“อคติ” บนพฤติกรรมการลงทุน ที่รั้งพอร์ตคุณไม่ให้โต(กับเขาเสียที)

“ลงทุนไปตั้งเยอะทำไมพอร์ตไม่โตสักที!”
“หนูจะลงทุนอะไรดีล่ะคะเพราะนี่ก็ตกรถไปหลายคันแล้ว!”
“ติดดอยมาตั้งหลายปีหาทางลงให้พี่หน่อยสิน้อง!”

ฮั่นแน่ะ! .. เป็นเหมือนกันล่ะสิ!

นี่คือตัวอย่างของปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นได้กับนักลงทุนทั่วไปนั่นแหละครับ ซึ่ง Aommoney Guru หลายต่อหลายท่านก็ได้แนะนำการแก้ปัญหาเหล่านี้กันไปบ้างแล้วไม่น้อยเลยทีเดียว แต่เพื่อให้ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่านได้เข้าใจปัญหาเหล่านี้และแก้ปัญหากันได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น ผมจะขออนุญาตพาไปทำความรู้จัก ‘อคติ’ ทางการลงทุนอันเป็นรากเหง้าและต้นตอของปัญหากันก่อนดีกว่า พร้อมด้วยคำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อแก้ปัญหา จะได้ถอนรากถอนโคนความเม่าของเราให้หมดไปเสียที!

ซึ่งจากศาสตร์ที่ว่าด้วย การเงินเชิงพฤติกรรม หรือ Behavioral Finance นั้นได้อธิบายไว้ว่า นักลงทุนมักจะมีอคติหรือ การเอนเอียงทางความคิด (Cognitive bias) กับการลงทุนอยู่ด้วยกัน 4 ประเภทหลัก โดยแฝงตัวอยู่ตามขั้นตอนต่าง ๆ ในการลงทุนตามลำดับดังต่อไปนี้

1. Bias when selecting asset (Availability bias)

หรือการเอนเอียงทางความคิดที่เกิดขึ้นตอนที่เลือกสินทรัพย์เพื่อลงทุน ตัวอย่างเช่น

  • Home bias: มักจะลงทุนเยอะ (over-invest) เฉพาะกับสินทรัพย์ที่อยู่ในประเทศของตัวเองหรือภูมิภาคของตัวเองมากกว่าจะไปแสวงหาจากที่อื่น
  • Recency bias: ให้น้ำหนักกับข้อมูลที่ได้รับมาล่าสุดมากจนเกินไป แห่ตามไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เค้าว่ากันว่าดีในปีล่าสุด โดยไม่ได้ดูว่ามันมีนัยสำคัญมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับข้อมูลในอดีต
  • วิธีแก้: ค้นคว้าข้อมูลให้มากขึ้น ออกจาก comfort zone ของการลงทุนซะ อย่ามัวแต่ขอ อย่ารอแต่โพย หัดทำการบ้านเองบ้าง

2. Bias when processing information

หรือการเอนเอียงทางความคิดเมื่อกำลังพิจารณาข้อมูลที่ได้รับมา ตัวอย่างเช่น

  • Anchoring bias: ให้ความสำคัญกับข้อมูลชุดแรกมากเกินไป เชื่อจนสนิทใจ คิดว่าสินทรัพย์ตัวนี้มันดีแล้วก็คงจะดีต่อไป จนทำให้ขาดความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่ตามมาConfirmation bias: พยายามหาแต่ข้อมูลที่สนับสนุนความคิดของตัวเองเพียงด้านเดียว และไม่สนใจหรือเพิกเฉยข้อมูลที่มีมุมมองแย้งความเห็นของตัวเอง
  • Overconfidence bias: มั่นใจเกินเหตุ จนทำให้ประเมินความเสี่ยงในการลงทุนน้อยเกินไป และคาดหวังผลตอบแทนที่มากเกินไปกว่าความเป็นจริง
  • วิธีแก้: พยายามหาข้อมูลมาสนับสนุนให้ได้มากที่สุดในทุกแง่มุม พิจารณาบนพื้นฐานข้อเท็จจริง(fact) มากกว่าความเห็น(opinion)

3. Bias when rebalancing portfolio

หรือการเอนเอียงทางความคิดเมื่อต้องปรับพอร์ตการลงทุน ตัวอย่างเช่น

  • Endowment effect (status-quo effect): ให้มูลค่ากับสินทรัพย์ที่ตัวเองมีอยู่แล้วมากกว่ากับสินทรัพย์ตัวเดียวกันในกรณีที่ตัวเองไม่มี แถมมั่นใจว่าตัวเองคิดถูกแล้ว จนยึดติดและพลาดโอกาสในการลงทุนอื่น ๆ ที่อาจจะได้ผลตอบแทนมากกว่า นำไปสู่ความกลัวที่จะตกรถ (เสียดายถ้าไม่ได้ไปลงทุน หรือ fear-to-regret)
  • Disposition effect: ว่าง่าย ๆ คืออาการหลักของเม่าน้อยนั่นเอง ที่มักจะขายหมู (ทนกำไรได้น้อย) และติดดอย (ทนขาดทุนได้มาก) กันอยู่เรื่อย ๆ
  • วิธีแก้: วางแผนการลงทุนซะ แล้วปรับพอร์ตเพื่อทำตามแผนนั้นอย่างมีวินัย สำหรับใครที่ติดดอยไปแล้ว ลองคิดซะว่าถ้าก่อนหน้านี้ไม่ได้ซื้ออะไรที่ติดดอยนั้นไว้ ตอนนี้เวลานี้จะเข้าไปซื้อไหม? ถ้าพิจารณาใหม่แล้วว่ายังไงก็จะซื้อ งั้นก็ถือต่อไปได้ แต่ถ้าไม่ ก็อย่าไปทนไปถัว ยอม cut loss ปรับพอร์ตตามระเบียบตามแผนไปเถอะครับ

4. Bias when evaluating performance

หรือการเอนเอียงทางความคิดเมื่อต้องประเมินศักยภาพการลงทุนของตัวเอง ตัวอย่างเช่น

  • Hindsight: หลงเชื่อว่าตัวเองทำนายผลของการลงทุนได้ ทั้งที่มันเป็นแค่ผลลัพธ์เดียวจากหลากหลายความน่าจะเป็น นำไปสู่อารมณ์ที่ว่า “รู้งี้” หรือ “ว่าแล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้” นั่นเอง
  • Bias blind spot: เห็นว่าคนอื่นผิดพลาดยังไง แต่ไม่เคยเห็นความผิดพลาดของตัวเอง
  • วิธีแก้ : ลดอีโก้ของตัวเองลงบ้าง ใช้วิจารณญาณและเหตุผลในการตัดสินศักยภาพของการลงทุนของตนเงอ รวมถึงสำรวจความคิดตัวเองอยู่เสมอ

ด้วยอคติเหล่านี้แหละครับที่ทำให้พอร์ตการลงทุนของเราไม่ไปไหนเสียที ซึ่งอคติเหล่านี้ก็ไม่ได้ผูกติดกับหุ้นหรือหลักทรัพย์เพื่อการลงทุนอื่น ๆ เท่านั้นนะครับ มันยังไปแฝงกับการประกอบกิจการ การทำธุรกิจ หรือการตัดสินทางการเงินอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นจากตัวของเราเองทั้งนั้นแหละครับ

ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง ~

สำหรับใครที่สนใจในเชิงลึกก็ลองศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องการเงินเชิงพฤติกรรมดูครับ และผมเองก็หวังว่าบทความนี้จะเกิดประโยชน์กับทุกท่านที่ได้อ่าน ได้เริ่มสำรวจตัวเองว่าเรานั้นมีอคติหรืออาการเอนเอียงทางความคิดด้านการลงทุนเหล่านี้อยู่กับตัวหรือไม่ จะได้ลองหาทางแก้ไขและปรับแนวทางการลงทุนให้เหมาะสมกันนะคร้าบบ ^^

ด้วยความปรารถนาดีจาก #wealthfit

10 ข้อที่มือใหม่ยื่นภาษีต้องระวังไว้ให้ดี!!

