“พร้อมเพย์” พร้อมโอน การเงินยุคดิจิทัล สะดวก ปลอดภัย มั่นใจ

รู้ไหมครับว่าเรื่องการเงินที่คนให้ความสนใจมากที่สุดในช่วงนี้ คือเรื่องอะไร? ติ๊กตอก ติ๊กตอก…เฉลยเลยดีกว่า เรื่องนั้น ก็คือ พร้อมเพย์ (PromptPay) บริการรับเงินโอนและโอนเงินแบบใหม่ นั่นเองครับ

“พร้อมเพย์” ถือเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชนอย่างเรา ถ้าเราเป็นคนหนึ่งที่ทั้งรับและโอนเงินบ่อยๆ แล้วล่ะก็ การสมัครใช้พร้อมเพย์จะได้รับประโยชน์มากกว่าแน่นอน เรามาดูข้อดีของพร้อมเพย์สำหรับผู้รับเงินโอน และผู้โอนเงิน กันดีกว่าครับ

ผู้รับเงินโอนผ่านพร้อมเพย์

ก่อนอื่น ผู้รับเงินโอนจะต้องลงทะเบียนบริการพร้อมเพย์ก่อน ซึ่งก็ไม่ยากเลยครับ เพียงลงทะเบียนโดยใช้เลขประจำตัวประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือผูกกับเลขที่บัญชีที่ต้องการรับเงินโอน ผ่านช่องทางต่างๆ ของธนาคาร เท่านี้ก็เรียบร้อย ซึ่งช่องทางการลงทะเบียนผ่านธนาคารนั้นก็หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บัวหลวง เอ็มแบงก์กิ้ง บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง เว็บไซต์ธนาคาร บัวหลวงเอทีเอ็ม สาขาธนาคาร หรือบัวหลวงโฟน สำหรับใครที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน ก็สามารถดูขั้นตอนการลงทะเบียนได้เลยครับ ส่วนใครที่ลงทะเบียนด้วยเลขประจำตัวประชาชนไว้แล้ว ก็สบายใจ พร้อม! รับเงินคืนภาษี ปี 59 ผ่านธนาคารกรุงเทพ พร้อมเพย์ ได้เร็ว ง่าย ไม่ต้องรอเช็ค รอเงินเข้าบัญชีได้เลย

ผู้โอนเงินผ่านพร้อมเพย์

สำหรับการใช้บริการโอนเงินระหว่างบุคคลผ่าน พร้อมเพย์(เริ่มประมาณไตรมาส 1 ปี 2560) นั้นก็ไม่ยาก ผู้โอนเงิน
ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนก็สามารถโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ได้ โอนง่าย ไม่ต้องจำเลขที่บัญชี  เพียงแค่ใช้เบอร์โทรศัพท์มือถือ หรือเลขประจำตัวประชาชนของผู้รับเงิน สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย เพราะไม่จำเป็นต้องพกเงินสด ไม่จำกัดจำนวนครั้งที่โอน และค่าธรรมเนียมโอนเงินก็ถูกลง ทุกวันนี้ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินต่างธนาคาร/ข้ามเขตนั้น มีตั้งแต่ 25-35 บาท แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้พร้อมเพย์แล้วล่ะก็ ค่าธรรมเนียมจะถูกลงมากเลย (หากโอนครั้งละ
ไม่เกิน 5,000 บาท ก็ฟรีทุกรายการเลย) และสำหรับการทำรายการสูงสุด ก็เหลือเพียงแค่ 10 บาทเท่านั้น ตัวอย่างการคิดค่าธรรมเนียมประมาณนี้เลย

เดี๋ยวนี้ช่องทางการโอนเงินก็สะดวกสบาย ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ของธนาคาร เช่น อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตแบบดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย ทุกที่ ทุกเวลา และปลอดภัย

วิธีการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ก็ง่ายๆ

1. เลือกช่องทางการโอน หากต้องการโอนเงินผ่านธนาคารกรุงเทพ พร้อมเพย์ ก็จะเป็น 3 ช่องทางนี้ครับ บัวหลวง เอ็มแบงก์กิ้ง บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง และบัวหลวงเอทีเอ็ม

2. เลือกเมนูเพื่อโอนเงินด้วยพร้อมเพย์ และกรอกเบอร์โทรศัพท์มือถือ หรือเลขประจำตัวประชาชนของผู้รับเงินที่ลงทะเบียนสมัครใช้บริการพร้อมเพย์แล้ว

3.ตรวจสอบชื่อผู้รับโอนเพื่อยืนยันก่อนโอนเงินทุกครั้ง

ใครชอบและสะดวกโอนเงินผ่านช่องทางไหน ก็เลือกได้ตามใจเลยครับ

ในการโอนเงิน เมื่อกรอกเบอร์โทรศัพท์มือถือของผู้รับโอนแล้ว ผู้โอนจะเห็นหน้าจอแสดงชื่อเจ้าของบัญชีปลายทาง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องก่อนการโอนเงิน

กรณีโอนเงินไปผิดเบอร์

ขอให้ผู้โอนเก็บหลักฐานการโอนเงินไว้ แล้วแจ้งธนาคารต้นทางเพื่อทำการตรวจสอบ ธนาคารมีกระบวนการรองรับปัญหาการโอนเงิน โดยใช้กระบวนการเดียวกับที่ใช้แก้ปัญหาการโอนเงินผิดบัญชีในปัจจุบัน

เอาล่ะครับ มาถึงจุดนี้ใครหลายคนคงมีคำถามเรื่องความปลอดภัยของ “พร้อมเพย์” บอกได้เลยครับว่า บริการพร้อมเพย์มีความปลอดภัย มั่นใจในการใช้บริการได้อย่างแน่นอน ในแง่มุมไหน อย่างไรน่ะเหรอ…

  • การลงทะเบียนมีความปลอดภัย เพราะมีการตรวจสอบตัวตนอย่างรัดกุม ระบบลงทะเบียนและฐานจัดเก็บข้อมูลก็มีความปลอดภัยสูงตามมาตรฐานสากล ซึ่งกำกับดูแลโดยหน่วยงานภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย เช่นเดียวกับบริการโอนเงินที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน
  • ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลการทำธุรกรรมผ่านพร้อมเพย์ ธนาคารไม่สามารถนำข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการมาเปิดเผย เพราะมีกฎหมายควบคุม และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย
  • ถึงแม้มิจฉาชีพจะรู้เลขประจำตัวประชาชน/เบอร์โทรศัพท์มือถือของเรา ก็ไม่สามารถใช้โอนเงินออกจากบัญชีเราได้ เพราะพร้อมเพย์เป็นเพียงการผูกบัญชีเพื่อใช้รับเงินโอน ส่วนการโอนเงินออกจากบัญชีนั้น ไม่ต่างจากเดิม เช่น โมบายแบงก์กิ้ง หรืออินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ต้องใช้ Username/Password หรือ PIN หากโอนที่เครื่องเอทีเอ็ม ก็ต้องมีบัตรเอทีเอ็ม และรหัสผ่าน เป็นต้น
  • หากโทรศัพท์มือถือหาย ก็ไม่มีผลต่อเงินในบัญชี เพราะพร้อมเพย์เป็นการผูกบัญชีกับเบอร์โทรศัพท์มือถือ เพื่อใช้ในการรับเงินโอน ดังนั้น หากทำโทรศัพท์มือถือหาย จะไม่มีผลกระทบกับบัญชีที่ผูกไว้ แต่เพื่อความปลอดภัย ควรแจ้ง Call Center เพื่อระงับการใช้งานโมบายแบงก์กิ้ง
  • หน่วยงานภาครัฐไม่สามารถหักเงินในบัญชีผ่านพร้อมเพย์ของเราได้  เพราะพร้อมเพย์เป็นบริการขารับเงินโอน การนำเงินออกบัญชีจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากเจ้าของบัญชีเท่านั้น
  • หากเรามีการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์มือถือ ควรแจ้งยกเลิกหรืออัพเดทเบอร์โทรศัพท์มือถือกับธนาคารทุกครั้ง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 1 สมเด็จย่าทรงสอนวิธีจัดการเงิน

พระมหากษัตริย์นักออม

บทความ "พระมหากษัตริย์นักออม" เขียนขึ้นครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2558 เป็นบทความที่รวบรวมแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องการออมเงิน ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบัน มีเป้าหมายเพื่อให้พวกเราแสดงความรักต่อพระองค์ท่านด้วยการลงมือทำ

ตลอดช่วงที่ผ่านมาเราได้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งแต่ละอย่างนั้นน่าสนใจและคิดว่าควรรวบรวมไว้ให้คนรุ่นหลังนำมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป แต่ถ้าไปเพิ่มในบทความเดิมจะทำให้เนื้อหายืดยาวเกินไป จึงเปลี่ยนมาเขียนแยกทีละเรื่อง เพื่อให้พวกเราได้อ่านง่ายขึ้นโดยแบ่งเป็น 5 เรื่อง คือ

  1. สมเด็จย่าทรงสอนวิธีจัดการเงิน (บทความนี้)
  2. เก็บออมเงินเพื่อซื้อของใช้ส่วนพระองค์ คลิกที่นี่
  3. การสร้างรายได้และการให้ คลิกที่นี่
  4. การประหยัดคลิกที่นี่
  5. เงินฉุกเฉินของรัชกาลที่ 3 เงินถุงแดงไถ่บ้านเมือง คลิกที่นี่

 

เราจะแบ่งเขียนออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจะเป็นเรื่องราวของพระองค์ท่านจากข้อมูลที่ไปค้นคว้ามา จะเขียนไว้ในกรอบพื้นสีเหลือง ส่วนที่สองเป็นวิธีการนำไปใช้ว่าทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้พวกเราลองนำมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริงนะจ๊ะ พร้อมแล้วเริ่มเลยยยยย

 

ตอนที่ สมเด็จย่าทรงสอนวิธีจัดการเงิน

 

พระมหากษัตริย์นักออม ที่มาของภาพ http://node.king9moment.com/89years?_ga=1.117945353.1412739894.1482211365

 

เมื่อครั้งวัยเยาว์พระองค์ทรงประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สมเด็จย่าเลี้ยงดูพระราชโอรสและพระราชธิดาด้วยแนวทางที่ว่า “ทรงใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างสามัญชน เพื่อให้แต่ละพระองค์เรียนรู้ชีวิตธรรมชาติ ธรรมดา”  จากการสอนแบบนี้ก็เป็นที่มาของการปลูกฝังแนวคิดเรื่องการเงินและเผยออกมาทางพระจริยวัตรต่างๆของพระองค์ท่านอีกด้วย ดังที่ได้ปรากฏในหนังสือ 3 เล่ม ดังนี้

 

