รู้จักกับ Samsung Pay ในวันทุกอย่างเทมาที่ Smartphone

ในยุคนี้ เราคงปฎิเสธกันไม่ได้ใช่ไหมครับว่า Smartphone หรือโทรศัพท์มือถือของเรานั้น กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะไม่ว่าจะติดต่อ พูดคุย ส่งข้อความ อีเมลล์ บันเทิง หาความรู้ หรือทำอะไรก็ตาม ขอเพียงแค่มีโทรศัพท์ดีๆเสียหนึ่งเครื่อง เรื่องอะไรมันก็ดูเหมือนว่าจะง่ายไปหมด จริงไหมครับ?

ถ้าสังเกตดีๆ ในช่วงนี้จะเห็นว่า มีอยู่เรื่องนึงที่กำลังมาแรง และกลายเป็นนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ การใช้ระบบต่างๆ ใน Smartphone เป็นตัวช่วยจ่ายชำระเงินแทนครับ จากยุคเดิมที่เราเปลี่ยนจากเงินสดมาเป็นบัตรเครดิต ตอนนี้กลายเป็นว่าเรากำลังจะเปลี่ยนสู่ยุคใหม่ด้วยมือถือเพียงเครื่องเดียวเสียแล้ว

และในปัจจุบันผมเห็นว่าเริ่มมีผู้ให้บริการ หรือ ธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวข้องกับด้านนี้เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งก็ถือเป็นแง่ดีของการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวเหมือนกันครับ

เอาล่ะ.. เข้าเรื่องเลยดีกว่า เมื่อวันก่อนผมได้เห็นโฆษณาต่างๆ พูดถึงเรื่องของ Samsung Pay ลง Twitter (อ่า ติดตามผม ได้ที่ @Bugnoms นะครับ #พื้นที่โฆษณา) อยู่เป็นระยะๆ ทั้งเรื่องของโปรโมชั่นต่างๆ คูปองเงินสดเอย ตั๋วหนังเอย รวมถึงการทดลองใช้จากคนในโลกออนไลน์มากมาย ก็เลยสนใจไปหาข้อมูลดูเพิ่มเติมครับ ว่ามันแตกต่างกับระบบอื่นๆยังไงบ้าง (ลองดูกระแสที่พูดถึง Samsung Payใน Twitter ได้ที่นี่ครับ : http://bit.ly/2h3Amf3)

ประเด็นที่น่าสนใจของระบบ Samsung Pay ที่ว่าก็คือ เราสามารถนำเอาบัตรเครดิตที่มีอยู่ บันทึกลงในโทรศัพท์ Smartphone Samsung รุ่นที่รองรับการใช้งาน แล้วนำเอาไปใช้จ่ายตามร้านที่รับบัตรเครดิตได้เลย โดยไม่ต้องพกการ์ดติดตัวอีกต่อไป ใช้มือถือเครืองเดียวก็สามารถแสกนกรรม เอ้ย แสกนจ่ายได้ทันทีครับ

ระบบ Samsung Pay ทำงานอย่างไร?

โดยปกติแล้วเครื่องรูดการ์ด EDC ที่เราเห็นอยู่ตามร้านค้านั้น เวลาทำการรูดการ์ดผ่านช่องไปจะมีการส่งข้อมูลผ่านแถบแม่เหล็กไปเพื่อทำการบันทึกรายการ ซึ่งทาง Samsung ได้ใช้เทคโนโลยีที่จะสามารถจำลองคลื่นแม่เหล็กของบัตรเครดิตได้เช่นเดียวกันอยู่ในโทรศ้พท์ เรียกว่า Magnetic Secure Transmission (MST) ทำให้สามารถส่งข้อมูลบัตรของเราเข้าไปแทนการรูดได้เลยทันทีครับ

ระบบ Samsung Pay ปลอดภัยไหม?

สำหรับในเรื่องของความปลอดภัยนั้น Samsung มีความปลอดภัยอยู่ 3 ส่วนครับ ได้แก่ ความปลอดภัยในการใช้งาน กระบวนการใช้งาน และ Samsung Knox ครับผม

สำหรับส่วนของความปลอดภัยในการใช้งาน และ กระบวนการใช้งานนั้น จะต้องผ่านการยืนยันตัวตนกับระบบก่อนครับ นอกจากนั้นทาง Samsung Pay ยังมีการใช้ระบบ Token ที่เป็นเหมือนการสุ่มตัวเลขเพื่อใช้แทนเลขและข้อมูลอื่นๆบนบัตรเครดิตของเราจริงๆครับ ดังนั้นข้อมูลต่างๆ จะไม่มีใครรู้ได้ว่าบัตรใบนี้จริงๆแล้วเลขบัตรนั้นคือเลขอะไร มีเลข CCV คืออะไร และหมดอายุเมื่อไร ซึ่งสร้างความมั่นใจให้ในระดับแรกกันก่อนครับ

ส่วนความปลอดภัยด่านสุดท้าย ที่มีชื่อว่า Samsung Knox นั้นเป็นระบบความปลอดภัยของ Samsung ทำหน้าที่ปกป้่องข้อมูลที่เราเก็บไว้ในมือถือทั้งหมดครับ ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ, วีดีโอ, รวมถึงข้อมูลบัตรเครดิต หรือ เบอร์โทรศัพท์ต่างๆ ทำให้เราสามารถมั่นใจว่า ข้อมูลทั้งหมด มีความปลอดภัยแน่นอน และเมื่อมือถือหายสามารถสั่งลบ ข้อมูลในเครื่องทั้งหมดได้ทาง over the air อีกด้วยครับ

โดยการปกป้องของ Samsung Knox นั้น จะไม่ได้จำกัดอยู่ที่ซอฟท์แวร์เพียงอย่างเดียวครับ แต่ยังปกป้องไปถึงฮาร์ดแวร์อีกด้วย ดังนั้นถ้าหากมีใครพยายามจะเจาะเข้ามาที่ระบบ ไม่ว่าจะเป็นมัลแวร์ หรือการรูทเครื่อง ข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในกล่องนิรภัยนี้จะไม่สามารถเข้าถึงได้อีกต่อไป ดังนั้นถ้าใครเคยรูทเครื่องแล้ว จะไม่สามารถใช้ระบบนี้ได้ครับ

ผมเชื่อว่าหลายๆคนมักจะเก็บข้อมูลสำคัญๆไว้ในโทรศัพท์เยอะมาก ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ผ่านทาง App ต่างๆตั้งแต่ Social Network ไปจนถึง App ที่ทำธุรกรรมทางการเงินอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา ซึ่งแปลว่าระบบความปลอดภัยในโทรศัพท์นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ระบบ Samsung Knox ถูกพัฒนามาเพื่อให้เรามั่นใจว่า ถ้าเกิดเหตุขึ้นมาจริงๆ เราจะไม่ถูกนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้อย่างแน่นอนครับ

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก บทความ ทำความรู้จัก Samsung Pay บริการที่จะทำให้เราไม่ต้องพกบัตรเครดิตให้ตุงกระเป๋าอีกต่อไป และ Samsung Pay ปลอดภัยแค่ไหน? โดนเจาะโดนแฮกได้รึเปล่า? ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ระบบ Samsung Payใช้กับบัตรเครดิตเจ้าไหนได้บ้าง?

ในปัจจุบัน มีบัตรเครดิตที่รองรับการใช้งานของ Samsung Pay อยู่หลายเจ้าเหมือนกันครับ ทั้ง KTC Citibank SCB กสิกร กรุงศรี และเร็วๆนี้กับธนาคารกรุงเทพครับ

เอาล่ะครับ มาถึงตรงนี้ จากข้อมูลที่ผมได้อ่านและพูดคุยสอบถามมานั้น พบว่า Samsung Pay ก็เป็นอีกระบบนึงที่น่าทดลองใช้ดูไม่ใช่เล่น โดยเฉพาะคนที่มีไลฟ์สไตล์แบบมินิมอลหน่อยๆ ไม่ชอบพกอะไรเยอะ พกแค่โทรศัพท์เครื่องเดียว อาจจะเป็นทางออกที่สะดวกสบายไม่ใช่เล่นเลยล่ะครับผม และสำหรับวันนี้ต้องลากันไปก่อนครับ ไว้ถ้ามีโอกาสได้ทดสอบการใช้งานจริง ผมจะเอามารีวิวให้ฟังกันอีกครั้งนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า AI สามารถทำนายการฆ่าตัวตายได้!?

“เราช่วยอะไรได้บ้าง?”

นี่คงเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด โดยเฉพาะกับคนที่ไม่สามารถพูดได้อีกต่อไป ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้จักซีรี่ย์ 13 Reasons Why คุณจะเข้าใจความหมายของคำถามนี้

การฆ่าตัวตาย ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาคาดการณ์ได้ มันเหมือนกับอุบัติเหตุที่คนรอบข้างไม่อยากให้เกิด แต่แน่นอนว่าไม่ใช่กับเจ้าตัวแน่นอน

Colin Walsh M.D., M.A., ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้าน Biomedical Informatics, Medicine and Psychiatry and Behavioral Science และเพื่อนร่วมงานของเขาได้สร้าง machine-learning ที่จะมาช่วยทำนายความเสี่ยงของผู้ป่วยที่พยายามจะฆ่าตัวตาย ซึ่งจากผลการทดลองพบว่ามีความแม่นยำถึง 92% ที่คาดการณ์ว่าในสัปดาห์หน้ามีใครคิดจะฆ่าตัวเองหรือไม่ (มันน่าเหลือเชื่อใช่ไหมล่ะ?)

