กลับมากับบทความของหุ้น IPO น้องใหม่ บี.กริม เพาเวอร์ อีกบทความหนึ่งนะครับ ครั้งที่แล้วผมได้เล่าให้ฟังในเรื่องของธุรกิจบริษัทและเรื่องราวเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าแบบ SPP ก็มีหลายคนสนใจและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเข้ามาว่า บริษัทจะเอาเงินไปทำอะไรและจะสั่งจ้องซื้อหุ้น IPO นี้ได้กับเขาหรือเปล่า มาดูกันเลย
การระดมทุนและโครงการในอนาคต
จากที่ได้ศึกษาข้อมูลของ บี.กริม เพาเวอร์ หนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเอกชนชั้นนำของประเทศไทย เปิดดำเนินการมา 20 กว่าปี มีโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดให้ดำเนินการแล้วในปัจจุบัน 28 โครงการ ซึ่งในอนาคตนับจากปีนี้ไปจนถึงปี 2564 จะมีโรงไฟฟ้าที่เปิดให้ดำเนินการแล้วทั้งหมดอย่างน้อย 43 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 2,357 เมกะวัตต์ ซึ่งพอทางบริษัทเห็นว่าแผนการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นแล้ว เราเรียกว่าเกิดแบ็กล็อกหรือการรอรับรู้รายได้ในอนาคต ทางบริษัทก็เลยตัดสินใจระดมทุนและขายหุ้นเพิ่มทุนขึ้น 716,900,000 หุ้น (เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 651,800,000 หุ้น และจัดสรรหุ้นส่วนเกิน จำนวนไม่เกิน 65,100,000 หุ้น) เพื่อรองรับการขยายกิจการครับ
ซึ่งโครงการที่กล่าวถึงนั้นมีดังนี้ครับ
2560 : โรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว กำลังการผลิตไฟฟ้าจำนวน 20 เมกะวัตต์
2561 : โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมในประเทศไทย กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 399 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ใน สปป.ลาว กำลังการผลิตไฟฟ้า 15 เมกะวัตต์ รวมเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด 414 เมกะวัตต์
2562 : โรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาว กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 68 เมกะวัตต์ (ปีนี้จะมีโรงไฟฟ้า ABP1 (SPP replacement) ที่สร้างขึ้นมาแทนที่เดิมกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเดิมคือ 166 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าโรงไฟฟ้าที่สร้างขึ้นใหม่จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งที่ประมาณ 140 เมกะวัตต์ (ต่างกันประมาณ 26-27 เมกะวัตต์) เมื่อหักลบแล้วในปีนี้จึงมีกำลังการผลิตเพิ่มเพียงแค่ 41 เมกะวัตต์)
2563 : โรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศไทย กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 16 เมกะวัตต์
2564 : โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมในประเทศไทย กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 240 เมกะวัตต์
แน่นอนว่าตามกำหนดเวลาดังกล่าวจะมีการทยอยรับรู้รายได้เรื่อยๆ หุ้นที่ซื้อก็น่าจะสะท้อนตามการเติบโตเช่นกันนะครับ นอกจากนี้ทางบริษัทเองก็ยังได้มีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องของความเป็นไปได้ที่จะเข้าไปขยายทำธุรกิจและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นในเมียนมาร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ด้วยนะครับ
พอพูดถึงการลงทุนในต่างประเทศแล้ว นอกจากการขยายธุรกิจใน สปป.ลาว ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซกอง 4 ราว 350 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการเจรจาเสนอขายไฟฟ้าแล้ว บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะเข้าลงทุนในโครงการ SPP Hybrid Firm และธุรกิจติดตั้ง Solar Rooftop บนหลังคาโรงงานลูกค้าของบริษัทฯ พร้อมเทคโนโลยี Energy Storage เพื่อช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีค รวมถึงโครงการโซล่าร์ฟาร์มสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ฯ ระยะที่ 2 ซึ่งบริษัทฯ ได้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้วจำนวน 24 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการรอจับฉลากอีกจำนวน 14 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมความพร้อมที่จะพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า SPP ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าโรงละ 140 เมกะวัตต์ เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมอีก 3 โครงการ รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศมาเลเซีย และประเทศกัมพูชา รวมถึงประเทศอื่นๆ ในอาเซียนอีกด้วย
กำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ธุรกิจของ บี.กริม เพาเวอร์ คือ ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า จากที่เราได้คุยกันจะเห็นว่าในแต่ละปีกำลังการผลิตนั้นจะสูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็แปลว่าเมื่อเวลาผ่านไปและมีโครงการโรงไฟฟ้าเปิดให้ดำเนินการมากขึ้น ย่อมทำให้ผลประกอบการเติบโตขึ้นด้วยเช่นกันครับ
หากเรามองรายได้ตั้งแต่ปี 2557 จนถึง 2559 จะเห็นได้ว่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 18.2% อยู่ที่ 27,747 ล้านบาท และถ้ามองในส่วนของไตรมาสแรกของปี 2560 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จะเห็นได้ว่าอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.8% เลยนะครับ
ยอดขายโตขึ้น กำไรก็โตขึ้นเช่นกันครับจะเห็นได้ว่ากำไรสุทธิปรับปรุง ตั้งแต่ปี 2557 จนถึง 2559 เพิ่มขึ้น โดยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 89.4% ใน 3 ปีนี้เพิ่มจาก 325 มาเป็น 713 และตอนนี้ 1,166 ล้านบาท ส่วนกำไรในปีนี้เฉพาะไตรมาสแรกเมื่อเทียบกับปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 11.1% นะครับ
ที่การเติบโตในอดีตสูงขึ้นนั้นก็เพราะในแต่ละปีทางบริษัทมีการรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์ใหม่ๆ เช่น ในปี 2559 มีการเปิดโรงไฟฟ้าใหม่จำนวน 4 โรง ได้แก่
- โรงไฟฟ้า บี.กริม บีไอพี เพาเวอร์ 2 ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมกราคม
- โรงไฟฟ้า บี.กริม โซลาร์ เพาเวอร์ (สระแก้ว) 1 ที่เริ่มดำเนินการในเดือนเมษายน
- โรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 5 ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน
- โรงไฟฟ้าบี.กริม เพาเวอร์ ดับบลิวเอชเอ 1 ที่เริ่มดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน
ข้างล่างนี้จะเป็นบทสรุปของงบการเงิน จะเห็นได้ว่ามีการเติบโตของรายได้ อัตรากำไรขั้นต้น รวมถึงอัตรากำไรสุทธิปรับปรุง หลายๆ คนก็อาจจะสงสัยนะครับว่าทำไมถึงมี อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Interest Bearing Debt) ค่อนข้างสูง อันนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการกู้เงินมาเพื่อลงทุนนะครับ (เป็นหนี้ดี) ซึ่งการกู้มาทำธุรกิจนั้นก็ทำให้เกิดผลตอบแทนให้กับบริษัทในอนาคตได้ครับ
จากภาพโครงการและโอกาสการเติบโตในอนาคตก็น่าจะทำให้หลายๆ คนสนใจกันนะครับ บริษัทนี้เองก็มีข้อได้เปรียบหลายๆ อย่าง ยกตัวอย่างที่เป็น Investment Highlight มาให้ตามนี้เลยครับ
- คณะผู้บริหารและทีมงานมีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจโรงไฟฟ้ากว่า 20 ปี สามารถให้บริการได้อย่างครบวงจรตั้งแต่การจัดหาสัญญา
