จ่าย “บัตรเครดิต” ผ่อน 0% หรือ จ่ายเงินสดเน้นๆ เลือกไรดี??

 ลองคิดดูสิถ้าเราจะซื้อของซักชิ้นหนึ่งในปัจจุบันนี้ มันมีวิธีการหลายเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น “บัตรเครดิต” หรือ “เงินสด” ถ้าเป็นสมัยก่อนก็คงต้องเก็บเงินให้ครบก่อน แล้วค่อยซื้อของที่เราต้องการได้ ตอนนี้เราเลือกวิธีการชำระเงินได้หลายรูปแบบ ยิ่งถ้าเราซื้อของแพงๆ ขึ้นมา ก็อาจจะมีข้อเสนอจากร้านค้าว่า ใช้บัตรเครดิตซื้อดีไหม เราสามารถผ่อนชำระได้ด้วย เช่น 0% นาน 10 เดือน หลายคนก็มานั่งชั่งใจกันแล้วครับว่าจะใช้เงินสดหรือบัตรเครดิตดี

ก่อนอื่นเรามาดูตารางเทียบระหว่างข้อดีข้อเสียของการซื้อของด้วยเงินสดและบัตรเครดิตในห้างและร้านค้าชั้นนำกันนะครับ

จากตารางที่ผมยกตัวอย่างคร่าวๆ จะเห็นได้ว่า บัตรเครดิตก็มีข้อดีหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการซื้อของได้ทันที แม้จะไม่มีเงินพอในขณะนั้นแล้วค่อยไปผ่อนจ่ายที่หลัง มีสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากขึ้นกว่าการใช้เงินสด แต่ข้อเสียของการใช้บัตรเครดิตนั้นคือ ถ้าเราไม่มีวินัยทางการเงินแล้วแน่นอนว่ามีโอกาสที่จะเกิดหนี้ได้สูงมาก รูดไปรูดมาบางทีคิดว่าจ่ายไหว แต่พอเอาเข้าจริงไม่ไหวก็มีนะครับ ตรงนี้ถ้าใครใช้เงินสดเป็นหลัก เราจะรู้ทันทีว่าเงินเราเหลือเท่าไหร่ ตังหมดแล้วอยากใช้ก็ใช้ไม่ได้

แล้วสรุปว่าผ่อน 0% นาน 10 เดือนดีมั้ยนะ?

หลังจากที่เห็นตารางเปรียบเทียบการใช้ “เงินสด” กับ “บัตรเครดิต” ซื้อของ ก่อนที่เพื่อนๆ ตัดสินใจเลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง เรื่องที่น่าสนใจมากกว่านั้น เมื่อผมได้สอบถามเพื่อนๆ เกี่ยวกับวิธีคิดในการใช้บัตรเครดิตแล้ว ถามไปถามมา ผมก็เลยแบ่งกลุ่มเพื่อนที่มีวิธีคิดที่น่าสนใจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

เพื่อนกลุ่มที่ 1 : อยากผ่อนเพราะช่วงนี้ไม่ค่อยมีเงิน

วิธีคิดของเพื่อนผมคนแรก คือ การใช้ผ่อน 0% นาน 10 เดือนนั้น ทำให้เขาสามารถได้ของที่เขาต้องการได้ทันที ก็จ่ายเงินเท่าเดิม เพียงแค่เขาไม่ได้มีเงินเยอะแยะมากมาย พอเงินเดือนออกค่อยทยอยใช้เงินคืนกับธนาคาร แล้วค่อยไปบริหารเงินเอาในแต่ละเดือนให้ผ่อนได้จนครบ พูดง่ายๆก็คือให้ธนาคารออกตังให้ก่อนเพราะเงินน้อย เดี๋ยวเขาเอาเงินมาใช้แต่ละเดือนที่หลัง

เพื่อนกลุ่มที่ 2 : เงินมีจ่าย แต่อยากผ่อน เพราะจะเอาเงินไปหมุน

เพื่อนคนที่ 2 ของผมนั้นก็เลือกที่จะผ่อนเหมือนคนแรกนั่นล่ะ แต่คนนี้เขามีวิธีคิดที่แตกต่างจากคนแรกโดยสินเชิง เขาบอกว่าเขามีเงินนะ จะจ่ายสดก็ได้ แต่เขาไม่อยากจะจ่ายเพราะเขาไม่อยากควักเงินหลักหมื่นออกไปทั้งก้อน เพราะอย่างไรก็ตามเขาก็ต้องผ่อนจ่ายในราคาเท่าเดิม แต่การที่เขามีเงินสดติดตัวไว้ก่อนโดยยังไม่จ่ายให้กับธนาคารตั้งแต่แรกนั้น เขาสามารถนำไปหมุนให้ออกดอกออกผลก่อนได้

เพื่อนๆ เห็นอะไรจากวิธีคิดเหล่านี้บ้างครับ หลายคนอาจจะเคยคิดว่าบัตรเครดิตเหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากพกเงินสด หรืออาจจะมีเงินน้อยเลยต้องเป็นมนุษย์เงินผ่อนกันไป แต่ก็มีคนอีกจำนวนหนึ่งที่มีตังอยู่แล้ว สามารถชำระเงินซื้อของได้อย่างสบายๆ แต่เขาเลือกใช้เงินผ่อน 0% 10 เดือนได้เพราะเขามีวิธีคิดที่ว่าถ้าเขาเอาเงินไปหมุนก่อนก็สามารถสร้างความมั่งคั่งได้เพิ่มขึ้นครับ

มาดูตารางข้างล่างผมสรุปวิธีคิดของคน 2 กลุ่มที่ใช้บัครเครดิตผ่อน 0% เพิ่มเติมนะครับ

ผมขอเรียกว่า

  • กลุ่มไม่มีเงิน
  • กลุ่มไม่จ่ายเงินก้อน

จากตารางข้างบนจะเราก็พอจะมองเห็นภาพได้ว่า แม้คน 2 กลุ่มนี้จะมีใช้บัตรเครดิตในแบบเดียวกัน แต่วิธีคิดนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และแน่นอนว่าหลายๆคนก็คงจะได้แนวคิดใหม่ๆ นะครับว่า ถ้าเรารู้จักวิธีใช้บัตรเครดิตอย่างเป็นประโยชน์ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนที่เราจะใช้จ่ายก็คือ “วิธีคิดในการใช้เงินของเราคืออะไร?”

คำถามของผมในวันนี้ก็คือเพื่อนๆ เลือกใช้จ่ายกันในรูปแบบไหนบ้างครับและใช้วิธีคิดแบบไหน?

แชร์ความคิดเห็นกันครับ

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 13-17 กุมภาพันธ์ 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 13-17 กุมภาพันธ์ 2560

สวัสดีครับ อัศวินกองทุน คนดีคนเดิม มารายงานตัวแล้วครับผม กับ Weekly Outlook ตอนที่ 2 ประจำปี 2560 ที่จะมาสรุปภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์เหมือนเช่นเคยคร้าบบบ

สำหรับสัปดาห์นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอะไรบ้าง เรามาดูกันเลยดีกว่าครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพรวมของตลาด

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกนั้นปรับตัวลงมาอยู่ครับ ซึ่งนำโดยตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ และตัวเลข GDP สหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าการคาดการณ์ ซึ่งต้องจับตาดูกันเลยครับว่า จะเป็นยังไงต่อไป

แต่ในฝั่งเอเชียนั้น ตลาดหุ้นจีน H-SHARE กลับปรับตัวขึ้นแรง นำโดยหุ้นกลุ่มอสังหาฯ หลังจากตัวเลขยอดขายบ้านเดือน ม.ค. ออกมาสูงกว่าการคาดการณ์

ส่วนทางตลาดหุ้นไทยบ้านเราปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก และทิศทาง fund flow ที่กลับเข้ามาซื้อหุ้นขนาดใหญ่มากขึ้นครับ

นอกจากตลาดหุ้นแล้ว ทางฝั่งสินทรัพย์ทางเลือก จะเห็นว่าราคาน้ำมันปรับตัวลงหลังจากตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นกว่าการคาดการณ์มาก ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นจากความกังวลของตลาดจากประเด็นการเมืองในประเทศฝรั่งเศส

ผมมองว่าภาพรวมของตลาดในอาทิตย์นี้ยังไม่แตกต่างจากสัปดาห์ที่แล้วสักเท่าไรครับ แต่การลงทุนของเราก็ต้องดำเนินต่อไปด้วยกลยุทธ์ที่ถูกต้อง มาดูกันต่อครับว่า ผมจะแนะนำยังไงต่อไป

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผมแนะนำให้ชะลอการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐไว้ก่อนครับ เนื่องจากระดับราคาปัจจุบันได้สะท้อนความคาดหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ขณะที่นโยบายต่างๆที่ทางทรัมป์ ได้กล่าวไว้ในช่วงหาเสียง ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา congress ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลา และอาจไม่ได้รับความเห็นชอบก็ได้ครับ ดังนั้นตอนนี้ดูท่าทีน่าจะดีที่สุดครับ
  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ผมแนะนำให้ชะลอการเข้าลงทุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นเหมือนกันครับ เนื่องจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าตั้งแต่ต้นปีจะกดดันต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนด้วยเช่นกัน รอกันต่อไปครับผม
  • ตลาดหุ้นยุโรป  รอมาสองตลาดแล้ว สำหรับตลาดยุโรปนั้น ดูเหมือนจะยังมีโอกาสอยู่ครับ ผมแนะนำให้ทยอยเข้าสะสมหุ้นยุโรป จากตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาดการณ์ครับ ดังนั้น จัดได้เลยครับผม
  • ตลาดหุ้นเอเชีย  เช่นเดียวกันกับยุโรปครับ ผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมในตลาดเกิดใหม่ อย่าง ตลาดจีนทั้งสองตลาด ไทย และเกาหลี เพราะจากท่าทีของ Fed ที่ไม่มีการส่งสัญญาณรีบขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.พ. เป็นปัจจัยสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่มากขึ้นครับผม