ซึ่งการคาดการณ์ที่ว่านี้จะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาวิเคราะห์ได้จากการเข้ารับการรักษาของผู้ป่วยในโรงพยาบาลทั้งหมด อาทิ อายุ เพศ ยาที่กิน ผลการตรวจรักษา เป็นต้น Colin Walsh และทีมของเขาได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วย 5,167 คนจากศูนย์การแพทย์ Vanderbilt Universityที่เข้ารับการรักษาในลักษณะอาการที่พูดคนเดียว หรือทำร้ายตัวเอง

มีผู้ทดลองใช้เครื่องนี้มากกว่า 5,000 คนเพื่อระบุความเสี่ยงของตัวเองต่อการฆ่าตัวตายเทียบกับคนที่ทำร้ายตัวเอง แต่ไม่มีมีเจตนาจะคิดสั้น นอกจากนี้ทีมนักวิจัยยังสร้างอัลกอริทึมเพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงในการคิดสั้นจากกลุ่มผู้ป่วยที่สุ่มเลือกมา 12,695 คน ซึ่งพวกเขาไม่มีประวัติการพยายามฆ่าตัวตายมาก่อนเลย และแน่นอนว่าผลออกมาค่อนข้างแม่นยำมากทีเดียว

“การรวบรวมปัจจัยเสี่ยง มันทำให้เราได้คำตอบของเรื่องนี้” เขากล่าว

ถึงจะมีเทคโนโลยีดี ๆ แบบนี้เข้ามาดูลผู้ป่วย แต่ในเรื่องดี ๆ บางทีมันก็ต้องมีข้อเสียกันบ้าง แน่นอนว่าเราก็ต้องตัดสินใจว่าจะให้ machine-learning เหล่านี้ดูแลผู้ป่วยในรูปแบบใด

Colin Walsh กล่าวว่า คนส่วนใหญ่ที่มีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย มักใช้ชีวิตรักษาอยู่นอกโรงพยาบาล ดังนั้นการที่เรารวบรวมข้อมูลเฉพาะการรักษาในโรงพยาบาลมันยังไม่คลอบคลุมมากพอ

แล้วจะรวบรวมข้อมูลจากไหน? อินเทอร์เน็ตเป็นหนึ่งในตัวเลือก ซึ่งทีมของเขาใช้เวลาไปกับ Facebook และ Twitter ที่คาดว่าอาจมีข้อมูลสื่อสังคมออนไลน์ที่สามารถใช้คาดการณ์ด้วยได้เช่นกัน

Colin Walsh หวังว่า Machine-Learning นี้จะสามารถสร้างโอกาสให้เราได้ถามคำถามนี้กับบางคนได้อีกครั้งหนึ่ง “เราช่วยอะไรได้บ้าง?”

sources : 

https://qz.com/1001968/artificial-intelligence-can-now-predict-suicide-with-remarkable-accuracy/

https://www.behance.net/gallery/17487155/Cinemagraphs-Animated-photography-Insouciance

5 วิธีที่รู้ว่าควร “ผ่อนหรือเช่า”

"รายได้ของเรามีจำกัด แต่ความต้องการของเรามีไม่จำกัด"

การตัดสินใจก่อนจ่ายเงินแต่ละครั้งก็ต้องเลือกแล้วเลือกอีกเพื่อซื้อของให้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่ราคาแพง เช่น รถยนต์กับบ้าน คิดไม่ตกเลยว่าควรจะผ่อนหรือเช่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเวลาไหนควรผ่อนหรือเวลาไหนควรเช่า จะมีวิธีคิดอย่างไรบ้าง (ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตกับความพร้อมทางการเงินของแต่ละคนด้วย)

 

คำนิยามของการผ่อนและเช่า

==> การผ่อน ด้วยการกู้ยืมทำให้เรากลายเป็นเจ้าของและมีอำนาจที่จะทำอะไรกับสินทรัพย์นั้นๆก็ได้ ซึ่งการกู้ยืมเงินมาซื้อนั้นก็จะมีการวางเงินดาวน์ และมีการผ่อนชำระเป็นงวดๆ โดยที่เราจะต้องจ่ายค่าประกันภัยและค่าบำรุงรักษาเอง

 

==> การเช่า ทำให้เราไม่มีความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์นั้นๆ เราจ่ายแต่เพียงค่าเช่าซึ่งได้รวมค่าใช้จ่ายทางด้านต่างๆไว้หมดแล้ว

 

5 วิธีที่รู้ว่าควร "ผ่อนหรือเช่า"

(กำหนดให้ปัจจัยอื่นๆคงที่)

 5 วิธีที่รู้ว่าควร "ผ่อนหรือเช่า"

 

 

1. อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ==> ควรผ่อน มากกว่า การเช่า

ยิ่งมีเงินเฟ้อสูงขึ้นอำนาจซื้อของเรายิ่งลดต่ำลง หมายความว่า เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น ราคาของจะแพงขึ้น เราจะใช้เงินจำนวนมากขึ้นเพื่อซื้อของแบบเดิมในราคาที่แพงขึ้น ถ้าเป็นแบบนี้เราควรเลือกที่จะผ่อน(หรือซื้อเงินสด) คุ้มค่ากว่าการเช่า เพราะผู้ประกอบการที่ให้เช่าก็จะปรับค่าเช่าให้สูงขึ้นด้วย ดูตัวอย่างค่าเช่าหอพักที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนเช่าต้องจ่ายเงินค่าเช่าในราคาที่สูงขึ้นตามเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

 

2. อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ==> ควรเช่า มากกว่า การผ่อน

ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนั้นทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นด้วย ส่งผลถึงการผ่อนชำระต่อเดือนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะคนที่ซื้อบ้านหรือรถยนต์จะทำให้มีภาระทางด้านดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เราควรชะลอการซื้อออกไปก่อนโดยรอให้ดอกเบี้ยเริ่มปรับตัวลดลงมาก่อนค่อยตัดสินใจซื้อ ซึ่งระหว่างนั้นอาจจะใช้วิธีการเช่าสินทรัพย์แทนไปก่อน

 

3. อัตราดอกเบี้ยต่ำ ==> ควรผ่อน มากกว่า การเช่า

อัตราดอกเบี้ยต่ำนั้นทำให้ผู้กู้มีต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำลง ส่งผลถึงจำนวนเงินที่ผ่อนชำระต่อเดือนที่ต่่ำด้วย  ดังนั้น เราควรเลือกที่จะเป็นเจ้าของสินทรัพย์ด้วยการซื้อหรือผ่อนแทนการเช่า

 

4. มูลค่าซากมีราคาสูง ==> ควรผ่อน มากกว่า การเช่า

มูลค่าซาก คือ จำนวนเงินที่คาดว่าจะได้รับเมื่อสินทรัพย์นั้นหมดอายุการใช้งาน ดังนั้น ถ้าสินทรัพย์นั้นมีราคาขายต่อในราคาที่สูงขึ้นก็ควรผ่อน(หรือซื้อ) มากกว่าการเช่า เพราะการผ่อนและการเช่ามันแตกต่างที่ความเป็นเจ้าของ ถ้าเราเป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่ขายต่อมีมูลค่าขายต่อที่สูงย่อมดีกว่าการเช่า

ตัวอย่าง การเลือกว่าจะผ่อนหรือเช่าบ้าน ถ้าเราผ่อนบ้านก็จะเป็นเจ้าของและสามารถนำบ้านนั้นไปทำธุรกรรมอื่นๆเพื่อต่อยอดธุรกิจในอนาคตได้ หรือถ้าขายต่อก็จะมีมูลค่าที่สูงขึ้นด้วย แต่ถ้าเลือกการเช่าบ้านไปตลอดชีวิตเราก็จะไม่มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง

 

5. ค่าปรับเมื่อมีการชำรุดเสียหาย ==> ควรผ่อน มากกว่า การเช่า

การซื้อทำให้เราเป็นเจ้าของ ตลอดระยะเวลาที่เราเป็นเจ้าของอาจจะมีหรือไม่มีการจ่ายค่าซ่อมบำรุงก็ได้ แต่ไม่มีค่าปรับในกรณีที่สินทรัพย์เกิดความเสียหาย แต่ถ้าเป็นการเช่านั้น ค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงต่างๆจะรวมไปกับค่าเข่าและถ้าของที่เช่าเกิดความเสียหายก็จะต้องเสียค่าปรับเพิ่มด้วย

 

แต่ว่า…

การเลือกว่าจะใช้วิธีผ่อนหรือเช่านั้นขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละบุคคล ไม่จำเป็นว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ 1 ใน 5 วิธีข้างต้นแล้วจะต้องทำแบบคำแนะนำเป๊ะๆ เช่น ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยถูกเราควรผ่อนมากกว่าการเช่า แต่ถ้าเราทำงานที่ต้องย้ายที่ทำงานทุก 3 เดือนเพราะต้องพบลูกค้าที่ต่างจังหวัดบ่อยๆ ควรเลือกที่จะเช่าบ้านแทนการผ่อนบ้านน่าจะดีกว่า แต่ถ้าให้ดีที่สุดบริษัทมีที่พักฟรีก็น่าจะดี อิอิ

 

4 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”

วันก่อนผมได้มีโอกาส ไปอบรมเกี่ยวกับการวางแผนการเงินมาครับ และก็ได้ทราบข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มขึ้นมา (จริง ๆ ข้อมูลเก่าแล้วครับ แต่ผมเพิ่งจะทราบ 55+)

ดังนั้นวันนี้ผมขอมาเล่าให้ฟังละกันครับ เพราะผมรู้สึกว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านครับ โดยเฉพาะคนที่เป็นพนักงานประจำและ ได้ส่งเงินของตัวเองเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ ซึ่งผมเชือว่าหลายท่านส่งเงินเข้ากองทุนมาหลายปี แต่คงยังไม่ทราบกันแน่ ๆ ว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเราทำอะไรได้บ้างครับ