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms กันอีกแล้วครับ กับ บทความภาษีที่มือใหม่ต้องรู้ สำหรับฤดูกาลยื่นภาษีแบบนี้ มีหลายคนส่งข้อความมาถามที่เพจกันหลายคน ตั้งแต่วิธีการยื่นภาษีไปจนถึงปัญหาในการขอคืนภาษี และเรื่องราวอื่นๆอีกมากมาย

วันนี้ฤกษ์ดีเลยอยากแชร์เคล็ดลับง่ายๆ 10 ข้อที่มือใหม่ยื่นภาษีทุกคนควรรู้ไว้ เพื่อที่จะได้ระวังและไม่มีปัญหาในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีนี้ครับ มาครับผม เรามาดูกันเลยดีกว่าว่า 10 ข้อควรระวังที่ว่านี้มีอะไรบ้าง

1. มีรายได้ต้องเอามาคำนวณภาษี

หลายๆคนมีรายได้ครับ แต่เข้าใจผิดไปว่า การทำงานส่วนตัว ฟรีแลนซ์ ธุรกิจขายของออนไลน์ หรืองานอะไรก็ได้ที่ทำไปนั้น ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งความเป็นจริงนั้นคือ มีรายได้ = เสียภาษี (ยกเว้นว่าจะเป็นรายได้ที่ยกเว้นตามกฎหมาย) ดังนั้น อันดับแรกก่อนจะยื่นภาษี ขอให้ทำใจเก็บรวบรวมรายได้ทั้งปีที่ผ่านมาไว้ให้พร้อมเลยครับ

2. ถูกหักภาษีไว้ไม่ได้แปลว่าเสียภาษีแล้ว

เรื่องนี้ก็เขียนไว้หลายครั้งครับ แต่ขอสรุปสั้นๆอีกครั้งว่า การถูกหักภาษีไว้ คือ การจ่ายภาษีล่วงหน้าเฉยๆ ซึ่งเรามีหน้าที่ต้องเอารายได้ที่ถูกหักภาษีไว้ทั้งหมดนี้มายื่นแบบแสดงรายการภาษีอีกทีหนึ่งครับผม

3. ออกจากงานระหว่างปีก็ต้องเสียภาษีนะ

ตรงนี้อยากบอกตังๆว่า ออกจากงานแล้วไม่มีรายได้ แต่เรายังคงต้องเอารายได้ที่ได้รับในระหว่างปีมาเสียภาษีอยู่ดีนะครับ อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจไปครับผม ส่วนใครที่ได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกมาก็อย่าลืมเอามาคำนวณด้วยนะคร้าบ 

4. ไม่ยื่นภาษีก็ไม่มีใครรู้

ข้อนี้ชอบมีคนถามมารัวๆ ว่าถ้าไม่ยื่นภาษีจะมีใครรู้ไหม คำตอบคือ ไม่รู้ครับ หมายถึงพี่หนอมเองนะที่ไม่รู้ ส่วนสรรพากรจะรู้ไหมต้องไปเสี่ยงดวงเอาครับ (ผ่างงงง) อะฮ่า แต่บอกได้แค่ว่า ถ้าถูกหักภาษีไว้ระหว่างปี แปลได้เลยว่า พี่สรรพากรมีข้อมูลของคุณแล้วครับ ดังนั้นอย่าทำผิดกฎหมายกันเลยนะคร้าบ

5. ยื่นแล้วไม่ต้องส่งเอกสารนะ

อีกข้อหนึ่งที่ถามกันเข้ามาบ่อยๆ คือ เวลายื่นภาษีจะให้ส่งเอกสารที่ไหน บอกไว้ ณ ตรงนี้อีกทีนะครับว่า ตอนยื่นไม่ต้องนำส่งเอกสารครับ แต่ว่าจะนำส่งเมื่อพี่ๆสรรพากรขอดูเท่านั้นครับ (ยกตัวอย่างเช่น ตอนขอคืน หรือ สงสัยว่าเรายื่นภาษีไว้ไม่ครบนั่นแหละครับ) และมันแปลว่า ยื่นเสร็จแล้วก็ต้องเก็บเอกสารไว้อยู่นะครับ

6. ขอคืนภาษีต้องสมัครพร้อมเพย์

สำหรับคนที่ต้องการขอคืนภาษี ไม่จำเป็นต้องสมัครพร้อมเพย์นะครับ เพียงแต่ว่าถ้าสมัครจะได้คืนเร็วกว่า แต่ถ้าไม่สมัครก็รอเช็คไปเหมือนเดิมครับผม เพียงแต่รอนานหน่อย ต้องทำใจ

7. นโยบายภาษีใหม่ เค้าใช้กันปีหน้า

ถ้าใครติดตามข่าวจะเห็นว่ามีนโยบายภาษีใหม่ๆ มามากมายครับ แต่มันเป็นสำหรับปี 2560 ซื่งต้องยื่นภาษีภายใน 31 มีนาคม 2561 ดังนั้นสำหรับปี 2559 ที่ผ่านมา ไม่มีผลต่อการยื่นภาษีใดๆ ยังใช้นโยบายเก่าอยู่ครับผม

8. ผ่อนภาษีได้ 3 เดือนนะ รู้ยัง

เป็นอีกข้อนึงซึ่งถือว่าเป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ที่ต้องมีการชำระภาษีครับ เนื่องจากสามารถขอผ่อนได้ 3 งวดด้วยกัน (3 เดือนติดต่อกัน) โดยไม่คิดดอกเบี้ย เมื่อมียอดภาษีตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ซึ่งก็เป็นการช่วยบรรเทาภาระชีวิตได้หลายคนเลยล่ะครับ (ผมเองก็เป็นคนหนึ่งในนั้นครับ ฮ่าๆๆ)

9. กรอกรายการผิดชีวิตเปลี่ยน

ข้อนี้เป็นภาพรวมของการยื่นแบบภาษีครับ อีกหนึ่งปัญหาก็คือ การกรอกรายการผิด เช่น กรอกโดยไม่ได้เกิดขึ้นจริง หรือ กรอกรายการผิดประเภท ซึ่งทำให้มีปัญหาภายหลังได้เหมือนกันครับ อยากแนะนำว่าตรงนี้อย่ากรอกผิดพลาดกันเลยจะดีกว่าครับ ตรวจเช็ครายการให้ดีก่อนจะยื่นภาษีนะครับ

10. ยื่นผิดก็ยื่นใหม่ได้

ข้อสูดท้ายเป็นทางออกของข้อที่แล้วครับ (อ้าว) เพราะต่อให้ทำผิดแค่ไหน แต่ถ้าเรารู้ตัวก่อนหมดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ เราสามารถกลับใจโดยยื่นภาษีใหม่ได้ครับ แต่การยื่นภาษีใหม่ครั้งนี้จะต้องกรอกรายการเหมือนกรอกใหม่ทั้งหมดนะครับ โดยคิดเหมือนกับว่าเป็นการยื่นใหม่ไปเลย และกรอกจำนวนภาษีที่ขอคืนหรือจ่ายเพิ่มในการยื่นครั้งก่อนเข้าไปเฉยๆ เพื่อจ่ายเพิ่มหรือขอคืนเพิ่มครับผม

เป็นไงบ้างครับกับ 10 ข้อเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆในการยื่นภาษีของผม หวังว่าคงจะได้ประโยชน์กันไม่มากก็น้อยนะครับสำหรับบทความในตอนนี้ หากใครสนใจก็สามารถศึกษาได้เพิ่มเติมได้จากเพจ TAXBugnoms ด้านล่างนี้ครับ

แต่ก่อนจะลากันไป ขออนุญาตขายของสักนิด ถ้าหากใครไม่เคยยื่นภาษี ยื่นไม่เป็น หรือมีปัญหาชีวิต ผมแนะนำครับว่า เร็วๆนี้กำลังจะมีรายการ 2 รายการใหม่ที่ทำให้คุณเข้าใจเรื่องภาษีมากขึ้น นั่นคือ รายการกองทุนไหนดี ที่จะมาแนะนำการลงทุนในกองทุนรวมร่วมกับเทคนิคการวางแผนภาษี กับรายการ Aommoney School รายการการเงินที่จะสอนให้คุณรู้ตั้งแต่ 0 ไปจนถึง 100 ซึ่งผมเองได้ถูกมอบหมายให้สอนเรื่องการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากับทุกคนครับ

ยังไงถ้าหากขี้เกียจอ่านบทความ เอ้ย ถ้าอยากได้ความรู้เพิ่มเติม หรือเริ่มต้นใหม่ไปพร้อมๆกัน อย่าลืมกดติดตามกันไว้ด้วยนะคร้าบ

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2560

สวัสดีครับผม กลับมาพบกับ “อัศวินกองทุน” กับ Weekly Outlook ตอนที่ 4 ประจำปี 2560 กันอีกแล้วครับ สำหรับสัปดาห์นี้ ผมมีอะไรมากมายหลายอย่างมาอัพเดทให้ทุกคนได้ติดตามกันอย่างเช่นเคยครับ และเพื่อไม่ให้เสียเวลา เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพรวมของตลาด

ช่วงที่ผ่านมานี้ ตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังจาก “ทรัมป์” กล่าวถึงนโยบายปฏิรูปภาษีและการประกาศผลประกอบการณ์บริษัทที่ออกมาดีกว่าคาด

ทางฝั่งตลาดหุ้นเอเชีย ยังปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน หลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในรอบเดือน ก.พ. ชี้ว่าคณะกรรมการมีความมั่นใจต่อการขยายตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยังไม่กังวลถึงอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น

ส่วนตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงหลังจากตัวเลข NPL ในกลุ่มธนาคารยังคงปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งผิดกับการคาดการณ์ของนักลงทุนครับ เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปครับ

สุดท้าย ฝั่งราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น หลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบซึ่งน้อยกว่าการคาดการณ์ของตลาด เช่นเดียวกับราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในฝรั่งเศส

