทันทีก้อนหนึ่งเมื่อใช้สิทธิ์ด้วยก็ได้ ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับมูลค่าเงินสดที่มีอยู่ในกรมธรรม์ตามระยะเวลาที่เราไ้ดชำระเบี้ยมา ตามตารางมูลค่าเงินสดที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

22. การกลับคืนสู่สถานะเดิมของกรมธรรม์

ถ้าใช้สิทธิ์เปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ หรือการประกันภัยแบบขยายเวลาแล้ว เราสามารถขอให้กรมธรรม์ที่ถูกแปลงสัญญา กลับมาใช้สัญญาตามเดิมได้ ภายใน 5 ปี โดยมีขั้นตอนดังนี้ เพื่อให้บริษัทอนุมัติ

1) ยื่นเอกสารคำขอกลับมามีผลบังคับตามเดิมของกรมธรรม์กับบริษัท

2) ยื่นใบแสดงผลตรวจสุขภาพ ว่ามีสุขภาพปรกติ

3) ชำระหนี้สิน ที่เป็นค่าเบี้ยค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย

4) ชำระเบี้ยประกันที่ขาดชำระ พร้อมดอกเบี้ยทบต้นในอัตราดอกเบี้ยเท่ากับดอกเบี้ยที่ใช้คำนวณเบี้ยประกันที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ + 2%

23. การกู้ยืมเงิน

ถ้าเราจ่ายเบี้ยมาจนทำให้กรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับนี้มีมูลค่าเงินสด และเรายังไม่ใช้ใช้สิทธิ์กรมธรรม์เงินสำเร็จหรือขยายเวลา เราสามารถขอกู้เงินจากมูลค่าเงินสดกรมธรรม์ที่มีอยู่ได้ โดยกู้ได้สูงสุดไม่เกินมูลค่าเงินสดที่มีอยู่ หักด้วยหนี้สินใดๆ (ถ้ามี) โดยบริษัทจะคิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับดอกเบี้ยที่ใช้คำนวณเบี้ยประกันที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ + 2% แต่ถ้าเราไม่ได้ชำระเงินกู้คืน จนทำให้มูลค่าเงินกู้และดอกเบี้ยค้างจ่ายสูงกว่ามูลค่าเงินสดที่เหลืออยู่ในขณะนั้น กรมธรรม์จะถูกปิดทันที

24. สิทธิในการขอยกเลิกกรมธรรม์

เรามีสิทธิ์ที่จะขอยกเลิกรมธรรม์ประกันชีวิตที่เพิ่งทำได้ ภายใน 15 วันนับตั้งแต่เซ็นเอกสารรับมอบกรมธรรม์จากบริษัท โดยบริษัทจะคืนเบี้ยที่ชำระมาแล้วให้ พร้อมหักค่าใช้จ่าย 500 บาท และค่าตรวจสุขภาพตามจริง (ถ้ามี)

DCA แล้วเปอร์เซ็นกำไรลด ตกลงวิธีนี้ดีจริงหรอ?

มีน้องๆ มาคุยเรื่องการลงทุนแบบ DCA เขาตั้งคำถามกับผมว่า หากเขากำลังลงทุนหุ้นตัวหนึ่งแล้วมันกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นของทั้งราคาและธุรกิจ

สมมติยิ่งเราทยอยซื้อไป ราคาที่เราซื้อในแต่ละครั้งก็จะสูงตาม มันก็ทำให้ค่าเฉลี่ยสูงขึ้นและ % กำไรลดลง ตัวอย่างเช่น

ต้นทุน 10 บาท ราคาตอนนี้ 20 บาท
ถ้าเราซื้อ ที่ 20 บาท ต้นทุนก็จะกลายเป็น 11 บาท
แทนที่จะกำไร 100% ก็จะลดลงเป็น 81.82%

อย่างงี้กำไรลดลงมันก็ไม่ดีเลยหรือเปล่า?