โดยมี 5 ประเด็นหลักๆ ที่ผมว่าเป็นผลดีต่อพวกเรา และควรที่จะต้องทราบครับ

งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะครับ

1. กบข. ย้ายเงินมาลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้

ข้อนี้ดีมาก ๆ เลยครับ เหมาะสำหรับ คนที่ย้ายงานจากการเป็น ข้าราชการมาทำงานเอกชน จะสามารถโอนเงินจาก กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือที่เราเรียกว่า กบข. มาได้ครับคือพูดง่าย ๆ ว่า เงินที่เก็บมา สามารถเอามาทำให้เกิดผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องไม่หยุดชะงักนั้นเองครับ ไม่ต้องมาเริ่มต้นออมกันใหม่ครับ ที่สำคัญครับ เงินที่ย้ายมา ไม่ต้องเสียภาษีด้วยครับ 

เนื่องจากว่า กบข. เคยกำหนดว่า ถ้าออกจาก กบข.แล้วยังไม่ได้เกษียณ เงินก้อนนี้ที่เอาออกมาจาก กบข. จะต้องเสียภาษีบางส่วนครับ ดังนั้นถ้าเอาเงินก้อนนี้มาอยู่ใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพละก็ ไม่ต้องเสียภาษีครับ

ผมชอบแนวคิดนี้มาก ๆ ครับ เหมือนเราเปลี่ยนที่ทำงานจากข้าราชการไปเป็นเอกชนเท่านั้นครับ เงินที่เราอุตส่าห์สะสมมาก็ได้รับการดูแลต่อทันที

ปล. ส่วนการย้ายกลับจากเอกชนไปราชการอันนี้ยังทำไม่ได้นะครับ คงต้องรอกันอีกซักพักครับ

2. กองทุนเดียวมีหลายนโยบาย

ในสมัยก่อน ผู้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะ ต้องการเลือกลงทุนใน 2 นโยบาย และมีกองทุน 2 กองทุน ครับ โดยจะผสมสัดส่วนกัน แต่ว่ามีความวุ่นวายในการจัดการมาก ๆ เนื่องจากถ้าเป็น 2 กองทุน คิดดูสิครับ แต่กองทุนมีข้อบังคับไม่เหมือนกัน ดังนั้น การสื่อสาร ส่งต่อ หรือ แม้แต่การประชุมและตัดสินใจอะไรซักอย่าง จะมีความยุ่งยากมากครับ

ต่อมากฏหมายได้พัฒนาเป็นระบบ Master Fund คือ 

1.กองทุนมีได้หลายนโยบายครับ เรียกได้ว่า มีให้เลือกกันตามที่ผู้ลงทุน หรือ สมาชิกชอบใจนั่นเองครับ ที่สำคัญมีการเก็บข้อมูลที่เรียกได้ว่า แยกสินทรัพย์ที่เราลงทุนได้เป็นรายบุคคลเลยครับ แถมบริษัทจัดการกองทุนบางที่ สมาชิกสามารถกำหนด นโยบายการลงทุนได้ด้วยตัวเองเลยครับ เช่นอยากลงทุนกับหุ้นกี่ % หรือ ตราสารหนี้กี่ % หรือแม้กระทั่งลงทุนในทองคำก็ยังทำได้เลยครับ

2.ให้คงเงินไว้ในกองทุนได้ และได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนด้วย แต่เดิมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กำหนดว่า หลังจากสมาชิกต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพจากกองทุน จะไม่มีสิทธิที่จะได้ผลตอบแทนจากการดำเนินงานของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตั้งแต่วันที่ออกจากสมาชิกครับ พูดง่าย ๆ ว่า ตัดหางปล่อยวัดกันตั้งแต่ลาออกจากงานนั้นแหละครับ (แรงไปไหมเนี้ย 55+)

ยกตัวอย่างครับ สมมติว่า เรามีเงินในกองทุน 100 บาท (จากเงินที่เราจ่ายเข้ากองทุน และรวมถึงผลตอบแทนที่กองทุนได้ทำไว้) ในวันที่เราลาออกจากงานวันแรก จนถึงวันที่เราเอาเงินก้อนนี้ออกจากกองทุน เราก็ยังคงได้ 100 บาทตามเดิมครับ โดยกำหนดระยะเวลาการคงเงินไว้ที่ไม่เกิน 1 ปี ครับ

แต่ คราวนี้กองทุนได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่ลาออกจากงานแล้วสามารถคงเงินในกองทุนได้ครับ โดยเงื่อนไขคือ คงเงินได้มากกว่า 90 วัน หมายความว่า เราสามารถเอาเงินก้อนที่เราได้สะสมไว้ คงไว้ในกองทุนได้อย่าง “ไม่มี ลิมิต ชีวิตเกินร้อย” คือคงเงินไว้ได้นานเท่าไหร่ก็ได้ครับ แต่ต้องบอกกับทาง บริษัทจัดการกองทุนครับ ว่าจะคงไว้กี่ปี และต้องไม่ขัดกับข้อบังคับของ บริษัทจัดการกองทุนด้วย

แต่จุดที่ดีก็คือ ระหว่างที่กองทุนทำงาน ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากเงินที่เราเอาไว้ในกองทุนนั้น เราจะยังคงได้รับอย่างต่อเนื่องครับ เช่น เราได้ 100 บาท ณ วันที่เราลาออกครับ แต่เราคงเงินไว้ในกองทุน ผ่านมา 3 ปี เราอาจจะได้รับเงินเพิ่มเป็น 150 บาท หากกองทุนทำผลตอบแทนได้ดีครับ

3. จ่ายเงินให้กับสมาชิกเป็นงวด ๆ ไปได้หลังการเกษียณ

อันนี้เรียกได้ว่าเป็นระบบ บำนาญ ของพนักงานเอกชนได้เลยครับ คือเราสามารถที่จะบอกกับทางกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ว่า ให้เอาเงินที่เราสะสมไว้ในกองทุนนั้นทยอยส่งให้ทุก ๆ เดือน หรือ ทุก ๆ ปีก็ได้ครับ ขึ้นกับข้อตกลงครับ ที่สำคัญกองทุนก็ยังคงทำงานให้กับเราครับ อย่างน้อยก็มีคนคอยบริหารเงินให้กับเราได้แม้ว่าจะอยู่ในภาวะการเกษียณแล้วก็ตามครับ

ข้อควรระวัง** อาจจะมีค่าบริการในการทยอยขายกองทุนและค่าโอนครับ

หรือใครที่สนใจจะเอาเงินก้อนออกมาบริหารเองก็ทำได้ครับ โดยการเอาไปลงทุนกับกองทุนรวมทั่วไป ซึ่งเราสามารถเลือกนโยบายได้เอง และอิสระกว่าครับ 

แล้วค่อย ๆ ทยอยขายกองทุนออกมาเองครับ

ข้อควรระวัง** แต่ให้ระวังกองทุนที่มีการคิดค่าธรรมเนียมในการขายนะครับ

4. เงื่อนไขการรับเงินสมทบแบบ 100 % ต้องไม่นานเกินไป

ซึ่งในปัจจุบันมีการกำหนดเงื่อนไขในการรับเงินสมทบ (Vesting Clause) เพื่อที่จะให้ได้เงินสมทบจากนายจ้างและเงินผลประโยชน์ในการลงทุนจากองทุนไว้ 100% นั้นไม่ควรจะต้องกำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องอยู่กับเขาเกิน 10 ปี ครับ 

อันนี้ผมยกตัวอย่างเลยน่าจะเห็นได้ชัดกว่าครับ

อายุงาน อัตราเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ

ที่กองทุนจะจ่ายเมื่อสมาชิกสิ้นสุดสมาชิกภาพ

น้อยกว่า 1 ปี 0%

ตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 2 ปี 20%

ตั้งแต่ 2 ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 3 ปี 40%

ตั้งแต่ 3 ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 4 ปี 60%

ตั้งแต่ 4 ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 5 ปี 80%

ปิรามิดความเสี่ยงผลิตภัณฑ์การลงทุน

หลายท่านอยากจะลงทุนแต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าลงทุนอะไรแล้วมีความเสี่ยงขนาดไหน ผมก็เลยพยายามไปลองดู Model ปิรามิดความเสี่ยงในผลิตภัณฑ์การเงินการลงทุนจากตำราฝรั่งดูหลายๆ ที่ พบว่าแม้แต่ฝรั่งเองเขาก็ยังแบ่งประเภทของผลิตภันณฑ์ที่มีความเสี่ยงแตกต่างกันเลย ผมก็เลยทำเวอร์ชั่นของผมขึ้นมาบ้างให้มันดูเหมาะสมกับความเข้าใจของเพื่อนๆชาว Aommoney นะครับ จริงๆ ก็พยายามถอดแบบการแบ่งระดับความเสี่ยงจากบรรดาข้อมูลจากบริษัทจัดการหลักทรัพย์กองทุนรวมต่างๆ  มันอาจจะใกล้เคียงหรือแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับของหลายๆ ที่ ภาพนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการศึกษาการลงทุนของทุกท่าน ไม่ได้เป็นแผนภาพเพื่อบอกว่าใครควรจะลงทุนแบบไหนจากความเสี่ยงที่เขียนไว้เนื่องจากแต่ละท่านเองก็จะมีความเสี่ยงทางการเงินของตัวเองอยู่แล้วควรจะวางแผนทางการเงินของตัวเองให้เหมาะสมก่อนการลงทุนนะครับ

ความเสี่ยงคืออะไร?