เอาล่ะครับ สรุปภาพรวมกันไปแล้ว เรามาดูกลยุทธ์กันดีกว่าครับว่า ควรจะลงทุนกันอย่างไรในสัปดาห์นี้

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่นในตอนนี้เป็นจังหวะที่เราจะทยอยสะสมในหุ้นญี่ปุ่น จากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาสูงกว่าการคาดการณ์ถึง 20% นอกจากนี้ การฟื้นตัวของภาคการส่งออกและภาคอุตสาหกรรมจะส่งเสริมให้เศรษฐกิจดีขึ้น ดังนั้น ตอนนี้ใครที่พอมีกำลัง ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาน่าสนใจแล้วครับ
  • ตลาดหุ้นเกิดใหม่เอเชีย ผมยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมตลาดหุ้นเอเชียเกิดใหม่อยู่เหมือนเดิมครับ โดยตอนนี้ราคาต่อปัจจัยพื้นฐานมีความน่าสนใจกว่าตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว และจากแนวโน้มเศรษฐกิจเร่งตัวจากการส่งออกที่ดีขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว โดยรวมแล้วยังน่าจะไปต่อได้อยู่ครับผม
  • ตลาดหุ้นไทย คำแนะนำของผม คือ “ซื้อหุ้นไทย” ครับ เนื่องจากตลาดมีการปรับฐานอยู่ ในขณะที่ภาพปัจจัยพื้นฐานของไทยยังแข็งแกร่ง เช่น รายได้ภาคเกษตรที่ขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องจากราคาข้าวและยางพาราที่ปรับตัวดีขึ้น เป็นปัจจัยหนุนการบริโภคครัวเรือนอยู่ครับ ดังนั้นแนะนำว่าซื้อต่อไปครับผม
  • ตลาดหุ้นจีน ทางฝั่งหุ้นจีนนั้น ขอแนะนำให้ “ซื้อหุ้นจีนเฉพาะ  A-SHARE” ครับ เนื่องจากภาพปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้ผลิตที่ขยายตัวในระดับสูงหลายเดือนติดต่อกัน ซึ่งจะนำไปสู่ผลประกอบการณ์บริษัทจดทะเบียนที่ดีขึ้น นอกจากนี้ NPL ในระบบธนาคารจีนมีแนวโน้มดีขึ้น

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

แนะนำทยอยเข้าสะสมตลาดหุ้นญี่ปุ่น, ตลาดหุ้นยุโรป, ตลาดหุ้นไทย ,ตลาดหุ้นเกาหลี และตลาดหุ้น A-SHARE และชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ, อินเดียและตลาดหุ้น H-SHARE ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ หลังรายงานการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯระบุว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นแต่แรงมีไม่มาก เนื่องจากการคาดการณ์เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ และตลาดได้คาดการณ์การปรับขึ้นดอกเบี้ยไว้แล้วบางส่วน ผมมองว่าผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะยาวจะไม่ผันผวนมากเมื่อถึงการประชุมวันที่ 15 มี.ค.ครับ
  • พันธบัตรรัฐบาลไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยนั้นมีความผันผวนต่ำ เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทมีปัจจัยสนับสนุนจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามในเดือน มี.ค. ที่จะมีการประชุมเฟด คาดว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจะผันผวนมากขึ้น เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจจะปรับแข็งค่าขึ้นในช่วงการประชุมครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ยังไม่เปลี่ยนแปลงครับ ผมยังคงแนะนำให้ลดการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว และไปเน้นลงทุนในตลาดเงินแทนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ผมแนะนำให้ทยอยลงทุนในทองคำต่อไปครับ หลังการประชุมเฟดยังไม่มีสัญญาณ ถึงการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มี.ค. อย่างชัดเจน ประกอบกับทองคำมีความน่าสนใจเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันการค้าสหรัฐฯ และการเลือกตั้งในยุโรปอยู่เช่นเคยครับผม
  • น้ำมัน เหมือนเดิมนะครับ ผมยังไม่แนะนำให้ลงทุนในน้ำมัน แม้ประเทศกลุ่ม OPEC จะลดการผลิตและการส่งออกตามข้อตกลง แต่ราคาที่ปรับตัวดีขึ้นจะทำให้ผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำในสหรัฐฯ เริ่มกลับมาทำการผลิต ทำให้โอกาสปรับขึ้นต่อของราคาน้ำมันมีน้อยแม้จะมีข่าวดีก็ตาม ขณะที่โอกาสปรับลงมีมากหากมีข่าวร้ายมากระทบครับผม

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเช่นเดียวกันครับ ผมแนะนำลงทุนทองคำและให้ชะลอการลงทุนในในน้ำมันเหมือนเดิมครับ

เอาล่ะครับ… ภาพรวมการลงทุนในเดือนนี้ ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียเกิดใหม่ เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ยไว้ส่วนหนึ่งแล้ว ประกอบกับระดับราคาพื้นฐาน ที่ถูกกว่าตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นเอเชียจึงยังมีความน่าสนใจอยู่ครับ

โดยรวมแล้ว ผมแนะนำสั้นๆอีกทีครับว่า ทยอยเข้าสะสมหุ้นยุโรป,ญี่ปุ่น ไทย เกาหลี และ A-SHARE แต่ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อินเดีย และหุ้น H-SHAREครับ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรต้องคำนึง คือ การกระจายความเสี่ยง

TPIPP ผู้ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะที่ใหญ่ที่สุดในไทยที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

สวัสดีครับเพื่อนๆ นักลงทุนที่เป็น IPO แฟนคลับ ช่วงหลังนี้มีหุ้นน้องใหม่เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ฯ เยอะอยู่เหมือนกันนะครับ วันนี้ก็มีอีกบริษัทหนึ่งที่จะมาเล่าให้ฟังเช่นเคย คือ TPIPP หรือบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เห็นชื่อแล้วทุกคนก็คงจะเดาได้นะครับว่าเป็นบริษัทในกลุ่มของ TPIPL นั่นเอง หลายคนรอบตัวผมที่ได้ศึกษาเรื่องนี้มาบ้าง ก็จะบอกกันว่าบริษัทนี้เป็นหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ แต่รายละเอียดลึกๆ เป็นอย่างไร เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดของบริษัทนี้กันนะครับ

ข้อมูลธุรกิจ

จากข้อมูล Filing ที่ผมได้ศึกษามานั้น บริษัทนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2534 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการด้านพลังงานและสาธารณูปโภค ปัจจุบันกิจการของบริษัทฯ มีรายได้หลักๆ มาจาก 2 ธุรกิจ ดังนี้

1. ธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค

บริษัทฯ ได้มีการดำเนินกิจการโรงไฟฟ้า ได้แก่

  • โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF): เป็นโรงไฟฟ้าที่นำขยะจากชุมชนและขยะจากหลุมฝังกลบ มาเข้ากระบวนการคัดแยกและแปรเป็นเชื้อเพลิงเพื่อนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า โดยการตั้งหน่วยรับขยะจากชุมชนเพื่อนำขยะมาเข้าสู่กระบวนการผลิตเชื้อเพลิง ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาโรงไฟฟ้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยมีแนวทาง “ขยะเป็นศูนย์” เพื่อลดการก่อมลภาวะ ซึ่งพลังงานไฟฟ้าจากส่วนนี้จะขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  มีสัญญาการขายไฟฟ้าอย่างแน่นอนแล้วเป็นจำนวน 73 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างรอลงนามสัญญาการขายไฟฟ้าให้กฟผ.อีกจำนวน 90 MW ซึ่งจะได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐหรือส่วนเพิ่มในการรับซื้อไฟฟ้า (Adder) ด้วยนะครับ
  • โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้ง: พลังงานความร้อนเป็นพลังงานที่น่าสนใจอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเกิดจากกระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานอุณหภูมิสูงแล้วต้องปล่อยความร้อนทิ้งไป ก็นำความร้อนนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ปัจจุบันทางบริษัทฯ ก็ได้นำพลังงานนี้จากกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ของ TPIPL มานำผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อขายให้แก่บริษัท TPIPL ไปใช้ในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์อีกครั้ง เป็นธุรกิจแบบอัฐยายซื้อขนมยายเลยนะครับ ผมชอบตรงนี้มากๆ
  • โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน: มีจำนวน 1 โรง จะขายไฟฟ้าให้แก่บริษัท TPIPL
  • โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินและพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF): มีจำนวน 1 โรง จะขายไฟฟ้าให้แก่บริษัท TPIPL

จุดเด่นที่น่าสนใจของธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของ TPIPP ก็คือ บริษัทฯ พยายามใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ขยะที่ทิ้งกันก็นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ พลังงานจากการผลิตของบริษัท TPIPL ที่ต้องปล่อยทิ้งก็นำกลับมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า แล้วขายกลับไปใช้ในกระบวนการผลิตได้ และที่เด็ดที่สุดคือ โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะนั้นใช้กระบวนการที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งก็จะผลิตพลังงานความร้อนทิ้งได้ด้วย เป็นแบบ 2 in 1 เลยครับ