หนังสือเล่มที่ 1 : ชื่อหนังสือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับการพัฒนาคุณภาพประชากร โดยมีสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงพระกรุณาประทานพระดำรัช (หน้า 53-55)

ข้อความว่า…

 
“ในการประหยัดนั้นก็ได้จัดให้มีเงินค่าขนมหรือพอกเก็ตมันนี่ ท่านเองเคยได้รับสัปดาห์ละครั้งและเดือนละครั้ง ท่านสังเกตแล้วว่าสัปดาห์ละครั้งดีกว่ามาก เพราะว่าเดือนละครั้งขาดทุนได้น้อยกว่าต่อปี (1) (ผู้ฟังหัวเราะ)

ท่านก็เลย (สมเด็จย่า)มาให้ลูกๆท่านสัปดาห์ละครั้งตามอายุและก็ได้ไม่มากนัก  พอที่จะซื้อขนมพวกลูกหวาด หรือช็อคโกแลต แต่อาจจะซื้อหนังสือหรือของเล่นซึ่งของพวกนี้ต้องซื้อเองเพราะของเล่นนั้น ส่วนมากแล้วแม่จะไม่ได้ซื้อให้

เว้นแต่ปีละ 2 ครั้ง คือ ในวันปีใหม่และวันเกิด จะได้ของเล่นที่สำคัญและใหญ่โตเราอยากได้อะไรก็ขอไป บอกว่าอยากได้ของเล่นพวกนี้ท่านก็บอกว่าถึงวันเกิดจะซื้อให้จะไม่ซื้อพร่ำเพรื่อ   แต่ของเล็กๆน้อยๆนั้น เราจะต้องซื้อเองและท่านก็สอนให้เอาเงินไปฝากธนาคารเมื่อมีจำนวนพอแล้ว”
————————————————————————————————————————-
(1) สมัยที่แม่ได้รับทุนของสมเด็จพระพันวัสสาฯ ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2460และพักอยู่กับครอบครัวอดัมเสน (Adamsen) ที่เมืองเบอร์คลี่ (Berkeley) แม่ควรได้รับเงินค่าใช้จ่ายส่วนตัวสัปดาห์ละ 1 เหรียญ แต่มิสซิสอดัมเสน ให้แม่ 4 เหรียญต่อเดือน ปีหนึ่งแม่จึงได้ 48 เหรียญ หากแม่ได้รับสัปดาห์ละเหรียญ แม่จะได้รับปีละ 52 เหรียญ จึงทำให้ขาดทุนไปปีละ 4 เหรียญ

 

 

หนังสือเล่มที่ 2  : ชื่อหนังสือ 100 เรื่องในหลวงของฉัน รวบรวมโดย วิทย์ บัณฑิตกุล (หน้า 34)

 ข้อความว่า…

 
“…สมเด็จพระบรมราชชนนีท่านได้อบรม ท่านได้สั่งสอนด้วยวิธีการต่างๆ ที่ยังจำได้ เมื่ออายุประมาณ 7 ขวบ ไปอยู่เมืองนอกแล้ว ไปในเมือง ไปที่ร้านของเล่น แล้วอยากซื้อของเล่น อยากได้ จริงแล้วก็ไม่มีเงิน ไม่ได้เอาเงินไป เลยขอยืมผู้ใหญ่เป็นญาติซื้อของเล่น

กลับมาท่านเห็นว่าซื้อของมา ท่านถามว่าเอาเงินอะไรไปใช้ บอกว่ายืมเขามา ท่านดุใหญ่ ท่านบอกว่าถ้าไม่มีเงินอย่าไปซื้อของ เป็นหนี้ใครไม่สมควร ท่านก็ถือว่าเป็นระเบียบสำคัญ ไปเป็นหนี้เป็นสินนั้นไม่ดี แม้จะเล็กน้อยมันก็พอกเข้าไป นี่ก็รับการสั่งสอนจากแม่ว่าไม่ให้เป็นหนี้…”

 

พระบรมราโชวาท ณ ศาลาดุสิตดาลัย สวนจิตรลดา

วันพฤหัสบดีที่ 9 พ.ย.2538

 

หนังสือเล่มที่ 3  : หนังสือเรื่อง ความสุขของพ่อ รวบรวมโดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ (หน้า 43-44)

 ข้อความว่า…

 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระราชทานหลักสำหรับการเลี้ยงดูลูกเอาไว้อีกด้วย        ดังที่ได้พระราชทานหลักในการอภิบาลพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ให้แก่    พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองเจ้าศรีรัศมิ์ว่า

“อย่าประคบประหงมลูกมาก ปล่อยให้เล่นเหมือนเด็กธรรมดา ให้มีภูมิคุ้มกัน เพราะต่อไปลูกจะต้องอยู่ด้วยตัวเอง ต้องดูแลตัวเองได้”

หลักการเช่นนี้ ก็เป็นเช่นเดียวกับหลักการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช้ในการช่วยราษฎรของพระองค์ คือ มิได้ช่วยโดยการแจกการให้อยู่ร่ำไป อันจะทำให้ผู้รับกลายเป็นคนทอดอาลัย เฝ้าแต่จะรอคอยความช่วยเหลือจากผู้อื่น

แต่พระองค์ช่วยราษฎรโดยการช่วยเหลือให้ราษฎรสามารถตั้งหลัก ตั้งตัวได้ สามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้ต่อไป วิธีการเช่นนี้เองที่ได้ช่วยให้ราษฎรซึ่งเปรียบดั่งลูกของพระองค์มีความสุขได้อย่างยั่งยืน

 

ภาพบัญชีฝากออมทรัพย์ในสมัยทรงพระเยาว์

 

พระมหากษัตริย์นักออม

พระมหากษัตริย์นักออม

พระมหากษัตริย์นักออม

 

 

แนวคิดที่สามารถมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

 

จากเรื่องเล่าเหล่านี้ทำให้เรารู้ว่า “แนวคิดการเงินข้อแรกที่สำคัญมากที่สุด คือ วิธีการอบรมสั่งสอน” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ลูกหลานของเรารู้ว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควร&#

“กองทุนยุติธรรม” กองทุนเพื่ออิสรภาพ

"กองทุนยุติธรรม" กองทุนเพื่ออิสรภาพ

อัพเดทข้อมูลล่าสุด!! 

วันที่ 3 ต.ค. 60 ผู้ที่บริจาคเงินเข้ากองทุนยุติธรรม ครม.อนุมัติมาตรการลดหย่อนภาษี 2 เท่า  
ซึ่งลดหย่อนได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ดังนี้

1. บุคคลธรรมดา

หักเป็นค่าลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับค่าใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบแล้ว ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนอื่นแล้ว

.

 2. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

หักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายที่จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา สำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการอนุมัติเห็นชอบแล้ว และการบำรุงรักษาสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของเอกชนที่เปิดให้ประชาชนใช้เป็นการทั่วไปโดยไม่เก็บค่าบริการ ต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ

 ————————–————————–——-

ขอบคุณข้อมูลจาก : ไฟเขียว!! บริจาคเงินเข้ากองทุนยุติธรรมลดภาษี2เท่า
 http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/775464 

ผู้เขียนขอสารภาพว่าพึ่งรู้จัก “กองทุนยุติธรรม” ตอนไปงานที่เมืองทองเมื่อปี 59 นี้เอง เจ้าหน้าที่ประจำบูทเล่าเรื่องราวของกองทุนยุติธรรมว่ามันคืออะไร ช่วยเหลืออะไรได้บ้าง เราฟังจบแล้วก็รู้ว่ามันมีประโยชน์และช่วยเหลือคนอื่นๆได้อีกเยอะมาก ก็เลยค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและเรียบเรียงจนเป็นบทความนี้

 

มันเป็นเรื่องที่เราควรรู้ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะในอนาคตคนในครอบครัว เพื่อนบ้านหรือว่าคนที่เรารู้จักอาจจะตกอยู่ในสถานการณ์ถูกกล่าวหาแล้วไม่มีเงินไปประกันตัว อาจจะติดคุกฟรี หรือเป็นผู้เสียหายที่ถูกคนอื่นทำร้ายจนกระทั่งขึ้นศาลก็ได้ เราหวังว่าจะให้บทความนี้ช่วยเหลือผู้อื่นที่กำลังได้รับความลำบากจากความไม่ยุติธรรมต่างๆ ให้มีอิสรภาพออกมาดูแลคนในครอบครัวและหาหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองต่อไปนะจ๊ะ ^^

 

“เงินประกันตัว ค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล”

 

เป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการต่อสู้คดีความในชั้นศาล ซึ่งทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยจะต้องใช้จ่าย เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้ตนเอง ทุกขั้นตอนล้วนมีค่าใช้จ่าย ในกรณีที่เรามีกำลังทรัพย์เพียงพอก็จะมีเงินมาใช้จ่ายได้

 

ในขณะที่บางคนชีวิตยากลำบากหาเช้ากินค่ำ จึงไม่มีเงินมาใช้จ่าย แม้รู้ว่าตัวเองไม่ได้ทำผิด แต่ก็อาจจะต้องปล่อยให้คดีเงียบไป ติดคุกฟรี บางคนก็ไปกู้ยืมเงินมาต่อสู้คดีจนกลายเป็นหนี้สิน ในขณะที่บางคนไม่มีเงินมาประกันตัวก็จะต้องถูกคุมขังระหว่างรอการตัดสินของศาล

 

“กองทุนยุติธรรม” เป็นกองทุนที่ช่วยเหลือให้กับทั้งผู้ที่เป็นโจทก์และจำเลย มีเงินใช้ในการดำเนินคดีต่างๆ เช่น มีเงินประกันตัว เพื่อกลับมาดูแลครอบครัว มีเงินจ้างทนายไว้ปรึกษาเรื่องคดีความ รวมถึงหาหลักฐานอื่นๆเพื่อพิสูจน์ความจริงของตัวเองในชั้นศาลต่อไป

 

เริ่มต้นกองทุนยุติธรรม

 

กระทรวงยุติธรรมก่อตั้งกองทุนยุติธรรมขึ้นในปี 2549 โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนประกาศใช้พระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ.2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2559 ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นกองทุนให้ความช่วยเหลือผู้ยากไร้ ที่ได้รับความเดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรม ให้เข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

 

กองทุนยุติธรรมให้ความช่วยเหลืออะไรบ้าง

 

  1. เงินประกันตัว (การขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย)
  2. ค่าทนายความ (ในคดีอาญา แพ่ง ปกครองหรือบังคับคดี)
  3. ค่าธรรมเนียมศาลและค่าธรรมเนียมอื่นๆ
  4. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์ หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ
  5. ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าพาหนะเดินทาง ที่พัก
  6. การคุ้มครองพยานช่วยเหลือให้ได้รับความปลอดภัย
  7. ความเสียหายจากการกระท าความผิดอาญา ปกครอง หรือละเมิดที่กระทบต่อประชาชนหรือกลุ่มบุคคลตั้งแต่ 10รายขึ้นไป หรือกระทบต่อ ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
  8. สนับสนุนเงินหรือค่าใช้จ่ายอื่นตามวัตถุประสงค์

