7 เรื่องที่ผู้หญิงชอบเข้าใจผิดในเรื่องเงิน

มาดามเห็นมาเยอะ ที่ผู้หญิงอย่างเราๆ มักเข้าใจผิดไปเองในเรื่องเงิน แล้วทำให้…

จัดการเงินตัวเองไม่ได้ รายได้ไม่เพิ่ม แถมเงินเข้ามาแล้วก็ออกไปง่าย
เลยไม่รวยไม่มั่นคงสักที

วันนี้มาดามจะมาแก้ความเข้าใจผิดท็อปฮิต 7 อย่างนี้ให้..ไปค่ะ!

1) เงินเป็นเรื่องของผู้ชาย

ไม่จริง ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนที่เก่งเรื่องเงิน แล้วยุคนี้เธอจะไปฝากชีวิตกับเจ้าชายขี่ม้าขาวที่ไหน มันหายากขึ้นทุกวัน พึ่งตัวเองเถอะ ผู้หญิงจัดการวางแผนเรื่องเงินตัวเองได้ ออมมันนี่ไงมีบทความดีดีที่อ่านเข้าใจง่ายเยอะเลย

2) เงินเป็นเรื่องยาก

ไม่จริง เธอแค่กลัวหรือมีประสบการณ์น้อย คิดดีดีเงินนี่ก็เราทำมาหามาเอง เธอต้องอยู่เหนือเงิน เป็นเจ้านายเงินได้สิ แค่เริ่มศึกษา ลองจัดการ เลี้ยงเงินให้เชื่องจนเชื่อฟัง จนเธอชี้นิ้วสั่งให้เงินอยู่กับเธอได้

3) เงินมีมากแล้วปวดหัว

ไม่จริง ถ้าเงินร้อยจัดการได้ เงินล้านก็ง่าย เพราะใช้คอนเซ็ปท์เดียวกัน ส่วนใหญ่เวลาจัดการเงินตั้งงบประมาณก็ตั้งเป็นเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น จะเงินร้อย เงินหมื่น เงินแสน เงินล้าน จัดการได้ไม่ยาก ไม่ต่างกัน อย่ามามั่วเพื่อปัดความรับผิดชอบ!

4) เงินมีเยอะคือเห็นแก่ตัว

ไม่จริง เงินมีเยอะสิดี ไว้ดูแลตัวเองไว้ดูแลครอบครัวคนใกล้ชิดได้ ถ้าเธอคิดว่ามีเงินเยอะคือเห็นแก่ตัว นั่นหมายถึงเธอหามันมาแบบชั่วๆ ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นนี่นา คนทำมาหากินสุจริตไม่ได้ไปไถไม่แย่งเงินใครมามีเยอะแยะ

5) เงินเดือนเราไม่ควรต่อรอง

ไม่จริง ผู้หญิงเรามีแนวโน้มไม่กล้าต่อรองเงินเดือน เค้าให้เท่าไหร่ก็เอา ดังนั้น ตำแหน่งงานเดียวกันในบางที่เงินเดือนผู้ชายกลายเป็นมากกว่าผู้หญิง เพียงเพราะเธอเองที่ไม่กล้าเรียก ไม่กล้าคุย ไม่กล้าต่อรอง

6) เงินทำให้งอกเงยยาก

ไม่จริง เงินงอกได้เสมอ แค่จะงอกเร็วหรือช้า ตรงนี้มันอยู่ที่เธอใส่ใจต่างหาก หัดเรียนรู้ หัดลอง หาวิธีลงทุนหลายๆ แบบที่เหมาะกับจริตเธอ ดูความเสี่ยงประกอบกับผลตอบแทน เงินงอกได้แน่ๆ

7) เงินเป็นสสารละลายเร็ว

ไม่จริง ที่เงินละลายเงินหายเร็ว เพราะเธอมันควบคุมตัวเองไม่ได้!!! มีเป้าหมาย มีวินัยสิจ๊ะ จะได้ไม่ช็อปปิ้ง กิน เที่ยวเรื่อยเปื่อย โทษตัวเองเหอะ อย่าโทษเงินเลย เธอโตแล้ว หัดยืดอกรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่เค้าทำกัน

เข้าใจตามนี้แล้วก็เลิกมโนผิดๆ เลิกโบ้ยความรับผิดชอบในการจัดการเงินตัวเองกันซะที

สร้างฐานะกันได้แล้ว อย่าขี้เกียจ

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

จ่ายเงินค่าโฆษณาให้ Facebook กับ Google อย่างไรให้เป็นรายจ่ายธุรกิจได้?

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกแล้วครับกับ TAXBugnoms กับคอลัมน์ภาษีธุรกิจกันอีกครั้ง สำหรับวันนี้เป็นเรื่องที่ถามเข้ามาบ่อยในช่วงนี้ครับว่า “ถ้าจ่ายเงินค่าโฆษณาให้ Facebook กับ Google แล้วจะเป็นรายจ่ายธุรกิจได้อย่างไร?” วันนี้ผมเลยรับหน้าที่จะมาไขข้อข้องใจกันให้ฟังแบบชัดๆ ครับผม

ก่อนจะบอกว่า “ค่าโฆษณา” เป็นรายจ่ายธุรกิจได้หรือไม่ได้นั้นคงต้องถามคำถามแรกก่อนครับว่า

เราทำธุรกิจในรูปแบบไหน?ระหว่าง บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน)

กรณีที่ 1 : บุคคลธรรมดาจ่ายค่าโฆษณา

ถ้าหากคำตอบคือ เรากำลังทำธุรกิจในรูปแบบ “บุคคลธรรมดา” คงต้องดูต่อไปวา เราเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบไหน ถ้าเลือกแบบเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนด แบบนี้ต้องบอกครับว่า รายจ่ายค่าโฆษณาไม่สามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายได้ เพราะมันรวมอยู่ในอัตราเหมาหมดแล้ว (ยกตัวอย่างเช่น ขายของออนไลน์ สามารถหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 80% ซึ่งแปลว่าค่าใช้จ่ายทุกอย่างของธุรกิจถูกรวมอยู่ในนั้นแล้วครับ)

แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม : จัดการธุรกิจขายของออนไลน์ยังไง ให้สบายใจเรื่องภาษี

แต่ถ้าหากเราเลือกหัก “ค่าใช้จ่ายตามจริง”  (ค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควร) แล้วล่ะก็ แบบนี้ถือว่าสามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายได้ครับ แต่ว่าต้องมีหลักฐานการจ่ายที่ชัดเจน ระบุว่าจ่ายเพื่องานของเราจริงๆงานไหนและจ่ายไปเท่าไรบ้าง ซึ่งตรงนี้รายละเอียดยิ่งชัดเจนเท่าไรก็ยิ่งมีประโยชน์มากๆ เลยล่ะครับ (อ้อ.. อย่าลืมด้วยนะครับว่า ชื่อผู้จ่ายค่าโฆษณานั้นต้องเป็นชื่อเราด้วยครับ)

ทีนี้มาดูกันต่อครับว่า ถ้าหากเราทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลอย่างบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนั้น จะมีหลักการในการพิจารณาเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับ

กรณีที่ 2 : นิติบุคคลจ่ายค่าโฆษณา

สำหรับนิติบุคคล ผมขอเริ่มจากหลักการแรกก่อนครับว่า สามารถใช้เป็นรายจ่ายของธุรกิจได้ไหม ถ้าตามหลักการของผมที่เคยเขียนไว้ในบทความ 3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อไม่ให้รายจ่ายธุรกิจคุณมีปัญหากับสรรพากร!! ก็คงต้องบอกว่าได้ครับ!!! เพราะว่า เป็นการจ่ายจริง เกี่ยวข้องกับกิจการ และมีหลักฐานการจ่ายครบถ้วน ยิ่งถ้าเป็นการจ่ายในนามบริษัทฯ นั้นยิ่งดีครับ เช่น ใช้บัตรเครดิตของบริษัทฯจ่ายโดยตรงครับ

ทีนี้ปัญหาคือว่า การจ่ายนั้นมันไม่ได้จ่ายในนามบริษัทฯ เพราะบางแห่งอาจจะใช้บัตรเครดิตกรรมการจ่ายไป แบบนี้จะยังไงต่อดี จะเอามาใช้เป็นรายจ่ายบริษัทได้ ถ้าเรามองเช่นเดียวกันกับหลักการค่าน้ำค่าไฟ ตามแนวทางที่กรมสรรพากรให้ไว้ ดังนี้ครับ

ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ที่มีใบเสร็จรับเงินออกในนามของเจ้าของอาคารผู้ให้เช่า บริษัทสามารถนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ เนื่องจากเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการไม่ต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี (14) (อ้างอิง : คำถามที่ถูกถามบ่อย) ซึ่งตรงนี้ถ้าหากสามารถทำใบเสร็จจาก Facebook เป็นชื่อบริษัทได้ แบบนี้ก็สบายเลยครับ

ประเด็นต่อมาคือ เมื่อเป็นรายจ่ายธุรกิจได้แล้ว คำถามคือต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือเปล่า ซึ่งคำตอบก็คือ “ไม่ต้อง” ครับ เพราะว่าการจ่ายดังกล่าวนั้น กฎหมายไม่ได้ระบุไว้ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายนั่นเองครับ (เงินได้ค่าโฆษณาถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ครับ)

มาตรา 70 : บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้ สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

หมดเรื่องภาษีเงินได้แล้ว ยังเหลือเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มอีก

แต่เรื่องสุดท้ายที่น่ากลัวที่สุด นั่นคือ เรื่องของ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ครับ เพราะในกรณีที่ “บริษัท” หรือ “ห้างหุ้นส่วน” เป็นคนจ่ายค่าโฆษณา กฎหมายกำหนดได้ไว้ว่าต้องมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มอีกทอดหนึ่ง (อ้างอืงมาตรา 77/2 และมาตรา 83/6(2)) เพราะถือว่าเป็นการให้บริการในประเทศไทย (หากให้พูดตามภาษากฎหมาย คือ การให้บริการที่ทำในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ครับผม)