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

แนะนำทยอยเข้าสะสมหุ้นยุโรป ตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นเกาหลี ตลาดหุ้น A-SHARE และตลาดหุ้น H-SHARE และชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, อินเดีย ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงนี้ นักลงทุนยังคาดหวังว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือน มิ.ย. นี้ครับ ซึ่งต้องติดตามผ่านการประชุมเฟดในวันที่ 15 มี.ค. ผมมองว่าผลการประชุมเฟดอาจจะส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้กลับมาผันผวนได้อีกครั้งหนึ่งครับ
  • พันธบัตรรัฐบาลไทย ทางด้านพันธบัตรรัฐบาลไทย ยังมีแนวโน้มทรงตัวก่อนการประชุมเฟดครับ และนักลงทุนต่างชาติมีโอกาสกลับเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ไทย อย่างไรก็ตามจากภาวะเศรษฐกิจไทยและอัตราเงินเฟ้อที่ปรับขึ้นและความเสี่ยงจากนโยบายธนาคารกลางสหัฐฯจะยังส่งผลให้มีความผันผวนอยู่ครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ผมยังคงแนะนำให้ลดการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว และไปเน้นลงทุนในตลาดเงินแทนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ผมมองว่าเป็นจังหวะดีที่จะเพิ่มการลงทุนในทองคำหลังจากธนาคารสหรัฐฯ ยังไม่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากประเด็นทางการเมืองจากนโยบายกีดกันการค้าสหรัฐฯ และการเลือกตั้งในยุโรปครับ
  • น้ำมัน ตอนนี้ผมคิดว่ายังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมนะครับ ดังนั้นไม่แนะนำให้เข้าลงทุนในน้ำมัน ถึงแม้ประเทศกลุ่ม OPEC จะลดการผลิตและการส่งออกตามข้อตกลง แต่ราคาที่ปรับตัวดีขึ้นจะทำให้ผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำในสหรัฐฯ เริ่มกลับมาทำการผลิต

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ผมแนะนำลงทุนทองคำและให้ชะลอการลงทุนในน้ำมัน

สำหรับสัปดาห์นี้ ถ้าสังเกตดูยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนมากนักครับ นอกจากมีทรัพย์สินให้เลือกลงทุนเพิ่มขึ้น อย่างทองคำ และ ตลาดหุ้น H-SHARE ครับ ซึ่งตรงนี้นักลงทุนทุกคนต้องกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมมากขึ้นครับ อย่างที่เขาชอบบอกกันแหละครับว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนครับ

เอาล่ะครับ ผมอัศวินกองทุนขออวยพรให้นักลงทุนทุกคนมีความสุขกับการลงทุนในสัปดาห์นี้ และ Happy Valentine ไว้ล่วงหน้าครับผม  

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 9 ก.พ. 2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตน

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 4 การประหยัด

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 4 การประหยัด

 

บทความ พระมหากษัตริย์นักออมเงิน เขียนขึ้นครั้งแรกในปี 2558 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการออมและแนวคิดการใช้เงินของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อมีผู้สนใจอ่านเพิ่มขึ้น เราไปค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม จากอินเตอร์เน็ตและในหนังสือหลายๆเล่ม เพื่อจะได้รวบรวมไว้ให้คนรุ่นหลังได้อ่านและแสดงความรักต่อพระองค์ท่าน ด้วยการลงมือทำตามแนวทางที่พระองค์ท่านสอน ในบทความนี้เป็นตอนที่ 4 มีชื่อว่า การประหยัด จากทั้งหมด 5 ตอน

 

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน เดอะซีรีย์จะแบ่งออกเป็น 5 ตอน คือ

  1. สมเด็จย่าทรงสอนวิธีจัดการเงิน คลิกที่นี่
  2. เก็บออมเงินเพื่อซื้อของใช้ส่วนพระองค์ คลิกที่นี่
  3. การสร้างรายได้และการให้ คลิกที่นี่
  4. การประหยัด (บทความนี้)
  5. เงินฉุกเฉินของรัชกาลที่ 3 เงินถุงแดงไถ่บ้านเมือง คลิกที่นี่

 

เราจะแบ่งเขียนออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจะเป็นเรื่องราวของพระองค์ท่านจากข้อมูลที่ไปค้นคว้ามา จะเขียนไว้ในกรอบพื้นสีเหลือง ส่วนที่สองเป็นวิธีการนำไปใช้ว่าทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้พวกเราลองนำมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริงนะจ๊ะ

 

ตอนที่ 4 เรื่องการประหยัด

 

พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของการประหยัดได้เป็นอย่างดี เราแบ่งออกได้เป็น  3 เรื่อง คือ

  • เรื่องที่ 1 การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์
  • เรื่องที่ 2 ความเรียบง่าย
  • เรื่องที่ 3 การใช้ของให้คุ้มค่า

 

เรื่องที่ 1 การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์

 

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 4 การประหยัด

ภาพช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง

 

บันทึกเหตุการณ์จากหนังสือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หน้า 160 – 161

 
ชีวิตในสมัยสงครามย่อมแตกต่างจากในยามสันติสุข ปัญหาสำคัญประการแรกที่กระทบกระเทือนชีวิตของคนทุกชั้นทุกประเภทในยามมีศึก คือ ค่าครองชีพที่สูงขึ้นมาก เนื่องจากการขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ตั้งแต่เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2482 ก่อนเกิดสงคราม ทางการที่โลซานน์ก็ได้ประกาศให้ประชาชนทุคนสำรองอาหารไว้ให้พอกินอยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 2 เดือน

เมื่อเกิดสงคราม ทางการเข้าควบคุมให้ปันส่วนอาหารและเครื่องใช้ต่างๆที่จำเป็นและอาจขาดแคลนได้ ประชาชนไม่สามารถใช้เงินซื้อหาอาหารของใช้ในตลาดตามปกติ แต่ต้องมีบัตรปันส่วนไปแลก
ซึ่งทางการจะเป็นผู้กำหนดว่า ครอบครัวหนึ่งๆ ควรได้ปันส่วนอาหารและของใช้เท่าใด เช่น ไข่ ได้เดือนละ 3 ฟองต่อคน เด็กได้บัตรปันส่วนเนื้อและนมมากกว่าผู้ใหญ่ เนื้อวัวและน้ำตาลกลายเป็นของหายาก ส่วนน้ำมันไม่มีใช้เลย

สภาพชีวิตในพระตำหนักวิลล่าวัฒนาระหว่างสงครามไม่ต่างจากครอบครัวชาวสวิสอื่นๆนัก “ตอนสงคราม มีความลำบากเหมือนคนในประเทศนั้น” สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเล่าที่จะแตกต่างอยู่บ้าง คือ ผู้ที่ประทับอยู่ในพระตำหนักวิลล่าวัฒนา คือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งประเทศไทยและพระประยูรญาติ
ทางการสวิสจึงถวายความสะดวกเป็นพิเศษในบางเรื่อง เช่น การเตรียมน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถพระที่นั่ง เพื่อความสะดวกในการเสด็จอพยพถ้าจำเป็น แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระประยูรญาติมิได้ทรงวางพระองค์ผิดแผกจากชาวสวิสอื่นๆ หรือเรียกร้องสิทธิพิเศษ

ทรงรับบัตรปันส่วนเช่นเดียวกับครอบครัวสวิสอื่นๆ เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปมหาวิทยาลัย ก็เสด็จโดยจักรยานพระที่นั่ง ไม่ใช่ด้วยรถ สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงใช้ขี้เถ้าแทนสบู่ ทรงทำเนย แลแก็บผลไม้มาทำแยมเก็บเอาไว้

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเล่าพระราชทานว่า “(ทูนหม่อมพ่อทรงเล่าว่า) ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ลำบากเหมือนกัน สมเด็จย่าท่านจึงได้มีความพยายาม ระมัดระวัง เป็นแม่บ้านที่ดี” ในระยะนั้น ไม่มีการปันส่วนผลไม้ แต่ก็ไม่มีผลไม้อะไรมากนัก ได้อาศัยผลไม้จากสวนในบริเวณพระตำหนัก เช่น สตรอเบรี แพร์
 
ส่วนผลไม้ตะวันออก เช่น กล้วยและส้ม ขาดแคลน สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯทรงเล่าว่า “มีแต่แอปเปิ้ล เป็นของธรรมดาที่สุด แม่ก็พยายามหาสีเขียวสีแดงให้ดูแปลกไป…มีแต่แอปเปิ้ลตลอดศก…หลังสงครามไม่อยากทานแอปเปิ้ลเลย”

 

 

แนวคิดที่สามารถมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

 

เราไม่รู้หรอกว่าช่วงเวลาเลวร้ายนั้นจะเกิดขึ้นช่วงไหน แต่เราควรมีสติและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าอดีตเราอาจจะมีฐานะร่ำรวย ใช้จ่ายอย่างสุขสบาย อยากได้อะไรก็ใช้เงินซื้อมาครอบครองได้ แต่ตอนนี้ครอบครัวกำลังเจอวิกฤตหนัก หมดตัวแทบล้มละลาย 

 

ถ้าเรายังใช้เงินเหมือนเดิมโดยไม่สนใจปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะไม่อยากเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต ยึดติดกับสถานะทางสังคม รวมถึงยอมรับความยากลำบากไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างปัญหาใหม่ให้เกิดขึ้นได้จากการสร้างหนี้เพื่อมาใช้จ่าย

 

แต่ถ้าเป็นผู้ที่ยอมรับความจริงและยอมที่จะเปลี่ยนแปลงก็จะปรับวิถีการใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยใช้จ่ายอย่างประหยัด หาแนวทางเพิ่มรายได้เพื่อจะได้ผ่านพ้นวิกฤตที่เลวร้ายนั้นออกมาได้

 