ที่มา http://www.rlpd.go.th/rlpdnew/images/rlpd_3/2558_01/01-16-09-58.pdf

 

ใครมาขอความช่วยเหลือได้บ้าง

 

การช่วยเหลือส่วนใหญ่จะเป็น 2 เรื่องหลักๆ คือ

1. ถ้าเราเป็นฝ่ายโจทก์

เราเป็นผู้เสียหาย ถูกละเมิดสิทธิ์และต้องการยื่นฟ้องร้องคดี ซึ่งส่วนใหญ่กองทุนยุติธรรมจะให้การช่วยเหลือเรื่องของ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ค่าทนายความและค่าธรรมเนียมศาล

 

2. ถ้าเราเป็นจำเลย

เราเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งตามกฎหมายถือว่าเป็นคนที่ยังไม่มีความผิด จนกระทั่งพิสูจน์และศาลตัดสินลงโทษแล้ว ซึ่งกองทุนยุติธรรมจะให้ความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายทนายความและค่าใช้จ่ายประกันตัว

 

ก่อนจะอนุมัติเงินช่วยเหลือให้กับใคร เจ้าหน้าที่นิติกรของกองทุนจะต้องตรวจสอบประวัติก่อน ดูว่ามีรายได้เท่าไหร่และมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง รวมถึงไม่มีสถานะทางสังคมใดๆที่จะต่อสู้คดีความได้ โดยจะลงดูพื้นที่จริงของผู้มาขอรับความช่วยเหลือ ถ้าลำบากจริงๆก็จะให้ความช่วยเหลือ แต่ถ้าพอมีฐานะอยู่บ้างก็จะไม่ได้รับความช่วยเหลือ เพราะจะได้นำเงินไปช่วยเหลือคนอื่นที่ยากลำบากมากกว่า

 

ตัวอย่างขั้นตอนการขอเงินประกันตัว

 

  1. ผู้ที่ต้องการขอรับความช่วยเหลือจะต้องติดต่อไปยื่นเรื่อง (ช่องทางติดต่ออยู่ในหัวข้อถัดไป)
  2. ทางสำนักงานยุติธรรมจังหวัดก็จะไปรวบรวมหลักฐาน คือ การรับรองของครอบครัวผู้ที่จะมาประกันตัวว่าหากมีการหลบหนีจะต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง
  3. รวบรวมหลักฐานเสร็จก็ให้ทางอนุกรรมการพิจารณาแล้วก็จะได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งแต่ก่อนเจ้าหน้าที่กองทุนยุติธรรมจะนำเงินสดไปประกันตัว ปัจจุบันนี้เปลี่ยนเป็นการใช้หนังสือแทนการรับรอง ซึ่งจะมีผลตามทางกฎหมาย

 

ช่องทางการติดต่อขอรับความช่วยเหลือ 

 

  • ใน กทม.

    • กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทวงยุติธรรม เบอร์โทร 02-5026741 , 02-5026743 , 02-5026760 โทร 1111 กด 77www.rlpd.go.th , www.jfo.moj.go.th
  • ต่างจังหวัด

    • สำนักงานยุติธรรมจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ
    • กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ศูนย์ดำรงธรรม

 

ตัวอย่างผู้ที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม

 

"กองทุนยุติธรรม" กองทุนเพื่ออิสรภาพ

คดีแพะรับบาปของนายทรงกลด ทรัพย์มี อายุ 31 ปี ถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตในคดีข่มขื่น กระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี คดีปี 2552 ที่ผ่านมาถูกจำคุก 1 ปี 1 เดือน ทายาทจึงร้องขอความเป็นธรรมจากสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อรื้อคดี จนสืบได้หลักฐานว่าไม่ใช่ผู้ก่อเหตุและได้รับเงินช่วยเหลือประกันตัว 1 ล้านบาทจากกองทุนยุติธรรม

 

 

"กองทุนยุติธรรม" กองทุนเพื่ออิสรภาพ

นายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา เป็นพนักงานเก็บขยะของ กทม. มีรายได้ 7,000 บาทต่อเดือน มีลูกและภรรยา มีอาชีพแยกขยะขายเป็นรายได้เสริม วันหนึ่งในกองขยะมีซีดี 83 แผ่น เขานำไปขายข้างถนน โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงถูกจับกุมและถูกดำเนินคดีในข้อหามีแผ่นซีดีจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต

จึงถูกจำคุกทำให้เสียงาน เสียเวลา และยังต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อใช้ต่อสู้คดี (ถูกจับแล้วไม่มีเงินเสียค่าปรับ) ถ้าไม่มีเงินจะต้องติดคุกแทนค่าปรับยันหมดคดีความ เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงและถูกดำเนินคดี แต่ก็ต้องจ่ายค่าประกันตัว 200,000 บาท เพื่อจะได้ออกมาข้างนอกมาดูแลลูกต่อไป ตอนนั้นเขาคิดว่าจะต้องคิดคุกแน่ๆเพราะไม่มีเงินมาจ่ายค่าปรับ

เมื่อกองทุนยุติธรรมรู้เรื่อง จึงอนุมัติหลักประกันในการปล่อยตัวชั่วคราวจำนวน 240,000 บาท ทั้งในศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฏีกา ทำให้สุรัตน์กลับมาทำหน้าที่พ่อและดูแลครอบครัวและรักษางานที่ทำไว้ได้ ในขณะนั้นมีคนบริจาคเงินช่วยเหลือเขาเยอะมาก เขาก็ยังแบ่งเงิน 20,000 บาทเพื่อมา บริจาคที่กองทุนยุติธรรม 20,000 บาท เพื่อสมทบช่วยเหลือคนอื่นๆต่อไป

 

 

"กองทุนยุติธรรม" กองทุนเพื่ออิสรภาพ

กลุ่มชาวบ้านกลุ่มพนมสารคามกว่า 39 ราย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโรงงานที่รับจัดการกากของเสียอุตสาหรรมที่ปล่อยน้ำเสียทำลายสิ่งแวดล้อม นานกว่า 10 ปี แม้ว่าจะเป็นโจทก์ยื่นฟ้องก็จะต้องมีค่าธรรมเนียมฟ้อง ในคดีนี้จะต้องใช้เงินมากกว่า 54,600 บาท กองทุนยุติธรรมอนุมัติเงินช่วยเหลือเป็นค่าธรรมเนียมศาลปกครอง ค่าทนายความ ค่าคุ้มครองพยานก่อนเป็นคดี

 

"กองทุนยุติธรรม" กองทุนเพื่ออิสรภาพ

ชายพิการ หูหนวก เป็นใบ้ ตกเป็นจำเลย ประกันตัวเป็นเงิน 700,000 บาท

 

"กองทุนยุติธรรม" กองทุนเพื่ออิสรภาพ

 

"กองทุนยุติธรรม" กองทุนเพื่ออิสรภาพ

 

เราจะเห็นว่าขั้นตอนการขอความยุติธรรมนั้นล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น นอกจากเกิดความเจ็บปวดในจิตใจของเราแล้ว ยังจะต้องเสียเงินที่เก็บสะสมมาอีกด้วย ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องเลวร้ายแบบนี้ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องหาทางออกที่ดีที่สุดให้ตัวเอง ซึ่ง “กองทุนยุติธรรม” ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าจะช่วยเหลือทางด้านการเงินให้เราผ่านพ้นเรื่องคดีความต่างๆออกมาได้

 

 

แหล่งข้อมูล

 

 

 

 

KRUNGSRI PRIME ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมความมั่งคั่งทางการเงิน

คุณเคยถามตัวเองมั้ยว่าเป้าหมายชีวิตของคุณคืออะไร?

“บางคนอาจจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่แสวงหาความก้าวหน้าในหน้าที่การเงิน”
“บางคนอาจจะเป็นแม่บ้าน ที่พยายามหาช่องทางต่อยอดเงินออมให้เติบโต” 
“บางคนอาจจะเป็นนักธุรกิจ ที่หมายมั่นปั้นธุรกิจของตนเองให้ประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างมั่งคง” 
“หรือบางคนก็อาจจะเป็นคู่สามี-ภรรยา ที่ร่วมกันวางแผนชีวิตคู่ เพื่อสร้างความมั่งคงทางการเงิน และมีความมั่งคั่งในวัยเกษียณ”

จะเห็นได้ว่าหลายคนย่อมมีเป้าหมายชีวิตที่แตกต่างกันไป แต่จะมีสักกี่คน..ที่สามารถไปถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตเราจะต้องเจออุปสรรคอะไรบ้าง

ดังนั้นก่อนคิดจะลงทุนอะไรก็ตาม สิ่งแรกที่เราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าจะลงทุนไปเพื่ออะไร?  แล้วเราค่อยหาเครื่องมือที่จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้เราไปถึงฝั่งฝัน ศึกษาเพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังลงทุน และที่สำคัญต้องมีวินัยในการลงทุนตามแผนที่วางไว้

จริงอยู่ที่ว่า “เงินของเรา” เราควรจัดการเอง แต่ว่าความถนัดและเวลาของแต่ละคนนั้นมีไม่เท่ากัน เช่น เจ้าของกิจการ ฟรีแลนซ์ มีเป้าหมายเพื่อทำให้ธุรกิจของตนเติบโต และและมนุษย์เงินเดือนต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จึงมีงานเร่งด่วนที่ต้องทำตลอดเวลา ทำให้เขาเหล่านั้นมีเวลาไม่มากพอที่จะจัดการการเงินของตัวเองได้ ทำให้เขาไม่สามารถติดตามข่าวสารและจัดการเรื่องการลงทุนได้ตลอดเวลา ดังนั้นพอทำงานได้เงินมาเท่าไหร่ ก็จะเก็บไว้ที่บัญชีออมทรัพย์และบัญชีฝากประจำก่อน แล้วรอเวลาว่างๆ ค่อยมาวางแผนเรื่องการลงทุน ซึ่งหลายๆครั้งมันทำให้เงินเงินในส่วนนั้นสูญเสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนไปอย่างน่าเสียดาย

แต่จะดีแค่ไหน หากเรามีคนคอยช่วยเหลือ แนะนำเรื่องการบริหารจัดการทางการเงินพร้อมจะพาเราไปถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้  และนั่นคือสาเหตุที่ทำไม เราจึงควรมีผู้ช่วยทางการเงินที่ดี