ได้ยินคำนี้มาเยอะเหมือนกันใช่ไหมครับ ลองจินตนาการง่ายๆ เวลาเราเดินออกจากบ้านไปซื้อก๋วยเตี๋ยวที่ตลาด เป้าหมายของเราก็แค่การเดินไปซื้อของ ถ้าเราซื้อของสำเร็จก็คือบรรลุวัตถุประสงค์ แต่ทุกย่างก้าวของการเดินมันอาจจะพบปัจจัยต่างๆ ทั้งตัวเราเองและสิ่งที่เข้ามากระทบก็ได้ เช่น ในระหว่างเดินไปเราอาจจะรู้ว่าแถวบ้านเรามีหลุมมีบ่อเยอะเดินยากเลยต้องเดินช้าๆ ระวังๆ ช้าหน่อยแต่ชัวร์ว่าจะไปซื้อก๋วยเตี๋ยวได้สำเร็จ หรืออยู่ๆ เราอาจจะอยากรีบไปรีบกลับเลยวิ่งไปทำให้มีโอกาสจะไปตกหลุมตกบ่อหรือชนสิ่งต่างๆ ให้ล้มลงได้แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถทำให้เราซื้อของได้เร็วขึ้น ความเสี่ยงมันคือสิ่งต่างๆ ที่อาจจะเข้ามากระทบกับการกระทำของเราจากการตัดสินใจดำเนินงานภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดต่างๆ ซึ่งจะทำให้เราบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายได้ไปในทางที่แตกต่างกัน อาจจะเป็นไปในทางที่ดีหรือในทางที่แย่ก็ได้

เพราะฉะนั้นแล้วมันเลยเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า “ยิ่งความเสี่ยงสูง ยิ่งทำให้เกิดโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง ยิ่งความเสี่ยงต่ำ ยิ่งทำให้เกิดโอกาสที่ได้รับผลตอบแทนต่ำ” การที่เราตัดสินใจวิ่งไปซื้อของก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้เราล้มลง (ความเสี่ยงจากการกระทำสูง) ได้แต่มันก็ทำให้เราใช้เวลาในการซื้อน้อยลงสามารถนำเวลามาทำอย่างอื่นได้อีก (ผลตอบแทนจากการกระทำสูง) ผลตอบแทนที่ว่าเป็นได้ตั้งแต่ผลตอบแทนจากการกระทำกิจกรรมจนมาถึงการตัดสินใจในการลงทุนก็ได้ เราจะเห็นอยู่บ่อยๆ เวลาเราดูทีวีหรือเข้าเว็บไซต์การลงทุนเขาก็จะมีคำพูดเตือนให้เราทราบในเรื่องการระวังความเสี่ยงต่างๆ

การลงทุนในแต่ละผลิตภัณฑ์มีความเสี่ยงแค่ไหน?

จากภาพปิรามิดการลงทุนจะเห็นได้ว่า มันจะมีการไล่เรียงผลิตภัณฑ์การเงินการลงทุนจากระดับฐานไปถึงยอด (ต่ำไปสูง) การที่เราอยู่ตรงฐานย่อมจะตกมาไม่เจ็บเท่ากับคนอยู่สูง แน่นอนครับเพราะความเสี่ยงมันต่ำกว่า แต่ถ้าเราเล่นของสูงส่วนใหญ่เราก็จะรู้สึกว่ามันคุ้ม หากเราประสบความสำเร็จในเป้าหมาย แต่นั่นก็หมายความว่าเราก็อาจจะเผชิญกับโอกาสที่จะตกลงมาอย่างเจ็บปวดก็ได้ จริงๆ แล้วผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนมันมีมากกว่าที่นำมาเล่านะครับ แต่เอาแบบพื้นฐานให้ดูก่อน ไม่ได้เอาพวก ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์มารวม

เงินฝากและประกันชีวิต

ความเสี่ยงของเงินฝากและประกันชีวิตเป็นอะไรที่ต่ำที่สุด เรานำไปฝากไว้ธนาคารเราจะได้ดอกเบี้ยเงินฝาก ที่เยอะมากๆๆๆๆ (ประชด ฮ่าๆ) มันก็ตามความเสี่ยงที่เรารับได้ ก็คือเรารับความเสี่ยงไม่ได้กับเงินก้อนนี้ไงครับ (แหม… ต้องใช้ต้องกินนี่นา) ผลตอบแทนเลยไม่ได้สูงอะไร แต่อย่างน้อยการฝากเงินในธนาคารโอกาสที่มันจะหายไปก็น้อยกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ส่วนประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ก็เป็นการออมรูปแบบหนึ่งแบบคุ้มครองความเสี่ยง และพอถึงครบกำหนดเขาก็จะให้เงินคืนพร้อมผลตอบแทนตามสัญญา นอกจากนี้บางคนยังมองว่าถ้าขยับความเสี่ยงขึ้นไปอีกนิดก็สามารถลงทุนในผลิตภัณฑ์ประเภทตราสารแห่งตลาดเงินได้ ผลตอบแทนที่จะได้รับก็จะเพิ่มมากขึ้นกว่าการฝากเงินแบบธรรมดา

ตราสารหนี้

ตราสารหนี้มันมีความเสี่ยงสูงกว่าการที่เราเอาเงินไปฝากธนาคาร เป็นผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ความเสี่ยงสูงขึ้นมาหน่อย ชื่อมันบอกว่าเป็นตราสารหนี้ มันคือการที่มีใครซักคนที่ต้องการใช้เงินมาบอกว่าเขาต้องการเงิน ขอยืมเงินหน่อยแล้วจะเอาเงินมาขึ้นพร้อมดอกเบี้ยให้ เราเป็นผู้ให้กู้เอง มันก็อยู่ที่ว่าเราจะให้เขายืมเงินหรือเปล่า การที่เราจะให้เขายืมเงินก็ขึ้นอยู่กับว่าบุคคล/บริษัท/รัฐบาล นั้นๆ มันดูน่าเชื่อถือหรือเปล่า ไม่ใช่ให้ยืมเงินไปแล้วไม่คืน นั่นหมายความว่าถ้าเกิดคนที่ขอยืมเงินเราไปมีความน่าเชื่อถือสูงเราก็ย่อมได้ผลตอบแทนต่ำเพราะเรายินดีจะให้เขายืมดีกว่าไปให้คนที่มีโอกาสเบี้ยวหนี้ยืม

กองทุนรวม

ผมนำกองทุนรวมมาจัดไว้ในตำแหน่งนี้เพราะผมเชื่อว่ากองทุนมีความรู้ในการจัดการและสามารถตัดสินใจบนความเสี่ยงได้หลายๆ อย่าง จากความสามารถของเขาด้วยที่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการลงทุน กองทุนรวมเป็นการนำเงินของพวกเรามารวมกันเพื่อนำไปลงทุนตามนโยบายของกองทุนนั้นๆ อาจจะเป็นลักษณะของการลงทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น หรือเป็นกองทุนรวมที่ผสมผสานระหว่างตราสารหนี้และตราสารทุน เมื่อเราลงทุนในกองทุนรวมแล้วเราจะเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถได้รับเงินปันผลหรือส่วนต่างของราคาหน่วยลงทุนได้ตามผลประกอบการของกองทุนนั้นๆ มีความเหมาะสมกับผู้ที่ไม่มีเวลาในการจัดการการลงทุนด้วยตัวเอง

หุ้น

เชื่อว่าคนที่ติดตาม TarKawin ของผมน่าจะมีความสนใจในการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก การลงทุนในหุ้นคือการนำเงินไปลงทุนในกิจการเพื่อร่วมเป็นเจ้าของในบริษัทนั้นๆ การเป็นเ

มือไม่ว่างก็ทำงานได้ MetaLimbs แขนกลผู้ช่วยใหม่จากแดนญี่ปุ่น

เคยคิดไหมถ้าวันหนึ่งคุณจะมีแขนมากกว่า 2 แขน มือมากกว่า 2 มือ? ไม่ต้องตกใจ นี่ไม่ใช่การแนะนำตัวละครทศกัณฑ์แน่นอน แต่มันคือการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ ที่จะสร้างแขนพิเศษขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคุณ!

นักวิจัยจาก Inami Laboratory ของมหาวิทยาลัยโตเกียว ได้คิดค้นอุปกรณ์ที่ชื่อ ‘MetaLimbs’ แขนกลพิเศษ ที่จะมาช่วยให้การทำงานบางอย่างสะดวก และง่ายยิ่งขึ้น เช่น การหยิบโทรศัพท์ให้ตอนที่มือทั้งสองของเราไม่ว่าง หรือแม้กระทั่งการช่วยในการบัดกรีสิ่งต่าง ๆ

ถูกควบคุมผ่านระบบติดตามตำแหน่งที่สวมใส่บนขาของผู้ใช้ มีเซ็นเซอร์แบบสัมผัสที่ให้แรงตอบรับกับเท้าเมื่อมีการสัมผัส โดยเท้าและขาของผู้ใช้ทำให้เจ้าอุปกรณ์นี้สามารถขยับแขนของอุปกรณ์รอบ ๆ หรือแม้แต่จับวัตถุได้ ซึ่งแขนกลนั้นจะถูกสวมใส่อยู่ที่ด้านหลังของเรานั่นเอง

จะเป็นอย่างไรถ้าคนเราใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับอวัยวะเทียม? การสำรวจที่ก่อเกิดเป็นไอเดียของสิ่งประดิษฐ์ ดูความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้ในวันที่กิจกรรมต่าง ๆ ของเรามีผู้ช่วยเสริมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำสิ่งต่าง ๆ

แต่ MetaLimbs นี้ก็ยังเป็นแค่การทดลองต้นแบบ ที่อาจจะยังทำงานได้ไม่ครอบคลุม หรือมีประสิทธิภาพสูงเท่าไหร่นัก แต่เชื่อได้เลยว่าต่อไปเจ้าแขนกลนี้จะต้องสร้างประโยชน์ และช่วยเหลือคนได้เยอะมากแน่ ๆ

“เรามีความสุขถ้าโครงการนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น ๆ”

– Tomoya Sasaki –

มาดูความคิดเห็นของผู้คนหลังเทคโนโลยีออกสื่อไปกันดีกว่า!