ถ้าเรามามองในสัดส่วนของภาพข้างล่าง จะเห็นได้ว่าการเติบโตในธุรกิจมีมากขึ้นเรื่อยๆ จากการทยอยเปิดโรงงานใหม่ๆ ที่จะเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าตามแผนในอนาคต โดยพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะจะเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ และจะทำให้บริษัทฯ มีกำลังการผลิตติดตั้งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 150 เมกะวัตต์ในปี 2559 เป็น 440 เมกะวัตต์ภายในปี 2560

2. ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ (NGV)

บริษัทฯ มีรายได้จากการขายน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ (NGV) รวมถึงร้านสะดวกซื้อที่ปั๊ม โดยปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง 8 แห่ง สถานีบริการก๊าซธรรมชาติ (NGV) 1 แห่ง และสถานีบริการทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ (NGV) อยู่ 3 แห่ง โดยส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดสระบุรีครับ

3. ธุรกิจเกษตรกรรม

นอกจากขยะที่นำไปผลิตเป็นพลังงานเชื้อเพลิงแล้ว ขยะส่วนที่เหลือจากการผลิตที่เป็นอินทรียวัตถุก็ยังนำไปขายให้กับบริษัท ทีพีไอ โพลีน ชีวะอินทรีย์ ซึ่งเป็นอีกบริษัทในเครือของ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพื่อนำไปผลิตปุ๋ยชีวภาพและขายให้กับธุรกิจการเกษตรได้อีกต่อหนึ่งครับ

ข้อมูลทางการเงิน

จะเห็นได้ว่าจากปี 2556 – 2557 นั้น รายได้หลักจะมาจากธุรกิจโรงไฟฟ้าและสถานีบริการน้ำมันในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน แต่ในปี 2558 สัดส่วนรายได้ของธุรกิจโรงไฟฟ้านั้นสูงกว่า และเมื่อเราเปรียบเทียบระหว่างปี 2558 และปี 2559 จะเห็นว่าในปี 2559 รายได้หลักมาจากธุรกิจโรงไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบไปแล้ว เป็นสัดส่วน 80%

นอกจากรายได้ที่มีแนวโน้มจะเติบโตขึ้น กำไรขั้นต้นก็ไม่น้อยหน้าเลยนะครับ หากเราไปดูข้อมูล Filing เพิ่มเติมแล้วจะเห็นทันทีว่า ธุรกิจมีการเติบโตดีขึ้น แต่ทางบริษัทฯ ยังไม่ได้มีต้นทุนขายเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่  ทำให้มีสัดส่วนของกำไรขั้นต้นที่เพิ่มมากขึ้น

ในส่วนกำไรสุทธิของ TPIPP มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี โดยตัวเลขกำไรสุทธิล่าสุดในปี 2559 อยู่ที่ 1,824.2 ล้านบาท  ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

ความเสี่ยงของธุรกิจ

การลงทุนมีความเสี่ยงล่ะเนอะ แม้ธุรกิจจะดูดีขนาดไหน แต่จะไม่พูดถึงความเสี่ยงก็ไม่ได้ โดยความเสี่ยงที่เราพอจะคาดการณ์กันได้เบื้องต้นก็มีอยู่นะครับ มาดูกันเลย

  1. จะเห็นได้ว่าการขายพลังงานไฟฟ้านั้น ทางบริษัทฯ มีลูกค้าน้อยรายมาก ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัทแม่คือ TPIPL เท่านั้น

5 หลักการเลือกหุ้น IPO ให้ดีโดนใจ!

พักหลังจะเห็นได้ว่าหุ้น IPO เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์กันเยอะเต็มไปหมด นักลงทุนหลายๆ คนก็อาจจะมีหุ้นในใจที่อยากได้ เพราะเป็นหุ้นที่รู้จักและใช้บริการเป็นประจำและคิดว่าอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของเขา แต่การที่เราจะได้ซื้อหุ้น IPO ตั้งแต่ก่อนเข้าตลาดนั้น หากเราเป็นรายย่อยก็คงจะยากหน่อย ส่วนใหญ่แล้วเขาจะให้นักลงทุนรายใหญ่และผู้ที่ซื้อขายหุ้นกันเยอะๆ ได้รับไปก่อน พวกเราก็จะมาซื้อกันในตลาดในเวลาต่อมาแทนครับ

ไม่ว่าจะซื้อก่อนเข้าตลาดได้ หรือ ซื้อในตลาดเอง สิ่งที่เราจะต้องพิจารณานั้นก็คือ หุ้น IPO มันน่าสนใจที่จะลงทุนหรือเปล่า? โดยส่วนตัวแล้วผมจะมีหลักการดังนี้ครับ (ตรงนี้จะเป็นหลักการที่ผมนำมา Review หุ้น IPO ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย)

          1. หุ้นบริษัทนี้ทำธุรกิจอะไร

          2. ผลดำเนินงานและงบการเงินที่ผ่านมาเป็นอย่างไร (ดีไหมในอดีต)

          3. เข้ามีแผนการระดมทุนไปทำอะไร (อนาคตน่าลุ้นไหม)

          4. โครงสร้างของผู้ถือหุ้นและผู้บริหารเป็นอย่างไร

          5. ความเสี่ยงที่เราควรทราบมีอะไรบ้าง

ข้อมูลเหล่านี้ของบริษัทที่จะทำการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์จะอยู่ที่ Filing ครับ สามารถโหลดได้ที่ https://www.set.or.th/th/company/ipo/upcoming_ipo_set.html

เลือกหุ้นที่เราสนใจ หลังจากนั้นก็โหลดข้อมูล Filing ขึ้นมาครับ มันจะมีการปรับปรุงเวอร์ชั่นด้วยนะ ผมเองก็จะเลือก Download ทั้งหมดในส่วนที่เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด จะมี  Zip File ออกมาก็ให้เราดู จากนั้นลองอ่านข้อมูลต่างๆ ที่ List ไว้ในตอนต้นครับ

1. หุ้นบริษัทนี้ทำธุรกิจอะไร

แรกสุดเลยที่เราควรจะทราบก็คือ หุ้นบริษัทนี้ทำธุรกิจอะไร ขายอะไรหรือให้บริการอะไร ส่วนใหญ่ผมจะดูทั้งในแง่ภาพใหญ่ว่า หุ้นตัวดังกล่าวอยู่ในเทรนของการเติบโตของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหรือไม่ เพราะปัจจัยตัวนี้จะเป็นตัวดันให้เกิดการเติบโตในระยะยาวได้ นอกจากนี้แล้วจะต้องดูในส่วนของ Business Model ของธุรกิจด้วยว่าเป็นอย่างไร อยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันเป็นอย่างไร และมีความได้เปรียบในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งต่างๆ ได้หรือไม่

2. ผลดำเนินงานและงบการเงินที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

ส่วนนี้เป็นอีกจุดที่ผมคิดว่ามีความสำคัญมาก เนื่องจากหลายบริษัทที่มีชื่อเสียง เรารู้จักกันอย่างคุ้นหู อาจจะมียอดขายที่ดีแต่กำไรที่มอบให้ผู้ถือหุ้นอาจจะไม่ได้ดีนักก็ได้ ส่วนนี้เราจะต้องเข้าใจโครงสร้างของธุรกิจว่า ฐานะทางการเงินเป็นอย่างไร ยอดขายสินค้าและบริการนั้นมาจากอะไร มีการเติบโตในแต่ละปีที่ผ่านมามากแค่ไหน รวมถึงต้นทุนต่างๆ ที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง ยิ่งเราเข้าใจโครงสร้างของงบการเงินได้มากขึ้นเท่าไหร่ เราก็สามารถโยงภาพไปถึงตัวกิจการได้มากขึ้นด้วยเช่นกันครับ

ในส่วนนี้อาจจะมีคนบอกว่า มีความเป็นไปได้ไหมที่ก่อนเข้า IPO บริษัทจะมีการสร้างตัวเลขผลกำไรที่ดี แต่พอหลังจากเข้าตลาดไปแล้วอาจจะเกิดการขาดทุนและทำให้มูลค่าหุ้นแย่ลง คำตอบตรงนี้สำหรับผมก็คิดว่าเป็นไปได้เหมือนกันนะครับ บางครั้งผมเองพอไม่แน่ใจว่ามันจะสร้างผลการดำเนินงานที่ดีหรือเปล่า หรือบางครั้งหุ้น IPO ดังกล่าวอาจจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรของตลาดหรือมีความเกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ที่กำไรในอนาคตอาจจะผันผวนได้ ในส่วนนี้ก็ต้องระวังเช่นเดียวกันครับ

