“มนุษย์เงินเดือน” ทำไงดี เมื่อญาติอยากรู้เรื่องเงินบ้านเรา!?

นานๆ เจอกันที แทนที่จะคุยเรื่องอื่นดีๆ ญาติดันมาถามเรื่องเงินซะนี่!!

แล้วเราควรตอบยังไงดี..มาดามมีแนวทางให้ค่ะ

เงินเดือนเท่าไหร่แล้ว ซื้อบ้านซื้อรถได้แบบนี้คงรวยแล้วสิ ส่งลูกไปเรียนที่นี่ใช้เงินเป็นไง ฯลฯ

ก่อนจะหงุดหงิด ก่อนจะเครียดไปกว่านี้..

มาค่ะ มาเข้าใจก่อน..ว่าญาติเค้าถามเรื่องเงินบ้านอื่นทำไมกัน?

1. ความอยากรู้อยากเห็น..มันเป็นเรื่องปกติ

เรื่องดารา เรื่องคนที่ทำงานเรายังอยากรู้เลย นับประสาอะไรกับเรื่องญาติที่เห็นกันมานาน อย่างน้อยเราก็มีต้นตระกูลเดียวกัน ที่มาเริ่มต้นพอๆ กัน มันก็มีความอยากรู้ปนห่วงใย ชีวิตไปถึงไหน เธอสู้ไหวรึเปล่า เล่าสู่กันฟังบ้างอะไรบ้าง

2. อยากรู้เพราะอยากเปรียบเทียบ..นี่ก็เรื่องปกติ

มนุษย์ที่ไหนก็ชอบเปรียบเทียบค่ะ เราเองยังเทียบกันคนอื่นตลอดเวลาเลย

ก็ให้เข้าใจว่าไม่ใช่เฉพาะญาติที่ถาม เป็นกันทุกคน อยากรู้กันหมด แค่ใครจะเอ่ยปากมั้ย

ข้อดี – ใช้การเปรียบเทียบเพื่อยกระดับชีวิต เพื่อให้ตัวเอง active ขยันมีชีวิตที่ดีขึ้น

ข้อเสีย – ใช้การเปรียบเทียบเพื่อยกหางหรือกดตัวเองให้ต่ำ ไม่ใครก็ใครต้องจิตตกแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

เมื่อเข้าใจธรรมชาติมนุษย์ ทีนี้มาดู..
วิธีรับมือ

1. สังเกตใจตัวเอง เรารู้สึกยังไงเมื่อโดนเค้าถาม?

หงุดหงิด จี๊ด ปรี๊ด รำคาญ หรือแบบไหน

บางทีก็ต้องถามตัวเองเหมือนกันนะ ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกินเผือกแล้ว เราจะไปรู้สึกอะไรกับเค้าทำไม

หรือที่เรารู้สึก..เพราะจริงๆ ลึกๆ เราเองที่ไม่พอใจฐานะการเงินบ้านเรา พอแค่ใครเอ่ยถึงก็เลยรู้สึกไม่ดีกันแน่

2. ความจริงของบ้านเราคืออะไร?

ติดลบ – ปกติ – มีเหลือ

ใช้การถามของเค้าให้เป็นประโยชน์ ลองมาจับเข่าคุยความจริงกันในบ้านดู มาดามว่าก็ดีเหมือนกันนะคะ ปีละหนก็ยังดี การรู้ฐานะที่แท้จริงทำให้ทุกคนในบ้าน “เข้าใจตรงกัน” ว่าต้องทำตัวยังไง

3. เลือกว่าจะตอบหรือไม่ตอบ

รู้มั้ยว่าคำถามเรื่องเงินจากญาติ เป็นคำถามที่เราจะตอบหรือไม่ตอบก็ได้ค่ะ

ไม่ตอบก็ไม่ผิด เพราะนี่เรื่องส่วนตัว

ตอบก็เลือกได้ ว่าจะละเอียดแค่ไหน ซึ่งมาดามว่าไม่ต้องละเอียดนะ เอาเท่าที่เราสบายใจ เพราะนี่ญาติไง ไม่ใช่ DSI หรือสรรพากรที่ต้องชี้แจงให้ฟัง

4. เลือกว่าจะแสดงออกยังไง

ย้อนกลับไป เค้าถามเพราะความอยากรู้ ห่วงใย สงสัย ขอบคุณในความอยากรู้ของเค้า ว่าเออ ดีใจนะที่สนใจ

หลังจากตอบไปในระดับที่สบายใจแล้วก็ชวนคุยเรื่องอื่นสรวลเสเฮฮาไปเถอะค่ะ

ญาติเนี่ย มีเงินก็ซื้อไม่ได้นะ

ถึงไม่มีเงิน บางทีญาติก็ช่วยเหลือกัน

จงดีใจเถอะ..ที่มีญาติ

มาดามอุ่นใจทุกครั้งเวลาที่มีงานทั้งมงคลและไม่มงคลแล้วมีญาติมาค่ะ

คำถามที่เราควรจะถามกันเมื่อเจอหน้านอกจากเรื่องเงิน..

มาดามแนะนำนะ

ลองถามว่า “ช่วงนี้มีความสุขมั้ย?”

คำตอบที่ได้…อาจจะจับใจ สร้างบทสนทนาที่ดีแสนดีได้

ไม่เชื่อก็ลองดู

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

ระบบไฟฟ้าไร้สาย เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องหยุดชาร์จไฟอีกต่อไป

ภาพสายไฟฟ้าที่พาดผ่านไปมารวมไปถึงควันรถและกลิ่นเหม็นที่โชยตามท้องถนนอาจจะเป็นสิ่งที่ชาชินสำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ทีเต็มไปด้วยรถยนต์ แน่นอนว่ามันมีเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาเรื่อยๆเกี่ยวกับพลังงานทางเลือก แต่ก็ยังไม่อาจลบภาพอันชินตาไปได้ง่ายนัก

Nicola Tesla เคยจินตนาการในการจัดการพลังงานบนโลกโดยไม่ต้องพึ่งพาเจ้าสายไฟที่ยุ่งเหยิงอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ในเวลาที่ผ่านมานั้นสิ่งที่ใกล้เคียงกับจินตนาการของเขาที่สุดคือขดลวดเทสลา (Tesla Coil) ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1891 อย่างไรก็ตาม ความฝันของ Tesla นั้นยิ่งใหญ่กว่าขดลวดนั้นมาก มากขนาดที่ว่าเป็นเครือข่ายไร้สายทั่วโลกที่ทั้งบ้าน สำนักงาน รวมถึงพาหนะสามารถใช้ไฟฟ้าได้เมื่อมันต้องการ 

ปัจจุบัน นักวิจัยจาก Stanford University คิดว่าพวกเขาอาจจะสามารถทำระบบชาร์จได้สายที่ใช้งานจริงได้เนื่องจากพวกเขาสามารถส่งผ่านไฟฟ้าไปในวัตถุเคลื่อนที่ได้ในบริเวณใกล้เคียงสำเร็จแล้ว ถ้าเทคโนโลยีนั้นสามารถปรับขนาดได้ตามที่ต้องการ ก็จะต่อยอดไปเพื่อใช้งานต่างๆได้เช่นทำให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถชาร์จพลังงานเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งสถานีชาร์จหรือกังวลเรื่องแบตเตอร์รี่ EV หากสามารถเอาชนะอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่นี้ได้จริง พลังงานไฟฟ้าก็อาจจะเป็นมาตรฐานของเชื้อเพลิงในยานพาหนะทั่วโลกเลยก็เป็นได้

ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและนักเขียนอาวุโส Shanhui Fan ได้ตอบคำถามการสัมภาษณ์จาก Stanford News ว่า “เรายังคงต้องการปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้ามากกว่านี้หากจะใช้เพื่อชาร์จพลังงานในรถยนต์ไฟฟ้า แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ระยะทางมันไกลมากเกินไปด้วย”

การส่งผ่านพลังงานที่ทำได้ในปัจจุบันนั้นยังคงน้อยกว่าพลังงานที่รถยนต์คันหนึ่งต้องการมาก อย่างไรก็ตาม พวกเขาได้เข้าถึงการถ่ายโอนพลังงานแบบไร้สายโดยมีพื้นฐานจาก Magnetic resonance coupling เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เหลือรวมถึงการพัฒนายังเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลามากพอสมควร

จวบจนปัจจุบันปัญหาใหญ่ของการส่งผ่านพลังงานแบบไร้สายยังคงเป็นในด้านการไม่สามารถทำให้ตัว coil สามารถปรับหาวัตถุแบบอัตโนมัติได้ ทางผู้วิจัยได้แก้ปัญหาด้วยการใช้ Feedback resistor ควบคู่ไปกับ Amplifier system เพื่อตรวจจับว่ามันควรจะปรับไปทางไหนโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์

การวิจัยนี้เป็นการทำให้ทุกอย่างก้าวหน้า หนทางของพลังงานสะอาดและการจราจรที่จัดการได้ง่ายกว่าที่มันสามารถเกื้อหนุนแม้แต่รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง

“ในทางทฤษฏีแล้ว การขับขี่แบบนี้มันแทบไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อหยุดชาร์จพลังงานเลย” Fan อธิบายไว้กับบทสัมภาษณ์ “การที่พวกคุณสามารถชาร์จพลังงานรถยนต์ได้แม้ว่าคุณกำลังขับรถลงจากทางด่วนนั้นคือความหวัง ตัวCoil ที่อยู่ในช่วงล่างของรถจะทำหน้าที่รับกระแสไฟฟ้าจากชุด coil ที่เชื่อมต่อและฝังอยู่ในถนน”

ด้วยการฝัง coil ไปในถนน พวกเราสามารถต่อยอดได้ไปจนถึงระบบทางด่วนอัตโนมัติ รถยนต์อัตโนมัติที่เคลื่อนที่ได้เองแบบไม่ต้องอาศัยอะไร รวมไปถึง GPS และระบบนำทางอื่นๆที่ถูกชาร์จแบบอัตโนมัติ มันแทบจะไม่ต่างกับสิ่งที่ Tesla ได้จินตนาการเกี่ยวกับระบบพลังงานไร้สายในโลกเลย

ระบบ World Wireless System ในความคิดของ Tesla นั้นจะมีเสาส่งสัญญาณพร้อมกับข้อมูล ส่งผ่านไปยังที่อื่น และผู้ใช้จะสามารถเข้ามาในระบบพร้อมกับตัวรับสัญญาณ แต่แผนของเขาก็ยังไม่ได้ก้าวข้ามไปแม้แต่เสาแรก ที่ทลายไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ความคิดของเขานั้นก้าวล้ำเกินยุคนั้นไปมาก และในตอนนี้ทีมจาก Stanford ได้ชิ้นส่วนแรกของมันมาแล้ว…และหวังว่าพวกเราจะสามารถเห็นส่วนที่เหลือของความฝันนั้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้

source ;

https://futurism.com/stanford-scientists-are-making-wireless-electricity-transmission-a-reality/

จัดพอร์ตฯสร้างรายได้ด้วย Income & Equity Income Model

หลังจากแนะนำโมเดลที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเงินต้นไปในบทความที่แล้ว มีเพื่อนๆหลายคนที่ให้ความสนใจในโมเดล พอร์ต 7 สี มณี 7 แสง และถามรายละเอียดเข้ามากันมากมาย ซึ่งขอสารภาพว่าผมตอบรายละเอียดได้ไม่ทันจริงๆ เลยขออนุญาตเขียนเป็นบทความเพื่ออธิบายแนวความคิดของแต่ละโมเดลออกมาเรื่อยๆก็แล้วกันครับ อดใจรอกันหน่อยน้า… (ใครที่ยังไม่ได้อ่านแนวความคิดของสองโมเดลรักษาเงินต้น >> คลิกอ่านที่นี่)

ในครั้งนี้เราขอพูดถึงแนวความคิดของการจัดพอร์ตการลงทุนที่เน้นรูปแบบของผลตอบแทนมากขึ้น แต่ผลตอบแทนอาจจะไม่สูงมาก เพราะยังเน้นเรื่องความมั่นคงอยู่ ซึ่งรูปแบบผลตอบแทนของโมเดลทั้งสองชนิดนี้คือ “INCOME MODEL” และ “EQUITY INCOME MODEL”  จะเป็นแบบคงที่ (Fixed income) และเงินปันผลรับ (Dividend) รายปี

ถ้าลงทุนไปเรื่อยๆจนสินทรัพย์มีมูลค่ามากขึ้น เงินลงทุนก็สามารถจ่ายผลตอบแทนรายปีที่มากพอ จนนักลงทุนสามารถใช้ผลตอบแทนเหล่านั้นกินอยู่ได้ทั้งปี ส่วนตัวเงินที่ได้รับนั้นจะมากจะน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการลงทุนของแต่ละคนนะฮะ

ใครที่อยากมีรายรับจากการลงทุนในรูปแบบคล้ายๆการจ่ายเงินเดือนของบริษัท ลองพิจารณาโมเดลการจัดพอร์ตฯทั้งสองโมเดลนี้ก็ได้ แล้วจะรออะไรกันล่ะ!? ไปดูแนวคิดและวิธีการจัดสรรสินทรัพย์ของทั้งสองโมเดลนี้กันเลย !!!

INCOME MODEL

แนวความคิดของ Asset Model

INCOME MODEL ชื่อก็บอกอยู่ว่า เป็นโมเดลสำหรับการสร้างรายได้ รายได้ที่เหมือนกับเงินเดือนหรือค่าจ้างแบบคงที่ นั่นเอง เหมาะกับคนที่ต้องการสร้างรายได้จากเงินลงทุนแบบ Passive Income พร้อมกับต้องการความมั่นใจว่า เราลงทุนแล้วจะได้รับผลตอบแทนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ในระยะเวลายาว

แล้วผลตอบแทนแบบงานประจำนี้มาจากไหน?

ผลตอบแทนของโมเดลเหล่านี้จะมาจาก ดอกเบี้ยรับของตราสารหนี้ และเงินปันผลจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เป็นหลัก

ซึ่งความเสี่ยงจากการลงทุนจะมีมากขึ้น มากกว่าการฝากเงินในธนาคาร แต่ก็ไม่ได้เสี่ยงมากเพราะสินทรัพย์ที่ผมเลือกใช้จัดพอร์ตฯนั้นส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนในรูปแบบ Fixed Income อยู่แล้ว โมเดลนี้จึงเหมาะกับนักลงทุนที่แสวงหารายได้ประจำจากเงินลงทุน โดยแลกความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้นั่นเอง

การจัดสรรสินทรัพย์ของ Asset Model

สัดส่วนใหญ่ 55% ของพอร์ต ผมเลือกใช้สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงไม่เกินระดับ 4 ใน RISK SPECTRUM ซึ่งจะจ่ายรายได้เป็นดอกเบี้ยแบบ Fixed income ให้กับนักลงทุน อีก 35% ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่มีอัตราการจ่ายปันผล แต่มีความผันผวนตามช่วงเวลาบ้าง

-เงินฝากออมทรัพย์ / กองทุนรวมตลาดเงิน สัดส่วน  10%

-พันธบัตรรัฐบาล / กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล สัดส่วน 25%

-หุ้นกู้ภาคเอกชน / กองทุนรวมตราสารหนี้ สัดส่วน 20%

-กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ สัดส่วน 35%

-กองทุนรวมในตราสารแห่งทุน (เน้นการปันผล) สัดส่วน 10%

จะเห็นว่าสัดส่วนสินทรัพย์ที่เยอะที่สุดของโมเดลนี้  35% จะอยู่ในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ จัดอยู่ในความเสี่ยงระดับ 7 ซึ่งเป็นการลงทุนในอุตสาหากรรมพิเศษ มีความเสี่ยงเฉพาะตัวของมันอยู่ ผลตอบแทนจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ถือว่าไม่น้อย โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 5-7% ต่อปี ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง แต่ลักษณะการจ่ายผลตอบแทนของมันค่อนข้างจะคงที่

เรียกได้ว่า มีความผันผวนของอัตราผลตอบแทนอยู่ในการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ ส่วนจะได้อัตราผลตอบแทนเท่าไหร่นั้น นักลงทุนต้องคอยศึกษาและติดตามอย่างสม่ำเสมอนะครับ

ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่สามชนิดรวมกัน 55% ทั้ง กองทุนรวมตลาดเงิน ตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน ขอให้เน้นในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีนโยบายลงทุนกับตราสารที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่เลือก Junk bond หรือตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง อย่างเช่น Non-rated B/E เข้ามาอยู่ในพอร์ตลงทุน

ถึงแม้จะได้ผลตอบแทนน้อยแต่สม่ำเสมอ เราก็อุ่นใจกว่าเห็นๆ

อีก 10% ที่เหลือ ให้เลือกลงทุนในกองทุนรวมในหุ้น ที่มีนโยบายปันผลอย่างต่อเนื่อง โมเดลนี้ไม่ต้องการการเติบโตของ NAV มากนัก (แต่ถ้าโตได้ด้วยก็ดีนะ 55555) เน้นการรับรายได้จากเงินปันผลมากกว่า

เป้าหมายและผลตอบแทนของ Asset Model

เมื่อคำนวณผลตอบแทนที่คาดหวังของโมเดลนี้ออกมา Base Case ที่น่าจะได้ก็คือ 5.45% ต่อปีโดยเฉลี่ย ส่วนกรอบความผันผวนจะอยู่ระหว่าง 0.51% ถึง 10.40% ต่อปี มีโอกาสขาดทุนอยู่พอสมควร เพราะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่างกองทุนรวมในหุ้น และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ รวมกันเป็นสัดส่วน 45% ของพอร์ตฯ

