ก้าวต่อไปเพื่อชีวิตที่ดีกว่า เพียงแค่ก้าวออกจาก Comfort Zone

ผมเชื่อว่าการศึกษาไม่ได้เป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จในชีวิต

คนที่เรียนเก่งจบมหาวิทยาลัยก็อาจล้มเหลวในชีวิต ส่วนคนที่เรียนไม่เก่งจบชั้นประถมก็อาจสำเร็จได้ เพราะโลกแห่งการเรียนกับโลกแห่งการทำงานเป็นคนละเรื่องกัน ดังนั้น คนที่ประสบความสำเร็จในการเรียนกับการทำงานก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนๆ เดียวกัน

ผมมีเพื่อนสนิทสมัยเรียนคนหนึ่งเรียนหนังสือเก่งมาก สอบได้ที่หนึ่งของชั้น แต่พอเข้าสู่โลกแห่งการทำงานกลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เขามักเล่าให้ผมฟังถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา แม้ว่าผมจะพยายามช่วยคิดหาทางออก แต่เหมือนเขามีกรอบอะไรบางอย่างฉุดรั้งให้ไม่กล้าเปลี่ยนความคิดก้าวไปข้างหน้า ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าเราจะเรียนหนังสือกันไปทำไม และอะไรเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จในชีวิต

การศึกษาถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญเพื่อให้มีความรู้นำไปต่อยอดความคิด และเป็นใบเบิกทางเข้าสู่อาชีพการงานที่หวังไว้ ดังนั้น การศึกษาถือเป็นตัวช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างความสำเร็จในชีวิต จึงไม่แปลกใจที่พ่อแม่พยายามส่งเสียให้ลูกได้เรียนจบสูงๆ ได้เรียนโรงเรียนดีๆ แต่ต้องไม่หลงลืมว่าการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในห้องเรียนและยังมีปัจจัยอื่นที่สำคัญยิ่งกว่า ซึ่งผมเชื่อว่าการมีกรอบความคิด (Mind Set) ที่ถูกต้องส่งผลให้เกิดนิสัยแห่งความสำเร็จ โดยกรอบความคิดได้มาจากการเลียนแบบความคิดของคนที่ประสบความสำเร็จแล้วนำมาปรับให้เข้ากับตนเอง เพราะวิธีคิดและมุมมองของคนสำเร็จกับคนล้มเหลวนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนสำเร็จมักมองเห็นโอกาส มองโลกในแง่ดี และมองไปในอนาคต เป็นแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถพาไปสู่ความสำเร็จได้

การทำงานนอกจากได้เงินแล้วยังทำให้รู้จักตนเองมากขึ้นว่าเรามีความเก่งในด้านไหนจากสิ่งที่ได้ลงมือทำ ผมเชื่อว่าถ้าได้มีโอกาสทำในสิ่งที่เราเก่งความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ซึ่งการพัฒนาความเก่งมีอยู่ 2 แบบคือ แบบแรก การพัฒนาเรื่องที่เก่งอยู่แล้วให้รู้ลึกขึ้นไปเรื่อยๆ จนหาคนเสมอเหมือนได้ยาก และแบบหลัง การลองทำในสิ่งที่ยังไม่เคยทำเพื่อขยายความเก่งไปในเรื่องอื่น โดยการพัฒนาความเก่งในเรื่องใหม่นี้ก็คือการขยาย Comfort Zone เพราะคนเรามักมีนิสัยไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลงต้องการอยู่ในพื้นที่ๆ เราสบายใจ (Comfort Zone)จึงเป็นการง่ายที่จะพัฒนาความเก่งแบบแรก

ส่วนการพัฒนาความเก่งแบบหลังคือการลองทำสิ่งใหม่ในพื้นที่ๆ เรายังมีความรู้สึกกังวล (Stress Zone) ไม่แน่ใจว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร หากเราทำได้ดีนั่นก็หมายความว่าเราประสบความสำเร็จในการขยายพื้นที่ Comfort Zone

ผมขอเล่าประสบการณ์ตนเองทำงานประจำเป็นมนุษย์เงินเดือนก็พยายามทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นทุกปีจนได้รับการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งอยู่เป็นประจำ และขณะเดียวกันก็ทำงานไม่ประจำเป็นนักลงทุนคอนโดมิเนียมหลายแห่งได้รับผลตอบแทนที่ดี กับเป็นนักเขียนบทความลงในเพจมีผู้ติดตามอ่านหลักแสนคน ซึ่งผมก็ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าตนเองมีความสามารถเหล่านี้ เพียงแต่ลองลงมือทำอย่างตั้งใจไม่ปล่อยโอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิตให้หลุดลอยไป

บางคนอาจสงสัยว่าทำไมเราไม่พัฒนาจุดอ่อน เพราะผมคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำและใช้เวลานาน สู้เอาเวลาไปพัฒนาเรื่องที่เก่งอยู่แล้วหรือเรื่องที่ยังไม่เคยทำจะดีกว่าครับ ชีวิตคนเรามีเวลาพิสูจน์ตัวเองจำกัดประมาณ 40 ปีในช่วงอายุระหว่าง 20 – 60 ปี ดังนั้น เวลาจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องใช้อย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้เวลาพัฒนาจุดอ่อนอาจทำให้เกิดความเครียดมากกว่าการพัฒนาจุดแข็ง เนื่องจากทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ชำนาญ ซึ่งความเครียดส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจอาจทำให้ท้อไม่อยากทำงานอีกต่อไป

สรุปแล้วผมอยากให้คุณลองปรับความคิดรับเอาแนวทางของคนที่ประสบความสำเร็จมาประยุกต์ใช้ แล้วพัฒนาขีดความสามารถของตนเองอย่างสม่ำเสมอ

ลงมือทำจนเป็นนิสัยเพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิม….    

เงินลงทุน = ‘รายจ่าย’ หรือ ‘เงินออม’ ..เรื่องต้องทำความเข้าใจก่อนเริ่มต้นลงทุน

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะคิดเหมือนผมบ้างนะครับ ในช่วงที่ผมทำงานประจำนั้นผมมีรายได้สม่ำเสมอและคิดว่าการลงทุนแบบออมหุ้น DCA นั้นสามารถทำได้ด้วยการบริหารรายรับ-รายจ่ายให้ดี พอเรามีเงินออมที่มากขึ้นก็นำส่วนนั้นไปลงทุนให้งอกเงยและกลายเป็นความมั่งคั่งในชีวิตอนาคตได้ สูตรของการลงทุนผมนั้นก็เลยจะเน้นในเรื่องความสำคัญของการสร้างเงินออม เช่น การแบ่งเงินออมมาซัก 10% ต่อเดือนเพื่อมา DCA

แต่ในระยะหลังนี้ผมเห็นว่าการดำเนินชีวิตของคนในยุคใหม่นั้นเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าเป็นสมัยก่อนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ปู่ย่าตายายยังเป็นครอบครัวที่อยู่ด้วยกัน แก่ไปก็ยังมีลูกหลานคอยดูแล แต่ในปัจจุบันนั้นคนเป็นโสดมากขึ้น มีความสัมพันธ์ในสถานะที่ซับซ้อนขึ้น แม้แต่คนที่มีครอบครัวมีลูกนั้นก็อาจจะไม่สามารถให้ลูกได้ดูแลเหมือนในรุ่นก่อนหน้าได้ การเตรียมเงินให้พร้อมในยามเกษียณจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ พูดง่ายๆนั่นล่ะว่า “ต้องมีเงินถึงอยู่ได้”

แต่คำว่าต้องมีเงินในยุคสมัยนี้มันก็ไม่ก็ไม่ง่ายเท่าไหร่เพราะสภาพเศรษฐกิจและสังคมนั้นมีการแข่งขันกันเยอะ ค่าใช้จ่ายในแต่ละวันก็สูง ของแต่ละวันก็แพงขึ้น จะเก็บเงินยังยากเลย ฮ่าๆ และถ้าพูดถึงการเก็บเงินนั้น อย่างสมัยผมเด็กๆ นั้นแค่เอาเงินไปฝากในธนาคารก็จะได้ดอกเบี้ยมากกว่า 10% แล้ว สมัยนี้ดอกเบี้ยน้อยนิดมาก ต้องเอาเงินไปลงทุนให้งอกเงยแทน

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้มันกลับเข้ามาเป็นคำถามในใจผมว่า การที่เรามองว่าการลงทุนนั้นมันเป็นเรื่องที่ต่อยอดจากการออมนั้น มันใช่แน่ๆ หรอ? นั่นหมายความว่าถ้าเราไม่มีเงินออมเราก็ไม่ลงทุนหรือเปล่า? แล้วถ้าไม่ลงทุนนั้นอนาคตจะเป็นอย่างไร ผมเองก็เลยต้องเปลี่ยน Mindset ใหม่ค่อนข้างมากในระยะหลังนี้

การลงทุนเพื่อให้อยู่รอดคือรายจ่ายจำเป็น

เวลาที่เราพูดถึงรายจ่ายและเงินออมนั้น ตามตำราที่ผมเคยอ่านมา หากมันเป็นเรื่องของการเก็บเพื่ออนาคตเราจะมองเป็นเงินออมซะส่วนใหญ่ แต่ช่วงหลังผมมองว่าแท้จริงแล้วมันอาจจะเป็นรายจ่ายที่จำเป็นก็ได้ เราต้อง “จ่าย” ในเรื่องของการลงทุนเพื่ออย่างน้อยให้เรามีชีวิตที่อยู่รอดในอนาคตได้

ตัวอย่างเช่น หากเรารู้ว่าในปัจจุบันเรามีอายุ 30 ปี ซึ่งสามารถทำงานจนไปถึงวันเกษียณที่อายุ 60  ปี แต่ต้องมีอายุหลังเกษียณไปจน 80 ปี เราอาจจะต้องเตรียมเงินในบั้นปลาย 7-10 ล้านบาทเพื่อให้อยู่รอด ก็ต้องมานั่งคำนวณกันดูว่า รายจ่ายที่จำเป็นในเรื่องนี้เราจะต้องเตรียมไว้ในแต่ละเดือนเท่าไหร่?

การลงทุนเพื่อ Lifestyle ที่ดีคือการใช้เงินออมต่อยอด

อันนี้ก็เป็นมุมมองที่เปลี่ยนไปเช่นกันนะครับ เมื่อก่อนมองว่ามีเงินออมถึงจะลงทุนเพื่อเป้าหมายเกษียณ แต่ตอนนี้ ถ้าเอาแค่อยู่รอดผมจะมองว่ามันคือรายจ่ายจำเป็นที่ต้องมี แต่ถ้าเราจะทำให้ชีวิตดีขึ้นในยามเกษียณได้มากไปกว่านั้นอีกผมมองว่าเราต้องเอาเงินออมมาต่อยอดการลงทุน พูดง่ายๆ ก็คือถ้าอยากเกษียณแล้วมีเงินใช้จ่ายไปเที่ยวเมืองนอกสบายๆ เก๋ๆได้ เงินที่จะต้องเตรียมก็มาเพิ่มในส่วนนี้

ในแนวทางการลงทุนของผมในปัจจุบันก็คือ ผมจะ DCA เดือนละครั้ง

1. กำหนดขั้นต่ำ (Fixed)

เอาไว้จากการคำนวณในเบื้องต้นว่า ด้วยอัตราผลตอบที่คาดหวังไว้จะทำให้เงินนั้นงอกเงยและสามารถอยู่รอดได้ในยามเกษียณ ตรงนี้ผมสร้างเป็นงบประมาณรายจ่ายของตัวเองทุกเดือน ให้ตายอย่างไรผมก็จะต้องเอาเงินมาลงทุนตรงนี้โดยไม่เปลี่ยนแปลง

2. ส่วนเติมเต็ม (Add)

ส่วนนี้ผมถือว่า ผมนำมาลงเพิ่มเพื่อให้ชีวิตผมดีขึ้นในยามเกษียณ แต่หากผมมีแผนอื่นๆที่ต้องการแล้วมีความจำเป็นต้องใช้กระแสเงินสดในแต่ละเดือนจึงทำให้ต้องหยุด DCA ไป ผมจะนำเงินในแต่ละเดือนที่เป็นเงินออมไปสร้างเป้าหมายนั้นๆ แทน

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ผมจะยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมง่ายๆนะครับ เช่น ผมคำนวณแล้วว่าหลังเกษียณผมจะต้องมีเงินใช้ 7 ล้านบาท โดยที่ในแต่ละเดือนผมจะต้องลงทุน 10,000 บาท จึงจะไปถึงเป้าหมายตรงนั้นได้ แต่ผมดันเก็บเงินออมเพื่อลงทุนในเรื่องอื่นๆ ได้ถึง 30,000 ต่อเดือน

รายจ่ายเพื่อการลงทุน DCA : ผมจะกำหนดเอาไว้เลยที่ 10,000 บาทต่อเดือนเงินออมเพื่อต่อยอด Lifestyle : ผมจะเอาอีก 20,000 บาทที่เหลือนั้นมาเพิ่ม-ลด