ตามความเห็นผมแล้ว การที่เราซื้อขายหุ้นแล้วได้กำไรเป็น % ที่มาก มันก็ทำให้เรารู้สึกมีกำลังใจดีและทำให้เรารู้สึกว่าเรามี Margin ที่เยอะมากพอที่จะป้องกันไม่ให้ราคาหุ้นมันลงมาเท่ากับทุน แรกๆ ผมก็แอบรู้สึกแย่นะ ลงทุนแล้ว % ลดเนี่ย ตอนหลังผมเองก็เลยเปลี่ยนวิธีคิดนะครับ

ในมุมอื่นที่เราควรจะมองด้วยผมคิดว่ามี ดังนี้

1. กำไรกินไม่ได้เหมือนจำนวนเงิน

การที่เราจะบรรลุไปถึงเป้าหมายทางการเงินสุดท้ายแล้ว จำนวนเงินเป็นเรื่องสำคัญสุด ถ้าเรามีเป้าหมายเกษียณที่เงิน 10 ล้านบาท ก็ต้องลงทุนให้ได้เป้าหมายนั้นๆ

หากเราซื้อหุ้นไว้ 100 หุ้น หุ้นละ 10 บาท หุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นหุ้นละ 1,100 บาท ได้กำไร 10,900% แต่พอคิดเป็นจำนวนเงินแล้ว พอร์ตเราจะมีมูลค่า 110,000 บาทเท่านั้น แสดงว่ามันยังไม่ตอบเป้าหมายทางการเงินของเรา

สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ ก่อนการลงทุนก็คือการกำหนดเป้าหมาย เช่น แผนเกษียณ วางแผนบุตร แผนมรดก การท่องเที่ยว สุขภาพ ซื้อทรัพย์สิน และแผนการสร้างความมั่งคั่งทั่วไป

ผมเลยอาจจะไม่ได้สนใจความเปลี่ยนแปลงของ % กำไรในระยะสั้นมากไปกว่าความมั่งคั่งในระยะยาว

2. การ DCA ช่วยในการขยายพอร์ตได้

หากใครที่ลงทุนแบบ DCA แล้วจะเห็นได้ว่า กำไรที่คิดเป็น % นั้นอาจจะน้อยกว่าคนที่ลงทุนแค่ไม้เดียวทันที แน่นอนครับพอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ คนที่ซื้อแบบ DCA ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นตามซึ่งมันไม่ได้แปลกอะไร และการซื้อเพิ่มในวิธีคิดของพวกเราก็คือ

1) หุ้นจะต้องเติบโตต่อในอนาคตได้ เราไม่ได้ซื้อเพื่อขายในระยะเวลาสั้นๆ ในระยะทางที่เราลงทุนไปเรื่อยๆ โอกาสที่เราจะได้ % มากขึ้นจากการเติบโตมีอยู่แล้วครับ แต่สิ่งที่ชัดเจนกว่าแน่ๆคือ เงินที่สะสมและงอกเงยมันไปถึงเป้าหมายได้ (ยกเว้นเราจะเลือกหุ้นผิด หรือ ไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อหุ้นพื้นฐานเปลี่ยนนะ)

2) DCA จะเพิ่มโอกาสในช่วงราคาลงให้สะสมหุ้นได้มากขึ้น ต้องอย่าลืมว่าระหว่างทางหุ้นมันไม่ได้ขึ้นอย่างเดียว มีลงด้วยครับ แล้วถ้าหุ้นปรับตัวลง % กำไรมันลดลงอยู่แล้วไม่ว่าซื้อซื้อแบบ DCA หรือซื้อครั้งเดียว แต่อย่างไรก็ตามการใช้ DCA จะเพิ่มโอกาสในการซื้อตรงนี้ได้นะ

3. ถ้าจะซื้อครั้งเดียว ต้องซื้อด้วยเงินเท่าไหร่ล่ะ? 

ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับการซื้อแบบครั้งเดียวเพื่อให้ได้กำไรเยอะนะครับ ก็ซื้อได้ แต่ประเด็นคือเรามีเงินไปซื้อตรงนั้นเพื่อเป้าหมายแค่ไหน ถ้าคุณมีเงินก้อน 5 ล้านอยู่ในมือและต้องการหาจังหว่ะทีเดียว มันย่อมมีโอกาสมากกว่าคนมีเงินก้อนแค่ 10,000 บาทอยู่แล้ว

ถ้าเป้าหมายเกษียณคือ 10 ล้าน คนเริ่มต้นด้วยทุน 5 ล้านย่อมมีโอกาสไปถึงเป้าหมายได้ง่ายกว่าคนมี 10,000 บาทอยู่แล้ว และถ้าเราไม่ได้มีเงินขนาดนั้น การเอากระแสเงินสดจากเงินออมมาช่วยสร้างความมั่งคั่งเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายด้วย มันย่อมทำให้โอกาสประสบความสำเร็จได้มากขึ้นด้วยครับ จริงอยู่ที่ % มันจะได้น้อยกว่า แต่ถ้าเราปล่อย 10,000 หวังจะงอกเป็น 10 ล้าน มันยากกว่า 10,000 เพิ่มเดือนละ 3,000-5,000 และทวีคูณเรื่อยๆ ตราบเท่าเราสร้างความสามารถในการออมได้