ดังนั้นแปลว่าจริงๆแล้วทาง Facebook หรือ Google นั้นมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยครับ ซึ่งในกรณีที่จ่ายเงินให้ต่างประเทศนี้ กฎหมายกำหนดโดยผลักภาระให้ “ผู้จ่าย” เป็นผู้มีหน้าที่ยื่นเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทน โดยคิดจากยอด 7% ของค่าโฆษณาที่ได้จ่ายไป เช่น ค่าโฆษณา 10,000 บาท เราจะต้องจ่าย VAT อยู่ที่ 700 บาท และทางบริษัทมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีดังกล่าวให้กับกรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.พ. 36 ครับ ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 700 บาทนี้ ธุรกิจของเราสามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อของธุรกิจได้ด้วยครับ (มองง่ายๆว่าทาง Facebook หรือ Google ออกภาษีขายมาให้เรา)

แต่ในกรณีที่จ่ายไปในชื่อของ “กรรมการ” หรือ “พนักงาน” คำถามคือทางบริษัทฯยังต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่หรือไม่ ตรงประเด็นนี้ผมยังมองเหมือนเดิมครับว่า ถ้าหากเอามาเป็นรายจ่ายแล้วไม่ส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วอาจจะถือเป็นความผิดของบริษัทฯได้ เหมือนกัน (แหม่.. เอามาเป็นรายจ่าย แต่ไม่ส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้ซะงั้น มันก็แปลกๆเหมือนกันนะครับ)

ซึ่งถ้าหากตรงนี้ใครอยากจะวัดดวงโดยการไม่ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้นะครับ (ผมลองแอบถามๆดูหลายๆที่ ก็พบความจริงว่าไม่มีที่ไหนยื่น ภ.พ. 36 เลย ฮ่าๆ) แต่ถ้าถูกตรวจสอบแล้ว อาจจะมีส่วนหนึ่งที่ต้องเสียเพิ่มนอกจากภาษี นั่นคือ เงินเพิ่ม ในอัตรา 1.5% ต่อเดือน เช่น จ่ายค่าโฆษณาไปในเดือนมกราคม ซึ่งมีหน้าที่ยื่นภายในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ไม่เคยยื่นเลย พอนับมาถึงเดือนนี้คือกันยายน ก็จะต้องเสียเงินเพิ่มอีก 7 เดือนครับ (ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปที่มีการจ่ายเงินครับ)

สมมุติว่า ค่าโฆษณา 100,000 บาท ในเดือนมกราคม (VAT คือ 7,000 บาท) เมื่อมายื่นเดือนกันยายน (ภายในวันที่ 7) จะเสียเงินเพิ่มอีก 735 บาท (คำนวณมาจาก 7,000 x 1.5% x 7) รวมเป็น 7,735 บาท แต่เมื่อยื่นแล้วก็สามารถนำยอด 7,000 บาทมาเป็นภาษีซื้อในเดือนกันยายนได้ครับ (ใบเสร็จของสรรพากรถือเป็นใบกำกับภาษี) ส่วนเงินเพิ่ม 735 บาทที่ว่านี้ ไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายของบริษัทได้นะครับ เพราะถือว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามกฎหมาย ครับ

สรุป

สรุปอีกครั้งก่อนจากกันไปในบทความนี้ครับ สิ่งที่ต้องดูนั้นมีอยู่หลักๆ 3 เรื่อง นั่นคือ เรื่องของรูปแบบธุรกิจ ตามมาด้วยเรื่องของหลักฐานค่าใช้จ่าย และสุดท้ายคือเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มนั่นเองครับ ดังนั้นตรวจสอบให้ดีกันด้วยนะครับผม

สุดท้ายนี้ผมว่าบทความนี้คงช่วยให้ใครหลายคนเข้าใจเรื่องค่าโฆษณาเหล่านี้มากขึ้นนะครับ และถ้าหากมีอะไรสงสัยก็สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจ TAXBugnoms ตลอดเวลาคร้าบบ วันนี้คงต้องลาไปก่อน สวัสดีคร้าบ

ถ้าชีวิตนี้ต้องเป็น “มนุษย์เงินเดือน” ที่ “โสด” จะเตรียมรับมืออย่างไร?

เรื่องราวในตอนนี้อาจจะเป็นสิ่งที่หลายๆคนคิดและตระหนักกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะหลายๆคนที่อายุเข้าสู่เลข 3 และ เลขที่ 4 ซึ่งรู้ตัวกันแล้วว่า ชีวิตนี้จะต้อง “โสด” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หรืออาจจะเพราะมีความจำเป็นบางอย่างทั้งๆที่ไม่ได้อยากมีความจำเป็นนักหรอก แถมเรายังเป็น “มนุษย์เงินเดือน” ซะอีก นั่นหมายความว่าพออายุไปถึง 60 เราจะต้องเกษียณอายุ นั่นคือเราไม่สามารถทำงานได้อีกแล้ว รายได้ทั้งหมดของเราจะกลายเป็นศูนย์และที่เหลือจะกลายเป็นรายจ่ายที่มีแต่วันที่จะหมดลงเรื่อยๆ เรื่องนี้หลายๆคนที่อายุยังน้อยก็อาจจะยังไม่ตระหนักเท่าไหร่เพราะยังสามารถหาเงินได้เรื่อยๆอยู่และสามารถสร้างความสุขให้กับชีวิตได้และอีกนานกว่าจะเกษียณและต่อไปอาจจะเจอรักแท้จนแต่งงานมีลูกคอยดูแลได้ อันนี้ผมอาจจะลองเสนอให้คิดในอีกมุมนะครับ

การมีลูกก็ไม่ได้รับประกันได้ว่าลูกจะเลี้ยงดูเรา

ในสมัยก่อนเราอาจจะถูกปลูกฝังว่าเราเป็นเด็ก พ่อแม่คือผู้มีพระคุณเมื่อเราโตขึ้นเราก็มีหน้าที่เลี้ยงดูเขา แต่ในสังคมปัจจุบันแล้วผมว่าค่อนข้างลำบากที่เราจะคาดหวังให้ใครมาเลี้ยงเราในอนาคตได้ สังคมไทยก็เดินหน้าไม่ต่างกับสังคมในโลกตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะยังไม่ถึงกับว่าเมื่อเด็กอายุ 18 ปี จะออกจากบ้านไปท่องโลกหางานทำเลี้ยงตัวเองนะครับ สำหรับคนไทยแล้วลูกๆก็ยังอยู่กับพ่อแม่จนอาจจะมีซักวันหนึ่งเมื่อเขาทำงานได้แล้ว มีเงินเดือน เขาอาจจะอยากย้ายไปอยู่คอนโดใจกลางเมืองติด BTS MRT เหมือนที่พวกเราใฝ่ฝันที่จะซื้อกันเต็มไปหมด ภาระทางการเงินที่รุ่นลูกมีก็อาจจะไม่ต่างกับที่เรามีในตอนนี้ หลายๆคนอาจจะสามารถทำงานมีเงินเดือนและมอบเงินบางส่วนให้กับพ่อแม่ได้นั่นก็นับว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าครอบครัวไหนที่พบว่าลูกเกเรก็อาจจะปวดหัวได้ บางคนอาจจะติดอบายมุข ติดการพนันจนกลับมาเป็นภาระให้ พ่อแม่ต้องไปนั่งตามใช้หนี้อีก ผมเคยพบหลายๆคนที่ไม่ประสบความสำเร็จทางครอบครัวที่พ่อแม่เกษียณแล้วได้เงินก้อนมา แทนที่จะนำไปใช้จ่ายอย่างมีความสุขในบั้นปลาย กลับจะต้องนำมาใช้จ่ายกับสิ่งต่างๆที่รุ่นลูกก่อขึ้น สิ่งที่ผมจะบอกว่าก็คือ การเป็นโสดมันก็ไม่ใช่เรื่องแย่เท่าไหร่ เพราะทุกคนมีความเสี่ยงแต่อาจจะอยู่ในคนละด้านซึ่งก็ล้วนแล้วแต่ว่าเราจะพบในส่วนไหน เพราะฉะนั้นแล้วตนเป็นที่พึ่งแห่งตนอาจจะเป็นคำตอบอย่างหนึ่งที่เราควรจะคิดอยู่ตลอดเวลา และการบริหารการเงินของตัวเองนั้นก็นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะทำให้มนุษย์เงินเดือนก้าวผ่านความยากลำบากในบั้นปลายชีวิตได้

หากเราทำงานตั้งแต่อายุ 20 ปี ไปจนถึง 60 ปี จะมีเงินเดือนทั้งหมด 40 x 12 = 480 ครั้ง

หากเราเงินเดือนเฉลี่ยทั้งชีวิตอยู่ที่ 30,000 บาท เราจะมีรายได้ทั้งชีวิตที่ 14,400,000 บาท

หากคุณมีรายจ่ายถึง 70% ของเงินก้อนนี้ เงินหลังเกษียณจะอยู่ที่ 4,320,000 บาท

พอเห็นแบบนี้ทุกคนก็คงเสียวๆกันไม่น้อยใช่ไหมครับ เงินเดือนเฉลี่ย 30,000 นั้น มันพูดถึงตอนต้นที่คุณทำงานเงินเดือนน้อยกว่านั้นและในตอนอายุมากที่คุณเงินเดือนสูงกว่านั้นเฉลี่ยกันไป ถ้าคุณทำงานมาตั้งแต่อายุ 20 จนถึง 40 เงินเดือนคุณครั้งสุดท้ายได้ 30,000 บาท เงินเดือนเฉลี่ยคุณก็อาจจะน้อยกว่านั้น แต่ถ้าคุณอาจจะก้าวหน้าสูงสุดในอาชีพที่มีเงินเดือนในตอนบั้นปลายชีวิตในระดับกรรมการผู้จัดการบริษัทที่ให้เงินเดือน 300,000 บาท รวมๆแล้วคุณอาจจะมีรายได้เฉลี่ยตั้งแต่ต้นรวมๆแล้วซัก 100,000 แสนบาทก็ได้ ลองหักค่าใช้จ่ายของตัวเองและเงินเก็บในแต่ละเดือนดูว่า เราจะมีเงินเหลือในยามเกษียณเท่าไหร่ อันนี้ก็เป็นวิธีคิดคร่าวๆ ให้ถูกคนได้เห็นความสำคัญของการทราบถึงสถานทางการเงินของตัวเองและวางแผนไปยังอนาคตนะครับ คำนวณๆไปแล้วก็พบว่าเราแค่ซื้อบ้านและรถซักคันยังยากลำบากเลย

คำถามเพิ่มเติม คือ คุณมีหนี้ที่จะลดทอนความมั่งคั่งจากดอกเบี้ยของมันเพิ่มเติมอีกไหม

เราจะสร้างความมั่งคั่งอย่างไรได้บ้างล่ะ?