“มันฉลาดมาก และผมก็ชอบชื่อนี้นะ”

“นี่เป็นงานที่สุดยอดเลย ขอแสดงความยินดีด้วยนะ! ฉันหวังว่าสิ่งนี้จะมีประโยชน์ในด้านอวัยวะเทียม”

“ญี่ปุ่นสุดยอดไปเลย! ตอนนี้เราก็มีต้นแบบในการสร้างแขนกลสำหรับคนพิการแล้วสิ”

“ผมไม่สามารถละสายตาจากโทรศัพท์ได้เลย ตอนเห็นสิ่งนี้”

sources : 

https://www.digitaltrends.com/cool-tech/metalimbs-university-of-tokyo/

https://blog.hackster.io/metalimbs-gives-you-an-extra-pair-of-hands-e6f5ce5f7c6b

สรุปสวัสดิการประกันและค่ารักษาพยาบาลจากรัฐบาล : ตอนที่ 1 หลักประกันสุขภาพ (บัตรทอง)

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า เรื่องของประกันเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับทุกคน (โดยเฉพาะถ้าอ่านบทความที่ผมเขียน 555) โดยเฉพาะเรื่องประกันสุขภาพไว้เบิกค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย แต่สำหรับหลายคนที่อยากจะมีประกันสุขภาพ แต่ติดตรงปัญหาค่าเบี้ยประกัน ที่อาจจะมองว่าจ่ายค่าเบี้ยประกันระยะยาวไม่ไหวจริงๆ ทางออกก็คือ เรายังมีสวัสดิการของรัฐที่ช่วยเหลือเรื่องค่ารักษาพยาบาลของเราได้ ซึ่งสวัสดิการตรงนี้มีชื่อเรียกว่า “หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หรือที่หลายๆคนรู้จักในนาม “บัตรทอง” นั่นเอง (ซึ่งแต่เดิมมันก็คือโครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค” นั่นแหละครับ แต่ภายหลังปรับเปลี่ยนใหม่ ไม่ต้องจ่าย 30 บาทแล้ว สามารถรักษาฟรีได้เลย ถ้าค่ารักษาไม่เกินขอบเขตที่กำหนด) ดังนั้น ผมจึงขอมาสรุปสิทธิ์และเงื่อนไขคร่าวๆของสวัสดิการนี้ให้ทุกคนได้รับทราบกัน เพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ในฐานะที่เราเป็นพลเมืองคนหนึ่ง (ที่จ่ายภาษีอย่างถูกต้อง 555) ของประเทศไทยกันนะครับ ^^

1. สวัสดิการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคืออะไร?

คือ หนึ่งในสวัสดิการรักษาพยาบาล ที่รัฐบาลจัดให้แก่ประชาชน ซึ่งสวัสดิการรักษาพยาบาลของรัฐมีทั้งสิ้น 5 กลุ่ม ดังนี้

1) สวัสดิการข้าราชการ = ใครที่รับราชการ มีสิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลของรพ.รัฐได้ฟรี (กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เป็นผู้ดูแล)

2) กองทุนประกันสังคม = เป็นสวัสดิการด้านประกันที่รัฐบาลให้สิทธิ์แก่ประชาชนในการจ่ายเงินสมทบ (ร่วมกับนายจ้าง หรือรัฐบาล) เข้ากองทุน (เรียกคนที่มีสิทธิ์กลุ่มนี้ว่า “ผู้ประกันตน”) ซึ่งเรามีสิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาล, กรณีทุพพลภาพ, เสียชีวิต หรือว่างงาน จากกองทุนประกันสังคมนี้ได้ (กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เป็นผู้ดูแล) 

3) สวัสดิการพนักงานส่วนท้องถิ่น = เป็นสวัสดิการเบิกค่ารักษารพ.รัฐหรือสถานพยาบาลท้องถิ่น ของข้าราชการหรือลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กระทรวงมหาดไท เป็นผู้ดูแล)

4) สวัสดิการของหน่วยงานรัฐอื่นๆ = เป็นสวัสดิการเบิกค่ารักษารพ.รัฐ ของหน่วยงานรัฐอื่นๆที่ไม่ใช่ข้าราชการ เช่น หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (หน่วยงานนั้นๆเป็นผู้ดูแล)

5) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ = เป็นสวัสดิการเบิกค่ารักษารพ.รัฐ หรือสถานพยาบาลใดๆที่ลงทะเบียนกับทางรัฐ ของประชาชนคนไทยทุกคนที่**ไม่อยู่ในกลุ่มที่มีสิทธิ์เบิก 4 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น** (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นผู้ดูแล)

โดยที่เราต้องไปลงทะเบียนสมัครกับหน่วยงานที่กำหนด และเขาจะให้เราเลือกโรงพยาบาลที่อยู่ในเขตใกล้บ้าน ที่เราจะใช้สิทธิ์นี้ได้เพียง 1 โรงพยาบาลเท่านั้น (ยกเว้นกรณีพิเศษต่างๆที่จะกล่าวต่อไป) 

2. ใครที่มีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการนี้?

1) ประชาชนคนไทยทุกคน ที่ไม่ได้เป็นข้าราชการหรือทำงานรัฐวิสาหกิจ (สิทธิ์สวัสดิการข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ) และไม่ได้เป็นผู้ประกันตนของกองทุนประกันสังคม (สิทธิ์กองทุนประกันสังคม) สามารถตรวจสอบสิทธิ์ว่าเรามีสิทธิ์เบิกสวัสดิการของรัฐในกลุ่มไหนได้ที่ http://www.nhso.go.th/peoplesearch/ 

2) เด็กแรกเกิดที่ไม่มีประกันสุขภาพที่พ่อแม่ซื้อให้

3) ลูกของผู้ที่เป็นข้าราชการ ซึ่งเป็นลูกที่มีอายุเกิน 20 ปี หรือสมรสแล้ว (ถ้าอายุไม่เกิน 20 ปีและยังไม่ได้สมรส สามารถเบิกในสิทธิ์ข้าราชการของพ่อแม่ได้)

4) ลูกของข้าราชการ ตั้งแต่คนที่ 4 เป็นต้นไป (สิทธิ์ลูกข้าราชการใช้ได้สูงสุด 3 คน)

5) ข้าราชการที่เกษียณก่อนกำหนด และไม่ได้รับบำเน็จบำนาญ

3. อยากมีสิทธิ์นี้ต้องทำยังไง? ลงทะเบียนที่ไหน?

เอกสารที่ใช้

– บัตรประจำตัวประชาชน (ถ้าเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สูติบัตรแทน)
– ถ้าที่อยู่ในบัตรประชาชนไม่ตรงกับที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ให้เอาทะเบียนบ้านไปด้วย
– แบบคำขอลงทะเบียน (เอาที่สถานที่ลงทะเบียน)
สถานที่ลงทะเบียน
– กรุงเทพ = สำนักงานเขต 30 แห่งที่กำหนด (สามารถเช็คได้ที่ http://ebook.dreamnolimit.com/nhso/004/)
– จังหวัดอื่นๆ = สถานีอนามัย / รพ.รัฐ / สำนักงานสาธารณสุขประจำจังหวัด
จากนั้นก็ระบุโรงพยาบาลที่เราจะใช้สิทธิ์ครับ

4. ใช้สิทธิ์โรงพยาบาลไหนได้บ้าง?

ได้เฉพาะโรงพยาบาลที่เราเลือกไว้ในเขตที่เราอยู่อาศัยครับ (เรียกว่า “หน่วยบริการประจำ”) แต่เราสามารถขอเปลี่ยนโรงพยาบาลได้ไม่เกิน 4 ครั้งต่อปี (แจ้งได้ที่สถานที่ลงทะเบียน นำบัตรประชาชนกับทะเบียนบ้านไปแจ้ง ซึ่งจะสามารถเริ่มใช้บริการของโรงพยาบาลใหม่ได้ประมาณ 1 เดือนหลังแจ้ง)

**ยกเว้น กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน ที่เราสามารถใช้สิทธิ์ในโรงพยาบาลใดๆก็ได้

5. ใช้สิทธิ์รักษาอะไรได้บ้าง?

หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้บริการที่ครอบคลุมเรื่องสุขภาพต่างๆดังต่อไปนี้

1) สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (วางแผนมีลูก / ฝากครรภ์ / ฉีดวัคซีน / ตรวจร่างกาย)
2) คลอดบุตร
3) ทันตกรรม
4) ตรวจ / วินิจฉัย / รักษาโรค
5) ค่ายาและเวชภัณฑ์
6) ค่าอาหารและห้องสามัญ
7) การจัดการส่งต่ออาการเจ็บป่วยให้หน่วยบริการอื่น
8) บริการแพทย์แผนไทย (การรักษาด้วยสมุนไพร / นวด / ประคบ)
9) บริการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ผู้พิการ

6. ใช้สิทธิ์รักษาอะไรไม่ได้บ้าง?

1) ผสมเทียมเพื่อให้มีบุตร
2) ผ่าตัดเปลี่ยนเพศ
3) การบำบัดฟื้นฟูผู้ที่ติดยาเสพติด
4) ปลูกถ่ายอวัยวะ (ยกเว้น ไต / ตับ / เปลี่ยนหัวใจ)
5) ทันตกรรมเพื่อความสวยความงาม (จัดฟัน)

7. ต้องเสียค่าใช้จ่ายไหม?