ในกรณีที่ผมมีความจำเป็นจะต้องใช้เงินไปในแผนอื่นๆที่เข้ามาระหว่างทาง เช่น ผมอาจจะต้องเก็บเงินผ่อนบ้านใหม่ ผมจะถือว่าเงินเก็บของผมที่สามารถนำมาใช้ได้คือ 20,000 บาทเท่านั้นเพราะอีก 10,000 บาทถูกตั้งไปในงบประมาณรายจ่ายเพื่อความอยู่รอดในอนาคตแล้ว และพิจารณาความสามารถของเราในเงินก้อนที่เหลือนั้นแทน โดยที่จะไม่หยุดการ DCA แล้วเอาเงินมาผ่อนบ้านทั้ง 30,000 นั้น

ทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่มุมมองของแต่ละคนในอนาคตที่ต้อง Design ด้วยตัวเองแล้วครับ ในเรื่องการเงินนั้นไม่ได้มีอะไรถูกหรือผิด หลายคนอาจจะมองว่าการลงทุนนั้นอาจจะต้องเริ่มจากการออม แต่ผมมองว่าบางส่วนอาจจะต้องปรับมุมมองเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เราต้องวางแผนเพื่ออนาคต และมันไม่ใช่แค่เรื่องของการลงทุนเท่านั้น ยังรวมถึงการวางแผนการเงินเรื่องอื่นๆ เช่น การทำประกันป้องกันความเสี่ยงที่เรารอให้มีเงินออมก่อนทำประกันได้เพราะบางทีความเสี่ยงไม่รอเรานะครับ ก็หวังว่ามุมมองใหม่ๆจะเป็นประโยชน์ต่อทุกๆ ท่านครับ

ลงทุนตามธีม Robotics & AI ลดภาษีแถมมีเงินพร้อมเกษียณ กับกองทุน “ASP-ROBOTRMF”

สวัสดีครับนักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน กลับมาพบกันที่คลินิกกองทุนแห่งนี้อีกครั้งครับ ปลายปีแบบนี้ หลายคนคงเริ่มต้นที่จะหาข้อมูลในการซื้อกองทุน LTF/RMF กันแล้วใช่ไหมครับ ซึ่งผมมักจะแนะนำนักลงทุนเสมอ ๆ ว่าเราเองควรที่จะพิจารณาการลงทุนใน RMF ก่อน LTF อยู่บ่อยๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่า กองทุน RMF นั้น มีเป้าหมายเพื่อการเกษียณซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายทางการเงินที่สำคัญที่สุด

นอกจากนี้กองทุน RMF ยังสามารถเลือกประเภทกองทุนที่หลากหลายได้ เช่น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนอสังหาฯ (Fund of Property Fund) กองทุนหุ้น หรือว่าเป็นกองทุนต่างประเทศ เรียกได้ว่ายิ่งเหมาะในการสร้าง พอร์ตเพื่อการเกษียณของเราได้มากกว่า LTF ที่เน้นลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียวครับ

พอผมอธิบายเรื่องนี้เมื่อไหร่ ก็มักจะมีหลายคนอยากที่จะลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณขึ้นมา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะลงทุนกับอะไรดี ที่จะทำให้เราลงทุนได้อย่างสบายใจได้ ก่อนอื่นคงต้องบอกนักลงทุนทุกท่านว่า การลงทุนเองนั้นมีความเสี่ยง แต่เราเองก็สามารถที่จะควบคุมความเสี่ยงได้น้อยลงได้ หรือว่าสามารถที่จะกระจายความเสี่ยงได้ครับ ซึ่งแนวทางหนึ่งที่ผมคิดว่าเหมาะกับนักลงทุนทุกท่าน และคิดว่าไม่ได้เป็นวิธีที่ยากเย็นอะไร เพียงแค่นักลงทุนเองจัดพอร์ตการลงทุน ด้วยหลากหลายสินทรัพย์ เช่น ตราสารหนี้ อสังหาฯ หุ้น นั่นเองครับ

ซึ่งใครที่รับความเสี่ยงได้มาก ก็อาจจะมีสัดส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นนั้นมากหน่อย ประมาณ 70% ของพอร์ตการลงทุน ใครที่รับความเสี่ยงได้น้อยหน่อยก็ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นไม่เกิน 30% ครับ ส่วนการคัดเลือกสินทรัพย์เพื่อการลงทุนเองก็มีส่วนสำคัญ หากเราเลือกสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมาก หรือว่ามีแนวโน้มการเติบโตต่ำๆ หรือ เลือกลงทุนในประเทศที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีก็น้อยลงไปด้วยครับ

ดังนั้น การเลือกสินทรัพย์เพื่อลงทุนระยะยาวๆ เองก็สำคัญไม่น้อยเลยทีเดียวครับ ซึ่งในปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะเลือสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อย หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่เจ๊งแน่ๆ แต่ถึงกระนั้น การเลือกสินทรัพย์แบบนี้การเติบโตในระยะยาวอาจจะไม่สูงก็เป็นไปได้นะครับ ยกตัวอย่างเช่น สินค้าที่เป็นปัจจัย 4

เนื่องจากสังคมผู้อายุที่กำลังจะมาถึง การบริโภค หรือว่า การใช้สอยสิ่งจำเป็นเหล่านี้ อาจจะลดลงไปก็เป็นได้ครับ ยกเว้นยารักษาโรคที่น่าจะมีการเติบโตมากขึ้น เนื่องจากถ้าสังคมผู้สูงอายุมาถึง เรื่องสุขภาพเองก็เรื่องที่จำเป็นมากๆ ครับ

แต่จะมีสินทรัพย์หนึ่งที่น่าสนใจ และแน่นอนว่าเป็นเมกะเทรนด์ของการลงทุนของโลกใบนี้ นั่นก็คือเรื่องของ “เทคโนโลยี” ซึ่งหนึ่งในธีมเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีนั้นก็คือ หุ่นยนต์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Robotics & AI – Artificial Intelligence)

จริงๆ ผมคงต้องบอกว่า ทุกๆ อย่างนั้น มันจะถูกครอบคลุมด้วยเทคโนโลยีอยู่แล้วครับ เช่นในกลุ่มการแพทย์นั้น การผลิตยาตัวใหม่ๆ หรือ วิธีการรักษาใหม่ๆ ก็ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อให้การรักษาแม่นยำขึ้น เช่น การใช้หุ่นยนต์ช่วยในการผ่าตัด อย่างในปีที่ผ่านมาเฉพาะ ‘Da Vinci Surgical System’ หุ่นยนต์ผ่าตัดที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกภายใต้การพัฒนาและผลิตของบริษัท Intuitive Surgical มีการผ่าตัดไปแล้วถึง 753,000 ครั้ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 15%หรือว่าแม้แต่ในการวิเคราะห์โรคร้ายก็มีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ เช่น ระบบ AI ของ IBM ที่ชื่อ Watson ซึ่งในบ้านเราโรงพยาบาลบํารุงราษฎร์นำมาใช้อยู่ในการวิเคราะห์โรคมะเร็ง ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น เติบโตมากขึ้นครับ และนับวันจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นไปอีกครับ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม Robotics ที่ช่วยงานในอุตสาหกรรมหนัก ที่เริ่มจะแพร่หลายมากขึ้น เพราะว่าช่วยเจ้าของกิจการลดต้นทุนได้มาก เนื่องจากค่าใช้จ่ายเรื่องแรงงานนั้นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนทางจำนวนแรงงานนั่นเอง หรือว่าแม้แต่ในบ้าน ในโรงพยาบาล เองก็เริ่มที่จะมีการใช้ Robotics และ AI มากขึ้นอีกด้วยครับ

เราจะสังเกตได้ว่าระบบ Smart Home ที่สั่งการด้วยเสียงเริ่มมีมากขึ้น ใกล้ตัวเรามากขึ้น เพราะว่าในยุคที่มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น การจะให้ผู้สูงอายุเดินเหินไปทำนู่นนี่เอง ก็มีความเสี่ยงที่จะหกล้ม หรือว่าเกิดอุบัติเหตุได้ก็มีโอกาสมากตามไปด้วย ดังนั้น ระบบ Robotics และการใช้ AI จึงเป็นอีกเรื่องที่มีการพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียวครับ

ทั้งนี้ด้วยระบบ AI + Machine Learning ที่นำเอา Big Data ที่เกิดจากการเก็บข้อมูลการใช้ระบบต่าง ๆ และระบบยังสามารถเรียนรู้พัฒนาต่อได้นั้น กำลังมีการพัฒนาอยู่ทุกบริษัทฯ ไม่ว่าจะเป็น Google, Amazon, Facebook หรือแม้แต่รถ Tesla ก็กำลังให้ความสนใจ และแข่งกันพัฒนาระบบของตนเองครับ

ส่วนอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มว่าระบบ AI และ Machine Learning นั้น จะเข้ามามีส่วนมากขึ้นก็ได้แก่กลุ่มการเงินการธนาคาร อุตสาหกรรมรถยนต์ สุขภาพ และกลุ่ม Platform ต่างๆ เช่น Software และ Application

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การลงทุนในธีมเทคโนโลยีนั้น เป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงมาก แต่การเติบโตในช่วงนี้นั้นยังไม่ได้สูงมากนัก เนื่องจากเทคโนโลยีต่างๆ เองก็กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาตนเอง พอพัฒนาเสร็จเราคงได้เห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างแน่นอน จึงทำให้การทยอยสะสมการลงทุนในเทรนด์นี้ยิ่งทวีความน่าสนใจมากขึ้นไปอีกครับ

แนวโน้มการเติบโตของหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ถือเป็นเทรนด์การลงทุนที่มีแนวโน้มเติบโตก้าวกระโดดดังจะเห็นได้จากประมาณการการเติบโตของตลาด Robotics และ AI ทั่วโลกนับจากปัจจุบันถึงปี 2568 ซึ่งคาดว่าจะสามารถเติบโตโดยเฉลี่ย 10-15% ต่อปี เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวจากปี 2548-2556 ซึ่งเติบโตเฉลี่ยเพียง 5% ต่อปี (ที่มา: Boston Consulting Group อ้างอิงใน AXA Investment Managers Presentation, May 2017)

พอมาถึงตรงนี้ เราเองก็จะเห็นได้ว่า บลจ. ในบ้านเราเองก็เริ่มที่จะมีกองทุนเทคโนโลยีออกมากันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยโอกาสนี้จึงจะขอนำกองทุนที่อยู่ในธีมการลงทุนที่น่าสนใจขึ้นมาพูดคุยกันสักนิดครับ นอกจากกองทุนนี้จะเป็นกองทุนที่ลงทุนกับเทคโนโลยีแล้ว ยังเป็นกองทุนประเภท RMF อีกด้วย เรียกได้ว่าได้ประโยชน์ในการลงทุนระยะยาว พร้อมกับได้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วยครับ

กองทุนที่เป็นพระเอกของเราในวันนี้คือ กองทุน ASP-ROBOTRMF  นั่นเองครับ หลังจากที่กองทุน ASP-ROBOT ได้เปิดตัวไปและได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้ลงทุน บลจ. แอสเซท พลัส (Asset Plus) เองจึงเพิ่มทางเลือกให้ผู้ลงทุนในกองทุน RMF ด้วยซึ่งแน่นอนว่าตัวพอร์ตการลงทุนนั้นจะเหมือนกันกับกองทุน ASP-ROBOT ทุกประการครับ และเป็นกองทุน RMF กองทุนแรกของไทยที่ลงทุนใน Theme หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะ

โดยกองทุนนี้จะลงทุนส่วนใหญ่ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมในต่างประเทศ คือ กองทุน AXA World Funds Framlington Robotech ภายใต้การบริหารจัดการของ AXA Investment Managers ซึ่งมุ่งลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Robotics & AI ทั่วโลก แต่ก็จะมีบางส่วนจะลงทุนโดยตรงในหุ้นของบริษัทที่นำหุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ดำเนินธุรกิจ หรือลงทุนใน ETF ที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ระดับความเสี่ยงของกองทุนอยู่ที่ระดับ 6 ซึ่งก็เหมาะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง

ในส่วนของ ผลตอบแทนย้อนหลังอย่างที่บอกไปครับ  กองทุน ASP-ROBOTRMF นี้ เป็นกองทุน IPO ที่เสนอขายครั้งแรกในช่วง 1 – 21 พฤศจิกายน นี้  จึงยังไม่มีผลตอบแทนของตัวกองทุนเอง  แต่หากจะไปดูกันที่กองทุนในต่างประเทศที่กองทุนนี้จะเข้าไปลงทุนส่วนใหญ่  คือ กองทุน AXA World Funds Framlington Robotech  แล้ว ก็ถือว่าทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี ชนะผลตอบแทนจากการลงทุนในดัชนี MSCI All Country World Index ได้เกือบๆ  20% เลยทีเดียวครับ