3. เข้ามีแผนการระดมทุนไปทำอะไร

การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น เท่าที่ผม Review มาหลายๆ บริษัทส่วนใหญ่ก็จะหนีไม่พ้นเรื่องการขยายกิจการ นำเงินไปชำระหนี้สิน และนำเงินที่ได้มาเป็นทุนหมุนเวียนในการทำกิจการ ส่วนที่น่าสนใจและควรจะศึกษาก็คือแผนในอนาคตของธุรกิจว่าเขาจะนำเงินไปทำโครงการใหม่ๆอะไรบ้าง แน่นอนว่าการลงทุนนั้นเป็นเรื่องของอนาคตและมีความเสี่ยง สิ่งที่เราในฐานะนักลงทุนควรจะศึกษาเพิ่มก็คือการลงทุนดังกล่าวนั้นน่าจะทำให้บริษัทเกิดผลกำไรมาให้เราได้อย่างไรบ้าง ทั้งในแง่ของตัวธุรกิจ การเติบโตและความต้องการของสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมนั้นๆ อย่างที่เราเคยเห็นตัวอย่าง IPO มาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขาร้านอาหาร การเปิดโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ตามจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น การขยายศูนย์บริการทางการแพทย์ครบวงจร

4. โครงสร้างของผู้ถือหุ้นและผู้บริหารเป็นอย่างไร

การออกหุ้น IPO นั้นจะต้องมีการจัดสรรหุ้นให้กับทั้งผู้ถือหุ้นเดิมและนักลงทุนกลุ่มใหม่ด้วยนะครับ สิ่งที่เราจะต้องดูในเรื่องนี้ก็คือโครงสร้างของผู้ถือหุ้นในแบบเก่าและใหม่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ต้องอย่าลืมว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่นั้นสามารถตั้งทีมงานบริหารได้และนำไปสู่การออกนโยบายต่างๆ ที่ทำให้ธุรกิจเจริญเติบโตได้ครับ บางทีพอเราเห็นว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นและผู้บริหารกลุ่มเดิมยังอยู่ แต่สัดส่วนการถือหุ้นลดลงไป มันก็อาจจะมีความเสี่ยงในอนาคตได้เช่นเดียวกันครับ

เรื่องโครงสร้างผู้ถือหุ้นเนี่ย หลายคนอาจจะมองว่าไม่เกี่ยวกับเรา ใครจะขึ้นมาก็ขึ้นมา แต่จริงๆ แล้วมันก็มีผลอยู่เยอะเหมือนกันนะครับ ก็มีตัวอย่างหลายๆ เหตุการณ์ที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เปลี่ยนแปลงไปและเปลี่ยนทีมผู้บริหารใหม่หมดแล้วทำให้บริษัทมีการดำเนินงานเปลี่ยนแปลงไปก็มี ถ้าโชคร้ายการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ดีก็ทำให้การลงทุนเราเสียหายได้ครับ

5. ความเสี่ยงที่เราควรทราบมีอะไรบ้าง

ทุกธุรกิจนั้นมีความเสี่ยงนะครับ โดยปกติแล้วใน Filing นั้นก็จะมีส่วนที่เป็นความเสี่ยงให้เราได้ศึกษาเหมือนกัน จริงๆ  อ่านดูซักนิดก็ดีนะครับเพราะหลายๆ ครั้งความเสี่ยงมันอาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝันได้ ตัวอย่างความเสี่ยงที่เราควรทราบ เช่น

  • ความเสี่ยงในการทำธุรกิจ</strong

“สมการนักออม … ลดภาษีก็เพิ่มเงินออมได้”

ชีวิตคนเรานอกจากความตายแล้วอีกอย่างที่หนีไม่พ้นก็คือ “ภาษี” เวลาซื้อของร้านค้าจะหักเงินเราไว้บางส่วนเอาไปจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เวลารับดอกเบี้ยเงินฝากประจำและเงินปันผลก็จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายสูงสุดถึง 15% เวลารับเงินเดือนก็จะถูกหักภาษีเงินได้สูงสุดถึง 35% และยังมีภาษีอื่นๆ อีกสารพัด เรียกได้ว่าถ้าเอาภาษีที่จ่ายในแต่ละปีมากองรวมกันอาจตกใจได้เลยครับ

ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนมีเรื่องปวดใจมาเล่าสู่กันฟัง เวลาเปิดสลิปเงินเดือนทุกครั้งจะพบว่ามีมือที่มองไม่เห็นมาเอาเงินเราไปก่อนที่เราจะได้ตังค์ซะอีก “เงินเดือนที่ได้รับจริงน้อยกว่าฐานเงินเดือน”

อย่างเช่น เงินเดือน 50,000 บาทถูกหักภาษี 5,000 บาท

เงินเดือนที่ได้รับจริง 45,000 บาท

น่าปวดใจมั้ยครับ?

เราตั้งใจทำงานมาทั้งเดือนแต่เวลาเงินเดือนออกเรากลับไม่ได้รับเงินคนแรก ซึ่งตรงข้ามกับเจ้าของกิจการรับเงินเข้ามาก่อนแล้วเสียภาษีทีหลัง แล้วยังเอาค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนมนุษย์เงินเดือนค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนภาษีได้ถูกกำหนดไว้ 50% ของเงินเดือนแต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละ 8,333 บาท ผมมั่นใจว่าหลายคนใช้จ่ายต่อเดือนเกินตัวเลขนี้มากนัก

แนวคิดที่ผมยึดถือ คือ “หาทางเสียภาษีให้น้อยสุด” ดังนี้

1.ภาษีมูลค่าเพิ่ม ลดได้จากการจำกัดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

2.ภาษี ณ ที่จ่าย ลดได้จากย้ายเงินฝากประจำไปกองทุนตราสารหนี้ หุ้นและกองทุนหุ้น เน้นการเติบโตราคามากกว่าเงินปันผล

3.ภาษีเงินได้ ลดได้จากการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีให้ครบๆ บริษัทฯที่เปิดโอกาสให้แจ้งใช้สิทธิ์ลดหย่อนล่วงหน้าได้ก็ควรรีบทำ เพราะภาษีเงินได้ที่ถูกบริษัทฯหักเพื่อนำส่งสรรพากรในแต่ละเดือนจะลดลงและไม่ต้องรอทำเรื่องขอคืนภาษีด้วยครับ

อาจมีบางคนแย้งว่าแล้วจะเอาเงินมาพัฒนาประเทศจากไหน ผมขออนุญาตแนะนำว่าให้เราตั้งใจทำงานมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่านี้ ก็เสียภาษีเพิ่มแล้วครับ

ดังนั้นสิ่งที่ควรสนใจไม่ใช่จำนวนภาษี แต่เป็นอัตราภาษีที่เสียจริงครับ

อีกเหตุผลทุกวันนี้มีคนเลี่ยงไม่ยอมเสียภาษีเงินได้กันมาก รัฐบาลควรแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังก็จะมีภาษีจำนวนมากกลับมาพัฒนาบ้านเมือง และช่วยทำให้เสียภาษีอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคนรายได้น้อยต้องเสียเท่ากับคนรายได้มาก แต่เป็นการบังคับใช้กติกาเดียวกันให้ผู้มีเงินได้ทุกคนเสียภาษีเงินได้ในอัตราที่เหมาะสมตามรายได้ครับ  

ลองซื้อกองทุนรวมแบบนี้สิ ดี ง่าย และได้ผล!!!

สวัสดีครับ กลับมาพบกับพรี่หนอมแห่ง TAXBugnoms กันอีกครั้ง กับบทความใหม่ใน aomMONEY ที่จะมาแบ่งปันแนวคิดของการลงทุน แบบ “ให้เงินทำงาน” อย่างแท้จริงครับผม

หลายคนคงเคยได้ยินว่า “กองทุนรวม” เป็นเครื่องมือหนึ่งในการลงทุนที่ช่วยให้เราได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นใช่ไหมครับ ซึ่งโดยปกติแล้วการลงทุนในกองทุนรวมนั้น เราต้องใช้เวลาในการคัดเลือกกองทุน ดูผลตอบแทนย้อนหลัง ดู Rating วิเคราะห์กระแส ถามกูรู (หรือดูรายการ #กองทุนไหนดี – พื้นที่โฆษณา) เพื่อทำความเข้าใจและศึกษาข้อมูลว่ากองทุนนั้่นมันคือคุณค่าที่เราคู่ควรจะลงทุนจริงๆครับ

แต่อย่าเพิ่งถอดใจไป!! เพราะทางเลือกในการลงทุนที่ผมจะให้ในวันนี้ มันง่ายยยยยยยกว่านั้นเยอะครับ เรียกได้เลยว่า มันเป็นแนวคิดการลงทุนแบบสบายๆ ชิวๆ ปล่อยให้เงินลงทุนทำหน้าที่ของมันไป แล้วเอาเวลาที่เหลือไปทำมาหากินดีกว่าครับ! 