แนวทางการประหยัดและวิธีปรับตัวให้อยู่รอดในช่วงเศรษฐกิจคับขัน

  • ลดรายจ่ายเรื่องการกิน เช่น
    • ลดการดื่มกาแฟราคาแพง
    • ทำอาหารทานเอง
    • ซื้ออาหารช่วงลดราคาในแผนกอาหารสดตอน 2 ทุ่ม
    • ห้ามสั่งอาหารตอนหิวจัด เพราะจะสั่งเยอะจนกินไม่หมด สิ้นเปลืองเงินทอง
  • โทรออนไลน์ประหยัดกว่า
  • วางแผนการเดินทางก่อนออกจากบ้าน 
  • เปลี่ยนโปรโมชั่นมือถือให้เหมาะกับการใช้งานว่าส่วนใหญ่ใช้อินเตอร์เน็ตหรือโทรเข้าออก
  • ไม่ดูสิ่งยั่วยุที่จะทำให้เสียเงิน เช่น ดูเว็ปหรือแอพลดราคาบนมือถือ การเดินในพื้นที่เสี่ยง (เดินผ่านร้านขายของที่แปะป้ายลดราคา)
  • ควรช้อปปิ้งอย่างมีสติ
    • ก่อนที่เราจะซื้อเ&#x

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 5 เงินถุงแดงไถ่บ้านเมือง

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 5 เงินถุงแดงไถ่บ้านเมือง

 

มาถึงบทความสุดท้ายของ "พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์" กันแล้วนะจ๊ะ บทความนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินถุงแดงของรัชกาลที่ 3 จำนวน 3 หมื่นชั่ง ที่ถูกเก็บรักษาไว้นานกว่า 42 ปี ก่อนที่จะนำมาต่อลมหายใจของประเทศไทยในช่วงวิกฤต ร.ศ. 112  นับว่าเงินถุงแดงนั้นเป็น "เงินฉุกเฉิน" ที่เก็บสำรองไว้เพื่อให้ประเทศของเราผ่านช่วงวิกฤตออกมาได้

 

เราคิดว่าเงินถุงแดงเป็นตัวอย่างของการเก็บเงินฉุกเฉินที่ดีมากๆจึงรวบรวมไว้ในซีรีย์นี้ด้วย ซึ่งเรื่องราวของเงินถุงแดงเป็นอย่างไร ช่วยเหลือจนทำให้คนไทยผ่านพ้นช่วงเวลาอันแสนขมขื่นใจออกมาได้อย่างไรและเรานำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้าง อ่านได้ที่บทความนี้เลยนะจ๊ะ

 

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน เดอะซีรีย์จะแบ่งออกเป็น 5 ตอน คือ

  1. สมเด็จย่าทรงสอนวิธีจัดการเงิน คลิกที่นี่
  2. เก็บออมเงินเพื่อซื้อของใช้ส่วนพระองค์ คลิกที่นี่
  3. การสร้างรายได้และการให้ คลิกที่นี่
  4. การประหยัด คลิกที่นี่
  5. เงินฉุกเฉินของรัชกาลที่ 3 เงินถุงแดงไถ่บ้านเมือง (บทความนี้)

 

ตอนที่ 5 เงินฉุกเฉินของรัชกาลที่ 3 

เงินถุงแดงไถ่บ้านเมือง

 

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 5 เงินถุงแดงไถ่บ้านเมือง

ที่มาของภาพ : http://emuseum.treasury.go.th/article/376-thungdaeng.html

 

จุดเริ่มต้นเงินถุงแดงในรัชกาลที่ 3

 

ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 ขณะที่รัชกาลที่ 3 ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงทำการค้าเก่งมากๆ ด้วยการสร้างเรือสำเภาหลวงและเรือสำเภาส่วนพระองค์ส่งของไปค้าขายกับเมืองจีน ร่ำรวยจนถึงขั้นที่พระราชบิดาทรงเรียกว่า “เจ้าสัว”

 

กำไรที่ได้จากการค้าขาย รัชกาลที่ 3ทรงไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือยกให้ลูกหลานตามใจชอบ ทั้งที่พระองค์ทรงมีสิทธิ์จะทำได้ แต่ทรงนำผลกำไรที่ได้มาใส่ ถุงแดง แยกไว้เป็นถุงๆละ 10 ชั่ง ตีตราปิดปากถุงเก็บไว้ในหีบกำปั่นข้างห้องพระบรรทม ซึ่งมีจำนวนมากถึงสามหมื่นชั่ง (2,5๐๐,๐๐๐ ฟรังก์) เป็นเหรียญทองรูปนกของเม็กซิกัน (เป็นเงินตราต่างประเทศที่เป็นตัวกลางซื้อขายสินค้าในเมืองไทย)

 

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 5 เงินถุงแดงไถ่บ้านเมือง

ที่มาของภาพ : http://emuseum.treasury.go.th/article/376-thungdaeng.html

 

มีผู้ไปกราบทูลถามรัชกาลที่ 3 ว่าทรงเก็บเงินถุงแดงไว้ทำไม  พระองค์ทรงรับสั่งว่า…

 

 

“ส่วนหนึ่งให้เก็บไว้เพื่อเป็นทุนสำหรับสร้าง

และทำนุบำรุงวัดวาอารามต่างๆทั้งในและนอกพระนคร

อีกส่วนหนึ่งยกให้แผ่นดินเก็บรักษาไว้ใช้ในยามจำเป็น”

 

เมื่อรัชกาลที่ 3 ประชวรหนักใกล้สวรรคตก็ยังเป็นห่วงเรื่องความสงบสุขของบ้านเมือง ถึงกับพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ขุนนางข้าราชบริพารที่เข้าเฝ้าเป็นครั้งสุดท้ายว่า…

 

 

“…การศึกสงครามข้างญวน ข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว

จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี

อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิด

ควรจะเรียนร่ำเอาไว้ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว…”

 

เราจะเห็นได้ว่ารัชกาลที่ 3 ทรงมองการณ์ไกลว่าในอนาคตภัยจากประเทศเพื่อนบ้านไม่มีแล้ว เหลือแต่ภัยอันตรายจากคนต่างชาติที่อยู่ห่างไกล อาจจะทำให้ประเทศไทยเสียหาย ซึ่งสิ่งที่เขาจะนำเข้ามานั้นจะมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี เราควรเรียนรู้และเลือกรับแต่สิ่งที่ดีกับสิ่งที่มีประโยชน์เข้ามาเท่านั้น

 

ยุคการล่าอาณานิคมในรัชกาลที่ 5

 

ในยุคที่มีการล่าอาณานิคม ก็จะมีนักเดินเรือสำรวจไปส่วนต่างๆของโลกเพื่อหาดินแดนใหม่ ถ้าดินแดนนั้นมีผู้ครอบครองอยู่แล้วก็จะยุยงทำให้แตกแยกหรือใช้กำลังสู้รบมาเพื่อเข้าครอบครอง แล้วนำทรัพยากรต่างๆของประเทศที่ถูกล่าอาณานิคมมาใช้ประโยชน์ เช่น

  • คนท้องถิ่น จะถูกนำมาซื้อขายเป็นทาสไปใช้แรงงานต่างๆ บางครั้งให้เป็นทหารในกองทัพเพื่อสู้รบ
  • ขนทรัพยากรกลับประเทศตนเอง เช่น อังกฤษเข้าครอบครองอินเดีย แล้วขนทรัพยากรป่าไม้ ชา ฝ้ายและสินแร่จากอินเดียกลับไปประเทศอังกฤษ

 

การคุกคามของการล่าอาณานิคมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างขึ้นในสังคมไทย ถ้าใครต่อต้านก็ทำให้สูญเสียเอกราชของชาติได้ ซึ่งในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ฝรั่งเศสและอังกฤษเป็นประเทศมหาอำนาจกำลังออกล่าอาณานิคม โดยอังกฤษได้พม่า มลายู อินเดียไปเรียบร้อยแล้ว

 

ส่วนญวณ(เวียดนาม) และเขมรก็ตกเป็นของฝรั่งเศสและมีเป้าหมายต่อไปต้องการยึดจีนทางตอนใต้ซึ่งเป็นตลาดการค้าที่สำคัญ โดยใช้เส้นทางผ่านแม่น้ำโขงจากประเทศลาวขึ้นไปทางยูนานของจีน ตอนนั้นประเทศไทยมีอำนาจอยู่บริเวณนั้น มีประเทศลาว เขมรเป็นประเทศราช เมื่อฝรั่งเศสเข้าครอบครองเวียดนามและเขมรได้แล้ว ก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อบีบให้ไทยคืนดินแดนของลาว เพราะอ้างว่าลาวเคยเป็นของเวียดนามมาก่อน

 

หลายปีก่อน พ.ศ. 2436 ไทยพยายามเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนบริเวณฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงกับฝรั่งเศส แต่ก็ยังไม่สำเร็จ จนกระทั่งเป็นที่มาของวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 มีการสู้รบกันที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งไทยไม่สามารถต้านทานได้ ทำให้เรือรบของฝรั่งเศสเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาและมาจอดอยู่ที่สถานทูตฝรั่งเศส รวมถึงยื่นข้อเรียกร้องค่าเสียหายต่างๆ

 

ข้อเรียกร้องของฝรั่งเศส (บางส่วน)

 

  • ไทยถอนทหารจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (ลาว เขมร) ภายใน 1 เดือน
  • จำนวนเงินค่าปรับไหม 2 ล้านแฟรงค์ ประมาณ 15,000 ชั่งสำหรับจะได้ใช้ทำขวัญให้แก่คนฝรั่งเศสที่เสียชีวิตที่หลวงพระบาง
  • จ่ายเงิน 3,000,000 ฟรังก์ เพื่อจะเป็นประกันในการที่จะใช้ค่าทำขวัญและปรับไหมนี้ ถ้าไม่ได้เงินก็จำนำภาษีอากรในหัวเมืองพระตะบองและเสียมราฐแทน

ที่มา : หนังสือวิกฤตการณ์ สยาม ร.ศ.112

 