และทุกครั้งที่ผมเขียนถึงกองทุนไหนๆ ก็ตาม เรื่องหนึ่งที่สำคัญต่อการพิจารณาการลงทุนในกองทุนมากๆ ก็คือ แนวคิดการลงทุนของทีมงาน และพอร์ตการลงทุนของกองทุนครับ

สำหรับกองทุน ASP-ROBOTRMF มีการแบ่งพอร์ตการลงทุนแบบคร่าวๆ เป็น 2 ส่วน เช่นเดียวกันกับกองทุน ASP-ROBOT โดยลงทุนในกองทุนของ AXA (สัดส่วน 0-79%) และลงทุนโดยตรงในหุ้น หรือ ETF ที่เกี่ยวข้องกับ Robotics & AI  (สัดส่วน 0-21%) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ครับ

1. การลงทุนส่วนใหญ่ในกองทุน AXA World Funds Framlington Robotech

  • เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้สูงมากขึ้น จากหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ 4 กลุ่มได้แก่ กลุ่มจักรกลอัตโนมัติ กลุ่มคมนาคมและขนส่ง กลุ่มสาธารณสุข และกลุ่มเทคโนโลยีเพื่อการบูรณาการ
  • โครงสร้างของกองทุนมีการลงทุนทั้งในหุ้นกลุ่ม Small, Mid & Large Caps ที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ Robotics & AI  รวมถึงมีการเลือกหุ้นขนาดใหญ่ (Mega Cap) ที่เน้นลงทุนใน Robotics & AI ในฐานะนวัตกรรมที่จะกลายมาเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจในอนาคตด้วย
  • กรอบการลงทุนก็ค่อนข้างยืดหยุ่นทีเดียว พร้อมสำหรับการลงทุนหุ้นใหญ่เพื่อลดความผันผวนและเสริมสภาพคล่อง รวมถึงสามารถลงทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กเพื่อโอกาสเติบโตในระยะยาว
  • ลงทุนในหุ้นประมาณ 40-60 ตัว 
  • ในแง่สไตล์การเลือกหุ้น Fund Manager ของกองทุนนี้เน้นเลือกหุ้นพื้นฐานดี โดยมีแนวคิดการลงทุนที่เน้นบริษัทที่อยู่ในช่วง High Growth ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ใช่ระยะเพิ่งเริ่ม (Seed Stage) ที่มีความเสี่ยงสูงมาก หรือระยะท้ายๆ ของเทคโนโลยีนั้นๆ ซึ่งจะมีการเติบโตต่ำจนเกินไป นอกจากนั้น Fund Manager ของกองทุนยังวิเคราะห์โอกาสที่จะได้ประโยชน์จากการควบรวมกิจการในอนาคตไว้ด้วยเช่นกันครับ
  • ซื้อหุ้นหรือว่าทยอยสะสมหุ้นที่มีพื้นฐานดีที่ทางกองทุนมั่นใจแล้วว่ามีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาว ราคาไม่แพงจนเมื่อเทียบกับการเติบโตของบริษัทฯ และเป็นเทคโนโลยีที่ต้องจับต้องได้ มีพัฒนาการของบริษัทฯ อย่างชัดเจน  และเน้นถือยาวมากกว่ามีการซื้อขายบ่อยครั้ง โดยจะคุมให้มี Portfolio Turnover ไม่สูงมากนัก อยู่ที่ประมาณ 30%
  • ทั้งนี้ จะขายหุ้น หรือว่าลดสัดส่วนของบริษัทฯ ที่มีพื้นฐานที่เปลียนแปลงไป โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงกำไรที่ลดลง

ส่วนหน้าตาของพอร์ตการลงทุนในกองทุนของ AXA World Funds Framlington Robotech นั้น จะมีทั้งหุ้น Mega Cap และมีหุ้นขนาดเล็ก – ขนาดกลาง ผสมอยู่อย่างที่ผมเล่าไปแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อการเติบโตที่สูงมากขึ้นในอนาคตครับ

โดยสัดส่วนตามชาร์ตจะเห็นได้ว่ามีแบรนด์ก้องโลกอย่าง Google และ Apple เป็นตัวชูโรงด้านการคิดค้นนวัตกรรมใหม่มาสั่นสะเทือนโลกอยู่เสมอ ในขณะที่ฝั่ง Large Caps มี Keyence บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่โดดเด่นด้านพัฒนาเครื่องเซนเซอร์ และอุปกรณ์ตรวจสอบ ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ในอนาคตอันใกล้ต่อการนำเครื่องมือเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในแวดวงต่างๆ  

โดยที่กองทุนของ AXA World Funds Framlington Robotech เองก็จะเน้นน้ำหนักการลงทุนไปที่ประเทศสหรัฐฯ เป็นหลักประมาณ 50% ของพอร์ตการลงทุน เนื่องจากว่าเป็นประเทศที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีด้านนี้อยู่ครับ

2. ส่วนที่เหลือ บลจ. แอสเซทพลัส เลือกลงทุนเองโดยตรงในหุ้น หรือ ETF ของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Robotics & AI ทั่วโลก เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนเพิ่มเติม

ซึ่งพอร์ตการลงทุนนั้นก็มีความน่าสนใจมากๆ ครับ เนื่องจากบริษัทที่ลงทุนเป็นบริษัทที่เราคุ้นเคยกันดี และมีการพัฒนา AI ขึ้นมาอย่างที่เรามักจะได้ยินตามข่าวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Alibaba Group, Amazon, Google และ Apple

มาถึงในด้านความเสี่ยงกันบ้างนะครับ เนื่องจากกองทุนนี้เป็นกองทุนหุ้นต่างประเทศ ซึ่งก็ต้องมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนพ่วงมาด้วย แต่ประเด็นนี้ผู้ลงทุนที่เน้นลงทุนกันแบบยาวๆ ก็พอจะสบายใจได้ เพราะกองทุน ASP-ROBOTRMF เค้ามีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้วไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศครับ

อีกส่วนหนึ่งที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงในความคิดผม คือ เทคโนโลยีสมัยนี้ปรับเปลี่ยนไปค่อนข้างไวมาก ถึงแม้ว่าการลงทุนในกองทุนจะมีข้อดีอยู่คือ มีผู้จัดการกองทุนฝีมือดีมาช่วยเราเลือกหุ้นในกลุ่มที่มีความไวในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงให้กับเรา แต่นักลงทุนเองก็ต้องทราบด้วยว่าการลงทุนในธีมการลงทุนที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วแบบนี้ ก็มีโอกาสที่การลงทุนระหว่างทางจะมีความผันผวนเกิดขึ้นบ้างเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม  ถ้านักลงทุนมีการกระจายพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสม โดยมีสินทรัพย์ที่หลากหลาย     และเน้นการลงทุนระยะยาวกับกองทุนนี้แล้วละก็ผมคิดว่าไม่ผิดหวังครับ และที่สำคัญกองทุนนี้เป็นกองทุน RMF ด้วย ซึ่งผมคิดว่าได้ประโยชน์เรื่องลดหย่อนภาษีอีกทาง ระหว่างที่รอผลตอบแทนจากกองทุนที่จะดีขึ้นในระยะยาวก็คิดว่าน่าจะคุ้มค่าครับ ซึ่งหากสนใจก็ลองไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมกันได้ที่ www.assetfund.co.th หรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ.แอสเซท พลัส ครับ

สรุป ผมคิดว่ากองทุนี้ถือว่าเป็นกองทุนที่น่าสนใจอีกกองทุนครับ ซึ่งก็น่ามีไว้สำหรับโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาวสำหรับพอร์ต RMF เพื่อการเกษียณของเรา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องไม่ลืมนะครับว่าไม่ว่าจะเลือกลงทุนในกองทุน RMF ใดก็ตาม เราก็ไม่ควรจะทุ่มลงทุนด้วยเงินเก็บทั้งหมดกับกองทุนนี้เพียงกองทุนเดียว เพราะในการลงทุนนั้นโอกาสรับผลตอบแทนสูงก็มาพร้อมระดับความเสี่ยงสูงเสมอครับ

ขอให้นักลงทุนทุกท่านโชคดีในการลงทุนกับกองทุนนะครับ 

วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีคร้าบ

บทความนี้เป็น Advertorial 

ส่องทำเลบ้านคุ้มค่าใกล้รถไฟฟ้าในอนาคต ด้วยงบ 2-3 ล้านบาท

บ้านที่อยู่แล้วมีความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาอยากได้เป็นเจ้าของ เนื่องจากคนเราเกิดมาใช้เวลาอยู่กับบ้านมากกว่าที่แห่งไหนในโลก และใช้เป็นที่สานสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว

บ้านจึงมีความหมายมากกว่าอิฐหินปูนทรายมากองรวมกันเพื่อสร้างเป็นที่พักผ่อน

บ้านยังเป็นสถานที่สร้างสุขภาพร่างกายแข็งแรง สร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน และสร้างฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ฯลฯ คนเราจึงทุ่มเททำงานเก็บเงินเพื่อให้ได้เป็นเจ้าของบ้านสักหลังหนึ่งในชีวิต

การเลือกซื้อบ้านถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิต ซึ่งส่งผลถึงสมาชิกทุกคนในครอบครัวตลอดช่วงที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจเลือกให้ดี และเหมาะกับครอบครัวของคุณอย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต ดังนั้น ผมขอหยิบยกปัจจัยหลัก 4 ประการที่มีผลต่อการเลือกซื้อบ้าน ดังนี้

1. ทำเลต้องเดินทางสะดวก

“ทำเล ทำเล ทำเล” เป็นคำพูดติดปากเวลาต้องการบอกว่าการเลือกซื้อบ้านอะไรสำคัญที่สุด ซึ่งหัวใจของทำเลคือเรื่องความสะดวกในการเดินทางระหว่างบ้านไปที่ทำงาน บ้านไปโรงเรียนลูก และบ้านไปช้อปปิ้ง ฯลฯ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้มีเวลาได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้น โดยทำเลที่ดีไม่จำเป็นต้องอยู่กลางใจเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น หากคุณทำงานอยู่นอกเมืองหรือทำงานอยู่ที่บ้านก็ควรเลือกที่ทำเลให้เหมาะสมตามวิถีชีวิตที่เราเลือกไว้

2. พื้นที่เพียงพอต่อสมาชิกในครอบครัว

ตอนเริ่มต้นทำงานยังไม่ค่อยมีภาระ บางคนอาศัยอยู่กับพ่อแม่ บางคนเลือกที่จะแยกมาอยู่ในคอนโดเพราะต้องการอิสระ บางคนมาจากต่างจังหวัดและต้องเช่าคอนโดอยู่ แต่พอถึงจุดหนึ่งหลายคนเริ่มรู้สึกว่าอยู่คอนโดแล้วอึดอัด เพราะด้วยขนาดพื้นที่ที่เล็ก อยู่ไปเสื้อผ้าเริ่มเยอะจึงต้องใช้ตู้เสื้อผ้าหลายใบ แถมอยู่ไปอยู่มาก็มีแฟนเลยต้องหาที่จอดรถเพิ่มอีก คบกันจนมั่นใจจนแต่งงานมีลูกจึงต้องเตรียมห้องนอนให้ลูกและปู่ย่าตายายซึ่งมาช่วยเลี้ยงหลานก็ต้องมีห้องให้ท่านอีก ดังนั้น พอเริ่มมีครอบครัวหลายคนจึงเทใจให้กับบ้านที่มีเนื้อที่สำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว

3. คุณภาพบ้านสร้างได้มาตรฐาน

ซื้อบ้านเป็นกิจกรรมที่ทำไม่กี่ครั้งในชีวิต คนส่วนใหญ่แทบไม่มีประสบการณ์ว่าต้องดูอย่างไรว่าบ้านคุณภาพดีหรือว่าแย่ จากประสบการณ์ของผมการเลือกซื้อบ้านกับผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้มาก แต่ผู้ซื้อยังคงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบบ้านว่าได้คุณภาพก่อนรับโอน เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัย และไม่ต้องเสียค่าซ่อมแซมบ่อยๆ หากไม่แน่ใจควรจ้างมืออาชีพให้มาช่วยตรวจรับบ้านจะดีกว่า

4. ราคาบ้านอยู่ในงบที่จ่ายไหว

“นกน้อยทำรังแต่พอตัว” เป็นคำเตือนสติว่าซื้อบ้านให้เหมาะสมกับฐานะ อย่าก่อหนี้เกินตัวจนผ่อนไม่ไหว เพราะบ้านเป็นสินเชื่อที่มีระยะเวลาผ่อนชำระยาวนานที่สุดโดยเฉลี่ยเกือบ 30 ปี เราจึงควรเลือกซื้อบ้านที่อยู่ในงบที่จ่ายไหวสบายๆ มีเงินเหลือเอาไปลงทุน หรือส่งลูกเรียน เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินที่ดี และใช้เงินเก็บที่เหลืออยู่ไปสร้างผลตอบแทน