สูตรของผมเป็นเช่นเดิม จริงๆโลกการเงินมันไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อนเลย เพียงแต่เราเองอาจจะคิดว่ามันยากและก็พยายามไปหาคำตอบกับเครื่องมือการลงทุนที่ซับซ้อนเพื่อให้ตัวเองรวยเร็วขึ้น ประมาณว่าลงทุนไป 100,000 บาท แล้วผ่านไป 1 ปี ได้ 2,000 เด้น ที่เดียวมีเงินเป็น 1,000 ล้าน ผมว่ามันก็มีคนที่ทำได้ไม่ว่าเหตุผลเพราะเขามีความสามารถจริงๆหรือเขาอาจจะมีโชคชะตาที่เขาจะเกิดมารวยและความวำเร็จนั้นถูกหยิบยกขึ้นมาในสื่อ ทำให้ทุกคนเห็นหนทางสว่างตรงนี้ก็เลยเข้ามาร่วมผจญภัยในดงความเสี่ยง แต่มันก็มีคนจำนวนอีกไม่น้อยที่เราอาจจะไม่รู้จัก เขาไม่พูด ไม่มีใครหยิบยก นั่นคือคนที่พาชีวิตเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงของการลงทุนจนทำให้ชีวิตต้องลดทอนความมั่งคั่งของตัวเองไปอีกหลายปี ก็ไม่ต่างจากการที่คุณเก็บเงินได้ปีละ 1 แสนบาท พอคุณเก็บได้ 3 ปี คุณลงทุนแล้วเจ๊ง นั่นก็แปลว่าคุณก็ต้องถอยหลังกลับไปเริ่มใหม่ใน 3 ปีนั้น ส่วนตัวผมเองก็ไม่ค่อยอยากแนะนำการเพิ่มความเสี่ยงให้อยู่ในระดับสูงและเราไม่รู้ไม่เข้าใจว่าความเสี่ยงเป็นอย่างไรเพื่อแลกกับโอกาสในการสร้างความร่ำรวย เราเดินไปช้าๆมั่นคงดีกว่านะครับ

สิ่งที่เราจะเริ่มต้นเพื่อให้ชีวิตโสดไร้ปัญหามากที่สุดเริ่มต้นเราก็ต้องคำนวณง่ายๆก่อนว่า เราจะเก็บเงินให้ได้เท่าไหร่เพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ได้ในยามเกษียณ เช่น ผมลองคิดเล่นๆนะครับว่า ผมอาจจะอยู่ได้เมื่อมีเงินซัก 10,000 บาทต่อเดือน อนาคตมันอาจจะต้องใช้เงินมากกว่านี้ ลองตีมูลค่าเงินเป็น 2 เท่าเลยแล้วกัน แต่บางคนอาจจะคิดด้วย Rate อัตราเงินเฟ้อนะครับ ซึ่งคุณจะคิดด้วยวิธีไหนก็ไม่เป็นไรเพราะเราไม่รู้อนาคตอยู่แล้วว่ามันจะเฟ้อแค่ไหน มันจะต้องใช้เงินจ่ายในของอย่างเดียวกันในวันนี้กี่เท่า รวมๆแล้วถ้าผมมองว่าเก็บให้ได้ซัก 2 เท่า นั่นคือต้องมีเงินซัก 20,000 บาทต่อเดือน อยู่ให้มันครอบคุมอายุซัก 100 ปี ผมก็ต้องมีเงิน จากตอนอายุ 60 ไปเป็น 100 ประมาณ 40 ปี (480 เดือน) ตกประมาณ 9-10 ล้านบาท แต่ตัวเลขจริงอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้นะ

“ไม่ได้รวยแบบนานะ Hate Love Series ให้เพื่อนยืมเงินยังไงถึงไม่ดราม่า…”

มาดามได้ดู Hate Love Series เห็นนานะให้โจยืมเงิน..แล้วสยองขนลุกขนพองเลยอยากมาบอกเพื่อนที่แสนดีอย่างพวกเธอ..ให้เพื่อนยืมเงินยังไง ไม่เครียด ไม่จน (ไม่เสี่ยงโดนฆ่าตายด้วย) ก่อนอื่น มาดามอยากให้เธอจำใส่ใจถึงผลที่จะตามมาของการที่เพื่อนยืมเงินกัน..ไว้ตามนี้

  1. ยืมเงินกัน..มันทำให้เธอมีโอกาสเสียเพื่อนสูง! – ถึงเพื่อนใช้คืนตามที่รับปาก แต่สถานะมันไม่มีวันเหมือนเดิม เพราะต่างคนจะต่างรู้สึกว่าคนนึงเหนือกว่า คนนึงด้อยกว่า มองหน้ากันได้ แต่ลึกๆ ในใจมันมีตะหงิดตะหงิด
  2. ยืมเงินกัน..มันทำให้เธอเครียดง่าย – ถ้าเธอเห็นว่าลูกหนี้ของเธอมีชีวิตดี๊ดี เฮ้ย..มีเงินนี่ แต่ทำไมไม่คืนเราวะ? ไมเกรนถามหา ปัญหาผุดในสมอง คือบางทีเพื่อนก็สร้างภาพไง ไม่รู้มันหลอกเรา หรือหลอกชาวบ้าน แต่ที่แน่ๆ คือเธอเครียด!!!
  3. ยืมเงินกัน…มันทำให้เธอเสียเงินได้ – เธอเอ๊ย..ต่อให้เธอทำสัญญา คิดดอกเบี้ย มีหลักประกัน เธอคิดว่าฟ้องร้องกันมันใช้เงินเท่าไหร่ ไหนจะเวลาที่ต้องเสียไปขึ้นโรงขึ้นศาลอีก หลักประกันที่เพื่อนว่ามี เธอแน่ใจหรือว่าถึงวันนั้นจะมีจะเหลือจะคุ้ม???
  4. ยืมเงินกัน..มันอาจทำให้เธอถึงตายได้ด้วย – เฮ้ย..นี่มาดามพูดเรื่องจริงนะเธอ คนเราฆ่ากันตายเพราะอับอายโดนทวงหนี้มีเยอะมากๆ เธอลองไปหาข่าวฆาตกรรมดู..มีเพียบ ทั้งๆที่จำนวนเงินไม่ได้เยอะเลยด้วยซ้ำ แต่คนโดนทวงมันเครียดไง คับแค้น บันดาลโทสะ ฆ่าเจ้าหนี้ปากดีมันซะเลย อีกกรณีนึงคือเห็นเพื่อนมีเงินเยอะ จะฆ่าเพื่อนเอาเงินซะเลยแบบที่โจคิดทำกับนานะอ่ะ..น่ากลัวป่ะล่ะ??? คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ

เอาล่ะ..ถ้าใจถึงจะให้เพื่อนยืมเงินกันแล้ว…..มาวิเคราะห์ลูกหนี้ของเธอก่อนว่าเป็นประเภทไหน

คนที่กล้าเอ่ยปากยืมเงินเพื่อนนะเธอ มาดามแจกแจงลักษณะให้ดังนี้…

  1. ยืมจนเป็นนิสัย – พวกนี้ใช้เงินเกินตัว ใช้เงินไม่คิดจนติดเป็นนิสัย แถมไร้ความคิดกว้างไกล ไม่คิดจะแก้ปัญหา ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น พอเงินขาดมือก็เอะอะขอยืม ความเกรงใจหรือคืออะไร ไม่แคร์เวิลด์
  2. ยืมเพราะเข้าตาจน – พวกนี้น่าเห็นใจ อาจมีเหตุไม่คาดฝัน อะไรกะทันหันเกิดขึ้น ไม่ว่าดีร้าย แนะนำให้สังเกตดีๆ ถ้าลำบากบ๊อย..บ่อย อันนี้ไม่ใช่ละ เป็นกลุ่มแรกค่ะ ยืมจนเป็นนิสัย!
  3. ยืมเพราะไม่มีใครเค้าให้ยืมแล้ว – กลุ่มนี้เครดิตไม่ดี ลองทางอื่นมาหมดแล้วไม่รอด เพื่อนหรือญาติคนอื่นไม่ให้ยืม ธนาคารไม่ให้ยืม เธอในฐานะเพื่อนที่แสนดีจึงเป็นจุดหมายปลายทางยามยาก

ต่อมา..วิเคราะห์ผลที่อาจจะตามมาหรือความเสี่ยง ถ้าเธอให้ยืมเงินกับเพื่อนแต่ละพวก

  1. ยืมจนเป็นนิสัย มีแนวโน้มปานกลางถึงสูงว่าจะไม่ได้คืน ทำไมบอกว่าปานกลาง…เพราะพวกนี้มันยืมเสร็จแล้วมันจะใช้ แล้วมันก็จะกลับมายืมใหม่ ยืมวนไปแบบนี้ล่ะค่ะ!! เพราะถ้ามันไม่คืน..เราก็จะไม่ให้มันยืมอีกไง แต่คิดดีดีนะ เท่ากับเธอไม่ค่อยได้เงินคืนเลย เงินของเธอเองแท้ๆ เธอจะได้กลับมากอดไม่นาน มันก็จะย้ายไปอยู่ในอกเพื่อนอีก
  2. ยืมเพราะเข้าตาจน – ก็พูดยาก แต่มีโอกาสได้คืนอยู่ คืองี้…ถ้าเค้าลำบากมากๆๆๆ ต่อให้เค้าเอาเงินมาคืน แล้วเธอเห็นเค้ายังลำบาก เธออาจจะไม่อยากรับคืนด้วยซ้ำ มันติดตรงความสงสารไง ถ้าวิกฤติเค้าดีขึ้นไว เธอก็ได้เงินคืนไวแต่ก็นะ..ดูเอาว่าสถานการณ์นั้นมาถาวรวนเวียนรึเปล่าด้วยล่ะ
  3. ยืมเพราะไม่มีใครเค้าให้ยืมแล้ว – อันนี้ความเสี่ยงสูง!!! คิดเอาเองละกัน เธอกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน ถึงได้กล้าให้ยืมทั้งๆที่คนอื่นเค้าไม่ให้กันแล้ววววววววว??? เงินมีค่านะเธอ ทุกคนเค้าก็ต้องคิดมาแล้วว่าจะได้คืนมั้ย ถ้าโอกาสได้คืนมันน้อย..ใครเค้าจะไปให้ล่ะ?