วาเลนไทน์ขาด “แฟน” แค่เหงา แต่ชีวิตเฉาแน่ถ้าขาด “เงิน”

วาเลนไทน์ขาด "แฟน" แค่เหงา แต่ชีวิตเฉาแน่ถ้าขาด "เงิน"

วาเลนไทน์ขาด "แฟน" แค่เหงา แต่ชีวิตเฉาแน่ถ้าขาด "เงิน"…. จำได้ว่าตอนเรียนจบใหม่ๆ เวลาคิดถึงเพื่อนแค่โทรหาก็นัดรวมตัวกันเร็วมาก เมื่อทุกคนยังโสด ไม่มี "แฟน"  มันจะโลดโผนโหนคานยังไงก็ได้ กิน แชะ แชร์รูปตลกๆ ลง Facebook กันแบบลั้นลาฮาเฮ ทั้งกินบุฟเฟ่ต์ ฟังเพลงที่ลานเบียร์ไปจนถึงนอนเป็นพะยูนเกยตื้นอยู่ริมทะเล ทุกอย่างมันมีแต่ภาพเพื่อน เพื่อนและก็เพื่อน

 

วันหนึ่งเราก็ดื่มน้ำสาบานว่า “พวกเราจะอยู่เป็นโสดด้วยกันตลอดไป” เย้ๆๆๆๆ ดื่มมมมมมม

 

หลายปีต่อมา…..ตื่นเช้า – ทำงาน – กลับบ้าน

 

ชีวิตวนอยู่แบบนี้จนเกือบจะลืมวันลืมคืน เงยหน้ามาอีกที เฮ้ย!! อายุวิ่งมาชนเลข 30  เป๊ะ คราวนี้เริ่มรู้สึกเลยว่าเวลามันหมุนในอัตราเร่ง ผ่านไปอีกแป๊บเดียวมันก็ทะลุ 30++ ไปไกลละ จากเพื่อนที่เคยลั่นวาจาว่าจะโสดไปด้วยกัน มันก็ไปแต่งงานมีลูกเข้าโรงเรียนกันหมดแล้ว มีแต่เราเท่านั้นที่ยังซื่อสัตย์และยึดมั่นกับคำสัญญาต่อไปว่า โสด!!

 

เอาล่ะ ถ้าเราจำเป็นต้องโสดจริงๆ มันก็ต้องออกแบบชีวิตให้เป็นคนโสดสำราญบนคานทองฝังเพชรกันดีกว่ากับ 3 ขั้นตอนง่ายๆนี้นะจ๊ะ

 

3 ขั้นตอนที่ทำให้โสดอย่างมีสไตล์

 

ขั้นตอนแรก สร้างแรงบันดาลใจเก็บเงิน

 

โสดทั้งทีมันก็ต้องมีเงินใช้จ่ายกับเรื่องการกินและสุขภาพร่างกาย จะได้ไม่ต้องไปง้อขอยืมเงินคนอื่นนะจ๊ะ อืม…คิดมันง่ายนะ แต่มันทำยากจัง ทุกอย่างมันเริ่มต้นที่ใจ วิธีนึงที่จะเป็นแรงกระตุ้นให้เราอยากมีเงินเก็บ คือ การมอง!! พออ่านถึงตรงนี้แล้วอยากให้เราเงยหน้าขึ้นละสายตาจากหน้าจอสักพัก แล้วมองไปรอบๆตัวว่าเห็นอะไรบ้าง

 

……….มองซ้าย……….

……….มองข้างหน้า……….

……….มองขวา……….

……….มองข้างหลัง……….

……….มองรอบๆตัวอีกครั้ง……….

 

สิ่งที่เราเห็นอาจจะเป็นแบบนี้รึเปล่า…

  • คุณยายเดินจูงมือหลานตัวเล็กๆมากับลูกชายที่กำลังประคองคุณปู่นั่งบนรถเข็น
  • หรือ เห็นชายชรากำลังรื้อถังขยะสาธารณะเพื่อจะหาของกินมาประทังชีวิต
  • หรือ แก๊งคุณลุง คุณป้ารวมกลุ่มกันรำไทเก๊กอยู่ในสวน
  • หรือ พิธีกรในทีวีสัมภาษณ์ดาราดังค่าตัวร้อยล้านกำลังถังแตกเพราะใช้เงินฟุ่มเฟือย

 

มันก็มีทั้งภาพที่ดูแล้วมีความสุข อบอุ่นยิ้มได้ ประทับใจ ในขณะที่บางภาพเห็นแล้วดูชีวิตดราม่าน่าสงสารและหดหู่ใจมากๆ ดูเสร็จแล้วหันกลับมาถามตัวเองว่า “เราอยากมีชีวิตแบบไหน” โดยใช้เรื่องราวของคนรอบข้างมาเป็นตัวกระตุ้นสร้างแรงบันดาลใจในการออมเงินของเรา

 

ถ้าเราอยากอยู่แบบอดมื้อกินมื้อก็ไม่ต้องทำอะไร อยู่เฉยๆ แต่ถ้าเราต้องการมีชีวิตที่สุขสบายก็จะต้องรีบเก็บเงินตั้งแต่ตอนนี้นะจ๊ะ

 

ขั้นตอนที่ 2 รวบรวมข้อมูล

 

ถ้าเราตั้งใจว่าต้องการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบาย มันก็ต้องเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ที่การเริ่มเก็บข้อมูล เช่น  จากงานแสดงสินค้าต่างๆที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ข้อมูลใน google หรือคลิปใน YouTube  ฯลฯ นอกจากจะใช้ข้อมูลนี้ดูแลพ่อแม่ของเราในปัจจุบันได้แล้ว เรายังใช้กับตัวเองได้อีกในอนาคตนะจ๊ะ

 

ตัวอย่างแหล่งข้อมูล

งานแสดงสินค้าต่างๆเกี่ยวกับผู้ป่วยและผู้สูงอายุ

วาเลนไทน์ขาด "แฟน" แค่เหงา แต่ชีวิตเฉาแน่ถ้าขาด "เงิน"

ราคาหลักหมื่นถึงแสน

 

วาเลนไทน์ขาด "แฟน" แค่เหงา แต่ชีวิตเฉาแน่ถ้าขาด "เงิน"

ถ้าไปงานนวัตกรรมหรืองานแสดงสินค้าก็จะได้ไอเดียมาปรับใช้กับบ้านของเราได้ จากตัวอย่างภาพนี้เราถ่ายมาจากงาน “อารยสถาปัตย์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล” ปี 2559 เป็นที่รองนั่งที่มีปุ่มกดขึ้นลงได้ เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีปัญหาการลุกนั่ง

 

วิธีใช้เราก็จะไปยืนตรงที่นั่ง ปรับให้เบาะรองนั่งอยู่บริเวณก้น เรานั่งแบบทิ้งน้ำหนักลงไปได้เลย จากนั้นก็กดปุ่มให้เลื่อนลงมา พอทำธุระเสร็จก็กดปุ่มเลื่อนขึ้นลุกเดินออกไปได้ สำหรับความสะดวกสบายนี้ราคาก็แรงใช้ได้เลยหลักแสนต้นๆ ^^!

 

จำนวนเงินที่จะเราต้องการใช้ในช่วงวัยเก๊า

สมมติว่าตอนนี้เราอายุ 30 ต้องการมีเงินใช้หลังเกษียณตอนอายุ 60 เดือนละ 20,000 บาท เราก็จะต้องเก็บเงินตั้งแต่ตอนนี้ให้ได้เดือนละ 6,203.89 บาท ไปลงทุนในที่ที่ให้ผลตอบแทน 3% ถึงจะได้เงินออมทั้งหมด 3,615,233.83 บาท เพื่อไว้ใช้หลังเกษียณตั้งแต่อายุ 60 – 80 ปี เดือนละ 20,000 บาทตามที่ตั้งใจไว้นะจ๊ะ

แต่ถ้าเราเอาไปลงทุนในที่ที่ให้ผลตอบแทน 10% เราก็จะออมเงินน้อยลง มาเป็นเดือนละ 1,599.32 บาท เราจะเห็นชัดๆเลยว่าเรื่องการลงทุนจะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ถ้าอยากรู้ว่าเป็นการลงทุนอะไรบ้างอ่านได้ที่ลิงค์ใต้ภาพตารางนี้นะจ๊ะ ^^

วาเลนไทน์ขาด "แฟน" แค่เหงา แต่ชีวิตเฉาแน่ถ้าขาด "เงิน"

ที่มา โสดตลอดชีพต้องรีบมีเงินเก็บเท่าไหร่ https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=9154

 

ความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุ

ข้อมูลฟรีมีให้อ่านในห้องสมุดออนไลน์โหลดอ่านได้เลย แล้วเราจะเข้าใจผู้สูงอายุมากขึ้น

วาเลนไทน์ขาด "แฟน" แค่เหงา แต่ชีวิตเฉาแน่ถ้าขาด "เงิน"

ที่มา http://resource.thaihealth.or.th/taxonomy/term/80?page=1

 

คลิปต่างๆในYouTube

คลิปนี้จะเป็นตัวอย่างที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ ดูจบแล้วรู้เลยว่าจะต้องปรับปรุงบ้านยังไงบ้าง รอไว้ตอนที่เราอาจจะต้องอยู่คนเดียวนะจ๊ะ

  ที่มา : https://youtu.be/RZuO3MdIFUY

 

ค่าใช้จ่ายบริการดูแลผู้สูงอายุ

การดูแลผู้สูงอายุก็จะต้องมีความชำนาญเฉพาะทาง ถ้าเราจำเป็นต้องจ้างคนมาดูแลจะต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่บ้าง ภาพนี้จะทำให้เราเห็นข้อมูลเบื้องต้นได้ว่าจะต้องเตรียมเงินไว้เดือนละเท่าไหร่นะจ๊ะ

วาเลนไทน์ขาด "แฟน" แค่เหงา แต่ชีวิตเฉาแน่ถ้าขาด "เงิน"