แล้วแต่อาการเจ็บป่วยของเราครับ โดยทั่วไป หากไม่ได้เจ็บป่วยร้ายแรง มีการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลไม่เกิน 72 ชั่วโมง จะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ (ไม่ต้องจ่าย 30 บาทในการรักษาแล้ว) แต่หากเป็นการเจ็บป่วยร้ายแรง อาจจะต้องมีส่วนที่ออกเพิ่ม สำหรับค่าใช้จ่ายและค่ารักษาส่วนเกินที่ทางกองทุนของรัฐไม่ได้ซัพพอร์ตครับ

8. เวลาต้องเข้าโรงพยาบาล จะใช้สิทธิ์ ต้องทำยังไงบ้าง?

หากลงทะเบียนไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแค่ยื่นบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่ ก็สามารถใช้สิทธิ์ได้แล้วครับ (เมื่อก่อนต้องยื่นเป็นบัตรทอง แต่เดี๋ยวนี้ใช้แค่บัตรประชาชนก็ได้แล้วครับ)

ความเสี่ยงของกองทุนตลาดเงินที่ต้องเตรียมพร้อม

ความเสี่ยงของกองทุนตลาดเงินที่ต้องเตรียมพร้อม

กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ก็คือการที่กองทุนไปซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินระยะสั้น ที่มีความคล่องตัวคล้ายเงินสด(แต่ก็ไม่ถึงขนาดเงินสดนะครับ)

โดยเป็นกองทุนที่มี นโยบายการลงทุนในเงินฝากของธนาคารต่าง ๆ ทั้งนอกและในประเทศ ตั๋วเงิน รวมถึงตราสารหนี้ที่อายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี แต่อย่าเพิ่ง งง กันนะครับ ถ้าบางท่านอาจจะยังไม่รู้จักตราสารหนี้ ก็สามารถไปอ่านเรื่องตราสารหนี้กันก่อนได้ที่นี่ครับ-> http://bit.ly/1uLzMj2

 

กองทุนตลาดเงินเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด แต่ผมไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยงนะครับ ความเสี่ยงของกองทุนตลาดเงิน ก็มีความเสี่ยงใกล้เคียงกับการเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ และ ฝากประจำ ร่วมกับความเสี่ยงของตราสารหนี้ระยะสั้น นั่นแหละครับ คือถ้าแบงค์ล้มเราก็ล้มด้วยครับ หรือถ้าคนที่ออกตราสารหนี้เบี้ยวหนี้แล้วหนีไป เราก็จะไม่ได้รับเงินคืนนั่นเองครับ

ประเด็นสำคัญ ในอนาคตอันใกล้นี้กับกองทุนตราตลาดเงินก็คือ จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกอย่างครับ คือ เรื่องของ พรบ. คุ้มครองเงินฝากครับ ไอ้พรบ. นี้คืออะไร ผมจะอธิบายง่าย ๆ อย่างนี้ครับ ปัจจุบัน ถ้าเงินที่เราฝากธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ แล้ววันดีคืนดี(น่าจะเป็นวันไม่ดี คืนร้ายมากกว่า) ธนาคารเจ๊ง ก็จะมีการจ่ายเงินตามที่กฎหมายคุ้มครองไว้ครับ ในสมัยก่อนจะคุ้มครองเต็มจำนวน คือถ้าธนาคารเจ๊ง ก็จะรับผิดชอบจ่ายเงินคืนเต็มจำนวนเลยครับ ซึ่งในปัจจุบันการคุ้มครองเงินฝากนั้น จะได้เพียงแค่ 50 ล้านบาทต่อ 1 ธนาคารครับ

แต่ !!!! ต่อไปจะเหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อ 1 ธนาคารเท่านั้นครับ ยกตัวอย่างครับ เช่น มีเงินฝาก 100 ล้าน ถ้าธนาคารต้องปิดกิจการ เราก็จะได้รับเงินคืนแค่ 1 ล้านบาทเท่านั้นเองครับ ไม่ว่าจะมีกี่บัญชีก็ตามครับ นั่นก็หมายความว่าความเสี่ยงที่เราจะเสียเงินไปก็มีมากขึ้นครับ

(เอ๊ะ ! นี่เราควรที่จะเรียกว่าคุ้มครองเงินฝากเหรอนี่ ทำไมมันดูขัดแย้งว่าไหมครับ ตอนยังไม่มี พรบ. กลับคุ้มครอง พอมี พรบ. กลับไม่คุ้มครอง โอ้ย งง !!)

 

ระยะเวลา จำนวนเงินที่คุ้มครอง
11 ส.ค. 53 – 10 ส.ค. 54 เต็มจำนวน
11 ส.ค. 54 – 10 ส.ค. 55 ไม่เกิน 50 ล้านบาท
11 ส.ค. 58 – 10 ส.ค. 59 ไม่เกิน 25 ล้านบาท
11 ส.ค. 59 เป็นต้นไป ไม่เกิน 1 ล้านบาท

 

จาก พรบ. นี้ทำให้ผมเชื่อว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เงินในระบบจะมากขึ้น เพราะว่าการฝากเงินในธนาคารอาจจะไม่ใช่ที่ปลอดภัยอย่างเราเคยคิดกันครับ ดังนั้นคงมีหลายท่านที่คิดว่าเอาเงินมาลงทุนให้งอกเงยจะดีกว่าที่ฝากไว้ในธนาคารครับ จุดสำคัญคือ ถ้าเราฝากเงินด้วยจำนวนเยอะ ๆ ความเสี่ยงของเราจะยิ่งเพิ่มขึ้นด้วยจริงไหมครับ ??  ดังนั้นความเสี่ยงเรื่อง พรบ. คุ้มครองเงินฝาก ก็เป็นอะไรที่เราต้องระวังกันมากขึ้นนะครับ

อย่างไรก็อย่าเพิ่งเสียขวัญกันไปนะครับ เพราะผมเชื่อว่ากองทุนจะพยายามหาสถานที่พักเงินให้กับพวกท่านเองครับ โดยอาจจะไปฝากที่ธนาคารรัฐบาลมากขึ้น หรือเน้นไปที่ตั๋วเงิน และตราสารหนี้ระยะสั้นมากขึ้น ซึ่งก็แล้วแต่การจัดการของผู้จัดการกองทุนครับว่าจะปรับตัวกันอย่างไร

แต่ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย อย่าเพิ่งคิดแต่ข้อเสียของกองทุนตลาดเงินกันนะครับ กองทุนตลาดเงินยังมีข้อดีก็คือ เวลาขายกองทุนแล้วเงินเหล่านี้ก็จะไม่เสียภาษีครับ จะไม่เหมือนเวลาที่เราไปฝากเงินตามธนาคารที่ดอกเบี้ยที่ได้จะต้องนำไปคิดภาษีนั่นเอง (ถ้าไม่ใช่บัญชีแบบพิเศษ)

ที่สำคัญเลยก็คือ บางท่านที่เป็นนักลงทุนในหุ้น หรือชอบซื้อกองทุนหุ้น ถ้าช่วงไหนที่ตลาดปรับตัวมากขึ้นจนผิดสังเกต นักลงทุนทั้งหลายก็จะนำเงินออกจากตลาดหุ้น หรือกองทุนหุ้นมาหลบ + พักเงินไว้ในกองทุนตลาดเงินนั้นเองครับ เพื่อรอวันที่หุ้นกลับมาถูกลงและทำการช้อนซื้อครับ เรียกได้ว่าเป็นหลุมหลบภัยชั้นดีเลยครับ ส่วนการขายกองทุนนั้นก็จะได้รับเงินหลังจากที่เราทำการขายหน่วยลงทุนแล้วใน 1-2 วันเท่านั้นเองครับ

ท่านไหนที่มีการวางแผนในการใช้เงินดี ๆ แล้วละก็ กองทุนตลาดเงินเป็นอะไรที่น่าสนใจมากครับ ถึงแม้ผลตอบแทนจะไม่มาก แต่ก็พอที่จะทำให้เงินที่เรามีนั้นไม่ถูกลดมูลค่าลงไปเท่าไหร่ เมื่อเปรียบเทียบกับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นครับ

 

อาจารย์ด้านกองทุนของผม มักจะบอกเสมอ ๆ ว่า " ความเสี่ยงที่เสี่ยงมากที่สุด คือการที่เราไม่รู้ว่ามีความเสี่ยงอยู่ครับ"

ดังนั้นผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้บางท่านที่ไม่รู้ว่ากองทุนตลาดเงินก็มีความเสี่ยงด้วยเหมือนกัน ได้เข้าใจความเสี่ยงมากขึ้นครับ

พบกันครั้งหน้าครับ ^_^

วิธีออมเงิน 3 ระยะ เพื่อส่งลูกเรียน

“พ่อกับแม่ที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อลูก”

เป็นความรักที่รับรู้ได้ด้วยความรู้สึกโดยไม่มีเหตุผลรองรับ

ความรักที่พร้อมมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ

หนึ่งในความเสียสละและเป็นสมบัติล้ำค่า

ที่ยอมทำงานหนักเพื่อแลกมาให้ลูกนั่นคือ “การศึกษา”

 

 

วิธีออมเงิน 3 ระยะ เพื่อส่งลูกเรียน 

การออมเงินด้วยตนเอง

การเลือกวิธีออมเพื่อให้ตอบโจทย์กับเป้าหมายของเรานั้นสำคัญมาก เพราะถ้าพลาดนั้นหมายถึงเงินที่เราตั้งใจจะเก็บไม่ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการด้วย ถ้าจะนำสินทรัพย์เพื่อการลงทุนจับคู่กับเป้าหมายการลงทุน 

โดยออกแบบการออม ออกเป็น 3 ระยะ คือ การออมแบบระยะสั้น ปานกลางและระยะยาว

 