ถ้านำเงิน 1 ล้านบาท ไปลงทุนด้วยโมเดลนี้ ในเดือนมีนาคม 2007 จนถึงเดือน มีนาคม 2017 (ระยะเวลา 10ปี) เงิน 1 ล้านบาทจะกลายเป็น 1,753,887 บาท หรือได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7.53% ต่อปี ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ในกรอบที่คาดไว้ และได้ผลตอบแทนมากกว่า Base Case ที่คาดไว้ 2% ต่อปี

แต่นั่นเป็นเพียงข้อมูลในอดีต และผลตอบแทนทั้งหมด ผมคิดจาก Benchmark ของสินทรัพย์อ้างอิง ซึ่งจะรวมทั้งเงินปันผล อัตราดอกเบี้ยรับ และ Capital Gain ด้วย

ผมอยากให้เพื่อนๆเข้าใจแนวความคิดว่า โมเดลนี้เราออกแบบมาเพื่อ “รายรับประจำ” เป็นหลัก โฟกัสไปที่กระแสเงินสดที่เข้ามาในแต่ละปีจะดีกว่า สมมติลงทุน 1 ล้านบาท ได้รายรับจากดอกเบี้ยและเงินปันผล 5% ต่อปี แปลว่าได้รายรับเข้ามาปีละ 50,000 บาท ตกเดือนละ 4,167 บาท

ถ้าใครอยากมีรายรับมากกว่านี้ ให้ลงทุนสะสมไปเรื่อยๆนะ ใช้เวลากันหน่อย แล้ววันนึงเราจะได้เครื่องจักรผลิตเงินแบบมั่นคงจากการลงทุนในพอร์ตนี้นี่เองงงง !!!

EQUITY INCOME MODEL

แนวความคิดของ Asset Model

ถ้าโมเดลที่พูดถึงข้างต้น ยังให้ผลตอบแทนไม่สะใจพอ ลองมาดูโมเดล EQUITY INCOME ที่จะช่วยสร้างรายรับจากผลตอบแทนได้สูงกว่าแบบแรก เพราะเน้นเงินปันผลจากการลงทุนในหุ้นเน้นๆ!!! ส่วนรายรับแบบ Fixed income ที่เป็นดอกเบี้ย ใส่เข้ามาในพอร์ตเพื่อไม่ให้ผลตอบแทนของมันผันผวนมากจนเกินไป

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 12-16 มิถุนายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 12-16 มิถุนายน 2560

สวัสดีครับ เจอกันอย่างนี้ประจำทุกสัปดาห์กับผม “อัศวินกองทุน” คนเดิมคนนี้ที่จะมาสรุปมุมมองการลงทุนทั่วโลกให้กับทุกคนเหมือนอย่างเช่นเคย ถ้าอยากรู้ว่าในแต่ละสัปดาห์ควรจะลงทุนแบบไหน จัดพอร์ทอย่างไร ขอบอกเลยครับว่า คุณคิดถูกแล้วที่แวะมาอ่านบทความนี้ครับผม

สำหรับกลางเดือนมิถุนายนที่ฟ้าฝนดูเหมือนจะไม่เป็นใจ เรามาดูกันครับว่า ภาพรวมของตลาดและการลงทุนในสัปดาห์นี้ ควรจะเป็นอย่างไรบ้าง

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพรวมของตลาด

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นครับ ถึงแม้ว่าจะมีการให้การของ ‘นายเจมส์ โคมีย์’ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) เกี่ยวกับการแทรกแซงการเลือกตั้งในสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะสั่นคลอนตำแหน่งประธานาธิปดี ทรัมป์ แต่นักลงทุนยังไม่ได้ให้น้ำหนักในเรื่องนี้เท่าไรครับ

ทางฝั่งของตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลดลง โดยล่าสุดธนาคารกลางยุโรปมีการปรับประมาณการลดลงของอัตราเงินเฟ้อ และมองว่าอาจจะขยายเวลามาตรการ QE ออกไปอีกหากมีความจำเป็น

กลับมาดูที่ตลาดหุ้นไทยของเรากันบ้างครับ ในสัปดาห์นี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยเศรษฐกิจมีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเริ่มสร้างความมั่นใจให้กับการลงทุน

ทางฝั่งสินทรัพย์ทางเลือกอย่างราคาน้ำมัน ปรับตัวลดลงกว่า 5% หลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบในประเทศ ออกมาสูงกว่าการคาดกาณ์อย่างมาก ทำให้นักลงทุนเทขายจากความกังวลต่อภาวะอุปทานล้นตลาด ส่วนราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง เช่น การให้การของนายโคมีย์ต่อวุฒิสภา ในประเด็นรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ และการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษ

เอาล่ะครับ UPDATE สถานการณ์โดยรวมเป็นแบบนี้ เรามาดูกันต่อที่กลยุทธ์การลงทุนกันต่อเลยดีกว่าครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นจีน A-Share ผมแนะนำให้เริ่มต้นขายทำกำไรหลังจากตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมามากในตอนนี้ เนื่องจากข่าวลือของการเข้าซื้อหุ้นของรัฐบาลเพื่อลดความผันผวนในตลาดหลังจาก Moody’s ปรับลดอันดับ credit rating ของพันธบัตรรัฐบาลจีนครับ ซึ่งควรขายออกมาดูท่าทีกันก่อนครับ
  • ตลาดหุ้นไทย ยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นไทยต่อไปครับ โดยเน้นที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งเป็นผลจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคภาคครัวเรือน และการส่งออกครับ ซึ่งผมมองว่าตลาดหุ้นไทยยังไปได้ต่อครับผม
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯต่อไปครับ เนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่ง ดังที่เห็นได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมาดีกว่าการคาดการณ์ และผลประกอบการบริษัทโดยรวมยังมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องครับ
  • ตลาดหุ้นยุโรป ยังคงแนะนำให้ทยอยซื้อสะสมหุ้นยุโรปจากการคลายความกังวลในทางการเมืองต่อไป โดยล่าสุดธนาคารกลางยุโรปได้มีการปรับประมาณการตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจหรือ GDP เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจยุโรปที่ชี้ถึงการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ส่งผลให้การบริโภคครัวเรือนและความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการบริษัทเอกชนต่อไป ยังคงไปต่อครับผมสำหรับยุโรป
  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่นคำแนะนำในสัปดาห์นี้ยังทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นต่อไป หลังจากผลตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ รวมถึงแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่จะแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินเยนญี่ปุ่นมีโอกาสที่จะอ่อนตัวลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยทางบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นครับผม เอ้า สะสมกันต่อไปครับผม

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

สำหรับประเทศพัฒนาเน้นสะสมตลาดสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ครับ ส่วนตลาดเกิดใหม่เน้นฝั่งเอเชีย โดยเน้นไทยเป็นหลักครับ และถ้าหากใครมีหุ้นจีน A-Share แนะนำให้ขายทำกำไรไปเลยครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากนักลงทุนยังจับตาคำให้การของนายโคมีย์ต่อวุฒิสภา และการเลือกตั้งอังกฤษ ยังคงติดตามดูกันต่อไปครับ แต่คาดว่าน่าจะส่งผลให้ปรับตัวขึ้นเร็ว ๆ นี้ครับผม 
  • พันธบัตรรัฐบาลไทย อัตราพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลงมาใกล้ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.56% ทั้งนี้ จับตาแนวโน้มค่าเงินบาท หากดอลลาร์กลับไปแข็งค่าจากประเด็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลให้เป็นลบต่อตราสารหนี้ระยะยาวที่มีอายุเกินกว่า 3 ปีขึ้นไปครับ  

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ผมแนะนำให้นักลงทุนเน้นกระจายการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน และให้ผลตอบแทนที่ดีแทนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ผมยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดหุ้นขาลงจากความตึงเครียดและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นครับ ส่วนปัจจัยที่จะกดดันราคาทองคำ เช่น การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์ค่อนข้างกำจัด เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเฟดขึ้นดอกเบี้ยไว้ระดับหนึ่งแล้ว
  • น้ำมัน กลับมาแล้วครับ กลับมาทยอยซื้อสะสมน้ำมันได้เลยครับ เพราะตอนนี้ผมมองว่ามีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ และน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความต้องการๆใช้น้ำมันที่สูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน (Driving season) ซึ่งเป็นผลดีหากเริ่มต้

ช่วยด้วย!!! อยากปลดหนี้ ต้องทำยังไง?

