พร้อมจองซื้อ IPO น่าสนใจใหม่ หากคุณอยากเป็นเจ้าของหุ้นโรงไฟฟ้าแห่งอนาคต!

กลับมากับบทความของหุ้น IPO น้องใหม่ บี.กริม เพาเวอร์ อีกบทความหนึ่งนะครับ ครั้งที่แล้วผมได้เล่าให้ฟังในเรื่องของธุรกิจบริษัทและเรื่องราวเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าแบบ SPP ก็มีหลายคนสนใจและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเข้ามาว่า บริษัทจะเอาเงินไปทำอะไรและจะสั่งจ้องซื้อหุ้น IPO นี้ได้กับเขาหรือเปล่า มาดูกันเลย

การระดมทุนและโครงการในอนาคต

จากที่ได้ศึกษาข้อมูลของ บี.กริม เพาเวอร์ หนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเอกชนชั้นนำของประเทศไทย เปิดดำเนินการมา 20 กว่าปี มีโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดให้ดำเนินการแล้วในปัจจุบัน 28 โครงการ ซึ่งในอนาคตนับจากปีนี้ไปจนถึงปี 2564 จะมีโรงไฟฟ้าที่เปิดให้ดำเนินการแล้วทั้งหมดอย่างน้อย 43 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 2,357 เมกะวัตต์ ซึ่งพอทางบริษัทเห็นว่าแผนการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นแล้ว เราเรียกว่าเกิดแบ็กล็อกหรือการรอรับรู้รายได้ในอนาคต ทางบริษัทก็เลยตัดสินใจระดมทุนและขายหุ้นเพิ่มทุนขึ้น 716,900,000 หุ้น (เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 651,800,000 หุ้น และจัดสรรหุ้นส่วนเกิน จำนวนไม่เกิน 65,100,000 หุ้น) เพื่อรองรับการขยายกิจการครับ

ซึ่งโครงการที่กล่าวถึงนั้นมีดังนี้ครับ

2560 : โรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว กำลังการผลิตไฟฟ้าจำนวน 20 เมกะวัตต์

2561 : โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมในประเทศไทย กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 399 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ใน สปป.ลาว กำลังการผลิตไฟฟ้า 15 เมกะวัตต์ รวมเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด 414 เมกะวัตต์

2562 : โรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาว กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 68 เมกะวัตต์ (ปีนี้จะมีโรงไฟฟ้า ABP1 (SPP replacement) ที่สร้างขึ้นมาแทนที่เดิมกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเดิมคือ 166 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าโรงไฟฟ้าที่สร้างขึ้นใหม่จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งที่ประมาณ 140 เมกะวัตต์ (ต่างกันประมาณ 26-27 เมกะวัตต์) เมื่อหักลบแล้วในปีนี้จึงมีกำลังการผลิตเพิ่มเพียงแค่ 41 เมกะวัตต์)

2563 : โรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศไทย กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 16 เมกะวัตต์

2564 : โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมในประเทศไทย กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 240 เมกะวัตต์

แน่นอนว่าตามกำหนดเวลาดังกล่าวจะมีการทยอยรับรู้รายได้เรื่อยๆ หุ้นที่ซื้อก็น่าจะสะท้อนตามการเติบโตเช่นกันนะครับ นอกจากนี้ทางบริษัทเองก็ยังได้มีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องของความเป็นไปได้ที่จะเข้าไปขยายทำธุรกิจและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นในเมียนมาร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ด้วยนะครับ

พอพูดถึงการลงทุนในต่างประเทศแล้ว นอกจากการขยายธุรกิจใน สปป.ลาว ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซกอง 4 ราว 350 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการเจรจาเสนอขายไฟฟ้าแล้ว บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะเข้าลงทุนในโครงการ SPP Hybrid Firm และธุรกิจติดตั้ง Solar Rooftop บนหลังคาโรงงานลูกค้าของบริษัทฯ พร้อมเทคโนโลยี Energy Storage เพื่อช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีค รวมถึงโครงการโซล่าร์ฟาร์มสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ฯ ระยะที่ 2 ซึ่งบริษัทฯ ได้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้วจำนวน 24 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการรอจับฉลากอีกจำนวน 14 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมความพร้อมที่จะพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า SPP ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าโรงละ 140 เมกะวัตต์ เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมอีก 3 โครงการ รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศมาเลเซีย และประเทศกัมพูชา รวมถึงประเทศอื่นๆ ในอาเซียนอีกด้วย

กำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ธุรกิจของ บี.กริม เพาเวอร์ คือ ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า จากที่เราได้คุยกันจะเห็นว่าในแต่ละปีกำลังการผลิตนั้นจะสูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็แปลว่าเมื่อเวลาผ่านไปและมีโครงการโรงไฟฟ้าเปิดให้ดำเนินการมากขึ้น ย่อมทำให้ผลประกอบการเติบโตขึ้นด้วยเช่นกันครับ

หากเรามองรายได้ตั้งแต่ปี 2557 จนถึง 2559 จะเห็นได้ว่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 18.2% อยู่ที่ 27,747 ล้านบาท และถ้ามองในส่วนของไตรมาสแรกของปี 2560 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จะเห็นได้ว่าอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.8% เลยนะครับ

ยอดขายโตขึ้น กำไรก็โตขึ้นเช่นกันครับจะเห็นได้ว่ากำไรสุทธิปรับปรุง ตั้งแต่ปี 2557 จนถึง 2559 เพิ่มขึ้น โดยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 89.4% ใน 3 ปีนี้เพิ่มจาก 325 มาเป็น 713 และตอนนี้ 1,166 ล้านบาท ส่วนกำไรในปีนี้เฉพาะไตรมาสแรกเมื่อเทียบกับปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 11.1% นะครับ

ที่การเติบโตในอดีตสูงขึ้นนั้นก็เพราะในแต่ละปีทางบริษัทมีการรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์ใหม่ๆ เช่น ในปี 2559 มีการเปิดโรงไฟฟ้าใหม่จำนวน 4 โรง ได้แก่

  • โรงไฟฟ้า บี.กริม บีไอพี เพาเวอร์ 2 ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมกราคม
  • โรงไฟฟ้า บี.กริม โซลาร์ เพาเวอร์ (สระแก้ว) 1 ที่เริ่มดำเนินการในเดือนเมษายน
  • โรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 5 ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน
  • โรงไฟฟ้าบี.กริม เพาเวอร์ ดับบลิวเอชเอ 1 ที่เริ่มดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน

ข้างล่างนี้จะเป็นบทสรุปของงบการเงิน จะเห็นได้ว่ามีการเติบโตของรายได้ อัตรากำไรขั้นต้น รวมถึงอัตรากำไรสุทธิปรับปรุง หลายๆ คนก็อาจจะสงสัยนะครับว่าทำไมถึงมี อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Interest Bearing Debt) ค่อนข้างสูง อันนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการกู้เงินมาเพื่อลงทุนนะครับ (เป็นหนี้ดี) ซึ่งการกู้มาทำธุรกิจนั้นก็ทำให้เกิดผลตอบแทนให้กับบริษัทในอนาคตได้ครับ

จากภาพโครงการและโอกาสการเติบโตในอนาคตก็น่าจะทำให้หลายๆ คนสนใจกันนะครับ บริษัทนี้เองก็มีข้อได้เปรียบหลายๆ อย่าง ยกตัวอย่างที่เป็น Investment Highlight มาให้ตามนี้เลยครับ

  • คณะผู้บริหารและทีมงานมีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจโรงไฟฟ้ากว่า 20 ปี สามารถให้บริการได้อย่างครบวงจรตั้งแต่การจัดหาสัญญา

3 นิสัยของผู้หญิงที่ทำให้มีปัญหาเรื่องเงิน+วิธีแก้ไข

นิสัย 3 อย่างที่ติดตัวผู้หญิง แล้วทำให้เรื่องเงินมีปัญหา

มาดามมีคำแนะนำให้ด้วย ว่าควรคิดยังไง ทำยังไง มาดูกัน..

“เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก” คำโบราณว่าไว้

เธอว่าจริงรึเปล่า?

ตอนเด็กเราเคยอาจฝันว่าโตขึ้นแล้วจะสบาย
เหมือนในนิยาย ในการ์ตูนดิสนีย์ มีผู้ชายดูแล
แล้วความจริงของทุกวันนี้ล่ะ? เป็นแบบนั้นมั้ย?

จากผลสำรวจแฟนเพจที่เป็นผู้หญิงและการสังเกตคนรอบตัว

มาดามจับนิสัยได้ 3 อย่างที่ติตตัวผู้หญิง แล้วมักทำให้เรื่องเงินมีปัญหา

ไม่ใช่นิสัยไม่ดีด้วยนะ แต่มันทำให้เราลำบากได้!!

อะไรยังไง..มาดูกัน

1. ห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเอง

ด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ เลยต้องดูแลคนอื่นให้ดีกว่าตัวเธอ

มีเงิน มีอะไร ลูก พ่อแม่ สามี แฟน เพื่อน มาก่อน!!!

แถมใครมีภาระอะไร มาขอ หรือไม่ได้ขอ

เธอก็ช่วย!

สุดท้ายอาจตกที่นั่งลำบาก เพราะอนาคตยามชรา

เธอไม่มีทางรู้เลยว่า ใครจะมาดูแลเธอ!

คิดยังไงดี!?

หาสมดุลย์ ฝรั่งเรียก บาลานซ์ (Balance) 

ทางพุทธ คือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ตั้งหลักไว้ในใจเสมอว่า..

“เธอต้องพึ่งตนเองได้ก่อน แล้วช่วยผู้อื่นตามกำลัง”

ถ้าเธอทำอะไรเกินตัว สุดท้ายเธอก็ต้องการคนมาช่วย
เธอจะแปลงร่างจาก “คนช่วยคน” เป็น “ภาระ”

เธอว่ามันเป็นอนาคตที่เวิร์คมั้ยล่ะคะ?? คิดเอา..

ทำยังไงดี!?

สร้างกองทุนส่วนตัวอย่างน้อย 4 กองค่ะ

1. เพื่อตัวเองยามแก่

2. เพื่อลูก – การศึกษา

3. เพื่อพ่อแม่ยามท่านแก่ – ค่ากินอยู่ ค่ายาค่าหมอ

4. เพื่อความฝันของเธอ – การพักผ่อน ธุรกิจในฝัน ฯลฯ

* คำนึงถึงผลตอบแทนที่ต้องการ, ความเสี่ยงที่รับได้
และระยะเวลา จะเป็นกองทุนรวม, เงินฝาก, ประกัน ก็ได้

2. มีความอดทนสูง (รวมถึงในเรื่องที่ไม่ควรทน)

เค้าว่าถ้าให้ผู้ชายมาเจ็บท้องคลอดลูก อาจมีตาย

เพราะผู้ชายทนไม่ได้ ดังนั้น..คอนเฟิร์มว่าผู้หญิงอดทนสูงค่ะ!

ประเด็นคือ ผู้หญิงเราดันไปทนกับบางเรื่องที่ไม่ควรทนได้ด้วยไง

เช่น….

  • จ่ายอะไรสูงเกินจำเป็น จ่ายอะไรไม่ควรจ่าย
  • รับรายได้ต่ำกว่าที่ควร
  • ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำเตี้ยเรี่ยดินแบบไม่มีสาเหตุ
  • อดทนกับคู่ชีวิตที่ทำให้การเงินพังทั้งครอบครัว

คิดยังไงดี!?

ลองคิดว่า “คนอย่างเรา สมควรได้รับอะไร”

ถ้าเธอลองคิดอย่างนี้แล้วพบว่าชีวิตมันย่ำแย่กว่าที่ควรจะได้รับ

แปลว่าแต่ก่อน “เธอตีค่าตัวเองต่ำไป” ค่ะ!!

ทำยังไงดี!?

ลุกขึ้นมา “จัดการและต่อรอง” กันเถอะ

ที่แต่ก่อนเธอไม่กล้า เพราะเธอเกรงใจ
กลัวคนอื่นลำบาก คนอื่นจะไม่ชอบเรา
แล้วไงคะ… พังค่ะ จนอีก (-_-“)

กล้าๆ เอ่ยปากค่ะ ถ้าไม่ได้ก็หาทางเลือก

ถ้าในเรื่องของเงินทอง

ลองมองหาที่ปรึกษาทางการเงินที่ไว้ใจได้

ให้เค้าช่วยดูว่าเรามีอะไร ตรงไหนเปลี่ยนแล้วจะได้เป้าหมายที่เราฝัน

3. คิดไปเองว่าเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องของผู้หญิง เธอไม่เก่งเรื่องเงิน

มาดามย้ำว่าเธอ “คิดไปเอง”

นี่มันโลกยุคไหนแล้วคะคุณ??

หมดยุคเจ้าชายขี่ม้าขาว มาตามหาเธอถึงบ้าน
แล้วรับเข้าไปอยู่ในวัง มีความสุขชั่วนิรันดร์ละค่ะ!!!

สาวโสด ซิงเกิ้ลมัมแม่เลี้ยงเดี่ยว

ผู้หญิงที่เป็นหัวหน้าครอบครัว รายได้เยอะกว่าสามี

เยอะขึ้นทุกวัน.. ดังนั้น

จะบอกว่าเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงคงไม่ได้แล้ว!!

คิดยังไงดี!?

หาความรู้ – เว็บออมมันนี่ (aomMONEY.com) เนี่ยแหละแหล่งชั้นดี

มีข้อมูลเรื่องเงินเยอะแยะที่ใช้ภาษาง่ายๆ

หนังสงหนังสือ เพจ ยูทู้บมากมาย อ่านค่ะฟังค่ะ!

เปลี่ยนความคิด – ผู้หญิงเราเก่งเรื่องเงินได้จริงๆ

ผู้ชายหลายคนยังพูดเลยว่าเบื้องหลังความสำเร็จของเค้า

มีผู้หญิงเป็นกำลังสำคัญเสมอ (ผู้ชายหลายคนเลยกลัวเมียไง)

ถ้าเธอไม่เคยทำได้ เธอสามารถทำได้
ถ้าเธอเคยทำได้แต่เสียศูนย์ เธอกลับมาทำได้

สู้สิคะ!! เพื่อชีวิตเพื่ออนาคตของเราเอง

ฝากไว้เบื้องต้น 3 อย่างนี้ก่อนนะ

จับสังเกตตัวเองดีดี ถ้ามีอาการตามที่ว่า

ลองคิดใหม่ทำใหม่ คิดถึงตัวเองให้เยอะขึ้น

คำว่า “เห็นแก่ตัว” มาดามว่าไม่ได้เลวร้าย

ถ้าเป็นการคิดว่า เห็นแก่ตัวเองให้รอดก่อน แล้วถึงช่วยคนอื่น

เพราะนั่นเท่ากับ

เธอลด “ภาระสังคม” ในอนาคต
ด้วยการเป็น “ผู้หญิงรวยหรือพึ่งตนเองได้ในยามชรา” อีกหนึ่งคน

มาดามมีอัดคลิปวีดีโอแบบเล่าเรื่องนี้ให้ฟังดัวย

คลิกตรงนี้เพื่อดูคลิปวีดีโอค่ะ

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

Honda ถูกมัลแวร์ WannaCry โจมตี! ต้องระงับสายการผลิต

เป็นข่าวครึกโครมไปเมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับมัลแวร์ WannaCry ที่ใช้ช่องโหว่จากระบบรักษาความปลอดภัยของ Microsoft เพื่อแทรกแซงเรียกค่าไถ่คอมพิวเตอร์กว่า 1 ล้านเครื่องทั่วโลก ล่าสุดมันได้เข้าโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของโรงงาน Honda ในจังหวัดซายามะ ประเทศญี่ปุ่น จนต้องระงับสายการผลิตไปถึง 1 วันเต็ม