วิธีที่ 1 เก็บเงินระยะสั้น – การออมเงินโดยฝากออมทรัพย์

        เป็นการออมเพื่อรักษาสภาพคล่องไว้ใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ เช่น ค่าขนม ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเรียนพิเศษ เป็นต้น ถ้าเราไม่อยากให้รายจ่ายตรงนี้เป็นภาระมากเกินไป ควรสร้างวินัยให้ลูกรู้จักการประหยัด รู้คุณค่าของเงินและจัดสรรเงินเองได้ ถ้าจะขอเพิ่มมากกว่านี้ก็ต้องมีเหตุผลที่เพียงพอ

จากปกติที่ให้ค่าขนมรายวัน ==> เปลี่ยนมาให้รายสัปดาห์

จากปกติที่ให้ค่าขนมรายสัปดาห์ ==> เปลี่ยนมาให้รายเดือน

        อาจจะต้องจดบัญชีให้ดูด้วยว่าใช้เงินไปกับอะไรบ้าง ถ้าใช้เงินหมดก่อนครบกำหนด 1 สัปดาห์ (หรือ 1 เดือน) ก็ต้องมาคุยกันว่าใช้ไปกับอะไร ทำไมเงินถึงไม่พอใช้ แล้วตรวจสอบจากบัญชีที่จดว่าจ่ายไปกับอะไรบ้าง อธิบายกันด้วยเหตุผล “อย่าบ่นว่าลูกใช้เงินไม่เป็น เพราะทุกอย่างผู้ปกครองต้องทำตัวป็นแบบอย่าง” อาจจะต้องทำใจแข็งบ้างเพื่อฝึกให้ลูกเป็นคนมีระเบียบวินัยมากขึ้น ฝึกให้รู้จักเผชิญกับความผิดหวัง (เพราะขอเงินแล้วไม่ได้) จะได้รู้วิธีแก้ปัญหาในอนาคต ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า เราไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลูกได้ตลอดชีวิต หัดให้เขาเจอกับปัญหาในขณะที่เราช่วยบอกวิธีที่ถูกต้องให้น่าจะดีกว่า

 

เมื่อลูกโตในระดับหนึ่งควรหัดให้ลองทำงาน เพราะจะทำให้เด็กรู้จักการใช้เงินมากขึ้น รู้ว่ากว่าที่พ่อแม่จะได้เงินมาแต่ละบาทนั้นแลกมาด้วยความยากลำบาก พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนตนเอง จึงบอกให้ลูกเรียนอย่างเดียวเพื่อได้มีเวลาเรียนอย่างเต็มที่จะได้เรียนเก่งๆ แต่อย่าลืมประเด็นสำคัญ คือ ไม่มีใครเก่งไปซะทุกอย่าง คนเรียนเก่งไม่จำเป็นต้องจัดการเงินเก่ง เพราะความเก่งทำให้คนตกม้าตายเรื่องการเก็บเงินมาเยอะแล้ว เหมือนที่เราเคยเห็นบ่อยๆ ที่ทำงานมีเงินเดือน แต่ไม่มีเงินเก็บ

เมื่อให้ลูกรู้จักจัดการค่าใช้จ่ายด้วยตัวเองแล้ว ค่าใช้จ่ายของลูกจะนับเป็นค่าใช้จ่ายประจำและชัดเจนของพ่อแม่ พ่อแม่เองจึงสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายรายเดือนและสามารถแบ่งไปเพื่อเก็บออมได้อย่างสม่ำเสมอ

วิธีที่ 2 เก็บเพื่อการศึกษาระยะปานกลาง – การออมเงินโดยใช้ LTF

        เราใช้ประโยชน์จากข้อกำหนดของ LTF ที่ขายได้เมื่อครบ 5 ปี ทำให้สร้างวินัยการออมเพื่อเป้าหมายระยะปานกลางได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างภาพข้างล่างนี้จะเป็นการจัดระบบการออมเงินเพื่อเป้าหมายทุนการศึกษาของลูก แต่อย่าซื้อเกินสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษี คือ 15% ของรายได้พึ่งประเมินแต่ไม่เกิน 500,000 บาท

 

วิธีนี้เราจะได้รับประโยชน์จากกการออม 2 ต่อ คือ

ต่อที่ 1 ได้ลดหย่อนภาษี ตามฐานภาษีของเรา

ต่อที่ 2 มีเงินเพื่อการศึกษาลูก ในปีที่ครบกำหนดขาย

 

ตัวอย่าง การออมเงินโดยใช้ LTF

4 วิธีออมเงินส่งลูกเรียน

สรุปว่า

  • ซื้อ LTF ครั้งที่ 1 ขณะที่ลูกอายุ 1 ขวบ เมื่อครบ 5 ปีจึงขายกองทุนเพื่อเป็นทุนการศึกษาขณะที่ลูกอายุ 5 ขวบ
  • ซื้อ LTF ครั้งที่ 2 ขณะที่ลูกอายุ 2 ขวบ เมื่อครบ 5 ปีจึงขายกองทุนเพื่อเป็นทุนการศึกษาขณะที่ลูกอายุ 6 ขวบ
  • ซื้อและขาย LTF ลักษณะแบบนี้ไปเรื่อยๆ

 

 

วิธีที่ 3 เก็บเพื่อการศึกษาระยะยาว – การออมโดยใช้ประกันชีวิตสะสมทรัพย์

        การออมเงินระยะยาวนั้นต้องใช้วินัยการออมค่อนข้างสูงมากควรเก็บไว้ในที่ที่ถอนลำบาก บางคนคิดว่าแค่ฝากไว้ในธนาคารเฉยๆก็ไม่น่าจะมีอะไร แต่ทุกครั้งที่ตั้งใจจะฝากเงินก็มีเหตุให้ใช้เงินทุกที จนทำให้เริ่มออมเป็นก้อนไม่ได้สักที แบบนี้เรียกว่า “ขาดวินัยการออมที่ดี” การใช้วิธีสะสมเงินโดยใช้ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่เป็นการออมภาคบังคับเข้ามาช่วยน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยระหว่างการทำประกันถ้าเราจำเป็นต้องการใช้เงินจริงๆก็สามารถกู้ประกันชีวิตของตนเองได้ ซึ่งอาจจะต้องสอบถามกับตัวแทนประกันของตัวท่านเอง

 

วิธีนี้เราจะได้รับประโยชน์จากกการออม 3 ต่อ คือ

ต่อที่ 1 ได้ลดหย่อนภาษี ซึ่งลดหย่อนได้ต่อปีไม่เกิน 100,00 บาท

ต่อที่ 2 มีเงินเพื่อการศึกษาลูก ถ้าจ่ายครบตามที่กำหนด

ต่อที่ 3 ได้รับการคุ้มครองชีวิต ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝัน(อาจจะเสียชีวิตก่อนวันอันควร) จะมีเงินสดส่วนนี้เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูกใช้เป็นค่าเล่าเรียนจนจบการศึกษา

 

ตัวอย่าง การออมเงินโดยใช้ประกันชีวิตสะสมทรัพย์

สมมติตอนนี้เด็กหญิงอภินิหารเงินออมอายุ 3 ขวบซึ่งพ่อกับแม่ต้องการเก็บเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาในระดับมัธยมและอุดมศึกษาให้ลูก โดยมีเป้าหมายการออม ดังนี้

  • เงินออมเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูก
  • จำนวนเงินทุนการศึกษา 1 ล้านบาท
  • ต้องการใช้ระยะเวลาเก็บเงิน 10 ปี

        จากเป้าหมายข้างต้นทำให้เลือกประกันชีวิตสะสมทรัพย์ที่มีระยะเวลาการเก็บเงิน 10 ปี ตัวย่อว่า ” E10P” ซึ่งทำเฉพาะสัญญาหลัก(เน้นที่เป้าหมายเพื่อการศึกษาแต่ไม่เน้นผลตอบแทน) โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • บริษัทฯจ่ายเงินปันผล 9 ครั้ง (แล้วแต่บริษัทจะอนุมัติ)
  • เป้าหมายในการเก็บเงิน 1 ล้านบาท(ตามศัพท์ประกันจะเรียกว่า “ทุนประกัน”)
  • เก็บสะสมเงินปีละ 98,630 บาท(ตามศัพท์ประกันจะเรียกว่า “จ่ายเบี้ยประกัน” การคำนวณจะใช้อายุของผู้ปกครองที่จ่ายเงินประกันเข้าโปรแกรมคำนวณเบี้ยประกันจะได้ตัวเลขตามนี้ ถ้าผู้ปกครองอายุมากขึ้นก็จะจ่ายเบี้ยประกันมากขึ้นเช่นกัน)
  • ได้รับการคุ้มครองชีวิตในกรณีที่จากไปก่อนครบกำหนด (โดยได้รับเงินตามทุนประกันที่ทำไว้)

หมายเหตุ การทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์มีให้เลือกมากมาย ควรเลือกให้ตรงกับระยะเวลาที่ต้องการใช้เงินและความสามารถในการออมของเราให้มากที่สุด ซึ่งหัวข้อนี้เป็นเพียงตัวอย่างจริงเพื่อประกอบบทความเท่านั้น

 

4 วิธีออมเงินส่งลูกเรียน

 

ส่วนทางลัดเพื่อประหยัดค่าเรียนของลูกอีกทางหนึ่งที่น่าสนใจนั่นก็คือ การสอบชิงทุน

        หลายองค์กรแจกทุนการศึกษาและมีให้สอบชิงทุนเพื่อศึกษาต่อ แต่มีเงื่อนไขว่าถ้าเรียนจบแล้วจะต้องกลับมาทำงานใช้ทุนในองค์กร X ปี (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละองค์กร) ซึ่งผู้ปกครองควรค้นหาว่าลูกเรามีความถนัดทางด้านไหนเพื่อเตรียมข้อมูลว่าต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อจะได้รับทุนนั้นๆ