ตัวอย่าง : นายเอ มนุษย์เงินเดือนวัย 30 ปี ผู้มีความฝันจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่น มีความมั่นคงทางการเงิน และมีความมั่งคั่งในวัยเกษียณ

นายเอ เพิ่งแต่งงานได้ไม่นานนักและอยู่ในช่วงขยับขยาย เขามีความต้องการสร้างครอบครัวที่อบอุ่นกับภรรยาสุดที่รัก ดังนั้นนายเอจึงเริ่มตระหนักว่าการวางแผนการเงินเป็นสิ่งสำคัญ เขาเริ่มหาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับการวางแผนการเงิน พร้อมหาเครื่องมือเพื่อเป็นตัวช่วยในการวางแผนของเขาและเขาก็ได้พบกับ website Plan your money เขาจึงเรียนรู้และพบว่าเขาต้องวางแผนจริงๆจังๆสักที แต่ก็ยังคงมีข้อสงสัยจึงได้โทรไปเพื่อขอคำแนะจากเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยวางแผนทางการเงินให้ตนเองตามเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งก็ได้รับคำอธิบายเบื้องต้นเป็นที่น่าพอใจ 

หลังจากเจ้าหน้าที่ได้ทราบถึงเป้าหมายของนายเอในครั้งนี้ จึงช่วยอธิบายเรื่องการเงินที่ดูยุ่งยากซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและเห็นภาพชัดขึ้น เพื่อให้นายเอมีข้อมูลมากขึ้นก่อนตัดสินใจลงทุน พร้อมกับอธิบายการทำแบบสอบถามเพื่อประเมินความเสี่ยงในการลงทุน และให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมให้อีกด้วย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้จัดส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้ทาง e-mail ในเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ 

เพียงเท่านี้นายเอ ก็สามารถประหยัดเวลาในการบริหารการเงินของตนเองด้วยการวิเคราะห์จากมืออาชีพ ไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลมากๆและพยายามทำความเข้าใจเพียงฝ่ายเดียว แถมยังได้ทราบบริการใหม่ที่มอบสิทธิพิเศษให้แก่ตนเองและครอบครัวอีกด้วย

ซึ่งตอนนี้ธนาคารกรุงศรี ได้มีบริการใหม่ อย่าง ‘KRUNGSRI PRIME’ ที่ช่วยทำให้ชีวิตของคุณได้ก้าวไปอีกขั้น เพื่อไปสู่จุดหมายแห่งความสำเร็จ 

สำหรับลูกค้าที่มีเงินฝากและ/หรือเงินลงทุนตั้งแต่ 1ล้านบาท แต่ไม่เกิน5ล้านบาท จะได้รับสิทธิ์ในการเป็นลูกค้า KRUNGSRI PRIME ซึ่งลูกค้าจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ช่วยเติมเต็มในหลายๆด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเงิน ประสบการณ์ และการใช้ชีวิต ซึ่งไม่เพียงแต่คุณที่ได้รับ ยังรวมไปถึงคนในครอบครัวคุณด้วยเช่นกัน สิทธิพิเศษต่างๆมีดังนี้

  •  สิทธิพิเศษทางด้านการเงิน รับบริการทางการเงินที่พิเศษกว่า ด้วยการมอบสิทธิ์ในการทำธุรกรรมการเงินโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม เช่น ซื้อสมุดเช็ค (cheque book) ,   เช็คของขวัญ (gift cheque) , เช็คเงินสด (cashier cheque)
  • สิทธิพิเศษทางด้านไลฟ์สไตล์ จัดเต็มด้วยกิจกรรมต่างๆที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเรา เช่น การดูหนัง ทานอาหาร ฟิตเนส ชอปปิ้ง เดินทาง เป็นต้น
  • สิทธิพิเศษทางด้านที่ปรึกษาทางการเงิน บริการให้คำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ที่จะช่วยแนะนำและให้ข้อมูลทางด้านการบริหารการเงิน และแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและเป้าหมายทางการเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด 
  • สิทธิพิเศษในโอกาสต่างๆ เช่น กิจกรรมการสัมมนาเชิงลึกกับผู้มีประสบการณ์เพื่อนำมาต่อยอดกับการทำงานได้ อีกทั้งยังมอบสิทธิพิเศษอีกมากมายที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

ด้วยสิทธิประโยชน์ต่างๆเหล่านี้จะทำให้คุณมีความพิเศษกว่าใคร และช่วยนำคุณไปสู่จุดมุ่งหมายได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่เบอร์ 1572 กด5
เว็ปไซด์ www.krungsri.com/KRUNGSRI-PRIME

ออมเงินอย่างไรให้สายเปย์ (ศิลปิน) ไม่เลือดกระอัก!

เชื่อว่าใครหลายคนต้องมีศิลปินที่ชื่นชอบในดวงใจอยู่แน่ๆ และถ้าหากมีโอกาสก็อยากจะเจอตัวจริงของพวกเขา อยากจะสัมผัสพวกเขาสักครั้งหนึ่งในชีวิต แต่สิ่งเหล่านี้มักต้องแลกมาด้วย ‘เงิน’ Money Ideas เล็งเห็นถึงปัญหานี้ค่ะ เลยไม่รอช้าที่จะมานำเสนอวิธีออมเงินง่ายๆ ที่จะช่วยให้สายเปย์ไม่กระอักเลือดเมื่อต้องจ่ายเงินกดบัตรคอนเสิร์ตหรือแฟนมีตติ้งของศิลปินที่รัก

 

แต่ก่อนที่เราจะไปพูดถึงวิธีการออมเงินสำหรับสายเปย์ (ศิลปิน) นั้น มีสิ่งหนึ่งที่เราอยากให้คุณลงมือทำก่อนเป็นอันดับแรก นั่นก็คือ “ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด” เพราะถ้าหากคุณไม่คอยตามข่าวสารว่าศิลปินคนโปรดของคุณไปทัวร์คอนเสิร์ตหรือจัดแฟนมีตติ้งที่ไหน คุณอาจจะพลาดกิจกรรมเหล่านั้นไปได้ หรือถ้าหากรู้ช้าเกินไป มันอาจจะทำให้คุณวางแผนการออมเงินสำหรับเปย์บัตรไฮทัชไม่ทันก็ได้!

 

เห็นมั้ยล่ะว่าการติดตามข่าวสารน่ะ สำคัญขนาดไหนนน?

 

 

ทีนี้เรามาต่อกันที่วิธีการออมเงินเพื่อเปย์กันเลยค่ะ

 

 

 

1. หักดิบ! เปย์บัตรคอนฯรัวๆ

 

จริงๆ วิธีนี้จะเรียกว่าวิธีออมเงินก็ไม่ถูก ออกแนวเป็นการจัดการซะมากกว่า วิธีการก็คือ เมื่อคุณทราบถึงราคาบัตรที่ต้องเปย์แล้ว สิ่งที่คุณต้องทำคือหักเงินได้ (รายรับต่อเดือน) ของคุณไปจ่ายค่าบัตรเลยจ้า! หักดิบไปเล้ยยย! ให้อุ่นใจว่าฉันมีบัตรอยู่ในมือแล้ว

 

แต่!!! คุณต้องไม่ทำให้ตัวเองลำบากนะ ไม่ใช่ว่าหักดิบ แต่ทั้งเดือนต้องอดมื้อกินมื้อ วันๆ ดื่มแต่น้ำเปล่าประทังชีวิตน่ะ เพราะถ้าเกิดเกิดล้มป่วยขึ้นมากลางคันล่ะก็ เงินที่จ่ายค่าบัตรไปก็สูญเปล่านะ วิธีการนี้ไม่ใช่ว่าคิดจะหักดิบไปซื้อ ก็หักได้เลยนะ! คุณต้องคำนวณแล้วว่าหากหักเงินได้ (เงินเดือน, ค่าขนมจากพ่อแม่) ทั้งเดือนของคุณไป คุณยังจะมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายใดๆ ในช่วงเดือนด้วย เราแนะนำว่าราคาบัตรที่ต้องจ่าย ไม่ควรเกิน 20-30 % ของค่าอาหารต่อเดือนของคุณนะ

 

 

 

2. หักเก็บวันละนิด พิชิตบัตรคอนฯเพื่อเธอ

 

หยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมาค่ะ! เพราะเราจะเริ่มต้นการคำนวณเงินสำหรับเก็บออมกันค่ะ หลังจากที่เรารู้แล้วว่าบัตรคอนเสิร์ตของศิลปินที่เรารักจะปล่อยให้กดซื้อบัตรวันที่เท่าไหร่ สิ่งที่เราต้องทำคือการคำนวณว่าจะหักเงินเก็บเพื่อไปเปย์เขาวันละเท่าไหร่ สมมติว่าวันนี้เป็นวันที่ 18 พฤษภาคม แล้วบัตรคอนเสิร์ตเปิดขายในวันที่ 24 มิถุนายน นั่นก็เท่ากับว่าเรามีเวลาเตรียมตัวสำหรับออมเงิน 38 วัน ราคาบัตรคอนเสิร์ตอยู่ที่ 4,500 บาท พอเอาราคาบัตรมาหารจำนวนวันค่ะ เราจะทราบว่าต้องหักเงินเก็บวันละ 120 บาท

 

พอคิดว่าต้องหักเงินเก็บวันละ 120 บาท คงทำให้ใครหลายคนโอดครวญว่าเยอะเกิ๊นนน เพราะเงินจำนวนนี้สามารถจ่ายค่าอาหารได้ตั้ง 2-3 มื้อแน่ะ ถ้าต้องหักเก็บวันละเยอะๆ อย่างนี้ ขอบายละกัน ถ้าอย่างนั้นเลื่อนลงไปอ่านข้อต่อไปเลยค่ะ!

 

 

 

3. รายได้เสริมเพิ่มรัก

 

เมื่อตระหนักได้ว่าเราไม่สามารถหักเงินเก็บเป็นจำนวนมากขนาดนั้นต่อวันได้ สิ่งที่เราต้องทำเพื่อให้ได้มาซึ่งบัตรคอนเสิร์ตในราคาที่หมายปอง นั่นก็คือ หารายได้เสริม ให้คุณมองหาสิ่งที่คุณพอจะทำได้เพื่อสร้างรายได้ช่องทางอื่นนอกเหนือจากเงินเดือน ยกตัวอย่างง่ายๆ คือการขายของ อาจจะขายของโดยมีหน้าร้านตามตลาดนัด หรือเป็นขายของออนไลน์บน instagram หรือ facebook ก็ได้

 

ส่วนของที่ขายน่ะเหรอ คุณอาจจะลองพิจารณาจากความชอบและความสามารถของตัวเองที่มีอยู่ อย่างเช่น คนที่ชอบแต่งตัว คุณอาจจะรับเสื้อผ้าสวยๆ มาขายต่อก็ได้ ไม่อย่างนั้น ก็เลือกเสื้อผ้าและรองเท้าที่ของตัวเองที่ไม่ได้ใส่แล้วมาขายเป็นเสื้อผ้ามือสอง แปรเสื้อผ้าตัวเก่าให้กลายเป็นเงินเข้ากระปุกเพื่อบัตรคอนเสิร์ตแทน ส่วนคนที่มีความสามารถในการวาดรูปและประดิษฐ์ประดอย คุณอาจจะรับวาดรูปแฟนอาร์ต หรือทำของที่ระลึกสำหรับแฟนคลับศิลปิน คุณพอจะเห็นช่องทางในการหารายได้เสริมแล้วใช่มั้ยล่ะ?