จากปัจจัยดังกล่าวทำให้คนกรุงมักลังเลใจเวลาเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดว่าแบบไหนดีและคุ้มค่ากว่ากัน เพราะต่างก็มีข้อดีข้อเสียกันละคนแบบ ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ สมมุติว่ามีงบ 2.5 ล้านบาทต้องการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ หากซื้อคอนโดจะได้ทำเลในเมืองเดินทางสะดวกหน่อย แต่อยู่ค่อนข้างอึดอัด หากซื้อทาวน์โฮมจะได้ทำเลไกลออกไปแต่อยู่สบายกว่ามาก มีเนื้อที่รอบบ้านไว้ปลูกต้นไม้ และที่จอดรถเพียงพอกับความต้องการของสมาชิกในครอบครัว เราลองมาดูตารางเปรียบเทียบกันครับ

องค์ประกอบคอนโด (ห้องสตูดิโอ)ทาวน์โฮม 2 ชั้น
ทำเลกรุงเทพฯ ชั้นกลางกรุงเทพฯ ชั้นนอก
พื้นที่25 ตร.ม.18 ตร.ว./ 100 ตร.ม.
ราคาต่อพื้นที่100,000 บาทต่อตร.ม.25,000 บาทต่อตร.ม.
จำนวนห้องนอน1 ห้องรองรับ 3 ห้อง
จำนวนห้องน้ำ1 ห้อง2 ห้อง
จำนวนที่จอดรถ1 คัน (ขั้นต่ำ 35 % ของยูนิตทั้งหมด)2 คัน  (ส่วนตัว)

อย่างที่บอกไปว่าที่ทำเลถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกในการเลือกซื้อบ้าน ซึ่งวันนี้ผมขอแนะนำทำเล เพชรเกษม ย่านพุทธมณฑลสาย 4 ที่ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ทำเลที่เหมาะพัฒนาเป็นทาวน์โฮมราคาคุ้มค่า เพราะย่านนี้กำลังจะมีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินให้บริการช่วงปี 2564 และยังคงเป็นพื้นที่ในจังหวัดกรุงเทพมหานครอีกด้วย

หากวิเคราะห์เปรียบเทียบถนนหลักที่มุ่งหน้าสู่ภาคใต้ระหว่าง ถนนพระราม 2 กับ ถนนเพชรเกษม แล้วจะพบว่าภาครัฐมีแผนพัฒนาแตกต่างกันอย่างชัดเจน ถนนพระราม 2 มีแผนจะขยายทางด่วนตามแนวถนนพระราม 2 ล่าสุดจนถึงวงแหวนกาญจนาภิเษกฝั่งใต้

ส่วนถนนเพชรเกษม มีแผนจะขยายรถไฟฟ้าตามแนวถนนเพชรเกษมล่าสุดจนถึงพุทธมณฑล สาย 4 ซึ่งรถไฟฟ้าถือเป็นการเดินทางที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพดีกว่า โดยรถไฟฟ้าที่พาดผ่านเพชรเกษมเป็นสายสีน้ำเงินด้วยยิ่งน่าสนใจ เพราะเป็นสายเดียวที่วิ่งล้อมรอบกรุงเทพฯ ผ่านย่านเศรษฐกิจที่สำคัญอย่าง เยาวราช สีลม อโศก รัชดา จตุจักร บางซื่อ ปิ่นเกล้า และบางแค

ทำเลเพชรเกษม ย่านหนองแขม นอกจากสะดวกเดินทางแล้วยังสะดวกในการส่งลูกเรียนหนังสือและ ช้อปปิ้งด้วย ด้านการศึกษามีโรงเรียนชั้นนำตั้งแต่อนุบาลยันจบมหาวิทยาลัย ได้แก่ อนุบาลเด่นหล้า, ร.ร.เลิศหล้า, ร.ร.อัสสัมชัญ ธนบุรี, ร.ร.สารสาส์น วิเทศบางบอน, ม.มหิดล ศาลายา ผมเคยไปเยี่ยมชมร.ร.สารสาส์น วิเทศบางบอนเปิดสอนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนถึงม.6 มีสอนหลักสูตรอินเตอร์ด้วยครับ

ด้านช้อปปิ้งมีตั้งแต่ตลาดน้ำยันห้างสรรพสินค้า ได้แก่ ตลาดน้ำคลองลัดมะยม, ตลาดน้ำดอนหวาย, Paseo Community Mall,Big C Extra พุทธมณฑล, The Mall บางแค ผมเคยไปเที่ยว Paseo เป็นคอมมิวนิตี้มอลล์ขนาดใหญ่พอสมควร ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นมีร้านอาหารหลากหลายประเภทตอบโจทย์คนชอบทานอาหารไม่ซ้ำร้านเดิม

เร็วๆ นี้จะมีโครงการทาวน์โฮมเปิดใหม่ในย่านดังกล่าวมีชื่อว่า Verve เพชรเกษม 81 ทำเลจัดว่าดีเพราะเข้าจากถนนเพชรเกษมไปเพียง 1.2 กิโลเมตร และอยู่ติดถนนเพชรเกษม 81 ซึ่งเป็นซอยที่มีขนาดใหญ่ทะลุไปออกได้ทั้งกาญจนภิเษก บางบอน และพระราม 2 โดยโครงการนี้เป็นแบรนด์ใหม่ของบริษัท SC Asset ทำให้มั่นใจเรื่องคุณภาพการก่อสร้างการออกแบบ และข้อมูลเบื้องต้นที่ผมได้มามีดังนี้ครับ

ทาวน์โฮม 2 ชั้นจำนวนเพียง159 ยูนิต

  • แบบบ้าน Loft รองรับ 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ หน้ากว้าง  5.45 เมตร ราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท
  • แบบบ้าน Luxe รองรับ 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ 1 ห้องอเนกประสงค์ พื้นที่ใช้สอย 135 ตร.ม. หน้ากว้าง  5.7 เมตร ราคาเริ่มต้น 3.39 ล้านบาท

โฮมออฟฟิศ 4 ชั้นจำนวน 22 ยูนิต

  • 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ หน้ากว้าง 5 เมตร ราคาเริ่มต้น 7.59 ล้านบาท

โครงการนี้เหมาะกับคนที่มีครอบครัวหรือกำลังสร้างครอบครัว ต้องการสภาพแวดล้อมโครงการที่ดี มีพื้นที่เพียงพอกับจำนวนสมาชิก และอดใจรอโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายในอนาคตได้ โครงการนี้ตอบโจทย์คนกรุงที่ต้องการมีบ้านในราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้ไม่ต้องเสียเงินไปซื้อคอนโดก่อนแล้วค่อยขยับขยายมาซื้อบ้าน 

ใครที่สนใจโครงการ Verve เพชรเกษม 81 จะเปิด Pre-Sale ในวันที่ 11-12 พ.ย.นี้แล้วครับโดยโครงการมีโปรโมชั่นราคาพิเศษ 1.99 ล้าน*โดยมีจำนวนจำกัด และรับส่วนลด 20,000 บาท*สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.scasset.com สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 1749 หรือที่สำนักงานขายโครงการได้เลยครับ

บทความนี้เป็น Advertorial 

[Review] กองทุน SCBPOP & SCBRMPOP ทางเลือกลงทุนกับเมกะเทรนด์ประชากรในอนาคต

โครงสร้างประชากรโลกกำลังเปลี่ยนแปลง…

จากข้อมูลของ U.N. Population Division** ในปี 2010  พบว่าโครงสร้างของประชากรโลกในอนาคตมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง โดยเป็นผลพวงสำคัญที่เกิดมาจากการพัฒนาสภาพเศรษฐกิจ ความเจริญรุ่งเรืองทางการแพทย์ และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน

เนื่องจากในอดีตช่วงปี 1900 – 1999 สังคมโลกพบกับสงครามครั้งรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 ในช่วงปี 1914 – 1918 สงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงปี 1939 – 1945 ประชากรส่วนมากจึงไม่มีอายุยืนยาวนัก  รวมถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก็เพิ่งมาพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วง 100 ปีหลังนี้ ยกตัวอย่างเช่น การค้นพบเพนิซิลลินซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงวงการยาปฏิชีวนะของโลกก็เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 1928 หรือไม่ถึง 100 ปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน

แนวโน้มโครงสร้างประชากรในอนาคตของโลก มีลักษณะที่สำคัญและเด่นชัด 3 อย่าง ได้แก่ จำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น, จำนวนชนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น และจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น

ที่มา :** OECD (Maddison); UN Population  Division; Goldman Sachs Global ECS Research, August 2012; Fidelity International, March 2012.; Demographic Buyback report, July 2011.

1. การเพิ่มขึ้นของประชากร

จากภาพด้านบน  พบว่าประชากรโลกมีแนวโน้มเพิ่มจากกว่า 6,000 ล้านคนเป็น 9,600 ล้านคนในปี 2050  มีผลสำคัญที่จะทำให้ความเป็นเมืองที่ขยายมากขึ้น (Urbanization) เนื่องมาจากความต้องการในการรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากร โดยเฉพาะระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพราะมีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของประชากรจากชนบท เข้าสู่ตัวเมือง

2. การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง

ในขณะที่รายได้ต่อหัวของประชากรทยอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก จำนวนของชนชั้นกลางหรือกลุ่มคนที่มีรายได้มากกว่า 6,000 เหรียญสหรัฐต่อปีก็ทยอยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน โดยลักษณะสำคัญของชนชั้นกลางคือจะมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป และ มีการจับจ่ายใช้สอยเพื่ออำนวยความสะดวก หรือเพื่อตอบสนองความต้องการในเชิงคุณค่าทางความรู้สึกของตนเองเพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นการท่องเที่ยวเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ หรือ มีการซื้อสินค้าและบริการที่มีความหรูหรา

3. การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ

จากแผนภูมิโครงสร้างประชากรในปี 1950-2050 ภาพด้านบน  ในปี 1950 ภาพจะมีลักษณะเหมือนปีระมิดและจะค่อยๆ กลายสภาพเป็นภาพระฆังคว่ำมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2050  เหตุมาจากวิทยาการทางการแพทย์ที่เพิ่มมากขึ้นทำให้อัตราการเสียชีวิตของประชากรลดน้อยลง  ทำให้ส่วนยอดของภาพมีขนาดที่กว้างขึ้น ซึ่งหมายถึง การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรสูงอายุ จึงทำให้มีการนำสินค้าหรือเครื่องอุปโภค บริโภค เพื่อตอบสนองผู้สูงอายุมีมากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ยารักษาโรค ความต้องการทางการแพทย์ บ้านพักคนชรา หรือ กิจกรรมต่างๆ ที่สนับสนุนการใช้เวลาว่างหลังเกษียณของผู้สูงอายุซึ่งมีอำนาจการจับจ่ายใช้สอยที่สูง  อาทิเช่น การล่องเรือเที่ยวรอบโลก  ฯลฯ

เราจะสามารถลงทุนในเมกะเทรนด์เหล่านี้อย่างไรได้บ้าง?

“SCBPOP” กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Global Population Trend และ “SCBRMPOP” กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Global Population Trend เพื่อการเลี้ยงชีพ คือกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรโลกในอนาคตอย่างการเพิ่มขึ้นของประชากร การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง และการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ

SCBPOP & SCBRMPOP กองทุนมีนโยบายลงทุนในตราสารทุน และ/หรือตราสารแห่งหนี้ และ/หรือตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน และ/หรือเงินฝาก และ/หรือหน่วยลงทุนของกองทุนในต่างประเทศ เช่น หน่วย CIS และ/หรือหน่วยลงทุนกองทุนอีทีเอฟ (ETF) เป็นต้น โดยลงทุนในตราสาร และ/หรือหลักทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และกองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ตามความเหมาะสมสำหรับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการลงทุน  ความเสี่ยงกองทุนอยู่ระดับ 6

SCBPOP & SCBRMPOP จะเน้นลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกผ่านกองทุน Fidelity Global Demographics Fund ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร 

ซึ่งกองทุนดังกล่าวก็ถือว่ามีความน่าสนใจมากในการบริหาร เนื่องจากเน้นการลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตอย่างยาวนาน กระจายความเสี่ยงหลายอุตสาหกรรม วิเคราะห์เน้นการลงทุนในหุ้นรายตัวเชิงลึก และเปลี่ยนหุ้นสลับไปมาไม่บ่อยนัก ซึ่งผลตอบแทนในอดีตของกองทุนก็สามารถเอาชนะตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Fidelity ณ 31 สิงหาคม 2560

สำหรับหุ้นที่ถืออยู่ในพอร์ต (ข้อมูล ณ พฤษภาคม 2560) ก็ถือว่าน่าสนใจทีเดียว เพราะเปิดชื่อไปดูแต่ละกิจการก็ถือว่าเป็นกิจการระดับโลกและดูมีแนวโน้มที่ดีในอนาคต

ยกตัวอย่างเช่น Zara แบรนด์เสื้อผ้าที่ทุกคนคงคุ้นหูกันอยู่  L’Oreal จากประเทศฝรั่งเศส เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางและสินค้าอุปโภคชั้นนำระดับโลก Abbott Laboratories บริษัทยาและสินค้าสุขภาพจากประเทศสหรัฐ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ดังๆ ก็อย่างอาหารทางการแพทย์ Ensure นอกจากนี้ยังมีบริษัท LVMH เจ้าของแบรนด์กระเป๋าชื่อดังอย่าง Louis Vuitton และร้านเครื่องสำอางสุดหรูหราอย่าง Sephora ที่สาวๆ หลายคนโปรดปราน

แค่อ่านก็น่าสนใจแล้ว!