ที่มา : http://www.thaiseniormarket.com

 

ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น ยังไม่รวมค่ารักษาพยาบาลที่แต่ละคนมีแตกต่างกัน แต่เท่านี้ก็ทำให้เรารู้ตัวเลขคร่&#x

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 20-24 มีนาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 20-24 มีนาคม 2560

สวัสดีครับ กลับมาอีกแล้วครับ กับผม “อัศวินกองทุน” และ Weekly Outook ในตอนที่ 7 ที่มาจะ Update และพูดคุยถึงการจัดพอร์ทลงทุนประจำสัปดาห์อย่างเช่นเคยคร้าบบบ เอาล่ะ ไม่รอช้า เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพรวมของตลาด

สำหรับสัปดาห์นี้ หลังจากที่ Fed ปรับดอกเบี้ยขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ ก็ส่งผลให้ตลาดหุ้นอเมริกาปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกัน ส่วนทางฝั่งตลาดหุ้นเกาหลีก็ไม่ยอมน้อยหน้า ปรับตัวขึ้นมาโดดเด่นหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติถอดถอนประธานาธิบดี ทำให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงเช่นเดียวกันครับ

ส่วนตลาดเกิดใหม่ที่น่าสนใจอย่างอินเดีย ก็มาแรงไม่แพ้กันครับ ยังปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังนายกรัฐมนตรี Modi ชนะเลือกตั้งในรัฐ Utla Pradesh

ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกอย่างน้ำมัน จะเห็นครับว่าปรับตัวลงแรงจากการกังวลเรื่องอุปทานล้นตลาด อย่างที่ผมเคยเตือนไว้ในหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้

เอาล่ะครับ เมื่อทิศทางภาพรวมที่ผ่านมาเป็นแบบนี้ เรามาดูกันต่อครับว่า กลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้จะเป็นอย่างไรบ้างครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นไทย สัปดาห์นี้ผมแนะนำให้เพิ่มการลงทุนในหุ้นไทยจากการปรับฐานของดัชนี ทำให้อัตราส่วนของ P/E อยู่ในระดับน่าสนใจเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลังครับ ดังนั้นใครที่เคยลดพอร์ทการลงทุน หรือยังไม่มีหุ้นไทยติดพอร์ทไว้ สัปดาห์นี้เริ่มน่าสนใจแล้วนะครับ
  • ตลาดหุ้นจีน สำหรับทางจีน ผมแนะนำเพียงตลาดเดียวครับ คือ เพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้น H-Share เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานดีขึ้นต่อเนื่อง NPL ในระบบธนาคารก็ดีขึ้นต่อเนื่อง และผมเชื่อว่ามีสัญญานชี้ว่าผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว จัดไปครับผม
  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งสัญญาณรีบขึ้นดอกเบี้ย และคาดว่า BOJ ยังไม่ทำนโยบายผ่อนคลายเพิ่มเติมทำให้เงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่า ดังนั้นถ้าแบบนี้ควรชะลอการลงทุนได้แล้วนะครับ สำหรับสัปดาห์ก่อนที่ใครลงทุนไปแล้ว สัปดาห์นี้ขอให้จับตาดูก่อน
  • ตลาดหุ้นเกาหลี ผมยังแนะนำให้ทยอยเข้าซื้อสะสมหุ้นเกาหลีต่อไปครับ เพราะมีการปรับตัวขึ้นโดดเด่นหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติถอดถอนประธานาธิบดี ซึ่งผลของความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ลดลงแบบนี้ ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นอย่างแน่นอนครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ทยอยเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นเกาหลี และตลาดหุ้น H-SHARE โดยแนะนำให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวลดลง แต่ผมยังมองว่าตราสารหนี้สหรัฐฯจะยังผ่อนคลายต่อไป โดยความเสี่ยงด้านการเมืองยุโรปที่สูงขึ้น ทำให้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยนั้นยังมีอยู่ครับ
  • พันธบัตรรัฐบาลไทย อัตราผลตอบแทนเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย และอัตราดอกเบี้ยระยะยาวสหรัฐฯ ในขณะที่ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าครับ 

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ผมอยากแนะนำให้เริ่มปรับพอร์ทโดยเพิ่มอายุเฉลี่ยของพอร์ทขึ้นเพื่อเพิ่มผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยหันไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวเพิ่มขึ้น ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ยังคงแนะนำเหมือนเดิมครับ ทยอยสะสมทองคำต่อไป หลังจาก Fed ไม่ได้ส่งสัญญาณรีบขึ้นดอกเบี้ยทำให้ค่าเงินดอลลาร์ขาดปัจจัยสนับสนุนให้แข็งค่าขึ้น และการลงทุนในทองคำนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันการค้าสหรัฐฯ และการเลือกตั้งในยุโรปครับ
  • น้ำมัน นักลงทุนมีความกังวลกับปริมาณสำรองน้ำมันสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นมากเกินไป โดยการเพิ่มขึ้นของปริมาณสำรองเนื่องจากเป็นฤดูปิดซ่อมของโรงกลั่นในสหรัฐฯ ทำให้ความต้องการน้ำมันดิบลดลงชั่วคราว แต่ผมมองอีกด้านหนึ่งว่าเป็นโอกาสในการสะสมน้ำมันครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยครับ ผมแนะนำให้ทยอยซื้อสะสมน้ำมันหลังจากราคาปรับตัวลงมากว่า 10% ใน 1 สัปดาห์ รวมทั้งทยอยสะสมทองคำเหมือนเดิมเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นครับ

แม้ว่าตลาดเกิดใหม่จะมีโอกาสผันผวนก็ตาม แต่การที่ทาง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบนี้ ถือว่ายังมีโอกาสในตลาดเกิดใหม่อยู่ครับ ดังนั้นค่อยๆปรับพอร์ทการลงทุนในตลาดเกิดใหม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีในสัปดาห์นี้ครับ

ถ้าหากท่านผู้อ่านติดตามมาตั้งแต่แรกๆ คงจะทราบดีว่า ผมอัศวินกองทุนจะแนะนำสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงรายสัปดาห์ให้เห็นกัน เพื่อให้ทุกๆคนสามารถปรับพอร์ทได้อย่างที่เหมาะสมครับ ซึ่งในตอนนี้ผมอยากจะเน้นอีกอย่างว่า อย่าลืมกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และอย่านำคำแนะนำอย่างใดอย่างหนึ่งไปทุ่มเทกับพอร์ท 100% นะครับ แต่ขอให้นำข้อมูลทั้งหมดไปพิจารณาในการปรับพอร์ทการลงทุนของตัวเองให้เหมาะสมจะดีกว่าครับ

เอาล่ะครับ มาถึงตรงนี้คงต้องลากันไปเสียที แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า ขอให้ทุกคนมีความสุขในการลงทุนนะคร้าบบบบ

[Preview] โครงการศุภาลัย เวอเรนด้า พระราม 9 คอนโดใหม่ High Rise ติดถนนใหญ่กระแสตอบรับดี

“คอนโดมิเนียมเป็นอสังหาที่ได้รับความนิยมสูงสุด” เหตุเพราะอยู่ในทำเลดีสภาพแวดล้อมน่าอยู่ในราคาเอื้อมถึง ในอดีตเมื่อไม่นานนักคอนโด ล้านต้นๆ ในเมืองยังพอหาได้ แต่ปัจจุบันราคาเฉลี่ยคอนโดทะลุ 3 ล้านไปแล้ว หรือเกิน 1 แสนบาทต่อตรมเป็นที่เรียบร้อย ทำให้บางคนยอมเลือกห้องที่มีขนาดเล็กลง บางคนมองหาคอนโดนอกเมืองแทน หรือบางคนทำงานหาเงินอย่างหนักเพื่อมาซื้อคอนโดในเมือง จะดีกว่าไหมถ้าเราหาคอนโดที่คุ้มค่าราคายังเหมือนเมื่อก่อนเจอครับ

วันนี้ผมมีโครงการใหม่น่าสนใจมาแนะนำ ทำเลตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลางธุรกิจ พระราม 9 เป็นคอนโดตึกสูงติดถนนใหญ่เลยครับ ที่สำคัญราคาเริ่มเพียง 2 ล้านต้นๆได้ 1 ห้องนอนขนาดอยู่สบาย 30 ตรม ที่จอดรถให้เยอะถึง 70% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด (ไม่รวมจอดซ้อนคันด้วยนะ) “โครงการนี้มีชื่อว่า ศุภาลัย เวอเรนด้า พระราม 9″ เค้าเสนอราคาต่อตรม.คุ้มค่ากว่าโครงการอื่นอย่างชัดเจนทำให้มีกระแสตอบรับดีมากจากการเปิดขายรอบแรก และในวันที่ 15-21 ก.พ.นี้ ทางศุภาลัยจะเปิดขายชั้นที่เก็บไว้ยังไม่เปิดให้จองครับ งานจัดที่ห้างเซ็นทรัล พระราม 9  