 

 

 

4. อดหวานไว้เจอเค้า

 

เราอยากให้คุณลองมานั่งลิสต์รายจ่ายในแต่ละวันของตัวเองหน่อย ว่าวันๆ เราใช้จ่ายไปกับค่าอะไรที่ไม่จำเป็นบ้าง ลองตัดออกจากรายการซื้อสักอย่างสองอย่าง วิธีนี้อาจช่วยให้คุณมีเงินในกระเป๋าสำหรับเปย์เพิ่มขึ้นเป็นหลักพันเลยนะ ตัวอย่างเช่น หลายคนติดดื่มชานมไข่มุก ซึ่งราคาตกอยู่ที่แก้วละ 45 บาท คุณลองคิดนะ ว่าถ้าหากคุณหยุดดื่มชานมไข่มุกเป็นเวลา 38 วัน คุณจะมีเงินเหลือเพิ่มขึ้นอีกตั้ง 1,710 บาทแน่ะ

 

 

 

5. ลดเป้า (หมาย) แต่ไม่ลดรัก

 

เมื่อออมเงินไปได้สักพัก คุณกลับรู้สึกว่าเวลาที่เหลืออยู่ไม่น่าจะทำให้คุณออมเงินสำหรับซื้อบัตรคอนเสิร์ตทัน สิ่งที่เราอยากจะให้คุณทำก็คือตัดใจลดเป้าหมายลง จากเดิมที่เลือกบัตรราคาแพง ที่นั่งติดขอบเวที อาจจะเปลี่ยนเป็นที่นั่งโซนกลางมาหน่อย หรือถอยห่างออกมาจากด้านหน้าเวที เพื่อเบาภาระการออมเงิน (สำหรับเปย์) ลง เอาที่ตัวคุณเองสามารถออมเงินไหวอย่างไม่หักโหม

 

การซื้อบัตรที่นั่งในราคาที่ถูกลง อาจจะทำให้การชมคอนเสิร์ตในครั้งนี้ของคุณไม่เหมือนอย่างที่ฝันไว้ในตอนแรก แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้คุณได้ฟังเสียงของศิลปินที่คุณติดตามผลงานแบบสดๆ (แค่นี้ก็เป็นปลื้มมากพอแล้ว!)

 

 

 

6. ไม่มีเงินก็งดเปย์

 

ตามหัวข้อเลยจ้ะ เมื่อไม่มีเงิน เราก็ต้องงดเปย์ แต่งดเปย์ที่ Money Ideas หมายถึงไม่ได้แปลว่าเราห้ามไม่ให้คุณไปเจอะเจอกับศิลปินที่เราชื่นชอบนะ แต่ที่เราหมายถึงจริงๆ ก็คือ เลือกไปเจอพวกเขาเหล่านั้นในกิจกรรมหรือสถานที่ที่เปิดให้เข้าร่วมฟรีแทน ตัวอย่างเช่น คุณสามารถเจอตัวเขาเป็นที่งานแถลงข่าวเปิดตัวคอ&

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 15-19 พฤษภาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 15-19 พฤษภาคม 2560

สวัสดีครับ พบกับผม นาย “อัศวินกองทุน” กับ Weekly Outlook ตอนล่าสุดตอนที่ 14 เหมือนอย่างเช่นเคยครับ แน่นอนครับว่า หน้าที่ของผมคือเพิ่มเติมความรู้และมุมมองการลงทุนทั่วโลกสำหรับคุณผู้อ่านทุกท่านประจำทุกสัปดาห์

เปิดกันที่ภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้กันดีกว่าครับ เรามาดูกันว่ามีอะไรที่น่าสนใจกันบ้างครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพรวมของตลาด

ล่าสุดสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 7 เดือนครับผม! (เยี่ยมไปเลยครับ) ซึ่งเป็นผลจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง หลังจากคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ ออกมาสนับสนุนเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยและการปรับลดขนาดงบดุลครับ

ในขณะที่ทางฝั่งตลาดหุ้นจีน A-Share ยังคงปรับตัวลดลงจากความกังวลเรื่องมาตรการควบคุมการปล่อยสินเชื่อในภาคการลงทุนที่ยังคงสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนอยู่เหมือนเช่นเคยครับ

มาดูทางฝั่งตลาดหุ้นเกาหลีกันบ้าง ฝั่งตลาดหุ้นเกาหลีปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีเสร็จสิ้นลง โดยนาย มุน เจ-อิน ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ ทำให้มีความชัดเจนด้านนโยบายทางการเมืองและเศรษฐกิจมากขึ้น แสดงว่าความมั่นใจของนักลงทุนเริ่มจะกลับมาอีกครั้งหนึ่งครับ

ส่วนทางตลาดหุ้นไทยนั้นปรับตัวลดลง จากผลประกอบการของบริษัทขนาดกลางและบริษัทขนาดเล็กที่ออกมาไม่เป็นไปตามตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งต้องจับตาดูกันให้ดีต่อไปครับ

สุดท้ายทางฝั่งสินทรัพย์ทางเลือกนั้น ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 47.83 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาเรล หลังจากปรับตัวลดลงในอาทิตย์ก่อน โดยได้รับปัจจัยบวกต่อการประชุมของโอเปคที่จะมีขึ้นในวันที่ 25 พ.ค. เรื่องการต่อสัญญาการลดกำลังการผลิตออกไป ใครที่สะสมน้ำมันไว้ตามที่ผมเคยบอก รับรองว่ามีเฮครับ ฮ่า ๆ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นจีน A-Shareแม้ว่าตลาดจะปรับตัวลดลงถึง 5% จากช่วงกลางเดือน เม.ย. ผมยังคงแนะนำให้เพิ่มการลงทุนอยู่ดีครับ เพราะผมมองว่าความกังวลของนักลงทุนต่อความเข้มงวดขึ้นของรัฐบาลต่อการก่อหนี้ของภาคเอกชนนั้นเป็นโอกาสให้เข้าลงทุน เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจยังชี้ถึงการขยายตัวดี เป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการบริษัท ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีเสถียรภาพ บ่งชี้ถึงความเสี่ยงเงินทุนไหลออกลดลง ซึ่งทั้งหมดนี้ผมถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนในตลาดหุ้นจีนอยู่ครับ
  • ตลาดหุ้นเกาหลี คำแนะนำของผมคือ รีบขายทำกำไรในตลาดหุ้นเกาหลีซะ เพราะตลาดได้รับข่าวดีจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีและตัวเลขการส่งออกที่ดีขึ้นไปแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมามาก ทำให้เกิดความเสี่ยงที่นักลงทุนบางส่วนจะขายทำกำไรออกมา ดังนั้นเราควรพักออกมาก่อนจะดีกว่าครับ
  • ตลาดหุ้นเกิดใหม่ ยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นประเทศเกิดใหม่ต่อไปครับ เนื่องจากภาพปัจจัยพื้นฐานโดยรวมยังสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรป และจีนที่ออกมาดีต่อเนื่อง สอดคล้องกับตัวเลขการส่งออกในกลุ่มประเทศเอเชียที่ขยายตัวดี ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการใช้จ่าย และเป็นตัวสนับสนุนผลประกอบการบริษัทให้เติบโตต่อไปครับ 

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

จะเน้นไปที่ตลาดจีนและตลาดเกิดใหม่เป็นหลัก เนื่องจากผมมองว่าระยะยาวยังไปต่อได้ครับ ส่วนใครที่มีฝั่งเกาหลี แนะนำขายทำกำไรเลยครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สำหรับ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปีและ 10 ปี ปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดเดือน เม.ย. จากความคาดหวังที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย.
  • พันธบัตรรัฐบาลไทย ทางด้าน พันธบัตรรัฐบาลไทย ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวมีแนวโน้มปรับขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯเช่นเดียวกันครับ 

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ยังคงแนะนำให้ระมัดระวังการเพิ่มอายุการลงทุนของตราสารหนี้ไปสักระยะครับ ดังนั้นลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นอาจจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในช่วงนี้ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดหุ้นขาลงจากความตึงเครียดทางการเมืองและการก่อการร้ายทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเหมือนเช่นที่ผ่านมาครับ ยังสามารถสะสมไปได้เรื่อย ๆ อยู่ในสภาวะที่ไม่แน่นอนในขณะนี้ครับ
  • น้ำมัน ทยอยซื้อสะสมน้ำมันต่อไปอีกครับ ไม่ต้องแปลกใจนะครับ เพราะผมมองว่าจากปริมาณสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและมีแนวโน้มลดลงตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงหน้าร้อน ทำให้ความต้องการน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและคาดว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะตกลงต่ออายุการลดกำลังการผลิตในการประชุมช่วงปลายเดือน พ.ค. 

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำ และทยอยซื้อสะสมในน้ำมันควบคู่กันไปครับ

สำหรับภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

ผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำ และทยอยซื้อสะสมในน้ำมันควบคู่กันไปครับ

สำหรับภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้ จะเห็นว่าสถานการณ์โดยรวม ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากเท่าไรครับ ยังคงเน้นที่ตลาดหุ้นในฝั่งเอเชียเป็นหลักครับ (ยกเว้นเกาหลีไว้ก่อนละกันครับ) สำหรับฝั่งตราสารหนี้ยังคงให้ระวังเรื่องการเพิ่มอายุการลงทุนอยู่เช่นเคยครับ หรือถ้าใครสะดวกใจก็ลองลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นแทนครับ  สุดท้ายฝั่งสินทรัพย์ทางเลือกยังคงแนะนำให้สะสมน้ำมันและทองคำไปได้เรื่อย

“กลุ่มผู้ใช้แรงงาน” จะเก็บเงินหลักหมื่นต่อปีได้อย่างไร?