โรงงานในจังหวัดซายามะเป็นสถานที่ซึ่งผลิตรถยนต์รุ่น Accord sedan, Odyssey และ StepWagon ตัวแทนจากฮอนด้า กล่าวว่า แผนการผลิตรถยนต์กว่า 1000 คันต้องหยุดชะงักลงหลังจากตรวจพบมัลแวร์ดังกล่าวในระบบ และแม้ว่าสายการผลิตอื่น ๆ จะยังไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีครั้งนี้ แต่ฮอนด้าก็พบว่ามัลแวร์ชนิดนี้ได้แพร่กระจายไปแล้วในระบบคอมพิวเตอร์ของหลายบริษัททั่วญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกาเหนือ และประเทศจีน

หลังจากเดือนที่แล้ว ทั้ง Nissan และ Renault ก็ถูกโจมตีจนต้องระงับสายการผลิตในญี่ปุ่น อังกฤษ อินเดีย ฝรั่งเศส และโรมาเนีย ทางฮอนด้าก็ได้มีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดขึ้นแล้ว แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับโรงงานซายามะจะเป็นเพราะเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ที่ล้าสมัย ทำให้ก็ยังตกเป็นเหยื่อของ WannaCry อยู่

บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ Kryptos Logic ให้ข้อมูลว่าในหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาพวกเขาต้องจัดการกับไวรัสจาก WannaCry กว่า 60 ล้านตัว ที่พยายามจะแทรกแซงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองได้เชื่อมโยงการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดนี้ ว่าอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มแฮคเกอร์จากประเทศเกาหลีเหนือ และภัยคุกคามจากการโจมตีครั้งต่อไปก็ยังไม่ปรากฎให้เห็นแน่ชัด

source :

https://www.forbes.com/sites/peterlyon/2017/06/22/cyber-attack-at-honda-stops-production-after-wannacry-worm-strikes/#11b919895e2b

‘ธนาคารไทย’ ติดลบความน่าเชื่อถือในมุมมอง Fitch Rating

คุยเรื่องการเงิน กับ Fitch Ratings สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มาเช็คเรตติ้งกันหน่อยว่าธนาคารไทยเวลานี้ขึ้นหรือลง ดีหรือเลวร้าย?

Fitch Ratings บอกว่า การให้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Nonperforming loans) ของธนาคารไทยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นช่วงปลายปี 2560 ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียปีนี้

นายพาสันติ์ สิงหะ ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายจัดอันดับเครดิต ภาคสถาบันการเงินของฟิทช์ ประเทศไทย จำกัด เผยว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลง แต่อยู่ในระดับค่อนข้างคงที่ ประมาณร้อยละ 3 และมีสัญญาณการขยายตัวของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอีกหลายเดือนข้างหน้า และจะขึ้นสูงสุดในช่วงปลายปี

“มันขึ้นอยู่กับวงจรของเศรษฐกิจ” นายพาสันติ์ กล่าวในการสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา การเติบโตของเศรษฐกิจไทยอ่อนแอมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกันสภาพแวดล้อมทางธุรกิจก็ไม่ได้ดีนัก

“สำหรับตอนนี้ Fitch Ratings ยังคงมีมุมมองเชิงลบต่อภาคการธนาคารของประเทศ” นายพาสันติ์ กล่าว

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย เผยว่า สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Nonperforming loans) ของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.94 ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2554 เชื่อได้เลยว่านี่จะกลายเป็นความท้าทายสำหรับผู้ปล่อยกู้ ในจังหวะที่เศรษฐกิจขาดความชัดเจน และหนี้สินในครัวเรือนสูงเช่นนี้ 

มูลค่าสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น 2.3% ในปี 2560 ซึ่งเป็นระดับที่น้อยที่สุดหลังจากจีนเป็นตลาดหุ้นหลักของเอเชีย

ซึ่งจากการคำนวณของ Fitch Ratings คาดว่าอัตราส่วนเงินสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และผลตอบแทนของไทยในไตรมาสแรกจะอยู่ที่ระดับ 6.6% ในขณะที่จีนมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ที่ 1.74% ช่วงสิ้นเดือนมีนาคม

นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด กล่าวว่า แผนเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของรัฐบาลไทยน่าจะช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ โดยการเพิ่มความต้องการสินเชื่อใหม่ ๆ และช่วยลดอัตราหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

กฎเกณฑ์ทางบัญชีใหม่ ๆ ที่จะเริ่มดำเนินการในปีพ. ศ. 2562 จะช่วยป้องกันไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อมากเกินไป มาตรการดังกล่าวเรียกว่า IFRS 9 

เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวประมาณร้อยละ 3 ในปี 2017 ตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน เช่นอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าการลงทุนของภาคเอกชนที่ตกต่ำลงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ต้องเผชิญของรัฐบาลทหารนี้

สุดท้ายก็หวังว่าในอนาคตประเทศไทยจะได้รับข่าวดี และความเชื่อมั่นจากนักลงทุนอย่างที่เคยเป็นมา

source : 

https://www.bloomberg.com/news/articles/2017-06-20/thailand-s-worse-than-china-bad-loan-ratio-seen-nearing-peak

THE PREMIER Advisory 8 ชั่วโมงรวย 8 หลัก

พอดีผมได้มีโอกาสติดตามร่วมงานสัมมนา THE PREMIER Advisory 8 ชั่วโมงรวย 8 หลัก ที่บริการเดอะพรีเมียร์ (THE PREMIER) ธนาคารกสิกรไทย จัดขึ้นครับ ผมรู้สึกว่าข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ นั้นมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ มาก ก็เลยจะมาเล่าให้ฟังครับ หลายๆ คนมีเงินเดือนที่สูง มีเงินเก็บและเงินลงทุน 1-10 ล้านบาท และทำงานในระดับผู้บริหารหรือทำธุรกิจส่วนตัวกันแล้ว ทางการตลาดเขาจะมองเราอยู่ในกลุ่มที่สูงกว่าฐานปานกลางหรือที่เรียกว่า Mass Affluent ครับ

เชื่อได้เลย! น่าจะมีหลายคนได้ยินคำว่า Mass Affluent เป็นครั้งแรก ผมขออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ พร้อมยกตัวอย่าง Mass Affluent ก็คือกลุ่มคนที่มีเงินนะ แต่เวลาจะใช้เงินมักจะคิดถึงความคุ้มค่าในการใช้งาน เช่น เวลาไปเที่ยว มีเงินไปเที่ยวต่างประเทศได้เลยล่ะ แต่จะไม่ค่อยจะบินอะไรแพงๆ นั่ง Low Cost ไปก็ได้เพราะถึงเหมือนกัน แล้วก็จะเอาบัตรเครดิตทุกใบมานั่งดูว่าที่ไหนนั่งเลาจน์สบายๆ ได้บ้าง หรือเวลาไปกินอาหารก็ต้องนั่งร้านดีๆ หน่อยแต่ถ้ามีบัตรเครดิตที่ร่วมรายการหรือมีส่วนลดผ่าน Application ก็จะชอบใจเลย ถูกดี! พูดง่ายๆ ว่าเป็นกลุ่มหน้าที่การงานดี ไลฟ์สไตล์ดี แต่จะใช้จ่ายอะไรก็ขอคุ้มค่าหน่อยนะ (เป็นแบบนี้กันไหม?)