สรุปเบื้องต้น เธอพอรู้แล้วว่าลูกหนี้เธอเป็นแบบไหน ก็คิดเอาว่าจะให้ยืมมั้ย

เสต็ปถัดมา..ถ้าให้ยืม จะให้เท่าไหร่ดี?

มาดามคิดว่า..เงินที่ให้ยืมได้ควรจะเป็นเงิน 2 แบบนี้..ค่อยๆ คิดตามนะ

  • เงินเย็น – ให้ในจำนวนที่เธอไม่เดือดร้อน เธอคิดก่อน เงินนี้จะไปอยู่ในมือเพื่อนนานแค่ไหน มันควรเป็นเงินเย็นๆ ที่ทิ้งไว้ได้นิ่งๆนานๆ เธออย่าไปเชื่อที่เพื่อนพูดว่าจะใช้คืนวันไหน เพราะโอกาสผิดนัดมีได้เสมอ ถ้าผิดนัดจริง..เธอจะได้ไม่เครียด ถ้าไม่ผิดนัด..ถือว่าเธอทำบุญมาดีก็สบายใจไป
  • เงินที่คิดจะใช้ทำบุญทำการกุศล – หลักการนี้มาดามว่าดีที่สุด คือ ตัดใจ ให้ไปเท่าที่คิดว่าถ้าเพื่อนเบี้ยว เพื่อนหนี เธอปล่อยวางได้เลย ถือว่าเพื่อนช่วยเพื่อน แต่ไม่ต้องไปบอกเค้าตรงๆ นะว่าเอาเงินนี้ไปเลย เพราะถ้าบอกไป..มันเพิ่มโอกาสไม่ได้คืน คนหน้าหนามีเยอะ ถ้าเธอบอกว่าให้ เค้าก็รับเอาไปดื้อๆ แหละ ให้ลับๆในใจ ถ้าเชิดไป..ก็ทำบุญทำทานเป็นการกุศลไป

มาดามทิ้งท้ายแบบนี้..ดีกว่า

แทนที่เธอจะให้เพื่อนยืมเงิน เธอช่วยให้เพื่อนมีความรู้ทางการเงิน หรือทำอะไรแบบนี้ดีกว่า

  1. ชวนเพื่อนออมเงิน เพื่อนมีเงินสำรองฉุกเฉินมากพอ เพื่อนก็ไม่ต้องเข้าตาจนมายืมเงินเธอ
  2. ชวนเพื่อนซื้อประกันที่จำเป็น เกิดเหตุร้ายแรงเจ็บป่วย เบิกเคลมประกันไปสิ
  3. ชวนเพื่อนทำมาหากิน ถ้าเงินไม่พอใช้ ชวนกันหารายได้เสริม
  4. ชวนเพื่อนไปธนาคาร ถ้าเพื่อนยังพอมีเครดิตดีแล้วต้องใช้เงิน ให้เพื่อนไปยืมธนาคารเป็นเรื่องเป็นราวดีกว่า จะเอาบ้านไปค้ำให้ดอกถูก หรือขอกุ้ Personal loan ดอกสูงหน่อยแต่สบายใจกว่ามายืมเธอ ฝึกให้เพื่อนมีความรับผิดชอบ แถมถ้าเพื่อนเป็นลูกหนี้ที่ดีของธนาคาร เพื่อนเองก็จะมีประวัติการเงินที่ดีติดตัวเค้าไปด้วย

อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว..ต่อไปจะให้เพื่อนให้ใครยืม

ผ่า 5 กองทุน LTF ภาค 2

หลังจากครั้งที่แล้วที่เราได้รู้จักกองทุน LTF กันแล้ว

คราวนี้เรามาต่อกันว่า 5 กองทุนที่เรียกได้ว่าเป็นกองทุนแนะนำนั้นคือกองอะไรบ้าง

ผมได้เลือกกองทุนจาก สุดยอด website ที่ผมคิดว่าดีมาก ๆ ในการดูผลตอบแทนกองทุนรวมครับ

ลองเข้าไปดูได้ที่นี่เลย ซึ่ง 5 อันดับแรกที่ให้ผลตอบแทนระยะ 5 ปี

(ที่ผมดู 5 ปีเพราะ LTF เป็นกองทุนที่ต้องถือยาวอย่างต่ำ 5 ปี) เชิญทัศนาตามด้านล่างนี้เลยครับ

http://siamchart.com/fund-compare/LTF_EQ ขอขอบคุณ siam-chart มา ณ ที่นี้ด้วย (-/-)

1. แต่เราก็ดูเฉพาะผลตอบแทนไม่ได้นะครับ ต้องดูด้วยว่ากองทุนที่เราเลือกนั้นให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอด้วยรึเปล่านะครับ

สิ่งที่เราพอจะดูได้ว่ากองทุนนั้นให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอรึเปล่านั้นก็คือ Rolling Returns ครับ (คล้าย ๆ วงดนตรีรึเปล่า….นั่นมัน Rolling Stone !!! )

ไอ้เจ้า Rolling Returns นั้นคืออะไร ผมจะอธิบายง่าย ๆ อย่างนี้ครับ

จุดแต่ละจุดที่ท่านเห็นในกราฟด้านล่างนั้น คือ ผลตอบแทนเฉลี่ย 3 ปี 1 เดือน ครับ ดังนั้น แต่ละจุดนั้นจะบอกเรื่องราวของการลงทุนที่มากกว่า แค่ว่ากองทุนให้ผลตอบแทนในแต่ละปีเท่าไหร่ครับ

จุด 1 จุดที่เราเห็นจะแสดงให้เราเห็นว่า การลงทุนย้อนไป 3 ปีนั้นกองทุนทำงานได้ดีแค่ไหนครับ ดังนั้นถ้าเราเห็นกราฟที่จุดแต่ละจุดไม่ แกว่งขึ้นลงมากนัก ก็แสดงว่าผลตอบแทนที่เราได้ค่อนข้างที่จะสม่ำเสมอ กว่าเส้นกราฟที่แต่ละจุดนั้นขึ้น ๆ ลง ๆ ครับ 

จากที่ผมเห็นในกราฟ ดูเหมือนว่ากองทุน B-LTF นั้นน่าจะให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอกว่ากองทุนอื่น

ส่วนตารางถัดไป จะแสดงให้เห็นว่า 5 กองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดูดีที่สุดในระยะ 5 ปี

นั้นจะมีการลงทุนที่ค่อนข้างแตกต่างกัน (คนละสไตล์)

2. เอาละครับ งั้นเรามาดูกันดีกว่า แต่ละกองทุนมีสไตล์อย่างไรครับ

1. CG-LTF -ลงทุนเน้นหุ้นขนาดกลาง และมีการเติบโตสูงมาก (จุดเขียว)

2. ABLTF – ลงทุนในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคง ซึ่งมีทั้งหุ้นเติบโตอยู่ในสัดส่วนใกล้เคียงกับ หุ้นที่มีการปันผลและราคาถูก (จุดแดง)

3. MS-CORE LTF – ลงทุนในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่มากกว่า กองทุนอื่น ๆ ที่ทางผมนำมาเปรียบเทียบกัน และอยู่ระหว่างหุ้นเติบโต และราคาถูก (จุดฟ้า)

4. B-LTF – ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่และเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตสูงควบคู่ไปด้วย (จุดน้ำเงิน)

5. KFLTFDIV – ลงทุนในหุ้นกลุ่มขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ และค่อนข้างจะชัดเจนว่ากองทุนนั้นจะค่อนไปทางด้านที่มีหุ้นปันผลมากกว่ากองทุนอื่น ๆ เพราะชื่อกองทุนเองก็ชัดเจนมากคือ กองทุนจะมีการให้ Dividend(ปันผล) และราคาไม่แพง นั่นเองครับ (จุดส้ม)

3. อีกจุดที่น่าสนใจในการเปรียบเทียบกองทุนคือ อัตราการเปลี่ยนแปลงหุ้นในกองทุนของแต่ละกองทุนเป็นเท่าไหร่กัน (Turnover ratio %)

ท่านที่เป็นนักลงทุนมือใหม่ทั้งหลายไม่ต้องตกใจนะครับ

Turnover ratio % ก็คือการซื้อหุ้นตัวใหม่เข้ามา หรือขายหุ้นตัวเก่าในกองทุนออกไป นั่นเองครับ และดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปกี่ % ครับ

ถ้าเปลี่ยนแปลงไป 100 % นั้นหมายความว่า ใน 1 ปี กองทุนนั้นจะมีการซื้อ-ขายหุ้น จนหน้าตาของพอร์ตการลงทุนของกองทุน ไม่เหมือนเดิมเลยครับ คือไม่มีหุ้นเก่าเหลืออยู่เลย

แต่ถ้า % น้อยจะหมายความถึง กลยุทธ์ของกองทุนนั้นจะเป็นแบบ Buy and Hold คือซื้อและถือเก็บไว้จนมูลค่าหุ้นเติบโตไปเรื่อย ๆ

ส่วน % ยิ่งมากแล้วละก็ จะหมายถึง การซื้อหา หุ้นตัวใหม่ ๆ ที่มีโอกาสเติบโตเข้ามาอยู่ในกองทุนนั้นเองครับ

ซึ่งจากตารางนี้จะเห็นได้ว่ากองทุน CG-LTF และกองทุน MS-CORE LTF มีอัตราการเปลี่ยนแปลงหุ้นที่ถือครองใน 1 ปีค่อนข้างที่จะมากกว่ากองทุนอื่น ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการหา หรือเลือกหุ้นที่ดีได้ตลอดเวลาครับ ตัองยกนิ้วให้ผู้จัดการกองทุนครับ