ผมมีเพื่อนผู้ใช้แรงงานอยู่หลายคน พวกเขามาถามผมครับว่า จะสร้างเงินเก็บอย่างไรให้ได้เยอะๆ บ้าง เพราะปัจจุบันมีรายได้อยู่ประมาณวันละ 300 บาท ซึ่งเมื่อใช้ไม่ค่อยจะพอ ก็จะไปหยิบยืมเงินจากคนอื่นรวมถึงเงินกู้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูงด้วย กลายเป็นปัญหาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากที่ผมได้ลองคุยดูแล้วก็พบว่า หลายคนมีการชำระดอกเบี้ยและทยอยคืนต้นได้เรื่อยๆ แสดงว่าในทางกลับกันหากเขานำตัวเลขเหล่านั้นมาลองเก็บออมดูก็น่าจะทำได้เหมือนกันใช่ไหมครับ

ไหนๆ เงินมันก็ออกจากกระเป๋าไปเหมือนกัน แค่ต่างกันแค่ออกไปใช้หนี้กับออกไปออมเงิน ผมก็เลยสอบถามหลายๆคนดูว่า ถ้าเขาใช้ตัวเลข 10% ของแต่ละวันในการออมเงินนั้นจะทำได้หรือไม่ ค่าแรง 300 บาท ลองออม 10% หรือ 30 บาทต่อวัน หลายคนมองว่าเป็นตัวเลขที่รับได้ ไม่ยากมากจนเกินไป

หากเรามาลองนั่งคำนวณกันดูนะครับ ในแต่ละเดือนนั้น โดยปกติผู้ใช้แรงงานจะทำงาน 22 วัน หากเขาเก็บออมได้วันละ 30 บาทอย่างมีวินัยจะเป็นอย่างไร มาดูกัน

เงินที่เก็บออมได้ต่อเดือน 22 x 30  =    660 บาท

เงินที่เก็บออมได้ต่อปี 660 x 12 = 7,920 บาท

การเก็บเงิน 10% นั้นเป็นจุดเริ่มต้นนะครับ แต่หากเราอยากจะเก็บออมมากกว่านี้ มันก็มีอีก 2 ปัจจัยที่เราจะสามารถเพิ่มจำนวนเงินออมให้มากขึ้นได้

ก็คือการลดรายจ่าย กับ เพิ่มรายรับ

1. ลดรายจ่าย

รายจ่ายหนึ่งที่ผู้ใช้แรงงานจำนวนมากจ่ายไปค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับรายรับของตัวเองก็คงจะหนีไม่พ้นการซื้อหวย หลายๆคนมองว่าหากถูกหวยซักทีได้เงินมา 20 ล้านบาท ก็คงจะเปลี่ยนชีวิตได้เลยทีเดียว แต่ต้องอย่าลืมว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนซื้อหวยมาทั้งชีวิตไม่เคยถูกเลยก็มีนะ ลองคิดดูว่าหากกลางเดือนต้นเดือนเราจ่ายให้กับค่าหวยไปครั้งล่ะ 100 บาท หรือ 200 บาทต่อเดือน หากเรานำเงินตรงนี้มาเป็นเงินออมเพิ่มเติม 1 ปี จะมีเงินเก็บเพิ่มถึง 200 x 12 = 2,400 บาทถ้าเราเก็บเงิน และเลิกซื้อหวยได้ตามสูตรนี้

เงินออมที่เก็บได้รวม 7,930 + 2,400 = 10,320 บาท

2. เพิ่มรายรับ

เท่าที่คุยกับเพื่อนๆผู้ใช้แรงงานหลายท่าน ก็เป็นคนขยันนะครับ มีเงินโอทีอยู่ด้วย ซึ่งถ้าหากเขาแบ่งเงินออมจากเงินส่วนเพิ่มตรงนั้นให้มากขึ้นก็ย่อมทำให้เขาเก็บเงินได้มากขึ้น หากผมยกตัวย่างเช่น หากผู้ใชแรงงานออมเพิ่มเป็นวันละ 50 บาท ทำงาน 22 วัน เขาจะมีเงินเก็บมากขึ้นเป็น 1,100 ต่อเดือน หรือ 13,200 ต่อปี และรวมการเลิกเล่นหวยด้วยอีกงวดละ 100 บาท เขาจะเก็ยเงินได้ดังนี้ครับ

เงินออมที่เก็บได้    13,200 + 2,400 = 15,600 บาท

จะเห็นได้ว่าจริงๆแล้ววิธีการเก็บเงินออมนั้นมันก็ลองได้ง่ายๆจากตัวเลขซัก 10% ของรายได้ก่อนแล้วก็เพิ่มขึ้นตามเงินที่ได้หรือลดรายจ่ายที่เราคิดว่าไม่จำเป็นลงนะครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือพยายามหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินหรือใช้บัตรกดเงินสดที่มีดอกเบี้ยสูงๆด้วย และถ้าเรามีเงินออมมากขึ้นลองนำเงินไปฝากประจำที่มีโอกาสได้รับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นหรือลองซื้อสลากออมสินหรือสลาก ธกส. ดูนะครับ ได้ลุ้นเหมือนหวยและเมื่อครบกำหนดก็จะได้รับเงินคืนที่มีผลตอบแทนสูงขึ้นด้วย

หลายๆก็เมื่อมีเงินเก็บหลักหมื่นแล้ว ก็สามารถนำไปเป็นจุดเริ่มต้นในการทำค้าขายกิจการต่างๆได้ อบ่างผู้ใช้แรงงานแถวบ้านผมหลังเลิกงานก็จะนำรถเข็นจากที่พักไปขายลูกชิ้นปิ้ง ไส้กรอก สร้างผลกำไรและรายได้ในช่วงที่มีเวลาเพิ่มเติมได้อยู่เหมือนกันนะครับ บางคนขายไปขายมารวยเลยก็มาทำอาชีพค้าขายแทนก็มี

เรื่องนี้ก็เป็นแนวทางวิธีคิดคร่าวๆให้ลองศึกษาดูกันหรือใครมีลูกน้องเป็นผู้ใช้แรงงานได้รับรายได้รายวันก็สามารถแนะนำเขาได้นะครับ เก็บเล็กเก็บน้อยจากเงินหลัก 10 ก็กลายเป็นเงินหลักหมื่นหลักแสนได้ แน่นอนว่าเงินส่วนนี้จะกลายเป็นหลักประกันเมื่อเราเจอค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเราก็ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินใครให้เป็นหนี้และทำให้เรามีหลักประกันทางการเงินด้วยนะครับ

วางแผนลงทุน LTF/RMF ตั้งแต่ต้นปีมีดียังไง?

หลังจากจบรายการ aomMONEY Live กองทุนไหนดี? ไปแล้วเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2559 ผมยังคงได้รับคำถามหลังไมค์มาที่เพจ TAXBugnoms อย่างสม่ำเสมอครับ โดยเฉพาะคำถามว่า “ใกล้จะสิ้นปีแล้ว จะซื้อกองทุน LTF หรือ RMF กองไหนดี” ยิ่งโค้งสุดท้ายใกล้วันหมดเขตมากแค่ไหน ก็ยิ่งมีคนถามมารัวๆแบบไม่กลัวดีต่อใจเลยว่า “บอกมาสักทีสิ (โว้ย) จะให้ไปซื้อกองทุน LTF / RMF ไหนดี (โว้ย)” แบบไม่หยุดหย่อน

อะไรคือเหตุผลที่ซื้อ LTF และ RMF ตอนสิ้นปี ?

แหม่ ไม่เห็นน่าถามเลย (ไอ้) คุณหนอม แกน่าจะรู้อยู่แล้ว ว่ามันมาจาก 2 สาเหตุ สาเหตุแรก คือ เงินมันเข้ามาตอนนั้น โบนัสอะไรแบบนี้ กับอีกสาเหตุก็คือ ชั้นต้องวางแผนภาษีแล้วไงล่ะ นี่มันโค้งสุดท้ายแล้วนะเฟ้ย!!

คำตอบส่วนใหญ่มักเป็นแบบนี้ครับ แต่ผมกำลังจะบอกว่า ถ้าหากตอบแบบนี้แล้วล่ะก็ มันสะท้อนให้เห็นถึงข้อผิดพลาดในการจัดการการเงินของเราเหมือนกัน เพราะว่า

1. การรอเงินเพื่อซื้อ แสดงถึงกระแสเงินสดที่มีปัญหา

อาจจะดูแรงไปหน่อยนะครับ แต่ถ้าหากได้ลองทำงบการเงิน หรือ งบประมาณส่วนบุคคลของตัวเองแล้ว จะรู้เลยครับว่า จริงๆแล้วเราต้องวางแผนออมเงิน เก็บเงินทุกเดือนไว้ เพื่อวินัยที่ดีของตัวเอง และเพื่อสร้างความต่อเนื่องให้กับการลงทุนของเราครับ

2. ให้ความสนใจวางแผนภาษีโค้งสุดท้าย

เหมือนจะดีที่อยากวางแผนภาษี แต่จริงๆแล้วการวางแผนภาษีไม่ควรทำตอนปลายปี แต่ควรทำตั้งแต่ต้นปี และวางแผนสม่ำเสมอตลอดทั้งปีต่างหาก เพื่อที่เราจะได้จัดการไว้ตั้งแต่แรก โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนครับ ยังไงๆ เราก็รู้อยู่แล้วว่ารายได้ทั้งปีของเราเป็นเท่าไร แล้วทำไมเราถึงไม่วางแผนไว้ตั้งแต่ต้นปีล่ะครับ รออะไรกันอยู่ครับผม 🙂

นั่นคือมุมมองส่วนตัวของผมครับ ซึ่งผมรู้ครับว่า อาจจะมีหลายๆคนมองไม่เหมือนกันกับผม ไม่เป็นไรครับ เรื่องแบบนี้สูตรใครสูตรมันครับ แต่มาดูสิ่งที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปดีกว่าครับว่า แล้วตกลงเราควรซื้อ LTF และ RMF ตอนไหนดี?

เราควรซื้อ LTF และ RMF ตอนไหน?

สมมุติว่าถ้าหากเราจัดการเงินดี มีเงินออมเหมือนปกติ และคิดจะวางแผนภาษีอยู่แล้ว แบบนี้ควรจะซื้อตอนไหนดีนะ ได้ยินกูรูบางคนก็บอกว่่าให้ซื้อเฉลี่ยสะสม (DCA) ทั้งปี แต่ถ้าเรารู้ (งี้) เราควรวางแผนจับจังหวะซื้อตอนที่หุ้นตกหนักๆ จะได้กำไรเยอะๆ หรือว่าจะสองใจจับจังหวะผสมกันกับ DCA กันบ้างอะไรบ้าง อารมณ์รักพี่เสียดายน้องก็ได้เหมือนกันนี่นา

ถ้าให้ตอบตรงๆ ก็ต้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่มีคำตอบตายตัวครับ จะซื้อตอนไหนก็เรื่องของคุณ (อ้าว) แต่ผมมีคำถามสั้นๆ 2 ข้อมาช่วยคัดกรองครับว่า เราควรจะวางแผนซื้อแบบไหนกันแน่

1. คุณเป็นคนจับจังหวะระดับเทพหรือเปล่า?