หนี้สินเป็นอีกปัญหาหนึ่งในระดับชาติเลยนะครับ ยิ่งสมัยนี้ผมเองก็ได้อ่านข่าวที่มีอ้างอิงข้อมูลทางสถิติพบว่า ปัญหามันลามมาถึง Gen Y ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มต้นทำงานกันแล้ว หลายคนมีหนี้สินเยอะมากและไม่สามารถชำระได้ ก็เลยมาปรึกษาเรื่องการใช้หนี้ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างเพราะมันสร้างความลำบากให้กับชีวิตเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นหนี้เพื่อนฝูง หนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หนี้สินเชื่อบริโภค บทความนี้ก็เลยจะนำเสนอทางเลือกในเบื้องต้นนะครับ เผื่อลองพิจารณากันว่าจะนำไปประยุกต์ใช้กันได้บ้าง

1. หยุดก่อหนี้เลยตั้งแต่วันนี้  

หากเราเข้ามาอยู่ในสถานะที่เกิดวิกฤติทางการเงินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รู้สึกว่าชำระหนี้ไม่ไหว หรือมีการผิดนัดชำระหนี้ (จ่ายไม่ไหวนะตัวเอง ขอไม่จ่ายแล้วหายใจก่อนน้า) เราควรจะต้องเริ่มจัดการที่ตัวเองเลยด้วยการหยุดก่อหนี้ใดๆ ไม่ไปรูดบัตรเครดิตกดเงินสดออกมาเพื่อมาผ่อนชำระสินค้าใดๆ ไม่เช่นนั้นหนี้มหาศาลก็จะเข้ามาในชีวิตเพิ่มขึ้นนะครับ

2. ลองหาทางลดค่าใช้จ่ายกัน

บางคนอาจจะบอกว่า อ้าวก็ไม่มีเงินจะให้ทำยังไง ช่วงนี้ใช้จ่ายเยอะ เราก็ต้องกดเงินออกมาใช้จ่าย เอาบัตรเครดิตผ่อนไปก่อนเพื่อให้มันอยู่รอดได้ แหม… อันนี้ผมจะขอเสนอให้ลองทบทวนค่าใช้จ่ายกันอีกทีนะครับ ว่าจริงๆ รายจ่ายไหนที่เราสามารถสร้างทางเลือกให้กับตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นเดิมที กินแต่ร้านหรู ก็ลงลดระดับชีวิตลงให้อยู่ง่ายๆ ขึ้น หรือเมื่อก่อนนั่งแต่แทคซี่ก็เปลี่ยนมาเป็นนั่งขนส่งสาธารณะอื่นๆ การลดรายจ่ายและสร้างทางเลือกให้กับตัวเองจะทำให้เราใช้จ่ายน้อยลง ทำให้เงินในกระเป๋าเหลือมากขึ้น ไม่ต้องไปพึ่งบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และหากเงินเราเหลือก็ยังเหลือเก็บก็ยังเอาไปใช้หนี้ได้อีก

3. คุยกับเจ้าหนี้เพื่อขอผ่อนชำระให้สะดวกขึ้น

จำไว้ว่าเวลามีหนี้ อย่าหนี เพราะเราไม่สามารถหนีไปไหนได้และการเบี้ยวหนี้นั้นก็ทำให้เราเสียประวัติ เสียเครดิตในชีวิต เนื่องจากธนาคารเขาสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลประวัติทางการเงินของแต่ละคนได้ และถ้าเราเบี้ยวเงินธนาคารขึ้นมาก็ทำให้ธนาคารอื่นรู้ และทำให้ยื่นกู้เงินต่างๆ ไม่ได้ (ภาษาชาวบ้านเรียกติดเครดิดบูโร) นอกจากนี้แล้วเรื่องผิดสัญญาการชำระหนี้ก็อาจจะทำให้เราถูกฟ้องร้องได้ด้วยนะครับ

เพราะฉะนั้นแล้วหากเกิดเหตุการณ์ที่เราชำระหนี้ไม่ไหว ก็ลองติดต่อเจ้าหนี้ดูว่าจะให้ผ่อนชำระให้สะดวกขึ้นอย่างไรได้บ้าง เขาก็อาจจะให้ผ่อนต่อเดือนน้อยลงและยึดเวลาให้ยาวขึ้น แต่อาจจะต้องจ่ายมากขึ้นกว่าเดิมนะ ตัวอย่างสมมติ เช่น มีหนี้ 100,000 บาท ผ่อนเดือนละ 10,000 เป็นเวลา 10 เดือน ถ้าเรามองว่าเงินเดือนเราหักมาใช้หนี้ไหวแค่เดือนละ 5,000 บาท เขาก็อาจจะยึดหนี้ให้เป็นผ่อน 24 เดือนก็ได้ แต่อย่างที่บอกนะครับ การยืดหนี้เขาจะคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเข้าไปด้วย ในกรณีสมมตินี้จะจ่ายเพิ่มเป็น 120,000 บาท (5,000 x 24 เดือน) แต่มันก็ทำให้เราหายใจคล่องขึ้นได้

อันนี้ต้องลองพูดคุยกับเจ้าหนี้ในแต่ละรายนะครับ แต่ละที่อาจจะมีนโยบาย วิธีการและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน

4. ขายทรัพย์สิน หาเงินเพิ่มมาชำระหนี้ (หายามารักษา)

เชื่อไหมว่าหลายคนเป็นหนี้จากการผ่อนซื้อสินค้าราคาแพง ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า โทรศัพท์มือถือ เรียกได้ว่ามี Collection พร้อมในการออกงานได้ตลอด บางคนมีเสื้อผ้าอยู่เต็มตู้เลย บางอย่างเราซื้อมาปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว มันก็สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ นอกจากเราจะสามารถเปลี่ยนของกลับเป็นเงินมาชำระหนี้ก็ยังช่วยคืนความสุขให้กับตู้เสื้อผ้าด้วยเหมือนกันนะครับ จะขายตาม Online อย่างใน Facebook หรือ Instagram ก็ได้ หรือจะไปเปิดท้ายขายเป็นของมือ 2 ตามตลาดนัดก็ได้

หลายคนที่ผมรู้จักไม่เคยขายของเป็นเลย แต่พอเป็นหนี้ขายของเก่งมากและพอมีทักษะการขายจากการเรียนรู้เกี่ยวสินค้า ลูกค้า การพัฒนาการบริหาร จนกระทั่งมีลูกค้าที่ชอบเรามากขึ้น กลับกลายเป็นนักขายมืออาชีพ และไปสั่งของมาขายอีก สร้างผลกำไรต่อยอดให้กับตัวเอง จากที่เป็นหนี้เยอะๆ กลายเป็นคนรวยไปเลย ทำให้ผมเข้าใจเลยว่าทำไมคนที่เคยเป็นหนี้ 10 ล้าน ถึงกลายมาเป็นนักธุรกิจ 100 ล้านกันได้

แต่ที่ผมเล่าให้ฟังนั้นไม่ใช่ว่าจะหมายถึงการขายของเท่านั้น หลายคนอาจจะสร้างรายได้เพิ่มด้วยวิธีการอื่นๆ ตามที่ตัวเองถนัดนะครับ บางคนอาจจะไปรับจ้างสอนพิเศษ บางคนอาจจะไปรับจ้างออกแบบกราฟฟิค อยู่ที่เราเลยว่าจะหารายได้เพิ่มยังไงได้บ้างเพื่อมาช่วยรายได้หลักของเราในการชำระหนี้ครับ

สรุป หากเรามีหนี้ อย่าไปเครียดนะครับ การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ต้องอายที่จะเปิดเผยปัญหา เราจะได้หาทางแก้ด้วยกัน หากเป็นหนี้ก็ต้องหยุดก่อหนี้ หาทางชำระหนี้ไม่ว่าจะลดค่าใช้จ่ายหรือเพิ่มรายได้ของตัวเองและพูดคุยกับเจ้าหนี้ในเรื่องการชำระเงินดูเผื่อทำให้ชีวิตเรามีทางออกนะครับ

TarKawin

[Review] เก็บเงินแบบชิลล์ๆ ก็มีเงินแสนง่ายๆ ด้วยประกันชีวิตสะสมทรัพย์ “Life Saver 15/9”

“อยากมีเงินเก็บ แต่ไม่รู้หายไปไหนหมด” อาจจะเป็นปัญหาของคนหลายๆคน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มทำงาน เริ่มมีรายได้ หรือที่เรียกกันว่า ‘First Jobber’  ที่พอหารายได้เองได้แล้ว ก็มักจะอยากเอาเงินไปซื้อสิ่งของที่ตัวเองอยากได้ก่อน ทำให้ถึงแม้จะเข้าใจว่าต้องรู้จักออมเงิน แต่ก็เก็บเงินไม่อยู่สักที (หรือพอเก็บได้ก้อนหนึ่ง ก็จะอยากถอนเงินออกมาใช้) ดังนั้นจึงอาจจะต้องใช้เครื่องมือบางอย่าง มาช่วยบังคับให้เก็บเงินให้อยู่ โดยที่สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ไม่ลำบาก หรือเป็นภาระมาก เครื่องมืออย่าง “ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์” จึงอาจจะเป็นเครื่องมือที่เหมาะสม สำหรับคนหนุ่มสาวที่อยากเริ่มต้นเก็บเงิน แต่มักยับยั้งใจตนเองไม่ได้