สำหรับคนที่สนใจผมขอแนะนำไปตั้งแต่วันที่ 15 เลยดีกว่าครับจะได้ไม่พลาดจอง

วิเคราะห์ทำเลโครงการ

  • ใกล้ศูนย์กลางธุรกิจ พระราม 9 เป็นจุดหมายการเดินทางมาทำงานและท่องเที่ยว โดยมีแม่เหล็กสำคัญอย่าง ห้างเซ็นทรัล พระราม 9, ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์, เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, อาคารยูนิลีเวอร์ และอาคารเอไอ
  • เดินทางด้วยรถไฟฟ้าสะดวก รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีพระราม 9 เป็นรถไฟฟ้าที่อยู่ใกล้โครงการที่สุดอยู่ห่างประมาณ 2 กิโลเมตรในแนวเส้นตรง และอนาคตจะมีรถไฟฟ้าสายสีส้มมาจากศูนย์วัฒนธรรมไปมีนบุรี โดยสถานีรฟม.อยู่ห่างจากโครงการเพียง 350 เมตร
  • เดินทางด้วยถนนและทางด่วนสะดวก โครงการอยู่ติดถนนใหญ่พระราม 9 สามารถเรียกใช้บริการรถสาธารณะได้ง่าย และสำหรับคนใช้รถก็มีทางขึ้นทางด่วนอยู่ใกล้ๆ เป็นเส้นทางลัด เลี่ยงรถติดได้เป็นอย่างดี
  • ย่านที่มีคนต่างชาติอยู่อาศัย ถนนพระราม 9 เป็นถนนเส้นตรงมุ่งไปสู่สุวรรณภูมิและมีรถไฟฟ้า Airport Link เชื่อมจากสนามบินมายังสถานีมักกะสันบริเวณหัวถนนพระราม 9 ทำให้มีคนต่างชาติมาอยู่อาศัยโดยเฉพาะชาวจีน ชาวเกาหลี เป็นโอกาสสำหรับการลงทุน
  • ย่านที่มีโครงการพัฒนาเยอะ โครงการกำลังพัฒนาที่อยู่ในบริเวณรัชดา-พระราม 9 ได้แก่ อาคาร G Tower เป็นอาคารรูปตัวจีตั้งตระหง่านข้าง Central พระราม 9, อาคาร The Super Tower เป็นอาคารที่สูงที่สุดในอาเซียน, อาคาร Singha Complex เป็นอาคารครบวงจรมูลค่าเกือบ 10,000 ล้านบาท, โครงการมักกะสัน คอมเพล็กซ์ของภาครัฐในอนาคตบนพื้นที่ขนาดมหึมา 457 ไร่
  • รอบโครงการเป็นที่ดินเปล่าและสำนักผังเมือง มีไม่กี่แห่งในเมืองที่จะได้เห็นวิวพร้อมกันทั้งหมู่ตึกอาคารสูง ทุ่งสีเขียว และบึงน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุดสำคัญอย่างหนึ่งของการซื้อคอนโดได้เห็นวิวสวยๆ นอกจากนี้รอบข้างโครงการจะเป็นบ้านพักอาศัย สถานบันเทิง และโรงปูน

วิเคราะห์ตัวโครงการ

  • โครงการภายใต้แบรนด์ศุภาลัย เป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่มั่นใจได้ว่าโครงการจะสร้างเสร็จเรียบร้อย ด้านการออกแบบศุภาลัยให้ความสำคัญจึงเห็นได้ว่าโครงการในระยะหลังๆออกแบบมาสวยงามทั้งภายในและภายนอกอาคาร
  • โครงการขนาดใหญ่ส่วนกลางจัดเต็ม โครงการสูง 31 ชั้น 1 อาคาร 2 ทาวเวอร์โดยมีทางเชื่อมทุกๆ 4 ชั้นทำให้มีเอกลักษณ์โดดเด่น สร้างบนเนื้อที่ขนาด 12 ไร่เศษแต่ไม่ได้สร้างเต็มนะครับโครงการเค้าจัดให้มีพื้นที่สีเขียวรวมกว่า 4 ไร่ทำให้ร่มรื่นเป็นธรรมชาติ ส่วนกลางโดดเด่นมากในเรื่องที่จอดรถให้มากถึง 70% และมีสระว่ายน้ำเด็กและผู้ใหญ่ ซาวน่า ฟิตเนส โยคะ ห้องสมุด ห้องประชุม ห้องดูวิวบนยอดตึก เรียกว่าจัดเต็มครบทุกความต้องการ
  • โครงการมีขนาดห้องใหญ่หลายแบบ ห้องมีตั้งแต่สตูดิโอ ถึง 3 ห้องนอน โดยสตูดิโอขนาด 30 ตรม, 1 ห้องนอนขนาด 37.5 – 43 ตรม, 2 ห้องนอนขนาด 57.5 – 65.5 ตรม, 3 ห้องนอนขนาด 112 ตรม ซึ่งเป็นขนาดที่อยู่อาศัยได้สบายไม่อึดอัด ลองนึกถึงคุณผู้หญิงที่มีเสื้อผ้ากระเป๋ารองเท้าเยอะก็อยากหาพื้นที่วางตู้หลายใบ หรือคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกก็อยากได้เนื้อที่ห้องกว้างๆ เพราะอยู่กันหลายคน
  • ผังห้องและวัสดุที่ใช้ได้มาตรฐาน ออกแบบพื้นที่ภายในห้องได้อย่างคุ้มค่า พื้นห้องน้ำห้องครัวใช้กระเบื้องส่วนห้องนอนเป็นลามิเนต ระยะพื้นถึงฝ้าเพดาน 2.6 เมตรมากกว่ามาตรฐานทั่วไปอยู่ที่ 2.4 เมตร หน้าต่างห้องนอนและระเบียงขนาดใหญ่ทำให้ห้องดูโปร่ง คอยน์แอร์ตรงระเบียงก็ถูกแขวนไว้กับเพดานเรียบร้อยไม่ต้องรับลมร้อนและใช้เนื้อที่ระเบียงได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้สิ่งที่แถมมาด้วยก็จะมี วอลเปเปอร์, ฉากกั้นอาบน้ำ, สุขภัณฑ์, ชุดครัว, เครื่องปรับอากาศ และเครื่องทำน้ำอุ่น

วิเคราะห์ความคุ้มค่า

  • ราคาต่อตารางเมตรถูกกว่า คอนโดเปิดใหม่ติดถนนใหญ่ในทำเลรัชดา – พระราม 9 ราคาขยับขึ้นไปมากแล้วโดยเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ 150,000 บาทต่อตรม โครงการนี้ขยับออกมาเล็กน้อยแต่ปัจจุบันราคาน่าจะอยู่ที่ 70,000 – 80,000 บาทต่อตรม เห็นอะไรไหมครับราคาคุ้มค่ากว่ากันอย่างชัดเจน นอกจากนี้ระดับราคาดังกล่าวยังใกล้เคียงราคาคอนโดมือสองที่อยู่ในละแวกนั้น
  • อัตราค่าเช่าอยู่ในระดับสูง ย่านรัชดา-พระราม 9 ได้อัตราค่าเช่าดี หาคนเช่าง่ายกว่าย่านอื่น ค่าเช่าสำหรับห้องขนาด 30 ตรมอยู่ที่ 12,000 – 15,000 บาท และแถวนี้ก็มีนายหน้าหลายเจ้าคอยช่วยหาลูกค้ามาเช่าคอนโด
  • มูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคตสูง อย่างที่บอกไปว่ามีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่และรถไฟฟ้าสายสีส้มในอนาคต มูลค่าคอนโดที่อยู่ในย่านนี้ยังมีโอกาสขยับไปได้อีกเยอะ เป็นที่เหมาะจะนำเงินมาเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินให้ทวีค่าในระยะยาว

ข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของศุภาลัย ตาม link นี้เลยครับ https://goo.gl/M6zp6z

บทความนี้เป็น Advertorial

4 วิธีใช้ “บัตรเครดิต” ให้ประหยัดเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน

ผมได้ยินมนุษย์เงินเดือนหลายคนพูดว่า ไม่อยากถือ “บัตรเครดิต” กลัวรูดเพลินจ่ายไม่ไหว และ “บัตรเครดิต” ใบเดียวพอแล้ว กลัวหนี้เยอะไม่มีเงินจ่าย ซึ่งคำกล่าวนี้จริงสำหรับคนที่ระงับใจตัวเองไม่อยู่ เวลาเห็นของถูกใจเป็นต้องช้อป แต่สำหรับคนที่ใช้บัตรเครดิตเป็น จะรู้ว่านี่คือเครื่องมือขั้นเทพช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ยิ่งมีบัตรเครดิตหลายใบยิ่งเลือกได้เลยว่าบัตรไหนคุ้มสุด

ผมชอบเปรียบ การใช้บัตรเครดิต เหมือน “การทานอาหาร” กินเยอะเกินไปก็ไม่ดี ไม่ยอมกินเลยก็ไม่ดี กินแต่พอดีๆที่สุด สิ่งสำคัญก็คือคำว่า “พอดี” ดังนั้นผมคิดว่าควรใช้บัตรเครดิตกับค่าใช้จ่ายจำเป็น และใช้บ้างกับค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพื่อให้เป็นรางวัลของชีวิตมอบความสุขให้ตนเองและคนรอบตัว ซึ่งก่อนรูดบัตรต้องรู้ว่าใช้ไม่เกินตัวและรู้ว่ามีเงินพอจ่าย

มาดูกันครับว่าประสบการณ์ใช้ “บัตรเครดิต” ผมช่วยประหยัดได้ยังไง

  1. ซื้อของกินของใช้ผ่านแอพ Lazada และ Tesco Shop Online และชำระด้วยบัตรเครดิต ซึ่งคุ้มค่าจาก ราคาขายถูกกว่าในท้องตลาด, ไม่ต้องเสียค่าเดินทางไปซื้อ, ส่วนลดจากโค้ดในแอพ, โปรโมชั่นเงินคืนจากบัตรเครดิต, คะแนนสะสมจากบัตรเครดิต, สิทธิ์ลดหย่อนภาษี (ถ้ามี) อย่างช่วงโปรช้อปช่วยชาติ และรอบิลมาเก็บแล้วค่อยจ่าย สรุปคุ้มถึง 7 เด้ง
  2. ซื้อประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษีและชำระด้วยบัตรเครดิต ซึ่งคุ้มค่าจาก เงินปันผลและผลตอบแทนจากกรมธรรม์, สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้, ค่าคอมมิชชั่นหากเป็นตัวแทนประกันชีวิตเอง, โปรโมชั่นเงินคืนจากบัตรเครดิต, คะแนนสะสมจากบัตรเครดิต และรอบิลมาเก็บแล้วค่อยจ่าย สรุปคุ้มถึง 6 เด้ง
  3. ซื้อกองทุน LTF กับ RMF และชำระด้วยบัตรเครดิต ซึ่งคุ้มค่าจาก เงินปันผลและผลตอบแทนจากกองทุน, สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้, โปรโมชั่นเงินคืนจากบลจ.นิดหน่อย และรอบิลมาเก็บแล้วค่อยจ่าย สรุปคุ้มถึง 4 เด้ง
  4. ซื้อคอนโด และชำระเงินจองเงินดาวน์ด้วยบัตรเครดิต ซึ่งคุ้มค่าจาก ส่วนต่างราคาซื้อกับราคาตลาด, โปรโมชั่นเงินคืนงวดสุดท้ายจากบัตรเครดิต (ถ้ามี) เพราะไม่ได้มีทุกที่ , โปรโมชั่นเงินคืนจากบัตรเครดิต, คะแนนสะสมจากบัตรเครดิต และรอบิลมาเก็บแล้วค่อยจ่าย สรุปคุ้มถึง 5 เด้ง