4. ผมชอบดู % เพื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนทรัพย์สิน

ปกติแล้วผมเองอาจจะไม่ได้แคร์มากว่าจะมี % กำไรน้อยกว่าคนอื่น เพราะวิธีการลงทุนของแต่ละคนต่างกัน เป้าหมายเองก็ต่างกัน ในการใช้ % ของกำไรเพื่อวัดผลของผมก็มีในแง่มุมอื่นๆ บ้าง เช่น การเทียบระหว่างหุ้นด้วยกัน หรือ กองทุนประเภทเดียวกัน (เทียบจากประสบการณ์ลงทุน หรือ Backtest ก็ได้แล้วแต่ความถนัดของนะ)

การเทียบระหว่างหุ้นด้วยกันมันทำให้ผมเห็นเทรนด์บางอย่างเกี่ยวกับการให้ราคาในตลาดว่า sector ไหนธรรมชาติเป็นยังไง ลักษณะการเติบโตของผลการดำเนินงานสัมพันธ์ต่อราคาหุ้นยังไง หรืออาจจะเทียบในหุ้นที่อยู่ใน Industry เดียวกันก็ได้ แต่ต้องอย่าลืมว่าการเปรียบเทียบนั้นต้องพิจารณาตัวหุ้นในเชิงคุณภาพด้วย เพราะแต่ละอย่างความเสี่ยงและมุมมองต่างกันครับ เช่น ถ้าพิจารณาแล้วหุ้นเทคโนโลยีมีแนวโน้มขึ้นเป็น % ที่ดีกว่าหุ้นโรงงานไฟฟ้า เราก็ต้องมามองความเสี่ยงด้วยเพราะมันไม่เหมือนกัน

ในกรณีกองทุนเราก็สามารถเทียบกองทุนหุ้นลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อดูผลการดำเนินงาน หรือบางทีเราก็สามารถดูผลจากการเทียบ Index fund กับ Active Fund ได้ ซึ่งพอดูเสร็จมันจะทำให้เรารู้ว่า ทรัพย์สินตรงไหนเราน่าจะปรับสัดส่วนอะไรยังไง แม้จะใช้วิธีการลงทุนแบบ DCA แต่เราก็ปรับพอร์ต ปรับสัดส่วนได้นะครับ ไม่ใช่ต้อง DCA โต้งๆ หุ้นตัวเดียวไป 20-30 ปี บางทีเราเห็นจังหวะ โอกาสได้อีก เราก็สามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนเงินลงทุนได้ แต่อันนี้ต้องต่อยอดในแนวทางตัวเองกันนะครับ

โดยสรุปแล้ว ถ้าเราจะ DCA หุ้นหรือกองทุนรวม ผมจะเน้นใช้แนวคิดการสร้างพอร์ตไปถึงเป้าหมายมากกว่าการให้ความสำคัญของการขึ้นลงของ % กำไรในระยะสั้น

การทยอยลงทุนผลตอบแทนเป็น % มักจะน้อยกว่าการซื้อด้วยเงินก้อนครั้งเดียวอยู่แล้วถ้าหุ้นเป็นขาขึ้น เป็นเรื่องธรรมชาติครับ และ การใช้ % กำไรผมจะดูเพื่อเปรียบเทียบ Performance ของทรัพย์สินต่างๆ มากกว่าครับ

ออมหุ้นกันเถอะ อิอิ

เก็บเงินเที่ยวฉบับเข้มข้น 3 เดือนสุดท้ายก่อนวันหยุดยาว!

วี๊ดวี้วววว อีกไม่กี่เดือนจะถึงช่วงหยุดยาวแล้ว เชื่อว่าหลายคนกำลังเล็งหาวันลายาวๆที่จะทำให้เราได้ไปพักผ่อนสมอง ท่องเที่ยวให้สะใจ สมกับที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งปี แต่อีกใจหนึ่งก็หวั่นใจกลัวสภาพกระเป๋าฉีกหลังวันหยุดยาว ทุกอย่างมันมีทางออก ถ้าเรามีโจทย์ว่าต้องการไปเที่ยว แต่ไม่อยากให้เงินออมของเราสั่นสะเทือน มาดูกันว่าเราควรทำอย่างไร

เรื่องต้องเช็คก่อนเก็บเงินเที่ยว!