ส่วนกองทุน ABLTF มีการเปลี่ยนแปลงการลงทุน หรือซื้อหุ้นใหม่ ขายหุ้นเก่าออกไปน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนอื่น ๆ ครับ ซึ่งการลงทุนในสไตล์ของ Aberdeen จะเน้นแสวงหา หุ้นพื้นฐานดี และถ้ามูลค่าของธุรกิจของหุ้นในกองทุนยังดีและเหมาะสมอยู่ก็จะถือไว้นานครับ

สรุป จากสไตล์การลงทุนและผลตอบแทนของแต่ละกองทุนจะเห็นได้ว่า

แม้ว่ากองทุนจะมีการดำเนินนโยบายของกองทุนที่แตกต่างกัน

แต่ก็สามารถที่จะทำผลตอบแทนได้ดีใกล้เคียงกันได้

ทั้งนี้ขึ้นกับความชอบของแต่ละบุคคลว่า จะชอบการลงทุนในสไตล์ไหน กันครับ

แต่การปรับเปลี่ยนหุ้นในกองทุนบ่อย ๆ ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ค่าธรรมเนียมของกองทุนสูงขึ้นไปด้วยครับ

ซึ่งนักลงทุนทุกท่านโปรดตรวจสอบค่าธรรมเนียมก่อนลงทุนกันด้วยนะครับ

4. ต่อมาคือ การเลือกกองทุนที่ดี เราต้องรู้ด้วยว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นนั้น จะเป็นอย่างไร และเรารับได้ไหม

กราฟด้านล่างจะแสดงให้เห็นว่ากองทุนแต่ละกองทุนจะมีการขาดทุนได้เหมือนกันนะครับ อย่าเผลอดูแต่ตอนมันขึ้นละครับ ซึ่งทั้งหมดนั้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะ 5 ปี

แต่ท่านผู้อ่านต้องลองคิดดูว่า หากขาดทุน 25%, 20 % , 15 % แล้วยังกินอิ่มนอนหลับได้หรือไม่ ถ้าทนได้ก็ลุยกองทุนที่ชอบกันได้เลยครับ

อย่างเช่นถ้าผู้ลงทุนรับความผันผวนได้มาก ถ้าเลือกกองทุน CG-LTF แล้วละก็อาจจะเห็นความผันผวนที่ค่อนข้างมากกว่ากองทุนอื่น ๆ

แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีมากเรียกได้ว่า ขึ้นแรง ลงแรง ครับ ส่วนกองทุนอื่น ๆ ท่านผู้อ่านสามารถที่จะดูจากกราฟได้เลยครับ

5. ใกล้จะจบแล้วครับ ในส่วนของ ค่าสถิติต่าง ๆ ก็สำคัญไม่แพ้กันครับ

Fund Supermart

ซื้อกองทุนรวมง่าย ๆ กับ Fund Supermart

เนื่องจากช่วงนี้มีคนส่งข้อความมาถามผมเรื่อง ว่าซื้อกองทุนได้ที่ไหน หรือซื้อกองทุนกับที่ไหนดี

เหมือนจะเป็นคำถามง่าย ๆ ใช่ไหมครับ ใครหลายคนก็คงบอกว่าก็ไปซื้อที่ธนาคารสิ แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถซื้อกองทุนได้หลากหลายทางมาก ๆ เลยครับ ซึ่งแต่ละวิธีจะมีข้อดีแตกต่างกันไปครับ แต่ผมจะบอกถึงวิธีที่สะดวกและง่ายให้กับท่านผู้อ่านจะดีกว่าครับ

1. ซื้อที่ธนาคารใกล้บ้าน หรือที่ทำงาน วิธีการเปิดแบบนี้จะสะดวกมากครับ เพราะว่าเวลาเราไปธนาคารก็สามารถซื้อกองทุนได้ทันทีครับ แต่ข้อเสียคือ มีกองทุนให้เลือกไม่มากเท่าไหร่นัก เพราะส่วนใหญ่ธนาคารก็จะขายเฉพาะกองทุนที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่อยู่ในเครือของธนาคารนั้น ๆ เป็นผู้ออกกองทุนมาครับ ทำให้ลำบากหากเราต้องเดินทางไปหลายธนาคารเพื่อเลือกซื้อกองทุนที่ถูกใจครับ และการดูแลติดตามผลตอบแทนก็ต้องดูแยกบัญชีครับ การเปรียบเทียบกองทุนก็ทำได้ยากครับ

 

2. เลือกเปิดบัญชีแบบ Selling Agent Account  โดยการเปิดบัญชีแบบนี้ จะเป็นการเปิดบัญชีกับ บริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่เป็นตัวแทนขายกองทุนให้กับ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หลาย ๆ ที่ครับ เช่น บริษัทหลักทรัพย์ A เป็นตัวแทนขายกองทุนให้กับ บลจ.B และ บลจ.C ครับ ซึ่งข้อดีคือ เราสามารถซื้อกองทุนได้หลากหลายครับในที่ที่เดียวครับ สามารถซื้อ-ขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ตได้ แต่ข้อเสียคือ เราก็ต้องเปิดบัญชีซื้อ-ขายกองทุนโดยตรงกับแต่ละ บลจ. ครับ พูดง่าย ๆ ว่าต้องเปิดบัญชีซื้อ-ขายกองทุนหลายครั้ง และเวลาชำระเงินซื้อกองทุนก็ต้องโอนเงินเข้าไปที่แต่ละ บลจ. นั้น ๆ โดยตรงครับ เรียกได้ว่าถ้าซื้อหลายกองทุนก็ต้องโอนหลายครั้ง ที่สำคัญคือการติดตามดูแลผลการลงทุนและการสับเปลี่ยนกองทุนก็เป็นไปได้ยาก เพราะว่าบัญชีกองทุนอยู่แยกกันคนละบลจ. ครับ

 

3. เปิดบัญชีแบบ Omnibus account หรือมักจะเรียกกันว่าFund Supermart ครับ อย่างที่ผมได้กล่าวมาแล้วว่าการซื้อผ่าน บล.ที่เป็นตัวแทนขายกองทุนของ บลจ. ต่าง ๆ นั้นน่าจะเป็นช่องทางที่สะดวกว่าการไปเลือกซื้อเองตามธนาคาร แต่การซื้อผ่าน ตัวแทนบางครั้งก็ต้องกรอกเอกสารมากมายเพื่อแยกซื้อกองทุนในแต่ละ บลจ. ครับ แต่ Omnibus account ที่ช่วยเรื่องนี้ได้ครับ โดยถ้าเราใช้บัญชีประเภทนี้แล้วละก็ จะเหมือนว่าเราไป shopping สินค้าต่าง ๆ ที่ห้างสรรพสินค้าเลยครับ คือเราสามารถเอากองทุนมาใส่ในตะกร้าเดียวกัน (Fund Supermart)  ไม่ต้องแยกกันเหมือนกับการซื้อผ่าน selling agent account ที่ต้องแยกตะกร้ากันครับ และที่สำคัญคือเวลาจ่ายเงินก็ไม่ต้องแยกตะกร้าด้วยครับ โดยผู้ที่ทำหน้าที่เป็น ตะกร้าให้เราคือ บริษัทหลักทรัพย์ นั่นเองครับ และจุดที่ดีก็คือเราสามารถติดตามผลการลงทุนของกองทุนทั้งหมดได้พร้อม ๆ กันครับ หรือจะโยกย้ายสับเปลี่ยนก็ทำให้เราเห็นความเคลื่อนไหวได้ง่ายกว่าครับ

สรุปสั้น ๆ แบบนี้ครับ

– Selling agent account แยกบัญชีกองทุนตามที่เราซื้อจากแต่ละ บลจ.โดยเราต้องโอนเงินไปที่แต่ละบลจ.เอง

– Omnibus account รวมบัญชีซื้อ-ขายกองทุนเป็นที่เดียว การจ่ายเงินก็รวมไว้ที่เดียว ไม่ต้องโอนเงินไปหลายที่ และ เพื่อความสะดวกมากขึ้น เราสามารถทำการตัดเงินในบัญชีอัตโนมัติได้เลย (ATS) แต่ถ้าเป็นการตัด ATS ให้ระวังเรื่องค่าธรรมเนียมกันด้วยนะครับเพราะว่าบางครั้งจะมีการคิดค่าธรรมเนียมโอนเงินด้วย หากเป็นการโอนข้ามเขต หรือข้ามจังหวัดครับ

44

 

ส่วนค่าธรรมเนียมกองทุนก็ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องจ่ายมากขึ้นะครับ เพราะว่าค่าธรรมเนียมในการซื้อขายนั้นเท่ากับที่ท่านผู้อ่านเดินไปซื้อที่ธนาคารแหละครับ

ข้อควรระวัง *บัญชีแบบ Omnibus account ไม่สามารถซื้อ LTF RMF ได้นะครับต้องใช้บัญชีแบบ selling agent เท่านั้นครับ เพราะมีเรื่องของภาษีมาเกี่ยวด้วย

ระบบแบบนี้ค่อนข้างที่จะสะดวกมาก ๆ ยิ่งไปกว่านั้นFund supermart บางแห่งมีการบริการให้ด้านคำปรึกษาต่าง ๆ เช่น การเปรียบเทียบผลตอบแทนของกองทุนรวม การวางแผนการเงิน และ วางแผนการลงทุน รวมถึงจะมีบทวิเคราะห์กองทุนรวม ข้อมูลกองทุนรวมที่ออกมาใหม่ อีกด้วยครับ ซึ่งจะมีนักวิเคราะห์กองทุนรวมที่คอยให้คำปรึกษาและ แนะนำกองทุนให้อย่างมืออาชีพเลยครับ

ความสะดวกสบายยังไม่จบเพียงเท่านี้ครับ เราสามารถซื้อกองทุนผ่าน Application ของสมารท์โฟน ได้แล้วด้วย ไม่ว่าจะเป็น ระบบ IOS หรือ ระบบ Android ครับ

ส่วนนี่เป็นรายชื่อของ หลักทรัพย์ที่มี Fund Supermart ครับ ซึ่งแต่ละที่จะมีการจำหน่ายกองทุนของแต่ละ บลจ. ที่ไม่เท่ากันนะครับ มากบ้าง น้อยบ้าง ส่วนการบริการก็สำคัญครับ อย่างไรก็ ลองโทรติดต่อสอบถามกันได้เลยครับ
666