อันนี้ไม่ใช่มาถามเรื่องการเต้นนะครับ แต่หมายถึงว่าสามารถจับจังหวะในการลงทุนได้ไหม เช่น รู้เลยพรุ่งนี้หุ้นขึ้น มะรืนหุ้นลง ตอนนี้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว แถมรู้อนาคตว่าจะพีคปีไหน ถ้าทำได้ขนาดนั้น การจับจังหวะซื้อด้วยเงินก้อนอาจจะเหมาะกับคุณครับ

แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมอยากจะให้พิจารณาอีกเรื่อง คือ ระยะเวลาการถือครองทั้ง LTF และ RMF ครับ ซึ่งเป็นการลงทุนในระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน LTF ต้องลงทุน 7 ปีปฎิทิน (5 ปีกับอีกหลายวัน) และ RMF ต้องลงทุนไปจนถึงตอนเกษียณ (อายุ 55 ปี) บางทีแล้วการจับจังหวะซื้อแบบนี้อาจจะไม่ได้ช่วยเพิ่มผลตอบแทนมากมายก็ได้

ทีนี้… มันเลยมาถึงคำถามข้อที่ 2 นี่แหละครับ

2. คุณอยากสร้างวินัยในการลงทุนหรือเปล่า

สำหรับข้อดีของวิธีการเฉลี่ยซื้อแบบ DCA คือการทยอยสะสมหน่วยลงทุนไปเรื่อยๆครับ ซึ่งเป็นการสร้างวินัยในการลงทุนให้กับเรา และเป็นตัวช่วยในการวางแผนซื้อตามจำนวนที่เราต้องการได้เป็นอย่างดี

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเราเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้จากการทำงานทั้งปีจำนวน 500,000 บาท อยากจะวางแผนซื้อ LTF หรือ RMF ได้สูงสุดตามสิทธิ์ นั่นคือ 15% ของ 500,000 บาท หรือ 75,000 บาท (สำหรับ RMF อย่าลืมเรื่องเงื่อนไขร่วมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และประกันชีวิตแบบบำนาญด้วยนะครับ)

เราก็อาจจะแบ่งเงินซื้อไว้เดือนละ 5,000 บาท ทั้ง LTF หรือ/และ RMF (ตามตัวอย่างด้านบน คือ ซื้อได้สูงสุดตามสิทธิ์คือ 6,250 บาทต่อเดือน) หรือจะแบ่งยังไงก็ตามใจเราครับ จะเห็นได้ว่าจำนวนเงินที่สะสมในแต่ละเดือนนั้นมันไม่ได้มากเกิน คิดเป็น 10% ของรายได้เท่านั้น

มาถึงตรงนี้คงจะพอมองภาพรวมออกแล้วใช่ไหมครับว่า ควรจะเลือกแบบไหน เท่านี้ยังไม่พอ ผมยังมีข้อดีของการลงทุนเฉลี่ยทุกเดือนให้ดูอีกสัก 3 ข้อครับ

  • ผสมผสานได้ คุณสามารถเลือกผสมผสานกับการจับจังหวะลงทุนได้ เช่น แบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้ลงทุนรายเดือน และอีกส่วนไว้ซื้อตอนหุ้นตกหนัก เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน ซึ่งวิธีนี้จะดีกว่าการจับจังหวะเพียงอย่างเดียวตรงที่ไม่เสียโอกาสในการลงทุนครับ
  • กระแสเงินสดก็มี ถ้าเราเริ่มลงทุนได้เร็ว เราก็จะมีหน่วยลงทุนในกองทุนนั้นตั้งแต่ต้นปี ซึ่งหากกองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายเงินปันผล และคุณเองก็ชอบเงินปันผลด้วย พอถึงรอบจ่ายปันผลระหว่างปี ถ้ากองทุนมีกำไร คุณก็จะมีโอกาสได้รับเงินปันผลไปด้วยอีกทาง
  • ลดภาษีได้เลย เพราะถ้าซื้อ LTF หรือ RMF ตั้งแต่ต้นปี บางบริษัทเราสามารถแจ้งทาง HR ได้เลยครับว่าเราลงทุนไปเท่าไรในปีนี้ ยิ่งบางที่ให้แจ้งได้ทุกเดือน แบบนี้เงินภาษีในเดือนหน้าที่ต้องถูก หัก ณ ที่จ่ายไว้ก็จะลดลงจากค่าลดหย่อนส่วนนี้ทันทีครับ

ตอนนี้ทุกคนคงจะเห็นแล้วว่าการลงทุน DCA มีข้อดีอย่างไร แต่ถ้าอยากลงทุนตอนนี้เลย แล้วไม่รู้ว่าจะเลือกกองทุนไหนดี ผมยังมีแนวโน้มการลงทุนจาก KAsset มาบอกอีกด้วยครับ

Theme การลงทุนในปีนี้

ปีนี้ทาง KAsset มองว่าตลาดหุ้นไทยจะได้รับผลบวกจากการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องครับ โดยมาจากภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่เริ่มช่วยให้เติบโตไปได้ส่วนหนึ่ง และมาจากภาคการส่งออกที่ฟื้นตัวมากขึ้นครับ

วางแผนการซื้อ LTF/RMF ต้นปี คิดทำการใหญ่ ใจต้องนิ่งด้วย DCA + Market timing

สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน ปี ๆ นึงช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว นี่ก็มาเริ่มต้นปีกันอีกครั้งแล้วนะครับ ซึ่งก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี หากบางท่านอยากจะเริ่มต้นวางแผนการลงทุนของตนเอง นับจากนี้ไป

ในปีที่แล้วหากใครที่ลงทุนกับกองทุน หรือแม้แต่ลงทุนในหุ้นรายตัวนั้นก็คงจะพอทราบว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่ดีของการลงทุนในประเทศไทยอีกปี ถึงแม้ว่าระหว่างทางนั้นจะมีความผันผวนอยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำประชามติที่จะออกจากยูโรโซนของอังกฤษ หรือว่าการเลือกตั้งของสหรัฐ ฯ ที่มีการพลิกล็อกกันทั้ง 2 ครั้งแบบ งง ๆ ตามด้วยการประกาศขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ฯ ที่ส่งผลต่อการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา และผมเองก็เชื่อว่าจะมีผลต่อการลงทุนในปีนี้อย่างต่อเนื่องไปอีกทั้งปีครับ

ในปีที่ผ่านมานั้น หากใครลงทุนกับกองทุนหุ้นแบบวางแผนทยอยลงทุนไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ เดือนแล้วละก็ มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการซื้อกองทุนหุ้นในช่วงเดือนสุดท้ายของปี

ส่วนปีที่แล้วนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนก็วิ่งสวนทางกันเสียอย่างนั้น (อ้าว !!)  เมื่อมีความไม่แน่นอนซะแบบนี้แล้วเราจะตัดสินใจลงทุนตอนไหนจึงจะได้ผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะกับกองทุนยอดนิยมของคนไทย ที่ไม่ว่าจะซื้อด้วยการลดหย่อนภาษี หรือว่า​ซื้อเพื่อการลงทุนระยะยาวก็ตาม

ใช่ครับ ผมกำลังจะพูดถึงวิธีการซื้อกองทุน LTF/RMF นั่นเองครับ

โดยการลงทุนที่ดีนั้น มีหลาย ๆ ปัจจัยเป็นองค์ประกอบ แต่องค์ประกอบที่ผมคิดว่าจะช่วยทำให้การลงทุนของเราราบรื่นมากขึ้นนั่นก็คือ

1. ระยะเวลาการลงทุนนานพอ

ถ้าหากใครที่ถือกองทุน LTF/RMF มานานกว่า 3-5 ปีแล้วละก็จะทราบดีว่า โอกาสขาดทุนจากการลงทุนนั้นน้อยมากครับ โดย LTF ที่ติดลบในช่วง 3-5 ปีนั้น มีเพียงไม่กี่กองทุน (ไม่ถึง 5 กองทุน) แสดงให้เห็นถึงว่า ยิ่งเราลงทุนระยะยาวเท่าไหร่ โอกาสการขาดทุนก็จะยิ่งน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น การถือครองที่เพิ่มระยะเวลาการลงทุนจาก 5 ปีปฏิทิน กลายมาเป็น 7 ปีปฏิทิน ก็ยิ่งทำให้โอกาสการขาดทุนของผู้ที่ลงทุนใน LTF ลดลงไปอีกครับ

2. เข้าใจถึงสินทรัพย์ที่จะลงทุน

การลงทุนที่ดี เราต้องเข้าใจว่าสินทรัพย์ที่เราจะไปลงทุนนั้นไปลงทุนกับอะไร และมีความเสี่ยงแค่ไหน เราสามารถรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนได้หรือไม่ ส่วนประเด็นสำคัญคือ เราต้องศึกษาให้ดีก่อนที่จะลงทุน โดยเราจะต้องเลือกกองทุนที่ดี ที่เราเห็นแล้วว่ามีโอกาสเติบโตได้จากแนวความคิด และกระบวนการลงทุนที่ถูกต้อง มีมาตรฐาน โปร่งใสไว้ใจได้ เช่น ถ้าเรารับความเสี่ยงได้สูงมาก โดยคาดหวังผลตอบแทนที่ดีสุด ๆ กองทุนหุ้น ที่มีแนวโน้มการเติบโต มีแนวทางการเลือกหุ้นที่ชัดเจน ผู้จัดการกองทุนเองก็สามารถอธิบายที่มาที่ไปในการเลือกหุ้นที่ดีได้ ก็น่าจะเป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนครับ

3. ความมีวินัยในการลงทุน

จากสถิติย้อนหลัง 15 ปี มีเพียง 4 ปีเท่านั้น ที่ซื้อกองทุน LTF/RMF หุ้น ปลายปีแล้วจะได้หน่วยลงทุนที่ราคาถูกกว่าการเฉลี่ยซื้อทั้งปี (ถ้านับปีที่ผ่านมาด้วยจะเป็น 16 ปี และมีเพียง 4 ปีเท่านั้น) ดังนั้น ถ้าเราลงทุนอย่างมีแบบแผน สร้างวินัยในการลงทุนโดยมีการซื้อเฉลี่ยต้นทุนที่เราเรียกว่า Dollar Cost Average หรือ DCA แล้วละก็จะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดี เพราะว่าการทำ DCA เองก็จะช่วยลดความผันผวนของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างกองทุนหุ้น LTF/RMF ให้อีกทางหนึ่งด้วยครับ