 ตัวอย่าง เว็ปที่รวบรวมเรื่องการแจกทุนการศึกษา

4 วิธีออมเงินส่งลูกเรียน

ที่มา : http://www.ocsc.go.th

        ความฝันเก็บเงิน 1 ล้านอาจจะหดหายไปเพราะเห็นจำนวนเงินที่ต้องจ่ายต่อปี ทุกอย่างมันต้องมีวิธีลองมาดูวิธีเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านบาทภายในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งแบ่งวิธีการเก็บเป็น  2 แบบ คือ 

1. วิธีเก็บคนเดียว

4 วิธีออมเงินส่งลูกเรียน

        สมมติ ผู้ที่จ่ายเบี้ยประกันมีรายได้เดือนละ  40,000 บาท

มีวิธีการออมดังนี้

  • เปิดบัญชีกองทุนรวมโดยแบ่งเก็บเงินเข้าบัญชีกองทุนรวมตราสารหนี้ทุกเดือนๆละ 8,219 บาท ซึ่งคิดเป็น 20.54% ของรายได้ ( 8,219 / 40,000 = 20.54% ของรายได้)
  • พอครบปีก็ขายกองทุนนั้นเพื่อจะนำเงินมาชำระค่าเบี้ยประกันจำนวน 98,630 บาท (8,219 x 12) ซึ่งอาจจะได้รับเงินปันผลระหว่างปีขึ้นอยู่กับกองทุนรวมที่ไปฝาก

 

2. วิธีช่วยกันเก็บ

4 วิธีออมเงินส่งลูกเรียน

        สมมติ พ่อกับแม่ช่วยกันเก็บเงิน โดยที่แต่ละคนมีเงินเดือนคนละ 40,000 บาท มีวิธีการออมดังนี้

  • เปิดบัญชีกองทุนรวมโดยแบ่งเก็บเงินเข้าบัญชีกองทุนรวมตราสารหนี้ทุกเดือน คนละ 4,109 บาท ซึ่งคิดเป็น 10.27% ของรายได้  (4,109 / 40,000 = 10.27% ของรายได้) รวมกันสองคนก็เดือนละ 8,219 บาท
  • พอครบปีก็ขายกองทุนนั้นเพื่อจะนำเงินมาชำระค่าเบี้ยประกันจำนวน 98,630 บาท (เราอาจจะได้รับเงินปันผลระหว่างการลงทุนด้วย ขึ้นอยุู่กับกองทุนที่ฝาก)

 

หมายเหตุ

ควรศึกษาการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุนและเลือกวิธีที่เหมาะกับความสามารถในการหารายได้ของเราเพื่อจะได้ไม่เป็นภาระที่หนักมากจนเกินไป

[ซีรีย์การเงิน] รวยได้ไม่ง้อพ่อ (1) : รวยคืออะไร ?

 “รวย” คือ อะไร

 

เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ เคยลองสังเกตไหมครับว่า … ในวงสนทนาของบรรดามวลหมู่มิตรสหายทั้งหลายนั้น ล้วนหลีกหนีไม่พ้นเรื่องเงินๆทองๆ ของบรรดาผองเพื่อน ไม่ว่าจะเป็น

-        เฮ้ย … ดูอภินิหารเงินออมสิ ตอนนี้มีรถสปอร์ตเปิดประทุนขับแล้ว

-        รู้ข่าวต้าร์ กวินไหม มันทำธุรกิจตัวใหม่ ได้ตั้งเดือนละหลายล้าน

-        ส่วนหมอนัท ก็ใช่ย่อย เห็นว่าล่าสุดเปิดสาขาที่ 108 ไปแล้ว

-        ส่วนเกรย์แมนกลายเป็นหนึ่งในเจ็ดเซียนนักลงทุนหน้าใหม่

แหม่ … ได้ยินเค้าว่า เพื่อนคนนู้น คนนั้น คนนี้ รวยกันใหญ่ พอหันกลับมามองดูตัวเอง เชื่อเลยว่าหลายๆคนก็เกิดอาการเซ็งเบาๆ พร้อมกับตัดพ้อในใจว่า เฮ้อ…. แล้วเมื่อไรตรูจะ “รวย” เหมือนพวกเค้าสักที

 

นั่นนะซิ!!!!… คนส่วนใหญ่ใครๆก็อยากรวย
แต่เรารู้หรือยังว่า “รวย” คืออะไร

 

เมื่อพูดถึงคำนี้ทีไร เรามักจะได้รับคำตอบว่า “รวย” หมายถึงคำว่า “พอ” หากรู้จักคำว่า “พอ” เมื่อไร นั่นแหละถือว่า “รวย” ทันที เมื่อวันก่อนคุณพี่รูปหล่อคนหนึ่ง บอกกับ @TAXBugnoms ดังๆสั้นๆ ว่า…

 

 “รวย” = “พอ”

 

แต่โทษทีครับพี่ …. แล้วตรูจะรู้ได้ยังไงล่ะว่า เมื่อไรแค่ไหนถึงจะเรียกได้ว่า “พอ”  หนึ่งล้าน สิบล้าน สามพันกว่าล้านก็ยังไม่พอ เย้ยยย .. ไม่ใช่แล้วครับ

คุณพี่รูปหล่อคนเดิมหันหน้ามายิ้มกว้าง พร้อมตอบสั้นๆ “คืองี้นะน้องหนอม … “พอ” คือ “พอ” คงไม่ต้องอธิบายอีกแล้ว สวัสดีครับ” (หา….)

อ้าวววว แสรสสสสส สรุปคือตรูไม่ได้คำตอบซะงั้น!!! ถ้าเป็นแบบนี้หยุดถามเลยดีกว่า เพราะถ้าไปถามพี่เค้ามากๆเข้า เดี๋ยวจากคำว่า “พอ” ธรรมดาจะยาวจนกลายเป็นคำว่า “พ่องงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง”  (พี่เค้ากล้ามใหญ่ ยังไงก็แอบกลัวนิดนุง)

 

แล้วจริงๆ คำว่า “รวย” คือ อะไรกันแน่

จากการสอบถามจากผู้คนหลากหลาย ทำให้ @TAXBugnoms รู้ว่าจริงๆแล้วคำว่า “รวย” นั้นมีหลากหลายความหมาย ไม่ว่าจะเป็น การมีพอกินพอใช้ มีความมั่งคั่ง ความมีชาติตระกูลสูงส่ง จนกระทั่งมีอาชีพดูดี ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และอื่น ๆ ตามแต่คำตอบของแต่ละคน ที่เพ้อ เอ้ย!!! ให้คำนิยามเอาไว้กับคำว่ารวย อันนี้ถ้าใครไม่เชื่อลองไปถามเพื่อนๆพี่ๆน้องดูได้เลยคร้าบ รับรองแต่ละตอบไม่เหมือนกันแน่นอนนนน…)

 

แต่เดี๋ยวก่อน… ถึงแม้ความหมายของคำว่ารวยจะมีได้หลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องถามหัวใจตัวเองดูอย่างที่พี่รูปหล่อเค้าว่าไว้ นั่นคือไอ้ความ “รวย” ที่เรามีอยู่ในทุกวันนี้ มันเรียกได้ว่า “พอ” หรือยัง

 

ทุกวันนี้ เรารวย “พอ” หรือยัง?
ถ้าคำตอบคือ “พอแล้ว”
แนะนำว่าปิดหน้าจอนี้
แล้วไปทำอย่างอื่นดีกว่าคร้าบ

 

แต่ถ้ายังไม่พอ ขอแนะนำให้
เริ่มต้น “สำรวจตัวเอง”…ก่อนนะจ๊ะ…

 

รู้จักคำว่า “พอ”

โดยส่วนตัวแล้ว @TAXBugnoms พยายามหาคำตอบของคำว่า “พอ” มาเป็นเวลานาน และจากประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาระยะหนึ่ง ทำให้เข้าใจว่า… ที่มาของคำว่า “พอ” นั้นมาจาก “ความสามารถ” หักออกด้วย “ความคาดหวัง”

พอ= ความสามารถ – ความคาดหวัง

ถ้าเป็นเรื่องของความ “รวย” มันก็น่าจะเริ่มจากการพิจารณาว่าตัวเองมี “ความคาดหวัง” ด้านการเงินแบบไหนบ้าง เช่น ค่าใช้จ่าย ภาระ หนี้สิน เงินออม

และที่สำคัญ เรามี “ความสามารถ” อะไรบ้างที่จะหารายได้มาชดเชยความคาดหวังที่ว่ามานี้ เช่น รายได้จากการทำงาน รายได้จากการลงทุน ฯลฯ

ดังนั้น เมื่อ “ความสามารถ” ที่เรามีในวันนี้ มันช่วยเติมเต็ม “ความคาดหวัง” จากความต้องการได้ นั่นก็แปลว่า เรารู้จัก “พอ” แล้วล่ะคร้าบบบบ

 

แต่สำหรับบางโค้นนนนนบางคน เค้ามีความสามารถมากกว่าคาดหวังเยอะเลย แต่กลับ บ่นงู้นงั้นงี้ว่า ตัวเองยังไม่มีนู่นนั่นนี่ นี่มันพวกขี้โม้ชัดๆ!!! ….ไอ้คนพวกนี้ไงครับ ที่เค้าเรียกกันว่า “คนที่ไม่รู้จักพอ” (ฮา)

 

สุดท้าย มีคำถามที่ @TAXBugnoms อยากจะถามเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ก่อนจากกันวันนี้ เป็นเพียงคำถามสั้นๆง่ายๆว่า…

ถ้าหากเราอยากรวย…
เรารู้หรือยังว่า..
คน (ที่จะ) รวยเค้าคาดหวังอะไรบ้าง?
(ติดตามตอนต่อไป)

 

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save