ของขวัญที่สร้างความประทับใจ

ของขวัญที่สร้างความประทับใจ


เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความรัก
เชื่อว่าหลายคนกำลังมองหาของขวัญเพื่อมอบให้แก่คนรักหรือคนที่เราแอบชอบ ของขวัญที่สร้างความประทับใจไม่ได้เกิดขึ้นอยู่กับมูลค่าของขวัญ แต่ขึ้นอยู่กับมูลค่าทางจิตใจมากกว่า เพราะบางครั้งของขวัญที่ดูธรรมดาแสนจะเรียบง่ายอาจจะสร้างความประทับได้มากกว่าของขวัญราคาแพงเสียอีก

 

สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างความแตกต่างให้แก่วันแห่งความรักด้วยไอเดียของขวัญสุดบรรเจิดและประหยัด บทความนี้มีมาฝากกัน 3 ตัวอย่าง คือ ดอกไม้ ช็อกโกแลต ร้านอาหาร

 

  • เปลี่ยนจากดอกไม้ราคาแพงมาเป็นปลูกดอกไม้เอง

ดอกไม้เป็นหนึ่งในของขวัญที่หนุ่มๆเลือกที่จะมอบให้ในวันวาเลนไทน์มากที่สุด ในวันพิเศษแบบนี้ดอกไม้ก็จะแพงเป็นพิเศษเช่นกัน แม้ว่าดอกไม้นั้นจะสวยสดงดงามเพียงใด ราคาแพงหูฉี่แค่ไหน แต่สุดท้ายก็หนีความจริงไปไม่พ้นเพราะไม่นานมันก็จะแห้งตาย แต่ก็คงไม่มีใครคิดให้ดอกไม้ปลอมเพื่อคงความสวยงามไปตลอดเวลาเช่นกัน

วิธีที่น่ารักและสร้างความประทับใจจากการให้ดอกไม้เหมือนกัน คือ การปลูกดอกไม้เอง การมอบดอกไม้ที่ยังมีชีวิตในกระถาง มันอาจจะทำให้ผู้รับแปลกใจและรับรู้ถึงความทุ่มเทเอาใจใส่ไปพร้อมๆกัน  ไม่ว่าหน้าตาดอกไม้จะออกมาเป็นเช่นไร แต่รับรองว่าผู้รับต้องประทับใจมากแน่นอน

 

  • เปลี่ยนจากซื้อช็อกโกแลตมาเป็นการทำช็อกโกแลตเอง

อีกหนึ่งของขวัญยอดฮิตในวันวาเลนไทน์ คือ ช็อกโกแลต เราอาจจะเพิ่มความพิเศษของช็อกโกแลตจากการซื้อมาเป็นการลงมือทำด้วยตนเอง เป็นช็อกโกแลตโฮมเมดหนึ่งเดียวในโลก เราคิดว่าเป็นวิธีที่น่ารักมากเลยนะ แม้ว่าสุดท้ายแล้วหน้าตาช็อกโกแลตอาจจะออกมาไม่สวยงามหรือไม่อร่อยเท่าที่คิดไว้แต่ก็สร้างความประทับใจได้มากเลยนะ

 

  • เปลี่ยนจากทานข้าวที่ร้านอาหารมาเป็นทำอาหารทานเองที่บ้าน

ในวันพิเศษแบบนี้ร้านอาหารวิวสวยๆก็จะถูกจองเต็มเร็วเป็นธรรมดา หรือถ้าโชคดีจองทันก็อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อให้ได้บรรยากาศดีๆ แต่ถ้าคุณทำแบบนี้ทุกปีก็อาจจะดูจำเจมากเกินไป น่าจะลองวิธีอื่นที่สร้างความประทับใจได้มากไม่แพ้กัน คือ การทำอาหารทานเองที่บ้าน เพราะการได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน ช่วยกันทำอาหารน่าจะเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ทำให้เกิดความใกล้ชิดและสร้างความสัมพันธ์ของเราให้พัฒนาไปได้อีกระดับหนึ่ง

 

ความรักเป็นเรื่องของความรู้สึกซึ่งเราอาจจะต้องใส่ความแปลกใหม่ลงไปบ้างเพื่อให้ความรักของเราดูสดใหม่อยู่เสมอ อย่าให้ความเคยชินทำให้ความรักของเราจืดจาง ซึ่งคุณอาจจะลองดัดแปลงวิธีการข้างต้นให้เหมาะสมสำหรับคู่ของคุณก็ได้ แล้ววันวาเลนไทน์ปีนี้จะเป็นปีที่พิเศษมากกว่าทุกๆปี

 

สำหรับผู้ที่รักความโสดยิ่งชีพหรือจำเป็นต้องโสดก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะความรักดีๆมีอยู่รอบตัว เรายังมีครอบครัว เพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกัน เพื่อนร่วมงาน ฯลฯ ซึ่งเราอาจจะใช้เวลาในวันวันวาเลนไทน์ไปกับความรักที่มีอยู่รอบตัวเรา โดยการนัดกันทานข้าวหรือนัดร้องคาราโอเกะฉลองความโสด

กองทุนคืออะไร??

กองทุนคืออะไร??

ท่านกำลังประสบปัญหาเหล่านี้อยู่ใช่หรือไม่ !!

1. อยากลงทุน แต่ไม่มีเวลา
2. ไม่มีประสบการณ์ลงทุน
3. มีเวลา แต่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่อง หุ้น ตราสารหนี้ และ อื่น ๆ
4. เบี้ยน้อย หอยน้อย แต่อยากลงทุน (ใครจะทำไม)

ผมขอแนะนำให้ท่านรู้จักกองทุนรวมมมมม(ทำเสียงก้อง)
แล้ว อะไรคือกองทุน หรือกองทุนรวมละ ?

กองทุนรวมก็คือการนำเงินของนักลงทุน มากองรวมกันนั้นเองครับ (กองของเงินทุน)

เพื่อที่จะเอาเงินเหล่านั้นไปลงทุนใน สินทรัพย์ หรือตราสารต่าง ๆ

เมื่อเกิด ผลกำไรสะสม หรือ ขาดทุน (เป็นไปได้ทั้งสองทางนะครับ)

ก็จะมาเฉลี่ยจ่ายคืนตามสัดส่วนให้กับผู้ลงทุนครับ

การจัดตั้งกองทุนรวมทำได้โดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือที่เราได้ยินบ่อย ๆ ว่า บลจ. ครับ

โดย บลจ. ก็จะเริ่มจัดตั้งกองทุนตามความต้องการของนักลงทุนในช่วงนั้น ว่าส่วนใหญ่อยากได้กองทุนรูปแบบไหน

พอได้รูปแบบกองทุนที่เหมาะสมและ ตรงความต้องการ

จากนั้น บลจ.ก็จะไปขออนุญาตจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

หรือที่เราเรียกว่า กลต.ครับ (ชื่อย่อจะเยอะไปไหน)

พอจัดตั้งเสร็จ ก็จะมีผู้จัดการกองทุนมาดูแลเรื่องการลงทุนให้เหมาะสม

ตามนโยบายที่กองทุนกำหนดไว้ เช่น จะต้องลงทุนในหุ้น ลงทุนในทองคำ หรือลงทุนในตราสารหนี้ครับ

บางท่านอาจจะสงสัย แล้วทำไมต้องเอาเงินมารวมกันด้วย ลงทุนคนเดียวไม่ได้หรือไง ? (มันก็ไม่ใช่กองทุนน่ะสิ) (เป็นพวกอินดี้รึไง)

จริง ๆ ก็ทำได้ครับ แต่ว่าคุณต้องมีเงินมากหน่อย (แล้วมากเท่าไหร่ละถึงจะพอ ?)

ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ตราสารหนี้ที่ขายกันในตลาด

ขั้นต่ำก็ประมาณ 100,000 บาทครับ (อุ๊…เงินเดือน 5 เดือนรวมกันยังไม่พอ)

หรือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก็ต้องมีเงินในการซื้อตึก-เช่าที่เพื่อลงทุน

ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องใช้เงินเยอะมาก และกว่าจะคืนทุนก็ใช้เวลานานด้วย จะขายต่อก็ไม่สะดวกด้วย

ดังนั้นกองทุนรวมจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนรายย่อยครับ

เพราะบางกองทุนสามารถซื้อขั้นต่ำได้ในราคา 1 บาท !!

ใช่ครับท่านไม่ได้ตาฝาด มันเริ่มที่ 1 บาทจริง ๆ ครับ

และกองทุนเหล่านี้ยังสามารถซื้อ-ขายได้บ่อย ๆ อีกด้วยครับ

ถ้าผู้อ่านเริ่มเข้าใจกองทุนขึ้นมาแล้วละก็ เราไปดูเรื่องรูปแบบกองทุนกันในบทความต่อไปดีกว่าครับ

ลงทุนกับ กองทุนตราสารหนี้ ไม่ยากอย่างที่คิด ตอนที่ 2

จากครั้งที่แล้วที่ผมได้พูดถึง รายละเอียดคราว ๆ ของตราสารหนี้ไป กลับมาครั้งนี้แน่นอนว่าจะได้เข้าเรื่องกันซักทีนะครับ พอเราทราบแล้วว่าตราสารหนี้คืออะไร และหากเราเพิ่มคำว่า”กองทุน” นำหน้าคำว่า “ตราสารหนี้” แล้วละก็ จะหมายถึงการที่นักลงทุนหลายคน นำเงินมาลงทุนด้วยกัน และส่งเงินเข้าไปที่กองทุน ต่อจากนั้นผู้จัดการกองทุนจะเป็นคนนำเงินไปซื้อตราสารหนี้ในรูปแบบต่าง ๆ กัน ในสัดส่วนที่กำหนดโดยขึ้นกับนโยบายของแต่ละกองทุนนั่นเองงงงง

แต่หลาย ๆ คนคงคิดว่าทำไมต้องลงทุนใน “กองทุนตราสารหนี้” เป็น “ตราสารหนี้ธรรมดา” ไม่ได้เหรอไง ? จริง ๆ ก็ทำได้แหละครับ แต่เพราะว่าข้อดีของกองทุนตราสารหนี้นั้นคือ ใช้เงินลงทุนต่อครั้งน้อยกว่า ตราสารหนี้มากกกก (น้อยกว่าเท่าไหร่ ? ล่ะ) เนื่องจากการลงทุนใน “ตราสารหนี้” นั้นขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 100,000บาท(แว๊กกกก….) แต่กองทุนตราสารหนี้นั้นใช้เพียงแค่ หลักพันเท่านั้นเองครับ(เฮ้ออ….)