ปัญหาของ Mass Affluent

ข้อสังเกตที่ผมได้เจอเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ก็คือ มีเงิน สามารถจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสะดวกสบาย แต่ไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปต่อยอดการลงทุนอย่างไร ส่วนใหญ่ก็รู้แค่ว่ารายได้ตัวเองนั้นจะต้องเสียภาษีเยอะก็เลยซื้อประกันชีวิตกับกองทุน LTF RMF เพื่อลดหย่อนภาษีเป็นหลัก ไม่รู้จะซื้ออย่างไรก็ซื้อตามเพื่อนบ้างหรือใครบอกว่าอะไรดีก็ซื้อ (ก็มีหลายคนที่แอบมาถามบรรดากูรูด้วยนะ อิอิ) ผมเลยคิดว่าจริงๆ แล้ว ถ้าใครอยู่ในกลุ่มนี้และได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องการเงินการลงทุนที่ดีก็น่าจะทำให้คนกลุ่มนี้มีความมั่งคั่งต่อยอดอีกเยอะเลยนะครับ

THE PREMIER Advisory

จากที่คนในกลุ่ม Mass Affluent มีเงิน สามารถสร้างไลฟ์สไตล์ในการใช้จ่ายได้ แต่ยังไม่ค่อยทราบในเรื่องวิธีการต่อยอดทางการเงินและการลงทุน บริการเดอะพรีเมียร์ ธนาคารกสิกรไทย ก็เลยนำบริการ THE PREMIER Advisory ผมว่าเป็น Highlight เลยนะครับ ทีมงานของทางธนาคารก็เป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการวางแผนการเงิน ที่ได้รับการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพนักวางแผนการเงิน หรือ CFP ซึ่งสามารถทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการเงินส่วนตัวที่ครอบคลุม พร้อมยังมีการ จัดสัมมนาให้ความรู้ เพื่อต่อยอดการลงทุน และเพื่อการบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ บริการนี้มีไว้ให้สำหรับลูกค้าที่ถือบัตรเดอะพรีเมียร์กสิกรไทยโดยเฉพาะนะครับ จากบริการนี้ ผมว่าจะทำให้หลายๆ คนสามารถสร้างวิธีคิดทางการเงินและต่อยอดความมั่งคั่งจากเงินล้านไปได้อีกหลายล้านตามที่ตัวเองตั้งเป้าหมายไว้

THE PREMIER Advisory 8 ชั่วโมงรวย 8 หลัก

งานสัมมนานี้เป็นงานที่บริการเดอะพรีเมียร์ ธนาคารกสิกไรทย เพิ่งจะจัดไปครับ และเห็นว่าจะมีการจัดงานลักษณะนี้เรื่อยๆ ล่าสุดได้มีการบรรยายจาก 2 วิทยากรชื่อดังทั้งในโลกการเงินและโลกธุรกิจ ท่านแรกคือ คุณวีระพล บดีรัฐ ผู้บริหารงานให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ได้ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง “เทคนิคลงทุนให้รวย 8 หลักอย่างมืออาชีพ” รวมทั้งแนะนำกลยุทธ์ในการจัดการกับสถานการณ์การลงทุนรูปแบบต่างๆ และอีกท่านคือ คุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ผู้ก่อตั้งและ CEO แห่ง Ookbee ซึ่งเป็น Application สำหรับการอ่านหนังสือและ E-Book Online ตัวผมเองก็เป็นหนึ่งคนที่ติดตามผลงานของพี่เขามาโดยตลอด ณ ตอนนี้ Ookbee มีผู้ใช้งานถึง 9 ล้านคนแล้ว และธุรกิจก็มีแนวโน้มในการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วยครับ

THE PREMIER Advisory แนะนำ 8 เรื่องลงทุน ที่ต้องจัดการให้ดีเพื่อเป้าหมายอย่างไร้ขีดจำกัด

การบริหารเงินและการวางแผนการลงทุนนั้นสำคัญกับชีวิตเรามากเลยนะครับ หลายคนอยากจะลงทุนนะ แต่กลัวความเสี่ยง และคนจำนวนมากที่เริ่มลงทุนก็มักจะใช้อารมณ์ในการตัดสินแทนหลักการและเหตุผล ทำให้เกิดวัฏจักรของการลงทุน ซื้อตอนแพง ขายตอนถูก และสิ้นหวังจนออกจากตลาดไป

คุณวีระพล บดีรัฐ ผู้บริหารงานให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล จากธนาคารกสิกรไทย ได้ให้คำแนะนำว่า

ขั้นแรกเลยก็คือการ Design Port การลงทุน ให้เราตัดอารมณ์ออกจากเรื่องการลงทุน แล้วเริ่มเรียนรู้เรื่องความเสี่ยงและจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของตัวเอง (เรียกว่าการทำ Asset Allocation) ไม่ว่าจะเป็นการจัดพอร์ตระยะยาวด้วยการประเมินความเสี่ยงของตัวเรา หรือการจัดพอร์ตระยะสั้นตามเวลาจากตีมการลงทุนที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี ต้องรู้จักกองทุนรวมแต่ละประเภทและรู้วิธีการเลือกกองทุนอย่างถูกต้องด้วยนะครับ ที่สำคัญก็คือต้องมีการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน (Rebalancing) เมื่อถึงเวลาที่เรากำหนด (เช่นปีละครั้ง) หรือเป้าหมายที่กำหนด (เมื่อสัดส่วนหุ้นถึงเปอร์เซ็นที่กำหนด) จะได้สร้างโอกาสในการทำกำไรในช่วงที่ทรัพย์สินบางตัวมันขึ้นมาแรงๆ และซื้อทรัพย์สินที่อยู่ในช่วงราคาถูกด้วย หากเราทำตามหลักการอย่างมีแบบแผนก็ย่อมสร้างความมั่งคั่งได้ครับ

บริการ THE PREMIER Advisory ได้เสนอ 8 หลักการในการลงทุนไว้ด้วยนะครับ ผมชอบมากๆ เลยเพราะเป็นพื้นฐานและแนวคิดของการลงทุนสำหรับทุกคนได้ ลองนำหลักการไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองได้นะครับ

8 เรื่องลงทุน ที่ต้องจัดการให้ดีเพื่อเป้าหมายอย่างไร้ขีดจำกัด

1. สุขภาพการเงินไม่ดี อย่าผลีผลามลงทุน

ก่อนที่เราจะเริ่มลงทุน ต้องมาดูสุขภาพทางการเงินของเราก่อนนะครับ ดูรายรับ-รายจ่าย เงินออมที่เก็บได้ในแต่ละเดือน หนี้สินและภาระต่างๆ ทรัพย์สินที่เรามี แล้วลองมาวิเคราะห์ความมั่งคั่งและกระแสเงินสดของเราดูครับว่าเป็นอย่างไร ถ้าสุขภาพทางการเงินดี การลงทุนก็จะดีตามครับ

2. ลงทุนให้ดีต้องคิดทีละเรื่อง แล้วเอามารวมกัน

ต้องตั้งโจทย์ให้ตัวเองนะครับว่าเราอยากจะลงทุนเพื่ออะไรบ้าง เช่น ต้องวางแผนภาษี ต้องวางเกษียณ ต้องวางแผนบุตร ค่อยๆ คิดว่าเรามีเป้าหมายอะไรบ้าง แล้วเอาเป้าหมายทั้งหมดมารวมกันเป็นแผนให้เราเดินไปข้างหน้าครับ

3. เริ่มต้นก้าวแรกไม่เคยง่าย

การเริ่มต้นการลงทุนครั้งแรกนั้นเราจะต้องพบกั

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 19-23 มิถุนายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 19-23 มิถุนายน 2560

สวัสดีครับ พบกันกับบทความสรุปมุมมองการลงทุนทั่วโลก พร้อมอัพเดทกลยุทธ์การลงทุน กับผม “อัศวินกองทุน” คนดีคนนี้ที่จะมาแบ่งปันสิ่งดีๆให้กับท่านผู้อ่านกันอีกแล้วครับ ถ้าใครอยากรู้ว่าในแต่ละสัปดาห์ควรจะลงทุนแบบไหน จัดพอร์ทอย่างไร เราคือเพื่อนกันแน่นอนครับ