SCBPOP & SCBRMPOP จะเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรกวันที่ 31 ตุลาคม – 6 พฤศจิกายน 2560  เพื่อให้ตอบสนองทุกโจทย์ตามความต้องการของผู้ลงทุน แม้แต่นักลงทุนที่ต้องการลงทุนเพื่อการเกษียณ และสามารถได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในอีกทางหนึ่งด้วยหากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://bit.ly/scbpop

นอกจากนี้เนื่องจากการลงทุนทุกชนิดมีความผันผวนมาจากสิ่งต่าง ๆ มากมาย และกองทุนรวมนี้อาจจะเผชิญกับความผันผวนดังกล่าวด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุนกันครับ

ทั้งนี้ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน  ซึ่งหากไม่ได้ลงทุนตามเงื่อนไข อาจไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ และ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

“ประชากรเพิ่มมากขึ้น คนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น และผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเป็นแนวโน้มที่ชัดเจนว่าน่าจะเกิดขึ้นในอนาคต”

ข้อดีของการลงทุนในการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างเชิงสังคมคือ แนวโน้มเหล่านี้มักเปลี่ยนแปลงได้ช้า และมีช่วงเวลาก็เติบโตที่นานหลายสิบปี

หากใครชอบลงทุนระยะยาวแบบถือสะสมมูลค่าความมั่งคั่งไปเรื่อยๆ การลงทุนในแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงประชากรโลกทั้ง 3 อาจคือคำตอบสำหรับคุณ

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

4 คำสอนของพระราชา ที่ทรงคุณค่ากับคนรุ่นใหม่

ในชีวิตเรามักจะนึกถึงคนที่ผ่านเข้ามาและสร้างความทรงจำดีๆให้กับเรา อาทิ คุณตาคุณยายที่เคยเลี้ยงดูสั่งสอน เรา เพื่อนเก่าผู้ห่างไกลที่ครั้งหนึ่งเคยมีเรื่องราวดีๆ ให้จดจำร่วมกันมา หรือใครก็ตามที่เราเลือกเก็บไว้ในความทรงจำ เพราะสิ่งที่เขามอบให้นั้นมีค่ากับชีวิตเราเสียเหลือเกิน…

ถ้าจะให้พูดถึงคนหนึ่งคนที่ทำอะไรดีๆไว้ให้คนไทยทุกคนได้จดจำ คนที่เดินทางไปทั่วทุกที่ในประเทศไทย คนที่มอบคำสอนและแนวทางการใช้ชีวิตที่เป็นแบบอย่างให้กับคนไทยทุกคน เพราะปรารถนาให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้นคนดังกล่าวนี้คือคนที่ชาวไทยพร้อมใจเรียกท่านว่า “พ่อของแผ่นดิน” 

“คิดถึงพ่อเหมือนกันใช่ไหม?” 

ประโยคแรกที่ถูกกล่าวขึ้นมาหลังจากที่ผมได้โทรไปที่ 1800-018-009 “โครงการโทรศัพท์หมายเลข 9” ที่รวบรวมคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดทำโดย CAT (บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)) ชวนให้น้ำตารื้นได้อยู่เหมือนกัน

ผมมีโอกาสได้ฟังพระราชดำรัส และพระบรมราโชวาทของรัชกาลที่ 9  แล้วก็ได้หาข้อมูลกับคำสอนที่น่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย ผมพบว่าทุกคำสอนที่ท่านเคยตรัสไว้ยังคงความร่วมสมัยอยู่เสมอ

และนี่คือ “4 คำสอนของพ่อ  ที่ทรงคุณค่ามากที่สุดสำหรับคนรุ่นใหม่” ที่สามารถน้อมนำคำสอนที่พ่อเคยมอบไว้ มาปรับใช้ได้อยู่เสมอ เหตุนี้ผมจึงขออนุญาตนำแนวทาง และคำสอนมาปรับใช้ในชีวิตให้สอดคล้องกับยุคสมัยและเจนเนเรชั่นใหม่อย่างเหมาะสมครับ

“…ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้า ใส่เอง อย่างนั้นมันมากเกินไป แต่ในหมู่บ้านหรือในอําเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการ ก็ขายได้แต่ในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าขนส่ง มากนัก …มีเงินเดือนเท่าไหร่จะต้องใช้ภายในเงินเดือน…กู้เงินนั้น เงินจะต้องให้เกิดประโยชน์มิใช่กู้สําหรับ ไปเล่น ไปทําอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์…”

พระราชดํารัสในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540

ผมว่าคนไทยบางกลุ่มตีความคำว่า “พอเพียง” ของพ่อคลาดเคลื่อนกันไปเล็กน้อย คิดกันว่าความพอเพียง คือ การกินอยู่อย่างประหยัดที่สุด อันไหนประหยัดได้ต้องประหยัด ปลูกข้าวทำนา สร้างบ้านดินเอง ว่างๆ ก็ทำสบู่ใช้ เหมือนในโฆษณาเรื่องหนึ่ง 

จริงอยู่ว่าพื้นฐานส่วนใหญ่ของคนไทยในสมัยก่อนมักจะทำนา ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรรม แต่ในสมัยนี้วิถีชีวิตของคนไทยไม่ใช่แบบนั้นแล้ว เพราะด้วยวัฒนธรรม และสิ่งของใหม่ๆ ที่เข้ามาจากต่างชาติ ทำให้คนไทยใช้เงินเกินตัว สาเหตุที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ส่วนหนึ่งก็เกิดมาจากความฟุ้งเฟ้อของคนไทยเองนั่นแหละ 

สมัยนี้ Social Media ทำให้หลายคนรู้จักเรามากขึ้น การแสดงออกผ่านวัตถุก็มีมากขึ้นตามมา การจับจ่ายใช้สอยเกินตัวก็ตามมามากขึ้น หรือบางคนเห็นว่าตลาดหุ้นกำลังขึ้นเพราะเศรษฐกิจดี ก็กู้เงิน กู้มาร์จิ้นมาลงทุนโดยไม่มีความรู้ที่ดีมาสนับสนุนการลงทุน การลงทุนนั้นก็อาจจะไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าสุดท้ายเงินทั้งหมดหายไปกับตลาดหุ้น (ในปี 2540 มีคนทำแบบนี้เยอะมาก)

ผมเห็นคนที่ดำเนินหลักการใช้ชีวิตพอเพียง อย่าง วอเรนต์ บัฟเฟตต์ หรือ ดร.นิเวศน์ ก็สร้างชีวิตที่มีความสุข สร้างฐานะที่ดีได้

ดังนั้นคำว่า “พอเพียง” ต้องยึดตัวเองเป็นหลัก เข้าใจในความเป็นอยู่ของตัวเองก่อน ไม่จำเป็นต้องประหยัดจนทำให้ตัวเองรู้สึกไม่มีความสุข หยุดการใช้จ่ายและสร้างหนี้เกินตัว และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็ “เพียงพอ” แล้ว

“…ถ้าเราสะสมเงินให้มาก เราก็สามารถที่จะใช้ดอกเบี้ย ใช้เงินที่เป็นดอกเบี้ยโดยไม่แตะต้องทุน ถ้าเราใช้มากเกินไปหรือเราไม่ระวัง เรากินเข้าไปเป็นทุน ทุนมันก็น้อยลงๆ จนหมด…”

พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2518

คำสอนนี้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตรัสไว้เมื่อปี พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นเวลา 10 กว่าปีก่อนที่ผมจะเกิด แว้บแรกที่ผมได้อ่านพระราชดำรัสนี้ ผมนึกถึงคำว่า “PASSIVE INCOME” และ “อิสรภาพทางการเงิน” ซึ่งเป็นอะไรที่คนในสมัยนี้ฝันหวานถึง

เรามักจะได้ยินเรื่องของอิสรภาพทางการเงิน ที่มีแนวคิดว่า “หากใครต้องการหลุดพ้นจากพันธนาการเรื่องการเงิน เราจะต้องมีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน และที่สำคัญรายได้นั้นควรจะมาจากทรัพย์สินที่เราสร้างและสะสมมันขึ้นมา”

คำว่า “PASSIVE INCOME” ผมได้ยินครั้งแรกก็ช่วงที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย หลังจากพี่ของเพื่อนแนะนำให้ลองไปทำธุรกิจเครือข่ายดู แต่ใครๆ ก็สามารถสร้าง PASSIVE INCOME ได้จากทางอื่นเหมือนกันไม่ว่าจะเป็น การลงทุนในหุ้น กองทุนรวม การเขียนหนังสือรับค่าลิขสิทธิ์ หรือการซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า เป็นต้น

เมื่อไหร่ที่สินทรัพย์ของเราสามารถสร้างรายได้มากพอ จนเราไม่ต้องถอนเงินต้นมาใช้จ่ายได้ เมื่อนั้นเราก็จะพบกับอิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง สอดคล้องกับพระราชดำรัสเมื่อ 42 ปีที่แล้วพอดี

“…การมีเสรีภาพนั้นเป็นของดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้จําเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและ ความรับผิดชอบมิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น ที่เขามีอยู่เท่าเทียมกัน ทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึง สวัสดิภาพและความเป็นปกติสุขของส่วนรวมด้วย มิฉะนั้น จะทําให้มีความยุ่งยากจะทําสังคมและ ชาติประเทศต้องแตกสลายโดยสิ้นเชิง …”

พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแถลงการณ์สภาการวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติตาม แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (สวชพ.) เรื่อง ‘การใช้เสรีภาพเพื่อการปรองดองสมานฉันท์’ เนื่องในวันนักข่าว เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2520

จริงๆแล้วคำว่า ‘อิสรภาพ’ กับ ‘เสรีภาพ’ มีความแตกต่างกันอยู่นิดหน่อย อิสระ คือ สภาวะที่เป็นอิสระไม่ต้องผูกมัดกับสิ่งใด ส่วน เสรีภาพ คือ การจะทำอะไรก็ได้แต่ต้องไม่ไปริดรอนสิทธิของผู้อื่น ว่ากันว่าคน GEN Y และ GEN Z เป็นคนรุ่นใหม่ที่รักอิสรภาพ

เราอยากจะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ คนรุ่นใหม่ก็เลยอยากออกจากงานประจำมาเป็นนายตัวเอง อยากมีงานที่ไม่ต้องตอกบัตรผูกมัดกับเวลาเข้างาน อยากมีวันลาพักร้อนเยอะๆ เพื่อออกเดินทางไปที่ใหม่ๆ แต่ทั้งหมดที่เราอยากทำ เราไม่ควรมีอิสรภาพอยู่บนความเดือดร้อนของคนอื่น

  • จะออกมาเป็นนายตัวเองมีเงินทุนพร้อมแล้วรึยัง ? ต้องพึ่งพาเงินจากทางบ้านก่อนรึเปล่า ?
  • อยากเข้างานตามเวลาที่สะดวก แต่ลืมไปรึเปล่าว่าบริษัทก็ต้องขับเคลื่อนด้วยความสามารถของทุกคน
  • อยากลางานไปเที่ยว แล้วใครที่ต้องแบกรับภาระงานแทนเรา?

ไม่ผิดหรอกที่ใครๆ ก็อยากมีอิสรภาพ แต่ทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนความรับผิดชอบของตัวเอง และรู้จักแคร์สังคมรอบข้างให้มากกว่าความต้องการของตัวเอง

” คนเราจะเอาแต่ได้ไม่ได้ คนเราจะต้องรับและจะต้องให้ หมายความว่าต่อไป และเดี๋ยวนี้ด้วยเมื่อรับสิ่งของใดมา ก็จะต้องพยายามให้ ในการให้นั้น ให้ได้โดยพยายามที่จะสร้างความสามัคคีให้หมู่คณะและในชาติ ทำให้หมู่คณะและชาติประชาชนทั้งหลายมีความไว้ใจซึ่งกันและกันได้ ช่วยที่ไหนได้ก็ช่วย ด้วยจิตใจที่เผื่อแผ่โดยแท้ “

พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ 20 เมษายน 2521

ผมว่าสังคมสมัยนี้เรารู้จักการแบ่งปันมากขึ้น “ยิ่งให้ก็ยิ่งได้” เป็นประโยคที่ผมได้ยินจากหลายๆ ที่ สังเกตจากแนวทางการทำธุรกิจของคนสมัยใหม่ ทั้ง SME และ Start Up ที่เข้ามาแก้ปัญหา ช่วยสร้างคุณค่าให้กับสังคม ยิ่งธุรกิจใดให้คุณค่ากับสังคมมาก ผลตอบแทนที่ได้จะมากกว่านั้นเยอะ ยกตัวอย่างเช่น

  • QueQ แอพพลิเคชั่นต่อคิวหน้าร้านอาหารที่ช่วยแก้ปัญหาการจองคิวให้กับร้านค้าและลูกค้า
  • iTAX แอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์คนในสังคมในเรื่องของภาษีเงินได้
  • Wongnai แอพฯรีวิวร้านอาหาร ช่วยคนในสังคมตามหาร้านอาหารอร่อยๆ 
  • Amazon.com ที่ช่วยให้การซื้อของสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ธุรกิจไหนที่เข้ามาหวังแต่จะได้เงิน ได้กำไร กอบโกยทรัพยากร โดยไม่คำนึงถึงการมอบคุณค่าให้กับสังคมก่อน อาจจะมีเสียงนินทาจากกลุ่มลูกค้า ทำให้สุดท้ายแล้วไม่สามารถยืนหยัดในสังคมได้นาน ดังนั้นแล้ว ถ้าใครคิดอยากจะทำธุรกิจ หรืออยากเริ่มเป็นนายตัวเอง ลองตั้งคำถามกับสิ่งที่กำลังจะทำดูซิครับว่า “สิ่งที่ทำอยู่ให้คุณค่าอะไรกับสังคมบ้าง?”