ที่สำคัญการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้จะมีข้อได้เปรียบอีกอย่างก็คือ

เราจะมีผู้จัดการกองทุนที่คอยบริหารเรื่องความเสี่ยง โดยการกระจายลงทุนในตราสารหนี้รูปแบบต่าง ๆ รวมถึงกำหนดอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ในกองทุนอีกด้วย และจัดการกับความเสี่ยงในรูปแบบต่าง ๆ ของตราสารหนี้ที่อาจจะมีความสลับซับซ้อน-ซ่อนเงื่อน-เพื่อนทรยศไว้ แน่นอนว่าถ้าหากมือใหม่ลงทุนเอง…….ผมว่ารอดยาก……

แต่แน่นอนว่าเราคงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเล็กน้อยเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้ผู้จัดการกองทุนครับ

(เป็นค่ายาแก้ปวดหัว ค่าหมอ ค่ารักษาไมเกรน…..ให้ผู้จัดการกองทุน) 

โดยส่วนใหญ่แล้วท่านนักลงทุนทั่วไปจะไม่ค่อยรู้ว่าตราสารหนี้จริง ๆ แล้วก็สามารถที่จะขายต่อให้กับผู้อื่นได้ และมีกำไรจากการขายตราสารหนี้ได้เหมือนกันกับหุ้นเลยครับ โดยกำไร-ขาดทุนของตราสารหนี้จะเกิดจาก การปรับลดหรือ เพิ่ม ความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ที่เราถือครับ ถ้าตราสารหนี้ได้ปรับเพิ่มความน่าเชื่อถือขึ้นแน่นอนว่ามูลค่าของตราสารหนี้นั้นก็จะมากขึ้นครับ

และที่น่าสนใจในอีกประการคือ ผู้ลงทุนจะได้ รับกำไรจากอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาลง (ที่ประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และกระตุ้นเศรษฐกิจ) ซึ่งตราสารหนี้ที่เราถือครองอยู่นั้นจะมีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากตราสารหนี้ที่เราถือนั้น จะให้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าตราสารหนี้ที่ออกมาใหม่(ซึ่งให้ดอกเบี้ยลดลง) แน่นอนว่าคนที่จะมาซื้อต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อที่ได้ตราสารหนี้ที่ให้ดอกเบี้ยที่มากกว่า เราก็จะได้กำไรจากส่วนนี้มาเพิ่มนั่นเองครับ ในทางกลับกันหากเป็นภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นแล้วละก็ เราก็สามารถที่จะขาดทุนได้เช่นกันครับ เพราะตราสารหนี้ที่ออกมาใหม่จะให้อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มมากขึ้น ตราสารหนี้ที่เราถืออยู่ให้ดอกเบี้ยน้อย แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากได้ถ้าเราอยากขายก็ต้องขายในราคาต่ำครับ

ส่วนกองทุนตราสารหนี้จะมีความผันผวนมากกว่าตราสารหนี้ธรรมดาครับ เพราะเนื่องจากว่า

ตราสารหนี้ธรรมดาจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องดอกเบี้ย ที่จะได้รับ หากถือจนครบอายุ และผู้ออกตราสารไม่เบี้ยวหนี้ หนีไปซะก่อนนะครับ

แต่กองทุนรวมตราสารหนี้นั้น เราอาจจะขาดทุนได้ !! เพราะว่ากองทุนประเภทนี้จะต้องทำการคำนวน มูลค่าของตราสารหนี้ในกองทุน ทุกวัน หรือ ทุกสัปดาห์ครับ โดยที่เราจะเรียกว่าการ Mark to Market ครับ

โดยให้ท่านผู้อ่านลองนึกภาพดูนะครับว่า ถ้าหากกองทุนถือตราสารหนี้ไว้แล้วอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดลดลงเวลากองทุนที่ถือตราสารหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงมูลค่าก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วยครับ

แต่ถ้าดอกเบี้ยอยู่ในขาขึ้น หรือดอกเบี้ยที่ประกาศออกมาให้ปรับตัวสูงขึ้น แน่นอนว่ามูลค่าของตราสารหนี้ในกองทุนก็จะต้องปรับตัวลดลงด้วยครับ หรือบางครั้ง ตราสารหนี้ที่ได้จ่ายดอกเบี้ยออกมาบ้างแล้ว มูลค่าของตราสารหนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ก็จะใช้มูลค่าที่ซื้อขายในตลาดรองเป็นตัวกำหนดมูลค่าอีกทีครับ

ดังนั้นการวัดมูลค่าตราสารหนี้ในกองทุนจะมีปรับราคา หรือ มูลค่าของตราสารหนี้ในกองทุนทุกวัน หรือ ทุกสัปดาห์จะเป็นผลทำให้มูลค่าของกองทุนมีการขึ้นลงได้ตลอดเวลาครับ

แต่ความเสี่ยงก็ไม่ได้มากอย่างที่คิดนะครับ เพราะกองทุนตราสารหนี้ส่วนใหญ่จะขาดทุนไม่มากเท่าไหร่นักครับ และไม่ผันผวนเท่ากับกองทุนหุ้นแน่นอนครับ ซึ่งกองทุนประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้น้อยครับ

และอย่างที่ผมได้บอกไว้ตอนต้น  ว่าการลงทุนในกองทุนที่มีกองตราสารหนี้เหล่านี้อยู่จะมีข้อได้เปรียบคือ มีผู้จัดการกองทุนที่คอยบริหารเรื่องความเสี่ยง ทำให้ท่านผู้ที่จะลงทุนไม่ต้องกังวลกับการลงทุนในตราสารหนี้มากเกินไปนั้นเอง

แต่ที่จะต้องระวังก็คือ เราควรที่จะต้องทราบว่า กองทุนตราสารหนี้ที่เรากำลังจะถือครองนี้เป็นแบบกองทุนเปิดที่ให้ซื้อ-ขายได้ทุกวัน หรือให้ซื้อ-ขายได้เฉพาะบางช่วงเวลาเท่านั้นเช่น เฉพาะต้นเดือนหรือกลางเดือนเท่านั้น เพราะชนิดของกองทุนนั้นจะส่งผลต่อความเสี่ยงด้านสภาพคล่องหรือ ของกระแสเงินสดในมือด้วยนั่นเองครับ

เนื่องจากถ้าเป็นกองทุนปิดที่กำหนดระยะเวลาในการซื้อ-ขายแล้วละก็ ถ้าหากว่ามีความต้องการใช่เงินเร่งด่วนอาจจะมีเงินไม่พอก็ได้นะครับ

นอกจากนี้กองทุนตราสารหนี้อาจจะไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศก็ได้นะครับ ซึ่งจุดที่ต้องสังเกตเพิ่มก็คือมีการ ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่ด้วยครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายในเรื่องกองทุนรวมที่ไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศอีกครั้งครับ

ส่วนในครั้งหน้าผมจะบอกเล่าเรื่อง เคล็ดขัดยอก เอ้ย เคล็ด(ไม่)ลับในการเลือกกองทุนตราสารหนี้นะครับ

กว่าจะพบกันครั้งหน้า ขอให้โชคดีในการลงทุนครับ

ตอบปัญหาคาใจ เกี่ยวกับการยกเลิกลดหย่อนภาษีด้วย LTF และ RMF

ตอบปัญหาคาใจ เกี่ยวกับการยกเลิกลดหย่อนภาษีด้วย LTF และ RMF

 

ในช่วงเดือนก่อน จนถึงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาษี และกองทุน แน่นอนว่าหลายท่านคงได้ทราบแล้วว่า จะมีการยกเลิกลดหย่อนภาษีของกองทุน  LTF ครับ และ สำนักข่าวแทบจะทุกสำนักต่างก็คาดการณ์ว่ากองทุน RMF เองก็น่าจะโดนยกเลิกไปด้วยครับ

ซึ่งจริง ๆ ต้องบอกว่าการยกเลิกกองทุนลดหย่อนภาษีในรูปแบบ LTF นั้นมีอายุกำหนดไว้ถึงแค่ 2559 อยู่แล้วครับ ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ หรือ เพิ่งจะมีการขอให้ยกเลิกกันนะครับ โดยก่อนหน้านี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ต.ล.ท.) เองก็เคยขอให้ขยายเวลาสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ที่ซื้อ LTF อย่างถาวร แต่ทางกระทรวงการคลังและสรรพากรเคยศึกษาไว้ มองว่าสิทธิประโยชน์ดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อคนที่มีรายได้สูงและเป็นวงจำกัด อาจจะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันได้ จึงมีข้อเสนอให้ยกเลิกตามกำหนดเดิมครับ

แต่ก็มีหลายท่านที่เสนอข้อมูลทางสถิติ และการวิจัยบางส่วนออกมาโต้แย้งว่า LTF นั้นไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับคนรวย แต่คนที่เป็นพนักงานเงินเดือน หรือ คนที่มีรายน้อย – ปานกลาง ต่างหากที่ได้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยครับ

โดยมี บทความ ของ คุณ วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. บัวหลวง
และยังมีบทความที่มีรายละเอียดค่อนข้างมากอีกครับ เรียกได้ว่าเป็น ซีรีย์เลย กดดูได้ที่นี่ครับ

และข่าวจากไทยรัฐ online
โดย คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) 

 

โดยความตั้งใจของ กองทุน LTF /RMF เหล่านี้ตั้งมาเพื่อ ให้เก็บออม และ ทำให้ตลาดทุนมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนภาษีนั้นเป็นตัวเสริมเข้ามาให้กับพวกเราเท่านั้นเองครับ

แล้ว LTF กับ RMF ได้ตอบ หรือ บรรลุจุดประสงค์เหล่านี้หรือไม่ ???

กองทุน RMF จะโดนยกเลิกด้วยไหม ??