ตัวอย่างด้านบนพอให้เห็นภาพว่า ใช้ “บัตรเครดิต” ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะจริง บ่อยครั้งทำให้ผมได้สินค้าและบริการคุ้มค่าที่สุด ท่ามกลางหลายคนมุ่งสนใจดอกเบี้ยเงินฝาก 0.3%-2% แตกต่างกันเล็กน้อยตามที่แต่ละธนาคารเสนอ ทำไมไม่มาสนใจลดรายจ่ายด้วยบัตรเครดิตด้วย บ่อยครั้งที่ช่วยลดไปได้เป็น 10% เลยครับ

ผมเองถือ “บัตรเครดิต”หลายใบมานานแล้ว เพราะต้องการเลือกใช้บัตรที่คุ้มที่สุด ปกติใช้ซื้อของจำเป็นมากกว่าของฟุ่มเฟือย ชำระเต็มจำนวนไม่เคยค้างจ่ายเพื่อไม่ให้เสียประวัติและดอกเบี้ย ในปีที่แล้วผมเปลี่ยนมาซื้อของออนไลน์เพิ่มขึ้นมากจนในใบแจ้งหนี้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรประมาณ 70% มาจากซื้อของออนไลน์ ซึ่งรายการเหล่านี้ช่วยผมประหยัดเงินได้เยอะทีเดียวครับ

อยากให้คุณลองเปิดใจใช้ “บัตรเครดิต” อย่างมีวินัยกันดูนะครับ บัตรเครดิตไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน เดอะซีรีย์ ตอนที่ 2 เก็บออมเงินเพื่อซื้อของใช้ส่วนพระองค์

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน

 เราแตกประเด็นในบทความ พระมหากษัตริย์นักออมเงิน ที่เขียนมาตั้งแต่ปี 2558 ออกเป็น 5 ตอน ซึ่ง "เก็บออมเงินเพื่อซื้อของใช้ส่วนพระองค์นี้" เป็นบทความที่ 2 นะจ๊ะ เราต้องการรวบรวมข้อมูลไว้ให้คนรุ่นหลังได้อ่านและแสดงความรักต่อ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการลงมือทำตามแนวทางที่พระองค์ท่านสอน

 

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน เดอะซีรีย์จะแบ่งออกเป็น 5 ตอน คือ

  1. สมเด็จย่าทรงสอนวิธีจัดการเงิน คลิกที่นี่
  2. เก็บออมเงินเพื่อซื้อของใช้ส่วนพระองค์ (บทความนี้)
  3. การสร้างรายได้และการให้คลิกที่นี่
  4. การประหยัดคลิกที่นี่
  5. เงินฉุกเฉินของรัชกาลที่ 3 เงินถุงแดงไถ่บ้านเมืองคลิกที่นี่

 

เราจะแบ่งเขียนออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจะเป็นเรื่องราวของพระองค์ท่านจากข้อมูลที่ไปค้นคว้ามา จะเขียนไว้ในกรอบพื้นสีเหลือง ส่วนที่สองเป็นวิธีการนำไปใช้ว่าทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้พวกเราลองนำมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริงนะจ๊ะ

 

 ตอนที่ 2 เก็บออมเงินเพื่อซื้อของใช้ส่วนพระองค์

 

จากการรวบรวมข้อมูลในอินเตอร์เน็ตและอ่านหนังสือ เจ้านายเล็กๆยุวกษัตริย์ ในพระนิพนธ์ของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ได้ข้อมูลว่า…

 

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน

ภาพนี้ถ่ายจากกำแพงมหาวิทยาลัยศิลปากร (ข้างสนามหลวง)

 

 

  • ตอนที่พระองค์ท่านทรงพระเยาว์ กำลังเรียนหนังสืออยู่ที่ Swiss ในหลวงก็เดิน เข้ามาบอกสมเด็จย่าว่าอยากได้จักรยาน เพื่อนๆเขามีจักรยานกัน สมเด็จย่าบอกว่า “ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็เก็บสตางค์ที่แม่ให้ไปกินที่โรงเรียนไว้ซิ” เก็บมาหยอดกระปุกวันละเหรียญ สองเหรียญ เมื่อได้มากพอก็เอาไปซื้อจักรยาน”

 

  • พอถึงวันปีใหม่ สมเด็จย่าก็บอกว่า “ปีใหม่แล้ว เราไปซื้อจักรยานกัน” ให้แคะกระปุกดูซิว่ามีเงินเท่าไหร่? เสร็จแล้วสมเด็จย่าก็แถมให้ ซึ่งส่วนที่แถมนั้นมีมากกว่าเงินในกระปุก

 

 

 

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน

ภาพจาก https://www.pinterest.com/pin/259449628506313513/: Coronet Midget  เป็นกล้องที่เล็กที่สุดในโลก ความสูงประมาณ 5 เซนติเมตร และน้ำหนัก 71 กรัมซึ่งเล็กมากจนดูเหมือนเป็นของเล่น แต่เป็นกล้องที่สามารถใช้งานได้จริง (ข้อมูลจาก http://news.sanook.com/2083694/)

 

 

  • กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coronet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา ทรงซื้อมาในราคา 2.50 ฟรังก์ ฟิล์มม้วนละ 0.25 ฟรังก์ ม้วนหนึ่งมี 6 รูป การถ่ายม้วนแรกนั้นเสียไป 5 รูปและรูปที่ 6 ที่ดีนั้น ผู้อื่นเป็นคนถ่าย

 

จากคลิปวีดีโอเรื่อง “แผ่นดินวัยเยาว์” ชื่อตอนว่า งานศิลปะประดิษฐ์สู่การทรงงาน ซึ่งในหลวงเคยเล่าให้ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ฟังว่า…

 

สมเด็จย่าทรงมีการอบรมที่เข้มงวด ไม่ให้ใช้เงินอย่างสิ้นเปลือง สมัยก่อนจะไปซื้อของเล่นไม่มีเงิน ก็ไปยืมคนนั้น คนนี้ไปเรื่อย พอสมเด็จย่ารู้ก็รับสั่งให้เอาเงินไปคืนหมดเลย แล้วรับสั่งว่า “ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องเล่น” ถ้ามีเงินก็จะอนุญาตให้ไปซื้อ ในหลวงทรงหาทางออกโดยการผลิตของเล่นเอง วิทยุ ตุ๊กตา งานไม้ ก็เลยเป็นช่างไปโดยอัตโนมัติ จนกระทั่งมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็มีแนวโน้มที่จะทำอะไรด้วยตนเอง

 

 

  • พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก “การเล่น” สมัยทรงพระเยาว์ ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับสมเด็จพระเชษฐา เพื่อซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ แล้วทรงนำมาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง โดยได้รับความรู้ต่างๆจากการอ่านหนังสือและสอบถามวิธีทำจากผู้รู้รอบข้าง ซึ่งในหลวงทรงมีพุทธภาษิตประจำพระองค์ว่า “กตฺเต รมเต ผู้ทำเอง ย่อมรื่นรมย์”

 

 

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน

ที่มาของภาพ : http://www.photoontour.com/SpecialPhotos_HTML/data_king_family/King_photo_06.htm

 

 

  • ในหลวงสนพระทัยในด้านดนตรีมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พระองค์เริ่มจากเครื่องเป่าและต่อมา จึงทรงเรียนเปียโน ทรงซื้อเครื่องดนตรีชิ้นแรก คือ คลาริเน็ต เมื่อพระชนมายุ 10 พรรษา ด้วยเงินที่ทรงเก็บออมไว้ ตอนแรกโปรดดนตรีคลาสสิกและต่อมาโปรดดนตรีแจ๊ซ

 

  • ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษา ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300 ฟรังก์มาทรงหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้

 

 

แนวคิดที่สามารถมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

 

เราจะเห็นแล้วว่าของใช้ส่วนพระองค์หลายชิ้น เช่น จักรยาน กล้องถ่ายรูป เครื่องดนตรี ของเล่น  ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงซื้อด้วยพระองค์เองจากการสะสมเงินออมหรือหุ้นกับสมเด็จพระเชษฐาเพื่อซื้อของ หากได้รับเงินในโอกาสพิเศษจากสมเด็จพระพันวัสสาฯ พระองค์ก็ทรงเก็บสะสมไว้ ซึ่งสิ่งของบางชิ้นสมเด็จย่าก็ทรงช่วยโดยการสมทบเงินออมเพิ่มเพื่อเป็นกำลังใจจะได้ซื้อของที่อยากได้เร็วขึ้น

 

2 แนวคิดให้คนวัยทำงาน

 

แนวคิดที่ 1 สะสมเงินเพื่อซื้อของที่ตัวเองอยากได้

 

การเก็บสะสมเงินนั้นเป็นกลยุทธ์ที่ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว คือ

  • มีเวลานั่งคิดว่าของสิ่งนี้จำเป็นที่จะต้องซื้อแล้วหรือยัง (การเรียงลำดับความสำคัญ)
  • ไม่ต้องมานั่งเสียดอกเบี้ยจากการกู้ยืม (กรณีผ่อนบัตรเครดิตแล้วไม่มีเงินไปชำระหนี้ หรือกดเงินจากบัตรกดเงินสดมาซื้อของ)
  • ช่วงเวลาสะสมเงินมีเวลาตัดสินใจว่า เราต้องการของสิ่งนั้นจริงๆหรือไม่ ไม่ใช่การซื้อเพราะอารมณ์หรือถูกดึงดูดจากโปรโมชั่น
  • สิ่งของบางชิ้นที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีออกมาเรื่อยๆ เช่น สมาร์ทโฟน การรอคอยทำให้เราได้ของชิ้นใหม่ที่ดีและราคาถูกกว่าเดิม เพราะแต่ละบริษัทก็ต้องผลิตแข่งกัน ช่วงเวลาที่เราสะสมเงินก็จะมีเวลาหาข้อมูลเปรียบเทียบตัวเลือกที่ดีที่สุดก่อนตัดสินใจซ&#

3 เส้นทางลงทุนใน “หุ้น” เปลี่ยนคุณให้เป็นเศรษฐี !!!