เอาล่ะครับเชื่อว่าเมื่อพูดถึงประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ หรือแบบออมทรัพย์ หลายคนคงคุ้นเคยกันดี โดยเฉพาะการซื้อไว้เพื่อออมเงินและลดหย่อนภาษี ซึ่งโดยสรุปแล้ว วัตถุประสงค์ของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์นั้น มีไว้เพื่อ :

1. สร้างวินัยการออมระยะยาว (เพราะต้องออมต่อเนื่องหลายปี และได้รับเงินก้อนใหญ่คืนเมื่อครบสัญญา จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือบังคับให้เราออมเงิน ทำให้เรามั่นใจว่าเก็บเงินอยู่แน่ๆ)

2. สร้างเงินการันตีที่จะได้ในอนาคต สำหรับเป้าหมายการเงินที่ต้องการความแน่นอนของจำนวนเงิน เช่น ค่าเล่าเรียนลูกในอนาคต หรือ เงินสำหรับเกษียณอายุ เพื่อทำให้เราแน่ใจได้ว่า ได้เก็บเงินตามเป้าหมายที่เราต้องการและถูกการันตีไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ซื้อ (เมื่อปลอดความเสี่ยง มีความแน่นอนสูง ดังนั้น อัตราผลตอบแทนของการออมจึงไม่สูงมากนัก เป็นเรื่องธรรมดา)

ส่วนสิทธิ์ในการนำไปเป็นเครื่องมือในการใช้ลดหย่อนภาษีได้นั้น ถือว่าเป็นเป็นเรื่องรองลงมา     (ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก)

เมื่อเข้าใจในวัตถุประสงค์ของการทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์แล้ว ก็เหลือแค่ว่า เราจะไปหาแบบประกันแบบสะสมทรัพย์ตัวไหนดีที่น่าสนใจ และน่าจะเหมาะกับเรา ซึ่งวันนี้ ผมจะพามารีวิวประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่น่าสนใจตัวหนึ่ง ที่ชื่อว่า “Life Saver 15/9” ที่ TMB กันครับ

มาดูลักษณะของ “แบบประกัน” กันครับ

จุดเด่น

  • เป็นแบบประกันที่เบี้ยประกันต่อทุนประกันคงที่ทุกเพศทุกอายุ ดังนั้น แม้จะซื้อตอนอายุน้อยหรือมาก เบี้ยก็ไม่แพงขึ้นแต่อย่างใด (ที่ทุนประกันที่เท่ากัน)
  • มีทั้งผลตอบแทนและความคุ้มครอง (ได้ทุนประกันเริ่มต้นที่ 4.167 เท่าของเบี้ยประกัน) ทำให้เหมาะกับเป้าหมายการเงินที่ต้องการทั้งผลตอบแทนและความคุ้มครองไปพร้อมๆกัน (เช่น เก็บเงินเพื่อการศึกษาลูก ถ้าอยู่ครบสัญญา-ได้เงินคืนพร้อมเงินครบสัญญาก้อนใหญ่ ถ้าเสียชีวิตก่อน-ได้ทุนประกันก้อนใหญ่)
  • สามารถแบ่งจ่ายเป็นรายเดือนได้ โดยที่ค่าเบี้ยรวมต่อปี ยังเท่ากับจ่ายเป็นรายปี ทำให้ช่วยให้ทยอยจ่ายได้ ไม่ต้องจ่ายทีเดียวเป็นก้อนใหญ่ให้รู้สึกว่าเป็นภาระ ช่วยให้บริหารรายรับ-รายจ่าย แต่ละปีได้ดีขึ้น
  • เบี้ยที่จ่ายเริ่มต้นต่อปีไม่สูงมากนัก เพียงเดือนละ 1,000 บาท ก็เริ่มออมได้ ทำให้คนที่อายุน้อย เพิ่งเริ่มมีรายได้ใหม่ๆ ก็สามารถเริ่มต้นออมเพื่อสร้างวินัยทางการเงินได้ไม่ลำบาก

ข้อสังเกต

  • ระยะเวลาจ่ายเบี้ย เมื่อเทียบกับแบบสะสมทรัพย์ ที่มีระยะเวลาคุ้มครองประมาณ 15 ปีตัวอื่นๆ ถือว่านานกว่า (มีบางแบบที่จ่ายเบี้ย 6-8 ปี)

สรุป

แบบประกัน Life Saver 15/9 ที่ TMB (รับประกันชีวิตโดยผู้เชี่ยวชาญอย่าง เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต) ถือเป็นประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่มีจุดเด่น และมีความน่าสนใจอยู่ที่ ‘ความสบายในการชำระเบี้ย’ เนื่องจากเบี้ยประกันจะไม่ปรับขึ้นตามอายุ และเบี้ยประกันเริ่มต้นถือว่าไม่แพง สามารถแบ่งจ่ายรายเดือนได้โดยที่เบี้ยรวมไม่ได้สูงขึ้น เพียงเริ่มต้นแค่เดือนละ 1,000 บาท จึงเป็นประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มทำงานไม่นาน มีรายได้ไม่มากนัก ที่มักไม่รู้ว่าเงินเก็บหายไปไหนหมด หรือจะเป็นคนที่มีครอบครัวที่ต้องการเก็บเงินไปพร้อมๆกับการคุ้มครองชีวิต เพื่อวางแผนการศึกษาให้ลูกได้อย่างไม่ลำบาก จึงถือว่าเป็นเครื่องมือสร้างวินัยในการเก็บเงิน และการันตีเงินเป้าหมายในอนาคตที่น่าสนใจ เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ไว้เก็บเป็นรายเดือนไปพร้อมๆ กับการได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี หากใครสนใจประกันชีวิตสะสมทรัพย์ Life Saver 15/9 สามารถซื้อผ่านธนาคารทีเอ็มบีได้ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ goo.gl/lo90hs

บทความนี้เป็น Advertorial

เงินล้านสร้างได้ไม่ใช่แค่ฝัน แค่ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องใช้เงินมาก ก็มีเงินล้านได้ พบทางเลือกลงทุนเพื่อให้ถึงเงินล้านได้ในงานเทศกาลลงทุน #Investnow @ Mega Bangna 22-25 ก.ย. นี้

ผมเชื่อว่าใคร ๆ ก็อยากรวย อยากมีความมั่งคั่ง บางคนก็มีเป้าหมายในชีวิตที่คิดเป็นตัวเลขเอาไว้เลยว่าอย่างน้อยจะต้องมีเงินก้อนแรกให้ได้ 1 ล้านบาท และคงกำลังค้นหาวิธีการให้เราไปสู่เป้าหมายเงินล้านนั้นอยู่ว่าจะต้องทำอย่างไร หลายคนอาจจะเริ่มจากการเก็บเงินในธนาคาร ค่อย ๆ ฝากทีละนิด ๆ เช่น เดือนละ 5,000 บาท เพื่อให้ถึงเป้าหมาย แต่พอคิดไปคิดมา ก็รู้สึกว่ากว่าจะมีล้านแรกได้ด้วยการสะสมเงินเก็บเอาไว้ในธนาคารทำไมมันใช้เวลาที่ยาวนานเหลือเกิน

จริงๆเรื่องของการสร้างเงินล้านนั้นมันไม่ได้ยากเกินความสามารถของพวกเราทุกคนนะครับ เพียงแค่เราจะต้องรู้เคล็ดลับของการสร้างความมั่งคั่งกันเสียก่อน จากการศึกษาในเรื่องการบริหารเงินและการลงทุนนั้นพบว่าวิธีการที่เราจะเพิ่มพลังเงินงอกเงยให้ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้อย่างเร็วขึ้น มันก็มีอยู่ 2 ประการนะครับ คือ

เก็บเงินให้มากขึ้นจะทำให้เราไปสู่เป้าหมายที่เร็วขึ้น

เชื่อไหมว่าเมื่อเราเก็บเงินได้มากขึ้น จะยิ่งรวยเร็วขึ้น ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เดิมที่เราเก็บเงินไว้ 5,000 บาทต่อเดือน แล้วนำไปลงทุนแทนการฝากเงินในธนาคาร ถ้าจะไปให้ถึง 1 ล้านบาท ลองคำนวณแล้วพบว่า จากอัตราผลตอบแทนหรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าดอกเบี้ยเงินฝากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1 % เราจะใช้เวลาเก็บเงินทั้งหมด 15 ปีกับอีก 5 เดือน แต่ถ้าหากเราออมเงินมากขึ้น เช่น เพิ่มเงินออมเป็น 6,000 บาท หรือใครมีการเก็บออมที่เยอะขึ้นถึง 10,000 บาท ก็ย่อมทำให้เราไปถึงเป้าหมายเงินล้านได้เร็วขึ้น ในส่วนนี้มันขึ้นอยู่กับการบริหารรายรับรายจ่ายของแต่ละคนแล้วครับ ใครเงินเดือนเยอะและเก็บออมได้มากก็ย่อมไปสู่เป้าหมายได้เร็วกว่าคนอื่น