อะแฮ่ม ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนตามวิธีที่ผมแนะนำ อยากออกตัวไว้ก่อนสั้นๆ ครับว่า บทความนี้ไม่ได้บอกว่าแนวทางนี้ดีกว่าแนวทางการลงทุนแบบอื่นๆนะครับ แต่ตัวผมเองต้องการแชร์อีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนให้ลองพิจารณาดูกันครับ

และต่อให้บทความนี้จะแนะนำวิธีการลงทุนแบบ “ดี ง่าย ได้ผล” แต่สิ่งที่ทุกคนยังคงต้องทำคือ “เข้าใจสินทรัพย์” ที่เราเลือกลงทุน และ “ยอมรับความเสียง” จากการลงทุนให้ได้ด้วยนะครับ ย้ำนะครับว่า ถ้าหากคุณยังไม่เข้าใจความต้องการของตัวเอง หรือมีความรู้พื้นฐานด้านการเงินเพียงพอที่จะจัดการการเงินของตัวเองได้ ผมไม่แนะนำให้ทำตามอย่างเด็ดขาดครับ!

เข้าเรื่องสักที ตกลงว่ามันคืออะไรกันแน่?

เอาล่ะครับ… วิธีการที่ว่านี้ เราจะเน้นที่การ จัดพอร์ทลงทุน เป็นหลักครับ (ถ้าใครยังไม่มีความรู้เรื่องกองทุนรวมและการจัดพอร์ทการลงทุน ขอแนะนำให้ติดตามบทความของ หมอนัท คลินิกกองทุน เพื่อนรักของผมก่อนเลยครับ)

โดยวิธีการหนึ่งที่ค่อนข้างนิยมในการจัดพอร์ทการลงทุนด้วยกองทุนรวมนั้น จะใช้การแบ่งสัดส่วนระหว่าง กองทุนรวมหุ้น กับ กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือ กองทุนรวมตลาดเงิน ตามผลตอบแทนที่ต้องการและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ครับ

สำหรับคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูงและต้องการผลตอบแทนระยะยาวที่ดี มักจะเลือกลงทุนในกองทุนหุ้นประมาณ 60-80% และที่เหลือลงทุนในกองทุนตราสารหนี้/ตลาดเงิน ตามความพอใจครับ

โดยกองทุนหุ้น ส่วนใหญ๋ที่แนวคิดนี้เลือกใช้กัน มักจะเป็นกองทุนดัชนีที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ อย่างกองทุนรวม SET50 ที่อ้างอิงผลตอบแทนตามตลาดหุ้นเป็นหลัก (แต่ถ้าใครจะเลือกกองทุนหุ้นประเภทอื่นก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันครับ) ส่วนกองทุนตราสารหนี้นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าชอบแบบไหนครับ จะระยะสั้น กลาง หรือยาวนั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ครับ

หรือถ้าหากใครมองว่าตัวเองต้องเสียภาษีอยู่แล้ว และอยากจะลงทุนด้วยวิธีนี้ ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันครับ โดยเลือกลงทุนในกองทุน LTF และ RMF แทน เช่น กองทุนหุ้น LTF 70% ร่วมกับ กองทุนตราสารหนี้ RMF 30% ซึงจะได้ประโยชน์จากการประหยัดภาษีเพิ่มขึ้นมาอีกต่อหนึ่งครับ

ตัวอย่างของการจัดพอร์ทแบบต่างๆ จากหัวข้อ ออกแบบพอร์ตลงทุนกองทุนรวมแบบ DIY คุณก็ทำได้ 
ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครับ

ความเห็นส่วนตัวของผมมองว่า การลงทุนแบบนี้ควรจะคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาวครับ (อย่างน้อย 10-15 ปี) และใช้การปรับปรุงพอร์ทการลงทุน (Rebalancing) ปีละ 1 ครั้งเท่านั้นครับ เพื่อปรับให้สัดส่วนการลงทุนเป็นไปตามที่เราต้องการครับผม

ตัวอย่างในการลงทุนแบบนี้ มีมากมายครับ หากใครสนใจเพิ่มเติมขอแนะนำให้ลองดูที่ PROJECT “B” : EARNING YIELD GAP ASSET ALLOCATION 70/30 ของเพจ Bear Investor หรือ index fund ของ Dekisugi.net ครับ

PROJECT “B” เพจ Bear Investor

ตัวอย่าง index fund ของ Dekisugi.net 

แบบนี้มันยากเกินไป มีอะไรที่ง่ายกว่านี้ไหม?

ถ้าหากใครมองว่าวิธีนี้มันยากเกินไป หรือยังไม่ได้กระจายความเสี่ยงในการลงทุนตามที่เราต้องการ เพราะอยากจะลงทุนให้หลายตลาด ทั้งในและต่างประเทศ หรืออยากลงทุนในสินทรัพย์มากมายหลายประเภท แบบนี้จะทำยังไงต่อไปดี?

ไม่ต้องกังวลใจไปครับ ผมมีอีกวิธีหนึ่งมาแนะนำเหมือนกันครับ นั่นคือการใช้ ระบบ หรือ เครื่องมือในการลงทุน ที่พัฒนาเพื่อคนที่ต้องการประหยัดเวลาในการคัดเลือกกองทุนด้วยตัวเองครับ

Treasurist เริ่มลงทุนด้วยแนวทางของผู้เชี่ยวชาญ

Treasurist.com เป็นระบบคัดเลือก “กองทุนแนะนำ” ของผู้ก่อตั้งเพจและเว็บไซต์ Thailand Investment Forum” ที่มีประสบการณ์ลงทุนมากว่า 10 ปี โดยช่วยให้เราคัดเลือกกองทุนที่ดีผ่านการทำแบบสอบถามทั้งหมด 16 ข้อ เพื่อให้ได้รูปแบบการลงทุนที่เหมาะกับเรา (สามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินก้อน แล้วต่อยอดด้วยเงินลงทุนรายเดือน) และช่วยจัดพอร์ทการลงทุนให้เรียบร้อยตามความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ครับ

ตัวอย่างการใช้งาน Treasurist

วางแผนการเงินง่ายๆ ด้วย NTER

NTER เป็นเครื่องมือบริหารและจัดการเป้าหมายทางการเงินระยะยาวผ่านกองทุนรวม จากทาง FINNOMENA ครับ โดยเน้นการจัดพอร์ทการลงทุนตามเป้าหมายที่ต้องการ (ลงทุนรายเดือน) หรือสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้วยเงินก้อน เช่น การสร้างผลตอบแทน หรือ กระแสเงินสดจากการลงทุนครับ  

ตัวอย่างการใช้งาน NTER

สรุป

สำหรับบทความนี้เป็นการแนะนำแนวทางการลงทุนแบบใหม่ในกองทุนรวมในแบบภาพรวมครับ เห็นไหมครับว่าวิธีการลงทุนต่างๆ ที่ผมเล่ามานั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ ขอเพียงแค่เรามีความเข้าใจในสินทรัพย์และความเสี่ยงใน

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 20-24 กุมภาพันธ์ 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 20-24 กุมภาพันธ์ 2560

สวัสดีครับผม กลับมาพบกับ “อัศวินกองทุน” กับ Weekly Outlook ตอนที่ 3 ประจำปี 2560 กันอีกแล้วครับผม เป็นไงบ้างครับกับการเขียนคอลัมน์แนวใหม่ในปีนี้ ชอบไม่ชอบยังไงบอกกันได้นะคร้าบบ

เอาล่ะครับ เรามาดูกันดีกว่าครับว่า สำหรับสัปดาห์นี้มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอะไรบ้างครับผม…

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพรวมของตลาด

สำหรับภาพรวมของตลาดนั้น ผมยังแนะนำมุมมองที่เป็นบวกต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่อยู่ครับ จากผลการคาดการณ์ของนักลงทุนในการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯไว้ส่วนหนึ่งแล้ว ทำให้ถ้อยแถลงของประธาน Fed ที่สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยไม่น่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนักครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผมแนะนำให้ชะลอการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯในตอนนี้ครับ เนื่องจากระดับราคาปัจจุบันได้สะท้อนความคาดหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไว้สูง ทำให้มีความเสี่ยงในการปรับตัวลง ถ้านโยบายไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาครับ
  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ผมแนะนำให้ชะลอการเข้าลงทุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นเหมือนกันครับ เนื่องจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าตั้งแต่ต้นปีจะกดดันต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนครับ
  • ตลาดหุ้นยุโรป ยังแนะนำให้ทยอยเข้าสะสมหุ้นยุโรปอยู่ครับ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนออกมาดีกว่าคาด โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร จึงถือว่ายังมีโอกาสอยู่ครับ
  • ตลาดหุ้นเอเชีย ผมแนะนำให้ทยอยสะสมตลาดหุ้นเกิดใหม่เอเชียทั้งหมด จากท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่ผ่านมา และจากแนวโน้มเศรษฐกิจเร่งตัวตามจากการส่งออกที่ดีขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัวครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