เข้าสู่ปลายเดือนมิถุนายนแบบนี้ หลายคนคงจะเริ่มปรับพอร์ทการลงทุนไปเรียบร้อยแล้ว มาดูกันครับว่า คำแนะนำและภาพรวมในสัปดาห์นี้มีอะไรบ้าง มาติดตามกันเลยครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพรวมของตลาด

เริ่มจากที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.25% พร้อมกับเปิดเผยถึงแผนที่จะเริ่มทยอยลดขนาดงบดุลในปีนี้ ซึ่งเร็วกว่าการคาดการณ์ของตลาด แบบนี้ถือเป็นโอกาสหรือสิ่งที่ต้องระวัง เรามาเตรียมตัวกันครับ

ทางฝั่งตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลง เนื่องจากความกังวลของนักลงทุน เรื่องที่ธนาคารกลางจีนอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินในระบบด้วย ใครที่ติดตามผมมาน่าจะขายทำกำไรไปแล้วใช่ไหมครับ ฮ่าๆ 

ส่วนตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น จากความคืบหน้าของแผนรัฐบาลที่จะมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนเรียกได้ว่า ช่วงนี้มีอะไรให้ลุ้นกันหลายเรื่องเลยล่ะครับ สำหรับตลาดหุ้นไทย

มาดูสินทรัพย์ทางเลือกกันบ้าง ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง จากอุปทานที่ล้นตลาด จากสต๊อกน้ำมันของสหรัฐฯที่มีมากกว่าตลาดคาดการณ์และการกลับมาผลิตน้ำมันของไนจีเรีย ส่วนราคาทองคำปรับตัวลดลงจากการขายทำกำไรของนักลงทุน หลังการให้การของนายโคมีย์ต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ และการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษที่ผ่านไปแล้ว 

ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นแบบนี้ เรามาเริ่มกันที่กลยุทธ์การลงทุนกันดีกว่าครับ ว่าเอาไงดี?

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นเกาหลีและอินเดีย คำแนะนำการลงทุนของผมในสัปดาห์นี้ คือ ชะลอการลงทุนเนื่องจากตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมามากตั้งแต่ต้นปี จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ มีความเสี่ยงถูกเทขายหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณการลดขนาดงบดุลที่เร็วกว่าการคาดการณ์ของนักลงทุนอีกด้วยครับ แบบนี้ดูท่าต้องระวังไว้ครับผม
  • ตลาดหุ้นไทย ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นไทยครับ โดยเริ่มสะสมหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคภาคครัวเรือนและการส่งออก ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีความน่าสนใจลดลงจากตัวเลข NPL ที่มากกว่าตลาดคาดการณ์ครับ ดังนั้นตอนนี้หุ้นเล็กนั้นน่าสนใจ จัดกันไปต่อเลยครับผม
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่งและผลประกอบการบริษัทโดยรวมยังมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผมมองว่าตอนนี้เป็นโอกาสที่จะเข้าสะสมเพื่อไปต่อ ใครที่รอๆอยู่ตอนนี้ก็จัดได้เลยครับ
  • ตลาดหุ้นยุโรป เช่นเดียวกันครับ ยุโรปก็น่าสนใจไม่แพ้สหรัฐ ผมแนะนำให้ทยอยซื้อสะสมหุ้นยุโรปจากการคลายความกังวลในทางการเมือง โดยล่าสุดธนาคารกลางยุโรปได้มีการปรับประมาณการตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจ หรือ GDP เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจยุโรปที่ชี้ถึงการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรมและบริการ เอาล่ะครับ ตลาดฝั่งประเทศพัฒนาแล้วมาพร้อมๆกันเลย
  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น กลับมาที่ฝั่งเอเชียกันบ้างครับ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่น หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ รวมถึงแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่จะแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนตัวลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยทางบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น แบบนี้มีแววได้ลุ้นเหมือนกันครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว เน้นสะสมตลาดสหรัฐ ยุโรป และ ญี่ปุ่นครับ ส่วนตลาดเกิดใหม่ฝั่งเอเชียเน้น ไทยเป็นหลักครับ หลักๆมีแค่นี้เลยครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ผมดูแล้วอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปรับขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้น 0.25% สู่ระดับ 1.0-1.25% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวอายุ 10 ปีปรับตัวลง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับตัวลดลงมากกว่าคาด ทั้งนี้ การประกาศลดงบดุลซึ่งจะเริ่มขึ้นในปีนี้ อาจจะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ช้าลงครับ 
  • พันธบัตรรัฐบาลไทย ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 1-3 ปี ยังทรงตัวหลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในระยะถัดไปคาดว่าผลตอบแทนตราสารหนี้มีโอกาสปรับขึ้นเนื่องจากค่าเงินบาทมีโอกาสกลับไปอ่อนค่าหลังจากแข็งค่าต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี  

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ผมแนะนำให้นักลงทุนเน้นกระจายการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน และให้ผลตอบแทนที่ดีแทนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ผมมองว่านักลงทุนทุกคน ควรมีทองคำในพอร์ทไว้บ้างเพื่อการกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดหุ้น เนื่องจากตลาดหุ้นหลักๆของโลกปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นโลกโดยรวมอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ยังคงลงทุนต่อไปครับ แต่ระวังเรื่องสัดส่วนการลงทุนสักหน่อยครับผม
  • น้ำมัน ยังคงแนะนำให้ทยอยซื

คุ้มครองพ่อแม่ยังไง ไม่ให้หลงไปซื้อประกันผิดพลาด!!

ทุกคนคงเคยได้ยินข่าว หรือที่มีคนออกมาโจมตีทางสังคมออนไลน์ว่า คนที่บ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ “ถูกหลอก” ให้ทำประกันชีวิต จากพนักงานขายตามธนาคาร ที่มักจะใช้คำพูดจูงใจประมาณว่าเป็น “เงินฝากดอกเบี้ยสูง” อยู่บ่อยๆ แต่เราก็ยังคงพบเห็นเรื่องราวประมาณนี้อยู่เป็นระยะ เอ๊ะ! แล้วเราควรจะมีวิธีเตือน หรือแนะนำผู้สูงอายุที่บ้านอย่างไร เพื่อให้พวกท่านรู้เท่าทัน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการ ถูกหลอกซื้อประกันชีวิต จากคนเหล่านี้ หรือสามารถแยกแยะออกไว้ ว่าสิ่งที่พนักงานมานำเสนอ คือประกันชีวิตหรือไม่?

ผมมี check list ง่ายๆ อยู่แค่ 4 ข้อ ให้ทุกคนสามารถกลับไปเตือนคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ใหญ่ที่บ้าน (หรือแม้แต่ตัวเราเอง) ให้นำไปใช้ตรวจสอบเวลาเจอใครมาแนะนำ ว่าเรากำลังถูกชักชวนให้ซื้อประกันชีวิตอยู่หรือไม่ ดังนี้ครับ