เพิ่มผลตอบแทนให้มากขึ้นด้วยการลงทุนจะทำให้เราถึงเป้าหมายเร็วกว่า

ในเมื่อเราทราบแล้วว่าการเก็บเงินที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยเงินฝากนั้นมันมีผลตอบแทนน้อยและในอนาคตก็ไม่รู้ว่าจะน้อยลงเรื่อย ๆ อีกไหม ก็ต้องเปลี่ยนแนวทางการเก็บเงิน ด้วยการแบ่งเงินบางส่วนที่เราออมได้ในแต่ละเดือนมาจัดพอร์ตการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมตราสารหนี้ ซึ่งการลงทุนในกองทุนรวมนั้นตามสถิติแล้วจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินไว้ในธนาคารและทำให้เราไปสู่เงินล้านได้เร็วขึ้นไปอีก

สรุปง่าย ๆ ก็คือ เราควรจะเก็บออมมากขึ้นอย่างมีวินัยในแต่ละเดือนในกองทุนรวม

นี่แหละครับคือ 2 ข้อที่จะทำให้เราไปถึงเงินล้านแรกได้  และ Tips ที่จะทำให้ถึงเงินล้านไว้ขึ้นคือ เมื่อมีรายได้มากขึ้น ก็ออมให้มากขึ้น และเมื่อมีเงินเก็บมากขึ้น ก็แบ่งเงินไปลงทุนกองทุนรวมให้มากขึ้น

ความน่าสนใจของกองทุนรวมนั้นมีอยู่มากมายเลยนะครับ อย่างแรกสุดเลยก็คือเหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุน ไม่สามารถเฝ้าหน้าจอหุ้น ซึ่งการลงทุนในกองทุนรวมเขาก็มีผู้จัดการกองทุนเป็นผู้นำเงินของเราไปบริหารให้งอกเงยแทน นอกจากนี้แล้ว หากคุณเป็นนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่เข้าใจในเรื่องการลงทุนเท่าไหร่ การลงทุนในกองทุนรวมก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่รู้ที่อาจจะสร้างความผิดพลาดในการลงทุนด้วยตัวเองได้ และที่สำคัญ ใช้เงินเริ่มต้นลงทุนไม่มาก ปัจจุบันนี้แค่ 1,000 บาทก็ลงทุนในกองทุนรวมได้แล้วครับ

สูตรของการลงทุนนั้นไม่ยากเลยเห็นไหมครับ แค่เราเก็บออมให้มากขึ้นและนำเงินนั้นไปลงทุนในทรัพย์สินต่างๆอย่างสม่ำเสมอและสร้างวินัยในการลงทุนให้ดีก็จะสามารถทำให้เงินงอกเงยให้ทุกคนได้นะครับ

แล้วจะเริ่มลงทุนอย่างไรกันดี? มี 3 ขั้นตอนง่ายๆมาแนะนำกันครับ

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มต้นจัดพอร์ตการลงทุนกันเลยไม่ต้องรอช้า

เริ่มวางแผนกันตั้งแต่วันนี้ได้เลยครับ มาเริ่มตั้งเป้าหมายในการลงทุนของเรา เช่นจะเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านบาท และวางเป้าหมายเงินเก็บว่าจะเก็บเงินเท่าไหร่ต่อเดือน หลังจากนั้นให้เราประเมินความเสี่ยงที่เรารับได้เพื่อนำมาสู่การจัดพอร์ตเลือกสินทรัพย์การลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเราเอง และสร้างเป็นแผนการลงทุนของชีวิตให้ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้

ขั้นตอนที่ 2 กำหนดการลงทุนของเราให้สม่ำเสมอ

ในการลงทุนนั้นเราจะต้องสร้างวินัยให้มีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือการกำหนดการลงทุนเดือนละครั้งและเมื่อสมัครใช้บริการซื้อกองทุนรวมก็อย่าลืมแจ้งพนักงานให้ตั้งระบบการลงทุนรายเดือนแบบอัตโนมัตินะครับ โดยกำหนดการลงทุนให้ตรงกับวันที่เงินเดือนออกหรือถัดจากวันเงินเดือนออกไม่เกิน 3 วันนะครับ เพราะไม่เช่นนั้นพอปล่อยเวลาไปเราอาจจะใช้เงินไปจนหมดซะก่อน เช่น กำหนดเงินเพื่อลงทุนเดือนละ 5,000 ในวันที่ 25 ของทุกเดือนซึ่งเป็นวันที่เงินเดือนออก

ขั้นตอนที่ 3 ติดตามผลการลงทุนของเราและต่อยอดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับมือใหม่ทุกท่านอาจจะยังไม่มีความรู้มากในการลงทุนเราอาจจะพบกับการขาดทุนบ้าง กำไรบ้างในช่วงเริ่มต้น ไม่ต้องสนใจในเรื่องราคาซื้อขายนะครับ ให้คิดเสมอว่าถ้าราคาหน่วยลงทุนถูกลงก็ดี จะได้ซื้อจำนวนเยอะขึ้นด้วยเงินเท่าเดิม ถ้าราคาขึ้นก็ดีเพราะได้กำไรมากขึ้นด้วย หลังจากนั้นก็มาดูกันว่าเป้าหมายของการลงทุนเราผ่านไป 1 ปี 3 ปี 5 ปีแล้วเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากนั้นแล้วเราเองก็ต้องศึกษาหาความรู้ให้มากขึ้นไปอีก จะตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าเราจะปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขอบอกเลยว่าแล้วจะติดใจการลงทุน สนุกมากจริงๆ มีความสุขที่เห็นเงินงอกเงยด้วย แถมรวยด้วย

อยากลงทุนกันแล้วใช่ไหม? ส่วนตัวผมก็อยากจะแนะนำให้เพื่อนได้เริ่มลงทุนอย่างเร็วที่สุด

D/E สัดส่วนหนี้ที่นักลงทุนห้ามละเลย

ทำธุรกิจก็ต้องกลัวเจ๊งใช่ไหม?

แน่นอนว่าเหตุผลในการเจ๊งจากการทำธุรกิจมีหลายแบบ แต่แบบหนึ่งที่เห็นได้บ่อยจากบริษัทจดทะเบียนและถือเป็นความเสี่ยงสำคัญของการลงทุนในหุ้น คือ “บริษัทที่มีหนี้มากเกินไป”

หนี้จัดเป็นการระดมทุนแบบหนึ่งเพื่อนำเงินมาใช้ในธุรกิจ โดยอาจจะอยู่ในรูปแบบของเงินกู้ยืมจากธนาคาร การออกหุ้นกู้ รวมไปจนถึงหนี้สินที่เกี่ยวกับเงินทุนหมุนเวียน เช่น เจ้าหนี้การค้า

หนี้จัดเป็นการใช้แรงทดหรือ leverage ประเภทหนึ่ง คือถึงแม้ว่าเจ้าของกิจการจะมีเงินจำกัด แต่ก็กู้เงินมาเพื่อเพิ่มเงินที่จะไปใช้ในการทำธุรกิจ หากธุรกิจราบรื่นไปได้ด้วยดี การกู้หนี้มาลงทุนจะช่วยเพิ่มผมตอบแทนจากส่วนทุนได้เมื่อเทียบกับไม่มีการกู้หนี้เลย

เช่น บริษัท ปุณน้อย จำกัด ทำธุรกิจขายสินค้าสำหรับเด็ก โดยการเปิดหน้าร้านหนึ่งต้องใช้เงิน 100 บาท และจะได้กำไรจากร้านประมาณ 10 บาทต่อปี ปุณน้อยมีเงินทุนส่วนตัว 500 บาทในการทำธุรกิจ หากปุณน้อยไม่กู้เงินเลย ปุณน้อยจะได้รับผลตอบแทน 50 บาทต่อเงินทุน 500 บาท หรือประมาณ 10% ต่อปี แต่ถ้าปุณน้อยกู้เงินธนาคารมา 500 บาทในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ปุณน้อยจะเปิดร้านค้าได้ 10 ร้าน และสร้างกำไรได้ 100 บาท เมื่อหักดอกเบี้ยจ่าย 5% หรือ 25 บาท ปุณน้อยจะเหลือกำไร 75 ต่อเงินลงทุน 500 บาท หรือคิดเป็น 15% 

แต่ในทางตรงกันข้าม หากธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น ปุณน้อยจะมีภาระดอกเบี้ยจ่าย 25 บาททุกปี ซึ่งในกรณีที่เศรษฐกิจไม่ดีหรือมีความเปลี่ยนแปลงในธุรกิจ ปุณน้อยอาจขาดทุนได้ และภาระขาดทุนอาจจะนำไปสู่การล้มละลายในอนาคตได้

การวิเคราะห์หนี้ของบริษัทจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยอัตราส่วนทางการเงินที่นิยมใช้ที่สุดคือ “D/E ratio หรือ อัตราส่วนหนี้ต่อทุน”

อัตราส่วนหนี้ต่อทุน (DE) = หนี้สินของบริษัท ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท

เช่น บริษัท ปุณน้อย จำกัด ที่ยกตัวอย่าง มีส่วนของเจ้าของ 500 บาทและหนี้สิน 500 บาท แบบนี้คือมีค่า DE เท่ากับ 1 เท่า

โดยนักลงทุนสามารถหาตัวเลขหนี้สินของบริษัทและส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทได้ที่งบแสดงฐานะทางการเงินของบริษัท หรือที่รู้จักกันในชื่องบดุล ซึ่งบริษัทจดทะเบียนทุกบริษัทจะแจ้งกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

คำถามคือ DE ควรเป็นเท่าไหร่ถึงจะดี?