ยิ่งในปีที่ผันผวนมาก ๆ อย่างปีที่ผ่านมา ถ้าหากเรามีการวางแผนที่ดีแล้วละก็ ผมบอกได้เลยครับว่าในปีที่ผ่านมานั้น มีโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่มเติมนอกเหนือจากการลงทุนแบบ DCA ธรรมดาอีกด้วยครับ อยากรู้แล้วสินะครับว่าจะทำอย่างไร ซึ่งเดี๋ยวเราจะมาคุยกันต่อในประเด็นถัดไปจากนี้ นั่นคือการวางแผนการลงทุนตั้งแต่ต้นปีด้วย DCA + Market timing นั่นเองครับ

วิธีการที่ผมชอบใช้ และ มักจะใช้อยู่เป็นประจำในการลงทุนกับกองทุน LTF/RMF ซึ่งก็ให้ผลที่ดี แถมก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเท่าไหร่ สามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้ครับ

  1. คำนวณเงินซื้อ LTF/RMF ก่อนว่า เราจะต้องลงทุนต่อปีเท่าไหร่ โดยคำนวณจากรายได้ คือ 15% ของรายได้ที่เสียภาษีนั่นเองครับ ทั้งนี้ผมคงไม่ได้ลงรายละเอียดถึงเงื่อนไขของกองทุน LTF/RMF เอาเป็นว่า ห้ามซื้อเกิน และ คำนวณให้ใกล้เคียงก็พอครับ เดี๋ยวนี้ก็มี Application หรือ website ที่ช่วยคำนวณเรื่อง LTF/RMF อยู่มากมายเลย
  2. แบ่งเงินที่คำนวณได้จากข้อแรก ออกเป็น 2 ก้อน เช่น คำนวณได้ว่าต้องซื้อ LTF เพื่อลดหย่อนภาษีทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 60,000 บาท ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ก้อนเท่า ๆ กัน คือก้อนละ 30,000 บาท
  3. จากนั้นนำก้อนแรกไปลงทุนแบบ DCA ครับ ซื้อกองทุนไปเลยทุกเดือนเพื่อความเป็นวินัย และเราก็ควรที่จะใช้ระบบตัดเงินลงทุนอัตโนมัติไปเลย เช่น ถ้าหากผมมีบัญชีกองทุนของกสิกรไทย ก็อาจเลือกใช้บริการ K- Saving plan หรือบริการลงทุนรายงวดในกองทุนรวมกสิกรไทย เริ่มต้นที่ 500 บาทต่อเดือน จะให้ตัดจากบัญชีเงินฝาก หรือจะตัดผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทยก็ได้เช่นกัน
  4. ส่วนเงินก้อนที่เหลืออีกประมาณ 30,000 บาท ก็เก็บเอาไว้ไปลงทุนเพิ่มเติมในช่วงที่หุ้นปรับตัวลงมาถึงจุดที่น่าสนใจ….หลาย ๆ คนถามว่า จุดที่น่าสนใจคือจุดไหนล่ะ…?? ผมมีวิธีง่ายๆ ในการลงทุนกับช่วงที่หุ้นปรับตัวลดลงมาเยอะ ๆ ครับ นั่นก็คือ ดูจาก P/E เฉลี่ยของตลาดหุ้นไทย ถ้าหากหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาต่ำกว่า P/E เฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยในอดีต ก็ถือว่าเริ่มเป็นจุดที่น่าสนใจในการลงทุนเพิ่มเติมแล้วละครับ แต่ทั้งนี้ก็คงต้องดูถึงการเติบโตในอนาคตด้วยนะครับว่า แนวโน้มการเติบโตของหุ้นในตลาด ฯ หรือว่าภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังคงไปได้หรือไม่ ซึ่งข้อมูลก็ไม่ได้หายากเลยครับ เพียงแค่สอบถามพนักงานที่ดูแลพอร์ตกองทุนของท่านอยู่นั่นเองครับ หรืออีกวิธีก็คือ เมื่อราคาหน่วยลงทุนของกองทุนปรับตัวลดลงมากกว่า ราคาหน่วยลงทุนเฉลี่ยของกองทุนที่เราถือ

10 กองทุนความเสี่ยงต่ำเหมาะ “ออมเงิน” ระยะสั้นก่อนลงทุน

การนำเงินฝากออมทรัพย์บางส่วน ไปพักไว้ในกองทุนประเภทที่ลงทุนในตลาดเงินหรือตราสารหนี้ระยะสั้นก็เป็นหนึ่งในวิธียอดฮิตของนักลงทุนมือใหม่กันมากขึ้นนะครับ เพราะเป็นการ “ออมเงิน” ระยะสั้นก่อนที่จะลงทุน  นอกจากความเสี่ยงที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับกองทุนอสังหาฯ หรือกองทุนหุ้นแล้ว ยังสามารถทำการซื้อขายได้อย่างสะดวกกับทางธนาคารได้ง่ายๆ อีกด้วย

ส่วนใหญ่แล้วเวลาใครมาถามผมว่าจะ “ออมเงิน” ระยะสั้นก่อนลงทุน เราควรพักเงินไว้ที่กองทุนไหนดี?? ผมก็จะแนะนำว่าลองดูว่าเราใช้เงิน ฝากออมทรัพย์ กับธนาคารไหนเป็นตัวหลักก็ลองดูกองทุนตลาดเงินหรือตราสารหนี้ภายใต้ บลจ. ในเครือธนาคารนั้นๆ นะครับ แต่ถ้าใครอยากจะ advance กว่านั้น ก็ลองดูกองทุนประเภทเดียวกันที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หรือไม่ก็เพิ่มความเสี่ยงที่เรายอมรับได้เพื่อหาโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้น

สำหรับในบทความนี้ผมจะลองยกกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดของแต่ละที่นะครับ แน่นอนว่าแต่ละที่จะมีนโยบายและ Style ที่แตกต่างกัน แต่ยังไงก็อยู่ในระดับความเสี่ยงเดียวกัน มาดูกันว่าแต่ละบลจ.ของธนาคารนั้นๆมีกองทุนอะไรบ้าง

อ้างอิงข้อมูลจากทาง www.wealthmagik.com ดังนี้เลยครับ

List ออกมาแล้ว ได้ตามตารางนี้ จะเห็นได้ว่ามีหลายกองทุนรวมที่ไม่กำหนดเงินขั้นต่ำในการลงทุนแล้วด้วยนะ จากเดิมที่เราเคยคุยกันว่า 1,000 บาทก็เริ่มลงทุนได้ ลดลงมาเป็น 500 บาท แล้วตอนนี้ก็เท่าไหร่ก็ได้แล้ว ตอนนี้กลายเป็นว่าใครๆก็ลงทุนได้แล้ว แต่อย่าไปซื้อแบบ “พี่ขาาาาา มี 25 สตางค์ซื้อได้ไหม” ฮาๆ เอาแบบเหมาะสมๆ ละกันนะ

ทีนี้มาลองวัดผลดูกันว่าแต่ละกองทุนเป็นอย่างไร ถ้าเราจะพักเงินไว้ก็คงไม่ได้พักนานๆอยู่แล้วใช่ไหมครับ ผมก็เลยลองทำข้อมูลว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ 4 มกราคม 2559 ถึง 30 ธันวาคม 2559 หากเรามีการวางเงินเอาไว้ในกองทุนเหล่านี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

อ้างอิงราคาย้อนหลังจาก www.thaimutualfund.com มาดูตามตารางข้างล่างกันนะครับ

จากตารางจะเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมา กองทุนรวมความเสี่ยงต่ำระดับ 1 เหล่านี้ให้ผลตอบแทนในระดับใกล้เคียงกับ 1%  (ไม่มีกองไหนติดลบ) แต่ต้องอย่าลืมว่าเป็นแค่การศึกษาแค่ปีเดียวนะครับ และผลตอบแทนในอนาคตก็ไม่ขึ้นอยู่กับอดีตอาจจะดีกว่าเดิม มีแซงอันดับกันในอนาคตก็ได้

ก็เลยมองว่าถ้าในระดับมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเราจะไปพักเงินที่ไหนก็เอาตามสะดวกต่อการติดต่อได้เลยครับ ผลตอบแทนไม่ได้ต่างกันมากถ้าคิดเป็นตัวเงินออกมา ยกเว้นมีเงินเป็น 100 ล้านแล้วผลตอบแทนมันทำให้ตัวเงินต่างกันมากๆก็พิจารณาเพิ่มเติมในโอกาสนะครับ

กราฟข้างล่างนี้จะแสดงให้เห็นการเคลื่อนไหวของกองทุนต่างๆในปีที่ผ่านมานะครับ

จะเห็นได้ว่ากองทุนในกลุ่มนี้จะไม่ผันผวนขึ้นๆลงๆแบบกองทุนหุ้น แต่จะค่อยๆขึ้นตามธรรมชาติของทรัพย์สินที่ลงทุนนะครับ ซึ่งถ้าใครมองว่าการวางเงินในบัญชีออมทรัพย์มันทำให้คันมือ อยากจะใช้เงินเหลือเกิน แต่ก็ไม่อยากลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง ก็เอาเงินมาพักไว้ที่นี่ก่อนก็ได้นะครับ สามารถพักเป็นเงินฉุกเฉิน เงินที่จะเอาไว้ใช้หนี้ หรือจะพักไว้เพื่อรอลงทุนก็ได้

อาจจะไม่ได้ฝากถอนได้ทันทีเหมือนการฝากธนาคาร และที่สำคัญหากเราขายแล้วได้ส่วนต่างของหน่วยลงทุนเพิ่มก็ไม่ต้องเสียภาษีด้วยครับ

อย่าลืมนะครับว่าบทความนี้เป็นแค่กรณีศึกษาเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าต้องลงทุนในกองทุนเหล่านี้ หลายๆท่านอาจจะรับความเสี่ยงได้มากกว่ากองทุนที่มีระดับความเสี่ยงที่ 1 ก็ลองแบ่งสัดส่วนการลงทุนให้ดีจะได้สร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นได้ครับ

ถ้าสนใจกองทุนเหล่านี้ก็ทำได้ไม่ยากนะครับ แค่ไปที่ธนาคารแล้วบอกพนักงานว่าต้องการเปิดบัญชีกองทุนรวม ที่สำคัญคือการเตรียมบัตรประช่าชนและสมุดบัญชีเงินธนาคารไปพร้อมกัน และเดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะแนะนำขั้นตอนการเปิดบัญชีให้ครับ นอกจากนี้แล้วยังสามารถใช้ติดต่อบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ผู้ให้บริการ Fundsupermart หรือถ้ามีเพื่อนเป็นตัวแทนขายกองทุนอิสระก็สอบถามเขาได้เช่นกันนะครับ

อ้างอิงข้อมูล

  1. www.thaimutualfund.com : ราคา NAV
  2. www.wealthmagik.com : ระดับความเสี่ยง ข้อมูลการซื้อขาย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save