อีกคำถามที่ช่วงนี้คนสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้า LTF และ RMF ถูกยกเลิกครับ

ดังนั้นวันนี้ผมจะมาตอบคำถามเหล่านี้กันครับ

 

 

1. เมื่อกองทุน LTF ยกเลิกไปแล้วจะเป็นอย่างไร ?

– พอกองทุนลดหย่อนภาษีได้หมดวาระลงในปี 2559 กองทุน LTF เหล่านี้น่าจะกลายร่างได้ 3 แบบครับ

1.1  คือแปรสภาพตัวกองทุนเป็นกองทุนที่สามารถซื้อ-ขายได้ตลอดเวลาครับ แต่อาจจะกำหนดให้เริ่มต้นซื้อ-ขายได้แบบกองทุนเปิดก็ต่อเมื่อ หลังปี 2563 เนื่องจากว่าผู้ที่ซื้อกองทุน LTF เพื่อลดหย่อนภาษีในปี 2559 นั้นอาจจะยังคงต้องถือครองให้ครบอายุ 5 ปีปฏิทินตามที่ข้อบังคับของ LTF กำหนดไว้ครับ ส่วนท่านอื่น ๆ ที่ถือกองทุนครบกำหนดก็สามารถขายออกได้ตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้ครับ

1.2 อาจจะกลายเป็นกองทุนเปิดตั้งแต่ปีแรกเลยก็เป็นไปได้เช่นกันครับ

1.3 อาจจะให้โอกาสนักลงทุน สับเปลี่ยนกองทุนไปยังกองทุนหุ้นแบบอื่น ๆ ตามใจผู้ลงทุนครับ

อันนี้คงต้องติดตามกันต่อไป แต่ผมให้นัำหนักไปทางข้อแรกมากกว่าครับ

 

2. กองทุน RMF จะโดนยกเลิกการลดหย่อนภาษีด้วยไหม ?

– เรื่อง RMF คิดว่าเป็นไปได้ค่อนข้างยากครับ เนื่องจากตัวโครงการของ RMF นั้นไม่ได้ระบุวันหมดอายุโครงการไว้ตั้งแต่แรก และ RMF ก็ช่วยให้คนได้เก็บออนเงินเพื่อการเกษียณ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกับคนทำงานอิสระ ที่ไม่ได้มีสวัสดิการในการเงินเก็บเพื่อการเกษียณ อย่างพนักงานเอกชนทั่วไปที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ กองทุนประกันสังคมครับ

 

3. เมื่อกองทุนถูกยกเลิกการลดหย่อนภาษี กองทุนที่ถืออยู่จะขาดทุนไหม ถ้าคนขายกองทุนออกมาเยอะ ๆ

– เรื่องการยกเลิกของกองทุนนั้น อาจจะเป็นคนละเรื่องกันกับการขาดทุนครับ คือมีโอกาสที่กองทุนจะไม่ขาดทุนจากการยกเลิกกองทุน LTF ครับ เนื่องจากว่า กองทุนนั้น ไม่เหมือนหุ้นครับ เพราะราคา NAVของกองทุนนั้นไม่ได้ขึ้นกับว่ามีคนเข้ามาซื้อกองทุนมากหรือน้อยครับ แต่ขึ้นกับสินทรัพย์ในกองทุนเสียมากกว่าครับ ว่าหุ้นที่กองทุนเลือกมานั้นมีมูลค่าเท่าไหร่

โดยผมจะยกตัวอย่างดังนี้ครับ ถ้า NAV = มูลค่าสินทรัพย์กองทุน/จำนวนหน่วย ถ้าวันนี้มูลค่าสินทรัพย์กองทุนเท่ากับ 100,000 บาท มีจำนวน 10,000 หน่วย NAV จะเท่ากับ 10 บาท โดยถ้าเกิดการขายโดยกระทันหันทำให้มูลค่าสินทรัพย์ หรือหุ้นในกองทุน ลดเหลือ 70,000 บาท เนื่องจากมีคนขายออกไป จำนวนหน่วยก็จะลดลงเหลือ 7,000 หน่วย ดังนั้น NAV จะเท่ากับ 70,000 / 7,000 = 10 บาท เหมือนเดิมนั่นเองครับ

หรืออีกกรณีนึงคือ สมมติว่า กองทุน LTF ทั้งประเทศที่มีขนาดประมาณ 2 แสนล้านบาทนั้น ค่อย ๆ ทยอยขายออกมา จนตลาดหุ้นปรับตัวลดลง

ผมถามสั้น ๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นครับ ?
หลายท่านที่ลงทุนในหุ้นอยู่ คงพอจะนึกออก และเริ่มเตรียมเงิน เพื่อที่จะช้อนซื้อหุ้นอยู่แน่ ๆ เลย ใช่ไหมครับ ?
ผมคนนึงแหละครับ ถ้าเห็นว่ากองทุนขายหุ้นออกมามากเกิน จนทำให้มูลค่าของหุ้นลดต่ำลงจนถึงราคาพื้นฐาน หรือ ถูกกว่า ผมจะทำการซื้อทันทีครับ

ดังนั้นปี 2560 ในระยะสั้น หากมีการขายกองทุน LTF ออกมาจริง ๆ ผมเชื่อว่าไม่นานหรอกครับที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นมาเหมือนเดิมครับ

ดังนั้นถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาวแล้วละก็ คงไม่ได้รับผลกระทบซักเท่าไหร่ครับ

 

4. ถ้า LTF จะกลายเป็นกองทุนเปิด จะขายกองทุน LTF เลยดีไหม เพราะไม่รู้ว่าจะเก็บเงินไว้ในกองทุนทำไม กลัวว่ามีความเสี่ยง

– ผมเชื่อว่า ถ้ากองทุน LTF ที่เราถืออยู่ได้ให้ผลกำไรที่ดีในช่วงที่ผ่านมา และถ้ากลายเป็นกองทุนเปิดขึ้นมาจริง ๆ นั้น ท่านนักลงทุนจะทำการถอนเงินออกจากกองทุนนี้ จริง ๆ เหรอครับ ? ซึ่งผมคิดว่าส่วนใหญ่คงจะตอบว่า “ไม่” (รึเปล่า 55+) เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องถอนเงินออกมาจากกองทุนทีทำผลงานได้ดีใช่ไหมครับ ? (ยกเว้นรีบใช้เงินจริง ๆ)  ดังนั้น แก่นของการลงทุนกับกองทุน ก็คือเลือกกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดี และสม่ำเสมอเสียตั้งแต่ตอนนี้ครับ (ยังเหลือเวลาอีก 2 ปี )จะได้ไม่เสียใจภายหลัง และกังวลมากเกินไปครับ

ดังนั้นผมหวังว่า ท่านผู้อ่านจะเข้าใจและลงทุนกับ LTF / RMF อย่างต่อเนื่องนะครับ

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า ผมคิดว่า LTF / RMF นั้นจะมีประโยชน์สูงสุดก็ต่อเมื่อ ผู้ซื้อ หรือ ผู้ลงทุน ได้ศึกษาข้อมูลการลงทุนอย่างจริงจัง และไม่เอาเรื่องการลดหย่อนภาษีที่มาล่อตาล่อใจเราเป็นเหตุผลหลักในการซื้อกองทุน เพราะว่า การลงทุนที่นึกถึงแต่การลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จทางการเงินได้ครับ

ที่สำคัญคือ เราต้องอาศัยความรู้ ด้านการจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation) จึงจะทำให้ บรรลุเป้าหมายในการลงทุน และการเกษียณอายุได้อย่างสบายใจ

เพราะว่าจากประสบการณ์
ผมยังคงเห็นผู้ลงทุนหลายคนยังคง หากองทุน LTF / RMF จาก Promotion ของธนาคาร
ผมยังคงเห็นว่ามีผู้ที่เลือกลงทุนแต่ LTF เพราะว่าคิดว่ากองทุน RMF ไม่สำคัญและไกลตัว
ผมยังคงเห็นว่ามีหลายคนไม่รู้ว่ากองทุน RMF มีหลายระดับความเสี่ยง และสามารถสับเปลี่ยนกองทุนได้ตามช่วงอายุเพื่อเลือกความเสี่ยงของกองทุนที่เหมาะสม หรือ สามารถปรับได้ตามสภาวะของตลาดหุ้นก็ได้
ผมยังคงเห็นผู้ที่ซื้อกองทุน LTF อยู่เต็ม MAX  อยู่ทุกปี และไม่เคยดูว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้มาก น้อยเพียงใด
ผมยังคงเห็นกองทุนที่ทำผลงานได้ไม่ค่อยดี แต่ก็มีคนไปลงทุนด้วยอยู่มากมาย

 

ทำให้ผมตั้งคำถามขึ้นมาในใจครับ ว่าถ้าไม่มีเรื่องภาษีที่มาลดหย่อนแล้ว พวกเราจะยังคงลงทุนกับกองทุน โดยมองเรื่องเกษียณอยู่รึเปล่า ?

หรือ เพียงแค่กลัวที่จะเสียสิทธิ์ที่ตัวเองควรจะได้เท่านั้น

ผมไม่หวังว่ากองทุน LTF / RMF นี้จะช่วยให้ตลาดมีเสถียรภาพอย่างที่หลายฝ่ายบอกครับ
ผมไม่หว้งว่ากองทุน LTF/ RMF จะช่วยให้ภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจได้ จาการที่คนเหลือเงินจากการจ่ายภาษี แล้วจะจับจ่ายใช้เงินเยอะขึ้น
แต่ผมหวังว่ากองทุน LTF /RMF นี้จะช่วยให้คนไทยเรารู้จักเรื่องการออม การลงทุนมากขึ้น และเกษียณได้อย่างไม่เป็นภาระคนรุ่นหลังครับ

 

ดังนั้นคำถามสุดท้ายของวันนี้นั้น จะเป็นตัวบ่งชี้ครับ ว่าการตั้งกองทุน LTF/ RMF ขึ้นมาได้บรรลุวัตถุประสงค์แล้วหรือไม่

แต่ผมคงไม่ตอบ แต่จะขอให้ท่านผู้อ่านตอบแทนผม และตอบตัวเองให้ได้ครับ

“ว่าเราลงทุนกับกองทุน LTF / RMF เพราะอะไรกันแน่ครับ ??”

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save