ถ้าให้ลองนึกถึงคำสอนต่างๆ ที่รัชกาลที่ 9 ทรงตรัสไว้ จะรู้เลยว่าคำสอนของท่านมีมากมายจนไม่สามารถนับได้ และทั้งหมดถูกจารึกไว้ในหนังสือ สื่อต่างๆ ค้นเจอได้ไม่ยาก เพราะสิ่งที่ท่านทรงมอบให้แก่คนไทยทั้งชาติ ไม่เพียงแค่ความเป็นอยู่ที่ดี

แต่ยังมีคำสอนของพระราชา หรือ “พ่อ” ของคนไทยทั้งประเทศยังคงจารึกไว้ตามหนังสือ หรือสื่อต่างๆอีกมากมาย เพราะทุกคำสอนของท่านถูกกลั่นกรองมาจากความคิดและประสบการณ์ที่ทรงประสบพบเจอมา เราสามารถน้อมนำมาปรับใช้ได้เสมอ ทุกช่วง..ทุกวัย..และทุกเวลา

4 คำสอนของพระราชา ที่ทรงคุณค่ากับคนรุ่นใหม่

ในชีวิตเรามักจะนึกถึงคนที่ผ่านเข้ามาและสร้างความทรงจำดีๆให้กับเรา อาทิ คุณตาคุณยายที่เคยเลี้ยงดูสั่งสอน เรา เพื่อนเก่าผู้ห่างไกลที่ครั้งหนึ่งเคยมีเรื่องราวดีๆ ให้จดจำร่วมกันมา หรือใครก็ตามที่เราเลือกเก็บไว้ในความทรงจำ เพราะสิ่งที่เขามอบให้นั้นมีค่ากับชีวิตเราเสียเหลือเกิน…

ถ้าจะให้พูดถึงคนหนึ่งคนที่ทำอะไรดีๆไว้ให้คนไทยทุกคนได้จดจำ คนที่เดินทางไปทั่วทุกที่ในประเทศไทย คนที่มอบคำสอนและแนวทางการใช้ชีวิตที่เป็นแบบอย่างให้กับคนไทยทุกคน เพราะปรารถนาให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้นคนดังกล่าวนี้คือคนที่ชาวไทยพร้อมใจเรียกท่านว่า “พ่อของแผ่นดิน” 

“คิดถึงพ่อเหมือนกันใช่ไหม?”

ประโยคแรกที่ถูกกล่าวขึ้นมาหลังจากที่ผมได้โทรไปที่ 1800-018-009 “โครงการโทรศัพท์หมายเลข 9” ที่รวบรวมคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดทำโดย CAT (บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)) ชวนให้น้ำตารื้นได้อยู่เหมือนกัน

ผมมีโอกาสได้ฟังพระราชดำรัส และพระบรมราโชวาทของรัชกาลที่ 9  แล้วก็ได้หาข้อมูลกับคำสอนที่น่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย ผมพบว่าทุกคำสอนที่ท่านเคยตรัสไว้ยังคงความร่วมสมัยอยู่เสมอ

และนี่คือ “4 คำสอนของพ่อ  ที่ทรงคุณค่ามากที่สุดสำหรับคนรุ่นใหม่” ที่สามารถน้อมนำคำสอนที่พ่อเคยมอบไว้ มาปรับใช้ได้อยู่เสมอ เหตุนี้ผมจึงขออนุญาตนำแนวทาง และคำสอนมาปรับใช้ในชีวิตให้สอดคล้องกับยุคสมัยและเจนเนเรชั่นใหม่อย่างเหมาะสมครับ

“…ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้า ใส่เอง อย่างนั้นมันมากเกินไป แต่ในหมู่บ้านหรือในอําเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการ ก็ขายได้แต่ในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าขนส่ง มากนัก …มีเงินเดือนเท่าไหร่จะต้องใช้ภายในเงินเดือน…กู้เงินนั้น เงินจะต้องให้เกิดประโยชน์มิใช่กู้สําหรับ ไปเล่น ไปทําอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์…”

พระราชดํารัสในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540

ผมว่าคนไทยบางกลุ่มตีความคำว่า “พอเพียง” ของพ่อคลาดเคลื่อนกันไปเล็กน้อย คิดกันว่าความพอเพียง คือ การกินอยู่อย่างประหยัดที่สุด อันไหนประหยัดได้ต้องประหยัด ปลูกข้าวทำนา สร้างบ้านดินเอง ว่างๆ ก็ทำสบู่ใช้ เหมือนในโฆษณาเรื่องหนึ่ง

จริงอยู่ว่าพื้นฐานส่วนใหญ่ของคนไทยในสมัยก่อนมักจะทำนา ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรรม แต่ในสมัยนี้วิถีชีวิตของคนไทยไม่ใช่แบบนั้นแล้ว เพราะด้วยวัฒนธรรม และสิ่งของใหม่ๆ ที่เข้ามาจากต่างชาติ ทำให้คนไทยใช้เงินเกินตัว สาเหตุที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ส่วนหนึ่งก็เกิดมาจากความฟุ้งเฟ้อของคนไทยเองนั่นแหละ

สมัยนี้ Social Media ทำให้หลายคนรู้จักเรามากขึ้น การแสดงออกผ่านวัตถุก็มีมากขึ้นตามมา การจับจ่ายใช้สอยเกินตัวก็ตามมามากขึ้น หรือบางคนเห็นว่าตลาดหุ้นกำลังขึ้นเพราะเศรษฐกิจดี ก็กู้เงิน กู้มาร์จิ้นมาลงทุนโดยไม่มีความรู้ที่ดีมาสนับสนุนการลงทุน การลงทุนนั้นก็อาจจะไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าสุดท้ายเงินทั้งหมดหายไปกับตลาดหุ้น (ในปี 2540 มีคนทำแบบนี้เยอะมาก)

ผมเห็นคนที่ดำเนินหลักการใช้ชีวิตพอเพียง อย่าง วอเรนต์ บัฟเฟตต์ หรือ ดร.นิเวศน์ ก็สร้างชีวิตที่มีความสุข สร้างฐานะที่ดีได้

ดังนั้นคำว่า “พอเพียง” ต้องยึดตัวเองเป็นหลัก เข้าใจในความเป็นอยู่ของตัวเองก่อน ไม่จำเป็นต้องประหยัดจนทำให้ตัวเองรู้สึกไม่มีความสุข หยุดการใช้จ่ายและสร้างหนี้เกินตัว และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็ “เพียงพอ” แล้ว

“…ถ้าเราสะสมเงินให้มาก เราก็สามารถที่จะใช้ดอกเบี้ย ใช้เงินที่เป็นดอกเบี้ยโดยไม่แตะต้องทุน ถ้าเราใช้มากเกินไปหรือเราไม่ระวัง เรากินเข้าไปเป็นทุน ทุนมันก็น้อยลงๆ จนหมด…”

พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2518

คำสอนนี้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตรัสไว้เมื่อปี พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นเวลา 10 กว่าปีก่อนที่ผมจะเกิด แว้บแรกที่ผมได้อ่านพระราชดำรัสนี้ ผมนึกถึงคำว่า “PASSIVE INCOME” และ “อิสรภาพทางการเงิน” ซึ่งเป็นอะไรที่คนในสมัยนี้ฝันหวานถึง

เรามักจะได้ยินเรื่องของอิสรภาพทางการเงิน ที่มีแนวคิดว่า “หากใครต้องการหลุดพ้นจากพันธนาการเรื่องการเงิน เราจะต้องมีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน และที่สำคัญรายได้นั้นควรจะมาจากทรัพย์สินที่เราสร้างและสะสมมันขึ้นมา”

คำว่า “PASSIVE INCOME” ผมได้ยินครั้งแรกก็ช่วงที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย หลังจากพี่ของเพื่อนแนะนำให้ลองไปทำธุรกิจเครือข่ายดู แต่ใครๆ ก็สามารถสร้าง PASSIVE INCOME ได้จากทางอื่นเหมือนกันไม่ว่าจะเป็น การลงทุนในหุ้น กองทุนรวม การเขียนหนังสือรับค่าลิขสิทธิ์ หรือการซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า เป็นต้น

เมื่อไหร่ที่สินทรัพย์ของเราสามารถสร้างรายได้มากพอ จนเราไม่ต้องถอนเงินต้นมาใช้จ่ายได้ เมื่อนั้นเราก็จะพบกับอิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง สอดคล้องกับพระราชดำรัสเมื่อ 42 ปีที่แล้วพอดี

“…การมีเสรีภาพนั้นเป็นของดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้จําเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและ ความรับผิดชอบมิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น ที่เขามีอยู่เท่าเทียมกัน ทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึง สวัสดิภาพและความเป็นปกติสุขของส่วนรวมด้วย มิฉะนั้น จะทําให้มีความยุ่งยากจะทําสังคมและ ชาติประเทศต้องแตกสลายโดยสิ้นเชิง …”

พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแถลงการณ์สภาการวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติตาม แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (สวชพ.) เรื่อง ‘การใช้เสรีภาพเพื่อการปรองดองสมานฉันท์’ เนื่องในวันนักข่าว เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2520

จริงๆแล้วคำว่า ‘อิสรภาพ’ กับ ‘เสรีภาพ’ มีความแตกต่างกันอยู่นิดหน่อย อิสระ คือ สภาวะที่เป็นอิสระไม่ต้องผูกมัดกับสิ่งใด ส่วน เสรีภาพ คือ การจะทำอะไรก็ได้แต่ต้องไม่ไปริดรอนสิทธิของผู้อื่น ว่ากันว่าคน GEN Y และ GEN Z เป็นคนรุ่นใหม่ที่รักอิสรภาพ

เราอยากจะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ คนรุ่นใหม่ก็เลยอยากออกจากงานประจำมาเป็นนายตัวเอง อยากมีงานที่ไม่ต้องตอกบัตรผูกมัดกับเวลาเข้างาน อยากมีวันลาพักร้อนเยอะๆ เพื่อออกเดินทางไปที่ใหม่ๆ แต่ทั้งหมดที่เราอยากทำ เราไม่ควรมีอิสรภาพอยู่บนความเดือดร้อนของคนอื่น

  • จะออกมาเป็นนายตัวเองมีเงินทุนพร้อมแล้วรึยัง ? ต้องพึ่งพาเงินจากทางบ้านก่อนรึเปล่า ?
  • อยากเข้างานตามเวลาที่สะดวก แต่ลืมไปรึเปล่าว่าบริษัทก็ต้องขับเคลื่อนด้วยความสามารถของทุกคน
  • อยากลางานไปเที่ยว แล้วใครที่ต้องแบกรับภาระงานแทนเรา?