1. ถ้าฝากเงิน ดอกเบี้ยสูงแค่ไหน ก็ไม่ควรสูงเกินกว่า 3%

เล่ห์กลอย่างแรกที่พนักงานขายมักจะใช้มาจูงใจเราก็คือคำว่า “เงินฝาก/ออมเงิน ดอกเบี้ยสูง” ได้ดอกเบี้ยคืน ปีที่ xx สูงถึง 5% (บางที 10%!) จนทำให้เราเผลอหลงคิดไปว่ามันเป็นการฝากเงินแบบฝากประจำ ที่ได้ดอกเบี้ยพิเศษสูงกว่าเงินฝากปกติ แต่ถ้าเรามีความรู้ทางการเงินสักนิด ก็จะเข้าใจว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากนั้น อย่างเก่งก็ไม่เกิน 3% ต่อปี สำหรับเงินฝากประจำประมาณ 3 ปี (หรืออาจจะสูงกว่านั้นนิดหน่อย แต่อาจจะมีเงื่อนไขว่าต้องฝากพ่วงกับซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินอืนๆ) แถมแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยก็มีแต่ต่ำลงๆเรื่อยๆ (เศรษฐกิจไม่ค่อยดี รัฐบาลก็มักจะลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ) ดังนั้นถ้ามาเสนอตัวเลขดอกเบี้ยสูงๆ เกินกว่า 3% เนี่ย ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่ามันไม่น่าใช่เงินฝากแน่ๆ แล้วถ้ายิ่งสูงถึง 10% นี่ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ (ไม่งั้นคนคงไม่เอาเงินไปลงทุน ไปเล่นหุ้นให้เสี่ยงกันไปทำไม) ที่สำคัญ ตัวเลขที่เจ้าหน้าที่เรียกว่า “ดอกเบี้ย” พวกนั้น จริงๆมันก็ไม่ใช่ดอกเบี้ย แต่เป็น “เงินคืน” รายปีต่างหาก เพราะดอกเบี้ยที่เป็นผลตอบแทนของเรา (ไม่ใช่ที่เราต้องจ่าย) ยากมากที่จะมีโอกาสสูงถึง 10% ต่อปี จำไว้เสมอว่า อะไรที่ฟังแล้วดูดีเกินจริง มันมักจะไม่จริง ครับ

2. ถ้าฝากเงิน ฝากนานแค่ไหน ก็ไม่ควรนานเกินกว่า 5 ปี

การฝากเงินในบัญชีเงินฝาก ระยะยาวที่สุดเท่าที่มี คือไม่เกิน 60 เดือน (5 ปี) ซึ่งจะอยู่ในรูปของเงินฝากประจำ ดังนั้น ถ้าพนักงานมาบอกเราว่าต้องฝากเงินเกิน 5 ปี ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าไม่น่าใช่เงินฝากแหงๆ ยิ่งถ้าฝากแล้ว ต้องรอรับเงินอีกหลายปี (ไม่ใช่ฝากครบจำนวนเดือนแล้วจะถอนเงินมาได้เลย) แบบนี้ค่อนข้างชัวร์ได้เลยว่าเป็นประกันชีวิตแน่ๆ หลักๆจำไว้ว่า ถ้าต้องฝากยาวๆ ยิ่งถ้าเกิน 5 ปีด้วยแล้ว เรากำลังถูกหลอกซื้อประกันชีวิตอยู่อย่างแน่นอน

3. เป็นการออมเงิน พ่วงกับการคุ้มครองชีวิตทุกกรณี

ถ้าเป็นบัญชีเงินฝากจริงๆ จะต้องไม่มีการพ่วงการคุ้มครองชีวิตใดๆทั้งสิ้น *ยกเว้นคุ้มครองชีวิตจากกรณีอุบัติเหตุ กรณีเดียว ซึ่งในกรณีนั้น ก็มักจะเป็นเงินฝากชนิดพิเศษที่พ่วงกับประกันอุบัติเหตุ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเงินฝากจริงๆ แต่เป็นการพ่วงเข้ากับอีกโปรดักหนึ่ง ซึ่งก็คือประกันอุบัติเหตุ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่มาแนะนำว่า “เป็นเงินฝาก ที่มีการคุ้มครองชีวิต” แถมให้ด้วยเฉยๆ แบบนี้สงสัยไว้ก่อนเลยว่ามันคือประกันชีวิต ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ตัวเดียว (ไม่ได้แยกกันเป็นเงินฝาก + ประกัน) อย่างแน่นอน

4. เอกสารตอนเจ้าหน้าที่มาให้เห็น จะมีคำว่า “ผู้เอาประกัน” ลงท้ายลายเซ็นอยู่ด้วย

สุดท้าย ถ้าเจ้าหน้าที่จะให้เราทำธุรกรรม ก็จะต้องเอาเอกสารมาให้เราเซ็นยินยอม ดังนั้น สำคัญที่สุดคือ เตือนให้คุณพ่อคุณแม่ดูดีๆด้วยว่า มันเป็นเอกสารอะไร ถ้าเป็นการฝากเงิน เอกสารที่เซ็นก็ต้องเป็น “เอกสาร/แบบฟอร์มเปิดบัญชี” เท่านั้น ถ้าเป็นเอกสารอย่างอื่นนั้นไม่ใช่การเปิดบัญชีออมเงินแน่ๆ ซึ่งถ้าเป็นการให้ทำประกันชีวิต เอกสารจะต้องเป็น “ใบคำขอเอาประกันชีวิต” และตรงส่วนที่จะให้เราเซ็นยินยอม จะต้องลงท้ายว่า “ผู้เอาประกัน” ด้วย ดังนั้น ตอนจะเซ็น ให้คุณพ่อคุณแม่ดูดีๆ ชัดๆเลย ว่าตัวเองกำลังจะเซ็นเอกสารอะไร มีคำว่า “ประกัน” อยู่หรือไม่ สละเวลา ด้วยความรอบคอบสักนิด ชีวิตจะปลอดภัยขึ้นอีกเยอะครับ

นั่นก็คือแนวทางเล็กๆน้อยๆ ที่ทุกคนสามารถไปบอกให้คุณพ่อคุณแม่ ผู้ใหญ่ที่บ้าน หรือแม้แต่กับตัวเอง เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่าเรากำลังถูกพนักงานชักชวนให้ทำประกันชีวิต หรือถูกหลอกซื้อประกันชีวิตอยู่หรือไม่? แต่อย่างไรก็ตาม อย่าเข้าใจผิดว่า การทำประกันชีวิตไม่ดี ควรหลีกหนีให้ห่างๆ ไม่ควรทำ เพราะอันที่จริง แม้กระทั่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่เรา หรือคนที่เป็นผู้สูงอายุ ประกันชีวิต ก็อาจจะเป็นเครื่องมือที่ดีในการบริหารเงินได้ ที่อาจจะไม่ใช่การออมเงินระยะยาว แต่ อาจจะเป็นการทำเพื่อเน้นคุ้มครองชีวิต สร้างเงินมรดกที่แน่นอนให้ลูกหลาน สำหรับผู้สูงอายุ ที่อยากจะวางแผนทำพินัยกรรม แบ่งมรดกให้ลูกหลาน ก็อาจจะเหมาะสมกว่า ดังนั้น อยู่ที่เป้าหมาย หรือความต้องการด้วยครับ ว่าพวกท่านมีเป้าหมายหรือความต้องการที่จะบริหารเงินอย่างไร

แต่ถ้าหากใคร หรือคุณพ่อคุณแม่ท่านไหน ที่เผลอ หรือหลงทำประกันชีวิตไปด้วยความเข้าใจผิดแล้ว จำไว้อย่างหนึ่งว่า เราสามารถขอยกเลิก กรมธรรม์ประกันชีวิต ที่เราเพิ่งทำไปได้ หลังจากที่ได้รับกรมธรรม์ไม่เกิน 15 วัน (หรือที่เรียกว่า ช่วง Free Look Period) โดยเมื่อรับกรมธรรม์ จะต้องมีเอกสารให้เราเซ็นรับกรมธรรม์ เราก็อย่าไปเซ็นยอมรับ เพื่อขอยกเลิกกรมธรรม์ซะ (แต่ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมกรมธรรม์ 500 บาทด้วย)

ส่วนถ้าใคร เผลอทำประกันชีวิต หรือถูกหลอกซื้อประกันชีวิตไปแล้ว จากการที่ตรวจสอบแล้วว่า พนักงานหรือคนขาย หลอกลวงด้วยการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง (เช่น ระยะเวลาสัญญา 10 ปี แต่บอกว่าแค่ 3 ปี หรือ ประกันชีวิต

[Review] เจาะลึก “ประกันได้หมด” ประกันสุขภาพเหมาจ่ายจาก Manulife คุ้มไหมถ้าจะทำ?