การวิเคราะห์ DE ก็ถือเป็นศิลปะแบบหนึ่ง โดยทั่วไปค่า DE ต่ำจะแปลว่าดี เพราะมีภาระหนี้สินต่ำ แต่ถ้าค่า DE สูง แปลว่าไม่ดี เพราะมีภาระหนี้สินสูง

นักลงทุนมักจะยอมรับค่า DE อยู่ที่ไม่เกิน 2 ในธุรกิจทั่วไป การวิเคราะห์เบื้องต้นจะมองว่าหากค่า DE ต่ำกว่า 1 จะถือว่ามีโครงสร้างเงินทุนที่ดี หากอยู่ประมาณ 1.5 ก็ควรจะลงรายละเอียดในการสร้างหนี้ของบริษัทเป็นพิเศษ แต่ถ้ามากกว่า 2 นักลงทุนส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยง แต่ความจริงก็สามารถลงทุนได้ หากเข้าใจในความเสี่ยงเกี่ยวกับภาระหนี้ของบริษัทดีพอ

ธุรกิจบางประเภทอาจมีค่า DE สูงเป็นธรรมชาติ อย่างเช่นธุรกิจการเงิน เช่น ธนาคาร สินเชื่อ ประกัน เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้มีผลิตภัณฑ์เป็นเงินซึ่งระดมทุนผ่านทางหนี้อย่างเงินฝากธนาคาร และปล่อยกู้ออกไปอยู่ในฝั่งสินทรัพย์ ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้มีค่า DE สูงเป็นปรกติ โดยทั่วไปจะอยู่ในช่วง 5 – 10 แต่ถ้าสูงเกิน 10 ไปก็อาจจะต้องไปศึกษาลงลึกในรายละเอียดอีกที

ในขณะที่ธุรกิจที่มีความแน่นอนของกระแสเงินสดในอนาคตมากๆ ธนาคารก็อาจจะยอมปล่อยกู้ จนมี DE สูงได้เช่นกัน อย่างเช่นธุรกิจโรงไฟฟ้าที่มีสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากภาครัฐแล้ว แบบนี้กระแสเงินสดในอนาคตชัดเจน ธนาคารก็อาจจะยอมปล่อยกู้ให้ เพราะความเสี่ยงในการผิดนัดชำระต่ำก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนหนี้ต่อทุน หรือ DE ratio เป็นเพียงตัวเลขตัวแรกที่ใช้ในการวิเคราะห์หนี้เท่านั้น ในความเป็นจริง หากธุรกิจมีภาระหนี้สูง หรือภาระดอกเบี้ยจ่ายมาก นักลงทุนจำเป็นต้องเจาะลึกลงไปในรายละเอียดอีกมาก โดยเฉพาะในมุมมองสภาพคล่อง หรือความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย

“อย่าลืม ก่อนลงทุนในหุ้นชำเลืองมองค่า DE สักนิดหนึ่งว่าน่าเป็นห่วงไหม”

ระวังว่าถือหุ้นไป ธุรกิจเขาจะล้มละลายโดยไม่รู้ตัว

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

5 ข้ออ้างที่ขวางทางผู้หญิงไม่ให้เริ่มลงทุน!

หากถามสาวๆ ว่าอยากลงทุน เอาเงินไปวางให้มันงอกเงยสร้างฐานะ สร้างอิสรภาพทางการเงินมั้ย? คำตอบที่ได้คือ “ใช่ แต่… ”

มีเหตุผลหลายอย่างค่ะ ที่ทำให้ผู้หญิงไม่เริ่มลงทุน มาดามจัดอันดับ 5 สิ่งยอดฮิตที่ขัดขวางผู้หญิงไม่ให้เริ่มลงทุน

1. ขาดเงิน

ยอดฮิต – อยากลงทุนนะแต่ไม่มีเงินไปลงอ่ะค่ะ…นี่คือคำพูดที่มาดามได้ยินบ่อยมากกกกกก ถึงมากที่สุด!

ความจริง – เราควร “ออม” เพื่อให้มีเงินไปลงทุน ไม่ใช่เจียดเอาเงินที่ต้องกินต้องใช้ไปลงทุน ความแตกต่างของเงินสองก้อนนี้ คือ เงินก้อนนี้มัน “เย็น” มันไม่ร้อนเหมือนเงินที่เราจำเป็นต้องกินใช้นั้น…เราสามารถเปล่อยเงินออมเย็นๆ ของเราให้เจริญเติบโตได้

ทางแก้ – เริ่มออมวันนี้ เริ่มจากน้อยๆ ก็ได้ แบ่งเงินรายได้มาออมทันที 10% โดยที่เราสามารถแบ่งเงินออมนี้บางส่วนมาหัดลงทุนในอะไรที่เรารู้และเลือก

2. ขาดความรู้

ยอดฮิต – มีเงินแล้วนะ แต่ไม่รู้จะไปลงทุนอะไรดีอ่ะค่ะ

ความจริง – ตัวเลือกในการลงทุนมีหลากหลายมากๆ ขอเพียงเราเปิดหูเปิดตามองหาทางเลือก

ทางแก้ – หาความรู้ฟรีๆได้จากการอ่าน โดยเฉพาะบทความจาก aomMONEY ที่กูรูทุกคนคอยแนะตัวเลือกในการลงทุนไม่ว่าจะเป็น หุ้น อสังหาฯ กองทุน ฯลฯ

3. ขาดเวลา

ยอดฮิต – ไม่มีเวลาคอยดูสิ่งที่เราไปลงทุนอ่ะค่ะ

ความจริง – การลงทุนหลายอย่าง ใช้เวลาไม่มาก อาจจะต้องใช้เวลาตอนเริ่มต้นในการศึกษาและตัดสินใจเลือก

ทางแก้ – ลองศึกษาเรื่องการลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Average) ซึ่งเป็นการลงทุนแบบ “ทยอยลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่าๆ กันในสิ่งที่เราเลือก” อันนี้เอาไปใช้กับการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนก็ได้นะคะ

4. ขาดความมั่นใจ

ยอดฮิต – พร้อมทุกอย่างแล้ว แต่ไม่กล้า กลัวขาดทุน

ความจริง – แทบทุกการลงทุนมีความเสี่ยงค่ะ แต่ความเสี่ยงนั้นเราจัดการได้ด้วยความรู้

ทางแก้ – รู้ใจตัวเองก่อนด้วยการทำแบบประเมินความเสี่ยงว่าคนอย่างเรานั้นรับมันได้แค่นั้น จากนั้นก็เลือกการลงทุนที่มีความเสี่ยงในระดับที่เรารับได้จริงๆ นอกจากความรู้.. ความมั่นใจยังมาจากประสบการณ์ เราสามารถเริ่มลงทุนได้ด้วยเงินจำนวนน้อยๆ ก่อนค่ะ

5. ขาดเพื่อนร่วมทาง

ยอดฮิต – ในกลุ่มเพื่อนหรือคนใกล้ชิด ไม่มีใครให้ปรึกษา

ความจริง – คนที่สำคัญที่สุดในเรื่องลงทุนคือตัวเราเอง เพราะมันคือเงินของเรา คนที่เราปรึกษาควรเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์

ทางแก้ – หากรอบตัวเรามีแต่เพื่อนทีมีความรักแต่ไม่มีความรู้ เราสามารถเป็นคนแรกในกลุ่มที่ชวนคุยเรื่องเงิน เรื่องลงทุนก็ได้นะคะ หากลุ่มคุย หาความรู้ในโลกโซเชี่ยล ติดตามเพจเรื่องเงินเรื่องลงทุน คอยสังเกตเรียนรู้วิธีการคิดจากคนอื่นๆ

มาดามว่า..เราสามารถมองส่วนที่เราขาดอยู่ เป็น “พื้นที่ว่าง” ที่เราเรียนรู้ เติบโต ได้ค่ะ

ขาดอะไรอยู่..เราเติมให้เต็มได้

การมองสิ่งที่ขาด แล้วนั่งปล่อยให้เป็นอุปสรรคมีแต่จะทำให้เราเสียเวลา เสียโอกาสไปค่ะ