การลงทุนใน “หุ้น” ขึ้นชื่อว่าเป็นการลงทุุนในตราสารการเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด เมื่อเทียบกับตราสารชนิดอื่นๆ อย่างเงินฝาก หรือตราสารหนี้ แต่..อย่าลืมว่าความเสี่ยงของมันก็สูงที่สุดเช่นกัน!

มีหลายคนเดินเข้ามาในตลาดหุ้นแล้วเปลี่ยนฐานะกลายเป็นเศรษฐีได้ภายในเวลาไม่นาน ขณะเดียวกันตลาดหุ้นไม่ได้ใจดีกับทุกคน มันทำให้นักลงทุนกลายเป็นคนถังแตกได้เหมือนกันนะ! ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการเลือก “วิธีการลงทุน”

ผมรู้จักหลายคนที่เข้ามาในตลาดหุ้นเพียงไม่กี่ปีแต่สามารถกลายเป็นเศรษฐีได้ เพราะเขาเลือกวิธีการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองตั้งแต่แรก แต่ก็มีอีกหลายคนที่อยู่ในตลาดหุ้นมาตั้งนานยังสร้างผลตอบแทนให้เป็นบวกยังไม่ได้เลย เพราะยังลงทุนแบบผิดวิธีอยู่

ถ้าเลือกวิธีการลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง ก็มีโอกาสสูงที่ “หุ้น” จะช่วยเปลี่ยนนักลงทุนธรรมดาให้กลายเป็นเศรษฐี แต่บางคนที่ลงทุนในหุ้นแบบผิดวิธี เงินทั้งหมดก็อาจจะหล่นหายไปกับตลาดหุ้นได้

ใครที่ยังหาแนวทางการลงทุนในหุ้นที่เหมาะสมไม่เจอ วันนี้ผมมีเส้นทางการลงทุนในตลาดหุ้นแบบง่ายๆมาฝาก ใครที่อยากเริ่มต้น และอยากเป็นเศรษฐีด้วยการลงทุนใน “หุ้น” ลองดู 3 เส้นทางที่นำมาฝากกันในวันนี้ได้เลย!!

1. ลงทุนหุ้น แบบนักธุรกิจ..คิดแบบเจ้าของกิจการ

“หุ้น” คือ ตราสารที่ให้สิทธิ์กับนักลงทุนในการเป็นเจ้าของกิจการ นักลงทุนจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ์ในการออกเสียง และได้รับส่วนแบ่งกำไร หรือที่เรียกว่า “เงินปันผล” รวมถึงสิทธิ์พิเศษอื่นๆในบริษัทที่เป็นเจ้าของ

ดังนั้น นักลงทุนที่เลือกเส้นทางนี้ จะต้องคิดให้เหมือนกับว่าตัวเองเป็น”เจ้าของกิจการ”ที่จะเข้าไปซื้อหุ้น มีแนวคิดแบบนักธุรกิจ ที่จะต้องดูว่าธุรกิจไหนเหมาะกับนักลงทุน มีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานในกิจการนั้นมั๊ย? ผลประกอบการเป็นไปในทิศทางที่ดีมากน้อยแค่ไหน? มีอัตราการเติบโตเป็นอย่างไร? เป็นต้น

แต่จะลงทุนวิธีนี้ ต้องอาศัยการวิเคราะห์กันแบบละเอียด เพื่อเข้าใจในธุรกิจและอุตสาหกรรมนั้นอย่างลึกซึ้ง ต้องอาศัยการวิเคราะห์ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

การวิเคราะห์เชิงปริมาณ

คือการวิเคราะห์จากตัวเลขที่งบการเงินของกิจการแสดงออกมา ซึ่งตัวเลขนั้นสามารถบอกความเคลื่อนไหวต่างๆในกิจการได้อย่างดี บริษัทที่ดีควรมีตัวเลขที่สามารถบ่งบอกที่มาที่ไปได้อย่างชัดเจน ไม่มีการปิดบังผู้ถือหุ้น อย่างเช่น การเติบโตของอัตรากำไรขั้นต้น ควรบอกได้ว่าเกิดจากการบริหารต้นทุนหรือยอดขาย มีประสิทธิภาพ อย่างไรบ้าง

นอกจากนี้ยังมีเลขอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ ที่ช่วยนักลงทุนในการวิเคราะห์ความน่าสนใจของหุ้นและกิจการนั้นๆได้ เช่น ROE, ROA, P/E, P/BV, NPM, GPM, D/E ratio เป็นต้น ซึ่งความเป็นจริงมีเยอะกว่านี้มากกกกกก (ก.ไก่หมื่นตัว)

การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ

เป็นการดูเรื่องราวอื่นๆของบริษัท ที่ไม่ได้แสดงผ่านตัวเลขในงบการเงิน เช่น ความจงรักภักดีของกลุ่มลูกค้า, สินค้าที่จะเข้ามาทดแทน, อำนาจต่อรองของกิจการ, มูลค่าของแบรนด์ และชื่อเสียงต่างๆ เป็นต้น ซึ่งการวิเคราะห์เชิงคุณภาพจะมีเรื่องของอารมณ์และความเชื่อในกิจการนั้นๆเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อย่างเช่น กลุ่มบริษัทอาหาร ที่แม้จะมีผลประกอบการดีเด่น แต่แบรนด์สินค้ากลับติดลบในสายตากลุ่มลูกค้าบางคน อะไรประมาณนี้

ซึ่งนักลงทุนที่เลือกเส้นทางนี้ต้องมองการลงทุนในระยะยาวเป็นหลัก เพราะผลตอบแทนที่จะได้จากเส้นทางนี้คือ “เงินปันผล” เป็นหลัก ส่วน “Capital gain” หรือ การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นเป็นโบนัสพิเศษที่นักลงทุนจะได้ (เผลอๆได้มากกว่าที่หวังไว้ซะอีก)

เส้นทางนี้เหมาะกับนักลงทุนที่มั่นใจว่าตัวเองถึก มีเวลาในการศึกษาธุรกิจ มองทิศทางธุรกิจออก ไม่หวั่นไหวกับความผันผวนของตลาด ถือหุ้นได้ในระยะยาว และนักลงทุนต้นแบบของเส้นทางนี้ได้แก่ วอเรนต์ บัฟเฟตต์, ชาร์ลี มังเจอร์, เบนจามิน เกรแฮม, ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร และ คุณกวี ชูกิจเกษม เป็นต้น

ส่วนการเลือกซื้อหุ้นมีหลายวิธี จะใช้การประเมินมูลค่าหุ้นในการซื้อ เพื่อเลือกราคาที่เหมาะสม หรือ จะซื้อเฉลี่ยต้นทุนแบบ DCA ก็ได้ (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมคลิกเลย!>>> การลงทุนในหุ้นแบบ DCA)

2. ค้าขายตามจังหวะ..ทำกำไรจากราคาหุ้น

ถ้าเส้นทางแรกเราเรียกพวกเขาว่า”นักลงทุน” งั้นเรียกคนที่เหมาะกับเส้นทางนี้ว่า “นักเก็งกำไร” คงจะเหมาะสมมากกว่า

เพราะหุ้นมีการซื้อขายเกือบทุกวัน และราคาของมันก็เป็นไปตามกฏของ Demand/Supply ในตลาดหุ้น หุ้นแต่ละตัวจะมีการเคลื่อนไหวของราคาตามสภาพเศรษฐกิจ ข้อมูลข่าวสารต่างๆของหุ้น ซึ่งนักเก็งกำไรจะซื้อขายตาม ข้อมูลที่ได้รับมา

เครื่องมือของนักเก็งกำไรหรือนักลงทุนแนวเทคนิค คือ “กราฟหุ้น” ที่นิยมใช้กันจะเป็นกราฟแท่งเทียน เมื่อนำกราฟมาดูจะพบว่า หลายๆครั้งการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะมีรูปแบบเดิมๆ และนักเก็งกำไรเชื่อว่าหุ้นจะเคลื่อนไหวแบบเดิมเป็นวัฏจักร

เพราะข้อมูลข่าวสารทั้งหมดในตลาด ทั้งข่าวดี ข่าวร้าย การประกาศผลการดำเนินงาน/ จ่ายเงินปันผล จะถูกซึมซับและแปรเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบของราคา ที่แสดงในกราฟหุ้นเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นนักเก็งกำไรจะใช้กราฟเพื่อการซื้อขาย ดูปริมาณการซื้อขาย ดูแนวรับ/แนวต้าน อีกทั้งยังมี Indicator ต่างๆที่พลอตออกมาจากตัวเลข แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ของตลาด จังหวะในการซื้อหรือขาย อย่างเช่น MACD, RSI, Bolinger band, Slow Stochastic เป็นต้น

ซึ่งแนวทางในการดูกราฟก็จะมีหลายวิธี แล้วแต่ความถนัดของนักเก็งกำไรแต่ละคน

ผลตอบแทนที่ได้จะมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นเป็นหลัก

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save