แนะนำทยอยเข้าสะสมหุ้นยุโรป ตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นเกาหลี และตลาดหุ้น A-SHARE และชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, อินเดีย และตลาดหุ้น H-SHARE ครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้น จากถ้อยแถลงของประธาน Fed ที่สนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ผมยังมองว่าในช่วงประชุมเฟดในวันที่ 15 มี.ค. ผลตอบแทนพันธบัตรอาจกลับมาผันผวนอีกครั้ง เนื่องจากมีโอกาสส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้ครับผม
  • พันธบัตรรัฐบาลไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติทยอยกลับเข้ามาลงทุน แต่ผมมองว่ายังคงความเสี่ยงที่ผลตอบแทนจะกลับมาผันผวนจากมุมมองที่ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าตามปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ขยายตัวดีต่อเนื่องครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ยังไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ที่แล้วนะครับ ผมยังคงแนะนำให้ลดการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว และไปเน้นลงทุนในตลาดเงินแทนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ผมแนะนำว่าควรเพิ่มการลงทุนในทองคำ หลังจากธนาคารสหรัฐฯ ยังไม่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด และเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากประเด็นทางการเมืองจากนโยบายกีดกันการค้าสหรัฐฯและการเลือกตั้งในยุโรปครับ
  • น้ำมัน ผมยังไม่แนะนำให้เข้าลงทุนในน้ำมันเหมือนเดิมครับ จากสาเหตุเดิมที่บอกไปครับว่า แม้ประเทศกลุ่ม OPEC จะลดการผลิตและการส่งออกตามข้อตกลง แต่ราคาที่ปรับตัวดีขึ้นจะทำให้ผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำในสหรัฐฯ เริ่มกลับมาทำการผลิตเหมือนเดิมครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเช่นเดียวกันครับ ผมแนะนำลงทุนทองคำและให้ชะลอการลงทุนในในน้ำมันเหมือนเดิมครับ

เอาล่ะครับ… ถ้าใครติดตามมาตั้งแต่ตอนแรกๆ จะเห็นแล้วล่ะครับว่า เดือนกุมภาพันธ์นี้จะเน้นการ Focus ในตลาดเกิดใหม่เป็นหลักครับ และหมุนเวียนด้วยตลาดอื่นๆที่น่าสนใจอยู่เรื่อยๆครับ อย่างไรคอยติดตามคอลัมน์นี้ให้ดีนะครับ

แต่สำหรับสัปดาห์นี้ผมแนะนำว่า สำหรับคนที่ลงทุนตลาดหุ้นจีน H-SHARE ควรขายทำกำไรได้แล้วนะครับ (ฮั่นแน่.. ผมเตือนแล้วนะ ปรับตัวขึ้นมาตั้ง 11% แบบนี้ต้องจัดแล้วล่ะครับ) และนอกจากตลาดเกิดใหม่เอเชีย ก็มีตลาดหุ้นยุโรปอีกที่หนึ่งที่น่าสนใจครับ

แต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมยึดหลักพื้นฐานในการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน (Asset Allocation) อย่างเหมาะสมกันด้วยนะครับ เพื่อการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุดของทุกๆคนคร้าบ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 16 ก.พ. 2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

อ่านบทความย้อนหลัง : สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 13-17 กุมภาพันธ์ 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

เงินต่อเงิน ด้วยเงินคืนจาก “ภาษี”

หลายคนยื่น “ภาษี” ไปแล้ว หลายคนกำลังจะยื่น ทีนี้มันจะมีคนที่ได้ “เงินคืนภาษี” มา บางคนได้คืนเยอะมากด้วย!! แล้วเราควรเอาเงินที่ได้คืนจาก “ภาษี” ไปทำอะไรดี มาดามฟินนี่ มีไอเดียดีดีมาฝากแฟนๆ ทุกคนกันค่ะ

ก่อนอื่น…จำไว้นะว่า

“เงินคืนภาษี” คือ เงินของเราเอง ไม่ใช่เงินโบนัสจากกรมสรรพากร หรือเงินหล่นจากฟ้า!

ดังนั้น เธอจงเห็นคุณค่า นี่คือเงินที่เธอทำมาหาได้มาตลอดปีนั่นแหละ

นายจ้างหรือคนที่เค้าว่าจ้างเธอ หักภาษี ณ ที่จ่ายเยอะกว่าที่เธอต้องเสีย

กรมสรรพากรเค้าก็เลยคืนเธอมาจ้า

แล้วเงินจะต่อเงิน ด้วยเงินคืนจาก “ภาษี”  ได้ยังไง?

ลองมาอ่านไอเดียการใช้ เงินคืนภาษีแบบแจ่มๆ กันดูค่ะ

1. มีเงินออมไว้สำรองเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินในชีวิตรึยัง?

คนเราควรมีเงินก้อนนี้ไว้ให้อุ่นใจ อย่างน้อยเท่ากับ “ค่าใช้จ่าย” ที่ต้องจ่ายประจำแน่นอนสัก 3-6 เดือน ถ้ายังไม่มี เธอกันเงินมาออมเก็บไว้สำหรับตรงนี้ด่วน สัก 20% พยายามมีเงินออมก้อนนี้ให้ครบไวไว ก่อนข้ามช็อตไปลงทุนอย่างอื่น แนะนำให้วางไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ความเสี่ยงต่ำที่สามารถซื้อขายได้ตลอด

2. มีหนี้มั้ย?

ถ้ามี แบ่งไปใช้หนี้บางส่วนสัก 50% โดยเฉพาะหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงๆ อย่างหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด เงินกู้ยืม Personal loan ก็เอาไปใช้หนี้ก่อน ตัดยอดเงินต้นลง ดอกเบี้ยที่ต้องเสียก็จะลดลง หนี้อื่นๆ ลำดับถัดมาที่เธอควรนึกถึงก็เช่น หนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา หนี้รถ หนี้บ้าน ฯลฯ

3. ฝึก “เป็นผู้ให้” ให้พ่อให้แม่ ให้ลูกให้หลาน ให้องค์กรการกุศลต่างๆ สัก 5-10%

หัดให้บ้างโดยไม่เกี่ยวว่าเงินนั้นจะจำนวนน้อย หัวใจคือการฝึกนิสัยและการเปิดใจ การให้จะทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเอง “มี” ไม่ใช่ชีวิตอยู่บนจิตที่คิดว่าเธอ “ขาด”

4. ลงทุนเพิ่มในสิ่งที่ชอบที่ชอบของเธอ

จะเป็นกองทุนรวม ออมในหุ้น ประกันแบบสะสมทรัพย์หรือบำนาญ ทองคำ ทำธุรกิจส่วนตัว คืออะไรก็ตามที่มันจะ “งอกเงย” ได้ 10% ถ้าไม่มีหนี้ ก็ใส่ตรงนี้ได้เพิ่มอีก จัดไป

5. ตามใจตัวเอง ซื้อของอะไรที่อยากได้หรือไปเที่ยว 10%

มาดามให้เอาตรงนี้ไว้หลังสุดเพราะมันคือ “ความสุขชั่วคราว” สี่ข้อที่มาดามเอ่ยถึงก่อนหน้านี้ มันเป็นการจ่ายเพื่อ “ความสุขที่ยั่งยืน” เพราะเธอจ่ายเพื่อซื้อ ความมั่นคง ความสบายใจ และอิสรภาพแต่หลายคนพลาด คือเอาความสุขชั่วคราวนำหน้า แล้วมาก่ายหน้าผาก กังวลกับชีวิตในระยะยาวทีหลัง

คิดว่าเธอพอจะได้ไอเดียแล้วเนอะ ถ้าได้ “เงินคืนภาษี” มา เอาไปทำอะไรดี ที่สร้างชีวิตดีดี ดีต่อใจ ดีต่ออนาคต

ป.ล. เงินคืนภาษีเนี่ย ดูดีดีมันก็คือเงินที่เธอฝากกรมสรรพากรไว้ตลอดปี แต่มันไม่มีดอกเบี้ยนะ

ดังนั้น ปีใหม่ ฟ้าใหม่ วางแผนภาษีดีดี แจ้งจำนวนค่าลดหย่อนหรืออะไรก็ตามที่เธอจะใช้สิทธิประโยชน์ให้ครบถ้วน ฝ่ายบุคคลเค้าจะได้หักภาษี ณ ที่จ่ายเธอไว้แต่พอดี เธอเอาเงินตรงนี้ไปเก็บไปออมไว้ที่อื่นจะได้ดอกผลงอกงามกว่าค่ะ

ยกเว้นว่าเธอมันเป็นคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้จริงๆ ก็ปล่อยให้เค้าหักภาษีไปเยอะๆ

ถึงไม่ได้ดอกเบี้ย แต่มันก็ยังดีกว่าเงินหายไปเลย เพราะเธออดใจไม่ไหว ใช้หมด จริงมั้ย 555

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

เก็บเงินเกษียณไปเท่าไรก็ไม่สำคัญ ถ้าวันนี้คุณยังรักษามันไม่เป็น

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms กันอีกครั้งกับบทความประจำเวปไซด์ออมมันนี่ (Aommoney) และวันนี้มีเรื่องราวดราม่าจากประสบการณ์จริงของคนรู้จักมาเล่าสู่กันฟังแบบสั้นๆ ในเรื่อง “ชีวิตหลังจากเกษียณ” ให้ฟังกันครับ