ไม่ผิดหรอกที่ใครๆ ก็อยากมีอิสรภาพ แต่ทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนความรับผิดชอบของตัวเอง และรู้จักแคร์สังคมรอบข้างให้มากกว่าความต้องการของตัวเอง

“คนเราจะเอาแต่ได้ไม่ได้ คนเราจะต้องรับและจะต้องให้ หมายความว่าต่อไป และเดี๋ยวนี้ด้วยเมื่อรับสิ่งของใดมา ก็จะต้องพยายามให้ ในการให้นั้น ให้ได้โดยพยายามที่จะสร้างความสามัคคีให้หมู่คณะและในชาติ ทำให้หมู่คณะและชาติประชาชนทั้งหลายมีความไว้ใจซึ่งกันและกันได้ ช่วยที่ไหนได้ก็ช่วย ด้วยจิตใจที่เผื่อแผ่โดยแท้”

พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ 20 เมษายน 2521

ผมว่าสังคมสมัยนี้เรารู้จักการแบ่งปันมากขึ้น “ยิ่งให้ก็ยิ่งได้” เป็นประโยคที่ผมได้ยินจากหลายๆ ที่ สังเกตจากแนวทางการทำธุรกิจของคนสมัยใหม่ ทั้ง SME และ Start Up ที่เข้ามาแก้ปัญหา ช่วยสร้างคุณค่าให้กับสังคม ยิ่งธุรกิจใดให้คุณค่ากับสังคมมาก ผลตอบแทนที่ได้จะมากกว่านั้นเยอะ ยกตัวอย่างเช่น

  • QueQ แอพพลิเคชั่นต่อคิวหน้าร้านอาหารที่ช่วยแก้ปัญหาการจองคิวให้กับร้านค้าและลูกค้า
  • iTAX แอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์คนในสังคมในเรื่องของภาษีเงินได้
  • Wongnai แอพฯรีวิวร้านอาหาร ช่วยคนในสังคมตามหาร้านอาหารอร่อยๆ 
  • Amazon.com ที่ช่วยให้การซื้อของสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ธุรกิจไหนที่เข้ามาหวังแต่จะได้เงิน ได้กำไร กอบโกยทรัพยากร โดยไม่คำนึงถึงการมอบคุณค่าให้กับสังคมก่อน อาจจะมีเสียงนินทาจากกลุ่มลูกค้า ทำให้สุดท้ายแล้วไม่สามารถยืนหยัดในสังคมได้นาน ดังนั้นแล้ว ถ้าใครคิดอยากจะทำธุรกิจ หรืออยากเริ่มเป็นนายตัวเอง ลองตั้งคำถามกับสิ่งที่กำลังจะทำดูซิครับว่า “สิ่งที่ทำอยู่ให้คุณค่าอะไรกับสังคมบ้าง?”

ถ้าให้ลองนึกถึงคำสอนต่างๆ ที่รัชกาลที่ 9 ทรงตรัสไว้ จะรู้เลยว่าคำสอนของท่านมีมากมายจนไม่สามารถนับได้ และทั้งหมดถูกจารึกไว้ในหนังสือ สื่อต่างๆ ค้นเจอได้ไม่ยาก เพราะสิ่งที่ท่านทรงมอบให้แก่คนไทยทั้งชาติ ไม่เพียงแค่ความเป็นอยู่ที่ดี 

แต่ยังมีคำสอนของพระราชา หรือ “พ่อ” ของคนไทยทั้งประเทศยังคงจารึกไว้ตามหนังสือ หรือสื่อต่างๆอีกมากมาย เพราะทุกคำสอนของท่านถูกกลั่นกรองมาจากความคิดและประสบการณ์ที่ทรงประสบพบเจอมา เราสามารถน้อมนำมาปรับใช้ได้เสมอ ทุกช่วง..ทุกวัย..และทุกเวลา 

[Review] เกาะกระแสมังกรจีนและการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่ไปกับกองทุน “ASP-CHINA”

มังกรจีนถือเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ด้านการลงทุนสูง

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศจีนมีการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับที่สูงมากอย่างน่าประทับใจ โดย The World Bank ได้เปิดเผยว่าค่าเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ของโลกมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 2.654% ในช่วงปี 2006 – 2016 แต่ประเทศจีนกลับเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 9.335% ต่อปีในช่วงเวลาเดียวกัน

ตั้งแต่ประเทศจีนปฏิรูประบบเศรษฐกิจและใช้นโยบายเปิดเสรี ในปี ค.ศ. 1978 รัฐบาลทำการโอนถ่ายอำนาจในการประกอบธุรกิจกลับไปสู่ภาคประชาชนและเอกชนมากขึ้น ในขณะที่รัฐมีหน้าที่กำหนดนโยบายจากส่วนกลางเท่านั้น ผลตอบรับเกิดขึ้นชัดเจนมาก เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากทั้งประชาชนจีนเองและการลงทุนจากต่างชาติ โดยเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดีในระดับเริ่มต้นสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชน ซึ่งสะท้อนออกมาในแง่ของโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจต่างๆ เช่น อัตราส่วนประชากรในเขตเมืองต่อเขตชนบทสูงมากขึ้น อัตราการว่างงานลดต่ำลง จำนวนชนชั้นกลางเพิ่มสูงขึ้น ประชากรเพิ่มสูงขึ้น และรายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มสูงขึ้น

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของจีนเทียบกับค่าเฉลี่ยโลก ในช่วงปี 2006 – 2016

ในช่วงแรกของการเติบโต เศรษฐกิจจีนพึ่งพาเศรษฐกิจเก่า (Old Economy) อยู่มาก โดยเน้นไปที่ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมในช่วงแรกหลักปฎิรูปเศรษฐกิจ แต่เมื่อประชากรมีความมั่งคั่งสูงขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำสูงมากขึ้น และการบริโภคภายในประเทศสูงมากขึ้น เศรษฐกิจจีนจึงหันมาอิงกับการจับจ่ายใช้สอยในประเทศมากขึ้นตามลำดับ ส่งเสริมให้เศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ของจีนเติบโตได้อย่างมากจากกำลังซื้อภายในประเทศที่เติบโตมาตามความมั่งคั่งของประชากร

ไม่เพียงเท่านั้น ในการประชุมประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่19 ที่เพิ่งจะเสร็จสิ้นไปนั้น ทางการจีนได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะมุ่งไปที่การปฏิรูปเศรษฐกิจจีนในเชิงคุณภาพและมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนมากกว่าการมุ่งเน้นการเติบโตในเชิงปริมาณ ควบคู่ไปกับการเร่งผลักดันให้การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจรุดหน้า การพัฒนาเขตเมืองและชนบทอย่างสมดุล การรักษาสภาพแวดล้อม พร้อมด้วยเป้าหมายที่ท้าทายนั่นคือการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำของโลกในด้านนวัตกรรม ภายในปี 2050

นอกจากนี้ จากการประชุมครั้งดังกล่าวยังคาดการณ์ได้ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง จะยังคงครองอำนาจต่อไปอีกยาวพอสมควรทีเดียว ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อการดำเนินนโยบายปฏิรูปได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

การลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ของจีนจึงน่าสนใจและน่าจับตามอง

ลงทุนศาสตร์ขออนุญาตหยิบยกกองทุนเปิดแอสเซทพลัส ไชน่า หรือ ASP-CHINA มาเล่าให้ฟัง กองทุนรวมนี้จะเน้นลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจใหม่ของจีน โดยไปลงทุนผ่านกองทุนหลักในต่างประเทศ คือ กองทุน E.I Sturdza Strategic CHINA PANDA ซึ่งลงทุนศาสตร์จะหยิบยกหุ้นหลักๆ ที่กองทุนนี้มีการลงทุนอยู่มาเพื่อเล่าให้ฟังถึงความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจใหม่ของจีน

กองทุน ASP-CHINA เน้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและสินค้าฟุ่มเฟือยเป็นหลัก เนื่องจากหุ้นทั้งสองกลุ่มนี้จะได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากกำลังซื้อของชนชั้นกลางที่เพิ่มมากขึ้น ในส่วนของกลุ่มเทคโนโลยีนั้น อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศจีนมีนโยบายไม่ให้บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายบริษัทเข้าไปเปิดตลาดในจีนได้ ดังนั้น ทั้ง Facebook, Google, Instagram, Twitter, WhatsApp และ Line ต่างก็ถูกจำกัดการเข้าถึงในประเทศจีนทั้งสิ้น ตลาดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจึงเป็นการแข่งขันในประเทศเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นจุดเด่นในความสามารถในการแข่งขันที่สูงมากเพราะช่วยลดแรงคุกคามจากต่างประเทศได้มากทีเดียว

ยักษ์ใหญ่ของบริษัทไอทีจีนคือ Alibaba และ Tencent ซึ่ง ASP-CHINA ลงทุนอยู่เป็นสองอันดับแรกของกองทุนรวม

Alibaba เป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของ Jack Ma ที่จดทะเบียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่มีธุรกิจหลักอยู่ในประเทศจีน ธุรกิจหลักของ Alibaba คือธุรกิจค้าปลีกออนไลน์แบบ Marketplace หรือการเปิดช่องทางให้ผู้ซื้อกับผู้ขายมาเจอในโลกออนไลน์ โดยบริษัทจะได้ค่าธรรมเนียมในการเป็นคนกลางตรงนี้ โดยเว็บไซต์ที่เป็นช่องทางหลักคือ Alibaba, Taobao และ Tmall ซึ่งถือว่าเป็นเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมมากในจีนเป็นอันดับต้นๆ ทั้งสิ้น งานวิจัยทางการตลาดคาดว่าส่วนแบ่งตลาดของการซื้อขายออนไลน์ในจีนจะเป็นของเครือ Alibaba จะสูงกว่า 80% ซึ่งเรียกว่าชนะในธุรกิจนี้ค่อนข้างชัดเจน

ในแง่ของผลประกอบการก็ถือว่าทำได้น่าประทับใจมาก โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รายได้และกำไรสุทธิเติบโตถึง 51.20 และ 58.90 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ซึ่งถือว่าสูงมากถ้าเทียบกับขนาดของกิจการและฐานรายได้กำไรที่สูงมากอยู่แล้ว อัตรากำไรสุทธิตอนนี้อยู่ที่ร้อยละ 28.80 ซึ่งถือว่าสูงมาก แต่ก็ยังมีแนวโน้มจะสูงได้อีก เพราะอัตราค่าธรรมเนียมที่ Alibaba เก็บอยู่ตอนนี้ถือว่าต่ำมากถ้าเทียบกับเจ้าตลาดฝั่งอเมริกาอย่าง Amazon

Tencent

เป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนที่ตีคู่มากับ Alibaba ในขณะที่ Alibaba เน้นธุรกิจไปที่การซื้อขายออนไลน์ แต่ Tencent มุ่งเน้นไปที่โปรแกรมสนทนาที่ชื่อว่า WeChat และ QQ ซึ่งเรียกได้ว่าครองตลาดจีนได้แทบสมบูรณ์ โดยส่วนแบ่งตลาดของ Tencent ในตลาดแอพพลิเคชันสนทนาในประเทศจีนสูงเกือบ 70% ซึ่งครองตลาดไว้ได้มาก ในขณะที่แอพพลิเคชันชื่อดังอื่นอย่าง Facebook Messenger, Line หรือ WhatsApp ไม่มีโอกาสได้เข้าไปทำตลาดในจีนได้เลย

ในแง่ของผลประกอบการของ Tencent ก็สวยงามไม่แพ้ Alibaba โดยมีการเติบโตของรายได้และกำไรสุทธิย้อนหลัง 4 ปีสูงถึง 37.8 และ 29.2 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ โดยอัตรากำไรสุทธิก็สูงในระดับกว่า 28% ซึ่งก็สูงมากเช่นกัน นอกจากนี้ จำนวนยอดผู้ใช้บริการ WeChat และ QQ ก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดยอดจำนวนผู้ใช้บริการของ WeChat เกือบครบ 1,000 ล้านคนแล้ว ซึ่งถือว่าสูงมากๆ เมื่อเทียบกับประชากรจีนที่มีอยู่ประมาณ 1,500 ล้านคน

และนอกจากสุดยอดบริษัททั้งสองนี้ กองทุน ASP-CHINA ยังคงถือหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจใหม่ของจีนอย่างมากมาย เช่น Sunny Optical Technology ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับดวงตาเจ้าใหญ่ของจีน AAC Technologies ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับเสียง เช่น ชิ้นส่วนไมโครโฟนในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งก็ถือว่ามีแนวโน้มการเติบโตอย่างมาก รวมไปถึง MINTH ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เจ้าแรกของจีนที่ได้รับใบอนุญาตให้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าตามนโยบายพาหนะพลังงานสะอาดของรัฐบาล

ขนาดกิจการบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก (billion USD)

การเติบโตของเศรษฐกิจใหม่ของจีนจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง

หากใครสนใจลงทุนเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนสูงในระยะยาวจากเศรษฐกิจใหม่ของประเทศจีนและสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้ กองทุน ASP-CHINA ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ควรเก็บไว้พิจารณา เพราะนอกจากกองทุนจะลงทุนมุ่งเน้นไปยังอุตสาหกรรมที่เติบโตสูงแล้ว กองทุน ASP-CHINA ยังได้รับการจัดอันดับว่าเป็นกองทุนหุ้นจีนที่มีผลการดำเนินงานดี มีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2560 สูงที่สุดในกลุ่มกองทุนหุ้นจีน – Great China Equity (ข้อมูลจาก AIMC ณ 29 ก.ย. 60)

ที่มา : www.assetfund.co.th ข้อมูล ณ วันที่ 29 ก.ย. 60  ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต  ผู้ลงทุนโปรดศึกษา “ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” กองทุน ASP-CHINA มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนจึงอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

หากสนใจข้อมูลกองทุน ASP-CHINA อ่านข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ http://www.assetfund.co.th/ASP-CHINA_AD.html หรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ. แอสเซท พลัส   และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมทาง Asset Plus Customer Care 0 2672 1111