ปัจจุบัน หลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับการวางแผนความเสี่ยงเรื่องของสุขภาพตัวเองกันมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการลดโอกาสที่จะเจ็บป่วย ด้วยการรักษาสุขภาพ เช่น ออกกำลังกาย เข้าฟิตเนส หรือเลือกทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ และรู้จักป้องกันความเสี่ยงทีอาจจะมีโอกาสต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก หากเกิดเจ็บป่วยต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ด้วยการทำประกันสุขภาพ โดยเฉพาะตัวชดเชยค่ารักษาพยาบาล

และเมื่อพูดถึงประกันสุขภาพที่เป็นอนุสัญญาชดเชยค่ารักษาพยาบาลแล้ว ในตอนนี้แบบที่เป็น “เหมาจ่ายค่ารักษา” ก็เป็นแบบที่คนนิยมมองหากันมากที่สุด เพราะอย่างที่รู้กันว่า ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลในทุกวันนี้ ราคาแพงมาก และปรับตัวสูงขึ้นแทบทุกปี ถ้าเป็นประกันสุขภาพแบบเก่าที่เป็นแบบ “แยกรายการค่าใช้จ่าย” ก็อาจจะชดเชยค่ารักษาให้ไม่เพียงพอ ดังนั้น แบบเหมาจ่ายค่ารักษา ก็มีข้อที่ดีกว่าตรงที่ว่า มีวงเงินก้อนใหญ่ที่น่าจะเพียงพอกับค่ารักษาที่เกิดขึ้น จึงช่วยให้เรารู้สึกอุ่นใจได้มากกว่านั่นเอง

วันนี้ ผมจึงขอมารีวิวแบบประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลตัวหนึ่ง ของบริษัท แมนูไลฟ์ ที่ชื่อว่า “ประกันได้หมด” ให้ดูกันดีกว่า ว่าจะมีความน่าสนใจแค่ไหน และคุ้มค่าไหม ถ้าจะทำ? สำหรับตัวเราเอง

มีข้อแตกต่างจากประกันสุขภาพเหมาจ่ายค่ารักษาของที่อื่นยังไง?

ข้อแตกต่างที่เด่นชัดที่สุดของตัว ประกันได้หมด ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของแบบประกันตัวนี้ด้วย ที่ผมเห็นมีอยู่ 3 ข้อ ด้วยกันดังนี้ครับ

1. ค่ารักษาอยู่ในวงเงินเหมาจ่ายต่อปีเกือบทุกรายการ ยกเว้นค่าห้อง

ถึงแม้จะเป็นประเภทประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษา แต่สำหรับหลายๆบริษัท รายการค่ารักษาที่อยู่ในวงเงินเหมาจ่าย มักจะเป็นเฉพาะแค่ค่าผ่าตัด และรักษาพยาบาลในฐานะผู้ป่วยในเท่านั้น (ยกเว้นค่าห้องที่จะเป็นค่าใช้จ่ายแยกออกมา ทุกบริษัท) ส่วนรายการค่ารักษาผู้ป่วยนอกอื่นๆ และรายการค่ารักษาผู้ป่วยในบางรายการ อย่างเช่น ค่าแพทย์ตรวจเยี่ยมไข้ ก็มักจะไม่รวมอยู่ในวงเงินเหมาจ่าย แต่สำหรับ ประกันได้หมด แล้ว รายการค่ารักษาผู้ป่วยในจะเป็นวงเงินเหมาจ่ายทั้งหมด (ยกเว้นค่าห้อง) ส่วนรายการค่ารักษาผู้ป่วยนอก จะเป็นวงเงินเหมาจ่าย ที่จะมีวงเงินให้ประมาณ 5-10% ของวงเงินเหมาจ่ายทั้งปี (เช่น วงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาทั้งปี 2,800,000 บาท จะมีวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาผู้ป่วยนอกให้ 200,000 บาท)

(หมายเหตุ : รายการค่ารักษาผู้ป่วยนอก เฉพาะกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน หรือเป็นการรักษาที่ต่อเนื่องจากการเป็นผู้ป่วยใน จะไม่รวมกรณีเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ เช่น เป็นไข้ หรือแผลถลอก นะครับ ถ้าแบบนั้นต้องไปซื้อประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยนอก (OPD) โดยเฉพาะครับ)

2. สามารถเลือกจับคู่ค่าห้องกับวงเงินเหมาจ่ายต่อปีได้

โดยส่วนมาก แผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาแต่ละแผน จะมีวงเงินเหมาจ่ายต่อปี ที่ถูกผูกมากับค่าห้อง อย่างตายตัว (เช่น ปกติค่าห้อง 3,000 บาท ก็ต้องคู่กับวงเงินเหมาจ่าย 2,000,000 บาท เท่านั้น เป็นต้น) ไม่สามารถเลือกค่าห้อง แล้วไปเลือกวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาต่อปีได้ แต่สำหรับ ประกันได้หมด พอเราเลือกค่าห้องแล้ว เราจะสามารถเลือกวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาต่อปีได้  ซึ่งก็จะมีให้เราเลือกอยู่ 3 วงเงิน ตั้งแต่น้อยไปหามาก สำหรับค่าห้องแต่ละระดับ (สามารถเลือกได้ตั้งแต่วงเงินเหมาจ่าย 250,000 บาทต่อปี ไปจนถึง 6,000,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับค่าห้องที่เลือก) ซึ่งถ้าเราเลือกวงเงินที่น้อยลง ค่าเบี้ยก็จะถูกลง เหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการวงเงินสูงนัก สำหรับเรทค่าห้องจำนวนนั้น เพื่อประหยัดค่าเบี้ยลงครับ

3. ไม่มีเคลม ค่าเบี้ยประกันจะถูกลง สูงสุด 30%

ข้อนี้ถือว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของแบบประกันตัวนี้เลย โดยมีเงื่อนไขอยู่ว่า ถ้าไม่ได้เคลม 1 ปี ปีต่อไปจะลดค่าเบี้ยประกันสุขภาพให้ 10% ถ้าไม่ได้เคลม 2 ปี จะลดค่าเบี้ยประกันสุขภาพให้ 20% และถ้าไม่ได้เคลมตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป จะลดค่าเบี้ยประกันสุขภาพให้ปีต่อๆไป ปีละ 30% ของค่าเบี้ยอัตราปกติ ซึ่งโดยส่วนตัวก็คิดว่าค่อนข้างยุติธรรมดี สำหรับคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงปกติ ความเสี่ยงต่ำกว่าปกติ ก็ควรจะจ่ายค่าเบี้ยถูกกว่าปกติ เหมือนกับที่เวลาเราทำประกันรถยนต์แล้วไม่เคยชน บริษัทประกันก็จะลดค่าเบี้ยให้เรา เช่นเดียวกันครับ

เมื่อเปรียบเทียบกับประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาของที่อื่นแล้ว เด่นหรือด้อยกว่าด้านไหนบ้าง?

เมื่อเปรียบเทียบตัว ประกันได้หมด กับประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาของบริษัทอื่นๆ (ซึ่งขออนุญาต ใช้เป็นชื่อสมมติแทน คือบริษัท A B และ C) โดยตัวอย่างที่ยกมาจะเป็นกรณีที่เป็นทั้ง เพศชาย และเพศหญิง อายุ 35 ปี เลือกที่ค่าห้องประมาณ 7,000-9,000 บาทต่อคืน จะได้ผลดังนี้

ด้านค่าห้อง และค่าห้อง ICU

ส่วนใหญ่ที่แผนค่าห้องประมาณ 7,000-9,000 บาท จะมีวงเงินเหมาจ่ายต่อปีอยู่ที่ประมาณ 3-6 ล้านบาท ซึ่งสำหรับ ประกันได้หมด ที่ค่าห้อง 7,000 บาท จะสามารถเลือกวงเงินเหมาจ่ายได้ 3 ระดับ คือ 2 ล้านบาท, 2.4 ล้านบาท และ 2.8 ล้านบาท จึงเลือกที่วงเงิน 2.8 ล้านบาทมาเทียบ เพื่อให้ได้ใกล้เคียงกัน ก็จะพบว่า ที่แผนใกล้เคียงกัน ประกันได้หมด โดยส่วนใหญ่จะมีค่าห้องและวงเงินเหมาจ่ายต่อปีน้อยกว่าของที่อื่น ยกเว้นบริษัท C กรณีเข้าพักรักษาจากการเจ็บป่วยที่ไม่ใช่อุบัติเหตุ (ประกันได้หมดวงเงิน 2.8 ล้านบาท บริษัท C 2 ล้านบาท) แต่ข้อดีของ ประกันได้หมด ก็คือ สามารถเบิกค่าห้องได้ไม่จำกัดจำนวนวันที่เบิกได้ (ตราบใดรวมแล้วค่าห้องยังไม่เกินวงเงินเหมาจ่าย) ขณะที่บริษัทอื่น มักจะมีกำหนดจำนวนวันที่เบิกได้ (บริษัท B 180 วัน บริษัท C 125 วัน ส่วนบริษัท A ก็ไม่มีกำหนด

SmartDuvet Breeze กับการปรับอุณหภูมิเตียงได้ตามใจเรา!

เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ไหม? เวลานอนกับเพื่อนหรือคนในครอบครัว เกิดอาการคนหนึ่งร้อน จนต้องเร่งแอร์ คนหนึ่งหนาวจนต้องพันผ้าห่มรอบตัว 

SmartDuvet ได้เปิดตัวครั้งแรกบนเว็บไซต์ Kickstarter และออกรุ่นถัดมาเป็นรูปแบบที่สามารถปรับอุณหภูมิที่ต้องการได้ที่ด้านข้างของเตียง

SmartDuvet Breeze เป็นแผ่นอากาศแบบเป่าลมที่คุณสามารถใส่ไปในผ้านวม ที่ติดไว้กับกล่องควบคุมซึ่งจะวางไว้ที่ใต้เตียง เป็นรุ่นที่ถูกปล่อยลงในเว็บไซต์ indiegogo

SmartDuvet ช่วยให้คุณสามารถตั้งค่าอุณหภูมิและเวลาที่ต้องการได้โดยตรงจากแอปพลิเคชัน เปิดหรืออุ่นเตียงก่อนเวลาเพื่อให้ได้นอนหลับสนิทที่สุด เตรียมเวลาในการทำเตียงหรือตั้งเตียงตามต้องการ ซึ่งคุณสามารถควบคุมอุณหภูมิของแต่ละด้านของ SmartDuvet Breeze ได้จากกล่องควบคุม

ผู้สร้าง SmartDuvet กล่าวว่าไม่ใช่แค่เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้เท่านั้น แต่การให้ออกซิเจนในเตียงจะช่วยลดเหงื่อ และป้องกันข้อผิดพลาดในการนอน 

เชื่อไหมว่ามีผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์นี้ใน Indiegogo มากกว่า 660%! ในขณะที่บริษัทได้สาธิตเครื่อง SmartDuvet ตัวแรกในงาน CES 2017 ดังนั้นในขณะที่ไม่มีการรับประกันใด ๆ เกี่ยวกับการรับผลิตภัณฑ์ crowdfunded ของคุณซึ่งอาจมีขึ้นในเดือนกันยายนปี 2017 ตามที่โฆษณาไว้

สำหรับตอนนี้SmartDuvet Breeze จะเริ่มต้นขายที่ราคา $199 แต่บริษัทมีเป้าหมายที่จะขายราคา $359 ในอนาคตข้างหน้านี้

sources :

https://www.theverge.com/circuitbreaker/2017/6/20/15843106/smartduvet-breeze-temperature-control-self-making-bed-kickstarter-indiegogo

https://www.kickstarter.com/projects/857840278/smartduvet-the-self-making-bed-is-here

ดำดิ่งใต้ท้องทะเลลึกไปกับ ‘Kraken’ VR รถไฟตีลังกาจาก SeaWorld

ดำดิ่งลงไปในมหาสมุทรอันลึกลับ และพบกับ Kraken ตำนานอสูรกายยักษ์แห่งท้องทะเลลึก ร่วมเดินทางไปกับรถไฟตีลังกาความเร็วสูงแบบ VR

กระโดดเข้าสู่โลก VR เมื่อ SeaWorld Orlando แบรนด์ใหม่ของรถไฟตีลังกาในชื่อ Kraken rollercoaster ที่ดึงเทคโนโลยีอย่าง VR มาใช้ ให้ผู้เล่นได้เข้าสู่การผจญภัยใต้ทะเลอย่างเต็มรูปแบบ! (ช่วงนี้อะไร ๆ ก็ VR จริงๆ)

ซึ่งเครื่องเล่นนี้ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่าน (19/06/17) ซึ่ง Krakenนี้ มีอุปกรณ์ VR ที่เชื่อมต่อกับแต่ละที่นั่ง เมื่อผู้เล่นเข้าไปนั่งประจำที่และสวมใส่อุปกรณ์ทุกอย่างที่เตรียมไว้ ก็จะถูกดึงเข้าไปอยู่ใต้ทะเลลึกเสมือนจริง และอุปกรณ์จะเชื่อมต่อกับการเคลื่อนไหวของคุณตลอดการเล่น เรียกได้ว่ามันจนหยดสุดท้ายเลยทีเดียว

การผจญภัยนี้เริ่มต้นจากการจำลองตัวคุณเป็นทีมนักบินเรือดำน้ำ ที่เข้าสำรวจปะการัง ความสวยงามของพื้นผิวมหาสมุทร แต่จู่ ๆ ก็เกิดเหตุไม่คาดคิดเกิดการปะทุของภูเขาไฟใต้ทะเล เรือดำน้ำของคุณได้ดำดิ่งสู่น้ำลึกกว่า 3,000 ฟุตที่เต็มไปด้วยอันตรายและความมืดมิด

แน่นอนว่าคุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าจะได้เจออะไรใต้ความมืดที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตลึกลับในยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการหลบหลีกเขี้ยวอันแหลมคมของปลาทริกเกอร์ หรือแม้แต่การเผชิญหน้ากับปลาหมึกยักษ์ Kraken ที่ทำให้ฉลามขาวดูเหมือนลูกสุนัขไปเลย

Brian Morrow รองประธานฝ่ายTheme Park Experience และการออกแบบสวนสนุกของ SeaWorld บอกว่า “การนำ VR มาใช้ร่วมกับการใช้ภาพดิจิทัลที่สร้างขึ้นเองเพื่อบอกเล่าเรื่องราว จะทำให้ผู้เล่นสามารถผจญภัยได้ด้วยตัวเอง ผลที่ได้คือประสบการณ์สมบูรณ์แบบที่มาพร้อมความสนุกบนรถไฟเหาะ”

ด้วยการจัดระบบที่ง่าย และสะดวกสำหรับการช่วยเหลือผู้เล่นในกรณีฉุกเฉินสำหรับผู้เล่นที่อาจไม่คุ้นเคยกับ VR “Kraken เป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ สิ่งที่เรามุ่งเน้นอย่างแท้จริงคือการทำให้แน่ใจว่าผู้เล่นของเราทุกคนจะคุ้นชินกับอุปกรณ์นี้” Bryan Nadeau รองประธานSeaWorld Orlando กล่าว

“และเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เล่นที่ไม่เคยใช้อุปกรณ์ VR จะสามารถเข้าใจได้ ดังนั้นเราจึงมีจอทีวีขนาดใหญ่แนะนำเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ระหว่างรอคิว”

นี่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลยสำหรับการนั่งรถไฟเหาะ 2 นาที เชื่อเลยว่าในอนาคตข้างหน้าเทคโนโลยี VR จะต้องถูกนำไปใช้กับสวนสนุก ให้ผู้เล่นได้มันสุดขีดไปกับเครื่องเล่นแน่นอน

sources :

https://seaworld.com/orlando/roller-coasters/kraken/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save