1. เราจะไปเที่ยวที่ไหน

เราชี้เป้ามาเลยว่าวันหยุดที่จะถึงนี้ “เราจะไปเที่ยวที่ไหน” เช่น ใส่บิกินี่นอนดูซิกแพคอยู่ริมชายหาด สวมเสื้อกันหนาวนั่งกินกาแฟนอยู่บนยอดดอย อยากกางเต็นท์นอนนับดาวบนภูกระดึง ฯลฯ รวมถึงคิดว่าจะไปกับใครบ้าง ไปกี่วัน (จะได้รู้ว่าจะต้องลางานมั๊ย) แล้วจะไปอย่างไร (เช่น ขับรถไปเอง นั่งเครื่องบิน นั่งรถทัวร์) ทั้งหมดนี้จะทำให้เรารู้ว่าควรเตรียมตัว เตรียมข้าวของที่จะไปเที่ยวและตุนเงินที่จะต้องใช้ตลอดทริปนี้เท่าไหร่

2. ซื้อหรือยืม

จินตนาการทริปท่องเที่ยวของเราออกมาว่าเป็นอย่างไร จดรายละเอียดทุกสิ่งอย่างที่จะต้องใช้ แล้วแยกว่ารายการ “ซื้อหรือยืม” เพื่อจะได้รู้ว่าของชิ้นไหนที่จำเป็นต้องซื้อ ต้องใช้เงินจำนวนเท่าไหร่หรือของชิ้นไหนที่ขอยืมจากเพื่อนได้ เพื่อจะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น

  • เราอยากไปนอนกางเต็นท์บนยอดดอยกับเพื่อน ถ้าเราไม่ได้เที่ยวแนวนี้บ่อยๆก็อาจจะใช้วิธี การยืมเต็นท์จากเพื่อนหรือเจ้าของสถานที่ที่มีให้เช่าก็ได้ เราจะได้ไม่เสียเงินซื้อเอง
  • เราไปเที่ยวต่างประเทศ ถ้าไปบ่อยๆก็จะต้องซื้อของทุกอย่างเก็บไว้ เช่น กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ เสื้อกันหนาวอย่างหนา เสื้อกันลม ถุงมือกันหนาว เป็นต้น แต่ถ้านานน๊านเราไปสัมผัสบรรยากาศหนาวที่ต่างประเทศสักครั้ง วิธีการขอยืมจากเพื่อนจะทำให้เราประหยัดและมีเงินเหลือไปเที่ยวมากขึ้นด้วยน๊า 

สิ่งสำคัญ คือ ยืมของคนอื่นมาแล้ว ควรใช้ของคนอื่นอย่างทะนุถนอม ถ้าเกิดความเสียหายเราจะต้องซื้อของใหม่ไปคืนเจ้าของด้วยนะจ๊ะ

3. ทริปนี้ต้องจ่ายเท่าไหร่

เมื่อเรารวบรวมทุกสิ่งอย่างครบแล้วก็เคาะตัวเลขออกมาว่า “ทริปนี้เราต้องใช้เงินเท่าไหร่” สมมติว่าทริปนี้รวมแล้วประมาณ 5,000 บาท แต่เราไม่ควรเตรียมไป 5,000 บาทเป๊ะ เผื่อมีรายจ่ายไม่คาดฝันเข้ามา เราจึงควรเตรียมเงินฉุกเฉินเพิ่มเข้าไปด้วย อาจจะเตรียมเพิ่มไปอีก 1,000 บาท กลายเป็น 6,000 บาทก็ได้ มีเงินเหลือแล้วไม่ได้ใช้ ยังดีกว่าเดือดร้อนแล้วจะใช้ แล้วเงินหมดนะจ๊ะ

เก็บเงินเที่ยวฉบับเข้มข้น

มาเริ่มกันเล้ย!