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

[Review] K PLUS จาก Mobile Banking สู่ A Bank in Your Hand

“เฮ้ยๆ  ขอเลขบัญชีหน่อย เดี๋ยวโอนผ่านมือถือให้เลย”

เป็นประโยคที่พรี่หนอมมักจะพูดบ่อยๆ เวลาไปกินข้าวกับเพื่อนแล้วไม่มีตังค์ (เอ้อ หมายถึงไม่มีเงินสดติดตัวมาน่ะครับ) เพราะกว่าจะเจอกันคราวหน้าก็ไม่รู้เมื่อไร จะให้ติดเงินใครนานๆ ก็เกรงใจ ใช่ไหมครับ ฮ่าๆ

ผมเชื่อว่าประโยคข้างต้นนี้ หลายคนคงได้ยินกันมาบ่อยๆ เพราะยุคนี้เป็นยุคใหม่ที่ใครๆ ก็ใช้วิธีโอนเงินผ่านโมบายแบงกิ้งกันหมดแล้วครับ เพราะมันทั้งสะดวกและรวดเร็ว

ล่าสุดทาง KBank ได้เปิดตัว K PLUS ซึ่งเป็นชื่อแอปพลิเคชันใหม่ที่ปรับให้สั้นลงจากชื่อเก่าคือ K-Mobile Banking PLUS พร้อมฟีเจอร์ใหม่ ที่ทำให้เราจัดการเรื่องการเงินได้หลากหลายขึ้น โดยที่ไม่ได้จำกัดแค่โอนเติมจ่ายเท่านั้น ตามคอนเซปต์การพัฒนาแอปเพื่อเป็น “ธนาคารบนมือถือ” (A Bank in Your Hand)

พอเห็นว่าทาง KBank เปลี่ยนเป็น K PLUS และทาง aomMONEY ได้ส่งให้ลองรีวิวดู (หลังจากที่อัพเกรดแอปพลิเคชันใหม่เป็นที่เรียบร้อย) ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีๆที่จะนำข้อมูลจากการใช้งานมาฝากกันครับ

K PLUS มีฟีเจอร์ใหม่ๆ อะไรบ้าง?

ขอเริ่มต้นที่ 5 ฟีเจอร์เด็ดๆ ที่ทำธุรกรรมทางการเงินบน K PLUS ได้เลย แบบไม่ต้องไปธนาคาร ได้แก่

  1. ดูรายการใช้จ่าย/คะแนนสะสม/จ่ายบิล/ขอเพิ่มวงเงินชั่วคราวบัตรเครดิต / ขอ Statement รายการใช้จ่ายบัตรเครดิตย้อนหลัง
  2. อายัดบัตรเดบิต / ปรับวงเงินบัตรเดบิต
  3. ขอ e-Statement ย้อนหลังได้ 12 เดือน ส่งตรงเข้าอีเมล์ทันที
  4. ซื้อประกันภัยการเดินทางระหว่างประเทศ
  5. ออกบัตรเดบิตใหม่ผ่าน K PLUS แล้วรอรับบัตรที่บ้าน โดยที่ไม่ต้องไปสาขา

ซึ่งตรงนี้ผมได้เปิดดูผ่านๆ ในแอปพลิเคชันตัวใหม่ดูแล้วก็เห็นว่ามีให้ใช้งานจริงแล้วนะครับ สำหรับบางตัว อย่างการขอรายการเดินบัญชีย้อนหลัง ซื้อประกันการเดินทางระหว่างประเทศ ออกบัตรเดบิตใหม่

ผมมองว่าสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้งานแอปพลิเคชันนี้ น่าจะเป็นเรื่องของการจัดการบัญชีที่เพิ่มขึ้นและสะดวกมากขึ้น ตั้งแต่เรื่องของการขอรายการเดินบัญชีย้อนหลังได้ถึง 12 เดือนและส่งตรงเข้าอีเมล์ทันที กับ ตัวจัดการอายัดบัตรเดบิตซึ่งคิดว่าน่าจะเตรียมพร้อมสำหรับนโยบายของรัฐที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้

ส่วนตรงที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นจุดขายของ K PLUS สำหรับฟีเจอร์ใหม่ที่ว่ามานี้ น่าจะเป็นการออกบัตรเดบิตใหม่ ซึ่งสะดวกส่งตรงให้ถึงบ้านโดยที่ไม่ต้องไปที่สาขา แถมยังมีบัตรลายต่างๆให้เลือกมากมาย ซึ่งเมื่อยืนยันการออกบัตรใหม่แล้ว ก็สามารถรอรับบัตรที่บ้านได้ภายใน 7 วันทำการ ตรงนี้น่าจะช่วยลดการทำธุรกรรมที่สาขาลงได้เยอะเลยล่ะครับ ซึ่งสะดวกทั้งผู้รับบริการอย่างเราๆ และผู้ให้บริการอย่าง KBank ด้วยครับ

อ้อ ลืมบอกไปครับว่า ฟีเจอร์เดิมๆที่มีนั้นยังมีครบถ้วนใน K PLUS อยู่เช่นเคยนะครับ เรายังสามารถ โอน-เติม-จ่าย ซื้อกองทุนรวม และทำรายการอื่นๆได้เหมือนเช่นเคยครับ (อ่านที่ผมเคยรีวิวเรื่องนี้ไว้ได้ครับที่ [Review] K-Mobile Banking PLUS โฉมใหม่ ทำอะไรได้บ้าง มาดูกัน) แต่การเปลี่ยนแปลงเป็นแอปพลิเคชัน K PLUS ก็เพื่อให้จำง่าย เรียกง่าย และมีฟีเจอร์ใหม่ๆที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเองครับ

สำหรับคนที่กังวลเรื่องความปลอดภัยในการใช้แอปพลิเคชันนั้น เรื่องนี้ก็สบายใจได้เช่นเดียวกันครับเพราะว่าทางแอปพลิเคชัน K PLUS เค้าบอกว่ามีระบบ Triple Lock Security หรือ ระบบล็อก 3 ชั้น ดังนี้

  1.  ล็อกเครื่อง ระบบจะจดจำเครื่องและรุ่นของมือถือที่ใช้งาน
  2.  ล็อกเบอร์ เป็นเบอร์มือถือที่ใช้สมัครบริการไว้เท่านั้น
  3.  ล็อกด้วยพาสเวิร์ด 6 หลัก ต้องใส่รหัสการเข้าใช้งานที่กำหนดไว้ทุกครั้ง

จากธนาคารผ่านมือถือ สู่การเปลี่ยนแปลงของสาขา

จากการรีวิวการใช้งานข้างต้น จะเห็นว่าตัวผู้ใช้งานอย่างเราๆ สามารถทำรายการเกือบทุกรายการผ่านแอปพลิเคชันได้หมดแล้ว แถมยังสะดวกสบายอีกต่างหาก นั่นแปลว่าต่อไปนี้เราอาจจะไม่จำเป็นต้องไปทำรายการพวกนี้ผ่านสาขาอีกต่อไปเลยล่ะครับ

แต่ในเมื่อสิ่งต่างๆเปลี่ยนไปแบบนี้ ผมมองว่าสิ่งที่สาขาของธนาคารควรจะมีเพิ่มขึ้นนั้น คือ สร้างคุณค่าให้กับบริการอย่างมีคุณภาพมากขึ้นครับ จากพนักงานสาขาที่มีหน้าที่ทำรายการให้กับลูกค้า อาจจะต้องเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นผู้ให้คำแนะนำแก่ลูกค้าแทน ทั้งด้านการออม การลงทุน สินเชื่อ และการวางแผนการเงินเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านต่างๆ ของแต่ละคนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมครับ

อย่างทาง KBank เองดูเหมือนพยายามจะมอบประสบการณ์ด้านนี้ให้กับลูกค้า ผ่านทางบุคลากรที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ K-Expert ซึ่งตรงนี้ก็ถือเป็นการปรับตัวที่น่าสนใจอีกทางหนึ่งครับ ซึ่งถ้าหากปรับตัวได้จริงๆย่อมถือว่าเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคอย่างเราๆแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะเตือนไว้ก่อนจากกันครับว่า สำหรับผู้ที่ใช้งานแอปพลิเคชันด้านการเงินนั้น แม้จะรู้ข้อมูลว่าแอปพลิเคชันปลอดภัยแค่ไหน หรือว่าจะมีระบบอำนวยความสะดวกมากมายเพียงใดก็ตาม แต่สิ่งที่ต้องระวังไว้ให้มากที่สุด นั่นคือ ผู้ใช้งาน ครับ

โดยผู้ใช้งานเองต้องมีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องของการรักษาความเป็นส่วนตัวทั้ง รหัสผ่าน การเก็บรักษาอุปกรณ์ ไปจนถึงการป้องกันระวังต่างๆด้านทรัพย์สินสูญหาย ซึ่งตรงนี้เป็นปัจจัยที่แต่ละคนต้องป้องกันความเสี่ยงของตัวเองไว้ เพราะถึงแอปพลิเคชันจะดี&#

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save