เมื่อพูดถึงเงินเกษียณใครหลายคนอาจจะคิดว่ามันห่างไกลความเป็นจริง ชีวิตของเรายังอีกยาวไกล ไว้สักอายุมากกว่านี้หน่อยค่อยคิดก็ได้ แต่เชื่อเถอะครับว่าเวลานั้นผ่านไปไวเสียจริงๆครับ เผลอแป็บเดียวก็ทำงานมา 10 ปี รู้สึกตัวอีกทีวันเกษียณก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแล้วครับ

ถ้าหากเป็นในยุคนี้ คำแนะนำที่เราได้รับเสมอๆ คือ “อย่าลืมลงทุนเพื่อวางแผนเกษียณ” โดยเริ่มต้นด้วยการคิดคำนวณเป้าหมายเกษียณ และสะสมเงินตามแผนเกษียณด้วยการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งใช้ผลประโยชน์ของดอกเบี้ยทบต้น เพื่อทำให้เงินจำนวนไม่มากนักในแต่ละเดือน เบ่งบานกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ในช่วงระยะเวลาที่สะสมยาวนาน อย่างที่เคยได้ยินกันมาแหละครับ ออมเงินเดือนละพันสองพันก็มีเงินเกษียณได้ ถ้าหากลงทุนถูกประเภทในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง และในบทความนี้ผมคงไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะเคยเขียนบทความเรื่องนี้ไว้ที่ [DIY] วิธีวางแผนเกษียณด้วยตัวเองแบบง่ายฝุดๆ รวมถึงผมเชื่อว่าหลายๆคนคงเห็นบทความที่กูรูหรือผู้รู้จำนวนมากมายได้เขียนเรื่องนี้ไว้หลายครั้งแล้วใช่ไหมครับ

แต่สิ่งที่ผมจะเล่าในวันนี้นั้น ไม่ใช่เรื่องการวางแผนเกษียณ ไม่ใช่เรื่องของการทำตามแผนจนบรรลุเป้าหมายเกษียณ แต่มันเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตหลังเกษียณของคุณลุง 2 คนที่ทำให้แกต้องพบกับวิกฤตชีวิตในวัยเกษียณครับ

ผมได้พูดคุยกับคุณลุงท่านแรกมาสักพัก สมมุติว่าชื่อ ลุง A ละกันนะครับ คุณลุง A แกวางแผนเกษียณไว้ได้ดีมากๆครับ เรียกได้ว่ามีทั้งการสะสมเงินในบัญชีธนาคาร กระจายไปลงทุนในกองทุนรวม หุ้น และตราสารการเงินต่างๆ จนเรียกได้ว่ามีเงินเกษียณแบบสบายๆ หลักหลายสิบล้านบาท (เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว) ซึ่งเงินก้อนนี้บอกตรงๆครับว่า ใช้ไปตลอดปีตลอดชาติ และมั่นใจได้เลยว่าไม่ต้องลำบากชีวิตของลูกหลานอย่างแน่นอน

ฟังดูแล้วก็เหมือนจะมีความสุขดีใช่ไหมครับ สำหรับคนที่บั้นปลายชีวิตมีเงินเกษียณไว้ใช้สบายๆอย่างคุณลุง A ซึ่งแกเองก็เคยบอกผมไว้ครับว่า เงินทั้งหมดนอกจากจะไว้ใช้แล้ว ยังเก็บสะสมเผื่อไว้ทั้งการรักษาตัวเองหากเจ็บป่วย แถมยังมีมรดกให้ลูกหลานอีกเล็กน้อย เรียกได้ว่าเป็นการวางแผนการเงินที่ครบมิติกันเลยทีเดียว

แต่ทว่า.. ปัญหาชีวิตกลับตามมาหลังจากเกษียณได้ไม่นาน ลูกหลานที่มีมากมายนั้น กลับกลายมาเป็นภาระแทนเพราะเห็นว่าคุณลุงนั้นรวยมากมาย มีเงินมีทองใช้สอยไม่ขาดมือ จึงพยายามที่จะใช้เงินของคุณลุงทำงานแทน (เรียกง่ายๆคือเกาะคุณลุงกินนั่นแหละครับ – -“) โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่า เงินเกษียณก้อนนั้นของคุณลุงจะมีไว้พอใช้จ่ายหรือไม่

เงินที่มีหลักหลายสิบล้านของคุณลุง เมื่อผ่านมาสิบปีกว่าๆ ก็กลายเป็นว่าต้องสูญเสียเงินหลายล้านบาทไปให้กับลูกหลานในการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย จนตัวเองวันนี้กลับมีชีวิตเกษียณลำบากในช่วงบั้นปลายของชีวิตแทน แถมจิตใจของแกก็ย่ำแย่ตามไปด้วย ส่วนลูกหลานน่ะหรอครับ ก็หายหัวกันไปหมด เพราะไม่อยากดูแลคนแก่ที่เจ็บออดๆแอดๆ 

ส่วนเรื่องของคุณลุงคนที่ 2 นั้นหนักหนากว่า สมมุติว่าแกชื่อคุณลุง B ละกันนะครับ ลุง B แกวางแผนเกษียณไว้ดีเช่นเดียวกัน แต่มีเงินไม่มากเท่ากับคุณลุง A ซึ่งตอนแรกดูๆ แล้วผมก็คิดว่าน่าจะเพียงพอต่อการใช้จ่ายของตัวเองในระดับนึง

แต่ด้วยนิสัยของลุง B ที่เป็นคนเสพติดการใช้จ่าย เนื่องจากก่อนเกษียณแกเป็นคนที่มีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตา และเห็นคุณค่าในการทำงานของแก แต่พอเกษียณแล้วกลายเป็นว่าอำนาจที่มีก็เริ่มจะหายไป เริ่มจะกลายเป็นคนที่ใครๆก็ถูกลืม แกเลยรู้สึกว่าแกสูญเสียอำนาจเหล่านั้นไป กลายเป็นว่าตอนนี้แกพยายามนำเงินเกษียณมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายแทน เพื่อที่จะให้ได้รับการยอมรับเหล่านั้นกลับคืนมาจากคนที่แกต้องการ ส่วนคนเหล่านั้นเห็นคุณลุง B เป็นแบบนี ก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นปลิงทันทีโดยไม่ได้นัดหมาย และสุดท้ายจุดจบก็ไม่ต่างกันครับ นั่นคือคุณลุง B ณ วันนี้ก็ไม่มีเงินเกษียณพอใช้ แต่แย่กว่าตรงที่คุณลุงแกมีสภาพจิตใจที่แย่ยิ่งกว่าคุณลุง A เสียอีก

หลังจากที่รับรู้เรื่องนี้ ผมได้เขียนระบายเป็น Status ลงใน Facebook ส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้เหมือนกันครับ

https://www.facebook.com/v2.9/plugins/post.php?app_id=125839547999656&channel=https%3A%2F%2Fstaticxx.facebook.com%2Fconnect%2Fxd_arbiter%2Fr%2FXBwzv5Yrm_1.js%3Fversion%3D42%23cb%3Df3cd184f846319%26domain%3Daommoney.com%26origin%3Dhttps%253A%252F%252Faommoney.com%252Ff3be1ee9598b778%26relation%3Dparent.parent&container_width=0&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fbugnoms%2Fposts%2F10153679952298450&locale=en_US&sdk=joey&width=600

สำหรับบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมดนี้ ผมเพียงต้องการจะสื่อให้ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ฟังเรื่องการเก็บเงิน การออมเงิน หรือแม้แต่การวางแผนการเงินต่างๆก็ตาม นั่นคือ หลังจากที่เราไปถึงเป้าหมายการเงินแล้ว เราอาจจะคิดว่ามันจบ และคิดเอาเองว่าสิ่งนั้นเรียกว่าความสำเร็จของชีวิต แต่จริงๆแล้วการวางแผนการเงินนั้นไม่ได้จบลงแค่การถึงเป้าหมาย แต่มันคือการประคับประคองชีวิตของเราให้เดินอยู่รอดไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตต่างหากครับ

ผมเชื่อว่า นอกจากคนในยุคนี้มีหน้าที่ในการจัดการวางแผนการเงินของตัวเองแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เราควรช่วยจัดการคือการวางแผนการเงินให้กับคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อ-แม่-ลูก และคนในครอบครัว โดยเฉพาะการใช้เงินหลังเกษียณอย่างถูกต้อง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆครับ

สุดท้ายนี้.. ผมหวังว่าประสบการณ์ของคุณลุงทั้งสองท่านนี้จะเป็นประโยชน์ในแง่ของเรื่องราวที่ทำให้ใครได้เรียนรู้ จึงตั้งใจเอามาเขียนแบ่งปันกัน เผื่อว่าคนที่กำลังวางแผนเกษียณจะได้เตรียมตัวใช้เงินได้อย่างถูกต้อง และคนที่ทำลายเงิน&

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save