1. หักดิบ

วิธีนี้เหมาะกับคนใจแข็งมากๆ เพราะจะเก็บเงินก้อนให้ครบทีเดียวเลย จากตัวอย่างข้างบน เราจะเก็บเงินไปเที่ยว 6,000 บาท พอเดือนนี้เงินเดือนออกปุ๊บ ก็ถอนออกไปเก็บไว้ที่บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงทันที 6,000 บาท แล้วค่อยมาจัดการชีวิตกับเงินที่เหลือ 

2. แบ่งเก็บวันละหน่อย ค่อยเติมกระปุกวันละนิด

ถ้าเราคิดว่าวิธีแรกมันดุเดือดเกินไปอาจจะใช้วิธีแบ่งเก็บทีละนิดหยอดใส่กระปุกออมสิน ทำให้เราหายใจคล่องมากขึ้น เช่น เราจะไปเที่ยวใช้เงิน 6,000 บาท เหลือเวลาเก็บเงินอีก 3 เดือนหรือ 90 วัน เราก็หารเฉลี่ยออกมาเลยจ้าว่าจะต้องเก็บครั้งละเท่าไหร่

  • ถ้าเราจะเก็บรายเดือน ก็จะเก็บเงินเดือนละ 2,000 บาท (6,000 / 3)
  • ถ้าเราจะเก็บรายสัปดาห์ สะสมเงินประมาณสัปดาห์ละ 500 บาท (6,000 / 12)
  • ถ้าเราจะเก็บทุกวัน ก็จะเก็บเงินวันละ 66.66 บาท (2,000 / 30)

3. กวาดเศษเหรียญลงกระปุกออมสิน

เรามักจะมีเศษเหรียญเล็กๆ น้อยๆ ติดกระเป๋ามาด้วยทุกครั้งหลังกลับมาจากทำงาน บางคนคิดก็ไม่ได้สนใจเศษเงินตรงนั้น ก็ปล่อยทิ้งไป แต่ถ้าเรากำลังจะไปเที่ยวได้โปรดสนใจเศษเหรียญนั้นด้วย เพราะมันอาจจะทำให้เรามีเงินสำหรับจ่ายค่าอาหารมื้ออร่อยได้ค่าอาหารอร่อยๆ ในทริปครั้งนี้เพิ่มขึ้นอีก 3-4 มื้อก็ได้มาด้วย 

ถ้าไม่เชื่อก็ลองทำกันตั้งแต่วันนี้เลยนะคะ เมื่อกลับไปถึงบ้านเราเทเศษเหรียญลงกระปุกออมสินให้หมด ทำแบบนี้ทุกวันๆ แล้วค่อยมาเปิดก่อนจะเดินทางไปเที่ยวในทริปหยุดยาว แล้วเราจะต้องประหลาดใจกับพลังของเศษเหรียญเหล่านั้นก็ได้

4. หารายได้เสริมและลดรายจ่าย

วิธีที่จะทำให้เราเก็บเงินไปเที่ยวมี 2 วิธี คือ หารายได้เพิ่มจากอาชีพเสริมอื่นๆ และการลดรายจ่าย โดยเฉพาะของกินจุกจิกต่างๆ เราควรห่างกันสักพักแล้วค่อยมาเจอกันใหม่หลังจากทริปหยุดยาวก็ได้ รวมถึงลดการซื้อของที่ไม่จำเป็นต่างๆ ทั้งหมดนี้จะทำให้เรามีเงินไปเที่ยวเพิ่มขึ้นแบบทันตาเห็น ส่วนใครถนัดวิธีไหนก็เลือกแบบนั้นหรือทำทั้งสองวิธีคู่กันเลยก็จะดีมากๆ เลยนะคะ

อภินิหารเงินออมคิดว่าถ้าเราทำได้ตามนี้ก็จะเบาใจได้เลยว่าเก็บเงินไปเที่ยวทันวันหยุดยาวนี้อย่างแน่นอน รวมถึงไม่ต้องเป็นแฟนพันธ์แท้มาม่าหลังวันหยุดยาวอีกด้วยนะจ๊ะ เราวางแผนท่องเที่ยวพักผ่อนให้เต็มที่ เมื่อสมองโปร่งโล่งสบายใจ มีไอเดียผลิตงานชิ้นใหม่ออกมาเรื่อยๆ ทำให้มีรายได้มากขึ้นอีกด้วยนะจ๊ะ ^^ 

เก็บเงินเที่ยวฉบับเข้มข้น 3 เดือนสุดท้ายก่อนวันหยุดยาว!

“ทำงาน ออมเงิน ท่องเที่ยววนไปจ้า”

…ว่าแต่หยุดยาวนี้เราไปเที่ยวไหนดีน๊า…

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save