มังกรจีนกำลังจะกลับมาเติบโตด้วยเศรษฐกิจใหม่อีกครั้งในรอบนี้ คงจะดีไม่น้อยถ้ามีนักลงทุนจากแดนขวานทองเกาะติดปีกเหินฟ้าไปด้วยคน

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 30 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ อัศวินกองทุน คนดีคนเดิมกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาสองสัปดาห์กับ คอลัมน์ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ เป็นยังไงกันบ้างครับช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาคิดถึงผมกันบ้างรึเปล่า? ตอนนี้ก็ได้เวลาที่ผมจะกลับมาทำหน้าที่เหมือนเคยแล้วครับ

ยิ่งใกล้เข้าสู่ช่วงปลายปีแบบนี้ทีไร ใครหลายคนก็ยิ่งต้องรีบจัดการวางแผนการลงทุนของตัวเองให้อุ่นใจกันมากขึ้นครับ โดยเฉพาะคนที่ตรวจสอบผลการลงทุนเป็นประจำทุกปี น่าจะเห็นอะไรดีๆ เกิดขึ้นในปีนี้หลายอย่างใช่ไหมครับ (โดยเฉพาะคนที่ติดตามคอลัมน์อัศวินกองทุนมานาน ผมว่าพอร์ทการลงทุนปีนี้น่าจะเห็นดีเห็นงามมิใช่น้อยเลยล่ะครับ ฮ่าๆ)

เอาล่ะครับ แต่ไม่ว่าจะเริ่มต้นเมื่อไร ปรับพอร์ทตอนไหน สิ่งที่เราเริ่มต้นไปพร้อมๆ กันได้ คือ การวางแผนการลงทุนอย่างมีระบบ ด้วยกลยุทธ์ดีๆ ที่จะมอบให้ครับผม

เอาล่ะครับ เรามาเริ่มกันที่ภาพรวมของตลาดเหมือนเช่นเคยดีกว่าครับ

ภาพรวมของตลาด

เริ่มกันที่ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นหลังจากนายชินโซะ อาเบะ สามารถชนะการเลือกตั้งและครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาฯได้เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งงานนี้จะทำให้เกิดความต่อเนื่องของนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่น หรือ Abenomics และค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง ซึ่งช่วยให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ดีขึ้นตามไปด้วยครับ

ส่วนพี่ใหญ่อเมริกาก็มาด้วยกันครับ เพราะ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาสูงกว่าการคาดการณ์เป็นปัจจัยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุน และวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้รับร่างงบประมาณนโยบายปฏิรูปภาษีของรัฐบาลทรัมป์แล้ว ฮ่าๆ ปีนี้ดูเหมือนว่าอเมริกาจะสดใสไม่แพ้กันครับ

กลับมาที่พี่ใหญ่เอเชียกันบ้าง อย่าง ตลาดหุ้นจีนแดนมังกร ที่ใครหลายคนคุ้นเคย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากมีการคัดเลือกผู้นำชุดใหม่เป็นสมาชิกประจำ 7 คน ในขณะที่นายสีจิ้น ผิง ถูกคาดการณ์ว่าจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อหลังจากปี 2022 ทำให้จีนมีเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น เรียกได้ว่าอยู่กันนานเลยทีเดียวล่ะครับงานนี้

สุดท้ายของฝั่งหุ้นอย่างบ้านเรา ตลาดหุ้นไทย SET มีการปรับตัวลงจากการขายทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติและสถาบันก่อนช่วงการประกาศผลประกอบการของบริษัทรายใหญ่ และหลังจากที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมามากจากข่าวการเลือกตั้งที่ผ่านมา อย่าเพิ่งเครียดไปนะครับ แหม่.. ช่วงนั้นผมเห็นหลายคนหน้าซีดกันไปเป็นแถวเลยล่ะครับ

ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ จะเห็นว่าราคาทองคำถูกกดดันจากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าหลังนักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่นต่อนโยบายลดภาษีของสหรัฐฯ แต่ส่วนทางราคาน้ำมันกลับปรับตัวสูงขึ้นจากความเป็นไปได้ที่ OPEC จะยืดระยะเวลาการลดกำลังการผลิตลงครับ

ภาพรวมหุ้นยังดูเหมือนจะสดใสใช่ไหมครับ แต่กลยุทธ์การลงทุนจะเอาแบบไหนยังไง มาดูกันต่อครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  แม้ว่าจะหยุดคอลัมน์ไป แต่ยังไงก็ยังแนะนำให้ซื้อหุ้นสหรัฐฯ ต่อไปครับ เนื่องจากความคืบหน้าของการผ่านร่างนโยบายปฏิรูปภาษี ซึ่งจะส่งผลดีต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และผลของการเลือกประธานเฟดคนใหม่ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ถ้าหากไม่ผิดพลาด นายจอห์น เทเลอร์ ได้รับเลือกนโยบายทางการเงินก็จะค่อนข้างเข้มงวด หาก เจอโรม พาวเวลล์ ได้รับเลือก นโยบายทางการเงินก็จะอยู่ในรูปแบบของการทยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ยครับ
  • ตลาดหุ้นเกาหลี ทางฝั่งเกาหลีบ้านพี่เมืองน้องกับเรา ผมขอแนะนำให้เลือกซื้อหุ้นเกาหลีที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกและสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยคาดว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนจะมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องจากกระแสการใช้สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีของผู้บริโภคทั่วโลก ทำให้บริษัทที่ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และ semiconductors ที่มีสัดส่วนขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นเกาหลีได้ประโยชน์มากขึ้นครับ
  • ตลาดหุ้นยุโรป ยังไม่หยุดอีกกกกครับผม แนะนำให้ซื้อหุ้นยุโรปจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นต่อนี่แหละครับ โดยอัตราเงินเฟ้อประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป และยังไม่มีสัญญาณเร่งตัว ทำให้ธนาคารกลางฯ ไม่มีความจำเป็นต้องลดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ดังนั้นไปกันต่อได้เลยครับ
  • ตลาดหุ้นอินเดีย แม้ว่าจะมีแกว่งตัวไปสักพัก แต่ตอนนี้ผมมองว่าเป็นจังหวะดีที่จะสะสมหุ้นอินเดียหลังจากรัฐบาลอินเดียจะอัดฉีดเงินทุนในธนาคารของรัฐ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง แก้ปัญหาหนี้เสีย และกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้เติบโตต่อเนื่องครับ ใครที่หยุดไปก็กลับมาเริ่มใหม่ได้แล้วนะครับ
  • ตลาดหุ้นเกิดใหม่ ต้องบอกว่ายังคงน่าสนใจอยู่เหมือนเดิมครับ แนะนำให้สะสมหุ้นตลาดเกิดใหม่จากการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่องและการฟื้นตัวของสินค้าโภคภัณฑ์กันต่อไปครับ ผมมองว่าตอนนี้ตลาดได้ซึมซับข่าวการขึ้นดอกเบี้ยและการลดงบดุลของเฟดไปมากแล้ว ทำให้ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกของตลาดหุ้นเกิดใหม่ค่อนข้างจำกัด ประกอบกับราคาเมื่อเทียบกับมูลค่าพื้นฐานของตลาดเกิดใหม่ยังต่ำกว่าตลาดหุ้นพัฒนาแล้วอยู่มาก ทำให้ตลาดหุ้นมีความน่าสนใจอยู่ ดังนั้นซื้อกันต่อได้เลยครับ

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุนสัปดาห์นี้

ฝั่งตลาดเกิดใหม่ยังสามารถสะสมได้ต่อเหมือนเดิมครับ รวมถึงอินเดียและเกาหลีที่กำลังน่าสนใจ ส่วนทางฝั่งประเทศพัฒนาให้สะสมสหรัฐกับยุโรปต่อไปครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้สหรัฐฯ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทั้งอายุ 2 ปี และ 10 ปี โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการเดินหน้าพิจารณางบประมาณการคลังสหรัฐฯ ทั้งนี้คาดว่าการผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีจะส่งผลลบต่อการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวมากกว่าระยะสั้นซึ่งนักลงทุนคาดหวังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในเดือนธันวาคมไปแล้วกว่า 83% ครับ
  • ตราสารหนี้ไทย ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยโดยส่วนใหญ่ปรับตัวลงมาต่ำกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่ค่าเงินบาทมีโอกาสจะอ่อนค่าลง หากค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าจากการผ่านนโยบายปฏิรูปภาษี อาจส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีโอกาสที่จะไหลออกจากการลงทุนในตราสารหนี้ไทย 

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้สัปดาห์นี้

จากสถานการณ์ที่เริ่มมีการผันผวนประกอบการตัดสินใจ ผมขอแนะนำให้ระมัดระวังการเพิ่มอายุคงเหลือเฉลี่ยของพอร์ตการลงทุนในตราสารหนี้ไทยครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ช่วงที่ราคาปรับตัวแบบนี้ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากตลาดหุ้นขาลงได้ครับ เนื่องจากจากความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีที่อาจเพิ่มขึ้น หลังจากปธน. ทรัมป์ ยังคงท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือ ซึ่งอาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น หรือจะเลือกลงทุนในกองทุนทองคำที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจครับ
  • น้ำมัน ช่วงนี้ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีในการทยอยสะสมน้ำมันจากความเป็นไปได้ที่ OPEC จะยืดระยะเวลาการลดกำลังการผลิตในการประชุมรอบเดือนพฤศจิกายน และการส่งออกน้ำมันของอิรักลดลงครับหลังจากที่กำลังทหารอิรักเข้ายึดบ่อน้ำมันในเมืองเคอร์คุก ทำให้อุปทานของน้ำมันลดลง ในขณะที่อุปสงค์ของน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกสัปดาห์นี้

ตอนนี้กลับมาลงทุนได้ทั้งสองตัวเลยครับ ทั้งทองคำและน้ำมันครับผม ใครสนใจลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกก็จัดการได้เลยครับผม

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

สำหรับแผนการลงทุนในสัปดาห์นี้ จะเห็นว่าความน่าสนใจนั้นกระจายไปหลายๆ ตลาดเลยล่ะครับ ซึ่งช่วงปีนี้แนวโน้มการลงทุนมักจะมาในทิศทางนี้ครับ อย่างไรก็ตาม ผมเน้นอีกทีว่าสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนทุกคนควรให้ความสำคัญ คือการจัดพอร์ทการลงทุนที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้นะครับ

สุดท้ายนี้ อย่าลืมติตตามสถานการณ์ลงทุนประจำสัปดาห์ และกลยุทธ์ในการลงทุนดีๆ กับผม อัศวินกองทุน และ Weekly Outlook แบบนี้เป็นประจำต่อเนื่องได้ที่นี่ครับ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  26 ตุลาคม  2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

วันนี้คุณก็สั่งซื้อบ้านจากเว็บ Amazon ให้มาส่งได้แล้ว!

หากเข้าไปเลือกสินค้าบน Amazon เลื่อนๆไปคุณอาจเจอกับตู้ Container ที่มีประตูหน้าต่างประหลาดๆ ซึ่งมันคือ บ้านสำเร็จรูป ที่คุณสั่งซื้อออนไลน์ได้เลย ในไทยตอนนี้อาจจะยังซื้อออนไลน์ไม่ได้ แต่ลองจินตนาการดูว่าวันนึง เราอาจซื้อบ้านให้มาส่งได้จาก Lazada พร้อมกับบอกว่าอยากได้ห้องแบบไหนสีอะไร

MODS International บริษัทเชี่ยวชาญการสร้างบ้าน Container ด้วยราคา $40,000 (ประมาน 1.3 ล้านบาท) ก็สามารถเป็นเจ้าของบ้าน 30 ตรม.ได้ทันที ในบ้านมีห้องครัว ห้องนํ้า และเฟอร์นิเจอร์เบื้องต้นให้เสร็จสรรพ บ้านสำเร็จรูปนี้สามารถต่อกับไฟฟ้าและนํ้าประปาได้อย่างง่ายดาย พร้อมแอร์และเครื่องทำความร้อน

ถึงแม้บ้านจะดูเล็ก แต่บ้านสำเร็จรูปก็เป็นไอเดียที่เข้ากับยุคปัจจุบัน ลองดูไอเดียบ้านหุ่นยนต์ที่ด้านในปรับเปลี่ยนให้เป็นห้องที่เราต้องการได้อัตโนมัติ แล้วคุณจะร้องโอ้โห!

ไอเดียนี้ยังเหมาะกับหลายประเทศที่ในเมืองแออัดและมีพื้นที่จำกัด เช่น ฮ่องกง หรือญี่ปุ่น ที่คนใช้ชีวิตอยู่ในที่แคบๆ จนมีคนขนานนามว่า “บ้านโลงศพ”

ด้วยราคาที่ไม่แพงมากและสั่งซื้อออนไลน์ได้ง่าย ยิ่งทำให้ไอเดียบ้านสำเร็จรูปนี้น่าจับตามองในอนาคต และการนำ Container มารีไซเคิลเป็นบ้าน ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่าบ้านแบบทั่วๆไปอีกด้วย

source: 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save